ซูเราะหฺอัซซุครุฟ
จาก วิกิซอร์ซ
ด้วยพระนามแห่งอัลลอหฺ พระผู้ทรงเมตตายิ่ง พระผู้ทรงปรานียิ่ง
{43:1} ฮามีม
{43:2} ขอสาบานด้วยคัมภีร์อันชัดแจ้ง
{43:3} แท้จริงเราได้ทำให้คัมภีร์เป็นกุรอานภาษาอาหรับ เพื่อพวกเธอจะได้ใช้สติปัญญา
{43:4} และแท้จริงอัลกุรอานนั้นอยู่ในกระดานที่ถูกพิทักษ์ ณ ที่เรา คือสูงส่งพรั่งพร้อมด้วยปรัชญา
{43:5} ดังนั้นจะให้เราหันเหข้อตักเตือนนี้จากพวกเธอเสียทีเดียว เพราะพวกเธอเป็นหมู่ชนผู้ฝ่าฝืนกระนั้นหรือ?
{43:6} และกี่มากน้อยแล้วที่เราได้ส่งนบีมาในชนชาติรุ่นก่อน ๆ
{43:7} และไม่มีนบีคนใดที่ได้มายังพวกเขา แล้วไม่ได้ถูกพวกเขาเยาะเย้ย
{43:8} ฉะนั้นเราจึงได้ทำลายบรรดาผู้เข้มแข็งทางสมรรถภาพมากกว่าพวกเขา และอุทาหรณ์ของชนชาติรุ่นก่อน ๆ ก็ได้ล่วงลับไปแล้ว
{43:9} และหากเธอถามพวกเขา "ผู้ใดเล่าเป็นผู้สร้างเหล่าชั้นฟ้าและแผ่นดิน?" แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่า "มันถูกสร้างโดยพระผู้ทรงอํานาจ พระผู้ทรงรอบรู้"
{43:10} ผู้ทรงทำให้แผ่นดินแผ่กว้างสำหรับพวกเธอ และทรงทำให้มีถนนหนทางในแผ่นดินสำหรับพวกเธอ เพื่อพวกเธอจะบรรลุสู่เป้าหมาย
{43:11} และเป็นผู้ทรงหลั่งน้ำลงมาจากฟากฟ้าตามปริมาณ และด้วยน้ำนั้น เราได้ชุบชีวิตแผ่นดินที่แห้งแล้ง เช่นนั้นแหละพวกเธอจะถูกให้ออกมา(จากหลุมฝังศพ)
{43:12} และเป็นพระผู้ซึ่งทรงสร้างทุกสรรพสิ่งเป็นคู่ ๆ และสำหรับพวกเธอทรงบันดาลให้เรือและปศุสัตว์เป็นสิ่งที่พวกเธอใช้ขี่เป็นพาหนะ
{43:13} เพื่อพวกเธอจะได้นั่งอยู่บนหลังของมันอย่างมั่นคง แล้วพวกเธอจะได้รำลึกถึงความโปรดปรานของพระเจ้าของพวกเธอ เมื่อพวกเธอได้นั่งขี่บนมันอย่างเรียบร้อยแล้ว พวกเธอก็จะกล่าวว่า "พระพิสุทธิคุณแห่งพระผู้ทรงบันดาลให้พาหนะนี้เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกแก่เรา และเรานั้นไม่เคยสามารถที่จะควบคุมมันได้"
{43:14} "และแท้จริงเราจะต้องเป็นผู้กลับไปสู่พระเจ้าของเราอย่างแน่นอน"
{43:15} และพวกเขาได้ตั้งบ่าวบางคนของพระองค์ให้เป็นภาคหนึ่งของพระองค์1 แท้จริงมนุษย์นั้นเนรคุณอย่างชัดแจ้ง
{43:16} พระองค์ยึดเอาจากสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างนั้นมาเป็นบุตรี และพระองค์ทรงเลือกสรรบุตรให้แก่พวกเธอกระนั้นหรือ?2
{43:17} และเมื่อพวกเขาคนใดได้รับข่าวดี ตามที่เขาได้ตั้งอุปมาแก่พระผู้ทรงเมตตา ใบหน้าของเขาก็หมองคล้ำไม่เสื่อมคลาย และเขาก็เศร้าสลด 3
