ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๕

จาก วิกิซอร์ซ

ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๕ เรื่อง จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ภาค ๒

พิมพ์ในงารพระราชทานเพลิงศพ

คุณหญิงทรามสงวน อภัยรณฤทธิ์ ท.จ.

เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๖๙

พิมพ์ที่โรงพิมพ์ โสภณพิพรรฒธนากร

คำนำ หนังสือจดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาตั้งครั้ง กรุงศรีอยุธยาที่พิมพ์ในสมุดเล่มนี้เปนหนังสือเรื่องใหญ่ บาดหลวง โลเนรวบรวมพิมพ์เปนภาษาฝรั่งเศสเมื่อ ค.ศ. ๑๙๒๐ ( พ.ศ.๒๔๖๓ ) กรรมการ แห่งสภานี้ได้จัดให้มีผู้แปลเปนภาษาไทย แลให้ศาสตราจารย์ ยอช เซเดส์ อ่านตรวจรับรองว่าถูกต้องแล้ว กรรมการจึงจัดไว้ในหนังสือ สำรองพิมพ์ ได้พิมพ์ในงาศพคุณหญิงถนอม เพ็ชรพิชัย มาภาค ๑ แล้ว บัดนี้ มหาเสวกเอก เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี แจ้งความมายังราชบัณฑิตยสภาว่าในงานศพ คุณหญิงทรามสงวน อภัยรณฤทธิ์ ซึ่งจะได้พระราชทานเพลิงในปีนี้ ท่านผู้หญิง ธรรมาธิกรณาธิบดี ผู้เปน ธิดาพร้อมด้วยพี่น้องใคร่พิมพ์หนังสือถวายแลแจกในงานนั้นเรื่อง ๑ ขอให้กรรมการเลือกเรื่องหนังสือให้กรรมการเห็นว่า หนังสือเรื่องนี้เหมาะจึงเลือกให้ท่านผู้หญิงธรรมาธิกรณาธิบดีพิมพ์ตามประสงค์ เหตุที่บาดหลวงฝรั่งเศสจะเข้ามาตั้งในกรุงศรีอยุธยาเปนอย่างไร กรมพระดำรงราชานุภาพได้ทรงอธิบายไว้ ในต้นแห่งภาค ๑ แล้ว อุปนายก ราชบัณฑิตยสภา วันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๖๙


( ๑ ) ประวัติ คุณหญิงทรามสงวน อภัยรณฤทธิ์ พระเจ้าบรมวงศเธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ ทรงเรียบเรียง

คุณหญิงทรามสงวน อภัยรณฤทธิ์ (ถวิล อมาตยกุล ) ท จ. ว ป ร ๓. ปปร. ๔. เกิดในรัชกาลที่ ๔ เมื่อวันอังคารที่ ๕ กรกฎาคม ปีฉลู พ.ศ. ๒๓๙๖ เปนธิดาพระวิสูตรโยธามาตย์ (โหมด อมาตยกุล) ซึ่งต่อมาได้เปนที่พระยากระสาปนกิจโกศล มารดาชื่อพลอยเปนธิดาพระยาโชฎึกราชเศรษฐี ( ทองจีน ไกรฤกษ์ )มีพี่ร่วมมารดากัน ๓ คน คือ นายสำอางคน ๑ พระยาเพ็ชร์พิไชย (เจิม) คน ๑ พระยาอภิรักษ์ ราชอุทยาน (แฉล้ม) คน ๑ คุณหญิงทรามสงวนเปนน้องน้อย ทั้งเปน ธิดาคนเดียว จึงเปนที่รักยิ่งของบิดามารดามาตั้งแต่น้อย แลเปนที่ หวงแหนของบิดามารดาในเวลาเมื่อเติบใหญ่ขึ้น ข้าพเจ้าผู้แต่งเรื่องประวัติ นี้อายุเด็กกว่าคุณหญิงทรามสงวนมาก แต่ทันได้ยินคำที่กล่าวกันในสมัยเมื่อคุณหญิงทรามสงวนเปนนางสาวว่า "ราวกับเจ้าฟ้า" ด้วยจะประสงค์สิ่งอันใดบิดามารดาตามใจไม่มีที่จะขัด แลมีตระกูลอื่นใคร่จะขอสู่อยู่ไม่น้อย เพราะบิดาสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ แลคุณหญิงทรามสงวนเองก็สวย แต่หากเจ้าตัวไม่วอแว จึงไม่มีใครสามารถ เข้าใกล้ได้


( ๒ ) บุตรของพระยามหาอำมาตย์ (ป้อม ) ผู้เปนต้นอมาตยกุล ได้เปนพระยาข้าราชการผู้ใหญ่ ๔ คนคือ พระยาธรรมสารนิติ (พลับ) คน ๑ พระยาอุไทยมนตรี (ขลิบ) ผู้ว่าราชการเมืองปราจิณบุรีคน ๑ พระยา กระสาปนกิจโกศล (โหมด) คน ๑ พระยาเจริญราชไมตรี (ตาษ) ภายหลังได้เลื่อนเปนพระยาธรรมสารนิติคน ๑ บ้านเรือนพระยากระสาปนฯกับพระยาเจริญ ฯ อยู่ติดกัน ที่ริมแม่น้ำตรงน่าวัดราชบุรณะ พระยาเพ็ชร์พิไชย (เจิม) ได้แต่งงานกับคุณหญิงถนอมธิดาพระยาเจริญ ฯ เปนคู่แรก แล้วพระยาอภิรักษ์ราชอุทยาน (แฉล้ม) ได้คุณหญิงอนงค์ธิดาพระยาเจริญ ฯ อีกคน ๑ เปนคู่ที่ ๒ แล้วพระยาเจริญ ฯ จึงขอคุณหญิงทรามสงวนให้แก่พระยาอภัยรณฤทธิ์(ถวิล)เมื่อยังเปนที่จมื่นราชามาตย์อันเปนบุตรสืบสกุล เปนคู่ที่ ๓ ได้ยินว่าเดิมบิดามิใคร่จะเต็มใจยกให้ด้วยหวงแหน หากทราบว่าเจ้าตัวเองทั้ง ๒ ฝ่ายรักกัน จึงยอมอนุญาต ให้แต่งงารเมื่อปีขาล พ.ศ.๒๔๒๑ งารอาวาหมงคลครั้งนั้นเปนการใหญ่ถึงเลื่องลือ เปนต้นว่าเรือนหอก็สร้างเปนตึกสามชั้นใหญ่โต ( ตึกนั้นยังปรากฎอยู่จนบัดนี้ ) ไม่เคยมีของใครเหมือน เรื่องประวัติของคุณหญิงทรามสงวนในตอนต้นดังกล่าวมา เมื่อมาคิดดูในเวลานี้ก็น่าพิศวงอย่างหนึ่ง ด้วยสัตรีอันสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ แลบิดามารดาตามใจด้วยความรักมาตั้งแต่น้อยจนเติบใหญ่เช่นคุณหญิงทรามสงวน ถ้าจะกลายเปนคนมีทิฎฐิมานะหรือทนงตัวไปในทางที่ผิด ก็ไม่น่าจะประหลาดใจ แต่ความจริงที่ปรากฎ ตั้งแต่คุณหญิงทรามสงวน


( ๓ ) แต่งงารแล้ว กลายเปนภรรยาอย่างดีที่สุด ซึ่งพระยาอภัยรณฤทธิ์ จะพึงหาได้ ทั้งในการที่เปนแม่เรือนแลเปนกำลังที่เปนอุปการะสามีด้วยความฉลาดแลมิได้ลบหลู่เกียรติยศสามี จึงได้มีความเจริญสุขด้วย กันมาช้านาน จนมรณภัยพรากจากกัน แต่คุณหญิงทรามสงวนไม่แต่เคยมีความสุขอย่างเดียว ถึงความทุกข์ก็น่าจะได้เคยรู้สึกถึงสาหัส เช่นเมื่อครั้งบิดาแลบรรดาพี่พากันต้องอัปภาคครั้งหนึ่ง แต่หากมีสติหน่วงเหนี่ยว มิให้พลอยวุ่นไป แลถือเอาฐานะที่เปนผู้มีเรือนต่างหากแล้ว ตั้งหน้าพยายามรับราชการช่วยแก้ความอัปภาคของวงศ์ญาติต่อมา เรื่องประวัติของคุณหญิงทรามสงวนตอนที่จะได้โอกาศสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แลทรงพระเมตตามาทุกพระองค์ถึง ๓ รัชกาลนั้น เดิมคุณหญิงทรามสงวนเข้าไปพึ่งพระบารมีในสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ แล้วรับราชการต่าง ๆ ในส่วนพระองค์ สนองพระเดชพระคุณได้ดังพระราชหฤทัย จนเปนผู้ซึ่งทรงพระเมตตามากคน ๑ แลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงคุ้นเคยแต่นั้นมา ครั้นถึงปีฉลู พ.ศ. ๒๔๓๒ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทำการเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๓ รอบ ทรงพระกรุณาโปรด ฯ ให้สำรวจผู้มีบรรดาศักดิ์ซึ่งเปนสหชาตเกิดร่วม ปีพระบรมราชสมภพ ทั้งพระราชาคณะเจ้านายข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน ได้จำนวนประมาณ ๔๐ คน ส่วนภรรยาข้าราชการนับแต่ผู้ซึ่งทรงคุ้นเคยมีไม่กี่คน คุณหญิงทรามสงวนกับสามีเมื่อยังเปน


(๔) ที่พระพรหมบริรักษ เจ้ากรมตำรวจ เกิดปีเดียวกันแลสหชาตทั้ง ๒ คน ได้รับเชิญนั่งโต๊ะหลวง แลได้รับพระราชทานเครื่องอุปโภคมีหีบหมากเปนต้น ซึ่งโปรดให้สร้างขึ้นด้วยเงินจำหลักลายรูปโคปีฉลู แลมีอักษร แสดงเปนที่รลึกว่า พระราชทานสหชาตเมื่องารเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๓ รอบ ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๓๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดให้จัดตั้งสภาอุณาโลมแดง อันเปนต้นของสภา กาชาดบัดนี้ โปรดให้สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ดำรง ตำแหน่งองค์สภานายิกา จึงทรงชักชวนบรรดานารีมีบรรดาศักดิ์ตั้งแต่เจ้านายแลหม่อมห้าม พระราชวงศ์ ตลอดจนภรรยาข้าราชการผู้ใหญ่ ผู้น้อย ให้ช่วยกันรับหน้าที่ประกอบการต่าง ๆ ช่วยสภาอุณาโลมแดง ครั้งนั้นคุณหญิงทรามสงวนรับทำยาไทย แลดูแลการพยาบาลคนไข้ด้วย ทำการโดยเอื้อเฟื้อแขงแรง จนได้รับเลือกเปนกรรมการคน ๑ ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๓๘ เมื่อทรงสถาปนาเครื่องราชอิศริยาภรณ์ จุลจอมเกล้าฝ่ายใน เวลานั้นสามียังไม่ได้รับพระราชทานพานทอง แต่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ชั้นจตุตถจุลจอมเกล้าแก่คุณหญิงทรามสงวน ด้วยเปนผู้มีบำเหน็จความชอบ ในส่วนตัว แลต่อมาเมื่อสามีได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเปนพระยามหาเทพได้รับพระราชทานพานทองเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๒ คุณหญิงทรามสงวนก็ได้รับ พระราชาทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ เลื่อนขึ้นเปนชั้นตติยจุลจอมเกล้าด้วย


( ๕ ) ถึงปีฉลู พ.ศ. ๒๔๔๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้มีงารฉลองพระชนมพรรษาครบ ๔ รอบ แลดำรัสสั่งให้เชิญพวกสหชาตมารับพระราชทานเลี้ยง แลพระราชทานเครื่องอุปโภคเหมือน หนหลัง คราวนี้ของพระราชทานเปลี่ยนเปนเครื่องเงินกาไหล่ทอง จำนวน พวกสหชาตมีน้อยลงกว่าครั้งปีฉลู พ.ศ. ๒๔๓๒ เกือบครึ่งหนึ่ง ด้วย พากันถึงมรณไปเสียมาก จนเปนที่สลดพระราชหฤทัยในสมเด็จพระพุทธ เจ้าหลวง แลให้ทรงพระกรุณาแก่พวกสหชาตที่ยังเหลืออยู่ยิ่งขึ้นกว่า แต่ก่อน พระยาอภัยรณฤทธิ์กับคุณหญิงทรามสงวนก็อยู่ในพวกสหชาตที่ยังเหลืออยู่ทั้ง ๒ คนด้วยกัน พอสิ้นรัชกาลที่ ๕ พระยาอภัยรณฤทธิ์ ( ถวิล อมาตยกุล ) ก็ถึงอนิจกรรม แต่เมื่อในรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาคุณหญิงทรามสงวนมาก ด้วยได้ทรงคุ้นเคยชอบพระราชอัธยาศัยมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ แลเมื่อสามีถึงนิจกรรมแล้ว คุณหญิงทรามสงวนก็ยังรับราชการต่าง ๆ สนองพระเดชพระคุณในสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินี พันปีหลวง ต่อมาอย่างเดิม แต่มาถึงตอนนี้คุณหญิงทรามสงวนปรารภถึงอัตภาพซึ่งเปนหม้ายแลเปน ผู้ปกครองบุตรธิดาอยู่คนเดียว เห็นว่าอายุก็เข้าในเขตความชรา แลบุตรธิดาก็สามารถเลี้ยงตนเองได้โดยมากแล้ว แลจึงคิดจัดการแบ่ง สมบัติเสียให้ทันตาเห็นสิ้นห่วงใย ในการนี้ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว จนจัดสำเร็จ


( ๖ ) ตลอด แล้วย้ายจากบ้านเดิมไปสร้างบ้านเรือนอยู่ที่ใหม่ที่ริมถนนพระราม ๕ แขวงอำเภอสามเสน บ้านนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า " บ้านสงวนสุข " ได้อยู่ต่อมาจนตลอดอายุ ในรัชกาลที่ ๖ คุณหญิงทรามสงวนได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์เลื่อนเปนชั้นทุติยจุลจอมเกล้า นับว่าเสมอชั้นภรรยาเจ้า พระยา ได้รับพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ชั้นที่ ๓ กับทั้งเข็มข้าหลวงเดิมแลเข็มกลัดพระบรมนามาภิธัยประดับเพ็ชร์ด้วย ในส่วนเครื่องประดับเกียรติยศซึ่งสมเด็จพระศรีพัชริทรา บรมราชินี พันปีหลวง พระราช ทานนั้น คือเข็มพระรูปกรอบประดับเพ็ชร์ ๑ เข็มอักษรพระนามประดับเพ็ชร์ ๑ ถึงรัชกาลปัจจุบันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรำลึกถึงความหลัง ซึ่งได้ทรงคุ้นเคยคับคุณหญิงทรามสงวนมาตั้งแต่ยังทรง พระเยาว์ ทรงยกย่องว่าเปนผู้มีความชอบมาในพระองค์ พระราชทาน เหรียญรัตนาภรณ์ชั้นที่ ๔ เปนบำเหน็จ แต่คุณหญิงทรามสงวนมิได้มีโอกาศที่จะสนองพระเดชพระคุณต่อไป ด้วยแก่ชราแล้วเลยป่วยเปนโรคหัวใจพิการ ถึงอนิจกรรมเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ คำนวณอายุได้ ๗๔ ปี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหีบทอง ทึบลายก้านขด กับฉัตรเบญจาประดับศพ เสมอชั้นข้าราชการพานทองเปนเกียรติยศ


( ๗ ) คุณหญิงทรามสงวนมีบุตร ๔ คน แลธิดา ๓ คน รวม ๗ คน คือ ๑ พระยาอภัยรณฤทธิ์ (กระเษียร อมาตยกุล ) ได้แต่งงารกับ คุณหญิงเผื่อน ธิดาพระยาโชฎึกราชเศรษฐี ( ฮวด โชฏิกพุกกณะ ) ๒ พระยาวิชิตสรสาตร ( อำนวย อมาตยกุล ) ได้แต่งงารกับ คุณหญิงพูน ธิดาพระยาโชฎึกราชเศรษฐี ( มิ้น เลาหเศรษฐี ) ๓ พระยาอรรถกลวทาวัท ( กระแส อมาตยกุล ) ไดัแต่งงารกับเพ็ญ ธิดาหลวงฤทธินายเวร ( พุด เทพหัสดิน ณอยุธยา ) ๔ ท่านผู้หญิงธรรมาธิกรณาธิบดี ( นงเยาว์ ) สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ดำรัสขอ แล้วพระราชทานเจ้าพระยาธรรมา ธิกรณาธิบดี ( ม ร ว. ปุ้ม มาลากุล ณอยุธยา) ๕ นางสารกิจพิศาล ( ชลอ อมาตยกุล ) ได้แต่งงารกับพระสารกิจพิศาล (ดำริห์ อมาตยกุล) บุตรหลวงพิเทศพิไสย (ประวัติ อมาตยกุล) ๖ พระยารักษาเทพ ( เชาวน์ อมาตยกุล ) ได้แต่งงารกับวลี ธิดานายประยูร อมาตยกุล ๗ นางสาวสนาน อมาตยกุล ในที่สุดเรื่องประวัติของคุณหญิงทรามสงวน อภัยรณฤทธิ์ จะกล่าวถึงอัธยาศัยแลคุณสมบัติของคุณหญิงทรามสงวน ว่าตามความคิดของข้าพเจ้าเองซึ่งได้เปนมิตรกับคุณหญิงทรามสงวน ตั้งแต่รู้จักกันมา จนตลอดอายุ ส่วนคุณสมบัติข้อสำคัญนั้นข้าพเจ้าเห็นว่าตรงตามบทพระ บาลีว่า " อตฺตสมฺมาปณิธิ " คือตั้งตนไว้ ในที่ชอบ ไม่มักใหญ่ใฝ่สูงแล

( ๘ ) ไม่ถ่อมฐานะของตนเกินไปทั้ง ๒ สถาน จะคบค้าสมาคมกับผู้ใดไม่ว่า ที่มียศศักดิ์สูงกว่าหรือเสมอกันหรือต่ำกว่า ที่สุดแม้มีอาชีพต่างกันประการใด คุณหญิงทรามสงวนย่อมวางตนเหมาะแก่การสมาคม จึงไม่มีผู้ใดจะรังเกียจ ใครได้คบหาสมาคมก็มีแต่ชอบมิมากก็น้อย แม้ตามเรื่องประวัติตั้งแต่สมัยเมื่อยังเปนสาว แลสมัยเมื่อมีสามีตลอดมาจนถึงสมัยเมื่อเปนหม้ายแลแก่ชรา ก็รู้จักวางตนเหมาะแก่ฐานะทุก สมัยมา เห็นจะเปนด้วยข้อนี้เปนสำคัญ จึงมีผู้ที่ชอบพอกับคุณหญิงทรามสงวนมาก แลมีทุกชั้นบรรดาศักดิ์ ข้อที่ข้าพเจ้ากล่าวอ้างตามความเห็นท่านผู้อื่นจะเห็นชอบด้วยหรือคิดเห็นเปนอย่างอื่นก็ตาม แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าคงจะเห็นพ้องกันหมด ว่าในบันดาสัตรีที่มีผู้ชอบพอกว้าง ขวาง จะหาผู้อื่นในฐานะเช่นเดียวกันให้เสมอเหมือนคุณหญิงทรามสงวนเห็นจะหาได้ โดยยาก





สารบารพ์ จดหมายเหตุของฟอลคอนเรื่องให้ทางฝรั่งเศส จัดคนที่ฉลาดเข้ามาเมืองไทย หน้า ๑ จดหมายเหตุของบาดหลวงวาเช " ๔ ว่าด้วยการรับรองทูตไทยที่เมืองเบรสต์ " ๔ ว่าด้วยทูตไทยถึงกรุงปารีส " ๘ ว่าด้วยทูตไทยเข้ากรุงปารีส " ๑๓ ว่าด้วยกระบวรรับทูตไทย " ๑๓ จดหมายมองซิเออเดอลียอน ว่าด้วยบาญชีของที่ไทยสั่ง " ๑๕ จดหมายมองซิเออเดอลียอน ว่าด้วยความเรียบร้อยของทูตไทย" ๑๘ จดหมายมองซิเออเดอปรีซาเซีย ว่าด้วยสำแดงข้อปุจฉาวิสัชนา" ๑๙ จดหมายเหตุของบาดหลวงวาเช ว่าด้วยปิ่นโดได้รับเกียรติ ในการปุจฉาวิสัชนา " ๒๐ คำชมเชยของมองซิเออเดอปรีซาเซียแสดงต่อทูตไทย " ๒๑ คำชมเชยของบาดหลวงเดอลียอนแสดงต่อทูตไทย " ๒๓ จดหมายมองซิเออเดอปรีซาเซียว่าด้วยการเลี้ยงทูตไทย ที่โฮเต็ลมาดัมเดอเนมอง " ๒๖ จดหมายมองซิเออร์ตีแบรซ์เรื่องรับคนไทยเข้าสาสนาคฤศต์ " ๒๘ จดหมายมองเซนเยอร์ราโนว่าด้วยข่าวขบถในเมืองไทย " ๓๒ จดหมายมองเซนเยอร์ลาโนถวายบุตรฟอลคอนเปน มหาดเล็กดุ๊กเดอบูรกอยน์ " ๓๕


( ๒ ) จดหมายมองเซนเยอร์ลาโนถวายบุตรฟอลคอนเปนมหาดเล็ก ดุ๊กดังยู " ๓๗ จดหมายมองเซนเยอร์ลาโน " ๓๘ เรื่องขอฝรั่งเศสมาตั้งบริษัทที่ช่องมาลากา " ๓๙ ว่าด้วยมองซิเออร์ฟอแบงกลับไปประเทศฝรั่งเศส " ๔๑ ว่าด้วยพวกฮอลันดาในเมืองไทย " ๔๓ จดหมายมองซิเออร์ฟอลคอนขอบใจที่ฝรั่งเศสรับรองทูตไทย" ๔๔ จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงว่าด้วยพวกแขกมากาซา เปนขบถ " ๔๕ สำเนาพระราชสาสนพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ " ๕๒ จดหมายมองซิเออร์เดอเซเนเลเรื่องมองซิเออร์ลาลูแบ กับมองซิเออร์เซเบเรต์เปนราชทูตเข้ามากรุงสยาม " ๕๔ จดหมายบาดหลวงเดอลาเชซเรื่องการรับรองทูตไทย " ๕๖ จดหมายมองซิเออร์มาตีโนเรื่องรับรองทูตแลทหารฝรั่งเศส " ๕๙ จดหมายมองซิเออร์เดอลียอนบอกข่าวที่บาดหลวงตาชา ล่วงหน้ามาจัดการก่อนทูต " ๖๒ จดหมายมองเซนเยอร์ลาโนบอกข่าวเรื่อง ทูตฝรั่งเศสทำสัญญากับไทย " ๖๓ ความเห็นเรื่องข้อสัญญา " ๖๔ จดหมายมองซิเออร์เดอลียอนขอให้พระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ช่วยฝากฝังคณะบาดหลวง " ๖๖

(๓) จดหมายมองซิเออร์มาตีโนเรื่องขบถในเมืองไทย หน้า ๖๗ เรื่องเรียกนายพลเดฟาซ์ไปเมืองละโว้ " ๖๗ นายพลเดฟาซ์ไม่ยอมไปเมืองละโว้ " ๖๙ ว่าด้วยความประพฤติของพระเพทราชา " ๗๒ เรื่องการจับแลฆ่าฟอลคอน " ๗๗ เรื่องจับพวกยุโรปแลผู้ ถือสาสนาคริสเตียน " ๗๘ เรื่องพระเพทราชาให้มองซิเออร์เดอลียอนขึ้นไปหา " ๗๙ ว่าด้วยพระเพทราชาเรียกนายพลเดฟาซ์ " ๘๐ มองเซนเยอลาโนถูกเรียกไปเมืองละโว้ " ๘๒ เรื่องนายพลเดฟาซ์มาถึงบางกอก " ๘๓ การต่อสู้กันครั้งแรก " ๘๔ เรื่องพระเพทราชาให้มองเซนเยอลาโนลงไปบางกอก" ๘๕ จดหมายมองซิเออร์เดอลียอนเรื่องพระเพทราชาให้ขึ้นไปหา " ๘๖ จดหมายมองซิเออร์เดอปรีซาเซียเรื่องมองเซนเยอลาโน แลมองซิเออร์เดอลียอนให้คำแนะนำนายพลเดฟาซ์" ๘๙ จดหมายเหตุของมองซิเออร์เดอลียอนชี้แจงเรื่องการแนะนำ นายพลเดฟาซ์ " ๙๐ ว่าด้วยเหตุที่สังฆราชออกความเห็นให้แก่ นายพลเดฟาซ์ " ๙๑ ว่าด้วยเหตุที่สังฆราชแนะนำไม่ให้นายพลเดฟาซ์ ขึ้นไปเมืองละโว้ " ๙๕

(๔) จดหมายเหตุของมองซิเออร์เดอลียอนว่าด้วยเรื่อง ภรรยาคอนซตันซ์ตินฟอลคอน หน้า ๑๐๙ จดหมายมองซิเออร์เฟโรเรื่องมาดัมคอนซตันซ์หนี มาหานายพลเดฟาซ์ " ๑๑๗ ว่าด้วยข้อสัญญาที่นายพลเดฟาซ์ทำกับไทย เมื่อจะออกจากกรุงสยาม " ๑๒๐ จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงเรื่องการกดขี่บีบคั้น " ๑๒๔ เรื่องความประพฤติของนายพลเดฟาซ์ " ๑๒๔ มองเซนเยอลาโนถูกจับ " ๑๒๕ นายทหารแลพลทหารฝรั่งเศสถูกจับ " ๑๒๙ มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศถูกจองจำ " ๑๒๙ นายทหารแลพลทหารฝรั่งเศสต้องจำคุก " ๑๓๐ พวกบาดหลวงแลพวกมิชชันนารีถูกจับ " ๑๓๐ ฝรั่งพวกบริษัทถูกจับ " ๑๓๒ มองซิเออร์โปมาไม่ถูกจับได้เปนผู้ส่งสเบียงให้นักโทษ" ๑๓๒ พวกฝรั่งเศสถูกริบ " ๑๓๓ มองซิเออร์มาตีโนกับมองซิเออร์เซอวเรอย์ถูกขับไล่ " ๑๓๔ พวกคริสเตียนต้องขังคุก " ๑๓๕ ยกเว้นพวกมิชชันนารีไม่ต้องทำงาร " ๑๓๗ ว่าด้วยพวกนักโทษในเวลากลางคืน " ๑๓๘


(๕) มีผู้ขุดศพมองเซนเยอร์ลำแบเดอลามอด แลมองซิเออร์เดอซันเดอบัว หน้า ๑๔๐ การโต้ตอบในระหว่างข้าราชการไทยกับสังฆราช เรื่องนายพลเดฟาซ์ไปอยู่ที่ภูเก็จ " ๑๔๐ มองซิเออร์เปเรซ์แลบาดหลวงหลุยเดอลาแม เดอดีเออถูกจับ " ๑๕๑ บาดหลวงหลุยถึงแก่กรรม " ๑๕๒ มองซิเออร์เปเรซ์ได้รับยศในสาสนาแลถูกจำคุก " ๑๕๓ มองเซิเออร์โปมาถูกท่านพระคลังซัก " ๑๕๖ เพลิงไหม้บ้านมองซิเออร์มาตีโนแลมองซิเออร์ เซอวเรอย์ " ๑๕๖ คนไทยซึ่งเปนประกันที่บ้านนายพลเดฟาซ์ยึดไว้มาถึง" ๑๕๗ มองซิเออร์เฟเรมาถึงแลถูกซัก " ๑๕๘ พวกฝรั่งเศสออกจากภูเก็จ " ๑๕๙ พวกบาดหลวงถูกหลอกหลวง " ๑๕๙ มองซิเออร์โปมาทำฎีกาถวาย " ๑๖๑ คำขอร้องของมองซิเออร์โปมา " ๑๖๒ คำขอร้องของมองเซนเยอร์ลาโน " ๑๖๔ ข่าวไม่ดีจากฝรั่งเศส ( คือฝรั่งเศสเสียเปรียบใน การสงคราม ) " ๑๖๔


(๖) พวกฝรั่งเศสที่เปนนักโทษต้องจองจำอีก หน้า ๑๖๕ มองซิเออร์เยฟราด์มองซิเออร์โปมาแลมองซิเออร์ เฟเรอร้องแทนพวกมิชชันนารี " ๑๖๖ ปล่อยนักโทษอังกฤษสามคน " ๑๖๗ มองซิเออร์มาตีโนเข้าแซก " ๑๖๘ มองซิเออร์โปมาจัดการทำคำร้องแลการเยาะเย้ย ของพวกไทย " ๑๖๘ อาชบิชอบเมืองมานิลาส่งเงินมาให้ " ๑๖๙ จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงเรื่องการปล่อยนักโทษ " ๑๗๐ จดหมายบาดหลวงเดอลาเชซ์เรื่องบาดหลวงตาชาจะเข้ามา กรุงสยามอีก " ๑๗๖ สำเนาจดหมายเจ้าพระยาพระคลังตอบเรื่องคอยบาดหลวงตาชา"๑๗๙ สำเนาจดหมายเจ้าพระยาพระคลังชี้แจงเหตุที่นายพลเดฟาซ์ ทำผิดสัญญาจนเกิดความเดือดร้อนทั่วไป " ๑๘๑ สำเนาจดหมายเจ้าพระยาพระคลังเรื่องเสนาบดีการต่างประเทศ ฝรั่งเศสคนใหม่แลจัดการคอยรับบาดหลวงตาชา " ๑๙๗ จดหมายมองซิเออร์ปินโตเรื่องคณะบาดหลวงพ้นโทษ กลับทำการสอนสาสนาได้อีก " ๑๙๙ จดหมายมองซิเออร์ปินโตเรื่องเกิดความไข้ใหญ่ในกรุงสยาม" ๒๐๑ จดหมายมองเออร์โปเกเรื่องเกิดความไข้ใหญ่ในกรุงสยาม " ๒๐๓


จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

เรื่องมองเซนเยอร์ลาโน (ต่อ) แต่ ค.ศ.๑๖๗๙ - ๑๖๙๖ ( พ.ศ. ๒๒๒๒ - ๒๒๓๙ ) ว่าด้วยการแต่งทูตไปประเทศฝรั่งเศสต่อมา ค.ศ. ๑๖๘๖ ( พ.ศ. ๒๒๒๙ ) ว่าด้วยความฉลาดผันแปรของคอนซตันตินฟอลคอน ที่เกี่ยวด้วยการจะแต่งทูตไทยไปยังประเทศฝรั่งเศสอีกคราวหนึ่ง จดหมายเหตุของฟอลคอนให้ไว้แก่บาดหลวงตาชา เดือนธันวาคม ค.ศ. ๑๖๘๔ (พ.ศ. ๒๒๒๘)

ท่านจะต้องรีบร้อนอย่างที่สุดที่จะจัดการพูดกับสังตปาปา พูดกับแปร์เยเนราล (Pe're Ge'ne'ral ) แลพูดกับบาดหลวงเดอลาเชซ์ (De la Chaise) เพื่อขอรับของต่าง ๆ จากพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสโดยเร็วที่สุด สำหรับเปนการตั้งเค้าของสาสนาคริสเตียนในประเทศสยาม ของต่าง ๆ ที่ต้องการเหล่านี้จะได้บรรยายต่อไป แลเปนเรื่องที่ข้าพเจ้าได้พูดกับท่านไว้หลายคราวแล้ว ทั้งนี้ขอให้เปนความลับในระหว่างเราสองคนเท่านั้น อย่าได้ ให้แพร่หลายออกไปเลยเปนอันขาด


๒ คือจะต้องจัดเรือของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสบันทุกคน ๖๐หรือ๗๐ คน ซึ่งเปนคนที่เฉลียวฉลาดไหวพริบในการงารทั้งปวง ทั้งต้องเปนคนที่ ซื่อตรงด้วย คนเหล่านี้จะต้องมีทุนติดตัวมาสำหรับหาเลี้ยงตัวเองได้ แลจะต้องเข้าทำราชการของพระเจ้ากรุงสยามโดยไม่คิดหาผลประโยชน์ อย่างใด ข้อนี้สำหรับป้องกันคนพูดครหานินทาต่าง ๆ เมื่อคนพวกนี้ ไดทำการดีเลื่อนตำแหน่งหรือหน้าที่ขึ้นจะได้ไม่มีคนขัดขวางต่าง ๆ ถ้าหากว่า แปร์เยเนราล คณะนั้นมาบ้างแล้ว เปนการจำเปนที่บาดหลวงเหล่านี้จะต้องแต่งตัวอย่างคนสามัญ แลไม่ควรจะให้พวกที่มาด้วยพร้อมกันรู้จักด้วยจึงจะดี ถ้าหากว่าพวกนี้จะขาดเหลืออย่างใด ข้าพเจ้ารับรองจะช่วยทุกอย่าง แลจะเอาอำนาจของข้าพเจ้าช่วยอุดหนุนพวกนี้ ให้เขาได้รับตำแหน่งหน้าที่อย่างดีที่มีอยู่ในเมืองไทย เช่นตั้งให้เขาเปนผู้ว่าราชการเมือง ผู้บังคับการป้อมเปนต้น แลจะจัดการให้เขาได้บังคับบัญชากองทัพทั้งบก แลเรือ ทั้งข้าพเจ้าจะเปนผู้หาหนทางให้พวกนี้ได้เข้าทำราชการในพระราชวัง แลทำการในหน้าที่ของรัฐบาลต่าง ๆ จนที่สุดหน้าที่อันสำคัญในส่วนเกี่ยวแต่ฉเพาะในพระราชวังของพระเจ้ากรุงสยามก็จะให้ตกในหน้า ที่ของคนเหล่านี้ กล่าวโดยสั้น ๆ ก็คือข้าพเจ้าจะได้ใช้พวกนี้ เหมือนอย่างเปนที่ปรึกษาของข้าพเจ้าในงารการทั้งปวง ดังข้าพเจ้าได้อธิบายให้ท่านทราบหลายครั้งแล้ว แลเพื่อจะให้การนี้เปนผลที่สุดโดยรวดเร็วแลแน่นอนนั้นจะต้องกราบทูลพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ว่าเปนการจำเปนที่จะต้อง


๓ ยึดเมืองสงขลาไว้ก่อน แล้วให้ส่งคนแลทหารมาอยู่ซึ่งเปนการสำคัญมาก เพราะเหตุว่าถ้าได้จัดเมืองนี้เปนที่เรียบร้อยแล้ว ก็หมดอันตรายไม่ต้องกลัวอะไรอีกต่อไป เมื่อเปนเช่นนั้นแล้ว บันดาพ่อค้าก็จะตั้งการ ค้าขายได้ แลเปนทางดีสำหรับป้องกันแลปกครองคณะฝรั่งเศสใน เมืองเขมร เมืองจำปา เมืองญวน แลเมืองตังเกี๋ย แลถ้าจะจัดการให้ สินค้าทั้งหลายได้โอนเข้าไปอยู่ในเมืองไทยเมื่อไร ก็จะไม่เปนการ ยากอันใด อีกประการ ๑ เปนการจำเปนที่จะต้องเลือกคัดคนที่จะส่งมายังเมืองไทยนี้ ให้เปนคนที่มีเรือของตัวเองบ้าง แลให้คนเหล่านี้พาเรือของ ตัวมาด้วย เพราะนอกจากการที่เรือเหล่านี้จะเปนประโยชน์ต่อเขาเอง ข้าพเจ้าก็เต็มใจจะใช้เรือของพวกนี้มากกว่าจะใช้เรืออื่น ๆ แลข้าพเจ้าจะได้จัดการหาหนทางให้เจ้าของเรือพวกนี้ได้ทำการค้าขายให้เจริญ ซึ่งเขาจะทำไม่ได้ในเรือของบริษัท เพื่อให้ความคิดอันนี้เปนผลสำเร็จนั้น อะไร ๆ ก็พร้อมหมดแล้วไม่มีขาดเหลือบกพร่องเลย ที่เมืองนี้เสบียงอาหารก็บริบูรณ์ทุกอย่าง ยังมีเหล็กดีบุกแลทองแดงสำหรับทำเครื่องมือต่าง ๆ ได้ทุกอย่างจนที่สุดจะหล่อปืนใหญ่ก็ได้ เพราะเครื่องมือที่จะทำมีพร้อมอยู่แล้ว ยังขาด แต่คนที่จะทำเท่านั้น ซึ่งจะต้องรีบจัดการอย่างลับที่สุด ดังข้าพเจ้า ได้อธิบายให้ท่านทราบไว้แล้ว บางทีจะมีผู้คัดค้านว่า ถ้าพระเจ้ากรุงสยามสวรรคตเสียแล้วแลของต่าง ๆ เหล่านี้ได้มาถึงสันดอนแล้ว การที่คิดไว้ก็จะต้องล้มละลาย

๔ หมด แต่ข้าพเจ้ารับรองแลรับสัญญาว่า ผู้ที่จะเสวยราชสมบัติแทน พระเจ้ากรุงสยามต่อไปนั้น จะยอมการต่าง ๆ ทุกอย่างดีกว่าพระองค์ ผู้ที่สวรรคต แลจะได้รับความสดวกจากพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่มากขึ้น ทั้งการที่เกี่ยวด้วยสาสนาก็จะง่ายแลสดวกขึ้นด้วย ความเห็นแลความคิดต่าง ๆ ดังได้กล่าวมานี้ จะต้องจัดการโดย ระมัดระวังแลโดยเร็วที่สุด ดังข้าพเจ้าได้อธิบายให้ท่านแลเชอวาเลีย เดอโชมองเข้าใจอยู่แล้ว เพราะฉนั้นข้าพเจ้าจึงขอร้องต่อท่าน ขอให้ จัดการในเรื่องนี้ต่อพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสด้วย ข้าพเจ้าหวังใจว่าท่านจะได้เดิรทางโดยสวัสดิภาพ แลหวังใจว่า ท่านคงจะได้กลับมาโดยเร็วด้วย เขียนในเรือของข้าพเจ้า ที่ปากน้ำเจ้าพระยาในเมืองไทย ณวันที่ เดือนธันวาคม ค.ศ. ๑๖๘๕ (พ.ศ. ๒๒๒๘)

จดหมายเหตุของบาดหลวงวาเช ว่าด้วยการรับรองราชทูตที่เมืองเบรสต์ (Brest) เมื่อวันที่ ๑๘ เดือนมิถุนายน ค.ศ. ๑๖๘๖ (พ.ศ. ๒๒๒๙) เรือได้ ทอดสมอที่ท่าเรือเมืองเบรสต์ ข้าพเจ้าได้รีบขึ้นบกไปก่อนเพื่อจะไปบอก มองซิเออร์ เดอคลูโซ ( Decluseaux ) หัวหน้ากระทรวงทหารเรือของ พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสให้ทราบ ข้าพเจ้าได้เล่ารายเลอียดถึงการที่พระเจ้า


๕ กรุงสยามได้ทรงรับรองราชทูตฝรั่งเศส แลในข้อนี้มองซิเออร์เดอโชมอง แลมองซิเออร์เดอชัวซีก็ได้เล่าความตรงกัน เพราะฉนั้นมองซิเออร์ เดอคลูโช จึงเตรียมการรับรองราชทูตสยาม ให้เปนการใหญ่โตงดงาม สมกับที่พระเจ้ากรุงสยามได้รับรองราชทูตฝรั่งเศสที่เมืองไทยมาแล้ว บ้านที่มองซิเออร์เดอคลูโชพักอยู่นั้น เปนบ้านของหลวงใหญ่โตแล เครื่องประดับประดาเปนของงดงามมาก มองซิเออร์เดอคลูโซได้พักอยู่ ในห้องเล็กห้องเดียวพร้อมกับภรรยา พวกนั้นได้ยกให้ราชทูตแล ข้าราชการสยามอยู่ทั้งหมด ในชั้นแรกมองซิเออร์เดอคลูโซได้ส่งเสบียง แลของรับประทานต่าง ๆ มายังเรืออัวโซ แลเรือมาลีน ครั้นเวลา ประมาณบ่าย ๔ โมง มองซิเออร์เดอคลูโซ ได้มาเองพร้อมด้วย เจ้าพนักงารนายทหารทั้งบกแลเรือ แลพวกผู้ดี ๆ ที่อยู่ในเมืองเบรสต์ ด้วย เมื่อได้ทักทายปราไสยกันตามธรรมเนียมแล้ว มองซิเออร์ เดอคลูโซได้ขอให้ท่านราชทูตได้โปรดพักบนเรือก่อน ในวันนี้อย่าเพ่อ ขึ้นบกเลย เพราะท่านราชทูตได้มาถึงโดยไม่ทันรู้ตัว จึงไม่ได้เตรียม การไว้รับรองตามเกียรติยศ ที่ควรจะรับรองท่านราชทูตในเมืองฝรั่งเศส แล้วมองซิเออร์เดอคลูโซได้กลับไปเตรียมการรับรองแลสั่งการงารต่าง ๆ ตลอดรุ่ง ครั้นรุ่งขึ้นพอสว่าง ป้อมที่หน้าเมืองได้ยิงปืนใหญ่ ๕๐ นัด แล บันดาพลทหารที่ประจำอยู่บนป้อมนั้นได้ ยิงปืนเล็กพร้อมกัน ยังมีปืน ใหญ่อีกกว่า ๒๐๐ กระบอก ซึ่งอยู่ตามสพานแลที่อื่น ได้ยิงไม่หยุด ตลอดวัน พวกเรือที่มีปืนใหญ่ก็ยิงเหมือนกัน ครั้นเวลาบ่ายประมาณ


๖ ๒ โมง มองซิเออร์เดอคลูโซ กับท่านผู้ว่าราชการเมืองแลข้าราชการ เจ้าพนักงารทั้งหลาย แลกับตันนายเรือได้พร้อมกันนำเรือลำหนึ่งซึ่ง ดาดแลประดับด้วยผ้าลายทอง ปักธงทิวทำด้วยแพรสีขาวปักทอง ที่ท้ายเรือทำเปนคูหาอย่างงดงามน่าชมบัญจุคนได้ ๑๐ คน เรือลำนี้มี คนตีกรรเชียง ๕๐ คน แต่งตัวอย่างเรียบร้อยทุกคน แลมีปืนใหญ่ขนาด ย่อมทาเงิน ๓ กระบอก มีแตร มีฉาบ มีปี่ มีซอนับไม่ถ้วนด้วย ท่าน ที่ออกชื่อมาแล้วนั้นได้นำเรือลำนี้มาอย่างช้า แลเรือทั้งหลายได้เดิรมา เปนกระบวรอย่างเรียบร้อยจนถึงเรือที่ท่านราชทูตสยามอยู่ เจ้าพนักงาร เหล่านี้ได้รออยู่ครึ่งชั่วโมงเพื่อให้ท่านราชทูตเตรียมตัว ครั้นแล้วท่าน ราชทูตสยามได้ลงมาในเรือ นั่งณที่เกียรติยศ มองซิเออร์เดอโชมอง กับมองซิเออร์เดอชัวซีตามหลังท่านราชทูตสยามลงมา มองซิเออร์ เดอคลูโซหัวหน้ากระทรวงทหารเรือนั่งข้างขวา ท่านผู้ว่าราชการเมือง นั่งข้างซ้าย ล่ามแลตัวข้าพเจ้านั่งเคียงผู้ว่าราชการเมือง ส่วนข้าราชการ ไทยที่มาในคณะราชทูตนั้นได้ลงเรือลำอื่น ๆ ซึ่งได้จัดเตรียมไว้ พระราช สาส์นของพระเจ้ากรุงสยามนั้น บัญจุหีบทองคำวางอยู่บนตักท่านราชทูต ที่ ๑ พอต่างคนได้นั่งตามที่แล้วก็ได้ออกเรือทันที เรือชื่ออัวโซได้ ยิงปืนใหญ่ทุกกระบอก เรือชื่อมาลีนก็ยิงเหมือนกัน ฝ่ายบนป้อม ที่ท่าเรือแลเรือทุก ๆ ลำได้ยิงตอบพร้อมกัน แลได้ยิงต่อไปจนดึกแล้ว ก็ยังไม่หยุดยิง ครั้นขึ้นไปบนบกแล้ว มีทหารถืออาวุธทั้งกองแล เจ้าพนักงารพลเรือนมาพร้อมอยู่ณที่นั้น ตั้งกองเปนสองแถวให้พวก


