นิทานโบราณคดี/นิทานที่ ๙

จาก วิกิซอร์ซ
ข้ามไปยัง: บอกทาง, ค้นหา

นิทานโบราณคดี
นิทานที่ ๙ เรื่อง หนังสือหอหลวง
๑๐

หน้า ๑๔๒–๑๘๐ สารบัญ



นิทานที่ ๙


เรื่อง หนังสือหอหลวง





(๑)


หอหลวงเป็นที่เก็บรักษาหนังสือซึ่งเป็นแบบฉบับตำรับตำราและจดหมายเหตุราชการบ้านเมือง (ที่เรียกว่า "หอหลวง" เห็นจะเป็นคำย่อมาแต่ "หนังสือหอหลวง") มีในพระราชวังมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้ก็มีหอหลวงอยู่ที่ในพระราชวังเช่นเดียวกัน ฉันเคยเห็น เป็นตึกชั้นเดียวหลังหนึ่งอยู่ริมถนนตรงหน้าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ยังมีรูปภาพตึกนั้นเขียนไว้ในพระวิหารหลวงวัดราชประดิษฐฯ (ห้องที่เขียนการพิธีทำขนมเบื้องเลี้ยงพระ) อาลักษณ์เป็นพนักงานรักษาหนังสือหอหลวง จึงทำการของกรมอาลักษณ์ที่ตึกนั้นด้วย เป็นเหตุให้คนทั้งหลายเรียกตึกนั้นว่า "ห้องอาลักษณ์" ด้วยอีกอย่างหนึ่ง

ในรัชกาลที่ ๕ (ดูเหมือนในปีชวด พ.ศ. ๒๔๑๙) เมื่อสร้างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท โปรดให้รื้อตึกหอหลวงกับตึกสำหรับข้าราชการกรมอื่น ๆ ที่รายเรียงอยู่แถวเดียวกันลง เพื่อจะสร้างใหม่ให้งามสมกับพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ก็ในเวลารื้อตึกสร้างใหม่นั้นจำต้องย้ายของต่าง ๆ อันเคยอยู่ในตึกแถวนั้นไปไว้ที่อื่น สมัยนั้น กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณยังดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นอักษรสารโสภณ ทรงบัญชาการกรมอาลักษณ์ หาที่อื่นเก็บหนังสือหอหลวงไม่ได้ จึงให้ขนเอาไปรักษาไว้ที่วังของท่านอันอยู่ต่อเขตวัดพระเชตุพนฯ ไปข้างใต้ หนังสือหอหลวงก็ไปอยู่ที่วังกรมหลวงบดินทรฯ แต่นั้นมาหลายปี


(๒)


เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๔ มีงานฉลองอายุพระนครครบหนึ่งร้อยปี ในงานนั้นมีการแสดงพิพิธภัณฑ์ เรียกกันในสมัยนั้นตามภาษาอังกฤษว่า "เอ๊กซ์หิบิเชน"[1] สร้างโรงชั่วคราวเป็นบริเวณใหญ่ในท้องสนามหลวง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวดำรสชวนพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการ ตลอดจนคฤหบดีที่มีใจจะช่วย ให้จัดของต่าง ๆ อันควรอวดความรู้และความคิดกับทั้งฝีมือช่างของไทยมาตั้งให้คนดู จัดที่แสดงเป็นห้อง ๆ ต่อกันไปตามประเภทสิ่งของ ครั้งนั้น กรมหลวงบดินทรฯ ทรงรับแสดงหนังสือไทยฉบับเขียน เอาสมุดในหอหลวงที่มีมาแต่โบราณมาตั้งอวดห้องหนึ่ง นาย ก.ศ.ร. กุหลาบ รับอาสาแสดงหนังสือไทยสมัยเมื่อแรกพิมพ์ห้องหนึ่งอยู่ต่อกับห้องของกรมหลวงบดินทรฯ ด้วยเป็นของประเภทเดียวกัน ฉันเคยไปดูทั้งสองห้องและเริ่มรู้จักตัวนายกุหลาบเมื่อครั้งนั้น เรื่องประวัติของนายกุหลาบคนนี้กล่าวกันว่า เดิมรับจ้างเป็นเสมียนอยู่ในโรงสีไฟของห้างมากวลด์ จึงเรียกกันว่า "เสมียนกุหลาบ" ทำงานมีผลจนตั้งตัวได้ ก็สร้างบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำข้างใต้วัดราชาธิวาส นายกุหลาบเป็นผู้มีอุปนิสัยรักรู้โบราณคดี ได้พยายามหาหนังสือฉบับแรกพิมพ์ เช่น หมายประกาศที่พิมพ์เป็นใบปลิว และหนังสือเรื่องต่าง ๆ ที่พิมพ์เป็นเล่มสมุดในรัชกาลที่ ๔ รวบรวมไว้ได้มากกว่าผู้อื่น จึงกล้ามารับแสดงหนังสือฉบับพิมพ์ในงานครั้งนั้น ก็การแสดงพิพิธภัณฑ์เปิดให้คนดูอยู่นาน นายกุหลาบมีโอกาสเข้าไปดูหนังสือหอหลวงได้ทุกวันเพราะห้องอยู่ติดต่อกัน เมื่อได้เห็นหนังสือหอหลวงมีเรื่องโบราณคดีต่าง ๆ ที่ตัวไม่เคยรู้อยู่เป็นอันมาก ก็ติดใจอยากได้สำเนาไว้เป็นตำราเรียน จึงตั้งหน้าประจบประแจงกรมหลวงบดินทรฯ ตั้งแต่ที่ท้องสนามหลวง จนเลิกงานแล้วก็ยังตามไปเฝ้าแหนที่วังต่อมา จนกรมหลวงบดินทรฯ ทรงพระเมตตา นายกุหลาบขอคัดสำเนาหนังสือหอหลวงบางเรื่อง แต่กรมหลวงบดินทรฯ ไม่ประทานอนุญาต ตรัสว่า หนังสือหอหลวงเป็นของต้องห้ามมิให้ใครคัดลอก นายกุหลาบจนใจ จึงคิดทำกลอุบายทูลขออนุญาตเพียงยืมไปอ่านแต่ครั้งละเล่มสมุดไทย และสัญญาว่า พออ่านแล้วจะรีบส่งคืนในวันรุ่งขึ้น กรมหลวงบดินทรฯ ไม่ทรงระแวงก็ประทานอนุญาต นายกุหลาบจึงไปว่าจ้างพวกทหารมหาดเล็กที่รู้หนังสือเตรียมไว้สองสามคน สมัยนั้น ฉันเป็นผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็ก รู้จักตัวผู้ที่ไปรับจ้างนายกุหลาบคนหนึ่งชื่อ นายเมธ

นายเมธนั้นมีชื่ออย่างหนึ่งว่า "เมธะ" และมีสร้อยชื่อต่อไปยาว เป็นบุตรของจ่าอัศวราช จ่าอัศวราชตั้งชื่อลูกเป็นบทกลอนอย่างแปลกประหลาด ฉันจำได้จึงจดฝากไว้ให้ผู้อื่นรู้ด้วยในที่นี้

