นิทานโบราณคดี/นิทานที่ ๕

จาก วิกิซอร์ซ
ข้ามไปยัง: นำทาง, ค้นหา

นิทานโบราณคดี
นิทานที่ ๕ เรื่อง ของแปลกที่เมืองชัยบุระในอินเดีย

หน้า ๕๘–๗๔ สารบัญ



นิทานที่ ๕


เรื่อง ของแปลกที่เมืองชัยบุระในอินเดีย






เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกรุณาโปรดให้ฉันเป็นผู้แทนพระองค์ไปเยี่ยมตอบแกรนดุ๊กซาเรวิตช์[1] รัชทายาทประเทศรุสเซีย[2] (ต่อมาได้เสวยราชย์เป็นพระเจ้านิโคลัสที่ ๒[3]) ซึ่งได้เข้ามาเฝ้าถึงกรุงเทพฯ เมื่อต้นศกนั้น และโปรดให้ไปยังราชสำนักอื่น ๆ ในยุโรปเพื่อถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่พระเจ้าแผ่นดินบ้าง เพื่อเจริญทางพระราชไมตรีบ้าง อีกหลายประเทศ คือ ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส เดนมาร์ก เยอรมนี รุสเซีย เตอรกี[4] ครีส[5] และอิตาลี รวมเป็นแปดแห่งด้วยกัน ในสมัยนั้นตัวฉันรับราชการเป็นตำแหน่งอธิบดีกระทรวงธรรมการซึ่งจะโปรดให้สถาปนาเป็นกระทรวงเสนาบดี เมื่อฉันไปยุโปรด จึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตไปว่า ขากลับจะอ้อมมาทางประเทศอเมริกาและญี่ปุ่นหรือจะกลับผ่านมาทางประเทศอียิปต์และอินเดียเพื่อตรวจตราหาความรู้เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ราชการบ้านเมืองก็ได้ เมื่อฉันไปถึงลอนดอนจึงปรึกษาหาพวกที่เขาชำนาญการเที่ยวเตร่ว่า จะกลับทางไหนดี เขาว่า ฉันยังจะต้องไปตามประเทศต่าง ๆ ในยุโรปอีกหลายแห่ง กว่าจะเสร็จธุระจะตกถึงปลายเดือนธันวาคม ไปอเมริกาในเวลานั้นเป็นฤดูหนาว ที่อเมริกาหนาวจัดนัก เกรงฉันจะทนไม่ไหว กลับทางอียิปต์และอินเดียดีกว่า เพราะเป็นเวลาสบเหมาะกับฤดูสำหรับเที่ยวทางนั้น เขาบอกอย่างเดียวกันกับหลายคน ฉันก็ลงความเห็นเป็นยุติว่า จะกลับทางอียิปต์และอินเดีย แต่เมื่อไถ่ถามผู้ที่ชำนาญทางอินเดียได้ความแปลกออกไปอย่างหนึ่งว่า การเที่ยวอินเดียในสมัยนั้นผิดกับเที่ยวในยุโรปเป็นข้อสำคัญหลายอย่าง เป็นต้นว่า เที่ยวในยุโรป ถ้ามีเงินใช้ ถึงไหนก็พาหนะและที่กินอยู่ได้ง่าย แต่ในอินเดียมีโฮเต็ลแต่ในเมืองใหญ่ แม้โฮเต็ลเหล่านั้นก็ไม่สะอาดสะอ้านและต้องอยู่ปะปนกับผู้คนชั้นต่ำสำส่อน ไม่สบายเหมือนโฮเต็ลในยุโรป พวกชั้นผู้ดีที่ไปอินเดียถ้าเป็นข้าราชการก็ไปอยู่กับพวกข้าราชการด้วยกัน ถ้ามิใช่ข้าราชการเขาก็มักไปพักอยู่กับญาติและมิตรที่มีบ้านเรือนเป็นหลักแหล่ง มิใคร่มีใครไปอยู่โฮเต็ล อีกประการหนึ่ง เวลาออกจากเมืองใหญ่ไปเที่ยวตามเมืองน้อย ถ้าไม่ได้รับความสงเคราะห์ของรัฐบาลก็ลำบาก เพราะไม่มีที่พักนอกจากเป็นของรัฐบาล เมื่อทราบดังนี้ก็ออกวิตก ยังมิรู้ที่จะแก้ไขด้วยประการใดดี เผอิญสมเด็จพระบรมราชินีนาถวิกตอเรียโปรดให้ฉันขึ้นไปเฝ้าที่พระราชวังบอล์มอรัล[6] ในสกอตแลนด์ ทรงเลี้ยงกลางวันพระราชทานพร้อมกับพระราชโอรสธิดา เมื่อเสวยเสร็จ ควีนเสด็จขึ้นแล้ว พระเจ้าเอ๊ดว๊าร์ดที่ ๗[7] (เวลานั้นยังเป็นปรินซ์ออฟเวลส์[8] รัชทายาท) ตรัสชวนให้ไปกินกาแฟและสูบบุหรี่ในห้องที่ประทับของพระองค์ท่าน เมื่อทรงสนทนาปราศรัย ตรัสถามฉันว่า จะทรงทำอะไรให้เป็นประโยชน์แก่ฉันได้บ้าง ฉันนึกขึ้นถึงเรื่องที่จะไปอียิปต์และอินเดีย จึงทูลว่า มีการอย่างหนึ่งถ้าโปรดทรงสงเคราะห์ได้จะเป็นประโยชน์แก่ฉันมาก ด้วยขากลับบ้านเมือง ฉันอยากจะแวะดูประเทศอียิปต์และอินเดีย แต่ไม่รู้จักกับใคร ถ้าโปรดตรัสแก่รัฐบาลให้ช่วยสงเคราะห์พออย่าให้มีความลำบากเมื่อไปถึงประเทศนั้น ๆ จะเป็นพระเดชพระคุณอย่างยิ่ง ท่านตรัสรับว่าจะจัดประทานตามประสงค์ ฉันขอบพระหฤทัยและทูลลามา พระเจ้าเอ๊ดว๊าร์ดที่ ๗ ทรงทำอย่างไรฉันไม่ทราบ แต่เมื่อใกล้เวลาที่ฉันจะออกจากยุโรป กระทรวงการต่างประเทศถามมายังสถานทูตไทยว่า กำหนดฉันจะไปถึงเมืองอะเล็กซานเดรียท่าขึ้นประเทศอียิปต์วันใด ได้ทราบก็แน่ใจว่า รัฐบาลอังกฤษคงสงเคราะห์ตามกระแสรับสั่งของพระเจ้าเอ๊ดว๊าร์ดที่ ๗