{43:18} และผู้ที่ถูกเติบโตเลี้ยงดูมาท่ามกลางเครื่องประดับ และในการโต้เถียงก็ไม่มีอะไรชัดแจ้งนั่นหรือ? (ที่จะให้เป็นภาคของพระองค์)4
{43:19} และพวกเขาได้อุปโลกน์มะลาอิกะหฺ ซึ่งพวกเขาเป็นบ่าวของพระผู้ทรงเมตตา ให้เป็นเพศหญิง พวกเขารู้เห็นเป็นพยานในการสร้างพวก(มลาอิกะหฺ)นั้นกระหรือ? การเป็นสักขีพยานของพวกเขาจะถูกบันทึกไว้และพวกเขาจะถูกสอบสวน
{43:20} และพวกเขากล่าวอีกว่า "หากพระผู้ทรงเมตตาทรงประสงค์ พวกเราจะไม่เคารพสักการะพวก(เทวรูป)นั้นดอก" พวกเขาไม่มีความรู้อันใดในเรื่องนั้น พวกเขาไม่มีอะไรเลย นอกจากคาดคะเนเท่านั้น
{43:21} หรือว่าเราได้ประทานคัมภีร์เล่มหนึ่งแก่พวกเขาก่อนหน้านั้น พวกเขาจึงยึดถือคัมภีร์นั้นไว้อย่างมั่นคง
{43:22} หามิได้ พวกเขากล่าวว่า "แท้จริงเราได้พบเห็นบรรพบุรุษของเราอยู่ในแนวทางนี้ ดังนั้นเราจึงดําเนินตามแนวทางของพวกเขา"
{43:23} และเช่นนั้นแหละ เราไม่ได้ส่งผู้ตักเตือนคนใดก่อนหน้าเธอไปยังเมืองใด เว้นแต่บรรดาผู้ฟุ่มเฟือยของมันจะกล่าวว่า "แท้จริงเราได้พบเห็นบรรพบุรุษของเราอยู่ในแนวทางนี้ ดังนั้นเราจึงดําเนินตามแนวทางของพวกเขา"
{43:24} เขากล่าวว่า "หากว่าฉันได้นำมาให้พวกเธอ ซึ่งแนวทางที่ถูกต้องกว่าที่พวกเธอได้พบเห็นบรรพบุรุษของพวกเธอยึดถืออยู่เล่า?" พวกเขากล่าวว่า "แท้จริงเราเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อสิ่งที่ถูกส่งมาแก่พวกท่าน"
{43:25} ดังนั้นเราจึงได้ลงโทษพวกเขา บัดนี้จงดูเถิดว่า บั้นปลายของบรรดาผู้ปฏิเสธนั้นจะเป็นเช่นใด
{43:26} และจงรำลึกถึงเมื่ออิบรอฮีมได้กล่าวแก่บิดาของเขาและหมู่ชนของเขาว่า "แท้จริงฉันขอปลีกตัวจากสิ่งที่พวกท่านเคารพสักการะ"
{43:27} "นอกจากพระผู้ซึ่งทรงบังเกิดฉันเท่านั้น เพราะแท้จริงพระองค์จะทรงชี้แนะทางที่ถูกต้องแก่ฉัน"
{43:28} และเขาได้ทำให้คําปฏิญาณอยู่คงต่อไปในลูกหลานของเขา หวังว่าพวกเขาจะกลับมาสำนึกผิด5
{43:29} ยิ่งกว่านั้น ฉันได้ให้พวกเขาเหล่านั้น และบรรพบุรุษของพวกเขาหลงระเริงอยู่จนกระทั่งได้ มีสัจธรรมและศาสนทูต ผู้ประกาศสาส์นอย่างชัดแจ้งมายังพวกเขา
{43:30} ครั้งเมื่อได้มีสัจธรรมมายังพวกเขา พวกเขาก็กล่าวว่า นี้คือไสยศาสตร์ และแท้จริง พวกเราก็เป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อสัจธรรมนั้น
