นิทานโบราณคดี/นิทานที่ ๑๕

จาก วิกิซอร์ซ
ข้ามไปยัง: นำทาง, ค้นหา

นิทานโบราณคดี
๑๔ นิทานที่ ๑๕ เรื่อง อั้งยี่
๑๖

หน้า ๓๑๔–๓๖๙ สารบัญ



นิทานที่ ๑๕


เรื่อง อั้งยี่[1]





(๑)


เมื่อฉันเป็นนายพลผู้ช่วยบัญชาการทหารบกอยู่ในกรมยุทธนาธิการระหว่าง พ.ศ. ๒๔๓๐ จนถึง พ.ศ. ๒๔๓๒ ได้เคยมีหน้าที่ทำการปราบพวกจีนอั้งยี่ในกรุงเทพฯ ครั้งหนึ่ง ต่อมาถึงสมัยเมื่อฉันเป็นตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๕ จน พ.ศ. ๒๔๕๘ มีหน้าที่ต้องคอยระวังพวกอั้งยี่ตามหัวเมืองอยู่เสมอ บางทีก็ต้องปราบปรามบ้าง แต่ไม่มีเหตุใหญ่โตเหมือนเมื่อครั้งฉันอยู่ในกรมยุทธนาธิการ ถึงกระนั้น ก็ได้ความรู้ในเรื่องอั้งยี่มากขึ้น ครั้นเมื่อฉันออกจากกระทรวงมหาดไทยมาจัดการหอพระสมุดสำหรับพระนคร มีกิจตรวจค้นโบราณคดี พบเรื่องอั้งยี่ที่มีมาในเมืองไทยแต่ก่อน ๆ ในหนังสือพงศาวดารและจดหมายเหตุเก่าหลายแห่ง เลยอยากรู้เรื่องตำนานของพวกอั้งยี่ จึงได้ไถ่ถามผู้ที่เคยเป็นหัวหน้าอั้งยี่ที่คุ้มเคยกัน คือ พระอนุวัติราชนิยม ซึ่งมักเรียกกันว่า "ยี่กอฮง" นั้นเป็นต้น เขาเล่าให้ฟังได้ความรู้เพิ่มเติมขึ้นอีก จึงได้ลองเขียนบันทึกเรื่องอั้งยี่ไว้บ้างหลายปีมาแล้ว ครั้นออกมาอยู่เมืองปีนัง ฉันได้เห็นตำนานต้นเรื่องอั้งยี่ทีแรกเกิดขึ้นในเมืองจีน มิสเตอร์ปิคเกอริง (Mr W.A. Pickering)[2] แปลจากภาษาจีนในตำราของพวกอั้งยี่ พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษไว้ในหนังสือวารสารของสมาคมรอแยลอาเซียติค (Journal of the Royal Asiatic Society)[3] เมื่อ ค.ศ. ๑๘๗๘ (พ.ศ. ๒๔๒๑) เขาเล่าถึงเรื่องที่พวกจีนมาตั้งอั้งยี่ในหัวเมืองขึ้นของอังกฤษในแหลมมลายูด้วย เป็นอันได้เรื่องเบื้องต้นต่อกับเรื่องอั้งยี่ที่ฉันเคยรู้มาก่อนอีกตอนหนึ่ง จึงลองรวมเนื้อความเรื่องอั้งยี่เขียนนิทานเรื่องนี้



(๒)


เหตุที่เกิดพวกอั้งยี่ในเมืองจีน


เมื่อพวกเม่งจู[4] ได้เมืองจีนไว้ในอำนาจ ตั้งราชวงศ์ไต้เช็ง[5] ครองเมืองจีนแล้ว ถึง พ.ศ. ๒๒๐๗ พระเจ้าคังฮี[6] ได้เสวยราชย์เป็นรัชกาลที่ ๒ ในรัชกาลนั้นมีพวกฮวน[7] เฮงโน้ว[8] อยู่ทางทิศตะวันตกยกกองทัพมาตีเมืองจีน เจ้าเมืองกรมการที่รักษาหัวเมืองชายแดนจีนต่อสู้ข้าศึกไม่ไหว พระเจ้ากรุงจีนคังฮีจะแต่งกองทัพออกไปจากกรุงปักกิ่ง หาตัวแม่ทัพไม่ได้ จึงให้ออกประกาศว่า ถ้าใครอาสาปราบปรามพวกฮวนได้ จะประทานทองเป็นบำเหน็จหนึ่งหมื่นตำลึง และจะให้ปกครองผู้คนหนึ่งหมื่นครัวเป็นบริวาร ครั้งนั้น ที่วัดแห่งหนึ่ง[9] อยู่บนภูเขากุ้ยเล้ง[10] แขวงเมืองเกี้ยนเล้ง[11] ในแดนจีนฮกเกี้ยน มีหลวงจีนอยู่ด้วยกันหนึ่งร้อยยี่สิบแปดองค์ ได้ร่ำเรียนรู้วิชาอาคมมาก พากันเข้าอาสารบพวกฮวน พระเจ้ากรุงจีนทรงยินดี แต่วิตกว่า หลวงจีนมีแต่หนึ่งร้อยยี่สิบแปดองค์ด้วยกัน พวกข้าศึกมีมากนัก จึงตรัสสั่งให้ขุนนางผู้ใหญ่คนหนึ่งชื่อ เต็งกุนตัด[12] คุมกองทัพไปด้วยกันกับพวกหลวงจีน ไปรบข้าศึกที่ด่านท่งก๊วน[13] พวกหลวงจีนกับพวกกองทัพกรุงปักกิ่งมีชัยชนะฆ่าฟันพวกฮวนล้มตายแตกหนีไปหมด พระเจ้ากรุงจีนจะประทานบำเหน็จรางวัลตามประกาศ พวกหลวงจีนไม่รับยศศักดิ์และบริวาร ขอกลับไปจำศีลภาวนาอยู่อย่างเดิม รับแต่ทองหนึ่งหมื่นตำลึงไปบำรุงวัด พระเจ้ากรุงจีนก็ต้องตามใจ แต่ส่วนเต็งกุนตัด ขุนนางผู้ใหญ่ที่ไปช่วยพวกหลวงจีนรบนั้น ได้รับบำเหน็จเป็นตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ ณ เมืองโอ๊วก๊วง[14]

เต็งกุนตัดกับหลวงจีนหนึ่งร้อยยี่สิบแปดองค์เคยชอบพอกันสนิทนสนมมาตั้งแต่ไปรบพวกฮวน เมื่อจะออกจากเมืองปักกิ่งแยกกันไป เต็งกุนตัดจึงเชิญหลวงจีนทั้งหมดไปกินเลี้ยงด้วยกันวันหนึ่ง แล้วเลยกระทำสัตย์สาบานเป็นพี่น้องกันต่อไปในวันหน้า ก็ในเวลานั้นมีขุนนางกังฉินสองคนเคยเป็นอริกับเต็งกุนตัดมาแต่ก่อน ทูลพระเจ้ากรุงจีนว่า เมื่อเต็งกุนตัดจะออกไปจากกรุงปักกิ่ง ได้ลอบกระทำสัตย์สาบานเป็นพี่น้องกับพวกหลวงจีนหนึ่งร้อยยี่สิบแปดองค์ ดูผิดสังเกต สงสัยว่า เต็งกุนตัดจะคิดมักใหญ่ใฝ่สูง จึงได้สาบานเป็นพี่น้องไว้กับพวกหลวงจีนที่มีฤทธิ์เดชโดยหมายจะเอาไว้เป็นกำลัง เวลาเต็งกุนตัดออกไปเป็นแม่ทัพบังคับบัญชารี้พลมาก ถ้าได้ช่องก็จะสมคบกับพวกหลวงจีนพากันยกกองทัพเข้ามาชิงราชสมบัติ น่ากลัวคนในเมืองหลวงจะไม่กล้าต่อสู้เพราะกลัวฤทธิ์เดชของพวกหลวงจีน พวกขุนนางกังฉินคอยหาเหตุทูลยุยงอย่างนั้นจนพระเจ้ากรุงจีนคังฮีเห็นจริงด้วย จึงปรึกษากันคิดกลอุบายตั้งขุนนางกังฉินสองคนนั้นเป็นข้าหลวง คนหนึ่งให้ไปยังเมืองโอ๊วก๊วง ทำเป็นทีว่าคุมของบำเหน็จไปพระราชทานเต็งกุนตัด อีกคนหนึ่งให้ไปยังวัดบนภูเขากุ้ยเล้ง ทำเป็นทีว่าคุมเครื่องราชพลีมีสุราบานและเสบียงอาหารเป็นต้นไปพระราชทานแก่พวกหลวงจีนหนึ่งร้อยยี่สิบแปดองค์ เมื่อข้าหลวงไปถึงเมืองโอ๊วก๊วง เต็งกุนตัดออกไปรับข้าหลวงถึงนอกเมืองหลวงตามประเพณี ข้าหลวงก็อ่านท้องตราว่า เต็งกุนตัดคิดกบฏต้องโทษถึงประหารชีวิต แล้วจับตัวเต็งกุนตัดฆ่าเสีย[15] ฝ่ายข้าหลวงที่ไปยังภูเขากุ้ยเล้ง พวกหลวงจีนก็ต้อนรับโดยมีการเลี้ยงรับที่วัด ข้าหลวงเอายาพิษเจือสุราของประทานไปตั้งเลี้ยง แต่หลวงจีนเจ้าวัดได้กลิ่นผิดสุราสามัญ เอากระบี่กายสิทธิ์สำหรับวัดมาจุ่มลงชันสูตร เกิดเปลวไฟพลุ่งขึ้น รู้ว่าเป็นสุราเจือยาพิษ ก็เอากระบี่ฟันฆ่าหลวงตาย[16] แต่ขณะนั้น พวกของข้าหลวงที่ล้อมอยู่ข้างนอกพากันจุดไฟเผาวัดจนไหม้โทรมหมด พวกหลวงจีนหนึ่งร้อยยี่สิบแปดองค์ตายไปในไฟบ้าง ถูกพวกข้าหลวงฆ่าตายบ้าง หนีรอดไปได้แต่ห้าองค์[17] ชื่อ ฉอ องค์หนึ่ง บุง องค์หนึ่ง มะ องค์หนึ่ง โอ องค์หนึ่ง ลิ องค์หนึ่ง[18] พากันไปซ่อนตัวอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในแขวงเมืองโอ๊วก๊วงที่เต็งกุนตัดเคยเป็นแม่ทัพอยู่แต่ก่อน

อยู่มาวันหนึ่ง หลวงจีนห้าองค์นั้นลงไปที่ริมลำธาร แลเห็นกระถางธูปสามขามีหูสองข้างใบหนึ่งลอยมาในน้ำ กำลังมีควันธูปขึ้นไปในอากาศ นึกหลากใจ จึงลงไปยกขึ้นมาบนบกพิจารณาดู เห็นมีตัวอักษรอยู่ที่ก้นกระถางธูปนั้นสี่ตัวว่า หวนเช็งหกเหม็ง แปลว่า กำจัดเช็งเสีย กลับยกเหม็งขึ้น[19] นึกสงสัยว่า เทวดาฟ้าและดินจะสั่งให้ทำอย่างนั้นหรืออย่างไร ลองเสี่ยงทายดูหลายครั้งก็ปรากฏว่าให้ทำเช่นนั้นทุกครั้ง หลวงจีนทั้งห้าประจักษ์แจ้งแก่ใจดังนั้น จึงเอาหญ้าปักต่างธูปที่ในกระถางจุดบูชา แล้วกระทำสัตย์กันตามแบบที่เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย สัญญากันแต่ก่อนว่า จะช่วยกันทำนุบำรุงแผ่นดิน และจะกำจัดราชวงศ์ไต้เช็ง เอาบ้านเมืองคืนให้แก่ราชวงศ์ไต้เหม็ง[20] ตามเดิม เมื่อปฏิญาณกันแล้วเห็นสมุดตำราพยากรณ์มีอยู่ในก้นกระถางธูปด้วยก็พากันยินดีนัก แต่ในขณะนั้นเอง พวกข้าหลวงที่เที่ยวติดตามก็ไปถึงจะเข้าล้อมจับ พวกหลวงจีนจึงอุ้มกระถางธูปวิ่งหนีไป เผอิญในวันนั้น นางกู้ส่วยเอง[21] เมียเต็งกุดตัดที่ถูกฆ่าตาย พาลูกและญาติพี่น้องออกไปเซ่น ณ ที่ฝังศพเต็งกุนตัด ในเวลากำลังเซ่นอยู่ได้ยินเหมือนเสียงคน แลไปดูเห็นกระบี่เล่มหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากแผ่นดิน เอามาพิจารณาดูเห็นมีตัวอักษรจารึกที่กั่นกระบี่ว่า น่อเล้งโต๊ว[22] แปลว่า มังกรสองตัวชิงดวงมุกดากัน[23] และที่ตัวกระบี่ก็มีอักษรจารึกว่า หวนเช็งหกเหม็ง แปลว่า ให้กำจัดราชวงศ์ไต้เช็ง คืนแผ่นดินให้ราชวงศ์ไต้เหม็ง ในเวลาที่กำลังพิจารณาตัวอักษรอยู่นั้นได้ยินเสียงคนร้องให้ช่วย นางกู้ส่วยเองก็ถือกระบี่ที่ได้ใหม่พาพวกพ้องออกไปดู เห็นพวกข้าหลวงกำลังไล่หลวงจีนทั้งห้าองค์มา พวกนางกู้ส่วยเองเข้าป้องกันหลวงจีน เอากระบี่ฟันถูกข้าหลวงตาย พรรคพวกก็หนีไปหมด นางกู้ส่วยเองกับหลวงจีนต่างไถ่ถามและเล่าเรื่องฝ่ายของตนให้กันฟังก็รู้ว่า เป็นพวกเดียวกันมาแต่เดิม และได้ถูกเนรคุณอย่างเดียวกัน นางจึงให้พวกหลวงจีนอาศัยอยู่ที่บ้าน จนเห็นการสืบจับสงบเงียบแล้วจึงให้หลวงจีนทั้งห้ากลับไปอยู่วัดตามเดิม หลวงจีนทั้งห้านี้ได้นามว่า โหงวโจ๊ว แปลว่า บุรุษทั้งห้า[24] ของอั้งยี่ต่อมา

