ซูเราะหฺอัลกะหฺฟิ
จาก วิกิซอร์ซ
ด้วยพระนามแห่งอัลลอหฺ พระผู้ทรงเมตตายิ่ง พระผู้ทรงปรานียิ่ง
{18:1} บรรดาการสรรเสริญเป็นของอัลลอหฺผู้ทรงประทานคัมภีร์แก่บ่าวของพระองค์ และพระองค์ไม่ได้ทรงทำให้มันมีการบิดเบือนแต่อย่างใด
{18:2} เป็นคัมภีร์ที่เที่ยงธรรมเพื่อเตือนสำทับถึงการลงโทษอย่างสาหัสจากพระองค์และเพื่อแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ศรัทธาที่กระทำความดีทั้งหลายว่า สำหรับพวกเขานั้นจะได้รับรางวัลอันดีงาม
{18:3} เป็นผู้พำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล
{18:4} และเพื่อเตือนสำทับบรรดาผู้ที่กล่าวว่า อัลลอหฺมีพระบุตร
{18:5} พวกเขาไม่มีความรู้ใด ๆ ในเรื่องนี้ และบรรพบุรุษของพวกเขาก็เช่นกันเป็นคํากล่าวที่น่ารังเกียจยิ่งที่ออกจากปากของพวกเขา โดยที่พวกเขาไม่ได้กล่าวอันใดนอกจากความเท็จ
{18:6} ดังนั้น บางทีเธออาจเป็นผู้ทำลายชีวิตของเธอด้วยความเสียใจ เนื่องจากการผินหลังของพวกเขา หากพวกเขาไม่ศรัทธาต่ออัลกุรอานนี้
{18:7} แท้จริง เราได้ทำให้สิ่งที่อยู่บนแผ่นดินเป็นที่ประดับสำหรับมันเพื่อเราจะทดสอบพวกเขาว่า ผู้ใดในหมู่พวกเขามีผลงานที่ดีเยี่ยม
{18:8} และแท้จริง แน่นอนเราเป็นผู้ทำให้สิ่งที่อยู่บนพื้นดินเป็นผุยผงแห้งแล้ง
{18:9} เธอคิดไหมว่า ชาวถ้ำและแผ่นจารึกเป็นความมหัศจรรย์อันหนึ่ง ในเหล่าอภินิหารสัญญาณของเรา?
{18:10} จงรำลึกขณะที่พวกชายหนุ่มหลบเข้าไปในถ้ำแล้วพวกเขากล่าวว่า "โอ้พระผู้เป็นเจ้าของพวกข้าฯ ขอพระองค์ทรงโปรดประทานความเมตตาจากพระองค์แก่พวกข้าฯ และทรงทำให้การงานของพวกข้าฯอยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง"
{18:11} แล้วเราได้อุดหูพวกเขา(ให้นอนหลับ)ในถ้ำ เป็นเวลาหลายปี
{18:12} แล้วเราได้ให้พวกเขาลุกขึ้นเพื่อเราจะได้รู้ว่า ผู้ใดในสองพวกนั้นนับเวลาที่พวกเขาพำนักอยู่ได้ถูกต้องกว่า
{18:13} เราจะเล่าเรื่องราวของพวกเขาแก่เธอตามความเป็นจริง แท้จริงพวกเขาเป็นชายหนุ่มที่ศรัทธาต่อพระเจ้าของพวกเขา และเราได้เพิ่มแนวทางที่ถูกต้องให้แก่พวกเขา
{18:14} และเราได้ให้ความเข้มแข็งแก่หัวใจของพวกเขาขณะที่พวกเขายืนขึ้นประกาศว่า "พระเจ้าของเรา คือพระเจ้าแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน เราจะไม่วิงวอนพระเจ้าอื่นนอกจากพระองค์ มิเช่นนั้น เราก็กล่าวเกินความจริงอย่างแน่นอน"
{18:15} กลุ่มชนของเราเหล่านั้นได้ยึดเอาพระเจ้าต่าง ๆ อื่นจากพระองค์ เหตุใดพวกเขาจึงไม่นำหลักฐานอันชัดแจ้งมายืนยันเล่า ดังนั้นจะมีผู้ใดฉ้อฉลยิ่งไปกว่าผู้ที่กล่าวเท็จต่ออัลลอหฺ
{18:16} "และเมื่อพวกเธอปลีกตัวออกห่างจากพวกเขา และสิ่งที่พวกเขาเคารพบูชาอื่นจากอัลลอหฺแล้ว ดังนั้นพวกเธอก็จงหลบเข้าไปในถ้ำ พระผู้เป็นเจ้าของพวกเธอจะทรงแผ่ความเมตตาของพระองค์แก่พวกเธอ และจะทรงทำให้กิจการของพวกเธอดําเนินไปอย่างสะดวกสบาย"