{43:31} และพวกเขากล่าวว่า "เหตุใดอัลกุรอานนี้จึงไม่ถูกประทานลงมาให้แก่ชายสักคนผู้ยิ่งใหญ่แห่งสองเมืองนี้เล่า?"6
{43:32} พวกเขาเป็นผู้แบ่งปันความเมตตาแห่งพระเจ้าของเธอกระนั้นหรือ? เราต่างหากที่เป็นผู้แบ่งปันปัจจัยยังชีพของพวกเขาระหว่างพวกเขาในชีวิตโลกนี้ และเราได้เชิดชูบางคนในหมู่พวกเขาเหนือกว่าอีกบางคนหลายชั้น เพื่อพวกเขาจะได้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน7 และความเมตตาของพระเจ้าของเธอนั้นดียิ่งกว่าที่พวกเขาสะสมไว้
{43:33} และหากไม่ใช่เพราะการที่มวลมนุษย์จะเป็นประชาชาติเดียวกันแล้ว8 เราก็จะบันดาลให้หลังคาบ้านของผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาต่อพระผู้ทรงเมตตานั้นเป็นเงิน รวมทั้งบันไดที่พวกเขาขึ้น
{43:34} และรวมทั้งประตูบ้านและเตียงตั่งซึ่งบนนั้นพวกเขานอนเอกเขนก
{43:35} และเครื่องประดับทองคํา แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงสิ่งอำนวยความสุขแห่งชีวิตโลกนี้เท่าส่วนปรโลก ณ ที่พระเจ้าของเธอนั้นจะเป็นของบรรดาผู้ยำเกรง
{43:36} และผู้ใดเมินจากการรำลึกถึงพระผู้ทรงเมตตา เราจะประกบชัยฏอนตัวหนึ่งให้แก่เขา แล้วมันก็จะเป็นคู่ของเขา
{43:37} และแท้จริง พวกมันจะขัดขวางพวกเขาออกจากทางที่ถูกต้อง แต่พวกเขาคิดว่า พวกเขานั้นอยู่ในแนวทางที่ถูกต้องแล้ว
{43:38} จนกระทั่งเมื่อเขาได้มายังเรา(ในวันฟื้นคืนชีพ) เขาจะกล่าวขึ้นว่า "อนิจจา ถ้าระหว่างฉันกับเธอมีระยะทางห่างกันเช่นบูรพทิศกับประจิมทิศก็จะดี ชั่วช้าจริงสหายผู้นี้"
{43:39} และในวันนี้มันจะไม่อำนวยประโยชน์อันใดเลยแก่พวกเธอ เนื่องจากพวกเธอเคยอธรรม แม้ว่าพวกเธอจะมีหุ้นส่วนร่วมกันในการได้รับโทษก็ตาม9
{43:40} แล้วเธอจะทำให้คนหูหนวกได้ยิน หรือชี้ทางคนตาบอดและผู้ที่อยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้งกระนั้นหรือ?
{43:41} มาตรว่าเราจะเอาชีวิตเธอไป เราก็จะลงโทษพวกเขาแน่
{43:42} หรือเราจะแสดงให้เธอเห็นสิ่งที่เราได้สัญญากับพวกเขาไว้ แท้จริงเรานั้นมีอานุภาพเหนือพวกเขา
{43:43} ดังนั้นจงยึดมั่นตามที่ได้ถูกเปิดเผยสำแดงแก่เธอ แท้จริงเธอนั้นอยู่บนแนวทางอันเที่ยงตรง
{43:44} และแท้จริงอัลกุรอานคือข้อตักเตือนแก่เธอและแก่หมู่ชนของเธอ และพวกเธอจะถูกสอบสวน
{43:45} และเธอจงถามผู้ที่เราได้ส่งมาก่อนเธอจากบรรดาศาสนทูตของเราว่า เราได้ตั้งบรรดาพระเจ้า อื่นจากพระผู้ทรงเมตตา เพื่อเป็นที่เคารพสักการะบ้างไหม?
