นิราศท่าดินแดง

จาก วิกิซอร์ซ
ข้ามไปยัง: นำทาง, ค้นหา

นิราศท่าดินแดง
[รบพม่าที่ท่าดินแดง, นิราศรบพม่าที่ท่าดินแดง, กลอนเพลงยาวนิราศท่าดินแดง,
เพลงยาวรบพม่าที่ท่าดินแดง, กลอนเพลงยาวนิราศเรื่องรบพม่าที่ท่าดินแดง ฯลฯ]
โดย: พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก


Wachirayan Royal Library - Seal - 001.jpg


พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๑


กลอนเพลงยาวนิราศเรื่องรบพม่าที่ท่าดินแดง


_______________


พิมพ์ในงานฉลองสุพรรณบัฏท่านเจ้าพระยารามราฆพฯ


วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๔


_______________


พิมพ์ที่ โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร







อธิบาย


เรื่อง พระราชนิพนธ์นิราศฯ ท่าดินแดง


_______________


เมื่อรัชกาลที่ ๑ พอสร้างกรุงรัตนโกสินทร์สำเร็จในปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๒๘ ปีนั้นเอง พม่าก็ยกกองทัพมาตีเมืองไทย ศึกพม่าครั้งปีมะเส็งนั้นใหญ่โตกว่าที่เคยปรากฏในพงศาวดารมาแต่ก่อน เพราะพม่ายกกองทัพมาทุกทาง ทั้งปักษ์ใต้ ฝ่ายเหนือ และตะวันตก ประสงค์จะมิให้ไทยมีโอกาสที่จะต่อสู้รักษาบ้านเมืองไว้ได้ จำนวนรี้พลพม่าก็มากกว่าไทยราวห้าต่อสาม แต่ฝ่ายไทยคิดต่อสู้เอาชัยชนะได้โดยยุทธวิธี คือ ปล่อยให้พม่าทำทางอื่นตามชอบใจบ้าง เป็นแต่ขัดตาทัพหน่วงไว้บ้าง รวมกำลังไประดมตีกองทัพหลวงของพม่าซึ่งพระเจ้าปะดุงยกมาเองทางด่านพระดีย์สามองค์ทัพเดียว ครั้นทัพหลวงของพม่าพ่ายแพ้ กองทัพพม่าที่ยกมาทางอื่นก็ถอยหนีไปบ้าง ที่หนีไม่ทันกองทัพไทยก็ตีแตกยับเยินไปหมดทุกทัพ พระเจ้าปะดุงเสียทีไทยไปในคราวที่กล่าวนี้มีความอัปยศอดสู ด้วยยังไม่เคยรบแพ้ใครมาก่อน จึงให้เตรียมกองทัพจะยกมาอีก เห็นว่ากระบวนทัพที่ยกมาหลายทางอย่างครั้งก่อนเอาชัยชนะไทยไม่ได้ ด้วยขัดข้องในการลำเลียงเสบียงอาหาร กองทัพทั้งปวงจึงไม่สามารถจะทุ่มเทเข้ามาให้ถึงที่มุ่งหมายพร้อมกันได้ ในครั้งนี้ คิดจะรวมกำลังยกมาแต่ทางด่านพระเจดีย์สามองค์ทางเดียว แลจะทำสงครามเป็นการแรมปี ตีกรุงเทพฯ อย่างเมื่อครั้งพม่าตีกรุงศรีอยุธยาในคราวหลัง เพราะฉะนั้น พระเจ้าปดุงจึงให้กะเกณฑ์เสบียงอาหารขนมารวบรวมไว้ที่เมืองเมาะตะมะแต่ในฤดูฝนเมื่อปีมะเมีย พ.ศ. ๒๓๒๙ พอถึงฤดูแล้งก็ให้ประชุมทัพที่เมืองเมาะตะมะ ให้ราชบุตรผู้เป็นพระมหาอุปราชาลงมาเป็นนายทัพที่ ๑ มีจำนวนพลห้าหมื่น ยกเข้ามาตั้งในแดนไทยตอนที่ข้ามเขาบรรทัด ให้มาตั้งยุ้งฉางวางเสบียงอาหารรายทาง แลต่อเรือสำหรับกองทัพที่จะยกเข้ามาตีกรุงเทพฯ เมื่อการตระเตรียมพร้อมแล้ว พระเจ้าปะดุงจะยกกองทัพหลวงตามเข้ามา พระมหาอุปราชาจัดกองทัพที่ยกเข้ามาเป็นสามกอง กองที่ ๑ ให้เมียนหวุ่นคุมพลหนึ่งหมื่นห้าพันมาตั้งที่ตำบลท่าดินแดง กองที่ ๒ ให้เมียนเมหวุ่นคุมพลหนึ่งหมื่นห้าพันมาตั้งที่ตำบลสามสบ กองที่ ๓ พระมหาอุปราชาคุมม้าเอง จำนวนพลสองหมื่น มาตั้งอยู่ที่ริมลำน้ำแม่กษัตริย์ ใกล้กับด่านพระเจดีย์สามองค์ เพราะกองทัพพระมหาอุปราชาที่ยกเข้ามาจะต้องทำการอยู่ในแดนข้าศึกนานวัน เกรงว่าไทยจะยกไปตี จึงตั้งค่ายอย่างมั่นคงหลายค่าย แล้วสร้างสะพานข้ามห้วยธารแลทำทางที่จะไปมาถึงกันได้โดยสะดวกทุก ๆ ค่าย