๑.   อาทิก่อนแม่ "กลีบ" เรณู

๒.   เมธะแปลว่ารู้ นาย "เมธ" ปะสิมา

๓.   "กวี" ปรีชาปิยบุตรที่สาม

๔.   "ฉวี" ผิวงามบุตรแม่พริ้มแรกเกิด

๕.   "วรา" ประเสริฐที่สองงามสม

๖.   "กำดัด" ทรามชมกัลยาลำยอง

๗.   "สาโรจน์" บัวทองพิศพักตร์ประไพ

๘.   "สุมน" สุมาลัยเยาวลักษณ์นารี

๙.   "บรม" แปลว่ามีปรมังลาภา

๑๐.   "ลิขิต" เลขาบุตรบุตรพัลลภ

๑๑.   "สุพรรณ" วรนพคุณสริรา

ที่เรียกกันแต่ตามคำที่หมาย "..." ไว้ ลูกผู้ชายรู้หนังสือไทยดีทุกคน

พอนายกุหลาบได้หนังสือจากวังกรมหลวงบดินทรฯ ก็ลงเรือจ้างที่ท่าเตียนข้ามฟากไปยังวัดอรุณฯ ตามคำพวกมหาดเล็กที่รับจ้างมาเล่าว่า เอาเสื่อผืนยาวปูที่ในพระระเบียง และเอาสมุดคลี่วางบนเสื่อตลอดเล่ม ให้คนคัดแบ่งกันคัดคนละตอน คัดหน้าต้นแล้วพลิกสมุดเอาหน้าปลายขึ้นคัด พอเวลาบ่ายก็คัดสำเนาให้นายกุหลาบได้หมดทั้งเล่ม แต่พวกทหารมหาดเล็กที่ไปรับจ้างคัดก็ไม่รู้ว่า นายกุหลาบได้หนังสือมาจากไหน และจะคัดเอาไปทำไม เห็นแปลกแต่ที่รีบคัดให้หมดเล่มในวันเดียว ได้ค่าจ้างแล้วก็แล้วกัน แต่ฉันได้ยินเล่าก็ไม่เอาใจใส่ ในสมัยนั้น นายกุหลาบลักคัดสำเนาหนังสือหอหลวงด้วยอุบายอย่างนี้มาช้านาน เห็นจะกว่าปี จึงได้สำเนาหนังสือต่าง ๆ ไปจากหอหลวงมาก แต่ดูเหมือนจะชอบคัดแต่เรื่องเนื่องด้วยโบราณคดี แม้จนพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ทั้งสี่รัชกาลซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เจ้าพระยาทิพากรวงศ์แต่ง นายกุหลาบก็ลักคัดสำเนาเอาไปได้ แต่เมื่อนายกุหลาบได้สำเนาหนังสือหอหลวงไปแล้วเกิดหวาดหวั่นด้วยรู้ตัวว่า ลักคัดสำเนาหนังสือฉบับหลวงที่ต้องห้าม เกรงว่า ถ้าผู้หลักผู้ใหญ่ในราชการเห็นเข้าจะเกิดความ จึงคิดอุบายป้องกันภัยด้วยแก้ไขถ้อยคำสำนวนหรือเพิ่มเติมความแทรกลงในสำเนาที่คัดไว้ให้แปลกจากต้นฉบับเดิม เพื่อเกิดความจะได้อ้างว่าเป็นหนังสือฉบับอื่นต่างหาก มิใช่ฉบับหลวง เพราะฉะนั้น หนังสือเรื่องต่าง ๆ ที่นายกุหลาบคัดไปจากหอหลวงเอาไปทำเป็นฉบับขึ้นใหม่จึงความที่แทรกเข้าใหม่ระคนปนกับความตามต้นฉบับเดิมหมดทุกเรื่อง


(๓)


ถึง พ.ศ. ๒๔๒๖ นายกุหลาบเอาหนังสือซึ่งลักคัดจากหอหลวงไปดัดแปลงสำนวนเสร็จแล้วเรื่องหนึ่งส่งให้หมอสมิทที่บางคอแหลมพิมพ์ นายกุหลาบตั้งชื่อหนังสือเรื่องนั้นว่า "คำให้การขุนหลวงหาวัด" คือ คำให้การของพระเจ้าอุทุมพรกับข้าราชการไทยที่พม่ากวาดเอาไปเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาไปเล่าเรื่องพงศาวดารและขนบธรรมเนียมไทยแก่พม่า พอหนังสือเรื่องนั้นพิมพ์ออกจำหน่าย ใครอ่านก็พากันพิศวง ด้วยฉบับเดิมเป็นหนังสือซ่อนอยู่ในหอหลวงลับลี้ไม่มีใครเคยเห็น และไม่มีใครรู้ว่า นายกุหลาบได้มาจากไหน นายกุหลาบก็เริ่มมีชื่อเสียงว่า เป็นผู้รู้โบราณคดีและมีตำรับตำรามาก แต่หนังสือเรื่องคำให้การขุนหลวงหาวัดฉบับที่นายกุหลาบให้พิมพ์นั้นมีผู้ชำนาญวรรณคดีสังเกตเห็นว่า มีสำนวนแทรกใหม่ปนอยู่ในนั้น แม้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงสังเกตเห็นเช่นนั้น จึงทรงปรารภในพระราชนิพนธ์เรื่อง "พระราชพิธีสิบสองเดือน" ตอนพิธีถือน้ำว่า "แต่ส่วนจดหมายขุนหลวงหาวัด (ฉบับพิมพ์) นั้นก็ยกความเรื่องถือน้ำไปว่านอกพระราชพิธี มีเค้ารูปความคล้ายคลึงกับที่ได้ยินเล่ากันมาบ้าง แต่พิสดารฟั่นเฝือเหลือเกิน จนจับได้ชัดเสียแล้วว่า มีผู้แทรกแซมความแต่งขึ้นใหม่ ด้วยเหตุว่าพระเจ้าแผ่นดินแต่ก่อนหาได้เสด็จพระราชดำเนินออกให้ข้าราชการถวายบังคมถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจาถึงวัดไม่ พึ่งจะมาเกิดธรรมเนียมนี้ขึ้นเมื่อในรัชกาลที่ ๔ ก็เหตุใดในคำให้การขุนหลวงหาวัดจึงได้เล่าเหมือนในรัชกาลที่ ๔ กรุงรัตนโกสินทร์ จนแต่งตัวแต่งตนและมีเสด็จโดยขบวนพยุหยาตราวุ่นวายมากไป ซึ่งไม่ได้เคยมีมาแต่ก่อนเลย ดังนี้ ก็เห็นว่า เป็นอันชื่อไม่ได้ในตอนนั้น พึ่งมีปรากฏในฉบับที่ตีพิมพ์นี้ฉบับเดียว สำนวนที่เรียงก็ผิดกับอายุขุนหลวงหาวัด ถ้าของเดิมขุนหลวงหาวัดได้กล่าวไว้ถึงเรื่องนี้จริง เมื่อเราได้อ่านทราบความก็จะเป็นที่พึงใจเหมือนหนึ่งทองคำเนื้อบริสุทธิ์ซึ่งเกิดจากตำบลบางตะพาน เพราะท่านเป็นเจ้าแผ่นดินเอง ท่านกล่าวเองก็ย่อมจะไม่มีคลาดเคลื่อนเลย แต่นี้เมื่อมีผู้ส่งทองให้ดูบอกว่าทองบางตะพาน แต่มีธาตุอื่น ๆ เจือปนมากจนเป็นทองเนื้อต่ำ ถึงว่าจะมีทองบางตะพานเจืออยู่บ้างจริง ๆ จะรับได้หรือว่า ทองทั้งก้อนนั้นเป็นทองบางตะพาน ผู้ซึ่งทำลายของแท้ให้ปนด้วยของไม่แท้เสียเช่นนั้นก็เหมือนหนึ่งปล้นลักทรัพย์สมบัติของเราทั้งปวงซึ่งควรจะได้รับ แล้วเอาสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์เจือปนเสียจนขาดประโยชน์ไป เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก ไม่ควรเลยที่ผู้ใดซึ่งรู้สึกตัวว่าเป็นผู้ลักหนังสือจะประพฤติเช่นนี้ หนังสือนี้จะเคลื่อนคลาดมาจากแห่งใดก็หาทราบไม่ แต่เป็นของซึ่งไม่บริสุทธิ์ซึ่งเห็นได้ถนัด" ดังนี้ แต่ก็ยังไม่มีใครรู้ว่า นายกุหลาบได้หนังสือเรื่องนั้นไปจากที่ไหน และต้นฉบับเดิมถ้อยคำสำนวนเป็นอย่างไร จนมาถึงรัชกาลที่ ๖ ในเวลาฉันเป็นนายกกรรมการหอพระสมุดสำหรับพระนคร ได้หนังสือคำให้การขุนหลวงหาวัดเป็นสมุดไทยมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๔ อีกฉบับหนึ่ง เดิมเป็นของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมสมเด็จพระบำราบปรปักษ์ เรียกชื่อหนังสือนั้นว่า "พระราชพงศาวดารแปลจากภาษารามัญ" และมีบานแพนกอยู่ข้างต้นว่า "พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้กรามหลวงวงศาธิราชสนิททรงจัดการแปลหนังสือนั้นเป็นภาษาไทย" ก็เป็นอันได้หลักฐานว่า นายกุหลาบเอาไปเปลี่ยนชื่อเสียใหม่เรียกว่า "คำให้การขุนหลวงหาวัด" เอาหนังสือสองฉบับสองทานกันก็เห็นได้ว่า แก้ความเดิมเสียมากสมดังสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระราชปรารภ เมื่อนายกุหลาบมีชื่อเสียงขึ้นด้วยพิมพ์หนังสือคำให้การขุนหลวงหาวัดนั้น ประจวบกับเวลาตั้งกรมโปลิศท้องน้ำซึ่งโปรดให้เจ้าพระยานรรัตนราชมานิต (โต) เป็นผู้บัญชาการ เจ้าพระยานรรัตนฯ เห็นว่า นายกุหลาบเป็นคนกว้างขวางทางท้องน้ำและมีความรู้ผู้คนนับหน้าถือตา จึงเอามาตั้งเป็น "แอดชุแตลต์"[2] (ยศเสมอนายร้อยเอก) ในกรมโปลิศท้องน้ำ นายกุหลาบจึงได้เข้าเป็นข้าราชการแต่นั้นมา


(๔)