ถึงตอนนี้ หลวงจีนทั้งห้าแน่ใจว่า เทวดาฟ้าดินให้คิดอ่านกู้บ้านเมืองด้วยกำจัดราชวงศ์ไต้เช็ง ก็ตั้งหน้าเกลี้ยกล่อมผู้คนให้ร่วมคิดให้พรรคพวกมากขึ้น แต่กิตติศัพท์รู้ไปถึงเจ้าเมืองกรมการก็ให้ออกไปจับ หลวงจีนทั้งห้าจึงต้องหนีจากเมืองโอ๊วก๊วงต่อไป ไปพบนายโจรพวกทหารเสือห้าคน เมื่อพูดสนทนากัน พวกนายโจรก็เลื่อมใสรับจะพาโจรบริวารของตนมาเข้าพวกด้วย แล้วพาหลวงจีนไปอยู่สำนักภูเขาเหล็งโฮ้ว[25] แปลว่า มังกรเสือ ในเวลานั้น มีหลวงจีนองค์หนึ่งชื่อ ตั้งกิ๋มน้ำ[26] เคยเรียนรู้หนังสือมากจนได้เป็นขุนนางรับราชการจนได้เป็นขุนนางรับราชการอยู่ในกรุงปักกิ่ง อยู่มาสังเกตว่า ราชวงศ์ไต้เช็งปกครองบ้านเมืองไม่เป็นยุติธรรม เกิดท้อใจ จึงลาออกจากราชการไปบวชเป็นหลวงจีนจำศีลศึกษาวิชาอาคมของลัทธิศาสนาเต๋าอยู่ ณ ถ้ำแป๊ะเฮาะตั้ง แปลว่า นกกระสาเผือก[27] จนมีผู้คนนับถือมาก วันหนึ่ง ลูกศิษย์สี่คนไปบอกข่าวว่า หลวงจีนห้าองค์ได้ของวิเศษคิดอ่านจะกำจัดราชวงศ์เช็งกู้บ้านเมือง หลวงจีนตั้งกิ๋มน้ำก็ยินดี พาศิษย์ห้าคน[28] ตามไปยังสำนักของหลวงจีนห้าองค์ ณ ภูเขามังกรเสือ ขอสมัครเข้าเป็นพวกร่วมคิดช่วยกู้บ้านเมืองด้วย ในพวกที่ไปขอสมัครนั้นยังมีคนสำคัญอีกสองคน คนหนึ่งเป็นชายหนุ่มชื่อ จูฮุ่งชัก[29] เป็นราชนัดดาของพระเจ้าเซ่งจง[30] ในราชวงศ์ไต้เหม็ง อีกคนหนึ่งเป็นหลวงจีนชื่อ บั้งลุ้ง[31] รูปร่างสูงใหญ่มีกำลังวังชากล้าหาญมาก เมื่อรวบรวมพรรคพวกได้มากแล้ว พวกคิดการกำจัดราชวงศ์ไต้เช็งจึงประชุมกันทำสัตย์สาบานเป็นพี่น้องกันทั้งหมด แล้วยกเจ้าจูฮุ่งชักขึ้นเป็นรัชทายาทราชวงศ์ไต้เหม็ง ตั้งหลวงจีนตั้งกิ๋มน้ำซึ่งเป็นผู้มีความรู้มากเป็นอาจารย์ (ซินแส[32]) และตั้งหลวงจีนบั้งลุ้งเป็น "ตั้วเหี่ย" แปลว่า "พี่ชายใหญ่"[33] และเป็นตำแหน่งจอมพลตัวนาย นอกจากนั้น ก็ให้มีตำแหน่งและคุมหมวดกองต่าง ๆ แล้วพากันยกรี้พลไปตั้งอยู่ที่ภูเขาฮ่งฮวง[34] แปลว่า ภูเขาหงส์ (จะเป็นแขวงเมืองไหนไม่ปรากฏ) หวังจะตีเอาบ้านเมืองคืน ได้รบกับกองทหารที่ประจำเมืองนั้น รบกันครั้งแรกพวกกบฏมีชัยชนะตีกองทหารหลวงแตกหนีเข้าเมือง แต่รบครั้งหลังเกิดเหตุอัปมงคลขึ้นอย่างแปลกประหลาด ด้วยในเวลาหลวงจีนบั้งลุ้ง ตั้วเหี่ย ขี่ม้าขับพลเข้ารบ ม้าลมลง จอมพลตกม้าตาย พวกกบฏก็แตกพ่ายพากันหนีกลับไปยังเขามังกรเสือ หลวงจีนตั้งกิ๋มน้ำผู้เป็นอาจารย์เห็นว่า เกิดเหตุอันมิบังควรผิดสังเกต ตรวจตำราดูก็รู้ว่า เป็นเพราะราชวงศ์ไต้เช็งยังรุ่งเรือง ในตำราว่า ศัตรูไม่สามารถจะทำร้ายได้ จึงชี้แจงแก่พวกกบฏว่า ถ้าจะรบพุ่งต่อไปในเวลานั้นก็ไม่สำเร็จได้ดังประสงค์ ต้องเปลี่ยนอุบายเป็นอย่างอื่น และให้พวกที่ทำสัตย์สาบานกันแล้วแยกย้ายกระจายกันไปอยู่โดยลำพังตัวตามหัวเมืองต่าง ๆ และทุก ๆ คนไปคิดตั้งสมาคมลับขึ้นในตำบลที่ตนไปอยู่ หาพวกพี่น้องน้ำสบถร่วมความคิดกันให้มีมากแพร่หลาย พอถึงเวลาชาตาราชวงศ์ไต้เช็งตกให้พร้อมมือกันเข้าตีบ้านเมือง จึงจะกำจัดราชวงศ์ไต้เช็งได้ พวกกบฏเห็นชอบด้วย จึงตั้งสมาคมลับให้เรียกชื่อว่า "เทียนตี้หวย" แปลว่า "ฟ้าดินมนุษย์"[35] หรือเรียกโดยย่ออีกอย่าง "ซาฮะ" แปลว่า "องค์สาม" คือ ฟ้าดินมนุษย์[36] และตั้งแบบแผนสมาคม ทั้งวิธีสบถสาบานรับสมาชิก และข้อบังคับสำหรับสมาชิก กับกิริยาอาการที่จะแสดงความลับกันในระหว่างสมาชิกให้รู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน จึงเกิดสมาคมลับที่ไทยเราเรียกว่า "อั้งยี่" ขึ้นในเมืองจีนด้วยประการฉะนี้ รัฐบาลจีนรู้ว่าใครเป็นพวกอั้งยี่ก็จับฆ่าเสีย ถึงอย่างนั้น พวกสมาคม "เทียนตี้หวย" หรือ "ซาฮะ" ก็ยังมีอยู่ในเมืองจีนสืบมา รัฐบาลทำลายล้างไม่หมดได้



(๓)


อั้งยี่ในแหลมมลายู


ในหนังสือฝรั่งแต่งเขาว่า พวกจีนที่ทิ้งบ้านเมืองไปเที่ยวทำมาหากินตามต่างประเทศล้วนแต่เป็นชาวเมืองชายทะเลภาคใต้และอยู่ในพวกที่เป็นคนขัดสนทั้งนั้น จีนชาวเมืองดอนหรือที่มีทรัพย์สินสมบูรณ์หามีใครทิ้งบ้านเมืองไปเที่ยวหากินตามต่างประเทศไม่ และว่า พวกจีนที่ไปหากินตามต่างประเทศนั้น จีนต่างภาษามักชอบไปประเทศต่างกัน พวกจีนแต้จิ๋วมักชอบไปเมืองไทย พวกจีนฮกเกี้ยนมักชอบไปเมืองชวามลายู พวกจีนกวางตุ้งมักชอบไปอเมริกา เมื่ออังกฤษตั้งเมืองสิงคโปร์ (ตรงกับตอนปลายรัชกาลที่ ๒ กรุงรัตนโกสินทร์) มีพวกจีนอยู่ในแหลมมลายูเป็นอันมากมาแต่ก่อนแล้ว ที่มาได้ผลประโยชน์จนมีกำลังเลยตั้งตัวเป็นหลักแหล่งก็มี ในสมัยนั้น จีนที่มาเที่ยวหากินในเมืองไทยและเมืองชวามลายูมาแต่ผู้ชาย จีนที่มาตั้งตัวอยู่เป็นหลักแหล่งมาได้หญิงชาวเมืองเป็นเมีย มีลูกเกิดด้วยสมพงศ์เช่นนั้น มลายูเรียกผู้ชายว่า "บาบ๋า" เรียกผู้หญิงว่า "ยอหยา"[37] ทางเมืองชวามลายูจีนผู้เป็นพ่อไม่พอใจจะให้ลูกถือศาสนาอิสลามตามแม่ จึงฝึกหัดอบรมให้ลูกทั้งชายหญิงเป็นจีนสืบตระกูลต่อมาทุกชั่ว เพราะฉะนั้น จีนในเมืองชวามลายูจึงต่างกันเป็นสองอย่าง คือ "จีนนอก" ที่มาจากเมืองจีน อย่างหนึ่ง "จีนบาบ๋า" ที่เกิดขึ้นในท้องที่ อย่างหนึ่ง มีอยู่เสมอ ผิดกันกับเมืองไทยเพราะเหตุที่ไทยถือพระพุทธศาสนาร่วมกับจีน ลูกจีนที่เกิดในเมืองไทย ถ้าเป็นผู้ชายคงเป็นจีนตามอย่างพ่ออยู่เพียงชั่วหนึ่งหรือสองชั่วก็กลายเป็นไทย แต่ลูกผู้หญิงเป็นไทยไปตามแม่ตั้งแต่ชั่วแรก ในเมืองไทยจึงมีแต่จีนนอกกับไทยที่เป็นเชื้อจีน หามีจีนบาบ๋าเป็นจีนประจำอยู่พวกหนึ่งต่างหากไม่

ในสมัยเมื่ออังกฤษแรกตั้งสิงคโปร์นั้น พวกจีนก็เริ่มตั้งอั้งยี่ คือ สมาคมลับที่เรียกว่า "เทียนตี้หวย" หรือ "ซาฮะ" ขึ้นในเมืองมลายูบ้างแล้ว อังกฤษรู้อยู่ว่า วัตถุที่ประสงค์ของพวกอั้งยี่จะกำจัดราชวงศ์ไต้เช็งอันเป็นการในเมืองจีน ไม่เห็นว่า มีมูลอันใดจะมาตั้งอั้งยี่ในเมืองต่างประเทศ สืบถามได้ความว่า พวกจีนมาตั้งอั้งยี่ในเมืองมลายูไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องกำจัดราชวงศ์ไต้เช็ง เป็นแต่เอาแบบแผนกระบวนสมาคม "เทียนตี้หวย" ในเมืองจีนมาตั้งขึ้นเพื่อจะสงเคราะห์พวกจีนที่จะทำมาหากินทางเมืองมลายูมิให้ต้องตกยากหรือได้ความเดือดร้อนเพราะถูกพวกมลายูกดขี่ข่มเหงเท่านั้น อีกประการหนึ่ง ปรากฏว่า พวกอั้งยี่มีแต่ในพวกจีนนอก แต่พวกจีนที่มาตั้งตัวเป็นหลักแหล่งและพวกจีนบาบ๋าที่เกิดในแหลมมลายูหาเกี่ยวข้องกับพวกอั้งยี่ไม่ อังกฤษเห็นว่า เป็นแต่สมาคมสงเคราะห์กันและกัน ก็ปล่อยให้มีอั้งยี่อยู่ ไม่ห้ามปราม ครั้นจำเนียรกาลนานมา (ถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ กรุงรัตนโกสินทร์) เมื่อเศรษฐกิจในแหลมมลายูเจริญขึ้น พวกพ่อค้าที่ขุดแร่ดีบุกและที่ทำเรือกสวนต้องการแรงงานมากขึ้น ต่างก็เรียกหาว่าจ้างจีนในเมืองจีนมาเป็นกรรมกรมากขึ้นโดยลำดับ จำนวนจีนที่เป็นอั้งยี่ก็มีมากขึ้นและจัดแยกกันเป็นหลายเหล่าจนเหลือกำลังผู้ที่เป็น "ตั้วเหี่ย" หัวหน้า จะว่ากล่าวปกครองได้ ไม่มีใครเป็นตั้วเหี่ย พวกอั้งยี่ก็แยกกันเป็นหลายกงสี[38] เรียกชื่อต่างกัน ต่างมีแต่ "ยี่เฮีย"[39] (แปลว่า พี่ที่สอง) เป็นหัวหน้าเป็นอิสระแก่กัน และอั้งยี่ต่างกงสีมักเกิดวิวาทตีรันฟันแทงกันจนรัฐบาลรำคาญ แต่จะบังคับให้เลิกอั้งยี่ก็เกรงจะเกิดลำบาก ด้วยอาจจะเป็นให้พวกจีนในเมืองจีนหวาดหวั่นไม่มารับข้างเป็นกรรมกรพอต้องการเหมือนแต่ก่อน อย่างหนึ่ง และพวกจีนกรรมกรมีมากกว่าแต่ก่อนมาก ถ้าพวกอั้งยี่ขัดขืน ก็ต้องใช้กำลังปราบปราม กลายเป็นการใหญ่โตขึ้นกว่าเหตุ อีกประการหนึ่ง เห็นว่า พวกอั้งยี่เป็นแต่มักวิวาทกันเอง หาได้ทำร้ายต่อรัฐบาลอย่างใดไม่ อังกฤษตั้งข้อบังคับควบคุมพวกอั้งยี่เป็นสายกลาง คือ ถ้าจีนตั้งสมาคมอั้งยี่หรือสาขาของสมาคมที่ไหน ต้องมาขออนุญาตต่อรัฐบาล บอกชื่อผู้เป็นหัวหน้าและพนักงานของสมาคมก่อน ต่อไปได้รับอนุญาตจึงตั้งได้ ถ้ารัฐบาลมีกิจเกี่ยวข้องแก่พวกอั้งยี่สมาคมไหน ก็จะว่ากล่าวเอาความรับผิดชอบแก่หัวหน้าและพนักงานสมาคมนั้น แต่นั้นมา พวกอั้งยี่สมาคมต่าง ๆ ก็ตั้งกงสีของสมาคม ณ ที่ต่าง ๆ แพร่หลายโดยวิธี "รัฐบาลเลี้ยงอั้งยี่" เป็นประเพณีสืบมา

ที่เอาเรื่องอั้งยี่ในหัวเมืองขึ้นของอังกฤษมาเล่า เพราะมามีเรื่องเกี่ยวข้องกับเมืองไทยเมื่อภายหลัง ดังจะปรากฏต่อไปข้างหน้า



(๔)


อั้งยี่แรกมีในเมืองไทย


ในหนังสือจดหมายเหตุของไทยใช้คำเรียกอั้งยี่ต่างกันตามสมัย แต่ความไม่ตรงกับที่จริงทั้งนั้น จึงจะแทรกคำอธิบายเรียกต่าง ๆ ลงตรงนี้ก่อน ชื่อของสมาคมที่ตั้งในเมืองจีนแต่เดิมเรียกว่า "เทียนตี้หวย" แปลว่า "ฟ้าดินมนุษย์" หรือเรียกโดยย่ออีกอย่างหนึ่งตามภาษาจีนฮกเกี้ยนว่า "ซาฮะ" ตามภาษาจีนแต้จิ๋วแปลว่า "องค์สาม" เป็นนามของอั้งยี่ทุกพวก ครั้นอั้งยี่แยกกันเป็นหลายกงสี จึงมีชื่อกงสีเรียกต่างกัน เช่น ว่า "งี่หิน ปูนเถ้าก๋ง[40] งี่ฮก ตั้วกงสี[41] ซิวลี่กือ" เป็นต้น คำว่า "อั้งยี่" แปลว่า "หนังสือแดง" ก็เป็นแต่ชื่อกงสีอันหนึ่งเท่านั้น ยังมีชื่อสำหรับเรียกตัวนายอีกส่วนหนึ่ง ผู้ที่เป็นหัวหน้าอั้งยี่ในถิ่นอันหนึ่งร่วมกันทุกกงสีเรียกตามภาษาฮกเกี้ยนว่า "ตั้วกอ" ตามภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า "ตั้วเหี่ย" แปลว่า "พี่ใหญ่" ผู้ที่เป็นหัวหน้ากงสีเรียกว่า "ยี่กอ" หรือ "ยี่เฮีย" แปลว่า "พี่ที่สอง" ตัวนายรองลงมาเรียกว่า "ซากอ" หรือ "ซาเฮีย" แปลว่า "พี่ที่สาม" ในจดหมายเหตุของไทยเดิมเรียกพวกสมาคมเทียนตี้หวยทั้งหมดว่า "ตั้วเหี่ย" มาจนรัชกาลที่ ๕ เปลี่ยนคำ "ตั้วเหี่ย" เรียก "อั้งยี่" ในนิทานนี้ฉันเรียกว่าอั้งยี่มาแต่ต้นเพื่อให้สะดวกแก่ผู้อ่าน