ฝ่ายไทย ครั้นทราบว่า พม่ายกกองทัพเข้ามาตั้งค่ายมั่นอยู่ที่ปลายน้ำไทรโยคดังกล่าวมา ก็คาดความคิดพม่าถูก จึงตกลงกันว่า จะต้องชิงไปตีพม่าเสียให้แตกแต่ที่นั้น อย่าให้ตั้งทำการอยู่ได้ การสงครามจึงจะเบาแรง กองทัพไทยที่ยกไปครั้งนั้นจำนวนพลสี่หมื่น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกกับกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเสด็จไปทรงบัญชาการศึกเองทั้งสองพระองค์ เสด็จโดยกระบวนเรือจากกรุงเทพฯ ไปจนถึงเมืองไทรโยค แล้วยกเป็นกองทัพบกต่อไป พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จไปตีค่ายพม่าที่ท่าดินแดง กรมพระราชวังบวรฯ เสด็จไปตีค่ายพม่าที่ตำบลสามสบ เข้าตีค่ายพม่าพร้อมกันทั้งสองทัพเมื่อวันพุธ เดือนสี่ ขึ้นห้าค่ำ ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๓๒๙ รบกันอยู่สามวัน ถึงวันขึ้นเจ็ดค่ำ เพลาบ่าย ไทยแหกค่ายพม่าเข้าไปได้ พม่าต่อสู้อยู่จนพลบค่ำก็พากันทิ้งค่ายแตกหนี กองทัพไทยไล่ติดตามไปถึงค่ายพระมหาอุปราชาที่ตำบลแม่กษัตริย์ พระมหาอุปราชารู้ว่ากองทัพหน้าแตกแล้วก็รีบหนีมิได้รอต่อสู้ ในพงศาวดารพม่าว่า ครั้งนี้กองทัพพม่าแตกยับเยิน ไทยฆ่าฟันพม่าล้มตายมากนัก ที่จับเป็นได้ก็มาก เสียทั้งช้างม้าพาหนะเสบียงอาหารแลเครื่องอาวุธยุทธภัณฑ์เป็นอันมาก แลปืนใหญ่นั้นว่าไทยได้ไว้ทั้งหมดไม่เหลือไปสักกระบอกเดียว เรื่องราวการสงครามครั้งรบพม่าที่ท่าดินแดงมีเนื้อความดังกล่าวมา