{43:46} และโดยแน่นอนเราได้ส่งมูซาพร้อมด้วยบรรดาอภินิหารสัญญาณของเราไปยังฟิรเอานฺ และบรรดาเสนาอำมาตย์ของเขา แล้วเขากล่าวว่า "ฉันเป็นศาสนทูตของพระเจ้าแห่งสากลโลก"
{43:47} ครั้นเมื่อเขาได้มายังพวกเขาพร้อมด้วยบรรดาอภินิหารสัญญาณของเราแล้ว พวกเขาก็หัวเราะเยาะต่อสิ่งเหล่านั้น
{43:48} และเราไม่ได้แสดงอภินิหารสัญญาณอันใดแก่พวกเขา เว้นแต่ว่าแต่ละอย่างจะยิ่งใหญ่กว่าอีกอย่าง และเราได้คร่าพวกเขาด้วยการลงโทษ หวังว่าพวกเขาจะกลับมาสำนึกผิด
{43:49} และพวกเขากล่าวว่า "ดูกร มายากร! วิงวอนต่อพระเจ้าของท่านให้แก่พวกเรา ตามที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้กับท่าน แท้จริงเราจะเป็นผู้อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง"
{43:50} ครั้นเมื่อเราได้ปลดเปลื้องการทรมานให้พ้นไปจากพวกเขา บัดนั้นพวกเขาก็กลับผิดสัญญา
{43:51} และฟิรเอานฺได้ประกาศท่ามกลางราษฎรของเขา เขากล่าวว่า "ดูกร ราษฎรของข้า อาณาจักรแห่งอียิปต์นี้ไม่ได้เป็นของข้าดอกหรือ? และแม่น้ำเหล่านี้ไหลผ่านเบื้องล่างข้า พวกเจ้าไม่เห็นดอกหรือ?"
{43:52} "ยิ่งกว่านั้นข้ายังดีกว่าคนนี้ ซึ่งเขาเป็นคนอัปยศ และแทบจะพูดจาไม่ชัดถ้อยชัดคําใช่ไหม?"
{43:53} "แล้วเหตุใดจึงไม่มีกําไลทองให้เขาได้สวมบ้างเล่า? หรือมีมะลาอิกะหฺมาติดตามอยู่กับเขา"
{43:54} เขาจึงได้หลอกลวงราษฎรของเขา แล้วพวกเขาก็ภักดีต่อเขา แท้จริงพวกเขาเป็นหมู่ชนผู้ฝ่าฝน
{43:55} เมื่อพวกเขาได้ทำให้เรากริ้ว เราก็ลงโทษพวกเขา เราได้ทำให้พวกเขาจมน้ำทั้งหมด
{43:56} และเราได้ทำให้พวกเขาเป็นอดีตที่ล่วงลับและอุทธาหรณ์แก่คนรุ่นหลัง
{43:57} และเมื่อบุตรมัรยัมถูกยกเป็นอุทาหรณ์ พลันหมู่ชนของเธอก็โห่ร้องอย่างขบขันต่ออุทาหรณ์นั้น10
{43:58} และพวกเขากล่าวว่า "บรรดาพระเจ้าของเราดีกว่าหรือว่าเขา(อีซา)?" พวกเขาไม่ได้เปรียบเทียบเรื่องนี้แก่เธอเพื่ออื่นใดนอกจากการโต้เถียง ยิ่งกว่านั้นพวกเขาเป็นหมู่ชนที่ชอบการโต้เถียงอีกด้วย
{43:59} เขา(อีซา)ไม่ใช่ผู้ใดอื่น นอกจากเป็นบ่าวคนหนึ่ง ซึ่งเราได้ประทานความโปรดปรานแก่เขา และเราได้ทำให้เขาเป็นแบบอย่างที่ดีแก่วงศ์วานของอิสรออีล
{43:60} และหากเราประสงค์ เราจะตั้งให้มะลาอีกะหฺในแผ่นดินนี้เป็นผู้สืบช่วงต่อจากพวกเธอ11
{43:61} "และแท้จริงเขา(อีซา) เป็นเครื่องหมายแห่งวันโลกาวินาศ ดังนั้นเธออย่าได้สงสัยในเรื่องนี้แต่จงปฏิบัติตามฉัน นี้คือแนวทางอันเที่ยงตรง"
{43:62} และอย่าให้ชัยฏอนมาขัดขวางพวกเธอ แท้จริงมันเป็นศัตรูตัวฉกาจของพวกเธอ
