ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๐

จาก วิกิซอร์ซ
ข้ามไปยัง: การนำทาง, ค้นหา

ประชุมพงษาวดารภาคที่ ๒๐

จดหมายเหตุเรื่องทางไมตรีในระหว่างกรุงศรีอยุทธยากับกรุงยี่ปุ่น

ขุนจินดาสหกิจ ลม้าย ธนะสิริ แปลจากภาษาอังกฤษ ของเซอร์ เออเนสต์ สาเตา

พิมพ์ในงานปลงศพ นางสาวลม่อม สีบุญเรือง

เมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๔๖๓

พิมพ์ที่โรงพิมพ์จีนโนสยามวรศัพท์




คำนำ ขุนจินดาสหกิจ ลม้าย ธนะสิริ ประสงค์จะทรงสร้างหนังสือเป็นอนุสาวรีย์ไว้อาไลยในนางสาวลม่อม สีบุญเรือง ซึ่งมรณภัยได้ พรากไปเสียในเวลาที่กล่าวมั่นกันไว้แล้ว ได้มาหาฦๅข้าพเจ้า ให้ช่วยแนะนำเรื่องหนังสือ ซึ่งควรจะสอบสวน เพราะจะใคร่ ให้เปนเรื่องเนื่องในพงษาวดารทางไมตรี ในระหว่างไทยกับยี่ปุ่น ให้เข้าชุดกับหนังสือพงษาวดารยี่ปุ่น ซึ่งนางสาวลม่อม ได้แต่งไว้ ผเอิญข้าพเจ้ามีหนังสือ ซึ่งเห็นว่าตรงหรือใกล้กับความประสงค์ของ ขุนจินดาสหกิจอยู่เรื่อง ๑ คือจดหมายเหตุเรื่องไทยกับยี่ปุ่นเปน ไมตรีกันครั้งกรุงศรีอยุธยาเปนราชธานี หนังสือนี้ เซอร์เออร์ เนสต์ สาเตา ซึ่งเคยเปนราชทูตอังกฤษอยู่ในกรุงเทพ ฯ เปนผู้ ชำนาญภาษายี่ปุ่น ด้วยเคยเปนเลขานุการสถานทูตอังกฤษอยู่ใน ประเทศยี่ปุ่นช้านาน ได้ค้นจดหมายเหตุยี่ปุ่นแปลเรียบเรียงไว้ เปนภาษาอังกฤษ มีจนสำเนาพระราชสาสนแลศุภอักษรที่มีไปมาถึงกันในแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ แผ่นดินสมเด็จพระเจ้า ทรงธรรมแลแผ่นดินสมเด็จพระเชษฐาธิราช หนังสือเรื่องนี้ยัง หามีใครได้แปลเปนภาษาไทยให้ตลอดเรื่องไม่ ข้าพเจ้าจึงแนะ นำให้ขุนจินดาสหกิจแปลหนังสือเรื่องที่กล่าวนี้ บัดนี้ขุนจินดาสหกิจแปลหนังสือนั้นเสร็จแล้ว มีความประสงค์จะให้หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครโฆษนา แล


ขอให้ข้าพเจ้าทำคำนำให้ด้วย ความทั้ง ๒ ข้อนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าพอ จะให้สมประสงค์ได้ ด้วยเรื่องอย่างนี้อยู่ในพวกหนังสือซึ่งหอ สมุดฯจัดการแปลแลพิมพ์อยู่เนือง ๆ แล้วหอพระสมุด ฯ ก็ได้ แนะนำให้ขุนจินดา ฯ แปลหนังสือเรื่องนี้ด้วย เพราะฉะนั้นจึงอนุญาตให้โฆษนาในนามหอพระสมุทวชิรญาณสำหรับพระนคร ส่วนคำนำสำหรับหนังสือเรื่องนี้ ความข้ออื่นก็ได้กล่าวปรากฎ อยู่แล้ว อยากจะชี้แจงเรื่องการแปลจดหมายเหตุเก่า ซึ่งฝรั่ง ได้แต่งว่าด้วยเมืองไทยไว้แต่โบราณเพิ่มเติมอิกสักหน่อย ด้วย หนังสือจำพวกนี้ยังมีอีกหลายเรื่อง สังเกตดูเดี๋ยวนี้นักเรียนชั้น ใหม่ซึ่งใจรักทางโบราณคดี เช่นขุนจินดาสหกิจนี้มีขึ้นหลายคน แต่บางคนยังไม่กล้าแปลหรือแต่งหนังสือทางโบราณคดี ตามใจรัก ด้วยคิดเห็นไปว่ายากบ้างแลเกรงจะถูกติเตียนบ้าง นักเรียนเหล่านั้นก็ดี หรือผู้อื่นก็ดี เมื่อได้หนังสือเล่มนี้ไปอ่าน แม้จะพบความ บกพร่องบ้างอย่างไร ก็คงจะต้องชมความอุตสาหะแลขอบใจขุน จินดาสหกิจ ซึ่งแปลหนังสือเรื่องนี้ออกให้ได้อ่านกันในภาษาไทย เห็นจะไม่มีใครยกเอาความบกพร่อง แม้จะมีโดยธรรมดามาติเตียน ลบล้างประโยชน์ที่ขุนจินดาสหกิจได้ทำให้เกิดขึ้น ความข้อนี้ควร เปนนิทัศนอุทาหรณ์ ให้นักเรียนสิ้นขยั้นครั่นคร้าม ช่วยกันแปลแล แต่งหนังสือเรื่องโบราณคดีให้มีขึ้นอีก ก็จะเกิดประโยชน์ในทาง ความรู้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ส่วนผู้ที่ได้ทราบเรื่องประวัติว่าขุนจินดาสหกิจ


ได้กล่าวมั่นกับนางสาวลม่อม สีบุญเรือง แลทั้งสองมีฉันทอัธยาไศรยอันสมควรจะร่วมทุกข์ร่วมศุขกัน แต่มามรณภัยพรากเสียมิทันทีที่จะ ทำการวิวาหะมงคลดังนี้ ก็ย่อมจะพากันรู้สึกสงสารทั่วหน้าไม่ เว้นตัว คงอนุโมทนาในการที่ขุนจินดาสหกิจสร้างหนังสือเรื่องนี้ ด้วยกันทุกคน

สภานายก หอพระสมุดวชิรญาณ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พระพุทธศักราช ๒๔๖๓







คำปรารภของผู้แปล

ด้วยข้าพเจ้า มีความปราถนาที่จะพิมพ์หนังสือสักเรื่องหนึ่ง เพื่อไว้อาลัยในนางสาวลม่อม สีบุญเรือง ที่ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวัน ที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๒ แลเพื่อแจกเปนที่ระลึกในงานปลงศพซึ่งจะได้กระทำกันในวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ หนังสือที่จะพิมพ์ขึ้นนั้น ได้กำหนดใจไว้ว่าจะเลือกหาหนังสือที่อยู่ในจำพวกโบราณคดี แลถ้ายิ่งมีโอกาศที่จะได้หนังสือ ซึ่งเปนเชิงรำพรรณ ทางตำนานของประเทศสยามกับยี่ปุ่นด้วยจะยิ่งดีขึ้น เพราะจะได้ อยู่ในประเภทเดียวกับพงษาวดารยี่ปุ่น ซึ่งผู้ตายค้นหามาได้ จากประเทศยี่ปุ่น ขณะไปตากอากาศกับบิดาเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗ แล ได้แปลออกจำหน่ายจ่ายแจกแพร่หลายมาแล้วนั้น ตามพงษาวดาร ที่ผู้ตายแปลไว้นี้มีข้อความไม่สู้จะพิสดาร ถึงความเกี่ยวข้องระหว่าง ยี่ปุ่นกับไทย ปรากฎแต่เพียงว่ายี่ปุ่นได้เริ่มการค้าขายกับต่าง ประเทศเมื่อศกนั้นศกนี้ แลกล่าวถึงยามาดากามาซานักรบของ ยี่ปุ่นคนหนึ่งว่าได้เข้ามาในประเทศสยาม แลถวายตัวรับราชการ ในพระเจ้าแผ่นดินสยาม จนได้รับความดีความชอบขึ้นเปนลำดับเท่านั้น ข้าพเจ้าจึ่งได้ไปเฝ้า พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระดำรงรา ชานุภาพสภานายกหอพระสมุดวชิรญาณ กราบทูลแสดงความประ สงค์นี้ให้ทรงทราบใต้ฝ่าพระบาทตั้งแต่ต้นจนตลอด พระองค์ทรง พระเมตตามีรับสั่งแก่ข้าพเจ้าด้วยว่า หนังสือชนิดที่ข้าพเจ้าประสงค์ นี้ เซอเออเนสต์ซาเตา ที่เคยมาเปนราชทูตอังกฤษในประเทศ สยาม ได้เรียบเรียงขึ้นไว้เปนภาษาอังกฤษมีอยู่ ชื่อว่า "ทาง พระราชไมตรีระหว่างไทยกับยี่ปุ่น" พระองค์ท่านมีฉบับ แลได้ เคยทรงแปลเฉพาะพระราชสาสนบางฉบับ ได้ประทานหนังสือนั้น ให้ข้าพเจ้าดู ข้าพเจ้ารู้สึกพอใจหนังสือเล่มนี้มาก จึ่งได้ กราบทูลขอประทานมาแปลส่วนที่เหลือต่อไป แลขอประทาน อนุญาตที่จะพิมพ์แจกในงานปลงศพนี้ด้วย พระเจ้าบรมวงศ์ เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพก็โปรดประทานพระอนุญาต แล ทั้งได้ทรงพระเมตตารับเปนพระธุระ ในการตรวจแก้คำแปลของ ข้าพเจ้าจนตลอดแลทรงทำอธิบายหมายเลขประทานด้วย ทั้ง นี้พระเดชพระคุณเปนล้นเกล้า ฯ หาที่สุดมิได้ แลนับว่าได้ทรงยัง ประโยชน์ให้ถึงผู้ตาย สมกับที่ได้เคยทรงพระเมตตามาแต่ก่อนนั้นด้วย ในที่สุดข้าพเจ้าขอขอบพระเดชพระคุณ เสด็จสภานายกหอ พระสมุดวชิรญาณอีกครั้งหนึ่ง แลขอขอบใจพระอนุบาลพายับกิจ แลขุนสหการสันทัด ผู้ซึ่งได้ช่วยเหลือแก้ไขตกเติมคำแปลเมื่อ ก่อนจะนำขึ้นถวายเสด็จสภานายก แลขอขอบคุณนายเซียวฮุดเสง สีบุญเรือง เจ้าของโรงพิมพ์จีนโนสยามวารศัพท์บิดาของผู้ตาย ที่เปนผู้จัดพิมพ์หนังสือนี้ขึ้น ขุนจินดาสหกิจ ถนนพระราชดำเนินนอก จังหวัดพระนคร วันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๓


ก สารบาน

คำชี้แจงของเซอเออเนสต์ซาเตาผู้แต่ง น่า ๑ ความเบื้องต้น " ๕ อักษรสาสนของโชคคุนอิเยยะสุ ถวายพระเจ้ากรุงสยาม " ๑๒ ศุภอักษรหนดะมะสะสุมิ ถึงราชเสวกแห่งกรุงสยาม " ๑๓ อักษรสาสนโชคุน ถึงพระเจ้ากรุงสยาม " ๑๔ ศุภอักษรหนดะโกสุเกโนสุเกฟูจิวาราโนมะสะสุมิถึง ออกญาพระคลัง " ๑๖ ศุภอักษรออกพระจุฬา ถึงเจ้าเมืองนากาซากี " ๒๒ ศุภอักษรออกญาศรีธรรมราช ถึงหนดะมะสะสุมิ " ๒๔ พระราชสาสนของพระเจ้าทรงธรรม ถึงพระเจ้ากรุงยี่ปุ่น " ๒๖ อักษรสาสนโชคุน ถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา " ๒๘ หนังสือคณะเสนาบดียี่ปุ่น ตอบศุภอักษรออกญาพระคลัง " ๓๐ หนังสือยามาดากามาซา ถึงดอยโตฉิกัดสุ " ๓๑ หนังสือหนดะโกสุเกแลดอยโอเยดอบยามาดานากามาซา " ๓๒ พระราชสาสนพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ถึงพระเจ้ากรุงยี่ปุ่น " ๓๕ อักษรสาสนโชคุนมินาโมโตหิเดตาดา ตอบพระราชสาสน พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา " ๓๗ หนังสือออกญาศรีธรรมราช ถึงสะไกอุตาโนกามิ " ๓๙

ข หนังสือฟูจิวาราตาโยอุตาโนกามิ ถึงออกญาพระคลัง น่า ๔๐ หนังสือออกญาศรธรรมราช ถึงดอยโตฉิกัดสุ " ๔๒ หนังสือดอยโตฉิกัดสุ ตอบออกญาพระคลัง " ๔๒ หนังสืออิตะกุระสุโจ ตอบออกญาพระคลัง " ๔๓ หนังสือมะกิโนโนบุนะริ ถึงออกญาพระคลัง " ๔๕ ศุภอักษรออกญาพระคลัง ถึงสะไกคาดาโย " ๔๗ หนังสือสะไกตาดาโย ตอบออกญาพระคลัง " ๕๑ หนังสือโอเยโนกามิฟูจิวารา ถึงออกญาพระคลัง " ๕๒ พระราชสาสนพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ถึงโชกุน " ๕๕ อักษรสาสนโชคุน ถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา " ๕๘ ศุภอักษรเสนาบดีกรมท่า ถึงสะไกตาดาโย " ๖๐ หนังสือสไกตาดาโยแลดอยโตฉิกัดสุ ถึงเสนาบดีกรมท่า " ๖๒ หนังสืออิตะกุระฉิเดมุเน ถึงออกญาพระคลัง " ๖๓ หนังสือยามาดานากามาซา ถึงขุนนางในสะไกตาดาโย " ๖๕ หนังสือสะไกตาดาโย ถึงยามาดานากามาซา " ๖๗ วันวลิตชาวฮอลันดากล่าวถึงเหตุที่ยี่ปุ่นกับสยามขาดไมตรี " ๖๘ ยี่ปุ่นก่อการกำเริบเข้าโจมตีพระราชวัง แลจับพระเจ้ากรุง ศรีอยุทธยา " ๗๑ พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาทรงปฤกษาโทษยี่ปุ่น แลลง พระราชอาญา " ๗๒


ค เจ้าฟ้าไชยให้ทูตจำทูลพระราชสาสนไปยังกรุงนากาซากึ น่า ๗๓ หนังสือออกญาพระคลัง ถึงขุนนางในพระเจ้ากรุงยี่ปุ่น " ๗๔ สินค้าในประเทศยี่ปุ่น ซึ่งไทยเคยไปซื้อ " ๗๖ ยี่ปุ่นออกประกาศห้ามมิให้ไทยไปมาค้าขายในยี่ปุ่น " ๗๗ ยี่ปุ่นประมาณ๕๐๐คนสมัคเข้าเปนทหารอาสารบกับพม่า แลลาว " ๗๙ จดหมายเหตุของฟลอริสชาวอังกฤษที่เคยอยู่ในเมือง ปัตตานี " ๘๐ ยี่ปุนประมาณ ๕๐๐คนพากันเข้ามาในสนามหลวง เพื่อจับพระเจ้าทรงธรรม " ๘๒ พระเจ้ากรุงกัมพูชามีอักษรสาสนถึงอิเยยะสุกล่าวโทษ พ่อค้ายี่ปุ่น " ๘๓ ยี่ปุ่นวิวาทกับนายห้างฝรั่งในกรุงศรีอยุทธยา " ๘๕ อำเภอยี่ปุ่นออกประกาศห้ามชาวต่างประเทศไม่ให้เข้าไปซื้อ ทาษชายหญิงส่งออกต่างประเทศ " ๘๖ ยามาดาจิซายืมอนนากามาซาเข้ามาอยู่ในประเทศสยาม " ๘๘ เรื่องออกญาเสนาภิมุข (ยามาดา) กับโออนบุตร์เมื่อสิ้น แผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม (ในหนังสือทูโกอิจิราน) " ๙๓ เรื่องของวันวลิตพรรณาถึงยามาดานากามาซา (ออกญาเสนาภิมุข) " ๑๐๓


ฆ เรื่องของสปริงเกลพรรณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง แผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม น่า ๑๒๘ ความในพระราชพงษาวดารของประเทศสยามเมื่อสิ้น แผ่นดิน พระเจ้าทรงธรรม " ๑๓๐ เหตุ ๓ ประการที่ประเทศสยามต้องขาดทางพระราชไมตรี กับประเทศญี่ปุ่น " ๑๓๔ ยี่ปุ่นพอใจนับถือคฤศตสาสนา " ๑๓๖ คุณหญิงวิชเยนทร์ (คอนสแตนไตน์ฟอลคอน) เปนธิดา ของชาวยี่ปุ่นถือคฤศตสาสนา " ๑๓๗







คำชี้แจง ของ เซอ เออ เนสต์ ซาเตา ผู้แต่ง

ระหว่างรอบร้อยป่ที่ล่วงมาแล้วนับจำเดิมแต่เฟอแนมเมนเดปิน โตพบประเทศยี่ปุ่น แลประจวบกับเวลาที่ชาวต่างประเทศเริ่มรู้จักยี่ ปุ่นเมื่อ ค.ศ. ๑๖๓๖ (ตรงกับปีชวดจุลศักราช ๙๙๘ พ.ศ. ๒๑๗๙) ชนชาวยี่ปุ่นต่างก็ละทิ้งนิสัยเดิม ซึ่งเคยเปนคนมีใจคับแคบไม่คบค้ากับใคร แล้วและกระทำตนเปนคนกว้างขวางขยับขยายแผ่อาณา เขตการไปมาของตนให้ไกลขึ้น จนถึงแดนนานาประเทศซึ่งอยู่ แถบทิศตะวันตกของประเทศยุโรป เมื่อ ค.ศ.๑๕๘๒ (ตรงกับปีมะเมียจุลศักราช ๙๔๔ พ.ศ. ๒๑๒๕) ประเทศยี่ปุ่นได้ แต่งทูตในความคุ้มครองของพวกมิซชังให้จำทูล อักษรสาสนไปเจริญทางพระราชไมตรีต่อพระเจ้าฟิลลิปที่ ๒ แลพระสังฆราชา (โป็ป) ซึ่งเปนผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาดอยู่ในสมัยนั้น ครั้น ต่อมาอีก ๓๐ ปี ค.ศ.๑๖๑๒ (ตรงกับปีชวดจุลศักราช ๙๗๔ พ.ศ. ๒๑๕๕) ในรัชกาลของพระเจ้าฟิลลิปที่ ๒ หะจิกุระโรกายีมอนได้ เปนทูตออกอีกครั้งหนึ่ง ก็ได้รับความต้อนรับเปนอันดี ด้วยเหตุที่ปุ่นได้กระทำความคุ้นเคยกับต่างชาติขึ้น เช่นนี้ บรรดาพ่อค้าวาณิชย์ของยี่ปุ่นในโอซากา หิราโด แลนากาซากี ก็



๒ พากันขวานขวายเอาเรือออกบรรทุกสินค้าไปเที่ยวขายยังที่ต่าง ๆ เช่นเมืองญวน ตั๋งเกี๋ย เขมร สยาม เกาะฟอโมซา เกาะฟิลิปไปน์ แลแหลมมลายูเปนต้น ชาวยี่ปุ่นบางเหล่าที่เชี่ยวชาญทางเรือ ก็พากันเข้ารับจ้างเปนกะลาสีเดิรเรือของชาวต่างประเทศเที่ยวค้าขาย ตามท่าเรือต่าง ๆ แต่บางลำก็เดิรตรงไปตรงมาทางประเทศอังกฤษ ฝ่ายพวกที่มีนิสัยในทางเปนนักรบก็เข้ารับจ้างเปนทหารประจำการ ของฮอลันดาในมาคัสซาแลแอมบอยนาจนปรากฎชื่อเสียงขึ้น เมื่อ ครั้งฮอลันดาจับกุมเจ้าเมืองไต้หวัน พวกนักรบเหล่านี้ได้ แสดง ความองอาจกล้าหาญอาสาเข้าใช้เล่ห์กลจับจนสำเร็จ บรรดาเรือใบของยี่ปุ่นซึ่งพอจะใช้เคิรค้าขายทางทะเลได้ก็นำเอามาใช้แทนสำเภาลำน้อยๆ ซึ่งเดิมยี่ปุ่นได้เคยหาญเอามาใช้เดิรใน ทะเลเหลืองโดยค่อยๆแล่นเลียบเกาะต่าง ๆ เพื่อข้ามช่องกรุเซ็น สเตินแลบรูตันจึ่งจะพ้นจากอันตราย ยี่ปุ่นได้ใช้เรือไปเดิรไปมา ค้าขายอยู่เช่นนี้ จนเกิดเปนการแข่งขันกันในเชิงค้าขายขึ้นกับเรือของ ชาวยุโรปซึ่งไปมาค้าขายอยู่ทางตวันออกเปนเนืองนิจ นอกจากนี้ดุเหมือนยี่ปุ่นยังได้เคยเลียนแบบ ออลันดา อังกฤษ โปจุเกตเปนโจรสลัต เที่ยวตีชิงสำเภาของพวกจีนตามฝั่งโคชินไชนา ซึ่งเวลานั้นความประพฤติเช่นนี้มักไม่เชื่อถือกันว่าเปนการชั่วร้าย กลับ เห้นว่าเปนน่าที่ของลูกผู้ชายจะประพฤติ โดยถือว่าการเปนโจร


(๑) ที่ฝรั่งเรียกว่าโคชินไชนา เวลานั้นเปนประเทศจาม ๓ สลัดก็เปนอาชีวะอย่างเดียวกับการเดิรเรือค้าขายโดยปกติ เหมือน กัน เมื่อมิทำอย่างใดก็ต้องทำอย่วงหนึ่ง หนึ่งยังมีหนังสืออยู่หลายฉบับซึ่งพรรณาถึงการดำเนิร แห่ง ความสัมพันธไมตรีระหว่างต่างประเทศ กับยี่ปุ่นอันเปนเรื่องที่เกี่ยว ในวงกิจการของยุโรปกับยี่ปุ่นอยู่เสมอ ทั้งระหว่างหรือภายหลังเวลา นั้น ส่วนพงษาวดารของการที่ยี่ปุ่นกระทำความติดต่อกับต่าง ประเทศก็ยังมีผู้เรียบเรียงขึ้นอีกต่อไป แต่อย่างไรก็ดีข้อความ สำคัญของเรื่องนั้น ๆ โดยมากกระจัดกระจายไม่เปนหมวดหมู่ จึ่งจำต้องจัดสรรมารวบรวมไว้ด้วยกันเสียก่อน ที่จะร้อยกรองให้ เรียบร้อยเปนลำดับไปได้ ในสมุดเล่มนี้ข้าพเจ้าพยายามเลือก คัดข้อความในหนังสือต่าง ๆ ซึ่งยังมิได้มีผู้ใดจัดพิมพ์ขึ้นมารวบ รวมพิมพ์เปนเล่มไว้ ด้วยความมุ่งหมายที่จะสำแดงให้เห็นความ สัมพันธไมตรีระหว่างยี่ปุ่นกับไทยซึ่งได้มีต่อกัน ในรอบร้อยปีที่ ๑๗ แห่งคฤศตศักราช หวังว่าคงเปนประโยชน์แก่ผู้ที่ไฝ่ใจศึกษา บ้างไม่มากก็น้อย




๔ เรื่องทางพระราชไมตรีในระหว่างไทยกับยี่ปุ่น

การคมนาคมโดยทางจดหมายระหว่างยี่ปุ่นกับไทยนั้นได้เกิดมี ขึ้นเมื่อ ค.ศ.๑๖๑๖ ( จุลศักราช ๙๖๘ พ.ศ. ๒๑๔๙ ) เริ่มตั้งแต่โช คุนอิเยยะสุมีอักษรสาสนไปถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา เพื่อทูลขอปืนใหญ่แลไม้หอม แต่ความจริงยี่ปุ่นกับไทยได้เปนมิตร์กันใน เชิงค้าขายมาก่อนน่านั้นแล้ว เพราะต้นฉบับหนังสือเบิกล่องให้ สำเภาพ่อค้า ยี่ปุ่นไปมาค้าขายในประเทศสยามตลอดถึง เมืองนครศรี ธรรมราชในแหลมมลายูแล เมืองปัตตานีปรากฏเปนหลักฐานอยู่ ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๕๙๒ ( จุลศักราช ๙๕๔ พ.ศ. ๒๑๓๕ ) ต่อมาเมื่อค.ศ. ๑๖๐๔ (จุลศักราช ๙๖๖ พ.ศ. ๒๑๔๗ ) ไดมิโอ๒แห่งอาริมาในไฮเซนได้ขอ ให้อิเยยะ สุออกหนังสือเบิกกล่องให้ พ่อค้ายี่ปุ่นซึ่งไปตั้งภูมิลำเนาค้าขายอยู่ในประเทศสยาม ๓ ฉบับ แล ไดมิโอแห่งซัตซุมาก็ขอได้อีก ๑ ฉบับ ใบเบิกล่องเหล่านี้มีข้อความ ตื้น ๆ ว่า "เรือลำนี้ออกจากยี่ปุ่นไปสยาม" มีวันเดือนปีที่ออก ใบเบิกแลล่องนามผู้รับใบเบิกล่อง กับมีทะเบียนบรรทึกข้อความ ไว้ทุกฉบับ ใบเบิกล่องชนิดนี้ยังมีรักษาอยู่ในสำนวนเรื่องของ กระทรวงทหารเรือยี่ปุ่นถึง ๕๓ ฉบับ

๑ สมเด็จพระเอกาทศรฐ ๒ เจ้าครองเมือง เปนตระกูลหนึ่งของยี่ปุ่นซึ่งสืบต่อกันได้ แลไม่จำเปนว่าผู้เปนทายาทจะต้องเปนเจ้าเมืองเสมอไป ๕ นอกจากที่กล่าวมาแล้ว แต่ตอนต้นยี่ปุ่นยังได้เคยทำประโยชน์ ให้ชาวยุดรปอยู่บ้างคือ ค.ศ.๑๖๐๙ (จุลศักราช ๙๗๑ พ.ศ. ๒๑๕๒ ) ยี่ปุ่นออกใบเบิกกล่องให้แก่ คริศปาเดรโทมัส(christian Padrc Thomas ) (ไกริสุตานบาเตอเรนโทมัส) (Kirisutan Bateren Tomas) ค.ศ.๑๖๑๒ (จุลศักราช ๙๗๔ พ.ศ. ๒๑๕๕) ออกให้แก่ยันยูเซน ชาวฮอลันดา (ชื่อในทะเบียนยี่ปุ่นว่า ยาโยซู ) ค.ศ. ๑๖๑๓ (จุลศักราช ๙๗๕ พ.ศ. ๒๑๕๖ ) ออกให้แก่ชาว โปจุเกต (หรือชาวสะเปน) ชื่อมะโนหิรู แลในปีนี้ได้ออกให้ ยันยูเซน อีกฉบับหนึ่ง ค.ศ. ๑๖๑๔ (จุลศักราช ๙๗๖ พ.ศ.๒๑๕๗ ) ออกให้แก่ "อันจิน" คือวิลเลียมอาดัมส์ ๆ ใช้นามนี้ เพื่อให้เปนที่เข้าใจในระ หว่างชาวยี่ปุ่นว่า "คนนำล่อง" ค.ศ. ๑๖๑๕ (จุลศักราช๙๗๗ พ.ศ. ๒๑๕๗ )ออกให้แก่ ชาวโปจุเจต (หรือเสปน)ชื่อยาก๊อบ (ยาโกเบ) ตามจดหมายเหตุของก๊อกพรรณาอย่างน่าฟังถึงการค้าขายของอังกฤษในยี่ปุ่น ได้ความว่าก๊อกได้แต่งสำเภาลำหนึ่งชื่อซีแอดเวน เจอร์ (Sca adcenture) บรรทุกสินค้าไปขายในประเทศสยามเปนหลายครั้ง มีใบเบิกล่องซึ่งออกในนามของ "อันจิน" เมื่อ ค.ศ. ๑๖๑๔ (จุลศักราช ๙๗๖ พ.ศ. ๒๑๕๗) ใบเบิกล่องฉบับนี้คงจะใช้ในการเดิรเรือลำนี้สักครั้งใดครั้งหนึ่งเปนแน่ เรือซีแอดเวนเจอร์


๖ นี้อาดัมส์เปนนายเรือ ได้ใช้ใบออกจากหิราโดเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. ๑๖๑๕ (จุลศักราช ๙๗๗ พ.ศ. ๒๑๕๘ ) แลกลับเดือน กรกฎาคม ค.ศ. ๑๖๑๖ (จุลศักราช ๙๗๘ พ.ศ. ๒๑๕๙) รวม เวลาทั้งไปแลกกลับ ๗ เดือนครึ่ง การเดินเรือลำนี้ขาไป ๆ โดยลม ที่พัดมาทางทิศอิสาณ แลกลับโดยลมซึ่งพัดมาทางทิศหรดี ใบ เบิกล่องโกชูอิน (มีตราชาดของโชคุนประทับ ) นี้ต้องส่งคืนเมื่อเวลา เรือกลับถึงท่า แลเมื่อจะออกอีกจึ่งให้รับใบใหม่ไป เพราะ เหตุฉนี้ จึ่งมีใบเบิกล่องที่ใช้แล้วเก็บอยู่ในสำนวนเรื่องของยี่ปุ่นมาก คำว่า "โกชุ" ที่ก๊อกใช้นั้นผิด ที่ถูกควรใช้คำว่า "โกชา" อย่าง อี.เอม. ทอมซัน แลยังเห็นได้ด้วยว่าทะเบียนใบเบิกล่องที่มีอยู่ยัง คลาดเคลื่อน เพราะทะเบียนปรากฎอยู่เพียง ค.ศ. ๑๖๑๕ (จุล ศักราช ๙๗๗ พ.ศ. ๒๑๕๘ ) เท่านั้น แต่ความจริงการค้าขายที่ ยี่ปุ่นกระทำกับต่างประเทศได้คงอยู่จนถึง ค.ศ. ๑๖๓๖ (จุลศักราช ๙๙๘ พ.ศ. ๒๑๗๙ ) ยี่ปุ่นจึ่งได้เริ่มปิดสินค้า อาจจะกล่าวได้ว่าการติดระหว่างโปจุเกต กับประเทศสยาม ซึ่งได้เริ่มมีต่อกันเมื่อภายหลังดัลโบแกรก์ (Dalboquerque ) ตีได้ เกาะมะละกาใน ค.ศ. ๑๕๑๑ (จุลศักราช ๘๗๓ พ.ศ. ๒๐๕๔ ) เปนเหตุให้เกิดมีผู้สร้างสำเภาขึ้นเปนอันมากในประเทศยี่ปุ่น เพื่อใช้ทำ การติดต่อกับประเทศสยามบ้าง แลดังจะได้เห็นต่อมาโรงงาน อังกฤษที่เมืองหิราโด รวมทั้งชาวฮอลันดาก็ได้ร่วมมือเกี่ยวข้องใน


๗ การสร้างเรือสำเภาด้วยความหวังเช่นเดียวกัน ในค.ศ. ๑๖๐๙ ๑ (จุลศักราช ๙๗๑ พ.ศ. ๒๑๕๒ ) ยี่ปุ่นได้ มีหนังสือเจริญทางพระราชไมตรี ไปยังประเทศสยามหลายฉบับ ประเทศสยามก็ได้ตอบแทนโดยแต่งทูตเชิญพระราชสาสนและเครื่อง ราชบรรณาการมายังประเทศยี่ปุ่น ตั้งแต่นั้นมาการค้าขายระหว่าง ๒ ประเทศ นี้ก็ดำเนิรไปโดยมิได้อุปสัคใดๆ จนถึงคราวที่ประเทศ ยี่ปุ่นปิดสินค้าต่างประเทศ ชนชาวยี่ปุ่นบางพวกได้พากันอพยพไปตั้งภูมิลำเนา ในกรุง ศรีอยุทธยา ซึ่งในกาลครั้งนั้นเปนพระนครหลวงของประเทศสยาม ในคราวหนึ่งๆ มีจำนวนนับตั้ง ๗๐๐ คน (บางคนกล่าวว่าถึง ๗๐๐๐คน) บางพวกก็ไปตั้งทำการค้าขายถึงปัตตานีแลนคร ชาวยี่ปุ่น เปนนักรบที่กล้าหาญฉลาดไหวพริบดี พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา มักจะขอความช่วยเหลือ ให้ปราบปรามพวกขบถที่เกิดขึ้นตาม หัวเมืองต่าง ๆ อยู่เสมอ ในสมุดจดหมายเหตุของเอเซียตริกโซไซ เอดติออฟเยแปนเล่ม ๗ (Asiatic Socicty of Japan ) ซึ่งมีคำแปลของกับตัน เจ. เอม. เยมซ์ บรรยายถึงความกล้าหาญของยามา ดานากามาซี ๒ พวกพะเนจรผู้หนึ่ง มีข้อควรกล่าวอยู่อย่างหนึ่ง . ๑ ที่จริงตามหนังสือฉบับนี้ ปรากฎว่ายี่ปุ่นเริ่มมีหนังสือมา เมืองไทยเมื่อ ค.ศ. ๑๖๐๖ (จุลศักราช๙๖๘ พ.ศ. ๒๑๔๙ ) ในค.ศ. ๑๖๐๙ ไม่ได้มีปรากฎเลย ๒ ยามากานากามาซา (ออกญาเสนาภิมุข) ๘ คือคำว่าริกกอน (Rikkon) ซึ่งชาวยี่ปุ่นผู้แต่งเรื่องเรียกนั้นหมายถึง ลิคอร์ (Ligo) หรือลคร (Lakon) ตามที่คนไทยเรียกกัน คือ เปนมณฑลหนึ่งอยู่ในแหลมมลายู สมุดหมวดสาสนอันมีนามว่าไกวฮันทูโจ ซึ่งสมุดเล่มนี้ ใช้เปนหลักโดยมาก มีเนื้อความกล่าวถึงหนังสือฉบับหนึ่งซึ่ง นากามาซามีถึงดอยโอเยโนกามิผู้เปนมุขมนตรีของโชคุน ลงเดือน ตุลาคม ค.ศ. ๑๖๒๑ (จุลศักราช ๙๘๓ พ.ศ. ๒๑๖๔ ) ครั้นต่อ มาอีกปีหนึ่งดอยโอเยโนกามิก็มีหนังสือตอบฉบับนี้ไป หนังสือ ทั้ง ๒ ฉบับที่กล่าวหรือฉบับอื่นๆก็ดี จะได้เห็นเรียงกันไปตามลำดับ เหตุการณ์ มีเนื้อความเกี่ยวกับการที่ประเทศสยามแต่งทูตมา ยังยี่ปุ่น และพวกโชคุนได้กระทำความต้อนรับที่เมืองเกียวโต แลฟูชิมิโดยอาการอย่างไร ใน ค.ศ.๑๖๒๓ (จุลศักราช ๙๘๕ พ.ศ. ๒๑๖๖) ค.ศ.๑๖๒๕ (จุลศักราช ๙๘๗ พ.ศ.๒๑๖๘) และค.ศ.๑๖๒๙ (จุลศักราช ๙๙๑ พ.ศ. ๒๑๗๒) ประเทศสยามได้แต่งทูตมาเจริญทางพระราชไมตรี กับประเทศยี่ปุ่น ทูตได้เข้าเฝ้าโชคุนทุกครั้ง ตั้งแต่นั้นมาทั้ง ๒ ประเทศก็มีสัมพันธไมตรีกันอย่างสนิทสนม แต่จะสังเกตดูยี่ปุ่นออก จะถือตัวว่าเปนผู้มีอิศริยศสูงกว่า ดังจะได้เห็นตามลายลักษณ อักษรซึ่งยี่ปุ่นโต้ตอบ เมื่อภายหลังรัชกาลของอิเยยะสุพวกโชคุน ไม่เคยขนานพระนามของพระเจ้าแผ่นดินสยามว่าไฮเนส (Highness)


๙ เปนแต่เรียกว่ายัวออนเนอร์ (Your Honour) หรือยัววอชิบ (Your Worship)เท่านั้น ส่วนยี่ปุ่นพอใจให้ไทยขนานนามว่าคิงออฟ เยแปน (King of Japan) แต่คำนี้ในลายลักษณ์อักษรของยี่ปุ่น มิได้นำเอามาใช้เลย ในค.ศ. ๑๖๓๖ (จุลศักราช ๙๙๘ พ.ศ. ๒๑๒๙ )รัฐบาลยี่ปุ่น มีประกาศห้ามไม่ให้ยี่ปุ่นออกนอกประเทศ แลทั้งบรรดาเรือสามเสา ซึ่งเคยได้เดิรค้าขายกับต่างประเทศ ก็ได้มีคำสั่งให้ทำลายเสียทั้งสิ้น คงมีเหลือแต่เรือ ๒ ลำ เท่านั้นซึ่งไดมิโอ แห่งโทยาในเมืองชิมาผู้เปนเสนาบดีกระทรวงทหารเรือของโชคุนเก็บไว้ได้ ในยุคนั้นชน ชาวยี่ปุ่นทีออกไปนานาประเทศ ก็เลยต้องถูกห้ามมิให้กลับ คืนมายังประเทศของตนด้วย จึ่งเปนเหตให้ชาวยี่ปุ่นโดยมาก ตั้งภูมิลำเนามั่นคงอยู่ในประเทศสยามจน ถึงกับมีเรื่องราวปรากฎ เปนตำนานโบราณนับตั้ง ๒๐๐ ปีขึ้นไป ว่าชาวยี่ปุ่นเหล่านี้ได้เข้ารับน่าที่เปนทหารรักษาพระองค์พระเจ้าแผ่นดินสยามได้ชื่อว่า "อาสา ยี่ปุ่น" แต่พวกอาสาเหล่านี้ไม่นับว่าตนมีมีสกุลสืบเนื่องมาจากยี่ปุ่น เพราะไปได้ลูกเมียเปนไทยจึ่งเลยกลายเปนคนไทย ข้าพเจ้าจะได้นำเอาคำแปลสรรพจดหมายระหว่าง ๒ ประเทศ

๑ คงเปนเพราะยี่ปุ่นเห็นว่า พระเจ้าทรงธรรมเปนพระราชบุตร์ สมเด็จพระเอกาทศรฐ แต่เกิดด้วยพระสนมมิใช่เจ้าฟ้า


๑๐ นี้กับข้อความในจดหมายเหตุของไทย แลของนักประพันธ์ในยุโรป บางตอนมาแสดงไว้ด้วย ส่วนเรื่องของยามาดาในจดหมายเหตุ ยี่ปุ่นก็ จะได้นำมากล่าวไว้โดยเลอียด หวังว่าคงจะไม่สู้ผิดเพี้ยน ไปจากข้อความ ในเรื่องของผู้ชำนาญโบราณคดีชาวฮอลันดาคนหนึ่ง เปนแน่ บรรดาจดหมายที่ข้าพเจ้าได้มานี้โดยมากเปนอักษรจีน มีภาษายี่ปุ่นที่เปนของยามาดาอยู่สักฉบับหนึ่ง หรือสองฉบับ เท่านั้น ทางฝ่ายประเทศสยามมีต้นฉบับเปนภาษาไทยจาฤกไว้ บนสุพรรณบัตร์ทำนองเดียวกับสุพรรณบัตร์พระราชสาสนของสม เด็จพระนารายณ์ ที่ได้ทรงเจริญทางพระราชไมตรีไปยังพระเจ้าหลุย ที่ ๑๔ บรรดาจดหมายของประเทศสยามมีภาษาจีนเปนคำแปล กำกับไปด้วยแทบทุกฉบับ ผู้แปลนี้คงจะเปนพวกจีนที่ไปตั้งภูมิลำ เนาอยู่ในประเทศ สยามโดยมากนั้นเอง อักษรสาสนฉบับแรกเปนอิเยยะสุ ถวายพระเจ้ากรุงศรี อยุทธยา ลงวันที่ ๒๒ ตุลาคม ค.ศ.๑๖๐๖ (จุลศักราช ๙๖๘ พ.ศ. ๒๑๔๙ ) ทูลขอให้ส่งปืนใหญ่และไม้หอม ส่วนอิเยยะสุได้ ส่งดาบและเกราะไปเปนเครื่องราชบรรณาการ พออีกสักเดือน หนึ่งเราจะเห็นได้ว่าพระเจ้ากรุงยี่ปุ่นได้ออกประกาศอนุญาตให้สำเภาค้าขายของไทยเข้ามาค้าขายในประเทศยี่ปุ่นได้ แลทั้งรับจะช่วย เหลือทนุบำรุงการค้าขายของประเทศสยามด้วย ต่อมาอีก ๒ ปี