๗ เราเดิรในระหว่ากลาง ยังมีราษฎรชาวบ้านอีกเปนอันมากได้มา จากที่ต่าง ๆ พร้อมกันอยู่ที่นี่ทั้งสิ้น พอพวกเราได้ขึ้นไปบนบ้านแล้ว ท่านหัวหน้าราษฎร (Mayor) แลเจ้าพนักงารรอง ๆ ( Alderman ) ได้มาหาพร้อมกันแลกล่าวคำรับรองท่านราชทูต ทั้งเอาของมาให้ คือสุราต่าง ๆ เครื่องกวน เทียนไขแลผลไม้ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในระดูนั้น ฝ่าย ภรรยาของมองซิเออร์เดอคลูโซ ก็ได้รวบรวมบันดาผู้หญิงผู้ดีใน เมืองเบรสต์ ล้วนแต่แต่งตัวอย่างงดงามที่สุด พอท่านราชทูตไทยได้ เดิรเข้าไปในห้องใหญ่ ผู้หญิงเหล่านี้ก็คำนับพร้อมกัน ตั้งแต่เกิดมา ครั้งนี้เปนครั้งแรกที่ท่านราชทูตสยามได้จูบหญิงชาวต่างประเทศที่แก้ม แลในเรื่องจูบกันนี้เพื่อกันไม่ให้ท่านราชทูตตกใจ ก็ได้บอกให้รู้ตัวกัน ไว้เสร็จแล้ว ท่านราชทูตที่ ๑ ได้จับมือมาดามเดอคลูโซ ๆ จึงได้พาท่านราชทูตเข้าไปในห้องอันงดงามห้องหนึ่ง ซึ่งได้เตรียมการเลี้ยงไว้อย่างใหญ่โตอยู่ในห้องนั้นแล้ว ครั้นกลางคืนเวลายาม ๑ ได้จัดโต๊ะ รับประทานอาหารไว้ ๒๔ ที่ แลได้เลี้ยงอาหารล้วนแต่อย่างอร่อย น่ารับประทานแลเปนของที่หายากทั้งนั้น นอกจากโต๊ะใหญ่นี้ ยังมีโต๊ะเล็กอีก ๖ โต๊ะ ๆ หนึ่งนั่งได้ ๘ คน ทั้งโต๊ะใหญ่โต๊ะเล็กเหล่านี้ รับประทานพร้อมกันหมด ในระหว่างที่รับประทานอยู่นั้นก็มีมโหรีบัลเลงเพลงต่าง ๆ แลมีคนเสียงอย่างไพเราะร้องรับด้วย เมื่อเสร็จการเลี้ยงแล้วต่างคนก็ลากลับไป เพื่อท่านราชทูตจะได้พัก สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าประหลาทใจนั้นก็ที่ได้เห็นท่านราชทูตไม่มีความสทกสท้านเลย แลวาง


๘ ท่าทางสมเกียรติยศ ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าทำนายว่าการข้างหน้าคงจะเปนผลดี จริงอยู่ตามทางได้สนทนากันอยู่เสมอ ๆ ถึงธรรมเนียมแลแบบแผน ดีต่าง ๆ ของประเทศฝรั่งเศส เพราะฉนั้นเมื่อท่านราชทูตได้มาเห็นเข้าแล้วจึงไม่รู้สึกแปลกอะไร ไม่เหมือนกับคนที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังเลย ในระหว่างที่ยังคอยฟังข่าวจากพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสอยู่นั้น มองซิ เออร์เดอคลูโซก็คอยระวังที่จะทำให้ท่านราชทูตเพลิดเพลินอยู่เสมอ จึงคิดอ่านหาเรื่องแปลก ๆ ใหม่ ๆ ให้ดูทุกวัน บางทีก็ไปชมเรืออย่างงาม ที่สุด บางทีก็ไปดูการทำเชือก วันนี้ไปดูทหารปืนใหญ่ซ้อมปืน พรุ่งนี้ไปดูการหล่อปืนใหญ่แลหล่อลูกแตก สิ่งที่ท่านราชทูตชอบดูมากก็คือ ความชำนาญแลว่องไวของคนทำเชือก ภายในเวลาสามชั่วโมงได้เห็นทำเชือกยาว ๑๕๐ วา โต ๑๐ นิ้ว เปนการเสร็จบริบูรณ์ การเที่ยวตามห้างต่าง ๆ กินเวลาวันหนึ่ง แลการไปดูที่เก็บอาวุธต่าง ๆ ก็ไปดูเสีย วันหนึ่งเหมือนกัน ท่านราชทูตได้ชมเครื่องสำหรับล้างบ่อน้ำว่าดีมาก แลได้ประหลาทใจเมื่อได้เห็นการเอียงเรือสำหรับขูดล้างท้องเรือเปนการง่ายเช่นนี้ แต่อะไรจะทำให้ประหลาทใจยิ่งกว่าที่เห็นคนทำงารมากมายก่ายกองในท่าเรือเมืองฝรั่งเศสฉเพาะแต่แห่งเดียวเท่านี้ เปนไม่มี

ว่าด้วยราชทูตถึงกรุงปารีส พอคนในราชสำนักของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ซึ่งจะเปนคนประจำอยู่กับท่านราชทูตจนกว่าราชทูตจะออกจากประเทศฝรั่งเศส ได้มาถึง


๙ แล้ว ก็ได้เตรียมการทุกอย่างที่จะไปยังกรุงปารีสต่อไป บันดาเมือง ต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในระยะทางที่ท่านราชทูตจะต้องผ่านไปนั้นได้รับคำสั่งจากเสนาบดี ให้จัดการรับรองท่านราชทูตให้เต็มเกียรติยศ เพราะฉนั้น พวกชาวบ้านจึงออกมาคอยรับตามประตูบ้าน เมืองไหนที่มีปืนใหญ่ก็ได้ยิงปืนรับ พวกเจ้าพนักงารฝ่ายพลเรือนก็มากล่าวคำรับรองแลเอาของมาให้ พวกบาดหลวงคณะต่าง ๆ ก็มาแสดงความยินดีในการที่ท่านราชทูตได้มาถึงโดยสวัสดิภาพ พวกผู้หญิงก็มาดูท่านราชทูต รับประทานอาหาร กล่าวสั้น ๆ ก็คือบันดาชนทั่วไปไม่ว่าคนใหญ่ คนเล็ก คนชั้นสูงหรือชั้นต่ำ ดูพร้อมใจกันมาแสดงความยินดีที่ราชทูตได้มาถึงประเทศฝรั่งเศส เมื่อไปถึงที่แห่งใดก็ได้ใช้จ่ายเงินของพระ เจ้ากรุงฝรั่งเศสทุกแห่ง แลในหมู่บ้านเล็ก ๆ ก็ได้ทำการรับรองไม่น้อยกว่าในเมืองใหญ่ ตอนจากเมืองเบรสต์ถึงเมืองออเลียง ต้องใช้รถเช่าธรรมดา ที่เมืองออเลียงมีรถอย่างสอาดมาคอยรับ แลรถเหล่านี้ได้พาไปจนถึงเมืองแบนี ( Berny ) เพราะที่เมืองนี้เครื่องเรือน ในที่พักท่านราชทูตเปนเครื่องเรือนของหลวงทั้งนั้น ได้พักอยู่ที่เมืองนี้ประมาณเดือน ๑ เพื่อคอยให้พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสเสด็จกลับจากพระราชวังเวอซาย เวลาที่พักอยู่ในเมืองนี้เปนเวลาที่สนุกแลสบายมาก เพราะมีคนมาหามากแลมาจากรอบทิศ แต่ที่มามากกว่าที่อื่นก็คือมาจากกรุงปารีส บางคนก็พาคอนเซิดมา บางคนก็พาผู้ที่เต้นรำอย่างดีมาให้ดู ๒


๑๐ บางคนก็เล่นละคอนอย่างน่าขัน บางคนก็ไต่ลวดหกขเมน บางคนก็แต่งตัวแฟนซี แต่งอย่างผู้หญิงผู้ชายชาวสยามจีนยี่ปุ่นแลญวนแลมีคนชักซอ ๒๔ คัน แต่ข้อที่น่าขันแลแปลกที่สุดก็คือในเวลาที่ท่านมาควิศเดอ เซเนเล ( Seignelay ) ได้มาพร้อมด้วยบุตรแลภรรยา แลมาควิศ เดอเซเนเลก็ไม่ต้องการให้รู้ว่าตัวเปนใคร เพราะได้จัดให้มองซิเออร์ เดอมองโตเซีย ( Montausier ) ปลอมตัวเปนหัวหน้า ควบคุมท่านผู้มีชื่อเสียงเหล่านี้ เพราะในคนหมู่นี้ มีทั้งดุ๊กแลดัชเช็ซด้วย ได้มีคนมา เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่ามองซิเออร์เดอเซเนเลแลคนอื่นๆจะปลอมตัวมาดังนี้แลห้ามไม่ให้ข้าพเจ้าบอกท่านราชทูตที่ ๑ ให้รู้ตัว แต่เรื่องนี้ก็เปนการสำคัญที่จะต้องระวังไม่ให้ท่านราชทูตพลาดได้ ข้าพเจ้าจึงกระซิบต่อท่านราชทูตที่ ๑ โดยฉเพาะบอกลักษณรูปพรรณของท่านทั้งหลายที่จะมา ในคราวนี้ แลได้บอกลักษณมองซิเออร์เซเนเลกับภรรยา ทั้งลักษณ ของท่านอาชบิชอบเดอรูอัง ( Rouen ) โดยเลอียด เพื่อจะไม่ให้ผิดตัวได้ เพราะท่านอาชบิชอบจะปลอมตัวเปนบาดหลวงประจำตัวมองซิเออร์เดอ มองโตเซีย แลทั้งท่านมาควิศเดอเซเนเล แลท่านอาชบิชอบเดอรูอัง จะไม่ติดเครื่องหมายยศแลตำแหน่งจนอย่างเดียว นอกนั้นการจะเปนไปประการใด ข้าพเจ้าต้องยอมให้เปนไปตามการ เพราะข้าพเจ้า เชื่อในความฉลาดไหวพริบของท่านราชทูตที่ ๑ พอแล้ว เมื่อเราได้นั่งโต๊ะรับประทานอาหารอยู่ช้านาน ได้มีคนเข้ามาบอก ว่า ข้าราชการผู้ใหญ่ในเมืองเบรอตายน์ ( Bretagne ) พึ่งมาถึง แล


๑๑ ขอโอกาศที่จะมาทำความเคารพต่อท่านราชทูต ข้าพเจ้าจึงได้ลุกจากโต๊ะออกไปรับแลมีขุนนางไทยตามข้าพเจ้าไปด้วย ๒ คน ข้าพเจ้าจึงได้ พาเข้าไปยังห้อง แลได้นำท่านผู้ที่มาใหม่มาพบกับท่านราชทูต ท่าน ราชทูตจึงลุกขึ้นยืนแลไม่ยอมนั่ง จนกว่ามองซิเออร์เดอมองโตเซียจะลง นั่งข้างตัวราชทูตเสียก่อน แลรอจนท่านผู้หญิงทั้งหลายได้นั่งพร้อมกัน ตามที่ได้จัดไว้ข้างซ้ายโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านราชทูตจึงได้นั่งลง เมื่อต่างคนได้ลงนั่งกันพร้อมแล้ว ท่านราชทูตจึงได้สั่งให้ยกกับเข้ากลับไปแลให้เอาของหวานเข้ามา ของหวานในคราวนี้ก็ได้จัดอย่างงดงาม แลดียิ่งกว่าธรรมดา ก่อนที่จะลงมือรับประทานของหวาน ท่านราชทูตได้หยิบลูกกวาดแลของแห้ง ๆ ทั้งผลไม้อย่างดี ๆ โยนไปตามตักผู้หญิง แล้วจึงหันตัวมาพูดกับมองซิเออร์เดอมองโตเซียอย่างน่าฟังว่า คราวนี้ ท่านราชทูตอวดได้ว่า รองแต่พระเจ้าแผ่นดินลงมายังไม่ได้พบสิ่งใด จะงามแลน่าเอนดูกว่าท่านทั้งหลายที่มากับมองซิเออร์เดอมองโตเซียใน คราวนี้เลย แล้วท่านราชทูตจึงพูดต่อไปโดยไม่คอยฟังคำตอบว่า" เพราะ ตัวท่านเองนั้น ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูเปนคนเกิดมาสำหรับบังคับบัญชา ประเทศที่ใหญ่ แลท่านผู้ดีที่นั่งอยู่ข้างหลังท่านนั้น ( คือมองซิเออร์ เดอเซเนเล ) ดูหน้าตาเหมือนกับจะเปนเสนาบดีที่ฉลาดคนหนึ่ง ส่วน บาดหลวงคนที่นั่งต่อไปนั้น ( คืออาชบิชอบเดอรูอัง ) ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูลักษณ อาจจะทายได้ว่าต่อไปวันหน้าคงจะเปนหัวหน้าของนักพรต ทั้งปวงในประเทศฝรั่งเศส แลท่านทั้งสองที่นั่งรองลงไปนั้น ( คือดุ๊ก


๑๒ เดอโบวีเลีย ( Bauvilliers ) กับดุกเดอ มาร์ ( Mortemart ) ดูลักษณ สมควรจะเปนคนที่รับราชการอย่างสูงในแผ่นดินนี้ได้" แล้วท่านราชทูต ได้หันตัวไปทางฝ่ายผู้หญิง พูดต่อไปว่า "ในส่วนท่านผู้หญิงเหล่านี้ ถ้าหากว่าได้อยู่ในเมืองของข้าพเจ้าแล้ว ก็จะต้องถือว่าเปนชั้นนางฟ้า" การที่พูดดังนี้ คนที่นั่งฟังพอใจด้วยกันทุกคน พอท่านราชทูตพูดจบลง แล้ว ก็ฉวยถ้วยแก้วสุราดื่มให้พรมองซิเออร์เดอมองโตเซีย ให้แก่ ผู้หญิงแลให้แก่ท่านข้าราชการที่มาด้วย แล้วท่านราชทูตก็ขอให้ท่าน เหล่านี้ดื่มให้พรตอบราชทูตบ้าง ครั้นรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ท่าน ราชทูตได้จูงมือมาดามเดอเซเนเลไปตากลมในสวน แลไปนั่งไต้ต้นไม้ ต้นหนึ่ง ข้าพเจ้าได้นั่งเคียงกับมาดามเดอเซเนเล ๆ จึงได้ขอให้ข้าพเจ้า ถามท่านราชทูตว่าผู้หญิงในเมืองของท่านราชทูต รูปร่างสวยเหมือนอย่าง ผู้หญิงในเมืองฝรั่งเศสหรือไม่ ข้าพเจ้าขอโทษไม่ยอมถามให้ แต่ท่าน ราชทูตไม่ฟังจะเขี้ยวเข็นให้ข้าพเจ้าแปลตามคำพูดของมาดามเดอเซเนเล ให้จงได้ บันดาคนทั้งหลายซึ่งอยู่ในที่นั้นก็ไม่ยอมเหมือนกัน ขอให้ข้าพเจ้าแปลคำถามให้จงได้ จึงจำเปนจำใจต้องแปลตามคำถาม แต่พอถามเสร็จมาดามเดอเซเนเลก็ว่าเสียใจว่าไม่ควรจะพูดขึ้น เพราะท่านราชทูตได้หันหน้าไปทางมาดามเดอเซเนเลแลจับมือไว้ ตอบโดยทันทีว่า "ถ้าท่านได้แต่งตัวอย่างผู้หญิงในเมืองของข้าพเจ้าแล้ว จะไม่มีผู้หญิงคนใดในโลกสวยเท่าท่าน" มาดามเดอเซเนเลได้ฟังก็หน้าแดง แลบันดา ผู้ชายที่ได้ยินก็ต่างคนล้อมมาดามเดอเซเนเล


๑๓ ว่าด้วยราชทูตเข้ากรุงปารีส เมื่อได้กำหนดวันที่จะเข้าไปในกรุงปารีสเปนที่แน่นอนแล้ว พอ เช้ามืดในวันนั้น คนเป่าแตรหลวง ๑๒ คนได้มายังเมืองแบนี พอ เวลาประมาณเช้า ๒ โมง (๘ ก.ท.) มีรถอย่างงามเทียมม้า ๖ ได้ มาถึงหลายคัน แล้วมีทหารรักษาพระองค์โหล ๑ กับนายทหารคน ๑ ได้ตามรถมาด้วย มองซิเออร์ ยีโรด์ ( Giraud ) เจ้าพนักงาร กรมวัง ( Master of Ceremonies ) ได้มาในพระนามของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส เชิญท่านราชทูตให้เข้าไปยังกรุงปารีส ท่านราชทูตได้นั่ง รถไปจนถึงตำบล รำบูเย ( Rambouillet ) ได้แวะรับประทานอาหาร ณตำบลนั้น เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ท่าน ดุ๊ก เดอ ลา เฟอยาด ( Due de la Feuillade ) ได้นำทหารฝรั่งเศสซึ่งท่านผู้นี้เปนผู้บังคับการกับรถมารับ เพราะพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้รับสั่งให้ท่านดุ๊ก ผู้นี้มารับราชทูตพร้อมด้วยเจ้าพนักงารกรมวัง แต่ท่านราชทูตยังไป เร็วนักไม่ได้ เพราะต้องมีเวลาคอยรับทั้งเจ้าหญิงแลเจ้าผู้ชาย ซึ่ง เอารถเทียรมม้า ๖ แลม้า ๘ มารับท่านราชทูตในเวลาจะเข้ากรุง วิธีเดิรกระบวรมีดังนี้ ข้างหน้ามีแตร ๔ คัน ฉาบ ๑ อันนำหน้า ต่อนั้นมาผู้บังคับกองทหาร กับเจ้าพนักงารประจำบ้านของท่านดุ๊กเดอลาเฟอยาด ต่อนั้นก็มีรถเปล่าของท่านดุ๊ก แล้วจึงถึงรถพระที่นั่งซึ่ง ท่านราชทูตที่ ๑ นั่งมาพร้อมกับดุ๊กเดอลาเฟอยาด ๑ เจ้าพนักงาร


๑๔ กรมวัง ๑ มองซิเออร์ตอฟ ( Torf ) พนักงารชาวที่ ( Gentleman of the Chamber ) ซึ่งเปนคนประจำอยู่กับท่านราชทูต ๑ รถคันที่ ๒ นั้น มีราชทูตที่ ๒ แลที่ ๓ นั่งมาพร้อมกับมองซิเออร์ยีโรด์ รถคัน ที่๓ นั้นข้าพเจ้านั่งข้างในอยู่คนเดียว ด้วยเชิญพระราชสาส์นของพระเจ้ากรุงสยามซึ่งบัญจุในหีบทองคำ แลหีบนั้นวางบนหัวเข่าข้าพเจ้า แล มีข้าราชการไทยหมอบอยู่ข้างหน้า ๒ คน ยังมีคนสำหรับเปิดประตูคน ๑ กับทหารรักษาพระองค์ขี่ม้าชักกระบี่ออกจากฝักถืออยู่ในมือ แล้วรถ อื่น ๆ ของเจ้าผู้หญิงเจ้าผู้ชายก็ตามหลังมา รถเหล่านี้มีเจ้าพนักงาร ที่มาในคณะท่านราชทูต กับเจ้าพนักงารผู้ใหญ่ของฝรั่งเศสบางคนนั่ง เต็มหมด ฝ่ายกองทหารฝรั่งเศสได้รายทางตามถนนที่กระบวรจะเดิร ผ่านทุกถนน ข้าพเจ้าเชื่อว่าคราวไหนจะไม่มีคนมาดูมากเหมือนคราวนี้ เพราะชนทั้งหลายได้มาทั่วทุกทิศานุทิศ เพื่อมาคอยดูกระบวรแห่ ราชทูตสยาม การเดิรกระบวรคราวนี้ช้ามาก จนเวลาค่ำทุ่ม ๑ (๗ ล.ท. ) จึงได้มาถึงโฮเต็ลที่พักของราชทูต ที่ถนน ตูรูนอง (Rue de Tournon)




๑๕ จดหมายมองซิเออร์ เดอลียอน ถึง มองซิเออร์ มาตีโน ( Martineau ) ว่าด้วยบาดหลวงตาชา แลรายลเอียดที่ราชทูตอยู่ในประเทศฝรั่งเศส เมื่อได้มาถึงประเทศฝรั่งเศสแล้ว ก็เปนอันรู้กันทั่วไปว่า การเจรจาต่าง ๆ ได้ดำเนิรทางพวกบาดหลวงคณะเยซวิด ฝ่าย บาดหลวงตาชาโดยไม่ได้นึกถึงหรือโดยเจตนาก็ตาม ได้จัดการให้มองซิเออร์ วาเช ซึ่งเปนมิซชันนารีของเราออกห่างจากราชทูตสยาม พระเจ้ากรุงสยามได้รับสั่งให้ทำบาญชีเปนภาษาไทยจดของต่าง ๆ เปนอันมาก ที่มีพระราชประสงค์ให้ไปทำที่ประเทศฝรั่งเศส แลใน บาญชีมีจำนวนของหลายอย่างที่จะทำไม่ได้เปนอันขาด ในระหว่าง เดิรทางอยู่นั้น มองซิเออร์ วาเช อยากจะทำให้ท่านราชทูตพอใจ จึงได้ช่วยกันกับล่ามเอาบาญชีนั้นแปลเปนภาษาฝรั่งเศส แต่ถึงแม้ว่ามองซิเออร์ วาเช จะรู้สึกว่าของบางอย่างที่ต้องพระราชประสงค์เปนของที่ทำไม่ได้ก็ดี แต่ก็ได้อุส่าห์แปลคำต่อคำโดยไม่ได้คิดที่จะแปลเปลี่ยนแปลงแก้ไขอย่างใดเลย ครั้นได้มาถึงกรุงปารีสแล้ว บาดหลวง ตาชาได้เห็นบาญชีนี้ จึงขอยืมไปจากมองซิเออร์ วาเช สักวันหรือ สองวันก็จะคืนให้ มองซิเออร์ วาเช ก็ได้ ให้บาดหลวงตาชายืมไปตามความต้องการโดยง่าย ภายหลังสักสองวัน มองซิเออร์ เดอเซเนเล ซึ่งได้รับบาญชีของเหล่านี้จากบาดหลวงตาชา เพราะคงจะไม่ได้บาญชีนี้จากทางอื่น ได้ให้คนไปตามมองซิเออร์ วาเช กับหัวหน้าโรงเรียน สามเณรที่กรุงปารีส โดยเชื่อเสียว่าบาญชีนี้คงจะเปนความคิดของ

๑๖ มองซิเออร์ วาเช ให้ทำเมื่อยังอยู่เมืองไทย ครั้นพบ มองซิเออร์ วาเช แล้ว มองซิเออร์ เดอเซเนเล จึงได้ต่อว่าแลใช้คำอย่างแรงที่สุด แล โทษว่า มองซิเออร์ วาเช ได้ทำการซึ่งปิดหนทางที่จะทำให้พระเจ้ากรุง สยามพอพระทัยไม่ได้ เพราะการที่จะทำกระจกเงาสูง ๒๐ ฟิตนั้นเปน ของที่ทำไม่ได้เปนอันขาด มองซิเออร์ วาเช จึงได้ตอบตามความที่เปนจริง ว่าในการทำ บาญชีนี้ มองซิเออร์ วาเช หาได้เกี่ยวข้องอย่างใดไม่ นอกจากเปนผู้ แปลคำต่อคำเท่านั้น แต่มองซิเออร์ เดอเซเนเล ขัดเคืองมาก จึง ได้ห้ามไม่ให้ มองซิเออร์ วาเช มาเกี่ยวในกิจการอย่างใด ๆ ของราชทูต สยามต่อไป เพราะฉนั้น มองซิเออร์ วาเช จึงตกลงไปพักที่เมือง บูรกอยน์ เพื่อไม่ให้มีการสงสัยในตัวของตัวต่อไป ในเรื่องนี้ถึงแม้ว่า มองซิเออร์ เดอเซเนเล ไม่ได้พูดกับข้าพเจ้าอย่างที่ได้พูดกับ มองซิเออร์ วาเช ก็จริงอยู่ แต่ข้าพเจ้ามีนิสัยไม่พอใจ ที่จะเกี่ยวข้องในการเช่นนี้เลย เพราะไม่ใช่เปนการที่จะน่าทำหรือจะให้ ได้มิชื่อเสียงอย่างใด ข้าพเจ้าจึงจับเอาคำที่ มองซิเออร์ เดอเซเนเล ได้พูดกับ มองซิเออร์ วาเช ดุจเปนข้อความที่ มองซิเออร์ เดอเซเนเล ได้ ว่าตัวข้าพเจ้า เพราะฉนั้นข้าพเจ้าจึงได้พูดกับ มองซิเออร์ เดอเซเนเลว่าข้าพเจ้าจะไม่เกี่ยวข้องด้วยกิจการของราชทูตสยามต่อไป แลการที่ ข้าพเจ้าทำเช่นนี้ จะอ้างเหตุอย่างไรก็แล้วแต่ มองซิเออร์ เดอเซเนเล จะเห็นควร หรือจะไม่อ้างเหตุอย่างไรทีเดียวก็แล้วแต่ใจ แต่ครั้น


๑๗ ภายหลัง มองซิเออร์ เดอเซเนเล ได้มาบอกว่า พระเจ้ากรุงฝรั่งเศส มีพระราชประสงค์จะให้ข้าพเจ้าเปนผู้แปลข้อควาที่ราชทูตสยามจะต้อง กราบทูล ข้าพเจ้าจึงยอมตามพระราชประสงค์ แต่อย่างไรก็ดี ใน การเจรจาแลปรึกษาหารือในข้อต่าง ๆ ในเมืองฝรั่งเศสนั้น ข้าพเจ้า ไม่ใคร่ได้เกี่ยวด้วยเลย เพราะฉนั้นข้าพเจ้าอาจสาบาลได้ว่า ไม่มี ใครได้ถามความเห็นข้าพเจ้าในข้อหนึ่งข้อใดเลย เว้นแต่ มองซิเออร์ เดอเซเนเล ได้ถามข้าพเจ้าครั้งเดียวเท่านั้น ว่าบาดหลวงตาชาเปน เพื่อนรักชอบกับ มองซิเออร์ คอนซตันซ์ จริงหรือ แต่เปนการเคราะห์ดี สำหรับข้าพเจ้ามาก ที่พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสหรือผู้หนึ่งผู้ใดไม่ได้ถาม ข้าพเจ้าเลย ว่าการต่าง ๆ ในเมืองไทย ข้าพเจ้าจะมีความเห็นว่า อย่างไร แลไม่ได้ถามถึงเรื่อง มองซิเออร์ คอนซตันซ์ เลย ซึ่ง เปนการเคราะห์ดียิ่งขึ้นไปอีก เพราะข้าพเจ้ารู้สึกตัวว่า ความเห็น ของข้าพเจ้าผิดกันไกลกับข้อความที่บาดหลวงตาชาได้กล่าวไว้ เพราะ ฉนั้นจะเปนการที่ข้าพเจ้าจะตอบลำบากมาก จึงยินดีนักที่ไม่มีใครถามเลย อีกประการหนึ่งเมื่อข้าพเจ้ามาคราวนี้ พระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ได้ทรงเอ็นดูข้าพเจ้ามาก ทั้งมีเรื่องสำคัญ ๆ หลายเรื่องที่จะกราบทูลสำหรับให้เปนประโยชน์แก่คณะบาดหลวง แลถึงแม้ว่าข้าพเจ้าเชื่อใจ ว่า ถ้าข้าพเจ้าจะขอเฝ้าสักครึ่งชั่วโมงก็คงได้โดยแท้ แต่ถึงกระนั้น ๓


๑๘ ข้าพเจ้าไม่ได้ขอร้องอย่างใดเลย เพื่อจะไม่ให้มีใครสงสัยได้ว่าข้าพเจ้าได้เกี่ยวในการต่าง ๆ

ว่าด้วยความเรียบร้อยของราชทูต จดหมาย มองซิเออร์ เดอลียอน ถึง มองซิเออร์ วาเช วันที่ ๑๙ เดือนสิงหาคม ค.ศ. ๑๖๘๖ (พ.ศ. ๒๒๒๙) ท่านราชทูตสยามได้ปฏิบัติการให้เปนที่พอใจคนทั่วไป เพราะ ท่านเหล่านี้เปนคนซื่อ อัธยาศัยดีแลกิริยาเรียบร้อย ถ้าจะพูดโดยสั้น แล้ว ความประพฤติแลอัธยาศัยของท่านราชทูตตรงกันข้ามกับขุนนาง สองคนที่มาครั้งก่อนแลที่ได้ทำให้ท่านร้อนใจนัก เชื่อกันว่าท่านราชทูตคงจะได้เข้าเฝ้าในวันพฤหัสบดีหน้า แลจะต้องอยู่ยังที่พัก ๔ หรือ ๕ วัน ที่พักของท่านราชทูตนั้นได้จัดอย่างงดงาม ซึ่งเปนการพิเศษไม่เคย ได้จัดให้ราชทูตใด ๆ อย่างนี้เลย ตามที่พวกเราคาดคเนการนั้นเปน อันเชื่อได้ว่า บริษัทคงจะได้ตั้งการค้าขายในเมืองไทยได้ต่อไป แล บางทีจะเพิ่มการค้าขายให้มากขึ้นกว่าเก่าด้วย พระเปนเจ้าได้โปรด ดลใจให้ไปตั้งอยู่ที่เมืองสงขลาเถิด




๑๙ ว่าด้วยสำแดงข้อปุจฉาวิสัชนาแก่ชาวฝรั่งเศส จดหมาย มองซิเออร์ เดอบรีซาเซีย ถึง มองซิเออร์ ชาโม ( Charmot ) วันที่ ๓๐ เดือนธันวาคม ค.ศ. ๑๖๘๖ (พ.ศ. ๒๒๒๙) เมื่อวันศุกร์พวกเราได้ไปเฝ้าพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสที่พระราชวังเวอซายเมื่อเวลาเสวยเสร็จแล้ว พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสทรงรับรองอย่างดีมาก ท่านอาชบิชอบเปนผู้นำเฝ้า พวกเราได้นำคำปุจฉาวิสัชนาเขียนเปนภาษาลาติน มีครุยเงินแลทองถวายพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ท่านอาชบิชอบ เปนผู้กล่าวคำกราบทูลยอพระเกียรติ์ ในระหว่างที่กราบทูลอยู่นั้น ได้ มีรับสั่งแซกถึงสองคราว ซึ่งเปนข้อรับสั่งอันน่าฟังมาก ตั้งแต่นั้นมา พวกเราได้เที่ยววิ่งไปทุกแห่ง เพื่อนำคำปุจฉาวิสัชนาไปให้คนโน้นคนนี้ แต่การที่เราได้วิ่งเต้นคราวนี้ ดูเผิน ๆ ก็ไม่เปนประโยชน์อะไรเพราะ ไม่ได้พบใครเลย แต่ความจริงก็เปนผลสำเร็จเรียบร้อยดี ท่าน ราชทูตก็ได้รับเชิญเหมือนกัน และเมื่อได้มาพร้อมกันแล้ว มองซิเออร์ อันโตนิโอปินโต ได้วิสัชนาอย่างดีมาก แลในที่สุด มองซิเออร์ เดอ เลซต๊อก ( L' Estocq ) ผู้เปนเปรซิเดน ได้กล่าวคำเปนภาษาลาติน ชมเชยชาวต่างประเทศผู้นี้แลชมเชยพวกมิซชันนารีทั่วไป พรุ่งนี้เช้า ที่โบสถ์โนตร์ดำจะได้มีการปุจฉาวิสัชนาอีกครั้ง ๑ หวังใจว่าข้างฝ่าย ผู้ปุจฉาของเราคงจะได้ตอบท่านบาดหลวง โรซ ( Roze ) ดีเท่ากับที่ได้ตอบมองซิเออร์ เดอ เลซต๊อก ในค่ำวันนี้มาแล้ว


๒๐ จดหมายเหตุของบาดหลวงวาเช ว่าด้วยบินโตได้รับเกียรติในการปุจฉาวิสัชนา พวกบาดหลวงได้พาลูกศิษย์ของ มองซิเออร์ ยอเร ชื่อ อันตวนปินโต ลงเรือมาด้วย ในเวลาเดิรทางนั้น อันตวนได้ป่วยตลอดทาง จึงไม่มีเวลาที่จะอ่านหนังสือ แต่ถึงดังนั้น เมื่อได้มาถึงกรุงปารีสได้ หลายอาทิตย์ ท่านบาดหลวงคณะการต่างประเทศได้เรียกตัวไปสอบ ความรู้ในการสาสนา เพื่อสอบว่าความรู้จะดีจริงเท่ากับที่ได้มีผู้เขียน จดหมายมาชมเชยหรือไม่ เมื่อได้สอบความรู้แล้วก็เต็มใจที่จะให้พวก บาดหลวงที่สอบไล่จากซอบอน แลเปนผู้ที่มีความรู้มาก ซักฟอก มองซิเออร์ อันตวน เพื่อให้รู้แน่ว่าท่านผู้นี้จะสมควรเถียงข้อปุจฉา วิสัชนาในท่ามกลางมหาชนได้หรือไม่ ในชั้นต้น มองซิเออร์ บูซตร์ ( Boustre) กับดอกเตอร์อีกสามคนได้สอบความรู้ มองซิเออร์ อันตวน กว่า ๒ ชั่วโมง ท่านนักปราชญ์ทั้ง ๔ คน ได้ถามปัญหาในข้อที่ยากอย่างที่สุด แลเปนข้อที่น่าฉงนมาก ที่สุด คือในข้อ อินคาเนชั่น ( Incarnation ) ท่านนักปราชญ์ทั้ง ๔ พอใจมากจนถึงกับมีจดหมายถึงหัวหน้าโรงเรียนสามเณร ว่าจะให้ ชายหนุ่มคนนี้ออกโรงได้ทีเดียว แลคณะซอบอนจะถือว่าได้รับเกียรติยศจากผู้นี้ด้วย ข้อปุจฉาวิสัชนานี้ได้ถวายแก่พระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ใน เวลาที่จะมีการปุจฉาวิสัชนานั้น คนทั่วทั้งปารีสได้มาฟัง พวก นักพรตทั้งหลายก็มาเปนอันมาก แลคนที่ได้ฟังทุกคนได้รับรองว่า การที่ไทยคนนี้ได้แสดงตัวในครั้งนี้ ไม่มีสิ่งใดจะทำให้พอใจยิ่งกว่านี้

๒๑ แล้วภายหลังพวกนักพรตได้หาโอกาศส่งชายหนุ่มคนนี้ไปยังกรุงโรม เวลานี้จวนจะหมดเวลาที่ อินโนเซนต์ที่ ๑๑ รับหน้าที่เปนสังตปาปาอยู่แล้ว มองซิเออร์ ปินโต ได้ตั้งข้อปุจฉาใหม่ขึ้นอีกข้อ ๑ ถวายแก่ สังตปาปา ในเวลาที่จะมีปุจฉาวิสัชนานั้น ท่านสังตปาปาแลนักพรต ชั้น คาดิแนล ( Cardinal ) กับทั้งคนที่มีความรู้ดี ๆ ในกรุงโรมได้ มาฟังพร้อมกัน ทั้งหมดได้ชม มองซิเออร์ ปินโต เปนเสียงเดียวกัน ไม่มีใครคัดค้านเลย แลได้มีผู้รับรองว่า ตั้งแต่ได้ตั้งโรงเรียนนี้ ขึ้น ยังไม่เคยเห็นชาวต่างประเทศคนใดจะมีความรู้เท่ากับไทยคนนี้ ฝ่ายท่านสังตปาปาพอใจจนถึงกับจะต้องการตั้งให้ไทยคนนี้เปนนักพรต ก่อนที่จะกลับไปฝรั่งเศส ซึ่งเปนการไม่เคยมีตัวอย่างเลย เพราะ มองซิเออร์ ปินโต ก็อายุเพียง ๒๒ ปีเท่านั้น แลที่ตั้งคราวนี้ก็เปน การพิเศษ ท่านสังตปาปายังเห็นต่อไปว่า ไทยคนนี้สมควรที่จะเปน บาดหลวงชั้น วิแก อาปอซโตลิก ( Vicaire Apostolique ) ได้

คำชมเชยของมองซิเออร์ เดอ บรีซาเซีย แสดงต่อราชทูตของพระเจ้ากรุงสยาม ที่โรงเรียนสามเณร คณะการต่างประเทศ ความดีความชอบทั่วไปของท่าน ซึ่งเปนการที่รู้กันทั่วไปนั้น เปนสิ่งที่ควรจะโฆษนาในภาษาต่าง ๆ ทุกภาษา แลพวกข้าพเจ้าหวังใจ


๒๒ ว่า จะได้มีโอกาศรวบรวมชาวประเทศทั้งหลายในทวีปยุโรป ให้ มาประชุมในที่นี้ เพื่อแสดงความนับถือต่อพระเจ้ากรุงสยามต่อหน้าท่านซึ่งเปนผู้แทนพระองค์มา เช่นเดียวกับพระเจ้ากรุงสยามผู้มีอำนาจอัน ใหญ่ยิ่ง ได้แสดงความนับถือพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ให้บันดาเมือง ทั้งหลายฝ่ายทิศตวันออกเห็น โดยแต่งให้ท่านมาเปนอัคราชทูต เช่นนั้น แต่ในที่นี้ก็ไม่จำเปนจะต้องกล่าวสิ่งที่ไม่เปนประโยชน์ แลไม่ จำเปนจะต้องยืมวิธีของชาวต่างประเทศอย่างใด เพราะฉนั้นข้าพเจ้า ต้องขออนุญาตให้บาดหลวงในคณะนี้ได้แสดงความชมเชยต่อท่าน แล ขออนุญาตให้พวกบาดหลวงได้แยกกันแสดงด้วยวิธีต่าง ๆ ถึงวิชา ความรู้แลความประพฤติของท่าน ซึ่งชนทั่วโลกสรรเสริญนัก แล ขอให้บาดหลวงได้ใช้คำอย่างฉลาดของชาติ ฮีบรู ( Hebrew ) อย่าง สุภาพของชาติกริก อย่างจริงจังของชาติลาติน แลอย่างน่ารัก น่าฟังของคนไทย สำหรับแสดงความชมเชยต่อท่านในครั้งนี้ แล ขอให้แยกกล่าวถึงคุณความดีของท่าน เพื่อเปนการตอบแทนในการที่ท่านได้ให้เกียรติยศที่ได้มาในคราวนี้ และเพื่อแสดงความนับถืออัน จริงใจ ซึ่งจะไม่มีที่สิ้นสุดชั่วกาลปาวสานด้วย



๒๓ คำชมเชยของบาดหลวง เดอลียอน แสดงต่อราชทูตของพระเจ้ากรุงสยาม ที่โรงเรียนสามเณร คณะการต่างประเทศ กล่าวเปนภาษาไทย จนถึงในเวลาเดี๋ยวนี้ ข้าพเจ้ามีความยินดีที่สุด ที่ได้เห็น ความตั้งใจของชนชาวฝรั่งเศสทุกคน มาแสดงความรักใคร่ ความ นับถือ ที่มีต่อพระเจ้ากรุงสยามนายของท่าน ทั้งแสดงความรักใคร่ และนับถือในส่วนตัวท่านเองด้วย เพราะท่านได้รักษาเกียรติยศเกียรติคุณของท่านดีมาก ครั้งนี้เปนครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาศประสานเสียง กับเสียงชมเชยของมหาชนทั่วไป แลเปนโอกาศที่ข้าพเจ้าจะได้แสดง ตัวให้ท่านเห็นความในใจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากล้าที่จะพูดได้ว่า น้ำใจ ของข้าพเจ้ามีความรักใคร่แลนับถือท่านยิ่งกว่าชนทั้งปวง แลเพื่อเปน พยานแห่งความจริงใจข้อนี้ ก็ขอให้ท่านคิดดูว่า การที่ข้าพเจ้ากล่าว เช่นนี้ ข้าพเจ้าจะหมายประโยชน์ส่วนตัวอะไร คนอื่น ๆ ได้ทราบ ความจริงที่เกี่ยวด้วยพระเจ้ากรุงสยาม แต่โดยที่ทราบตามที่มีผู้จดจำ ไว้ กล่าวคือได้ทราบถึงพระเกียรติยศพระเกียรติคุณที่พระองค์มีอยู่ ยิ่งกว่าพระเจ้าแผ่นดินทั้งหลายฝ่ายทิศตวันออก ได้ทราบถึงพระราช ทรัพย์ที่มีมากมายในท้องพระคลัง ถึงพระหฤทัยซึ่งทรงสอดส่องการ



๒๔ ทั้งปวงอันน่าพิศวง ถึงการปกครองอันเรียบร้อยของรัฐบาลของพระองค์ซึ่งทรงพระอุสาหะจัดการบ้านเมือง โดยไม่ทรงนึกถึงความเหน็ดเหนื่อย ทั้งทรงแสวงหาทางกุศล แลโปรดนักหนาในการที่จะแสวงหาความ รอบรู้ทั่วไป ทั้งพระอัธยาศัยก็เปนที่นิยมของชนทั่วไป จนเปนการ กระทำให้ชาวต่างประเทศเปนอันมาก ได้ไปขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร จากทิศานุทิศ แลที่สุดความที่ทรงพระเมตตาแก่นักพรตผู้ทำการของ พระเปนเจ้านั้น พระเกียรติยศพระเกียรติคุณตามที่ได้กล่าวมานี้ เมื่อ ผู้ใดมีโชคดีได้โอกาศเฝ้าแลเห็นด้วยตาของตัวเอง ดังข้าพเจ้าได้ เห็นมาหลายครั้งแล้วนั้น ก็จะเห็นได้โดยง่ายว่า พระเกียรติยศ พระเกียรติคุณยังมากกว่าที่ได้กล่าวมานี้หลายเท่า เพราะฉนั้น การที่มีคนนิยมนับถือท่านนั้น ก็โดยเทียบเคียง พระเกียรติคุณของนายท่าน เปนต้นว่า การโต้ตอบของท่านในการ ทั้งปวง เปนคำที่ตรงแลสละสลวยเพียงไร เปนสิ่งที่ชนทั้งหลาย ชมเชยนักแลจะไม่ลืมเลย ความจริงวาจาที่ท่านกล่าวนั้น ถึงเปน คำดีเพียงไรแต่ก็เสียค่าลงไปบ้าง ด้วยเหตุที่ต้องแปลจากภาษาโน้น มาเปนภาษานี้ ถึงตัวข้าพเจ้าเองก็รู้สึกน้อยใจบ่อย ๆ ที่จะแปลคำของท่านให้ได้มีน้ำหนักเท่ากับคำที่ท่านใช้นั้นไม่ได้ ยังได้มีคนชมเชย อัธยาศัยอันดีของท่าน ที่ทำให้ท่านปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมของ ประเทศต่าง ๆ ได้โดยง่าย เพราะขนบธรรมเนียมเหล่านี้หาเหมือนกัน ทุกประเทศไม่ แลได้มีคนสรรเสริญอารมณ์ของท่านซึ่งเฉยแลไม่มี


๒๕ ความวิตกในการอย่างใด ๆ เลย แลในที่สุดมีคนนิยมอัธยาศัยแล ความประพฤติดีของท่านที่ได้เห็นปรากฏอยู่ทุก ๆ วัน แต่บันดาชน ทั้งหลายได้เห็นท่านแต่เผิน ๆ ยังนิยมท่านถึงเพียงนี้ ถ้าได้มีโอกาศ ได้อยู่ใกล้ชิดกับท่านจะนิยมท่านสักเพียงไร เผอิญเปนเคราะห์ดีของ ข้าพเจ้า ที่พระเจ้ากรุงสยามได้มีพระราชโองการให้ข้าพเจ้ามายัง ประเทศฝรั่งเศสพร้อมกับท่าน ซึ่งเปนการที่ข้าพเจ้าได้เปรียบกว่าคน ทั้งหลาย เพราะได้อยู่ใกล้ชิดกับตัวท่าน การที่ได้ทรงพระกรุณา แก่ข้าพเจ้าในครั้งนี้ ไม่ใช่แต่ครั้งนี้ครั้งเดียว ได้เคยทรงพระเมตตา ต่อข้าพเจ้ามาหลายครั้งแล้ว ยังไม่ใช่แต่เท่านี้ ท่านยังได้แสดง ไมตรีของท่านซึ่งเปนการจับใจข้าพเจ้ายิ่งนัก เพราะฉนั้นเปนธรรมดา ของบุคคลที่ต้องมีความกตัญญูในใจอยู่แล้ว แต่ในส่วนข้าพเจ้าได้รับ ความเมตตากรุณาต่าง ๆ จึงเปนการกระทำให้ข้าพเจ้ามีใจนับถือ อย่างอ่อนน้อม ต่อพระเจ้ากรุงสยามผู้มีพระเกียรติยศอันใหญ่ยิ่ง มี ใจรักใคร่ในส่วนตัวของท่าน แลมีใจจงรักภักดีต่อชาติของท่านด้วย แต่พระเปนเจ้าซึ่งทำการต่าง ๆ อย่างสุขุมนั้น ได้จัดการให้น้ำใจของ ข้าพเจ้ามีความจงรักภักดียิ่งขึ้นไปอีก จึงทำให้ข้าพเจ้าตกลงใจที่จะอยู่กับท่านจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เพื่อทำการฉลองพระเดชพระคุณท่าน โดยพยายามจะให้วิญญาณของท่านได้รับความสุขชั่วกาลปาวสาน