เมื่อเสร็จราชการในยุโรปแล้ว ฉันลงเรือที่เมืองบรินดีสี[9] ประเทศอิตาลี พอไปถึงเมืองอะเล็กซานเดรีย กงสุลเยเนราล[10] อังกฤษที่เมืองนั้นลงมารับที่ในเรือ แล้วพาไปส่งสถานีรถไฟ ขึ้นรถไฟไปถึงเมืองไกโร[11] ลอร์ดโครเมอ[12] (ผู้สำเร็จราชการในอังกฤษในอีปยิปต์) เวลานั้นยังเป็นเซอร์เอเวลิน แบริง มาคอยรับอยู่ที่สถานีรถไฟ พาขึ้นรถไปส่งที่โฮเต็ลเชปเหิดส์[13] อันเป็นโฮเต็ลใหญ่ที่สำนักของพวกผู้ดีที่ไปเที่ยวอียิปต์ เมื่อถึงโฮเต็ลแล้ว จึงได้ทราบความอย่างประหลาดใจว่า พระเจ้าติวฟิก[14] ซึ่งเป็นเคดิฟ[15] ครองประเทศอียิปต์ (คงได้ทราบจากลอร์ดโครเมอ) โปรดให้รับเป็นแขกเมือง มีราชองครักษ์คนหนึ่งมาอยู่ประจำกับฉัน เวลาจะไปไหน ๆ ก็มียานของหลวงจัดมาให้ใช้ ในสมัยนั้นยังไม่มีรถยนต์ ใช้รถเทียมม้าคู่มีคนถือแส้วิ่งนำหน้ากับคนสองข้าง ถ้าไปเที่ยวทางทะเลทราย เช่น ไปดูเจดีย์พีระมิด ก็จัดอูฐระวางในผูกเครื่องอานกาไหล่ทองและกำมะหยี่ปักไหมทองมาให้ขี่ ทั้งมีการเลี้ยงอย่างใหญ่ประทานที่ในวัง เสร็จเลี้ยงพาไปดูละครออปะร่า[16] ด้วยครั้งหนึ่ง ทางฝ่ายอังกฤษ ลอร์ดโครเมอก็มีการเลี้ยง และผู้บัญชาการทหารก็พาไปดูทหารซ้อมรบ ทั้งได้ไปดูวัตถุสถานของโบราณที่สำคัญแทบทุกแห่ง ฉันพักอยู่ที่ไกโรสี่วัน [ได้พบเจ้าพระยาอภัยราชา (โรงลังยัคมินส์) ดังเล่าเป็นเรื่องหนึ่งต่างหากต่อไปข้างหน้า] ออกจากเมืองไกโรขึ้นรถไฟไปลงเรือที่เมืองอิสไมเลีย[17] แล่นต่อมาในคลองสุเอซจนออกทะเลแดงทางมาอินเดีย พอลงเรือเมล์ถึงบอมเบย์ก็มีข้าราชการอังกฤษสองคนคุมเรือของเจ้าเมืองออกมารับ คนหนึ่งเป็นนายพันตรีชื่อ เฮส์ แสดเลอ มาบอกว่า ลอร์ดแลนสดาวน์[18] ผู้เป็นอุปราช (ไวสรอย[19]) ครองอินเดียให้มาเชิญฉันเป็นแขกของรัฐบาลตลอดเวลาที่อยู่ในอินเดีย และให้ตัวเขาเป็นผู้มาอยู่ประจำด้วย อีกคนหนึ่งจะเป็นตำแหน่งอะไรในสำนักเจ้าเมืองบอมเบย์และชื่อไรฉันลืมไปเสียแล้ว มาบอกว่า ลอร์ดแฮริส[20] เจ้าเมืองบอมเบย์ ให้เอาเรือมารับ และขอเชิญไปพักอยู่ ณ จวนเจ้าเมืองตลอดเวลาที่ฉันอยู่เมืองบอมเบย์ ได้ฟังก็ยิ่งประหลาด ด้วยเดิมประสงค์แต่เพียงจะให้รัฐบาลอินเดียช่วยสงเคราะห์พอมิให้มีความลำบาก แต่จะเที่ยวในอินเดียด้วยทุนของตนเอง