| |
รับกฐินภิญโญโมทนา
ออกจากวัดทัศนาดูอาวาส
สามฤดูอยู่ดีไม่มีภัย
โอ้อาวาสราชบุรณะพระวิหาร
เหลือรำลึกนึกน่าน้ำตากระเด็น
จะยกหยิบธิบดีเป็นที่ตั้ง
จึ่งจำลาอาวาสนิราศร้าง
|
ชุลีลาลงเรือเหลืออาลัย
เมื่อตรุษสารทพระวสาได้อาศัย
มาจำไกลอารามเมื่อยามเย็น
แต่นี้นานนับทิวาจะมาเห็น
เพราะขุกเข็ญคนพาลมารานทาง
ก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขัดขวาง
มาอ้างว้างวิญญาณ์ในสาครฯ
|
| |
๏ ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด
โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร
พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาด
ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น
จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งส่วนบุญถวาย
เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา
๏ ถึงหน้าแพแลเห็นเรือที่นั่ง
เคยหมอบรับกับพระจมื่นไวย
เคยทรงแต่งแปลงบทพจนารถ
จนกฐินสิ้นแม่น้ำแลลำคลอง
เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตลบ
สิ้นแผ่นดินสิ้นรสสุคนธา
๏ ดูในวังยังเห็นหอพระอัฐิ
ทั้งปิ่นเกล้าเจ้าพิภพจบสกล
|
คิดถึงบาทบพิตรอดิศร
แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น
ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ
ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา
ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา
ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไปฯ
คิดถึงครั้งก่อนมาน้ำตาไหล
แล้วลงในเรือที่นั่งบัลลังก์ทอง
เคยรับราชโองการอ่านฉลอง
มิได้ข้องเคืองขัดหัทยา
ละอองอบรสรื่นชื่นนาสา
วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์ฯ
ตั้งสติเติมถวายฝ่ายกุศล
ให้ผ่องพ้นภัยสำราญผ่านบุรินทร์ฯ
|
| |
๏ ถึงอารามนามวัดประโคนปัก
เป็นสำคัญปันแดนในแผ่นดิน
ขอเดชะพระพุทธคุณช่วย
อายุยืนหมื่นเท่าเสาศิลา
ไปพ้นวัดทัศนาริมท่าน้ำ
มีแพรผ้าสารพัดสีม่วงตอง
๏ ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา
ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ
ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย
ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป
๏ ถึงบางจากจากวัดพลัดพี่น้อง
เพราะรักใคร่ใจจืดไม่ยืดยืน
ถึงบางพลูคิดถึงคู่เมื่ออยู่ครอง
ถึงบางพลัดเหมือนพี่พลัดมาขัดเคือง
ถึงบางโพธิ์โอ้พระศรีมหาโพธิ์