๒๖ ว่าด้วยการเลี้ยงราชทูตที่โฮเต็ลมาดัมเดอเนมอง จดหมายมองซิเออร์ เดอบรีซาเซีย ถึงมองซิเออร์ ชาโม ( Charmot ) วันที่ ๑๖ เดือนธันวาคม ค.ศ. ๑๘๖๘ (พ.ศ. ๒๒๒๙) เมื่อวันอังคารที่ล่วงมาแล้วนี้ ท่านราชทูตสยามได้มาเยี่ยมพวกเราเปนทางราชการ ครั้นเวลากลางคืน ข้าพเจ้าได้กล่าวคำชมเชย ท่านราชทูตเปนภาษาฝรั่งเศส มองซิเออร์ เดอลาโน ( de la Noe ) ได้กล่าวเปนภาษาฮีบรู มองซิเออร์ โปเก ( Pocquet ) ได้กล่าวเปน ภาษากริก มองซิเออร์ ตีแบรซ์ ( Tiberge ) ได้กล่าวเปนภาษาลาติน แลมองซิเออร์ เดอลียอน ได้กล่าวเปนภาษาไทย คำที่กล่าวนั้นได้ส่ง มาให้ท่านดูพร้อมด้วยจดหมายฉบับนี้แล้ว คือคำของมองซิเออร์ ตีแบรซ์แลของข้าพเจ้าจดตามภาษาที่พูด อีกสามฉบับนั้นได้แปลเปนภาษา ฝรั่งเศสมาเสร็จแล้ว ผู้ที่ไปในคราวนี้มี สังฆราช ดุ๊ก เดอ ลาออน

บาดหลวง เปอเลอเตีย ( Pelletier ) ๑ บาดหลวง เดอ เนมอง ( Nesmond ) ๑ บาดหลวง เดอ ลันยี ( Lagny ) ๑ บาดหลวง เซเบเร (Ce'be'ret) ๑ บาดหลวง ซายเย (Saillet) ๑ บาดหลวงเด วีเยอ ( Des Vieux ) ๑ บาดหลวง เลอเฟฟ ( Lefebvre ) ซึ่งเปนมิซชันนารีคนเก่าของเราที่กรุงโรง ๑ บาดหลวงกูเปล(Couplet) ๑ กับบาดหลวง สปี โนลา ( Spinola ) ๑ การทั้งปวงเปนที่เรียบร้อยทั้งสิ้น


๒๗ พอท่านราชทูตที่ ๑ ได้ตอบเสร็จแล้ว เจ้าของโฮเต็ลมาดัม เดอเนมอง ได้มาบอกว่า โต๊ะรับประทานอาหารได้จัดเสร็จแล้ว โต๊ะ รับประทานอาหารนี้จัดไว้ ที่มุมห้องรับประทานอาหารห้องใหญ่ แล โต๊ะอื่น ๆ ที่ตั้งอยู่ธรรมดาได้เอาออกหมด ในห้องนั้นใช้จุดเทียนไข แลมุมอีกห้องหนึ่งจัดเปนโต๊ะเครื่องดื่ม การรับประทานอาหารครั้งนี้เปนที่เรียบร้อยแลงดงามมาก มาดัม เดอ มีรามอง ( Miramion ) เปนผู้จ่ายเงินค่าเครื่องรับประทาน ซึ่งคนทั้งหลายกะว่าอยู่ในราว ๖๐ หรือ ๘๐ เหรียญ (เมืองสเปน) เครื่องใช้ตลอดจนผ้าปูโต๊ะแลคนใช้ เปนของมาดัม เดอเนมอง ทั้งสิ้น ท่านผู้ที่เปนหัวหน้าได้นั่งรับประทานในห้องใหญ่ พวกเราได้รับประทานในห้องเล็กพร้อมด้วยล่ามสองคน เสมียนสองคน กับจีนของบาดหลวง คูเปล (Couplet ) คน ๑ เมื่อ ได้ลุกจากโต๊ะแล้ว ได้จัดการให้คนใช้ของท่านราชทูตแลคนชาวสวิช สองคนรับประทานอาหาร คนชาวสวิสนั้นได้ตามท่านราชทูตมาจาก โฮเต็ล แลได้นารักษาประตูให้พวกเรา ครั้นเวลาประมาณ ๒ ทุ่มครึ่ง ( ๘.๓๐ ล.ท.) พวกที่ได้รับเชิญ กลับไปหมดแล้ว พวกเราได้ไปนั่งล้อมโต๊ะท่านราชทูตพร้อมกับ เพื่อนของเรามาจากซอบอน ( Sorbonne ) ๓ คน แลของยังเหลือพอ ที่จะเลี้ยงคนในโรงเรียนทั้งเลี้ยงคนใช้ของมาดัมเนมองด้วย ซึ่งเปน คนประมาณ ๑๕ หรือ ๒๐ คน นอกจากพวกคนใช้ที่เดิรโต๊ะ ยังมี พ่อครัวทำของคาวแลคนทำของหวานอีกหลายคน ทั้งคนใช้อีก ๔ หรือ


๒๘ ๕ คน ซึ่งคอยรับใช้ท่านราชทูตทั้งสาม แลมองซิเออร์ เดอ ลาออง กับมาควิศ ดาลิกร์ ด้วย คนทั้งหมดเหล่านี้อยู่ในความบังคับบัญชา นายโฮเต็ลคนเดียวเท่านั้น ซึ่งมีความขยันจนถึงกับในเวลารับประทาน อาหารนั้น เมื่อมาเดิรโต๊ะให้กับท่านราชทูตแล้ว ก็ยังอุส่าห์มาเดิร โต๊ะให้พวกเราอีก จะห้ามเท่าไรก็ไม่ฟังด้วย เวลา ๔ ทุ่มครึ่ง ( ๑๐.๓๐ ล.ท. ) การทั้งหลายได้ทำเสร็จหมดจนเครื่องใช้ซึ่งทำด้วยเงินก็ได้ล้างเช็ดส่งมาไว้ยังห้องข้าพเจ้า แล คนใช้ของมาดัม เนมอง ก็กลับไปได้ราว ๕ ทุ่ม (๑๑ ล.ท.) ท่าน มาควิศ ดาลิกร์ ได้พูดกับข้าพเจ้าว่า การเลี้ยงคราวนี้คล้ายกับการ เลี้ยงที่พระราชวังเวอซาย เพราะได้ทำอย่างแบบเวอซายคือเปลี่ยน กับเข้าให้ท่านราชทูตสองครั้งเปนพิเศษ

เรื่องรับคนไทยเข้าสาสนาคฤสต์ จดหมาย มองซิเออร์ ตีแบรช์ ( Tiberge ) ถึง มองซิเออร์ ชาโม ( Charmot ) วันที่ ๑๗ เดือนเมษายน ค.ศ. ๑๖๘๗ (พ.ศ. ๒๒๓๐) ข้าพเจ้าเขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อจะบอกให้ท่านทราบว่า เมื่อวานซืนนี้ ได้จัดการให้น้ำมนต์รับคนไทยเข้าเปนคริสเตียน ๑๒ คน พิธีนี้ ท่านอธิการได้ทำที่ แซงซูลปิซ ( Saint - Sulpice )


๒๙ คนที่ ๑ ชื่อ พี ( Pi ) นั้น ท่าน ดุ๊ก ดัลแบร์ ( duc d' Albret)กับท่านเคาน์เตช โดแวน (comtesse d'Ouvergne) เปนผู้รับรอง แล ได้ตั้งชื่อให้ว่า ปีแย เอมานูเอล คนที่ ๒ ชื่อ เพ็ชร์ ( Ppet ) นั้น ผู้รับรองควรจะเปนท่านหัวหน้าพวกพ่อค้าแลมาดัม เดอ เนมอง แต่ท่านหัวหน้าพ่อค้ามีธุระมาไม่ได้ เพราะจะต้องไปรับรองผู้ว่าราชการเมืองปารีสคนใหม่ แลมาดัม เดอ เนมองก็มาไม่ได้ เพราะมาเดอมัวเซล เดอ ลามวนยอง (Lamoignon ) ได้ถึงแก่กรรม แลได้ไปจัดการฝังที่ตำบล คอเดอเลีย ( Cordeliers ) เพราะฉนั้น มองซิเออร์ บายยี ( Bailly ) กับ มาดัม รูเย ( Rouille') จึงเปนผู้รับรองแทน แลได้ให้ชื่อคนไทยที่ ๒ นี้ว่า ยังบับติซต์ ( Jean - Baptiste ) คนที่ ๓ ชื่อ อ่วม ( Oman ) ท่าน เชอวาเลียเดอโชมอง กับ มาดัม เดอลียอน มารดาของ มองซิเออร์ เดอ ลียอน เปนผู้รับรอง ให้ ชื่อว่า ปอลอาตูซ ( Paul Artus ) คนที่ ๔ ชื่อ ชื่น ( Chun ) มองซิเออร์ เปอเลอเตีย (Pelletier)ที่ปรึกษาของสภาปาลีแมน กับมาดัม ดาลิกร์ เดอ บัวลันดรี (d'Aligre de Boislandry ) มาแทน มาดัม ดาลิกร์ แม่ยาย เปนผู้รับรอง แลให้ ชื่อว่า หลุย ( Louis ) คนที่ ๕ ชื่อ ไก่ ( Gaye ) เปนช่างทอง ท่านสังฆราช มีลอง ( Milon ) กับ มาดัม ลามาคีซ เดอ รูซี ( Marquise de Roussy) เปน ผู้รับรอง แลให้ชื่อว่า ฟรังซัวซาเวีย ( Francois Xavier )

๓๐ คนที่ ๖ ชื่อ มี ( Mi ) ท่านบาดหลวง เดอ ฟรูซี (Fourcy) แทนท่านหัวหน้าพ่อค้ากับ มาดัม ..............? แทน มาดัม เดอ เนมอง เปนผู้รับรอง แลให้ชื่อว่า ฮังรี โอลีเวีย ( Henri Olivier ) คนที่ ๗ ชื่อ ด่วน (Duan) เปนช่างก่อสร้าง มองซิเออร์ เดอ คัชตียี ( Castilly ) กับ มาดัม เดอ เปรซอง (Presson) เปนผู้รับรอง ให้ ชื่อว่า ฟิลิป ( Philippe ) คนที่ ๘ ชื่อ สัก ( Sac ) มองซิเออร์ ดู รูโอ ปาลู ( du Ruau - Pallu ) กับมาดัม เดอ วาลีแย เปนผู้รับรอง ให้ชื่อว่า ฟรังซัว ( Franc,ois ) ( ซึ่งเปนชื่อของ มองซิเออร์ เดลีโอ โปลิศ ที่ ถึงแก่กรรมเสียแล้ว ) คนที่ ๙ ชื่อ เทียน ( Thean ) มองซิเออร์ เดอ ลานยี ผู้บุตร แทนบิดา ซึ่งเปนหัวหน้าของการค้าขายฝ่ายต่างประเทศ กับ มาดัม ควิซโต ( Cuissetot ) เปนผู้รับรอง ให้ชื่อว่า ธอมาซ์ ( Thomas ) คนสุดท้ายชื่อ วุ้ม ( Vom ) มองซิเออร์ ซูเล ( Soulet ) ผู้ อำนวยการราชบริษัทอินเดียฝ่ายตวันออก กับมาดัม กัวลันด์ (Goisland) ภรรยาของนายโฮเต็ลที่พักของท่านราชทูตเปนผู้รับรอง ให้ชื่อว่า นิโกลา ( Nicolas ) พิธีนี้ได้ทำกันช้านานจนถึงบ่าย ๒ โมงจึงได้เสร็จ ก็แต่หาได้ ทำให้ผู้ที่เปนคริสเตียนใหม่มีความเบื่อหน่ายอย่างใดไม่ แลกิริยาที่ ทำถ่อมตัวนั้นเปนการที่คนดูพอใจทุกคน จนที่สุดพวกนี้ได้ขอร้องขึ้นเอง


๓๑ ในวันก่อนว่าจะขออดอาหาร เพื่อจะได้เตรียมตัวสำหรับพิธีในวันรุ่งขึ้น การที่อดอาหารนั้นหาได้ทำให้พวกนี้อ่อนเพลียอย่างใดไม่ ท่านอาชบิชอบไม่มีเวลาพอที่จะให้ข้าพเจ้าพาคนเหล่านี้ไปหาเพื่อขอพร แลให้ท่านอาชบิชอบทำพิธีรับรอง ซึ่งพวกนี้ต้องการนัก เครื่องแต่งตัวที่ใช้อยู่ในเวลาที่รับน้ำมนต์นั้น พวกไทยนี้ยังคงใช้ต่อไปอีก ๘ วัน เสื้อนั้นทำด้วยแพรดอกขอบทำด้วยด้ายถัก ถุงเท้า นั้นใช้ถุงขาว รองเท้าก็ขาว แลสวมหมวกขาวซึ่งพันผ้าดอก แล ข้างบนมียอดแหลมทำด้วยผ้าดอกเหมือนกัน ท่านคงจะไม่นึกเลยว่าตั้งแต่รับพวกนี้เข้าเปนคริสเตียนแล้ว พวกนี้จะมีความพอใจเพียงไร แลเวลาสวดมนต์ก็มาสวดพร้อมกันหมด เมื่อกลับจากโบสถ์แซงซุลปิซแล้ว พวกไทยได้มาขอลูก ประคำต่อข้าพเจ้า ๆ ได้จัดให้คนไปซื้อมาให้ พวกนี้รับลูกประคำโดย แสดงกิริยาเคารพ แลได้เอาลูกประคำคล้องดุจเปนตรา ( Order of Jesus & Mary ) พวกนี้ได้รับประทานอาหารพร้อมกับเราที่โต๊ะที่ ๑ แลเขาได้ขอ ร้องจะผลัดเปลี่นกันเดิรโต๊ะ แต่ข้าพเจ้าได้ตอบว่า ในระหว่างที่ เขายังแต่งกายอย่างเมื่อเวลารับน้ำมนต์อยู่นั้น จะให้เขาเดิรโต๊ะไม่ได้ ต้องให้คนอื่นเดิรโต๊ะให้ เพื่อแสดงความนับถือในการที่เขาได้เปน คริสเตียนขึ้นใหม่ ๆ แลทั้งสำหรับป้องกันไม่ให้เสื้อขาวที่เขาสวม อยู่นั้นได้เปื้อนเปรอะไปได้


๓๒ ฝ่ายคนไทยที่ ๑๒(๑)ซึ่งยังไม่ได้รับน้ำมนต์นั้นเพราะยังป่วยอยู่ พอสบายแล้ว มาดัม เดอลากิซ ( Guise ) จะเปนผู้รับรอง ไทยคนนี้มี ความประสงค์จะเปนคริสเตียนมาก

ว่าด้วยเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเมืองไทย ระหว่างเวลาที่ราชทูตสยามไปเจริญทางพระราชไมตรี ยังประเทศฝรั่งเศส เรื่องข้อสัญญาที่เกี่ยวด้วยสาสนา หาได้ประกาศไม่ จดหมาย มองเซนเยอร์ลาโน ถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ วันที่ ๓๐ เดือนตุลาคม ค.ศ. ๑๖๘๖ ( พ.ศ. ๒๒๒๙ ) ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะโทษใครในการที่พระเจ้ากรุงสยามหาได้ทรงปฏิบัตตามที่ได้ทรงสัญญาไว้กับพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ในการที่จะให้ สาสนาคริสเตียนดำเนิรขึ้นสู่ความเจริญไม่ แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าทราบได้แน่

(๑) มองซิเออร์ ตีแบรช์ ได้ออกชื่อแต่ไทย ๑๐ คนเท่านั้น แต่ก็ กล่าวว่ามีไทย ๑๒ คน แลตอนท้ายที่สุดก็ใช้คำว่า คนไทยที่ ๑๒ ในหลังจดหมายก็เขียนว่า กอดฟาเธอ แล กอดมาเธอ Godfather & Godmother ของไทย ๑๒ คน แลจดหมายเหตุอื่น ก็กล่าถึงไทย ๑๒ คนเหมือนกัน

๓๓ นั้นก็คือ ยังคมมีข้อขัดข้องอยู่เสมอมิได้ขาด พอความขัดข้องข้อนี้เปลื้องปลดไปก็คงมีการขัดข้องอย่างอื่นมาแทรกอยู่เสมอ จึงเปนอัน ทราบไม่ได้ว่าจะตั้งต้นกันอย่างไร แลเพื่อท่านจะได้ตอบคนที่จะต้องการ รู้ในการเรื่องนี้ ข้าพเจ้าจึงจะขอเล่าตามความที่เปนจริงถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เปนไปในระหว่างปีหนึ่งที่ล่วงไปแล้ว เมื่อท่านราชทูตได้ออกเรือไปแล้ว ข้าพเจ้าได้ไปพักอยู่กับมองซิเออร์เดอชันเดอบัว ( Chandebois ) แลไม่ได้ไปไหนเลย จนถึงสิ้นเดือนมกราคมข้าพเจ้าจึงได้ไปยังเมืองละโว้ ในระหว่างนั้นมองซิเออร์คอนซตันซ์ป่วยมาก แลถ้าไม่มีมองซิเออร์คอนซตันซ์แล้วพระเจ้ากรุงสยามก็ไม่ทำอะไรหมด ครั้นมองซิเออร์คอนซตันซ์หายป่วยแล้ว ตัวข้าพเจ้าเองก็กลับป่วยลง จึงต้องกลับมายังกรุงศรีอยุธยา ภายหลังได้เกิดการขึ้นซึ่งราษฎรพลเมือง ถึอว่าเปนลางร้ายแลถือว่าจะทำให้เกิดเรื่องสำคัญใหญ่โตขึ้น คือช้างเชือกหนึ่งซึ่งเคยเปนช้างทรงของพระเจ้ากรุงสยามได้แตกปลอกหนีเข้าป่าไป ซึ่งเปนลางสำหรับทำนายว่าจะได้เกิดเหตุร้ายขึ้น เพราะฉนั้นจึงได้เกณฑ์คนจนเปนจำนวนมากให้ออกไปติดตามช้าง แลพระเจ้ากรุงสยามก็เสด็จด้วยพระองค์เองกว่าจะจับช้างกลับมาได้ กินเวลาเกือบเดือน ๑ ครั้นภายหลังพระเจ้ากรุงสยามทรงพระประชวรเล็กน้อย พอหายประชวรแล้วก็ได้คิดกันที่จะตั้งต้นจัดการต่อไป บังเอินก็เกิดเหตุรู้สึกกัน ๕


๓๔ ว่าได้มีผู้คิดขบถอย่างลับ ๆ แลจวนจะถึงเวลาขบถกันอยู่แล้ว การเรื่อง ขบถนี้ได้ทำให้เกิดการวุ่นวายต่าง ๆ เดือนหนึ่งหรือสองเดือนจึงสงบการคิดขบถ ครั้งนี้เปนการน่ากลัวมากแลได้คิดกันอย่างสนิธมาก ถ้าแม้ว่า คนต้นคิดการเรื่องนี้จะมีเหตุอ้างถึงสาสนาคริสเตียนแม้แต่เล็กน้อย เปนการเชื่อได้แน่ว่าคนไทยโดยมากคงจะเข้าด้วยกับพวกขบถ แลในไม่ช้า เมืองไทยก็คงจะตกอยู่ในมือพวกขบถทั้งหมด ข้าพเจ้าต้องสารภาพว่า พอได้ทราบข่าวถึงเรื่องผู้คิดขบถคราวนี้ ข้าพเจ้าอดไม่ได้ที่จะต้องให้พรแก่พระเปนเจ้าในการที่ยังไม่ได้จัดการในเรื่องสาสนาเลย แลข้าพเจ้าได้รู้สึกว่าการที่ไม่สำเร็จนี้ถึงแม้ว่าจะเปนการน่ารำคาญก็จริงอยู่ แต่ ก็คงเปนเพราะพระเปนเจ้าได้บันดาลให้เปนเช่นนั้นโดยแท้ เพราะเหตุว่า ถ้าพวกมลายูได้เอ่ยถึงสาสนาคริสเตียนแม้แต่คำเดียวแล้ว ก็คงพอที่ จะให้ไทยโทษพวกเราว่าเปนต้นเหตุในการที่เกิดขบถคราวนี้ มาบัดนี้ การทั้งปวงก็เรียบร้อยลงรูปเดิมหมดแล้ว แลพระเจ้ากรุงสยามก็ยังทำให้เราได้มีความหวังดีอยู่เสมอ ฝ่ายมองซิเออร์คอนซตันซ์ซึ่งมีความลับ ในใจยิ่งกว่าคนอื่นได้บอกกับข้าพเจ้าเมื่อสองสามวันนี้เองว่ามองซิเออร์ คอนซตันซ์ยังตั้งใจดีอยู่เสมอ แต่ในเวลานี้ยังรอความช่วยเหลือจาก ประเทศฝรั่งเศสอยู่ ควรจะต้องอ้อนวอนขอให้พระเปนเจ้าได้จัดการให้ เปนไปตามผลที่พระเปนเจ้าต้องการให้เปนไปนั้น แลในระหว่างนี้สาสนา คริสเตียนก็ยังแผ่ไปทั่วพระราชอาณาเขต


๓๕ เพราะเหตุว่ามองซิเออร์คอนซตันซ์ได้ส่งหลาน(๑) ของเจ้าแผ่นดินเมืองมากาซาซึ่งทิวงคตไปแล้วนั้น แลได้ส่งลูกของมองซิเออร์คอนซตันซ์ เอง ๒ คน ไปถวายต่อท่านดุ๊กเดอบูรกอยน์แลดุ๊กดังยู (๒) (duc d'Anjou)นั้น ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าเปนหน้าที่ของข้าพเจ้าที่จะต้องเขียนหนังสือกราบทูลพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสแลท่านดุ๊กเดอบูรกอยน์ให้ทรงทราบ หนังสือถวายทั้งสองฉบับนี้ ข้าพเจ้าได้ส่งมายังท่านพร้อมด้วยจดหมายฉบับนี้แล้ว แลหนังสือถวายนั้นหาได้ปิดผนึกไม่

จดหมายมองเซนเยอร์ลาโนถวายท่านดุ๊กเดอบูรกอยน์ วันที่ ๓๐ เดือนตุลาคม ค.ศ. ๑๖๘๖ ( พ.ศ. ๒๒๒๙ ) ด้วยท่านเสนาบดีของพระเจ้ากรุงสยามได้พยายามของพระมหากรุณาต่อพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสผู้เปนพระเจ้าแผ่นดินอันใหญ่ยิ่งของพวกเรา แล

(๑) หลานของเจ้าแผ่นดินเมืองกามาซานี้ได้ส่งไปกับมองซิเออร์เอน แยเวซ ( N. Gervaise ) มองซิเออร์แยเวซนี้ได้มายังเมืองไทยเมื่อยัง หนุ่มอยู่ ประสงค์จะมาเปนมิซชันนารี แต่เมื่อกลับไปยังประเทศฝรั่งเศสก็ยังหาได้เปนนักพรตไม่ (๒) ท่านดุ๊กดังยูนี้เปนพระนัดดาของพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ ท่านดุ๊กเดอบูรกอยน์เปนลูกศิษย์ของเฟเนลอง (Fenelon) สิ้นพระชนม์เมื่อ ค.ศ. ๑๗๑๒ แล้วภายหลังท่านดุ๊กดังยูได้เปนเจ้าแผ่นดินเมืองสเปนทรงพะนามว่าฟีลิป ที่ ๕

๓๖ ท่านเสนาบดีก็กล้าที่จะหวังว่าคงจะได้รับพระกรุณาดังความปราถนา เพราะ พระเจ้ากรุงสยามก้ได้ทรงแนะนำฝากฝังมายังพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสแล้ว เพราะฉนั้นท่านเสนาบดีจึงจะนำบุตรหัวปีมาถวายไว้ต่อพระองค์ การที่ ท่านเสนาบดีได้ตกลงใจจะเอาบุตรซึ่งเปนสิ่งที่รักอย่างยิ่งของบิดาถวายไว้ต่อพระองค์นั้น ก็โดยเหตุที่พระองค์ถึงแม้ว่าจะยังทรงพระเยาว์อยู่ก็จริง แต่ก็มีพระอัธยาศัยอันดีซึ่งกระทำให้ปลื้มพระทัยของพระเจ้าแผ่นดินอัน ใหญ่ของพวกเรา แลกระทำให้เปนเกียรติยศของประเทศฝรั่งเศส ทั้งเปนสิ่งกระทำให้ทั่วโลกสรรเสริญชมเชยด้วย ท่านเสนาบดีหวังใจ ว่าพระองค์คงจะรับบุตรของท่านไว้เปนแน่ จึงได้ส่งของต่าง ๆ มาถวาย ตามประเพณีที่เคยปฏิบัติกันมาในเมืองนี้ เพื่อเปนการแสดงความอ่อน น้อมในตัวบิดาแลบุตรด้วย ท่านเสนาบดีต้องการให้บุตรได้รับความ เล่าเรียนให้รู้สึกตัวว่าเปนคนของพระองค์ แลให้อยู่ในปกครองบังคับ บัญชาของพระองค์ไม่ว่าจะอยู่ในที่ใด ๆ ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระองค์คงจะ ประทานอนุญาตให้ข้าพเจ้าช่วยขอร้องเพิ่มเติม ขอให้พระองค์ได้ทรง พระเมตตารับเด็กคนนี้ไว้อยู่ในความปกครองของพระองค์ต่อไป แล ข้าพเจ้ายังหวังใจต่อไปว่า พระองค์คงจะได้รับมรดกในการที่มีพระทัย เต็มไปด้วยการกุศลสำหรับแผ่การสาสนาให้ตลอดไปถึงชนสามัญ เพราะ ฉนั้นข้าพเจ้าจึงเชื่อว่าพระองค์คงจะได้ทรงพระเมตตาแผ่การปกครองของพระองค์ให้มาถึงคณะพวกข้าพเจ้าด้วยข้าพเจ้าได้ขอร้องต่อพระเปนเจ้า เสมอขอให้พระองค์ได้รับแต่สิ่งที่ดีที่งาม แลในที่สุดข้าพเจ้าขอแสดงตัวอ่อนน้อมต่อพระองค์ ฯลฯ

๓๗ จดหมายมองเซนเยอร์ลาโน ถวายท่านดุ๊กดังยู ( Duc d' Anjou ) วันที่ ๓๐ เดือนตุลาคม ค.ศ. ๑๖๘๖ ( พ.ศ. ๒๒๒๙ ) เมื่อพวกข้าพเจ้าได้ทราบข่าวอันน่าปลื้มใจตั้งแต่ปีก่อนนี้ ว่าพระองค์ได้ประสูติแล้วนั้น จึงได้มีความปีติยินดีอย่างยิ่ง แลโดยที่ถือใจ ว่าพวกข้าพเจ้าก็เปนข้าแผ่นดินอันสุจริตของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส จึง เห็นเปนหน้าที่ต้องขอบพระคุณพระเปนเจ้าที่ได้โปรดกรุณาต่อประเทศฝรั่งเศสเช่นนี้ ความยินดีอันนี้หายินดีแต่ฉเพาะพวกฝรั่งเศสไม่ แต่ บันดาชาวต่างประเทศทั่วไปก็มีความยินดีพร้อมกัน แลพระเจ้ากรุง สยามซึ่งทรงตั้งพระทัยดีต่อความสุขความเจริญของประเทศฝรั่งเศสแล พระเกียรติยศของพระเจ้าแผ่นดินอันใหญ่ของเรานั้น ก็ได้ทรงแสดง ยินดีอย่างที่สุดเหมือนกัน เพราะฉนั้นท่านอัคมหาเสนาบดีของพระ เจ้ากรุงสยาม ซึ่งเปนคนถือสาสนาคริสเตียน มีความปราถนาที่จะ แสดงความยินดีอันนี้ด้วยตัวของตัวเอง จึงเชื่อว่าพระองค์คงจะไม่กริ้ว ในการที่ท่านอัคมหาเสนาบดีจะนำบุตรถวายไว้ต่อพระองค์ ทั้งได้ส่ง ของต่าง ๆ มาถวายตามประเพณีของเมืองนี้ สำหรับแสดงความอ่อน น้อมต่อพระองค์ด้วย แต่เพราะเหตุว่าข้าพเจ้าได้เกี่ยวกับเด็กคนนี้โดย ที่เปนผู้ได้ให้น้ำมนต์นั้น ข้าพเจ้าจึงสามารถช่วยบิดากราบทูลขอร้อง ต่อพระองค์ ขอได้โปรดรับเด็กไว้ให้อยู่ในจำพวกข้าของพระองค์ด้วย แลข้าพเจ้าขอร้องต่อไป ขอให้พระองค์ได้ทรงพระเมตตาปกปักรักษา


๓๘ ปกครองคณะบาดหลวงของพวกข้าพเจ้าด้วย พวกข้าพเจ้าทั้งหลายก็ หวังในความเจริญของพระองค์อยู่มิได้ขาด แลส่วนตัวข้าพเจ้าเองก็ขอ แสดงความนับถือแลอ่อนน้อมต่อพระองค์ ฯลฯ

จดหมายมองเซนเยอร์ลาโน ถึงมองซิเออร์เดอเซเนเล วันที่ ๑ เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. ๑๖๘๖ (พ.ศ. ๒๒๒๙) ข้าพเจ้ามีความเสียใจมากที่จะบอกท่านยังไม่ได้ว่า พระเจ้ากรุงสยามได้ทรงจัดการตามที่ได้ทรงสัญญาไว้สำหรับทำให้สาสนาคริสเตียนเจริญ การที่ได้ชักช้าดังนี้ก็คงจะมีทางที่จะอธิบายได้หลายอย่าง แต่ข้าพเจ้าจะบอกท่านได้ว่า ตั้งแต่ท่านราชทูตสยามได้ออกเรือไปแล้ว ก็ได้เกิดการขัดข้องขึ้นต่าง ๆ หลายอย่าง ซึ่งจะคิดอย่างอื่นไม่ได้นอกจากคิดว่าเปนการที่พระเปนเจ้าได้บันดาลให้เปนไปเอง เพราะการที่ พระเปนเจ้าได้บันดาลการต่าง ๆ สำหรับให้เปนผลดีนั้น ยังเห็นไม่ได้ จนกว่าการนั้นได้ดำเนิรไปแล้ว จึงจะเห็นคุณความดีของพระเปนเจ้า ได้ ความจริงถ้าแม้ว่าพระเปนเจ้าได้ยอมให้การได้ดำเนิรไปตามที่ได้ คิดไว้แล้วนั้น ก็จะทำให้เสียการทั้งหมดไม่มีเวลาที่จะคืนดีได้เลย กล่าวคือเมื่อเดือนสิงหาคมที่ล่วงมาแล้ว เจ้าพนักงารได้รู้สึกว่ามีคนคิดประทุษฐ้ายต่อพระเจ้ากรุงสยาม แลการประทุษฐร้ายนี้จวนจะมีผลอยู่ แล้ว หากว่าพวกแขกมากาซาซึ่งเปนต้นคิดจะชักชวนคนไทยให้เปน พวกเดียวกันแต่ไทยไม่เข้าด้วยการนั้นจึงไม่สำเร็จ ถ้าพวกเหล่านี้ได้


๓๙ อ้างเหตุว่าจะบำรุงสาสนาเก่าให้คงเจริญแล้ว ก็คงจะมีคนเข้ากับพวกนี้เปนอันมาก แลผลที่สุดก็คงจะโทษว่าพวกบาดหลวงเปนต้นเหตุ ที่ทำ ให้เกิดวุ่นวายขึ้นเช่นนี้ แต่มาบัดนี้การทั้งหลายก็ได้สงบเรียบร้อยลงรูป เดิมแล้ว ข้าพเจ้าจึงหวังใจว่าพระเปนเจ้าคงจะหาหนทางอย่างดีสำหรับที่จะแผ่บารมีของพระเปนเจ้าให้ใหญ่โตขึ้นอีก พวกเจ้าพนักงารของบริษัทได้ขอให้ข้าพเจ้าชี้แจงให้ท่านทราบ ว่าเปนการจำเปนแลสำคัญที่จะต้องมีห้างในแถบเหล่านี้ในที่บางแห่งซึ่งจะ ทำการเปนอิศรโดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับเจ้านายในเมืองนี้ได้ แลเมื่อ จะจัดการอย่างนี้ได้ก็อย่าให้เปนการเสียหายต่อผู้หนึ่งผู้ใดจึงจะดี จริง อยู่เมื่อปีกลายนี้พระเจ้ากรุงสยามก็ได้ทรงรับรองว่าจะพระราชทานเกาะ สงขลา ( Songor ) ให้ ซึ่งเปนไชยภูมิดีมาก แต่เมืองสงขลานี้ยัง หามีการค้าขายอย่างใดไม่ จึงไปคิดตั้งในที่อีกแห่งหนึ่งซึ่งเปนที่ไม่มี ผู้คนอยู่เลย แต่เปนที่อยู่ท่ามกลางของมหาสมุทร์ทั้งหลาย คืออยู่ ที่ช่องมาลากาแลซอนด์ ( Sonde ) แต่อยู่ด้านข้างนี้ ช่องนี้เรือจำเปน ต้องเดิรผ่านทั้งไปแลมา เกาะเหล่านี้ชื่อปูโลคอนดอ ถ้าบริษัทได้มาตั้งอยู่ที่เกาะนี้แล้วไม่ต้องสงสัยเลยว่าเราคงจะได้เปนเจ้าแห่งการค้าขายเปนแน่นอน แต่การที่จะคิดตั้งบริษัทในเกาะเหล่านี้ถ้าแม้ว่าพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสไม่ทรงเห็นชอบด้วยแล้ว ก็คงจะไม่เปนการสำเร็จไปได้ เพราะฉนั้นเจ้าพนักงาร ของบริษัทจึงอ้อนวอนว่า ขอให้ท่านช่วยจัดการให้เรื่องนี้ได้เปนการสำเร็จ


๔๐ ด้วย ส่วนตัวข้าพเจ้าก็เต็มใจที่จะช่วยเจ้าพนักงารเหล่านี้อ้อนวอนท่าน เหมือนกันเพราะเหตุว่าเกาะเหล่านี้เกือบจะอยู่ท่ามกลางของคณะบาด หลวงทั่วไป จึงเปนที่สำคัญสำหรับแผ่แลบำรุงสาสนาตามประเทศต่างๆที่สาสนาได้ตั้งตัวอยู่บ้างแล้ว แลในเมืองใดที่ยังไม่เคยได้มีการสอน สาสนาเลย หรือเมืองใดที่พวกฮอลันดาได้ทำลายสาสนาเสียแล้ว ก็ จะได้แผ่ออกจากเกาะเหล่านี้ได้ง่าย การที่ข้าพเจ้าได้แนะนำมาดังนี้ไม่ ใช่สำหรับประโยชน์ของสาสนาอย่างเดียวหามิได้ แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าจะ เปนประโยชน์ต่อการค้าขายของประเทศฝรั่งเศสมาก จึงได้กล้าชี้แจง มาดังนี้ มองซิเออร์ฟอลคอนเวลานี้ กำลังคิดหาหนทางที่จะได้รับความ ปกครองของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส จึงเชื่อว่าพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสคงจะไม่ กริ้วในการที่มองซิเออร์ฟอลคอนกล้าเอาบุตรสองคนถวายไว้ต่อดุ๊กเดอบูรกอยน์แลท่านดุ๊กดังยู เพื่อแสดงความนับถือแลความอ่อนน้อม มอง ซิเออร์ฟอลคอนได้กราบทูลพระเจ้ากรุงสยามด้วยว่าพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสคงจะพอพระทัยในการที่จะถวายบุตรสองคนของเจ้าเมืองมากาซา เพราะเมืองนี้ได้ตกเปนของฮอลันดามาหลายปีแล้ว พระเจ้ากรุงสยาม ซึ่งทรงนับถือพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสมาก ทั้งตั้งพระทัยอยู่เสมอที่จะให้ ความเจริญแก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของพระองค์ จึงได้มีรับสั่งให้มองซิเออร์ ฟอลคอนส่งบุตรของเจ้าเมืองมากาซาไปกับเรือของบริษัท มองซิเออร์ ฟอลคอนคนนี้ได้มีบุญคุณแก่คณะบาดหลวงมาก เพราะฉนั้นข้าพเจ้า


๔๑ จึงขอให้ท่านโปรดช่วยอุดหนุนให้ความประสงค์อันนี้ได้สำเร็จไป จริง อยู่ได้เกิดเรื่องขึ้นในระหว่างมองซิเออร์ฟอลคอนกับพวกฝรั่งเศสซึ่งอยู่ที่นี่ แต่เรื่องนั้นก็เกิดจากความพลั้งเผลอ ซึ่งข้าพเจ้าได้พยายามที่สุดที่จะให้เลิกแล้วต่อกัน เพราะเกรงว่าต่อไปจะกระทำให้เปนผลร้ายเกิดขึ้น มาบัดนี้การก็เปนที่เรียบร้อยหมดแล้ว ข้าพเจ้าจึงหวังใจว่า เหตุที่ เกิดขึ้นนั้นก็จะเปนหนทางสำหรับการดีในภายหน้า ผู้ที่คิดจะไปจากเมืองไทยก็มีมองซิเออร์ฟอแบง (๑) (Forbin) คนเดียวเท่านั้น ในระหว่างที่มองซิเออร์ฟอแบงอยู่ในเมืองไทยนั้น ก็ได้ประพฤติตัวเปนคนดีรักชื่อเสียงอยู่เสมอ แต่การที่พระเจ้ากรุงสยามโปรดปรานมองซิเออร์ฟอแบง นั้นจึงจำเปนต้องมีคนริษยาอยู่เอง เพราะฉนั้นมองซิเออร์ฟอแบงไม่พอใจ จึงจำเปนต้องคิดกลับไปยังเมืองฝรั่งเศส การที่มองซิเออร์ฟอแบงจะกลับไปนั้น กระทำให้ข้าพเจ้าเสียใจเปนอันมาก แต่ก็หมดหนทางที่ ข้าพเจ้าจะแก้ไขอย่างใดได้ เพราะการทั้งหลายได้เปนการตกลงก่อน ที่ข้าพเจ้าได้ทราบเรื่อง

(๑) มองซิเออร์ฟอแบงคนนี้ได้อยู่ในเมืองไทย โดยสมเด็จพระ นารายณ์มีรับสั่งแลมองซิเออร์ฟอลคอนขอร้องให้อยู่ มองซิเออร์ฟอล คอนได้ทำจดหมายเหตุในการที่เขาได้อยู่ในเมืองไทยแล้ว ๖


๔๒

ในจดหมายฉบับหนึ่งที่มองเซนเยอร์ลาโนมีไปถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศนั้น มองเซนเยอร์ลาโนได้กล่าวถึงมองซิเออร์ฟอแบงว่า ดังนี้ "ข้าพเจ้าอดกลั้นไว้ไม่ได้ที่จะต้องแสดงความขัดเคืองในการที่ เชอวาเลียเดอฟอแบงจะออกจากเมืองไทย เพราะพวกข้าพเจ้าได้หวัง ในท่านผู้นี้สำหรับทำให้การของคณะบาดหลวงเจริญขึ้น การที่พวก เราเชื่อกันว่าท่านผู้นี้จะตั้งใจทำการแลจะมีความรักใคร่ต่อผู้ที่เขาทำการ ให้นั้นก็เปนการถูก เพราะเขาได้ทำการให้เห็นว่า ถ้ามีโอกาศขึ้นเมื่อใด ก็ได้พยายามทำให้การนั้น ๆ ลุล่วงไป การที่มองซิเออร์ฟอแบงตั้งใจ ดีเช่นนี้ ทั้งการที่พระเจ้ากรุงสยามทรงโปรดปราน ประกอบกับหน้าที่ ราชการที่มองซิเออร์ฟอแบงได้ทำอยู่นั้น จึงกระทำให้พวกเราหวังใจ ยิ่งขึ้นไปอีกว่า การสาสนาคงจะเจริญมากขึ้นกว่าเก่า เพราะมองซิเออร์ ฟอแบงก็ได้เรียกให้มองซิเออร์มานูเอลลงมาที่บางกอก เพื่อมาสอน คนที่ขึ้นอยู่ในงบมองซิเออร์ฟอแบงซึ่งเปนคนจำนวนมากอยู่ แต่บังเอิญ เปนการเคราะห์ร้ายได้เกิดเรื่องขึ้นต่าง ๆ ซึ่งทำให้มองซิเออร์ฟอแบง เบื่อหน่ายที่สุดจนถึงกับต้องการรีบออกจากเมืองไทยเสียโดยเร็วที่สุดที่จะ ไปได้ เพราะฉนั้นเมื่อเขาไปถึงกรุงปารีสแล้ว ขอท่านได้โปรดแสดง ความกตัญญูของพวกข้าพเจ้าให้เขาทราบ เพราะความดีที่เขาได้ทำไว้ นั้นไม่ใช่แต่ฉเพาะตามโอกาศที่มี เขายังได้เที่ยวหาโอกาศแลหาทาง ทำการดีเหล่านี้ด้วย จึงเปนการจำเปนที่พวกเราจะต้องหาโอกาศแสดง ให้มองซิเออร์ฟอแบงเห็น ว่าพวกเราหาได้เปนคนอกตัญญูไม่ ๔๓ เมื่อปีกลายนี้ พวกฮอลันดาได้มาข่มขู่พระเจ้ากรุงสยาม แต่ครั้น พวกฮอลันดากลับมาในปีนี้ หาได้แสดงการเย่อหยิ่งอย่างใดไม่ กลับแสดงความนับถือแลอ่อนน้อมต่อพระเจ้ากรุงสยาม การที่เปนดังนี้ก็ พอจะคาดคเนได้ง่ายว่า ที่พวกฮอลันดาประพฤติกลับตัวได้โดยรวดเร็วเช่นนี้ ก็ด้วยความเกรงแลระวังจะไม่ให้ขัดพระทัยพระเจ้ากรุงสยาม เพราะเหตุที่พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้ยกย่องจนถึงกับแต่งราชทูตมาเจริญ ทางพระราชไมตรีนั้นเอง พวกฮอลันดาเหล่านี้ได้มาบอกข่าวว่า ท่าน ราชทูตได้ออกจากเคปออฟกูดโฮปเมื่อเดือนเมษายนพร้อมด้วยเรือสองลำ แลบอกว่าเรือชาติปอตุเกศซึ่งพาราชทูตสยามไปยังเมืองปอตุเกศนั้น ได้แตกที่เคปออฟกูตโฮปเสียแล้ว ได้มีคนมาบอกกับข้าพเจ้าว่า พระเจ้ากรุงสยามคงจะมีพระทัยยินดีในข่าวที่ว่าเรือราชทูตที่จะไปเมืองปอตุเกศได้แตกเสียแล้วนั้น เท่ากับทรงยินดีที่ได้ทรงทราบว่าราชทูตที่จะไปยังเมืองฝรั่งเศสได้ไปโดยสวัสดิภาพ ดุจทรงเสียพระทัยที่ได้คิดอ่าน ทำพระราชไมตรีกับประเทศอื่น ๆ เพราะถ้าได้เปนพระราชไมตรีกับ ประเทศฝรั่งเศสประเทศเดียวก็พออยู่แล้ว ข้าพเจ้าขอให้ท่านโปรดปกครองคณะบาดหลวงต่อไป แลพวก ข้าพเจ้าก็จะไม่เว้นในการที่จะให้พรขอให้ท่านแลครอบครัวได้มีความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป



๔๔ จดหมายมองซิเออร์ฟอลคอน ถึงมองซิเออร์เดอบรีซาเซีย ค.ศ. ๑๖๘๘ (พ.ศ. ๒๒๓๓) ข้าพเจ้ามีความยินดีมาก ที่ได้ทราบว่าการบางอย่างที่ข้าพเจ้าได้ทำเพื่ออุดหนุนสาสนาของพระเปนเจ้าของเราในเมืองนี้แลในแห่งอื่นๆ ได้เปนการที่ตัวท่านแลบาดหลวงอื่น ๆ ได้เห็นชอบด้วย ข้าพเจ้าไม่ทราบ ว่าจะเปนเคราะห์กรรมอย่างใด ในเวลาที่ข้าพเจ้าตั้งใจพยายามจะอุดหนุนการสาสนา แลไม่เอาใจใส่ในการที่บาดหลวงบางคนได้คิดร้ายต่อข้าพเจ้านั้น คำที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปฉันเพื่อนมิตรกันซึ่งล้วนแต่เปนสิ่งที่ประสงค์ จะให้ได้ประโยชน์แก่พวกบาดหลวงแลให้เปนเกียรติยศต่อพระเปนเจ้านั้น พวกบาดหลวงหาได้เชื่อถือย่างใดไม่ แม้ที่สุดพระราชโองการของ พระเจ้าแผ่นดินนายของข้าพเจ้า พวกบาดหลวงก็หาเชื่อฟังไม่ แลสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เปนเรื่องที่ข้าพเจ้าจะอธิบายไม่ได้ เพราะเปนเรื่องที่จะต้อง ทำให้ขัดใจกัน ขอพระเปนเจ้าได้ยกโทษคนเหล่านี้ แลได้ยกโทษให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด เพราะเวลาไหนจะไม่ต้องการให้พระเปนเจ้าโปรดเท่ากับในเวลานี้ การที่ท่านแลเจ้าพนักงารทั้งหลายได้เอื้อเฟื้อต่อราชทูตของพระเจ้ากรุงสยามผู้เปนนายข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้ามีความขอบใจท่านเปนอันมาก ข้าพเจ้าได้นำความกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว แลเชื่อว่ามองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศคงจะรายงารให้ท่านทราบว่าพระเจ้ากรุงสยามทรงปีติยินดี