การแต่งกลอนเพลงยาวนิราศในเวลาไปทัพฤๅไปเที่ยวทางไกลเป็นการที่ชอบแต่งกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ยังมีตัวอย่างปรากฏอยู่ เช่น เพลงยาวนิราศของหม่อมพิมเสน เป็นต้น เหตุใดจึงพอใจแต่งนิราศกัน คิดดูก็พอเห็นได้ ด้วยในเวลาเดินทัพฤๅเวลาเที่ยวที่ต้องไปในเรือหลาย ๆ วัน มีเวลาว่างมาก นั่ง ๆ นอน ๆ ไปจนเบื่อ ก็ต้องหาอะไรทำแก้รำคาญ ผู้มีความรู้ในทางวรรณคดีก็หันเข้าหาการแต่งกลอนแก้รำคาญ จึงชอบแต่งนิราศ ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงพระราชนิพนธ์นิราศท่าดินแดงก็ด้วยเหตุนั้นเอง พระราชนิพนธ์เรื่องนี้มีผู้พิมพ์ไว้กับเพลงยาวเรื่องอื่น แล้วพิมพ์ต่อกันมาอีกหลายครั้ง แต่ที่พิมพ์กันนั้นมักวิปลาสคลาดเคลื่อนมาก ซ้ำหลงกันไปว่าเป็นเพลงยาวของเจ้าฟ้าจีดครั้งกรุงศรีอยุธยาด้วย ฉบับซึ่งได้ชำระถูกต้องดีมีแต่ที่ในหอพระสมุดวชิรญาณ เพราะฉะนั้น จึงเห็นว่า สมควรจะพิมพ์ออกเฉพาะเรื่อง ให้ได้อ่านกันแพร่หลายแลรักษาพระราชนิพนธ์ไว้อย่าให้สูญเสีย