ขอเดชะอานุภาพพระทศพล
๏ ถึงบ้านญวนล้วนแต่โรงแลสะพรั่ง
ตรงหน้าโรงโพงพางเขาวางราย
จะเหลียวกลับลับเขตประเทศสถาน
ถึงเขมาอารามอร่ามทอง
๏ โอ้ปางหลังครั้งสมเด็จพระบรมโกศ
ชมพระพิมพ์ริมผนังยังยั่งยืน
โอ้ครั้งนี้มิได้เห็นเล่นฉลอง
เป็นบุญน้อยพลอยนึกโมทนา
ดูน้ำวิ่งกลิ้งเชี่ยวเป็นเกลียวกลอก
บ้างพลุ่งพลุ่งวุ้งวงเหมือนกงเกวียน
ทั้งหัวท้ายกรายแจวกระชากจ้วง
โอ้เรือพ้นวนมาในสาชล
|
ไม่เห็นหลักลือเล่าว่าเสาหิน
มิรู้สิ้นสุดชื่อที่ลือชา
แม้นมอดม้วยกลับชาติวาสนา
อยู่คู่ฟ้าดินได้ดังใจปอง
แพประจำจอดรายเขาขายของ
ทั้งสิ่งของขาวเหลืองเครื่องสำเภาฯ
มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย
สรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย
ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป
สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ
มามัวหมองม้วนหน้าไม่ฝ่าฝืน
จึงต้องขืนในพรากมาจากเมือง
เคยใส่ซองส่งให้ล้วนใบเหลือง
ทั้งพลัดเมืองพลัดสมรมาร้อนรน
ร่มริโรธรุกขมูลให้พูนผล
ให้ผ่องพ้นภัยพาลสำราญกายฯ
มีข้องขังกุ้งปลาไว้ค้าขาย
พวกหญิงชายพร้อมเพรียงมาเมียงมอง
ทรมานหม่นไหม้ฤทัยหมอง
พึ่งฉลองเลิกงานเมื่อวานซืนฯ
มาผูกโบสถ์ก็ได้มาบูชาชื่น
ทั้งแปดหมื่นสี่พันได้วันทา
เพราะตัวต้องตกประดาษวาสนา
พอนาวาติดชลเข้าวนเวียน
กลับกระฉอกฉาดฉันฉวัดเฉวียน
ดูเปลี่ยนเปลี่ยนคว้างคว้างเป็นหว่างวน
ครรไลล่วงเลยทางมากลางหน
ใจยังวนหวังสวาทไม่คลาดคลาฯ
|
| |
๏ ตลาดแก้วแล้วไม่เห็นตลาดตั้ง
โอ้รินรินกลิ่นดอกไม้ใกล้คงคง
เห็นโศกใหญ่ใกล้น้ำระกำแฝง
เหมือนโศกพี่ที่ระกำก็ซ้ำเจือ
ถึงแขวงนนท์ชลมารคตลาดขวัญ
ทั้งของสวนล้วนแต่เรือเรียงราย
๏ มาถึงบางธรณีทวีโศก
โอ้สุธาหนาแน่นเป็นแผ่นพื้น
เมื่อเคราะห์ร้ายกายเราก็เท่านี้
ล้วนหนามเหน็บเจ็บแสบคับแคบใจ
๏ ถึงเกร็ดย่านบ้านมอญแต่ก่อนเก่า
เดี๋ยวนี้มอญถอนไรจุกเหมือนตุ๊กตา
โอ้สามัญผันแปรไม่แท้เที่ยง
นี่หรือจิตคิดหมายมีหลายใจ
๏ ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์
แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร
๏ ถึงบ้านใหม่ใจจิตก็คิดอ่าน
ขอให้สมคะเนเถิดเทวา
ถึงบางเดื่อโอ้มะเดื่อเหลือประหลาด
เหมือนคนพาลหวานนอกย่อมขมใน
ถึงบางหลวงเชิงรากเหมือนจากรัก
เป็นล่วงพ้นรนราคราคา
๏ ถึงสามโคกโศกถวิลถึงปิ่นเกล้า
ประทานนามสามโคกเป็นเมืองตรี
โอ้พระคุณสูญลับไม่กลับหลัง
โอ้เรานี้ที่สุนทรประทานตัว