๑ พระเจ้าทรงธรรม

๑๑ หนดะโกสุเกโนสุเกเสนาบดียี่ปุ่นได้มีศุภอักษรดำเนิรกระแสรับสั่ง ของอิเยยะสุ ซึ่งให้ส่งเกราะไปถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาเปน เครื่องราชบรรณาการแลทูลขอปืนใหญ่ (ศุภอักษรฉบับนี้เปนฉบับ ที่ ๒ ของหมวด ๑ ) ปืนใหญ่ที่ยี่ปุ่นต้องการนั้น น่าจะไม่ใช่ปืนที่ประเทศสยามหล่อขึ้นเอง คงจะเปนปืนที่ต้องซื้อจากพวกพ่อค้า ชาวยุโรปไปมาค้าขายอยู่ในเมืองปัตตานี อันเปนท่าสินค้าสำคัญ ของประเทศสยามในกาลนั้น ยี่ปุ่นได้รับพระราชสาสนตอบของ พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาเมื่อ ค.ศ.๑๖๑๐ (จุลศักราช ๙๗๒ พ.ศ. ๒๑๕๓ ) (แต่พระราชสาสนฉบับนี้ดูเหมือนว่ายี่ปุ่นจะไม่ได้เก็บรักษา ไว้ ) แล้วอิเยยะสุก็มีอักษรสาสนตอบแลส่งเครื่องราชบรรณาการ ไปถวายอีก (อักษรสาสนฉบับนี้เปนฉบับที่ ๓ ) ในครั้งนี้อิเยยะสุได้ ส่งสิ่งของต่าง ๆ ไปประทานให้แก่มุขมนตรีบางคนมีปืนเล็ก เกราะแลดาบเปนต้นด้วย แลในคราวเดียวกันนั้นหนดะก็ได้มี ศุภอักษรไปถึงพระคลัง หรืออีกนามหนึ่งเรียกว่า "เสนาบดี กรมท่าแห่งประเทศสยาม" แสดงความชอบใจที่รับส่งปืนใหญ่ ฯลฯ มาให้ แลทั้งแสดงความหวังไปว่าจะได้มีสำเภาของ ๒ ประเทศเดิรไปมาค้าขายถึงกันเปนอันดี ศุภอักษรฉบับนี้เปน ฉบับที่ ๔ และสำเภาไทยได้เข้ามาค้าขายในยี่ปุ่นเปนครั้งแรกเมื่อค.ศ.๑๖๑๒ (จุลศักราช ๙๗๔ พ.ศ. ๒๑๕๕ )

ตอนที่ ๑

๑ อักษรสาสนของโชคุนอิเยยะสุ ถวายพระเจ้ากรุงสยาม อักษรสาสนมินาโมโตอิเยยะสุแห่งกรุงยี่ปุ่นเจริญทางพระราชไมตรีมายังพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ย่อมเปนธรรมดาอยู่ว่า ประเทศทั้งปวงถ้าได้มีสัมพันธไมตรี ต่อเนื่องกันอยู่แล้ว ถึงประเทศนั้น ๆ จะตั้งอยู่ห่างไกลกันก็อาจ จะดำรงความไมตรีติดต่อกัน อยู่ได้โดยสนิทสนมเหมือนกับอยู่ใกล้ กัน ถ้าประเทศที่ไม่มีทางพระราชไมตรีกันอยู่แล้วแม้จะอยู่ใกล้ ชิดติดกัน ก็ประดุจกับห่างไกลกันนับตั้ง ๔๐๐โยชน์ ในโอกาศนี้ข้าพเจ้ามีความประสงค์ จะใคร่ได้ไม้หอมแลปืนใหญ่อย่างดีในประเทศรุ่งเรืองของพระองค์ ถ้าพระองค์จะ ทรงรับสั่งให้จัดหาแลส่งไปยังประเทศยี่ปุ่นได้จะเปนพระกรุณาอันล้นพ้น ข้าพเจ้าได้ส่งเกราะ ๓ สำรับ ๆ หนึ่งมี ๓ ชิ้น กับดาบยี่ปุ่น อย่างยาว ๑๐ เล่ม มาถวายเปนราชบรรณาการ ข้อความอย่างอื่นข้าพเจ้าได้มอบหมายให้นายสำเภากราบทูลชี้แจงถวายต่อไปแล้ว ณวันที่ ๒๒ ตุลาคม ค.ศ.๑๖๐๖ (จุลศักราช ๙๖๘ พ.ศ. ๒๑๔๙)

๑ พระเจ้าทรงธรรม


๑๓ อักษรสาสนฉบับนี้จ่าหน้าซองถึงข้าราชการ ๒ นาย คือเฟอนัน โดมิเควล แลยาโกเปกวานารานากา (ซึ่งดูเหมือนจะเปนชาวโป จุเกตหรือชาวสเปน ) แลส่งไปทางสำเภายี่ปุ่นเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. ๑๖๐๖ (จุลศักราช ๙๖๘ พ.ศ. ๒๑๔๙ ) พร้อมกับราช บรรณาการ ๒ ศุภอักษรหนดะมะสุมิถึงราชเสวกแห่งกรุงสยาม ศุภอักษรหนดะมะสุมิ ขอแสดงความนับถือมายังท่าน เสนาบดีแห่งกรุงศรีอยุทธยา ทราบ ด้วยเหตุที่หนทางไปมาของเราแม้ทางน้ำก็เป็นทางที่ไกล ทางบกก็ไม่เปนทางสดวก มีแต่ภูเขาอยู่กลาดเกลื่อนล้วนแต่เปนเครื่อง ถ่วงเวลาแลยืดหนทางของเราให้ช้าไปทุกอย่าง จึ่งไม่มีโอกาศ ที่จะมีหนังสือไปมาถึงกันได้ บัดนี้มีรับสั่งในพระเจ้ากรุงยี่ปุ่นให้แจ้งมายังท่านว่า พระองค์ ต้องพระประสงค์จะได้ปืนใหญ่ในประเทศอันมีเกียรติของท่านอย่าง ที่สุด ถ้าแม้ท่านช่วยนำความชื้นกราบทูลพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ให้ทรงทราบพระประสงค์แลโปรดประทาน ไปสักสองสามกระบอก ในปีน่านี้แล้วพระองค์จะทรงยินดีแลนับว่าเปนเอกลาภอย่างยิ่ง ทั้ง ดินปืนในประเทศของท่านก็เปนดินปืนชนิดที่ดีอย่างประหลาด ย่อม

๑ ออกญาพระคลัง


๑๔ ทราบอยู่ว่ามีประเพณีไทยห้ามไม่ให้บันทุกดินปืน ออกนอกประเทศ แต่เฉภาะรายนี้ถ้าไม่เปนการขัดข้องที่จะพระราชทานไปให้ได้ ก็ขอได้ ส่งโดยทางเรือพร้อมกับปืนนั้นด้วย นับแต่นี้ไปจะตั้งใจคอยรับ ตอบของท่านโดยเลอียด เพื่อเปนที่ระลึกในความหวังนี้ข้าพเจ้าขอส่งเกราะซึ่งใช้เปนเครื่องยุทธภัณฑ์ทำขึ้นเองในประเทศยี่ปุ่น ๖ สำรับมาทูลเกล้าถวายเปนราชบรรณาการ ในที่สุดขอท่านจงอุตส่าห์ระมัดระวังรักษาตัว อย่าให้มีโรคาพยาธิในฤดูเหมันต์นี้ได้ วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ค.ศ.๑๖๐๘ (จุลศักราช ๙๗๐ พ.ศ. ๒๑๕๑ ) (สหัตถลิขิต) หนดะโกดสุเกโนสุเกฟูจิวาราโนมะสะสุมิ เสวกของพระเจ้ากรุงยี่ปุ่น ศุภอักษรนี้มิได้ทราบข้อความที่ตอบว่าอย่างไร แต่คงได้ ความว่าพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยายอมประทานปืนใหญ่แลดินปืนให้ แลเพื่อทีจะมิให้ พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาทรงลืมอิเยยะสุยังได้ มีอักษร สาสนถวายเตือนไปอีกฉบับหนึ่งดังนี้

๓. อักษรสาสนโชคุนถึงพระเจ้ากรุงสยาม อักษรสาสนมินาโมโตอิเยยะสุ เจริญทางพระราชไมตรีมา ยังพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา


๑๕ ด้วยแม้พระราชอาณาจักร์ของเรา จะได้อยู่ห่างไกลกันนับตั้ง ๔๐๐ โยชน์ เมื่อได้มีทางพระราชไมตรีต่อกันก็ประดุจอยู่ใกล้ชิด ติดกัน ในฤดูคิมหันต์ข้าพเจ้าได้รับพระราชสาสนของพระองค์ซึ่ง ประทานไปทางสำเภาพ่อค้า กระทำให้รู้สึกเบิกบานประดุจได้ พบเห็นพระองค์ต่อหน้า ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้แจ้งในศุภอักษร ของออกญาพระคลัง ว่าพระองค์จะทรงพระกรุณาส่งปืนใหญ่แลดิน ปืนซึ่งข้าพเจ้าอยากจะได้ไปให้โดยทางเรือในปีน่า ตามที่หนดะโกด สุเกโนสุเกคนของข้าพเจ้ามีศุภอักษรบอกไปยังออกญาพระคลังเมื่อ ปีกลายนั้น ของทั้ง ๒ สิ่งที่พระองค์จะประทานนี้เปนของที่ต้อง ประสงค์ยิ่งกว่าทองธรรมชาติ ความยั่งยืนแห่งการค้าขายที่มีขึ้นต่อกันระหว่างประเทศ อันมีเกียรติแห่งพระองค์กับประเทศอันต่ำต้อยของข้าพเจ้า โดยมีเรือพ่อ ค้าวาณิชย์เดิรไปมาถึงกันอยู่เสมอทุกปีเช่นนี้ เปนการเจริญทาง พระราชไมตรีความบริบูรณ์มั่งคั่งอันจะบังเกิดขึ้นแก่ชาติ แลไพร่ฟ้า ข้าแผ่นดินของเรามาก แท้จริงอาณาเขตแม้จะอยู่ห่างไกลกัน เมื่อได้มีสัมพันธไมตรีกันอยู่เช่นนี้ ก็เปนอันหวังได้ว่าคงจะเปนไมตรี กันอยู่ต่อไป ประเทศบ้านเมืองของข้าพเจ้าไม่สู้มั่งคั่งบริบูรณ์ แต่ถึง กระนั้นก็มีความยินดีที่จะสนองพระคุณ จึ่งได้สิ่งของตาม บาญชีต่อไปนี้มาถวายเปนราชบรรณาการ ขอพระองค์จงทรง


๑๖ พระเจริญในวสันตฤดูนี้เถิด ณวันขึ้น ๗ ค่ำเดือนกันยายน ค.ศ.๑๖๑๐ (จุลศักราช ๙๗๒ พ.ศ. ๒๑๕๓ ) บาญชีรายชื่อเครื่องราชบรรณาการ ๑. ปืนเล็ก ๕๐ กระบอก ๒. เกราะ ๑ สำรับ ๓. ดาบ ๑ เล่ม ๔. กั้นหยั่น ๑ เล่ม ปืนเล็กอีก ๕๐ กระบอกสำหรับให้ออกญาพระคลัง ๔. ศุภอักษรหนดะโกสุเกโนสุเกฟูจิวาราโนมะสะสุมิ ถึงออกญาพระคลัง

ศุภอักษรหนดะโกสุเกโนสุเกฟูจิวาราโนมะสะสุมิ เสวก ของพระเจ้ากรุงยี่ปุ่นแสดงความนับถือมายังท่านออกญาพระคลัง เมื่อ ๒ ปีนี้ได้มีรับสั่งพระเจ้ายี่ปุ่นให้ข้าพเจ้ามีศุภอักษรมา ยังท่าน ข้าพเจ้ายังระลึกถึงความเอื้อเฟื้อของท่านอยู่เสมอว่า เมื่อ ศุภอักษรถึงท่านแล้ว ท่านได้นำความขึ้นกราบทูลพระเจ้ากรุงศรี อยุทธยาแลในคราวเรือออกปีน่า ท่านจะส่งปืนใหญ่กับดินปืนไปถวายพระเจ้ากรุงยี่ปุ่นตามพระประสงค์ อนึ่งได้แจ้งในศุภอักษรของ ท่านด้วยว่าท่านได้ส่งไม้จันทน์ พลอยแลแหวนทองคำไปถวาย


๑๗ พระเจ้ากรุงยี่ปุ่น พระองค์ทรงยินดีเปนอย่างยิ่ง จึงมีรับสั่งให้ ตอบขอบใจมายังท่าน การบ้านเมืองของยี่ปุ่นในเวลานี้ วิธีจักการของรัฐบาลแลขนบธรรมเนียมก็นับว่าเปนการเรียบร้อย หวังใจว่าพ่อค้าวาณิชย์ ของประเทศสยามที่ไปมาค้าขายที่ประเทศยี่ปุ่นทุก ๆ ปี คงจะได้ รับความทนุบำรุงเปนอย่างดี พระเจ้ากรุงยี่ปุ่นได้ประทานสิ่งของ แก่ท่านตามรายชื่อที่ส่งมาพร้อมกับหนังสือนี้ ขอจงได้รับไว้เปน ที่ระลึกด้วย ในที่สุดด้วยความปราถนาอันบริสุทธิ์ของข้าพเจ้า ขอจงให้ประเทศบ้านเมืองของท่านมีความเจริญยิ่งเถิด ณเดือนสิงหาคม ค.ศ. ๑๒๑๐ (จุลศักราช ๙๗๒ พ.ศ.๒๑๕๓)

ในฤดูคิมหันต์ ค.ศ. ๑๖๑๒ (จุลศักราช ๙๗๔ พ.ศ. ๒๑๕๕) สำเภาไทยมาเทียบท่านนากาซากี ครั้นวันที่ ๒๖ สิงหาคม นายสำเภาได้เข้าเฝ้าท่านโชคุนอิเยยะสุนอกราชสมบัติที่วังซัมพู (เดี๋ยวนี้เปลี่ยน ชื่อเปนชีซูโอกา) เพื่อถวายเครื่องราชบรรณาการ มีเครื่อง ทองรูปพรรณ ผ้าสักลาด หนังปลาฉลามเปนต้น แลต่อมาอีกปี หนึ่งก็ได้มีสำเภาไทยมายังท่านนากาซากีอีก ๒ ลำ


ตอนที่ ๒

สรรพจดหมายหมวดที่ ๒ ซึ่งเกี่ยวกับคณะทูตสยามใน ค.ศ. ๑๖๒๑ (จุลศักราช ๙๘๓ พ.ศ.๒๑๖๔) มีรวมด้วยกัน ๗ ฉบับ คือ ๑. ศุภอักษรราชเสวกของพระเจ้ากรุงสยาม ถึงเจ้าเมือง นากาซากี ๒. ศุภอักษรเสนาบดีกรมท่าสยาม ถึงหนดะโกสุเกโนสุเก ๓. พระราชสาสนพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ถึงโชคุนอิเยยะสุ ให้เกียรติยศขนานนามว่า "ฮิสไฮเนสดะกิงออฟเยแปน" พระเจ้า กรุงยี่ปุ่น (His highness The King of Japan) ๔. อักษรสาสนโชคุนหิเดตาดา ถึงพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา แต่ขนานนามเพียงที่ใช้เรียกนายทหารผู้มียศสูงในเมืองจีน ต่ำกว่า "ฮิสไฮเนส" (His Higness) ๕. หนังสือหนดะแลเพื่อนข้าราชการของหนดะ ชื่อดอยโอเยโนกามิ ถึงเสนาบดีกรมท่าสยาม ๖. หนังสือยามาดากามาซา ถึงดอยโอเยโนกามิ ๗. หนังสือหนดะแลดอยโอเย ตอบยามาดานากามาซา ทูตสยามถึงเมืองยีโดเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม แลพักอยู่ที่อุโบสถ พุทธสาสนิกชนในตำบลเซียกวันจี ทูตแลบริวารทูตมาด้วยกัน รวม ๖๐ หรือ ๗๐ นาย ในบรรดาบริวารทูตที่มานี้มีอยู่ ๑๘ นาย


๑๙ เท่านั้น เปนผู้ได้รับพระมหากรุณาที่จะเข้าเฝ้าแหนพระเจ้ากรุงศรี อยุทธยาโดยลำพัง นอกจากคณะทูตที่เปนไทยยังมีชาวยี่ปุ่นมา ด้วย คือคนโรกุล่าม แลใกยาโซยีมอนพ่อค้าเมืองซาไก ผู้ที่เคย เดิรทางไปยังประเทศสยามหลายครั้งมาแล้ว ครั้นวันที่ ๑๓ ทูตเข้าเฝ้าโชคุน แลได้มีการปฏิสัณฐารไต่ถาม ถึงความประสงค์ที่ทูตมาในครั้งนี้ตามสมควร แล้วทูตจึ่งถวาย พระราชสาสนแลบาญชีรายสิ่งของราชบรรณาการให้ทอดพระเนตร์ ก่อนที่จะนำขึ้นถวาย เมื่อโชคุนได้ทรงอ่านพระราชสาสนแลรายสิ่ง ของราชบรรณาการเปนที่พอพระไทยแล้ว ก็กำหนดให้นำถวายใน วันที่ ๑๕ เครื่องราชบรรณาการซึ่งส่งมาถวายโชคุนในครั้งนี้คือ ดาบยาวแลสั้น ๒ เล่ม หินฝนหมึก ๑ ก้อน ปืนเล็ก ๒๐ กระบอกชาม ทองคำ ๑ ชาม ผ้า ๑๐ ไม้ (บางทีเปนผ้าที่ทำในเมืองอินเดีย ) งาช้าง ๔๕ กิ่ง เวลาเสด็จออกรับราชทูต โชคุนทรงภูษาส่ายชนิดยาวเลยพระบาทไปอิก ๑ หลา แลฉลองพระองค์ติดอินทนูสีเขียวอ่อน ประทับ เหนือพระยี่ภู่ใหญ่ มีปลอกทำด้วยผ้าปักลายดอกไม้สีแดง ลาดอยู่ตอนกลางแห่งโยดาน หรือพื้นชั้นบนของท้องพระโรงโอใบโรมา หลังพระวิสูตร์แพรซึ่งแหวกไว้พอให้เห็นพระพักตร์ ส่วนเครื่องราชบรรณาการจัดไว้วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะในห้องท้องพระโรง ผู้ที่ เฝ้าอยู่ณที่นั้นคือสะไกอุตาโนกามิ หนดะแลดอยโอเย ที่เปนคณะเสนาบดี ใช้เครื่องแต่งตัวแบบเดียวกับโชคุน ส่วนไดมิโอแลสะมูไร

๑ ฝ่ายนักรบ ๒๐ นั่งบนพื้นระเบียงชั้นนอกแห่งห้องที่อยู่ถัดไป สรวมฮากามา สั้น อย่างธรรมดา สองข้างโชคุนมีมหาดเล็กสรวมเสื้อสีม่วงประจำ อยู่ ตามที่ได้พรรณามานี้จะพึงเห็นได้ว่าเปนธรรมเนียมของชาว ยี่ปุ่นครั้งโบราณ ผู้ที่มาประชุมในราชการต้องนั่งราบกับพื้น หา ได้ยืนอย่างปัจจุบันนี้ไม่ พระราชสาสนของพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยานั้นสะไกอุตาโนกามิเปนผู้นำขึ้นถวายโชคุน มีเครื่องหุ้มห่อหลายชั้น ชั้นนอกตีตรา ประจำครั่ง ภายในเปนหีบรูปเรือขนาดยาว ในหีบมีหลอดงาหลอดหนึ่ง บรรจุสุพรรณบัตร์พระราชสาสนขนาดกว้าง ๖ นิ้ว ยาว ๑๘ นิ้ว จาฤกลายอักษรสยาม มีกระดาดขาวเขียนคำแปลไว้เปนภาษาจีน พับอย่างวิธีจีนสอดกำกับมาด้วย พระราชสาสนนี้ได้เชิญมาวางไว้ บนเสื่อใกล้หัตถ์เบื้องขวาของโชคุน ทูต ๒ นายกับล่ามนั่งอยู่บนพื้น ชั้นล่าง ห่างจากโชคุนเกือบเท่าความยาวของท้องพระโรง ส่วน ทูตอีกคนหนึ่งมิได้เข้ามาอยู่ณที่นั้นด้วย เมื่อเสด็จออก ทูตก็น้อม ศีร์ษะลงกับพื้นถวายบังคม แลได้มีการปฏิสัณฐารกันตามประ เพณีโดยสมควร แล้วทูตก็กราบบังคมลาถอยออกไป ครั้นวันที่ ๑๗ เวลาเที่ยงจึ่งได้เข้าเฝ้าทูลลากลับประเทศสยาม ส่วนอักษรสาสนตอบของโชคุนถึงพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยานั้น

๑ กางเกงขากว้าง จีบขึ้นเปนกลีบ ๆ ขาสูงเพียงเขา เมื่อ สรวมแลดูคล้ายกระโปรง

๒๑ สอดอยู่ในหีบเงินขนาดกว้าง ๗ นิ้ว ยาว ๑๘ นิ้ว สูง ๔ นิ้ว มีกุญแจ แลลูกพร้อม คาดเชือกสีแดงตีตราประจำครั่ง ห่อด้วยแพรสีม่วง บรรจุในหีบไม้บอลโลเนีย บนฝาหีบบุแพรปักลายดอกไม้ ทูตไทย ได้เข้าเฝ้าณท้องพระโรงใหญ่อย่างวันก่อน ขณะนั้นโชคุนประทับ บนอาสน์ชั้นบน มีหีบอักษรสาสนตั้งอยู่บนโต๊ะข้างน่าโดโกโนมา ส่วนเครื่องราชบรรณาการวางรายเรียงกันไว้บนเฉลียง ท้องพระโรง ชั้นล่าง ม้าอีกหลายม้าซึ่งเปนส่วนหนึ่งของเครื่องราชบรรณาการ ก็ได้ผูกบังเหียนแลอานเทียบไว้ในสนามหญ้านอกท้องพระโรง เจ้า น่าที่นำทูตไทยมาคอยเฝ้าอยู่ยังพื้นเบื้องต่ำแห่งหนึ่ง ซึ่งปูลาด ด้วยเสื่อพร้อมด้วยเสนาบดียี่ปุ่น ๓ นาย คือสะไก ดอยแลหนดะ แล้วเจ้าน่าที่ก็เชิญหีบอักษรสาสนมาตั้ง แก้ห่อเปิดหีบต่อหน้าทูตไทย เว้นแต่อักษรสาสนมิไดฉีกผนึกให็ทูตอ่านทราบข้อความ เมื่อทูต ได้ตรวจเสร็จแล้ว ก็ปิดหีบประจำตราผนึกตามเดิมแลส่งให้กับทูต แล้วจึ่งได้มอบเครื่องราชบรรณาการทั้งหลายเหล่านั้นต่อไปอีก เมื่อ เสร็จการมอบอักษรสาสนแลเครื่อราชบรรณาการแล้ว ทูตจึ่ง ถวายบังคมลาไปยังเฉลียง ในทันใดนั้นเจ้าน่าที่ก็นำพวกทูต ไปยังห้องอีกห้องหนึ่ง เพื่อรับบำเหน็จรางวัลตามสมควร คือ เงิน ๒๐๐ ลิ่ม เสื้อ ๑๐ สำรับ มีตรารูปโชคุนปักทุกตัว ส่วนล่าม

๑ ช่องซึ่งเจาะไว้ที่ฝาผนังเพื่อใช้สำหรับวางเครื่องบูชา


๒๒ ภาษาไทย ประทานเงิน ๕๐ ลิ่ม เสื้อ ๕ สำรับ ล่ามภาษายี่ปุ่นก็ได้ รับตามส่วนคล้ายกัน

๑ ศุภอักษรออกพระจุฬา ถึงเจ้าเมืองนากาซากี ศุภอักษรออกพระจุฬา มายังเจ้าเมืองนากาซากี ด้วยข้าพเจ้าออกพระจุฬาได้รับบัญชาออกญาศรีธรรมราชผู้ รับกระแสรับสั่งของพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ให้แจ้งข้อราชการ มายังท่านหะเสคาวะคนโรกุเจ้าเมืองนากาซาก็ว่า สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวพระนครศรีอยุทธยา มีพระประสงค์จะให้ทางพระราชไมตรีระหว่างประเทศสยามแลยี่ปุ่นเจริญถาวร เพื่อพ่อค้าทั้งสองประเทศ จะได้ไปมาค้าขายถึงกันได้เกิดผลประโยชน์ยิ่งขึ้น จึ่งได้โปรด เกล้า ฯ ให้ขุนพิชิตสมบัติ ๑ ขุนประเสริฐ ๑ เปนทูตจำทุลพระราช สาสนมาเจริญทางพระราชไมตรีต่อพระเจ้ากรุงยี่ปุ่น เพราะฉนั้น เมื่อทูตทั้ง ๒ ถึงเมืองนากาซากีแล้ว ขอได้โปรดช่วยเหลือ จัดการรับรองพระราชสาสน แลอนุเคราะห์ให้ราชกิจนี้ดำเนิรไป โดยสดวกเรียบร้อยตามพระราชประสงค์ อีกประการหนึ่งขอท่าน ได้โปรดนำทูตไปยังราชธานี เพื่อได้เฝ้าถวายพระราชสาสนแล เจริญทางพระราชไมตรีต่อพระเจ้ากรุงยี่ปุ่นด้วย ถ้าแม้ทูตทั้ง ๒ มีเหตุขัดข้องอย่างใดในราชกิจ ซึ่งทูตจำจะต้อง


๒๓ พึ่งพาขอความอนุเคราะห์ของท่านแล้ว ขอให้ช่วยเหลือจนเต็ม ความสามรถ ข้าพเจ้าทราบว่าประเทศยี่ปุ่นมีม้าพรรค์ดี ๆ อยู่มาก ม้า พรรค์ดีๆนี้พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาก็ต้องพระราชประสงค์ แต่ยัง หาไมได้ ถ้าแม้ท่านช่วยโปรดหาแลมอบไปกับทูตได้จะเปนที่พอ พระไทยอย่างยิ่ง แลข้าพเจ้าจะไม่ลืมระลึกถึงคุณท่านเลย (ความ มาถึงตอนนี้คล้ายว่าจะสิ้นข้อความในศุภอักษณร ที่มีต่อไปคงเปน ปัจฉิมลิขิต) โดยกระแสรับสั่งข้าพเจ้าได้จัดส่งดีบุก ๑๐ หาบ งาช้าง ๑ หาบ มายังท่าน ขอท่านได้รับไว้เปนของพระราชทาน ส่วนเครื่องราช บรรณาการที่ถวายพระเจ้ากรุงยี่ปุ่นคือ :- ๑. ดาบยาว ๑ เล่ม ๒. ดาบสั้น ๑ เล่ม ๓. ปืนยิงนก ๒ กระบอก ๔. ผ้าเทศ ๑๐ พับ ๕. ถาดทอง ๑ ถาด ๖. หินฝนหมึก ๑ แท่ง ๗. งาช้าง ๑๐ หาบ ค.ศ. ๑๖๒๑ (จุลศักราช ๙๘๓ พ.ศ. ๒๑๖๔ )


๒๔ ๒. ศุภอักษรออกญาศรีธรรมราช ถึงหนดะมะสะสุมิ ศุภอักษรออกญษศรีธรรมราช มายังหนดะมะสะสุมิแห่งกรุง ยี่ปุ่น ด้วยข้าพเจ้าได้รับพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้แจ้งมายัง ท่านว่า มีพระราชประสงค์จะบำรุงทางพระราชไมตรีกับกรุงยี่ปุ่น เพื่อให้มีเรือไปมาค้าขายถึงกันมากขึ้น จึ่งโปรดเกล้า ฯ ให้ขุนพิชิตสมบัติ ๑ ขุนประเสริฐ ๑ เปนทูตจำทูลพระราชสาสนแลเครื่องราชบรรณาการมาถวายพระเจ้ากรุงยี่ปุ่น เพราะฉนั้นเมื่อทูตไทย ที่กล่าวนามทั้ง ๒ นี้มาถึง ขอได้ช่วยเปนธุระจัดการรับรองพระ ราชสาสนและเครื่องราชบรรณาการ แล้วนำทูตเฝ้าถวายสิ่งของ ทั้งนี้ต่อพระเจ้ากรุงยี่ปุ่นยังราชธานีตามธรรมเนียม เพื่อจะได้เปน ทางเจริญพระราชไมตรีให้แน่นหนายิ่งขึ้น ถ้าแม้นมีราชกิจอันใดที่ พวกทูตจะพึงประสงค์ แลขอความอนุเคราะห์ของท่านแล้ว หวัง ว่าท่านคงจะช่วยเหลือเปนแน่ ข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าม้าในพื้นเมืองยี่ปุ่นเปนม้าพรรค์ดี พระ เจ้ากรุงศรีอยุทธยาต้องพระประสงค์ แต่ยังหาไม่ได้ ในคราวนี้ก็ ได้สั่งให้ทูตเที่ยวเสาะหาซื้อด้วยเหมือนกัน ถ้าท่านโปรดอนุเคราะห์ เสาะแสวงเลือกคัดซื้อที่ดี ๆ ให้ได้สัก ๓ ม้าแล้ว คงเปนที่พอพระ ราชหฤทัยมาก


๒๕ ถึงพระนครศรีอยุทธยาไม่สู้จะบริบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ แต่ ถ้าท่านต้องประสงค์สิ่งใดก็ขอได้บอกไปให้ทราบ อนึ่งถ้าหากทางพระราชไมตรีแห่ง ๒ พระนครนี้ถาวรวัฒนาการอยู่สืบไป แล ทางสัญจรไปมาก็ยังคงมีถึงกันอยู่โดยสดวก เรือสินค้าก็อาจไปมาค้าขายรวมกันอยู่เสมอ แลสภาพแห่งกิจการทุก ๆ อย่างระหว่างประเทศของเราก็ได้ดำเนิรไปโดยชอบด้วยทำนองครองธรรม แล สงบเรียบร้อยอยู่ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่ายแล้ว ก็จะนำมาซึ่งผลคือความ ผาสุขแก่อาณาประชาราษฏร์ในประเทศของเราด้วยกัน แลความชอบก็จะมีแก่ท่านผู้เปนเสนาบดียี่ปุ่น เพราะฉนั้นขอให้ท่านเปนธุระช่วยเหลือในเรื่องนี้จงมาก อนึ่งมีพระราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ข้าพเจ้าส่งผ้าเทศของหลวงเปนของพระราชทานท่าน ๑๐ พับ แลที่เปนส่วนของข้าพเจ้า เองส่งมาให้อีก ๒ พับ เพื่อท่านจะได้เก็บไว้เปนที่ระลึกในความ สัมพันธไมตรีของเราซึ่งมีอยู่ต่อกัน ในที่สุดข้าพเจ้าขอส่งบาญชีรายชื่อเครื่องราชบรรณาการซึ่ง พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาส่งมาถวายพระเจ้ากรุงยี่ปุ่นนั้นด้วย (ต่อนี้ไปก็มีบาญชีสิ่งของอย่างศุภอักษร ฉบับของออกพระ จุฬา)



๒๖ ๓. พระราชสาสนของพระเจ้าทรงธรรม พระราชสาสนในสมเด็จพระบรมบพิธพระเจ้าวรพน (กรุงเทพฯ) มหานครทวาราวดีศรีอยุทธยามหาดิลกภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์เจริญทางพระราชไมตรีมายังพระเจ้ากรุงยี่ปุ่น เปนธรรมเนียมมาแต่อดีต สมเด็จพระมหากระษัตราธิราชเจ้าผู้ทรงพระปรีชาญาณ ย่อมดำรงทศพิธราชธรรมทนุบำรุงไพร่ ฟ้าข้าแผ่นดิน แลรักษาทางพระราชไมตรีกับพระนครอื่นมิให้มัว หมอง เพราะฉนั้นประชาชนชาวพระนครที่อยู่ใกล้ก็ได้ร่มเย็นเปน สุข ประชาชนชาวต่างประเทศก็พากันมาพึ่งโพธิสมภาร กรุงเทพมหานครกับกรุงยี่ปุ่น ก็เปนประเทศที่มีเกียรติเสมอ กัน เราประสงค์จะให้ ๒ พระนครคงเปนมิตร์ไมตรีดังแต่กาลก่อน พระนครของเราทั้ง ๒ ห่างไกลกันแลมีมหาสมุทรคั่นอยู่ จึ่งไม่ใคร่จะ ได้ไปมาหากันตามความประสงค์ พระนครของเราทั้ง ๒ นับถือ พระบวรพุทธสาสนาแลมีขนบธรรมเนียมคล้ายคลึงกัน เปนแต่ เรายังมิได้ร่ำเรียนคำภีร์ทางลัทธิมหาญาณ พระองค์ย่อมจะได้ ทรงศึกษาแล้ว ถ้าแจ้งมาให้ทราบบ้างก็จะดี เรือพวกพ่อค้ายี่ปุ่นได้มาค้าขาย ถึงกรุงศรีอยุทธยาเสมอมา หลายปีแล้ว เราได้เอาเปนธุระทนุบำรุงพวกยี่ปุ่นโดยมีเมตตาเสีย ยิ่งกว่าประชาชนชาวเมืองของเราเองก็ว่าได้ เราได้กำชับสั่งเจ้า น่าที่ให้เอาเปนธุระช่วยเหลือเกื้อกูลชาวยี่ปุ่น ที่มาค้าขายให้ได้ค้า


๒๗ ขายโดยสดวก แลได้ตั้งให้ขุนไชยสุนทรเปนนายอำเภอ มีน่าที่ ตรวจตราดูแลชาวยี่ปุ่นที่ได้เข้ามาพำนักอาไศรย ทั้งที่มาใหม่แล เก่า ให้ได้รับความเกื้อหนุนในการค้าขายโดยเสมอน่ากัน จะได้ เปนการจูงใจให้ชาวยี่ปุ่นเข้ามาตั้งการค้าขาย ยังพระนครมากยิ่งขึ้น เพื่อให้พระองค์ทราบความประสงค์ของเราดังกล่าวแล้ว ได้แต่งให้ ขุนพิชิตสมบัติ ๑ ขุนประเสริฐ ๑ เปนทูตจำทูลพระราชสาสนแล เครื่องราชบรรณาการมาถวายเปนที่ระลึก แลอำนวยพร ถ้าและพระองค์มีพระประสงค์จะให้ความสัมพันธไมตรีของเรา ทั้ง ๒ ชาติดำรงคงอยู่แล้ว ก็จงอย่าให้การคมนาคมของเราใน อนาคตขาดจากกันเสียเลย การที่เรามีความสัจสุจริตอยู่ต่อกัน ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของเราทั้ง ๒ ประเทศก็จะได้รับความร่มเย็นเปนสุขโดยทั่วน่า ประเทศสยามไม่สู้จะมั่งคั่งสมบูรณ์ แต่ถึงกระนั้นถ้าพระ องค์ต้องพระประสงค์สิ่งอันใด ก็จงได้ออกพระโอษฐ์รับสั่งแก่ผู้ เปนมิตร์ของพระองค์ชั่วกาลนานเถิด อนึ่งเราทั้ง ๒ ร่วมนับถือพระ บวรพุทธสาสนนาด้วยกัน ย่อมเปนเหตุอย่างหนึ่งซึ่งกระทำให้ความ สัมพันธไมตรีแลความเจริญของเรารุ่งเรืองอยู่ชั่วฟ้าแลดิน การ ที่เราจัดการบ้านเมืองดี จนเปนที่พอใจของประชาราษฏร์ที่มาพึ่งพา โพธิสมภารนั้น จะเปนแบบอย่างแก่ประเทศอื่น ๆ ด้วย หวังใจว่าเมื่อทูตได้มาเจริญทางพระราชไมตรีแลเสร็จกิจการ


๒๘ แล้ว พระองค์คงจะทรงจัดให้ได้กลับไปแจ้งข้อราชการให้เรา ทราบโดยเร็ว ๔. อักษรสาสนโชคุน ถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา อักษรสาสนมินาโมโตเดตาดา เจริญทางพระราชไมตรีมา ยังพระเจ้ากรุงสยาม ด้วยเหตุว่าถิ่นฐานบ้านเมืองของข้าพเจ้า กับของพระองค์มี มหาสมุทรอันกว้างใหญ่คั่นขวางอยู่ จึ่งมิได้มีการคมนาคมติดต่อกัน มาแต่กาลก่อน แต่เพราะเหตุที่มีเรือลูกค้าไปมาอยู่บ้าง ข้าพเจ้า จึ่งได้ทราบขนบธรรมเนียมของพระองค์พอเปนเลาความ ครั้น เมื่อได้ทราบความในพระราชสาสน ซึ่งขุนพิชิตสมบัติแลขุนประเสริฐเชิญมา กับทั้งถ้อยคำที่ทูตทั้ง ๒ ได้ให้ล่ามแปลแจ้งแก่ข้าพเจ้า โดยตลอดแล้ว จึ่งเปนอันเข้าใจการแจ่มแจ้งทุกข้อ ประดุจได้ ไปถึงพระนครศรีอยุทธยาแลได้เห็นกิจการทุกสิ่งทุกอย่าง ด้วยตา ของข้าพเจ้าเอง ถึงแม้จะมิได้เคลื่อนที่ไปเพียงสักนิ้วหนึ่งก็ดี ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีที่พระองค์ได้มีพระไทย ส่งสิ่งของ ๖ อย่างมาประทาน สิ่งของเหล่านั้นได้รับไว้แล้ว ที่พระองค์ กล่าวถึงความเลื่อมใสในพุทธสาสนา แลว่าทั้ง ๒ พระนครย่อม นิยมคุณความดีเปนอย่างเดียวกันนั้น รับได้ว่าบุญราศีได้มีอยู่ ในบ้านเมืองของเราจริง ตั้งแต่ประเทศยี่ปุ่นสฐาปนาขึ้นก็ได้มี


๒๙ คติธรรมถือสืบต่อกันตลอดมา แลทั้งธรรมตามลัทธิในพระพุทธ สาสนาที่ได้มาประดิษฐานในประเทศญี่ปุ่น ก็เปนธรรมอันวิเศษ โดยมากทั้ง ๒ อย่าง บุคลชั้นสูงในประเทศยี่ปุ่นนับถือคติธรรม ตามลัทธิอาจารย์ขงจู๊สอน อันกอบด้วยกำลัง ๓ ประการ น่าที่ ทั้ง ๕ ประการแลพุทธบัญญัต มีอริยสัจ ๓ เปนต้น ตลอดจนศีล ทั้ง ๕ การ ประชาชนพลเมืองทุกจำพวกตลอดจนนักรบ ชาวนา ลูกค้า ต่างก็ประพฤติธรรมานุธรรมปฏิบัติตามสมควรแก่อัตตภาพ แห่งตนๆ เพราะฉนั้นในประเทศยี่ปุ่นจึ่งมีคัมภีร์เปนอันมาก ทั้ง คัมภีร์ที่ได้มาจากมัชฌิมประเทศ แลคัมภีร์ที่ได้มาจากประเทศจีน ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มา ชาวเมืองยี่ปุ่นไม่ใช่แต่นับถือพระพุทธสาสนา เท่านั้น ถึงอักษรสมัยแลยุทธสศาสตร์ก็ชำนิชำนาญมาก ดังทูต ไทยได้มาเห็นแลทราบประเพณีอยู่แล้ว ไม่จำต้องชี้แจงยิ่งไปอีกข้าพเจ้ามีความยินดีที่พระองค์ตั้งพระไทยจะให้มีหนังสือไปมาถึงกัน ทุกปี ข้าพเจ้าก็ตั้งใจที่จะเปนไมตรีฉันทะประเทศอยู่ใกล้เคียงกัน ข้าพเจ้าได้ส่งสิ่งของอันมีค่าเล็กน้อยมาถวายเปนราชบรรณา การตอบแทน ตามบาญชีที่ได้แนบมาพร้อมกับอักษรสาสนนี้ ขอ พระองค์จงได้รับไว้แลจงทรงพระเจริญตลอดฤดูกาลเทอญ ณวันขึ้น ๙ ค่ำเดือนตุลาคม ค.ศ. ๑๖๒๑ (จุลศักราช ๙๘๓ พ.ศ. ๒๑๖๔)

๑ เห็นจะเปนอริยสัจ ๔

๓๐ ๕. หนังสือคณะเสนาบดียี่ปุ่น ตอบศุภอักษรออกญาพระคลัง หนังสือหนดะโกสุเกมาซาสุมิ แลดอยโอเยโนสุเกโตฉิ กัดสุ คณะเสนาบดีแห่งกรุงยี่ปุ่นมายังท่านออกญาศรีธรรมราช เสนาบดีกรมท่าเเห่งประเทศสยาม ด้วยข้าพเจ้าได้รับศุภอักษร ดำเนิรกระแสรับสั่งของพระเจ้ากรุงสยามอันเปนประเทศที่มีเกียรติของท่านแล้ว มีความยินดีมากเมื่อขุนพิชิตสมบัติ แลขุนประเสริฐทูตไทยทั้ง ๒ นายจำทูลพระราช สาสนมาเจริญทางพระราชไมตรี แลคุมเครื่องราชบรรณาการทั้ง ๖ อย่าง มีรายชื่อตามบาญชีของท่าน มาถึงกรุงยี่ปุ่นนั้น ข้าพเจ้าได้ประชุมกันนำเอาซึ่งกิจจานุกิจทั้งนี้ขึ้นกราบทูลโชคุนมินาโมโต พระ องค์ทรงพระปรีดาปราโมทย์ที่ได้พบทูตทั้ง ๒ เปนอย่างยิ่ง แลได้ มอบอักษรสาสนมากับทูตทั้ง ๒ นี้ด้วย อนึ่งข้อที่ท่านกล่าวว่าการมีหนังสือไปมาถึงกันทุก ๆ ปี แลมีเรือค้าขายเดิรไปมาอยู่เสมอจะกระทำให้เรามีสัมพันธไมตรีสนิทสนมกันนั้น เปนอันสมจริง ข้าพเจ้าก็เหมือนพ้องด้วย ส่วนที่ว่าพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาโปรดม้า แม้ยี่ปุ่นก็เหมือนกัน เพราะยี่ปุ่นเปนชาติที่มีนิสัยนักรบ ย่อมพอ ใจที่มีม้าดี ๆ ไว้ขับขี่ โชคุนมินาโมโตทรงยินดีที่ได้ทรงทราบ พระราชประสงค์ของพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา จึ่งได้จัดม้าหลาย ม้ากับเครื่องราชบรรณาการอื่นๆที่หาได้ในประเทศยี่ปุ่นส่งมาถวาย