สมัยนั้น หอพระสมุดวชิรญาณเพิ่งแรกตั้ง (ชั้นเมื่อยังเป็นหอพระสมุดของพระโอรสธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรวมกันเป็นเจ้าของ) นายกุหลาบขอสมัครเข้าเป็นสมาชิก เจ้านายที่เป็นกรรมการทราบกันแต่ว่า นายกุหลาบเป็นผู้รักหนังสือ ก็รับเข้าเป็นสมาชิกหอพระสมุดตามประสงค์ ก็มีแก่ใจให้หนังสือฉบับเขียนต่าง ๆ ที่ได้ลักคัดสำเนาจากหอหลวงเอาไปแปลงเป็นฉบับใหม่เป็นของกำนัลแก่หอพระสมุดหลายเรื่อง กรมพระสมมตอมรพันธ์กับตัวฉันเป็นกรรมการหอพระสมุดก็ไม่เคยเห็นหนังสือในหอหลวงมาก่อน และไม่รู้ว่า ย้ายหนังสือไปเก็บไว้ที่วังกรมหลวงบดินทรฯ เป็นแต่พิจารณาดูหนังสือที่นายกุหลาบให้หอพระสมุดเห็นแปลกที่เป็นสำนวนเก่าแกมใหม่ระคนปนกันหมดทุกเรื่อง ถามนายกุหลาบว่า ได้ต้นฉบับมาจากไหน นายกุหลาบก็อ้างแต่ผู้ตาย เช่น พระยาศรีสุนทรฯ (ฟัก) และกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส เป็นต้น อันจะสืบสวนไม่ได้ จึงเกิดสงสัยว่า ที่เป็นสำนวนใหม่นั้นน่าจะเป็นของนายกุหลาบแทรกลงเอง จึงมีความเท็จอยู่มาก แต่ตอนที่เป็นสำนวนเดิม นายกุหลาบจะได้ต้นฉบับมาจากไหนก็ยังคิดไม่เห็น กรมพระสมมตฯ จึงตรัสเรียกหนังสือพวกนั้นว่า "หนังสือกุ" เพราะจะว่าแท้จริงหรือว่าเท็จไม่ได้ทั้งสองสถาน กรมพระสมมตฯ ใคร่จะทอดพระเนตรหนังสือพวกนั้นให้หมด จึงทรงผูกพันทางไมตรีกับนายกุหลาบเหมือนนอย่างไม่รู้เท่า นายกุหลาบเข้าใจว่า กรมพระสมมตอมรพันธ์ทรงนับถือ ก็เอาหนังสือฉบับที่ทำขึ้นมาถวายทอดพระเนตรจนถึงพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ (ตอนรัชกาลที่ ๒) ซึ่งเป็นเจ้าพระยาทิพากรวงศ์แต่ง ก็หนังสือเรื่องนั้นเป็นหนังสือแต่งใหม่ในรัชกาลที่ ๕ สำเนาฉบับเดิมมีอยู่ในหอพระสมุด เมื่อได้ฉบับของนายกุหลาบมาเอาสอบฉบับเดิมก็จับได้ว่า นายกุหลาบแทรกลงตรงไหน ๆ บ้าง กรมพระสมมตฯ กราบทูลสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงให้ทรงทราบ ดำรัสเรียกเอาไปทอดพระเนตร ทรงจับได้ต่อไปว่า ความที่แทรกนั้นนายกุหลาบคัดเอามาจากหนังสือเรื่องไหน ๆ ก็เป็นอันรู้ได้แน่ชัดว่า ที่หนังสือฉบับนายกุหลาบผิดกับฉบับเดิม เป็นเพราะนายกุหลาบแก้ไขแทรกลงทั้งนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง "มันไส้" ถึงเขียนลายพระราชหัตถเลขาลงในฉบับของนายกุหลาบ ตรัสชี้ให้เห็นตรงที่แทรกบ้าง บางแห่งก็ทรงเขียนเป็นคำล้อเลียนหรือคำบริภาษแทรกลงบ้าง แล้วพระราชทานคืนออกมายังกรมพระสมมตฯ กรมพระสมมตฯ ต้องให้อาลักษณ์เขียนตามฉบับของนายกุหลาบขึ้นใหม่ส่งคืนไปให้เจ้าของ เอาหนังสือของนายกุหลาบที่มีลายพระราชหัตถเลขารักษาไว้ในหอพระสมุดวชิรญาณจนบัดนี้


(๕)


ต่อมา นายกุหลาบต้องออกจากตำแหน่ง (แอดชุแตลต์) โปลิศท้องน้ำ ก็เลยออกจากสมาชิกหอพระสมุดวชิรญาณไปด้วย นายกุหลาบจึงไปคิดออกหนังสือพิมพ์วารสารเรียกชื่อว่า "สยามประเภท" เหมือนอย่างหอพระสมุดออกหนังสือ "วชิรญาณ" ทำเป็นเล่มสมุดออกขายเป็นรายเดือน เอาเรื่องต่าง ๆ ที่คัดไปจากหอหลวงและไปดัดแปลงดังว่านั้นพิมพ์ในหนังสือสยามประเภท และเขียนคำอธิบายปดว่า ได้ฉบับมาจากไหน ๆ ไปต่าง ๆ เว้นแต่ที่กรมหลวงบดินทรฯ นั้นมิได้ออกพระนามให้แพร่งพรายเลย คนทั้งหลายพากันหลงเชื่อก็นับถือนายกุหลาบถึงเรียกกันว่า "อาจารย์กุหลาบ" ก็มี ครั้นจำเนียรกาลนานมา เมื่อนายกุหลาบหมดเรื่องที่ได้ไปจากหอหลวง ก็ต้องแต่งเรื่องต่าง ๆ แต่โดยเดาขึ้นในหนังสือสยามประเภท แต่อ้างว่า เป็นเรื่องพงศาวดารแท้จริง แต่ก็ยังไม่มีใครทักท้วงประการใด ๆ จนนายกุหลาบเล่าเรื่องพงศาวดารกรุงสุโขทัยตอนเมื่อจะเสียแก่กรุงศรีอยุธยาพิมพ์ลงในหนังสือสยามประเภทว่า เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงพระนามว่า "พระปิ่นเกศ" สวรรคตแล้ว พระราชโอรสทรงพระนามว่า "พระจุลปิ่นเกศ" เสวยราชย์ ไม่มีความสามารถ จึงเสียบ้านเมือง สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงทอดพระเนตรเห็นหนังสือนั้นตรัสว่า เพียงแต่นายกุหลาบเอาความเท็จแต่งลวงว่าเป็นความจริงก็ไม่ดีอยู่แล้ว ซ้ำบังอาจเอาพระนามพระจอมเกล้ากับพระจุลจอมเกล้าไปแปลงเป็นพระปิ่นเกศและพระจุลปิ่นเกศเทียบเคียงใส่โทษเอาตามใจ เกินสิทธิในการแต่งหนังสือ จึงโปรดให้เจ้าพระยาอภัยราชา (ม.ร.ว.ลบ สุทัศน์) เมื่อยังเป็นที่พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง เรียกตัวนายกุหลาบมาสั่งให้ส่งต้นตำราเรื่องพงศาวดารเมืองสุโขทัยที่อ้างว่ามีนั้นมาตรวจ นายกุหลาบก็ต้องรับสารภาพว่า ตัวคิดขึ้นเองทั้งนั้น พระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า จะลงโทษอย่างจริตผิดปรกติ โปรดให้ส่งตัวนายกุหลาบไปอยู่กับผู้จัดการในโรงเลี้ยงบ้าสักเจ็ดวัน แล้วก็ปล่อยตัวไป นายกุหลาบเข็ดไปหน่อย ถึง ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓) เมื่องานพระเมรุสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ก็แต่งอธิบายแบบแผนงานพระบรมศพครั้งกรุงศรีอยุธยาในหนังสือสยามประเภทเป็นที่ว่างานพระเมรุที่ทำครั้งนั้นยังไม่ถูกต้องตามแบบแผน และอ้างว่า ตัวมีตำราเดิมอยู่ พระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้ข้าหลวงเรียกนายกุหลาบมาถาม ก็รับสารภาพว่า เป็นแต่คิดแต่งขึ้นอวดผู้อื่น หามีตำรับตำราอย่างอ้างไม่ ครั้งนี้ เป็นแต่โปรดให้ประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ปีนั้น หาได้ลงโทษนายกุหลาบอย่างใดไม่ นายกุหลาบก็ไม่เข็ด พอถึงงานพระเมรุสมเด็จพระสังฆราช (ปุสฺสเทว สา) วัดราชประดิษฐฯ ร.ศ. ๑๑๙ นั่นเอง นายกุหลาบแต่งประวัติสมเด็จพระสังฆราชพิมพ์อีกเรื่องหนึ่ง อ้างว่า จะทูลเกล้าฯ ถวายสำหรับแจก คราวนี้ อวดหลักฐานเรื่องต่าง ๆ ที่ตนกล่าวอ้างว่าล้วนได้มาจากนักปราชญ์ซึ่งทรงเกียรติคุณ คือ กรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ โดยเฉพาะ เพราะตนได้เคยเป็นสัทธิงวิหาริก สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระดำริว่า ถ้าเฉยอยู่ นายกุหลาบจะพาให้คนหลงเชื่อเรื่องพงศาวดารเท็จที่นายกุหลาบแต่งมากไป จึงโปรดให้มีกรรมการ ทรงอาราธนาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (เมื่อยังดำรงพระยศเป็นกรมหมื่น) เป็นประธาน สอบสวน ก็ได้ความตามคำสารภาพของนายกุหลาบเองกับทั้งคำพยานว่า หนังสือพงศาวดารที่นายกุหลาบแต่งและคำอวดอ้างของนายกุหลาบที่ว่าเคยเป็นศิษย์กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสก็เป็นความเท็จ ครั้งนี้ ก็เป็นแต่โปรดให้ประกาศรายงานกรรมการ มิให้ลงโทษนายกุหลาบอย่างใด สำนวนการไต่สวนครั้งนั้น หอพระสมุดฯ พิมพ์เป็นเล่มสมุดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ ยังปรากฏอยู่