๔๕ แลทรงขอบใจท่านเปนอันมาก ส่วนการที่ท่านได้จัดไปสำหรับคนไทย หนุ่มนั้น ข้าพเจ้าเห็นชอบด้วยทุกอย่าง เมื่อท่านได้ใช้จ่ายสิ้นไปเท่าไร จะได้ใช้เงินให้แก่ท่านตามที่ท่านได้ทดรองไป ถ้าพวกไทยหนุ่มเหล่านั้น ได้รู้วิชาช่างกล แลวิชาที่จะให้วิญญาณได้รอดพ้นทุกข์ได้นั้น จะเปน การที่ข้าพเจ้าจะพอใจอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าขอบใจท่านมาก ที่ท่านรับรองจะช่วยเหลือข้าพเจ้า ฝ่ายข้าพเจ้าก็จะตอบแทนท่านในเวลาที่มีโอกาศอันดีแลเมื่อท่านจะต้องการให้ช่วยเมื่อใด ข้าพเจ้ารับรองว่าจะได้ช่วยท่าน ทุกประการ

ว่าด้วยพวกแขกมากาซาเปนขบถ จดหมายเหตุของคณะบาดหลวง ได้มีผู้คบคิดกันทำการร้ายซึ่งอาจจะเปนผลอย่างร้ายกาจได้ แต่บังเอิญเคราะห์ดีที่ได้ทราบทันท่วงที การที่มีผู้คบคิดกันทำร้ายนั้น มีข้อ ความตามที่ได้ทราบมาว่าดังนี้ เมื่อประมาณ ๘ เดือนที่ล่วงมาแล้วมีแขกมากาซาคนหนึ่ง เปน หัวหน้าที่ ๒ ของพวกนี้ ได้คิดการขบถประทุษฐร้ายต่อพระเจ้ากรุงสยามในชั้นแรกเขาได้แสร้งอ้างว่าได้เห็นสิ่งสำคัญอย่างวิปลาศบนท้องฟ้า คือ ได้เห็นดาว ๗ ดวงเรียงกันเปนรูปพระจันทร์ครึ่งซีก แลมีดาวอยู่กลางนั้นอีกดวงหนึ่ง แล้วเขาได้พูดว่า " ตั้งแต่เกิดมาก็ได้เคยเห็นดาวอย่างนี้


๔๖ แต่สามครั้งเท่านั้น ในคราวก่อนสองคราวที่เห็นนั้น ก็ได้เกิดขบถอย่าง ร้ายแรงทั้งสองครั้ง คราวนี้จะเปนลางอย่างใดเล่าจะไม่เปนลางว่าจะเกิดอันตรายแก่สาสนามะหะหมัดที่เรานับถืออยู่หรือ หรือจะเปนลางดีว่าผู้ที่นับถือสาสนามะหะหมัดจะได้รับความสุขต่อไปประการใดกระมัง แต่ถ้าหากว่าการร้ายจะเกิดขึ้นต่อสาสนาของเรา เราจะไม่เอาโลหิตแลชีวิตเข้าช่วยป้องกันหรือ" การที่ผู้ต้นคิดคนนี้ได้กล่าววาจาเช่นนี้ก็เพื่อจะทาบทามหาพรรคพวก แลเมื่อได้พูดจาเกลี้ยกล่อมจนพวกแขกทั้งหลายยอมเปนพรรคพวกด้วยแล้วจึงได้นัดกันจะเปนขบถต่อพระเจ้ากรุงสยามฝ่ายหัวหน้า (ภาษาฝรั่งเศสใช้คำว่าเจ้า "Prince") ของพวกแขกก็ได้ยอมเข้าเปนพรรคพวกด้วย จึงได้นัดแนะกันว่าจะได้จู่เข้าไปยังพระ ราชวัง แล้วให้เก็บพระราชทรัพย์ในท้องพระคลังให้หมด ปล่อยนักโทษซึ่งมีจำนวนมากแลซึ่งเปนคนกล้าทำการร้ายแรงได้ทุกอย่าง ให้สำเร็จโทษพระเจ้ากรุงสยามเสีย แล้วจึงยกพระอนุชาขึ้นให้ครองราชสมบัติ ต่อไป แต่ต้องบังคับพระเจ้าแผ่นดินใหม่ให้ถือสาสนามหะหมัด ถ้า ผู้ใดไม่ยอมถือสาสนามหะหมัดก็ให้ฆ่าเสียให้สิ้น การที่คิดตกลงกัน ดังนี้นั้นก็ได้เตรียมการไว้พร้อมทุกอย่างแล้ว ยังรอแต่จะหาเวลาที่เหมาะเท่านั้น ครั้นถึงวันกำหนดที่จะทำการจลาจลขึ้นนั้น ยังรอเวลาอยู่อีกสองหรือสามชั่วโมงเท่านั้น มีขุนนางคนหนึ่งซึ่งอยู่ในคณะแขก จะคิดลอายที่ตัวประทุษฐร้ายเช่นนี้ หรือจะกลัวว่าการจะไม่สำเร็จอย่างไร ก็ไม่ทราบ ขุนนางคนนี้จึงได้นำความไปแจ้งต่อท่านผู้ว่าราชการเมือง ๆ


๔๗ รีบรวบรวมทหารได้อย่างเร็วน่าประหลาทใจ แลได้ให้ทหารจุกช่องล้อม รอบพระราชวังแลให้ทหารจุกช่องอยู่ตามแห่งสำคัญ ๆ ในเมืองด้วยฝ่าย พระเจ้ากรุงสยามประทับอยู่ที่พระราชวังเมืองละโว้ พอได้ทรงทราบว่า มีผู้คิดประทุษฐร้ายต่อพระองค์เช่นนี้ ก็ได้ทรงระดมทหารมีจำนวนมาก มาจุกช่องล้อมวงพิทักษ์รักษาพระราชวังทั้งกลางวันกลางคืน ภายหลังสักสามสี่วันมองซิเออร์คอนซตันซ์ก็กลับลงมาจากเมืองละโว้ ได้มีเสียงโจษกันว่าจะจับหัวหน้าของพวกแขก หัวหน้าจึงได้พูดอย่างองอาจว่า จะยอมตายดีกว่าที่จะให้เขาจับตัวได้ แลถ้าเจ้าพนักงารจะใช้กำลังมา จับ หัวหน้าแขกก็จะต่อสู้อย่างสามารถ มองซิเออร์คอนซตันซ์จึงให้คน ไปเรียกตัวมาหา แลรับรองว่าจะไม่ทำโทษอย่างใด เมื่อหัวหน้าแขก ได้ฟังคำรับรองเช่นนี้ จึงได้ให้คนมัดมือของตัวแลให้เอาเชือกมัดคอ ตัวไว้เดิรไปหามองซิเออร์คอนซตันซ์ ทั้งเชือกยังมัดมือแลคอไว้ มอง ซิเออร์คอนซตันซ์ได้รับรองอีกครั้งหนึ่งว่าจะไม่ทำโทษอย่างใดแต่จะต้องบอกความจริงให้จึงจะได้ เจ้าพนักงารจึงได้แก้เชือกมัดออกเล้วพา ขึ้นไปยังเมืองละโว้ การที่มองซิเออร์คอนซตันซ์ได้รับปากว่า จะไม่ทำ โทษอย่างใดนั้นก็เปนการจริง หาได้ลงโทษหัวหน้าแขกอย่างใดไม่ แล หัวหน้าแขกก็ได้ให้การสารภาพ ดังได้อธิบายมาข้างต้นนี้แล้ว ในเวลาที่หัวหน้าแขกคนนี้ได้ขึ้นไปยังเมืองละโว้นั้นยังมีหัวหน้า แขกอีกคนหนึ่ง ซึ่งเจ้าพนักงารจะต้องการตัวให้ขึ้นไปยังเมืองละโว้ เหมือนกัน แต่หัวหน้าคนนี้ไม่ยอมไป แลบอกว่าถ้าไม่เปนการติดขัด


๔๘ แล้วเขาจะยอมออกไปพ้นพระราชอาณาเขตเสีย มองซิเออร์คอนซตันซ์ ได้อนุญาตให้แขกคนนี้ลงเรือไปพร้อมกับแขกอื่น ๆ อีกประมาณ ๕๐คน แต่ได้มีคำสั่งไปถึงมองซิเออร์เดอฟอแบงให้เอาโซ่ขึงขวางแม่น้ำที่บางกอกเสีย ถ้าพวกแขกเหล่านี้จะขอให้แก้โซ่แล้ว ให้มองซิเออร์เดอฟอแบง จับพวกแขกเหล่านิให้หมด มองซิเออร์เดอฟอแบงได้ทราบคำสั่งแล้ว จึงได้เตรียมคนไว้พร้อม ครั้นหัวหน้าแขกกับแขกอื่น ๆ อีก ๘ คนได้มา ถึงป้อมพบกับมองซิเออร์ฟอแบง ๆ ก็ได้พูดจาด้วยโดยดีก่อน แต่พอ มองซิเออร์ฟอแบงสั่งให้พวกแขกส่งกฤชให้ พวกแขกก็ชักกฤชออก จะต่อสู้ โดยไม่ต้องนึกถึงจำนวนทหารที่ล้อมอยู่เปนอันมาก แล้วพวก แขกเอากฤชแทงคนวิ่งแหกที่ล้อมออกไปได้ แล้วจึงขึ้นไปบนเชิงเทิน ป้อมกระโดดลงไปข้างล่าง ในคราวนี้พวกแขกได้แทงคนตายเสีย ๔ หรือ ๕ คน ฝ่ายพวกทหารที่รักษาหน้าที่อยู่นอกป้อมก็ได้วิ่งกรูเข้ามา ตีพวกแขกที่กระโดดลงมาจากป้อม ฝ่ายแขกพรรคพวกซึ่งคอยอยู่ ข้างนอกก็เข้ากลุ้มรุมตีแทงพลทหารซึ่งมองซิเออร์ฟอแบงได้จัดไว้รอบป้อมทุกด้าน พวกแขกได้ฆ่าพลทหารตาย ๒๐ คน แลทหารอื่น ๆ ถึง จะมีจำนวนมากกว่าแขกก็จริงอยู่แต่ก็วิ่งหนีหมดโดยไม่ต้องฟังเสียงมอง ซิเออร์ฟอแบงอย่างใด พวกแขกพบใครก็ฆ่าหมดทั้งเด็กแลผู้หญิง ใครกีดหน้าขวางตาพวกแขกฆ่าเสียหมดสิ้น แล้วพวกแขกจึงได้หนี เข้าป่าไป มองซิเออร์เดอฟอแบงจึงได้ออกติดตามเที่ยวค้นหาในป่าสักสามสี่วันก็ฆ่าพวกแขกตายหมด


๔๙ แต่หัวหน้าของพวกแขกยังอยู่เพราะฉนั้นการวุ่นวายในพวกแขกยังหาสงบทีเดียวไม่ แลเจ้าพนักงารเกรงกันว่าพวกแขกจะทำการจลาจลต่อไปอีก เพราะฉนั้นมองซิเออร์คอนซตันซ์กับมองซิเออร์เดอลามาร์ จึงได้จัดให้ทหารไทยล้อมค่ายแขกไว้ มองซิเออร์คอช (Coche) ชาติ อังกฤษได้เอาลูกแตกขว้างเข้าไปในค่าย แต่พวกแขกได้กรูออกมา ฆ่ามองซิเออร์คอชตาย มองซิเออร์คอนซตันซ์จึงสั่งให้ทหารยิง แต่ ขุนนางไทยคนหนึ่ง หาได้นำทหารมารักษาหน้าที่แห่ง ๑ ให้มั่นไว้ตาม คำสั่งไม่ พวกแขกมากาซาจึงได้ฆ่าขุนนางผู้นั้นกับบ่าวตายอีก ๗ คน แล้วพวกแขกก็ได้หนีไปทางช่องนี้ ซึ่งไม่มีทหารรักษา จึงข้ามแม่น้ำไป อาศรัยอยู่กับแขกมลายูอีกพวกหนึ่ง มองซิเออร์คอนซตันซ์จึงได้ลงเรือ พร้อมกับชาวอังกฤษแลชาวฝรั่งเศสบางคน ซึ่งทำราชการของพระเจ้า กรุงสยาม เพื่อไปตรวจค่ายแขกมลายูพวกนี้ ในขณะนี้กัปตันผู้เปน หัวหน้าพวกฝรั่งเศสได้ยินเสียงปืนก็รีบลงเรือพร้อมกับชาวฝรั่งเศสที่อยู่ บนบกบ้างอยู่บนเรือใหญ่ชื่อ เซนต์หลุย บ้าง ไปตามลำน้ำจนพบกับ มองซิเออร์คอนซตันซ์ ครั้นเห็นมองซิเออร์คอนซตันซ์ขึ้นไปอยู่บนบก แล้ว พวกฝรั่งเศสจึงได้ขึ้นจากเรือไปสมทบกับมองซิเออร์คอนซตันซ์ เวลานั้นพวกแขกประมาณ ๓๐ คน ได้ยกพวกมาจะเข้าล้อมพวกมอง ซิเออร์คอนซตันซ์ บางพวกมาทางข้างหน้าบางพวกมาทางด้านข้าง ครั้นพวกฝรั่งเศสเห็นพวกแขกจะล้อมทุกด้านแล้ว จึงพยายามจะถอย ๗


๕๐ กลับลงเรือ ยังมีฝรั่งเศสอยู่สองคนไม่ยอมถอยจึงต่อสู้แลฆ่าพวกแขก ตายหลายคน พวกแขกจึงรุมเอาหอกแลกฤชแทงฝรั่งเศสนั้นตายทั้ง สองคน ฝรั่งเศสอีกสองคนคิดจะหนีลงเรือ แต่กลับจมน้ำตายเสีย หาทันขึ้นเรือได้ไม่ ในครั้งนั้นมีชาวอังกฤษตายสองคนเหมือนกัน ฝ่าย กัปตันหัวหน้าพวกฝรั่งเศสอยู่ในระหว่างที่ขนาบ ๒ ข้าง มีแขกคนหนึ่ง เงื้อหอกจะแทงอยู่แล้ว เผอิญมองซิเออร์เดอโบมองกัปตันเรือเซนต์หลุย ได้อาปืนยิงแขกคนนี้ตาย แล้วได้ยื่นกันเชียงส่งให้กัปตันหัวหน้า ฝรั่งเศสจับ ท่านผู้นี้จึงได้รอดตายไป แล้วเจ้าพนักงารจึงได้นำทหารไทย มาเปนอันมาก ให้ทหารล้อมไว้ แต่พวกแขกได้หนีเข้าไปอยู่ในวัดที่ใกล้ เคียง ทหารไทยได้ตามเข้าไปจับจนที่สุดก็จับตัวได้แล้วฆ่าเสียหมดสิ้น ถ้าจะว่าไปแล้ว ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าในโลกนี้จะหามนุษย์ชาติใดที่จะกล้าหาญเท่ากับพวกแขกมากาซาได้หรือไม่ เพราะเมื่อพวกนี้ได้ สูบฝิ่นเข้าไปแล้ว แลเมื่อถึงเวลา ลามอก ซึ่งเปนคำแขกเแปลว่าต้อง ทำการอย่างสิ้นคิดแล้ว พวกแขกเหล่านี้ไม่มีกลัวอะไรจนอย่างเดียว ถึงพวกศัตรูข้าศึกจะมากมายสักเท่าไร หรือพวกของตัวเองจะล้มตาย ไปแล้วสักเท่าใด ก็หาทำให้พวกนี้ย่อท้อไม่ ถึงจะถูกบาดเจ็บจนเลือด โทรมตัวก็ดี พวกนี้ก็ยังต่อสู้อยู่เสมอจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ แลพวกนี้ เปนคนว่องไว กระโดดไปแทงคนได้แต่ไกล ๆ ถ้าได้ฆ่าคนสำเร็จแล้ว พวกนี้ก็ยอมตายด้วยสบายใจ แต่ขอให้ได้ฆ่าคนไว้เปนแล้วกัน หน้าตา พวกนี้น่ากลัวมาก บางทีถูกแทงในที่สำคัญจนล้มลงแล้วก็ยังอุส่าห์


๕๑ ลุกขึ้นไปเทียวฆ่าคนอีกตามกำลังที่ยังมีอยู่ พวกแขกนี้ใช้กฤชเปน อาวุธแลกฤชนี้เปนของรักของเขา จนถึงกับสาบาลตัวว่าจะไม่ยอมจาก กับกฤชเลยเปนอันขาด แลยังใช้อาวุธอย่างอื่นเช่นหอกแลหอกซัด ซึ่งพวกนี้ซัดโยนอย่างแม่นแลแรงมาก แลยังมีอาวุธอีกชนิดหนึ่ง คือ รูปเหมือนเข็มเล็กซึ่งใช้เป่าด้วยไม้ซาง แต่ปลายเข็มนี้มักทาพิษอย่าง ร้ายกาจซึ่งเกือบจะหายาแก้ไม่ได้ เมื่อพวกนี้ยังเปนเด็กอยู่ก็ตีกันต่อย กันอย่างร้ายแรงซึ่งเหลือจะเชื่อว่าเด็กอายุเพียงเท่านั้นจะมีใจร้ายได้ถึง เพียงนั้น คราวหนึ่งบ้านกำลังไฟไหม้ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องอยู่ในบ้าน แต่ก็หามีผู้ใดไปช่วยไม่ แลคราวหนึ่งได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งตามแขกคน หนึ่งซึ่งกำลังจะหนีไปแขกคนนั้นก็ได้หันมาเอากฤชแทงผู้หญิงตายคาที่ มีเสียงพูดกันว่า แขกพวกนี้มีอาคมจนปืนยิงไม่ถูก แต่ในการจลาจล คราวนี้ไม่เห็นว่าอาคมนี้จะเปนประโยชน์อย่างใด






๕๒ เรื่องมองเซนเยอร์ลาโน ( ต่อ ) ค.ศ. ๑๖๗๙-๑๖๙๖ ( พ.ศ. ๒๒๒๒-๒๒๓๙ ) เรื่องการแต่งทูต แล เรื่องการขบถ ค.ศ. ๑๖๘๗-๑๖๘๙ ( พ.ศ. ๒๒๓๐-๒๒๓๒ )

เรื่องราชทูตฝรั่งเศสมาเจริญทางพระราชไมตรียังกรุงสยาม อีกครั้งหนึ่ง สำเนาพระราชสาส์นพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ ถวายพระเจ้ากรุงสยาม ทูลพระองค์ผู้สูงสุด ผู้มีอำนาจอันใหญ่ยิ่ง ผู้เปนเจ้าที่ทรงอานุภาพมาก พระสหายที่รักของหม่อมฉัน ขอให้พระเปนเจ้าได้เพิ่มอภินิหารของพระองค์ให้ยิ่งขึ้นไปจนถึงที่สุด การที่ราชทูตของพระองค์ได้มาถึงราชสำนักของหม่อมฉันนั้น กระทำให้หม่อมฉันชื่นชมยินดีมาก เพราะเปนพยานอันแท้จริงว่าการที่ ทรงแต่งทูตอันมีชื่อเสียงเช่นนี้มา ก็เพราะพระองค์มีพระราชประสงค์ อันจริง ที่จะเปนไมตรีกับหม่อมฉันให้สนิธสนม แลมีพระราชประสงค์ ให้การในระหว่างพระองค์แลหม่อมฉันทั้งสองได้ติดต่อกันอยู่เสมอ แล การที่พระองค์ได้ทรงคัดเลือกข้าราชการที่มีอัธยาศัยอันดี สำหรับ เปนทูตแทนพระองค์มาในคราวนี้นั้น กระทำให้หม่อมฉันได้เพิ่มความ นับถือในพระปรีชาญาณของพระองค์มากขึ้นอีก หม่อมฉันจำเปนจะต้องทูลให้ทรงทราบ ว่าราชทูตของพระองค์ได้มาทำการตามหน้าที่อย่าง เรียบร้อยเปนที่พอใจของหม่อมฉันทุกประการ แลราชทูตก็ได้แสดง


๕๓ ให้เห็นโดยแจ่มแจ้ง ว่าพระองค์ทรงรักใคร่ในตัวหม่อมฉันจริง จึงกระทำให้หม่อมฉันวางใจในการทั้งปวง ซึ่งจะเกี่ยวด้วยแผ่นดินของพระองค์แลหม่อมฉันทั้งสองต่อไป ด้วยความประสงค์จะให้ไมตรีอันนี้ได้สนิธแน่นหนาขึ้น ทั้งจะแสดงให้พระองค์เห็นในความรักใคร่แลนับถือของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงได้เลือกจัดให้มองซิเออร์เดอลาลูแบร์แลมองซิเออร์ เซเบเรต์ ได้เปนเอกอัครราชทูตมาเฝ้าพระองค์เพื่อทูลให้ทรงทราบ ว่าหม่อมฉันหวังดีต่อความสุขแลเจริญของพระองค์เพียงไร แลเมื่อ พระองค์ทรงเห็นว่าควรจะจัดการอย่างใดสำหรับประโยชน์ของแผ่นดินแล้ว ก็ให้เอกอัครราชทูตได้จัดการในนามของหม่อมฉันได้ แลให้ราชทูต นำความมาบอกหม่อมฉันว่าพระองค์จะต้องประสงค์สิ่งใดจากหม่อมฉัน เพื่อป้องกันมิให้เหล่าศัตรูได้คิดร้ายต่อแผ่นดินของพระองค์ได้ หม่อมฉันเชื่อแน่ว่าเมื่อเอกอัครราชทูตของหม่อมฉันได้นำความกราบทูลอย่างใด ๆ พระองค์ก็คงจะทรงเชื่อทุกอย่างเพราะฉนั้นไม่มีสิ่งใดที่จะทูลพระองค์ในที่นี้นอกจากทูลให้ทรงทราบว่าของต่าง ๆ ที่พระองค์ได้โปรดให้ราชทูตนำมาให้หม่อมฉันนั้น เปนของที่หม่อมฉันพอใจทั้งสิ้น แลหม่อมฉัน ได้รับไว้เพื่อให้เปนพยานปรากฎว่า พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะเปนไมตรีติดต่อกับหม่อมฉันจริง แลฝ่ายหม่อมฉันก็ขอให้พระองค์ได้โปรดกรุณา รับของต่าง ๆ ที่หม่อมฉันได้ฝากมองซิเออร์เดอลาลูแบแลมองซิเออร์ เซเบเรต์ไปถวายเพื่อเปนเครื่องหมายแห่งความรักใคร่แลนับถือที่หม่อมฉันได้มีต่อพระองค์โดยแท้จริง หม่อมฉันยังรู้สึกอยู่ว่าจะต้องแสดงความพอใจ ในการที่พระองค์ได้มีรับสั่งมากับราชทูตแลบาดหลวงเดอลาเชซ

๕๔ ผู้ล้างบาป (confessor) ของหม่อมฉัน ว่าพระองค์จะต้องพระราชประสงค์บาดหลวงคณะเยซวิตฝรั่งเศส๑๒คน ซึ่งเปนคนมีความรู้ในวิชาเลข เพื่อให้บาดหลวงเหล่านี้ไปอยู่ในราชธานีของพระองค์ทั้งสองคือ กรุงศรีอยุธยาแลกรุงละโว้ บาดหลวง ๑๒ รูปที่ต้องพระราชประสงค์นี้หม่อมฉันได้เลือกเฟ้นเอาแต่ฉเพาะที่มีความหมั่นแลมีวุฒิ หม่อมฉัน จึงหวังใจว่าเมื่อบาดหลวงเหล่านี้ได้ไปรับราชการอยู่กับพระองค์แล้ว ก็คงจะช่วยทำให้ราชไมตรีในระหว่างพระองค์แลหม่อมฉันทั้งสองได้สนิธแน่นขึ้นไปอีก แลเมื่อบาดหลวงเหล่านี้ได้ไปสั่งสอนวิชาให้ไพร่ฟ้า ข้าแผ่นดินของพระองค์แล้ว ก็คงจะเปนการทำให้ประเทศทั้งสองได้สนิธเปนแผ่นเดียวกันบาดหลวงเหล่านี้หม่อมฉันขอฝากพระองค์ด้วย เพราะเปนคนที่หม่อมฉันรักใคร่แลนับถือมาก เขียนที่เวอซาย เมื่อวันที่ ๒๐ เดือนมกราคม ค.ศ. ๑๖๘๗ (พ.ศ. ๒๒๓๐)

จดหมายมองซิเออร์เดอเซเนเล ถึงฟอลคอน ข้าพเจ้ามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ทราบจากจดหมายของท่านลงวันที่ ๑๘ เดือนธันวาคม ค.ศ. ๑๖๘๕ (พ.ศ. ๒๒๒๘) ว่าพระเจ้า กรุงสยามผู้ทรงอานุภาพอันใหญ่ยิ่งได้พอพระทัย ทั้งข้าราชการชั้น ผู้ใหญ่ทั่วไปก็พอ ใจในความประพฤติของเชอวาเลียเดอโชมอง ที่ได้ไปทำการในหน้าที่ราชทูตตามคำสั่งของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสนายของข้าพเจ้า

๕๕ ข้าพเจ้าทราบโดยแน่ใจว่าพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสทรงตั้งพระทัยโดยจริง ที่จะทูลให้พระเจ้ากรุงสยามนายของท่านทรงทราบว่า พระองค์มีพระประสงค์ที่จะได้เปนไมตรีกับพระเจ้ากรุงสยาม แลเมื่อจะมีการอย่างใดที่ควรจะทำได้ สำหรับให้ราชไมตรีในระหว่างพระองค์กับพระเจ้า กรุงสยามผู้ทรงอานุภาพอันใหญ่ยิ่งได้ติดต่อกันอย่างสนิธ ทั้งให้ประเทศทั้งสองได้เปนไมตรีซึ่งกันแลกันนั้น พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสนายของ ข้าพเจ้าก็ทรงตั้งพระทัยที่จะช่วยให้เปนไปสมพระราชประสงค์ทุกประการ ข้าพเจ้าขอบอกให้ท่านทราบต่อไปว่า ความประพฤติอันดีแลเรียบร้อยของราชทูตสยามระหว่างที่อยู่ในเมืองนี้ ได้ทำให้พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสนายของข้าพเจ้า ได้เพิ่มพูลความนับถือซึ่งทรงมีต่อพระเจ้ากรุงสยามยิ่งขึ้นอีก โดยเห็นในพระปรีชาญาณที่ทรงเลือกคนอย่างดีเช่นนี้ให้ไปเปนราชทูต ข้อนี้ก็กระทำให้ข้าราชการในสำนักนี้เลื่องลือในชื่อเสียง อันดีของเสนาบดีของพระเจ้ากรุงสยาม แลในส่วนตัวข้าพเจ้าก็มีความประสงค์ จะให้ท่านทราบว่า ไมตรีของท่านที่มีต่อข้าพเจ้านั้นเปนสิ่งที่ข้าพเจ้ายึดถือโดยพอใจยิ่งนัก แลเพื่อจะให้ไมตรีอันนี้คงยืดยาวต่อไป ข้าพเจ้าจะได้พยายามรักษาไมตรีไว้โดยช่วยเหลือในการต่าง ๆ ทุกประการ มองซิเออร์เดอลาลูแบร์กับมองซิเออร์เซเรเบต์จะได้ไปเฝ้า พระเจ้ากรุงสยามแทนพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสนายของข้าพเจ้าท่านทั้งสองนี้ทราบดีในพระประสงค์ของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ในข้อที่จะให้พระราชไมตรีได้ติดต่อกันยืดยาว แลที่จะให้ความสุขเจริญบังเกิดขึ้นแก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั้งสองประเทศ ข้าพเจ้าจึงเชื่อว่าท่านคงจะเปนที่พอใจในความ

๕๖ ประพฤติของท่านทั้งสองนี้ แลข้าพเจ้าหวังใจว่าท่านคงจะได้กรุณาช่วยแนะนำการต่าง ๆ ให้ท่านทั้งสองนี้ด้วย แลขอได้โปรดแนะนำในหน้าที่ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินนายของข้าพเจ้าได้มอบหมายให้เขาไปกระทำด้วย ข้าพเจ้าหวังใจว่าสิ่งของแปลก ๆ ที่ข้าพเจ้าฝากมายังท่านนั้น คงจะเปนสิ่งที่พอใจท่านเท่ากับข้าพเจ้าได้พอใจในของฝากของท่านเช่นนั้น แลเพราะเหตุว่าในพระราชสาส์นที่พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสนายของข้าพเจ้าได้มีมาถวายพระเจ้ากรุงสยามผู้ทรงอานุภาพมาก มีใจความว่าทรงนับถือพวกบาดหลวงเยซวิตที่ส่งไปให้อยู่ในเมืองไทย ทั้งทรงนับถือพวกมิซชันนารีอื่นที่ทำการเพื่อเกียรติยศของพระเปนเจ้านั้น พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสจึงหวังพระทัยว่า ท่านคงจะได้ช่วยเหลือแก่บาดหลวงเหล่านี้ตามหน้าที่ของท่านที่จะได้ แลข้าพเจ้าขอให้ท่านได้สงเคราะห์ท่านบาดหลวง ตาชาโดยฉเพาะ เพราะบาดหลวงคนนี้เปนเพื่อนรักของข้าพเจ้า ทั้งอัธยาศัยอันดีของเขาก็กระทำให้ผู้ที่รู้จักได้รักใคร่เขาทุกคน เขียนที่พระราชวังเวอซาย ณวันที่ ๑ เดือนมกราคม ค.ศ. ๑๖๘๗ (พ.ศ. ๒๒๓๐)

จดหมายบาดหลวงแปร์เดอลาเชซ ถวายพระเจ้ากรุงสยาม ข้าพเจ้ามีความยินดีมากที่ได้จัดการตามพระราชประสงค์เปนการสำเร็จแล้ว โดยได้จัดส่งบาดหลวงที่ชำนาญวิชาเลขมา ๑๒ รูป บาดหลวงเหล่านี้เปนพวกในคณะของข้าพเจ้า แลเปนผู้ที่ประพฤติตัว

๕๗ อยู่ในศีลในธรรม แลเปนผู้ที่จะได้โปรดให้ไปประจำอยู่ตามบ้าน วัด โรงเรียน แลหอดูดาวในพระราชธานีกรุงศรีอยุธยาแลละโว้ ในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าได้นำความกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินนายของข้าพเจ้าเพื่อขอรับราชา นุญาต พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้พระราชทานพระราชานุญาตโดยความยินดีมาก เพราะไม่มีสิ่งใดที่พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสจะถวายต่อพระองค์ ให้เปนพยานแห่งพระราชไมตรีได้ยิ่งกว่านี้ พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้โปรดให้บาดหลวงแปร์ตาชา เปนหัวหน้าคุมบาดหลวงเหล่านี้ไปยังเมืองไทยเพราะบาดหลวงตาชาเปนผู้ที่ทราบในพระราชประสงค์ของพระองค์ดีกว่า คนอื่น จะได้เปนธุระให้การได้ดำเนิรตามพระราชประสงค์ดีขึ้น ถ้าข้าพเจ้ามีความกล้าแล้ว ก็จะได้กราบทูลฝากฝังบาดหลวงเหล่านี้ ตามที่พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้ทรงฝากฝังมายังพระองค์อยู่แล้ว แลขอพระองค์ได้พระราชทานพระมหากรุณาแก่บาดหลวงเหล่านี้ซึ่งเปนญาติของข้าพเจ้าแลซึ่งข้าพเจ้ารักยิ่งกว่ารักตัวข้าพเจ้าเอง ไม้กางเขนทองคำซึ่งโปรดเกล้าพระราชทานให้ข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าได้รับไว้แล้วโดยมีจิตต์อ่อนน้อมต่อพระองค์อย่างที่สุด ไม้กางเขนที่พระราชทานนี้ ข้าพเจ้า จะได้ประดิษฐานไว้ยังบ้านใหญ่ของคณะฝรั่งเศสในที่เปิดเผย ให้บันดาบาดหลวงทั้งหลายผู้เปนญาติของข้าพเจ้าได้เห็นทั่ว ๆ กัน เพื่อเปนการชูใจให้บาดหลวงเหล่านี้ มีจิตต์คิดอยากที่จะไปทำราชการกับพระองค์ แลเพื่อเปนหนทางที่จะได้แนะนำให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของพระองค์ ได้ รู้จักพระเปนเจ้า ซึ่งเปนผู้สมควรที่จะได้รับนมัสการจากคนทั่วโลก ๘

๕๘ ข้าพเจ้าจะได้เอาใจช่วยพวกบาดหลวงเหล่านั้นแลจะได้ช่วยอธิษฐาน ขอให้พระเกียรติยศของพระองค์ได้เปนการมั่นคง แลขอให้ได้ทรงครอง ราชสมบัติให้ถาวรเจริญนานทุกประการ ข้าพเจ้าได้มอบของบางอย่างมากับบาดหลวงเพื่อมาถวายต่อพระองค์ ของเหล่านี้เปนแต่เพียงของสมแก่คุณานุรูปของคนที่หาเลี้ยงอาชีวะอย่างข้าพเจ้า ที่พอจะมีถวายต่อพระเจ้าแผ่นดินอันสูงสุดได้เท่านั้น ข้าพเจ้าหวังใจว่าฝีมือที่ทำของเหล่านี้คงจะเปนที่พอพระทัย แลข้าพเจ้าจะอ้อนวอนต่อพระเจ้าบนสวรรค์ซึ่งเปนผู้บันดาลการดินฟ้าอากาศ แลทำให้มีสุริยุปราคาแลจันทรุปราคา ซึ่งมีปรากฎแล้วนั้น ได้โปรดบันดาลให้พระหทัยของพระองค์ได้รู้สึก รักผู้ที่กระทำการอันน่าประหลาดต่าง ๆ เหล่านี้ต่อไป แลซึ่งเปนผู้ที่ พระเจ้าแผ่นดินควรจะนับถือยิ่งกว่าชนสามัญทั่วไป ข้าพเจ้าขอกราบทูลให้ทรงทราบว่าราชทูตของพระองค์ ได้ประพฤติตัวแลปฎิบัติการต่าง ๆ โดยลมุนลม่อมอย่างน่ารักแลน่าชมเชยมาก แลในเวลาที่ท่านราชทูต ได้ทำการรักษาเกียรติยศของตัว แลทำการมิให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศของพระองค์นั้น ก็ยังได้อุส่าห์หาช่องที่จะปฎิบัติการให้เปนที่พอใจคนทั่วไป แลให้เปนที่พอพระทัยของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสแลราชวงศ์ฝรั่งเศสด้วย ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านราชทูตคงจะชมเชยในการที่ข้าพเจ้าได้พยายาม จัดการให้พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสนายของข้าพเจ้า ได้จัดการรับรองราชทูตให้สมพระเกียรติยศของพระองค์ แลข้าพเจ้าอาจกราบทูลได้ว่า ตั้งแต่ได้มีราชทูตเมืองไหญ่ ๆ มาในประเทศนี้ ยังไม่มีราชทูตประเทศใดที่


๕๙ จะได้จัดการรับรองให้เปนเกียรติ เท่ากับราชทูตของพระองค์ในคราว นี้เลย ข้าพเจ้าได้อ้อนวอนต่อพระเจ้าบนสวรรค์ ซึ่งถือหทัยของเจ้าแผ่นดิน ทั้งหลายอยู่ในกำมือ ขอได้โปรดเอาหทัยของพระองค์ แลหทัยของ พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสมาผูกพันให้เปนหทัยอันเดียวกัน เพื่อว่าพระองค์ แลพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสทั้ง ๒ พระองค์ ได้มีพระราชดำริห์อย่างเดียวกันแล้วจะได้ช่วยกันให้บันดาประเทศทั้งหลายในฝ่ายทิศตวันออกแลตวันตก ได้นับถือพระเปนเจ้าบนสวรรค์แต่องค์เดียว เพราะในเวลานี้สิ่งที่ทำ ให้พระนามของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสโด่งดังนั้นก็ไม่มีอย่างอื่น นอกจากการที่ทรงเปนพระธุระ ในการที่จะให้ชนทั้งปวงนับถือพระเปนเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น แลถ้าพระองค์ได้ทรงปฎิบัติอย่างพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสแล้ว ก็จะเปนการนำชื่อเสียงอันดีมาสู่พระองค์ ทั้งการอย่างใด ๆ ที่พระองค์ทรงพระราชดำริห์ไว้ก็จะได้ดำเนิรสู่ทางเจริญทุกเมื่อ ข้อเหล่านี้เปนสิ่งที่ข้าพเจ้าหวังอยู่ โดยรู้สึกถึงพระเดชพระคุณที่ได้ทรงพระกรุณาเมตตาแก่ข้าพเจ้า ฯลฯ เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๖๘๗ (พ.ศ. ๒๒๓๐)

ว่าด้วยราชทูตฝรั่งเศสมาเจริญทางพระราชไมตรีกับกรุงสยาม จดหมายมองซิเออร์มาตีโน ถึงผู้อำนวยการคณะการต่างประเทศ บันดาเรือต่าง ๆ ที่บันทุกพลทหารมาจากเมืองฝรั่งเศส ได้มาถึงสันดอนแม่น้ำเมืองไทยเมื่อต้นเดือนตุลาคม ค.ศ.๑๖๘๗ (พ.ศ. ๒๒๓๐)

๖๐ พอเรือมาถึงท่านราชทูตสยามก็ได้ลงจากเรือทันทีแลได้รีบไปยังพระราชวังเพื่อกราบทูลเหตุการณ์แลข้อความต่าง ๆ ที่ได้ไปราชการมาคราวนี้ พอพระเจ้ากรุงสยามได้ทรงทราบว่าพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้ทรงแต่งอัครราชทูตมาสองคน ก็ได้มีพระราชโองการให้จัดถนนหนทางทุกแห่งแลตามลำแม่น้ำก็ให้จัดที่พักไว้เปนระยะ ๆ เพื่อให้ราชทูตได้เดิรทางขึ้นไปยังพระราชวังโดยสดวก เมื่อได้เตรียมการเสร็จแล้ว ท่านราชทูตทั้งสองก็ได้ออกเดิรทางแลมีกระบวรแห่นำอย่างใหญ่โตงดงามที่สุดที่จะทำได้ ในเมืองนี้ ครั้นขึ้นมาถึงกรุงแล้ว ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของพระเจ้ากรุงสยามได้ลงมารับที่ท่าน้ำ แลยังมีคนอื่น ๆ กับทหารอีกเปนอันมาก ข้าราชการราษฎรแลทหารเหล่านี้ได้ตามไปส่งราชทูตจนถึงพระราชวัง ฝ่ายทหารฝรั่งเศสยังหาได้ขึ้นบกไม่ได้รออยู่ในเรือที่สันดอนหลายวันแลเมื่อราชทูตได้ขึ้นไปถึงพระราชวังแล้วพวกทหารก็ยังพักอยู่บนเรือ ฝ่ายราชทูตก็ได้กราบทูลอยู่เสมอว่า ถ้าจะต้องพระราชประสงค์ให้มีทหารฝรั่งเศสในเมืองไทยแล้ว ก็ขอให้ทหารเหล่านี้ประจำอยู่ที่บางกอก การเรื่องนี้ได้พูดจาโต้ตอบกันช้านานจนเกือบจะต้องให้ทหารฝรั่งเศสลงเรือกลับไปแล้ว จนที่สุดพระเจ้ากรุงสยามจึงโปรดให้ทหารฝรั่งเศสอยู่ที่บางกอก แต่การที่อยู่นั้นไม่ใช่ยกให้เปนสิทธิ์ขาดของฝรั่งเศส เพราะราชทูตไม่ได้ขอร้องเช่นนั้น เปนแต่ให้อยู่เพื่อเปนที่พักเท่านั้น พวกทหารฝรั่งเศสจึงได้ลงจากเรือแลได้เข้าไปอยู่ในป้อมบางกอก มองซิเออร์คอนซ


๖๑ ตันซ์ผู้เปนเสนาบดีของพระเจ้ากรุงสยาม ได้คอยรับพวกทหารอยู่บนป้อม แล้วมองซิเออร์คอนซตันซ์จึงได้เรียกทหารไทยมาเข้าแถว แล้วได้ไป ยืนข้างหน้ากองทหารทั้งไทยแลฝรั่งเศส ประกาศในพระนามของ พระเจ้ากรุงสยาม ตั้งท่านมาควิศเดฟาซ์ เปนนายพลบังคับกองทหารทั้งไทยแลฝรั่งเศส ภายหลังสักสองสามวันนายพลเดฟาซ์ได้ ขึ้นไปยังพระราชวังพร้อมด้วยบุตรชายสองคนซึ่งเปนนายร้อยเอก แล้วได้เข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงสยาม ๆ ทรงแสดงความยินดีแลโปรดนายพลเดฟาซ์มาก พระเจ้ากรุงสยามไม่ได้โปรดแต่นายพลเดฟาซ์คนเดียวเท่านั้น ยังทรงพระเมตตาตลอดถึงพลทหารทั้งกองโดยทรงเลี้ยงดูเดือนหนึ่ง ในเวลาเดี๋ยวนี้ พวกทหารฝรั่งเศสพักอยู่ที่บางกอกโดยผาสุกมาก ทำงารบ้างดูแลควบคุมให้คนอื่นทำงารบ้าง เพราะพระเจ้ากรุงสยามได้ พระราชทานคนมาเปนอันมากสำหรับสร้างป้อม ต่อเดือนพฤษภาคม จึงได้สร้างป้อมเปนการสำเร็จ ข้าพเจ้าลืมบอกไปว่าเจ้าพนักงารได้แบ่งทหารให้ไปรักษาที่เมืองมฤท ๔ กองร้อย แลให้ไปสร้างป้อมที่เมืองนั้นด้วย ทหารที่จะไปรักษาเมือง มฤทนี้ได้ออกจากเมืองไทยเมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. ๑๖๘๘ (พ.ศ. ๒๒๓๑)



๖๒ จดหมายมองซิเออร์เดอลียอน ถึง มองซิเออร์มาตีโน ในเวลาที่ราชทูตได้กลับมายังกรุงสยามนั้น บันดาผู้ที่มาในคราวนี้ทั้งหมดตลอดจนถึงเอกอัครราชทูตของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ก็ได้ถือว่าบาดหลวงแปร์ตาชาเปนหัวใจของพวกที่มาในคราวนี้ เมื่อได้มาถึงเมืองบัตตาเวียแล้ว บาดหลวงตาชาซึ่งอยู่เรือลำเดียวกับท่านราชทูต ได้ถ่ายลงเรือลำอื่นเพื่อจะรีบให้ไปถึงเมืองไทยก่อนคนอื่น พอบาดหลวงตาชาได้ไปถึงเมืองไทยก็รีบไปหามองซิเออร์คอนซตันซ์ ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าบาดหลวงตาชากับมองซิเออร์คอนซตันซ์จะได้พูดกันว่าอย่างไร ข้าพเจ้าเปนแต่ทราบว่าเมื่อข้าพเจ้าแลราชทูตได้มาถึงท่าเรือเมืองไทย บาดหลวงตาซาก็ขึ้นมาหาบนเรือแล้วกระซิบบอกข้าพเจ้าเปนความลับว่า ไทยจะยกบางกอกให้แก่ฝรั่งเศสแต่ต้องมีข้อสัญญา ซึ่งบาดหลวงตาชากับมองซิเออร์คอนซตันซ์ได้ตกลงกันไว้แล้ว แต่ข้อสัญญาเหล่านี้จะเปนด้วยราชทูตฝรั่งเศสไม่พอใจ หรือไม่ได้ปฎิบัติกันอย่างไรไม่ปรากฎ แต่ราชทูตฝรั่งเศสได้เกิดขัดใจกับมองซิเออร์คอน ซตันซ์แลบาดหลวงตาชา แต่การที่ขัดใจกันนี้เปนแต่ฉเพาะในระหว่างคนทั้งสามซึ่งข้าพเจ้าไม่ทราบเรื่อง เพราะฉนั้นข้าพเจ้าไม่กล้าที่จะกล่าวในที่นี้ ข้าพเจ้าจะบอกได้แต่อย่างเดียวเพราะเปนการที่ทราบกันเซงแซ่แล้วเท่านั้น คือว่าในการทั้งหลายทั้งปวงบาดหลวงตาชาเปนผู้ออกหน้า