มากลายเป็นรับอย่างแขกเมือง รัฐบาลเลี้ยงดูให้อยู่กินและจัดพาหนะให้เที่ยวเตร่ทุกอย่างหมด ก็ต้องขอบพระเดชพระคุณพระเจ้าเอ๊ดว๊าร์ดที่ ๗ กับทั้งรัฐบาลอังกฤษยิ่งขึ้น พอลงเรือหลวงมาถึงท่าขึ้นบก ปืนใหญ่ยิงสลุตรับยี่สิบเอ็ดนัด แล้วขึ้นรถมีทหารม้าแซงทั้งสองข้างแห่ไปยังบ้านเจ้าเมืองอันอยู่ริมชายทะเลที่ปลายแหลม พบลอร์ดแฮริสกับภรรยาคอยรับอยู่ที่นั่น เมื่อถึงบ้านเจ้าเมืองแล้วทราบความต่อไปอีกว่า รัฐบาลอินเดียได้คิดกะโปรแกรมที่ฉันจะเที่ยวในอินเดียไว้ให้ และได้บอกไปตามท้องที่ให้ทราบล่วงหน้าแล้ว พอฉันถึงเมืองบอมเบย์ก็ได้รับโทรเลขของเจ้าประเทศราชหลายองค์ คือ มหาราชาในสัม[21] ผู้ครองนครไฮเดอระบัด[22] องค์หนึ่ง มหาราชาผู้ครองนครบะโรดา[23] องค์หนึ่ง มหาราชาผู้ครองนครชัยบุระ (เรียกว่า ไชปัว)[24] องค์หนึ่ง มหาราชาผู้ครองนครเบนารีส (คือเมืองพาราณสี)[25] องค์หนึ่ง ล้วนเชิญให้เป็นแขกเมือง เมื่อฉันไปประเทศนั้น ๆ ต้องมีโทรเลขตอบรับและขอบพระทัยไปตั้งแต่ยังไม่รู้จักกันทุกพระองค์ ระยะทางที่รัฐบาลอินเดียกะให้ฉันเที่ยวครั้งนี้ออกจากเมืองบอมเบย์ไปเมืองไฮเดอระบัดซึ่งอยู่ข้างฝ่ายใต้ก่อน กลับจากเมืองไฮเดอระบัดย้อนทางมาข้างเหนือผ่านเมืองบอมเบย์ขึ้นไปเมืองบะโรดา เมืองประยาคะแต่โบราณเดี๋ยวนี้เรียกว่าเมืองอะมะดะบัด[26] เมืองชัยบุระ ภูเขาอาบู[27] ที่มีวัดในศาสนาเชน (ชินะ) ทำงามมาก เมืองเดลี เมืองอาครา[28] เมืองพาราณสี เมืองคยา แต่แรกเขาไม่กะจะให้ไปเมืองพุทธคยาเพราะไม่มีที่พัก แต่ฉันอยากจะไปด้วยประสงค์จะไปบูชาเจดียสถานที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เขาจึงเพิ่มลงในโปรแกรม ออกจากเมืองคยาไปเมืองกัลกัตตา[29] แล้วไปเมืองดาชีลิง[30] (อันตั้งอยู่บนภูเขาหิมาลัย) แล้วกลับมาลงเรือที่เมืองกัลกัตตา มายังเมืองร่างกุ้ง เป็นที่สุดเขตประเทศอินเดียเพียงนั้น ฉันเที่ยวอยู่ในอินเดียเดือนครึ่ง ตอนออกจากเมืองร่างกุ้งลงเรือ "เศรษฐี" ของห้างโกหงวน (สกุล ณ ระนอง) จัดไปรับกลับมาขึ้นที่เมืองระนอง เดินทางบกข้ามกิ่วกระมาลงเรือหลวงซึ่งออกไป ณ เมืองชุมพร กลับมากรุงเทพฯ เมื่อปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๔