ต่อมา เมื่อนายกุหลาบหมดทุนที่จะออกหนังสือสยามประเภทต่อไปแล้ว ไปเช่าตึกแถวอยู่ที่ถนนเฟื่องนครตรงวัดราชบพิธฯ เป็นแต่ยังรับที่ปรึกษาของคนหาความรู้ เช่น ผู้ที่อยากรู้ว่าสกุลของตนจะสืบชั้นบรรพบุรุษถอยหลังขึ้นไปถึงไหน ไปไถ่ถามนายกุหลาบ ก็รับคิดค้นสมมติขึ้นไปให้เกี่ยวดองกับผู้มีศักดิ์เป็นบรรพบุรุษสมัยกรุงศรีอยุธยา ก็ยังมีคนนับหน้าถือตาว่ามีความรู้มากอยู่ไม่ขาด ถึงปลายรัชกาลที่ ๕ เมื่อ ร.ศ. ๑๒๗ (พ.ศ. ๒๔๕๑) นายกุหลาบยัง "พ่นพิษ" อีกครั้งหนึ่งในสมัยเมื่อมีหอพระสมุดสำหรับพระนครแล้ว จะเอามาเล่าเสียด้วยให้เสร็จไปในตอนนี้เพราะเกี่ยวกับประวัติหนังสือหอหลวงด้วย วันหนึ่ง ฉันไปหอพระสมุดฯ เห็นใบปลิวซึ่งนายกุหลาบพิมพ์โฆษณาส่งมาให้หอพระสมุดฯ ฉบับหนึ่ง อวดว่า ได้ค้นหนังสือกฎหมายฉบับหลวงครั้งกรุงศรีอยุธยามาเล่มหนึ่ง และหนังสือนั้นเขียนเมื่อปีชวด จุลศักราช ๑๐๖๖ ในรัชกาลพระเจ้าท้ายสระ มีตราพระราชสีห์ พระคชสีห์ และตราบัวแก้วประทับเป็นสำคัญ ถ้าใครไม่เชื่อจะไปพิสูจน์ให้เห็นจริงด้วยตาตนเองก็ได้

ความประสงค์ของนายกุหลาบที่โฆษณาดูเหมือนจะใคร่ขายหนังสือนั้น แต่ตามคำโฆษณามีพิรุธเป็นข้อสำคัญอยู่อย่างหนึ่ง ด้วยตามปฏิทิน จุลศักราช ๑๐๖๖ เป็นปีวอก มิใช่ปีชวดดังนายกุหลาบอ้าง เวลานั้น ฉันเป็นสภานายกหอพระสมุดสำหรับพระนคร คิดสงสัย จึงกระซิบสั่งพระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์) ให้ไปขอดูเหมือนอย่างตัวอยากรู้เห็นเอง พระยาปริยัติฯ กลับมาบอกว่า หนังสือกฎหมายที่นายกุหลาบได้ไว้นั้นเป็นสมุดไทยกระดาษขาวเขียนเส้นหมึก ดูเป็นของเก่า มีตราประทับสามดวง และมีกาลกำหนดว่า ปีชวด จุลศักราช ๑๐๖๖ ตรงตามนายกุหลาบอ้าง แต่พระยาปริยัติฯ สังเกตดูตัวเลขที่เขียนศักราช ตรงตัว ๐ ดูเหมือนมีรอยขูดแก้ ฉันได้ฟังก็แน่ใจว่า นายกุหลาบได้สมุดกฎหมายฉบับหลวงครั้งรัชกาลที่ ๑ ไปจากที่ไหนแห่งหนึ่ง ซึ่งในบานแพนกมีกาลกำหนดว่า "ปีชวด ศักราช ๑๑๖๖" นายกุหลาบขูดแก้เลข ๑ ที่เรือนร้อย เขียนแปลงเป็น ๐ ปลอมศักราชถอยหลังขึ้นไปหนึ่งร้อยปี ด้วยไม่รู้ว่า จุลศักราช ๑๐๖๖ นั้นเป็นปีวอก มิใช่ปีชวด ปล่อยคำ "ปีชวด" ไว้ให้เห็นชัดว่า ไม่ใช่ต้นฉบับกฎหมายครั้งกรุงศรีอยุธยาดังอ้างในคำโฆษณา ฉันกราบทูลสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง จึงตรัสสั่งเจ้าพระยาอภัยราชาซึ่งเคยเป็นหมอความนายกุหลาบนายกุหลาบแต่ก่อนให้ไปเรียกสมุดกฎหมายเล่มนั้นถวายทอดพระเนตร เจ้าพระยาอภัยราชาได้ไปถวายในวันรุ่งขึ้น สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงเปิดออกทอดพระเนตรตรัสว่า "ไหนว่าศักราช ๑๐๖๖ อย่างไรจึงเป็น ๑๑๖๖" เจ้าพระยาอภัยราชาก็ตกใจ กราบทูลเล่าถวายว่า เมื่อตอนเช้าวันนั้น จะไปศาลากระทรวงนครบาล เมื่อผ่านหน้าห้องแถวที่นายกุหลาบอยู่ ได้แวะเข้าไปเรียกสมุดกฎหมายนั้นออกมาเปิดดู สังเกตเห็นในบานแพนกลงปีชวด จุลศักราช ๑๐๖๖ ตรงดังนายกุหลาบอ้าง เจ้าพระยาอภัยราชาบอกนายกุหลาบว่า "พระเจ้าอยู่หัวจะทอดพระเนตร" นายกุหลาบก็แสดงความยินดีเลยว่า ถ้าต้องพระราชประสงค์ก็จะทูลเกล้าฯ ถวาย เจ้าพระยาอภัยราชาจะไปทำงานที่กระทรวงเสียก่อนจึงบอกนายกุหลาบว่า เวลาบ่ายวันนั้น เมื่อจะไปเฝ้าที่สวนดุสิต จะไปรับหนังสือ เวลาไปรับนายกุหลาบก็เอาหนังสือมามอบให้โดยเรียบร้อย เจ้าพระยาอภัยราชากราบทูลสารภาพรับผิดที่ประมาทมิได้เอาสมุดมาเสียด้วยตั้งแต่แรก นายกุหลาบจึงมีโอกาสขูดแก้ศักราชในเวลาเมื่อคอยส่งหนังสือให้เจ้าพระยาอภัยราชานั่นเอง สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้ทรงฟังก็ทรงพระสรวล ดำรัสว่า "พระยารองเมืองไปเสียรู้นายกุหลาบเสียแล้ว" แล้วพระราชทานสมุดกฎหมายเล่มนั้นมาไว้ให้หอพระสมุดสำหรับพระนคร รอยที่นายกุหลาบขูดแก้ยังปรากฏอยู่


(๖)