อั้งยี่แรกมีขึ้นในเมืองไทยเมื่อรัชกาลที่ ๓ มูลเหตุที่จะเกิดอั้งยี่นั้นเนื่องมาแต่อังกฤษเอาฝิ่นอินเดียเข้าไปขายในเมืองจีนมากขึ้น พวกจีนตามเมืองชายทะเลพากันสูบฝิ่นติดแพร่หลาย จีนเข้ามาหากินในเมืองไทยที่เป็นคนสูบฝิ่นก็เอาฝิ่นเข้ามาสูบกันแพร่หลายกว่าแต่ก่อน เลยเป็นปัจจัยให้มีไทยสูบฝิ่นมากขึ้น แม้จนถึงชั้นผู้ดีที่เป็นเจ้าและขุนนางพากันสูบฝิ่นติดก็มี ก็ในเมืองไทยมีกฎหมายห้ามมาแต่ก่อนแล้วมิให้ใครสูบฝิ่น หรือซื้อฝิ่น ขายฝิ่น เมื่อปรากฏว่ามีคนสูบฝิ่นขึ้นแพร่หลายเช่นนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงดำรัสสั่งให้ตรวจจับฝิ่นตามกฎหมายอย่างกวดขัน แต่พวกจีนและไทยที่สูบฝิ่นติดมีมาก ก็จำต้องลอบหาซื้อฝิ่นสูบ เป็นเหตุให้คนลอบขายฝิ่นขึ้นราคาขายได้กำไรงาม จึงมีพวกจีนคิดค้าฝิ่นด้วยตั้งอั้งยี่วางสมัครพรรคพวกไว้ตามหัวเมืองชายทะเลที่ไม่มีการตรวจตรา คอยรับฝิ่นจากเรือสำเภาที่มาจากเมืองจีน แล้วเอาปลอมปนกับสินค้าอื่นส่งเข้ามายังกงสีใหญ่ซึ่งตั้งขึ้นตามที่ลี้ลับในหัวเมืองใกล้ ๆ กรุงเทพฯ ลอบขายฝิ่นเป็นรายย่อยเข้ามายังพระนคร ข้าหลวงสืบรู้ออกไปจับ ถ้าซ่องไหนมีพรรคพวกมากก็ต่อสู้จนถึงเกิดเหตุรบพุ่งกันหลายครั้ง มีปรากฏในหนังสือพงศาวดารว่า

เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๕ เกิดอั้งยี่ที่ในแขวงจังหวัดนครชัยศรีและจังหวัดสมุทรสาคร แต่ปราบได้โดยไม่ต้องรบพุ่งครั้งหนึ่ง

ต่อนั้นมาสองปี ถึง พ.ศ. ๒๓๘๗ พวกอั้งยี่ตั้งซ่องขายฝิ่นขึ้นที่ในป่าแสมริมชายทะเล ณ ตำบลแสมดำในระหว่างปากน้ำบางปะกงกับแขวงจังหวัดสมุทรปราการ ต่อสู้เจ้าพนักงานจับฝิ่น ต้องให้กรมทหารปากน้ำไปราบ ยิงพวกอั้งยี่ตายหลายคน และจับตัวหัวหน้าได้ อั้งยี่ก็สงบอีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาอีกสามปี ถึง พ.ศ. ๒๓๙๐ พวกอั้งยี่ตั้งซ่องขายฝิ่นขึ้นอีกที่ตำบลลัดกรุด แขวงเมืองสมุทรสาคร ครั้งนี้พวกอั้งยี่มีพรรคพวกมากกว่าแต่ก่อน พระยามหาเทพ (ปาน) ซึ่งเป็นหัวหน้าพนักงานจับฝิ่น ออกไปจับเอง ถูกพวกอั้งยี่ยิงตาย จึงโปรดให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ เมื่อยังเป็นเจ้าพระยาพระคลัง คุมกำลังไปปราบ ฆ่าพวกอั้งยี่ตายประมาณสี่ร้อยคน และจับตัวหัวหน้าได้ จึงสงบ

ปราบพวกอั้งยี่ที่ลัดกรุดได้ไม่ถึงเดือน พอเดือนห้า พ.ศ. ๒๓๙๑ พวกอั้งยี่ก็กำเริบขึ้นที่เมืองฉะเชิงเทรา คราวนี้ถึงแก่กบฏ ฆ่าพระยาวิเศษลือชัย ผู้ว่าราชการ ตาย แล้วพวกอั้งยี่เข้ายึดป้อมเมืองฉะเชิงเทราไว้เป็นที่มั่น โปรดให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ยกพลจากเมืองสมุทรสาครไปปราบ พวกอั้งยี่ที่เมืองฉะเชิงเทราต่อสู้พ่ายแพ้ พวกจีนถูกฆ่าตายกว่าสามพันคน อั้งยี่เมืองฉะเชิงเทราจึงสงบ ต่อมาอีกสองปีก็สิ้นรัชกาลที่ ๓



(๕)


อั้งยี่แรกมีในเมืองไทยเมื่อรัชกาลที่ ๔


เมื่อรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสปรึกษาเสนาบดีเห็นพร้อมกันว่า การจับฝิ่นเมื่อรัชกาลที่ ๓ แม้จับกุมอย่างกวดขันมาหลายปี ฝิ่นก็ยังเข้ามาได้เสมอ คนสูบฝิ่นก็ยังมีมากไม่หมดไป ซ้ำเป็นเหตุให้เกิดอั้งยี่ถึงต้องรบพุ่งฆ่าฟันกันหลายครั้ง จะใช้วิธีจับฝิ่นอย่างนั้นต่อไปเห็นจะไม่เป็นประโยชน์อันใด จึงเปลี่ยนนโยบายเป็นตั้งภาษีฝิ่นผูกขาดถือเฉพาะแต่รัฐบาลซื้อฝิ่นเข้ามาต้มขายเอากำไรให้จีนซื้อฝิ่นสูบได้ตามชอบใจ คงห้ามแต่ไทยมิให้สูบฝิ่น

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริอีกอย่างหนึ่งว่า ที่อั้งยี่หาพรรคพวกได้มาก เป็นเพราะพวกจีนที่ไปทำเรือกสวนหรือค้าขายอยู่ตามหัวเมืองมักถูกพวกจีนเจ้าภาษีเบียดเบียนในการเก็บอากร และถูกคนในพื้นเมืองรังแกได้ความเดือดร้อน ไม่มีใครจะเกื้อหนุน จึงมักไปพึ่งอั้งยี่ ทรงแก้ไขข้อนี้ด้วยให้เลือกหาจีนที่ตั้งตัวได้เป็นหลักแหล่งแล้วและเป็นคนซื่อตรงมีคนนับถือมาก ตั้งเป็นเป็นตำแหน่งปลัดจีนขึ้นในกรมการตามหัวเมืองที่มีจีนมาก สำหรับช่วยอุปการะและรับทุกข์ร้อนของพวกจีนขึ้นเสนอต่อรัฐบาล เมื่อทรงแก้ไขด้วยอุบายสองอย่างนั้น เหตุการณ์เรื่องอั้งยี่ก็สงบเงียบมาได้หลายปี

แต่ถึงตอนปลายรัชกาลที่ ๔ มีอั้งยี่เกิดขึ้นอีกด้วยเหตุอย่างอื่น เหตุที่เกิดอั้งยี่ตอนนี้เนื่องมาจากประเพณีจีนเข้าเมือง ด้วยจีนที่ทิ้งถิ่นไปทำมาหากินตามต่างประเทศล้วนเป็นคนยากจน มักไปแต่ตัว แม้เงินค่าโดยสารเรือก็ไม่มีจะเสีย เมื่อเรือไปถึงเมืองไหน เช่น เมืองสิงคโปร์ก็ดี หรือมาถึงกรุงเทพฯ ก็ดี มีจีนในเมืองนั้นที่เป็นญาติหรือเป็นเถ้าแก่หาลูกจ้างไปรับเสียเงินค่าโดยสารและรองเงินล่วงหน้าให้จีนที่เข้ามาใหม่ ไทยเรียกว่า "จีนใหม่" ทางเมืองสิงคโปร์เรียกว่า "Sing Keh" แล้วทำสัญญากันว่า เถ้าแก่จะรับเลี้ยงให้กินอยู่ ข้างฝ่ายจีนใหม่จะทำงานให้เปล่าไม่เอาค่าจ้างปีหนึ่ง งานที่ทำนั้นเถ้าแก่จะใช้เอง หรือจะให้ไปทำงานให้คนอื่น เถ้าแก่เป็นผู้ได้ค่าจ้าง หรือแม้เถ้าแก่จะโอนสิทธิในสัญญาให้ผู้อื่นก็ได้ เมื่อครบปีหนึ่งแล้วก็สิ้นเขตที่เป็นจีนใหม่พ้นหนี้สิน จะรับจ้างเถ้าแก่ทำงานต่อไป หรือไปทำมาหากินที่อื่นโดยลำพังตนก็ได้ มีประเพณีอย่างนี้มาแต่เดิม ถึงรัชกาลที่ ๔ ตั้งแต่ไทยทำหนังสือสัญญาค้าขายกับฝรั่งต่างชาติเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๘ การค้าขายในเมืองไทยเจริญขึ้นรวดเร็ว มีโรงจักรสีข้าวเลื่อยไม้และมีการขนลำเลียงสินค้าอันต้องการแรงงานมากขึ้น ทั้งเวลานั้นการคมนาคมกับเมืองจีนสะดวกขึ้นด้วยมีเรือกำปั่นไปมาบ่อย ๆ พวกจีนใหม่ที่เข้ามาหากินก็มากขึ้น จึงเป็นเหตุให้มีจีนในกรุงเทพฯ คิดหาผลประโยชน์ด้วยการเป็นเถ้าแก่รับจีนใหม่เข้าเมืองโดยวิธีดังกล่าวมาแล้วมากขึ้น และการนั้นได้กำไรงาม ก็เกิดแข่งกันเกลี้ยกล่อมจีนใหม่ พวกเถ้าแก่จึงเลยอาศัยจีนใหม่ของตนให้ช่วยกันเกลี้ยกล่อมจีนเข้ามาใหม่ ตลอดจนไปชิงกันหางานให้พวกจีนใหม่ของตนทำ ก็เลยตั้งพวกเป็นอั้งยี่ด้วยประการฉะนี้ แต่ผิดกับอั้งยี่รัชกาลที่ ๓ ด้วยไม่คิดร้ายต่อรัฐบาลและมีแต่พวกละน้อย ๆ หลายพวกด้วยกัน

แต่เมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๑๐ ก่อนจะสิ้นรัชกาลที่ ๔ มีพวกอั้งยี่กำเริบขึ้นที่เมืองภูเก็ต แต่มิได้เกี่ยวข้องกับจีนในกรุงเทพฯ ด้วย พวกอั้งยี่ที่เมืองภูเก็ตขยายมาจากเมืองขึ้นของอังกฤษซึ่งรัฐบาลใช้นโยบายอย่าง "เลี้ยงอั้งยี่" ดังกล่าวมาแล้ว พวกจีนในแดนอังกฤษไปมาค้าขายกับหัวเมืองไทยทางตะวันตกอยู่เป็นนิจ พวกอั้งยี่ในแดนอังกฤษจึงมาเกลี้ยกล่อมจีนที่เมืองภูเก็ตให้ตั้งอั้งยี่เพื่อสงเคราะห์กันและกันเป็นสาขาของกงสี "งี่หิน" พวกหนึ่งมีประมาณสามพันห้าร้อยคน ของกงสี "ปูนเถ้าก๋ง" พวกหนึ่งมีประมาณสี่พันคน อยู่มานานอั้งยี่ทั้งสองพวกนั้นวิวาทกันด้วยชิงสายน้ำที่ทำเหมืองล้างแร่ดีบุก ต่างเรียกพวกอั้งยี่ของตนมารบกันที่กลางเมือง ผู้ว่าราชการเมืองภูเก็ตห้ามก็ไม่ฟัง จะปราบก็ไม่มีกำลังพอการ จึงโปรดให้เจ้าพระยาภาณุวงศ์ฯ เมื่อยังเป็นที่พระยาเทพประชุน ปลัดทูลฉลองกระทรวงกลาโหม เป็นข้าหลวงออกไปยังภูเก็ต ให้ไปพิจารณาว่ากล่าวเรื่องอั้งยี่วิวาทกัน ถ้าพวกอั้งยี่ไม่ฟังคำบังคับบัญชาก็ให้เรียกระดมพลตามหัวเมืองปราบปรามด้วยกำลัง แต่เมื่อเจ้าพระยาภาณุวงศ์ฯ ออกไปถึง หัวหน้าอั้งยี่ทั้งสองพวกอ่อนน้อมโดยดี เจ้าพระยาภาณุวงศ์ฯ ว่ากล่าวระงับเหตุวิวาทเรียบร้อยแล้ว พาตัวพวกหัวหน้าอั้งยี่ทั้งสองกงสีรวมเก้าคนเข้ามาสารภาพผิดในกรุงเทพฯ จึงโปรดให้ถือน้ำกระทำสัตย์สาบานว่า จะไม่คิดร้ายต่อแผ่นดิน แล้วปล่อยตัวกลับไปทำมาหากินอย่างเดิม

การระงับอั้งยี่วิวาทกันที่เมืองภูเก็ตครั้งนั้นเป็นเหตุที่ไทยจะเอาวิธี "เลี้ยงอั้งยี่" อย่างที่อังกฤษจัดตามเมืองในแหลมมลายูมาใช้ที่เมืองภูเก็ตก่อน แล้วเลยเข้ามาใช้ในกรุงเทพฯ เมื่อภายหลัง แต่อนุโลมให้เข้ากับประเพณีไทยมิให้ขัดกัน เป็นต้นว่า ที่เมืองภูเก็ตนั้นเลือกจีนที่มีพรรคพวกนับถือมาตั้งเป็น "หัวหน้าต้นแซ่" สำหรับนำกิจทุกข์สุขของพวกตนเสนอต่อรัฐบาลและควบคุมว่ากล่าวคนของตนตามประสงค์ของรัฐบาลคล้าย ๆ กับกรมการจีน ที่เป็นคนมีหลักฐานมั่นคงถึงให้มีบรรดาศักดิ์เป็นขุนเป็นหลวงก็มี แต่พวกหัวหน้าต้นแซ่นั้นก็เป็นอั้งยี่พวกงี่หินหรือปูนเถ้าก๋งทุกคน การที่จัดขึ้นเป็นแต่อย่างควบคุมอั้งยี่และให้มีพวกหัวหน้าต้นแซ่สำหรับรัฐบาลและคอยห้ามปรามมิให้อั้งยี่ต่างพวกวิวาทกัน แต่ยังยอมให้พวกจีนตั้งอั้งยี่ได้ตามใจไม่ห้ามปราม



(๖)


อั้งยี่ในเมืองไทยเมื่อต้นรัชกาลที่ ๕


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสวยราชย์เมื่อเดือนตุลาคม ปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ เวลานั้นยังทรงพระเยาว์วัย พระชันษาเพียงสิบหกปี จึงต้องมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เมื่อยังเป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ สมุหพระกลาโหม ได้เป็นผู้สำเร็จราชการอยู่ห้าปี

เวลาเมื่อเปลี่ยนรัชกาลครั้งนั้นมีเหตุต่าง ๆ ที่ทำให้รัฐบาลำบากหลายเรื่อง เรื่องอื่นยกไว้ จะเล่าแต่เรื่องเนื่องกับพวกอั้งยี่ เมื่อกำลังจะเปลี่ยนรัชกาล มีอั้งยี่พวกหนึ่งในกรุงเทพฯ ต่อสู้เจ้าภาษีฝิ่นในโรงกงก๊วนที่ริมฝั่งสัมพันธวงศ์ถึงสู้รบกันขึ้นในสำเพ็ง พอเปลี่ยนรัชกาล อั้งยี่พวกหนึ่งก็คุมกันเที่ยวปล้นราษฎรที่ในแขวงจังหวัดนครชัยศรี และทำท่าทางจะกำเริบขึ้นที่อื่นอีกทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมือง สมเด็จเจ้าพระยาฯ ระงับด้วยใช้อุบายหลายอย่าง พิเคราะห์ดูน่าพิศวง

อย่างที่หนึ่ง ใช้ปราบด้วยอาญา ดังเช่นปราบอั้งยี่ที่กำเริบขึ้นในแขวงจังหวัดนครชัยศรี เมื่อจับได้ให้ส่งเข้ามากรุงเทพฯ เอาตัวหัวหน้าประหารชีวิตและสมัครพรรคพวกทั้งหมดจำคุกให้ปรากฏแก่คนทั้งหลาย