การที่รัฐบาลอินเดียต้อนรับอย่างเป็นแขกเมืองครั้งนั้นเป็นเหตุให้ฉันได้เห็นอะไรแปลก ๆ ในอินเดียผิดกับคนท่องเที่ยวสามัญหลายอย่าง โดยเฉพาะตามเมืองที่เป็นประเทศราช ด้วยเจ้าผู้ครองมักให้มีการต่าง ๆ อันนับว่าเป็นของควรอวดในเมืองนั้นให้ฉันดู หรือว่าอย่างเข้าใจง่าย ๆ ก็ทำนองเดียวกับไทยเรารับเจ้าต่างประเทศนั้นเอง แต่จะเขียนเล่าทุกอย่างไปยืดยาวนัก จะพรรณนาว่าแต่ด้วยเห็นของแปลกซึ่งพ้องกับของที่มีในเมืองไทยเราโดยได้แบบแผนมาจากอินเดียแต่ดึกดำบรรพ์อันเป็นคติในทางโบราณคดี


ชนช้าง


ที่เมืองชัยบุระ (Jaipur) มหาราชาให้มีการชนช้างในฉันดูที่ในวัง ราชวังของมหาราชาชัยบุระนั้นใหญ่มาก มีประตูทางเข้าหลายทาง มนเทียรที่ประทับ ที่ทำพิธี และที่ประพาส ตลอดจนโรงช้างต้นม้าต้น และสนามที่ฝึกหัดช้างม้า อยู่ในบริเวณราชวังทั้งนั้น วันแรก ฉันไปเฝ้ามหาราชา เข้าทางประตูหนึ่งไปยังที่ท้องพระโรง มหาราชาตรัสภาษาอังกฤษคล่อง ไม่ต้องมีล่าม แต่ต้อนรับตามประเพณีฝรั่ง วันรุ่งขึ้นก็ไปดูชนช้าง เข้าวังทางประตูอื่น ลงจากรถก็ถึงบันไดเชิงเทินก่อถมดินเหมือนอย่างเชิงเทินที่เพนียดคล้องช้าง ณ พระนครศรีอยุธยา เดินไปตามทางบนเชิงเทินนั้น ดูข้างด้านในที่เป็นที่เลี้ยงช้างทั้งนั้น ช้างอยู่ในโรงยาวก็มี อยู่ในคอกเฉพาะตัวก็มี เห็นช้างตัวหนึ่งอยู่ในคอกมีโซ่ล่ามทั้งสี่เท้า แยกปลายโซ่ไปผูกไว้กับเสาหมอสายละต้น เขาบอกว่า เป็นช้างตกน้ำมัน และว่า เวลาช้างตัวใดตกน้ำมัน ก็เอาโซ่ล่ามไว้เช่นนั้นจนหายตกน้ำมันจึงเอาไปเลี้ยงอย่างปรกติตามเดิม เดินบนเชิงเทินต่อไปอีกหน่อยหนึ่งถึงหัวเลี้ยวเป็นด้านสกัด มีสนามใหญ่อย่างเราเรียกว่า "สนามชัย" อยู่ข้างหน้าพลับพลาที่มหาราชาทอดพระเนตรอยู่บนเชิงเทินด้านสกัดนั้น ตรงหน้าเชิงเทินลงไปมีกำแพงแก้วก่ออิฐถือปูนแถวหนึ่งสูงขนาดพอเสมอใต้ตาคนยืนและทำช่องให้คนลอดได้หลายทาง มีพวกกรมช้างอยู่ในกำแพงแก้วนั้นหลายคน พอพวกเรานั่งที่บนพลับพลาเรียบร้อยแล้ว สักประเดี๋ยวก็เห็นคนขี่ม้าแต่งกายอย่างนายทหารอินเดียคนหนึ่งถือแพนเป็นไม้ลำยาวสักเท่าทวนมีพู่ผูกข้างปลาย ล่อช้างพลายตัวหนึ่งวิ่งเหย่า ๆ ไล่ม้ามา เป็นช้างงาสูงราวห้าศอกเศษ หลังเปล่าไม่มีคนขี่ มีแต่ผ้าสักหลาดสีแดงผืนใหญ่ผูกคลุมหลังผืนหนึ่งเท่านั้น ขณะนั้น มีนายทหารขี่ม้าถือแพนอีกคนหนึ่งล่อช้างพลายอีกตัวหนึ่งแต่งอย่างตัวก่อนเข้าสนามมาทางด้านข้างซ้าย แต่พอช้างสองตัวนั้นแลเห็นกันก็ผละจากม้าวิ่งตรงเข้าชนกัน ชนอยู่เพียงสักสองนาที เผอิญงาช้างตัวหนึ่งหักสะบั้น ผู้อำนวยการเห็นก็ถามฉันทันทีว่า จะโปรดให้หยุดหรือยัง ฉันเข้าใจว่าเขาอยากให้หยุด ก็ตอบว่า หยุดเถิด แต่ยังนึกฉงนว่า เขาจะห้ามช้างอย่างไร เห็นเขาโบกมือให้สัญญา พวกกรมช้างที่แอบอยู่ในกำแพงแก้วก็จุดดอกไม้ไฟอย่างไฟพะเนียงมีด้ามถือวิ่งตรงเข้าไปที่ช้าง ช้างกลัวไฟก็เลิกชนวิ่งหนีแยกกันไป พอช้างสองตัวไปห่างแล้ว คนก็ขี่ม้าเข้าไปเอาแพนล่อพาช้างกลับไปโรงทั้งสองตัว ได้ดูชนกันครู่เดียว ผู้อำนวยการเขาบอกให้ทราบเมื่อภายหลังว่า ธรรมดาช้างชนนั้น ถ้าตัวไหนชนแพ้ครั้งหนึ่งแล้วก็ไม่สู้ช้างอีกต่อไป เห็นช้างตัวงาหักเสียที กลัวจะเลยเสียช้าง จึงได้ขอให้รีบเลิกเสีย ฉันได้ดูชนช้างที่ชัยบุระแม้ดูเพียงครู่เดียวก็สนุกจับใจ ด้วยเป็นการอย่างหนึ่งในตำราคชศาสตร์แต่ดึกดำบรรพ์ซึ่งชาวอินเดียเขายังรักษามา เป็นแต่มาแปลงเป็นการกีฬาในสมัยเมื่อเลิกใช้ช้างรบพุ่งแล้ว ไทยเราก็มีวิชาคชศาสตร์คล้ายกับชาวอินเดียดังจะพรรณนาในนิทานเรื่องอื่นต่อไปข้างหน้า