พระราชนิพนธ์นิราศท่าดินแดง


_______________


แสนรักสุดรักภิรมย์สมร
ทุกอนงค์ทรงลักษณ์อันสุนทร สถาวรพูนสวาทสวัสดี
ประกอบศักดิ์สมบูรณ์จำรูญเนตร อัคเรศงอนงามจำเริญศรี
แสนกระสันปั่นป่วนฤดีทวี มีมโนเสน่ห์น้อมถนอมนวล
อันราคีมิให้เคืองระคางข้อง ปองประคองนิ่มเนื้อนวลสงวน
หวังสวาทมิรู้ขาดอารมณ์ครวญ เป็นที่ชวนชูชื่นทุกอิริยา
เกษมสุขภิรมย์สมสมาน เคยสำราญมิได้แรมนิราศา
ไม่นิราศขาดชมสักเวลา บำเรอล้อมพร้อมหน้าไม่ราวัน
นิจาเอ๋ยโอ้กรรมจึงจำไกล มาซ้ำให้ทุเรศร้างมไหศวรรย์
ก็เพราะมีอธิราชไภยัน เข้าหักหั่นด่านแดนบุรีรมย์
จึงต้องกรูกรีธาพลากร มาจำจรจากสุขเกษมสม
สารพัดสิ่งสวัสดิ์ที่เคยชม ก็นิยมให้วิโยคด้วยจำเป็น
เมื่อวันออกนาเวศทุเรศสถาน แสนสงสารสุดอาลัยใครจะเห็น
พี่เคยทัศนาเจ้าทุกเช้าเย็น เพราะเกิดเข็ญจึงต้องละสละมา
ครั้นถึงด่านดาลเทวษทวีถึง คะนึงในให้หวนละห้อยหา
ถึงนางนองเหมือนพี่นองชลนา ยิ่งอาทวาอาวรณ์สะท้อนใจ
ครั้นถึงโขลนทวาร[1] ยิ่งลานแล ให้หวาดแหวอารมณ์ดังจะล้มไข้
จนลุล่องคลองชลามหาชัย ย่านไกลสุดสายนัยน์ตาแล
เหมือนอกเราที่นิรามาทุเรศ เหลือสังเกตมุ่งหามาห่างแห
ระกำเดียวเปลี่ยวดิ้นฤดีแด จนล่วงกระแสสาครบุรีไป
ลุสถานบ้านบ่อนาขวาง ให้อางขนางร้อนรนกระมลไหม้
ถึงย่านซื่อเหมือนพี่ซื่อสังวรใจ มิได้มีลำเอียงเที่ยงธรรม์
เมื่อถึงสามสิบสามคดแล้ว แคล้วแคล้วเหมือนจะกลับมารับขวัญ
คล้ายคล้ายอัสดงพระสุริยัน ก็บรรลุถึงคลองสุนัขใน
พอชลาถอยถดลงลดฝั่ง เรือดั่งเคืองเขินไม่เดินได้
พลพายรายกันลงเข็นไป เหมือนเข็ญใจเคืองจิตที่จากมา
ครั้นเพลาสุริยาอรุณเรือง แสงประเทืองเบื้องบูรพ์ทิศา
พอตกลึกแล้วให้ล่องนาวาคลา ประทับท่าเมืองสมุทรบุรีรมย์
อันฝูงชนชาวบ้านย่านนั้น ผิวพรรณไม่รื่นรวยสวยสม
ไม่เป็นที่ชวนชื่นอารมณ์ชม ยิ่งเกรียบตรมสุดแสนระกำใจ
ให้ปั่นป่วนหวนสวาทประหวัดหา จะดูใครไม่พาใจชื่นได้
จึงให้ออกนาวาคลาไคล รีบไปตามสายชลธี
อันเรือหลังดั้งกันสิ้นทั้งหลาย ก็พายแซงแข่งขึ้นไปอึงมี่
โห่สนั่นครั่นครื้นทั้งนาวี มีแต่ความเกษมสุขไปทุกคน
เสียงเส้าเร้าเร่งพลพาย เหมือนรักหมายสายสวาททุกขุมขน
ให้อักอ่วนป่วนจิตจลาจล ถึงตำบลบางกุ้งเป็นคุ้งเลี้ยว
ยิ่งลับไม้ไกลเนตรทุเรศสถาน ให้แดดาลหวั่นหวั่นกระสันเสียว
ดังเอกามาแต่นาวาเดียว เปลี่ยวสวาทนิราศไร้ภิรมย์ชม
มาถึงย่านนกแขวกแสกส่งเสียง ฟังสำเนียงถอนใจเพียงใจล่ม
เคยยินเสียงประโคมขานสำราญรมย์ โอ้ครั้งนี้มาระงมแต่เสียงนก
แสนทุเรศเวทนานิจาเอ๋ย นี่ใครเลยจะเล็งเห็นในอก
ได้ระกำช้ำใจมาหลายยก หวังจะป้องปิดปกให้พ้นภัย