อีกอย่างหนึ่ง ใช้อุบายขู่ให้พวกอั้งยี่กลัวด้วยจัดการซ้อมรบที่สนามชัยถวายพระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรบนพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ทุกสัปดาห์ ฉันยังเป็นเด็กไว้จุก เคยตามเสด็จไปดูหลายครั้ง การซ้อมรบนั้นบางวันก็ให้ทหารปืนใหญ่ปืนเล็กยิงปืนติดดินดำเสียงดังสนั่นครั่นครื้น บางวันก็ให้ทำเป็นโครงค่ายมีหุ่นรูปคนอยู่ประจำ เอาช้างรบออกซ้อมแทงหุ่นทำลายค่าย เวลานั้น มีช้างรบอยู่ในกรุงเทพฯ สักสามสี่เชือก ตัวหนึ่งชื่อ พลายแก้ว เจ้าพระยายมราช (แก้ว) หัดที่เมืองนครราชสีมา กล้าหาญนัก พอเห็นยิงปืนออกมาจากค่ายก็สวนควันเข้าไปรื้อค่ายแทงรูปหุ่นที่รักษาทำลายลง พวกชาวพระนครไม่เคยเห็นการซ้อมรบอย่างนั้นพากันมาดูมากกว่ามาก เกิดกิตติศัพท์ระบือไปถึงพวกอั้งยี่ก็กลัวไม่ก่อเหตุอันใดได้จริง

อุบายของสมเด็จเจ้าพระยาฯ อีกอย่างหนึ่งนั้น ขยายการบำรุงจีนอนุโลมตามกระแสพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงตั้งปลัดจีนตามหัวเมือดังกล่าวมาแล้ว และเวลานั้น มีความลำบากเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งด้วย เพราะเมื่อตอนปลายรัชกาลที่ ๔ มีพวกชาวจีนชาวเมืองขึ้นของอังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลันดา และโปรตุเกส เข้ามาหากินในกรุงเทพฯ มากขึ้น ก็ตามหนังสือสัญญายอมให้จีนเหล่านั้นอยู่ในความป้องกันของกงสุลชาตินั้น ๆ จึงเรียกกันว่า "พวกร่มธง" หมายความว่า "อยู่ในร่มธงของต่างประเทศ" หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "สับเย๊ก" (subject) หมายความว่า "เป็นคนในชาตินั้น ๆ" ไม่ต้องอยู่ในอำนาจโรงศาลหรือในบังคับรัฐบาลของบ้านเมือง แม้กงสุลต่างประเทศช่วยห้ามมิให้จีนในร่มธงเป็นอั้งยี่ก็ดี สมเด็จเจ้าพระยาฯ ก็ยังวิตกเกรงว่า พวกจีนชั้นพลเมืองจะพากันอยากเข้าร่มฝรั่ง เพราะฉะนั้น พอเปลี่ยนรัชกาลที่สามสัปดาห์ ก็ประกาศตั้งศาลคดีจีนขึ้นในกรมท่าซ้าย ให้พระยาโชดึกราชเศรษฐี [(จ๋อง) แล้วเปลี่ยนเป็นพระยาโชดึกฯ (พุก)] คนหนึ่ง หลวงพิพิธภัณฑวิจารณ์ [(ฟัก) ภายหลังได้เป็นพระยาโชดึกฯ) คนหนึ่ง กับหลวงพิชัยวารี (มะลิ) คนหนึ่ง (เป็นชั้นลูกจีนทั้งสามคน) เป็นผู้พิพากษาสำหรับชำระตัดสินคดีที่คู่ความเป็นจีนทั้งสองฝ่าย ด้วยใช้ภาษาจีนและประเพณีจีนในการพิจารณา แต่ห้ามมิให้รับคดีที่คู่ความเป็นจีนแต่ฝ่ายเดียวหรือคดีที่เป็นความอาญาว่ากล่าวในศาลนั้น นอกจากตั้งศาล ให้แบ่งเขตท้องที่อันมีจีนอยู่มาก เช่น ในสำเพ็ง เป็นหลายอำเภอ ตามหัวเมืองก็ให้ปลัดจีนมีอำนาจว่ากล่าวคดีจีน อำเภอที่มีจีนอยู่มากก็ตั้งหัวหน้าให้มีเงินเป็นตำแหน่ง "กงสุลจีนในบังคับสยาม" สำหรับเป็นผู้อุปการะจีนอยู่ในอำเภอนั้น ๆ

ส่วนการควบคุมพวกอั้งยี่นั้น สมเด็จเจ้าพระยาฯ ก็อนุโลมเอาแบบอย่างอังกฤษ "เลี้ยงอั้งยี่" ที่ในแหลมมลายูมาใช้ ปรากฏว่า ให้สืบเอาตัวจีนเถ้าแก่ที่เป็นหัวหน้าอั้งยี่สิบสี่คน แล้วตั้งข้าหลวงสามคน คือ เจ้าพระยาภาณุวงศ์ฯ เมื่อยังเป็นพระยาเทพประชุน (ซึ่งเคยไปปราบอั้งยี่ที่เมืองภูเก็ต) คนหนึ่ง พระยาโชดึกราชเศรษฐี คนหนึ่ง พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง (เนียม) ซึ่งเป็นผู้บังคับการกองตระเวน (โปลิศ) ในกรุงเทพฯ คนหนึ่ง พร้อมด้วยขุนนางจีนเจ้าภาษีอีกบางคน พาพวกหัวหน้าอั้งยี่สิบสี่คนนั้นไปทำพิธีถือน้ำกระทำสัตย์ในวิหารพระโต ณ วัดกัลยาณมิตรซึ่งจีนนับถือมาก รับสัญญาว่า จะไม่คิดประทุษร้ายต่อพระเจ้าอยู่หัว และจะคอยระวังพวกอั้งยี่ของตนมิให้คิดร้ายด้วย แล้วปล่อยตัวไปทั้งสิบสี่คน แต่นั้น สมเด็จเจ้าพระยาฯ ก็ได้พวกหัวหน้าอั้งยี่เหล่านั้นมาเป็นคนรับใช้สอยของท่าน ให้ตรวจตราว่ากล่าวมิให้พวกอั้งยี่กำเริบ ก็สำเร็จประโยชน์ได้สมประสงค์ พวกอั้งยี่ก็เรียบร้อย เพราะใช้วิธี "เลี้ยงอั้งยี่" มาตลอดเวลาสมเด็จเจ้าพระยาฯ มีอำนาจในราชการแผ่นดิน


อั้งยี่กำเริบที่เมืองระนองและภูเก็ต


ถึงปีชวด พ.ศ. ๒๔๑๙ เป็นปีที่เก้าในรัชกาลที่ ๕ เกิดลำบาก ด้วยพวกจีนอั้งยี่ที่เป็นกรรมกรที่ทำเหมืองแร่ดีบุกที่เมืองระนองและเมืองภูเก็ตกำเริบคล้ายกับเป็นกบฏ ต้องปราบปรามเป็นการใหญ่โต แต่ว่าพวกอั้งยี่ทางหัวเมืองในแหลมมลายูเป็นสาขาของพวกอั้งยี่กงสี "งี่หิน" แลกงสี "ปูนเถ้าก๋ง" ในแดนอังกฤษมาตั้งขึ้นในเมืองไทยไม่ติดต่อกับพวกอั้งยี่ในกรุงเทพฯ ดังกล่าวมาในเรื่องปราบอั้งยี่ที่เมืองภูเก็ตเมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ นั้นแล้ว แต่ครั้งนั้นมา การทำเหมืองแร่ดีบุกที่เมืองระนองกับเมืองภูเก็ตเจริญขึ้น มีพวกจีนกรรมกรเข้ามารับจ้างขุดขนดีบุกมากขึ้นเป็นลำดับมา จนที่เมืองระนองมีจำนวนจีนกรรมกรกว่าสามพันคน และที่เมืองภูเก็ตก็มีจำนวนจีนกรรมกรหลายหมื่น มากกว่าจำนวนราษฎรไทยที่อยู่ในตัวเมืองทั้งสองแห่ง ตามบ้านนอกพวกจีนกรรมกรไปรวมกันรับจ้างขุดแร่อยู่ที่ไหน ทั้งพวกงี่หินและพวกปูนเถ้าก๋งต่างก็ไปตั้งกงสีอั้งยี่พวกของตนขึ้นอยู่ที่นั่น มีนายรองปกครองขึ้นต่อผู้ที่รัฐบาลตั้งเป็นหัวหน้าต้นแซ่ซึ่งเป็นผู้มีถิ่นฐานอยู่ในเมือง จึงมีกงสีอั้งยี่อยู่ตามเหมืองแร่แทบทุกแห่ง พวกหัวหน้าต้นแซ่ก็ช่วยรัฐบาลรักษาความสงบเรียบร้อยได้ตลอดมา แต่เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๑๙ นั้น เผอิญดีบุกตกราคา พวกนายเหมืองขายดีบุกได้เงินไม่พอให้ค่าจ้างกรรมกร จึงเกิดเหตุขึ้นที่เมืองระนองก่อน

ปรากฏว่า เมื่อเดือนสาม แรมสิบสี่ค่ำ ถึงตรุษจีน พวกกรรมกรที่เป็นอั้งยี่ปูนเถ้าก๋งพวกหนึ่งไปทวงเงินต่อนายเหมืองขอให้ชำระหนี้สินให้สิ้นเชิงตามประเพณีจีน นายเหมืองไม่มีเงินพอจะให้ ขอผ่อนผัด พวกกรรมกรจะเอาให้จงได้ ก็เกิดทุ่มเถียงจนเลยวิวาทกันขึ้น พวกกรรมกรฆ่าพวกนายเหมืองตาย ชะรอยผู้ตายจะเป็นตัวนายคนหนึ่ง พวกกรรมกรจึงตกใจเกรงว่าจะถูกจับเอาไปลงโทษ ก็พากันถือเครื่องศัสตราวุธหนีออกจากเมืองระนอง หมายว่าจะเดินบกข้ามภูเขาบรรทัดไปหาที่ซ่อนตัวอยู่ที่เหมืองแร่ในแขวงเมืองหลังสวน เมื่อไปถึงด่าว พวกชาวด่านเห็นกิริยาอาการผิดปรกติ สงสัยว่าจะเป็นโจรผู้ร้าย จะเอาตัวเข้าให้ไต่สวนที่เมือง ก็เกิดวิวาทกันขึ้น คราวนี้ถึงยิงกันตายทั้งสองข้าง พวกชาวด่านจับจีนได้แปดคน คุมตัวเข้ามายังเมืองระนอง ถึงกลางทาง พวกจีนกรรมกรเป็นอันมากพากันมากลุ้มรุมแทงฟันพวกชาวด่านชิงเอาพวกจีนที่ถูกจีนไปได้หมด แล้วพวกจีนกรรมกรก็เลยเป็นกบฏ รวบรวมกันประมาณห้าร้อยหกร้อยคนออกจากเหมืองแร่เข้ามาเที่ยวไล่ฆ่าคนและเผาบ้านเรือนในระนอง พระยาระนองไม่มีกำลังพอจะปราบปราม ก็ได้แต่รักษาบริเวณศาลากลางอันเป็นสำนักรัฐบาลไว้ พวกจีนกบฏจะตีเอาเงินที่ในคลังไม่ได้ ก็พากันเที่ยวเก็บเรือทะเลบรรดามีที่เมืองระนอง และไปปล้นฉางเอาข้าวบรรทุกลงในเรือ แล้วก็พากันลงเรือแล่นหนีไปทางทะเลประมาณสามร้อยสี่ร้อยคน ที่ไปทางเรือไม่ได้ก็พากันไปทางบกหนีไปยังเหมืองแร่ในแขวงเมืองหลังสวนประมาณสามร้อยสี่ร้อยคน พอประจวบกับเวลาเรือรบไปถึงเมืองระนอง เหตุที่อั้งยี่เมืองระนองเป็นกบฏก็สงบลง ไม่ต้องรบพุ่งปราบปราม เพราะเป็นกบฏแต่พวกปูนเถ้าก๋งหนีไปหมดแล้ว พวกงี่หินที่ยังอยู่หาได้เป็นกบฏไม่

แต่ที่เมืองภูเก็ตมีจีนกรรมกรหลายหมื่นจำนวนมากกว่าเมืองระนองหลายเท่า และพวกจีนก็มีเหตุเดือดร้อนด้วยดีบุกตกราคาเช่นเดียวกับเมืองระนอง ทั้งยังมีเหตุอื่นนอกจากนั้น ด้วยพวกอั้งยี่ปูนเถ้าก๋งสงสัยว่า เจ้าเมืองลำเอียงเข้ากับพวกงี่หิน มีความแค้นเคืองอยู่บ้างแล้ว พอพวกอั้งยี่ที่หนีมาทางเรือจากเมืองระนองมาถึงเมืองภูเก็ตแยกย้ายกันไปเที่ยวอาศัยอยู่ตามโรงกงสีอั้งยี่พวกของตนตามตำบลต่าง ๆ ไปเล่าว่า เกือบจะตีเมืองระนองได้ หากเครื่องยุทธภัณฑ์ไม่มีพอมือ จึงต้องหนีมา ก็มีพวกหัวโจกตามกงสีต่าง ๆ ชักชวนพวกอั้งยี่ในกงสีของตนให้รวมกันตีเมืองภูเก็ตบ้าง แต่ปกปิดมิให้หัวหน้าต้นแซ่รู้ ก็รวมได้ แต่บางกงสีไม่พรักพร้อมกัน เวลานั้น พระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชื่น บุนนาค) เมื่อยังเป็นที่เจ้าหมื่นเสมอใจราช หัวหมื่นมหาดเล็ก เป็นข้าหลวงประจำหัวเมืองฝ่ายตะวันตกทั้งปวงอยู่ ณ เมืองภูเก็ต มีเรือรบสองลำกับโปลิศสำหรับรักษาสำนักรัฐบาลประมาณหนึ่งร้อยคนเป็นกำลัง ส่วนการปกครองเมืองภูเก็ตนั้น พระยาวิชิตสงคราม (ทัด) ซึ่งเป็นพระยาภูเก็ตอยู่จนแก่ชราจึงเลื่อนขึ้นเป็นจางวางแต่ก็ยังว่าราชการและผูกภาษีประโยชน์เมืองภูเก็ตอยู่อย่างแต่ก่อน เป็นผู้ที่พวกจีนกรรมกรเกลียดชังว่า เก็บภาษีให้เดือดร้อน แต่หามีใครคาดว่าพวกจีนกรรมกรจะกำเริบไม่