๖๓ ทุกอย่าง เพราะเปนคนรักแลเปนบ่าวของมองซิเออร์คอนซตันซ์ แลการที่บาดหลวงตาชาเปนหัวหน้าของพวกเยซวิตฝรั่งเศสในฝ่ายอินเดีย หาเปนการป้องกันมิให้บาดหลวงตาชาทำการในหน้าที่เสมียนของมองซิเออร์คอน ซตันซ์ไม่ แลการบางอย่างก็เปนการส่วนตัวซึ่งผิดธรรมดาด้วย มองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศซึ่งขึ้นไปอยู่ยังเมืองละโว้ช้านานหาได้เกี่ยวข้องในการต่าง ๆ เหล่านี้อย่างใดไม่ แลที่ไปอยู่นั้นก็ได้รับแต่คำด่าอย่างร้ายแรงจากมองซิเออร์คอนซตันซ์ซึ่งเปนคนโทโสมาก

จดหมายมองเซนเยอร์ลาโน ถึงผู้อำนวยการคณะการต่างประเทศ ในการที่ราชทูตฝรั่งเศสได้มาคราวนี้หาได้มีใครเรียกให้ข้าพเจ้าไปเกี่ยวข้องด้วยอย่างใดไม่ เพราะฉนั้นข้าพเจ้าจึงไม่ได้ไปเกี่ยวด้วย จนอย่างเดียว เขาได้ทำความตกลงกันอย่างไรข้าพเจ้าก็หาทราบไม่ แต่ข้าพเจ้าสังเกตได้ว่าท่านเอกอัครราชทูตไม่พอใจเลย ความจริงข้าพเจ้าได้ยินเขาพูดกันว่าหนังสือสัญญาที่เกี่ยวด้วยการค้าขายนั้นพอใช้ ได้ แต่สิ่งที่เกี่ยวด้วยการสาสนาไม่ได้พูดถึงเลย ถึงกระนั้นก็มีเสียง พูดกันว่าราชทูตได้ทำสัญญาเปนเรื่องที่พอใจหลายอย่าง แต่ข้าพเจ้าคาด ไม่ถูกว่าจะเปนเรื่องอะไรบ้าง ข้าพเจ้าเกรงว่าลงท้ายที่สุดพระเจ้ากรุงสยามคงจะไม่ยอมในข้อต่าง ๆ ที่ขอร้องกันนี้ ในการเรื่องนี้ท่านราชทูต


๖๔ ก็ได้รับคำสั่งให้พูดกับข้าพเจ้าแลให้ถามข้าพเจ้าว่าผู้ที่ถือสาสนาคริสเตียน ที่อยู่ในเมืองนี้มีจำนวนเท่าไรเพื่อจะได้นำความกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินข้าพเจ้าก็ได้ ชี้เหตุผลตามการที่ข้าพเจ้าเห็นว่าจะเปนประโยชน์ต่อสาสนา แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าการที่ข้าพเจ้าชี้แจงนี้กลับทำให้หนีความคิดเดิมของเขา ข้าพเจ้าก็ได้บอกจำนวนคนถือสาสนาคริสเตียน ทั้งตำบลที่อยู่ของพวก คริสเตียนให้ท่านราชทูตทราบด้วยแล้ว

ความเห็นเรื่องข้อสัญญา เมื่อท่านเอกอัครราชทูตของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้มาถึงในคราวหลังนี้ มองซิเออร์คอนซตันซ์ได้พูดกับมองซิเออร์โปมา เพื่อให้มองซิเออร์โปมาไปบอกกับท่านสังฆราช ว่าพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสไม่โปรดในการที่สังฆราชได้ขอร้องต่าง ๆ สำหรับให้ได้เปรียบแก่สาสนา แลว่าพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้มีรับสั่งว่าจะไม่ขอร้องอย่างใดต่อพระเจ้ากรุงสยามการอย่างใดที่เกี่ยวด้วยสาสนาก็แล้วแต่พระเจ้ากรุงสยามจะทรงพระกรุณา คำที่มองซิเออร์คอนซตันซ์กล่าวเช่นนี้ หาตรงกับคำที่เอกอัครราชทูต ได้เล่าให้สังฆราชฟังไม่ เพราะราชทูตได้รับพระราชโองการจากพระ เจ้ากรุงฝรั่งเศส ว่าสิ่งใดที่จะเปนประโยชน์ต่อสาสนาแล้ว ให้ราชทูต จัดการให้เปนไปตามนั้น แลถ้ามีโอกาศก็ให้หาประโยชน์ให้เพิ่ม กว่าเก่าขึ้นไปอีก


๖๕ ในคำสั่งของราชทูตที่ได้ให้ท่านสังฆราชดูนั้น มีอยู่ข้อ ๑ ใจความว่าดังนี้ "ราชทูตจะได้เห็นตามข้อความในสัญญาที่ได้ทำไว้ที่เมืองละโว้ว่าพระเจ้ากรุงสยามได้พระราชทานสิทธิ์ ให้แก่สังฆราชแลมิซชันนารีฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ในประเทศสยามเพียงไร เพราะฉนั้นเปนหน้าที่ของ ราชทูตที่จะขอร้องในนามของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ให้พระเจ้ากรุงสยามได้พระราชทานสิทธิเหล่านี้ต่อไป ให้ราชทูตปรึกษาหารือแลทำความเข้าใจกับสังฆราชเดอเมเตโลโปลิศ ว่าจะควรเพิ่มเติมข้อใดบ้าง แล้ว ให้ราชทูตขอร้องอย่างแขงแรงในนามของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสให้พระเจ้ากรุงสยามได้ตกลงยอมให้จงได้ ส่วนพลความต่าง ๆ ที่เกี่ยวด้วย สาสนานั้นให้คอยถามสังฆราชเดอเมเตโลโปลิศดู แลให้ราชทูตกับสังฆราชเดอเมเตโลโปลิศ ทำการติดต่อให้รู้ถึงกันในการเหล่านี้ทุกประการ" ถ้าแม้ว่าการได้เปนไปตามคำสั่งข้อนี้แล้ว ก็จะเปนการได้ประโยชน์ต่อสาสนาเปนนักหนา แต่การนี้ก็หาได้เปนผลสำเร็จไม่ เมื่อเดือนพฤศจิกายนมองซิเออร์เดอลาลูแบร์ได้บอกกับมองซิเออร์เดอลียอน เมื่อท่านผู้นี้ยังอยู่ที่เมืองละโว้ ว่าบาดหลวงตาชาได้ขัดขวางไม่ยอมให้เปนไปตามคำสั่งข้อนี้ แลต่อไปบาดหลวงตาชาก็จะพยายามขัดขวางอยู่เสมอ ครั้นมาเมื่อเดือนธันวาคม มองซิเออร์เดอลาลูแบร์ได้แตกร้าวกับมองซิเออร์คอนซตันซ์แลบาดหลวงตาชา จึงได้ทำเปนจดหมายบันทึก ๙

๖๖ กล่าวตามคำสั่งข้อนี้ส่งขึ้นไปให้ถวาย แต่เวลานั้นไม่เหมาะเสียแล้ว แลการที่คิดไว้ต่าง ๆ ก็เกือบจะเปนอันสำเร็จไม่ได้ เพราะบาดหลวง ตาชาเปนผู้จัดการต่าง ๆ สองคนกับมองซิเออร์คอนซตันซ์ แต่อย่างไร ก็ดีมองซิเออร์คอนซตันซ์ได้มีการประชุม แลได้พูดกับท่านสังฆราช ถึงสิทธิเหล่านี้ ว่าการที่จะประกาศข้อสิทธิเหล่านี้ไม่เปนประโยชน์อย่างใด มองซิเออร์คอนซตันซ์ประสงค์จะเอาเสียงดังมาขู่ท่านสังฆราช แต่ท่านสังฆราชก็ได้โต้ตอบอย่างเสียงอ่อนหวานยืนยันว่า การที่จะประกาศข้อสิทธินั้นเปนประโยชน์มาก

จดหมายมองซิเออร์เดอลียอน ถวายพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ ด้วยตามที่พระองค์ได้มีรับสั่งแก่ข้าพเจ้าก่อนที่ข้าพเจ้าได้ทูลลาออกจากเมืองฝรั่งเศส ให้มาบอกท่านสังฆราชเดอเมเตโลโปลิศ ให้เปนธุระดูแลช่วยเหลือบันดาบาดหลวงเยซวิตฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ในประเทศสยามนั้น ท่านสังฆราชเดอเมเตโลโปลิศได้รับพระราชโองการด้วยความยินดีอย่างที่สุด เพราะจะได้ปฎิบัติการให้เปนไปตามพระราชโองการประกอบกับการที่ได้ปฎิบัติด้วยความเต็มใจอยู่แล้ว จนถึงเวลาเดี๋ยวนี้ท่านสังฆราชได้ช่วยพวกบาดหลวงเยซวิตทุกอย่าง แลท่านสังฆราชเชื่อใจว่า พวกบาดหลวงเยซวิตคงจะเปนที่พอใจในการที่ท่านสังฆราชได้เอื้อเฟื้อมาแล้ว ส่วนตัวข้าพเจ้านั้น ท่านบาดหลวงแปร์ตาชา


๖๗ ซึ่งจะกลับไปยังประเทศฝรั่งเศส คงจะกราบทูลให้ทรงทราบ ว่าในระหว่างเดิรทางมานั้นข้าพเจ้าได้ปฎิบัติการอย่างไรแลเมื่อมาอยู่ในเมืองไทยนี้ข้าพเจ้าได้ประพฤติตัวกับบาดหลวงอื่น ๆอย่างไร ความนับถือของข้าพเจ้าที่มีต่อบาดหลวงเหล่านี้ ประกอบกับความเต็มใจแลยินดีที่จะ ปฎิบัติการทั้งปวงให้เปนไปตามพระราชประสงค์ของพระองค์นั้น จะกระทำให้ข้าพเจ้าช่วยเหลือบาดหลวงเหล่านี้ด้วยความยินดีทุกเมื่อ เพื่อ เปนช่องทางที่จะได้รับพระกรุณาแลความปกครองของพระองค์ต่อไป พวกข้าพเจ้าทั้งหลายต้องกราบทูลวิงวอนขอพระองค์ได้มีรับสั่งแก่พระเจ้ากรุงสยาม ว่าการที่พระเจ้ากรุงสยามจะได้ทรงพระกรุณาเมตตาต่อสังฆราชแลมัซชันนารีฝรั่งเศสต่อไปนั้น จะเปนสิ่งที่กระทำให้พระองค์ทรงยินดีมาก แลขอได้โปรดรับสั่งให้มองซิเออร์คอนซตันซ์ได้เข้าใจอย่างนี้เหมือนกันด้วย เพราะเหตุว่าถ้ามองซิเออร์คอนซตันซ์ทราบว่าจะเปนการพอพระทัยของพระองค์แล้ว มองซิเออร์คอนซตันซ์ก็คงจะช่วยเหลืออุดหนุนพวกข้าพเจ้าทุกประการ เมืองไทย ค.ศ. ๑๖๘๗ (พ.ศ. ๒๒๓๐)

เรื่องขบถในเมืองไทย จดหมายมองซิเออร์มาตีโน ถึงผู้อำนวยการคณะการต่างประเทศ วันที่ ๑๒ เดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๖๘๙ (พ.ศ. ๒๒๓๒) เรื่องเรียกนายพลเดฟาซ์ ไปเมืองละโว้ เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ได้มีเสียงโจษกันเซงแซ่ว่าจะเกิดการสงครามขึ้น แลว่าข้าศึกจะมาจากทิศต่าง ๆ รอบข้าง บางที่ว่าจะมา ๖๘ จากทิศนี้ บางทีก็ว่าจะมาจากทิศโน้น จากเมืองลาวบ้าง เมืองมอญบ้าง เมืองเขมรบ้าง แลว่าจะมาจากเมืองอื่น ๆ อีกก็มี ในเวลานั้นเจ้าพนักงารได้กะเกณฑ์ทหารเปนอันมาก บันดาข้าราชการทุกคนต่างคนก็เรียกระดมคนของตัวเข้ามา แลยังมีเสียงลือกันว่าได้เกิดก๊กเกิดเหล่าทั่ว พระราชอาณาเขต แลว่าราชบุตรบุญธรรมของพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สวรรคตแล้วนั้นเปนหัวหน้าของคนเหล่าหนึ่ง ในขณะนั้นมองซิเออร์คอนซตันซ์ได้มีจดหมายอ้างพระราชโองการของพระเจ้ากรุงสยาม ให้ข้าราชการผู้ใหญ่ถือลงมาถึงนายพลเดฟาซ์ ให้นายพลเดฟาซ์เลือกทหารอย่างฉกรรจ์๑๐๐ คนแล้วให้รีบขึ้นไปยังเมืองละโว้ ฝ่ายมองซิเออร์เดฟาซ์เปนคนที่จงรักภักดีต่อพระเจ้ากรุงสยามมาก จึงได้เลือกจัดทหารตามจำนวนที่ต้องการนั้นโดยทันที แล้วได้รีบยกไปตามพระราชโองการ ครั้นมาถึงกรุงศรีอยุธยาเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน ก็ได้เห็นราษฎรอลหม่านวุ่นวายกันมาก ยิ่งพวกราษฎรที่อยู่ตามตลาดแลในที่ประชุมชนต่าง ๆ ปั่นป่วนกันยิ่งกว่าพวกอื่น ต่างคนต่างวิ่งหนีดุจมีข้าศึกไล่ติดตามอยู่มองซิเออร์เดฟาซ์เห็นดังนั้นก็ตกใจจึงร้องถามว่า "อะไรกันมีคนกลัวข้าพเจ้าหรือ คนทั้งหลายเข้าใจว่าข้าพเจ้าจะมาทำศึกหรือ" มองซิเออร์เดฟาซ์จึงฝ่าคนเข้าไปจึงได้ยินพูดกันว่า พระเจ้าแผ่นดินสวรรคตเสียแล้ว แลเสียงที่พูดกันนี้ แม้จะเปนความไม่จริงก็ดี แต่เปนเสียงพูดกันอย่างเดียวดังนี้ทั่วไปจึงเกือบจะต้องเชื่อว่าเปนความจริงเสียแล้ว เมื่อนายพลเดฟาซ์ได้เห็นการจลาจลแลได้ยินเสียงพูดดังนี้ จึงบอกกับข้า


๖๙ ราชการที่ถือหนังสือมองซิเออร์คอนซตันซ์มาส่งนั้นว่า ขอให้ไปบอก กับผู้ว่าราชการเมือง แลข้าราชการทั้งหลายที่อยู่ในกรุงให้ทราบว่า ที่นายพลเดฟาซ์มาในคราวนี้ก็โดยมีพระราชโองการให้หาขึ้นไป แต่ครั้นมาถึงที่นี่แล้ว ก็มีความเสียใจที่สุดที่ได้ยินคนพูดกันว่าพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตเสียแล้ว แต่ในข้อนี้นายพลเดฟาซ์ก็ยังไม่แน่ใจแลหวังใจว่า จะเปนข่าวที่ลือกันโดยไม่มีมูล แต่ถ้าหากว่าพระเจ้าแผ่นดินได้สวรรคตจริงซึ่งเปนการธรรมดาของมนุษย์ในโลกนี้แล้ว ก็ยังมีเจ้าอีกสององค์ ซึ่งเปนพระอนุชาของพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สวรรคตไปแล้ว สมควรที่จะครองราชสมบัติได้ต่อไป แลนายพลเดฟาซ์ก็พร้อมที่จะรับคำสั่งจาก เจ้า ๒ องค์นี้ต่อไป การที่นายพลเดฟาซ์พูดดังนี้ก็ดูไม่เหมาะ แต่ก็ พูดอย่างภาษาทหาร คือพูดตรงจากหัวใจไม่อ้อมค้อมอย่างใด แลที่ใช้วาจาเช่นนี้ก็หาให้ผลร้ายอย่างใดไม่ พวกข้าราชการที่รักษากรุงจึงได้ตาบว่า ข่าวที่ลือนั้นเปนข่าวไม่จริงเพราะพระเจ้าแผ่นดินยังมีพระชนม์อยู่ แต่คนอื่น ๆ ทั่วไปก็คงยังยืนยันว่าสวรรคตแล้ว ท่านนายพลเดฟาซ์จึงลังเลใจไม่ทราบว่าจะเชื่อข้างใด

นายพลเดฟาซ์ไม่ยอมไปเมืองละโว้ นายพลเดฟาซ์ต้องการทราบความให้แน่ จึงกลับลงเรือล่องน้ำ ลงไปพักอยู่ที่ด่านภาษี แล้วจึงได้จัดนายทหารให้ขึ้นไปยังเมืองละโว้ ถือหนังสือไปให้มองซิเออร์คอนซตันซ์ นายทหารผู้นั้นได้กลับลงมา


๗๐ โดยเร็วถือหนังสือตอบมาจากมองซิเออร์คอนซตันซ์ด้วย ในจดหมายนั้นมีใจความว่า พระเจ้ากรุงสยามยังมีพระชนม์อยู่หาได้สวรรคตไม่ แล ให้นายพลเดฟาซ์รีบขึ้นไป เพราะพระเจ้ากรุงสยามจะต้องการกำลังของนายพลเดฟาซ์ แต่ถึงดังนั้นนายพลเดฟาซ์ก็หาเชื่อมองซิเออร์คอนซตันซ์ไม่ เพราะข่าวที่ลือว่าสวรรคตนั้นเปนข่าวที่พูดกันเปนเสียงเดียวทั้งหมดยากที่จะไม่เชื่อได้ แลอีกประการหนึ่ง นายทหารที่นำจดหมายลงมา ก็ได้รายงารว่า ตนได้ไปถึงมองซิเออร์คอนซตันซ์ในเวลา ๒ ยาม (เที่ยงคืน) พอมองซิเออร์คอนซตันซ์ได้อ่านหนังสือของนายพลเดฟาซ์เสร็จแล้ว ก็ได้เขียนตอบโดยทันที หาได้เข้าไปยังพระราชวังเพื่อ กราบทูลให้พระเจ้ากรุงสยามทรงทราบในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ ซึ่งเปนเหตุกระทำให้น่าสงสัยว่ามองซิเออร์คอนซตันซ์คงจะเรียกทหารขึ้นไปสำหรับป้องกันตัวมองซิเออร์คอนซตันซ์เอง แลข้อสงสัยนี้ก็น่าจะเปน จริง เพราะได้ทราบมาว่าในพระราชวังเกิดการแตกร้าวในระหว่างข้า ราชการทั้งมองซิเออร์คอนซตันซ์ก็เกี่ยวในการที่แตกร้าวนี้ด้วย ท่าน นายพลเดฟาซ์ผู้บัญชาการกองทหารของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสจึงไม่ยอมที่ จะไปเปนผู้บังคับการทหารสำหรับรักษาตัวมองซิเออร์คอนซตันซ์ อีกประการหนึ่งนายพลเดฟาซ์ก็ได้เคยถูกมองซิเออร์คอนซตันซ์หลอกมาหลายครั้งแล้ว จึงเกรงว่าในครั้งนี้ซึ่งเปนคราวที่สำคัญจะถูกมองซิเออร์คอนซตันซ์หลอกอีกก็จะเปนได้ ทั้งการที่ข้าราชการแตกร้าวกัน แลราษฎรพลเมืองก็เตรียมซ่อนอาวุธกันอย่างเงียบ ๆเปนการที่ทราบกันมา


๗๑ นานแล้ว ท่านนายพลเดฟาซ์ถือว่าตัวเปนชาวต่างประเทศไม่ต้องการ ที่จะมาเกี่ยวข้องด้วยในการเช่นนี้ จึงไม่ยอมขึ้นไปยังเมืองละโว้ เพื่อป้องกันมิให้ทหารต้องเข้าด้วยกับพวกเหล่าร้าย อีกประการหนึ่งนายทหารที่นายพลเดฟาซ์ได้จัดให้ถือจดหมายไปส่งมองซิเออร์คอนซตันซ์นั้น ได้มารายงารว่าตาม ทางที่ไปนั้น นายทหารผู้นั้นได้พบคนถืออาวุธซ่องสุมกันหลายแห่ง แลครั้งหนึ่งนายทหารผู้นั้นอยากรับประทานน้ำ จึงได้ตัดทางลัดเข้าบ้านซึ่งเห็นอยู่ใกล้ ๆ เพื่อไปหาน้ำรับประทาน ม้าเกือบเหยียบศีร์ษะคนแตกเพราะคน ๆ นี้นอนคว่ำอยู่กับดิน นายทหาร ผู้นั้นตกใจจึงมองซ้ายแลขวาก็เห็นคนนอนคว่ำอยู่อย่างนี้เปนอันมาก เมื่อ ได้เห็นดังนี้แล้วนายทหารผู้นั้นก็หายอยากน้ำทันที จึงไม่คิดการอื่น นอกจากจะเร่งให้ม้าไปเสียให้พ้นจากที่นี้เพื่อไปเข้าทางเดิมต่อไปเท่านั้น เพราะเหตุดังที่บรรยายมานี้แลเหตุอื่น ๆ อีกหลายอย่าง ท่านนายพล เดฟาซ์จึงได้ตกลงใจกลับไปยังป้อมที่บางกอก ข้าพเจ้าจะต้องกล่าวเพิ่มเติมในที่นี้ว่า นายพลเดฟาซ์มีความหนักใจมากที่ตัวได้กระทำการอย่างนี้ จึงได้มาหารือต่อท่านสังฆราชว่าจะควรทำอย่างไรดี ท่านสังฆราชจึงได้แนะนำให้กลับไปอยู่ที่ป้อมตามเดิม แลว่าตัวเปนชาวต่างประเทศไม่ควรจะไปเกี่ยวข้องในการของ แผ่นดิน เว้นแต่ได้เห็นประจักษ์แน่แล้วว่าจะต้องไปช่วยพระเจ้ากรุงสยาม จึงควรจะไป ต่อนั้นมามองซิเออร์คอนซตันซ์ก็กำชับเร่งให้นายพลเดฟาซ์ขึ้นไปยังเมืองละโว้ไม่หยุดหย่อนเลย มองซิเออร์คอนซตันซ์ได้มีจดหมาย

๗๒ เร่งมาเปนหลายครั้ง แต่ท่านนายพลเดฟาซ์ยังไม่เห็นมีเหตุอย่างใด ที่จะทำให้เชื่อถ้อยคำของมองซิเออร์คอนซตันซ์ จึงได้ปฏิบัติตามความคิดเดิม คงอยู่ในป้อมนั้นต่อไป ว่าด้วยความประพฤติของพระเพทราชา การอันไม่แน่นอนว่าพระเจ้าแผ่นดินจะสวรรคตจริงหรือไม่นั้นก็ยังคงไม่แน่อยู่อย่างนั้นเอง บางคนก็พูดว่าสวรรคตแล้ว บางคนก็พูดว่า ยังมีพระชนม์อยู่ จนเหลือที่จะรู้ได้ว่าจะควรเชื่อข้างฝ่ายใด ในระหว่างนี้เสียงที่พูดว่าจะเกิดศึกในระหว่างก๊กเหล่าต่าง ๆ นั้นก็ยังคงมีอยู่ บันดาผู้คนที่เตรียมเครื่องอาวุธยุทธภัณฑ์ก็เพิ่มมากขึ้นทุกที อำนาจของมองซิเออร์คอนซตันซ์ก็น้อยลงโดยเห็นได้แก่ตา มองซิเออร์คอนซตันซ์ จะออกคำสั่งอย่างใดก็หามีผู้ใดทำตามคำสั่งไม่ แต่ถึงดังนี้โดยความหยิ่งของตัวหรือโดยความโง่เขลาก็ตามแต่ก็อยากจะด่าชาวต่างประเทศอยู่เสมอ ยิ่งเปนคนที่ถือสาสนาคริสเตียนแล้วมองซิเออร์คอนซตันซ์ก็ชอบด่านักเพราะไปเข้าใจเสียว่าพวกนี้ไม่รู้ในเหตุการณ์ที่กำลังเปนอยู่ แลก็อวดอ้างอยู่เสมอว่าตัวยังมีอำนาจอยู่อย่างเดิม มีเสียงคนพูดกันว่า พระเจ้ากรุงสยามรู้สึกพระองค์ว่าประชวรมาก จึงได้ทรงมอบราชการแผ่นดินให้แก่ข้าราชการผู้ใหญ่ที่ได้ทำราชการมาช้านานแล้วคนหนึ่ง ชื่อ ออกพระเพทราชา แลทรงมอบให้บุตรของพระเพทราชา ชื่อ หลวงสรศักดิ์ด้วย ที่จริงตั้งแต่นี้มาก็เห็นแต่ท่าน ทั้งสองนี้ออกว่าราชการทั้งฝ่ายหน้าแลฝ่ายใน แลใช้คนนั้นไปนี่ใช้คนนี้


๗๓ ไปโน่น แต่คงใช้ในพระนามของพระเจ้าแผ่นดินอยู่เสมอ ในขณะนี้ ก็เกิดมีเสียงเล่าลือว่า พระราชบุตรบุญธรรมของพระเจ้าแผ่นดินทรงนาม ว่าพระปีย์ กำลังซ่องสุมผู้คนเปนอันมาก โดยเกณฑ์มาจากพิษณุโลกซึ่งเปนเมืองเกิดของท่าน แลเปนเมืองที่บิดาของพระปีย์มีอำนาจมาก ยังมีเสียงลือกันต่อไปอีกว่ามองซิเออร์คอนซตันซ์ก็เปนพรรคพวกของพระ ปีย์ด้วย แต่อย่างไรก็ดี ถึงพวกเราจะคอยสืบสักปานใดก็ตามก็ไม่ได้ความแน่ชัดจนอย่างใดเลย ที่จริงเคยแต่ได้ยินพูดกันมาช้านานแล้ว ว่าถ้าพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตแล้ว พระอนุชาคงจะต้องได้ครองราชสมบัติ ต่อไป ส่วนพระปีย์นั้นไม่ได้เคยออกจากพระราชวังเลย แต่อยู่ใกล้ ชิดกับพระเจ้าแผ่นดินเสมอ แต่การที่ลือกันว่าพระปีย์กำลังซ่องสุม ผู้คนนั้น พระปีย์จะออกคำสั่งเปนการลับหรืออย่างใด ข้าพเจ้าไม่ทราบเปนการแน่ได้ ท่านขุนนางผู้ใหญ่ออกพระเพทราชาก็ระดมคนจากทั่วทิศ แลทำอำนาจมากขึ้นทุก ๆ วัน แต่ที่ออกพระเพทราชาทำการทั้งนี้ก็โดยอ้างพระราชโองการเสมอไปแลอ้างว่าทำการเพื่อรักษาสมบัติ มิให้ตกไป ถึงคนอื่นที่ไม่ควรจะครองราชสมบัตินั้น ในระหว่างที่กำลังวุ่นวายกันอยู่ณเมืองละโว้นั้น ฝ่ายพระอนุชาของพระเจ้าแผ่นดินก็ประทับอยู่ที่วังที่กรุงศรีอยุธยาอย่างเงียบ ๆ แลพูดกันว่าพระอนุชาองค์เล็ก ซึ่งเห็นพร้อมกันว่าจะได้ขึ้นครองราชสมบัติ ๑๐


๗๔ ต่อไปเพราะองค์ใหญ่ทรงพิการนั้น ได้ทรงแต่งงารกับเจ้าหญิงพระ ราชธิดาของพระเจ้าแผ่นดิน คือเปนพระภาคิไนยของพระองค์ แล ทั้งสององค์นี้อยู่ด้วยกันอย่างรักใคร่กันอันสนิธ เหตุการณ์เปนอยู่ดังนี้หลายวัน ครั้นภายหลังพระอนุชาองค์เล็กได้ถูกเชิญให้ขึ้นไปยังพระราชวังละโว้นัยว่า ๆ มีพระราชโองการให้เสด็จขึ้นไป แลพูดกันว่าการที่เชิญเสด็จขึ้นไปคราวนี้ก็เพื่อไปรับมอบราชสมบัติ เพราะออกพระเพทราชาได้ส่งผู้คนลงมารับเสด็จเปนเกียรติยศเปนอันมาก แลยังพูดกันต่อไปว่า ออกพระเพทราชาได้ ถือน้ำพิพัฒสัตยายอมตัวเปนข้าของท่านพระอนุชาแล้ว การเรื่องนี้ได้เกิดตั้งแต่วันที่ ๑๕ เดือนเมษายนตลอดจนถึงวันที่ ๑๕ แลที่ ๒๐ เดือนพฤษภาคม ในระหว่างนี้ข่าวเล่าลือถึงพระอาการของพระเจ้าแผ่นดินก็ยังแตกต่างกันอยู่เสมอ ในชั้นแรกก็มีคนเชื่อกันจริง ว่าได้สวรรคตเสียแล้ว แต่ภายหลังผู้ที่ทราบเรื่องภายในจึงทราบแน่ว่ายังหาได้สวรรคตไม่ แต่ทรงพระประชวรพระอาการหนักมาก หมดหวัง ที่จะหายพระประชวรได้ แลได้ทราบต่อไปว่าพระเจ้าแผ่นดินตกอยู่ในเงื้อมมือแลอำนาจของออกพระเพทราชา (๑)

(๑) สมเด็จพระนารายณ์ได้เสด็จสวรรคต เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๖๘๘ (พ.ศ. ๒๒๓๑) ได้ถวายพระเพลิงเมื่อวันที่ ๑๖ เดือน กุมภาพันธ์ ค.ศ ๑๖๙๐ (พ.ศ. ๒๒๓๓)ในการถวายพระเพลิงนี้มองซิ เออร์มาตีโนเล่าว่าดังนี้


๗๕ "เมื่อวันที่ ๑๙ เดือนกุมภาพันธ์ได้จัดการถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระนารายณ์ซึ่งได้เสด็จสวรรคตตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๖๘๘ (พ.ศ. ๒๒๓๓) การถวายพระเพลิงนี้ได้ทำการอย่างใหญ่โตงดงามมาก เจ้าพนักงารได้เตรียมการถวายพระเพลิงนี้ถึง ๑๘ เดือน พระเมรุนั้น ทำเปนรูปปีรามิด (Pyramid) คือฐานใหญ่ยอดแหลม มีหลายหลัง เรียงกันเปนแถว ใช้เสาต้นใหญ่ ๆ แลฐานก็วางคานใหญ่ นอกนั้นใช้ ไม้ไผ่ทั้งสิ้น จำนวนไม้ไผ่ที่ใช้นั้นเปนจำนวนมากจนนับไม่ถ้วน พระเมรุนั้นปิดด้วยกระดาดสีแลกระดาดทอง แต่ที่จริงก็ทาสีให้ดูเหมือนปิดทอง ถ้ามองดูก็ดูงามแก่ลูกตามาก พระเมรุใหญ่ที่อยู่กลางนั้นเขาพูดกันว่า สูงถึง ๔๓ วา ในพระเมรุองค์กลางนี้ได้กั้นเปนห้อง ที่กลางห้อง ได้กองไม้หอมสำหรับเปนที่ถวายพระเพลิง พวกเรามีความน้อยใจเปนอันมากที่ได้ทราบว่า ในห้องสำหรับถวายพระเพลิงนี้ เจ้าพนักงารได้เอารูปอย่างงาม ๆ ที่เกี่ยวด้วยการสาสนาของเรา แลรูปพระเยซูเจ้าตรึงอยู่กับไม้กางเขนมาแขวนไว้ ใน ที่นี้ การที่ทำเช่นนี้ก็ด้วยความเกลียดแลดูถูก เพื่อสำหรับเอามาประจานให้มหาชนทุกชาติทุกภาษาที่มาช่วยในการถวายพระเพลิงนี้ได้มาเห็นแลเยาะเย้ยต่าง ๆ แลยังไม่ใช่แต่เท่านี้ แต่เจ้าพนักงารมีความประสงค์จะประจานด้วย จึงได้เอารูปของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส แลรูปข้าราชการเจ้านายผู้ใหญ่ของฝรั่งเศสมาแขวนไว้ด้วย


๗๖

ก่อนที่จะถวายพระเพลิงสักสามเดือน ได้มีความหวังใจกันว่า ในวันถวายพระเพลิงนั้น จะได้มีการปล่อยนักโทษทั้งหมด แต่ครั้นถึงวันงารความหวังอันนี้ก็ดับสูญไป เพราะพวกนักโทษก็คงยังต้องจำขื่อคาแลโซ่ตรวนอยู่ตามเดิม แต่ในวันงารนั้นกลับเพิ่มเครื่องจองจำแก่นักโทษมากขึ้นกว่าเก่า คงจะเปนด้วยเจ้าพนักงารเกรงว่าจะเกิดการวุ่นวายจลาจลขึ้น








๗๗ ในระหว่างนั้น คือ ตั้งแต่วันที่ ๑๕ แลวันที่ ๒๐ เดือนพฤษภาคม ออกพระเพทราชามีอำนาจสิทธิ์ขาดในพระราชวังแล้ว จึงได้สั่งให้จับตัวพระปีย์ผู้เปนราชบุตรบุญธรรมของพระเจ้าแผ่นดินสยาม เขาเล่ากันว่า เวลานี้พระปีย์รู้ตัวว่ามีผู้ที่จะคิดทำร้ายจึงคิดป้องกันตัวโดยไม่ออกจากห้องพระประชวรเลย เพราะเชื่อว่าคงไม่มีใครอาจจะเข้าไปได้แลพระปีย์ ก็อยู่ชิด กับพระเจ้าแผ่นดินทั้งกลางวันกลางคืนมิได้ออกห่างจากพระองค์ เลย แต่ครั้นวันหนึ่งเปนเวลาที่กรรมจะมาถึงตัว จะมีเหตุจำเปน อย่างใดไม่ทราบ พระปีย์ก็เดิรไปทางพระทวาร พอก้าวเท้าข้าม พระทวาร พวกเจ้าพนักงารซึ่งคอยจ้องอยู่แล้วนั้นก็มาจับตัวลากออกไปพ้นพระทวาร ซึ่งเปนแห่งที่พวกนี้ควรจะกลังเกรงไม่ควรจะกล้าเข้าไปเลย แล้วก็พาพระปีย์ไปประหารชีวิตเสียในที่อื่น ตามที่ข้าพเจ้ากล่าวมานี้ก็ตามเสียงที่บอกเล่ากันต่อ ๆ มา แต่ที่จะพูดได้ตามที่ทราบว่าเปนความจริงนั้น ก็คือว่าออกพระเพทราชาได้มีคำสั่งให้จับพระปีย์มาพิจารณาแล้วก็ให้ประหารชีวิตพระปีย์เสีย

เรื่องการจับแลฆ่าฟอลคอน ในขณะนั้นมองซิเออร์คอนซตันซ์ก็ถูกจับแลถูกประหารชีวิตอย่างเดียวกับพระปีย์ คือออกพระเพทราชาได้จัดให้คนไปซุ่มอยู่ในพระราชวังแล้ว ให้คนไปเรียกมองซิเออร์คอนซตันซ์โดยอ้างพระราชโองการรับสั่งให้หา มองซิเออร์คอนซตันซ์หมายว่ารับสั่งให้หาจริงก็รีบเข้าไปยัง


๗๘ พระราชวัง แต่พอก้าวเข้าไปในพระราชวังเท่านั้น เจ้าพนักงารของ ออกพระเพทราชาก็กรูออกมาจับแล้วผูกมัดไว้แน่น แล้วได้เอาไป ขังไว้ยังคุกจำไว้ ๕ ประการ ภาษาฝรั่งเศสใช้คำว่าคุกทั้ง ๕ (Cinq prisons) อย่างแบบธรรมเนียมของเมืองนี้ แต่หาได้ประหารชีวิต โดยทันทีเหมือนอย่างพระปีย์ไม่ ออกพระเพทราชาได้เอามองซิเออคอนซตันซ์จำไว้ช้านาน แลได้ทำการทรมานอย่างสาหัสหลายครั้ง บางคนกล่าวว่าตายด้วยทนความทรมานไม่ไหวนี้เอง จะอย่างไรก็ตาม แต่เปนการแน่ว่ามองซิเออร์คอนซตันซ์ได้รับความทรมานอย่างสาหัสแล้วจึงได้ตายภายหลัง

เรื่องจับพวกชาวยุโรปแลผู้นับถือสาสนาคริสเตียน แล้วเจ้าพนักงารได้จับนายทหารฝรั่งเศสบางคน ซึ่งอยู่ที่เมืองละโว้โดยคนเหล่านี้เปนผู้บังคับทหารรักษาพระองค์ ทั้งเปนผู้สอนเพลงอาวุธแลสอนท่าของทหารด้วย แล้วก็จับชาวยุโรปบางคนซึ่งเปนคนชาติอังกฤษแลชาติอื่น ๆ ด้วย พวกนี้เปนคนประจำตัวมองซิเออร์คอนซตันซ์ ลงท้ายที่สุดเจ้าพนักงารก็ได้จับชาวยุโรปที่ถือสาสนาคริสเตียนทั้งหมด ทั้งพวกแขกแลพวกอื่น ๆ ที่ถือสาสนาคริสเตียนที่อยู่ยังเมืองละโว้ เว้นแต่พวกฮอลันดาหาได้ถูกจับไม่เพราะพวกนี้ต่อสู้ไม่ยอมให้จับ



๗๙ เรื่องพระเพทราชาเรียกให้มองซิเออร์เดอลียอนขึ้นไปหา ในขณะนั้นออกพระเพทราชาได้ให้เขียนจดหมายใช้ถ้อยคำอย่างอ่อนหวานไปยังมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศ แลมองเซนเยอร์เดอโรซาลี (๑) เชิญให้สังฆราชทั้งสองขึ้นไปยังเมืองละโว้โดยเร็ว มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศไม่ใคร่จะสบาย มองเซนเยอร์เดอโรซาลีจึงได้ขึ้นไป ยังเมืองละโว้แต่คนเดียว เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม มองเซนเยอร์ เดอโรซาลีได้ออกเดิรทาง เมื่อไปถึงเมืองละโว้นั้นการต่าง ๆ ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วนั้นเปนเรื่องที่เสร็จไปแล้วทั้งนั้น เว้นแต่มองซิเออร์คอนซตันซ์ยังไม่ตายแต่จวนอยู่แล้ว พอสังฆราชเดอโรซาลีไปถึงเมืองละโว้ เจ้าพนักงารก็พาตรงเข้าไปยังออกพระเพทราชา ๆ ได้พูดด้วยเสียงดังแลเสียงอย่างโกรธถึงความประพฤติของพวกฝรั่งเศส คือเรื่องนายพล เดฟาซ์ไม่ยอมพากองทหารขึ้นไปยังเมืองละโว้ตามคำสั่ง แต่นายพล เดฟาซ์ก็พูดว่าที่มาอยู่เมืองไทยก็เพื่อประสงค์จะรับราชการของพระเจ้ากรุงสยามเท่านั้น แต่ถึงพูดดังนี้ก็ไม่มาตามคำสั่ง พระเพทราชาจึงบอกให้สังฆราชเดอโรซาลีให้ระวังตัวให้มาก แลให้สังฆราชพูดแลเขียน

(๑) มองซิเออร์ เดอลียอนได้รับหน้าที่เปนผู้ช่วยมองเซนเยอร์ลาโน เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๖๘๖ แลรับตำแหน่งสังฆราชเมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๖๘๗ แต่มองซิเออร์เดอลียอนไม่ยอมรับสองหน้าที่นี้ ต่อปี ๑๖๙๖ จึงได้รับเปนสังฆราชเดอโรซาลี


๘๐ จดหมายถึงนายพลเดฟาซ์ ให้นายพลเดฟาซ์ทำการตามพระราชโองการของพระเจ้าแผ่นดินให้จงได้ พระเพทราชาจะทำการสิ่งใดแลจะพูดว่ากระไรคงอ้างพระราชโองการอยู่เสมอ แล้วพระเพทราชาจึงพูดด้วยเสียงอันดังว่า "ถ้านายพลเดฟาซ์ไม่ทำตามพระราชโองการแล้ว พระ เจ้ากรุงสยามจะกริ้วมาก แลจะกริ้วพวกบาดหลวงฝรั่งเศส แลจะได้ เอาพวกบาดหลวงฝรั่งเศสมัดไว้ที่ปากกระบอกปืนด้วย" ท่านสังฆราชเดอโรซาลีจึงได้ตอบว่า จะสั่งอะไรกับนายพลเดฟาซ์ไม่ได้ ได้แต่พยายามพูดจาเกลี้ยกล่อมให้นายพลเดฟาซ์ทำตามคำสั่งเท่านั้น

ว่าด้วยพระเพทราชาเรียกนายพลเดฟาซ์ พระเพทราชาจึงสั่งให้สังฆราชกลับลงไปยังบางกอกโดยทันที แลจัดให้ข้าราชการที่เคยไปยังเมืองฝรั่งเศสแล้วควบคุมสังฆราชลงไป ด้วย บางคนก็พูดว่ามีกองทหารนำหน้าแลตามหลังไปด้วย แต่ทหารเหล่านี้ไปอย่างลับ ๆเพื่อคอยจับพวกฝรั่งเศสในเวลาที่นายพลเดฟาซ์จะไม่ยอมทำตามที่พระเพทราชาต้องการ เมื่อนายพลเดฟาซ์ได้ทราบความแล้ว ก็มีความหนักใจมากไม่ทราบว่าจะทำประการใด จึงได้เรียก นายทหารผู้ใหญ่มาประชุม ลงท้ายที่สุดนายพลเดฟาซ์ก็ตกลงใจว่า จะขึ้นไปยังเมืองละโว้กับบุตรชายคนหนึ่ง (บุตรคนเล็กได้ถูกจับที่เมืองละโว้แล้ว) แลจะไปพร้อมด้วยสังฆราชเดอโรซาลีกับข้าราชการที่ลงมาตามนั้นด้วย


๘๑ เมื่อนายพลเดฟาซ์พร้อมด้วยมองเซนเยอร์เดอโรซาลีแลข้าราชการได้ขึ้นไปถึงเมืองละโว้ เจ้าพนักงารก็พาเข้าไปยังพระราชวัง ตรง เข้าไปหาพระเพทราชา ๆ พูดเสียงโกรธมาก ถามนายพลเดฟาซ์ว่า เหตุใดจึงไม่นำกองทหารมาแต่มาผู้เดียวเช่นนี้ แลพูดต่อไปว่าถ้านายพลเดฟาซ์ไม่ทำด้วยความเต็มใจ พระเพทราชาจะใช้กำลังบังคับให้ทำให้จงได้ แลอย่าให้นายพลเดฟาซ์ทนงตัวนัก แลอย่าเข้าใจว่าป้อมนั้นจะคุ้มครองได้ เพราะถึงว่านายพลเดฟาซ์จะมีป้อมชนิดนั้นสัก ๑๐ ป้อม ก็จะเอานายพลเดฟาซ์ออกจากป้อมให้จงได้ แล้วพระเพทราชา ได้ให้เจ้าพนักงารอ่านข้อหากล่าวโทษนายพลเดฟาซ์ แลทหารฝรั่งเศสหลายข้อ แต่พระเพทราชาก็หาได้ให้นายพลเดฟาซ์มีเวลาแก้ข้อหาเหล่านั้นไม่ซึ่งเปนการจะแก้ได้โดยง่าย นายพลเดฟาซ์เปนแต่ตอบว่า พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสผู้เปนนายได้จัดให้กองทหารมาโดยมีน้ำพระทัยอันดีแลโดยรักใคร่พระเจ้ากรุงสยาม แต่เมื่อกองทหารเหล่านี้ไม่เปนที่ไว้ใจ ของเจ้าพนักงารแล้ว นายพลเดฟาซ์อยากจะทำให้คนทั้งพระราชอาณาจักรแลทั้งโลกเห็นในพระทัยอันเที่ยงตรงของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส แลในความซื่อสัตย์สุจริตของนายพลเดฟาซ์ เพราะฉนั้นขอให้จัดหาเรือมา ไว้จะเช่าหรือจะซื้อก็ตาม แล้วนายพลเดฟาซ์ก็จะลงเรือโดยทันทีพร้อมด้วยพลทหารแลเข้าของสมบัติของตัว การที่นายพลเดฟาซ์พูดเช่นนี้พระเพทราชาก็หายอมไม่ มีแต่จะเขี้ยวเข็นให้นายพลเดฟาซ์คุมกองทหารขึ้น ๑๒