{18:17} และเธอจะเห็นดวงอาทิตย์ เมื่อมันขึ้น มันจะคล้อยจากถ้ำของพวกเขาไปทางขวา และเมื่อมันตก มันจะเบนออกไปทางซ้าย โดยพวกเขาอยู่ในที่โล่งกว้างของมัน นั่นคือส่วนหนึ่งจากเหล่าสัญญาณของอัลลอหฺ ผู้ใดที่อัลลอหฺทรงแนะทางที่ถูกต้องแก่เขา เขาก็คือผู้ที่อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง และผู้ใดที่พระองค์ทรงให้เขาหลง เขาจะไม่พบผู้ช่วยเหลือ ผู้ชี้ทาง
{18:18} และเธอคิดว่าพวกเขาตื่นทั้ง ๆ ที่พวกเขาหลับและเราพลิกพวกเขาไปทางขวาและทางซ้ายและสุนัขของพวกเขาเหยียดขาหน้าทั้งสองของมันไปทางปากถ้ำ หากเธอเห็นพวกเขา เธอก็จะหันหลังเตลิดหนีจากพวกเขา และเธอจะเต็มด้วยความหวาดกลัวต่อพวกเขา"
{18:19} และในทำนองนั้นเราได้ให้พวกเขาลุกขึ้นเพื่อพวกเขาจะถามซึ่งกันและกัน คนหนึ่งในพวกเขากล่าวว่า "พวกท่านพำนักอยู่นานเท่าใด?" พวกเขากล่าวว่า "เราพักอยู่วันหนึ่งหรือส่วนหนึ่งของวัน" พวกเขากล่าวว่า "พระผู้เป็นเจ้าของพวกท่านทรงทราบดีว่า พวกท่านพำนักอยู่นานเท่าใด" ดังนั้นจงส่งคนหนึ่งในหมู่พวกท่านไปในเมืองพร้อมด้วยเหรียญเงินนี้ของพวกท่าน เพื่อเลือกดูอาหารที่ดียิ่ง และให้เขาซื้อมาให้แก่พวกท่าน และให้เขาประพฤติอย่างสุภาพ และเขาจะต้องไม่ให้ผู้ใดรู้เรื่องของพวกท่าน"
{18:20} "แท้จริงพวกเขานั้น หากพวกเขารู้เรื่องของพวกท่าน พวกเขาจะเอาก้อนหินขว้างพวกท่านหรือนำพวกท่านกลับไปนับถือศาสนาของพวกเขา และเมื่อนั้นพวกท่านจะไม่บรรลุความสำเร็จเลย"
{18:21} และในทำนองนั้นเราได้เปิดเผยแก่พวกเขาเพื่อพวกเขาจะได้รู้ ว่าสัญญาของอัลลอหฺนั้นเป็นจริง และแท้จริงวันสิ้นโลกนั้นมีจริง ไม่ต้องสงสัยเลย เมื่อพวกเขาโต้เถียงกันในหมู่พวกเขาถึงเรื่องของพวกเขา(ชาวถ้ำ) แล้วพวกเขากล่าวว่า "จงสร้างอาคารที่ปากถ้ำให้แก่พวกเขา พระผู้เป็นเธอของพวกเขาทรงรู้ดียิ่งขึ้นในเรื่องของพวกเขา ฝ่ายบรรดาผู้มีเสียงข้างมากในเรื่องของพวกเขากล่าวว่า แน่นอนเราจะสร้างมัสญิดที่ปากถ้ำให้แก่พวกเขา
{18:22} พวกเขาจะกล่าวว่า "ชาวถ้ำนั้นมีสามคน ที่สี่ก็คือสุนัขของพวกเขา" และอีกกลุ่มจะกล่าวว่า "มีห้าคน ที่หกก็คือสุนัขของพวกเขา" ทั้งนี้เป็นการสุ่มเดาในสิ่งที่เร้นลับ และอีกกลุ่มหนึ่งจะกล่าวว่า "มีเจ็ดคน และที่แปดก็คือสุนัขของพวกเขา" จงกล่าวเถิด "พระผู้เป็นเจ้าของฉันทรงรู้ดียิ่งถึงจํานวนของพวกเขา ไม่มีผู้ใดรู้เรื่องของพวกเขานอกจากเพียงคนส่วนน้อย" ดังนั้น เธออย่าโต้เถียงกันในเรื่องของพวกเขา นอกจากการโต้เถียงที่ประจักษ์แจ้ง และอย่าสอบถามผู้ใดในเรื่องของพวกเขาเลย
{18:23} และเธออย่ากล่าวเกี่ยวกับสิ่งใดว่า "แท้จริงฉันจะเป็นผู้ทำสิ่งนั้นในวันพรุ่งนี้"
{18:24} เว้นแต่อัลลอหฺทรงประสงค์ และจงรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าของเธอ เมื่อเธอลืมและจงกล่าวว่า "บางทีพระผู้เป็นเจ้าของฉันจะทรงชี้แนะทางที่ถูกต้องที่ใกล้กว่านี้แก่ฉัน"
{18:25} "และพวกเขาพำนักอยู่ในถ้ำของพวกเขาสามร้อยปี และเพิ่มอีกเก้าปี"