๑ ออกญาพระคลัง

๓๑ ขอท่านได้ช่วยนำขึ้นถวายด้วย อนึ่งข้าพเจ้ารู้สึกในพระมหากรุณา อันใหญ่หลวงที่ได้พระราชทานสิ่งของ แลทั้งขอบบุญคุณของ ท่านที่ได้ส่งสิ่งของไปให้เปนส่วนตัว เพื่อเปนการตอบแทนขอส่ง ม้าซึ่งไม่สู้จะมีมูลค่าสูงนักมาถวาย ๑ ม้า กับดาบยี่ปุ่นอย่างคมมา ให้ท่าน ๑ เล่ม ส่วนข้อความนอกจากนี้ทูตคงจะได้นำมาแจ้งแก่ ท่านแล้ว (สหัตถลิขิต) หนดะโกสุเกโนสุเกมาซาสุมิ (สหัตถลิขิต) ดอยโอเยโนสุเกโตฉิกัดสุ รายชื่อเครื่องราชบรรณาการที่สอดมาในซอง ๑. ฉากยี่ปุ่นทำด้วยกระดาดทอง ๓ ฉาก ๒. เกราะ ๓ สำรับ ๓. ดาบ ๒ เล่ม ๔. ม้า มีอานแลบังเหียนพร้อม ๓ ม้า

๖.หนังสือยามาดากามาซา ถึงดอยโตฉิกัดสุ หนังสือยามาดานามาซา มายังดอยโตฉิกัดสุ ด้วยราชทูตไทยได้เชิญพระสุพรรณราชสาสนของพระเจ้ากรุงศรี อยุทธยามาเจริญทางพระราชไมตรีต่อพระเจ้ากรุงยี่ปุ่น เพราะฉะนั้น ขอท่านได้เปนธุระช่วยเหลือทูต ตามกำลังความสามารถที่พอจะช่วย ได้ ทูตคณะนี้เปนไทย ๒ นาย เปนยี่ปุ่นสำหรับให้เปนล่าม ๑ นาย


๓๒ ชื่ออิโตกินเดยุ นำเครื่องราชบรรณาการมาถวายพระเจ้ากรุงยี่ปุ่น ดังรายชื่อที่แจ้งอยู่ในบาญชีนั้นแล้ว เพราะฉนั้นขอท่านได้ช่วยนำ ทูตเฝ้าถวายเครื่องราชบรรณาการเหล่านี้ต่อพระเจ้ากรุงยี่ปุ่นด้วย ข้าพเจ้าจัดได้หนังปลาฉลาม ๒ ผืน กับดินปืนหนัก ๒๐๐ ชั่งส่งมา ให้ท่าน ในที่สุดขอแสดงความนับถืออย่างสูง (สหัตถลิขิต) ยามาดาอิซายีมอน นากามาซา ณวันที่ ๑๓ พฤศภาคม ค.ศ. ๑๖๒๑ (จุลศักราช ๙๘๓ พ.ศ. ๒๑๖๖) ๗. หนังสือหนดะโกสุเกแลดอยโอเย ตอบยามาดากามาซา หนังสือหนดะโกสุเก แลดอยโอเยโนสุเกโตฉิกัดสุ มายัง ยามาดานากามาซา หนังสือของท่านแลทั้งพระราชสาสนที่ทูตไทยทั้ง ๒ นำไปพร้อมกับเครื่องราชบรรณาการนั้น ได้ถึงกรุงยี่ปุ่นโดยสวัสดิภาพ ข้าพเจ้า ได้นำทูตเฝ้าถวายพระราชสาสนแลเครื่องราชบรรณาการเหล่านั้น แก่โชคุน พระองค์ก็ได้มีอักษรสาสนตอบแลให้ทูตเชิญกลับมา ถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาแล้ว ข้อความอื่น ๆ อิกุล่ามจะได้ แจ้งให้ท่านทราบอีก หนังปลาฉลาม ๒ ผืนกับดินปืนหนัก ๒๐๐ ชั่งนั้น ข้าพเจ้าทั้ง ๒ ได้รับไว้แล้ว มีความขอบใจเปนอันมาก ข้าพเจ้า


๓๓ ขอส่งผ้าขาว ๒๐ พับมาให้ท่าน เพื่อเปนเบี้ยปรับในการที่หนังสือ ฉบับนี้มิได้มีข้อความพิศดาร (สหัตถลิขิต ) หนดะโกสุเกโนสุเก (สหัตถลิขิต ) ดอยโอเยโนสุเกโตฉิกัดสุ ณเดือนตุลาคม ค.ศ. ๑๖๒๑ (จุลศักราช ๙๘๓ พ.ศ. ๒๑๖๔ )








ตอนที่ ๓

ใน ค.ศ. ๑๖๒๓ ปีกุน (จุลศักราช ๙๘๕ พ.ศ. ๒๑๖๖ ) มี จดหมายไทยมายี่ปุ่น ๕ ฉบับ กล่าวถึงเรื่องกรุงกัมภูชาเปนขบถ แล ขอให้โชคุนห้ามชนชาติยี่ปุ่นมิให้ไปมาค้าขายในกรุงกัมภูชา หรือ ช่วยเกื้อหนุนพวกขบถเปนอันขาด โชคุนได้มีอักษรสาสนตอบ ไปโดยอาการอันสม่ำเสมอในถานมิตรภาพ ว่าให้ทรงไว้พระไทย ในชนชาวยี่ปุ่น ซึ่งคงจะรักษาความสัจสุจริตแลสัมพันธไมตรีเปน อันดี ทูตไทยได้เชิญพระราชสาสนของพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยามาถึงเมืองนากาซากีในเดือนสิงหาคม แล้วเดิรทางต่อไปยังกรุงโตเกียว แลเข้าเฝ้าถวายพระราชสาสนแก่โชคุนหิเดตาดานอกราชสมบัติ เมื่อ วันที่ ๒๑ กันยายน ค.ศ. ๑๖๒๓ (จุลศักราช ๙๘๕ พ.ศ. ๒๑๖๖) ณท้องพระโรงใหญ่แห่งตำหนักนิโจ ในทำนองเดียวกับเมื่อมาครั้ง ก่อน แลต่อมาในวันที่ ๒๔ เดือนนั้นทูตไทยได้เข้าถวายตัวต่อโชคุนในราชสมบัติโอรสของโชคุนหิเดตาดาณตำหนักฟูจิมิ ครั้น ล่วงมาอิก ๒ วันโชคุนจึ่งมีรับสั่งให้เตรียมอักษรสาสนตอบรับพระราชสาสนของพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ซึ่งเขียนมาเปนภาษาจีนถึงโชคุน หิเดตาผู้เปนพระบิดา ข้อความในหนังสือที่มีไปมาต่อกัน มี ปรากฎดังต่อไปนี้ :-


๓๕ ๑. พระราชสาสนพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ถึงพระเจ้ากรุงยี่ปุ่น พระราชสาสนในพระบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าวรพนมมหานครทวาราวดีศรีอยุทธยามหาดิลกภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ พระเจ้า กรุงสยาม เจริญทางพระราชไมตรีมายังพระเจ้ากรุงยี่ปุ่น ด้วยเมื่อปีกลายเราได้อักษรสาสนอันไพเราะ ของพระองค์ ตามเนื้อความกระทำให้มั่นใจว่า พระองค์ปรารถนาจะให้ทางพระราชไมตรีของเราดำรงคงอยู่ต่อไป ได้ทราบว่าพระองค์เปนผู้ทรง ธรรมอันประเสริฐ ทั้งเสนาบดีก็มีวุฒิ บ้านเมืองก็เปนปรกติ ราษฏรมีความสุขสำราญ พระพุทธสานาก็รุ่งเรืองและรักษาขนบ ธรรมเนียมมั่นคง จึ่งมีความยินดีเปนอย่างยิ่ง กรุงศรีอยุทธยากับกรุงยี่ปุ่นมีมหาสมุทคั่นอยู่ แต่ก่อนจึ่ง ไม่สามารถจะสื่อสาสนถึงกัน แต่บัดนี้มีเรือค้าขายไปมาถึงกันแล้ว จึ่งเปนเหตุให้เจริญทางพระราชไมตรีติดต่อกันได้ ในเวลานี้เรา ได้ทราบประจักษ์ว่า พระองค์มีไมตรีต่อเรายิ่งกว่าที่เปนประยุรญาติ กันเสียอีก เมื่อปีกลายเราตั้งใจจะมีพระราชสาสนมาถามข่าวคราว แต่มีเหตุเกิดขึ้นคือ พระเชษฐาบุตร์ผู้เปนทายาทของพระศรีสุพรรณราช เจ้ากรุงกัมภูชา ซึ่งเปนข้าขอบขันธสีมามีความซื่อสัจต่อกรุงสยาม เราตั้งให้เปนผู้ครอบครองเมือง แลได้ประพฤติตัวมาโดยเรียบ

๑ อยู่หัวพระ

๓๖ ร้อยตลอดจนถึงพิลาลัย มิได้กระทำตามคำสั่งของบิดาซึ่งสั่งว่า ให้มีความซื่อตรงต่อไทย ขึ้นทรงราชโดยพลการ กระทำ ความลบหลู่ไม่ส่งราชบรรณาการแลไม่ฟังบังคับบัญชา ของกรุงศรี อยุทธยา จึ่งบรรดามุขมนตรีแห่งกรุงศรีอยุทธยาปฤกษาเห็น พร้อมกันว่าควรแต่งทูตไปว่ากล่าวโดยดี แต่เจ้ากรุงกัมภูชาก็ไม่ เชื่อฟัง กลับก่อการกำเริบต่าง ๆ เพราะขัดข้องอยู่ด้วยเหตุนี้ จึ่ง กระทำให้เราต้องงดการที่จะมีพระราชสาสนมายังพระองค์ บัดนี้กรุงศรีอยุทธยากำลังตระเตรียมรี้พล จะยกกองทัพบกแล เรือลงไปปราบปรามกรุงกัมภูชาเสียให้สงบราบคาบ แต่ชาวยี่ปุ่น ที่ไปมาค้าขายณกรุงกัมภูชาก็มีอยู่ ถ้าหากในเวลาไทยกับเขมร เกิดรบพุ่งกัน ชาวยี่ปุ่นไปช่วยเขมรรบแลถูกบาดเจ็บล้มตาย ก็จะ เปนเหตุให้ทางพระราชไมตรีระหว่างไทยกับยี่ปุ่นมัวหมองไป เพราะ ฉนั้นจึ่งขอบอกให้พระองค์ห้ามชาวยี่ปุ่น อย่าให้ไปยังกรุงกัมภูชา จนกว่าจะเสร็จสงคราม ด้วยเหตุเรา ๒ พระนครเปนสัมพันธ ไมตรีกันอย่างสนิทสนม เปรียบประดุจอัฐิอันต่อชิดติดกับมังสัง แลประโยชน์ทั้งปวงก็เปนอันหนึ่งอันเดียวกัน ทุกข์แลสุขก็ย่อมร่วม กัน ขอจงอย่าให้สรรพสิ่งอันใดมาเปนอุปสัค แลให้การไปมา ของเราคงมีอยู่เสมอทุกปีอย่าได้ขาด ถ้ามีสิ่งใดในเมืองเราที่ พระองค์ประสงค์จงออกพระโกษฐ์บอกไป จะจัดถวายตามความ ประสงค์ทุกอย่าง เพื่อให้ทางพระราชไมตรีในระหว่าง ๒ พระนคร


๓๗ เจริญยิ่งขึ้น ได้แต่งให้หลวงท่องสมุท ๑ ขุนสวัสดิ์ ๑ เปนทูต จำทูลพระราชสาสนอันจาฤกในสุพรรณบัตร์ มีคำแปลเปนภาษา จีน พร้อมทั้งเครื่องราชบรรณาการมาถวายคือ ๑. หมวกสานด้วยผิวไม้ ๒. ไม้หอมหนัก ๔ ชั่ง ๓. การบูนหนัก ๒ ชั่ง ๔. ผ้าริ้ว ๕ สีพื้นทอง ๑ พับ ๕. ผ้าริ้ว ๕ สีพื้นเงิน ๑ พับ ๖. ผ้าริ้ว ๕ สีพื้นเหลือง ๑ พับ ๗. ผ้าริ้ว ๓ สีพื้นเหลือง ๑ พับ ๘. ผ้าโปร่งสีขาว ๑๐ พับ ๙. ผ้าเทศสีขาว ๑๐ พับ ๑๐. ปืนยิงนกกระบอกคร่ำทอง ๒ กระบอก ๑๑. ขนนกการเวกสีขาวหนัก ๑๐ ชั่ง

๒.อักษรสาสนโชคุนมินาโมโตหิเดตาดา ตอบพระราชสาสน พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา อักษรสาสนโชคุนมินาโมโตหิเดตาดา เจริญทางพระราชไมตรีมายังพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้ทราบว่า พระองค์ได้ทรงรับอักษรสาสน ซึ่งมีมาเมื่อ ๒ ปีนั้นแล้ว แลยังโปรดให้ทูตไทย ๒ นายจำทูล

๓๘ พระราชสาสนไปในคราวนี้อีก ข้าพเจ้าขอขอบพระไทยอย่างยิ่ง ในเรื่องที่เจ้ากัมภูชาขึ้นครองราชสมบัติโดยพลการ แล กระทำความลบหลู่มิได้ส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวาย คณะมุขมนตรี จึ่งได้ปฤกษาตกลงให้กรีธาทัพยกไปปราบปราม แต่ยังเกรงว่าถ้าชาวยี่ปุ่นที่เปนพ่อค้าวานิชย์ไปตั้งพำนักอาไศรยอยู่ ณกรุงกัมภูชา เข้าช่วยเหลือเขมรรบถูกบาดเจ็บล้มตาย ทางพระราชไมตรีจะ มัวหมองนั้น ขออย่าได้ทรงพระวิตกเลย เพราะการที่พระองค์ทรงกระทำ ก็เปนการชอบธรรม ธรรมดาพ่อค้าควรพวงแต่แสวงหากำไรแลผลประโยชน์ ถ้า กลับไปประพฤติการอันมิชอบ ก็ไม่ควรจะพระราชทานอภัย เพราะ ฉนั้นขอให้ทรงจัดการปราบปรามพวกขบถตามพอพระไทยเถิด อย่า ได้ทรงเกรงใจเลย ที่พระองค์มีพระราชประสงค์จะให้เรือค้าขาย ไปมาถึงกันอยู่ทุกปีนั้น ข้าพเจ้าจะเอาเปนธุระให้สมดังพระราชประสงค์ ส่วนข้อความนอกจากนี้ได้ส่งมากับล่าม (ทูต) ให้ทูล ชี้แจงแล้ว ข้าพเจ้าได้ส่งสิ่งของเล็กน้อยมาถวายเปนราชบรรณา การ ตามรายชื่อที่ได้แนบมากับอักษรสาสนนี้ ในที่สุดพระองค์จงทรงพระเจริญ ณเดือนกันยายน ค.ศ. ๑๖๒๓ (จุลศักราช ๙๘๕ พ.ศ. ๒๑๖๖ ) รายชื่อเครื่องราชบรรณาการ ๑. โตมอน ๒ อัน


๓๙ ๒. เสื้อ ๓๐ เสื้อ ๓. ม้าอานแลบังเหียนพร้อม ๒ ม้า

๓. หนังสือออกญาศรีธรรมราช ถึงสะไกอุตาโนกามิ หนังสือออกญาศรีธรรมราช มายังสะไกอุตาโนกามิ เสนาบดีแห่งกรุงยี่ปุ่น ด้วยข้าพเจ้าได้ทราบว่า พระเจ้ากรุงยี่ปุ่นมีพระไทยที่จะรักษาทางพระราชไมตรีกับกรุงศรีอยุทธยา ทั้งนี้ก็เพราะท่านเสนาบดี ได้ช่วยอนุเคราะห์ ข้าพเจ้ามีความขอบคุณท่านมาก อักษรสาสน ของพระเจ้ากรุงญี่ปุ่นเมื่อได้อ่านแล้ว ก็เหมือนกับได้ยินกระแส รับสั่งของพระองค์โดยเฉภาะหน้า ข้าพเจ้ารู้สึกถึงพระเดชพระคุณ เหลือที่จะพรรณา ได้ทราบว่าท่านได้รับรับสั่งให้ส่งม้างาม ๆ หลาย ม้ามาเปนเครื่องราชบรรณาการตอบแทน จึ่งได้นำความขึ้นกราบ บังคมทูลพระองค์ทรงยินดีเปนอย่างยิ่ง ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้ ทราบด้วยว่า พระเจ้ากรุงยี่ปุ่นทรงพระเจริญสุขสำราญ เมื่อปีกลายนี้ตั้งใจจะถามข่าวคราวท่าน แต่บังเอินเกิดเหตุ ฉุกละหุกขึ้นทางบ้านเมือง จึ่งมีความเสียใจที่มิได้ไต่ถามไป บัด นี้ข้าพเจ้าได้แต่งสำเภาลำหนึ่ง ให้หลวงท่องสมุทกับขุนสวัสดิเปนทูตเชิญสุพรรณบัตร์พระราชสาสน แลเครื่องราชบรรณาการมา ยังกรุงยี่ปุ่นเพื่ถวายโชคุน เมื่อทูตไปถึง ขอท่านจงได้รับรอง


๔๐ อย่างฉันทมิตร์ แลอนุเคราะห์ให้ได้เข้าเฝ้าถวายพระราชสาสน กับเครื่องราชบรรณาการนั้นด้วย หวังว่าท่านคงจะมีแก่ใจช่วย เหลือเปนแน่ อนึ่งยี่ปุ่นมีม้าดี ๆ อยู่มาก ขอท่านช่วยสืบหาม้าที่ใหญ่ แข็งแรงแลมีฝีมือเท้ารวดเร็ว แล้วแนะนำให้ทูตจัดซื้อมาฝากด้วย ถ้า และกรุงศรีอยุทธยามีของสิ่งใดที่ท่านปรารถนา ขอจงได้แจ้งให้ ทราบ จะจัดส่งไปให้ตามความประสงค์ ข้อนี้ก็เปนพระราชประสงค์ ของพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยายิ่งนักด้วย ได้จัดสิ่งของส่งมาฝาก ท่านเพื่อแสดงน้ำใจไมตรี คือ ๑. งาช้าง ๓ หาบ ๒. ผ้าขาว ๔ พับ ๓. ผ้าโปร่ง ๘ พับ ณ ค.ศ. ๑๖๒๓ (จุลศักราช ๙๘๕ พ.ศ. ๒๑๖๖)

๔. หนังสือพู่จิวาราตาดาโย อุตาโนกามิ ถึงออกญาพระคลัง หนังสือฟูจิวาราตาดาโยอุตาโนกามิ เสนาบดีแห่งกรุงยี่ปุ่น มายังออกญาพระคลัง ด้วยเมื่อข้าพเจ้าได้อ่าน แลอ่านทบทวนหนังสือของท่านตลอดแล้ว ก็ได้นำข้อความเสนอต่อที่ประชุมเสนาบดี แลกราบทูล โชคุนให้ทรงทราบว่า หลวงท่องสมุทกับขุนสวัสดิเปนทูตสยาม


๔๑ เชิญสุพรรณบัตร์ พระราชสาสนแลเรื่องราชบรรณาการมาเจริญ ทางพระราชไมตรี เวลานั้นบังเอินโชคุนเสด็จแปรพระสำนักจาก เมืองยีโดยังเมืองกิโอโต ข้าพเจ้าจึ่งต้องนำทูตไปเฝ้าถวายสุพรรณ บัตร์พระราชสาสนแลเครื่องราชบรรณาการที่นั้น โชคุนได้มี อักษรสาสนตอบมอบให้ทูตทั้ง ๒ ไปแล้ว ส่วนเครื่องราชบรรณา การซึ่งจะถวายโชคุนองค์ใหม่ก็ได้นำถวายด้วยเหมือนกัน โชคุน ได้จัดม้าที่มีลักษณดี มีเครื่องพร้อม ส่งมาถวายเพื่อตอบแทน ขอท่านได้นำความขึ้นกราบทูลด้วย ส่วนตัวข้าพเจ้าก็พลอยได้รับของรางวัลถึง ๓ สิ่ง ซึ่งไม่ทราบ ว่า จะแสดงความขอบใจอย่างใด จึ่งจะสมกับความรู้สึกอันจริงใจ ทางไมตรีระหว่าง ๒ พระนครนี้สำคัญอยู่ที่มีใจเปนอันหนึ่งอันเดียว กัน ข้อที่อยู่ระหว่างทางห่างไกลกันด้วยมีมหาสมุทอันมโหฬารคั่นขวาง อยู่นั้นไม่สำคัญ ข้าพเจ้าได้จัดม้า ๑ ม้าส่งมาถวาย ขอท่านได้ช่วยนำถวายด้วย โชคุนทั้ง ๒ พระองค์จะเสด็จกลับยังเมืองยีโดต้องรีบ ไปเฝ้า จึ่งไม่สามารถจะเขียนข้อความให้ยืดยาวกว่านี้ หวังว่า การทั้งปวงทูตคงจะกลับไปแจ้งให้ท่านทราบ ในที่สุดขอจงมีความสุขความเจริญ ณวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๔ ตุลาคม ค.ศ. ๑๖๒๓ (จุลศักราช ๙๘๕ พ.ศ. ๒๑๖๖ ) (สหัตถลิขิต ) อุตาโนกามิฟูจิวาราตาดาโย ๖

๔๒ ๕. หนังสือของออกญาศรีธรรมราช ถึงดอยโตฉิกัดสุขุนนางผู้ใหญ่ของยี่ปุ่นอีกคนหนึ่ง ก็มีเนื้อความอย่างเดียวกับฉบับที่ถึงสะไกอุตาโนกามิ

๖. หนังสือดอยโตฉิกัดสุ ตอบออกญาพระคลัง หนังสือดอยโอเยโนกามิฟูจิวาราโตฉิกัดสุเสนาบดี มายังออกญาศรีธรรมราช ด้วยข้าพเจ้าได้กราบทูลโชคุนให้ทรงทราบว่า ทูตไทยทั้ง ๒ นายเชิญพระราชสาสนมายังกรุงยี่ปุ่น แลได้พรรณาถึงทูตที่เชิญ พระราชสาสนมาเจริญทางพระราชไมตรีเมื่อ ๒ ปีก่อนนั้นว่า เมื่อ ทูตกลับถึงประเทศสยามโดยสวัสดิภาพแล้ว ก็ได้เชิญอักษรสาสน ตอบของโชคุนเข้าไปถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา แลเล่าถึงการ ที่ได้พบเห็นความเจริญต่างๆในกรุงยี่ปุ่นถวายโดยตลอด เมื่อ ทูตไทยทั้ง ๒ มาถึงนั้น ประจวบกับเวลาที่โชคุนเสด็จไปเยี่ยมเยือนเมืองกิโอโต ข้าพเจ้าจึ่งได้นำทูตไปเฝ้าถวายพระราชสาสนแล เครื่องราชบรรณาการยังที่นั้น โชคุนได้มีอักษรสาสนตอบแลมอบ เครื่องราชบรรณาการตอบแทนให้ทูตคุมไป ขอท่านได้นำสิ่งของ ทั้งนี้ขึ้นถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาด้วย

๑ ลงวันเดียวกับฉบับที่ ๔


๔๓ ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้ทราบหนังสือของท่านว่า พระเจ้า กรุงศรีอยุทธยาทรงพระเจริญสุขสำราญ แลขอบใจที่ท่านได้ส่งสิ่ง ของ ๓ สิ่งมาให้ ข้อที่จะให้มีเรือค้าขายไปมาถึงกันนั้น ข้าพเจ้าก็เห็นพ้องด้วย เพราะเมื่อทางพระราชไมตรีระหว่าง ๒ พระนครเจริญยิ่งขึ้น ประ โยชน์ของเราทั้ง ๒ ประเทศก็คงจะงอกงามขึ้นเช่นเหมือนกัน ส่วนม้าในประเทศยี่ปุ่นนอกจากที่จะช่วยทูตจัดหาตามประสงค์ ข้าพเจ้ายังได้จัดม้าซึ่งมีสกุลอีก ๑ ม้า ส่งไปกำนัลให้ท่านด้วย ในที่สุดขอท่านจงมีความสุขชั่งกาลนาน ณวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๔ ตุลาคม ค.ศ. ๑๖๒๓ (จุลศักราช ๙๘๕ พ.ศ. ๒๑๖๖)

๗. หนังสืออิตะกุระสุโจ ตอบออกญาพระคลัง หนังสืออิตะอุระสุโจโนกามิ มินาโมโต โนอาซอนชิเนมุเน มายังออกญาศรีธรรมราช ด้วยข้าพเจ้าได้รับหนังสือของท่านแล้ว แม้จะได้อยู่ห่างไกล กันนับตั้ง ๑๐๐๐ โยชน์ ก็ยังรู้สึกประดุจได้สนทนาปราไสยกันต่อหน้า แลทั้งเมื่อได้ทราบว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาทรงพระเจริญสุข สมบูรณ์ ก็ยิ่งทวีความยินดีขึ้นอีกเปนเอนก การที่พระเจ้ากรุง ศรีอยุทธยาส่งทูตจำทูล พระราชสาสนมาเจริญทางพระราชไมตรี


๔๔ เมื่อปีกลาย จนมีสัมพันธไมตรีสนิทสนมต่อกันขึ้นเช่นนี้ พระเจ้ากรุงยี่ปุ่นทรงพระปรีดาปราโมทย์ยิ่งนัก ข้าพเจ้าแลเหล่ามุข มนตรีอีกหลายนายได้รับกระแสรับสั่งให้นำทูตขึ้นเฝ้า แลถวาย สุพรรณบัตร์พระราชสาสนกับเครื่องราชบรรณาการต่าง ๆ นั้นแล้ว ความข้อนี้ท่านคงจะได้ทราบตามอักษรสาสนที่พระเจ้ากรุงยี่ปุ่น มอบไปกับทูต แลซึ่งทูตจะได้เล่าบอกแก่ท่านทุกประการ ข้าพเจ้าได้รับงาช้าง ๑ คู่ ผ้าขาวเทศ ๔ พับ ซึ่งท่านส่งมาให้ นั้นแล้ว ขอขอบใจอย่างยิ่ง ความสัมพันธไมตรีแม้แต่ในโบราณกาล ก็ย่อมจะถือเอาซึ่งกิจจานุกิจใหญ่น้อยต่าง ๆ เหล่านี้เปนเกณฑ์ ทเลเวลานี้ก็สงบ เรียบร้อย จึ่งเปนโอกาสอันดีที่เรือค้าขายของเราจะไปมาค้าขาย แลกเปลี่ยนสินค้าซึ่งกันและกันได้เสมอ ข้าพเจ้าได้ส่งฉากหุ้มทอง ๑ คู่มาให้ท่าน เพื่อเปนเครื่องหมายแห่งความสัมพันธไมตรีของเรา ยิ่งกว่าที่ตั้งใจจะให้เปนของกำนัน ณเดือน ๘ ปีกุน วันที่ ๑๕-๒๔ ตุลาคม ค.ศ. ๑๖๒๓(จุลศักราช ๙๘๕ พ.ศ. ๒๑๖๖)



ตอนที่๔

๑. หนังสือมะกิโนโนบุนะริ ถึงออกญาพระคลัง หนังสือมะกิโนคะกุมิโนกามิโนบุนะริ แจ้งมายังออกญาศรีธรรมราช ด้วยเหตุที่สบเหมาะกับคราวเรือออก จึ่งถือโอกาศมีหนังสือมายังท่าน เพื่อแสดงความยินดีที่ได้ทราบว่าท่านมีความสุขสบาย เมื่อปีหรือสองปีมานี้ได้รับหนังสือของท่าน พอเปิดผนึกออกอ่าน ก็รู้ สึกอิ่มเอิบในใจ ประดุจได้สนทนาปราไสยกับท่านต่อหน้า เปนบุญคุณอย่างยิ่งที่ข้าพเจ้าก็พลอยได้รับของกำนัน เปนหลายสิ่งหลายอย่างด้วย เวลานั้นได้คิดอยู่เหมือนกันว่าจะตอบหนังสือของท่าน แต่ขัดข้องที่ทางคมนาคมของเรา ต้องผ่านมหาสมุทอันกว้างใหญ่ จึ่งกระทำไม่ได้ทันตามความประสงค์ การที่ท่านต้องคอยตอบ ช้าไปนี้โปรดให้อภัย อนึ่งขอท่านได้กราบทูลยกย่องความชอบของ ข้าพเจ้าต่อพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาด้วย นายสำเภาผู้ถือหนังสือนี้เปนคนชอบพอกันมาก ขอให้ท่านได้โปรดอนุเคราะห์ให้ค้าขายแลแลกเปลี่ยนสินค้า ซึ่งอาจเปนทางอัน จะนำมาซึ่งประโยชน์แก่เราทั้ง ๒ ประเทศตามสมควร ถ้าแม้ท่านประสงค์สิ่งใดที่มีในประเทศยี่ปุ่น ก็ขอให้บอกให้ทราบ ยินดีจะช่วยเหลือจัดหาให้ตามประสงค์ เพื่อเปนเครื่อง


๔๖ หมายเเห่งความมิตรจิตร์ ข้าพเจ้าได้ส่งเกราะยี่ปุ่นเครื่องพร้อม ๑ สำรับมายังท่าน ในที่สุดขอให้ท่านพิจารณาข้อความเหล่านี้ด้วยปรีชาญาณของท่านจนตลอด เพราะความรู้สึกแลเหตุการณ์ในประเทศของ ข้าพเจ้าย่อมต่างกับประเทศของท่าน โอกาศนี้ขอท่านจงมีความสุขความเจริญ ณเดือน ๘ ปีฉลู เดือนกันยายน ค.ศ.๑๖๒๕ (จุลศักราช ๙๘๗ พ.ศ. ๒๑๖๘ )







๔๗ ตอนที่ ๕

๑.ศุภอักษรออกญาพระคลัง ถึงสะไกตาดาโย ศุภอักษรออกญาศรีธรรมราชอำมาตยานุชิตพิพิธรัตนโกษา ธิบดี ถึงสะไกอุตาโนกามิแห่งประเทศยี่ปุ่น ด้วยความปรากฎนาแก่ข้าพเจ้าว่า ขนบธรรมเนียมแบบแผนการปกครองในประเทศยี่ปุ่นได้เปนไปโดยเรียบร้อย แลท่านได้เปน ผู้รักษาความสงบในประเทศ ของท่านเปนอันดี ประดุจความแขงแรงแห่งกำแหงพระนคร ทั้งได้มีความเมตตากรุณาอุปถัมภ์ค้ำชู ประชาราษฏร์ ให้ได้รับความผาสุขสนุกสบายอยู่เสมอ รัฐบาล อันรุ่งเรืองของท่านนี้ได้มีกิติศัพท์เลื่องลือขจรไปทั่วทุกหนแห่ง ทั้ง นี้พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาทรงยินดีเปนอย่างยิ่ง มีพระราชโองการในพระบาทพระบรมบพิธพระเจ้าอยู่หัวพระพุทธิเจ้ากรุงมหานครทวาราวดีศรีอยุทธยาโปรดเกล้า ฯ ให้ข้าพเจ้า แจ้งต่อท่านว่า "บรรดาประเทศในโลกซึ่งรวมฟ้าอันเดียวกันนี้ ย่อมมีมนุษย์ทั้งหลายซึ่งรวมชาติกันปกครองเปนประเทศ ๆ มีน้ำ ขั้นอยู่ แต่ถ้าจะพิเคราะห์ดูไปให้ทั่วทุกประเทศแล้ว ประเทศ สยามกับประเทศยี่ปุ่นนับว่าเปนประเทศที่สำคัญ" ในโบราณกาลแม้ประเทศเราทั้ง ๒ ยังมิได้มีหนังสือไปมาถึง กันได้โดยทางเรือก็ดี ข้าพเจ้าก็ยังได้ทราบอิศริยศชื่อเสียงแลเกียรติคุณของท่านอยู่เสมอ จึ่งเชื่อว่าอาณาประชาราษฎร์ของ

๔๘ นาๆประเทศคงจะเห็นว่า ยี่ปุ่นเปนประเทศที่รุ่งเรืองผิดกว่าประ เทศอื่น ๆ ประดุจฟ้าแลดิน มาในปัจจุบันนี้แม้เราอยู่ห่างไกลกันก็จริง แต่เมื่อมียวดยานไปมาถึงกันได้ จนถึงได้มาเปนสัมพันธมิตร์ ไมตรีต่อกันอย่างสนิทสนมเช่นนี้ ต้องนับว่าเปนโชคลาภแลเปนที่ ยินดีอย่างยิ่ง แต่เสียดายที่ประเทสสยามมีมหาสมุทคั่นอยู่ จึ่ง ไม่สามารถเข้ามาสู่ความรุ่งเรืองของประเทศท่านได้ ถึงแม้มี สำเภาพ่อค้าวานิชย์ไปมาค้าขายอยู่เสมอโดยมิได้ฝืดขัด ก็ยังไม่ สามารถที่จะทราบข่าวคราวจากท่านได้ดี ยิ่งไปกว่าที่ท่านได้แต่ง ทูตไปมาเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ แลส่งข่าวให้ทราบว่าประเทศของ ท่านตั้งอยู่ในความสงบเรียบร้อย แลได้บำเพ็ญกิจต่าง ๆ สำเร็จ ไปโดยสดวก เพราะเหตุนี้ถ้านานาประเทศจะพากันฤษยาว่าเรา มีไมตรีแลรักใคร่กันอย่างสนิทสนม ก็ไม่เปนข้อควรพิศวง เมื่อปีกุน ค.ศ. ๑๖๒๓ (จุลศักราช ๙๘๕ พ.ศ. ๒๑๖๖) ได้จัดให้ทูตนำหนังสือแลของฝากเล็กน้อยมายังท่าน เพื่อแสดงความเคารพ แลถามข่าวทุกข์สุข ท่านก็ได้มีหนังสือตอบแลมอบสิ่งของอันงดงาม ให้ทูตนำไปให้ ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้ทราบด้วยว่า การปก ครองแลกิจการบ้านเมืองในประเทศยี่ปุ่นเรียบร้อยเปนปกติ ทั้ง ท่านก็มีมารยาตร์แลขนบธรรมเนียมอันดี เปนที่น่ารักแก่ทูตมาก แลใช่แต่เท่านั้น ท่านยังประสงค์ที่จะให้ทางพระราชไมตรีของเราทั้ง ๒ ประเทศนี้ดำรงคงอยู่ชั่วกาลนาน ข้อความทั้งนี้เพียงแต่ได้ทราบ


๔๙ จากทูต จึ่งยังมิสู้จะเข้าใจเหตุผลตระหนักดุจได้สนทนาปราสัย กับท่านด้วยตนเอง ด้วยความเกื้อกูลแห่งพระเจ้ากรุงยี่ปุ่นประชาราษฏร์ในประเทศสยามจึ่งมีความสุขสำราญ การเพาะปลูกก็มีผลงอกงามดี แต่การ ขบถในกัมภูชานั้นยังมิสงบราบคาบ กรุงศรีอยุทธยาคิดจะยก กองทัพไปปราบปรามเสียให้เรียบร้อย จึ่งได้แต่งขุนรักษาสิทธิผล แลว่าที่วัจนองอาจล่าม เปนทูตจำทูลพระราชสาสนมาถวายพระ เจ้ากรุงยี่ปุ่นให้ทรงทราบ เพราะย่อมทราบอยู่ว่าพระองค์ทรงนับ ว่าประเทศสยามก็เหมือนกับประเทศของพระองค์ จึ่งหวังใจว่า ทางพระราชไมตรีระหว่างเราทั้ง ๒ ประเทศจะดำรงคงอยู่ชั่วดินแลฟ้าอนึ่งยังมีความมุ่งหมายต่อไปว่าทูตทั้ง ๒ ประเทศคงจะไปมาถึง กันอยู่เสมอเปนเนืองนิจ แลเมื่อท่านต้องประสงค์สิ่งใดก็คงจะแจ้ง ให้ข้าพเจ้าทราบ จะได้จัดส่งมาให้ตามประสงค์ ถ้ามีพ่อค้าวานิชย์ของไทยมาค้าขายในยี่ปุ่น ท่านก็คงจะอนุเคราะห์ช่วยเหลือมิ ให้มีเหตุอันจะเปนทางขัดขวางต่อการค้าขาย เพื่อพ่อค้าจะได้กลับบ้านเมืองได้โดยเร็ว เชื่อว่าความปรารถนาของข้าพเจ้าทั้งนี้คงจะนำมาซึ่งผลสำเร็จ เมื่อ ๓ ปีมาแล้วหลวงไชยาสรรพเวลานี้เปน พระยาคุณรักษามนตรี ได้แต่งสำเภามาค้าขายในประเทศยี่ปุ่น แต่จนบัดนี้ยังมิได้กลับ แลไม่ทราบว่าขัดข้องอยู่ด้วยเหตุใด ถ้า


๕๐ แม้ท่านอนุเคราะห์เอาใจใส่ แลช่วยจัดให้กลับคืนไปโดยเร็วได้ จะ เปนที่ขอบใจมาก พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาพอพระไทยในม้าที่ลำพองแลเปนพรรค์ที่ดีในประเทศอันมีเกียรติของท่าน เมื่อ ๒-๓ ปีมานี้ได้ให้คนมา ซื้อแต่ไม่ได้ จึ่งจำต้องรบกวนท่านให้ได้ช่วยจัดหาแลให้ทูตซื้อไป ฝากด้วย พระราชประสงค์ที่อยากจะได้ม้านี้มีมาช้านาน จึ่งต้องพยายามเสาะแสวงหาถวายให้ได้สมพระราชประสงค์ อนึ่งข้าพเจ้าขอสรรเสริญว่า ท่านเปนผู้มีความซื่อสัจสุจริตต่อแผ่นดินอย่างยิ่ง แลทั้งยังได้มีแก่ใจช่วยเหลือเจือจุนประเทศทั้ง ๒ ให้เปนสัมพันธ ไมตรีประดุจชาติเดียวกัน ขอได้โปรดตอบไปกับทูตแลให้ทูต กลับโดยเร็วด้วย ในที่สุดขอแสดงความนับถือมายังท่าน ณวันแรม ๑๕ ค่ำเดือน ๔ ปีขาน ค.ศ. ๑๖๒๕ (จุลศักราช ๙๘๗ พ.ศ. ๒๑๖๘) รายสิ่งของฝาก ๑. ผ้าดอก ๔ พับ ๒. ผ้าโปร่ง ๔ พับ ขอท่านจงได้รับของทั้งนี้ไว้เพื่อความเคารพของข้าพเจ้า ๆ จะ มีความยินดีมาก


๕๑ ๒. หนังสือสะไกตาดาโย ตอบออกญาพระคลัง หนังสืออุตาโนกามิฟูจิวาราโนตาดาโย มุขมนตรียี่ปุ่น แสดงความนับถือมายังท่านออกญาพระคลัง ด้วยได้อ่านศุภอักษรอันงดงามของท่านทบทวนไปมา แลได้ รับของฝากคือ ผ้าดอกแลผ้าโปร่งอย่างละ ๔ พับแล้ว ขอบใจมาก มีความยินดีที่ได้ทราบว่า ท่านได้รับหนังสือฉบับก่อนเมื่อ สองสามปีนั้นแล้ว ส่วนพ่อค้าไทยที่มาค้าขายในยี่ปุ่นข้าพเจ้าจะได้ ช่วยเหลือจัดให้กลับโดยสดวก ที่จริงได้เคยคิดจะให้พ่อค้าคนนี้ กลับประเทศสยามครั้งหนึ่งเหมือนกัน แต่ขัดข้องที่ขายสินค้ายัง ไม่หมด บัดนี้ได้จัดให้กลับไปโดยสำเภาคราวนี้แล้ว อนึ่งได้ทราบว่าประเทศ อันมีเกียรติของท่านเกิดขบถขึ้นที่ ขอบขันธสีมา แลมีประสงค์จะกำจัดเสียให้ราบคาบ พวกขบถ มีกำลังน้อยคงจะไม่สามารถต้านทานฝ่ายที่มีกำลังมาก เพราะฉนั้น ในไม่ช้าหวังว่าท่านคงปราบปรามพวกขบถ ให้สงบราบคาบลง ได้ตามประสงค์ ส่วนม้าพรรค์ดี ๆ ที่ท่านต้องการข้าพเจ้าเต็มใจจะหาให้ แล ในคราวนี้ทูตก็ได้จัดซื้อไว้แล้วเหมือนกัน นอกจากม้าที่ทูตนำไป ยังได้จัดม้าดีแลงามอีก ๑ ม้าส่งมาถวาย ขอท่านได้นำความกราบ ทูลด้วย ส่วนความซื่อตรงต่อกันระหว่าง ๒ ประเทศ แลการที่มีเรือ


๕๒ พ่อค้าวานิชย์ไปมาค้าขายถึงกันนั้น ถ้ายิ่งมีมากเท่าใด ก็ยิ่งเปน สิ่งประเสริฐ ซึ่งไม่จำเปนจะต้องกล่าวให้ยืดยาว ท่านย่อมทราบ อยู่แล้ว (สหัตถลิขิต ) อุตาโนกามิฟูจิวาราตาดาโย ณวันขึ้น ๑๐ ค่ำปีขาน (จุลศักราช ๙๘๗ พ.ศ. ๒๑๖๘ )

๓. หนังสือฉบับที่ ๓ ซึ่งมุขมนตรีไทย มีมายังดอยโตฉิกัดสุ แลสะไกตาดาโยนั้นความขาดตกบกพร่องไม่ได้ไว้ คงมีแต่หนังสือ ตอบดังต่อไปนี้