๘๒ ไปให้จงได้ แลจะบังคับให้นายพลเดฟาซ์มีหนังสือถึงรองผู้บังคับการ สั่งให้คุมทหารขึ้นมาทันที แลพูดต่อไปว่าถ้านายพลเดฟาซ์ไม่กระทำตามก็จะจับตัวใส่คุกเสีย นายพลเดฟาซ์จึงตอบว่าถึงจะมีจดหมายสั่งให้รองผู้บังคับการคุมทหารขึ้นมา รองผู้บังคับการก็คงจะไม่ทำตามคำสั่ง เพราะในการเช่นนี้จะสั่งอะไรกันไม่ได้ เพราะตัวอยู่นอกป้อมเสียแล้ว ทั้งเมื่อเวลาจะลงเรือมาเมืองละโว้นั้น นายพลเดฟาซ์ได้พูด ไว้กับข้าราชการที่ลงไปเรียก ว่านายพลเดฟาซ์จะสั่งการแก่ทหารไม่ ได้เสียแล้วเพราะฉนั้นการที่จะให้กองทหารขึ้นมานั้นมีทางอยู่อย่างเดียวซึ่งเปนทางดีที่สุด ก็คือต้องให้นายพลเดฟาซ์ลงไปเรียกเองเท่านั้น แลถ้าไม่เชื่อแล้วนายพลเดฟาซ์ยอมให้บุตรสองคนไว้เปนประกัน เมื่อได้โต้เถียงกันอยู่ช้านานก็เปนอันตกลงตามความเห็นนายพลเดฟาซ์ นายพลเดฟาซ์ได้กลับลงไปยังบางกอก พร้อมด้วยผู้คนดุจเมื่อขึ้นมาเมืองละโว้ คือมีมองเซนเยอร์เดอโรซาลี (ยังเติมมองซิเออร์ เดอลาวีนอีกคนหนึ่ง ) ข้าราชการไทย ๒ คนกับเรือใหญ่คุมไปด้วย ๕ ลำ

ว่าด้วยมองเซนเยอร์ลาโนถูกเรียกไปเมืองละโว้ ฝ่ายมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศถึงแม้ว่ายังป่วยอยู่ก็จริงแต่ก็ถูกเรียกให้ขึ้นไปยังเมืองละโว้อีก แลให้ไปพร้อมกับพวกมิซชันนารีที่ เข้าใจภาษาไทย การเรียกคราวนี้ดูเปนการด่วนมาก เพราะฉนั้น


๘๓ มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศจึงได้ออกเรือเมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน พร้อมด้วยมองซิเออร์เฟเรอแลมองซิเออร์เลอเชอวาเลีย ในระหว่างกลางทางนั้นได้ไปพบนายพลเดฟาซ์กับคนทั้หลาย ดังกล่าวมาแล้วซึ่งจะล่อง ลงมาบางกอก

เรื่องนายพลเดฟาซ์มาถึงบางกอก ครั้นนายพลเดฟาซ์ได้กลับมาถึงป้อมที่บางกอกแล้ว บันดานายทหารทุกคนก็คัดค้านว่าไม่ควรจะกลับขึ้นไปยังเมืองละโว้อีก แลอ้างเหตุ ว่าการที่จะให้นายพลเดฟาซ์ขึ้นไปพร้อมกับทหารตัวดี ๆ นั้นก็ไม่มีประสงค์อย่างอื่นนอกจากจะคิดการร้าย นายทหารทั้งหมดได้แสดงตัวว่าเต็มใจที่จะรักษาป้อมไว้ แลยอมตายด้วยถืออาวุธอยู่ในมือ ดีกว่าที่จะให้เขาฆ่าตายอย่างคนสามัญ เมื่อนายพลเดฟาซ์ได้ฟังดังนั้น ก็ยอมสละบุรสองคนที่ได้ให้ไว้เปนประกันที่เมืองละโว้ ดีกว่าที่จะพาพลทหารไปให้เขาฆ่าฟัน เมื่อได้ทำความตกลงในใจเช่นนี้แล้ว จึงได้เรียก ทหารมารวมกอง เพราะทหารเหล่านี้ได้แยกกันรักษาป้อมสองแห่ง แล้วจึงนำทหารออกจากป้อมที่อยู่ฝั่งข้างบางกอก ไปรวมอยู่ในป้อมฝั่งโน้นแล้วได้จัดการปิดป้อมไม่ให้คนเข้า แลแสดงตัวว่าจะไม่ยอมขึ้นไปยังเมืองละโว้ แลถ้าพระเพทราชาไม่ให้เรือตามที่ขอไว้ นายพลเดฟาซ์ กับพลทหารก็จะต่อสู้อย่างแขงแรงข้าพเจ้าจะต้องกล่าวด้วยว่าเมื่อเวลา


๘๔ จะยกกองทหารออกจากป้อมฝั่งข้างบางกอกนั้น นายพลเดฟาซ์ได้สั่งให้ขนเครื่องศัตราอาวุธแลกระสุนดินดำไปด้วย ส่วนปืนใหญ่นั้นได้จัดการทำลายแล้วทิ้งน้ำ ยังมีปืนใหญ่กระบอกหนึ่งใช้กระสุนหนักถึง ๑๑๒ ปอนด์ ปืนกระบอกนี้นายพลเดฟาซ์ได้ให้เจาะแลทำลายเสียด้วย

การต่อสู้กันครั้งแรก ฝ่ายพวกไทยซึ่งอยู่ในแถบเหล่านี้เปนอันมากนั้น พอเห็นพวกฝรั่งเศสยกออกจากป้อมแล้ว ก็นำปืนเข้าไปตั้งในป้อม ไม่ช้าพวก ฝรั่งเศสก็ยิงปืนออกไปหลายนัด พวกไทยก็ยิงตอบ เปนอันเริ่มต้น ที่ได้รบกัน ข่าวที่เกิดยิงกันที่บางกอกนั้นก็ได้ทราบไปถึงพระราชวัง ณเมืองละโว้ กระทำให้เปนการแตกตื่นกันทั่วไป ในครู่เดียวก็ได้จัด การเกณฑ์ทหาร ไม่เลือกว่าชาติใดที่อยู่ในเมืองไทยก็ถูกเกณฑ์ทั้งสิ้น พวกที่มีมากนั้นคือ พวกแขกมัว แขกมลายู พวกจีน มอญแลไทย แลยังมีพวกปอตุเกศที่เปนคริสเตียนก็เข้าเปนทหารมาก มีคนพูดกันว่าเรือรบสองลำซึ่งนายเรือแลลูกเรือเปนชาวอังกฤษ พึ่งกลับมาจากเมืองเขมรในราชการของพระเจ้าแผ่นดิน ควรจะกลับออกไปแล้ว แต่ก็ หาได้ไปไม่ ฝ่ายพวกฮอลันดาซึ่งเปนศัตรูของเราแต่ไม่ไช่ศัตรูโดย เปิดเผย ก็ได้ฉวยโอกาศนี้สำหรับกัดเราโดยเปนธุระหาทั้งอาวุธแลคนส่งให้แก่ไทยมากที่สุดที่จะจัดหาได้ ในเวลานั้นก็ไม่ได้เห็นอย่างอื่นนอกจากการขนอาวุธ แลเห็นคนถืออาวุธวิ่งไปข้างโน้นข้างนี้ เสียงอึกกระทึก


๘๕ ครึกโครมทั่วไป ถ้าจะฟังเสียงที่เอะอะกันแลเสียงที่พูดกันแล้ว ดูเหมือนพวกฝรั่งเศสในบางกอกจะต้องเลอียดเปนผงในทันทีนั้นเอง คนโดยมากก็ใช้คำหมิ่นประมาทพวกฝรั่งเศส แลพูดด้วยว่าในไม่ช้าก็จะจับพวก ฝรั่งเศสมัดมือมัดเท้าให้หมด ถึงจะมีเสียงเช่นนี้สักปานใดก็หาได้ทำ ให้พวกฝรั่งเศสในป้อมหวาดหวั่นอย่างใดไม่ แต่สิ่งที่ทำให้พวกฝรั่งเศสกลัวนี้ ก็ที่เห็นว่าป้อมนั้นหาได้แน่นหนาเท่าไรไม่ เพราะมีช่องเปิดอยู่ถึงสามสี่แห่ง ทั้งกระสุนดินดำแลเสบียงอาหารก็มีน้อย แลคนที่จะรักษาหน้าที่ก็ไม่เพียงพอ เพราะในเวลานั้นมีทหารอยู่เพียง ๒๐๐ หรือ ๒๕๐ คนเท่านั้น จริงอยู่พลทหารที่ออกจากเมืองฝรั่งเศสมีจำนวนถึง ๖๐๐ คน แต่ในระหว่างเดิรทางได้ตายเสียกว่า ๑๐๐ คน แลตั้งแต่มาอยู่ในเมืองไทยก็ได้ตายเสียอีก ๑๐๐ คน ได้แบ่งให้ไปประจำอยู่ที่เมืองมริดเสีย ๑๕๐ คน แลอีก ๖๐ คนนั้นได้ลงเรือหลวงไปลาดตระเวรตามชายทะเลตั้งแต่เดือนมีนาคม แลในเวลานี้ก็ยังหากลับมาไม่

เรื่องพระเพทราชาจัดให้มองเซนเยอร์ลาโนลงไปบางกอก พอพระเพทราชาได้ทราบข่าวถึงเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบางกอกจึงได้ให้เจ้าพนักงารคุมมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศลงไปบางกอก เพื่อให้ไปพูดจาว่ากล่าวกับนายพลเดฟาซ์ เพราะพระเพทราชาเข้าใจว่า มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศ คงจะพูดจาให้นายพลเดฟาซ์เชื่อถ้อย


๘๖ ฟังคำได้ดีกว่ามองเซนเยอร์เดอโรซาลี แต่ไม่ทราบว่าจะเปนคำสั่งของ ผู้ใด พอจวนจะมาถึงบางกอกพวกเจ้าพนักงารที่พระเพทราชาให้คุมมานั้น ได้ปล้นมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศกลางทาง จับเอาบ่าวไพร่ ผู้คนของท่านสังฆราชทุบตีแลจำไว้ครบ ๕ ประการ

เรื่องพระเพทราชาเรียกให้มองซิเออร์เดอลียอนขึ้นไปหา จดหมายมองซิเออร์เดอลียอน ถึงผู้อำนวยการคณะการต่างประเทศ เมื่อประมาณวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พระเพทราชาได้จับตัวพระปีย์ไว้ในพระราชวังเสร็จแล้ว มองซิเออร์คอนซตันซ์ได้มีจดหมาย มาถึงมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศแลข้าพเจ้า อ้างพระราชโองการ ให้ข้าพเจ้าหรือมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศ คนใดคนหนึ่งขึ้นไปยังเมืองละโว้ มองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศไม่ใคร่จะอยากไป ข้าพเจ้าจึง ได้ไปแต่คนเดียว เมื่อไปถึงก็ได้เห็นเมืองละโว้เท่ากับเปนที่คุมขังเต็ม ไปด้วยพวกถือสาสนาคริสเตียน พวกนายทหารฝรั่งเศสซึ่งอยู่ที่เมืองละโว้ในเวลาที่มองซิเออร์คอนซตันซ์ถูกจับนั้น ก็ถูกเจ้าพนักงารควบคุมอย่างกวดขัน ต่อข้าพเจ้าหรือสังฆราชเมเตโลโปลิศไปถึงเมื่อใดจึงจะปล่อยพวกนี้เพราะฉนั้นเมื่อข้าพเจ้าขึ้นไปถึงเมืองละโว้แล้ว เจ้าพนักงารจึงได้ปล่อยให้นายทหารฝรั่งเศสมาหาข้าพเจ้า อีกสักครู่หนึ่งพวก บาดหลวงเยซวิต ๙ หรือ ๑๐ รูปก็ตามหาข้าพเจ้า พวกบาดหลวง


๘๗ เหล่านี้ได้ชี้แจงแก่ข้าพเจ้าว่า ในเวลาที่ข้าพเจ้าจะพบกับพระเพทราชานั้นขอให้ข้าพเจ้าร้องถึงการที่มองซิเออร์คอนซตันซ์ถูกจับ แลให้ข้าพเจ้าพูดยกเหตุว่าเปนการแผ่นดินด้วย แลพวกบาดหลวงเหล่านี้ก็กล่าวต่อไปว่า ถ้าข้าพเจ้าขู่พระเพทราชาว่าพวกฝรั่งเศสในบางกอกจะขัดเคืองมากแล้ว พระเพทราชาก็คงไม่กล้าฆ่ามองซิเออร์คอนซตันซ์ ข้าพเจ้าต้องสารภาพว่า การที่บาดหลวงเยซวิตเหล่านี้หลงเชื่อถือมองซิเออร์คอนซตันซ์โดยหลับตาเช่นนี้ เปนการกระทำให้ข้าพเจ้านึกชมเชยพวกนี้เปนอันมาก ข้าพเจ้าจึงได้ตอบพวกบาดหลวงเยซวิตว่า ถึงแม้ว่าความเห็นของข้าพเจ้าในข้อที่เชื่อกันว่า มองซิเออร์คอนซตันซ์ได้ทำการช่วยสาสนาแลช่วยแผ่นดิน จะตรงกันข้ามกับความเห็นของบาดหลวงเหล่านี้ก็จริงอยู่ แต่ข้าพเจ้าจะขอเอาพระเปนเจ้าเปนพยาน ว่าข้าพเจ้าอยากอย่างที่สุดที่จะช่วยให้มองซิเออร์คอนซตันซ์ได้รอดจากทุกข์แลภัย ซึ่ง ได้รับอยู่ในเวลาเดี๋ยวนี้ ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าเวทนาสงสารเปนอันมาก แต่การที่ข้าพเจ้าจะคิดจัดการเอง หรือจัดการโดยคำแนะนำของบาดหลวงเหล่านี้ที่จะเอาเรื่องของมองซิเออร์คอนซตันซ์มาเปนเรื่องของพวกฝรั่งเศส ทั่วไปนั้น เปนการที่ข้าพเจ้าจะทำไปไม่ได้ แลยิ่งเปนเวลาที่กำลัง วุ่นวายกันอยู่เช่นนี้เปนอันทำไม่ได้เปนอันขาดแต่ข้าพเจ้าจะรอฟังดูก่อนว่าพระเพทราชาจะพูดว่าอย่างไรบ้าง ถ้ามีโอกาศจึงจะช่วยมองซิเออร์คอนซตันซ์ได้


๘๘ ครั้นข้าพเจ้ารับประทานอาหารแล้วจึงได้ไปพบพระเพทราชา เวลานั้นบันดาข้าราชการผู้ใหญ่ได้ล้อมพระเพทราชาโดยรอบบางคนก็หมอบอยู่ แต่ทุกคนได้แสดงกิริยาให้เห็นว่ายอมยกให้พระเพทราชาเปนนาย พระเพทราชาจึงได้บอกข้าพเจ้า ว่าพระเจ้ากรุงสยามทรงหวังพระทัยว่า นายพลเดฟาซ์คงจะขึ้นมายังเมืองละโว้ แลตำแหน่งหน้าที่ของมองซิเออร์คอนซตันซ์จะโปรดให้บุตรของนายพลเดฟาซ์รับแทน แต่บุตรนายพลเดฟาซ์เวลานี้ยังอายุน้อยนัก จึงเปนการจำเปนที่จะต้องให้นายพล เดฟาซ์ฝึกหัดบุตรไปก่อนจนกว่าจะชำนาญช่ำชอง แล้วพระเพทราชา จึงถามข้าพเจ้าว่าข้าพเจ้าคิดว่านายพลเดฟาซ์จะขึ้นมาหรือไม่ เพราะพระเจ้ากรุงสยามมีพระราชประสงค์จะให้มา แลได้รับสั่งถามถึงหลายครั้งแล้ว แลพระเพทราชาได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ในครั้งแรกนายพลเดฟาซ์ ไปเข้าใจเสียว่าพระเจ้ากรุงสยามได้เสด็จสวรรคตเสียแล้ว นายพลเดฟาซ์ จึงได้กลับลงไปบางกอก ครั้นต่อมาพระเจ้ากรุงสยามมีรับสั่งให้นายพลเดฟาซ์ขึ้นไปยังเมืองละโว้ให้จงได้ แต่นายพลเดฟาซ์ก็บอกป่วย พระเจ้ากรุงสยามจึงได้รับสั่งให้แพทย์ลงไปรักษา แต่แพทย์ได้มารายงารว่านายพลเดฟาซ์หาป่วยอย่างใดไม่ ถ้าต่อไปนายพลเดฟาซ์ยังขัดขืนดื้อดึงไม่ยอม ขึ้นมายังเมืองละโว้แล้ว ก็จะเปนการกระทำให้พระเจ้ากรุงสยามทรงสงสัยในพระเพทราชาต่าง ๆ ซึ่งอาจจะทำให้ถึงแตกร้าวกันได้ แล้ว พระเพทราชาจึงบอกว่า ในวันพรุ่งนี้จะได้จัดให้ข้าราชการที่ได้เคยเปน



๘๙ ราชทูตที่ ๑ แลที่ ๒ ไปประเทศฝรั่งเศสแล้วนั้น ไปพร้อมกับข้าพเจ้า เพื่อไปเชิญให้นายพลเดฟาซ์ขึ้นมาเมืองละโว้ แต่ในระหว่างที่นายพลเดฟาซ์ยังไม่มานั้น พระเพทราชาจะต้องเอาตัวบุตรที่สองของนายพลเดฟาซ์ ไว้ก่อน ในเรื่องนี้พระเพทราชาจะคิดการอย่างใดหรือจะประสงค์อย่างใดนั้นไม่จำเปนจะต้องกล่าวถึง แต่ใคร ๆ ก็คงจะเห็นได้โดยง่ายว่า การ ที่พระเพทราชาใช้ให้ข้าพเจ้าลงไปบางกอกดังนี้ เปนการที่ข้าพเจ้าจะ ขัดขืนไม่ได้เปนแน่ เพราะไม่ได้ให้ข้าพเจ้าทำอะไร นอกจากไปพร้อมกับราชทูตสองคน แล้วให้ราชทูตสองคนเกลี้ยกล่อมให้นายพลเดฟาซ์ขึ้นไปยังเมืองละโว้เท่านั้น แลข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่าคงจะไม่มีชาวฝรั่งเศสซึ่งอยู่ที่เมืองละโว้จนคนเดียว ที่จะไม่ยินดีไปกับราชทูตเช่นนี้

เรื่องการปฎิบัติของมองเซนเยอร์ลาโนแลมองซิเออร์เดอลียอน ในเรื่องที่ให้คำแนะนำแก่นายพลเดฟาซ์ จดหมายมองซิเออร์เดอบรีซาเซีย ถึงมองซิเออร์เดอลียอน วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๖๙๒ (พ.ศ. ๒๒๓๕) ยังมีการอยู่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าไม่สบายใจมาก แลซึ่งข้าพเจ้า จะต้องขอร้องให้ท่านสงบใจไว้ คือบาดหลวงแวยูเที่ยวพูดทุกหนทุกแห่ง ๑๒


๙๐ ไม่ว่าใคร ๆ ที่พอใจฟังบาดหลวงแวยูก็เล่าให้ฟัง จนที่สุดเพื่อนรักสนิธของเราก็ได้รับคำเล่าของบาดหลวงแวยู (มีพยานคือมองเซนเยอร์เดอลาอองมาบอกพวกเราได้ ๘วันแล้ว) ว่าเหตุที่ทำให้มองซิเออร์คอนซตันซ์ถูกประหารชีวิตนั้น ก็เพราะคำแนะนำของท่านต่อนายพลเดฟาซ์เปนต้นเหตุ ทั้งการที่พวกฝรั่งเศสถูกกระทำร้ายต่าง ๆ แลการของสาสนา ได้พลิกแพลงไม่เปนการสำเร็จนั้นก็โทษคำแนะนำของท่านทั้งสิ้น ที่ข้าพเจ้าเล่ามาทั้งนี้ก็มิได้ประสงค์จะให้ท่านขัดเคืองอย่างใด แต่เพื่อให้ท่านตั้งธรรมในใจตามคำสั่งสอนของสาสนา กล่าวคือให้รักพวกที่ทำการดุจจะเปนพวกเรา แต่ความจริงหาได้เปนพวกเราไม่ แลฝ่ายพวกเรานั้นก็พยายามทำการทุกอย่างมิให้ผู้ใดกล่าวโทษเราได้

จดหมายเหตุถึงการอย่างหนึ่ง ซึ่งได้มีผู้ขอให้ข้าพเจ้าชี้แจงให้แจ่มแจ้ง มองซิเออร์เดอลียอนเปนผู้แต่ง วันที่ ๔ เดือนมกราคม ค.ศ.๑๖๙๒ (พ.ศ. ๒๒๓๕) เรื่องนี้เปนเรื่องที่ข้าพเจ้ากับมองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศได้แนะนำไม่ให้นายพลเดฟาซ์ขึ้นไปยังเมืองละโว้ ซึ่งมีคนหาว่าเปนต้นเหตุกระทำให้เกิดวุ่นวายในเมืองไทย



๙๑ เพราะฉนั้นในที่นี้ ข้าพเจ้าจะได้กล่าวแต่ฉเพาะความที่เปนจริงว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ เมษายน ค.ศ. ๑๖๘๘ (พ.ศ. ๒๒๓๑) เหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ดำเนิรไปอย่างไร คือนายพลเดฟาซ์กับพลทหาร ๗๐ คน กำลังเดิรทางจะขึ้นไปยังเมืองละโว้ ได้แวะที่ห้างฝรั่งเศสพบกับมองซิเออร์ เวเรต์หัวหน้าของบริษัท มองซิเออร์เวเรต์จึงได้พูดโดยเปิดเผยว่า เมื่อการยังวุ่นวายอยู่เช่นนี้เปนการน่าประหลาดว่านายพลเดฟาซ์จะไปเมืองละโว้ด้วยเหตุอันใด เพราะมองซิเออร์เวเรต์เกรงว่าพวกฝรั่งเศสที่อยู่ในแผ่นดินสยามคงตายหมดทุกคน นายพลเดฟาซ์กับมองซิเออร์เวเรต์ ได้สนทนากันในเรื่องนี้อยู่ช้านาน จึงได้พากันไปยังโรงเรียนสามเณรเพื่อถามความเห็นข้าพเจ้าแลมองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศว่าควรจะไปยังเมืองละโว้หรือจะควรทำอย่างไร ในคราวนั้นทั้งมองซิเออร์เดอเม เตโลโปลิศแลตัวข้าพเจ้าเห็นว่าควรจะบอกนายพลเดฟาซ์ตรง ๆ ว่าความเห็นของเราเปนอย่างไร ซึ่งเปนเหตุทำให้มีผู้กล่าวโทษเรา ๒ ข้อ คือ ๑ ที่เราได้ออกความเห็นในการล่อแหลมเช่นนี้ ๒ ที่เราได้มีความเห็น เช่นนี้

ว่าด้วยเหตุที่พวกสังฆราชออกความเห็นให้แก่นายพลเดฟาซ์ในข้อ ๑ ผู้ที่มาถามความเห็นเรานั้น เปนข้าราชการของพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศส เปนแม่ทัพของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงมอบหมาย


๙๒ ให้ดูแลควบคุมพวกชาวฝรั่งเศส ข้อถามนั้นก็เกี่ยวในการอย่างสำคัญในโลกนี้ เพราะเกี่ยวทั้งการสาสนาแลการแผ่นดิน แลเกี่ยวถึงชีวิต ของชาวฝรั่งเศสแลพวกถือสาสนาคริสเตียนด้วย ผู้ที่รับคำถามนั้น ก็คือ มองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศซึ่งเปนตำแหน่งวิแกอาปอศโตลิกแห่งเมืองไทย แลโดยตำแหน่งนั้นจึงเปนบิดาของพวกถือสาสนาคริสเตียนทั้งหลายในพระราชอาณาจักรนี้ แลถามตัวข้าพเจ้าซึ่งได้รับตำแหน่งเปนผู้ช่วยของท่านสังฆราช การที่นายพลเดฟาซ์มาถามนี้ก็โดยได้ รับคำสั่งจากพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสโดยฉเพาะซึ่งสั่งให้มาถามในข้อความที่สำคัญ ๆ คำสั่งนี้นายพลเดฟาซ์ได้เอามาให้ข้าพเจ้าดูเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง เพราะแต่ก่อนๆเมื่อนายพลเดฟาซ์มาถามข้าพเจ้าในข้อที่ไม่เกี่ยวในการหาเลี้ยงอาชีวะข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าไม่ใคร่ตอบแลออกความเห็นอย่างใด เพราะฉนั้นนายพลเดฟาซ์จึงได้เอาคำสั่งมาให้ข้าพเจ้าดู ข้าพเจ้า จึงต้องสารภาพว่าในคราวนี้ ถ้าข้าพเจ้าแลมองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศ ไม่ได้ออกความเห็นให้แก่นายพลเดฟาซ์แล้ว ข้าพเจ้าจะต้องถือใจว่า ได้ทำบาปอย่างหนัก แลได้ทำการผิดหน้าที่แลผิดพระราชโองการของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสด้วย ถ้าแม้ว่าข้าพเจ้าไม่ยอมออกความเห็นให้แก่นายพลเดฟาซ์แล้ว ข้าพเจ้าจะต้องขอย้อนถามว่า ถ้ามีผู้กล่าวหาว่าการที่ข้าพเจ้าไม่ยอมออกความเห็นนั้น เปนความผิดต่อพระเปนเจ้าแลมนุษย์ทั่วไปแลผิด


๙๓ ต่อพระเจ้าแผ่นดินด้วยดังนี้ จะให้ข้าพเจ้าตอบว่าอย่างไรเล่า เพราะมองซิเออร์เดฟาซ์ก็พึ่งมาอยู่ในเมืองไทยไม่นานเท่าไรนัก ทั้งภาษา ไทยก็ไม่เข้าใจจนคำเดียว จะรู้ไม่ได้เปนแน่ว่าได้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร ฝ่ายพวกเราที่เปนมิซชันนารีเปนพวกชาติฝรั่งเศสที่เข้าใจภาษาไทย แลในเวลาทำการตามหน้าที่ก็ต้องเกี่ยวข้องกับพวกไทยอยู่เสมอ แลมิต้องใช้ล่ามเลย แต่ทำการด้วยตัวของตัวเองทั้งสิ้น มองซิเออร์ เดอเมเตโลโปลิศเอง ก็ได้ชำนาญคุ้นเคยกับการในประเทศสยามมา ได้ ๒๕ ปีแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้คุ้นเคยมาหลายปีแล้ว พวกบาดหลวง อื่น ๆ ซึ่งมาทำการในเมืองไทย ก็รู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ในเมืองไทยเปน อันมาก แลยังมีคนไทยที่ไว้ใจได้หลายคนก็คอยนำความต่าง ๆ มา บอกเล่าอยู่เสมอ การทั้งนี้ก็อาจจะทำให้เห็นได้โดยง่ายว่า พวกเราได้ รู้ในความจริงของเมืองไทยได้เพียงไร จนถึงกับเมื่อปีก่อนเมื่อมองซิเออร์เดอลาลูแบร์ แลมองซิเออร์เซเบเรต์ได้กลับไปแล้ว พวกเราก็ได้เขียนข่าวบอกไปยังยุโรปว่า เมื่อเรือกลับไปถึงแล้วน่ากลัวพวกฝรั่งเศส จะต้องถูกฆ่าตายหมด แลคงจะได้เห็นพระเพทราชาเปนพระเจ้าแผ่นดินสยามต่อไปดังนี้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าถึงมองซิเออร์คอนซตันซ์แลคนอื่น ๆ ที่ได้เห็นการต่าง ๆ ด้วยตาของตัวเองก็คงจะพูดเช่นนี้เหมือนกัน มองซิเออร์เดฟาซ์ได้ตกอยู่ในที่อันลำบากใจอย่างที่สุดแลเปนสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเหตุว่าผลที่สุดของเรื่องนี้ ก็เกี่ยวถึงชีวิตของ พวกฝรั่งเศสทั้งหมด


๙๔ เมื่อการเปนอยู่ดังนี้ มองซิเออร์เดฟาซ์ก็มาหาเราแลมาขอความเห็นเรา ทั้งได้เอาคำสั่งมาให้เราดูว่าถ้ามีเหตุการณ์ชนิดนี้เกิดขึ้นก็ให้มองซิเออร์เดฟาซ์มาหารือเรา ซึ่งกระทำให้แลเห็นได้ว่า พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสมีพระประสงค์จะให้พวกเราออกความเห็นดังนี้ เพราะฉนั้นถ้าเราจะอ้างเหตุแต่อย่างเดียวว่า เรื่องนี้เปนการของบ้านเมืองไม่ได้เกิยวกับการสาสนา ดุจชีวิตของฝรั่งเศสจะเปนจะตายเปนสิ่งที่เราไม่ต้อง ธุระด้วย แลเราจะทำใจแข็งไม่ยอมออกความเห็นให้เช่นนี้ ถ้าแม้ว่านายพลเดฟาซ์ได้ตกลงในใจ แลทำตามที่ได้ทำมาแล้วก็ดี หรือถ้า หากว่านายพลเดฟาซ์จะตกลงในใจคงขึ้นไปยังเมืองลพบุรีก็ดี ถ้าแม้ว่านายพลเดฟาซ์กับชาวฝรั่งเศสทั้งหลายได้ไปเสียทีถูกกลอุบายของพวกไทย ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าเปนการแน่นอนดังนี้ ข้าพเจ้าขอถามว่าที่เรา จะไม่ยอมออกความเห็นนั้นจะมีคนสรรเสริญเราหรืออย่างไร ถ้าแม้ว่าจะมีเหตุผลอย่างใด ๆ ซึ่งไม่ควรเราจะออกความเห็นก็ตาม ข้าพเจ้าก็ต้องรับสารภาพโดยตรงว่า ความไหวพริบของข้าพเจ้าไม่พอที่จะเห็นเหตุผลเหล่านั้น บางทีผู้ที่กล่าวโทษเราว่าเปนผู้ออกความเห็น ให้แก่มองซิเออร์เดฟาซ์ จะไม่ได้เคยออกความเห็นในสิ่งที่ตัวไม่มีความรู้เลย ถ้าเปนเช่นนั้นการเรื่องนี้จะกลับกลายเปนอย่างอื่นได้กระมัง ในส่วนตัวข้าพเจ้าเองจะบอกได้ด้วยความจริงใจ ว่าในระหว่างเวลาที่รู้จักกบมองซิเออร์เดฟาซ์นั้น จะมีข้อที่มองซิเออร์เดฟาซ์จะกล่าวโทษข้าพเจ้าได้


๙๕ ก็คือที่ข้าพเจ้าไม่ใคร่เต็มใจที่จะออกความเห็นให้แก่นายพลเดฟาซ์เลยหาใช่ข้าพเจ้าพอใจหาเรื่องที่จะออกความเห็นให้ไม่ ข้าพเจ้าได้กล่าวในข้อนี้โดยยืดยาวก็เพราะเห็นว่า ข้อที่จะมีผู้กล่าวโทษมองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศแลข้าพเจ้า เกี่ยวในข้อนี้มาก กว่าข้อ ๒

ว่าด้วยเหตุที่พวกสังฆราชแนะนำไม่ให้ นายพล เดฟาซ์ ขึ้นไปเมืองละโว้ บัดนี้จะได้กล่าวถึงข้อ ๒ ขอให้พิจารณาดูว่าตามเหตุผลต่าง ๆ นั้น ที่ข้าพเจ้าแล มองซิเออร์ เดอ เมเตโลโปลิศ กับมองซิเออร์เวเรต์ ได้ แนะนำตามที่ได้แนะนำไปแล้วนั้น จะควรหรือไม่ ข้าพเจ้าจะได้ชี้แจงตามเรื่องที่ได้เปนไปทุกประการ คือ เมื่อมองซิเออร์ เดฟาซ์ กับมองซิเออร์ เวเรต์ ได้มาถึงโรงเรียนสามเณรนั้น มองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศ กำลังทำพิธี แซนต์อุวิล (Sainteshuiles) ข้าพเจ้าเองก็ได้สวมเสื้อเสร็จแล้วเตรียมจะช่วยท่านสังฆราช มอง ซิเออร์ เวเรต์ จึงได้ให้คนมาบอกข้าพเจ้าว่า ขอให้ข้าพเจ้าไปพบกับมองซิเออร์ เดฟาซ์ให้ได้ เพราะเปนเรื่องที่สำคัญมาก ข้าพเจ้าจึง ได้เปลื้องเสื้อแล้วออกไปหา ได้นั่งสนทนากันทั้งสามคนอยู่ช้านาน มองซิเออร์ เวเรต์ จึงเล่าให้ข้าพเจ้าฟังถึงข้อความที่ มองซิเออร์ เวเรต์


๙๖ กับ มองซิเออร์เดฟาซ์ ได้พูดกันมาแล้ว แลซ้ำแนะนำ มองซิเออร์ เดฟาซ์ อีกว่า ไม่ควรจะขึ้นไปยังเมืองละโว้ โดยอ้างเหตุผล ต่าง ๆ ซึ่งข้าพเจ้าเองก็เห็นว่าพอฟังได้ ฝ่าย มองซิเออร์ เดฟาซ์ ก็ ไม่ได้ตอบว่ากระไร นอกจากพูดยืนคำอยู่อย่างเดียวว่า ถ้าไม่ขึ้นไป แล้ว มองซิเออร์ เดฟาซ์ กับ มองซิเออร์ คอนซตันซ์ ก็คงจะต้องขัดใจ กัน แลเปนการจำเปนที่จะต้องเอาใจ มองซิเออร์ คอนซตันซ์ เพื่อ ให้การสร้างป้อมที่บางกอกเปนการสำเร็จ ส่วนข้าพเจ้าก็ได้เล่าว่า ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะเปนแต่เพียงคนสอนสาสนาก็จริงอยู่ แต่ก็ได้ทราบความมาจากหลายทางถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แลข้าพเจ้าเห็นเปนการจำเปนที่จะต้องบอกให้ มองซิเออร์ เดฟาซ์ ทราบเหตุการณ์หลายอย่าง ให้แลเห็นว่าการที่จะยกขึ้นไปเมืองละโว้นั้น น่ากลัวจะมี อันตรายอย่างไร โดยถือเสียว่า เมื่อบุคคลจะต้องทำการอย่างใด เมื่อทราบรายเลอียดของการนั้น ๆ ก็อาจจะทำการให้สำเร็จได้ เพราะ ฉนั้นจึงจำเปนต้องเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้มองซิเออร์เดฟาซ์ ฟัง เพื่อ เตรียมการที่จะป้องกันไว้ได้ แต่ถึงดังนั้น ในขณะนั้นข้าพเจ้าก็ยัง ไม่ได้แนะนำอะไรเด็ดขาดลงไป เปนแต่พูดว่า การที่ มองซิเออร์ เดฟาซ์ จะคิดไปเมืองละโว้เพราะเหตุใด แลมองซิเออร์ เดฟาซ์ จะได้ ทำความตกลงไว้กับ มองซิเออร์ คอนซตันซ์ อย่างไร เปนสิ่งที่ข้าพเจ้าทราบไม่ได้ แต่ข้าพเจ้าเห็นว่า ถ้าจะขึ้นไปเมืองละโว้ในเวลาที่มี เหตุการณ์อยู่อย่างนี้ ก็คงจะมีเหตุอย่างสำคัญเกิดขึ้นเปนแน่


๙๗ ฝ่ายมองซิเออร์ เดฟาซ์ เปนคนที่เชื่อใจ มองซิเออร์ คอนซตันซ์อย่างมั่นคง เพราะไม่ได้ทราบเรื่องอะไรนอกจากสิ่งที่มองซิเออร์ คอนซตันซ์จะต้องการให้ทราบเท่านั้น ครั้นมาได้ยินได้ฟังเรื่องต่าง ๆ ก็เกิดเปลี่ยนความคิดในสิ่งที่เกี่ยวด้วยมองซิเออร์ คอนซตันซ์ จึงเกิดหนักใจอย่างที่สุด ด้วยการที่จะขึ้นไปเมืองละโว้คราวนี้ จะต้อง ไปเพราะเหตุไรนั้น มองซิเออร์ เดฟาซ์ ก็ยังหาขยายความจริงให้พวกเราทราบไม่ เพราะได้สัญญาไว้กับมองซิเออร์ คอนซตันซ์ ว่า จะ ไม่บอกให้ใครรู้เลย พอสักครู่หนึ่งมองซิเออ ร์เดฟาซ์ ก็ยังไม่ตกลง ใจว่าจะทำประการใดแน่ แลมองซิเออร์ เดอเมเตโลโปลิศ ก็ได้มาสนทนาด้วยแล้ว มองซิเออร์ เดฟาซ์ จึงตกลงขยายความจริงให้เรา ทั้งสามคือ มองซิเออร์ เดอเมเตโลโปลิศ มองซิเออร์ เวเรต์ แลตัวข้าพเจ้าทราบ แต่ขอให้เราทั้งสามปิดความนี้ไว้อย่าให้แพร่หลายเลย แลเมื่อได้ทราบความจริงแล้ว ก็ขอให้เราทั้งสามได้ออกความเห็นด้วยว่าควรทำประการใด มองซิเออร์ เดฟาซ์ จึงได้เล่าว่า เมื่อหลายวัน มาแล้ว มองซิเออร์ เดฟาซ์ ได้ ขึ้นไปยังเมืองละโว้แต่ผู้เดียวเพื่อไป ตรวจการ มองซิเออร์ คอนซตันซ์ จึงได้เล่าให้ มองซิเออร์ เดฟาซ์ ฟังว่า พระเจ้ากรุงสยามทรงพระประชวรหนัก จึงได้มีรับสั่งให้หามองซิเออร์ คอนซตันซ์ พระเพทราชา กับพระปีย์ราชบุตรบุญธรรมให้ ๑๓


๙๘ เข้าไปเฝ้าทั้งสามคน แลรับสั่งว่าเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้วทรงเกรงว่า สมเด็จพระอนุชาทั้งสองพระองค์ จะไม่จัดการพระศพ ให้สมพระเกียรติยศ เพราะสมเด็จพระอนุชาทั้งสองพระองค์ หามีความรักใคร่พระเจ้าแผ่นดินไม่ พระเพทราชากับพระปีย์จึงได้กราบทูลรับรองว่า พระเพทราชากับพระปีย์จะช่วยกันเปนธุระคอยป้องกันมิให้เปนเช่นนั้นได้ แลจะได้จัดการพระศพให้สมพระเกียรติยศทุกอย่างเหมือนดังพระศพพระเจ้าแผ่นดินพระองค์อื่น ๆ ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว เพราะฉนั้นเมื่อพระเจ้ากรุงสยามเสด็จสวรรคตลงเวลาใด พระเพทราชากับพระปีย์จะต้องอยู่ในพระราชวังจนกว่าจะได้ถวายพระเพลิงแต่เมื่อได้ถวายพระเพลิงเสร็จแล้ว พระเพทราชากับพระปีย์คบคิดกันจะปล้น พระคลังในเมืองละโว้ แล้วต่างคนจะขึ้นช้างหนีออกนอกพระราชอาณาเขต เพราะทั้งสองคนนี้ไม่ถูกกับสมเด็จพระอนุชา โดยเหตุที่ครั้งหนึ่งพระปีย์ได้ทุบตีสมเด็จพระอนุชาโดยพระราชโองการ แลที่ไม่ถูกกับ พระเพทราชานั้น เพราะเกี่ยวด้วยน้องสาวของสมเด็จพระอนุชา ซึ่งเปนพระสนมของพระเจ้าแผ่นดิน มองซิเออร์ คอนซตันซ์ จึงได้เล่าให้มองซิเออร์เดฟาซ์ ฟังต่อไปว่า ทั้งพระเพทราชาแลพระปีย์ได้เกลี้ยกล่อมให้ มองซิเออร์ คอนซตันซ์ เปนพวกเดียวกันโดยอ้างเหตุว่า สมเด็จ พระอนุชาทรงเกลียดมองซิเออร์ คอนซตันซ์ มาก มองซิเออร์ คอนซตันซ์ จึงแกล้งทำยอมเปนพวกพระเพทราชาแลพระปีย์ แลการ


๙๙ ที่จะให้ มองซิเออร์ เดฟาซ์ คุมกองทหารขึ้นไปยังเมืองละโว้นั้น ก็เพื่อป้องกันไม่ให้พระเพทราชากับพระบีย์ทำการสำเร็จได้ เพราะฉนั้นเพื่อจะหาโอกาศให้ มองซิเออร์ เดฟาซ์ คุมกองทหารขึ้นไปยังเมืองละโว้ ได้นั้น มองซิเออร์ คอนซตันซ์ จึงได้กราบทูลพระเจ้ากรุงสยามว่า การที่มองซิเออร์ เดฟาซ์ จะไปเมืองละโว้แต่คนเดียวนั้น ไม่สมเกียรติยศ ของ มองซิเออร์ เดฟาซ์ พระเจ้ากรุงสยามจึงได้มีรับสั่งว่า จะเอาคนขึ้นมาด้วยเท่าไรก็ได้แล้วแต่ใจ จึงได้เปนอันตกลงว่า เมื่อ มองซิเออร์ เดฟาซ์ ได้ขึ้นไปถึงเมืองละโว้แล้ว ให้ มองซิเออร์ เดฟาซ์ เข้าไปใน พระราชวัง ยึดพระราชทรัพย์ของพระเจ้ากรุงสยามไว้ แล้วจึงให้ จับตัวพระเพทราชากับพระปีย์ไว้ เมื่อได้ทำการสำเร็จแล้ว จะได้ อันเชิญให้สมเด็จพระอนุชาองค์ที่ ๒ ขึ้นครองราชสมบัติ เพราะพระอนุชาองค์ใหญ่พิการ ได้ทรงเวรราชสมบัติให้แก่พระอนุชาแล้ว ถ้า ได้กระทำการอันนี้สำเร็จ ก็เท่ากับได้ทำการใหญ่ให้แก่สมเด็จพระ อนุชา เมื่อสมเด็จพระอนุชาได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว ก็คงจะโปรดปรานพวกฝรั่งเศสมาก นี้แลเปนเรื่องที่จะทำให้มองซิเออร์ เดฟาซ์ ขึ้นไปยังเมืองลพบุรี แลการที่พวกเราได้แนะนำไปนั้น ก็โดยถือเหตุนี้เปนหลักเกณฑ์ แล ต้องจับหลักนี้สำหรับพิเคราะห์ว่า คำแนะนำของเราจะถูกผิดประการใด ข้าพเจ้าต้องพูดย้ำในข้อนี้ เพราะต่อนั้นมาข้าพเจ้าได้ยินคนพูดว่า การต่าง ๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วหาจริงไม่ แต่บางทีก็จะเปนเรื่องอุบายใน


๑๐๐ ระหว่างคนที่พูดนี้กับ มองซิเออร์เดฟาซ์ ซึ่งไม่ใช่กิจของเรา แต่ ตามเรื่องราวที่ได้เล่ามาข้างบนนี้ เปนใจความของข้อหารือของมองซิเออร์ เดฟาซ์ แลเปนเรื่องซึ่งจะให้ข้าพเจ้าสาบาลตัวเมื่อไรก็ได้ ข้าพเจ้าจะต้องกล่าวต่อไปในที่นี้ว่า การที่ มองซิเออร์ เดฟาซ์ ลังเลอยู่ในใจไม่ทราบว่าจะทำประการใดดีนั้น เปนการที่กระทำให้มองซิเออร์ เดฟาซ์ ปิดความจริงไว้ ไม่ได้ แลก็คงไม่มีสติพอที่จะคิด แต่งข้อความตามที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาข้างบนนี้แล้ว ทั้งการที่มองซิเออร์เดฟาซ์ จะขยายความจริงให้เราฟังทั้งหมด จะเปนประโยชน์แก่ตัวมองซิเออร์ เดฟาซ์ เองด้วย เมื่อมองซิเออร์ เดฟาซ์ ได้ขยายความจริงถึงเหตุผลที่จะต้องการขึ้นไปยังเมืองละโว้ให้เราฟังแล้ว ฝ่ายพวกเราก็เห็นจำเปนจะต้องเล่า ถึงเหตุการณ์ที่เปนไปให้ มองซิเออร์ เดฟาซ์ ฟังบ้าง การที่พระเจ้า กรุงสยามทรงพระประชวรนั้น มองซิเออร์ เดฟาซ์ ได้ทราบอยู่แล้ว เราจึงได้เล่าให้ฟังต่อไปว่า มีข่าวลือกันเซงแซ่ว่าได้สวรรคตแล้ว ซึ่งน่าจะเปนจริง เพราะเหตุว่าถ้าเปนเวลาปรกติ การที่คนไทยจะ พูดว่าพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตนั้น ก็เปนความผิดอย่างร้ายแรงที่จะพูดเช่นนี้ แต่ในคราวนี้พวกไทยก็พูดโดยเปิดเผย แต่จะสวรรคตแล้ว หรือยังก็ตาม พระอาการก็หนักมากจนถึงกับเสด็จออกไม่ได้ ซึ่ง เปนการเท่ากับสวรรคตแล้วเหมือนกัน อีกประการหนึ่ง พวกเรา ก็ได้ทราบโดยมีพยานหลักฐานว่า พระเจ้ากรุงสยามหาได้ว่าราชการ