{43:63} และเมื่ออีซาได้มาพร้อมด้วยหลักฐานทั้งหลายอันชัดแจ้ง เขากล่าวว่า "แน่นอนฉันได้มาหาพวกเธอพร้อมด้วยการเป็นนะบีและบทบัญญัติแห่งอินญีล และเพื่อฉันจะได้ชี้แจงแก่พวกเธอให้กระจ่างแจ้งในบางเรื่องที่พวกเธอขัดแย้งกัน ดังนั้นพวกเธอจงยำเกรงอัลลอหฺ และภักดีต่อฉันเถิด"
{43:64} "แท้จริงอัลลอหฺนั้น พระองค์คือพระเจ้าของฉัน และพระเจ้าของพวกเธอ ดังนั้นจงเคารพภักดีพระองค์เถิดนี่คือแนวทางอันเที่ยงตรง"
{43:65} นิกายต่าง ๆ ได้ขัดแย้งกันในระหว่างพวกเขา ดังนั้นความหายนะจงประสบแด่บรรดาผู้อธรรมเนื่องจากการลงโทษแห่งวันอันเจ็บปวด
{43:66} พวกเขาคอยสิ่งใดอีกไหม? นอกจากวันโลกาวินาศ ซึ่งมันจะมาหาพวกเขาอย่างกระทันหันโดยที่พวกเขาไม่รู้สึกตัว
{43:67} ในวันนั้นบรรดามิตรสหายจะเป็นศัตรูกัน นอกจากบรรดาผู้ยำเกรง(อัลลอหฺ)
{43:68} ดูกร ปวงบ่าวของฉัน ไม่มีความหวาดกลัวอันใดแก่พวกเธอในวันนี้ และพวกเธอไม่เศร้าโศก
{43:69} บรรดาผู้ศรัทธาต่ออภินิหารสัญญาณทั้งหลายของเรา และพวกเขาเป็นผู้นอบน้อม
{43:70} จงเข้าไปในสวนสวรรค์ทั้งพวกเธอเองและคู่ครองของพวกเธออย่างสุขเกษม
{43:71} จะมีจานทำด้วยทองคําและจอกถูกนำมาเวียนรอบตัวพวกเขา และในสวนสวรรค์นั้น จะมีสิ่งที่จิตของพวกเขาปรารถนา และสายตาของพวกเขาชื่นชม และพวกเธอจะพำนักอยู่ในนั้นนิรันดร
{43:72} และนั่นคือสวนสวรรค์ซึ่งพวกเธอได้รับเป็นมรดกเนื่องจากที่พวกเธอได้เคยกระทำไว้
{43:73} ในสวนสวรรค์นั้นจะมีผลไม้มากมายสำหรับพวกเธอ พวกเธอจะได้กินส่วนหนึ่งจากมัน
{43:74} แท้จริงบรรดาอาชญากรนั้น จะอยู่ในการลงทรมานในนรกญะฮันนัมนิรันดร
{43:75} การลงโทษนั้นจะไม่ถูกลดหย่อนแก่พวกเขา และในการลงโทษนั้น พวกเขาเป็นผู้หมดหวัง
{43:76} และเราไม่ได้อธรรมต่อพวกเขา แต่พวกเขาต่างหากที่เป็นผู้อธรรมต่อตัวเอง
{43:77} และพวกเขาจะร้องเรียกขึ้นว่า "โอ้มาลิก โปรดให้พระเจ้าของท่านจัดการให้เราตายเสียเถิด" เขากล่าวว่า "แท้จริงพวกเธอส่วนใหญ่จะเป็นผู้พำนักอยู่ในนี้นิรันดร"12
{43:78} โดยแน่นอนเราได้นำความจริงมายังพวกเธอแล้ว แต่พวกเธอส่วนใหญ่เป็นผู้ชิงชังความจริง
{43:79} หรือว่าพวกเขาได้ตกลงวางแผนในเรื่องใด เราก็เป็นผู้วางแผนเช่นกัน
{43:80} หรือพวกเขาคิดว่า เราไม่ได้ยินความลับของพวกเขาและการประชุมลับของพวกเขา หามิได้ และทูตของเราอยู่กับพวกเขาเพื่อบันทึก
{43:81} จงกล่าวเถิด "ถ้าหากพระผู้ทรงเมตตาทรงมีพระบุตรจริง ฉันก็จะเป็นคนแรกในหมู่ผู้เคารพสักการะ"
{43:82} พระพิสุทธิคุณแห่งพระเจ้าแห่งเหล่าชั้นฟ้าและแผ่นดิน พระเจ้าแห่งบัลลังก(ทรงบริสุทธิ์)จากสิ่งพวกเขากล่าวอ้าง
{43:83} ดังนั้นเธอจงปล่อยพวกเขาให้มั่วสุมและหลงระเริง จนกว่าพวกเขาจะได้พบกับวัน(ฟื้นคืนชีพ)ของพวกเขา ซึ่งพวกเขาถูกสัญญาไว้