สิ้นแผ่นดินสิ้นนามตามเสด็จ
แม้นกำเนิดเกิดชาติใดใด
สิ้นแผ่นดินขอให้สิ้นชีวิตบ้าง
เหลืออาลัยใจตรมระทมทวี
|
สองฟากฝั่งก็แต่ล้วนสวนพฤกษา
เหมือนกลิ่นผ้าแพรดำร่ำมะเกลือ
ทั้งรักแซงแซมสวาทประหลาดเหลือ
เพราะรักเรื้อแรมสวาทมาคลาดคลาย
มีพ่วงแพแพรพรรณเขาค้าขาย
พวกหญิงชายชุมกันทุกวันคืนฯ
ยามวิโยคยากใจให้สะอื้น
ถึงสี่หมื่นสองแสนทั้งแดนไตร
ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย
เหมือนนกไร้รังเร่อยู่เอกาฯ
ผู้หญิงเกล้ามวยงามตามภาษา
ทั้งผัดหน้าจับเขม่าเหมือนชาวไทย
เหมือนอย่างเยี่ยงชายหญิงทิ้งวิสัย
ที่จิตใครจะเป็นหนึ่งอย่าพึงคิดฯ
มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจาฯ
จะหาบ้านใหม่มาดเหมือนปรารถนา
จะได้ผาสุกสวัสดิ์จำกัดภัย
บังเกิดชาติแมลงหวี่มีในไส้
อุปไมยเหมือนมะเดื่อเหลือระอา
สู้เสียศักดิ์สังวาสพระศาสนา
ถึงนางฟ้าจะมาให้ไม่ไยดีฯ
พระพุทธเจ้าหลวงบำรุงซึ่งกรุงศรี
ชื่อปทุมธานีเพราะมีบัว
แต่ชื่อตั้งก็ยังอยู่เขารู้ทั่ว
ไม่รอดชั่วเช่นสามโคกยิ่งโศกใจ
ต้องเที่ยวเตร็ดเตร่หาที่อาศัย
ขอให้ได้เป็นข้าฝ่าธุลี
อย่ารู้ร้างบงกชบทศรี
ทุกวันนี้ก็ซังตายทรงกายมาฯ
|
| |
๏ ถึงบ้านงิ้วเห็นแต่งิ้วละลิ่วสูง
ด้วยหนามดกรกดาษระดะตา
งิ้วนรกสิบหกองคุลีแหลม
ใครทำชู้คู่ท่านครั้นบรรลัย
เราเกิดมาอายุเพียงนี้แล้ว
ทุกวันนี้วิปริตผิดทำนอง
๏ โอ้คิดมาสารพัดจะตัดขาด
ถวิลหวังนั่งนึกอนาถใจ
ดูห่างย่านบ้านช่องทั้งสองฝั่ง
เป็นที่อยู่ผู้ร้ายไม่วายเว้น
๏ พระสุริยงลงลับพยับฝน
ถึงทางลัดตัดทางมากลางนา
เป็นเงาง้ำน้ำเจิ่งดูเวิ้งว้าง
เห็นดุ่มดุ่มหนุ่มสาวเสียงกราวเกรียว
เขาถ่อคล่องว่องไวไปเป็นยืด
ต้องถ่อค้ำร่ำไปทั้งไม่เคย
กลับถอยหลังรั้งรอเฝ้าถ่อถอน
เงียบสงัดสัตว์ป่าคณานก
ไม่เห็นคลองต้องค้างอยู่กลางทุ่ง
เป็นกลุ่มกลุ่มกลุ้มกายเหมือนทรายซัด
๏ แสนวิตกอกเอ๋ยมาอ้างว้าง
จนดึกดาวพราวพร่างกลางอัมพร
ทั้งกบเขียดเกรียดกรีดจังหรีดเรื่อย
วังเวงจิตคิดคะนึงรำพึงความ
สำรวลกับเพื่อนรักสะพรักพร้อม
โอ้ยามเข็ญเห็นอยู่แต่หนูพัด
จนเดือนเด่นเห็นกอกระจับจอก
เห็นร่องน้ำลำคลองทั้งสองฝ่าย
จนแจ่มแจ้งแสงตะวันเห็นพันธุ์ผัก
เหล่าบัวเผื่อนแลสล้างริมทางจร
สายติ่งแกมแซมสลับต้นตับเต่า
กระจับจอกดอกบัวบานผกา
โอ้เช่นนี้สีกาได้มาเห็น
ที่มีเรือน้อยน้อยจะลอยพาย
ถึงตัวเราเล่าถ้ายังมีโยมหญิง
คงจะใช้ให้ศิษย์ที่ติดมา
นี่จนใจไม่มีเท่าขี้เล็บ
พอรอนรอนอ่อนแสงพระสุริยน