๑๐๑ แผ่นดินแต่ฉเพาะพระองค์ไม่ กล่าวคือสมเด็จพระอนุชาทั้งสองพระองค์ซึ่งแต่ก่อนเคยถูกบีบมาแล้วจนถึงกับออกขุนนางไม่ได้ คือจะให้ขุนนางเฝ้าก็ไม่ได้ หรือจะพบปะกับขุนนางก็ไม่ได้ ถ้าองค์ใดองค์หนึ่งขืน พบปะกับขุนนางก็จะต้องถูกสำเร็จโทษนั้น มาบัดนี้สมเด็จพระอนุชาทั้งสองก็ประทับอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา แลออกขุนนางให้ข้าราชการเฝ้าทุกวัน จนที่สุดชาวต่างประเทศหลายคนมีจีนแลญวนเปนต้น ซึ่งอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ได้ส่งชื่อเข้าไปถวายเพื่อขอฝากตัวเปนข้า พวกเราก็ได้ ทราบเปนการแน่ว่า มองซิเออร์ คอนซตันซ์ ไม่เคยได้คบค้ากับสมเด็จพระอนุชาทั้งสองเลย แลเราก็ได้ทราบมานานแล้วว่า อำนาจของมองซิเออร์ คอนซตันซ์ ได้น้อยลงเปนอันมาก แต่ถึงดังนั้นมองซิเออร์คอนซตันซ์ ก็ปิดพวกฝรั่งเศส คงประพฤติตัวดุจยังคงมีอำนาจอยู่ อย่างเดิม ทั้งพวกไทยก็ไม่ได้ทำตามคำสั่งของ มองซิเออร์ คอนซตันซ์แล้ว ซึ่งพวกบาดหลวงบางคนได้เห็นประจักษ์แก่ตา ทั้งที่เมือง ละโว้แลที่กรุงศรีอยุธยา การที่เปนดังนี้ก็เปนธรรมดาอยู่เอง จะ เปนอย่างอื่นไปไม่ได้ เพราะคนเกลียด มองซิเออร์ คอนซตันซ์ ทั่ว พระราชอาณาจักร ที่ได้มีอำนาจขึ้นก็เพราะพระเจ้ากรุงสยามทรงชุบเลี้ยง แลเวลานี้ก็ทรงพระประชวรหนัก จนถึงกับว่าราชการแผ่นดิน ไม่ได้แล้ว เพราะฉนั้นคนทั้งหลายจึงถือว่า มองซิเออร์ คอนซตันซ์ เปนคนหมดวาสนาแล้ว แลมีเสียงเล่าลือกันว่า มองซิเออร์ คอนซตันซ์จะต้องถูกจับ แลต่างคนก็ต่างคอยดูว่าจะจับกันเมื่อไร ในเวลานั้น


๑๐๒ มองซิเออร์ คอนซตันซ์ ก็ไม่ใคร่ได้เฝ้าพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ในพระ ราชวังเอง มองซิเออร์ คอนซตันซ์ ก็ไม่ใคร่ได้เข้าไป จะเข้าไปได้ ก็เพียงท้องพระโรงข้างนอก ซึ่งเปนที่สำหรับข้าราชการพักแลห้องที่แพทย์พักเท่านั้น ที่มองซิเออร์ คอนซตันซ์ ได้เข้าไปในห้องพักของแพทย์นั้น ก็โดยถูกตามให้เปนล่ามของพวกมิซชันนารี ซึ่งถวาย พระโอสถต่อพระเจ้ากรุงสยามเท่านั้น พระเจ้ากรุงสยามก็ได้มีรับสั่งแล้ว ให้มองซิเออร์ คอนซตันซ์ เวรคืนหน้าที่เสีย แลรับสั่งให้ มองซิเออร์ คอนซตันซ์ ออกจากราชการเสียด้วย เพราะไม่ทรงไว้ พระทัยแล้ว ด้วยพวกที่เปนศัตรูของ มองซิเออร์ คอนซตันซ์ มีพวก มากนัก การที่ให้ มองซิเออร์ คอนซตันซ์ พักราชการนั้น ข้าราชการ ชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งได้พูดกับ มองซิเออร์ คอนซตันซ์เอง ต่อหน้ามอง ซิเออร์โปมา อีกประการหนึ่งก็เปนการแน่นอนว่าในเวลานั้น ก็ระดมคนแลเตรียมเครื่องศัสตราอาวุธทั่วทั้งพระราชอาณาจักร ทุก ๆ วันก็ได้เห็น คนถืออาวุธขึ้นไปรวมกันอยู่ที่เมืองละโว้ ทางระหว่างกรุงศรีอยุธยากับเมืองละโว้ก็เต็มไปด้วยคนถืออาวุธทั้งนั้น จนที่สุดคนชั้นเลว ๆ แลคนแจวเรือก็มีอาวุธติดมือทุกคน ซึ่งเปนการไม่เคยมีเลยนอกจากเปน เวลาจลาจลหรือเปนเวลาเกิดเหตุร้ายเท่านั้น แลยังมีเสียงเล่าลือเซง แซ่ทั่วพระราชอาณาจักรเปนเสียงให้ร้ายต่อฝรั่งเศส เพื่อจะให้ราษฎรพลเมืองเกลียดฝรั่งเศสมากขึ้น ทั้งกล่าวหาโดยเปิดเผยว่าพวก


๑๐๓ ฝรั่งเศสจะมาชิงเอาบ้านเมือง ข้อหานี้ก็ดูเหมือนสมจริง เพราะเมื่อ นายพลเดฟาซ์ยกกองทหารขึ้นไปถึงกรุงศรีอยุธยา พวกผู้หญิงแม่ค้า แลราษฎรพลเมืองได้แตกตื่นพากันหนีดุจข้าศึกได้มาถึงตัวแล้ว จนที่ สุดทหารที่ประจำรักษาหน้าที่ต่าง ๆ ก็ได้เพิ่มขึ้นอีกเท่าหนึ่งทุกแห่ง โดยพูดกันว่าเพื่อคอยป้องกันมิให้ทหารฝรั่งเศสเข้าปล้นพระราชวังที่กรุงศรีอยุธยาได้ ในระหว่างที่กะเกณฑ์ผู้คนแลเตรียมศัสตราอาวุธทั่วพระราชอาณาจักรนั้น สังเกตได้ว่าพวกไทยแตกออกเปนสองพวก มีพวกเจ้านาย คือสมเด็จพระอนุชาพวกหนึ่งซึ่งเปนพวกมาก กับพวกพระบีย์อีกพวกหนึ่ง ฝ่ายพระเพทราชาได้แสดงตัวว่าเข้าข้างพวกเจ้านาย การที่พระ เพทราชาชิงราชสมบัติได้นั้น ก็โดยอุบายแสดงตัวโดยเปิดเผยว่า เปนพวกเจ้านาย ซึ่งกระทำให้ข้าราชการเข้าหาพระเพทราชามาก ทั้งพระเพทราชาก็พูดว่าจะมีคนคิดชิงราชสมบัติจากเจ้านายด้วย เมื่อการเปนอยู่ดังนี้แลมองซิเออร์เดฟาซ์ก็ต้องการให้เราแนะนำ เราจึงต้องพิจารณาว่าจะควรให้มองซิเออร์เดฟาซ์ถอยเข้าไปอยู่ในป้อมที่บางกอกพร้อมด้วยทหารซึ่งมีจำนวนแต่เล็กน้อย หรือจะควรให้มองซิเออร์ เดฟาซ์ยกขึ้นไปยังเมืองละโว้อย่างไร เหตุที่จะทำให้มองซิเออร์เดฟาซ์ขึ้นไปยังเมืองละโว้นั้นก็มีอยู่อย่างเดียว ที่จะคิดไปช่วยเจ้านายผู้เปนสมเด็จพระอนุชาของพระเจ้าแผ่นดินคอยป้องกันมิให้พระเพทราชากับพระบีย์เข้าไปปล้นพระราชวังเท่านั้น


๑๐๔ เพราะความประสงค์ที่จะให้มองซิเออร์ เดฟาซ์ขึ้นไป เมืองละโว้ มีอยู่แต่เพียงเท่านี้ แต่ส่วนเหตุผลที่มองซิเออร์เดฟาซ์ไม่ควรขึ้นไปเมืองละโว้ จนผลที่สุดมองซิเออร์เดฟาซ์กลับไปอยู่ที่บางกอกนั้น มีดังนี้ เมื่อเวลาที่มองซิเออร์เดฟาซ์เดิรทางกลับไปบางกอกนั้น มองซิเออร์ เดฟาซ์ได้ทำการทุกอย่างที่จะลบล้างข่าวลือต่าง ๆ ที่ให้ร้ายแก่พวก ฝรั่งเศส แลพยายามให้เห็นว่าไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เมื่อฝ่าย ใดจะเพลี่ยงพล้ำลงในที่สุดก็ไม่เห็นเปนการเสียหายแก่มองซิเออร์เดฟาซ์ ได้ มองซิเออร์เดฟาซ์ก็เห็นว่าตัวเปนผู้รับผิดชอบในการที่จะรักษาบางกอกให้มั่นคง เพราะเปนแห่งสำคัญสำหรับประเทศสยาม ถ้าได้รักษาบางกอกไว้อยู่แล้วก็คงจะเปนการกระทำให้พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่โปรด แลพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ก็คงจะไม่ยกทัพมาตี เพราะมองซิเออร์เดฟาซ์ หาได้ทำการเสียหายอย่างใดไม่ ถ้าแม้ว่า มองซิเออร์เดฟาซ์ จะขึ้นไปเมืองละโว้แล้วก็จะต้องทิ้งบางกอก แลทิ้งพวกฝรั่งเศสที่ยังเหลืออยู่โดยไม่มีผู้ใดจะปกครองรักษาได้ แลตัวเองกับทหาร ๗๐ คนก็น่ากลัวจะไปเปนอันตรายถึงล้มตาย การที่พระเพทราชาจะคิดฆ่ามองซิเออร์เดฟาซ์กับทหารเสียกลางทางก่อนไปถึงเมืองละโว้นั้นเปนการง่ายอย่างที่สุด ถึงมองซิเออร์เดฟาซ์จะต้องระวังตัวอย่างไรหรือจะมีความกล้าหาญเพียงไร ก็คงไม่ไหว เพราะทหารที่จะไปนั้นก็ต้องแยกกันลงเรือหลายลำ เรือ นั้นจะพายหรือถือท้ายอย่างไรพวกทหารก็ไม่เข้าใจทั้งอยู่ในภูมิประเทศซึ่งตัวไม่รู้จักแลต้องวางใจกับคนที่พาไป เสบียงอาหารก็มีแต่ฉเพาะ


๑๐๕ เท่ากับที่เขาเอามาให้รับประทานมื้อหนึ่ง ๆ เท่านั้นเมื่อเปนเช่นนี้ถ้าพวกฝรั่งเศสได้ยกออกจากกรุงศรีอยุธยาด้วยเรือสามลำ ในเวลาที่ต้องระวังพวกไทยอันหาความซื่อสัตย์มิได้ แลเปนคนที่ใจดำดังได้เคยเห็นปรากฎมาแล้วดังนี้ อะไรจะง่ายเท่ากับคนไทยจะคิดแยกเรือที่บันทุกทหาร ๗๐ คน แล้วทำร้ายต่อไปเล่า เพราะในเวลานั้นต่างคนก็หมดความกลัวเกรงอยู่แล้ว แม้ว่าพวกทหารจะขึ้นไปจนถึงเมืองละโว้ก็ดี การที่พระเพทราชาจะทำลายเสียโดยไม่ต้องใช้กำลังเลยก็ง่ายอย่างที่สุด โดยจะใช้วิธีเผาเสียในที่พักซึ่งทำด้วยไม้ไผ่ในเวลากลางคืนก็ได้ เพราะที่พักทหารเหล่า นี้ได้ปลูกไว้นอกเมือง แลเคยมีตัวอย่างที่ได้ทำแก่พวกอังกฤษที่เมือง มริดเมื่อประมาณปี ๑ มาแล้ว คือพวกอังกฤษมีจำนวนเท่ากับพวกทหารฝรั่งเศสในคราวนี้คือ ๗๐ คน ได้ขึ้นไปที่เมืองมริดประกาศว่า ถ้าไทยไม่ทำให้เปนที่พอใจพวกอังกฤษจะทำสงคราม เพราะฉนั้นไทยจึงได้เอาไฟเผาเสีย หรือถ้าจะไม่เอาไฟเผา แต่จะอ้างพระราชโองการเรียกให้มองซิเออร์เดฟาซ์กับบันดานายทหารสำคัญ ๆ ไปยังพระราชวังซึ่งเปนการที่มองซิเออร์เดฟาซ์แลนายทหารจะขัดไม่ได้ แล้วจับตัวไว้เหมือนอย่างที่ได้ทำกับมองซิเออร์คอนซตันซ์แลนายทหารฝรั่งเศสที่ไปกับมองซิเออร์คอนซตันซ์เช่นนั้นก็ได้ เมื่อจับมองซิเออร์เดฟาซ์กับนายทหารสำคัญ ๆ ไว้ ได้แล้ว ก็จะไม่ยากอะไรที่จะจับพวกพลทหารให้ สิ้นเชิง เปนที่น่าเชื่อว่าพระเพทราชาซึ่งคอยสืบสวนถึงพวกฝรั่งเศส ๑๔


๑๐๖ คงจะได้เตรียมการไว้พร้อมแล้ว แลพระเพทราชาจะต้องการอย่างยิ่ง ให้ทหารฝรั่งเศสขึ้นไปยังเมืองละโว้ให้จงได้ ข้อที่ทำให้เชื่อนั้นก็คือ ได้มีข่าวเล่าลือมานานแล้วก็จริง ว่ามองซิเออร์คอนซตันซ์จะถูกจับแต่ ก็ยังหาได้ถูกจับไม่ ต่อพระเพทราชาหมดหวังว่าทหารฝรั่งเศสจะขึ้น ไปเมืองละโว้แล้ว จึงได้จับตัวมองซิเออร์คอนซตันซ์ ข้อที่ทำให้เราเชื่อว่าพระเพทราชาคิดจะทำร้ายต่อทหารฝรั่งเศสนั้นก็คือ ตั้งแต่มองซิเออร์คอนซตันซ์ได้ถูกจับไปแล้ว พระเพทราชาก็พยายามหาช่องหาหนทางที่จะเรียกให้ทหารฝรั่งเศสขึ้นไปเมืองละโว้ให้จงได้ ซึ่งกระทำให้เห็นตามคำให้การของผู้ที่พระเพทราชายึดไว้เปนประกันว่า พระเพทราชาหมดความกลัวทหารฝรั่งเศสแล้ว ถึงทหาร ฝรั่งเศสจะไม่ได้ขึ้นไปยังเมืองละโว้ พระเพทราชาก็หาได้ โกรธเคืองอย่างใดไม่ อีกประการหนึ่งมีข้อที่ควรจะสงสัยในความบริสุทธิ์ของมองซิเออร์คอนซตันซ์ ในข้อที่อ้างสำหรับให้มองซิเออร์เดฟาซ์ขึ้นไปเมืองละโว้ นั้น ก็เพราะเหตุว่าได้เห็นปรากฎอยู่แล้ว ว่าพระเพทราชาได้เตรียม การทุกอย่างที่จะหาพวกมาก จนภายหลังก็ได้ทำการสำเร็จดังความประสงค์ เมื่อเปนเช่นนี้พระเพทราชาจะขึ้นช้างหนีออกนอกพระราชอาณาเขตทีเดียว หรือการที่กล่าวว่าพระเพทราชาจะกระทำดังนี้ มองซิ เออร์คอนซตันซ์เชื่อว่าจะเปนจริงทีเดียวหรือ ก็เมื่อมองซิเออร์คอนซตันซ์ไม่เชื่อแล้ว เหตุใดจึงจะมาพูดให้มองซิเออร์เดฟาซ์เชื่อเล่า คน


๑๐๗ ที่มีนิสัยอย่างมองซิเออร์คอนซตันซ์จะวางใจไม่ได้เลย แลมองซิเออร์คอนซตันซ์ก็ได้ทำการให้เห็นหลายครั้งแล้วว่าเปนคนที่ใครจะไว้ใจไม่ได้ ยิ่งคราวนี้เอาเรื่องอะไรต่ออะไรมาเล่าซึ่งเปนสิ่งที่ไม่น่าเชื่อแล้ว แลซึ่ง ปรากฎภายหลังว่าเปนการไม่จริงทั้งนั้น แต่สิ่งที่จะกระทำให้เห็นว่าไม่ควรที่มองซิเออร์เดฟาซ์จะขึ้นไปเมืองละโว้นั้น ก็คือ ถึงแม้ว่ามองซิเออร์คอนซตันซ์จะเอาความจริงมาเล่าก็ดี การที่จะขึ้นไปเมืองละโว้นั้นน่ากลัวจะมีอันตรายอย่างยิ่ง ทั้งเมื่อได้ขึ้นไปแล้วจะหาเปนประโยชน์สักนิดก็ไม่มี ข้าพเจ้าขอให้ผู้อ่านพิเคราะห์ในข้อนี้ให้มาก มองซิเออร์คอนซตันซ์ได้พูดว่า พระเพทราชากับพระปีย์คบคิดกันจะเข้าปล้นพระราชวังเมืองละโว้ แลจะขึ้นช้างหนีออกนอกพระอาณา เขต ก็เมื่อพวกฝรั่งเศสได้ยอมฝ่าอันตรายไปป้องกันในเรื่องนี้ ความร้ายจะตกแก่พวกฝรั่งเศสเพียงไร ถ้าแม้ว่ามองซิเออร์เดฟาซ์ได้ยึด พระราชทรัพย์ในท้องพระคลังเมืองละโว้เปนการสำเร็จก็ดี จะเปนการควรที่มองซิเออร์เดฟาซ์จะทำละหรือ การที่มองซิเออร์เดฟาซ์จะเข้าไปยึดพระราชทรัพย์ในวังโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ถูกตัองตามกฎหมายแลโดยพระเจ้าแผ่นดิน แลเจ้านายผู้เปนพระอนุชาไม่ได้ทรงยอม แต่ ได้กระทำไปเพราะเปนสิ่งพอใจของมองซิเออร์คอนซตันซ์นั้น จะไม่เปนความผิดอย่างร้ายกาจหรือ ถ้ามองซิเออร์เดฟาซ์ได้ทำการนี้สำเร็จจะเชื่อใจได้ละหรือว่าจะป้องกันไม่ให้คนอื่นเข้าปล้นพระราชวังได้ ถ้า


๑๐๘ มองซิเออร์เดฟาซ์ได้ป้องกันการปล้นไว้เปนการสำเร็จ จะป้องกันข้อร้ายต่าง ๆ ที่เขาจะกล่าวหาพวกผรั่งเศสได้หรือ การที่มองซิเออร์คอนซ ตันซ์คิดการเช่นนี้ถึงจะเอาการบ้านเมืองแลการสาสนามาอ้างสำหรับบังหน้าก็ดี แต่มองซิเออร์คอนซตันซ์มีอำนาจพอที่จะทำได้เช่นนี้ทีเดียวหรือ การที่มองซิเออร์เดฟาซ์จะขึ้นไปทำการอย่างนี้ที่เมืองละโว้นั้น ก็ เห็นมีคุณอย่างเดียวแต่เพียงจะให้เจ้านายคือพระอนุชาโปรดเท่านั้น แต่ ที่จะทำให้เจ้านายโปรดนั้นยังมีหนทางอย่างอื่น ซึ่งเปนทางสุจริตแลมั่นคงกว่า ทั้งไม่มีอันตรายอย่างใดด้วย ก็คือให้มองซิเออร์เดฟาซ์เข้าไปเฝ้าเจ้านายซึ่งประทับอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาด้วยตัวเอง แลไปรับอาสาฉลองพระเดชพระคุณต่อไปเท่านั้น ถ้ามองซิเออร์เดฟาซ์ได้ทำดังนี้ก็คงจะเปนการพอพระทัยของเจ้านายมากกว่าอย่างอื่น ทั้งจะทำให้คนทั้งหลายได้เห็นนิสัยใจคอของพวกฝรั่งเศสด้วย คงจะดีกว่าที่จะขึ้นไปปล้น ท้องพระคลังเมืองละโว้ด้วยอำนาจของตัวเองเปนแน่ นี่แลเปนกรณีย์เหตุที่ทำให้พวกเราเห็นว่ามองซิเออร์ เดฟาซ์ไม่ควรจะไปยังเมืองละโว้ แลเมื่อมองซิเออร์เดฟาซ์มาขอให้เราแนะนำ เราจึงเห็นว่าเปนหน้าที่ของเราที่จะบอกว่า ตามเหตุผลที่เปนอยู่ดังนี้ยังไม่ควรที่มองซิเออร์เดฟาซ์จะขึ้นไปเมืองละโว้ แต่ควรจะมีจดหมายไปถึงมองซิเออร์คอนซตันซ์เสียก่อน เพื่อถามหาความที่เปนจริงแลถาม ให้ได้ความว่า พระเจ้ากรุงสยามจะสวรรคตแล้วหรือยังคงมีพระชนม์


๑๐๙ อยู่ อย่างไรแน่ ควรจะยกเหตุผลให้มองซิเออร์คอนซตันซ์ฟังว่า เหตุ ใดจึงจะยังขึ้นไปเมืองละโว้ไม่ได้ แลควรขอร้องให้มองซิเออร์คอนซตันซ์ลงมาพบกับมองซิเออร์เดฟาซ์ที่กรุงศรีอยุธยา เพื่อจะได้ปรึกษาหารือกันต่อไปดังนี้

จดหมายเหตุของมองซิเออร์เดอลียอน ว่าด้วยเรื่อง ภรรยาคอนซตันซ์ตินฟอลคอน วันที่ ๑๗ มกราคม ค.ศ. ๑๖๙๒ (พ.ศ.๒๒๓๕) เมื่อภรรยาคอนซตันซ์ตินฟอลคอนได้หนีลงมาถึงบางกอกแล้ว พอ พวกไทยได้ทราบเรื่องก็ได้มาขอให้มองซิเออร์เดฟาซ์ส่งตัวคืน มอง ซิเออร์เดฟาซ์จึงมาถามข้าพเจ้ากับมองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศว่าควรจะทำประการใดดี ตั้งแต่ข้าพเจ้าได้เห็นมาดัมคอนซตันซ์หนีมาถึงบางกอกนั้น ก็ได้นึกอยู่แล้วว่ามองซิเออร์เดฟาซ์คงจะมาหารือเปนแน่ จึงได้ตรึกตรองในเรื่องนี้โดยเลอียด คงมีความเห็นในใจว่า มองซิเออร์เดฟาซ์ไม่ควร จะส่งตัวมาดัมคอนซตันซ์ให้แก่ไทย ฝ่ายมองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศถูกมองซิเออร์เดฟาซ์เร่งให้ออกความเห็น ก็ไม่ได้พูดว่ากระไร นอกจากพูดว่าเรื่องนี้เปนเรื่องที่ ลำบากมาก


๑๑๐ มองซิเออร์เดฟาซ์จึงมาถามความเห็นข้าพเจ้า ๆจึงได้ตอบว่าจะต้องตรึกตรองดูก่อน แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าในเรื่องชนิดนี้ควรมองซิเออร์ เดฟาซ์จะเรียกนายทหารผู้ใหญ่มาประชุมเพื่อขอความเห็นของนายทหารบ้าง การที่ข้าพเจ้าได้แนะนำไปเช่นนี้ก็โดยเชื่อว่าเปนหนทางที่ดีอย่าง ๑ แต่ข้าพเจ้าจะต้องสารภาพว่าข้าพเจ้าเชื่อใจด้วยว่าพวกนายทหารคงจะออกความเห็นไม่ยอมให้ส่งตัวด้วย ครั้นมองซิเออร์เดฟาซ์ได้เร่งให้ข้าพเจ้า กับมองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศออกความเห็นให้ในวันนั้นเอง เพราะเหตุว่าพวกไทยเร่ง นักนั้น มองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศจึงเห็นว่า ควรจะเชื่อถ้อยคำ ของพวกข้าราชการไทยที่มาบอกมองซิเออร์เดฟาซ์ว่า พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่จะยอมทำสัญญา รับรองว่าจะไม่ทำร้ายต่อมาดัมคอนซตันซ์อย่างใด แลจะไม่กีดขวางในการสาสนาของมาดัมคอนซตันซ์ ทั้ง จะไม่ให้มาดัมคอนซตันซ์เสื่อมเสียอิศริยศอย่างใดด้วย จะได้ทรงยอมให้มาดัมคอนซตันซ์อยู่ได้ตามความพอใจจะอยู่ในค่ายของพวกปอตุเกศหรือจะอยู่ในค่ายที่ติดต่อกับพวกบาดหลวงก็ได้ แลถ้ามาดัมคอนซตันซ์จะต้องการให้ปลูกบ้านให้อยู่ จะได้ทรงสร้างบ้านให้อยู่แลจะได้อยู่ในความปกครองของท่านสังฆราชต่อไป เมื่อได้ทำสัญญาดังนี้แล้ว ให้มองซิเออร์เดฟาซ์ส่งตัวมาดัมคอนซตันซ์ไปยังกรุงศรีอยุธยา แลห้าม มิให้มองซิเออร์เดฟาซ์รับตัวมาดัมคอนซตันซ์ไว้อีก นี่แลเปนความเห็น


๑๑๑ ของมองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศ ซึ่งเห็นว่าในครั้งนี้ควรจะไว้ใจใน ถ้อยคำของพระเจ้าแผ่นดินสยามได้ ครั้นมองซิเออร์เดฟาซ์มาถามความเห็นข้าพเจ้า ๆ จึงได้ตอบว่าเปนที่เสียใจมากที่ข้าพเจ้าจะต้องออกความเห็นไม่ตรงกับความเห็นของมองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศผู้เปนหัวหน้าของข้าพเจ้า แต่เมื่อมอง ซิเออเดฟาซ์จะต้องการความเห็นของข้าพเจ้าโดยฉเพาะแล้ว ข้าพเจ้า ก็เห็นว่ามองซิเออร์เดฟาซ์ไม่ควรจะเชื่อฟังถ้อยคำอย่างใด ๆ ที่จะต้องส่งตัวมาดัมคอนซตันซ์คืนให้แก่ไทย เมื่อได้ทำใจตกลงเช่นนั้นแล้ว ก็ควรจะป้องกันความลำบากต่อไปโดยพูดให้เปิดเผยว่า พวกฝรั่งเศส ได้ตั้งใจแล้วที่จะไม่คืนตัวมาดัมคอนซตันซ์ให้แก่ไทย ใคร ๆ จะพูด ว่าอย่างไรก็ไม่ฟัง เพราะฉนั้นอย่าให้พวกไทยมาพูดในเรื่องนี้อีกต่อ ไปเลย พอข้าพเจ้าได้ออกความเห็นเช่นนี้ มองซิเออร์เดฟาซ์ก็ลุกขึ้นโดยโกรธข้าพเจ้ามากแลแสดงกิริยาไม่พอใจอย่างยิ่ง แล้วจึงพูดว่า "เมื่อเปนเช่นนี้แล้ว การจะเปนไปอย่างไรก็แล้วแต่การเถิด" มอง ซิเออร์เดฟาซ์จึงขอให้มองซิเออร์เดอลาวีน ช่วยเขียนจดหมายตอบ ในนามของมองซิเออร์เดฟาซ์ให้มีข้อความตรงกับที่ข้าพเจ้าได้แนะนำไว้ มองซิเออร์เดอลาวีนจึงได้ไปร่างจดหมายตอบ ใช้ถ้อยคำอย่างข้าพเจ้าพูดทุกอย่างมิได้เพิ่มหรือลดหย่อนอย่างใดเลย เมื่อได้ร่างเสร็จแล้วก็เอามาให้มองซิเออร์เดฟาซ์ดูว่าจะพอใจหรือไม่ ถ้าพอใจแล้วจะ


๑๑๒ ได้แปลเป็นภาษาไทยต่อไป มองซิเออร์เดฟาซ์ได้ตรวจดูเห็นว่าเปนสำนวนที่แรงนัก จึงขอให้มองซิเออร์เดอลาวีนเอาร่างไปให้มองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศตรวจ แลขอให้แก้ ให้อ่อนลงสักหน่อย มองซิเออร์ เดอเมเตโลโปลิศจึงสั่งให้มองซิเออร์เดอลาวีนไปบอกกับมองซิเออร์เดฟาซ์ ว่า เมื่อได้ตรึกตรองต่อหน้าพระเปนเจ้าแล้ว ได้เห็นว่าเปนการจำเปน ที่จะต้องส่งตัวมาดัมคอนซตันซ์ให้แก่ไทยตามข้อความที่ไทยได้มาตกลงไว้ มิฉนั้นจะเปนการบาปหนาซึ่งไม่มีอะไรจะล้างบาปได้ ครั้นมองซิเออร์เดอลาวีนได้นำความไปบอกมองซิเออร์เดฟาซ์ตามที่มองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศสั่งแล้ว จึงได้มาหาข้าพเจ้าแล้วเล่าให้ข้าพเจ้าฟังตามเรื่องที่มองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศได้พูดไว้ ข้าพเจ้าจึงได้มาตรึกตรองอีก ครั้ง ๑ ก็เห็นว่ามองซิเออร์เดฟาซ์เองก็มีความประสงค์จะส่งตัวมาดัมคอนซตันซ์ให้แก่ไทย มองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศผู้เปนหัวหน้าทาง ฝ่ายสาสนาแลเปนหัวหน้าข้าพเจ้าโดยตรง ก็เห็นว่าจำเปนจะต้องส่งตัวมาดัมคอนซตันซ์ มิฉนั้นจะบาปหนาซึ่งไม่มีอะไรจะล้างบาปได้ ส่วนบาดหลวงรีโชต์ผู้รู้การสาสนาดียิ่งกว่าบาดหลวงเยซวิตทั้งหลาย ก็มีความเห็นพ้องด้วยว่าควรจะส่งตัวมาดัมคอนซตันซ์ เพราะฉนั้นความเห็นของข้าพเจ้าตรงกันข้าม แต่จะขัดขืนไปก็ดูไม่ควร ข้าพเจ้าจึงได้ไปหามองซิเออร์เดฟาซ์บอกว่า ขอให้มองซิเออร์เดฟาซ์จัดการตามแต่จะ เห็นควร ส่วนตัวข้าพเจ้าไม่จำเปนจะต้องออกความเห็นอย่างใด แต่


๑๑๓ มองซิเออร์เดฟาซ์ได้ขอให้ข้าพเจ้ากับมองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศเขียนความเห็นเปนลายลักษณ์อักษร ข้าพเจ้าจึงได้เขียนหนังสือบอกอย่างเดียวกับที่ได้พูดไว้ด้วยปาก มองซิเออร์เดฟาซ์จึงได้ตกลงทำตามความเห็นของมองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศ แลความเห็นของตัวเองซึ่งตรงกัน เปนอันตกลงทำสัญญากับพระเจ้ากรุงสยาม เมื่อทำเสร็จแล้วก็ได้ส่งตัวมาดัมคอนซตันซ์ให้ไทยรับไป ครั้นต่อมาภายหลังเมื่อพวกเราได้ไปถึงเมืองปอนดีเชรีแล้ว มอง ซิเออร์เดฟาซ์จะต้องเขียนรายงารส่งไปยังเมืองฝรั่งเศส ได้มา ตรวจความเห็นของข้าพเจ้าที่ข้าพเจ้าได้เขียนให้ไว้ หามีข้อความที่ให้ส่งตัวมาดัมคอนซตันซ์ไม่ เพราะข้าพเจ้าไม่ได้มีความเห็นดังนั้น มอง ซิเออร์เดฟาซ์จึงได้เอาแต่ความเห็นฉบับของมองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศส่งไปยังฝรั่งเศส ส่วนฉบับของข้าพเจ้าก็ได้คืนต้นฉบับมาให้ข้าพเจ้า ความเห็นฉบับนี้ข้าพเจ้ายังรักษาไว้ในทุกวันนี้ในการเรื่องจะส่งตัวมาดัมคอนซตันซ์ให้แก่ไทยนั้น ข้าพเจ้ามีเกี่ยวด้วยเพียงเท่านี้เอง ถ้าข้าพเจ้ามีเวลาพอ ข้าพเจ้าจะชี้เหตุผลให้ฟังโดยเลอียดว่าในการเรื่องนี้จะควรแลไม่ควรอย่างไร แต่เวลาไม่พอ แลถึงข้าพเจ้าจะ ไม่ชี้เหตุผลให้ฟังท่านก็ควรจะทราบได้จากทางอื่นเหมือนกัน ในที่นี้ข้าพเจ้าจะขอเพียงแต่ให้ท่านพิเคราะห์ดูข้อความในความเห็นที่มองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศได้ให้ไว้แก่มองซิเออร์เดฟาซ์ ในการที่แนะนำให้ส่งตัว ๑๕


๑๑๔ มาดัมคอนซตันซ์นั้น มีคำกล่าวว่าความเห็นอันนี้มิได้เกี่ยวทางโลกอย่างใด ซึ่งเปนหน้าที่ของมองซิเออร์เดฟาซ์อยู่แล้ว แต่ได้ออกความเห็นเช่นนี้โดยเดิรทางสาสนาเท่านั้น ข้าพเจ้าขอให้ท่านพิเคราะห์ในข้อนี้ เพราะเหตุว่า ในส่วนตัวข้าพเจ้าเองเห็นว่า การที่มองซิเออร์เดฟาซ์ คืนตัวมาดัมคอนซตันซ์ให้แก่ไทยนั้นเปนการไม่ควร แต่ถ้าจะคิดถึง เหตุการณ์ที่เกี่ยวด้วยฝ่ายบ้านเมืองก็ดูพอจะเห็นได้ว่าควรอยู่บ้าง แต่ถ้าจะเอาการสาสนามาพูดเปนการที่ข้าพเจ้าสงสัยอยู่สักหน่อย เพราะ ฉนั้นในการเรื่องนี้ถ้าผู้ใดเห็นในทางสาสนาว่าเปนการบาป ก็ต้องตาหนักอยู่กับมองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศ แต่ถ้าจะดูทางโลกเห็นว่า เปนการผิดแล้ว ก็ต้องหนักอยู่แก่มองซิเออร์เดฟาซ์ ผู้เดียวหาเกี่ยว แก่มองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศ ซึ่งได้พูดแล้วว่าจะไม่ออกความเห็น ในสิ่งที่เกี่ยวด้วยการบ้านเมืองไม่ (๑)

(๑) ในจดหมายเหตุของมองซิเออร์โชมอง กล่าวเรื่องมาดัมคอน ซตันซ์ ซึ่งมองซิเออร์โชมองได้เห็นที่กรุงศรีอยุธยาตั้งแต่ ค.ศ. ๑๗๑๙ ถึง ๑๗๒๔ (พ.ศ. ๒๒๖๒ ถึง ๒๒๖๗) มีความว่าดังนี้ "มาดัมคอนซตันซ์ภรรยาของมองซิเออร์คอนซตันซ์ ผู้มีชื่อเสียง แลซึ่งมีชื่อเสียงดังเมื่อครั้งมองซิเออร์เดอโชมองเปนราชทูตนั้นได้มาหา ข้าพเจ้า ผู้หญิงคนนี้อายุในราว ๖๕ หรือ ๖๖ ปี ได้เข้าไปอยู่ ในพระราชวังของพระเจ้ากรุงสยาม ตั้งแต่มองซิเออร์คอนซตันซ์สามี


๑๑๕ ได้ถึงแก่กรรม ท่านผู้ที่แย่งชิงราชสมบัติไปได้นั้น ได้เอามาดัม คอนซตันซ์ไปอยู่ในชั้นเดียวกับพวกทาส แต่ในเมืองนี้ผู้ที่เปนทาสหาได้เปนคนต่ำช้าเสียชื่อเสียงอย่างใดไม่ แต่ไทยกลับเห็นเปนชั้นผู้มี เกียรติยศ เพราะมีอำนาจที่จะทำความอยุติธรรมได้หลายพันอย่าง แต่สำหรับบุคคลที่เปนคริสเตียนอันดี เช่นมาดัมคอนซตันซ์นั้นก็ต้องถือว่าเปนทาสอย่างร้ายแรง มาดัมคอนซตันซ์จะไปวัดคริสเตียนก็ได้ตาม ชอบใจ บางทีก็ไปนอนยังบ้านซึ่งเปนบ้านอย่างงดงามในค่ายของพวกปอตุเกศแลเปนที่อยู่ของหลานด้วย ส่วนในพระราชวังนั่นมีพนักงาร ผู้หญิงที่ทำราชการอยู่ในวัง ได้อยู่ในความบังคับบัญชาของมาดัมคอนซตันซ์กว่า ๒๐๐๐ คน แลมาดัมคอนซตันซ์เปนผู้ดูแลเครื่องเงินเครื่องทองของหลวง ทั้งเปนหัวหน้าเก็บพระภูษาแลฉลองพระองค์ แลเปนผู้เก็บผลไม้ของเสวยด้วย เมื่อมาดัมคอนซตันซ์ได้รับหน้าที่ เช่นนี้ก็เปนช่องทางที่จะหาผลประโยชน์ได้เปนอันมาก แต่มาดัมคอน ซตันซ์เปนคนซื่อ ไม่ยอมหากำไรในสิ่งที่คนเคยรับหน้าที่นี้มาแต่ เดิม ๆ ได้เคยหา ทุก ๆ ปีมาดัมคอนซตันซ์ได้คืนเงินเข้าท้องพระคลัง ปีละมาก ๆ ซึ่งเปนเหตุทำให้พระเจ้ากรุงสยามรับสั่งว่า การที่จะหาคนซื่อตรงเช่นนี้นอกจากผู้ที่ถือสาสนาคริสเตียนเห็นจะหาไม่ได้ ซึ่งเปน การเท่ากับให้เกียรติยศแก่สาสนาคริสเตียน ข้าพเจ้าได้สังเกตว่ามาดัมคอนซตันซ์คนนี้ เปนคนที่ใจคอดีแล อยู่ในโอวาทคำสั่งสอนของสาสนาคริสเตียน แลเปนคนรู้นิสัยใจคอ


๑๑๖ แบบธรรมเนียมแลความคดโกงของคนไทยทุกอย่าง เพราะฉนั้น เมื่อข้าพเจ้าตกอยู่ในที่ลำบากคราวใด ก็ใด้เคยให้มาดัมคอนซตันซ์ช่วย เสมอ เพราะเห็นว่าคำแนะนำของเขาล้วนแต่ดีทั้งนั้น เวลานั้นมารดาของมาดัมคอนซตันซ์ยังอายุ ๘๐ ปีเศษ เดิรไม่ได้แล้ว เมื่อข้าพเจ้ามาถึงได้สักปี ๑ มารดามาดัมคอนซตันซ์ก็ถึงแก่กรรม









๑๑๗ จดหมายมองซิเออร์เฟโรถึงมองซิเออร์เดอลาวีน วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๖๙๒ (พ.ศ ๒๒๓๕) การที่มาดัมคอนซตันซ์หนีมาในครั้งนี้ก็ได้หนีโดยหาทราบไม่ว่าความเปนไปของการที่บางกอกเปนอย่างไร ทั้งมองซิเออร์เดฟาซ์ซึ่งได้ทราบเรื่องอยู่บ้าง ก็ได้แนะนำว่ายังไม่ควรจะหนีมาเพราะเวลายังไม่เหมาะถ้าถึงเวลาแล้วมองซิเออร์เดฟาซ์ก็จะไม่ลืมมาดัมคอนซตันซ์ เพราะ ฉนั้นการที่หนีมาคราวนี้ได้ทำให้เสียชื่อของประเทศฝรั่งเศส ทั้งจะทำให้ทหารฝรั่งเศสแลพวกคริสเตียนทั้งพระราชอาณาจักรล้มตายฉิบหายกันทั้งหมด เพราะเหตุว่าเรือก็ไม่มีสำหรับที่จะออกไปให้พ้นพระราชอาณาเขตได้ จึงจำเปนต้องทำสงครามแลล้มตายในที่นั้นเอง คนมีอยู่เพียง ๑๕๐ หรือ ๒๐๐คนซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับความเหน็ดเหนื่อยมาถึง๕ เดือนแล้วทั้งนั้น จะมาสู้อะไรกับคนทั้งแผ่นดินยังไม่ใช่แต่เพียงจำนวนคนน้อย แต่ดินปืนก็ไม่มี ดินปืนที่มีอยู่ก็ไม่พอยิงปืนใหญ่ได้ถึง๒๐๐นัด เมื่อการเปนอยู่ดังนี้ พวกฝรั่งเศสจึงได้เกิดท้าพวกไทย แลพวกไทยก็ท้าพวกฝรั่งเศส ลงท้ายที่สุดไมตรีอันดีซึ่งพึ่งเริ่มต้นขึ้นก็เปนอันหายสูญไปในคราวนี้เอง มองซิเออร์เดฟาซ์เห็นเปนแน่แล้วว่าพวกทหารแลพวกคริสเตียนในพระราชอาณาจักรคงจะต้องล้มตายหมด จึงคิดอ่านพูดจาเกลี่ยไกล่ เพราะได้ทดลองทุกอย่างแล้วที่จะไม่ส่งตัวมาดัมคอนซตันซ์คืนให้แก่ไทย แต่ไม่เปนการสำเร็จ จึงได้ทำสัญญาซึ่งจะเปนประโยชน์ต่อมาดัม