{43:84} และพระองค์คือพระผู้เป็นเจ้าแห่งชั้นฟ้า และพระผู้เป็นเจ้าแห่งแผ่นดิน และพระองค์เป็นเจ้าแห่งแผ่นดิน และพระองค์เป็นผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้
{43:85} ความเจริญสุขจงมีแด่พระผู้ซึ่งอํานาจแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ในระหว่างทั้งสองเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ และ ณ ที่พระองค์นั้นคือความรอบรู้แห่งวันโลกาวินาศ และยังพระองค์เท่านั้นที่พวกเธอจะถูกนำกลับไป
{43:86} และบรรดาผู้ที่วิงวอนขอสิ่งอื่นจากพระองค์นั้น จะไม่มีอํานาจในการขอการสงเคราะห์ นอกจากผู้ยืนยันเป็นสักขีพยานด้วยความจริง และพวกเขารู้ดี
{43:87} และถ้าพวกเธอถามพวกเขาว่า "ผู้ใดเป็นผู้สร้างพวกเขา?" แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่า "อัลลอหฺ" แล้วเหตุใดเล่าพวกเขาจึงหันเหออกไปทางอื่น
{43:88} และมีเสียงกล่าวของเขาว่า "โอ้ พระเจ้าของข้าฯ แท้จริงชนเหล่านั้นเป็นหมู่ชนที่ไม่ศรัทธา"
{43:89} ดังนั้น เธอจงให้อภัยแก่พวกเขา และจงกล่าวว่า "ศานติ" แล้วพวกเขาก็จะรู้13
[แก้ไข] เชิงอรรถ
1 อุปโลกน์ให้บรรดามะลาอิกะหฺเป็นบุตรีของอัลลอหฺ หรืออุปโลกน์ให้มนุษย์หรือญินเป็นภาคีมีคุณสมบัติหรืออำนาจเท่าเทียมกับพระองค์
2 พวกอาหรับรังเกียจที่จะมีบุตรี แต่กลับกุเรื่องเท็จขึ้นมาว่า อัลลอหฺมีบุตรีเป็นมะลาอิกะหฺ ในขณะที่พวกตนวิงวอนขออัลลอหฺ ถ้าหากพวกตนมีลูกก็ขอมีบุตรชาย
3 เมื่อใดมีผู้มาบอกข่าวว่า ภารยาของตนคลอดลูกเป็นทารกเพศหญิง พวกเขาก็โกรธ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเคยยัดเยียดว่าอัลลอหฺมีลูกสาวได้ แต่ตนเองกลับถือว่าเป็นสิ่งอัปยศ ไม่อาจจะรับได้ และก็คิดกำจัดด้วยการนำทารกไปฝังทั้งเป็น
4 พวกมุชริกจะให้อิสตรีเพศ ที่มีความอ่อนแอนั่นหรือเป็นลูกของอัลลอหฺ
5 อิบรอฮีมได้ทำให้คำปฏิญาณที่ว่า ""แท้จริงฉันขอปลีกตัวจากสิ่งที่พวกท่านเคารพสักการะ นอกจากพระผู้ซึ่งทรงบังเกิดฉันเท่านั้น" คือ ไม่ขอสักการะพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอหฺพระผู้ทรงสร้างฉันเท่านั้น ซึ่งตรงกับความหมายของคำปฏิญาณ (ชะหาดะหฺ) ที่ว่า "ลาอิลาหะอิลลัลลอหฺ" ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอหฺ
6 พวกมุชริกในอารเบียแปลกใจว่าเหตุใดอัลลอหฺจึงไม่ทรงแต่งตั้งผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ในเมืองมักกะหฺและฏออิฟเป็นนบี เช่น อัลวะลีด อิบนุลมุฆีเราะหฺ อัลมัคซูมีย์ และ อุตบะหฺ บินร่อบีอะหฺในมักกะหฺ หรือฮะบีบ บินอุมัยรฺ อัษษะกอฟีย์ และอับดุยาลัยลฺ อัษษะกอฟีย์ เหตุใดพระองค์ทรงเลือกเอามุฮัมมัด ปุถุชนที่ไม่มีสำคัญเลยมาเป็นนบี?