{18:26} จงกล่าวเถิด "อัลลอหฺทรงรู้ดียิ่งว่าพวกเขาพำนักอยู่นานเท่าใด สำหรับพระองค์นั้นทรงรู้สิ่งพ้นญาณวิสัยในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน" พระองค์ทรงเห็นชัดยิ่งนัก และทรงฟังชัดยิ่งนัก ไม่มีผู้คุ้มครองใดสำหรับพวกเขาอื่นจากพระองค์พระองค์ไม่ทรงรับรู้ผู้ใด เข้าร่วมภาคีในการปกครองของพระองค์
{18:27} และจงอ่านสิ่งที่ถูกวะฮีย์แก่เธอจากคัมภีร์ของพระผู้เป็นเจ้าของเธอ ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนแปลงคํากล่าวของพระองค์ และเธอจะไม่พบที่พึ่งใด ๆ เลยนอกจากพระองค์
{18:28} และจงอดทนต่อตัวของเธอร่วมกับบรรดาผู้วิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา ทั้งยามเช้าและยามเย็น โดยปรารถนาความโปรดปรานของพระองค์ และอย่าให้สายตาของเธอหันเหออกไปจากพวกเขา ขณะที่เธอประสงค์ความสวยงามแห่งชีวิตของโลกนี้ และเธออย่าเชื่อฟังผู้ที่เราทำให้หัวใจของเขาละเลยจากการรำลึกถึงเรา และปฏิบัติตามอารมณ์ต่ำของเขา และกิจการของเขาพินาศสูญหาย
{18:29} และจงกล่าวเถิด "สัจธรรมนั้นมาจากพระผู้เป็นเจ้าของพวกเธอ ดังนั้น ผู้ใดประสงค์ก็จงศรัทธาและผู้ใดประสงค์ก็จงปฏิเสธ" แท้จริง เราได้เตรียมไฟนรกไว้สำหรับพวกอธรรม ซึ่งกําแพงของมันล้อมรอบพวกเขา และถ้าพวกเขาร้องขอความช่วยเหลือ ก็จะถูกช่วยเหลือด้วยน้ำเสมือนน้ำทองแดงเดือดลวกใบหน้า มันเป็นน้ำดื่มที่ชั่วช้าและเป็นที่พำนักที่เลวร้าย
{18:30} แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีทั้งหลาย เราจะไม่ให้การตอบแทนของผู้กระทำความดีสูญหายอย่างแน่นอน
{18:31} ชนเหล่านั้นแหละ สำหรับพวกเขาจะได้รับสวนสวรรค์หลากหลายเป็นที่พำนัก มีลําน้ำหลายสายไหลผ่าน ณ เบื้องล่างของพวกเขา ในสวนสวรรค์พวกเขาจะได้ประดับกําไลทอง และสวมอาภรณ์สีเขียวทำด้วยผ้าไหมละเอียดและผ้าไหมหยาบ นอนเอกเขนกบนเตียงในสวรรค์เป็นการตอบแทนที่ดียิ่งและเป็นพำนักที่ดีเยี่ยม
{18:32} และจงเปรียบเทียบอุทาหรณ์หนึ่งแก่พวกเขา คือชายสองคน เราให้สวนองุ่นสองแห่งแก่คนหนึ่งในสองคนนั้น และเราได้ล้อมสวนทั้งสองไว้ด้วยต้นอินทผลัม และเราได้ทำให้มีพืชพันธุ์ระหว่างสวนทั้งสองด้วย
{18:33} แต่ละสวนทั้งสองแห่งนี้ได้ออกผลิตผลของมันอย่างสมบูรณ์ ไม่เคยลดน้อยแต่อย่างใด และเราได้ให้ลําน้ำไหลท่ามกลางสวนทั้งสอง
{18:34} และเขาได้รับผลิตผล ดังนั้นเขาจึงกล่าวแก่เพื่อนของเขา ขณะที่กําลังโต้เถียงกันอยู่ว่า "ฉันมีทรัพย์สินมากกว่าท่าน และมีข้าบริพารมากกว่า"
{18:35} เขาได้เข้าไปในสวนของเขา โดยที่เขาเป็นผู้อธรรมแก่ตัวเขาเอง เขากล่าวว่า "ฉันไม่คิดว่าสวนนี้จะพินาศไปได้เลย"
{18:36} "และฉันไม่คิดว่าวันอวสานของโลกจะมีขึ้น และหากฉันจะถูกนำกลับไปยังพระผู้เป็นเจ้าของฉันจริง ฉันก็ยังจะพบที่กลับที่ดีกว่านี้"
{18:37} เพื่อนของเขากล่าวแก่เขา ขณะที่กําลังโต้เถียงกันอยู่ว่า "ท่านได้เนรคุณต่อพระผู้สร้างท่านจากดิน แล้วจากเชื้ออสุจิ แล้วพระองค์ทรงทำให้ท่านเป็นคนโดยสมบูรณ์ กระนั้นหรือ?"