แต่แรกเกิดเหตุเมื่อเดือนสี่ ขึ้นสิบเอ็ดค่ำ ปีชวด พ.ศ. ๒๔๑๙ เวลาบ่ายนั้น กะลาสีเรือรบพวกหนึ่งขึ้นไปบนบกไปเมาสุราเกิดทะเลาะกับพวกจีนที่ในตลาดเมืองภูเก็ต แต่ไม่ทันถึงทุบตีกัน มูลนายเรียกกะลาสีพวกนั้นกลับลงไปเรือเสียก่อน ครั้นเวลาค่ำ กะลาสีพวกอื่นสองคนขึ้นไปบนบก พอพวกจีนเห็น กลุ้มรุมทุบตีแทบปางตาย โปลิศไประงับวิวาท จับได้จีนที่ตีกะลาสีสองคน เอาตัวส่งข้าหลวง ในไม่ช้าก็มีจีนพวกใหญ่ประมาณสามร้อยคนซึ่งรวมกันอยู่ในตลาดถือเครื่องศัสตราวุธพากันไปรื้อโรงโปลิศแล้วเที่ยวปล้นบ้านเผาวัดและเรือนไทยที่ในเมือง พบไทยที่ไหนก็ไล่ฆ่าฟัน พวกไทยอยู่ในเมืองมีน้อยกว่าจีนก็ได้แต่พากันหนีเอาตัวรอด ฝ่ายพวกจีนได้ทีก็เรียกกันเพิ่มเติมเข้ามาจนจำนวนกว่าสามพันคน แล้วยังตามกันยกเข้ามาหมายจะปล้นสำนักงานรัฐบาลและบ้านพระยาวิชิตสงคราม เป็นการกบฏออกหน้า พระยาวิชิตสงครามอพยพครอบครัวหนีเอาตัวรอดไปได้ แต่พระยามนตรีฯ ไม่หนี ตั้งต่อสู้อยู่ในสำนักรัฐบาลและรักษาบ้านพระยาวิชิตสงครามซึ่งอยู่ติดต่อกันไว้ด้วย ให้เรียกไทยบรรดามีในบริเวณศาลารัฐบาลและถอดคนโทษที่ในจำออกมาสมทบกับโปลิศซึ่งมีอยู่หนึ่งร้อยคน แล้วได้ทหารเรือในเรือรบขึ้นมาช่วยอีกหนึ่งร้อยคน รวมกันรักษาทางที่พวกจีนจะเข้าได้ และเอาปืนใหญ่ตั้งจุกช่องไว้ทุกทาง แล้วให้ไปเรียกจีนพวกหัวหน้าต้นแซ่ซึ่งอยู่ในเมืองเข้ามาประชุมกันที่ศาลารัฐบาลในค่ำวันนั้น และรีบเขียนจดหมายถึงหัวเมืองอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงให้ส่งกำลังมาช่วย และมีหนังสือส่งไปตีโทรเลขที่เมืองปีนังบอกข่าวเข้ามากรุงเทพฯ และมีจดหมายบอกอังกฤษเจ้าเมืองปีนังให้กัดเครื่องอาวุธยุทธภัณฑ์อย่าให้พวกจีนส่งมายังเมืองภูเก็จ ให้คนถือหนังสือลงเรือเมล์และเรือใบไปยังเมืองปีนังและที่อื่น ๆ ตามสามารถจะไปได้ ในค่ำวันนั้น จีนพวกหัวหน้าต้นแซ่พากันเข้าไปยังศาลารัฐบาลตามคำสั่งโดยมาก และรับจะช่วยรัฐบาลตามแต่พระยามนตรีฯ จะสั่งให้ทำประการใด พระยามนตรีฯ จึงสั่งให้พวกหัวหน้าเขียน "ตั๋ว" ออกไปถึงพวกแซ่ของตนที่มากับพวกผู้ร้ายสั่งให้กลับไปที่อยู่ของตนเสียตามเดิม มีทุกข์ร้อนอย่างไรพวกหัวหน้าต้นแซ่จะช่วยแก้ไขให้โดยดี ก็มีพวกกรรมกรเชื่อฟังพากันกลับไปเสียมาก พวกที่ยังเป็นกบฏอยู่น้อยตัวตน ก็ไม่กล้าเข้าตีศาลารัฐบาล พระยามนตรีฯ จึงจัดให้จีนหัวหน้าต้นแซ่คุมจีนพวกของตัวตั้งเป็นกองตระเวนคอยห้ามปรามอยู่เป็นแห่ง ๆ ที่ในเมืองก็สงบไป แต่พวกจีนกบฏที่มีหัวหน้าโจกชักนำไม่เชื่อฟังหัวหน้าต้นแซ่ เมื่อเห็นว่า จะตีศาลารัฐบาลไม่ได้ ก็คุมกันเป็นพวก ๆ แยกกันไปเที่ยวปล้นทรัพย์เผาเรือนพวกชาวเมืองต่อออกไปถึงตามบ้านนอก ราษฎรน้อยกว่าก็ได้แต่หนีเอาตัวรอด ก็เกิดเป็นจลาจลทั่วไปทั้งเมืองภูเก็ต มีแต่ที่บ้านฉลองแห่งเดียวชาวบ้านได้สมภารวัดฉลองเป็นหัวหน้าอาจต่อสู้ชนะพวกจีน (ดังได้เล่ามาในนิทานที่ ๒ เรื่อง พระครูวัดฉลอง) แม้พระยามนตรีฯ ก็มีกำลังเพียงจะรักษาศาลารัฐบาล ยังไม่สามารถจะไปปราบพวกจีนกบฏตามบ้านนอกได้

เมื่อรัฐบาลในกรุงเทพฯ ได้รับโทรเลขว่า ได้เกิดกบฏที่เมืองภูเก็ต จึงโปรดให้พระยาประภากรวงศ์ (ชาย บุนนาค) เมื่อยังเป็นที่เจ้าหมื่นไวยวรนาถ หัวหมื่นมหาดเล็ก เป็นข้าหลวงใหญ่มีอำนาจบังคับบัญชาการปราบอั้งยี่ได้สิทธิ์ขาด (เพราะพระยามนตรีฯ เป็นลูกเขยพระยาวิชิตสงคราม เกรงจะบังคับการไม่ได้เด็ดขาด ต่อภายหลังจึงทราบว่า เพราะพระยามนตรีฯ ต่อสู้ จึงไม่เสียเมืองภูเก็ต) คุมเรือรบกับทหารและเครื่องศัสตราวุธยุทธภัณฑ์เพิ่มเติมออกไป พระยาประภาฯ ไปถึงเมืองภูเก็ตก็ไปร่วมมือกับพระยามนตรีฯ ช่วยกันรวบรวมรี้พลทั้งไทยและมลายูที่ไปจากหัวเมืองปักษ์ใต้เข้าเป็นกองทัพ และเรียกพวกเจ้าเมืองที่ใกล้เคียงไปประชุม ปรึกษากันให้ประกาศว่า จะเอาโทษแต่พวกที่ฆ่าคนและปล้นสะดม พวกกรรมกรที่ได้ประพฤติร้ายเช่นนั้นถ้าลุแก่โทษต่อหัวหน้าต้นแซ่และกลับไปทำการเสียโดยดีจะไม่เอาโทษพวกจีนที่เป็นแต่ชั้นสมพล ก็พากันเข้าลุแก่โทษโดยมาก จับได้ตัวหัวโจกและที่ได้ประพฤติร้ายบ้าง แต่โดยมากพากันหลบหนีจากเมืองภูเก็ตไปตามเมืองในแดนอังกฤษ การจลาจลที่เมืองภูเก็ตก็สงบ

ในครั้งนั้น ทรงพระกรุณาโปรดปูนบำเหน็จให้เจ้าหมื่นไวยวรนาถ (ชาย บุนนาค) เลื่อนขึ้นเป็นพระยาประภากรวงศ์ ให้เจ้าหมื่นเสมอใจราช (ชื่น บุนนาค) เลื่อนขึ้นเป็นพระยามนตรีสุริยวงศ์ ตำแหน่งจางวางมหาดเล็ก และได้รับพระราชทานพานทองเสมอกันทั้งสองคน พวกกรรมกรที่ได้ช่วยรักษาเมืองภูเก็ตนั้นก็พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์บ้าง เลื่อนบรรดาศักดิ์บ้าง ตามควรแก่ความชอบ ที่เป็นแต่หัวหน้าต้นแซ่ซึ่งได้ช่วยราชการครั้งนั้นโปรดให้สร้างเหรียญติดอกเป็นเครื่องหมายความชอบ (ซึ่งมาเปลี่ยนเป็นเหรียญดุษฎีมาลาเมื่อภายหลัง) พระราชทานเป็นบำเหน็จความชอบทุกคน แต่นั้น พวกอั้งยี่ที่เมืองภูเก็ตก็ราบคาบ


เรื่องอั้งยี่งี่หินหัวควาย


เมื่อระงับอั้งยี่ที่เมืองระนองกับเมืองภูเก็ตซึ่งเป็นกบฏขึ้นเมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๑๙ เรียบร้อยแล้ว ต่อมาอีกเก้าปี ถึงปีระกา พ.ศ. ๒๔๒๘ เกิดอั้งยี่กำเริบขึ้นตามเมืองในแหลมมลายูอีกครั้งหนึ่ง แต่เป็นอย่างแปลกประหลาดผิดกับที่เคยมีมาแต่ก่อน ด้วยพวกอั้งยี่ล้วนเป็นไทยไปเอาอย่างจีนมาตั้งอั้งยี่ขึ้น เรียกพวกตัวเองว่า "งี่หินหัวควาย" แต่ในทางราชการใช้ราชาศัพท์เรียกว่า "งี่หินศีรษะกระบือ" หัวหน้ามักเป็นภิกษุซึ่งเป็นสมภารอยู่วัด เอาวัดเป็นกงสีที่ประชุม จะมีขึ้นที่เมืองไหนก่อนไม่ทราบแน่ แล้วผู้ต้นคิดแต่งพรรคพวกไปเที่ยวเกลี้ยกล่อมผู้คน คือ สมภารตามวัดโดยเฉพาะให้ตั้งอั้งยี่งี่หินหัวควายขึ้นตามเมืองต่าง ๆ ทางเมืองปักษ์ใต้ตั้งแต่เมืองกำเนิดนพคุณ เมืองปะทิว เมืองชุมพร เมืองหลังสวน เมืองไชยา ลงไปจนถึงเมืองกาญจนดิษฐ์ ทางเมืองฝ่ายตะวันตกก็เกิดที่เมืองตะกั่วทุ่ง เมืองตะกั่วป่า เมืองคิรีรัตนนิคม และเมืองถลางก็เกิด ธรรมดาของการตั้งอั้งยี่เหมาะแต่เฉพาะกับจีน เพราะเป็นชาวต่างประเทศมาหากินอยู่ต่างด้าว จึงรวมเป็นพวกเพื่อป้องกันตัวมิให้พวกชาวเมืองข่มเหง อย่างหนึ่ง เพราะพวกจีนมาหากินด้วยเป็นกรรมกรอาศัยเลี้ยงชีพแต่ด้วยค่าจ้างที่ได้จากค่าแรงงาน จึงรวมกันเป็นพวกเพื่อจะมิให้แย่งงานกันทำ และมิให้ผู้จ้างเอาเปรียบลดค่าจ้างโดยอุบายต่าง ๆ ตลอดจนสงเคราะห์กันในเวลาต้องตกยาก พวกจีนชั้นเลวจึงเห็นว่า เป็นประโยชน์แก่ตนที่จะเข้าเป็นอั้งยี่ แต่ไทยเป็นชาวเมืองนั้นเอง ต่างมีถิ่นฐานทำการงานเลี้ยงชีพได้โดยอิสระลำพังตน ไม่มีกรณีที่ต้องเกรงภัยเหมือนอย่างพวกจีนกรรมกร การที่ตั้งอั้งยี่เป็นแต่พวกคนพาลที่เป็นหัวหน้าประสงค์ลวงเอาเงินค่าธรรมเนียม โดยอ้างว่า ถ้าเข้าเป็นอั้งยี่จะเป็นประโยชน์แก่ตนอย่างนั้น ๆ ครั้นรวมกันตั้งเป็นอั้งยี่ไม่มีกรณีอันเป็นกิจของการสมาคมอย่างพวกจีน พวกหัวโจกก็ชักชวนให้พวกอั้งยี่แสวงหาผลประโยชน์ด้วยทำเงินแดงบ้าง ด้วยคุมกันเที่ยวปล้นสะดมชาวบ้านเอาทรัพย์สินบ้าง พวกงี่หินหัวควายมีขึ้นที่ไหน พวกชาวเมืองก็ได้ความเดือดร้อนเช่นเดียวกับเกิดโจรผู้ร้ายชุกชุม แต่การปราบปรามก็ไม่ยาก เพราะมีแต่แห่งละเล็กละน้อย ชาวเมืองก็พากันเกลียดชังพวกงี่หินหัวควาย คอยช่วยรัฐบาลอยู่ทุกเมื่อ ครั้งนั้น โปรดให้พระยาสุริยภักดี (ตัวชื่ออะไร และภายหลังจะได้มียศศักดิ์เป็นอย่างไร สืบยังไม่ได้ความ) เป็นข้าหลวงลงไปชำระทางหัวเมืองปักษ์ใต้ ให้ข้าหลวงประจำภูเก็ตลงไปชำระทางหัวเมืองฝ่ายตะวันตก ให้จับแต่ตัวหัวหน้านายโจกและที่ได้กระทำโจรกรรมส่งเข้ามาลงพระอาญาในกรุงเทพฯ พวกที่เป็นแต่เข้าเป็นอั้งยี่ให้เรียกประกันทัณฑ์บนแล้วปล่อยไป ในไม่ช้าก็สงบเรียบร้อย ถ้าไม่เขียนเล่าไว้ในที่นี้ เห็นจะไม่มีใครรู้ว่า เคยมีอั้งยี่ "งี่หินหัวควาย"


อั้งยี่ในกรุงเทพฯ เปลี่ยนขบวน


เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาฯ ออกจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแล้ว ท่านยังดูแลควบคุมพวกอั้งยี่ต่อมาจนตลอดอายุของท่าน ครั้นสมเด็จเจ้าพระยาฯ ถึงพิราลัยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๕ การควบคุมพวกอั้งยี่ตกมาเป็นหน้าที่ของกระทรวงนครบาล ตั้งแต่กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์เป็นเสนาบดีสืบมาจนถึงกรมพระนเรศร์วรฤทธิ์เป็นนายกรรมการบัญชาการกระทรวงนครบาลก็ยังคงใช้วิธีเลี้ยงอั้งยี่อยู่อย่างเดิม แต่ผิดกันกับแต่ก่อนเป็นข้อสำคัญ อย่างหนึ่ง ด้วยสมเด็จเจ้าพระยาฯ คนยำเกรงทั่วไปทั้งแผ่นดิน แต่เสนาบดีกระทรวงนครบาลมีอำนาจเพียงในกรุงเทพฯ บางทีจะเป็นเพราะเหตุนั้น เมื่อสิ้นสมเด็จเจ้าพระยาฯ แล้ว พวกอั้งยี่จึงคิดวิธีหาผลประโยชน์เพิ่มขึ้น อีกอย่างหนึ่ง ทั้งที่ในกรุงเทพฯ และตามหัวเมือง คือ นายอั้งยี่บางคนเข้ารับประมูลเก็บภาษีอากร ถ้าประมูลสู้คนอื่นไม่ได้ ก็ให้พวกอั้งยี่ของตนที่มีอยู่ในแขวงที่ประมูลนั้นคอยรังแกพวกเจ้าภาษีมิให้เก็บอากรได้สะดวกจนต้องขาดทุน เมื่อถึงคราวประมูลหน้าจะได้ไม่กล้าแย่งประมูลแข่งตัวนายอั้งยี่ เมื่อเกิดอุบายขึ้นอย่างนั้น คนอื่นก็เอาอย่าง มักเป็นเหตุให้เกิดอั้งยี่ต่างพวกก่อการวิวาทขึ้นตามหัวเมืองหรือใช้กำลังขัดขวางเจ้าภาษี บางทีถึงรัฐบาลต้องปราบปราม ยกตัวอย่างดังเช่น พวกอั้งยี่ตั้งซ่อมต้มเหล้าเถื่อนที่ตำบลดอนกระเบื้อง ไม่ห่างจากสถานีรถไฟสายใต้ที่บางตาลนัก แต่สมัยนั้นยังเป็นป่าเปลี่ยว ชายแดนจังหวัดราชบุรีต่อกับจังหวัดนครปฐม ขุดคูทำเชิงเทินเหมือนอย่างตั้งค่าย พวกเจ้าภาษีไปจับ ถูกพวกอั้งยี่ยิงต่อสู้จนต้องหนีกลับมา แต่เมื่อรัฐบาลให้ทหารเอาปืนใหญ่ออกไป พวกอั้งยี่ก็หนีหมดไม่ต่อสู้ แต่พวกจีนเจ้าภาษีเขาคิดอุบายแก้ไขโดยใช้วิธีอย่างจีน บางคนจะผูกภาษีที่ไหนที่มีอั้งยี่มาก เขาชวนหัวหน้าให้เข้าหุ้นโดยมิต้องลงทุน บางแห่งก็ให้สินบนแก่หัวหน้าอั้งยี่ในท้องถิ่น รักษาความสงบมาได้



(๗)