๔.หนังสือโอเยโนกามิฟูจิวาราโตฉิกัดสุ ถึงออกญาพระคลัง หนังสือโอเยโนกามิฟูจิวาราโตฉิกัดฉุ มุขมนตรียี่ปุ่น แจ้ง มายังท่านเสนาบดีแห่งกรุงสยาม ทูตไทยได้มาถึงยี่ปุ่นโดยสำเภาคราวนี้ แลได้นำหนังสือกับ ของฝาก ๒ สิ่งมาให้ข้าพเจ้ารับไว้แล้ว ขอบใจมาก รู้สึกว่าเปน เอกลาภอย่างยิ่งที่ได้ทราบว่า ท่านได้รับตอบของข้าพเจ้าเมื่อ สองสามปีนั้นแล้ว ได้ทราบว่ากรุงศรีอยุทธยามีประสงค์จะปราบ ปรามพวกขบถที่ขอบขันธสีมา แต่เห็นว่าการกระทำศึกสงคราม นี้ย่อมเปนการประหัดประหารอันน่าสยดสยอง เพราะฉนั้นถ้ามี


๕๓ ทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีก แต่ความสงบก็มิใช่ผลแห่งการที่ จะต้องเพิกเฉยไม่จับอาวุธเสียเลย ในราชอาณาจักร์ยี่ปุ่นปัจจุบันนี้สงบราบคาบ มีขนบธรรมเนียมแบบแผนแลความเจริญอยู่เปนอันดี สมจริงดังที่ทูตไทยได้ มาเห็นแลแจ้งแก่ท่าน คงไม่มีเหตุอันใดที่จะกระทำให้ทางราช ไมตรีระหว่าง ๒ พระนครของเราห่างเหิรกันได้เปนแน่ การที่พ่อ ค้าไทยมาค้าขายในยี่ปุ่นแลอยู่นานหลายปีนั้น ยี่ปุ่นมิได้ขัดขวางต่อ กิจการค้าขายแม้สักเล็กน้อยเลย ที่อยู่ช้าเกินไปก็เพราะยังขาย สินค้าไม่หมด บัดนี้ได้บอกให้กลับโดยสำเภาครวนี้แล้ว ข้อที่พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาต้องพระราชประสงค์จะได้ม้าดี ๆ อีก เพราะที่ได้ไปคราวก่อนไม่ใช่เปนม้าฝีมือเท่านั้น ข้าพเจ้าไม่ ขัดข้อง ทูตไทยอาจจะหาซื้อได้ทุกเมื่อ ได้ส่งม้าฝีเท้า ๑ ม้าไป ถวาย ขอให้ท่านนำถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาด้วย ข้อความ อื่นท่านจะได้ทราบเลอียดจากหนังสือที่จะมีไปในภายหลังอีก (สถัตถลิขิต) โอเยโนกามิฟูจิวาราโนโตฉิกัดสุ ณเดือน ๑๐ ปีขาน (จุลศักราช ๙๘๗ พ.ศ. ๒๑๖๘ )



ตอนที่ ๖

ในราวปลายเดือนตุลาคม ค.ศ.๑๖๒๙ (จุลศักราช ๙๙๑ พ.ศ. ๒๑๗๒) ยามาดาจิซายีมอน ได้แต่งสำเภาแลใช้จีนเปนนายสำเภา ส่งทูตไทย ๓ นายคือ หลวงสกลเดชะขุนสวัสดิ์แลขุน โยธามาตย์มายี่ปุ่น คณะทูตถึงเยโดแลพักอยู่ที่อุโบสถโกโตกุจิ ตำบลชิตายา ครั้นวันที่ ๔ พฤศจิกายนทูตได้เข้าเฝ้าโชคุนอิเยมิสุ ณเรือคอมมารู แลเฝ้าโชคุนหิเดตาดานอกราชสมบัติผู้เปนพระบิดา ณเรือ นิชิโรมารู แล้วถวายพระราชสาสนกับเครื่องมงคลราชบรรณา การ พระราชสาสนนี้เขียนบนสุพรรณบัตร์ มีคำแปลเปนภาษาจีน สอดมาในหลอดงาแลใส่ไว้ในถุงเหมือนกับคราวก่อน การที่ทูตมาในครั้งนี้ก็เพื่อจะแจ้งว่า พระอาทิตยวงศ์ได้เสด็จ ผ่านพิภพ แลแสดงความประสงค์จะเจริญทางพระราชไมตรีสืบต่อ ไป นอกจากพระราชสาสนยังมีศุภอักษรถึงดอยสะใกแลอิดะตะกุระ

๑.ยามาดานากามาซา (ออกญาเสนาพิมุข) ๒. ในหนังสือพระราชพงษาวดาเรียกว่าพระเชษฐาธิราช ๓.ศุภอักษรออกญาพระคลังดำเนิรกระแสรับสั่งของพระเชษ ฐาธิราช (พระเจ้ากรุงศรีอยุทธา) ๔. ดอยโฮเยโนกามิฟูจิวาราโตฉิกัดสุ ๕. สะไกอุตาโนกามิ

๕๕ เสนาบดีของโชคุนอีกฉบับหนึ่ง ยามาดาจิซายีมอนก็ได้มีหนังสือ ถึงสะไกในครั้งนี้ด้วย ส่วนเครื่องมงคลราชบรรณาการแลสิ่งของ อื่น ๆ มิใช่แต่จะได้ส่งมาถวายให้โชคุนทั้ง ๒ พระองค์หรือพระราชทาน แก่บรรดาเสนาบดีเท่านั้น ยังได้ส่งมาประดับประดาวังในเมืองนากา ซากี แลพระราชทานแก่ผู้รักษาเมืองด้วย คณะทูตได้เข้าเฝ้า โชคุนเพื่อทูลลากลับเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน แลได้รับประทาน สิ่งของรางวัล มีเสื้อผ้ากับเงินตามสมควร ส่วนอักษรสาสน ตอบแลเครื่องมงคลราชบรรณาการได้มอบไปกับทูตเหล่านี้ด้วย ส่วนสะไกแลแลดอยเสนาทั้ง ๒ นาย ก็ได้มีหนังสือเสนาบดี ของไทยแลยามาดาจิซายีมอนด้วยเหมือนกัน

๑. พระราชสาสนพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ถึงโชคุน พระราชสาสน ในสมเด็จบรมบพิตร์พระราชวรพนมหานครทวา ราวดีศรีอยุธยามหาดิลกภพนพรัตน ราชธานี บุรีรมย์พระเจ้ากรุง สยาม เจริญทางพระราชไมตรีมายังพระเจ้ากรุงยี่ปุ่น ด้วยได้ทราบอยู่แล้วว่าเปนราชประเพณีมาแต่โบราณกาล ที่ ควรจะมีพระราชไมตรีกันไว้กับประเทศที่อยู่ใกล้เคียง พระราช บิดาของเราที่ได้เสด็จสู่สวรรคตไปแล้ว ได้เคยกระทำทางพระ ราชไมตรีกับต่างประเทศเปนแบบแผนมา แลที่กรุงศรีอยุทธยาได้

๑ พระเชษฐาธิราช

๕๖ รับผลอันงอกงาม จนบ้านเมืองได้เข้าสู่ความเจริญเช่นนี้ ก็เพราะ มีพระราชไมตรีกับประเทศอันมีเกียรติของพระองค์ บัดนี้เมื่อเรา ผู้เปนรัชทายาท ได้ขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติสืบขัดติยวงษ์ต่อไป แล้ว จึ่งขอดำเนินทางพระราชไมตรีกับพระองค์ให้เจริญยิ่งขึ้นโดย มิแปรผันสืบต่อไป เราได้ตั้งใจช่วยเหลือทนุบำรุงพ่อค้ายี่ปุ่น ประดุจช่วยเหลือพ่อค้าวานิชย์ของไทย แลได้สั่งให้มีเจ้าน่าที่ดู แลให้พ่อค้าเหล่านั้นกระทำการค้าขายได้โดยสดวก ให้มีการใช้ จ่ายน้อยแลช่วยเหลือให้กลับโดยเร็ว บัดนี้ได้แต่งทูตคือหลวงสกลเดชะ ขุนสวัสดิ์แลขุนโยธามาตย์ ให้จำทูลพระสุวรรณราชสาสน กับเครื่องมงคลราชบรรณาการมา เจริญทางพระราชไมตรีต่อพระองค์ แลยังตั้งใจอยู่เสมอว่าจะแต่ง เรือให้ทูตมาเจริญทางพระราชไมตรี ถามข่าวถึงความสงบเรียบร้อย ความเจริญแห่งการเพาะปลูก ความสุขสำราญของประชา ชนพลเมือง อันเปนเหตุที่จะมินำมาซึ่งความยากเข็ญแก่การปก ครองในประเทศของพระองค์ ได้ทราบถึงกันเสมอทุก ๆ ปี แม้ประเทศอันต่ำต้อยของเรามีแต่ของไม่สู้มีราคา แต่ถ้า พระองค์ต้องประสงค์ก็เต็มใจที่จะช่วยเหลือ จัดส่งมาถวายทุกเมื่อ ขอจงให้เราทั้ง ๒ ประเทศนี้มีพระราชไมตรีกันชั่วกาลนานเถิด หวัง ว่าพระพรอันประเสริฐของพระองค์คงจะอำนวยผล ให้เราถึงซึ่ง ความสุขความเจริญอย่างยิ่ง


๕๗ ณวันขึ้น ๔ ค่ำปีมะเสงจุลศักราช ๙๙๑ ตรงกับวันที่ ๒๓ เมษายน ค.ศ. ๑๖๒๙ (พ.ศ. ๒๑๗๒) เครื่องมงคลราชบรรณาการ ๑. ไม้หอมชนิดที่ ๑ ๒. ไม้หอมชนิดที่ ๒ ๓. การบูนบอเนียวชนิดที่ ๑ หนักอย่างละ ๑ ชั่งไทย ๔. การบูนบอเนียวชนิดที่ ๒ ๕. แพรฝรั่ง ๔ พับ ๖. แพรฝรั่งอย่างมีดอก ๕ พับ ๗. ผ้าขนสัตว์มีลาย ๒ พับ ๘. งา ๕ หาบ เครื่องมงคลราชบรรณาการถวายโชคุนนอกราชสมบัติ ๑. ไม้หอมหนัก ๑ ชั่งไทย ๒. การบูนบอเนียวหนัก ๑ ชั่งไทย ๓. แพรฝรั่ง ๒ พับ ๔. ผ้าม่วง ๔ พับ ๕. แพรดอก ๔ พับ



๕๘ ๒.อักษรสาสนโชคุน ถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา อักษรสาสนโชคุนมินาโมโตอิเยมิสุพระเจ้ากรุงยี่ปุ่น เจริญทางพระราชไมตรีมายังพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ข้าพเจ้าได้รับพระราชสาสน แลได้ทราบพระราชประสงค์ที่ จะเปนมิตร์ไมตรีของพระองค์ ซึ่งทรงแสดงมาทางพระราชสาสนนั้นถ้วนถี่แล้ว มีความยินดีอย่างมิมีที่จะเปรียบปาน อีกประการหนึ่งบรรดาเครื่องมงคลราชบรรณาการซึ่งพระราชทานมา ก็ล้วนแต่ เปนสิ่งที่งดงามในประเทศของพระองค์ แลมีมูลค่าสูงเปนที่พอ ใจมาก ความมีใจจงรักภักดีต่อเพื่อนมนุษย์แลอารีอารอบต่อ เพื่อนบ้านทั้ง ๒ ประการนี้ ย่อมเปนหลักพระราชประเพณีแห่งการ ปกครองประเทศมาแต่บุรพกาล เมื่อประเทศอื่นมีเกียรติของพระ องค์ใคร่จะดำเนินทางพระราชไมตรีกับประเทศของข้าพเจ้า เช่นนี้ ย่อมเปนสิ่งที่ปิติยินดีอย่างยิ่ง ถ้าปฏิเสธก็นับว่าเปนผู้ปราศจาก จรรยา ในรัชกาลพระราชบิดาของพระองค์ได้เคยมีพระราชไมตรี ติดต่อกันมากับประเทศของข้าพเจ้าชั่วกาลนาน เพราะฉนั้นจึ่งไม่มีเหตุอันใดที่จะเปนอุปสัคต่อทางพระราชไมตรีของเรา แลการ ไปมาค้าขายของเรือพ่อค้าวานิชย์ระหว่าง ๒ ประเทศนี้เปนแน่ อนึ่ง ขอพระองค์อย่าได้ทรงประหลาดพระไทยในความอารยภาพ แห่งประเทศยี่ปุ่นว่าจะเปนไปอย่างไรเลย ความเปนไปก็คงเท่าที่


๕๙ ทูตทั้ง ๓ นายของพระองค์ได้ไปเห็นมาแล้วเท่านั้น ข้าพเจ้าได้ส่งสิ่งของเล็กน้อยตามรายชื่อที่สอดแนบกับอักษร สาสนนี้มาเปนมงคลราชบรรณาการ ขอพระองค์จงทรงรับไว้แลจงทรงพระเจริญตลอดฤดูกาล ณ เดือน ๙ ปีมะเสง วันที่ ๑๗ ตุลาคม วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๖๒๙ (จุลศักราช ๙๙๑ พ.ศ. ๒๑๗๒) เครื่องมงคลราชบรรณาการ ๑. ฉากทอง ๓ คู่ (หุ้มด้วยทองใบ) ๒. เกราะ ๓ สำรับ ๓. ดาบ ๒ เล่ม ๔. ม้าฝีเท้า ๓ ม้ามีเครื่องแลอานพร้อม ๕. ม้าฝีเท้าอีก ๒ ม้ามีเครื่องแลอานพร้อม สิ่งของพระราชทานแก่ทูตคือ ทูตที่ ๑ เงิน ๒๐๐ ลิ่ม เสื้อแพร ๑๐ ตัว ทูตที่ ๒ เงิน ๑๐๐ ลิ่ม เสื้อแพร ๑๐ ตัว ทูตที่ ๓ (ซึ่งมีน่าที่เปนล่ามภาษาไทย) เงิน ๕๐ ลิ่ม เสื้อ ๖ ตัว ล่ามภาษายี่ปุ่นชื่อโกยีมอน เงิน ๒๐ ลิ่ม เสื้อ ๑ ตัว สิ่งของที่โชคุนนอกราชสมบัติประทานแก่ทูต ทูตที่ ๑ เงิน ๑๐๐ ลิ่ม ทูตที่ ๒ เงิน ๕๐ ลิ่ม ทูตที่ ๓ เงิน ๓๐ ลิ่มล่ามภาษายี่ปุ่นเงิน ๒๐ ลิ่ม


๖๐ ๓. ศุภอักษรเสนาบดีกรมท่า ถึงสะไกตาดาโย ศุภอักษรออกญาว่าที่พระคลังศรีธรรมราช มายังสะไกอุตา โนกามิ แห่งกรุงยี่ปุ่น ด้วยมีพระราชโองการพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาโปรดเกล้า ฯ ให้ แจ้งมายังท่านว่า เมื่อเดือน ๑๑ ปีมะโรงพระราชบิดาของพระองค์ ผู้ดำรงตำแหน่งพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาเสด็จสู่สวรรคต พระองค์ ได้ราชสมบัติแลเสด็จผ่านพิภพพระนครศรีอยุทธยา พระองค์ทรงทราบอยู่ว่าในรัชกาลของพระราชบิดา กรุงศรี อยุทธยาได้มีทางพระราชไมตรีติดต่อกับประเทศยี่ปุ่น เปนอันดี ราษฏรพลเมืองที่เปนพ่อค้าวานิชย์ก็ได้แต่งเรือไปมาค้าขาย แล มีการติดต่อถึงกันเปนอันหนึ่งอันเดียว เพราะฉนั้นพระองค์จึ่งมีพระราชประสงค์ที่จะเชื่อมต่อทางพระราชไมตรีให้ดำรงคงอยู่สืบ ไปแลยิ่งให้ทวีมากขึ้นเสมอ แม้ประเทศทั้ง ๒ นี้จะมีมหาสมุทคั่น อยู่ก็ดี เมื่อมีเรือพ่อค้าวานิชย์ไปมาค้าขายติดต่อกัน แลการ คมนาคมก็มิได้ขาดจากกันเช่นนี้ ก็นับประดุจว่าพระองค์ได้เจรจาปราสัยกับพระเจ้ากรุงยี่ปุ่นด้วยพระองค์เองเหมือนกัน พระองค์ จึ่งมีพระราชดำรัสสั่งให้ข้าพเจ้าผู้เปนเจ้าน่า ที่มีศุภอักษรมายัง ท่าน เพื่อแสดงพระราชประสงค์ที่จะดำเนิรทางพระราชไมตรีต่อ พระเจ้ากรุงยี่ปุ่นมิให้แปรผันต่อไป การที่กรุงศรีอยุทธยากับกรุง ยี่ปุ่นมีสัมพันธไมตรีต่อกันโดยใกล้ชิดเที่ยงตรงเช่นนี้ นับว่าเปน


๖๑ โชคลาภที่พระผู้เปนใหญ่ได้บันดาลให้เปนไปโดยเที่ยงแท้ พระองค์หวังว่าการไปมาค้าขายของเรือพ่อค้าวานิชย์ระหว่าง ๒ ประเทศนี้ คงจะมีอยู่สืบไป แลต่างก็ทำนุบำรุงซึ่งกันแลกัน ทั้งในการที่จะอนุเคราะห์ให้พ่อค้าเหล่านั้นมีโอกาศ กลับได้โดยสดวกอยู่เปนนิจนิรันตร์ ทั้งนี้ย่อมจะนำผลมาสู่ประเทศทั้ง ๒ โดยตรง ด้วยพระราชประสงค์ดังนี้ พระองค์จึ่งทรงแต่งทูตคือหลวงสกลเดชะ ๑ ขุน สวัสดิ ๑ ขุนโยธามาตย์ ๑ ล่าม ๑ จำทูลพระสุพรรณราชสาสนแล เครื่องมงคลราชบรรณาการ คือไม้หอมชนิดที่ ๑ แลที่ ๒ อย่าง ละ ๑ ชั่งไทย การบูนบอเนียวชนิดที่ ๑ แลที่ ๒ อย่างละ ๑ ชั่งไทยแพรฝรั่ง ๔ พับ แพรดอก ๕ พับ พรมดอก ๒ ผืน งา ๕ หาบ มา ถวายพระเจ้ากรุงยี่ปุ่น กับไม้หอม การบูนบอเนียวอย่างละ ๑ ชั่ง ไทย แพรฝรั่ง ๒ พับ ผ้าม่วง ๔ พับ แพรลายเงินแลลายทอง ๔ พับ แพรดอก ๔ พับ มาถวายโชคุนนอกราชสมบัติด้วย เพราะฉนั้น เมื่อทูตผู้นำเครื่องมงคลราชบรรณาการแลพระสุพรรณราชสาสนมาถึงขอท่านได้ช่วยนำทูต เข้าเฝ้าถวายพระราชสาสนแลเครื่องมงคลราช บรรณาการต่อพระเจ้ากรุงยี่ปุ่น ทั้ง ๒ พระองค้วย นอกจากนี้ พระองค์ยังได้พระราชทานงาช้าง ๒ หาบ แพร ๕ พับ แพรดอก ๕ พับให้แก่ท่าน แลข้าพเจ้าก็ได้จัดส่งแพรดอก ๑ พับ ผ้าไหม ๓ พับมาให้ท่านเพื่อเปนที่ระลึกด้วย ณเดือน ๔ ปีมะเสง ( จุลศักราช ๙๙๑ พ.ศ. ๒๑๗๒ )


๖๒ ๔.หนังสือสะไกตาดาโยแลดอยโตฉิกัดสุ ถึงเสนาบดีกรมท่า หนังสือสะไกอุตาโนกามิ แลดอยโอเยโนกามิโตฉิกัดสุแห่งกรุงยี่ปุ่น ถึงออกญาว่าที่พระคลังแห่งกรุงศรีอยุทธยา เมื่อทูตไทย ๓ นาย เชิญพระสุพรรณราชสาสนแลเครื่องมงคลราชบรรณาการมาถึงประเทศยี่ปุ่นแล้ว ข้าพเจ้าทั้ง ๒ ก็ชักชวนกัน นำความขึ้นกราบทูลโชคุนทั้ง ๒ พระองค์ ข้าพเจ้ามีความยินดีที่จะ แจ้งให้ทราบว่า ทูตไทยได้ปฎิบัติน่าที่โดยเรียบร้อยแลมีมารยาตร์ อันดีมาก เมื่อเปิดผนึกศุภอักษรของท่านออกอ่าน แลทราบว่าพระ เจ้ากรุงศรีอยุทธยา ผู้เปนพระราชบิดาได้เสด็จสู่สวรรคตเมื่อฤดู เหมันต์ปีกลายนั้นแล้ว กระทำให้ตกตลึงแลเต็มตื้นไปด้วยความ เศร้าสลด การที่ข้าพเจ้ามิได้แสดงความเสียใจไปให้ทันท่วงทีนั้น นับว่าเปนกิริยาที่เพิกเฉยอย่างหนึ่ง แต่ที่เปนเช่นนี้ก็เพราะกว่า จะทราบข่าวจากประเทศของท่านได้ก็เปนเวลานาน มิฉนั้นคงจะ ไม่นิ่งนอนใจอยู่จนบัดนี้ การที่พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยามีพระราชประสงค์ จะเจริญรอยพระราชบิดาในข้อที่จะให้ประเทศทั้ง ๒ มีพระ ราชไมตรีต่อกันสนิทสนมยิ่งขึ้น แลให้มีเรือพ่อค้าวานิชย์ไปมา ค้าขายถึงกันอยู่เสมอนั้น พระเจ้ากรุงยี่ปุ่นทรงเห็นว่าเปนการสม ควรอย่างยิ่ง พระเจ้ากรุงยี่ปุ่นได้มีอักษรสาสนตอบมอบมากับทูตไทยทั้ง ๓


๖๓ นาย พร้อมกับเครื่องราชมงคลราชบรรณาการเพื่อนำถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาแล้ว หวังว่าพระองค์คงจะทรงปิติยินดีเปนอย่าง ยิ่ง อนึ่งการที่มีพระมหากรุณาพระราชทานสิ่งของให้แก่ข้าพเจ้า ทั้ง ๒ ด้วยนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างจะหาอัน ใดมาเปรียบปานมิได้ จึ่งขอส่งม้าฝีเท้าคนละ ๑ ม้ามีเครื่องพร้อม มาทูลเกล้าฯ ถวายขอให้ท่านนำขึ้นถวายด้วย ส่วนกิจการปกครองในราชอาณาจักร์ยี่ปุ่นนั้น ได้ดำเนิรไปโดยสงบเรียบร้อย ประชาชนพลเมืองก็อยู่เปนสุข ข้าพเจ้าได้ สั่งให้ทูตทั้ง ๓ แจ้งข้อความที่มิได้ปรากฎในหนังสือนี้ให้ท่านฟังด้วยแล้ว ส่วนข้อความอื่น ๆ ของดไว้แสดงในหนังสือฉบับหลัง ๆ ต่อไป ป.ล. ข้าพเจ้าได้ส่งผ้าเทศ ๒๐ พับมาให้ท่านเปนที่ระลึกด้วย

๕.หนังสืออิตะกุระฉิเดมุเน ถึงออกญาพระคลัง หนังสืออิตะกุระซูโวโนกามิมินาโมโตโนอาซอนฉิเนมุเน มา ยังออกญาว่าที่พระคลังศรีธรรมราชแห่งกรุงศรีอยุทธยา ได้รับศุภอักษรของท่านแล้วรู้สึกพอใจอย่างยิ่ง ถ้าบ้านเมืองของเรามิได้อยู่ห่างไกลกันเช่นนี้ ก็แทบจะกล่าวได้ว่าได้ยินถ้อย คำของท่านทุกข้อคำ เมื่อได้ทราบศุภอักษรของท่านซึ่งผ่านมาแต่ทางอันไกลนับตั้ง ๔๐๐ โยชน์แล้ว ว่าพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาพระองค์


๖๔ ก่อนเสด็จสู่สวรรคต ข้าพเจ้าก็รู้สึกเสร้าสลดอย่างเหลือล้น ประดุจหนึ่งเหตุนี้ได้มาบังเกิดขึ้นเฉภาะหน้า การที่พระเจ้ากรุง ศรีอยุทธยาผู้เปนพระราชโอรสได้สืบราชย์สมบัติต่อมาเช่นนี้ ขอแสดงความยินดีด้วย อีกประการหนึ่งที่พระองค์มีพระราชประสงค์จะดำเนิรทางพระราชไมตรีสืบต่อไป โดยแต่งทูต ๓ นายมาเจรจาตามพระราชประเพณีที่พระราชบิดาของพระองค์เคยทรงกระทำมาแต่กาลก่อนนั้น ข้าพเจ้า รู้สึกพอใจในน้ำพระไทยอันดีของพระองค์อย่างยิ่ง ข้าพเจ้าแลคณะ เสนาบดีได้นำความขึ้นกราบทูลโชคุนให้ทรงทราบ พระองค์จึ่งโปรด ให้ทูตเข้ากราบทูลในข้อราชการนั้น ทูตทั้ง ๓ นายได้นำพระ ราชสาสนแลเครื่องมงคลราชบรรณาการถวายโชคุนเปนการเสร็จไปโดยเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้จะได้ทราบตามอักษรสาสนของโชคุน ตอบพระราชสาสน แลพระราชดำรัสสั่งมากับทูตนั้นโดยเลอียดต่อไป ข้าพเจ้าได้รับพระราชทานคืองา ๒ หาบ แพร ๕ พับ แพร ดอก ๔ พับแล้ว เปนพระมหากรุณาล้นเกล้า ฯ แลขอบใจที่ท่านส่ง แพรดอก ๑ พับ ผ้าไหม ๒ พับมาให้ด้วย ธรรมดาแห่งการเปนสัมพันธมิตร์ไมตรีกัน ระหว่างประเทศที่ใกล้เคียง ย่อมถือเอาความครองธรรมซึ่งจะพึงมีต่อกันแลกันเปน ใหญ่ หาได้คำนึงถึงหนทางอันห่างไกลจากกันนั้นมิได้ ในเวลา นี้ทเลก็สงบทั้งครื่นแลลม พ่อค้าวานิชย์อาจไปมาค้าขายกันสดวก


๖๕ แลจะเปนประโยชน์แก่ประเทศของเราทั้ง ๒ นี้มาก ข้าพเจ้าได้ส่งฉากหุ้มทอง ๑ คู่มาให้ท่าน แลขอให้เราจงเปนมิตร์ไมตรีกันอยู่โดยมิแปรผันชั่วกาลนานเถิด ณเดือน ๑๐ ปีมะเสง วันที่ ๕- ๑๔ ธันวาคม ค.ศ. ๑๖๒๙ (จุลศักราช ๙๙๑ พ.ศ. ๒๑๗๒)

๖.หนังสือยามาดานากามาซา ถึงขุนนางในสะไกตาดาโย หนังสือยามาดากามาซา มายังขุนนางในสะไกตาดาโย ได้รับหนังสือของท่านแล้ว รู้สึกว่าเปนโชคลาภอย่างยิ่งที่ได้ทราบว่า ท่านได้นำสิ่งของของข้าพเจ้าขึ้นถวายพระเจ้ากรุงยี่ปุ่น เมื่อปีกลาย สนับแข้ง ๕ คู่ซึ่งพระเจ้ากรุงยี่ปุ่นส่งไปประทานนั้นได้ รับไว้แล้ว เมื่อปีกลายนี้พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาสวรรคต พระราชโอรสผู้เปนรัชทายาทได้สืบราชสมบัติต่อมา พระองค์จึ่ง แต่งทูต ๓ นาย คือ ขุนสกลเดชะ ๑ ขุนสวัสดิ์ ๑ ขุนโยธามาตย์ ๑ กับ นิโกซายีมอนโนโจล่าม ให้จำทูลพระราชสาสนมาเจริญทางพระ ราชไมตรีแลเพื่อให้ทราบว่า พระองค์ได้เสด็จผ่านภิภพกรุงศรี อยุทธยา ข้าพเจ้าเปนผู้แต่งเรือให้ทูตจำทูลพระสุวรรณราชสาสนมาเจริญทางพระราชไมตรี เพราะฉนั้นขอท่านได้โปรดจัดให้ทูต


๖๖ เข้าเฝ้าถวายพระราชสาสนตามประเพณีด้วย ที่จริงได้คิดอยู่ว่าจะแต่งเรือมาตั้งแต่ปีกลายนั้นแล้ว หากขัดข้องด้วยเกิดโจรสลัดชาวโปจุเกตชุกชุมขึ้นในท้องทเล เรือสำเภา ไม่กล้าจะเดิรไปมาได้ จึ่งเลยตอบรับหนังสือของท่านช้าไป หวัง ว่าในภายน่าคงจะแต่งเรือมายังประเทศยี่ปุ่นตามเคย อนึ่งข้าพเจ้าอยากจะใคร่ได้ใบเบิกล่องซึ่งได้เคยร้องขอไว้ครั้งหนึ่งแล้วนั้นด้วย การออกใบเบิกล่องให้แก่ชนต่างชาตินี้ ความจริงเปนเรื่องที่เกี่ยวกับชื่อเสียงของประเทศยี่ปุ่นอยู่ เพราะฉนั้นขอ ท่านได้โปรดจัดให้ออกให้ด้วย ข้าพเจ้ายังเกรงว่าจะเปนการเอื้อมอาจมาก ที่ได้ส่งสิ่งของ เพียงเล็กน้อยมาถวายโชคุนทั้ง ๒ พระองค์ ถ้าท่านเห็นสมควรจะ ถวายได้ ก็ขอได้นำขึ้นถวายต่อไป ส่วนตัวท่านข้าพเจ้าได้ส่งแพรโปร่งสีแดง ๑๐ พับ พรมดอก ๒ ผืนมาให้ไว้เปนที่ระลึก ในที่สุดขอแสดงความเคารพนับถืออย่างสูง ณวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ ปีมะเสง ตรงกับวันที่ ๒๗ มินาคม ค.ศ. ๑๖๒๙ (จุลศักราช ๙๙๑ พ.ศ. ๒๑๗๒ ) (สหัตถลิขิต) ยามาดาจิซายีมอนโนโจนากามาซา ขอได้นำหนังสือนี้เสนอต่อสะไกจิวาราโนสุโนเกโดด้วย


๖๗ ๗. หนังสือสะไกตาดาโย ถึงยามาดานากามาซา หนังสือสะไกตาดาโย มายังยามาดานากามาซา ได้อ่านหนังสือของท่านตลอดแล้ว มีความเสร้าสลดใจที่ ได้ทราบว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุทยาเสด็จสวรรคตเสียโดยรวดเร็ว ประดุจกระแสชลในมหาสมุท ข้าพเจ้าได้นำความขึ้นกราบทูลโชคุน ทั้ง ๒ พระองค์ว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาองค์ใหม่ทรงแต่งสำเภา ให้ทูตจำทูลพระสุพรรณราชสาสนมา เพื่อแจ้งให้ทราบว่าพระองค์ ได้ราชสมบัติ แลเสด็จผ่านภิภพพระนครศรีอยุทยา ข้าพเจ้ามี ความยินดีที่จะกล่าวด้วยว่า พระเจ้ากรุงยี่ปุ่นได้รับพระราชสาสนไว้ ด้วยความเคารพ แลได้มีอักษรสาสนตอบมอบมากับทูตทั้ง ๓ นาย นั้นแล้ว ส่วนสิ่งของที่ท่านส่งไปถวาย พระองค์ก็ทรงรับไว้ แล้วเหมือนกัน ขอบใจที่ท่านส่งสิ่งของ ๒ ชนิดมาให้ เพื่อตอบแทนบุญคุณของท่านแลเป็นทางไมตรี จึ่งขอส่งผ้าเทศ ๒๐ พับมายังท่าน ส่วน ความประสงค์ ที่จะได้มีเรือพ่อค้าวานิชย์เดิรไปมาค้าถึงกันอยู่ เสมอนั้น ข้าพเจ้าก็เห็นพ้องด้วย แลได้เอาใจใส่ ที่จะให้การเปน ไปประดุจความประสงค์ของท่าน ข้อความอื่นๆทูตทั้ง ๓ นายจะได้แจ้งแก่ท่านต่อไป ณวันขึ้น ๓ ค่ำเดือน ๑๐ ปีมะเสง วันที่ ๑๗ พศจิกายน ค.ศ. ๑๖๒๙ (จุลศักราช ๙๙๑ พ.ศ. ๒๑๗๒ ) (สหัตถลิขิต) สะไกอุตาโนกามิตาดาโย ๖๘ การคมนาคมโดยทางหนังสือระหว่างประเทศยี่ปุ่นแลสยามต่อ จากนี้ไปก็เป็นอันขาดจากกัน เหตุที่ทางพระราชไมตรีระหว่างยี่ปุ่น กับสยามมิได้ดำเนิรโดยปรกติอย่างกาลก่อนนั้น วันวลิตชาว ฮอลันดากล่าวว่า "เปนเพราะยี่ปุ่นไม่ยอมรับว่าพระเจ้าปราสาททองเปนพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา แลเมื่อพระเจ้าปราสาททองแต่งทูตมา เพื่อเจริญทางพระราชไมตรี ยี่ปุ่นก็ไม่ยอมรับแลขับไล่ให้กลับเสีย เรื่องนี้แม้พระเจ้าปราสาททองผู้ได้ราชสมบัติโดยไม่เปนธรรม ก็คง จะทรงทราบตระหนักแน่ในพระทัยอยู่เหมือนกันว่า เปนอันสิ้นหวัง ที่จะกระทำการติดต่อกับประเทศยี่ปุ่นได้อย่างกาลก่อน เพราะ พระองค์ได้กระทำการทารุณร้ายกาจต่อพวกยี่ปุ่น ที่ยกครอบครัวไปตั้งภูมิลำเนาพึ่งโพธิสมภาร ทำมาค้าขายอยู่ในประเทศ สยามเปนอันมาก" "พระเจ้าปราสาททองพระองค์นี้ในชั้นต้น ได้มีพระกระแส รับสั่งให้พระคลังแต่งทูตจำทูลพระราชสาสน แลเครื่องราชบรรณา การมาเจริญทางพระราชไมตรีต่อพระเจ้าเมืองนากาซากี แลขออภัยในความผิดที่ได้ทรงทำไปแล้วแต่หนหลัง กับขอให้มีพวกพ่อค้าวา นิชย์ของยี่ปุ่น เข้าไปค้าขายในประเทศสยามอย่างแต่ก่อน แต่ เจ้าเมืองนากาซากีก็มิได้รับรองทูตให้เปนเกียรติยศ กลับขับไล่ให้ กลับคืนไปยังประเทศสยามโดยกิริยาอันดูหมิ่น แลกล่าวว่า 'พระ เจ้ากรุงศรีอยุทธยามิได้เปนพระเจ้าแผ่นดินโดยครองธรรม พระองค์


๖๙ เปนผู้คิดขบถกระทำการฆาฏกรรม แลสำเร็จโทษรัชทายาทผู้มี สิทธิ์จะได้ราชสมบัติแลเจ้านาย' ทูตคณะนั้นก็ได้รับความอับอาย ต้องกับประเทศสยามโดยสำเภาซึ่งมีสินค้าของประเทศสยามบรร ทุกอยู่เต็มมิได้จำหน่าย อนึ่งเมื่อเวลาที่วันวลิตกลับจากประเทศ สยาม พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาพระองค์นี้ก็มีพระราชประสงค์ที่จะ แต่งทูตมาเจริญทางพระราชไมตรีต่อพระเจ้ากรุงยี่ปุ่น แลเชื่อม ความสามัคคีกับเหล่ามุขมนตรีของยี่ปุ่น ด้วยความหวังที่จะผูก ไมตรีแลให้มีเรือพ่อค้าวานิชย์เดิรไปมาค้าขายติดต่อกันอย่างกาล ก่อนอีก ตามพระประสงค์นี้วันวลิตเห็นว่าไม่มีทางจะให้สำเร็จ ได้ แต่ก็ยังมีพวกสอพลอพากันเพ็ททูลพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา โดยหวังประโยชน์ส่วนตัวอยู่เสมอว่า การค้าขายของยี่ปุ่นเปน การสำคัญ ในจำพวกสอพลอเหล่านี้มีชาวยี่ปุ่นบางคนที่ไปตั้งภูมิ ลำเนาอยู่ในประเทศสยามเปนผู้ร่วมรู้เห็นด้วย เพราะยี่ปุ่นพวก นี้เห็นว่าตนอนาถา แลดูหมิ่นต่าง ๆ จึ่งต้องการที่จะให้สำเภา พ่อค้าวานิชย์ของยี่ปุ่น เข้าไปกระทำการค้าขายในกรุงศรีอยุทธยา อีก ตนจะได้เปนคนกว้างขวางมีเกียริติยศแลชื่อเสียง แต่ถึง กระนั้นข้อนี้ ก็ยังขัดต่อความประสงค์แลความถือตัวของชาวไทย ที่ถือว่า ไม่ควรพระมหากษัตริย์จะต้องถ่อมพระองค์ลงไปอ่อน น้อมต่อผู้ซึ่งมีโอกาสน้อยที่จะทำอันตรายพระองค์ โดยหวังต่อ ประโยชน์เพียงเล็กน้อยเท่านนั้น อนึ่งพระองค์ก็จะได้ทรงทราบแล้วว่า


๗๐ ในระหว่างรัชกาลของพระเจ้ากรุงยี่ปุ่นปัจจุบันนี้ คงไม่มีชาวยี่ปุ่นออกนอกประเทศ หรือที่ได้ออกไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศแล้ว ก็คงไม่มีโอกาศกลับประเทศของตนได้เปนแน่นอน เมื่อเช่นนี้เหตุ ไฉนจะต้องไปกระทำสัมพันธไมตรีกัน โดยต้องยอมตัวให้ตกต่ำด้วย เล่า แต่บรรดามุขมนตรีในประเทศสยามเปนผู้ที่สามารถปกปิด ความข้อนี้เสียได้อย่างมิดชิด กล่าวอ้างว่าพระเจ้ากรุศรีอยุทธยา มีพระทัยอารีอารอบต่อชาวต่างประเทศอยู่เปนเนืองนิจ แลคำนึง อยู่เสมอที่จะกระทำทางพระราชไมตรีต่อเจ้าประเทศราช แลผู้ ปกครองประเทศที่ใกล้เคียง เพื่อพระราชอาณาจักรของพระองค์ จะได้อยู่เย็นเปนสุข แม้เมื่อเสด็จสู่สวรรคตแล้วก็จะปรากฎพระ นามว่าเปนกษัตริย์ผู้สงบ แท้จริงวันวลิตกล่าวต่อไปว่า "แต่เดิมมาพ่อค้าวาณิชย์ ยี่ปุ่นบางคนได้ไปมาค้าขายอยู่ในประเทศสยามอยู่เปนช้านาน มีสำเภาบรรทุกสินค้าประเทศยี่ปุ่นไปขายในประเทศสยาม แลซื้อ หนังสัตว์ในประเทศสยามกลับไปขายในประเทศยี่ปุ่น ได้กำไร อย่างงดงาม ด้วยความหวังต่อผลนี้ชาวยี่ปุ่นจึ่งมีโลภเจตนาใน ทางทำมาหาเลี้ยงชีพ ถึงกับบางคนเลยเข้าไปตั้งภูมิลำเนาค้าขาย อยู่ในประเทศสยาม ในสมัยนั้นพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ผู้พอพระ ทัยในพ่อค้าต่างประเทศ ก็ทรงพระกรุณารักใคร่ยี่ปุ่นอยู่มาก เพราะพ่อค้ายี่ปุ่นได้นำเงินมาเปนจำนวนมาก ๆ เข้าไปสู่ประเทศสยาม


๗๑ เสมอ ถึงกับพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาต้องทรงแต่งทูตจำทูลพระ ราชสาสนแลเครื่องราชบรรณาการมามาเยิรยอพระเจ้ากรุงยี่ปุ่น ๆ ก็ทรงต้อนรับเปนอันดี ดังได้เห็นเมื่อ ค.ศ. ๑๖๒๙ (จุลศักราช ๙๙๑พ.ศ.๒๑๗๒ ) แล ค.ศ. ๑๖๓๐ (จุลศักราช ๙๙๒ พ.ศ. ๒๑๗๓) ซึ่ง เปนครั้งสุดท้ายที่คณะทูตไทยได้มาเจริญ ทางพระราชไมตรีต่อประ เทศยี่ปุ่น ด้วยเหตุที่ยี่ปุ่นได้พากันเข้าไปอยู่ในประเทศสยามมี จำนวนมากขึ้นเสมอดังนี้ จึ่งก่อการกำเริบเข้าโจมตีพระราชวัง ด้วยน้ำใจอันโหดร้าย แลจับกุมพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยามากระทำ ความบีบคั้นต่าง ๆ ด้วยความประสงค์ที่จะพระราชทานประ โยชน์แก่ตน ซ้ำบังคับให้ทรงกระทำสัจสาบาลว่าจะไม่จดจำหรือกระทำการแก้แค้นทดแทนการที่ยี่ปุ่นได้กระทำต่อพระองค์อย่างใด ๆ ทั้งสิ้น แลให้คงรับพวกยี่ปุ่นไว้เป็นทหารรักษาพระองค์จนตลอด รัชกาล ด้วยคำปฎิญาณของพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยานี้ พวก ยี่ปุ่นเหล่าร้ายจึ่งถือเป็นโอกาศประพฤติพาลเกเร มีการใช้อำนาจทารุณร้ายกาจ ต่อคนไทยแลพ่อค้าวานณิชน์ต่างประเทศอยู่เนือง ๆ แต่โชคลาภเช่นนี้ก็ไม่ยั่งยืน กรรมย่อมให้ผลตามสนองจนได้ กล่าวคือต่อมามิช้า พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาก็ทรงรู้สึกชิงชังชาวยี่ปุ่น (ที่ได้เคยช่วยเหลือป้องกันพระองค์ในคราวคับขัน เมื่อพระองค์ แย่งชิงราชสมบัติ) แลทรงเกรงในโลภเจตนาของชนชาติยี่ปุ่น จึ่งเปนอันตกลงพระทัยว่า จะต้องพยายามปลีกพระองค์ให้พ้นภัยที่