{18:38} "แต่ฉันเชื่อว่าพระองค์คืออัลลอหฺ พระผู้เป็นเจ้าของฉันและฉันจะไม่ตั้งผู้ใดร่วมเป็นภาคีกับพระผู้เป็นเจ้าของฉันเลย"
{18:39} "และเมื่อท่านเข้าไปในสวนของท่าน ใยท่านไม่กล่าวว่า "สิ่งที่อัลลอหฺทรงประสงค์(ย่อมเกิดขึ้น)ไม่มีพลังใด ๆ (ที่จะช่วยเราได้) นอกจากที่อัลลอหฺ" แม้ท่านจะเห็นว่าฉันด้อยกว่าท่านทางด้านทรัพย์สมบัติและลูกหลาน"
{18:40} "ดังนั้น บางทีพระผู้เป็นเจ้าของฉันจะทรงประทานสิ่งที่ดีกว่าสวนของท่านนั้นแก่ฉัน และจะทรงส่งสายฟ้าฟาดลงที่สวนของท่าน แล้วมันจะกลายเป็นที่ดินโล่งเตียน"
{18:41} "หรือน้ำของมันจะเหือดแห้ง แล้วท่านไม่สามารถจะพบมันได้อีกเลย"
{18:42} และผลิตผลของเขาถูกทำลายสิ้น เขาจึงพลิกฝ่ามือทั้งสอง(ด้วยความเสียใจ)ต่อสิ่งที่เขาได้ลงทุนไป บัดนี้มันล้มระเนระนาดทับร้าน และเขากล่าวว่า "โอ้! ฉันไม่น่าเอาผู้ใดมาตั้งเป็นภาคีกับพระผู้เป็นเจ้าของฉันเลย"
{18:43} และเขาไม่มีพรรคพวกจะช่วยเขาได้ นอกจากอัลลอหฺ และเขาก็ไม่ได้เป็นผู้ได้รับความช่วยเหลือ
{18:44} ด้วยเหตุนั้น การคุ้มครองช่วยเหลือเป็นของอัลลอหฺผู้ทรงสัจจะ และพระองค์ทรงดียิ่งในการตอบแทน และทรงดียิ่งในบั้นปลาย
{18:45} และจงเปรียบอุทาหรณ์การดํารงชีวิตอยู่ในโลกนี้แก่พวกเขาประหนึ่งน้ำที่เราหลั่งมันลงมาจากฟ้า ดังนั้นพืชผลในแผ่นดินก็จะคลุกเคล้าไปกับน้ำนั้น แล้วมันก็แห้งกรังเป็นเศษเป็นชิ้น ซึ่งลมจะพัดมันให้ปลิวว่อน และอัลลอหฺเป้นผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่ง
{18:46} ทรัพย์สมบัติและลูกหลานคือเครื่องประดับแห่งการดํารงชีวิตในโลกนี้ และเหล่าความดีที่จีรังนั้น เป็นการตอบแทนที่ดียิ่ง ณ ที่พระเจ้าของเธอ และเป็นความหวังที่ดียิ่ง
{18:47} และ (จงรำลึก) วันที่เราให้เทือกเขาเคลื่อนย้ายไป และเธอจะเห็นแผ่นดินราบเรียบและเราจะชุมนุมพวกเขา ดังนั้น เราจะไม่ให้ผู้ใดสักคนออกไปจากพวกเขาเลย
{18:48} และพวกเขาจะถูกนำมาแสดงต่อหน้าพระอภิบาลของเธอเป็นแถว "แท้จริง พวกเธอได้กลับมายังเราดั่งที่เราให้บังเกิดพวกเธอในครั้งแรก แต่พวกเธออ้างว่า เราไม่ได้กําหนดเวลาสำหรับพวกเธอ"
{18:49} และบันทึกจะถูกวางไว้ ดังนั้นเธอจะเห็นผู้กระทำผิดทั้งหลายหวั่นกลัวสิ่งที่มีอยู่ในบันทึก และพวกเขาจะกล่าวว่า "โอ้ความวิบัติของเราเอ๋ย! บันทึกอะไรกันนี่ มันไม่ได้ละเว้นสิ่งเล็กน้อยและสิ่งใหญ่โตเลย เว้นแต่ได้บันทึกไว้ครบถ้วน" และพวกเขาได้พบสิ่งที่พวกเขาได้ปฏิบัติไว้ปรากฏอยู่ต่อหน้าและพระผู้เป็นเจ้าของเธอไม่ทรงอธรรมต่อผู้ใดเลย
{18:50} และเมื่อเราได้กล่าวแก่มะลาอิกะหฺว่า จงกราบคารวะต่ออาดัม พวกเขาก็กราบคารวะ เว้นแต่อิบลิส มันมาจากพวกญิน มันจึงฝ่าฝืนคําสั่ง ของพระผู้เป็นเจ้าของมัน แล้วพวกเธอจะยึดเอามันและวงศ์วานของมัน เป็นผู้คุ้มครองอื่นจากฉันกระนั้นหรือหรือ? ทั้ง ๆ ที่พวกมันเป็นศัตรูกับพวกเธอ การแลกเปลี่ยนนั้นช่างเลวร้ายนักสำหรับเหล่าผู้อธรรม