ประวัติหนังสือหอหลวงมีเรื่องหลายตอน ที่เล่ามาแล้วเป็นตอนที่คนทั้งหลายจะรู้เรื่องต่าง ๆ อันลี้ลับอยู่ในหอหลวงเพราะเหตุที่นายกุหลาบลักคัดเอาสำเนาไปแก้ไขออกโฆษณา จึงต้องเล่าเรื่องประวัติของนายกุหลาบด้วยยึดยาว ยังมีเรื่องประวัติหนังสือหอหลวงเมื่ออยู่ที่วังกรมหลวงบดินทรฯ ต่อไปอีก ด้วยการที่จะสร้างหอหลวงใหม่เริดร้างอยู่ช้านาน จนถึงสมัยเมื่อจัดกระทรวงต่าง ๆ ใน พ.ศ. ๒๔๓๕ โปรดให้รวบรวมอาลักษณ์เข้าในกระทรวงมุรธาธร กรมพระสมมตอมรพันธ์เมื่อยังเป็นกรมหมื่นได้ทรงบัญชาการกรมอาลักษณ์ จึงให้ไปรับหนังสือหอหลวงจากกรมหลวงบดินทรฯ เพื่อจะเอากลับเข้าไปรักษาไว้ในพระบรมมหาราชวังอย่างเดิม เวลาเมื่อจะส่งหนังสือหอหลวงคืนมานั้น มีคนในสำนักกรมหลวงบดินทรฯ จะเป็นผู้ใดไม่ปรากฏชื่อ แต่ต้องเป็นมูลนายมีพรรคพวก ลอบแย่งเอาหนังสือหอหลวงยักยอกไว้ไม่ส่งคืนมาทั้งหมด มาปรากฏเมื่อภายหลังว่า ยักยอกเอาหนังสือซึ่งเขียนฝีมือดีและเป็นเรื่องสำคัญ ๆ ไว้มาก เพราะในเวลานั้น ไม่มีบัญชีหนังสือหอหลวงอยู่ที่อื่นนอกจากที่วังกรมหลวงบดินทรฯ อันผู้ยักยอกอาจเก็บซ่อนหรือทำลายเสียได้โดยง่าย แต่การที่ยักยอกหนังสือหอหลวงนั้น กรมหลวงบดินทรฯ คงไม่ทรงทราบ พวกอาลักษณ์ที่ไปรับหนังสือก็คงไม่รู้ ได้หนังสือเท่าใดก็ขนมาแต่เท่านั้น หนังสือหอหลวงจึงแตกเป็นสองภาค กลับคืนเข้ามาอยู่ในพระบรมมหาราชวังภาคหนึ่ง พวกที่วังกรมหลวงบดินทรฯ ยักยอกเอาไปซ่อนไว้ที่อื่นภาคหนึ่ง ต่อมา เมื่อกรมหลวงบดินทรฯ สิ้นพระชนม์แล้ว ชะรอยคนที่ได้หนังสือหอหลวงไว้จะยากจนลง จึงเริ่มเอาหนังสือที่มีรูปภาพและฝีมือเขียนงาน ๆ ออกขาย โดยอุบายแต่งให้คนชั้นบ่าวไพร่ไปเที่ยวบอกขายทีละเล่มสองเล่ม มีฝรั่งซื้อส่งเข้าหอสมุดในยุโรปบ้าง ไทยที่ชอบสะสมของเก่ารับซื้อไว้บ้าง ฉันเริ่มทราบว่าหนังสือฉบับหอหลวงแตกกระจัดกระจายไปเมื่อไปเห็นที่ตำหนักหม่อมเจ้าปิยภักดีนาถ เธอมีอยู่ในตู้หลายเล่ม ถามเธอว่า อย่างไรจึงได้หนังสือฉบับหลวงเหล่านั้นไว้ เธอบกว่า มีผู้เอาไปขาย เธอเห็นเป็นหนังสือของเก่าก็รับซื้อไว้ด้วยเกรงฝรั่งจะซื้อเอาไปเสียจากเมืองไทย แต่ใครเอาไปขายให้เธอหรือหนังสือเหล่านั้นไปจากที่ไหนเธอหาบอกไม่ บางทีเธอจะไม่รู้เองก็เป็นได้ เกิดลือกันขึ้นครั้งหนึ่งว่า มีผู้เอาหนังสือไตรภูมิฉบับหลวงเขียนประสานสีเมื่อครั้งกรุงธนบุรีไปขายให้เยอรมันคนหนึ่งซื้อส่งไปยังหอสมุดหลวงที่กรุงเบอร์ลินเป็นราคาถึงหนึ่งพันบาท แล้วก็เงียบไป กรณีจึงรู้กันเพียงว่า มีผู้เอาหนังสือฉบับหลวงออกขาย เพราะหนังสือฉบับหลวงย่อมมีชื่ออาลักษณ์ผู้เขียนและผู้ทานอยู่แต่ข้างต้นและมีคำว่า "ข้าพระพุทธเจ้า" นำหน้าชื่อทุกเล่ม ใครซื้อไว้ก็มักปกปิดด้วยกลัวถูกจับ แต่ก็ยังไม่ปรากฏว่า หนังสือฉบับหลวงเหล่านั้นแตกไปจากที่ไหนอยู่ช้านาน


(๗)


เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะทรงสร้างอนุสรณ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อจำนวนปีแต่พระบรมราชสมภาพครบหนึ่งร้อยปีเป็นอภิลักขิตกาล จึงโปรดให้รวมหนังสือในหอมนเทียรธรรม หอพระสมุดวชิรญาณ และหอพุทธศาสนสังคหะ เข้าด้วยกัน ตั้งเป็นหอพระสมุดสำหรับพระนคร ขนานนามตามพระสมณามาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า "หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร" และให้มีกรรมการจัดหอพระสมุดนั้น คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อยังเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเป็นสภานายก กรมพระสมมตอมรพันธ์ และตัวฉัน กับทั้งพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) และพระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) เป็นกรรมสัมปาทิก รวมกันห้าคน เป็นคณะพนักงานจัดการหอพระสมุดสำหรับพระนครมาแรกตั้ง เมื่อรวมหนังสือทั้งสามแห่งเข้าเป็นหอสมุดอันเดียวกันแล้ว ถึงชั้นที่จะหาหนังสือจากที่อื่นมาเพิ่มเติม กรรมการปรึกษากันเห็นว่า ควรจะหาหนังสือภาษาฝรั่งต่างชาติแต่เฉพาะซึ่งแต่งว่าด้วยเมืองไทยตั้งแต่โบราณมารวบรวมก่อน หนังสือพวกนี้จะสั่งไปให้หาซื้อในยุโรปและอเมริกา ส่วนหนังสือภาษาไทยจะรวบรวมหนังสือซึ่งยังเป็นฉบับเขียนอันมีกระจัดกระจายอยู่ในพื้นเมืองเอามารวบรวมไว้ในหอสมุดก่อนหนังสือพวกอื่น เพราะหนังสือไทยที่เป็นจดหมายเหตุและตำรับตำราวิชาการกับทั้งวรรณคดียังมีแต่เป็นฉบับเขียนอยู่โดยมาก ถ้าทิ้งไว้ไม่รีบรวบรวมเอามารักษาในหอพระสมุด วิชาความรู้อันเป็นสมบัติของชาติก็จะเสื่อมสูญไปเสีย วิธีที่จะหาหนังสือฉบับเขียนในเมืองไทยนั้น ตกลงกันให้กรมพระสมมตฯ ทรงตรวจดูหนังสือในหอหลวงซึ่งมิได้โปรดให้โอนเอามารวมไว้ในหอพระสมุดสำหรับพระนคร แต่กรมพระสมมตฯ ทรงรักษาอยู่เอง ถ้าเรื่องใดควรจะมีในหอพระสมุดสำหรับพระนคร ก็ให้ทรงคัดสำเนาส่งมา กรมพระสมมตฯ ทรงหาได้หนังสือดี ๆ และเรียบเรียงประทานให้หอพระสมุดพิมพ์ปรากฏอยู่เป็นหลายเรื่อง ส่วนหนังสือฉบับเขียนซึ่งมีอยู่ที่อื่นนอกจากหอหลวงนั้นให้ตัวฉันเป็นผู้หา ข้อนี้เป็นมูลเหตุที่เกิดวิธี ฉันหาหนังสือด้วยวิธีต่าง ๆ จึงรู้เรื่องประวัติหนังสือหอหลวงสิ้นกระแสความ ดังจะเห็นต่อไปข้างหน้า