๗๒ ยี่ปุ่นจะพึงคิดทรยศ (ดังได้เคยกระทำโดยเปิดเผยเป็นการสำคัญ ใหญ่โตมาครั้งหนึ่งแล้ว) ด้วยเหตุนี้พระองค์จึ่งทรงปฤกษาโทษ ยี่ปุ่นว่า เปนผู้ปราศจากความจงรักภักดีต่อเจ้าแลผู้เป็นรัชทายาท ให้ลงพระราชอาญาประหารชีวิตเสียมากมาย บางคนก็มีรับสั่งให้ ขับไล่ออกนอกพระราชอาณาเขต เพื่อให้สูญสิ้นเสี้ยนหนามของ แผ่นดิน ประชาชนพลเมืองจะได้มีความสุขสำราญต่อไป ชนชาติ ยี่ปุ่นแม้แต่บรรดามุขมนตรีแลขุนนางข้าราชการทุกชั้น ก็ย่อมลง ความเห็นว่า เป็นชาติที่ไม่ควรไว้วางใจแลอาจเป็นภัยแก่ประเทศ ได้ เพราะได้เคยกระทำการทารุณร้ายกาจ แลจับกุมพระเจ้าแผ่น ดินมาครั้งหนึ่ง (ดังได้กล่าวมาแล้วแต่ต้น) ยี่ปุ่นที่ไปตั้งภูมิลำเนา อยู่ในประเทศสยามประมาณ ๖๐๐ คน จึ่งคงเหลือกลับมายัง ประเทศยี่ปุ่นได้โดยทางสำเภาด้วยความลำบากยากแค้น เพียง ๖๐ หรือ ๗๐ คนเท่านั้นนอกนั้นก็ได้ถูกประหารชีวิตหรือแตกฉานซ่านเซน ไปทั้งสิ้น พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาเป็นอันเลิกไม่ใช้ทหารยี่ปุ่นอีกต่อไป แลเรือค้าขายของยี่ปุ่นก็ไม่ทรงอนุญาตไห้เข้าไปค้าขายใน ประเทศสยาม เพราะเกรงว่าถ้าพวกยี่ปุ่นเข้าไปได้ก็จะคิดแก้แค้น แทนกัน แต่ถึงเมื่อพระองค์จะได้ทรงรู้สึกเช่นนี้อยู่ก็ดี ต่อมามิช้า พระองค์ก็กลับมีรับสั่งให้พวกยี่ปุ่นที่รอดชีวิตมาได้ในครั้งนั้น คืน เข้าไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ในประเทศสยามอีก (ที่ทรงทำเช่นนี้เห็นได้ชัด ว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาคงจะเกรงความพยาบาทของยี่ปุ่นพวก


๗๓ นั้นเปนเน่) มียี่ปุ่นที่หนีมาจากประเทศสยาม แล้วกลับคืนไปอยู่ในประเทศสยามตามเดิมอีประมาณ ๖๐-๗๐ คน พระองค์ได้ ทรงจัดที่ทางให้รวบรวมกันอยู่เปนอันดี แลทรงเลือคัดแต่งตั้งให้มียศฐาบรรดาศักดิ์ขึ้น ๓ นาย เพื่อเปนหัวหน้าดูแลพวกของตน" ส่วนจดหมายเหตุยี่ปุ่นมิได้ปรากฎเหตุการณ์ที่เปนไปใน ระหว่างเวลาประเทศสยาม ในรัชกาลของพระเจ้าปราสาททองมี ไมตรีกับประเทศยี่ปุ่น แต่ต่อมาในแผ่นดินพระเจ้าฟ้าไชย ได้มีสำเภาไทยพร้อมด้วยคณะทูต จำทูลพระราชสาสนมายังกรุงนากาซากี เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๖๕๖ (ปีวอกจุลศักราช ๑๐๑๘ พ.ศ. ๒๑๙๙) อีก พระราชสาสนนั้นมีใจความเป็นเชิงปฏิเสธ โดยกล่าวว่า " ตามที่พวกพ่อค้ายี่ปุ่นมากราบทูลกล่าวโทษพระองค์ ว่าทรงใช้อาวุธขับไล่ให้ออกจากประเทศสยามนั้นไม่จริง ความ จริงประเทศสยามประสงค์ที่จะทนุบำรุงกิจการค้าขายระหว่างยี่ปุ่น กับสยามให้เจริญถาวรยิ่งขึ้นเสียอีก" พระราชสานฉบับนี้เขียน เป็นอักษรสยาม มีคำแปลเป็นภาษาจีน ส่งมาพร้อมกับเครื่อง ราชบรรณาการ ฝ่ายมุขมนตรียี่ปุ่นจึ่งนำความขึ้นกราบทูลโชคุน ในขณะที่ประทับแรมอยู่ณยีโด แต่โชคุนมิได้ยอมรับเครื่องราช บรรณาการ ได้ตอบไปว่าเพราะมีประกาศ ค.ศ.๑๖๓๖ (จุลศักราช ๙๙๘ พ.ศ. ๒๑๗๙ ) ห้ามมิให้ ชนชาติยี่ปุ่นออกนอกประเทศเสียแล้ว


๗๔ จึ่งไม่มีทางที่จะอนุญาตให้ชนชาติยี่ปุ่น ออกไปกระทำการค้าขายใน ประเทศอื่นได้ นายสำเภาที่มาในครั้งนี้โชคุณยอมอนุญาติให้ขายสินค้าได้เพียงที่จะมีเงินใช้ สำหรับซื้ออาหารฟืนแลน้ำไปใช้ระหว่าง กลับเท่านั้น ส่วนลูกเรือยอมให้แต่คนที่เป็นชาติจีนแลแขกมลายูขึ้น บกได้ สำเภาไทยกลับจากประเทศยี่ปุ่นเมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ด้วยเหตุนี้การคมนาคมระหว่าง ๒ ประเทศ จึ่งเปนอันยุติลง แต่ต่อมาการห้ามนี้ก็เสื่อมไป มีพวกจีนพ่อค้าที่ตั้งภูมิลำเนาอยู่ ในประเทศสยาม เข้าไปค้าขายเกี่ยวข้องกับห้างทำการค้าขายของ จีนในนากาซากีได้ หนังสือที่กรุงศรีอยุทธยามีมายังประเทศยี่ปุ่น ฉบับหลังที่สุด คือหนังสือของออกญาพระคลัง ถึงขุนนางในพระเจ้ากรุงยี่ปุ่น ใน ค.ศ. ๑๖๘๗ (จุลศักราช ๑๐๔๙ พ.ศ. ๒๒๓๐) มีสำเนาปรากฎอยู่ในจดหมายเหตุของไกวฮันทูโจ หนังสือนั้นมีใจความว่า "บรรดา สินค้ายี่ปุ่นซึ่งส่งมาขายในประเทศสยาม เช่นภาชนะทำด้วยไม้ ทองเงินแลทองแดงเปนต้น เปนสิ่งของดียิ่งกว่าประเทศสยาม จะทำได้ เมื่อ ค.ศ. ๑๖๘๕ ( จุลศักราช ๑๐๔๗ พ.ศ. ๒๒๒๘ ) สำเภาไทยซึ่งกำลังแล่นไปเพื่อค้าขายในประเทศยี่ปุ่น เกิดอุปฎิเหตุ อัปปวงลงกลางทะเลลำหนึ่ง ลำอื่น ๆ ที่รอดพ้นไปได้ถึงยี่ปุ่น ก็ ได้รับอนุญาตให้ขายสินค้าได้แต่พอมีเงินใช้จ่ายระหว่างกลับ เท่า นั้น พ่อค้าไทยจึ่งไม่มีโอกาศที่จะซื้อหาแลกเปลี่ยน นำเอาสินค้า


๗๕ ของยี่ปุ่นไปขายในประเทศสยามได้อย่างแต่ก่อน แลเมื่อตอนเดิรทางกลับสำเภาอีกลำหนึ่งก็อัปปางลงที่ฝั่งเมืองญวน ต่อมาใน ค.ศ. ๑๖๘๖ (จุลศักราช ๑๐๔๘ พ.ศ. ๒๒๒๙) สำเภาไทยไปค้าขายในประเทศยี่ปุ่นอีก ก็มิได้รับความทนุบำรุงเช่นเดียวกัน พวกพ่อค้า ไทยจึ่งพากันกลับมาแจ้งยังกรุงศรีอยุทธยาว่า ประเทศยี่ปุ่นออกประ กาศอย่างเฉียบขาด กำหนดให้ขายสินค้าได้ในปีหนึ่งจำนวน อันจำกัด ทั้งนี้ก็ด้วยความปรีชาสามารถอันสุขุมของโชคุน แลเปน การสมควรอย่างหนึ่ง ประเทศสยามก็ประสงค์จะให้สำเภาไทยไป ถึงประเทศยี่ปุ่นเสียตั้งแต่ต้นปี เพื่อจะได้มีส่วนสัดในการค้าขายได้ เต็มที่เหมือนกัน หากหนทางไปมานั้นไกล จึ่งมิมาได้ทันท่วงที แต่อย่างไรก็ดีเห็นว่าประเทศสยาม ได้มีทางพระราชไมตรีติดต่อกับประเทศยี่ปุ่นอย่างแน่นแฟ้นยิ่งกว่าประเทศอื่น ๆ จึ่งยังประสงค์ที่ จะแต่งสำเภา เข้าไปซื้อสินค้าของยี่ปุ่นชนิดที่กล่าวแล้ว มาขายในประเทศสยามอีก หวังใจว่าท่านคงจะนำความขึ้นกราบทูลโชคุน เพื่อทรงอนุญาตให้พ่อค้าของไทยเข้าไปค้าขายในประเทศยี่ปุ่น เสมอด้วยจำนวนที่พ่อค้าชาวฮอลันดาเข้าไปค้าขายฉนั้น" ตามที่กล่าวว่าแม้ประเทศยี่ปุ่นจะได้ห้ามปรามมิให้คนไทยเข้ามาค้าขายโดยตรงแล้ว ประเทศสยามยังใคร่ที่จะกระทำการค้าขายเกี่ยวข้องกับยี่ปุ่นอยู่อีกนี้ นักแต่งชาวยุโรปหลายนายในสมัยนั้นก็ได้กล่าวรับรองว่าการเปนเช่นนั้นจริง


๗๖ เดอคอมองที่เคยเปนทูตสยามใน ค.ศ. ๑๖๘๕ (จุลศักราช ๑๐๔๗ พ.ศ.๒๒๒๘) ถึง ค.ศ.๑๖๘๖ (จุลศักราช ๑๐๔๗ พ.ศ. ๒๒๒๙) กล่าวว่า "พระเจ้ากรุงศรีอยุทยาเคยแต่งสำเภาแต่งสำเภาบรรทุกเงิน ปีละนับตั้ง ๒- ๓ ลำ ไปซื้อสินค้าในประเทศยี่ปุ่นคือ ทองคำ เงิน ทองแดงแลทองรูปพรรณ์ ฉากยี่ปุ่น ตู้ลายรดน้ำ เครื่องกระเบื้อง ใบชา แลสิ่งของชนิดที่สมเด็จพระนารายณ์แลฟอลคองเคยส่งไป ถวายพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ แลพระราชวงศ์ของเจ้ากรุงฝรั่งเศสเปนอันมากเสมอ" แอบเบเดอชัวซีสหายของเดอคอมองกล่าวว่า "ได้เคยเห็น สำเภาพ่อค้ายี่ปุ่นทอดสมออยู่ในประเทศสยาม" แต่ที่กล่าวตอน นี้เห็นจะเข้าใจผิด เพราะแปร์ตาชากล่าวความตรงกันข้ามว่า "การ ค้าขายระหว่างยี่ปุ่นกับสยามโดยมากพวกจีนเปนผู้ทำ" ลาลูแบ ที่เคยอยู่ในประเทศสยามใน ค.ศ.๖๘๗ ถึง ค.ศ. ๑๖๘๘ (จุลศัก ราช ๑๐๔๙ พ.ศ. ๒๒๓๐ ถึงจุลศักราช ๑๐๕๐ พ.ศ. ๒๒๓๑)กล่าวว่า "ทองแดงส่งไปจากยี่ปุ่น หนังกับเขาในประเทศสยามส่งไปยังห้างชาวฮอลันดา แท้จริงในยุคนั้นการค้าขายของไทยตกอยู่ในเงื้อม มือของชาวฮอลันดาเลจีนเปนส่วนมาก" แยร์เวซ์กล่าวว่า "พระเจ้ากรุงยี่ปุ่นมีทางพระราชไมตรี ติดต่อกับพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาเปนอันดี มีพระราชสาสนแล เครื่องราชบรรณาการไปมาถึงกันอยู่มิได้เว้นจนสักปีเดียว แต่


๗๗ พอพระเจ้ากรุงยี่ปุ่นทรงทราบว่า พระเจ้าปราสาททอง ชิงราช สมบัติ แลตั้งพระองค์เปนพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาแล้ว ยี่ปุ่นก็สิ้น ความเคารพนับถือไทย ต่อมาความรู้สึกนี้ก็ยิ่งทวีมากขึ้น จน ยี่ปุ่นออกประกาศห้ามมิให้ไทยไปมาค้าขายกับประเทศยี่ปุ่น นอก จากนี้ยี่ปุ่นยังได้ห้ามตลอดถึงชนชาติอื่น ยกเว้นแต่จีนที่เปนชาติ ซึ่งยี่ปุ่นมีความไว้วางใจอย่างสนิทสนม ด้วยเหตุนี้จึงเปนโอกาศ ให้ประเทศสยามได้อาศรัยพวกจีน ที่เข้าไปตั้งภูมิลำเนาค้าขายอยู่ ในพระราชอาณาเขตโดยมาก ดำเนิรการค้าขายติดต่อกับยี่ปุ่นต่อ มาทุก ๆ ปี จนมีผลประโยชน์อย่างงดงาม วิธีที่กระทำนั้น คือ จัดให้ขุนนางไทยเปนผู้กำกับไปในสำเภา นอกนั้นใช้ชนชาติจีนทั้งสิ้น ขุนนางไทยที่ไปนี้ไทยสั่งกำชับมิให้ขึ้นจากเรือเปนอันขาด แต่ขุน นางนั้นก็ยังได้ทราบเหตุการณ์ ซึ่งเปนไปในประเทศยี่ปุ่นได้โดย ตลอดด้วยความปรีชาสามารถของตนเอง แลอาจระวังรักษาผลประโยชน์แห่งการค้าขายมีให้ขาดตกบกพร่องไปได้ด้วย" ในหนังสือทูโกอิจิรานซึ่งเปนจดหมายเหตุฉบับหลังสุดที่ได้ พบ กล่าวว่า "มีสำเภาไทยเข้ามาค้าขายในประเทศยี่ปุ่นอีก ๖ ครั้ง คือ ในค.ศ. ๑๖๘๐ (จุลศักราช ๑๐๔๒ พ.ศ. ๒๒๒๓) ค.ศ. ๑๖๘๗ (จุลศักราช ๑๐๔๙ พ.ศ. ๒๒๓๐ ) ค.ศ. ๑๖๙๓ ( จุลศักราช ๑๐๕๕ พ.ศ. ๒๒๓๖ ) ค.ศ. ๑๗๑๖ (จุลศักราช ๑๐๗๘ พ.ศ. ๒๒๕๙)

๑ เมื่อครั้งเปนเจ้าพระยากลาโหม

๗๘ ค.ศ.๑๗๑๘ (จุลศักราช ๑๐๘๐ พ.ศ. ๒๒๖๑) แล ค.ศ. ๑๗๔๕ (จุลศักราช ๑๑๐๗ พ.ศ. ๒๒๘๘) แต่ยี่ปุ่นได้ให้ถามคำให้การของพวกที่ไปในเรือเสมอทุกครั้ง เมื่อ ค.ศ. ๑๗๑๖ (จุลศักราช ๑๐๗๘ พ.ศ. ๒๒๕๙) สำเภาไทยมาอัปปางลงที่ชายทะเล แต่ยังพอมีโอกาศ ที่จะนำเอาสินค้าและฟืนขึ้นมาขาย เอาเงินจับจ่ายให้คนเรือที่มานั้น ได้ทั้งสิ้น บรรดาสำเภาซึ่งมาค้าขายในตอนนี้มีขุนนางไทยประจำ ตามเคย แลใช้ลูกเรือเปนจีน ส่วนพระราชพงษาวดารของประเทศสยามมิได้มีข้อความปรา กฎชัดเจนว่า ประเทศสยามกับยี่ปุ่นได้เคยมีการติดต่อกันอย่างไร ดังจะเห็นได้เปนตัวอย่างเช่น การที่ประเทศยี่ปุ่นหรือสยามเคยมีหนัง สือไปมาถึงกัน แลการที่ประเทศสยามได้แต่งทูตมาเจริญทาง พระราชไมตรีต่อยี่ปุ่นอยู่เนืองๆ ที่สุดจนได้มีพ่อค้าชาว โปจุเกต อังกฤษ แลฮอลันดาเข้าไปกระทำการค้าขายอยู่ในประ เทศสยามยุคนั้น ก็มิได้ปรากฎถึง ข้อบกพร่องเหล่านี้ถ้าระลึก ถึงพระราชพงษาวดารของประเทศสยามว่า พึ่งจะได้รวบรวมขึ้น ใหม่ ๆ โดยมิได้มีจดหมายเหตุโบราณมาอาศรัยใช้ประกอบ เพราะจดหมายเหตุเหล่านั้นได้กระจัดกระจายหายสูญไปเสียมากต่อมาก เมื่อครั้งกรุงเก่าเสียแก่พม่า ค.ศ.๑๓๖๗ (จุลศักราช ๑๑๒๙ พ.ศ.๒๓๑๐ ) ด้วยแล้ว ก็ไม่น่าจะพิศวง พระราชพงษาวดารที่ใช้ กันอยู่ในเวลานี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามรัชกาลที่ ๑ ได้


๗๙ ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นโดยรวบรวมเรื่องราวเบ็ดเตล็ด ซึ่งมีผู้เก็บ รักษาไว้ได้ในอารามต่าง ๆ แลข้อความที่ได้เล่าบอกกันมาระหว่าง พระสงฆ์บ้างเท่านั้น ส่วนเรื่องของยามาดาที่ระบุนามมาแล้ว แล จะได้บรรยายต่อไปในหนังสือนี้นั้น ได้อาศรัยจดหมายเหตุของ พวกนักเที่ยว นายเรือแลนายห้างที่เป็นชาวยุโรป กับข้อความ ซึ่งมีผู้เล่าต่อ ๆ กันมา เปนข้อความประกอบส่งเสริม จึ่งได้หลักฐานมั่นคงขึ้น อีกประการหนึ่งมีชาวยี่ปุ่นบางคนพอใจกล่าวถึงพงษาวดาร ของประเทศสยามอยู่เสมอ จึ่งเปนเหตให้เห็นว่าได้เคยมียี่ปุ่น หลายคนเข้าไปอยู่ในประเทศสยามจริง แต่ก่อนที่จะเริ่มเรื่องยา มาดา จะได้นำเอาเรื่องของผู้ที่เคยไปพบเห็นประเทศสยามมาก่อน ยามาดา แลเรื่องที่สอบสวนได้จากที่ต่างๆมาแสดงไว้ เพื่อเปน ทางสันนิฐานด้วยอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องยี่ปุ่นที่ปรากฏในพระราชพงษาวดารของประเทศสยามเปน เรื่องแรกก็คือ ครั้งพม่าแลลาวยกกองทัพมาประชิดพระนครศรี อยุทธยาเมื่อค.ศ. ๑๕๗๙ (จุลศักราช ๙๔๑ พ.ศ. ๒๑๒๒ ) ในแผ่นดิน สมเด็จพระนเรศวร มียี่ปุ่นประมาณ ๕๐๐ คน สมัครเข้าเปนทหารอาสา ออกสมทบทัพไทยรบกับพม่าแลลาวข้าศึกจนได้ชัยชนะ แต่ เรื่องนี้มิได้มีปรากฎในหนังสืออื่นนอกจากพระราชพงษาวดารของ ประเทศสยาม ถ้าเปนเรื่องจริง อาสายี่ปุ่นเหล่านี้ก็คงเปนพวกยี่ปุ่น

๑ ความที่กล่าวตรงนี้ตามที่เซอเออเนสต์ ซาตาเข้าใจ

๘๐ ที่ชาวโปจุเจตชักชวนเข้าไปอยู่ในกรุงศรีอยุทธยาในครั้งนั้น มีชาวอังกฤษคนหนึ่ง ชื่อฟรอริสเคยไปอยู่เมืองปัตตานีเมื่อ ค.ศ. ๑๖๐๘ (ปีวอกจุลศักราช ๙๗๐ พ.ศ. ๒๑๕๑ ) แล้วก็กลับประเทศอังกฤษ ครั้น ค.ศ. ๑๖๑๒ (ปีชวดจุลศักราช ๙๗๔ พ.ศ. ๒๑๕๕) จึ่งเข้าไปอยู่เมืองนี้อีก เมื่อฟลอริสกลับจากประเทศ สยามไปอยู่อังกฤษ ได้เขียนจดหมายเหตุไว้ว่า "เมื่อ ค.ศ. ๑๖๐๕ (ปีมะเสงจุลศักราช ๙๖๗ พ.ศ. ๒๑๔๘ ) สมเด็จพระเจ้ากรุงสยามผู้มีกฤษฎานุภาพครอบงำเมืองเขมร เมืองล้านช้าง เมืองเชียงใหม่ เมืองนคร เมืองปัตตานี เมืองตะนาวศรีแลเมืองอื่น ๆ อีกมากเสด็จสวรรคต แต่พระองค์มิได้มีพระราชโอรสเป็นรัชทายาท ราช สมบัติจึงตกแก่พระราชอนุชา กษัตริย์ทั้งสองพระองค์นี้บรรดา นักประพันธ์ในโบราณพากันตั้งพระนามว่า "กษัตริย์พระองค์ดำ" (Black King) แล "กษัตริย์พระองค์ขาว" (White King) ต่อมา พระราชอนุชาผู้ได้ผ่านภิภพก็เสด็จสวรรคต พระราชโอรสองค์ที่ สองของพระองค์จึ่ง สืบราชสมบัติต่อไป ครั้งหนึ่งพระเจ้าแผ่นดิน องค์ใหม่นี้มีพระราชดำรัส สั่งให้ประหารชีวิตขุนนาง คนหนึ่ง ชื่อ

๑ . แผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรฐ ๒. แผ่นเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคต่อกับพระเจ้าทรงธรรม ๓. ไม่ปรากฏว่ากลับเมื่อไร ปรากฏแต่ว่าได้ถึงแก่กรรมใน ค.ศ. ๑๖๑๕ (จุลศักราช ๙๗๘ พ.ศ. ๒๑๕๘ )

๘๑ ออกญากรมนายไวย เพราะทรงสงสัยว่าจะชิงราชสมบัติ มียี่ปุ่นประมาณ ๒๘๐ คน ที่เปนข้าของออกญากรมนายไวยพยายามจะแก้ แค้นแทนนาย แลเพื่อไว้เกียรติแห่งความองอาจกล้าหาญ จึ่งพากันวิ่งตรูเข้าไปถึงพระราชวัง จนผู้คนแตกตื่นกันเปนอลหม่าน แล้วก็ออกวาจาบังคับพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาว่า ให้ทรงส่งตัว ขุนนางผู้เปนตัวการฆ่าออกญากรมนายไวยรวม ๔ นาย ออกมาให้ ยี่ปุนประหารชีวิตเปนการทดแทน นับแต่นั้นมาบางคราวยี่ปุ่นเหล่า นี้ก็พากันใช้อำนาจบังคับพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาให้ทรงกระทำกิจการบางอย่างให้ตามความพอใจ บางครั้งก็ถึงกับขู่เข็ญให้พระองค์ลง พระนามด้วยพระโลหิตของพระองค์เอง แลให้ส่งตัวนักบวชหรือ พระสงฆ์ออกมาให้คุมไว้เปนตัวจำนำ ใช่แต่เท่านั้นยี่ปุ่นเหล่านี้ยังได้บังอาจแย่งชิงเงินทองของคนไทย นำกลับมาประเทศยี่ปุ่นอีกเปน อันมาก ฝ่ายไทยก็มิอาจสามารถที่จะว่ากล่าวห้ามปรามได้" วันเดือนปีที่ปรากฎในจดหมายเหตุของฟลอริสนี้ไม่ตรงกับ วันเดือนปีในพระราชพงษาวดารของไทย ซึ่งมีข้อความปรากฎว่า " กษัตริย์พระองค์ดำ (สมเด็จพระนเรศวร) สวรรคตเมื่อ ค.ศ. ๑๕๙๔ (จุลศักราช ๙๕๖ พ.ศ. ๒๑๓๗ ) แลกษัตริย์พระองค์ขาว (สมเด็จพระเอกาทศรฐ) สวรรคตเมื่อ ค.ศ.๑๖๐๑ (จุลศักราช ๙๖๓ พ.ศ. ๒๑๔๔) เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคผู้เปนพระราชโอรสจึ่ง


๘๒ ได้เสด็จผ่านภิภพพระนครศรีอยุทธยา แต่ต่อมาพลุศักราชใหม่ พระเจ้าทรงธรรม (ขณะที่เปนพระพิมลธรรม) คิดขบถแย่งชิงราช สมบัติ แลจับพระองค์สำเร็จโทษเสีย ครั้นใน ค.ศ. ๑๖๐๒ หรือ ๑๖๐๓ (จุลศักราช ๙๖๔ พ.ศ.๒๑๔๕ หรือจุลศักราช ๙๖๕ พ.ศ. ๒๑๔๖) ชาวยี่ปุ่นที่เข้าไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ในกรุงศรีอยุทธยาบังเกิดความไม่พอใจ จึ่งกล่าวว่าคณะเสนาบดีมิได้ตั้งอยู่ในสัจธรรม กลับไปสมคบเข้าด้วยพระพิมลธรรมผู้เปนขบถ จับกุมพระมหา กษัตริย์ของตนเองมาสำเร็จโทษ ยี่ปุ่นได้ตั้งมั่วสุมกันขึ้น ประมาณ ๕๐๐ คน แล้วยกเข้าไปยังท้องสนามหลวง คอยจับกุม พระเจ้าแผ่นดินขณะเสด็จออกมาฟังพระสงฆ์บอกหนังสือณพระที่นั่งพอพระสงฆ์วัดประดู่โรงธรรม ๘ รูป นำเสด็จพระเจ้าแผ่นดินผ่าน หน้ายี่ปุ่นเข้ามา ยี่ปุ่นจึ่งร้องอื้ออึงขึ้นว่า "พวกเรามาหมายจะ จับกุมเอาพระองค์ไปเปนไรจึงนิ่งเสียเล่า" ยี่ปุ่นทุ่งเถียงกันเปน กุลาหล ฝ่ายพระมหาอำมาตย์คุมพลได้ไล่รบยี่ปุ่นล้มตายลงเปน อันมาก พวกที่แตกไปจากพระราชวังก็ลงสำเภาหนีไป ตั้งแต่นั้น มาสำเภาพวกยี่ปุ่นมิได้เข้ามาค้าขายในกรุงเทพมหานครอีกเลย"

๑ พระที่นั่งอะไรไม่ปรากฎในหนังสือของเซอเออเนสต์ซาเตา แต่ในพระราชพงษาวดารกล่าวว่า " พระที่นั่งจอมทอง ๓ หลัง" ๒ พระนามพระเจ้าทรงธรรมนี้ เซอเออเนสต์ซาเตาเข้าใจ ว่าคงเนื่องมาจาก "พระพิมลธรรม" ซึ่งเปนนามสมณศักดิ์ ของพระองค์ ๘๓ เรื่องราวที่ฟรอริสกล่าว สังเกตได้ว่าคลาดเคลื่อนจากข้อความที่ปรากฎในพระราชพงษาวดารของประเทศสยามอยู่มาก ทั้งนี้ อาจเปนเพราะกรุงศรีอยุทธยาอยู่ห่างไกลจากเมืองปัตตานี หรือ เรื่องที่ฟลอริสกล่าวนี้มีมาช้านาน ก่อนที่ฟลอริสไปอยู่ทาง แหลมมลายูก็เปนได้ ในพระราชพงษาวดารของประเทศสยาม ไม่มีร่องรอยเลยว่า มีขุนนางที่ชื่อออกญากรมนายไวยเปนนาย ของยี่ปุ่น แลเพราะไทยกระทำกับขุนนางผู้นี้ จึงเปนกรณีย์ให้ ยี่ปุ่นก่อการกำเริบขึ้นเช่นนั้น ถ้าจะมีได้จริง ออกญาผู้นี้ก็น่าจะ เปนขุนนางผู้ที่เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคทรงแต่งตั้งไว้ ให้ดูแลยี่ปุ่นปุ่นแทนพระองค์ อนึ่งทราบว่าในราว ค.ศ.๑๕๙๒ (จุลศักราช ๙๕๔ พ.ศ. ๒๑๑๕) ยี่ปุ่นได้เดิรเรือทางทเลจีนเข้าไปค้าขายยังเมืองปัตตานี ครั้น ค.ศ. ๑๕๙๙ (จุลศักราช ๙๖๑ พ.ศ. ๒๑๔๒) สำเภาเมือง ปัตตานีจึ่งเข้ามาค้าขายยังประเทศยี่ปุ่นบ้าง แลมีทูตไทยมาเจริญ ทางพระราชไมตรีด้วย แล้วต่อมาใน ค.ศ. ๑๖๐๒ (จุลศักราช ๙๖๔ พ.ศ. ๒๑๔๕) สำเภาไทยก็ได้มาอีกครั้งหนึ่ง ในเดือน ธันวาคม ค.ศ. ๑๖๐๕ (จุลศักราช ๗๖๗ พ.ศ. ๒๑๔๘) เรือสลัดยี่ปุ่นเข้าปล้นเรือของชาติอังกฤษ แลฆ่ากับตันเรือชื่อยอนดาวิสตายที่ชาย ทเลเมืองปัตตานี ในศกนี้ยังได้มีอักษรสาสนพระเจ้ากรุงกัมภูชา มายังอิเยยะสุฉบับหนึ่ง กล่าวหาว่าพ่อค้ายี่ปุ่นกระทำความผิด


๘๔ อิเยยะสุก็ได้มีอักษรสาสนตอบไปยังพระกรุงกัมภูชาว่า "พระ เจ้ากรุงกัมภูชาทรงไว้ซึ่งอำนาจที่จะลงพระอาญาชาวยี่ปุ่น ผู้กระ ทำผิดตามพระราชกำหนดกฏหมายของกรุงกัมภูชาได้" ใน ค.ศ. ๑๖๐๖ (จุลศักราช ๙๖๘ พ.ศ. ๒๑๔๙ ) อิเยยะสุส่งฉากหุ้มทอง ๕ ฉากไปถวายพระเจ้ากรุงกัมภูชา แลขอให้พระเจ้ากรุงกัมภูชา ส่งไม้หอมมาให้ ต่อมาก็ได้มีการร้องฟ้องกล่าวโทษยี่ปุ่นอยู่อีก คือเมื่อ ค.ศ.๑๖๑๐ (จุลศักราช ๙๗๒ พ.ศ. ๒๑๕๓) พระเจ้ากรุงกัม ภูชากล่าวหาว่า "ชนชาติยี่ปุ่นเข้ารบราฆ่าฟันผู้คนในประเทศจาม แลทั้งกระทำความผิดฐานเปนโจรสลัดเที่ยวตีชิงสำเภาพ่อค้าตาม ชายทเล แลรุกรานไปจนถึงท่ากรุงกัมภูชา" อิเยยะสุก็ตอบไปว่า "เต็มพระไทยที่จะลงอาญาอันหนัก แต่พวกเหล่าร้ายนี้พยายาม ระมัดระวังตัวไม่กล้ำกลายเข้ามาใกล้ประเทศยี่ปุ่น เพราะฉนั้น ขอให้พระเจ้ากรุงกัมภูชาถืออำนาจปราบปรามได้ ตามแต่จะเห็น สมควร" นอกจากนี้ยี่ปุ่นยังได้เคยถูกหาเปนจำเลยฐานเปน พรรคพวกผู้ร้ายฆ่าชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อเทมเปสต์ปีก๊อกตายโดยเจตนาในประเทศจาม ซึ่งนับว่าเปนฆาฏะกรรมอันลึกลับมาช้า นานอีกด้วย ใน ค.ศ. ๑๖๑๔ (จุลศักราช ๙๗๖ พ.ศ.๒๑๕๗) อาดัมเด็น ตอนชาวอังกฤษผู้จัดการบริษัทอีสอินเดียประจำเมืองปัตตานีมีหนัง สือถึงบริษัทใจความว่า "ได้เห็นสำเภายี่ปุ่น ๒ ลำเข้าไปค้าขายใน


๘๕ กรุงศรีอยุทธยาโดยพลการ กรุงศรีอยุทธยาจึ่งออกประกาศห้าม มิให้ชนชาติยี่ปุ่นล่วงเลยเข้าไปภายในกำแพงพระนคร แต่มียี่ปุ่น ๘ คน ฝ่าฝืนเข้าไป เจ้าน่าที่จึ่งจับตัวประหารชีวิตเสียพร้อมกัน ในวันเดียว" ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. ๑๖๑๗ (จุลศักราช๙๗๙ พ.ศ. ๒๑๖๐)ชาวอังกฤษผู้จัดการบริษัท ในกรุงศรีอยุทธยาหลายนายส่งข่าวมายังก๊อกที่หิราโดว่า "มีกับตันเรือยี่ปุ่นคนหนึ่งชื่อโชบายโดโน ใน ขณะที่เดิรเรือค้าขายระหว่างประเทศสยามกับพวกนาซากี ถูกคลื่น ลมกล้า จึ่งต้องแวะเข้าไปจอดเรืออาศรัยพักอยู่ที่ฝั่งเมืองจาม" ส่วนจดหมายเหตุของก๊อกก็พรรณาถึงโชบายโดโนคนนี้ หลายครั้ง เหมือนกัน นอกจากนี้อีตันผู้ที่ได้เคยไปประเทศสยามโดยเรือซี แอดเวนเจอร์ ยังได้มีหนังสือถึงเซอร์ทอมมาสสมิทเจ้าของบริษัทอีสอินเดียในราวศกนั้นว่า "เมื่อเดือนมีนาคมผู้จัดการบริษัทซึ่ง ตั้งอยู่ณกรุงศรีอยุทธยาได้แต่งสำเภาลำเล็ก บรรทุกสินค้าต่าง ๆ แลเงินส่งไปยังเมืองจาม สำเภาลำนี้ใช้ยี่ปุ่นเปนลูกเรือชาวอังกฤษ เปนนายเรือ" อนึ่งห้างอังกฤษในกรุงศรีอยุทธยา ก็เคยใช้ยี่ปุ่นเปนลูกจ้าง ครั้งหนึ่งยี่ปุ่นลูกจ้าง ๒ คนถึงแก่ความตาย โดยเหตุที่ได้เกิดวิวาท ทุบตีกันขึ้นกับนายห้าง แลชาวอังกฤษผู้หนึ่งซึ่งดูเหมือนเปนนาย อำเภอของพวกอังกฤษ จดหมายเหตุของก๊อกตอนลงวันที่ ๑๙


๘๖ ธันวาคม ค.ศ.๑๖๑๗ (จุลศักราช๙๗๙ พ.ศ.๒๑๖๐) ปรากฎว่า "ก๊อกได้รับของกำนันจากบิดาของนายอำเภอ แลปรับทุกข์ถึง การที่ถูกยี่ปุ่น เขี้ยวเข็ญจะขออาศรัยสำเภาไปในประเทศสยาม ด้วย" เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคมก๊อกรายงานไปยังนายอำเภออังกฤษ แลยี่ ปุ่นกล่าวถึงเหตุที่ยี่ปุ่นกระทำร้ายพวกจีนในประเทศจาม แลว่า "แม้พระเจ้ากรุงจามก็ยังต้องออกพระโอษฐอยู่ว่า เหลือสติกำลัง ที่จะบังคับบัญชายี่ปุ่นพวกนี้ได้" แต่ถึงกระนั้นก็ยังได้มีชาวอังกฤษ ฮอลันดา แลโปจุเกตเคยใช้ยี่ปุ่นจำนวนมากๆเปนลูกเรือเดิรค้า ขายทางทิศตวันออกมาช้านาน ใน ค.ศ.๑๖๒๑ (จุลศักราช ๙๘๓ พ.ศ. ๒๑๖๔) กษัตริย์ เมืองหิราโดแจ้งกับก๊อกว่า ได้มีประกาศอำเภอห้ามไม่ให้ชาวต่างประเทศเข้ามาซื้อค่าทาษ ซื้อชายหญิงเพื่อส่งออกนอกประเทศแล ถือเกราะหอกดาบปืน ฯ หรือมีกระสุนดินดำอยู่ในความเปนเจ้าของ กับทั้งไม่ยอมให้คนเรือยี่ปุ่นไปรับจ้างเดิรเรือเปนอันขาด การที่ได้ ออกประกาศเช่นนี้ ก็เพราะยี่ปุ่นมีความฤษยาชาวยุโรปว่าเข้ามาค้า ขายได้ผลดี จึ่งพยายามหาทางที่จะถือเอาผลประโยชน์นั้นเสียแต่ ผู้เดียว โดยทนงตัวว่าการที่ชาวอังกฤษแลฮอลันดาไปซื้อสินค้า จากประเทศสยาม นำมาขายในประเทศยี่ปุ่นเช่นนี้ ยี่ปุ่นก็อาจ ทำได้ดุจกัน ดังจะเห็นได้ตามรายงานของก๊อกถึงบริษัทอีสอินเดีย เมื่อ ค.ศ.๑๖๒๐ (จุลศักราช ๙๘๒ พ.ศ.๒๑๖๓) "การค้าขาย


๘๗ ในประเทศยี่ปุ่นตกอยู่ในเงื้อมมือของชาวยี่ปุ่นเองทั้งสิ้น พ่อค้า ยี่ปุ่นเหล่านี้มิได้ประสงค์ แต่จะถือเอากิจการค้าขายภายในประเทศ ไว้ในเงื้อมมืออย่างเดียว ยังได้เที่ยวไปถึงไฟแรนโดแลนากาซากี แล้วลงสำเภาแล่นไปยังประเทศสยาม จาม ตังเกี๋ย กัมภูชาแลในที่ต่าง ๆ ซึ่งเห็นว่าจะได้ผลงอกงามดี แล้วก็นำสินค้าที่ชาวต่าง ประเทศเคยนำมาขายในประเทศยี่ปุ่น เข้ามาขายเสียเองทุกอย่าง" ตามจดหมายเหตุของผู้มีชื่อเสียง หลายนายที่กล่าวมาแล้ว พอชักนำให้เห็นว่า ยี่ปุ่นสามารถก่อการค้าขายได้ใหญ่โตแลรวด เร็วเพียงใดในกาลนั้น อีกนัยหนึ่งยี่ปุ่นมิใช่แต่จะเปนพ่อค้าที่ตั้งอยู่ ในความสงบอย่างเดียว ถ้าเห็นว่าตนมิได้รับความยุติธรรมเมื่อใด ก็หวนเข้าจับอาวุธ ดังที่ได้มีเรื่องราวปรากฎอยู่ในเรื่องของยา มาดานากามาซาซึ่งจะได้บรรยายต่อไป ในหนังสือชื่อตรานแซกชั่นออฟทีเอเซียติ๊กโซไซเอตีออฟเย แปนเล่ม ๗ (Transactionsof the Asiatic Society of Japan) มี เรืองของกับตัน เย.เอม.เยมซ์ ซึ่งแปลมาจากหนังสือ ไกไกวไอ เดนภาษาจีนอยู่เรื่องหนึ่ง พรรณาถึงการที่ยี่ปุ่นจับกุมเจ้าเมือง นิวต์ในเกาะฟอโมซา แลความกล้าหาญของยามาดานากามาซา ซึ่งได้แสดงไว้ในประเทศสยาม แม้ความในคำแปลกับตัน เยมซ์จะเปนนิยายปะปนอยู่โดยมากก็ดี ข้อใหญ่ใจความของเรื่อง ก็ปรากฏว่าเปนเรื่องที่ได้มีอยู่จริง แลยังได้มีเรื่องราวของนักแต่ง