{18:51} ฉันไม่ได้เอาพวกมันมาเป็นพยาน ในการสร้างเหล่าชั้นฟ้าและแผ่นดิน และแม้กระทั่งในการสร้างตัวพวกมันเอง และฉันไม่ได้เอาพวกหลอกลวงนั้นมาหนุน
{18:52} และวันที่พระองค์ตรัสว่า "พวกเธอจงกู่เรียกคู่ภาคีของฉันที่พวกเธอกล่าวอ้างนั้น" แล้วพวกเขาก็ร้องเรียกพวกมัน แต่พวกมันก็ไม่ตอบรับพวกเขา และเราได้บันดาลให้แดนพินาศอยู่ระหว่างพวกเขา
{18:53} และพวกอาชญากรมองเห็นไฟนรก พวกเขาก็รู้ว่า พวกตนจะตกลงไปในนั้น และพวกเขาจะไม่พบทางรอดพ้นจากมัน
{18:54} และเราได้ชี้แจงอุทาหรณ์แต่ละอย่างแก่มนุษย์ในอัลกุรอานนี้ แต่มนุษย์นั้นชอบโต้เถียงยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด
{18:55} และไม่มีสิ่งใดที่จะยับยั้งมนุษย์จากการศรัทธา เมื่อทางนำได้มายังพวกเขา และ(ไม่มีสิ่งใดที่จะยับยั้ง)จากการขออภัยโทษต่อพระเจ้าของพวกเขา เว้นแต่จะให้แบบอย่างแห่งบรรพชนมายังพวกเขา หรือจะให้การลงโทษมายังพวกเขาต่อหน้าต่อตา
{18:56} และเราไม่ได้ส่งบรรดาศาสนทูตมาเพื่ออื่นใด เว้นแต่เป็นผู้แจ้งข่าวดีและเป็นผู้ตักเตือนและบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะโต้แย้งด้วยความเท็จ เพื่อใช้มันทำลายล้างสัจธรรม และพวกเขายึดเอาเหล่าสัญญาณของฉันและสิ่งที่พวกเขาได้ถูกตักเตือนนั้นเป็นการล้อเลียน
{18:57} และผู้ใดจะอธรรมยิ่งไปกว่าผู้ที่ถูกตักเตือนให้รำลึก ด้วยโองการทั้งหลายของพระผู้เป็นเจ้าของเขาแล้วเขาก็หันหลังห่างออกไป แล้วลืมสิ่งที่มือทั้งสองของเขาประกอบไว้ แท้จริงเราได้ทำฝาปิดกั้นดวงใจของพวกเขาไม่ให้พวกเขาเข้าใจมัน และในหูของพวกเขานั้นมีความหนวก และถ้าเธอเรียกร้องพวกเขาไปสู่แนวทางที่ถูกต้อง พวกเขาจะก็ไม่อยู่ในแนวทางที่ถูกต้องนั้นเลย
{18:58} และพระอภิบาลของเธอคือพระผู้ทรงอภัย เจ้าแห่งความเมตตา หากพระองค์จะทรงเอาโทษพวกเขา ตามที่พวกเขาได้พากเพียรเอาไว้ แน่นอน พระองค์จะทรงเร่งการลงโทษแก่พวกเขา แต่สำหรับพวกเขามีกําหนดเวลา ซึ่งพวกเขาจะไม่พบที่พึ่งอื่นใดนอกจากพระองค์
{18:59} และเมืองเหล่านั้น เราได้ทำลายพวกเขา เมื่อพวกเขาฉ้อฉล และเราได้กําหนดเวลาสำหรับความพินาศของพวกเขาไว้แล้ว
{18:60} และจงรำลึกเมื่อมูซาได้กล่าวแก่คนใช้หนุ่มของเขาว่า "ฉันจะยังคงเดินต่อไปจนกว่าจะบรรลุจุดบรรจบแห่งสองทะเล มิฉะนั้นฉันจะยังคงต้องเดินต่อไปอีกนาน"
{18:61} ครั้นเมื่อทั้งสองถึงจุดบรรจบระหว่างสองทะเล ทั้งสองก็ลืมปลาของตน มันจึงหาหนทางของมันลงในทะเล
{18:62} ครั้นเมื่อทั้งสองเดินเลยพ้นไป เขาได้กล่าวแก่คนใช้หนุ่มของเขาว่า "จงนำอาหารกลางวันของเราออกมา แท้จริง เราได้พบกับความเหนื่อยยากในการเดินทางของเราครั้งนี้"