มิให้หมู่พาลาอาธรรม์ มาย่ำยีเขตขัณฑ์บุรีได้
จึงสู้สละรักหักใจ มาทนเทวษอยู่ไกลเอกา
ถึงบำหรุเหมือนพี่บำราศรัก ให้อักอ่วนครวญใคร่อาลัยหา
ครั้นลุราชบุรีภิรมยา ที่อาทวาหักอารมณ์ค่อยสมประดี
จึงรีบรัดจัดหมู่โยธา ให้อยู่รักษาบุรีศรี
ครั้นอรุณเรืองแรงแสงรวี ก็จรลีนาเวศทุเรศจร
ด่วนเดินทางโดยทางชลมารค แสนลำบากด้วยร้างแรมสมร
กระหายหิวหวิวใจให้อาวรณ์ แต่ข้อนข้อนขุ่นเข็ญเป็นนิรันดร์
ถึงท่าราบเหมือนพี่ทาบทรวงถวิล ยิ่งโดยดิ้นโหยหวนครวญกระสัน
ด้วยได้ทุกข์ฉุกใจมาหลายวัน จนบรรลุเจ็ดเสมียนตำบลมา
ลำลำจะใคร่เรียกเสมียนหมาย มารายทุกข์ที่ทุกข์คะนึงหา
จึงรีบเร่งนาเวศครรไลคลา พอทิวากรเยื้องจะสายัณห์
ก็ลุถึงวังศาลาท่าลาด ชายหาดทรายแดงดังแกล้งสรร
จึงประทับแรมรั้งยังที่นั้น พอพักพวกพลขันธ์ให้สำราญ
พรั่งพร้อมล้อมวงเป็นหมู่หมวด ชาวมหาดตำรวจแลทวยหาญ
เฝ้าแหนแน่นนันต์กราบกราน นุ่งห่มสะคราญจำเริญตา
ต่างว่าจะเข้าโหมหักศึก ห้าวฮึกขอขันอาสา
ไม่คิดกายขอถวายชีวา พร้อมหน้าถ้วนทั่วทุกตัวไป
แต่ตริการที่จะผลาญอรินทร์ราช จนโอภาสแสงจันทร์จำรัสไข
ให้ขุกคิดอาวรณ์สะท้อนใจ ถึงอนงค์นางในไม่รู้วาย
ด้วยเคยทอดทัศนาไม่รารัก ภิรมย์พักตร์ร้องรำบำเรอถวาย
บ้างเฝ้าแหนหมอบเมียงเรียงราย กรกรายโบกพัชนีพาน
ยิ่งเร่าร้อนทอนทอดฤทัยทุกข์ เมื่อเคยสุขฤๅมาเสื่อมทุกสิ่งสมาน
จนลืมหลงที่ดำรงดำริการ แต่เดือดดาลอารมณ์ไม่สมประดี
จนเพลาสิบทุ่มยิ่งรุ่มร้อน ให้ยกพลนิกรออกจากที่
กระบวนทัพซับซ้อนมามากมี โห่มีสะเทือนก้องท้องวาริน
ถึงม่วงชุมเหมือนเคยประชุมเฝ้า ยิ่งร้อนเร่ารื้อกำหนัดประหวัดถวิล
ยามเสวยเคยเห็นเป็นอาจิณ แดดิ้นถึงเนื้อวิมลมาลย์
แสนเทวษเสื่อมสิ้นสิ่งสวาท ด้วยนิราศแรมร้างห่างสถาน
ถึงยามชื่นมิได้ชื่นสำราญบาน แต่นี้นานสวาทเว้นไม่เห็นใคร
ถึงปากแพรกซึ่งเป็นที่ประชุมพล พร้อมพหลพลนิกรน้อยใหญ่
ค่ายคูเขื่อนขันธ์ทั้งนั้นไซร้ สารพัดแต่งไว้ทุกประการ
จึงรีบรัดจัดโดยกระบวนทัพ สรรพด้วยพยุหะทวยหาญ
ทุกหมู่หมวดตรวจกันไว้พร้อมการ ครั้นได้ศุภวารเวลา
ให้ยกขึ้นตามทางไทรโยคสถาน ทั้งบกเรือล้วนทหารอาสา
จะสังหารอริราชพาลา อันสถิตอยู่ยังท่าดินแดง
ครั้นเดือนสามวันแรมเก้าค่ำ ย่ำรุ่งสี่บาทอรุณแสง
จึงให้ยกพหลรณแรง ล้วนกำแหงหาญเหี้ยมสงครามครัน
ไปโดยพยุหบาตรรัถยา พลนาวาตามไปเป็นหลั่นหลั่น
สะพรึบพร้อมหน้าหลังดั้งกัน โห่สนั่นสะเทือนท้องนทีธาร
รีบเร่งพลพายให้เร่งพาย ฝืนสายชลเชี่ยวฉ่าฉาน
ถึงตำแหน่งแก่งหลวงศิลาดาล ชลธารไหลเชี่ยวเป็นเกลียวมา
แต่จำเพาะเตราะตรอกซอกทาง แก่งเกาะขัดขวางอยู่หนักหนา