๘๘ ชาวยุโรป ซึ่งคงมิได้นึกฝันว่าจะให้เรื่องนั้นมาสมกับเรื่องนี้ ประกอบกับเปนหลักฐานอยู่ด้วย เรื่องชนิดนี้มีอยู่มากแลอาจได้อ่านพบในหนังสือทูโกอิจิรานเล่ม ๒๖๖ ซึ่งแปลขึ้นไว้ทั้งเรื่องบ้าง แปล เอาแต่ความย่อ ๆ ไว้บ้าง หนังสือเล่มนี้มีเหตุผลที่ควรเชื่อมาก กว่าหนังสือไกไกวไอเดน ยามาดาจิซายีมอนนากามาซา เข้าไปอยู่ในประเทศสยามราว ต้นของรอบร้อยปีที่ ๑๗ แห่งคฤศตศักราช แต่เปนวันเดือนปีใด ไม่ได้ความเลอียด ยามาดานากามาซาผู้นี้ได้อาสาพระเจ้ากรุง ศรีอยุทธยาออกไปทำสงครามกับประเทศราชข้างเคียง ครั้น เมื่อได้ไชยชนะกลับมาแล้ว ก็ได้รับพระมหากรุณาเษกสมรศกับ เจ้าหญิงองค์หนึ่ง แล้วจึ่งโปรดเกล้าฯให้ไปเปนเจ้าเมืองใน ประเทศที่กรุงศรีอยุทธยากระทำสงครามด้วยนั้น ตามหนังสือนี้ไม่ลงรอยกับหนังสืออื่น ๆ นักประพันธ์เปนชาวยี่ปุ่นบางคนกล่าวว่า กระทำสงครามกับ "เกา" บางคนว่า "ลคร" (ในภาษายี่ปุ่นเรียก "ริกกอน") บางคนว่า "อาวะ" (พม่า) แต่อย่างไรก็ดีรวม ความว่า ยามาดาเปนผู้ที่ได้ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศสยามผู้หนึ่ง ดังจะเห็นได้เมื่อครั้งกรุงศรีอยุทยาแต่งทูตจำทูลพระราชสาสนมา เจริญทางพระราชไมตรีต่อพระเจ้ากรุงยี่ปุ่น ยามาดาก็ได้มีหนังสือ ถึงมุขมนตรียี่ปุ่นมอบมากับทูต เพื่อเปนทางแนะนำให้มุขมนตรี ยี่ปุ่นรู้จักทูตด้วยเปนหลายครั้ง เช่นใน ค.ศ. ๑๖๒๑ (จุลศักราช ๙๘๓


๘๙ พ.ศ. ๒๑๖๔) แล ค.ศ.๑๖๒๙ (จุลศักราช๙๙๑ พ.ศ. ๒๑๗๒) เปนต้น ส่วนพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาก็ทรงกระกรุณาพระราชทาน ยศถาบรรดาศักดิ์แก่ยามาดาอยู่เสมอ ตลอดมาจนได้เปนเจ้าเมืองลครสมจริงดังถ้อยคำของผู้แต่งเรื่องที่นายเยมซ์อ้างถึง ตำแหน่ง ของยามาดานากามาซาที่พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ทรงแต่งตั้งให้นั้น ตามจดหมายเหตุของก๊อกเรียกชื่อไว้ แปลก ๆ กัน เช่น ออมปรา (Ompra) ออบปรา (Oppra) อัมปิรา (Ampira) หรือออมพู (Ompu) เปนต้น แต่นายเฟรนซ์เข้าใจว่าคงเปน "อำเภอ" ใน ภาษาไทยดังที่ปาลากัวอธิบายไว้ว่า เปนนามตำแหน่งเจ้าพนักงาน ผู้มีน่าที่ฝ่ายนคราภิบาลควบชุมชนหมู่หนึ่งเหล่าหนึ่ง เรื่องของวันวลิตที่กล่าวถึงการขบถครั้งพระเจ้าทรงธรรมเสด็จสวรรคตปรากฎว่า ยามาดานากามาซามีบรรดาศักดิ์เปนออกญา เสนาภิมุข ซึ่งเปนตำแหน่งหัวน่าอาษายี่ปุ่นดังได้เคยกล่าวมาแล้ว ส่วนจดหมายเหตุอีกฉบับหนึ่ง กล่าวว่ายามาดามีบรรดาศักดิ์เปนออกญากลาโหม (ตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม) ซึ่งความ จริงดูเหมือนยามาดามิได้เกี่ยวข้องกับตำแหน่งนี้เลย แลยังมีผู้ กล่าวด้วยว่าขุนไชยสุนทรที่ได้ระบุนาม ในพระราชสาสนของพระเจ้า กรุงศรีอยุทธยาเมื่อ ค.ศ.๑๖๒๓ (จุลศักราช ๙๘๕ พ.ศ. ๒๑๖๖ ) ว่าทรงแต่งตั้งให้เปนหัวน่าดูแลชาวยี่ปุ่น ที่ไปตั้งภูมิลำเนาทำมา


๙๐ ค้าขายอยู่ในกรุงศรีอยุทธยานั้น มิใช่คนอื่นคือยามาดานั้นเอง ข้อ ที่ว่ามียี่ปุ่นได้รับพระราชทานยศถาบรรดาศักดิ์ในกรุงศรีอยุทธยานั้นอาจเปนความจริง เพราะมีตัวอย่างอยู่บ้างเช่นคอนสแตนไตน์ ฟอลคอนก็ได้เคยรับบรรดาศักดิ์เปนเจ้าพระยาวิชเยนทร์ แลจนทุก วันนี้ยังมีการพระราชทานยศถาบรรดาศักดิ์แก่ชาวต่างประเทศ ที่ ได้รับราชการมีความดีความชอบในประเทศสยาม เปนธรรมเนียม อยู่บ้าง ส่วนชนชาวอังกฤษที่ไปตั้งภูมิลำเนาค้าขายอยู่ในประเทศ สยามก็ปรากฏว่ามีอำเภอเปนหัวน่าควบคุมดูแลเหมือนกัน จดหมายเหตุของก๊อกฉบับลงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ค.ศ. ๑๖๑๗ (จุลศักราช ๙๗๙ พ.ศ.๒๑๖๐ ) ปรากฏว่า "ก๊อกได้มีหนังสือ ๒ ฉบับถึงนายอำเภออังกฤษฉบับ ๑ นายอำเภอยี่ปุ่นฉบับ ๑ แลส่งสิ่ง ของ ๒ ชนิดไปให้ คือปืนยิงนก ๒ กระบอกราคา ๘ เตล๘ เมซ๙ โก ผ้าต่วนดอก ๒ พับ ราคา ๘ เตล ผ้าดอกสีดำแลเขียวอย่างละ ๑ พับ ราคา ๖ เตล" ฉบับลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๖๑๘ (จุลศักราช ๙๘๐ พ.ศ. ๒๑๖๑) อีกฉบับหนึ่ง มีข้อความว่า "วันนี้นายสำเภา ๑. ยามาดาเปนออกญาเสนาภิมุข เจ้ากรมอาษายี่ปุ่นภาย หลังได้เลื่อนเปนออกญาลคร อำเภอชาวต่างประเทศในครั้งนั้น ตั้งพวกหัวน่าของชนชาตินั้นๆเปนหมื่นเปนขุน ขึ้นในกรมท่าอีก ส่วน ๑ ต่างหาก ขุนไชยสุนทรนั้นเปนนายอำเภอยี่ปุ่นมิใช่ยามาดา ๒. ๑ เตลเท่ากับ ๕ ชิลลิง ๓. ๑ เมซเท่ากับ ๖ เปนซ์

๙๑ ชื่อมาเดียส์ชาวฮอลันดา ที่กลับมาจากประเทศสยาม มาเยี่ยมข้าพเจ้าแลเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งนายปิตส์ชาติอังกฤษได้เชิญนาย เยมซ์ปิเตอร์ซันนายอำเภอ ไปในการเลี้ยงใหญ่ที่กรุงศรีอยุทธยา ครั้นเสร็จการเลี้ยงแล้ว ปิตศ์กับชาวยี่ปุ่นก็เข้ากลุ้มรุมกันจับตัว เยมปิเตอร์ซันไปโดยมิทราบต้นสายปลายเหตุ นายปิเตอร์ซัน เล่าให้นายมาเตียส์ฟังว่าเขาได้ต่อสู้แลฆ่ายี่ปุ่นตาย แต่ปิตส์กับพวกหนีไปได้ ปิเตอร์ซันคนนี้เปนผู้ที่พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาโปรด ปรานแลทรงนับถือมาก ด้วยเหตุนี้จึ่งกระทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ปิตส์คงมีความฤษยาอาฆาฏ แต่มาเตียส์กล่าวว่าปิตส์กระทำโดย ฤทธิ์เมา" นายอำเภอนี้เปนแต่เพียงนามตำแหน่งของผู้ที่เปน หัวหน้าแห่งชาติของตน คล้ายกับกงซุลผู้มีอำนาจอันจำกัดเท่านั้น หาได้เปนนามบรรดาศักดิ์ สำหรับพระราชทานแก่ชนชาติอังกฤษหรือ ยี่ปุ่นไม่ ตามจดหมายที่ก๊อกมีถึงยอนยอนซันแลริชาดปิตส์นาย ห้างในประเทศสยามเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ค.ศ. ๑๖๑๗ (จุลศักราช ๙๗๙ พ.ศ.๒๑๖๐) นั้น มีใจความว่า "ก๊อกเข้าใจว่าอำเภอยี่ปุ่นนั้น คือผู้ที่อาจช่วยเหลือพ่อค้ายี่ปุ่นในการบรรทุกสินค้าลงสำเภา แล ควบคุมดูแลมิให้ยี่ปุ่นชาวเรือก่อการจลาจล" ปิเตอร์ซันอีกนายหนึ่งที่เรียกกันว่าเปนนายอำเภออังกฤษ ก็เปนผู้ที่อาจกระทำประ โยชน์ให้แก่หมู่แลคณะของเขาได้เช่นเดียวกัน ก๊อกเคยมีหนังสือ ไปถึงแลส่งของกำนันไปให้เช่นนายอำเภอยี่ปุ่นเหมือนกัน ก๊อก


๙๒ กล่าวด้วยว่า "บิดานายอำเภอเคยมีจดหมายส่งเหล้าอะหงุ่นกับ ส้ม ๒๐๐ ผลมาให้ เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ค.ศ. ๑๖๑๗ (จุลศักราช ๙๗๙ พ.ศ.๒๑๖๐) ทั้งได้เคยมาหาก๊อกด้วยตนเอง แลนำเหล้า อะหงุ่นกับปลาหมึกมาให้ด้วย" ผู้ที่ก๊อกกล่าวนี้บางทีจะเปนบิดา ของยามาดา ที่อยู่ในเมืองหิราโดในเวลานั้นก็เปนได้ แต่บางคน กล่าวกันว่ายามาดาเปนชาวบ้าน ยามาดาในเมืองอิเสบ้าง ชาว บ้านซำพูในเมืองซูรูกะบ้าง ยามาดาผู้นี้ตามข้อความที่จะได้กล่าว ต่อไป จะพึงเห็นได้ว่าเปนคนสำคัญมีเกียรติยศแลชื่อเสียงมากผู้หนึ่ง ส่วนหนึ่งยามาดาที่ปรากฏในหนังสือไกไกวไอเดนว่า ยามา ดาจิซายีมอนกีจิแสดงตัวต่อพ่อค้า ยี่ปุ่นว่าเปนพระเจ้ากรุงสยามนั้นเปนเรื่องที่หาความจริงไม่ได้ การที่ผู้แต่งประกอบความข้อนี้ขึ้น ก็คงเปนเพราะ มีพวกพ่อค้ายี่ปุ่นโดยมากได้พบเห็นยามาดาที่เมือง ลคร ในขณะเปนเจ้าเมืองลครหรือราชาของเมืองลครอยู่ในเวลา นั้น เรื่องนี้ยังปรากฏต่อไปว่า เมื่อยามาดาถึงแก่กรรมแล้ว บุตร์ยามาดาชื่อโออิน (ไม่ใช่อายินอย่างนายเยมซ์เรียก) ก็ได้รับตำแหน่งของบิดาเปนเจ้าเมืองต่อมา ยามาดาจะได้เปนเจ้าเมืองปัตตานีด้วยหรือไม่ เปนอันพ้นวิสัยที่จะสืบสวนให้ได้ความ แน่นอน พริบพรีอีกแห่งหนึ่งก็มีผู้กล่าวกันว่าอยู่ในความปกครองของยามาดาเหมือนกัน แต่ยังไม่ได้ความชัดเจน ที่จริง "พริบพรี"

๑ เพชร์บุรี

๙๓ อาจเปนชื่อตำบลใดตำบลหนึ่ง ซึ่งอยู่ตามชายทเลของเมืองสิครก็ได้ เรื่องที่ปรากฏในหนังสือทูโกจิราน ในเหล่าราชเสวกของพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาบรรดาที่เปนราช วงศ์มาแต่โบราณ มีผู้หนึ่งได้รับบรรดาศักดิ์เปนเจ้าพระยากลาโหมซึ่งแม้ว่าจะเปนตำแหน่งสูงกว่าตำแหน่งของยามาดา ก็ดี ตำแหน่งนี้ก็คงเปนตำแหน่งสามัญในประเทศสยามเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึ่งมีขุนนางข้าราชการนับตั้งครึ่งจำนวนพากันฤษยายามาดา แต่อีกครึ่งหนึ่งนั้นรักใคร่แลสรรเสริญเยินยอยามาดามาก ครั้นต่อมาเมื่อพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ทรงพระประชวรหนักแพทย์ถวายพระโอสถแต่พระอาการก็มิได้ทุเลาเบาบางลง เปนอัน พระองค์ทรงเห็นว่า ไม่มีโอกาศที่จะรอดพ้นมรณภัยอันใหญ่หลวง ได้แล้ว จึ่งมีรับสั่งให้หาเจ้าพระยากลาโหมกับยามาดา อีกทั้ง เหล่ามุขมนตรีผู้ใหญ่เข้าไปจนใกล้พระที่ แล้วมีพระราชดำรัสว่า พระองค์มีพระราชประสงค์จะเสด็จออกจากราชสมบัติ แลให้พระยุพราชสืบราชสมบัติต่อไป ขอให้มุขมนตรีทั้งหลายจงช่วยเหลือ ทนุบำรุงพระราชโอรส แลช่วยกันดำเนิรรัฐประสาสโนบายปก

๑ ออกญาเสนาภิมุข ๒ พระเจ้าธรรม


๙๔ ครองประเทศสยาม ให้เปนไปตามราชประเพณีที่พระองค์ได้ทรง ทำเปนแบบอย่างไว้ ให้เจ้าพระยากลาโหมแลยามาดาผลัดเปลี่ยน เวรกัน จัดการปกครองบ้านเมืองคนละปี คนใดจัดอยู่อีกคนหนึ่ง ต้องไปรักษาเมืองพริบพรีแทน ทั้ง ๒ ต่างก็ถวายคำมั่นสัญญาที่ จะรับเปนธุระจัดการให้ต้องตามพระราชประสงค์ทุกประการ ครั้น วันแรม ๑ ค่ำเดือน ๕ ค.ศ. ๑๖๒๘ (จุลศักราช ๙๙๐ พ.ศ.๒๑๗๑) พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ก็เสด็จสวรรคต ลุ ค.ศ. ๑๖๓๒ (จุลศักราช ๙๙๔ พ.ศ. ๒๑๗๕) บรรดาขุนนางข้าราชการก็จัดการเชิญเสด็จพระราชโอรสขึ้นผ่านภิภพ แลกระ ทำพระราชพิธีราชาภิเษกณเดือน ๘ ศกนั้น ครั้นแล้วยามาดาก็กลับไปรักษาเมืองพริบพรีตามเดิม ส่วนเจ้าพระยากลาโหมได้เปนผู้สำเร็จราชการบ้านเมืองเวรแรกตามพระกระแสรับสั่ง เวลานั้น เจ้าพระยากลาโหมมีอายุได้ ๒๕ ปี ยังเปนโสดรูปร่างสะสวย พระ ราชมารดาจึ่งเกิดมีพระทัยปฏิพัทธ์ในรูปโฉม ของเจ้าพระยากลาโหมแล้วก็เลยลอบลักกระทำชู้กันขึ้น พระนางถึงกับทรงพระดำริห์จะกระทำการเษกสมรศกับเจ้าพระยากลาโหม แลจะให้เปนผู้ได้ ครอบครองราชสมบัติแทนพระราชโอรส ที่จริงกษัตริย์พระองค์นี้แม้มีพระชนมายุเพียง ๑๓ พรรษาก็ดี พระองค์ก็ประกอบไปด้วย พระปรีชาญาณอันเฉียบแหลม กล่าวคือ พระองค์ทรงทราบ ประพฤติเหตุแห่งพระราชมารดาเช่นนั้น ก็มีพระราชดำริห์ที่จะเอา


๙๕ ตัวเจ้าพระยากลาโหมเข้ามาประหารชีวิตเสีย เพื่อเปนทางป้อง กันมิให้พระราชมารดาคิดการสำเร็จได้ แต่พระราชดำริห์นี้แพร่หลายออกไปเสียก่อน๑ พระราชมารดาจึ่งแสร้งอุบายเชิญเสด็จ มายังพระตำหนักโดยกล่าวว่าจะมีการรื่นเริง แล้วก็ถวายพระ กระยาหารอันเจือด้วยยาพิษให้พระองค์เสวยจนเสด็จสวรรคต แต่พระราชมารดาทรงปกปิดความข้อนี้ แสร้งกล่าวว่าพระองค์เสด็จสวรรคตโดยประชวรพระโรคซึ่งเกิดขึ้นเปนปัจจุบัน แล้วพระนาง จึ่งมีรับสั่งตกแต่งพระเมรุอย่างงดงาม ถวายพระเพลิงพระศพตามราชประเพณี ครั้นเสร็จงานพระศพแล้วพระนางก็เสด็จขึ้นผ่านภิภพ โดยถือว่าไม่มีรัชทายาทที่สมควรจะสืบราชสมบัติต่อไป แลใช้พระนาม ว่า "พระราชินีครองแผ่นดิน" (Queen Regnant) ฝ่ายยามาดาผู้ ไปรักษาการทางหัวเมือง เมื่อได้ทราบจึ่งคิดจะเข้ามาฟังข่าวคราว ในกรุงศรีอยุทธยา แต่ต่อมาไม่ช้ายามาดาก็ทราบความแน่นอนจากมหาดเล็กที่ใกล้ชิดพระองค์ว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาต้องยาพิษ เมื่อเสด็จไปเยี่ยมเยียนพระราชมารดา เพื่อจะดูร่องรอยว่าพระราชมารดาคิดการประการใด ยามาดายิ่งมีความโกรธเคืองเปนอัน มาก จึ่งดำริห์ที่จะกำจัดพระราชินีแลเจ้าพระยากลาโหมแก้แค้น

๑ เรื่องที่กล่าวตรงนี้ เอาเรื่องต่างๆที่เล่ากัน เช่นเรื่องท้าวศรีสุดาจันทร์กับขุนวรวงศาเปนต้น มาปะปนหามีค่าในพงษาวดารไม่

๙๖ ทดแทนให้จงได้ ครั้นแล้วยามาดาก็เริ่มตระเตรียมรี้พลจะยกไป ยังพระนครศรีอยุทธยา เพื่อเชิญเสด็จพระราชอนุชาของพระมหา กษัตริย์ ที่เสด็จออกไปทรงศึกษาวิชาการอยู่ในพระอารามแห่งหนึ่งมาสฐาปนาขึ้นเปนพระเจ้าแผ่นดิน พระราชินีทรงทราบก็ตกพระทัยจึ่งปฤกษากับเจ้าพระยากลาโหม แลตกลงกันจัดให้จันทรา ออกไปหายามาดา ครั้นจันทราไปถึงจึ่งกล่าวแก่ยามาดาว่า "พระเจ้า กรุงศรีอยุทธยาประชวรพระโรคเสด็จสวรรคตโดยบริสุทธิ์ พระ ราชินีทรงเศร้าสลดเสียพระทัยอย่างยิ่ง การที่พระราชินีก็เปนสัตรี ขึ้นครอบครองราชสมบัติโดยลำพังเช่นนี้ ย่อมเปนการขัดต่อราชประเพณี แต่ที่กระทำไปในครั้งนี้เปนการกระทำชั่วคราว เพื่อ จะป้องกันมิให้เกิดการจราจลขึ้นในพระราชอาณาจักร์ บัดนี้ พระราชินีขอเชิญยามาดาเข้าไปเฝ้ายังกรุงศรีอยุทธยา เพื่อจะได้ทรงปฤกษาหารือ เลือกตั้งกษัตริย์ขึ้นครอบครองราชสมบัติต่อไป เมื่อเปนอันตกลงเลือกผู้ใดขึ้นแล้ว พระราชินีก็จะเสด็จออกจาก ราชสมบัติ แลมอบคืนราชสมบัติให้ทันที อนึ่งพระราชินีทรง ทราบว่ายามาดาไปหลงเชื่อคำคนกล่าวเท็จ ว่าพระราชินีวางยาพิษ พระเจ้าแผ่นดิน จนถึงกับโกรธเคือง แลตระเตรียมรี้พลจะยกไปตี

๑ วันวลิตว่า "อินทรา" แต่ทั้ง ๒ นามนี้ตามหนังสือไม่ปรากฎว่าเปนนามเดิมหรือนามบรรดาศักดิ์ ในต้นฉบับมีว่า "Chantohou"

๙๗ พระนครศรีอยุทธยา เพื่อจับกุมพระราชินีนั้น พระราชินีตกพระทัย มาก เรื่องนี้ทรงเห็นว่าคงเกิดจากความคิด ของพวกที่ปองร้ายพระราชินีเปนแน่ เพื่อเปนหลักฐานพระราชินีจึ่งส่งถ้อยคำปฏิญาณเปนลายลักษณอักษรแสดงว่า พระองค์มิได้ทรงทำดังเรื่อง ราวที่กล่าวกันนั้นเลย แลบัดนี้พระองค์ก็ได้ทรงแต่งตั้งให้โออิน บุตร์ยามาดาเปนเจ้าเมืองนครปัตตานีแล้ว ส่วนตราตั้งนั้นจะได้ ส่งมาให้ภายหลัง" เมื่อยามาดาได้เห็นหลักฐาน เปนเครื่องแสดงความมีน้ำพระ ทัยดีของพระราชินีเช่นนั้น ก็หลงเชื่อแลยอมรับให้บุตร์เปนเจ้า เมือง ๒ เมืองตามพระประสงค์ แล้วก็เชิญจันทราเลี้ยงดูเปนอย่างใหญ่ จันทรามั่นใจว่าความคิดฝ่ายตนได้เปนผลสำเร็จลงแล้ว ก็ ทำเปนแสดงความขอบใจยามาดาแลลากลับไปยังที่พัก ต่อมา เมื่อยามาดาไปเยี่ยมเยีอนจันทรา ณที่พักเปนการตอบแทนบ้างแล้ว จันทราก็เลยขอลากลับกรุงศรีอยุทธยา ฝ่ายยามาดาจึ่งให้หาตัวโออินบุตร์เข้ามาแจ้งว่า พระราชินีพระราชทานตำแหน่งให้เปนเจ้าเมืองทั้ง ๒ เมืองนั้น แล้วก็จัดส่ง ให้ออกเดินทางไป ครั้นโออินไปถึงเมืองปัตตานี รานี(ranee)ที่ เปนผู้รักษาการอยู่ ในเวลานั้นหาได้เชื้อเชิญให้โออินเข้าไปในเมือง ไม่ เปนแต่หัวน่าในเมืองออกมาแสดงความออ่นน้อมโดยดีเท่านั้น ๑๓


๙๘ โออินจึ่งเดิรทางต่อไปยังเมืองลคร หัวน่าแห่งเมืองลครก็ออกมา ต้อนรับเข้าไปในเมือง แลกระทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาเพื่อปฏิญาณตนต่อโออิน โออินจึ่งเข้าตั้งอยู่ในเมืองนั้น แลจัดการปกครอง ตลอดไปทั้ง ๒ เมือง แล้วโออินก็เลือกหาที่สำหรับสร้างป้อมแล ทำที่ว่าการได้แห่งหนึ่ง ฝ่ายจันทราเมื่อกลับถึงพระนครศรีอยุทธยาแล้ว ก็เข้าเฝ้า พระราชินีกราบทูลว่า "ยามาดาตกลงยินยอมรับช่วยเหลือทนุ บำรุง แต่ตามที่ได้สังเกตดูเห็นว่ายามาดาคิดการตรงกันข้ามทั้งสิ้น ความจริง คงจะพอใจให้เลือกคัดคนใดคนหนึ่งที่ยามาดาเห็นสมควร ขึ้นเปนกษัตริย์เปนแน่ แลการที่รับเมืองปัตตานีไว้ก็คงหวังจะใช้ เปนที่มั่วสุมรี้พลเข้ามาตีกรุงศรีอยุทธยาเปนมั่นคง เพื่อที่จะตัด กำลังมิให้ยามาดาคิดการสำเร็จ จึ่งลอบนำเอายาพิษไปเจือใส่ใน อาหารให้ยามาดารับประทานในข ขณะเมื่อมีการเลี้ยง ณที่พักนั้นแล้ว พิษยานี้จะกระทำให้ยามาดาตายภายในกำหนด ๓ เดือน" เมื่อพระ ราชินีทรงทราบข้อความจากจันทราโดยละเอียดเช่นนี้ ก็มีความยินดีแลรับสั่งว่าถ้ายามาดาสิ้นชีวิตแล้ว จะยกเมืองปัตตานีแลลคร ให้ครอบครองเปนบำเหน็จ ส่วนยามาดาครั้นต่อมาไม่ช้าก็รู้สึกว่าตนถูกยาพิษ แลไม่ เห็นทางที่จะรอดจากความตายได้ จึ่งเรียกหัวน่าที่ปฤกษาราช การเข้ามาปรารภให้ฟังว่า "ยามาดามีความประสงค์อยู่ว่าเมื่อ


๙๙ โออินมีอำนาจเปนใหญ่มั่นคงขึ้นใน ๒ เมืองนี้แล้วเมื่อใด ก็จะรวบ รวมรี้พลยกไปตีกรุงศรีอยุทธยา จับกุมเอาพระราชินีแลเจ้าพระยา กลาโหมมาสำเร็จโทษเสียให้จงได้ แต่เสียทีที่ยามาดาถูกยาพิษ ซึ่งจันทราอุบายเจือใส่อาหารให้กินเสียแล้ว จึ่งเปนอันสิ้นหวัง ที่จะดำเนิรการต่อไป เพราะแม้แต่เพียงจะเคลื่อนไปจากถิ่นนี้ก็ไม่ ได้ เพราะฉนั้นเมื่อยามาดาสิ้นชิวิตแล้ว ขอให้ที่ปฤกษาเหล่า นั้นนำความไปแจ้งแก่โออิน แลให้โออินดำเนินตามความคิดของ ยามาดาต่อไป" ครั้นต่อมาอาการป่วยของยามาดาก็กำเริบ หนักขึ้น แลถึงแก่ความตายในต้น ค.ศ.๑๖๓๓ (จุลศักราช ๙๙๕ พ.ศ. ๒๑๗๖) ฝ่ายโออินเมื่อได้ทราบเหตุก็มีความเศร้าโศกแลแค้นเคืองเปนกำลัง จึ่งตั้งสัจปฏิญาณต่อฟ้าแลดินว่า จะคิดการแก้แค้นแทน บิดาให้จงได้ โออินเกณฑ์พลในเมืองลครได้เปนอันมาก แต่ทาง เมืองปัตตานีราชาของเมืองปัตตานีกล่าวว่า "เมืองปัตตานีเปน เมืองเล็กน้อย ไม่ได้ตระเตรียมรี้พลไว้ให้พรักพร้อมที่จะเรียกได้ ทันท่วงที ต่อปีน่าจึ่งจะส่งกองทัพไปช่วยได้ ในปีนี้ขออย่าได้ ให้รี้พลเข้าไปกระทำการในสนามรบเลย" โออินเห็นว่าถ้าจะยกกองทัพไปแลละทิ้งเมืองลครไว้ ราชาเมืองปัตตานีก็จะหวน เข้ามาตีเอาเมืองลครเสีย ด้วยเหตุนี้โออินจึ่งเปนอันงดการที่จะ ยกกองทัพไปยังพระนครศรีอยุทธยา


๑๐๐ แต่ข่าวนี้ได้แพร่หลายไปยังพระนครศรีอยุทธยา แลทรง ทราบถึงพระราชินีๆจึ่งจัดให้จันทราเปนแม่ทัพคุมกองทัพยกไปยังเมืองลคร กองทัพถึงเมืองลครอย่างรวดเร็ว แล้วจันทราก็ให้ คนถือหนังสือเข้าไปเจรจากับโออินว่า "พระราชินีแห่งพระนคร ศรีอยุทธยาทรงทราบว่า โออินคิดจะยกกองทัพไปตีพระนคร โดย เข้าใจว่า มีผู้วางยาพิษยามาดาผู้เปนบิดาถึงแก่กรรมณเมือง พริบพรี เพราะฉนั้นถ้าโออินมีความซื่อสัจต่อแผ่นดิน ก็ให้ออก มาอ่อนน้อมคืนเมืองทั้ง ๒ ให้ แลยกครอบครัวออกจากเมืองนี้ ไปโดยดี" โออินคิดแล้ว ก็แสร้งทำเปนยอมอ่อนน้อม แลแจ้ง ไปกับผู้ถือหนังสือนั้นว่า "โออินพร้อมที่จะทำตามพระราชเสาวนี เพราะเปนธรรมดาอยู่ว่าเมื่อบิดาสิ้นชีวิตไปแล้ว บ้านเมืองที่ได้ ไว้ก็จะต้องถวายคืนทั้งสิ้น แต่โปรดพักรออยู่อีกสัก ๒-๓ วันเพื่อ จัดการในบ้านเมืองเสียให้เรียบร้อยก่อน" จันทราได้ทราบก็หลง เชื่อ แลยอมตามที่โออินผัด เมื่อโออินแก้สงสัยของศัตรูเปนผลสำเร็จแล้ว ก็ตระเตรียม การที่ตนคิดไว้ต่อไป พอถึงวันที่สามโออินจึ่งส่งนักการไปแจ้ง ว่า "โออินพร้อมที่จะคืนบ้านเมืองให้แล้ว แต่การส่งคืนนั้น ควรกระทำกันให้ถูกต้องตามประเพณี" จันทราได้ทราบก็ละเลิง ใจคุมพลเข้าไปยังที่ว่าการแต่เพียง ๓๐๐ คน ครั้นถึงจึ่งรู้สึกทันที ว่าตนได้หลงกลตกอยู่ในที่ล้อม ขณะนั้นพวกโออินก็เข้าโจมตี


๑๐๑ พรรคพวกจันทราแตกกระจัดกระจายไปในทิศทางต่าง ๆ เหลือ แต่ตัวจันทราอยู่ท่ามกลางของฝ่ายปรปักษ์แต่ผู้เดียว โออินมี ความยินดีที่ได้ไชยชนะต่อผู้ประทุษฐร้ายบิดาโดยง่ายดาย ประดุจ เทพย์เจ้าได้อำนวยช่วยชักจูงให้ศัตรูผู้ทรยศแสนสาหัส เข้ามาใน บ่วงกลให้โออินลงโทษ ครั้นเสร็จแล้วโออินจึ่งคิดที่จะกรีธาทัพ เข้าไปตีพระนครศรีอยุทธยา เพื่อแก้แค้นแทนพระเจ้าแผ่นดินแล บิดาของโออินอีก ถ้าสำเร็จก็จะได้จัดให้บ้านเมืองสงบราบคาบแลยกรัชทายาทที่สมควรขึ้นผ่านพิภพต่อไป โออินจึ่งเกณฑ์แม่ทัพนายกองในเมืองลครรวม ๑๓ นาย แลตระเตรียมกองทัพที่จะยกไป โดยเร็ว ส่วนพวกจันทราที่หนีรอดมาได้ ก็พากันนำข่าวมาแจ้งยังกรุงศรีอยุทธยา ไม่ช้าข่าวนั้นก็แพร่หลายใหญ่โตไปว่า โออินกำลังตระเตรียมรี้พลประมาณ ๓๐๐๐๐๐ ซึ่งเกณฑ์ได้จากเมืองพริบพรี เมืองลคร เมืองปัตตานี เมืองมอญ ลาว แลเมืองต่าง ๆ ในแหลม อินโดจีน จะยกมายังพระนครศรีอยุทธยา กองทัพโออินกำหนด จะหยุดพักแรมณที่ใด ๆ บ้าง พวกจันทราก็นำมาแจ้งโดยชัดเจน พระราชินีทรงทราบก็ตกพระทัย จึ่งร้องขอให้เจ้าพระยากลาโหม ช่วยคิดอ่านป้องกัน แต่เจ้าพระยากลาโหมเปนคนมีนิสัยขลาด เมื่อได้ทราบข่าวเช่นนั้นก็เสียสติ ไม่สามารถที่จะแนะนำการอย่าง ใดได้ นอกจากคิดว่าบรรดายี่ปุ่นที่อยู่ในกรุงศรีอยุทธยาไปเข้า


๑๐๒ ด้วยโออินแล้ว ก็ต้องเสียกรุงศรีอยุทธยาเปนแน่นอน เพราะ ฉนั้นเจ้าพระยากลาโหมจึ่งออกความเห็นว่า ควรยึดสำเภาของ ยี่ปุนไว้เสียให้หมด ไม่ให้มีทางหนี กองทัพไทยก็จะได้เข้าไปฆ่าฟันทำลายเสียได้โดยง่ายดาย ครั้นแล้วจึ่งมีตราสั่งไปยังชาวยี่ปุ่น ที่ตั้งภูมิลำเนาค้าขายอยู่ในกรุง ให้จัดส่งนายสำเภา ๒ นายเข้าไปในพระนคร นายสำเภาทั้ง ๒ นี้ คือคูกิยาโอซายีมอนแลตามาซูบีไอ เปนคนมั่งคั่งด้วยโภคทรัพย์แลเฉลียวฉลาดมาก เมื่อยี่ปุ่นนาย สำเภาทั้ง ๒ ได้รับตราสั่งเช่นนั้น จึ่งไปหาอีวากุระฮึไอยีมอนผู้เปนหัวน่าของชาวยี่ปุ่นที่บ้าน เพื่อปฤกษาหารือแลขอความเห็น ฮึไอ ยีมอนออกความเห็นว่า "ชรอยไทยคงจะเกรงเปนแน่นอนว่า ยี่ปุ่นที่ตั้งภูมิลำเนาอยู่ในกรุงศรีอยุทธยาจะไปเข้าด้วยโออิน ที่ฆ่า ทูตผู้ถือราชสาสนไปสอบถามถึงการที่โออินระดมพลในเมืองลคร แลปัตตานีเพื่อยกไปตีพระนครศรีอยุทธยา การที่มีตราสั่งให้เข้า ไปครั้งนี้ ก็คงประสงค์จะทราบว่า ยี่ปุ่นในกรุงศรีอยุทธยามีความจงรักภักดีต่อไทยหรือไม่ ถ้าเห็นว่าปราศจากความจงรักภักดีแล้ว ก็คงจะจับประหารชีวิตเสียเปนมั่นคง เพราะฉนั้นการ ที่จะยอมไปตามท้องตราหรือมิยอมไปก็คงมีภัยเท่ากัน ให้พิเคราะห์ พิจารณ์ชั่งใจดูว่าจะควรเลือกทำทางใด" ชาวยี่ปุ่นทั้งหลายจึ่งได้มีการประชุมปฤกษาหารือกันขึ้น ผู้ ที่มาเข้าประชุม คือ กานายาบีซาบูโร ๑ โอซาตายาซูเกซากู ๑ วา


๑๐๓ ตายาอิจิโรบีไอ ๑ ก็จิเบยากูโรยีมอน ๑ ก็จิเบยาจินซาบูโร ๑ ตา นีกิอุบีไอ ๑ อิมาบูราซากิโอ ๑ ยามาดานิกาไอยู ๑ ยามาดานิฮีไอ ๑ อารูกามอนเดไอยูอาจารย์ยุทธศึกษา ๑ ฮายานินาตาซาบูโรลคร ๑ จิฮาราโกโรฮาจิ (ที่เคยเปนลครเข้าไปอยู่ในกรุงศรีอยุทธยา แล เมื่อกลับมาอยู่นากาซากีได้แต่งเรื่องราวของยามาดาขึ้นไว้) อีกคนหนึ่ง ที่ประชุมปฤกษาเห็นพร้อมกันว่า "การที่พระราชินีเรียกตัวนายสำเภาเข้าไปก็คงจะเอาตัวยึดไว้เปนจำนำ เพราะย่อมทรง ทราบอยู่ว่า ยี่ปุ่นเปนชาติที่รักความยุติธรรมแลพวกพ้อง คงจะ ไม่ก่อการกุลียุคเข้าตีกรุงศรีอยุทธยา อันจะเปนเหตุให้นายสำเภา ที่ไปเปนตัวจำนำอยู่ ต้องถูกประหารชิวิตเสียด้วย แลทั้งเพื่อน ร่วมชาติของโออินก็ยังอยู่มีอยู่ในกรุงศรีอยุทธยาอีกมาก เมื่อ โออินมาถึงคงจะไม่เข้าโจมตีพระนครโดยทันที หรือบางทีศึกอาจ สงบไปเอง เพราะประสงค์จะให้นายสำเภาทั้ง ๒ นายที่ถูกยึดเปนจำนำพ้นจากการคุมขังไปก็ได้ ทั้งนี้ย่อมเปนโอกาศที่กรุงศรี อยุทธยาจะรวบรวมรี้พลเข้าโจมตียี่ปุ่นได้ในภายหลัง เมื่อรู้ เท่าทันความประสงค์ฝ่ายไทยเช่นนี้แล้ว ก็ไม่ควรให้หลงกล อนึ่ง การที่ขัดขวางไม่ไม่ยอมไปในคราวนี้ ฝ่ายไทยคงจะจัดทหารมา ห้อมล้อมไว้ ทางที่ดีที่สุดก็ควรรีบเตรียมตัวลงไปประจำเรือเสีย ให้พรักพร้อม แลรักษาน่าที่ไว้ให้มั่นคง" ระหว่างที่ประชุมกันอยู่นี้กรุงศรีอยุทธยาก็ส่งนักการมาเร่งรัด


๑๐๔ ให้นายสำเภาเข้าไปในพระราชวังโดยเร็ว มิยอมให้พักรอต่อไปอีก โอซายีมอนแลจูบีไอจึ่งคิดว่า การที่มีรับสั่งให้ไปเปนครั้งที่ ๒ เช่นนี้ ถ้ายังไม่ยอมไป ก็ดูเปนการขลาดมาก เมื่อวาระที่จะต้องตายด้วย คมอาวุธของศัตรูมาถึงแล้ว แม้จะอยู่หรือไปมีผลเท่ากัน แล ยากที่จะหลีกลี้ให้พ้นได้ คนทั้ง ๒ จึ่งตกลงกันว่าจะเข้าไปในพระนคร กับคนสักเล็กน้อย มีอาวุธไปให้ครบมือแลกำหนดอาณัติสัญญา กันไว้ว่า เมื่อได้ยินเสียงปืนดังขึ้นแล้ว ทุกคนที่รู้สึกตนว่าเปนลูก ผู้ชายต้องวิ่งตรูกันเข้าไปในพระนคร แลต่อสู้ข้าศึกจนสิ้นชีวิตไป ด้วยกัน เกียรติยศแห่งนักรบยี่ปุ่นจะได้เลื่องลือขจรไปทั่วทุก ประเทศ ความคิดเช่นนี้เปนที่พอใจกันโดยทั่วหน้า เพราะย่อมเข้า ใจอยู่ด้วยกันแล้วว่า เมื่อประสบคราวจำเปนแล้ว ก็จะต้องเสีย สละชีวิตเพื่อทรงไว้ซึ่งเกียรติ เพราะฉนั้นนายสำเภาทั้ง ๒ นาย จึ่งพากันเข้าไปในพระนครกับพลปืนเล็ก ๒๕ พลเกาทัณฑ์ ๑๐ นอกนั้นก็เปนพลหอก ส่วนฮีไอยีมอนให้เปนผู้ควบคุมพลยี่ปุ่นอยู่ ทางหลังแลคอยฟังเหตุการณ์ซึ่งจะมีมาต่อไป ฝ่ายเจ้าพระยากลาโหมเมื่อได้ทราบว่า ชาวยี่ปุ่นได้เข้ามา ตามหมายเรียก แต่มีอาวุธครบมือกันก็ตกใจ จึ่งใช้นายทหาร ผู้หนึ่งออกมาเจรจา แลขอคำชี้แจงของยี่ปุ่นว่า "เหตุใดจึ่งเข้า มาอย่างจะเข้ามาทำสงคราม" ชาวยี่ปุ่นตอบว่า "โออินได้ฆ่า ทูตผู้ถือสาสนของกรุงศรีอยุทธยาที่เมืองลคร จึ่งเปนกรณีเหตุ