หนังสือไทยฉบับเขียนของเก่านั้นลักษณะต่างกันเป็นสามประเภท ถ้าเป็นหนังสือสำหรับอ่านกันเป็นสามัญ เขียนในสมุดไทยสีขาวด้วยเส้นหมึกบ้าง เขียนในสมุดไทยสีดำด้วยเส้นดินสอขาวบ้าง หรือเส้นฝุ่น และเส้นหรดาล หรือวิเศษถึงเขียนด้วยเส้นทองก็มี เขียนตัวอักษรบรรจงทั้งนั้น ต่อเป็นร่างหรือสำเนาจึงเขียนอักษรหวัดด้วยเส้นดินสอ แต่ว่าล้วนเขียนในสมุดไทย ประเภทหนึ่ง ถ้าเป็นหนังสือตำรับตำรา เช่น ตำราเลขยันตร์หรือคาถาอาคม เป็นต้น อันเจ้าของประสงค์จะซ่อนเร้นไว้แก่ตัว มักจารลงในใบลานขนาดสั้นสักครึ่งคัมภีร์พระธรรมร้อยเชือกเก็บไว้ แต่ล้วนเป็นคัมภีร์ใบลาน ประเภทหนึ่ง ถ้าเป็นจดหมายมีไปมาถึงกัน แม้ท้องตราหรือใบบอกในราชการก็เขียนลงในกระดาษข่อยด้วยเส้นดินสอดำม้วนใส่กระบอกไม้ไผ่ลงไป เมื่อเสร็จกิจแล้วก็เอาเชือกผูกเก็บไว้เป็นมัด ๆ มักมีแต่ตามสำนักราชการ ประเภทหนึ่ง หนังสือฉบับเขียนทั้งสามประเภทที่ว่ามา ประเภทที่เขียนในสมุดไทยมีมากกว่าอย่างอื่น แต่ที่นับว่าเป็นฉบับดี ๆ เพราะตัวอักษรเขียนงานและสอบทานถูกต้องประกอบกัน นอกจากหนังสือหอหลวง มักเป็นหนังสือซึ่งเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ในรัชกาลก่อน ๆ สร้างไว้ แล้วแบ่งกันเป็นมรดกตกอยู่ในเชื้อวงศ์เป็นแห่ง ๆ ก็มี ที่ผู้รับมรดกรักษาไว้ไม่ได้แตกกระจัดกระจายไปตกอยู่ที่อื่นแห่งละเล็กละน้อยก็มี หนังสือพวกที่จารในใบลานก็มีน้อย ถ้าอยู่กับผู้รู้วิชานั้นมักหวงแหน แต่ก็ได้มาบ้าง มักเป็นเรื่องแปลก ๆ เช่น ลายแทงคิดปริศนาและตำราพิธีอันมิใคร่มีใครรู้ แต่มักไม่น่าเชื่อคุณวิเศษที่อวดอ้างในหนังสือนั้น แต่หนังสือซึ่งเขียนด้วยกระดาษเพลามักมีแต่ของหลวงอยู่ตามสำนักราชการ ฉันเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยอยู่ด้วย ให้ส่งหนังสือจำพวกนี้ที่มีอยู่ในกระทรวงและที่ได้พบตามหัวเมืองไปยังหอพระสมุดทั้งหมด แต่ในสมัยเมื่อฉันหาหนังสือฉบับเขียนสำหรับหอพระสมุดนั้น พวกฝรั่งและพวกเล่นสะสมของเก่า เช่น หม่อมเจ้าปิยภักดีนาถ เป็นต้น ก็กำลังหาซื้อหนังสือไทยฉบับเขียนแข่งอยู่อีกทางหนึ่ง ผิดกันแต่พวกนั้นต้องหาโดยปกปิด ฉันหาได้อย่างเปิดเผยและเลือกโดยความประสงค์ผิดกัน พวกนั้นหาหนังสือ "งาม" คือ ที่มีรูปภาพหรือที่มีฝีมือเขียนอักษรงาม แต่จะเป็นหนังสือเรื่องอย่างไรไม่ถือเป็นสำคัญ ฝ่ายตัวฉันหาหนังสือ "ดี" คือ ถือเอาเรื่องหนังสือเป็นสำคัญ ถ้าเป็นหนังสือเรื่องที่มีดื่น ถึงฉบับจะเขียนงาม ก็ไม่ถือว่าดี ถ้าเป็นเรื่องแปลกหรือเป็นฉบับเขียนถูกต้องดี ถึงจะเขียนไม่งาม หรือที่สุดเป็นแต่หนังสือตัวหวัด ก็ซื้อและให้ราคาแพงกว่าหนังสือซึ่งมีดื่น

วิธีที่ฉันหาหนังสือนั้น เมื่อรู้ว่าแหล่งหนังสือมีอยู่ที่ไหน ฉันก็ไปเอง หรือให้ผู้อื่นไปบอกเจ้าของหนังสือให้ทราบพระราชประสงค์ซึ่งทรงตั้งหอสมุดสำหรับพระนครและขอดูหนังสือที่เขามีอยู่ ถ้าพบหนังสือเรื่องใดซึ่งยังไม่มีในหอพระสมุดก็ขอหนังสือนั้น เจ้าของจะถวายก็ได้ จะขายก็ได้ หรือเพียงอนุญาตให้คัดสำเนาหนังสือเรื่องนั้นมาก็ได้ตามใจ เจ้าของหนังสือไม่มีใครขัดขวาง อย่างหวงแหนก็เพียงพอต้นฉบับไว้ยอมให้คัดสำเนามา แต่ที่เต็มใจถวายต้นฉบับทีเดียวมีมากกว่าอย่างอื่น บางแห่งก็ถึง "ยกรัง" หนังสือซึ่งได้เก็บรักษาไว้ถวายเข้าหอพระสมุดสำหรับพระนครทั้งหมด เพราะมีการซึ่งหอพระสมุดทำอีกอย่างหนึ่งเป็นปัจจัยให้คนนิยม คือ แต่เดิมมา ในงานศพเจ้าภาพมักพิมพ์เทศนาหรือคำแปลภาษาบาลีเป็นสมุดเล่มเล็ก ๆ แจกผู้ไปช่วยงาน ครั้นงานพระศพกรมขุนสุพรรรภาควดีเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๗ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระราชดำริว่า หนังสือแจกซึ่งเป็นธรรมปริยายลึกซึ้งคนมิใคร่ชอบอ่าน จึงโปรดให้แปลนิทานนิบาตชาดกตอนต้นพิมพ์พระราชทานเป็นของแจก และทรงพระราชนิพนธ์เล่าเรื่องประวัติของคัมภีร์ชาดกกับทั้งทรงแนะนำไว้ในคำนำข้างต้นว่าหนังสือแจกควรจะพิมพ์เรื่องต่าง ๆ ให้คนชอบอ่าน แต่นั้น เจ้าภาพงานศพก็มักมาขอเรื่องหนังสือซึ่งจะพิมพ์แจกต่อกรรมการหอพระสมุด กรรมการคิดเห็นว่า ถ้าช่วยอุดหนุนการพิมพ์หนังสือแจก จะเกิดประโยชน์หลายอย่าง เป็นต้นแต่สามารถจะรักษาเรื่องหนังสือเก่าไว้มิให้สูญ และให้มหาชนเจริญความรู้ยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน จึงรับธุระหาเรื่องหนังสือให้เจ้าภาพพิมพ์แจกทุกรายที่มาขอ และเลือกหนังสือซึ่งเป็นเรื่องน่าอ่าน เอามาชำระสอบทานให้ถูกต้อง ทั้งแต่งอธิบายว่าด้วยหนังสือเรื่องนั้นไว้ในคำนำข้างต้น แล้วจึงให้ไปพิมพ์แจก จึงเกิด "หนังสือฉบับหอพระสมุด" ขึ้น ใครได้รับไปก็ชอบอ่านเพราะได้ความรู้ดีกว่าฉบับอื่น เจ้าของหนังสือฉบับเขียนเห็นว่า หอพระสมุดได้หนังสือไปทำให้เป็นประโยชน์ยิ่งขึ้นกว่าอยู่กับตนก็เต็มใจถวายหนังสือดังกล่าวมา การหาเรื่องหนังสือให้ผู้อื่นพิมพ์แจกจึงเลยเป็นธุระส่วนใหญ่อันหนึ่งของหอพระสมุดสำหรับพระนครสืบมา และเป็นเหตุให้มีหนังสือไทยเรื่องต่าง ๆ พิมพ์ขึ้นปีละมาก ๆ จนบัดนี้