{18:63} เขากล่าวว่า "ท่านไม่เห็นดอกหรือ? เมื่อเราพักพิงอยู่ที่โขดหิน แท้จริงฉันลืมเรื่องปลานั้นและไม่มีผู้ใดที่ทำให้ฉันลืมกล่าวถึงมันนอกจากชัยฏอน และมันก็หาทางลงทะเลไปอย่างน่าอัศจรรย์"
{18:64} เขากล่าวว่า "นั่นคือสิ่งที่เราต้องการหา" ทั้งสองจึงแกะรอยของตนหวนกลับคืนไป
{18:65} แล้วทั้งสองได้พบบ่าวคนหนึ่งจากเหล่าบ่าวของเรา ที่เราได้ประทานความเมตตาจากเราให้แก่เขา และเราได้สอนความรู้จากเราให้แก่เขา
{18:66} มูซาได้กล่าวแก่เขาว่า "จะให้ฉันติดตามท่านไปได้ไหม? โดยท่านจะต้องสอนฉันจากสิ่งที่ท่านได้เคยถูกสอนมา ตามแนวทางที่เที่ยงตรง"
{18:67} เขากล่าวว่า "แท้จริง ท่านจะไม่สามารถอดทนอยู่กับฉันได้ดอก"
{18:68} "และท่านจะอดทนได้อย่างใด ในสิ่งที่ท่านไม่รอบรู้?"
{18:69} เขากล่าวว่า "หากอัลลอหฺทรงประสงค์ ท่านจะพบฉันเป็นผู้อดทน และฉันจะไม่ฝ่าฝืนคําสั่งของท่าน"
{18:70} เขากล่าวว่า "ดังนั้น ถ้าท่านติดตามฉันก็อย่าได้ถามฉันถึงสิ่งใดจนกว่าฉันจะเล่าเรื่องนั้นแก่ท่าน"
{18:71} ดังนั้นทั้งสองจึงออกเดินทาง จนกระทั่งเมื่อทั้งสองลงเรือ เขา(ค่อฏิร)ก็เจาะมัน เขา(มูซา)กล่าวว่า "ท่านเจาะมันเพื่อให้ผู้ที่อยู่ในเรือจมน้ำกระนั้นหรือ? โดยแน่นอนท่านได้นำมาซึ่งสิ่งที่อันตรายยิ่ง"
{18:72} เขากล่าวว่า "ฉันไม่ได้บอกดอกหรือว่า ท่านจะไม่สามารถอดทนอยู่กับฉันได้"
{18:73} เขา(มูซา)กล่าวว่า "โปรดอย่าเอาโทษกับฉันเลยในสิ่งที่ฉันลืม และอย่าบังคับฉันให้ลําบากใจเรื่องของฉันเลย"
{18:74} ดังนั้นเขาทั้งสองจึงออกเดินทางต่อไป จนกระทั่งเมื่อทั้งสองพบเด็กชายคนหนึ่ง เขา (ค่อฏิร)จึงฆ่าเด็กคนนั้น เขา(มูซา)กล่าวว่า "ท่านฆ่าชีวิตบริสุทธิ์โดยไม่ได้ทำผิดต่อชีวิตอื่นกระนั้นหรือ? โดยแน่นอน ท่านทำสิ่งที่ร้ายแรงยิ่ง"
{18:75} เขากล่าวว่า "ฉันไม่ได้บอกหรือว่า แท้จริงท่านจะไม่สามารถอดทนร่วมกับฉันได้"
{18:76} เขา(มูซา)กล่าวว่า "หากฉันถามท่านสิ่งใดหลังจากนี้ ท่านอย่าคบฉันเป็นเพื่อนร่วมทางอีกเลย เพราะท่านได้เห็นข้อแก้ตัวของฉันมากพอแล้ว"
{18:77} ดังนั้นทั้งสองจึงออกเดินทางต่อไป จนกระทั่งเมื่อทั้งสองพบชาวเมืองหนึ่งทั้งสองได้ขออาหารจากชาวเมืองนั้น แต่พวกเขาปฏิเสธที่จะต้อนรับเขาทั้งสอง ต่อมาเขาทั้งสองได้พบกําแพงด้านหนึ่งกําลังจะพังลงมา แล้วเขาก็ดันให้มันตรง เขา(มูซา)กล่าวว่า "ถ้าท่านประสงค์ท่านก็อาจจะเอาค่าแรงตอบแทนสำหรับมันได้"
{18:78} เขากล่าวว่า "นี่คือการแยกกันระหว่างฉันกับท่าน ฉันจะบอกท่านถึงความหมายที่ท่านไม่สามารถอดทนในสิ่งนั้น ๆ ได้"
{18:79} "ส่วนเรือนั้น เป็นของพวกผู้ขัดสนทำงานอยู่ในทะเล ฉันจึงต้องการทำให้มันมีตําหนิเพราะเบื้องหลังพวกเขานั้นมีกษัตริย์องค์หนึ่งคอยปล้นเอาเรือทุกลํา"