แสนลำบากยากใจที่ไคลคลา ใครจะเห็นเวทนาบรรดามี
สองวันบรรลุถึงวังยาง คะนึงวังอ้างว้างเกษมศรี
เคยเป็นสุขทุกทิวาราตรี โอ้ครานี้มีกรรมมาจำไกล
ถึงบางลานยิ่งดาลทรวงสมร ให้ขุ่นข้อนอารมณ์หม่นไหม้
จึงเร่งรีบนาวาคลาไคล มาถึงไศลชลธีศีขริน
สูงส่งตรงโตรกโดดเดี่ยว อยู่ริมสายชลเชี่ยวกระแสสินธุ์
พรายแพร้วดังแก้วแกมนิล ปักษินบินร้องร้องระงมไพร
บ้างจับไม้รายเรียงบนเชิงเขา บ้างง่วงเหงาหาคู่พิสมัย
นกเอ๋ยยังรู้มีอาลัย อกเราฤๅจะไม่เวทนา
ครั้นบรรลุถึงศาลเทพารักษ์ อันพิทักษ์ปากน้ำประจำท่า
มีแต่ศาลสันโดษอยู่เอกา คิดมาเหมือนอกพี่ที่จากจร
เห็นอารักษ์แล้วคิดสังเวชจิต มาไร้มิตรเหมือนพี่ร้างแรมสมร
สารพัดจะวิบัติอนาทร แต่ร้อนแรมตามทางทุเรศมา
ครั้นมาถึงวังนางตะเคียน พิศเพี้ยนมิ่งไม้ใบหนา
ตั้งเคียงเรียงราบริมชลา สาขารื่นร่มสำราญใจ
ต้นไม้เปลาเปลาอยู่สล้าง เหมือนไม้กระถางวางเรียงงามไสว
ชมพลางพลางรีบนาวาไป บรรลุล่วงมาได้หลายตำบล
มาทางพลางแสนคะนึงหา นัยนาแลลับไพรสณฑ์
ยิ่งแดดาลร่านร้อนทุรนทน จนลุดลเขาท้องไอยรารมย์
เป็นช่องชั้นเชิงผาศิลาลาด รุกขชาติรื่นรวยสวยสม
ไพจิตรพิศพรรณอยู่น่าชม ลมพัดพากลิ่นสุมาลย์มา
มีท่อธารน้ำพุดุดั้น ตลอดลั่นไหลลงแต่ยอดผา
เป็นโปลงปล่องช่องชั้นบรรพตา เซ็นซ่าดังสายสุหร่ายริน
บ้างเป็นท่อแถวทางหว่างบรรพต เลี้ยวลดไหลมามิรู้สิ้น
น้ำใสไหลซอกศิขริน แสนถวิลถึงสวาทไม่คลาดคลา
เกษมสุขสรงสนานสำราญเริง บันเทิงจิตพิศวงหรรษา
ชะลอได้ก็จะใคร่ชะลอมา ให้เป็นที่ผาสุกทุกนางใน
คิดเคยเมื่อเคยสรงสนาน สุธาธารทิพรสสดใส
อันหอมหวนอวลอบสุมาลัย มาร้างไร้สุคนธกำจร
เจ้าเคยถวายภูษาสุธาสรง อันบรรจงทิพรสเกษร
เคยไพบูลย์ด้วยดรุณนิกร ทีนี้มาจำจรอยู่เอกา
ชมเขาลำเนาพนาวาส แสนสวาทไม่วายถวิลหา
ถึงไทรโยคปลายแดนนัครา มิให้หยุดโยธาเร่งคลาไคล
แต่เห็นทางท่าชลานั้น เป็นเกาะแก่งขัดขั้นล้วนเนินไศล
ยากที่นาวีจะหลีกไป จึงสั่งให้รอรั้งยั้งนาวา
เร่งรีบคชสารอัสดร บทจรตามแถวแนวพฤษา
ชมพรรณมิ่งไม้นานา บ้างทรงผลปนผกาเขียวขจี
ลางต้นสาขาดูน่าชม รื่นร่มมิดแสงพระสุริย์ศรี[2]
สดับเสียงปักษาสุวาที ลิงค่างบ่างชะนีวิเวกดง
เสนาะเสียงจักจั่นสนั่นไพร แม่ม่ายลองไนในป่าระหง
เรไรร้องหริ่งหริ่งอยู่ริมพง ส่งเสียงดังสำเนียงอนงค์นวล
คิดคล้ายละม้ายเหมือนดนตรี จำเรียงรี่เรื่อยโรยโหยหวน
ยิ่งซับซาบอาบชื่นอารมณ์ชวน กำสรวลว้าเหว่ทุเรโรย
ฟังแต่เสียงสำเนียงนกวิหคร้อง วิเวกก้องเกริ่นไพรฤทัยโหย
รุกขชาติแกว่งกวัดสะบัดโบย ลมโชยคันธรสจรุงใจ
ตะวันรอนอ่อนแสงจะอัสดง เหล่าจัตุรงค์เตรียมกายทั้งนายไพร่