๑๐๕ ให้เจ้าพระยากลาโหมเห็นข้อพิรุธสงสัยชนชาวยี่ปุ่นว่า คงเตรียม ตัวไปเข้าด้วยโออิน แลคิดจะประหารชาวยี่ปุ่น ชาวยี่ปุ่น จึ่งต้องเตรียมตัวมา เพราะมีประเพณีอยู่ว่าถ้าถึงคราวอับ จนแลจะถึงแก่ความตายแล้ว ก็จำเปนต้องตายโดยมีอาวุธอยู่ ในมือ" เจ้าพระยากลาโหมทราบดังนั้นก็ยิ่งตกใจมากขึ้น จึ่งให้ นายทหารรับใช้ออกไปชี้แจงให้ยี่ปุ่นทราบว่า "การที่กรุงศรี อยุทธยายกกองทัพไปยังเมืองลคร ก็เพื่อจะปราบปรามโฮอินที่คิดการเปนขบถระดมพลในเมืองลคร แลฆ่าทูตของกรุงศรีอยุทธยา แต่ชาวยี่ปุ่นอื่น ๆ มีสิทธิที่จะกลับบ้านเมืองของตนได้ทุกเมื่อ ถ้า ให้คงอยู่ต่อไปเกรงว่าจะไปเข้าด้วยโออิน เพราะฉนั้นยี่ปุ่นต้อง คืนที่ดินซึ่งไทยให้ยืมไปตั้งพำนักอาศรัย แล้วจงพากันกลับไป ยังประเทศยี่ปุ่นทันที ส่วนสำเภายี่ปุ่นเปนสำเภาที่ใช้ใบแล่น ได้ง่าย ถ้าปล่อยให้นำกลับคืนไปด้วย บางที่จะเอาไปใช้เปน เรือโจรสลัดเที่ยวตีชิงเรือสินค้าในท้องทเล เพราะฉนั้นยี่ปุ่น ต้องมอบสำเภาเหล่านั้นให้แก่ไทยไว้ ฝ่ายไทยจะช่วยจัดสำเภา ไทยลำใหญ่ ๆ สัก ๖- ๗ ลำ ไปส่งชาวยี่ปุ่นเพียงเมืองญวน" ยี่ปุ่น ผู้แทนของคณะคนหนึ่งจึ่งตอบว่า "ที่ดินนั้นยี่ปุ่นมีความยินดี ที่จะคืนให้ทุกเมื่อ เพราะที่ยี่ปุ่นอยู่ก็ได้อยู่โดยการเช่าถือ ส่วน ๑๔


๑๐๖ สำเภาเปนสมบัติของยี่ปุนเองจะไม่ยอมให้ยึดถือไว้เปนอันขาด อีกประการหนึ่งที่จะให้ยี่ปุ่นกลับโดยเรือของไทยนั้น ยี่ปุ่นไม่ชำนาญ หรือคุ้นกับเรือของไทยจะกลับไปได้อย่างไร ยี่ปุ่นมีทางเดียวที่จะต้องกลับเรือของยี่ปุ่น" พอพูดสิ้นคำแล้วยี่ปุ่นเหล่านั้นก็พากันเดิร กลับไป แลมิได้มีผู้ใดกล้าทัดทาน ครั้นถึงภูมิลำเนาของตนจึ่ง เล่าถึงการที่ได้ไปโต้ตอบกับไทย ให้เพื่อนฝูงฟังตลอดตั้งแต่ต้น จนปลาย แล้วต่างพากันขบขันที่หลงเตรียมดำริห์การไว้แขงแรง ใหญ่โตกว่าที่เปนไป แต่อย่างไรก็ดีชาวยี่ปุ่นเหล่านั้นมีความ เห็นพร้อมกันว่า การที่จะคงอยู่สืบไปในประเทศสยาม อีกนั้นไม่ เปนการสมควรเสียแล้ว จึ่งพร้อมกันเริ่มเก็บข้าวของแลเตรียม ตัวไป ในระหว่างที่ยี่ปุ่นกำลังเตรียมตัวอยู่ พระราชินีมี ประกาศว่า "เมื่อยี่ปุ่นเข้ามาตั้งภูมิลำเนาในกรุงศรีอยุทธยา จะละทิ้งประเทศสยามไปแล้ว ก็ไม่ควรยอมให้เข้าไปอยู่ภายใน ประตูพระราชวังอีกตั้งแต่บัดนี้เปนต้นไป เพราะฉนั้นถ้ายี่ปุ่นคน ใดกระทำการฝ่าฝืน ให้จับตัวลงโทษทัณฑ์ตามแต่จะเห็นควร" เมื่อออกประกาศนี้แล้ว มียี่ปุ่นผู้หนึ่งฝ่าฝืนเข้าไปภายในกำแพงพระราชวัง ตำรวจวังจึ่งวิ่งเข้าไล่จับ ยี่ปุ่นต่อสู้แลฆ่าตำรวจตาย ๔ คน บาดเจ็บ ๙ คนแล้วจึ่งจับตัวได้ ครั้นรุ่งขึ้นกรุงศรีอยุทธยาบังคับ ให้ยี่ปุ่นส่งคนมีจำนวนเท่ากับ จำนวนคนที่ตายแลบาดเจ็บเข้าไปใน พระนคร เพื่อจะเอาตัวประหารชีวิตแลกระทำเสียให้เจ็บช้ำ


๑๐๗ ประดุจเดียวกับที่ยี่ปุ่นกระทำแก่ไทยทุกประการ ฝ่ายยี่ปุ่นไม่ยอมส่ง จึ่งเกิดเปนเรื่องซึ่งต้องโต้ตอบกันมากมาย จนทูตอิน เดียที่อยู่ในกรุงศรีอยุทธยาเวลานั้น ต้องมาเปนอนุญาโตตุลาการว่ากล่าวให้ปรานีปรานอมกัน โดยกำหนดให้ยี่ปุ่นเสียเงินแก่เจ้า พระยากลาโหมมีน้ำหนักประมาณ ๑๓๓ ชั่ง และให้เจ้าพระยากลาโหมคืนเรือ ๓๐ ลำแก่ยี่ปุ่นไป ที่จริงยี่ปุ่นเหล่านี้คิดจะกลับ ประเทศบ้านเมืองของตนทุกขณะจิต แต่ยังเป็นห่วงครอบ ครัวของยี่ปุ่นที่ไปอยู่กับโออิน เพราะถ้าละทิ้งไปก็เกรงจะได้ยาก ลำบาก จึ่งตกลงพร้อมกันว่าในชั้นต้นจะต้องหาช่องทางให้ครอบ ครัวของผู้ที่ไปอยู่กับโออินพ้นภัยเสียก่อน ครั้นแล้วจึ่งตระ เตรียมขนทรัพย์สมบัติ แลนำครอบครัวเหล่านั้นไปคอยไว้ใน สำเภาจนสิ้น พอถึงวันแรม ๕ ค่ำเดือนยี่ ค.ศ.๑๖๓๓ (จุลศักราช ๙๙๕ พ.ศ. ๒๑๗๖) ยี่ปุ่นก็พากันออกเรือไป ฝ่ายไทยเมื่อได้เห็น ยี่ปุ่นพาครอบครัวของผู้ที่อยู่กับโออินไปด้วย ก็เข้าใจว่ายี่ปุ่นเหล่า นี้จะไปยังเมืองลคร แลคงนำกองทัพโออินเข้ามาตีกรุงศรีอยุทธยา อีก ไทยจึ่งคิดหาหนทางป้องกันแลตัดกำลังเสียแต่ต้น กล่าว คือ ฝ่ายไทยยกพลเรือเข้าโจมตีเรือยี่ปุ่น ซึ่งกำลังเตรียมตัวอยู่พร้อม ที่จะออกจากประเทศสยาม ขณะนั้นจึ่งเกิดรบพุ่งกันขึ้นในน่าน น้ำสยามเปนการใหญ่ ไทยแตกกระจัดกระจาย ทั้งผู้คนแล เรือเสียไปเปนอันมาก ส่วนยี่ปุ่นออกจากประเทศสยามไปได้แล


๑๐๘ มีเสียหายเป็นส่วนน้อย ฝ่ายไทยยังติดตามไปด้วยความมุ่งร้าย ต่อไปอีก แลในที่สุดได้ร้องขอให้ชนชาติโปจุเกต ที่จอดเรือทอด สมออยู่นอกสันดอนช่วยอีกด้วย แต่ยี่ปุ่นก็ต่อสู้แลหลีกพ้นไปได้ ด้วยไชยชนะอีก ผู้คนของยี่ปุ่นที่ต้องเสียไปในการรบทั้ง ๒ ครั้ง นั้นเปนนั้นจำนวนรวมราว ๔๓ คน ที่บาดเจ็บมีบ้างแต่คำณวนไม่ได้ ว่ากี่คน วันนั้นประจวบกับเวลาคลื่นลมดี เรือยี่ปุ่นไปถึงเมือง ลครโดยรวดเร็ว แลเข้าสมทบทัพโออินทันที โออินจึ่งเรียก แม่ทัพนายกองในเมืองลครแลปัตตานีมาเพื่อจะรวบรวมกันกรีธาทัพ ไปยังกรุงศรีอยุทธยาอีก แต่ในคราวนั้นยังไม่ทันถึงกำหนด ๑ ปี ตามที่เมืองปัตตานีขอผัดไว้ ส่วนแม่ทัพนายกองทางเมืองลคร พากันกล่าวว่า จะไม่ยอมร่วมใจด้วยผู้ซึ่งเปนขบถต่อเจ้านาย เปนอันขาด แล้วจึงเลยกลับใจไปเข้าด้วยพระราชินีแลเจ้าพระยา กลาโหมเสียจนสิ้น แม้คนไทยที่เคยเปนข้าใช้สรอยอยู่ในปกครอง ของโออินมา แต่ก่อน ก็พากันเอาใจออกหากหลบหนีไปหมด โออินจึ่งเห็นว่า เปนอันสิ้นหวังที่จะคิดการต่อไปอีกได้ นอกจากจะกลับบ้านเมือง เดิมของตนเท่านั้น ส่วนยี่ปุ่นที่เชื่อแน่แล้วว่า ถ้าไม่หนีคงต้อง ตายด้วยคมอาวุธของไทยในขณะที่ตนมีอาวุธติดมืออยู่นั้น ได้ พากันทิ้งโออินหนีไปเสียมากต่อมากด้วยเหมือนกัน ส่วนยี่ปุ่น ที่ยังเหลืออยู่ โออินสั่งให้ระวังรักษาตัวให้ดีทุกคน แล้วโออิน


๑๐๙ กับพวกประมาณ ๑๖-๑๗ คน ก็พากันหนีไปยังเมืองกัมภูชา บาง คนไปทางประเทศจามยังเมืองหิราโด ในเวลานั้นบังเอิญเมืองกัม ภูชามีศึกกลางเมืองระหว่าง พระเจ้ากรุงกัมภูชาแลพระเชษฐาที่มิได้ราชสมบัติ โออินจึงเข้าช่วยพระเจ้ากรุงกัมภูชารบ แต่ทัพฝ่ายพระ เจ้ากรุงกัมภูชาอ่อนกำลังพ่ายแพ้แก่กองทัพของพระเชษฐา แล โออินก็ถึงแก่ความตายในที่รบพร้อมทั้งยี่ปุ่นผู้กล้าหาญด้วยอีก ๖ คน ก่อนน่าที่ยี่ปุ่นจะอพยพไปจากประเทศสยาม มียี่ปุ่นหลาย คนที่ตั้งภูมิลำเนาอยู่ในกรุงศรีอยุทธยา พากันออกจากกรุงไปยังวัด พนังเชิง เพื่อนมัสการพระพุทธรูป ครั้นเมื่อเดิรกลับกองทัพ ไทยจับตัวยี่ปุ่นเหล่านั้นมาว่าจะประหารชีวิต แต่มีพระสงฆ์ผู้มี สมณศักดิ์สูงในพระอารามนั้นออกมาขอชีวิตไว้ กองทัพไทยจึ่งเปนแต่เอาตัวไปคุมขังไว้พอเป็นพิธี ฝ่ายพวกชวา (ฮฮลันดา ) เมื่อได้ทราบว่ายี่ปุ่นออกจากประเทศสยามไปสิ้นแล้ว ก็เห็นเปน โอกาศเหมาะพากันยกไปจะตีกรุงศรีอยุทธยาทางอ่าวเบ็งกอล เจ้า พระยากลาโหมจึ่งนึกขึ้นได้ ถึงยี่ปุ่นในกรุงอีก ๘ คน ที่เปนชาติ ซึ่ง ๑ เซอร์เออเนสต์ซาเตาเข้าใจว่าเปนพวกเรา (โปจุเกต) เพราะเมื่อจุลศักราช ๙๙๕ พ.ศ.๒๑๗๖ ปรากฏว่ามีเรือโปจุเกต ๒ ลำมาปิดปากน้ำตะนาวศรี แลได้จับเรือสำเรือสำเภาของไทยไว้เปนเรือเชลยเสียหลายลำ ๒ คงหมายความถึงพวกยี่ปุ่นที่ไทยจับมาจากวัดพนังเชิงนั่นเอง

๑๑๐ ชาวใต้ เคยกลัวยิ่งกว่าเสืออันดุร้าย แล้วให้เบิกตัวออกมาแจ้ง ให้ทราบว่า ถ้ายี่ปุ่นเหล่านั้นช่วยรบได้ไชยชนะจะยอมปล่อยตัว ให้หลุดพ้นไป ยี่ปุ่นทั้ง ๘ คนตกลงรับอาษา แลกล่าวว่าถ้าได้คน ไทยมีจำนวนมาก ๆ แต่งตัวสรวมเกราะแลหมวกของยี่ปุ่น กับได้ช้างอีกสัก ๘ เชือกเพื่อขับขี่แล้ว จะได้ไชยชนะต่อศัตรูเปนมั่นคงเจ้าพระยากลาโหม มีความยินดียอมกระทำตามความต้องการของ ยี่ปุ่นทุกประการ เกราะยี่ปุ่นในคราวนั้นรวบรวมได้ ๗๐ สำรับ จึ่ง เอามาให้คนไทยแต่งปลอมเปนทหารยี่ปุ่น ส่วนทหารไทยอีก ๕๐๐ คนให้อยู่ในบังคับบัญชาของยี่ปุ่นทั้ง ๘ นาย ช้างทุกเชือกให้ใส่กูบ มีปืนตั้งไว้ ๒ กระบอกแลยี่ปุ่นคนหนึ่งกำกับ เสร็จแล้วยี่ปุ่นทั้ง ๘ นายจึงได้เดิรกองทัพไปยังชายทเล พอเห็นเรือชวาก็เริ่มระดมยิง ขนานใหญ่ จนข้าศึกต้องถอยทัพหนีไป มิฉนั้นบรรดาเรือของข้าศึก คงจะถึงแก่ความพินาศสิ้น ส่วนยี่ปุ่นทั้ง ๘ นายเมื่อมีไชยชนะ กลับมาแล้ว เจ้าพระยากลาโหมจึงอนุญาตให้เลือกบำเหน็จ ๒ ประการ คือ จะสมัครับราชการในพระราชินีต่อไปก็ได้ประการ หนึ่ง หรือจะกลับบ้านเมืองของตนก็ได้อีกประการหนึ่ง ต่อมาเจ้าพระยากลาโหมป่วยถึงอนิจกรรม แลพระราชินี ก็สิ้นพระชนม์ตกตามไปโดยเร็วพลันเหมือนกัน บรรดาเสนามาตย์

๑ "ชาวใต้" นักแต่งในประเทศยี่ปุ่นมักหมายความว่าโปจุเกตหรือสเปนมากกว่าฮอลันดา

๑๑๑ ราชเสวกทั้งหลาย จึ่งอัญเชิญพระราชอนุชาของพระเจ้ากรุงศรี อยุทยาพระองค์ก่อน ให้เสด็จออกจากพระอารามมากระทำการราชาภิเษกขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติตามขัติยราชประเพณี" ถ้าสังเกตตามเรื่องราวที่ยี่ปุ่นแต่งนี้ ย่อมเห็นว่ามีข้อความ ซึ่งจะเชื่อถือทีเดียวไม่ได้อยู่หลายแห่ง แต่ควรนับว่าเปนเรื่อง ที่รวบรวมขึ้นโดยมีเค้ามูลแห่งความจริงอยู่บ้าง เพราะในเรื่อง ปรากฎชื่อเสียงคนสำคัญๆแลสถานที่ที่มีอยู่จริงโดยมาก ที่สุด ข้อความซึ่งบรรยายถึงพระนครศรีอยุทธยา ก็ปรับสนิทกับเรื่อง ราวของนักเที่ยวชาวยุโรป แลเรื่องการกุลียุคซึ่งเกิดขึ้นในพระ นครศรีอยุทธยาเมื่อยามาดาถึงแก่กรรม ส่วนเรื่องความกล้าหาญ ของบุตร์ยามาดาที่ได้บรรยายมานั้น มีข้อความตรงกับเรื่องใน จดหมายเหตุของไทย แลของนักแต่งต่างประเทศทั้งสิ้น บรรดา นักแต่งที่เป็นชาวต่างประเทศนี้ นายเซาเต็นผู้จัดการห้างค้าขาย ของฮอลันดาในกรุงศรีอยุทธยา ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๖๒๘ (จุลศักราช ๙๙๐ พ.ศ. ๒๑๗๑) จนถึง ค.ศ. ๑๖๓๖ (จุลศักราช ๙๙๘ พ.ศ. ๒๑๗๙) คนหนึ่ง กับวันวลิตที่ได้รับช่วงเปนผู้จัดการแทนนายเชาเต็นต่อมาอีก คนหนึ่งเปนผู้บรรยายเรื่องได้ความชัดเจนดีมาก ส่วนวาเล็นติน ที่เป็นผู้พรรณาเหตุการณ์เหล่านี้อีกคนหนึ่ง ก็เปนผู้สะสมเรือง ราวดีอยู่บ้างเหมือนกัน อนึ่งเชาเต็นกล่าวว่า "บรรดาแสนยากรของพระเจ้ากรุงศรี


๑๑๒ อยุทธยาทั้งฝ่ายบกแลฝ่ายเรือล้วนแต่เปนพวกลูกหมู่ที่ เปนพลเมือง ไทยแลชาวต่างประเทศ เช่นแขกมัว แขกมลายู กับชนชาติอื่น ๆ อีก แต่ไม่ใช่เปนจำนวนมาก ถ้ากล่าวเฉภาะเปนชาวต่างประเทศ แล้ว ทหารยี่ปุ่นซึ่งมีจำนวนประมาณ ๕๐๐ หรือ ๖๐๐ คนเปนผู้ที่ ชนต่างชาตินิยมนับถือว่ามีชื่อเสียงในทางกล้าหาญ แม้แต่พระเจ้า กรุงศรีอยุทธยายังทรงเชื่อถือแลให้เกียรติยศ พึ่งมามีในรัชกาล ปัจจุบันนี้เองที่ทรงชิงชังยี่ปุ่น จนถึงกับขับไล่ฆ่าฟันประหัดประหาร ให้ออกไปเสียจากพระราชอาณาเขต เพราะเกรงว่ายี่ปุ่นจะกำเริบ แลมีอำนาจมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ดีต่อมายี่ปุ่นยังขืนเข้าไปค้าขาย ในประเทศสยามอีก ด้วยเหตุนี้พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาจึ่งคง มีทหารยี่ปุ่นทหารไทยแลทหารชาติอื่น ๆ อีกด้วย" บรรดาเรื่องราว ซึ่งพรรณาเหตุการณ์ ที่เกิด ขึ้นเมื่อพระเจ้า ทรงธรรมเสด็จสวรรคต ตามที่ได้เห็นมาในจดหมายเหตุของ ชาวยุโรปนั้น ต้องนับว่าเรื่องของวันวลิต ซึ่งพิมพ์ไว้ในห้องหนังสือ ริเลซิยองฮิสตอริกดือรอยยอมเดอเซียม ค.ศ. ๑๖๖๓ ( Relation Historique Du Royaume De Siam) คราวเดียวกับเรื่องระยะทาง แห่งการเที่ยวของเฮอร์เบิตในอินเดียแลเปอร์เซีย ที่แปลมาจาก ภาษาฝรั่งเศส เปนเรื่องซึ่งพรรณาเหตุการณ์ได้เนื้อความกระจ่าง ชัดเจนดีมาก แต่แท้จริงต้นฉบับหนังสือของวันวลิตนั้น ข้าพเจ้า ยังมิได้พบเห็นเลย

๑ เซอร์เออเนสต์ ซาเตาผู้เเต่ง ๑๑๓ วันวลิตกล่าวว่า "ขณะเมื่อพระเจ้าทรงธรรมประชวรหนัก อยู่บนพระที่ พระองค์มิได้ทรงปฏิบัติตามพระราชประเพณีแลหลัก พระราชกำหนดกฏหมาย ซึ่งมีว่าผู้ที่ควรได้รับเปนรัชทายาทสืบ ราชสมบัตินั้น ต้องเปนพระราชอนุชาของพระมหากษัตริย์ มิใช่ พระราชโอรส แต่พระองค์กลับทรงจัดเลือกตั้งพระราชโอรสที่มี พระชนมายุเพียง ๑๕ พรรษาเปนรัชทายาท ฝ่ายออกญาศรีวรวงศ์ ก็กลับซ้ำส่งเสริมสนับสนุนมิได้ทัดทานแต่อย่างไร เพราะคิดไว้ ในใจแล้วว่า ตนจะแย่งชิงราชสมบัติของพระราชโอรสให้จง ได้ จึ่งยอมรีบรับจัดการตามพระราชประสงค์เสียโดยเร็ว แล เพื่อที่จะให้กิจการซึ่งออกญาศรีวรวงศ์คิดไว้สำเร็จได้สดวก จึ่ง เกลี้ยกล่อมออกญาเสนาภิมุข ที่เปนผู้บังคับบัญชาที่ยี่ปุ่นข้าราชการนับตั้ง ๖๐๐ คนให้ยินยอมรู้เห็นด้วย ครั้นเมื่อพระเจ้าทรงธรรม เสด็จสวรรตตแล้ว พระราชโอรสได้ขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ทรงพระนามว่าพระองค์ทิตย์ราชา แลทรงสฐาปนาออกญาศรี วรวงศ์ขึ้นเป็นเจ้าพระยากลาโหม เมื่อเจ้าพระยากลาโหมมี

๑ ที่จริงตามพระราชพงษาวดารปรากฎว่า พระราชโอรสผู้เปนปฐมของพระเจ้าทรงธรรม ทรงพระนามพระเชษฐาธิราชกุมาร เปนผู้ได้ราชสมบัติ แลใช้พระนามว่า "สมเด็จพระเชษฐาธิราช"


๑๑๔ อำนาจสิทธิ์ขาดใหญ่โตขึ้นเช่นนั้น ก็คิดการกำเริบมักใหญ่ไฝ่สูง แย่งอาญาสิทธิ์ภายนอกของพระองค์เสียจนสิ้น ดังจะเห็นได้เปนตัวอย่าง เช่นการปลงศพ เปนต้น ได้มีพระราชกำหนด กฎมณ เฑียรบาลอยู่ว่า ต้องกระทำเปนลำดับสูงต่ำตามถานาศักดิ์ของ ผู้ตาย แต่เจ้าพระยากลาโหมหาได้ประพฤติตามพระราชกำหนด กฎมนเฑียรบาลนั้นไม่ ถืออำนาจจัดการปลงศพบิดา โดยทำ พิธีใหญ่โตจนเกินควรแก่ฐานะแห่งข้าแผ่นดิน ซึ่งถึงแม้ ข้าราชการผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ที่สูงสุด ก็จะกระทำใหญ่โตถึงเพียงนั้นไม่ได้ บรรดาข้าราชการที่เปนหัวน่ากรมกองทั้งหลายต้องมา ประชุมในการศพ จนในพระราชวังแทบไม่มีใครเหลืออยู่เลย การที่เจ้าพระยากลาโหมฝ่าฝืนกระทำการเช่นนี้ เปนการดูหมิ่นพระเดชา นุภาพของพระองค์โดยตรง พระองค์ทรงกริ้งกราดจนถึงลืมว่ายัง ทรงพระเยาว์อยู่ แลมีพระราชดำรัสออกไปโดยตรงว่า "เจ้า พระยากลาโหมเปนขบถ" ด้วยเหตุนี้เจ้าพระยากลาโหมจึ่งเลย กระทำการจนออกหน้า คุมพรรคพวกตรงเข้าไปในพระราชวัง พร้อมกับยี่ปุ่นที่เปนองครักษ์ พระองค์ต้องหนีออกจากพระราช วังไป ครั้นภายหลังฝ่ายเจ้าพระยากลาโหมจับพระองค์ได้จึ่ง ให้สำเร็จโทษเสีย ที่จริงเจ้าพระยากลาโหมตั้งใจจะขึ้นครอบ ครองราชสมบัติเสียเอง แต่บังเอิญมีคู่แข่งขันที่มีอำนาจเปน

๑ ในพระราชพงษาวดารว่าศพมารดา

๑๑๕ ใหญ่อยู่ในพวกของตนอีกคนหนึ่ง เจ้าพระยากลาโหมจึ่งจำเปน ต้องสงบความคิดนิ่งไว้" ความคิดของเจ้าพระยากลาโหมนี้ ปรากฎในข้อความซึ่ง วันวลิตบรรยายไว้เปนตอนสำคัญที่สุดว่า "เจ้าพระยากลาโหม ใคร่ประสงค์จะฟังคารมออกญาเสนาภิมุขว่า จะคิดประการใด ใน การเลือกตั้งผู้ครอบครองราชสมบัติ ครั้นคืนวันหนึ่งเปนเวลา เดือนมืด จึ่งพร้อมกับออกญาพระคลังพากันลงเรือไปยังบ้านออก ญาเสนาภิมุขแต่ ๒ คน โดยมิได้มีข้าทาษติดตามไปด้วย เจ้า พระยากลาโหมกล่าวเปนทีปฤกษาว่า ' พระราชอาณาจักร์ที่จะ ดำรงคงอยู่โดยมิมีพระมหากษัตริย์ทรงปกปักรักษานั้นไม่ได้ ส่วน พระราชอนุชาของพระเจ้าอยู่หัวผู้เสด็จสวรรคตไปเมื่อเร็ว ๆ นั้นเล่า ก็ล้วนแต่ยังทรงพระเยาว์ ครั้นจะอัญเชิญเสด็จขึ้นครอบครอง ราชสมบัติ เกรงว่าจะมีภัยแก่บ้านเมืองน่าเสียดายที่ประเทศอัน ทรงไว้ซึ่งอำนาจเปนใหญ่เช่นนี้ จะมีแต่พระมหากษัตริย์ที่ทรง พระเยาว์ ขอให้ออกญาเสนาภิมุขพิเคราะห์ว่าควรคัดเลือกขุนนาง ผู้ใหญ่คนใดคนหนึ่ง ขึ้นเปนพระเจ้าแผ่นดินรั้งการ ไปชั่วคราวก่อน หรือไม่ ต่อเมื่อพระองค์ทรงพระเจริญมีพระชนมายุสมควร ครอบครองราชสมบัติแล้ว จึ่งมอบถวายราชสมบัติคืนต่อไป ' ออกญาเสนาภิมุข เมื่อได้ฟังถ้อยคำของพระยากลาโหมเช่นนั้นก็รู้เท่า จึ่งตอบว่า ' ถ้าถึงคราวจำเปนจะต้องเลือกขุนนางผู้ใหญ่คนใดคน


๑๑๖ หนึ่ง เพื่อตั้งขึ้นพระเจ้าแผ่นดินผู้รั้งการแล้ว จะมีผู้ เลือกเจ้าพระยากลาโหมเปนมั่นคง เพราะเจ้าพระยากลาโหม เปนทั้งราชตระกูลแลเปนขุนนางผู้ใหญ่มีอำนาจสูงสุด ไม่มีผู้ใด ที่สมควรยิ่งไปกว่าเปนแน่แท้ แต่ถ้าเลือกเจ้าพระยากลาโหมขึ้น ประชาชนก็จะมีข้อครหา แลทั้งจะเข้าใจว่าสมรู้เปนใจกันใช้อำนาจอันมิชอบธรรม เจ้าพระยากลาโหมจะครอบครองบ้าน เมืองโดยปราศจากความสุขสำราญ อีกนัยหนึ่งถ้าเลือกตั้งขุนนาง ผู้อื่นขึ้น น่าเกรงว่าเมื่อถึงคราวที่พระองค์ทรงเจริญแลมี พระชนมายุสมควรได้ขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติแล้ว ผู้นั้นก็จะ ยึดถือเอาราชสมบัติไว้เปนของตนเสียไม่ยอมถวายคืน ข้อนี้ กลับจะเปนเหตุให้ขัติยวงศ์ของ พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาเสื่อมสูญไป อนึ่งควรระลึกว่าพระราชาแห่งพระนครศรีอยุทธยาถึง ๒ พระองค์แล้วได้ถูกสำเร็จโทษในเวลาติด ๆ กัน จนเปนเหตุให้เกิดรบราฆ่าฟัน กันขึ้นเปนอย่างใหญ่ เพราะฉนั้นในเวลานี้จึงควรดำริห์จัดการ บ้านเมืองเสียให้สงบราบคาบ แลอัญเชิญเสด็จพระราชอนุชาของ พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาที่ ยังดำรงพระชนมายุอยู่ขึ้นครอบครองราชสมบัติต่อไป ส่วนเจ้าพระยากลาโหมควรให้เปนผู้สำเร็จราชการ แผ่นดิน เพราะเจ้าพระยากลาโหมเปนผู้มีความสามารถ อาจ รับราชการในน่าที่ที่ปฤกษาหารือของพระมหากษัตริย์ได้ดี แลคง จะจัดการ วางระเบียบ แบบแผน ของบ้านเมือง ให้ดำเนิรไปโดยเรียบ


๑๑๗ ร้อยได้ ' นอกจากนี้ออกญาเสนาภิมุขยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ' ถ้าในพระนครศรีอยุทธยา ยังมีขัติยวงศ์ผู้มีสิทธิ์ที่จะได้สืบราช สมบัติอยู่ตราบใด ออกญาเสนาภิมุขจะคอยขัดขวางไม่ยอมให้ ผู้อื่นได้ราชสมบัติเปนอันขาด ' ฝ่ายเจ้าพระยากลาโหมเมื่อทราบ แน่ว่าตนมิได้รับผลอันใดจากออกญาเสนาภิมุขแล้ว ก็จำต้องยอม เห็นพ้องด้วยความคิดของออกญาเสนาภิมุขในการที่จะอัญเชิญ พระราชอนุชาขึ้นครอบครองราชสมบัติ ส่วนข้อที่จะให้เจ้าพระ ยากลาโหมเปนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินนั้น เจ้าพระยากลาโหม ไม่มีความประสงค์เลย แต่เมื่อมาคิดว่าถึงอย่างไรก็ดี การ ครั้งนี้ต้องตกอยู่ในความพิเคราะห์พิจารณ์ ของออกญาเสนาภิมุขโดย มาก ถ้าปฎิเสธไม่ยอมรับโดยดีแล้ว ออกญาเสนาภิมุขคง จะเลือกหาผู้อื่นต่อไปอีก แลผู้นั้นคงไม่ขัดขวางเลย ด้วยเหตุ นี้ เจ้าพระยากลาโหมจึ่งเปนอันตกลง แลรีบกลับไปยังพระนครศรี อยุทธยา ครั้นรุ่งขึ้นก็ให้มีการประชุมมุขมนตรี แลขุนนาง ข้าราชการทั้งหลาย เจ้าพระยากลาโหมกล่าวในที่ประชุมว่า ' กรุงศรีอยุทธยาจะดำรงอยู่โดย มิมีพระมหากษัตราธิราชครอบ ครองนั้นไม่ได้ แลในเวลานี้ยังมีพระราชโอรสของพระพุทธเจ้า หลวง อยู่หลายพระองค์ ๆ ผู้เปนเชษฐโอรสมีพระชนมายุประ มาณ ๑๐ พรรษา สมควรจะได้สืบราชสมบัติยิ่งกว่าผู้อื่น ' เหล่า

๑ พระเจ้าทรงธรรม

๑๑๘ มุขมนตรีแลขุนนางข้าราชการทั้งหลายที่มาประชุม รวมทั้งออกญา เสนาภิมุขด้วยก็เปนอันตกลงพร้อมกัน แล้วจึ่งกระทำพระราช พิธีราชาภิเษกอัญเชิญเสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ตามขัติย์ราช ประเพณี แลถวายพระนามว่า "พระอาทิตย์จักรวงศ์๑" ส่วนเจ้าพระยากลาโหมที่ประชุมตกลงตั้งให้เปนผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ในการเลือกอัญเชิญเสด็จพระอาทิตย์จักรวงศ์ขึ้น ครอบครองราชสมบัตินี้ แม้ประชาชนพลเมืองผู้หวังจะให้การเปนไปโดยชอบ ด้วยทำนองคลองราชประเพณี ก็พากันลงความเห็นว่าเปนการ สมควรอย่างยิ่งเหมือนกัน" ตามข้อความที่บรรยายมานี้พอแสดงให้เห็นว่า ผู้บังคับ บัญชาของเหล่าทหารยี่ปุ่นในประเทศสยาม๒ เปนผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจ ในราชการบ้านเมืองอยู่มาก เพราะฉนั้นการที่มีเพื่อนร่วมชาติเชื่อ ว่าเปน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในราชกิจฝ่ายกลาโหมในการจัดเลือกตั้งกษัตริย์ ในพระนครศรีอยุทธยา แลหลงผิดไปว่าเปนผู้มีตำแหน่ง ในกระทรวงกลาโหมด้วยนั้น ก็พอจะทำเนา วันวลิตกล่าวต่อไปว่า "เจ้าพระยากลาโหมย่อมทราบดีว่า ตนจะคิดการสำเร็จได้ ต่อเมื่อได้กำจัดคนสำคัญเสีย ๒ คนก่อน คือออกญาจักรี ผู้มีส่วนเปนคู่แข่งขันในการที่จะถือเอาราชสมบัตินี้คน

๑ ในพระราชพงษาวดารว่า สมเด็จพระอาทิตย์วงศ์ ๒ เซอร์เออเนสต์ซาเตาหมายความถึงออกญาเสนาภิมุข ๑๑๙ หนึ่ง กับออกญาเสนาภิมุขอีกคนหนึ่ง เพราะออกญาเสนาภิมุขเคย กล่าวไว้ว่า 'ถ้าบรรดาพระราชโอรสของพระเจ้าทรงธรรมยังมี พระชนม์อยู่ตราบใด จะไม่ยอมมีส่วนที่จะคิดยกขุนนางผู้ใหญ่คน หนึ่งคนใดขึ้นเปนพระเจ้าแผ่นดินเปนอันขาด' การกำจัดออกญา จักรีคู่แข่งขันคนแรกนั้น เจ้าพระยากลาโหมกระทำสำเร็จได้อย่าง รวดเร็ว โดยออกอุบายกราบทูลพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาผู้ยังทรง พระเยาว์กล่าวโทษออกญาจักรีว่า เปนต้นเหตุที่กระทำให้พระ เชษฐาของพระองค์ต้องถูกทำลายพระชนม์ แล้วจึ่งให้จับตัวมาจำขังไว้ ภายหลังเจ้าพระยากลาโหมเข้าไปเยี่ยมเยีอนถึงที่คุมขัง แลแสร้งทำเปนว่ามีความสงสาร จนถึงกับรับว่าจะคิดอ่านช่วยเหลือให้หนีพ้นไปจงได้ แต่ความจริงหาเปนเช่นนั้นไม่ พอเจ้าพระ ยากลาโหมเห็นสบเหมาะแก่โอกาศ ก็จับตัวประหารชีวิตเสีย เพราะฉนั้นความอริเเตกร้าว ระหว่างเจ้าพระยากลาโหมกับออกญา เสนาภิมุขสหายเก่าของผู้ตาย จึ่งเริ่มมีขึ้น แต่ครั้นเจ้าพระยา กลาโหมจะกำจัดออกญาเสนาภิมุขโดยเปิดเผยบ้าง ก็ยังเกรง ความกล้าหาญของยี่ปุ่นอยู่มาก เพราะออกญาเสนาภิมุขเปน หัวน่าแลเปนที่รักใคร่ของชนชาวยี่ปุ่นอย่างสนิทสนม เจ้าพระยากลาโหมจึงคิดกำจัดด้วยกลยุบายอันลึกลับ กล่าวคือได้พยายาม กล่าวเท็จเพ็ททูลพระเจ้ากรุงศรีอยุธทยา ด้วยประการต่าง ๆ จน พระองค์ทรงเชื่อถือ แลมีพระกระแสรับสั่งให้เจ้าเมืองลครเข้า


๑๒๐ ไปเฝ้ายังพระนครศรีอยุทธยา เพราะเวลานั้นเจ้าพระยากลาโหม คาดการล่วงน่าไว้ตลอดแล้วว่า เมืองลครกำลังกระทำการสู้รบ อยู่กับฮอลันดา เจ้าเมืองลครคงยังละทิ้งบ้านเมืองไปเฝ้าตาม พระกระแสรับสั่งไม่ได้ เพราะฉนั้นเมื่อเจ้าเมืองลครมิได้เข้าไป เฝ้าตามรับสั่ง จึ่งเปนโอกาศให้เจ้าพระยากลาโหมกราบทูลยุยง ซ้ำเติม ต่อไปว่า เจ้าเมืองลครเป็นขบถ ควรทรงแต่งตั้งให้ ออญาเสนาภิมุขไปเปนเจ้าเมืองลครแทนที่เจ้าเมืองเก่า" วันวลิต กล่าวด้วยว่า "แม้เจ้าพระยากลาโหมคิดอ่านกำจัดออกญาเสนา ภิมุขให้ออกไปเสียจากกรุงศรีอยุทธยาได้สำเร็จ จนออกญา เสนาภิมุขกระทำปฏิญาณถวายแลรับท้องตราตั้งแล้วก็ดี เจ้าพระ ยากลาโหมยังทูลแนะนำต่อไปอีกว่า ควรให้ออกญาเสนาภิมุข พาชนชาวยี่ปุ่นที่ตั้งภูมิลำเนา อยู่ในกรุงศรีอยุทธยาไปด้วยทั้งสิ้น จะได้เปนการประดับเกียรติยศ เเลเพิ่มอำนาจแห่งการปกครองอันเด็ด ขาดของออกญาเสนาภิมุข ครั้นเจ้าพระยากลาโหมกำจัดคนทั้ง ๒ ที่ตนมีความเกรงขามอยู่นั้นสมประสงค์แล้ว ก็เปนอันเบาใจที่จะคิดการต่อไป ต่อมาไม่ช้าเจ้าพระยากลาโหมจึ่ง ใช้อุบายเกลี้ยกล่อมบรรดาขุนนางข้าราชการทั้งหลาย จนเห็นพ้อง กันให้อัญเชิญเสด็จพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ผู้ยังทรงพระเยาว์ไป ประทับอยู่ในพระอารามแห่งหนึ่ง โดยอ้างเหตุว่าพระองค์จะได้ ทรงพักผ่อน แลเปนโอกาศที่พระองค์จะได้ทรงศึกษาวิชาการ


๑๒๑ ต่อไป ส่วนราชสมบัตินั้นให้เจ้าพระยากลาโหมเปนผู้ครอบครอง แลให้มีตำแหน่งเปนผู้รั้งราชการแผ่นดิน แต่ต่อมาเจ้าพระยากลา โหมคิดตั้งตัวเปนพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา จึ่งให้นำพระเจ้ากรุงศรี อยุทธยาที่ยังทรงพระเยาว์ ออกจากพระอารามไปสำเร็จโทษเสีย แล้วเจ้าพระยากลาโหมก็ขึ้น ครอบครองราชสมบัติเปนกษัตริย์แห่งกรุงสยามใน ค.ศ. ๑๖๒๙ (จุลศักราช ๙๙๑ พ.ศ.๒๑๗๒) มีพระนามว่า "สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง" ปฐมกิจ ของพระเจ้าปราสาททองตามที่ทราบกันอยู่ในพระ ราชพงษาวดารนั้น คือได้กระทำการราชาภิเษกกับพระธิดาองค์ ใหญ่ของพระขนิษฐาของพระเจ้าทรงธรรม แลนอกจากนี้ยังทรง คิดที่จะเลี้ยงพระราชมารดา ของพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาพระองค์ก่อน เปนนางสนม แต่พระราชมารดาก็หาได้ทรงยินยอมไม่ ความข้อนี้ขัดกับเรื่องของยี่ปุ่น ซึ่งปรากฎว่าพระราชมารดากระทำชู้แลเปนผู้ร่วมคิด กับเจ้าพระยากลาโหมดังได้บรรยายใน ตอนต้นนั้นมาก เรื่องทั้ง ๒ นี้ฝ่ายใดจะใกล้กับความจริงมากนั้น ย่อมยากที่จะตัดสิน ถ้าเรื่องของยี่ปุ่นเปนเรื่องผิดเพี้ยน ก็น่า เห็นได้ว่าเพราะจดหมายเหตุซึ่งยี่ปุ่นมีอยู่นั้นยังมิถ้วนถี่บริบูรณ์ วันวลิตกล่าวต่อไปว่า "เมื่อออกญาเสนาภิมุขไปถึงเมืองลคร ได้ประหารชีวิตผู้มีตำแหน่ง เปนหัวน่าสำคัญ ๆ ในเมืองลครหลาย


๑๒๒ นาย แลจัดการแบ่งปันที่ดินซึ่งเปนราชอาณาเขตให้ชาวยี่ปุ่นที่ติดตามมานั้นตั้งบ้านเรือนอยู่ด้วย ส่วนเจ้าเมืองลครคนเก่าออกญาเสนาภิมุขยังคงชุบเลี้ยงไว้เปนหัวน่า ที่ปฤกษาราชการบ้านเมืองต่อ ไป เสร็จแล้วจึ่งบอกไปยังกรุงศรีอยุทธยาว่าได้ปราบปรามข้าศึก ศัตรูเปนผลสำเร็จ แต่เหตุการณ์ทางพระนครศรีอยุทธยาแล เรื่องที่พระอาทิตยวงศ์สวรรคตนั้น ออกญาเสนาภิมุขยังหาทราบไม่ ฝ่ายพระเจ้าปราสาททองเมื่อทรงทราบ ตามบอกของ ออกญาเสนา ภิมุขแล้ว ก็แสร้งทำเปนทรงพระปรีดาปราโมทย์ ในการที่ออก ญาเสนาภิมุขสามารถปราบปรามศัตรู ให้มาอ่อนน้อมได้โดยเรียบ ร้อย แลพระราชทานสัตรีรูปงามหลายคนมาให้เปนบำเหน็จ ในเหล่าสัตรีงามที่พระราชทานนั้นทรงจัดเจาะจงมา ให้เปนภรรยา ออกญาเสนาภิมุขคนหนึ่ง" ความตอนนี้กระทำให้เห็นว่า เรื่องของยี่ปุ่นซึ่งเคยอ้างว่า ยามาดา (ออกญาเสนาภิมุข) ได้รับรับพระราชทานภรรยาที่เปนธิดา ในพระเจ้าแผ่นดินนั้น พอมีเค้ามูลขึ้นบ้าง วันวลิตกล่าวต่อไปว่า "พระเจ้าปราสาททองมีพระราช สาสนลับไปยังเจ้าเมืองลครคนเก่าในคราวนั้นด้วยว่า ให้คิดการ กำจัดเจ้าเมืองที่เปนชาวยี่ปุ่นนั้นเสีย แล้วพระองค์จะทรงชุบเลี้ยง ตั้งแต่งให้เปนเจ้าเมืองลครตามเดิม ฝ่ายออกญาเสนาภิมุขซึ่งควร เรียกในที่นี้ว่าออกญาลคร เมื่อเห็นบำเหน็จที่พระเจ้าแผ่นดินพระ