ฤๅษีดัดตน


วันหนึ่ง เขาพาฉันไปดูพิพิธภัณฑสถานของเมืองชัยบุระ ไปเห็นรูปปั้นเป็นฤๅษีอย่างในอินเดีย ทำท่าต่าง ๆ เหมือนอย่างรูปฤๅษีดัดตนในวัดพระเชตุพนฯ แต่ขนาดย่อม ๆ ตั้งเรียงไว้ในตู้ใบหนึ่ง ที่จริงควรฉันจะถามเขาว่า รูปอะไร แต่ฉันไปอวดรู้ถามเขาว่า รูปเหล่านั้นเป็นแบบท่าดัดตนให้หายเมื่อยหรือ เขาตอบว่า ไม่ใช่ แล้วบอกอธิบายต่อไปว่า รูปเหล่านั้นเป็นแบบท่าต่าง ๆ ที่พวกดาบสบำเพ็ญตบะเพื่อบรรลุโมกขธรรม ฉันได้ฟังก็นึกละอายใจไม่พอที่จะไปอวดรู้ต่อเขาผู้เป็นเจ้าของตำราเรื่องฤๅษีชีพราหมณ์ แต่ก็เกิดอยากรู้แต่นั้นมาว่า เหตุไฉนรูปฤๅษีดัดตนที่เขาทำในเมืองไทยจึงไปพ้องกับท่าดาบสบำเพ็ญตบะของชาวอินเดีย เมื่อกลับมาจึงค้นหาตำราฤๅษีดัดตน พบอธิบายปรากฏในศิลาจารึกเรื่องสร้างวัดพระเชตุพนฯ ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดให้ "ตั้งตำรายา" และฤๅษีดัดตนไว้เป็นทานตามศาลารายริมกำแพงวัดพระเชตุพนฯ รูปฤๅษีดัดตนสร้างในรัชกาลที่ ๑ เป็นรูปปั้น และคงมีอักษรจารึกศิลาติดไว้ใกล้กับรูปฤๅษีบอกว่า ดัดตัวท่านั้นแก้โรคอย่างนั้น ครั้นถึงรัชกาลที่ ๓ เมื่อปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เปลี่ยนรูปฤๅษีเป็นหล่อด้วยดีบุก และโปรดให้พวกกวีแต่งโคลงสี่ขนานชื่อฤๅษีแล้วบอกท่าดัดตนแก้โรคอย่างใด ๆ จารึกศิลาติดประจำไว้กับรูปภาพตัวละบทหนึ่ง เรียกรวมกันว่า "โคลงฤๅษีดัดตน" พบตำราว่าด้วยเรื่องฤๅษีหรือดาบสทำท่าต่าง ๆ มีอยู่ในเมืองไทยเพียงเท่านั้น จึงเป็นปัญหาว่า ท่าฤๅษีดัดตนต่าง ๆ จะเป็นท่าบำเพ็ญตบะของดาบสอย่างเขาว่าที่เมืองชัยบุระ หรือเป็นท่าดัดตัวแก้โรคเมื่อยขบอย่างเช่นไทยถือเป็นตำรา ฉันไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไหนแน่มาช้านาน จนเมื่อออกมาอยู่เมืองปีนัง มีดาบสชาวอินเดียคนหนึ่งซึ่งขึ้นชื่อลือเลื่องว่าเคร่งครัดนักมาบำเพ็ญตบะ ณ เมืองปีนัง พวกชาวอินเดียที่เลื่อมใสเรี่ยไรกันซื้อที่สร้างอาศรมให้ดาบสนั้นอยู่แห่งหนึ่ง ฉันไปดูเห็นที่ตรงกลางบริเวณก่อเป็นมณฑปแปดเหลี่ยม หลังคาเป็นซุ้มมียอดอย่างแบบอินเดีย มีมุขเด็จข้างหน้าและเฉลียงโถงรอบมณฑป เห็นตัวดาบสนั่งขัดสมาธิเหมือนอย่างพระประธานอยู่บนเตียงหน้ามุขเด็จ เผอิญผู้อุปัฏฐากพูดภาษาอังกฤษได้ บอกอธิบายให้รู้ว่า ดาบสนั้นสมาทานตบะสองอย่าง คือ เว้นวจีกรรมไม่พูดกับใคร ๆ หมด อย่างหนึ่ง กับนั่งสมาธิอยู่ ณ อาสนะอันเดียวตั้งเช้าจนค่ำทุกวันเป็นนิตย์ อย่างหนึ่ง ฉันถามว่า ในมณฑปเป็นที่สำหรับดาบสนอนหรือ เขาตอบว่า ยังไม่มีใครเคยเห็นดาบสตนนั้นนอนเลย โดยปรกติ พอค่ำ ดาบสก็ลุกจากอาสนะที่มุขเด็จเข้าไปในมณฑป แต่ไปทำพิธีอีกชนิดหนึ่งเพื่อแก้เมื่อยขบ เห็นทำท่าต่าง ๆ บางที (ปลุก) ตัวลอยขึ้นไปก็มี ฉันได้ฟังก็เข้าใจแจ่มแจ้งสิ้นสงสัย ได้ความรู้ว่า การดัดตนนั้นเป็นส่วนอันหนึ่งของการบำเพ็ญตบะนั่นเอง เพราะนั่งหรือยืนทีเดียวตลอดวันยังค่ำ ทรมานร่างกายเกินวิสัย ก็ย่อมเกิดอาการเมื่อยขบ จึงคิดวิธีดัดตนสำหรับระงับทุกขเวทนาอันเกิดแต่บำเพ็ญตบะ แล้วตั้งเป็นตำราไว้แต่ดึกดำบรรพ์ ที่พวกชาวเมืองชัยบุระเขาบอกว่าเป็นวิธีของพวกดาบสนั้นก็ถูก ที่ไทยว่าเป็นวิธีแก้เมื่อยขบก็ถูก เพราะไทยเราไม่เลื่อมใสวิธีตบะของพวกถือศาสนาฮินดู เอาแต่วิธีดัดตัวแก้เมื่อยขบมาใช้ จึงเกิดตำราฤๅษีดัดตนขึ้นด้วยประการฉะนี้