แรมรอนนอนแนวพนาลัย เขตไศลป่าระหงดงดอน
นอนเดียวเปลี่ยวเทวษทวีทุกข์ ไม่มีสุขเร่าร้อนสะท้อนถอน
แสงจันทร์ส่องสว่างกลางอัมพร ยิ่งอาวรณ์หวังสวาทไม่ขาดคิด
วายุพัดพานดวงศศิธร เขจรจรบังเมฆมิดสนิท
พิรุณโรยโปรยปรายใบไม้ชิด สะท้านจิตเจียนจักเป็นไข้ใจ
เย็นฉ่ำน้ำฟ้าละอองฝน มาทนเทวษครั้งนี้จะมีไหน
ถึงทั้งหลายหนาวกายได้ผิงไฟ ไม่เหมือนพี่หนาวใจที่ในทรวง
เห็นดาวดึกนึกหวนรัญจวนหา ในอุราเพียงทับด้วยเขาหลวง
อันหาบหามที่เขาตามมาทั้งปวง ไม่หนักทรวงเหมือนพี่หนักอาลัยไกล
เขาหนักหาบถึงที่ก็ได้พัก พี่หนักรักนี้ไม่ปลงเอาลงได้
มีแต่คอนข้อนทุกข์ทุกวันไป จะเห็นใจฤๅที่ใจการุญกัน
แต่นอนนิ่งกลิ้งกลับไม่หลับสนิท ยิ่งคิดคิดก็ยิ่งโทมนัสสันต์
จนอรุณเรืองศรีรวีวรรณ จึงให้ยกพลขันธ์ยาตรา
ออกจากเนินผาศิลาพนัส เร่งรัดทวยหาญทั้งซ้ายขวา
ไปตามแนวแถวในพนาวา พอสุริยาสายัณห์ลงรอนรอน
ก็ถึงด่านท่าขนุนโดยหมาย ให้ตั้งค่ายตามเชิงศิขร
แล้วรีบเร่งพหลพลนิกร ทั้งลาวมอญเขมรไทยเข้าโจมตี
ทัพพม่าอยู่ยังท่าดินแดง แต่งค่ายรายไว้เป็นถ้วนถี่
ทั้งเสบียงอาหารสารพันมี ดังสร้างสรรค์ธานีทุกประการ
มีทั้งพ่อค้ามาขาย ร้านรายกระท่อมพลทุกสถาน
ด้านหลังท่าทางวางตะพาน ตามละหานห้วยน้ำทุกตำบล
ร้อยเส้นมีฉางระหว่างค่าย ถ่ายเสบียงมาไว้ทุกแห่งหน
แล้วแต่งกองร้อยอยู่คอยคน จนตำบลสามสบครบครัน
อันค่ายคูประตูหอรบ ตบแต่งสารพัดเป็นที่มั่น
ทั้งขวากหนามเขื่อนคูป้องกัน เป็นชั้นชั้นอันดับมากมาย
ให้ทหารเข้าหักโหมโรมรัน สามวันพวกพม่าก็พังพ่าย
แตกยับกระจัดพลัดพราย ทั้งค่ายคอยน้อยใหญ่ไม่ต่อดี
ให้ติดตามไปจนแม่กษัตร เหล่าพม่ารีบรัดลัดหนี
บ้างก็ตายก่ายกองในปัถพี ด้วยเดชะบารมีที่ทำมา
ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา
จะป้องกันขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนแลมนตรี
จะบำรุงทั้งฝูงสุรางค์รัก ให้อัคเรศเป็นสุขเจริญศรี
ครั้นเสร็จการผลาญราชไพรี ก็ให้กรีธาทัพกลับมา
ทั้งทิวาราตรีไม่หยุดหย่อน ด้วยอาวรณ์ทนเทวษถวิลหา
แสนคะนึงถึงสวาทไม่คลาดคลา แต่พร่ำปรารภนั้นเป็นอาจิณ
จิตเจ็บจะขาดด้วยนิราศรส จะอดไว้ก็สุดอาลัยถวิล
อันบำราบรบราชไพริน ถึงจะไร้ศรศิลป์ที่ชิงไชย
ก็พอจะพยายามตามตี ให้ชนะไพรีจงได้
จะสู้สงครามรักนี้หนักใจ ด้วยไร้ศรรสสวาทจะราวี
อันแสนศึกทั้งหลายก็พ่ายแพ้ ยากแต่จะรบรักให้หน่ายหนี
ที่ลำบากแต่หลังในครั้งนี้ สุดที่จะปรับทุกข์กับผู้ใด
อันฝูงสุรางค์นางทั้งหลาย ยังค่อยอยู่สุขสบายฤๅไฉน
ฤๅในจิตคิดอ่านประการใด อย่าอำไว้จงแจ้งแต่จริง เอย