ปราบอั้งยี่เมื่อรัชกาลที่ ๕


ถึง พ.ศ. ๒๔๓๒ พวกอั้งยี่ในกรุงเทพฯ ก่อเหตุใหญ่อย่างไม่เคยมีเหมือนมาแต่ก่อน ด้วยถึงสมัยนั้น มีโรงสีข้าวขนาดใหญ่ ๆ ตั้งขึ้นหลายโรง เรือกำปั่นไฟก็มีมารับสินค้ามากขึ้น เป็นเหตุให้มีจีนเข้ามามากกว่าแต่ก่อน พวกจีนใหม่ที่เข้ามาหากินในเมืองไทยสมัยนี้มีทั้งจีนแต้จิ๋วมาจากเมืองซัวเถา และจีนฮกเกี้ยนมาจากเมืองเอ้หมึง จีนทั้งสองจำพวกนี้พูดภาษาต่างกันและถือว่า ชาติภูมิต่างกัน แม้มีพวกเถ้าแก่รับจีนใหม่อยู่แต่ก่อน พวกจีนใหม่ต่างถือกันว่า เป็นพวกเขาพวกเรา พวกแต้จิ๋วทำงานอยู่ที่ไหนมากก็รังเกียจกันรังแกพวกฮกเกี้ยนมิให้เข้าไปแซงแย่งงาน พวกฮกเกี้ยนก็ทำเช่นนั้นบ้าง จึงเกิดเกลียดชังกัน ไปประชันหน้ากันที่ไหนก็มักเกิดชกตีวิวาทในระหว่างกรรมกรจีนแต้จิ๋วกับฮกเกี้ยนเนือง ๆ เลยเป็นปัจจัยให้อั้งยี้รวมกันเป็นพวกใหญ่แต่สองพวก เรียกว่า "ตั้วกงสี" ของจีนแต้จิ๋ว พวกหนึ่ง เรียกว่า "ซิวลี่กือ" ของจีนฮกเกี้ยน พวกหนึ่ง ต่างประสงค์จะแย่งงานกันและกัน กระทรวงนครบาลยังใช้วิธี "เลี้ยงอั้งยี่" อยู่อย่างแต่ก่อน ถ้าเกิดเหตุอั้งยี่ตีกันก็สั่งให้นายอั้งยี่ไปว่ากล่าว แต่แรกก็สงบไปเป็นพัก ๆ แต่เกิดมีตัวหัวโจกขึ้นในอั้งยี่ที่สองพวก เป็นผู้หญิงก็มี หาค่าจ้างในการช่วยอั้งยี่แย่งงาน และช่วยหากำลังให้ในเวลาเมื่อเกิดวิวาทกัน พวกอั้งยี่ก็ไม่เชื่อฟังนายเหมือนแต่ก่อน แม้พวกอั้งยี่ก็ไม่ยำเกรงกระทรวงนครบาลเหมือนเคยกลัวสมเด็จเจ้าพระยาฯ พวกอั้งยี่จึงตีรันฟันแทงกันบ่อยขึ้น จนถึงรบกันในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๒

ในสมัยนั้น (ค.ศ. ๑๘๘๙) มีหนังสือพิมพ์บางกอกไทมส์ออกเสมอทุกวันแล้ว เมื่อเขียนนิทานนี้ ฉันตรวจเรื่องปราบอั้งยี่ปรากฏในหนังสือพิมพ์บางกอกไทมส์ประกอบกับความทรงจำของฉันได้ความว่า เมื่อกลางเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๒ พวกอั้งยี่รวมผู้คนเตรียมการที่จะตีกันเป็นขนานใหญ่ กระทรวงนครบาลเรียกพวกตัวนายหัวหน้าอั้งยี่ไปสั่งให้ห้ามปราม แต่อั้งยี่มีหัวโจกหนุนหลังอยู่ ก็ไม่ฟังพวกนายห้าม พอถึงวันที่ ๑๖ มิถุนายน พวกอั้งยี่ก็ลงมือเที่ยวรื้อสังกะสีมุงหลังคาและเก็บขนโต๊ะตู้หีบปัดตามโรงร้ายบ้านเรือนของราษฎรที่ริมถนนเจริญกรุงตอนใต้วัดยานนาวาเอาไปทำค่ายบังตัวขวางถนนเจริญกรุงทั้งสองข้าง เอาท้องถนนตรงหลังโรงสีของห้างวินเซอร์ซึ่งเรียกกันว่า โรงสีปล่องเหลี่ยม เป็นสนามรบ พวกเจ้าของโรงสีทั้งที่เป็นฝรั่งและจีนห้ามพวกอั้งยี่เป็นกรรมกรของตนก็ไม่ฟัง พลตระเวนห้ามก็ไม่หยุด กองตระเวนเห็นจีนมาเหลือกำลังที่จะจับกุม ก็ต้องถอยออกไปรักษาอยู่เพียงภายนอกแนวที่วิวาท ท้องที่ถนนเจริญกรุงตั้งแต่ตลาดบางรักลงไปก็ตกอยู่แก่อั้งยี่ สองพวกเริ่มขว้างปาตีรันกันแต่เวลาบ่าย พอค่ำลงก็เอาปืนออกยิงกันตลอดคืน ถึงวันพฤหัสบดีที่ ๒๐ มิถุนายน โรงสีและตลาดยี่สานการค้าขายแต่บางรักลงไปต้องหยุดหมด และมีกิตติศัพท์ว่า พวกอั้งยี่จะเผาโรงสีที่พวกศัตรูอาศัย เจ้าของโรงสีก็พากันตกใจ ที่เป็นโรงสีของฝรั่งไล่จีนออกหมดแล้วปิดประตูบริเวณ ชวนพวกฝรั่งถืออาวุธไปช่วยกันล้อมวงรักษาโรงสี แต่โรงสีที่เป็นจีนไม่กล้าไล่พวกกุลี เป็นแต่ให้ปิดโรงสีไว้ พวกอั้งยี่ยังรบกันต่อมาในวันที่ ๒๐ ถึงตอนบ่ายวันนั้น กระทรวงนครบาลให้ข้าราชการผู้ใหญ่ในกระทรวงคุมพลตระเวนลงไปกองหนึ่งเพื่อจะห้ามวิวาท แต่พวกอั้งยี่มากกว่าหนึ่งพันกำลังเลือดร้อน รบพุ่งกันไม่อ่อนน้อม ก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้ หนังสือพิมพ์ว่า พวกอั้งยี่รบกันสองวัน ยิงกันตายสักยี่สิบคน ถูกบาดเจ็บกว่าหนึ่งร้อย เอาคนเจ็บไปฝากตามบ้านฝรั่งที่อยู่ในแถวนั้น ถึงวันศุกร์ที่ ๒๑ มิถุนายน ทหารก็ลงไปปราบ

เพราะเหตุทหารจึงลงไปปราบอั้งยี่ในครั้งนั้น ควรจะเล่าถึงประวัติทางฝ่ายทหารที่ปราบอั้งยี่เป็นครั้งแรกไว้ด้วย แต่เดิม ทหารบกแยกการบังคับบัญชาเป็นกรม ๆ ต่างขึ้นตรงต่อพระองค์พระเจ้าอยู่หัวเหมือนกันทั้งนั้น ทหารเรือก็เป็นเช่นเดียวกัน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๗ โปรดให้ตั้งกรมยุทธนาธิการขึ้น และรวมการบังคับบัญชาทหารบกทุกกรมกับทั้งทหารเรือให้ขึ้นอยู่ในกรมยุทธนาธิการ เมื่อได้ข่าวว่า พวกอั้งยี่จะตีกันเป็นขนานใหญ่ในกรุงเทพฯ พระเจ้าอยู่หัวตรัสแก่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เมื่อยังเป็นกรมพระ (จะเรียกต่อไปตามสะดวกอย่างเรียกในรัชกาลที่ ๗ ว่า สมเด็จพระราชปิตุลา) ผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการว่า ถ้ากระทรวงนครบาลไม่สามารถจะระงับได้ จะต้องให้ทหารปราบ กรมยุทธนาธิการมีเวลาเตรียมตัวสองวัน คณะบัญชาการมีสมเด็จพระราชปิตุลาเป็นนายพลเอกผู้บัญชาการ พระองค์หนึ่ง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ เมื่อยังเป็นกรมขุน เป็นนายพลตรีจเรกรมยุทธนาธิการ พระองค์หนึ่ง ตัวฉันเมื่อยังเป็นกรมหมื่นเป็นนายพลตรีผู้ช่วยบัญชาการทหารบก คนหนึ่ง นายพลเรือจัตวา พระยาชลยุทธโยธิน รักษาการแทนนายพลเรือตรี พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ ผู้ช่วยบัญชาการทหารเรือซึ่งเสด็จไปยุโรป คนหนึ่ง ประชุมปรึกษาการที่จะปราบอั้งยี่ เห็นพร้อมกันว่า จะปราบได้ไม่ยากนัก เพราะพวกอั้งยี่ถึงมีมากก็ไม่มีศัสตราวุธซึ่งสามารถจะสู้ทหาร อีกประการหนึ่ง อั้งยี่ตั้งรบอยู่ในถนนเจริญกรุง เป็นที่แคบ ข้างตะวันตกติดแม่น้ำ ข้างตะวันออกก็เป็นท้องนา ถ้าให้ทหารยกลงไปทางบกตามถนนเจริญกรุงกองหนึ่ง ให้ลงเรือไปขึ้นบนข้างที่ใต้รบยกขึ้นถนนเจริญกรุงอีกกองหนึ่ง จู่เข้าข้างหลังที่รบพร้อมกันทั้งข้างเหนือและข้างใต้ ก็คงล้อมพวกอั้งยี่ได้โดยง่าย แต่การที่จะจับพวกอั้งยี่นั้นมีข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ด้วยจะให้ทหารทำการเข้าขบวนรบ ถ้าไม่ทำแรงเกินไปหรืออ่อนเกินไป ก็จะเสียชื่อทหารทั้งสองสถาน จะต้องระวังในข้อนี้ มีคำสั่งให้ทหารเข้าใจทุกคนว่า ต้องจับโดยละม่อม ต่ออั้งยี่คนใดสู้หรือไม่ยอมให้จับจึงให้ใช้อาวุธ อีกประการหนึ่ง จะต้องเลือกตัวหน้าที่จะคุมทหารให้วางใจว่า จะทำการสำเร็จได้ แล้วปรึกษาเลือกกรมทหารที่จะให้ลงไปปราบอั้งยี่ด้วย ในเวลานั้น ทหารมหาดเล็กกับทหารเรือถือปืนอย่างดีกว่ากรมอื่น จึงกะให้ทหารมหาดเล็กเป็นกองหน้าสำหรับจับอั้งยี่ ให้ทหารรักษาพระองค์เป็นกองหนุน รวมกันสี่กองร้อย ให้เจ้าพระยาราชศุภมิตร (อ๊อด ศุภมิตร) เมื่อยังเป็นพันตรี จมื่นวิชิตชัยศักดาวุธ รองผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็ก ผู้บังคับการ ให้นายร้อย หลวงศัลวิธานนิเทศ [(เชาว์) ซึ่งต่อมาภายหลังเป็นพระยาวาสุเทพ อธิบดีกรมตำรวจภูธร] ครูฝึกทหารมหาดเล็ก เป็นผู้ช่วย สำหรับยกลงไปทางข้างเหนือ ส่วนกองที่จะขึ้นมาทางใต้นั้นให้ทหารเรือจัดพลจำนวนเท่ากันกับทหารบก และพระยาชลยุทธฯ รับไปบังคับเอง เมื่อคณะบัญชาการกรมทหารต่าง ๆ ไปประชุมที่ศาลายุทธนาธิการ สั่งให้เตรียมตัวทุกกรม นอกจากทหารมหาดเล็ก กับทหารรักษาพระองค์ และทหารเรือ ซึ่งมีหน้าที่ปราบอั้งยี่นั้น ให้ทหารกรมอื่น ๆ จัดกองพลรบพร้อมสรรพด้วยเครื่องศัสตราวุธที่เตรียมไว้ที่โรงทหาร เรียกเมื่อใดให้ทันทุกกรม เตรียมทหารพร้อมเสร็จในวันพฤหัสบดีที่ ๒๐ มิถุนายน รอฟังกระแสรับสั่งว่าจะให้ยกไปเมื่อใดก็ไปได้

ในกลางคืนวันที่ ๒๐ นั้น เวลา ๒ นาฬิกา ฉันกำลังนอนหลังอยู่ที่บ้านเก่าที่สะพานดำรงสถิต สมเด็จพระราชปิตุลากับสมเด็จกรมพระนริศฯ เสด็จไปปลุกเรียกขึ้นรถมายังศาลายุทธนาธิการ พระยาชลยุทธฯ ก็ถูกตามไปอยู่พร้อมกัน สมเด็จพระราชปิตุลาตรัสบอกว่า เมื่อได้ประชุมเสนาบดีในค่ำวันนั้น ท่านได้กราบทูลพระเจ้าอยู่หัวว่า เตรียมทหารพร้อมแล้ว จะโปรดให้ไปปราบอั้งยี่เมื่อใดก็จะรับสนองพระเดชพระคุณ พระเจ้าตรัสถามกระทรวงนครบาล กระทรวงนครบาลกราบทูลว่า ยังหวังใจว่าจะห้ามให้เลิกกันได้ ไม่ถึงต้องใช้ทหาร พระเจ้าอยู่หัวไม่พอพระราชหฤทัยตรัสว่า กระทรวงนครบาลได้รับมาหลายครั้งแล้วไม่เห็นห้ามให้หยุดได้ ดำรัสสั่งเป็นเด็ดขาดว่า กระทรวงนครบาลไม่ระงับอั้งยี่ได้ในวันที่ ๒๐ นั้น ถึงวันศุกร์ที่ ๒๑ มิถุนายน ก็ให้ทหารลงไปปราบทีเดียว ไม่ต้องรั้งรอต่อไปอีก เมื่อเลิกประชุมเสนาบดี สมเด็จพระราชปิตุลาทรงนัดพบกับกรมพระนเรศฯ ผู้บัญชาการกระทรวงนครบาล ให้ไปพร้อมกันที่ศาลายุทธนาธิการแต่เวลาก่อนสว่าง ถ้าเวลานั้นอั้งยี่สงบแล้ว ทหารจะได้งดอยู่ ถ้ายังไม่สงบ พอสว่างจะให้ทหารยกลงไปทีเดียว คณะบัญชาการจึงเรียกผู้บังคับการทหารกรมต่าง ๆ กับทั้งทหารมหาดเล็กและทหารรักษาพระองค์ที่จะให้ไปปราบอั้งยี่มายังศาลายุทธนาธิการในตอนดึกค่ำวันนั้น พระยาชลยุทธฯ กลับไปจัดเรือบรรทุกทหารเรือเตรียมไว้ พอเวลาใกล้รุ่ง กรมพระนเรศฯ เสด็จไปถึง ทูลสมเด็จพระราชปิตุลาว่า ให้คนลงไปสืบดูแล้ว บัดเดี๋ยวหนึ่ง นายอำเภอนครบาลมาถึง ทูลว่า พวกอั้งยี่กำลังเอาปืนใหญ่ขึ้นจากเรือทะเลมาจะตั้งยิงกัน กรมพระนเรศฯ ก็ตรัสว่า เหลือกำลังนครบาลแล้ว ให้ทหารปราบเถิด การที่ทหารปราบอั้งยี่ก็ลงมือแต่เวลานั้นไป