ถูกสาป


เมื่อฉันอยู่ที่เมืองชัยบุระนั้น จะไปไหน ๆ เขาให้ไปรถใหญ่เทียมม้าคู่ มีทหารม้าแห่แซงทั้งข้างหน้าข้างหลังให้สมเกียรติยศของเจ้าต่างประเทศ เพราะฉะนั้น เวลาไปไหนจึงมีคนดูทั้งสองข้างถนน วันหนึ่ง ฉันเห็นดาบสคนหนึ่งเกล้าผมสูง นุ่งห่มผ้าย้อมฝาด มีประคำคล้องคอ ยืนอยู่ริมถนนข้างหน้าแถวคนดู เมื่อรถฉันไปถึงตรงหน้า ดาบสยิ้มยกมือเป็นทำนองอวยพร ออกอุทานเป็นภาษาสันสกฤต ได้ยินเข้าหูคำหนึ่งว่า "หริราชา" นึกว่าแกอำนวยการก็ยิ้มรับแล้วเลยผ่านไป เมื่อผ่านไปได้สักหน่อยหนึ่ง ยังไม่ห่างกันนัก ฉันเหลียวหน้ากลับไปดู เห็นดาบสตนนั้นทำหน้าตาถมึงทึง ยกไม้ยกมือกวัดแกว่ง ปากก็ว่าอะไรยืดยาว ฉันไม่ได้ยินถนัด แต่รู้ทีว่าเป็นกิริยาโกรธ จึงนึกว่า ที่ดาบสตนนั้นยิ้มแย้มให้พรตอนแรกเห็นจะขอทาน ครั้นไม่ได้เงินก็โกรธขึ้ง ออกปากตอนหลังน่าจะเป็นคำสาปสรรค์ (curse) ฉันถามขุนนางอังกฤษที่เขาไปด้วยในรถว่า เป็นเช่นนั้นหรืออย่างไร เขาไม่บอกตรง ๆ เป็นแต่บอกว่า ประเพณีประเทศราชในอินเดีย เวลามหาราชาเสด็จไปไหน มีขบวนแห่ ย่อมโปรยเงินเป็นทานแก่ราษฎรที่มาอยู่ข้างราชวิถี พวกนั้นเคยได้เงิน จึงอยากได้อีก ฉันได้ฟังอธิบายก็ได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีกสองอย่าง คือ

ประเพณีพระเจ้าแผ่นดินโปรยเงินพระราชทานราษฎรสองข้างราชวิถีก็มีในเมืองไทยในเวลาแห่เสด็จโดยขบวนพยุหยาตรา เช่น เลียบพระนครหรือเสด็จไปทอดพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราก็ทรงโปรยเงิน ฉันได้เคยเห็นเมื่อเป็นราชองครักษ์แห่เสด็จหลายครั้ง ถ้าทรงพระยานมาศเสด็จไปทางบก มีกรวยปักไว้ข้างที่ประทับ ในกรวยมีขันทองลงยาใส่เงินสลึงเงินเฟื้องทรงหยิบโปรยพระราชทานราษฎรทั้งสองข้างทาง ถ้าเสด็จไปทางเรือ ทำเป็นลูกไม้กลมใส่เงินปลีกไว้ในนั้น เมื่อทรงโปรย ลูกไม้ก็ลอยน้ำอยู่ในราษฎรเก็บ เป็นประเพณีไทยเราได้มาจากอินเดียแต่ดึกดำบรรพ์อย่างหนึ่ง