_______________


จบพระราชนิพนธ์


_______________



เชิงอรรถ[แก้ไข]

  1. ที่ตั้งโขลนทวารครั้งนั้นว่าอยู่ตรงวัดไทร อำเภอบางขุนเทียน จังหวัดนนทบุรี — [เชิงอรรถดั้งเดิม].
  2. ต้นฉบับว่า “พระสุรศรี” — [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].




ขึ้น

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สวรรคตเมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๓๕๒ และลิขสิทธิ์ในงานของพระองค์สิ้นอายุคุ้มครองลงเมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๔๐๒

PD-icon.svg งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เพราะการคุ้มครองลิขสิทธิ์หมดอายุลงแล้ว ตามมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แห่ง พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งว่า

"มาตรา ๑๙

  "ภายใต้บังคับมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย

  "ในกรณีที่มีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ร่วม และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย

  "ถ้าผู้สร้างสรรค์ หรือผู้สร้างสรรค์ร่วม ทุกคนถึงแก่ความตาย ก่อนที่ได้มีการโฆษณางานนั้น ให้ลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

  "ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

"มาตรา ๒๐

  "งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้น โดยผู้สร้างสรรค์ใช้นามแฝง หรือไม่ปรากฏชื่อผู้สร้างสรรค์ ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

  "ในกรณีที่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ให้นำมาตรา ๑๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม"

Flag of Thailand.svg