{18:80} "ส่วนเด็กนั้น บิดามารดาของเขาเป็นผู้ศรัทธา เรากลัวว่าเขาจะทำให้เขาทั้งสองเป็นทุกข์ด้วยการละเมิดและปฏิเสธศรัทธา"
{18:81} "ดังนั้นเราปรารถนาว่า พระผู้เป็นเจ้าของทั้งสองจะทรงเปลี่ยนลูกที่ดีกว่าให้แก่ทั้งสอง มีความบริสุทธิ์กว่าและใกล้ชิดต่อความเมตตา (แก่ทั้งสอง)"
{18:82} "ส่วนกําแพงนั้น เป็นของเด็กชายกําพร้าสองคนที่อยู่ในเมือง และใต้กําแพงนั้นมีขุมทรัพย์ของเขาทั้งสอง และบิดาของเด็กทั้งสองก็เป็นคนดี ดังนั้น พระอภิบาลของท่านทรงประสงค์ที่จะให้เด็กทั้งสองบรรลุสู่ความเป็นผู้ใหญ่และจะให้เด็กทั้งสองเอาขุมทรัพย์ของทั้งสองออกมาเอง เป็นความเมตตาจากพระอภิบาลของท่าน และฉันไม่ได้ทำสิ่งนั้น ตามความพอใจของฉัน นั่นคือความหมายที่ท่านไม่สามารถมีความอดทนในสิ่งนั้น ๆ ได้"
{18:83} และพวกเขาถามเธอเกี่ยวกับซุลก็อรนัยนฺ จงกล่าวเถิด "ฉันจะเล่าเรื่องราวของเขาแก่พวกเธอ"
{18:84} แท้จริงเราได้ให้อํานาจแก่เขาในแผ่นดิน และเราให้เขาทุกสิ่งที่เขาต้องการ
{18:85} ดังนั้น เขาจึงมุ่งไปทางหนึ่ง
{18:86} จนกระทั่งเมื่อเขาไปถึงดินแดนที่ดวงอาทิตย์ตก เขาพบว่ามันลงในน้ำขุ่นดํา และพบ ณ ที่นั้นชนหมู่หนึ่ง เรากล่าวว่า "ดูกร ซุลก็อรนัยนฺ! เธอเลือกดูเถิดว่า จะลงโทษพวกเขาหรือจะทำความดีต่อพวกเขา"
{18:87} เขากล่าวว่า "ส่วนผู้ที่อธรรมนั้นเราจะลงโทษเขา แล้วเขาจะถูกนำกลับไปยังพระผู้เป็นเจ้าของเขา ดังนั้นพระองค์จะทรงลงโทษเขาซึ่งการลงโทษอย่างรุนแรง"
{18:88} "ส่วนผู้ศรัทธาและประกอบความดีนั้น สำหรับเขาคือการตอบแทนที่ดี และเราจะพูดกับเขาในกิจการงานของเราอย่างง่าย ๆ"
{18:89} แล้วเขาได้มุ่งไปอีกทางหนึ่ง
{18:90} จนกระทั่งเมื่อเขาไปถึงดินแดนที่ตะวันขึ้น เขาพบมันขึ้นเหนือกลุ่มชนหนึ่ง ที่เราไม่ได้ทำที่กําบังแดดให้แก่พวกเขา
{18:91} เช่นนั้นแหละ เราหยั่งรู้ข่าวคราวที่เกี่ยวกับเขา
{18:92} แล้วเขาได้มุ่งไปอีกทางหนึ่ง
{18:93} จนกระทั่งเมื่อเขาไปถึงบริเวณระหว่างภูผาทั้งสอง เขาได้พบชนกลุ่มหนึ่งที่เชิงภูผาทั้งสองนั้น ซึ่งพวกเขาเกือบจะไม่เข้าใจคําพูดกันเลย
{18:94} พวกเขากล่าวว่า "โอ้ ซุลก็อรนัยนฺ แท้จริง ยะอ์ญูจญ๋และมะอ์ญูจญ์นั้นเป็นผู้บ่อนทำลายในแผ่นดินนี้ ดังนั้น เราขอมอบบรรณาการแก่ท่าน เพื่อท่านจะได้สร้างกําแพงกั้นระหว่างพวกเรากับพวกเขา"
{18:95} เขากล่าวว่า "สิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าของฉันได้ให้อํานาจแก่ฉันดียิ่งกว่า ดังนั้นพวกท่านจงช่วยฉันด้วยกําลัง ฉันจะสร้างกําแพงแน่นหนากั้นระหว่างพวกท่านกับพวกเขา"