ได้ความรู้อีกอย่างหนึ่งนั้น คือ การสาปสรรค์ซึ่งผู้มีฤทธิ์เดชกระทำร้ายแก่ผู้อื่นอันมีกล่าวในหนังสือเก่าทั้งทางศาสนาไสยศาสตร์และพระพุทธศาสนาที่มาจากอินเดีย เพิ่งได้เห็นว่า วิธีสาปนั้นออกปากตะโกนแช่งเอาซึ่ง ๆ หน้า ไม่ลอบภาวนาสาปในที่ลับเหมือนอย่างที่เรียกว่า "ทำกฤตยาคม" หรือทำปั้นรูปเสกแช่งแล้วเอาไปฝังไว้ ส่อว่า วิธีสาปแช่งมีสองอย่างต่างครูกัน

ฉันได้เห็นของประหลาดเข้าเรื่องนิทานโบราณคดีที่เมืองชัยบุระสามอย่างดังพรรณนามา ยังมีของประหลาดได้เห็นแห่งอื่นในอินเดีย จะเล่าในนิทานเรื่องต่อไป






เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ[แก้ไข]

  1. "แกรนดุ๊กซาเรวิตช์" คือ แกรนด์ดุ๊กนีโคไลอาเลกซานโดรวิชแห่งรัสเซีย (Grand Duke Nikolay Alexandrovich of Russia; ๑๘ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๘๖๘ – ๑๗ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๑๘)
  2. "รุสเซีย" คือ รัสเซีย (Russia)
  3. "พระเจ้านิโคลัสที่ ๒" คือ ซาร์นีโคไลที่ ๒ (Tsar Nicholas II) หรือพระอภิไธยเต็มว่า "นีโคไลที่ ๒ สมเด็จพระจักรพรรดิและอัตตาธิปัตย์แห่งปวงชนชาวรัสเซีย" (Nicholas II, Emperor and Autocrat of All the Russias)
  4. "เตอรกี" คือ ตุรกี (Turkey)
  5. "ครีส" คือ กรีซ (Greece)
  6. "พระราชวังบอล์มอรัล" คือ ปราสาทแบลมอรัล (Balmoral Castle)
  7. "พระเจ้าเอ๊ดว๊าร์ดที่ ๗" คือ พระเจ้าเอดเวิร์ดที่ ๗ (Edward VII; ๙ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๘๔๑ – ๖ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๑๐)
  8. "ปรินซ์ออฟเวลส์" คือ เจ้าชายแห่งเวลส์ (Prince of Wales)
  9. "บรินดีสี" คือ บรินดีซี (Brindisi)
  10. "กงสุลเยเนอราล" คือ กงสุลใหญ่ (consul general)
  11. "ไกโร" คือ ไคโร (Cairo)
  12. "ลอร์ดโครเมอ" คือ อีฟลีน แบริง เอิร์ลที่ ๑ แห่งโครเมอร์ (Evelyn Baring, 1st Earl of Cromer; ๒๖ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๘๔๑ – ๒๙ มกราคม ค.ศ. ๑๙๑๘) หรือภายหลังได้เลื่อนเป็นลอร์ด (Lord) เป็นข้าราชการชาวอังกฤษซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นอุปราชแห่งอียิปต์ (Controller-General of Egypt) ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๘๘๓ ถึง ค.ศ. ๑๙๐๗
  13. "โฮเต็ลเชปเหิดส์" คือ โรงแรมแชปเพิดส์ (Shepheard's Hotel) ในกรุงไคโร โรงแรมนี้เพลิงไหม้ไปทั้งสิ้นเมื่อ ค.ศ. ๑๙๕๒ แล้วสร้างใหม่ชื่อ "โรงแรมแชปเพิด" (Shepheard Hotel) เมื่อ ค.ศ. ๑๙๕๗
  14. "พระเจ้าติวฟิก" คือ ติวฟิก ปาชา (Tewfik Pasha; ๓๐ เมษายน หรือ ๑๕ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๘๕๒ – ๗ มกราคม ค.ศ. ๑๘๙๒) เป็นพระเจ้าแผ่นดินแห่งอียิปต์และซูดานตั้งแต่ ค.ศ. ๑๘๗๘ จนสิ้นพระชนม์
  15. "เคดิฟ" คือ เคดีฟ (Khedive) แปลว่า อุปราช เดิมเป็นชื่อตำแหน่งผู้ปกครองประเทศอียิปต์ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิออตโตมัน (Ottoman Empire) แต่เมื่อประกาศเอกราชใน ค.ศ. ๑๘๖๗ แล้ว ผู้ปกครองอียิปต์ก็ยังใช้ชื่อตำแหน่งนี้ต่อมาจนถึง ค.ศ. ๑๙๑๔
  16. "ออปะร่า" คือ อุปรากร (opera)
  17. "อิสไมเลีย" คือ "อิสเมอาเลีย" (Ismaïlia, ˌɪsmeɪəˈliə) หรือภาษาอาหรับว่า "อัลอิสมาอีลิย์ยะห์" (الإسماعيلية‎, al-ʾIsmāʿīliyyah)