7 นายจ้างได้รับแรงงานจากลูกจ้าง ส่วนลูกจ้างก็ได้รับค้าจ้างจากนายจ้าง
8 ในการปฏิเสธและมุ่งแต่วัตถุนิยม
9 แม้ว่ามนุษย์และสหายที่เป็นชัยฏอนจะร่วมกันรับโทษ ก็ไม่ได้ทำให้โทษนั้นเบาบางลง
10 เมื่อนบีมุฮัมมัดอ่านพระโองการ {แท้จริงทั้งพวกเธอและสิ่งที่พวกเธอสักการะบูชานั้นจะเป็นเชื้อเพลิงของนรกญะฮันนัม} (21: 98) อับดุลลอหฺ อิบนุซซับอะรีย์ก็ถามว่า "โอ้ มุฮัมมัด มันเฉพาะพวกเราและเจว็ดของพวกเรา หรือว่าสำหรับทุกประชาชาติ? นบีตอบว่า "สำหรับพวกเธอและเจว็ดของพวกเธอ และสำหรับประชาชาติทั้งสิ้น" อิบนุซซับอะรีย์จึงพูดขึ้นมาว่า "ขอโต้แย้งท่าน ขอสาบานด้วยพระเจ้าของ กะอฺบะหฺ ไม่ใช่ท่านหรือที่คิดว่าอีซา บุตรมัรยัม เป็นนบี และท่านสรรเสริญอีซา กับมารดาอย่างดีงาม และท่านเองก็รู้ว่าพวกคริสต์เคารพสักการะเขาทั้งสอง เช่นเดียวกับอุซัยรฺที่ถูกบูชา และมะลาิอิกะหฺก็ถูกบูชา ถ้าหากพวกเขาต้องตกนรกจริง พวกเราและเจว็ดของพวกเราก็พอใจที่จะตกนรกพร้อมกับพวกเขาเหล่านั้น" ผู้คนที่ได้ยินก็หัวเราะ้เฮฮา ส่วนนบีุมุฮัมมัดก็ไม่ได้พูดอะไร จนกระทั่งมีพระโองการ {แท้จริงบรรดาผู้ที่ความดีจากเราได้ประสบแก่พวกเขามาก่อนนั้น ชนเหล่านั้นเป็นผู้ที่อยู่ห่างไกลจากนรกนั้น } (21:101) (ดูตัฟซีรอัซซะมัคชะรีย์, ตัฟซีรอิบนิกะษีร, ตัฟซีรอัรรอซีย์ และอื่น ๆ)
11 อัลลอหฺทรงสามารถที่จะทำลายพวกเธอจนหมดสิ้น แล้วให้มะลาอิกะหฺเข้ามาอาศัยอยู่บนโลกแทนพวกเธอ
12 หลังจากที่พวกเขาตกนรกไปเป็นเวลานาน พวกเขาก็เอ่ยปากขอจาก มาลิก ผู้เป็นผู้ดูแลนรก ให้ไปขอจากอัลลอหฺ เพื่อทำให้เพื่อเขาดับสลายไป จะได้ไม่ต้องมาทรมานอย่างไม่สิ้นสุดเช่นนี้ แต่คำตอบทีได้รับก็คือ ชาวนรกส่วนใหญ่จะต้องรับโทษอยู่ในนรกอีกต่อไปตลอดกาล
13 ว่าบั้นปลายของการปฏิเสธศรัทธาจะเป็นอย่างไร