๏ มาทางท่าหน้าจวนจอมผู้รั้ง
จะแวะหาถ้าท่านเหมือนเมื่อเป็นไวย
แต่ยามยากหากว่าถ้าท่านแปลก
เหมือนเข็ญใจใฝ่สูงไม่สมควร
๏ มาจอดท่าหน้าวัดพระเมรุข้าม
บ้างขึ้นล่องร้องลำเล่นสำราญ
บ้างฉลองผ้าป่าเสภาขับ
มีโคมรายแลอร่ามเหมือนสำเพ็ง
อ้ายลำหนึ่งครึ่งท่อนกลอนมันมาก
ไม่จบบทลดเลี้ยวเหมือนเงี้ยวงู
๏ ได้ฟังเล่นต่างต่างที่ข้างวัด
ประมาณสามยามคล้ำในอัมพร
นาวาเอียงเสียงกุกลุกขึ้นร้อง
ไม่เห็นหน้าสานุศิษย์ที่ชิดเชื้อ
แต่หนูพัดจัดแจงจุดเทียนส่อง
ด้วยเดชะตบะบุญกับคุณพระ
|
ไม่มีฝูงสัตว์สิงกิ่งพฤกษา
นึกก็น่ากลัวหนามขามขามใจ
ดังขวากแซมเสี้ยมแซกแตกไสว
ก็ต้องไปปีนต้นน่าขนพอง
ยังคลาดแคล้วครองตัวไม่มัวหมอง
เจียนจะต้องปีนบ้างหรืออย่างไรฯ
ตัดสวาทตัดรักมิยักไหว
ถึงเกาะใหญ่ราชครามพอยามเย็น
ระวังทั้งสัตว์น้ำจะทำเข็ญ
เที่ยวซ่อนเร้นตีเรือเหลือระอาฯ
ดูมัวมนมืดมิดทุกทิศา
ทั้งแฝกคาแขมกกขึ้นรกเรี้ยว
ทั้งกว้างขวางขวัญหายไม่วายเหลียว
ล้วนเรือเพรียวพร้อมหน้าพวกปลาเลย
เรือเราฝืดเฝือมานิจจาเอ๋ย
ประเดี๋ยวเสยสวบตรงเข้าพงรก
เรือขย่อนโยกโยนกระโถนหก
น้ำค้างตกพร่างพรายพระพายพัด
พอหยุดยุงฉู่ชุมมารุมกัด
ต้องนั่งปัดแปะไปมิได้นอนฯ
ในทุ่งกว้างเห็นแต่แขมแซมสลอน
กาเรียนร่อนร้องก้องเมื่อสองยาม
พระพายเฉื่อยฉิวฉิววะหวิวหวาม
ถึงเมื่อยามยังอุดมโสมนัส
อยู่แวดล้อมหลายคนปรนนิบัติ
ช่วยนั่งปัดยุงให้ไม่ไกลกาย
ระดะดอกบัวเผื่อนเมื่อเดือนหงาย
ข้างหน้าท้ายถ่อมาในสาคร
ดูน่ารักบรรจงส่งเกสร
ก้ามกุ้งซ้อนเสียดสาหร่ายใต้คงคา
เป็นเหล่าเหล่าแลรายทั้งซ้ายขวา
ดาษดาดูขาวดั่งดาวพราย
จะลงเล่นกลางทุ่งเหมือนมุ่งหมาย
เที่ยวถอนสายบัวผันสันตวา
ไหนจะนิ่งดูดายอายบุปผา
อุตส่าห์หาเอาไปฝากตามยากจน
ขี้เกียจเก็บเลยทางมากลางหน
ถึงตำบลกรุงเก่ายิ่งเศร้าใจฯ
คิดถึงครั้งก่อนมาน้ำตาไหล
ก็จะได้รับนิมนต์ขึ้นบนจวน
อกมิแตกเสียหรือเราเขาจะสรวล
จะต้องม้วนหน้ากลับอัปประมาณฯ
ริมอารามเรือเรียงเคียงขนาน
ทั้งเพลงการเกี้ยวแก้กันแซ่เซ็ง
ระนาดรับรัวคล้ายกับนายเส็ง
เมื่อคราวเคร่งก็มิใคร่จะได้ดู
ช่างยาวลากเลื้อยเจื้อยจนเหนื่อยหู
จนลูกคู่ขอทุเลาว่าหาวนอนฯ
จนสงัดเงียบหลับลงกับหมอน
อ้ายโจรจรจู่จ้วงเข้าล้วงเรือ
มันดำล่องน้ำไปช่างไวเหลือ
เหมือนเนื้อเบื้อบ้าเคอะดูเซอะซะ
ไม่เสียของขาวเหลืองเครื่องอัฏฐะ
ชัยชนะมารได้ดังใจปองฯ
|
| |
๏ ครั้นรุ่งเช้าเข้าเป็นวันอุโบสถ
ไปเจดีย์ที่ชื่อภูเขาทอง
อยู่กลางทุ่งรุ่งโรจน์สันโดษเด่น