  18. "ลอร์ดแลนสดาวน์" คือ เฮนรี ชาลส์ เคท เพตตี-ฟิตซ์เมาริซ มาร์ควิสที่ ๕ แห่งแลนส์ดาวน์ (Henry Charles Keith Petty-Fitzmaurice, 5th Marquess of Lansdowne; ๔ มกราคม ค.ศ. ๑๘๔๕ – ๓ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๒๗)
  19. "ไวสรอย" คือ viceroy
  20. "ลอร์ดแฮริส" คือ จอร์จ รอเบิร์ต แคนนิง แฮริส บารอนแฮริสที่ ๔ (George Robert Canning Harris, 4th Baron Harris; ๓ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๘๕๑ – ๒๔ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๓๒)
  21. "ในสัม" คือ นิซอม (نظام, Nizām) เป็นชื่อตำแหน่งกษัตริย์แห่งรัฐไฮเดอราบัด (Hyderabad) ในสมัยที่ประเทศอินเดียเป็นเมืองขึ้นอังกฤษ ส่วนนิซอมพระองค์ที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพบนั้น คือ ออสมัน อาลี คาน อาซัฟชาห์ที่ ๗ (Osman Ali Khan, Asaf Jah VII; ๖ เมษายน ค.ศ. ๑๘๘๖ – ๒๔ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๖๗)
  22. "ไฮเดอระบัด" คือ "ไฮเดอราบัด" (Hyderabad) เป็นอดีตรัฐในประเทศอินเดีย ปัจจุบันแบ่งแยกออกเป็นสามรัฐตามภาษาถิ่น คือ รัฐอานธรประเทศ (Āndhra Pradesh), รัฐกรณาฏกะ (Karnātaka) และรัฐมหาราษฏระ (Mahārāshtra)
  23. "บะโรดา" คือ "Baroda" [ซึ่งคาดว่ามาจากคำสันสกฤตว่า วฏ ("ต้นไทร") + อโอธ ("กระโจม")] เมืองนี้ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น "วโททระ" [Vadodara, จากคำสันสกฤตว่า วโฏทระ (Vatodar) ซึ่งมาจากจาก วฏ ("ต้นไทร") + อุทร ("ท้อง") แปลว่า "ณ กลางต้นไทร")]
  24. "ชัยบุระ" คือ "ชัยปุระ" (Jaipur) หมายถึง เมืองของพระเจ้าชัย สิงห์ ที่ ๒ (Jai Singh II) เป็นชื่อเมืองเอกของรัฐราชสถาน (Rājasthan) ในปัจจุบัน ส่วน "ไชปัว" เป็นการออกเสียงของคนอังกฤษ (/ˈdʒaɪpʊər/)
  25. "เบนารีส" (Benares) เป็นชื่อเก่าและเป็นชื่อที่คนอังกฤษเรียก ชื่ออย่างเป็นทางการในปัจจุบันคือ "Vārāṇasī" (วาราณสี) หรือแผลงเป็น "Bārāṇasī" (พาราณสี) ไทยใช้ "พาราณสี" ตามความนิยมของไทย
  26. "ปะระยาคะ" คือ "ปรยาคะ" (Prayāga) แปลว่า แหล่งเซ่นสรวง เป็นชื่อเมืองในรัฐอุตตรประเทศ (Uttar Pradesh) เมืองนี้ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น "อัลลาฮาบาด" (Allahabad) หรือที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอ่านเป็น "อะมะดะบัด" มาจากคำอาหรับว่า "อิลาฮาบาด" (الہ آباد, Ilāhābād) หรือคำฮินดีว่า "อิลาฮาบาด" (इलाहाबाद, Ilāhābāda) แปลว่า เมืองพระอัลลอฮ์สร้าง แต่ชาวอินเดียบางกลุ่มไม่ชอบใจชื่อใหม่ที่ออกไปทางอิสลามนี้ จึงเรียกร้องให้กลับไปใช้ชื่อเดิมบ่อยครั้ง
  27. "อาบู" (Abu) เป็นชื่อภูเขาในรัฐราชสถาน ซึ่งตัดและเพี้ยนมาจาก "อรรพุทารัณย์" (Arbudaranya) แปลว่า ป่าของงูอรรพุท หรืองูอารพุอาทา (आरबुआदा, Ārabu'ādā)
  28. "อาครา" คือ อาครา (Āgrā)
  29. "กัลกัตตา" (Calcutta) เป็นชื่อเก่าของ "โกลกัตตา" (Kolkata)
  30. "ดาชีลิง" ไม่ยังพบว่าเป็นแห่งหนตำบลใด แต่เห็นแหล่งข้อมูลในภาษาอิตาลีบางแหล่งระบุถึงสถานที่ชื่อ "da Chiling" ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับเขาหิมาลัย




ขึ้น