๑๒๓ ราชทานมาก็มีความยินดีเปนอันมาก แต่ไม่สามารถจะบันเทา ความเศร้าโศรกเสียใจ ที่ได้ทราบว่าสมเด็จพระอาทิตยวงศ์ ถูก สำเร็จโทษ นอกจากนี้ยังบังเกิดความไม่พอใจที่บรรดาขุนนาง ข้าราชการในกรุงศรีอยุทธยา พากันประชุมเลือกผู้ครอบครองราชสม บัติโดยมิได้ปฤกษาหารือ แลตลอดจนการที่เจ้าพระยากลาโหม เปนผู้ได้ราชสมบัตินั้นเปนอย่างยิ่ง ออกญาลครจึ่งออกอุทาน วาจาว่า ต้องคิดการแก้แค้นผู้เปนต้นเหตุทำลายพระชนม์สมเด็จ พระอาทิตยวงศ์ แลผู้เลือกตั้งพระเจ้าแผ่นดินโดยมิต้องด้วยราชประเพณีนั้นเสียให้จงได้ เมื่อออกญาลครแสดงความไม่พอใจ ขึ้นเปนครั้งแรกเช่นนั้นแล้วก็สกดใจนิ่งไว้ แลแสร้งทำเปนยินดี ชักชวนประชาชนให้มีการรื่นเริง ฉลองถวายไชยมงคลแก่พระเจ้า แผ่นดินผู้ได้เสด็จผ่านพิภพใหม่เปนการใหญ่โดยมาก แต่ที่จริงออกญาลครมิได้ไว้วางใจในพระเจ้าแผ่นดิน จนถึงกับไม่ยอมให้ พระเจ้าแผ่นดินเสด็จเข้ามาในบ้านแลไม่ยอมเฝ้าเปนอันขาด ส่วน ออกพระมริตผู้เปนอนุชานั้นออกญาลครยังคงต้อนรับเปนอันดี ครั้งหนึ่ง ออกญาลครคุมพลไปปราบปราม ชาวปัตตานี ที่ก่อการกำเริบแลถูกอาวุธมีบาดเจ็บที่ขาอย่างสาหัส ออกพระมริตจึ่งนำเอายามา ใส่ให้ นัยว่านอกจากเปนยาซึ่งบำบัดความเจ็บปวด ยังอาจ กระทำให้แผลนี้หายได้รวดเร็ว ทันกำหนดเวลที่จะกระทำการ เษกสมรศกับสัตรีงามที่พระมหากษัตริย์พระราชทานมานั้นด้วย แต่


๑๒๔ พอใกล้ต่อเวลาซึ่งออกญาลครจะได้ประสบความสุขแห่งการ เษกสมรศกับสัตรีพระราชทาน พิษยาที่แผลซึ่งออกพระมริดนำไปใส่ ให้ ก็มีอาการให้ออกญาลครรู้สึกตัวว่ามรณภัยกำลังเดิรมาสู่ตน แลถึงแก่ความตายภายใน ๒-๓ ชั่วโมงนั้นเอง" เรื่องเจ้าเมืองลครถึงอนิจกรรมนี้ ปรากฏในหนังสือบางฉบับ ว่าจันทราเปนผู้วางยาพิษ ดังที่ได้บรรยายในตอนต้นนั้นแล้ว "ออกญาลครมีบุตร์คนหนึ่งมีตำแหน่งเปนออกขุนเสนาภิมุข เปนผู้มีนิสัยและเชื้อสกุลที่พอหวังจะเปนคนดีได้ เมื่อออกญาลคร ถึงอนิจกรรม ออกขุนเสนาภิมุขผู้นี้มีอายุย่างเข้า ๑๘ ปี ได้ตั้งตัวขึ้นเปนเจ้าเมืองลครต่อไป ส่วนผู้วางยาพิษบิดานั้นออกขุนเสนาภิมุขกลับเข้าใจว่าเจ้าเมืองลครคนเก่าเปนผู้วาง จึ่งจับเอาตัวมาเพื่อ จะประหารชีวิตแก้แค้นทดแทนบิดาของตน แต่เจ้าเมืองลครคนนั้นพยายามชี้แจง จนออกขุนเสนาภิมุขเชื่อว่ามิได้เปนผู้ฆ่าบิดา แล ในที่สุดได้ทำงานอภิเษกสมรศกับธิดาคนหัวปีของเจ้าเมืองลครคนเก่า แล้วจึ่งกระทำสัจสาบาลให้แก่กันว่า จะคิดอ่านช่วยเหลือ ทนุบำรุงซึ่งกันแลกัน กำจัดศัตรูที่จะมาแต่ภายนอกจนเต็มสติ กำลังความสามารถ เจ้าเมืองคนเก่าแจ้งแก่ออกขุนเสนาภิมุข ว่า บิดาของออกขุนเสนาภิมุขนั้นพระราชาธิบดีพระราชทานอาญาสิทธิ์ให้เปนเจ้าประเทศราชผู้หนึ่ง แลแนะนำให้ทำตราตั้งขุนนาง ข้าราชการเปนตำแหน่ง ๆ ขึ้น แล้วเจ้าเมืองคนเก่ากลับไปกล่าวแก่


๑๒๕ ชาวยี่ปุ่นคนหนึ่งที่ชื่อออกขุนเคอร์วี ว่าออกขุนเคอร์วีสมควรเปน เจ้าเมืองอย่างยิ่ง แลชักชวนให้มีการประชุมปฤกษาหารือกัน ระหว่างพวกยี่ปุ่นอีกต่อไป แต่ภายหลังหวนกลับไปยุยงเสี้ยม สอนชาวลครให้กระทำการขัดขวางยี่ปุ่นต่าง ๆ นานา จนที่สุดเวลา จะประชุมยกออกขุนเคอร์วีขึ้นเปนเจ้าเมือง มิได้มียี่ปุ่นมาประ ชุมแต่สักคนเดียว หัวน่าชาวยี่ปุ่นที่หมายว่าตนจะได้เปนคู่แข่ง ขันกับออกขุนเสนาภิมุข รู้สึกว่าตนต้องถูกใช้เปนเครื่องมือของ ผู้ปลิ้นปลอก จึ่งกลับสมทบเข้าด้วยนายเดิมของตนจับกุมเจ้า เมืองเก่ามาประหารชีวิตเสีย ในครั้งนั้นได้เกิดการรบพุ่งกันขึ้นเปนอย่างใหญ่จนชาวลครต้องอพยพละทิ้งเมืองหนีไป บรรดา บ้านเรือชาวลครเหล่านี้ยี่ปุ่นทำลายเสียจนหมดสิ้น ต่อมาชาว ยี่ปุ่นกลับเกิดแตกร้าวกันขึ้นในพวกของตนเอง แลมีการฆ่าฟัน กันอยู่เปนเนืองนิจ ที่สุดจนตัวออกขุนเคอร์วีก็ถูกฆ่า นับแต่นั้น มายี่ปุ่นจึ่งมีจำนวนน้อยลง ๆ ฝ่ายพวกที่เหลืออยู่พากันเห็นว่า เปนอันไร้ผลที่จะคงอยู่ต่อไปในเมืองลครอีก จึ่งพากันอพยพละทิ้ง ภูมิลำเนาลงเรือข้ามทเลไปยังกรุงกัมภูชาทั้งสิ้น" ความข้อนี้ยังได้เคยเห็นในหนังสือของชาวยี่ปุ่นนักแต่ง ซึ่ง มีนักแต่งชาวฮอลันดากล่าวรับรองว่า นอกจากความผิดพลาดใน นามบุคคลที่ระบุไว้ในเรื่องแล้ว เนื้อเรื่องมีข้อความถูกต้องแทบ

๑ เปนหัวน่าคนหนึ่งของพวกยี่ปุ่นในเมืองลคร

๑๒๖ ทุกประการ แต่ข้อนี้ย่อมเห็นได้โดยง่ายว่า ธรรมดายี่ปุ่นมัก ชอบเรียกชื่อชนชาติเดียวกันตามนามเดิม ส่วนผู้ที่ให้ความรู้เรื่อง นี้แก่วันวลิตนั้นเรียกนามตามบรรดาศักดิ์ วันวลิตกล่าวต่อไปว่า "ยี่ปุ่นบางคนเมื่อกลับจากกรุงกัมภูชาแล้ว ยังกล้าหาญเข้าไปเมืองลครแลกรุงศรีอยุทธยาอีกได้ โดยปราศจากภัย แลตั้งบ้านเรือนอยู่เปนอิศระไม่มีใครสามารถเข้ามา เกี่ยวข้อง ครั้งหนึ่งยี่ปุ่นเหล่านี้ได้รวบรวมบรรดาโภคทรัพย์ บรรทุกสำเภา ว่าจะส่งยังประเทศยี่ปุ่นพร้อมสำเภาซึ่งบรรทุก ศพผู้เปนหัวน่า แต่พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยามีพระกระแสรับสั่งให้ ยึดสำเภาไว้ทั้ง ๒ ลำ เพื่อยั่วให้ยี่ปุ่นมีความโกรธเคืองจะได้ อพยพออกไปจากประเทศสยามทั้งสิ้น แต่ในที่สุดพระเจ้ากรุง ศรีอยุทธยาทรงเกรงว่า เมื่อยี่ปุ่นสิ้นคิดเข้าจะพากันมีความแค้น เคือง จึ่งกลับคืนสำเภาที่ยึดไว้จากยี่ปุ่นให้ยี่ปุ่นไป แลทรง อนุญาต ให้ออกไปกระทำการค้าขายติดต่อกับประเทศของตนได้ตามเดิม แต่ถึงกระนั้นก็ยังมิได้กระทำให้ชาวยี่ปุ่นรู้สึกในพระ กรุณาธิคุณแต่อย่างใด กลับดูหมิ่นพระองค์มากขึ้นกว่าเก่าก่อน บางครั้งถึงกับแสดงความประสงค์อย่างมิได้กลัวเกรงพระราชอาญา ว่าจะเข้าจับกุมพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ขณะที่พระองค์ประทับอยู่ ในเสวตร์ฉัตร์ ที่ยี่ปุ่นคิดการเช่นนี้พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาทรง


๑๒๗ ทราบ แลเข้าพระทัยว่าเปนเพราะยี่ปุ่นมีความแค้นเคืองพระองค์ พระองค์จึ่ง ให้จัดเตรียมการปราบปรามไว้เสียก่อนน่าภัยจะมาถึง ครั้นวันที่ ๒๖ ตุลาคม ค.ศ. ๑๖๓๒ (จุลศักราช ๙๙๔ พ.ศ.๒๑๗๕) เปนเวลากลางคืน สบเหมาะแก่โอกาศที่เกิดน้ำท่วมตามถนนหลวง จึ่งมีรับสั่งให้ลงมือเผาบ้านเรือนยี่ปุ่น แลระดมยิงปืนใหญ่ทับถม เข้าไปยังหมู่บ้านซึ่งชาวยี่ปุ่นตั้งพำนักอาศรัย จนชาวยี่ปุ่นต้องเล็ดลอดหนีไปอาศรัยอยู่ในสำเภา แต่ในเวลานั้นยี่ปุ่นมีจำนวนน้อยไม่มีกำลังพอที่จะนำเอาเรือทั้ง ๒ กลับไปได้ จึ่งชวนกันไปรวมอยู่ ในเรือลำเดียว แลใช้ไปแล่นไบ พลางต่อสู้กับทหารของพระ เจ้ากรุงศรีอยุทธยา ที่ได้รับรับสั่งให้ไล่ติดตามไปตามลำน้ำจน ออกทเล ในคราวนั้นฝ่ายไทยต้องเสียรี้พลเปนอันมาก ส่วนยี่ปุ่น ที่ยังตั้งภูมิลำเนาอาศรัยอยู่ในที่ต่าง ๆ ไทยได้พยายามเที่ยวสืบ แสวงหาแลฆ่าเสียด้วยความพยาบาทมาตร้ายเปนอันมาก" เรื่องที่ยี่ปุนรับความทุกข์ร้อนโดยต้องถูกเผาบ้านเรือน จน ต้องหนีอพยพไปจากกรุงศรีอยุธยานี้ ข้อความโดยมากตรงกับ เรื่องชึ่งบรรยายไว้ในหนังสือทูโกจิราน แลชวนให้เข้าใจว่าชาว ยี่ปุนที่ไทยเข่นฆ่าโดยปราศจากความเมตตาปราณีเหล่านี้ โดย มากเปนพ่อค้าที่ตั้งอยู่ในความสงบ ด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถ วินิจฉัยว่าจะควรเซื่อคำใด วันวลิตกล่าวต่อไปว่า "ยี่ปุนบางคนที่ไทยจับมาจำขังไว้นั้น


๑๒๘ ในไม่ช้าก็ได้กระทำคุณประโยชน์ ให้แก่ประเทศสยามในการสงคราม ระหว่างสยาม กับ Ischeen Mey ซึ่งเปนเมืองลาวเมืองหนึ่งใน มณฑลเชียงใหม่ การที่เมืองนี้เข้ากระทำศึกสงครามกับประเทศ สยามนั้น เพราะเข้าใจว่า พระเจ้ากรุงอังวะจะเปนผู้ช่วยเหลือ แต่เมื่อกระทำลงจริงพระเจ้ากรุงอังวะมิได้เข้าช่วยเหลือด้วยเลย" อนึ่งคงจะระลึกได้ถึงคำของชาวยี่ปุ่นนักประพันธ์ที่เคยกล่าว ว่า มียี่ปุ่นหนีรอดมาได้จากประเทศสยามไปเข้าสมทบกับชะวา แล้วยกมากรุงศรีอยุทธยาอีก ถึงแม้ว่าข้อความทั้งนี้จะแตกต่าง กันไปมากก็ดี ก็พอจะเห็นได้ว่า เปนเพราะผู้ประพันธ์เรื่องนี้ พึ่งกลับมาถึงยี่ปุ่นแลกล่าวตามที่ได้ทราบมาจากคำบอกเล่า จึ่งมี ชื่อเรียกต่างกันไป เช่นชะวา (Jada) อาวะ(Ada) แลเกา (Goa) ดังที่ได้กล่าวมาครั้งหนึ่งนั้น แต่อย่างไรก็ดีรวมความว่าเหตุการณ์ สำคัญต่าง ๆ ในเรื่องยี่ปุ่นที่กล่าวถึงประวัติของยามาดา แล มูลเหตุที่ยามาดาต้องถึงแก่ความตายนั้น พอสันนิษฐานได้ว่าเปนความจริงทั้งสิ้น สปริงเกล (Sprinckel) ที่เปนผู้เเทนของชาวฮอลันดาอยู่ในปัตตานีจนตลอดรัชกาลของพระเจ้าทรงธรรม บรรยายเรื่องไว้ ในหนังสือ (Tiveede ship caerd dan L. dan Neck) ว่า " รากิฮาปิ (Ragihapi) มีขุนนางอยู่ใต้อำนาจคนหนึ่งเปนคนสำคัญในพระราช

๑ ชาวยุโรปมักเรียกพระเจ้าทรงธรรมเช่นนี้


๑๒๙ สำนัก ชื่อ ออกญากรมนายวัย ตำแหน่งออกญานี้ตรงกับ ตำแหน่ง Count หรือ Lord ออกญากรมนายวัยเปนผู้สรรเสริญ เยินยอนิยมนับถือชาติฮอลันดามาก แลทั้งเปนผู้สนับสนุนชาติฮอลันดาให้พระเจ้าแผ่นดินทรงโปรดปราณนับถือด้วย" "ในสมัยเมื่อราถิฮาปิมีชีวิติอยู่ ออกญากรมนายวัยผู้นี้พา ยี่ปุ่นปลอมเปนพ่อค้าเข้าไปในประเทศสยาม ๔๐๐ หรือ ๕๐๐ คน เพื่อจะคิดการสำเร็จโทษพระเจ้าแผ่นดินแลแย่งชิงเอาราชสมบัติ แต่ ความคิดนี้ในขณะเมื่อพระเจ้าแผ่นดินยังดำรงพระชนม์อยู่ ออกญากรมนายวัยมิได้มีโอกาสที่จะกระทำได้เลย ต่อเมื่อพระเจ้าแผ่น ดินเสด็จสวรรคตแล้ว ออกญากรมนายวัยจึ่งเริ่มต้นดำริห์การ ที่จะตั้งตัวขึ้นเปนกษัตริย์ โดยมิได้สำนึกตนว่าพระเจ้าแผ่นดินยัง มีพระราชโอรสสืบราชสมบัติต่อไป แต่มีประชาชนเปนอันมาก คอยเข้าช่วยเหลือป้องกันพระราชโอรสพระองค์นั้น จนได้ เสด็จขึ้นผ่านพิภพ ฝ่ายชาวฮอลันดาที่เปนทหารรักษาพระองค์ของ พระมหากษัตริย์ ก็มีส่วนเข้าช่วยเหลือขัดขวางออกญากรมนายวัยโดยมิได้คิดว่าออกญากรมนายวัยเปน ผู้มีบุญคุณต่อชาวฮอลันดา มามากเหมือนกันด้วย ครั้นต่อมาพระราชโอรสผู้ได้เปนพระเจ้า กรุงศรีอยุทธยาพระองค์นั้นก็สิ้นพระชนม์ ราชสมบัติจึ่งตกแก่ พระราชอนุชาต่อไป แต่เมื่อสปริงเกลกลับมาจากปัตตานีนั้นการ ๑๗


๑๓๐ กุลียุคครั้งนี้ยังมิสงบราบคาบ" มีเรื่องที่ตรงกับเรื่องนี้อยู่อีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องของเเมน เด็ลซะโล ซึ่งวิคฟอร์ต (wicquefort) แปลจากจดหมายเหตุโอเลีย ริอัส (Olearius) แต่ไม่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์เหล่านี้โดย เลอียด บางทีผู้แต่งคงจะคัดมาจากเรื่องสปริงเกลก็เปนได้ อนึ่งเรื่องนี้ยังมีกล่าวในประวัติศาสตร์ แลภูมิศาสตร์ของประเทศสยามที่ตุรแปง(Trupin)เรียบเรียงแลพิมพ์ขึ้นที่ปารีศ เมื่อ ค.ศ.๑๗๗๑(Histoire Cicite et Naturelle du Royaume de Siam) อีกเรื่องหนึ่งแต่ไม่ปรากฎเหมือนกันว่าผู้แต่งได้ความรู้มาจากไหน ที่จริงเนื้อ เรื่องที่บรรยายออกจะยุ่งแลพัวพันกันอยู่มาก ต่อไปนี้จะได้กล่าวถึง ตำนานของไทยซึ่งเรียกว่าพงษาวดาร แลจะชี้ให้เห็นว่าพวกยี่ปุ่น นักประพันธ์ได้อาศัยหลักเกณฑ์อันใด มาเรียบเรียงเรื่องเหล่านี้ขึ้น ในพระราชพงษาวดารมิได้มีข้อความอันใดกล่าวว่า ยี่ปุ่น ที่ตั้งภูมิลำเนา อยู่ในประเทศสยามมีส่วนเกี่ยวข้องแก่การขบถซึ่งเกิด ขึ้นในสมัยนั้น คงมีแต่เรื่องราวแห่งเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ตรงกัน อยู่มาก จึ่งพอเชื่อได้ว่าผู้ประพันธ์เรื่องความกล้าหาญของยามาดา เปนผู้ที่ทราบเรื่องจริง มิใช่เปนแต่เพียงเอาเรื่องมาปรุงขึ้นเพื่อ เปนนิทานเล่าสู่กันฟังเท่านั้น ความในพระราชพงษาวดารปรากฏ ว่า "พระเจ้าทรงธรรมเสด็จสวรรคตเมื่อ ค.ศ. ๑๖๒๖ (จุลศักราช


๑๓๑ ๙๙๐ พ.ศ. ๒๑๗๑) มีพระราชโอรส ๓ พระองค์ทรงพระนามว่า พระเชษฐาธิราชพระองค์ ๑ พระพันปีศรีศิลป์พระองค์ ๑ แลพระ อาทิตยวงศ์พระองค์ ๑ พระราชบุตร์ผู้เปนปฐมนั้นเหล่าเสนา พฤฒามาตย์ผู้ใหญ่ ได้อัญเชิญขึ้นราชาภิเษกครอบครองพระนครศรี อยุทธยาตามราชประเพณี การที่เสนาอำมาตย์แลมุขมนตรีกระทำเช่นนี้ พระพันปีศรีศิลป์ทรงกริ้วกราดมาก เพราะเข้าพระทัย ว่าพระองค์ควรจะเปนผู้ถูกเลือกขึ้นครอบครองราชสมบัติ จึ่ง ลอบหนีไป ยังเมืองเพ็ชรบุรีแลซ่องสุมรี้พลจะยกเข้าไปตีพระนครศรี อยุทธยา พระเจ้าแผ่นดินทรงทราบจึ่งโปรดเกล้า ฯ ให้จัดกอง ทัพยกไปทันที พระพันปีศรีศิลป์ยังมิได้ตระเตรียมกองทัพเสร็จ กองทัพฝ่ายพระนครศรีอยุทธยา ก็เข้าล้อมจับกุมเอาตัวมาได้แลลง โทษทัณฑ์เสียโดยปราศจากความเมตตา ครั้นต่อมาอีกสัก ๒-๓ สัปดาห์เจ้าพระยากลาโหมสุริวงศ์กระทำการปลงศพมารดา มีบรรดามิตร์สหายมาประชุมเปนอันมาก จึ่งมีผู้กราบทูลยุยง พระเจ้าอยู่หัวเปนความลับว่า เจ้าพระยากลาโหมสุริวงศ์กระทำ การครั้งนี้เห็นที่จะคิดการประทุษฐร้ายต่อพระราชา แต่หากเอาการ ศพเข้ามาบังไว้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้มีวิจารณ์ให้ถ่องแท้ จึ่งมีรับสั่งให้จัดการจับกุมตัวมา แต่เจ้าพระยากลาโหมได้ ทราบเหตุก่อนที่เจ้าน่าที่จะกระทำการตามรับสั่ง จึงกล่าวขึ้น ในท่ามกลางผู้ซึ่งมาชุมนุมณที่นั้นว่า เจ้าพระยากลาโหมทำราชการด้วยความกตัญญูต่อพระมหากษัตริย์ จึ่งยกราชสมบัติ

๑๓๒ ถวาย ถ้าแม้รักจะชิงราชสมบัติครอบครองเสียเองแล้ว ก็คงจะไม่ พ้นมือไปได้ไม่ควรพระองค์จะสงสัยเลย แล้วจึงกล่าวต่อพวก มิตร์สหายที่ประชุมอยู่ณที่นั้นต่อไปว่า ถ้าเจ้าพระยากลาโหม ต้องหาว่าเปนผู้คิดการขบถ มิตร์สหายจะพลอยถูกหาว่าเปน พวกขบถไปด้วย พวกเหล่านั้นจึงพร้อมกันให้เจ้าพระยากลาโหม คิดการป้องกันแลรับรองช่วยเหลือ ครั้นเมื่อตกลงพร้อมใจกันเช่น นั้นแล้ว เจ้าพระยากลาโหมก็จัดเรือมีพลประมาณ ๓๐๐๐ อาวุธครบมือล่องมายังพระนครศรีอยุทธยา แลขับรี้พลตรูกันเข้าไปใน พระนคร เพื่อจะจับกุมเอาตัวพระเจ้าแผ่นดิน แต่พระองค์ได้ เสด็จหนีไปเสียก่อนนั้นแล้ว เจ้าพระยากลาโหมจึ่งให้ข้าราชการ ผู้ใหญ่ ๒ นายไปตามจับมาได้ แลสั่งให้เอาตัวไปสำเร็จโทษตามประเพณีกษัตริย์ พระเชษฐาธิราชอยู่ในราชสมบัติปีหนึ่ง กับเจ็ดเดือน ครั้นแล้วเหล่าเสนาพฤฒามาตย์ราชปโรหิตทั้งหลายจึ่งอัญเชิญเจ้าพระยากลาโหม ขึ้นครองราชสมบัติตามประเพณีแห่งผู้มีชัย แต่เจ้าพระยากลาโหมมิได้รับ โดยกล่าวว่าพระเจ้าทรงธรรมยังมี พระราชโอรสอยู่อีก สมควรที่จะยกขึ้นครอบครองราชสมบัติ เหล่าเสนาอำมาตย์ทั้งหลายจึ่งราชาภิเษกพระอาทิตยวงศ์ ซึ่งมีพระชนมายุได้ ๙ พรรษา ขึ้นผ่านพิภพกรุงเทพมหานครศรีอยุทธยา แต่ ทั้งนี้ย่อมเปนอันทราบอยู่ทั่วกันว่า พระมหากษัตริย์ที่ยังทรงพระ


๑๓๓ เยาว์เช่นนี้จะจัดการบ้านเมืองนั้นไม่ได้ เหล่าเสนาพฤฒามาตย์ จึ่ง มีประสงค์ที่จะยกราชสมบัติให้เจ้าพระยากลาโหมครอบครอง ต่อไป ฝ่ายเจ้าพระยากลาโหมทราบตระหนักแน่ว่าเหล่าเสนา พฤฒามาตย์ ทั้งหลายมีความเต็มใจที่จะมอบราชสมบัติให้โดย สุจริตก็ยอมรับครอบครองราชสมบัติตามประสงค์ เจ้าพระยากลา โหมขึ้นผ่านภิภพเมื่อ ค.ศ.๑๖๓๑ (จุลศักราช ๙๙๑ พ.ศ.๒๑๗๔) " ตามข้อความในพระราชพงษาวดาร ที่กล่าวมานี้ย่อมเห็นได้ ว่ามีเนื้อความใกล้เคียงกับเรื่องราวซึ่งได้มาจากที่ต่าง ๆ มาก ส่วน จดหมายเหตุของไทย ซึ่งสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยามมีรับสั่งให้รวบ รวมขึ้นนั้น ย่อมเปนธรรมดาที่จะต้องพรรณาถึงกิจการที่เจ้าพระยากลาโหมกระทำในยุคนั้นให้อนุโลมไปในทางที่ดี เช่นถึงกับยกย่องเจ้าพระยากลาโหมว่าได้ปฎิบัติการด้วยความหวังดี แลผู้ชำนาญ ในโบราณคดี คงจะรับว่าเจ้าพระยากลาโหมมิได้แสดงความร้อนรน ที่จะฉวยเอาอำนาจอันใหญ่หลวงเช่นนั้น ทั้งเมื่อถึงคราวที่เจ้า พระยากลาโหมควรได้รับบำเหน็จอันสูงสุด กล่าวคือความเปน พระเจ้าแผ่นดิน เจ้าพระยากลาโหมยังยินยอมให้พระราชโอรส ของพระเจ้าทรงธรรมทั้ง ๒ พระองค์ได้ราชสมบัติ แต่ถึงกระนั้น ชาวต่างประเทศ ที่เปนสักขีพยานแห่งเหตุการณ์เหล่านี้ยังคงพากันลงความเห็นว่า เจ้าพระยากลาโหมเปนผู้แย่งชิงราชสมบัติโดยตรง

๑ มีพระนามว่า "พระเจ้าปราสาททอง"

๑๓๔ ดังจะเห็นได้ตามข้อถ้อยคำของ วันวลิตในตอนที่พรรณาถึงที่ประ เทศสยามต้องขาดทางพระราชไมตรีกับยี่ปุ่นว่ามีอยู่ ๓ ประการ คือ (๑) โชคุนมีความเกลียดชังพระเจ้าปราสาททอง ที่ได้คิดการ เปนขบถต่อประเทศของตน เพราะตามลัทธิที่เกี่ยวกับรัฏฐประ สาสโนบายแลลัทธิแห่งสาสนาของชาวยี่ปุ่นย่อมถือมั่นว่า ข้าแผ่น ดินแม้จะเปนผู้มีอำนาจวาศนาเพียงใด ก็ไม่มีสิทธิที่จะจัดการสับเปลี่ยนพระมหากษัตริย์ผู้มีอำนาจเหนือตน ถึงพระมหากษัตริย์ พระองค์นั้นจะมิได้ครอบครองราชสมบัติโดยทำนองคลองธรรมก็ดี ทางที่ควรก็คือจัดให้พระเจ้าแผ่นดินทรงมอบหมายราชกิจ ซึ่ง พระองค์ไม่สามารถกระทำได้ โดยเรียบร้อยให้แก่ผู้ที่สามารถในทาง รัฏฐประสาสน์คนใดคนหนึ่งเท่านั้น (๒) เมื่อ ค.ศ. ๑๖๕๖ (จุลศักราช ๓๐๑๘ ฑ.ศ. ๒๑๙๙) เจ้า ฟ้าไชยเคยมีพระราชสาสน มาปฏิเสธต่อโชคุนว่าไทยมิได้ขับไล่แลทำลายบ้านเรือนยี่ปุ่น แต่โชคุนยังคงถือโกรธ แลปลงพระทัยตัด ขาดทางพระราชไมตรีซึ่งได้เคยมีมาแต่ก่อนนั้น โดยมิได้มีความ อาลัยเลย (๓) เมื่อ ค.ศ. ๑๖๓๖ (จุลศักราช ๙๙๘ พ.ศ. ๒๑๗๙) พระ เจ้ากรุงยี่ปุ่นได้มีความมุ่งหมายอยู่ว่า จะยอมกระทำทางพระราชไม ตรีกับต่างประเทศ ก็แต่ประเทศจีนแลฮอลันดาเท่านั้น

๑ ดูน่า ๗๓

๑๓๕ ตามข้อความที่กล่าวมาแล้วแต่ต้น จะเห็นได้ว่าทหารยี่ปุ่น ปฏิบัติน่าที่เรียบร้อยเสมอมา จนตลอดพระราชวงศ์ของพระมหากษัตริย์แล้วในภายหลังยังได้เปนใจ เข้าด้วยเจ้าพระยากลาโหม แลตั้งหน้ากระทำความช่วยเหลือด้วยการประต่าง ๆ จนปรากฎอำนาจ ขึ้นเปนอันมาก ในชั้นต้นเจ้าเจ้าพระยากลาโหมปูนบำเหน็จรางวัลทหารยี่ปุ่นเหล่านี้ โดยวิธีอนุญาตให้ตั้งที่พำนักอาศรัยอยู่ในดินแดนส่วนหนึ่ง แลพระราชทานพร้อมทั้งสิทธิอื่น ๆ อีก แต่ต่อมาเจ้า พระยากลาโหมเกรงว่า เมื่อยอมให้ยี่ปุ่นมีอำนาจขึ้นเช่นนั้น ยี่ปุ่นจะคิดการกำเริบ จึ่งประสงค์จะให้ชาวยี่ปุ่นเหล่านั้นออกไป จากประเทศสยามโดยทางดีหรือทางร้าย อย่างใดอย่างหนึ่งจงได้ แต่ครั้นเมื่อชาวยี่ปุ่นออกจากประเทศสยามแล้ว เจ้าพระยากลา โหมกลับเกรงว่าจะมีภัยขึ้น จึ่งยอมให้ชาวยี่ปุ่นเหล่านั้นกลับเข้าไป ตั้งภูมิ์ลำเนาอยู่ตามเดิมอีก ในที่สุดจะเห็นได้ว่าข้อความตามที่ทราบ จากถ้อยคำของ วันวลิตแลของบรรดานักประพันธ์ชาวฮอลันดา ที่เปนผู้มีโอกาศได้ ทราบเรื่องราวของประเทศสยามดีในยุคนั้น เปนหลักฐานให้ เชื่อถือข้อความเหล่านี้ได้ยิ่งขึ้น อนึ่งตำนานของบริษัทดัชอิสอิน เดียซึ่งพรรณาเหตุการณ์ที่มีมาแต่โบราณนั้น ถ้าได้มารวบรวม พิมพ์เปนเล่มอย่างอิงลิชคอลเล็กชั่นออฟสะเตตเปเปอร์ (English collection of State Papers) ซึ่ง มีมาสเตอร์ออฟโรลซ์ (Master


๑๓๖ of the Rolls ) รวบรวมไว้แล้ว เห็นว่าจะเปนประโยชน์แก่การศึกษาโบราณคดีแห่งประเทศตะวันออกในสมัยนี้เปนอันมาก ตามที่ปรากฏ ในพระราชพงษาวดารของประเทศสยามว่า ชาวยี่ปุ่น ที่ไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ในประเทศสยามเปนผู้ช่วยเหลือให้ สมเด็จพระนารายณ์เสด็จขึ้นครอบครองราชสมบัติเมื่อ ค.ศ.๑๖๕๗ (จุลศักราช ๑๐๑๙ พ.ศ. ๒๒๐๐) นั้น ข้าพเจ้ายังมิได้เคยเห็นนัก ประพันธ์ยี่ปุ่นหรือที่เปนชาวยุโรปคนใดกล่าวไว้เลย มีหนังสือกล่าวถึงเรื่องยี่ปุ่น ในประเทศสยามอยู่อีกฉบับหนึ่ง คือ จดหมายเหตุระยะทางส่งฟาเธอร์ โรเดส์ (Father Rhcdes) ไป ประเทศตวันออกพิมพ์ไว้ในหนังสือชื่อ สเตตออฟดีคริสเตียนเรลลิ ยันอินไซแอม ค.ศ. ๑๖๖๖ (State of the Christian religion in Siam) ปรากฎว่ามียี่ปุ่นบางคนอพยพจากประเทศยี่ปุ่น เข้าไปตั้งพำนัก อาศรัยอยู่ในประเทศสยาม เพราะถูกความบีบคั้นในบ้านเมืองของ ตน ยี่ปุ่นเหล่านี้แจ้งแก่บิชอบแห่งเบรูต์ (Bishop of Beyrout) ว่า มียี่ปุ่น ๓๗๐ คน ถูกประหารชีวิตในเรื่องถือสาสนาเปนมูลเหตุ อนึ่งในประเทศยี่ปุ่นถึง จะมิได้มีพระเพื่อกระทำพิธีในเวลาเข้าถือสาสนา ก็ดี พลเมืองของยี่ปุ่นที่พอใจนับถือคฤศตสาสนาก็ยังมีจำนวนทวี ยิ่งขึ้นทุกที บิชอบผู้นั้นจึ่งแนะนำให้ชาวยี่ปุ่นมีหนังสือถึงยี่ปุ่นพวก ของตนว่า บิชอบมีความสงสารในความลำบากยากแค้นของ ยี่ปุ่นเหล่านั้นอย่างยิ่ง แลว่าถ้าได้เข้าไปในประเทศสยามแล้ว


๑๓๗ บิชอบมีความยินดีจะให้เข้าถือคฤศตสาสนา" เรื่องราวที่มีนักประพันธ์บรรยายไว้เมื่อครั้งชาวฝรั่งเศสไปเยี่ยมเยียนประเทศสยามในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยที่๑๔ แลบรรดา เรื่อง ที่เกี่ยวกับประเทศสยามซึ่งผู้อื่นเรียบเรียงไว้เหล่านี้มีประ โยชน์มาก เพราะเรื่องราวนั้น ๆ เพิ่มความรู้ในเรื่องซึ่งเกี่ยวกับ ชาวยี่ปุ่นที่ไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ในประเทศสยาม แลทางดำเนิรแห่ง พาณิชย์การของยี่ปุ่นเหล่านี้เปนอันมาก ประเทศสยามในเวลา นั้นเคยมีคนครึ่งชาติที่เปนบุตร์ หลานของชาวโปจุเกต มีภรรยา เปนชาวยี่ปุ่นถือสาสนาคฤศเตียน เช่นลุงของภรรยาคอนสแตนไตน์ฟอลคอน(เจ้าพระยาวิชเยนทร์)เขาก็เรียกกันว่า ยี่ปุ่นคนดี (Ce bon japonais) ส่วนภรรยาคอนสแตนไตน์มีผู้กล่าวกันว่าเปน ธิดาของชาวยี่ปุ่นที่ถือสาสนาคฤศเตียน แลเปนผู้ที่ได้ถูกบ้าน เมืองเนียรเทศไปเหมือนกัน ในประเทศสยามเคยมีโรงเรียนสอน คฤศตสาสนา แลมีเด็กยี่ปุ่นเปนอันมากเล่าเรียนด้วย ตาชาร์ด(Tachard) กล่าวว่า คอนสแตนไตน์เคยอยู่ในสำนักของชาวยี่ปุ่นครั้งหนึ่ง แลได้กล่าวถึงทหารยี่ปุ่นว่า เคยเปน ทหารรักษาพระองค์ของพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา วิหารซึ่งคอน สแตนไตน์สร้างไว้แห่งหนึ่งนั้น ภายในมีภาพเขียนโดยฝีมือยี่ปุ่น แสดงเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ที่ปรากฎในพระคัมภีร์ทั้งเก่าแลใหม่ ๑๘


๑๓๘ เคมเฟอร์ (Kacmpher) พวกพเนจรผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งที่เคยแวะเยี่ยมเมืองไทยเมื่อเดิรทางมายี่ปุ่นใน ค.ศ.๑๖๙๐ (จุลศักราช ๑๐๕๒ พ.ศ. ๒๒๓๓) (เพราะเปนธรรมเนียมเรือค้าขายของฮอลันดา เมื่อจะมาค้าขายในประเทศยี่ปุ่น ต้องแวะกรุงศรีอยุทธยา เพื่อซื้อสินค้าของไทยมาขายในประเทศยี่ปุนด้วย) กล่าวว่า "มีหมู่บ้านชาวยี่ปุ่นแลฮอลันดาอยู่บนฝั่งแม่น้ำเดียวกัน แต่ชาวบ้านยี่ปุ่นอยู่ ใต้บ้านชาวฮอลันดา เรือลำที่กล่าวข้างต้นนี้มีชาวยี่ปุ่นชื่อฮันยีมอน ชาวเมืองหิราโด ตั้งภูมิลำเนาอยู่ในประเทศสยามเปนผู้ประจำ" "ใน ค.ศ.๑๖๗๒ (จุลศักราช ๑๐๔๔ พ.ศ. ๒๒๒๕) ชาวยี่ปุ่น คนนี้โดยสารสำเภาลำหนึ่งซึ่งเดิรทางมะนิลา แต่ระหว่างทาง สำเภาลำนั้นอัปปางลงใกล้เกาะเล็กแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากฝั่ง ลูคอง(Lucor) แต่รอดชีวิตไปขึ้นได้ที่เกาะไหหลำพร้อมกับคนเรือ บางคน แลมีผู้รักษาการจังหวัดของจีนผู้หนึ่งช่วยจัดส่งจนถึง จังหวัดมาเกา (Macao) แล้วจึ่งโดยสารสำเภาชาวโปจุเกตไป เมืองปัตตาเวีย แลเดิรทางย้อนกลับประเทศสยาม" อนึ่งวาเล็นตินได้แสดงแผนที่ ของประเทศสยามทั้ง ๒ ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แลกล่าวว่า "หมู่บ้านชาวยี่ปุ่นอยู่ในระหว่างหมู่บ้าน รามัญแลโรงต้มสุราจีน ต่อนั้นไปก็เปนหมู่บ้านชาวฮอลันดา สิน ค้าของประเทศสยามซึ่งส่งมาขายในประเทศยี่ปุ่นนั้น คือหนังกวาง แลหนังปลากระเบนที่ยี่ปุ่นใช้สำหรับทำด้ามดาพ สถานที่ที่ชาว


๑๓๙ ยี่ปุ่นตั้งบ้านเรือนอยู่ในกรุงศรีอยุทธยานั้น ถึงว่าร่องรอยแห่งบ้าน เรือนจะได้สูญสิ้นไปแล้วก็ดี สถานที่ยังปรากฎเปนหลักฐานอยู่ เหตุที่บ้านเรือนของยี่ปุ่นสาบสูญไปโดยมิได้มีร่องรอย ให้สังเกตเปน เค้าได้นั้น คงเปนเพราะพม่าทำลายเสียในสมัยเมื่อเข้าไปรุกรบ ประเทศสยามนั้นเอง ในปัจจุบันนี้มิได้มีพงษ์พันธุ์ของชาวยี่ปุ่น ครั้งนั้นเหลืออยู่ในประเทศสยามเลย" ในที่สุดนี้ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณ พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวง เทวะวงศ์วโรปการ ที่ได้ทรงพระกรุณาประทานความช่วยเหลือตรวจ รายนาม ของคนไทย ซึ่งข้าพเจ้ายกขึ้นกล่าวไว้ให้ถูกต้อง แลขอขอบใจนาย อี. เอช.เฟรนช์ แลนายดับลยูเยอาร์เธอร์คณะข้าราชการในสถานทูตอังกฤษ ที่ได้ช่วยเหลือในเรื่องซึ่งเกี่ยวกับพระราช พงษาวดารแห่งประเทศสยามเปนอันมาก