ที่พื้นลานฐานบัทม์ถัดบันได
มีเจดีย์วิหารเป็นลานวัด
ที่องค์ก่อย่อเหลี่ยมสลับกัน
บันไดมีสี่ด้านสำราญรื่น
ประทักษิณจินตนาพยายาม
มีห้องถ้ำสำหรับจุดเทียนถวาย
เป็นลมทักขิณาวัฏน่าอัศจรรย์
ทั้งองค์ฐานราญร้าวถึงเก้าแสก
โอ้เจดีย์ที่สร้างยังร้างรัก
กระนี้หรือชื่อเสียงเกียรติยศ
เป็นผู้ดีมีมากแล้วยากเย็น
๏ ขอเดชะพระเจดีย์คีรีมาศ
ข้าอุตส่าห์มาเคารพอภิวันท์
จะเกิดชาติใดใดในมนุษย์
ทั้งทุกข์โศกโรคภัยอย่าใกล้กราย
ทั้งโลโภโทโสแลโมหะ
ขอฟุ้งเฟื่องเรืองวิชาปัญญายง
อีกสองสิ่งหญิงร้ายแลชายชั่ว
ขอสมหวังตั้งประโยชน์โพธิญาณ
๏ พอกราบพระปะดอกปทุมชาติ
สมถวิลยินดีชุลีกร
กับหนูพัดมัสการสำเร็จแล้ว
มานอนกรุงรุ่งขึ้นจะบูชา
แสนเสียดายหมายจะชมบรมธาตุ
โอ้บุญน้อยลอยลับครรไลไกล
สุดจะอยู่ดูอื่นไม่ฝืนโศก
พอตรู่ตรู่สุริย์ฉายขึ้นพรายพรรณ
๏ ประทับท่าหน้าอรุณอารามหลวง
นิราศเรื่องเมืองเก่าของเรานี้
ด้วยได้ไปเคารพพระพุทธรูป
เป็นนิสัยไว้เหมือนเตือนศรัทธา
ใช่จะมีที่รักสมัครมาด
ซึ่งครวญคร่ำทำทีพิรี้พิไร
เหมือนแม่ครัวคั่วแกงแพนงผัด
อันพริกไทยใบผักชีเหมือนสีกา
๏ จงทราบความตามจริงทุกสิ่งสิ้น
นักเลงกลอนนอนเปล่าก็เศร้าใจ
|
เจริญรสธรรมาบูชาฉลอง
ดูสูงล่องลอยฟ้านภาลัย
เป็นที่เล่นนาวาคงคาใส
คงคงลัยล้อมรอบเป็นขอบคัน
ในจังหวัดวงแขวงกำแพงกั้น
เป็นสามชั้นเชิงชานตระหง่านงาม
ต่างชมชื่นชวนกันขึ้นชั้นสาม
ได้เสร็จสามรอบคำนับอภิวันท์
ด้วยพระพายพัดเวียนอยู่เหียนหัน
แต่ทุกวันนี้ชราหนักหนานัก
เผลอแยกยอดสุดก็หลุดหัก
เสียดายนักนึกน่าน้ำตากระเด็น
จะมิหมดล่วงหน้าทันตาเห็น
คิดก็เป็นอนิจจังเสียทั้งนั้นฯ
บรรจุธาตุที่ตั้งนรังสรรค์
เป็นอนันต์อานิสงส์ดำรงกาย
ให้บริสุทธิ์สมจิตที่คิดหมาย
แสนสบายบริบูรณ์ประยูรวงศ์
ให้ชนะใจได้อย่าใหลหลง
ทั้งให้ทรงศีลขันธ์ในสันดาน
อย่าเมามัวหมายรักสมัครสมาน
ตราบนิพพานภาคหน้าให้ถาวรฯ
พบพระธาตุสถิตในเกสร
ประคองซ้อนเชิญองค์ลงนาวา
ใส่ขวดแก้ววางไว้ใกล้เกศา
ไม่ปะตาตันอกยิ่งตกใจ
ใจจะขาดคิดมาน้ำตาไหล
เสียน้ำใจเจียนจะดิ้นสิ้นชีวัน
กำเริบโรคร้อนฤทัยเฝ้าใฝ่ฝัน
ให้ล่องวันหนึ่งมาถึงธานีฯ
ค่อยสร่างทรวงทรงศีลพระชินสีห์
ไว้เป็นที่โสมนัสทัศนา
ทั้งสถูปบรมธาตุพระศาสนา
ตามภาษาไม่สบายพอคลายใจ
แรมนิราศร้างมิตรพิสมัย
ตามนิสัยกาพย์กลอนแต่ก่อนมา
สารพัดเพียญชนังเครื่องมังสา
ต้องโรยน่าเสียสักหน่อยอร่อยใจฯ
อย่านึกนินทาแกล้งแหนงไฉน
จึงร่ำไรเรื่องร้างเล่นบ้างเอยฯ
|