{18:96} "พวกท่านจงเอาท่อนเหล็กมาให้ฉัน" จนกระทั่งเมื่อเขาทำให้บริเวณภูผาทั้งสองราบเรียบเขาก็กล่าวว่า "พวกท่านจงเป่ามัน" จนกระทั่งเมื่อเขาทำให้มันร้อนเป็นไฟ เขากล่าวว่า "ปล่อยให้ฉันเททองแดงเหลวลงบนมัน"
{18:97} "ดังนั้น พวกเขาจะไม่สามารถจะข้ามมันได้ และไม่สามารถจะขุดโพรงผ่านมาได้"
{18:98} เขากล่าวว่า "นี่คือความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าของฉัน ดังนั้น เมื่อสัญญาของพระผู้เป็นเจ้าของฉันมาถึง พระองค์จะทรงทำให้มันพังทลาย และสัญญาของพระผู้เป็นเจ้าของฉันนั้นเป็นจริงเสมอ"
{18:99} และวันนั้นเราได้ปล่อยให้บางส่วนของพวกเขาปะทะกับอีกบางส่วน และแตรจะถูกเป่าขึ้น แล้วเราจะรวมพวกเขาทั้งหมด
{18:100} และวันนั้นเราจะนำนรกญะฮันนัม มาเปิดเผยแก่พวกปฏิเสธศรัทธา
{18:101} คือบรรดาผู้ที่ดวงตาของพวกเขาถูกปกปิดจากการรำลึกถึงฉัน และพวกเขาไม่สามารถจะได้ยิน
{18:102} บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้คิดแล้วหรือว่าพวกเขาจะยึดเอาปวงบ่าวของฉันอื่นจากฉันเป็นผู้คุ้มครองได้ แท้จริง เราได้เตรียมนรกญะฮันนัมไว้เป็นที่พำนัก สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา
{18:103} จงกล่าวเถิด "จะเอาไหม เราจะแจ้งแก่พวกเธอ ถึงบรรดาผู้ที่ขาดทุนยิ่งในการงาน?"
{18:104} "คือบรรดาผู้ที่การขวนขวายของพวกเขาสูญสิ้นไป ในการมีชีวิตในโลกนี้ และพวกเขาคิดว่าแท้จริงพวกเขาปฏิบัติความดีแล้ว"
{18:105} เขาเหล่านั้นคือบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อโองการทั้งหลายของพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขาและการพบปะกับพระองค์ ดังนั้นการงานของพวกเขาจึงไร้ผล และในวันฟื้นคืนชีพ เราจะไม่ให้มันมีค่าแก่พวกเขาเลย
{18:106} นั่นแหละการตอบแทนของพวกเขาคือนรกญะฮันนัม เนื่องจากพวกเขาปฏิเสธศรัทธา และพวกเขายึดเอาโองการทั้งหลายของฉัน และบรรดาศาสนทูตของฉัน เป็นที่ล้อเล่น
{18:107} แท้จริง บรรดาผู้ศรัทธาและปฏิบัติความดี สำหรับพวกเขานั้นคือสวนสวรรค์ชั้นฟิรเดาสฺ เป็นที่พำนัก
{18:108} พวกเขาพำนักอย่างถาวรอยู่ในนั้น พวกเขาไม่ประสงค์จะเปลี่ยนที่จากมัน”
{18:109} จงกล่าวเถิด "หากว่าทะเลเป็นน้ำหมึกสำหรับบันทึกพระพจนารถของพระอภิบาลของฉัน แน่นอน ทะเลจะเหือดแห้งก่อนที่คํากล่าวของพระพจนารถของพระอภิบาลของฉันจะสิ้น" และแม้ว่าเราจะนำมันเยี่ยงนั้นมาเป็นน้ำหมึกอีกก็ตาม
{18:110} จงกล่าวเถิด "ฉันเป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่งเยี่ยงพวกท่าน มีวิวรณ์มาแก่ฉันว่า พระผู้เป็นเจ้าของพวกเธอนั้นคือพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ดังนั้น ผู้ใดหวังที่จะพบพระเจ้าของเขา ก็ให้เขาประกอบการงานที่ดี และอย่างตั้งผู้ใดเป็นภาคีในการเคารพสักการะต่อพระอภิบาลของเขา"