การหาหนังสือฉบับเขียนซึ่งมีอยู่เป็นแหล่ง ไม่ยากเหมือนหาหนังสือซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในพื้นเมือง เพราะรู้ไม่ได้ว่าหนังสือจะมีอยู่ที่ไหนบ้าง พบเข้าก็มีแต่แห่งละเล็กละน้อย ทั้งเจ้าของก็มักเป็นชั้นที่ไม่รู้จักคุณค่าของหนังสือ ฉันจึงคิดวิธีอย่างหนึ่งด้วยขอแรงพวกพนักงานในหอพระสมุดให้ช่วยกันเที่ยวหาในเวลาว่างราชการ ไปพบหนังสือเรื่องดีมีที่ไหนก็ให้ขอซื้อเอามา หรือถ้าไม่แน่ใจก็ชวนให้เจ้าของเอามาให้ฉันดูก่อน บอกแต่ว่า ถ้าเป็นหนังสือดี ฉันจะซื้อด้วยราคาพอสมควร หาโดยกระบวนนี้บางทีได้หนังสือดีอย่างแปลกประหลาด จะเล่าเป็นตัวอย่าง ดังครั้งหนึ่ง พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษณ์) เมื่อยังเป็นที่หลวงประเสริฐอักษรนิติ ไปเห็นยายแก่กำลังเอาสมุดดำรวมใส่กระชุที่บ้านแห่งหนึ่ง ถามว่า จะเอาไปไหน แกบอกว่า จะเอาไปเผาไฟทำสมุกสำหรับลงรัก พระยาปริยัติฯ ขออ่านดูก่อน แกก็ส่งมาให้ทั้งกระชุ พบหนังสือพงศาวดารเมืองไทยแต่ครั้งสมเด็จพระนารายณ์เล่มหนึ่งอยู่ในพวกสมุดที่จะเผานั้น ออกปากว่าอยากได้ ยายแกก็ให้ไม่หวงแหน พระยาปริยัติธรรมธาดาเอาสมุดเล่มนั้นมาให้ฉัน เมื่อพิจารณาดูเห็นเป็นหนังสือพงศาวดารความเก่าแต่งก่อนเพื่อน เรื่องและศักราชก็แม่นยำผิดกับฉบับอื่นทั้งหมด ฉันจึงให้เรียกว่า "พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ" ให้เป็นเกียรติยศแก่พระยาปริยัติฯ และได้ใช้เป็นฉบับสำหรับสอบสืบมาจนบัดนี้ แต่เจ้าของบางคนก็เห็นค่าหนังสือของตนอย่างวิปริต ดังแห่งหนึ่งอวดว่า มีหนังสือเขียนตัวทองอยู่เรื่องหนึ่ง ตั้งราคาขายแพงมาก ผู้ไปพบจะขออ่านก็ไม่ให้ดู ฉันให้กลับไปถามเพียงชื่อเรื่องหนังสือนั้น บอกว่า "เรื่องพระลอ" ซึ่งมีฉบับเขียนอยู่ในหอพระสมุดแล้วหลายฉบับ ทั้งเป็นเรื่องที่ตีพิมพ์แล้วด้วย ก็เป็นเลิกกันเพียงนั้น แต่เมื่อคนรู้กันแพร่หลายว่า หอพระสมุดหาซื้อหนังสือฉบับเขียน ก็เริ่มมีคนเอาหนังสือมาขายที่หอพระสมุด ชั้นแรกดูเหมือนจะเป็นแต่พวกราษฎร ต่อมา เจ้าของที่เป็นผู้ดีแต่งให้คนมาขายก็มี ที่สุดถึงมีพวก "นายหน้า" เที่ยวหาหนังสือมาขายหอพระสมุดเนืองนิตย์จนจำหน้าได้ พวกนายนี้เป็นคนจำพวกเดียวกับที่เที่ยวหาหนังสือฉบับหลวงและของประหลาดขายฝรั่ง เขาว่า ของที่ขายมักได้มาโดยทุจริต แต่จะไถ่ถามถึงกรรมสิทธิ์ของผู้ที่มาขายหนังสือเสียก่อน ก็คงเกิดหวาดหวั่นไม่มีใครกล้าเอาหนังสือมาขายหอพระสมุด ฉันนึกขึ้นว่า หนังสือผิดกับทรัพย์สินอย่างอื่น ด้วยอาจจะคัดสำเนาเอาเรื่องไว้ได้ โดยจะเป็นของโจรลักเอามา เมื่อเจ้าของมาพบ คืนต้นฉบับให้เขา ขอคัดแต่สำเนาไว้ก็เป็นประโยชน์สมประสงค์ไม่เสียเงินเปล่า ฉันจึงสั่งพนักงานรับหนังสือว่า ใครเอาหนังสือมาขาย อย่าให้ไถ่ถามอย่างไรนอกจากราคาที่จะขาย แล้วเขียนราคาลงในเศษกระดาษเหน็บกับหนังสือส่งมาให้ฉันดูทีเดียว ฉันเลือกซื้อด้วยเอาเรื่องหนังสือเป็นใหญ่ดังกล่าวมาแล้ว บางทีเป็นหนังสือเขียนงามแต่ฉันไม่ซื้อหรือไม่ยอมให้ราคาเท่าที่จะขายเพราะเป็นเรื่องดื่นก็มี บางทีเป็นแต่สมุดเก่า ๆ เขียนด้วยเส้นดินสอ ผู้ขายตีราคาเพียงเล่มละบาทหนึ่งสองบาท แต่เป็นเรื่องที่ไม่เคยพบหรือหายากยังไม่มีในหอพระสมุด ฉันเห็นว่า เจ้าของตีราคาต่ำเพราะไม่รู้คุณค่าของหนังสือ จะซื้อตามราคาที่บอกขายดูเป็นเอาเปรียบคนรู้น้อยหาควรไม่ ฉันจึงเพิ่มราคาให้เป็นเล่มละสี่บาทบ้างหรือห้าบาทบ้าง ให้บอกเจ้าของว่า ราคาที่ตั้งมายังไม่ถึงค่าของหนังสือ พวกคนขายหนังสือได้เงินเพิ่มเนือง ๆ ก็เชื่อถือความยุติธรรมของหอพระสมุดจนไม่มีใครตั้งราคาขาย บอกแต่ว่า "แล้วแต่จะประทาน" การซื้อหนังสือในพื้นเมืองก็สะดวก จึงซื้อมาด้วยอย่างนั้นเป็นนิตย์


(๘)


แต่ความที่กล่าวไว้ข้างต้นนิทานที่ว่า นายกุหลาบได้สำเนาหนังสือหอหลวงไปจากวังกรมหลวงบดินทรฯ ก็ดี ที่ว่า คนในวังกรมหลวงบดินทรฯ ยักยอกหนังสือหอหลวงไว้ และต่อมา เอาออกขายแก่ฝรั่งและผู้เล่นสะสมของเก่าก็ดี ไม่มีใครรู้มากว่ายี่สิบปี เค้าเงื่อนเพิ่งมาปรากฏขึ้นเมื่อฉันซื้อหนังสือเข้าหอพระสมุดดังพรรณนา ด้วยวันหนึ่ง มีคนเอาหนังสือพระราชพงศาวดารเป็นฉบับเขียนเส้นดินสอมาขายสองเล่มสมุดไทย ฉันเห็นมีลายพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเส้นดินสอเหลือง ทรงเขียนแก้ไขเพิ่มเติมเป็นแห่ง ๆ ไปตลอดทั้งเล่ม ฉันตีราคาให้เล่มละสิบบาท แต่ไม่บอกว่าเพราะมีพระราชหัตถเลขาอยู่ในนั้น ผู้ขายก็พิศวง บอกพนักงานรับหนังสือว่า หนังสือเรื่องนั้นยังมี จะเอามาขายอีก แล้วเอามาขายทีละสามเล่มสี่เล่ม ฉันก็ให้ราคาเล่มละสิบบาทเสมอทุกครั้ง ได้หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาถึงยี่สิบสองเล่ม จนผู้ขายบอกว่า หมดฉบับที่มีเพียงเท่านั้น