ก็ในสมัยนั้นยังไม่มีรถยนต์ พอเวลาย่ำรุ่ง ต้องให้ทหารรักษาพระองค์ซึ่งเป็นกองหนุนเดินทางไปก่อน สั่งให้ไปพักอยู่ที่วัดยานนาวา และให้พนักงานไปตั้งสถานีโทรศัพท์สำหรับบอกรายงานถึงศาลายุทธนาธิการ ณ ที่นั้นด้วย แต่ทหารมหาดเล็กนั้นให้รออยู่ พอรถรางไฟฟ้าขึ้นมาถึงปลายทางที่หลักเมืองก็สั่งยึดไว้หมดทุกหลังแล้วให้ทหารมหาดเล็กขึ้นรถรางขับตามกันลงไป พวกรถรางรู้ว่าทหารจะไปปราบอั้งยี่ก็ออกสนุก เต็มใจช่วยทหารเพราะถูกอั้งยี่รังแกเบื่อเหลือทนอยู่แล้ว ส่วนทหารเรือก็ออกจากท่า กะเวลาแล่นลงไปให้ถึงพร้อม ๆ กับทหารบก ถึงเวลา ๘ นาฬิกา ก็สามารถเข้าล้อมพวกอั้งยี่พร้อมกันทั้งทางข้างเหนือและข้างใต้ดังหมายไว้แต่แรก พวกอั้งยี่ไม่ได้นึกว่าทหารจะลงไปปราบ รู้เมื่อทหารถึงตัวแล้วก็ไม่รู้ที่จะทำอย่างไร มีตัวหัวโจกต่อสู้ถูกทหารยิงตายสักสองสามคน พวกอั้งยี่ก็สิ้นคิด ที่อยู่ห่างทหารก็พากันหลบหนี ที่อยู่ใกล้กลัวทหารยิงก็ยอมให้ทหารจับโดยดี ในสมัยนั้น จีนยังไว้ผมเปีย ทหารจับได้ก็ให้เอาผมเปียผูกกันไว้เป็นพวง ๆ ที่ทหารเรือจับได้ก็เอาลงเรือส่งขึ้นมา ที่ทหารบกจับได้เจ้าพระยาราชศุภมิตรก็ให้ทหารรักษาพระองค์คุมเดินขึ้นมาทางถนนเจริญกรุงเป็นคราว ๆ ราวหมู่ละหนึ่งร้อยคน พวกชาวเมืองไม่เคยเห็นตื่นกันมาดูแน่นทั้งสองฟากถนนตลอดทาง ทหารจับพวกอั้งยี่ที่ในสนามรบเสร็จแต่เวลาในเวลาก่อนเที่ยง พวกหญิงชายชาวบ้านร้านตลาดพากันยินดี หาอาหารมาเลี้ยงกลางวัน พอกินแล้วก็เที่ยวค้นจับพวกอั้งยี่หลบหนีไปเที่ยวซุกซ่อนตามที่ต่าง ๆ ต่อไป ตอนนี้มีพวกนายโรงสีและชาวบ้านพากันนำทหารไปเที่ยวค้นจับได้พวกอั้งยี่อีกมาก ตัวหัวโจกซึ่งรีบหลบหนีไปเสียก่อนก็จีบได้ในตอนบ่ายแทบทั้งนั้น รวมจำนวนอั้งยี่ที่ถูกทหารยิงตายไม่ถึงสิบคน ถูกบาดเจ็บสักยี่สิบคน จับได้โดยละม่อมราวแปดร้อยคน ได้ตัวหัวโจกแปดคน เมื่อเสร็จการจับแล้ว ถึงตอนเย็น กรมยุทธนาธิการให้ทหารหน้าลงไปอยู่ประจำรักษาความสงบในท้องที่ เรียกทหารมหาดเล็กกับทหารเรือกลับมา บริษัทรถรางขอจัดรถรับส่งทหารทั้งขาขึ้นและขาลงแล้วแต่ทหารจะต้องการ ก็ไปมาได้โดยสะดวก เมื่อขบวนรถรางรับทหารมหาดเล็กกลับขึ้นมาในวันจับอั้งยี่นั้น พวกชาวเมืองทางข้างใต้ทั้งไทย จีน แขก ฝรั่ง พากันมายืนอวยชัยให้พรแสดงความขอบใจทหารมหาดเล็ก เจ้าพระยาราชศุภมิตรเล่าว่า ยืนมาหน้ารถต้องจับกระบังหมวกรับคำนับมาแทบไม่มีเวลาว่างจนตลอดแขวงบางรัก ในหนังสือพิมพ์บางกอมไทมส์เขียนตามเสียงฝรั่งในสมัยนั้นก็สรรเสริญมาก ทั้งที่รัฐบาลให้ทหารไปปราบอั้งยี่ได้โดยเด็ดขาดรวดเร็ว และชมทหารไทยว่า กล้าหาญ ว่องไว ชมต่อไปถึงที่ทหารจับอั้งยี่โดยไม่ดุร้ายเกินกว่าเหตุ เมื่อจับอั้งยี่แล้ว กรมยุทธนาธิการให้ทหารหน้ารักษาท้องที่วิวาทอยู่สามวัน เห็นสงบเรียบร้อยดีแล้วก็ให้ถอนทหาร มอบท้องที่ให้กรมตระเวนรับรักษาอย่างเดิม ส่วนพวกอั้งยี่ที่จับตัวได้ครั้งนั้น พระเจ้าอยู่โปรดให้ตั้งศาลพิเศษชำระ พิพากษาให้จำคุกหัวหน้าตัวการหมดทุกคน แต่พวกสมพลดูเหมือนให้โบยคนละเล็กละน้อยให้เข็ดหลาบแล้วปล่อยตัวไป แต่นั้น พวกอั้งยี่ในกรุงเทพฯ ก็ราบคาบ ไม่กล้าทะนงศักดิ์ในสมัยต่อมา



(๘)


เปลี่ยนวิธีควบคุมอั้งยี่


เมื่อปราบอั้งยี่ครั้งนั้นแล้ว พระเจ้าอยู่หัวโปรดให้ตั้งพระราชบัญญัติห้ามมิให้มีสมาคมอั้งยี่ในพระราชอาณาเขตอีกต่อไป รัฐบาลอังกฤษที่เมืองสิงคโปร์รู้ว่า ไทยสามารถปราบอั้งยี่ได้ ก็ประกาศสั่งให้เลิกสมาคมอั้งยี่ในเมืองขึ้นของอังกฤษตามอย่างเมืองไทย วิธีเลี้ยงอั้งยี่ก็เลิกหมดแต่นั้นมา

เมื่อปราบอั้งยี่เสร็จแล้วใน พ.ศ. ๒๔๓๒ นั้นเอง พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระกรุณาโปรดให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์เป็นอธิบดีกระทรวงโยธาธิการ และให้ตัวฉันเป็นอธิบดีกระทรงธรรมการ มีศักดิ์เสมอเสนาบดี ก็ต้องออกจากตำแหน่งในกรมยุทธนาธิการด้วย แต่ยังคงมียศเป็นนายพลและราชองครักษ์อยู่อย่างเดิม เวลาตัวฉันเป็นอธิบดีกระทรวงธรรมการอยู่สองปี ไม่มีกิจเกี่ยวข้องกับอั้งยี่ จนถึง พ.ศ. ๒๔๓๕ ทรงพระกรุณาโปรดให้ฉันเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย จึงกลับมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับอั้งยี่อีก ด้วยต้องระวังพวกอั้งยี่ตามหัวเมืองอยู่เสมอ ถึงสมัยนี้ ไม่มีพวกอั้งยี่พวกใหญ่เหมือนอย่างแต่ก่อน แต่ยังมีพวกจีนลักลอบตั้งอั้งยี่ตามหัวเมืองใกล้ ๆ กรุงเทพฯ อยู่เนือง ๆ มีขึ้นที่ไหนก็ปราบได้ไม่ยาก บางเรื่องก็ออกขบขัน ดังจะเล่าเป็นตัวอย่างเรื่องหนึ่ง เมื่อแรกตั้งมณฑลราชบุรี เวลานั้น เจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ (เทศ บุนนาค) เมื่อยังเป็นพระยาสุรินทร์ลือชัย เป็นสมุหเทศาภิบาล มีพวกอั้งยี่ตั้งซ่องต้มเหล้าเถื่อนที่ตำบลดอนกระเบื้องทำสนามเพลาะสำหรับต่อสู้ขึ้นเหมือนอย่าครั้งก่อนที่ได้เล่ามาแล้ว เวลานั้น ยังไม่มีตำรวจภูธร ฉันถามเจ้าพระยาสุรพันธ์ฯ ว่า จะต้องการทหารปืนใหญ่เหมือนอย่างปราบครั้งก่อนหรืออย่างไร เจ้าพระยาสุรพันธ์ฯ ตอบว่า จะปราบด้วยกำลังในพื้นเมืองดูก่อน ต่อมาสักหน่อย ได้ข่าวว่า พวกอั้งยี่ทิ้งค่ายที่ดอนกระเบื้องหนีไปหมดแล้ว ฉันพบเจ้าพระยาสุรพันธ์ฯ ถามว่า ท่านปราบอย่างไร ท่านบอกว่า ใช้วิธีของสมเด็จเจ้าพระยาฯ ซึ่งท่านเคยรู้มาแต่ก่อน ได้บอกหมายสั่งเกณฑ์กำลังและเครื่องอาวุธให้ปรากฏว่า จะไปปราบซ่องจีนที่ดอนกระเบื้อง แล้วให้เอาปืนใหญ่ทองเหลืองที่มีทิ้งอยู่ใต้กุนเรือนสมเด็จเจ้าพระยาฯ สองกระบอกออกมาขัดสีที่สนามในบริเวณจวนของท่านว่า จะเอาไปยิงค่ายจีนที่ดอนกระเบื้อง พอข่าวระบือไป พวกอั้งยี่ก็หนีหมดเพราะพวกเจ๊กกลัวปืนใหญ่ แต่เมื่อตั้งตำรวจภูธรแล้วก็ไม่ต้องใช้อุบายอย่างนั้นอีก แต่อั้งยี่ที่มีขึ้นตามหัวเมืองในชั้นฉันเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยปราบปรามไม่ยากอันใด ถึงกระนั้น เมื่อคิดดูก็น่าพิศวงว่า เพราะเหตุใดพวกจีนอั้งยี่ยังตั้งอั้งยี่ พิเคราะห์ตามเหตุการณ์ที่เคยเกิดอั้งยี่มาแต่ก่อน เป็นต้นว่า การห้ามสูบฝิ่นอย่างครั้งรัชกาลที่ ๓ ก็ไม่มีแล้ว เหตุที่แย่งกันรับจีนใหม่ก็ไม่มีตามหัวเมือง เหตุที่แย่งกันผูกภาษีอากรก็ดี ที่ถูกเจ้าภาษีอากรเอง การปกครองก็เรียบร้อย ไม่ต้องมีปลัดจีนหรือกงสุลจีนในบังคับสยามเหมือนอย่างแต่ก่อน แล้วไฉนจึงยังมีอั้งยี่ตามหัวเมือง สังเกตดูนักโทษที่ต้องจับเพราะเป็นอั้งยี่ ดูก็มักจะเป็นชั้นคนทำมาหากิน ไม่น่าจะเป็นอั้งยี่ นึกสงสัยว่า ชะรอยจะมีเหตุอะไรที่ยังไม่รู้ซึ่งเป็นมูลให้มีอั้งยี่ตามหัวเมือง ฉันจึงปรารภกับพระยาอรรถการยบดี (ชุ่ม อรรถจินดา) ซึ่งภายหลังได้เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลราชบุรี เวลานั้นยังเป็นพระยาราชเสนา หัวหน้าพนักงานอัยการในกระทรวงมหาดไทย ให้ลองสืบสวนราษฎรในท้องถิ่นโดยเฉพาะพวกนักโทษที่เคยเข้าอั้งยี่ว่า เหตุใดจึงมีคนสมัครเป็นอั้งยี่ สืบอยู่ไม่ช้าก็ได้เค้าว่า มีจีนพวกหนึ่งอยู่ในกรุงเทพฯ (จะเรียกต่อไปว่า พวกต้นคิด) หากินด้วยการตั้งอั้งยี่ตามหัวเมือง วิธีของจีนพวกต้นคิดนั้น ถ้าเห็นว่า อาจจะตั้งอั้งยี่ได้ในถิ่นอันเป็นที่มีจีนตั้งทำมาหากินอยู่มากและมีการแข่งขันการค้าขาย ก็แต่งพรรคพวกให้ออกไปอยู่ยังถิ่นนั้นอย่างว่าไปทำมาหากิน แต่แยกไปอยู่เป็นสองพวกเหมือนกับไม่รู้จักมักคุ้นกัน แล้วเสาะหาจีนที่เป็นคนเกกมะเหรกในที่นั้นคบหายุยงให้วิวาทกับคนอื่น บางทีก็หาพวกจีนที่เป็นหัวไม้ออกไปจากกรุงเทพฯ ให้ไปก่อวิวาทเกิดตีรันกันขึ้นเนือง ๆ จนคนในถิ่นนั้นเกิดหวาดหวั่นเกรงพวกคนพาลจะทำร้าย ก็เกลี้ยกล่อมชักชวนให้เข้าพวกช่วยกันป้องกัน ในไม่ช้า พวกจีนในถิ่นนั้นก็แตกกันเป็นพวกเขาพวกเรา แล้วเลยตั้งเป็นอั้งยี่สองพวก แต่นั้น พวกลูกสมุนก็วิวาทกันเองเนือง ๆ ถ้ารัฐบาลจับกุมเมื่อใดก็กลับเป็นคุณแก่พวกต้นคิดซึ่งหลบหนีเอาตัวรอดเสียก่อนแล้วกลับหาผลประโยชน์ด้วยเรี่ยไร "เต๊ย" เอาเงินจากอั้งยี่พวกของตนโดยอ้างว่า จะเอาไปช่วยพรรคพวกที่ถูกจับ เอากำไรในการนั้นถึงโดยว่าไม่มีการจับกุม เมื่อถึงเทศกาลก็เต๊ยเงินทำงานปีไหว้เจ้าเอากำไรได้อีกเสมอทุกปี สืบได้ความดังว่ามานี้ ฉันจึงคิดอุบายแก้ไข ได้ลองใช้อุบายนั้นครั้งแรกเมื่อพวกอั้งยี่ตีกันที่บางนกแขวก แขวงจังหวัดราชบุรี จะเป็นเมื่อปีใดจำไม่ได้ ฉันให้พระยาอรรถการยบดีออกไประงับ สั่งให้ไปพยายามสืบจับเอาตัวพวกต้นคิดด้วยเกลี้ยกล่อมพวกคนในท้องถิ่นที่เข้าอั้งยี่ ถ้าคนไหนให้การรับสารภาพบอกความตามจริง ให้เรียกทัณฑ์บนปล่อยตัวไป จะให้จับเอาตัวมาฟ้องศาลเหมือนอย่างแต่ก่อน หรือถ้าว่าอีกอย่างหนึ่ง ให้เอาตัวต้นคิดเป็นจำเลย เอาพรรคพวกเป้นพยาน พระยาอรรถการยบดีออกไปทำตาม อุบายนั้นได้ผลสำเร็จบริบูรณ์ พอสืบจับได้ตัวจีนต้นคิดที่ออกไปจากกรุงเทพฯ ห้าคนเท่านั้น อั้งยี่ที่บางนกแขวกก็สงบเงียบทันที การจับอั้งยี่ตามหัวเมืองจึงใช้วิธีอย่างนั้นสืบมา สังเกตดูอั้งยี่ที่เกิดขึ้นในชั้นภายหลังทหารปราบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๒ ดูเป็นแต่การหากินของจีนเสเพลค้าความกลัวของผู้อื่นเอากำไรเลี้ยงตัวเท่านั้น






เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ[แก้ไข]

เชิงอรรถ

1 "อั้งยี่" สำเนียงกลางว่า "หงจื้อ" (红字, Hóng Zì) แปลว่า อักษรสีชาด (Scarlet Letter) หรือที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงใช้ว่า "หนังสือแดง"

2 "ปิคเกอริง" คือ วิลเลียม อะเล็กซันเดอร์ พิกเกอริง (William Alexander Pickering; ค.ศ. ๑๘๔๐–๑๙๐๗) ซึ่งต่อไปในเชิงอรรถนี้จะเรียกว่า "พิกเกอริง" และใช้อักษรโรมันว่า "Pickering"

3 "สมาคมรอแยลอาเซียติค" คือ ราชสมาคมเอเชียแห่งบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์ (Royal Asiatic Society of Great Britain and Ireland)

4 "เม่งจู" สำเนียงกลางว่า "หมั่นจู๋" (满族, Mǎnzú) แต่ปัจจุบันนิยมเรียกตามสำเนียงภาษาอังกฤษว่า "แมนจู" (Manchu)

5 "ไต้เช็ง" สำเนียงกลางว่า "ต้าชิง" (大清, Dà Qīng) แปลว่า ชิงอันยิ่งใหญ่

6 "คังฮี" สำเนียงกลางว่า "คังซี" (康熙, Kāngxī)

7 "ฮวน" สำเนียงกลางว่า "ฟัน" (番, fān) คำเต็มว่า "ฮวนนั้ง" ตามสำเนียงฮกเกี้ยน (?) หรือ "ฟันเหริน" ตามสำเนียงกลาง (番人, fān rén) แปลว่า คนต่างด้าว

8 "เฮงโน้ว" สำเนียงกลางว่า "ซฺยงหนู" (匈奴, Xiōngnú) เป็นชื่อกลุ่มคนซึ่งตั้งตัวเป็นสหพันธรัฐอยู่บริเวณมองโกเลียในสมัยโบราณ

9 พิกเกอร์ริง (Pickering, 1878: 68) ออกนามวัดว่า "เสี้ยวลิ้ม" (Siau Lim) คือ "เส้าหลิน" (少林, Shàolín) ในสำเนียงกลาง

10 "กุ้ยเล้ง" พิกเกอร์ริงใช้อักษรโรมันว่า "Kiu-Lien" (Pickering, 1878: 68) และอาจตรงกับ "กุ้ยหลิน" (桂林, Guìlín) ในสำเนียงกลาง

11 "เกี้ยนเล้ง" พิกเกอร์ริงใช้อักษรโรมันว่า "Tean Leng" (Pickering, 1878: 68) และอาจตรงกับ "จินหลิง" (金陵, Jīnlíng) ในสำเนียงกลาง เป็นชื่อเดิมของเมือง "หนันจิง" ตามสำเนียงกลาง หรือ "นันกิง" ตามสำเนียงฮกเกี้ยน (南京, Nánjīng) อยู่ในมณฑลเจียงซูปัจจุบัน

12 "เต็งกุนตัด" พิกเกอร์ริงใช้อักษรโรมันว่า "Ten-Kun-Tat" (Pickering, 1878: 69)

13 "ท่งก๊วน" พิกเกอร์ริงใช้อักษรโรมันว่า "Tung-Kuan" (Pickering, 1878: 69) และอาจหมายถึง

  1. "ถงกวน" (潼关, Tóngguān) ในสำเนียงกลาง ซึ่งเป็นชื่อเทศมณฑลในมณฑลส่านซีปัจจุบัน และเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์ในประวัติศาสตร์จีน
  2. "ตงก่วน" (东莞, Dōngguǎn) ในสำเนียงกลาง ซึ่งเป็นชื่อเมืองในมณฑลกวางตุ้งปัจจุบัน

14 "โอ๊วก๊วง" พิกเกอร์ริงใช้อักษรโรมันว่า "O-Kong" (Pickering, 1878: 73)

15 ต้นฉบับของพิกเกอร์ริงว่า ประทานแพรแดงไปให้รัดคอตาย ["At the same time, a Minister should be sent to Kun-Tat with the red scarf, as a punishment for his heinous crime of conspiracy to rebel." (Pickering, 1878: 75)].