ฝ่ายตัวฉันตั้งแต่ได้หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขามาสองเล่มก็เกิดพิศวง ด้วยเห็นชัดว่า หนังสือฉบับนั้นเป็นของหลวงอันอาลักษณ์รักษาไว้ในหอหลวง เหตุไฉนจึงมาตกเป็นของคนชั้นราษฎรเอาออกเที่ยวขายได้ตามใจชอบ ฉันจึงเรียกหัวหน้าพนักงานรับหนังสือมากระซิบสั่งให้สืบดูว่า ผู้ที่เอามาขายทำการงานอย่างไร และมีสำนักหลักแหล่งอยู่ที่ไหน เขาสืบได้ความจากผู้รู้จักว่า คนสองคนที่เอาหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขามาขายนั้น เดิมเป็นมหาดเล็กอยู่ที่วังกรมหลวงบดินทรฯ แต่เมื่อกรมหลวงบดินทรฯ สิ้นพระชนม์แล้ว เห็นเที่ยวร่อนเร่อยู่ จะสำนักที่ไหนหาทราบไม่ พอฉันได้ยินว่า คนที่เอาหนังสือมาขายเคยเป็นมหาดเล็กอยู่ที่วังกรมหลวงบดินทรฯ ก็รู้สึกเหมือนอย่างว่าใครเปิดแสงไฟฟ้าให้แลเห็นเรื่องประวัติหนังสือหอหลวงในทันที ยิ่งคิดไปถึงกรณีต่าง ๆ ที่เคยรู้เห็นมาแต่ก่อน ก็ยิ่งเห็นตระหนักแน่ชัด ด้วยเป็นเรื่องติดต่อสอดคล้องกันมาตั้งแต่กรมหลวงบดินทรฯ เอาหนังสือหอหลวงไปรักษาไว้ที่วัง แล้วเอาออกอวดให้คนดูเมื่องานหนึ่งร้อยปี นายกุหลาบได้เห็นจึงได้พยายามขอยืมจากกรมหลวงบดินทรฯ ไปลอบจ้างทหารมหาดเล็กให้คัดสำเนาเอาไปดัดแปลงสำนวนออกพิมพ์ ครั้นถึงเวลาเมื่อขนหนังสือหอหลวงกลับคืนเข้าไปไว้ในวังตามเดิม มีคนที่กรมหลวงบดินทรฯ ยักยอกหนังสือหอหลวงไว้ แล้วผ่อนไปขายแก่พวกฝรั่งและผู้สะสมของเก่า จึงปรากฏว่า มีหนังสือฉบับหลวงออกเที่ยวขาย จนที่สุดถึงเอามาขายแก่ตัวฉันเอง จึงรู้ว่า ล้วนแต่ออกมาจากวังกรมหลวงบดินทรฯ ทั้งนั้น แต่ผู้ขายหนังสือไม่รู้ว่าฉันให้สืบ เมื่อขายหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาได้หมดแล้ว ยังเอาหนังสือกฎหมายฉบับหลวงครั้งรัชกาลที่ ๑ ซึ่งประทับตราสามดวงมาขายที่หอพระสมุดอีกสองเล่ม ฉันตีราคาให้เล่มละยี่สิบบาท เลยได้ความอยู่ข้างจะขบขัน ด้วยผู้ขายดีใจจนออกปากแก่พนักงานรับหนังสือว่า เสียดายไม่รู้ว่าหอพระสมุดจะให้ราคาถึงเท่านั้น เคยเอาไปขายนายกุหลาบเล่มหนึ่ง นายกุหลาบว่า จะให้ยี่สิบบาท ครั้นเอาหนังสือไปให้ ได้เงินแต่สองบาท นอกจากนั้นทวงเท่าใดก็ไม่ได้ ที่ว่านี้คือกฎหมายเล่มที่นายกุหลาบเอาไปแก้ศักราชนั่นเอง ก็ได้ไปจากวังกรมหลวงบดินทรฯ เหมือนกัน เมื่อขายกฎหมายแล้ว ผู้ขายบอกว่า หนังสือซึ่งมีขายหมดเพียงเท่านั้น ก็เห็นจะเป็นความจริง เพราะคนขายได้เงินมาก และหอพระสมุดก็มิได้ทำให้หวาดหวั่นอย่างใด ถ้ายังมีหนังสือคงเอามาขายอีก จึงเห็นพอจะอ้างได้ว่า เก็บหนังสือหอหลวงซึ่งยังตกค้างอยู่ในแหล่งกรมหลวงบดินทรฯ กลับมาได้สิ้นเชิงเมื่อฉันซื้อหนังสือเข้าหอพระสมุดสำหรับพระนคร แต่ตัวฉันยังมีกิจเกี่ยวข้องกับหนังสือหอหลวงซึ่งพลัดพรายไปอยู่ที่อื่นต่อมาอีกด้วย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ ฉันไปยุโรปอีกครั้งหนึ่ง เมื่อไปถึงกรุงลอนดอน ฉันนึกขึ้นได้ว่า เป็นโอกาสที่จะตรวจดูให้รู้ว่า อังกฤษได้หนังสือฉบับเขียนไปจากเมืองไทยสักเท่าใด ฉันจึงไปบอกที่หอสมุดของรัฐบาล (British Museum Library) ว่า ฉันอยากจะเห็นหนังสือไทยฉบับเขียนที่มีอยู่ในหอสมุดนั้น ถ้าหากว่าเขายังไม่ได้ทำบัญชี จะให้ฉันช่วยบอกเรื่องให้ลงบัญชีด้วยก็ได้ ฉันหมายว่า ถ้าพบเรื่องที่ไม่มีฉบับอยู่ในเมืองไทย ก็จะขอคัดสำเนาด้วยรูปฉายเอากลับมา ฝ่ายอังกฤษเขาเคยได้ยินชื่อว่าฉันเป็นนายกหอพระสมุด ก็ยินดีที่ฉันจะบอกให้อย่างนั้น ครั้นถึงวันนัด เขาขนหนังสือไทยบรรดามีมารวมไว้ในห้องหนึ่ง และให้พนักงานทำบัญชีมาคอยรับฉันไปนั่งตรวจและบอกเรื่องแปลเป็นภาษาอังกฤษให้เขาลงบัญชีทุกเล่ม ต้องไปนั่งอยู่สองวันจึงตรวจหมด ด้วยให้หอสมุดนั้นมีหนังสือไทยมากกว่าที่อื่น แต่เห็นล้วนเป็นเรื่องที่มีในหอพระสมุดทั้งสิ้น ก็ไม่ต้องขอคัดสำเนา เมื่อฉันไปถึงกรุงเบอร์ลิน ให้ไปบอกอย่างเช่นที่กรุงลอนดอน รัฐบาลเยอรมันก็ให้ฉันตรวจหนังสือด้วยความยินดีอย่างเดียวกัน หนังสือไทยที่ในหอพระสมุดกรุงเบอร์ลินมีน้อยกว่าหอพระสมุดกรุงลอนดอน แต่เป็นหนังสือฉบับหลวงซึ่งได้ไปจากหอหลวงในกรุงเทพฯ โดยมาก เขาเชิดชูหนังสือไตรภูมิฉบับหลวงครั้งกรุงธนบุรีซึ่งซื้อราคาถึงหนึ่งพันบาทนั้นเหมือนอย่างว่าเป็นนายโรง แต่ประหลาดอยู่ที่หนังสือไตรภูมินั้นมีสองฉบับ สร้างก็ครั้งกรุงธนบุรีด้วยกัน และเหมือนกันทั้งตัวอักษรและรูปภาพ ขนาดสมุดก็เท่ากัน ฉบับหนึ่งคุณท้าววรจันทร์ (เจ้าจอมมารดาวาด รัชกาลที่ ๔) ได้มาจากไหนไม่ปรากฏ แต่ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อตั้งหอพุทธศาสนสังคหะ แล้วโอนมาเป็นของหอพระสมุดสำหรับพระนคร จึงใส่ตู้กระจกไว้ให้คนชมอยู่ในหอพระสมุดวชิรญาณ เพราะฉะนั้น ถึงเยอรมันเอาไปเสียฉบับหนึ่งก็หาสูญสิ้นจากเมืองไทยไม่ แม้เรื่องอื่น ๆ ที่เยอรมันได้ไป เรื่องก็ยังมีอยู่ในเมืองไทยทั้งนั้น จึงไม่ต้องขอคัดสำเนา นึกเสียดายที่ไม่ได้ตรวจในหอสมุดฝรั่งเศสในครั้งนั้นด้วย เพราะเมื่อไปถึงกรุงปารีส ฉันยังไม่ได้คิดขึ้นถึงเรื่องตรวจหนังสือไทย จึงผ่านไปเสียแต่แรกแล้วก็ไม่มีโอกาสอีก


(๙)


เมื่อฉันออกจากตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภาพ้นจากราชการทั้งปวงแล้ว ออกไปสำราญอิริยาบถตามประสาคนแก่ชราอยู่ที่เมืองปีนัง เพราะว่าทางกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงระเบียบการราชบัณฑิตยสภาหลายอย่าง เป็นต้นว่า ตั้ง "ราชบัณฑิตยสภา" เป็นคณะผู้รู้แยกออกจากกรมการต่าง ๆ ซึ่งเคยอยู่ในราชบัณฑิตยสภามาก่อน ส่วนกรมการต่าง ๆ นั้น แผนกหอพระสมุดสำหรับพระนครคงเป็นแผนกอยู่อย่างเดิม เรียกว่า "หอพระสมุดแห่งชาติ" แผนกพิพิธภัณฑสถานก็คงอยู่อย่างเดิม เรียกว่า "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ" แผนกศิลปากรก็คงอยู่อย่างเดิม เอากรมมหรสพเพิ่มเข้าอีกแผนกหนึ่ง เรียกทั้งสี่แผนกรวมกันว่า "กรมศิลปากร" มีอธิบดีเป็นผู้บังคับการทั่วไป จะว่าแต่เฉพาะที่เนื่องด้วยหนังสือหอหลวง ทราบว่า หอสมุดแห่งชาติซื้อมรดกหม่อมเจ้าปิยภักดีนาถ ได้หนังสือหอหลวงซึ่งไปตกอยู่ที่หม่อมเจ้าปิยภักดีนาถมาเข้าหอพระสมุดแห่งชาติหมด และต่อมา รัฐบาลให้โอนหนังสือหลวงบรรดาที่อยู่ในกรมราชเลขาธิการ (คือ ที่กรมอาลักษณ์รักษาแต่เดิม) ส่งไว้ในหอสมุดแห่งชาติทั้งหมด เป็นสมุดฉบับเขียนหลายพันเล่ม เดี๋ยวนี้อาจจะอ้างได้ว่า หนังสือหอหลวงซึ่งกระจัดพลัดพรายแยกย้ายกันอยู่ตามที่ต่าง ๆ มากกว่าห้าสิบปี กลับคืนมาอยู่ในที่อันเดียวกันแล้ว ถึงต้นฉบับจะสูญไปเสียบ้าง เช่น ถูกฝรั่งซื้อเอาไปไว้เสียต่างประเทศ ฉันได้ไปตรวจก็ปรากฏว่า เรื่องของหนังสืออันเป็นตัววิทยสมบัติของบ้านเมืองมิได้สูญไปด้วย ที่จะหายสูญทั้งต้นฉบับและตัวเรื่องเห็นจะน้อย เพราะฉะนั้น ถึงตัวฉันจะพ้นกิจธุระมาอยู่ภายนอกแล้ว ก็มีความยินดีด้วยเป็นอันมาก






เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ[แก้ไข]

  1. "เอ๊กซ์หิบิเชน" คือ "exhibition" หรือที่ในภาษาปัจจุบันเรียก "นิทรรศการ"
  2. "แอดชุแตลต์" คือ "adjutant" หรือที่ในภาษาปัจจุบันเรียก "นายทหารคนสนิท"




ขึ้น ๑๐