16 ต้นฉบับของพิกเกอร์ริงว่า เจ้าอาวาสเอากระบี่จุ่มเหยือกเหล้าแล้วเกิดเป็นควันมีกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง พระสงฆ์ในที่นั้นได้เห็นก็ตกใจหล่นลงจากเก้าอี้กันทุกรูป เมื่อได้สติแล้วจึงรู้ว่า เหล้ามีพิษ ก็พากันร้องด่าข้าหลวง ก่อนเข้ากลุ้มรุมจับข้าหลวงไว้แล้วตัดศีรษะเขาเสีย ไม่ได้บอกว่า เจ้าอาวาสเอากระบี่จุ่มเหล้าแล้วเกิดเป็นเพลิงพลุ่งขึ้นมา และเจ้าอาวาสเป็นผู้ตัดศีรษะข้าหลวงแต่ประการใด

["All took their proper seats in the large Hall, and taking he Imperial gift, were pouring out the wine, and about to drink, when a certain odour caused suspicion to all;—so the Abbot taking in his hand a magic sword bequeathed to the brethren by the founder of the monastery, and dipping it in the jar of wine, immediately there arose a mephitic vapour which forced itself on all present, and made them fall to the ground with terror. After recovering themselves, the priests broke the jar of poisoned wine in pieces, and cursing the treacherous minister… . After again cursing him, the seized Kien-Chhiu, and struck off his head…" (Pickering, 1878: 76)].

17 ต้นฉบับของพิกเกอร์ริงว่า เพลิงไหม้ พระสงฆ์สิบแปดรูปหลบอยู่หลังพระประธาน แล้วก็หนีพ้นออกจากวัดมาได้ ไปเจอกองทัพของข้าหลวง ก็โกรธ เข้าไปประจัญ แต่สู้ไม่ได้ จึงหนีไปถึงชายหาด ได้รับความอดอยากและหนาวเหน็บ ก็มรณภาพกันจนเหลือห้ารูป เผอิญชาวประมงสองคนแจวเรือมาพบและช่วยไว้ ห้ารูปนี้จึงรอดในที่สุด

["The conflagration continued for two hours, and it is hard to say how many perished in the flames, but only eighteen priests were seen, and they carrying the seal and magic sword of the founder, ran into the inner hall, where they cast themselves before the Image of Buddha…by which the eighteen brethren were enabled to make their escape from the burning monastery.

"At the break of the day, these priests saw afar off…a troop of Imperial soldiers,…the priests rushed into the midst of the…soldiers…; but the soldiers cried 'killed these wicked priests,' and as they had no weapons, and most of the priests had been wounded or burnt, they could do nothing against a body of armed men, so had no resource but to escape if possible by flight. They fled, till they arrived at a place of safety called the Long-Sandy Beach…and here they nearly perished of hunger and cold. As they were all on the river bank, two men…fortunately came up, and rescued the brethren in their boat…" (Pickering, 1878: 76-77)].

18 สำหรับหลวงจีนทั้งห้านั้น

  1. "ฉอ" พิกเกอริงใช้อักษรโรมันว่า "Chhoa" (Pickering, 1878: 78) ตรงกับ "ไช่" (蔡, Cài) หรือชื่อเต็มว่า "ไช่ เต๋อจง" (蔡德忠, Cài Dézhōng) ในสำเนียงกลาง
  2. "บุง" พิกเกอริงใช้อักษรโรมันว่า "Png" (Pickering, 1878: 78) ตรงกับ "ฟัง" (方, Fāng) หรือชื่อเต็มว่า "ฟัง ต้าหง" (方大洪, Fāng Dàhóng) ในสำเนียงกลาง
  3. "มะ" พิกเกอริงใช้อักษรโรมันว่า "Ma" (Pickering, 1878: 78) ตรงกับ "หม่า" (馬, ) หรือชื่อเต็มว่า "หม่า เชาซิ่ง" (馬超興, Mǎ Chāoxìng) ในสำเนียงกลาง
  4. "โอ" พิกเกอริงใช้อักษรโรมันว่า "O" (Pickering, 1878: 78) ตรงกับ "หู" (胡, ) หรือชื่อเต็มว่า "หู เต๋อตี้" (胡德帝, Hú Dédì) ในสำเนียงกลาง
  5. "ลิ" พิกเกอริงใช้อักษรโรมันว่า "Li" (Pickering, 1878: 78) ตรงกับ "หลี่" (李, ) หรือชื่อเต็มว่า "หลี่ ซื่อไค" (李式開, Lǐ Shìkāi) ในสำเนียงกลาง

19 "หวนเช็งหกเหม็ง" พิกเกอร์ริงใช้อักษรโรมันว่า "Hoan Chheng Hok Beng" และให้คำแปลว่า "Overturn the Chheng and Restore the Beng" (Pickering, 1878: 78) ตรงกับสำเนียงกลางว่า "ฝั่นชิงฟู่หมิง" (反清復明, fǎn qīng fù míng) แปลว่า "โค่นชิงฟื้นหมิง" (overthrow Qing and restore Ming)

20 "ไต้เหม็ง" สำเนียงกลางว่า "ต้าหมิง" (大明, Dà Míng) แปลว่า หมิงอันยิ่งใหญ่

21 "กู้ส่วยเอง" พิกเกอร์ริงใช้อักษรโรมันว่า "Koeh-siu-eng" (Pickering, 1878: 79)

22 "น่อเล้งโต๊ว" เข้าใจว่าเป็นสำเนียงฮกเกี้ยน และอาจตรงกับ "เอ้อร์หลงซี่จู" (二龍戲珠, èr lóng xì zhū) ในสำเนียงกลาง แปลว่า "สองมังกรชิงแก้ว" หรือที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงใช้ว่า "มังกรสองตัวกำลังชิงดวงมุกดากัน" ("น่อ" ตรงกับ "เอ้อร์", "เล้ง" ตรงกับ "หลง" และ "โต๊ว" ตรงกับ "จู" ส่วน "ซี่" เข้าใจว่าตกไป)

อนึ่ง วลีว่า "สองมังกรชิงแก้ว" นี้ ในภาษาจีนยังใช้ว่า "เอ้อร์หลงเจิงจู" (二龙争珠, èr lóng zhēng zhū) และ "ชวงหลงซี่จู" (雙龍戲珠, shuāng lóng xì zhū) ส่วนในภาษาปากปัจจุบันเรียก "ผีผีเซียต่าหลันฉิว" (皮皮虾打篮球, pí pí xiā dǎ lán qiú; "กั้งเล่นบาสเกตบอล")

23 "มังกรสองตัวกำลังชิงดวงมุกดากัน" พิกเกอร์ริงใช้ภาษาอังกฤษว่า "Two Dragons Disputing For a Pearl" (Pickering, 1878: 79) และในภาษาอังกฤษยังปรากฏคำแปลอีกหลายอย่าง เช่น "Two Dragons Disputing Over a Pearl", "Pair Dragons Chasing Pearl", "Two Dragons Playing With a Pearl" ฯลฯ

24 "โหงวโจ๊ว" สำเนียงกลางว่า "อู๋จู่" (五祖, Wǔ Zǔ) แปลว่า อาวุโสทั้งห้า ห้าผู้ก่อตั้ง หรือบรรพบุรุษทั้งห้า ภาษาอังกฤษใช้ว่า "Five Elders"

25 "เหล็งโฮ้ว" สำเนียงกลางว่า "หลงหู่" (龙虎, Lóng Hǔ)

26 "ตั้งกิ๋มน้ำ" พิกเกอร์ริง (Pickering, 1878: 80) ใช้อักษรโรมันว่า "Tam-Kin-lam" และบอกว่าเป็น นักพรตเต๋า (Taoist hermit) มิใช่หลวงจีน แต่เพราะตั้งกิ๋มน้ำแนะนำตัวว่า เข้าสู่สมณเพศเต๋า จึงอาจทำให้กรมพระยาดำรงราชานุภาพเข้าพระทัยว่า เป็นหลวงจีน [ตั้งกิ๋มน้ำแนะนำตัวตอนหนึ่งว่า "Seeing that the reins of Government were in the hands of a clique of treacherous Ministers, and worthless favourites, I retired from office, and entered the Taoist priesthood." (Pickering, 1878: 81)]

27 "แป๊ะเฮาะตั้ง" ตรงกับ "ไป๋เฮ่อต้ง" (白鹤洞, Bái Hè Dòng) ในสำเนียงกลาง แปลว่า "ถ้ำกระเรียนขาว" (Cave of the White Crane) ส่วนพิกเกอร์ (Pickering, 1878: 80) ให้คำแปลว่า "Cave of the White Heron" (ซึ่งแปลว่า "ถ้ำนกกระสาเผือก" อย่างที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงแปล)

28 ต้นฉบับของพิกเกอร์ว่า ศิษย์มีสี่คน รวมนักพรตตั้งกิ๋มน้ำ จึงจะเป็นห้าคน

["There was also a Taoist named Tam-Kin-lam, a hermit dwelling in the cave of the ‘White Heron.’ One day as he was visiting the surrounding villages…he met four men, Tho-hong, Toleng, Ho-Khai, and Tan-phiau, who communicating with him…that they wished to go to the Temple to meet with the five priests… . They all proceeded towards the Temple…" (Pickering, 1878: 80)]

29 "จูฮุ่งชัก" พิกเกอร์ริงใช้อักษรโรมันว่า "Chu-hung-chok" (Pickering, 1878: 82)

30 "เซ่งจง" สำเนียงกลางว่า "ซือจง" (思宗, Sīzōng) คือ พระเจ้าฉงเจิน กษัตริย์องค์สุดท้ายในราชวงศ์หมิง

31 "บั้งลุ้ง" พิกเกอร์ริงใช้อักษรโรมันว่า "Ban-lung" (Pickering, 1878: 83)

32 "ซินแส" สำเนียงกลางว่า "เซียนเชิง" (先生, xiān shēng) แปลว่า หมอ ครู อาจารย์ ท่าน

33 "ตั้วเหี่ย" สำเนียงกลางว่า "ต้าซฺยง" (大兄, dà xiōng) แปลว่า นายใหญ่ ลูกพี่ พี่ใหญ่ ฯลฯ ทำนองเดียวกับที่ในภาษาอังกฤษใช้ว่า "big boss"

34 "ฮ่งฮวง" สำเนียงกลางว่า "เฟิ่งหวง" (鳳凰, fèng huáng)

35 "เทียนตี้หวย" สำเนียงกลางว่า "เทียนตี้ฮุ่ย" (天地会, Tiān Dì Huì) แปลว่า "สมาคมฟ้าดิน" (Heaven and Earth Society) หรือใช้ว่า "พรรคฟ้าดิน" ก็มี แต่มิได้แปลว่า ฟ้า ดิน มนุษย์

36 "ซาฮะ" สำเนียงกลางว่า "ซันเหอ" (三合, Sān Hé) แปลว่า ไตรสามัคคี หรือองค์สาม (Three Harmonies) สื่อถึง ฟ้า ดิน และมนุษย์ ส่วนภาษาอังกฤษใช้ว่า "Triad" (แปลว่า องค์สาม เช่นกัน) รัฐบาลอังกฤษซึ่งเข้ายึดครองฮ่องกงตั้งให้เพราะเห็นว่า พวกอั้งยี่มักใช้ยันต์รูปสามเหลี่ยม

37 "บาบ๋า" สำเนียงกลางว่า "ปาปา" (峇峇, Bābā) และ "ยอหยา" สำเนียงกลางว่า "เหนียงเหร่อ" (娘惹, Niángrě) หรือปัจจุบันเรียกว่า "บ้าบ๋า" (Baba) และ "ย่าหยา" (Nyonya) ตามลำดับ ส่วนในทางวิชาการเรียกรวมกันว่า "เปอรานากัน" (Peranakan)

38 "กงสี" สำเนียงกลางว่า "กงซี" (公司, gong sī) แปลว่า บริษัท (company)

39 "ยี่เฮีย" สำเนียงกลางว่า "เอ้อร์ซฺยง" (二兄, èr xiōng)

40 "ปูนเถ้าก๋ง" สำเนียงกลางว่า "เปิ่นโถวกง" (本頭公, Běn Tóu Gōng) เป็นชื่อเจ้าที่องค์หนึ่งตามความเชื่อจีน

41 "ตั้วกงสี" สำเนียงกลางว่า "ต้ากงซี" (大公司, Dà Gong Sī) แปลว่า กงสีใหญ่

42 "เต๊ย" อาจมาจากคำซึ่งสำเนียงกลางว่า "เสี่ย" (写, xiě) แปลว่า เขียน ส่วนในภาษาไทยมีความหมายกลายมาว่า เรี่ยไร ทั้งนี้ จำนงค์ ทองประเสริฐ (๒๕๒๘: ๑๓๕–๑๓๖) ราชบัณฑิต อธิบายว่า

"มีคำที่เรามักได้ยินกันอยู่บ่อย ๆ...เข้าใจว่าจะมาจากภาษาจีน...นั่นคือคำว่า 'เต๊ย' เช่น เขาเต๊ยเงินกันคนละหมื่นสองหมื่น ได้เงินหลายแสน...คำนี้พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานมิได้เก็บไว้...ในที่สุดก็ไปพบในหนังสือ ภาษาไทย ภาษาจีน ของ คุณเฉลิม ยงบุญเกิด...คำว่า 'เต๊ย' คุณเฉลิม ยงบุญเกิด บอกว่าเป็นคำกริยา แปลว่า 'เรี่ยไร' ภาษาจีนแต้จิ๋ว อ่านว่า 'เต๊ย' แปลว่า เขียน เขียนข้อความหรือชื่อ ทั้งนี้ ก็เพราะการบริจาคเงินในการเรี่ยไรของชาวจีนต้องเขียนข้อความลงในสมุดว่าใครบริจาคเงินเท่าใด จึงได้มีความหมายมาเป็น เรี่ยไร"


รายการอ้างอิง
  • จำนงค์ ทองประเสริฐ. (๒๕๒๘). ภาษาไทยไขขาน. กรุงเทพฯ: แพร่พิทยา.
  • William Alexander Pickering. (1878, June). "Chinese secret societies and their origin". Journal of the Straits Branch of the Royal Asiatic Society, (No. 1). pp 63-84.




๑๔ ขึ้น ๑๖