๑๑๘ คอนซตันซ์เท่าที่จะทำได้ คือว่ามาดัมคอนซตันซ์จะไปอยู่ที่ไหนได้ตามความพอใจ โดยใคร ๆ จะกีดกันไม่ได้ตลอดถึงการที่เกี่ยวด้วยสาสนา ถ้ามาดัมคอนซตันซ์จะต้องการมีสามีอีกก็ได้ แลจะเอาใครเปน สามีก็ได้ตามพอใจ ทั้งครอบครัวของมาดัมคอนซตันซ์ก็ไม่ต้องอยู่ในบังคับบัญชาของผู้ใด ท่านสังฆราชได้ให้มิซชันนารีของเราคนหนึ่งพา ตัวมาดัมคอนซตันซ์ไปส่ง แต่มิซชันนารีผู้นี้ได้รับความลำบากถูกกรากกรำแสนสาหัสได้ถึงแก่กรรมเสียแล้ว แต่ถึงแม้ว่าจะได้ทำสัญญาแล้วก็จริงการทั้งหลายก็น่าจะลงรอยเดิมให้เรียบร้อยได้ แต่ความไม่ไว้ใจซึ่งกันแลกันในระหว่างไทยกับ ฝรั่งเศสก็ยังคงเปนอยู่อย่างนั้นเอง เพราะพวกไทยกลัวว่าฝรั่งเศสจะ ทำการไม่ดีเช่นนี้อีก ฝ่ายฝรั่งเศสก็ไม่ไว้ใจกลัวไทยจะไม่ทำตามที่ได้สัญญาไว้ ฝ่ายผู้บังคับทหารจะออกไปหาน้ำรับประทานก็ไม่ได้เพราะเกิดเหตุยุ่งขึ้นเช่นนี้จึงเร่งให้ออกเรือโดยรีบด่วน จนถึงกับต้องทิ้งสุราไว้ในเรือง ๔ หรือ ๕ ลำซึ่งจะมาจากกรุงศรีอยุธยา แลทิ้งพวกฝรั่งเศสที่ยังตกค้างอยู่ในกรุงก็อีกหลายคน ครั้นเรือได้มาถึงสันดอน ความที่ต่างคนต่างไม่ไว้ใจกันจึงกระ ทำให้ไทยยึดเรือไว้บางลำ ซึ่งบันทุกปืนใหญ่เสื้อผ้าพลทหารแลของ อื่น ๆอีกหลายอย่าง แลไม่ยอมคืนทหารกับของเหล่านี้ให้จนกว่าฝรั่งเศสจะได้ คืนข้าราชการไทยสองคน ซึ่งฝรั่งเศสยึดไว้เปนประกัน แลนายพลเดฟาซ์ได้ทำหนังสือสัญญาไว้ว่าจะคืนให้ในเวลาที่เรือมาถึงด่านภาษี แต่นายพลเดฟาซ์ได้พาข้าราชไทยไปจนถึงสันดอนซึ่งเปนการผิดสัญญา ฝ่ายพวกฝรั่งเศสก็กลัวว่าถ้าคืนข้าราชการไทยให้แล้ว พวกไทย ๑๑๙ ก็คงจะยังยึดเรือแลสิ่งของต่าง ๆ ไว้นั้นเอง ฝ่ายผู้บังคับการทหารซึ่งขาดน้ำ แลมีคนที่มาจากบางกอกแต่ ๒๐๐ คนก็เร่งให้ออกเรือโดยเร็ว ครั้นได้เสียเวลาเขียนจดหมายโต้ตอบกันได้ประมาณ ๔ หรือ ๕วัน ท่านนายพลเดฟาซ์จึงอนุญาตให้ผู้บังคับการทหารออกเรือได้ตามชอบใจ ถ้าแม้ว่ามาดัมคอนซตันซ์ไม่ได้หนีมาเช่นนี้ เชื่อแน่ว่าการที่เกิดขึ้นดังนี้คงจะไม่เกิดเปนแน่ เพราะฉนั้นขอให้พระผู้เปนเจ้าได้ยกโทษให้แก่มาดัมคอนซตันซ์ ซึ่งเปนต้นเหตุทำให้เกิดเหตุภัยขึ้นเช่นนี้ แลขอให้ ยกโทษให้แก่ผู้ที่แนะนำ แลผู้ที่พามาดัมคอนซตันซ์ด้วย มาบัดนี้มาดัมคอนซตันซ์กลับมาหาความว่าท่านสังฆราชเปนต้นเหตุที่ทำให้ส่งตัวมาดัมคอนซตันซ์คืนให้แก่ไทย มองซิเออร์เดฟาซ์เปนผู้ส่งตัว เพราะฉนั้นคนทั้งสองนี้เปนต้นเหตุ ทำให้มาดัมคอนซตันซ์ต้องถูกจำตรวนอยู่ในพระราชวังกว่า ๒ ปี เพราะเมื่อเวลาพวกเราถูกขังอยู่ในคุก มาดัมคอนซตันซ์ก็ถูกขังอยู่ในพระราชวัง ญาติบางคนของมาดัมคอนซตันซ์ก็ต้องขังอยู่ในคุก แลบางคนพระเจ้าแผ่นดินก็พระราชทานให้แก่ขุนนางบางคน แต่ฝ่ายบิดามารดาของมาดัมคอนซตันซ์หาได้โทษพวกเราไม่ แต่โทษตัวของตัวเองที่ได้หนีไป แลโทษพวกบาดหลวงเยซวิตฝรั่งเศสว่าเปนผู้แนะนำให้หนี พวกมิซชันนารีเปนประกันของนายพลเดฟาซ์ หนังสือมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศแลมองซิเออร์เวเรต์ หัวหน้าของบริษัทฝรั่งเศสในกรุงสยาม รับประกันตัวมองซิเออร์เดฟาซ์กับกองทหารฝรั่งเศส เดือนธันวาคม ค.ศ.๑๖๘๘(พ.ศ. ๒๒๓๑)ณวันอังคารเดือน ๑๐ ปีมะโรงอัฐศก (Pattarremasaacon) ๒๒๘๒ (?) ดอมบิศบู (Dom Bisbou) ๑ ท่านสังฆราชเดอเมเตโลโปลิศ ๑ บันดาพวกบาดหลวงแล ๑๒๐ มองซิเออร์เวเรต์หัวหน้าของบริษัทฝรั่งเศส ๑ กับบันดาชาวฝรั่งเศสทุก ๆ คน ได้พร้อมกันทำหนังสือประกันฉบับนี้ว่า ด้วยท่านพระคลังแทนพระเจ้ากรุงสยามฝ่าย ๑ มองซิเออร์เวเรต์แทนมองซิเออร์เดฟาซ์ นายพล ผู้บัญชาการกองทหารของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสอีกฝ่าย ๑ ต่างฝ่ายได้รับรองโดยพ้นเปนไมตรีกัน ว่าจะไม่ได้นึกถึงเหตุการณ์ที่ได้เปนไปแล้ว แต่ จะได้ทำไมตรีกันอย่างแน่นหนาสนิธสนมชั่วกาลนาน ได้พร้อมกันเห็นว่าการที่จะได้ตกลงกันต่อไปนี้ จะเปนการแน่นหนาแลถาวรทั้งสองฝ่ายจึงตกลงว่า ข้อ ๑ เมื่อฝรั่งเศสทุกคนได้ออกจากป้อมที่บางกอกแล้ว พวกทหารฝรั่งเศสจะไม่ทำอันตรายต่อป้อมเปนอันขาด แลจะไม่ทำลายปืนใหญ่ปืนเล็กแลอาวุธอย่างอื่นๆแต่จะได้นำปืนใหญ่ปืนเล็กแลอาวุธอย่างอื่นมอบให้แก่ข้าราชการไทย โดยไม่ให้มีอะไรขาดจนสิ่งเดียว ข้อ ๒ พวกฝรั่งเศสสัญญาว่าเมื่อเวลาล่องลงไปถึงที่จอดเรือ จะไม่กระทำการร้ายอย่างหนึ่งอย่างใด แลจะไม่ยิงหรือรบกันเรือลำหนึ่งลำใด จะไม่รบกับราษฎรพลเมือง แลจะไม่ทำอันตรายต่อสิ่งของอย่างใดของพระเจ้ากรุงสยาม ทั้งในที่จอดเรือ หรือนอกสันดอน หรือในที่ใด ๆ ทั้งสิ้น ข้อ ๓ เรือหลวงของพระเจ้ากรุงสยามลำหนึ่งจะได้ส่งกลับไปยังเมืองมริด เพราะเรือลำนี้ได้บันทุกช้างแลสินค้าอย่างอื่นจากมริดไป เมืองมสุลีปตัน แลในเรือลำนั้นมีฝรั่งเศสหลายคนกับข้าราชการไทย


๑๒๑ คนหนึ่ง กับเรืออีกลำหนึ่งซึ่งเปนเรือของพระเจ้ากรุงสยามเหมือนกัน ซึ่งได้ออกจากเมืองมริดไปเมืองบันเดอราภาษี (Banderabassi) บันทุกสินค้าต่าง ๆ แลในเรือลำนี้ก็มีชาวฝรั่งเศสแลข้าราชการไทยหลายคนเหมือนกัน แต่ถึงแม้ว่าพวกฝรั่งเศสจะร้องว่าเรือสองลำนี้เปนเรือของฝรั่งเศสก็ดี แต่พวกฝรั่งเศสสัญญาว่าเมื่อเรือสองลำได้ไปส่งสินค้า เสร็จธุระแล้ว พวกฝรั่งเศสซึ่งเปนนายเรือนั้นจะได้พาเรือกลับไปส่งยังเมืองมริดต่อไป ถ้ามองซิเออร์ดูบรูอังกับทหารจะไปพบเรือสองลำนี้ มองซิเออร์ดูบรูอังจะไม่ทำอันตรายต่อเรือเลยเปนอันขาด อีกประการ ๑ เรือหลวงลำหนึ่งซึ่งมีปืนใหญ่ ๒๖ กระบอก ปืนเล็ก ๕ กระบอก พร้อมทั้งคนเรือเครื่องเรือ ซึ่งมองซิเออร์ดูบรูอังกับมองซิเออร์ โบเรอกาด์พร้อมด้วยทหารฝรั่งเศสได้เอาไปเมื่อเวลาหนีไปนั้น ฝรั่งเศสจะได้ส่งเรือลำ นี้คืนมายังเมืองมริดพร้อมด้วยปืนใหญ่ปืนเล็กคนเรือแลเครื่องเรือให้ครบบริบูรณ์ แลเพื่อจะให้ไมตรีในระหว่างสองแผ่นดินนี้ได้ติดต่อกันโดยยืดยาวแล้ว สิ่งใดที่จะเปนเครื่องทำให้ไมตรีนี้ขาดสิ่งนั้นทั้งสองฝ่ายจะไม่ทำ ถ้าหากว่าเรือบางลำซึ่งเคยมาค้าขายที่เมืองนี้แลเมืองมริดจะต้อง การมาอีก พวกฝรั่งเศสจะไม่กีดขวางแลจะไม่ทำอันตรายต่อเรือเหล่า นี้อย่างใด ข้อ ๔ เรือลำใหญ่ของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งนายพลเดฟาซ์กับพวกฝรั่งเศสยืมไปในคราวนี้ เมื่อไปถึงเมืองปอนดีเชรีแล้ว พวกฝรั่งเศส จะได้ส่งเรือนั้นกลับมายังเมืองไทย ๑๖

๑๒๒ ข้อ ๕ พวกฝรั่งเศสสัญญาว่าจะได้เลี้ยงดูข้าราชการไทยแลพวกไทยหนุ่มซึ่งอยู่ในประเทศฝรั่งเศส แลจะได้ส่งคนไทยเหล่านี้กลับมายังกรุงสยามต่อไป ข้อ ๖ ของต่าง ๆ ซึ่งมองซิเออร์คอนซตันซ์ได้ส่งไปยังประเทศฝรั่งเศสนั้น ให้ตกเปนหน้าที่ของเจ้าพนักงารพระคลังพระเจ้าแผ่นดินที่จะ เปนธุระในเรื่องนี้ ถ้าของเหล่านี้หายสูญไปในทะเล ให้ตกเปนพับแก่เจ้าพนักงารพระคลัง จะมาเรียกร้องเอาแก่ฝรั่งเศสไม่ได้ ข้อ ๗ นายพลเดฟาซ์จะได้จัดพลทหารให้ถือจดหมายไปส่งมองซิ เออร์ดูบรูอัง เพื่อห้ามมิให้มองซิเออร์ดูบรูอังทำอันตรายแก่เรือของพระเจ้ากรุงสยาม ถ้ามองซิเออร์ดูบรูอังได้ ยึดเรือไว้บ้างแล้ว จะต้องคืนเรือที่ยึดไว้นั้นไปส่งยังที่ที่ได้จับไว้แต่เดิม ส่วนการงารของบริษัทฝรั่งเศส ที่เมืองมริดนั้นก็คงให้เปนไปตามเดิม ถ้าบริษัทจะต้องการมายังเมืองมริดไทยก็จะรับรองอย่างดี เพราะพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้เปนสำพันธมิตร กับพระเจ้ากรุงสยามแล้ว ข้อ ๘ พวกไทยสัญญาอย่างแขงแรงว่าเมื่อพวกฝรั่งเศสจะยกออกจากป้อมนั้น ไทยจะยอมให้พวกฝรั่งเศสเอาเข้าของซึ่งเปนสมบัติของพวกฝรั่งเศสทุกอย่างไม่ให้มีอะไรเหลือเลย เวลาจะยกออกจากป้อมนั้นให้ตีกลองนำหน้า ให้ทหารถืออาวุธไว้ที่บ่า แลให้มีธงนำหน้าด้วย พอลงเรือแล้วก็ให้ถอนสมอล่องเรือลงไปตามที่พวกฝรั่งเศสได้ให้หนังสือสัญญา


๑๒๓ ไว้กับราชทูต ฝ่ายพวกฝรั่งเศสขอพระกรุณาต่อพระเจ้าแผ่นดินสยาม ได้โปรดให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ลงเรือไปกับนายพลเดฟาซ์จนถึงสันดอนสองคน นายพลเดฟาซ์สัญญาว่าจะได้รับรองข้าราชไทยตามเกียรติยศของข้าราชการนั้น ๆ ฝ่ายฝรั่งเศสยอมให้นายพันตรีคน ๑ กับนายพล เดฟาซ์ลงเรือเล็กพร้อมกับข้าราชการไทยคน ๑ เท่ากับเปนประกันที่ ข้าราชการไทยได้ลงเรือใหญ่ไป ๒ คน เมื่อเรือฝรั่งเศสได้ข้ามสันดอน ไปแล้ว ฝรั่งเศสจะได้รับนายพันตรี กับนายพลเดฟาซ์ขึ้นเรือใหญ่ แลจะได้ให้ข้าราชการสองนายลงเรือเล็กกลับไปยังเมืองไทย ทั้งนี้เพื่อให้เปน พยานกันทั้งสองฝ่ายว่าฝรั่งเศสไม่ได้ทำอันตรายต่อไทย แลไทยก็ไม่ได้ทำอันตรายต่อฝรั่งเศส ข้อ ๙ พระเจ้าแผ่นดินทรงยอมพระราชทานสิทธิต่าง ๆ ซึ่งบริษัทฝรั่งเศสได้รับจากพระเจ้าแผ่นดินที่สวรรคตไปแล้ว แลทรงยอมให้เปนไปตามข้อสัญญาต่าง ๆ หลายข้อที่ได้ทำไว้กับบริษัทแต่ก่อน ๆ มาแล้ว แลพระเจ้าแผ่นดินทรงยอมพระราชทานสิทธิต่าง ๆ แก่ชาวฝรั่งเศสแลพวกมิซชันนารีเหมือนกับที่พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สวรรคตได้เคยพระราชทานมาแล้ว ส่วนพริกไทยนั้นพระเจ้าแผ่นดินยอมยกให้แก่บริษัททั้งหมดโดยใช้วิธีเดียวกับที่ยกหนังต่าง ๆ ให้แก่พวกฮอลันดา การที่พระเจ้าแผ่นดินทรงพระเมตตาทั้งนี้จะเปนสิ่งที่พระราชทานโดยมั่นคงถาวรจะไม่เปลี่ยนแปลง แก้ไขอย่างใด ถ้าแม้ว่านายพลเดฟาซ์เมื่อได้ออกจากป้อมแลได้ลงเรือ


๑๒๔ ไปแล้ว ได้ทำการผิดด้วยข้อสัญญาในหนังสือประกันฉบับนี้อย่างใด ๆ ไทยจะได้จับตัวสังฆราช จับมองซิเออร์เวเรต์หัวหน้าของบริษัท แลจับพวกบาดหลวงที่อยู่ในเมืองไทยทั้งหมด ได้เซ็นชื่อแลประทับตราไว้ทั้งสองฝ่าย

เรื่องมองเซนเยอร์ลาโนต่อ ค.ศ. ๑๖๗๙ - ๑๖๙๖ (พ.ศ. ๒๒๒๒ - ๒๒๓๙) ว่าด้วยเรื่องการกดขี่บีบคั้น ค.ศ. ๑๖๘๘ - ๑๖๙๑ (พ.ศ. ๒๒๓๑ - ๒๒๓๔) จดหมายเหตุของคณะบาดหลวง มองซิเออร์มาตีโนเปนผู้แต่ง วันที่ ๙ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๖๘๘ (พ.ศ. ๒๒๓๑) ถึงวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๖๙๐ (พ.ศ. ๒๒๓๓) เรื่องความประพฤติของนายพลเดฟาซ์ ข้าพเจ้าเชื่อว่าคงได้ทราบทั่วกันแล้วว่า เมื่อกองทหารฝรั่งเศสได้ถูกล้อมอยู่ในป้อมที่บางกอกแล้ว ภายหลังก็ได้ยกออกจากป้อมโดยเรียบร้อย แลไทยก็ได้เอาพวกเราเปนนายประกันทำหนังสือสัญญา ให้ด้วย ครั้นกองทหารเหล่านี้ได้ลงเรือเสร็จแล้วก็ได้เกิดข้อโต้เถียงกันขึ้นอีก พวกฝรั่งเศสก็แล่นเรือไปโดยยังมิได้ทำความตกลงในข้อโต้เถียงนั้นอย่างใด ข้าพเจ้าเชื่อต่อไปว่าคงได้ทราบทั่วกันแล้วว่าข้อโต้เถียงนั้น



๑๒๕ เกิดจากเรื่องที่กองทหารฝรั่งเศสได้พาข้าราชการไทยซึ่งไทยได้ส่งมาเปนประกันไปด้วย เพราะเหตุว่าไทยไม่ยอมคืนเรือให้สามหรือสี่ลำซึ่งบันทุกปืนใหญ่แลของ ๆ พวกฝรั่งเศส แลไม่ยอมส่งตัวนายทหาร ๓ คนกับ พลทหาร ๑๕ คนซึ่งตกค้างอยู่ตามลำแม่น้ำ ในเรื่องนี้มีคนโทษนายพลเดฟาซ์กับกองทหารว่าเปนผู้ทำผิด ส่วนข้าพเจ้านั้นจะไม่กล่าวว่าใครผิด ไว้ให้ผู้ที่ควรจะตัดสินได้ตัดสินเอาเอง แต่ข้าพเจ้าทราบได้ว่าถ้าไทย ได้คืนคนแลของให้แล้ว นายพลเดฟาซ์คงจะไม่คิดพาข้าราชไทย ไปดังนี้เลย มีคนหาว่าการที่นายพลเดฟาซ์กับกองทหารฝรั่งเศสพาข้าราชการไทยไปเช่นนี้ เปนการผิดหนังสือสัญญาที่ทำไว้ต่างหนังสือประกัน เพราะฉนั้นไทยมิได้พิเคราะห์เหตุผลหรือได้พูดจาว่าประการใด แต่ได้มาจับพวกเราผู้เปนประกัน แลข้อนี้เปนเหตุที่ไทยอ้างอยู่เสมอสำหรับทำโทษแก่เราดังจะได้เห็นต่อไป ต่อนั้นมานายพลเดฟาซ์ก็ได้ส่งข้าราชการไทยคืนมาแล้ว แต่ถึงดังนั้นไทยก็คงยังทำแก่เราอย่างเดิมหาได้ละเว้นอย่างใดไม่

มองเซนเยอลาโนถูกจับ (๑) พอกองทหารได้ลงเรือเสร็จแลเรือได้กางใบแต่ยังไม่ทันแล่นดี มอง

(๑) ในรายงารฉบับอื่นได้พบข้อความดังนี้ มองเซนเยอร์เดอเมเต โลโปลิศได้ขึ้นจากเรือเพราะมีข้าราชไทยคน ๑ เปนผู้บังคับทหารไทย


๑๒๖ ได้เรียกขึ้นไป มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศยังไม่ทันเดิรไปถึงสาม ก้าว ก็มีพวกเหล่าร้ายมากลุ้มรุมทั้งตบทั้งต่อยแลเอาไม้ตี แลคน ๑ ซึ่งเปนคนใจโหดร้ายยิ่งกว่าคนอื่นได้เอาไม้ตีศีร์ษะมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศอย่างแรง จนนายทหารฝรั่งเศสคน ๑ ซึ่งอยู่ด้วยในเวลานั้น ได้บอกกับข้าพเจ้าในภายหลังว่าเข้าใจว่าท่านสังฆราชตายแน่แล้ว แล้ว พวกเหล่าร้ายก็เอาเชือกผูกคอแลมัดมือ แล้วผลักท่านสังฆราชฟาดลงกับดินจึงลากตัวไปในโคลน แล้วผลักให้เข้าไปอยู่ในกอไม้ ท่านสังฆราชได้อยู่ในกอไม้นี้ ๒ ชั่วโมง แลถูกเหลือบซึ่งเปนแมลงคล้ายแมลงวันกัดเจียนตาย ท่านผู้ที่เคยถูกเหลือบกัดแล้วคงจะพอนึกได้ว่าท่านสังฆราชจะได้รับความทรมานเพียงไร เพราะตัวก็เจ็บยังมือก็ถูก มัดด้วย ในระหว่างนั้นพวกผู้คุมกำลังเตรียมเครื่องพันธนาการซึ่ง เรียกกันว่าเครื่องจำ ๕ ประการ สำหรับใส่คอใส่เท้าแลใส่มือ ในระหว่าง ๒ ชั่วโมงนั้นท่านสังฆราชถูกพวกเหล่าร้ายเปนอันมากซึ่งชิงกันมาด่าแลทำร้ายต่าง ๆ บางคนมาถอนหนวดทีละเส้น บางคนตบต่อยบางคนถ่มน้ำลายรดหน้า บางคนก็ทุบแลทำการร้ายหลายอย่าง นายทหารที่ได้กล่าวมาแล้วได้มาเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เขาได้คเนว่ามีคน ไม่ต่ำกว่า ๒๐๐๐คนได้มาลองกำลังที่ตัวสังฆราชแลนายทหารผู้นั้น แลที่กะว่า ๒๐๐๐ คนนั้นไม่ได้คิดคูณให้มากไปเลย แล้วผู้คุมจึงได้เอา คามาใส่คอ เอาขื่อไม้ใส่มือ ซึ่งทำให้สังฆราชเจ็บปวดจนอดร้อง ไม่ได้ เจ้าพนักงารได้ควบคุมพาไปตระเวรที่โน่นบ้างที่นี่บ้างแล้วจึงได้


๑๒๗

พาตัวขึ้นไปยังกรุงศรีอยุธยา ได้ให้พักอยู่ที่มุมถนนแห่งหนึ่ง แล ได้ล่ามโซ่ทั้งจำไว้ครบ ๕ ประการด้วย มองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศต้องถูกจำอยู่ที่มุมถนนนี้โดยต้องตากแดดไม่มีที่กำบังเลย จนมีคน ๆ หนึ่งซึ่งมีใจเมตตาได้มาปลูกกระท่อมเล็กให้พออาศรัยได้ ในเวลานั้นท่านสังฆราชป่วยเปนไข้แลท้องเดิรทั้งเจ็บปวดตามร่างกายที่ถูกทุบตีด้วย แล ยังเจ็บกายที่ล้มลงไปซึ่งทำให้ร่างกายตายไปแถบหนึ่ง ท่านสังฆราช ได้ทนทุกข์ทรมานอยู่เช่นนี้สามเดือนซึ่งน่าสงสารมาก แล้วพระเจ้า แผ่นดินพระองค์ใหม่ ทรงเกรงว่าสังฆราชจะตายจึงโปรดให้เอาโซ่ที่ล่ามนั้นออกเสีย แลทรงอนุญาตให้ปลูกกระท่อมให้อยู่กว้างออกไปอีกหน่อย ท่านสังฆราชได้อยู่ในที่นี้ต่อมาจนทุกวันนี้ แลมีผู้คุมซึ่งในเมืองนี้เรียกว่า พวกแขนทาสี เพราะพวกนี้ได้ทาสีที่แขนเปนเครื่องหมาย ควบคุมอยู่เสมอเปนนิจ





๑๒๘ เซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศ ซึ่งจำเปนต้องนำกองทหารไปส่งถึงปากน้ำเพื่อเปนคนกลางในระหว่างพวกไทยแลฝรั่งเศสนั้น ก็ต้องถูกจับ แต่กิริยาที่จับมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศในครั้งนี้ ได้กระทำอย่าง ประหลาทแลน่าหวาดเสียวมาก คือมีคนไทยหมู่หนึ่งได้กรูเข้ามาจับสังฆราชแล้วกระชากเครื่องแต่งตัวออกหมด ได้กระชากเอาไม้กางเขนแลแหวนหมายยศออก จนที่สุดหมวกก็ถูกดึงออกเหมือนกัน ของ เหล่านี้ท่านสังฆราชพอจะอดกลั้นได้ แต่พวกไทยได้ริบของรักยิ่งกว่าของอื่นไปด้วย ซึ่งสังฆราชได้ติดตัวไว้เพื่อกันหาย คือไม้ของไม้ กางเขนที่แท้นั้นเอง การที่พวกไทยได้ถอดเสื้อแลเอาของต่าง ๆ ไป ดังนี้ ก็ยังหาเปนที่พอใจของพวกไทยไม่ แต่ยังกลับเอากำปั้นทุบ ต่อยแลเอาไม้ตี ผลักให้ล้มลงกับดิน ลากตัวไปกับโคลน แล้ว เอาเชือกผูกคอมัดมือมัดเท้า ลากเอาไปทิ้งไว้ในพุ่มไม้ริมถนน ซึ่ง เต็มไปด้วยยุงแลเหลือบ การที่ยุงแลเหลือบกัดนั้นยังไม่เพียงพอ แต่พวกเหล่าร้ายที่เดิรไปเดิรมาได้ทำการร้ายต่าง ๆ ทั้งทุบทั้งต่อยทั้งด่า แลเยาะเย้ยต่าง ๆ ท่านสังฆราชต้องทนอยู่อย่างนี้ในระหว่างที่เจ้า พนักงารยังกำลังทำคาแลทำขื่อเท้าขื่อมือ แล้วเจ้าพนักงารจึงได้เอาขื่อคามาใส่สังฆราชซึ่งร่ายกายอ่อนเพลียอยู่แล้ว แลยังแถมเอาตรวนมา จำเท้าแลเอาโซ่มาล่ามคอด้วย การที่ทำอย่างนี้ในภาษาสามัญเรียกกันว่า จำ ๕ ประการซึ่งเปนคำที่ข้าพเจ้าจะต้องใช้ในที่นี้บ่อย ๆ


๑๒๙ นายทหารแลพลทหารฝรั่งเศสถูกจับ พวกนายทหารแลพลทหารฝรั่งเศสที่นายพลเดฟาซ์ได้ทิ้งไว้ข้างหลังนั้น ก็ได้ถูกจับแลถูกทำร้ายอย่างเดียวกับสังฆราชเดอเมเตโลโปลิศ แต่ถ้าจะเทียบแล้วดูเหมือนพวกทหารจะถูกทุบตีร้ายแรงกว่าท่านสังฆราชบางคนได้ถูกลากไปตามถนนหนทาง แต่ตัวก็ถูกทุบตีเจียนตายอยู่แล้ว ยังซ้ำเอาคาใส่คอไว้ด้วย ถ้าจะดูก็ไม่ผิดอะไรกับที่เขาลากซากสุนัขที่ตายไปทิ้ง พวกนี้ได้รับความทุกข์ทรมานที่สันดอน แลที่บางกอกหลายวัน โดยความเจ็บปวดเหลือที่ใครจะประมาณได้หลายวัน แล้วเจ้าพนักงารจึงได้พาขึ้นไปยังกรุงศรีอยุธยาจำไว้ครบ ๕ ประการทุกคน

มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศถูกจองจำ มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศ ต้องอยู่ในความควบคุมของ ผู้คุม ซึ่งในเมืองนี้เรียกกันว่า "พวกแขนทาสี" (เพราะความจริง พวกนี้ต้องเอาสีทาแขนเปนเครื่องหมายจริง ๆ ) ได้อยู่ใกล้กับพระราชวัง ไม่มีใครเปนธุระดูแลอย่างไร ต้องนั่งอยู่บนเสื่อลำแพนที่มุมถนน แลต้องถูกจองจำคอยจนกว่าผู้ใดจะมีจิตต์เมตตา ได้มาปลูกกระท่อมเล็ก ๆ ให้ ซึ่งเกือบไม่พอมิดตัว สังฆราชเดอเมเตโลโปลิศได้ทนทุกข์เวทนาอยู่เช่นนี้ โดยถูกจำครบ ๕ ประการเกือบ ๓ เดือน ใน ระหว่างนั้นก็เปนไข้อยู่เสมอ แลท้องกับสีข้างด้านหนึ่งเหมือนตายเพราะเหตุที่ล้มลงไปในเวลาที่ข้ามไม้กระดานเล็ก ซึ่งทอดไว้เปนสพาน ๑๗

๑๓๐ ท่านสังฆราชทนน้ำหนักขื่อคาไม่ไหวจึงได้ล้มฟาดลงไป แต่ช้า ๆ นาน ๆ พวกผู้คุมก็ได้ถอดเครื่องพันธนาการออกบ้างเปนบางอย่าง แล้วก็กลับใส่อีก การที่ทำดังนี้คงจะเปนด้วยพวกผู้คุมหาหนทางรีดเอาเงินตามแบบธรรมเนียมของพวกนี้ หรือจะเปนด้วยกลัวว่านายจะหาว่าไม่จองจำตามคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งเปนแน่ แต่ภายหลังเมื่อได้ถูก จองจำอยู่เช่นนี้ ๓ เดือน เจ้าพนักงารเกรงว่าสังฆราชจะตาย เพราะเหตุว่ามีอาการป่วยหลายอย่าง จึงได้ถอดเครื่องพันธนาการออก คงแต่ให้ผู้คุมควบคุมอยู่ในกระท่อมนั้นต่อไป

นายทหารแลพลทหารฝรั่งเศสต้องจำคุก ส่วนนายทหารแลพลทหารนั้น ต้องติดอยู่ในคุกธรรมดาปนอยู่กับพวกผู้ร้ายอย่างฉกรรจ์ของเมืองนี้ เมื่อนายทหารแลพลทหารฝรั่งเศสเข้าไปอยู่ในคุกนั้น ก็ได้พบพวกมิซชันนารีแลบันดานักเรียนทั้งหลาย กับพวกฝรั่งเศสสามัญติดคุกอยู่แห่งเดียวพร้อมกันหมด เพราะพวกไทยได้พยายามค้นหาจับพวกฝรั่งเศสทุกคนไม่ว่าจะอยู่แห่งใด

พวกบาดหลวงแลมิซชันนารีถูกจับ เมื่อวันที่ ๙ เดือนพฤศจิกายน ค.ศ.๑๖๘๘ (พ.ศ. ๒๒๓๑) พวกเรายังไม่ทราบเลยจนคนเดียวว่า กองทหารฝรั่งเศสจะได้ยกไปแล้ว หรือยัง แลไม่ทราบว่าจะได้เกิดข้อโต้เถียงแตกร้าวกันหรืออย่างไร


๑๓๑ ในวันนั้นพวกเราทั้งหมดได้ถูกเรียกไปยังห้องใหญ่ห้องหนึ่ง ในห้องนั้น มีข้าราชการไทยคนหนึ่งได้บรรยายถึงคุณความดีต่าง ๆ ซึ่งพระเจ้า แผ่นดินทำให้แก่พวกฝรั่งเศส จนที่สุดถึงกับได้พระราชทานเรือ เสบียงอาหารแลเงิน สำหรับให้พวกนี้กลับไปได้โดยสดวก แต่ พวกฝรั่งเศสได้กลับทำการอันไม่ดีตอบแทน โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้เองพวกฝรั่งเศสได้ทำผิดสัญญาซึ่งได้ตกลงกันอย่างมั่นคง พาข้าราชการไทย ซึ่งส่งไปเปนประกันสองคนไปเสีย เพราะฉนั้นพวกเราซึ่งเปนผู้รับประกันจึงต้องให้เจ้าพนักงารจับตัวไว้ ตามพระราชโองการของพระเจ้าแผ่นดินแต่เจ้าพนักงารจะยอมให้คนในพวกเราสองคน ไปพร้อมกับผู้แทนเจ้าแผ่นดินไปที่โรงเรียนสามเณร เพื่อเจ้าพนักงารจะได้ไปทำบาญชี ทรัพย์สิ่งของทุกอย่างที่อยู่ในที่นั้น เจ้าพนักงารได้เลือกข้าพเจ้ากับมองซิเออร์ เซอวเรอย์ ให้เปนผู้ไปกับเจ้าพนักงาร ส่วนพวกมิซชันนารีอื่น ๆ เจ้าพนักงารได้กักตัวไว้ณที่นั้นเอง พวกเราเชื่อกันว่า ไทยคงจะลืมนึกถึง บาทหลวง เดอลา บเรอย์ (Breuille) ซึ่งขาดอยู่คนเดียวในคณะเยซวิต แต่ไม่ช้าพวกไทยก็ นึกขึ้นมาได้ จึงได้ไปลากตัวมาจากพวกบาดหลวงปอตุเกศ ซึ่ง บาทหลวง เดอลา บเรอย์ ไปอาศรัยอยู่ แล้วเจ้าพนักงารก็พามา รวมไว้พร้อมกับบาดหลวงพวกเรา รุ่งขึ้นวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน บันดาพวกนักเรียนก็ถูกเรียกมาเหมือนกัน แล้วเจ้าพนักงารก็ได้พาไปจำไว้ยังคุกสามัญโดยทันที


๑๓๒ รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งเปนวันที่ ๑๑ เดือนพฤศจิกายน พวกบาดหลวงแลมิซชันนารีได้รับคำนับจากพระเจ้าแผ่นดิน โดยถูกเอาเชือกมาผูกคอทุกคน แล้วเจ้าพนักงารก็ได้คุมไปส่งยังคุกสามัญ ถูกจำครบ ๕ ประการ แลถูกทุบต่อยอย่างร้ายแรงทุกคน

ฝรั่งพวกบริษัทถูกจับ พวกฝรั่งเศสที่ทำการอยู่ในบริษัท ก็ได้ถูกจับโดยวิธีเดียวกับพวกเราเหมือนกัน แลเจ้าพนักงารได้ให้มองซิเออร์ มาการี แลมองซิเออร์ เมศโตรต์ เปนพยานในการทำบาญชีทรัพย์สิ่งของ ซึ่ง ภายหลังได้ถูกริบไปหมด

มองซิเออร์ โปมา ไม่ได้ถูกจับ ได้เปนผู้ส่งเสบียงให้นักโทษ มีอยู่คนเดียวคือ มองซิเออร์ โปมา ซึ่งได้รับความยกเว้น ไม่ได้ถูกจับ เพราะเปนคนชำนาญวิชาแพทย์ ตั้งแต่แรกมา มองซิเออร์ โปมา ได้รับอนุญาตให้ปลูกเรือนเล็ก ๆ ในเขตติดกับพระคลังหลวงแลเปนที่ใกล้กับคุก มองซิเออร์ โปมา จึงได้เข้าไปอยู่ใน เรือนเล็กหลังนั้นพร้อมด้วยเด็กนักเรียนที่อายุน้อยที่สุด ๖ คน กับ พวกคนใช้ของเราบางคนซึ่งเปนพวกแขกดำ เพราะพวกไทยแลมอญ


๑๓๓ ไปหมดแล้วไม่ได้เหลือเลยจนคนเดียว ตั้งแต่วันแรกมา มองซิเออร์ โปมา ได้จัดอาหารส่งให้นักโทษวันละครั้ง แลได้ทำอย่างนี้ตลอดเวลาแลได้ให้รับประทานเสมอหน้ากันไม่เลือกว่านักโทษนั้นจะเปนมิซชันนารีหรือเปนนักเรียน จะเปนข้าราชการฝรั่งเศสหรือเปนคนของบริษัท เพราะเห็นว่านักโทษทั้งหลายนี้ก็ได้ตกมาในกองทุกข์ที่สุดแล้ว ต้อง นับว่าเปนความทุกข์เสมอหน้ากันหมด ถ้าพระเปนเจ้าจะยอมให้พวกเราตายด้วยความทุกข์เวทนา ก็ต้องตายพร้อมกันจึงจะเปนที่พอใจของพระเปนเจ้า แต่ข้าพเจ้ามีความสงสัยว่า ถ้าพวกเราจะต้องทน ทุกข์ทรมานนานดังคาดแล้ว มองซิเออร์ โปมา จะรับเลี้ยงให้ตลอด ไปจะไม่ไหวกระมัง เพราะเงินของพวกเราก็หดน้อยลงไปแล้ว แล ค่าใช้จ่ายที่เลี้ยงอยู่เช่นนี้ก็มากไม่ใช่น้อย เวลานี้พวกเรามีอยู่ทั้งในแลนอกคุกเกือบ ๑๐๐ คนที่จะต้องเลี้ยงดูกัน นอกจากการหาอาหารเลี้ยงนี้ ยังมีการใช้จ่ายอย่างอื่นอีก เปนอันมาก ทั้งการที่มีผู้ดูหมิ่นก็มากขึ้นทุกที จึงจำเปนจะต้องแก้ ให้หายให้จงได้

พวกฝรั่งเศสถูกริบ เมื่อเจ้าพนักงารทำบาญชีทรัพย์สิ่งของที่บริษัท แลที่โรงเรียนสามเณรเสร็จแล้ว ก็ได้มีคำสั่งให้ริบของเหล่านี้ส่งไปไว้ยังท้องพระคลัง


๑๓๔ ให้หมด ส่วนพวกเรานั้นจะเปนด้วยความกรุณา หรือจะเปนด้วยไทย ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไรได้ก็ไม่ทราบ เจ้าพนักงารหาได้ริบเอาเครื่องประดับหน้าพระ สมุดต่าง ๆ แลเสื้อผ้าของพวกเราไปไม่ แต่ส่วน ของบริษัทนั้นได้ริบเอาไปหมดไม่มีอะไรเหลือเลยจนสิ่งเดียว เว้นแต่ หีบเสื้อผ้าเท่านั้นหาได้ริบเอาไปไม่ แลหีบเสื้อผ้านั้นจะได้ให้ไว้บ้าง หรือทั้งหมดก็ไม่ทราบ เมื่อเจ้าพนักงารได้ริบสิ่งของที่ชอบใจไปหมดแล้ว ก็ได้พาท่านผู้ที่ไปเปนพยานส่งเข้าไปจำในคุกพร้อมกับนักโทษ อื่น ๆ ส่วนข้าพเจ้าแลมองซิเออร์ เซอวเรอย์ ก็ได้เตรียมตัวแลคอยให้ เจ้าพนักงารส่งตัวไปคุกแล้ว แต่พระเปนเจ้าไม่ยอมให้เปนไปเช่นนั้น พระเปนเจ้าต้องการให้เราสองคนอยู่นอกคุก เพื่อจะได้ช่วยคนในคุก ต่อไป

มองซิเออร์มาตีโนกับมองซิเออร์เซอวเรอย์ถูกขับไล่ เมื่อเจ้าพนักงารได้ชักช้าทำบาญชีทรัพย์สิ่งของในโรงเรียนสามเณร กินเวลาถึงสองเดือนแล้ว ครั้นณวันที่ ๑ ของปีใหม่ปี ๑๖๘๙ (พ.ศ. ๒๒๓๒) ข้าพเจ้าแลมองซิเออร์เซอวเรอย์ได้รับคำสั่งให้ออกจากโรงเรียนสามเณร เพราะจะเอาที่นั้นทำเปนที่เก็บของ ๆ เจ้านาย แลให้เราทั้งสองไปไหนแล้ว แต่จะไปได้พร้อมด้วยทรัพย์สิ่งของที่เจ้าพนักงารได้เหลือไว้ให้ เราจึง



๑๓๕ ขนสมุดแลเครื่องประดับวัดที่เปนของอย่างดีไปฝากไว้ กับพวกบาดหลวง เยซวิต แลในการที่เราได้รับความอับอายครั้งนี้ บาดหลวงมัลโดนาด ซึ่งเปนหัวหน้าของพวกเยซวิต ก็ได้เอื้อเฟื้อแลให้ทานแก่เราอย่างใจเปน คริสเตียนจริง ๆ ส่วนตัวเราเองได้ไปอาศรัยบ้านชาวตังเกี๋ยผู้หนึ่งชื่อ โยเซฟ ซึ่งเปนบ้านไม่ไกลกับโรงเรียนสามเณรเท่าไรนัก ในระหว่างที่พักอยู่บ้านนี้ก็มีใจหวั่นหวาดอย่างที่สุด เพราะเวลานั้นพวกไทยยังโกรธพวกเราเปนอันมาก แลเสบียงอาหารก็ต้องสงวนไว้อย่างที่สุด เพื่อเอาไว้ช่วยเหลือพวกเราที่เปนนักโทษด้วย ข้าพเจ้าจะต้องกล่าวในที่นี้เพื่อสรรเสริญพระเปนเจ้าผู้ได้ช่วยเหลือ เราเปนอันมาก คือเมื่อเราออกจากโรงเรียนสามเณรนั้นมีเงินติดตัวอยเพียงเหรียญเดียวเท่านั้น แลเงินเหรียญนี้ก็แดงด้วยซ้ำนอกนั้นไม่มีอะไรติดตัวสำหรับซื้อหาเลี้ยงชีพคนมากมายเลย แต่ถึงดังนั้นพระเปนเจ้า ได้บันดาลให้เพื่อนสองคนคือตัวเราได้จัดหาเลี้ยงตัวพอไม่ตายได้

พวกคริสเตียนต้องขังคุก ในตอนต้นข้าพเจ้าเพียงแต่กล่าวว่าพวกคริสเตียนของเราต้องจำคุกสามัญปนอยู่กับเหล่าผู้ร้ายฉกรรจ์ของบ้านเมืองเท่านั้น แต่ในที่นี้ข้าพเจ้า จะต้องอธิบายให้พอท่านเห็นว่าคุกนั้นเปนอย่างไร



๑๓๖ พอพวกคริสเตียนเข้าไปในคุกแล้ว เจ้าพนักงารได้ถอดเครื่องแต่งตัวออกหมดแต่ได้ถอดหมวกกับรองเท้าก่อน เสื้อยาวของบาดหลวงนั้นพวกผู้คุมหาต้องการไม่ จึงยอมทิ้งไว้ให้พวกมิซชันนารีกับพวกนักพรตที่ยังเปนนักเรียนอยู่ แต่เสื้อคลุมเสื้อเชิดแลกางเกงพวกผู้คุมริบ เอาหมด บางคนต้องเปลือยกายอยู่เช่นนี้ถึงสองเดือนแลเวลานั้นก็มีลมเหนือพัดมาหนาวมาก ทั้งกลางวันแลกลางคืนก็มีเพียงผ้าขี้ริ้วคลุมตัวเพราะพวกผู้คุมมีความละอายใจไม่กล้าริบไว้ พวกนี้ถูกจำ ๕ ประการ ทุกคน ที่พูดว่า ๕ ประการยังไม่ถูก จะต้องว่าถูกจำ ๗ หรือ ๘ ประการ เพราะถูกทั้งผูกทั้งมัดทุกอย่าง เวลากลางคืนก็ถูกมัดถูกจำอยู่อย่างนี้เหมือนกัน พอสว่างผู้คุมก็เรียกพวกนี้ไปเอาโซ่ร้อยติดกันตั้ง ๑๐ หรือ ๑๒ คนปนเปกับพวกผู้ร้ายอย่างฉกรรจ์ของเมืองนี้ แล้วก็คุมออกไปให้ทำการอย่างหยาบตั้งแต่เช้าจนเย็น คือขนดินขนอิฐ ขนขยะมูลฝอย ของโสโครกต่าง ๆ ล้างท่อ ล้างที่อุจาระ ลากเสา ลากซุง แลการหนักต่าง ๆ อีกหลายอย่าง ในครั้งนั้นบันดาชาวต่างประเทศมีความประหลาทใจมากที่ได้เห็นชาวยุโรปในเมืองไทย ทั้งนักเรียนอายุ ๑๓ ขวบ๑๔ ขวบตลอดจนมิซชันนารีซึ่งหน้าตาแสดงความบริสุทธิ์ของตัว ต้องถูกลากไปตามถนนแลถูกบีบคั้นไม่ผิดกันกับพวกผู้ร้ายอย่างสำคัญแลผู้ร้ายที่ฆ่าคนตาย ถ้าพวก คริสเตียนล้มลงด้วยอ่อนเพลียเพราะความไม่สบาย หรือแดดเผาจนร้อนหรือเหน็ดเหนื่อยเต็มที ประเดี๋ยวก็ต้องลุกขึ้นได้ด้วยถูกไม้ตี ในตอนเช้า


๑๓๗ เวลาเดิรไปทำงารแลตอนเย็นเวลากลับ พวกนี้ต้องขอทานตามประตูบ้าน แลตามร้านทุก ๆ แห่ง พวกชาวบ้านก็ให้เข้าบ้าง ปลาเค็มบ้าง เบี้ย ซึ่งใช้กันต่างเงินบ้าน แลให้เหมือนกับนักโทษไทยแลมอญที่ต้อง ร้อยโซ่ติดเปนพวงเดียวกันไป ยังมีบุคคลบางจำพวกที่อดแสดงความสงสารไม่ได้ แต่ก็มีอีกจำพวกหนึ่งซึ่งยินดีที่จะด่าแลหมิ่นประมาทแล ข่มเหงต่างๆ เช่นถอนหนวดบ้าง ทุบตีบ้างกล่าวคำหยาบบ้าง แลบางคนก็ทำเปนพูดว่าสมน้ำหน้าที่ได้มาถูกเช่นนี้ การที่คนไทยพูดเช่นนี้พวกเราไม่ได้ประหลาทใจเลยเพราะเขาหาว่าเราได้พยายามทำลายสาสนาของเขา แต่ที่พวกคริสเตียนบางคนซึ่งอ้างตัวว่าเปนปอตุเกศพลอยพูดไปด้วยนั้น เราไม่ทราบเลยว่าเขาเอาหลักอะไรมาพูด

ยกเว้นพวกมิซชันนารีไม่ต้องทำงาร ที่พวกมิซชันนารีต้องทำงารต่างๆ ดังกล่าวมาแล้วนั้นก็เพียงเดือนเดียวจะเปนเพราะเหตุใดหรือใครจะไปกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่าอย่างไรข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่เขาพูดกันว่าพวกชาวต่างประเทศทั้งหมดเห็นว่าที่ทำดังนี้มากเกินไป ฝ่ายพวกนักเรียนแลคนสามัญก็ต้องทำงาร เช่นนี้ต่อไปจนกว่าออกพระพิไชยสงครามซึ่งเปนประกันคนหนึ่งได้มาถึงกรุงศรีอยุธยาโดยนายพลเดฟาซ์ได้ส่งกลับจากภูเก็จ ออกพระพิไชยสงครามได้มาถึงกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๒๐ เดือนสิงหาคม ค.ศ.๑๖๘๙ (พ.ศ. ๒๒๓๒) ๑๘

๑๓๘ ว่าด้วยพวกนักโทษในเวลากลางคืน ครั้นถึงเวลากลางคืนพวกเราที่เปนนักโทษ ก็ต้องมารวม อยู่ตามคุกต่าง ๆ นอกจากต้องถูกมัดมือมัดเท้ายังต้องทนความคุมเหงของพวกผู้คุมอีก ในโลกนี้จะหาคนที่มีใจเหี้ยมโหดดุร้ายยิ่งกว่าผู้คุม เหล่านี้เปนหาไม่ได้ แลเปนธรรมเนียมของพวกนี้ซึ่งจะละเว้นไม่ได้ที่ต้องเมาสุราทุกวันแลยิ่งกลางคืนยิ่งเมามาก ในเวลาที่เมาเปนเวลาที่พวกผู้คุมเล่นให้เพลินใจโดยมาคุมเหงพวกนักโทษ คนหนึ่งถูกดึงหนวด คนโน้นถูกเผาหนวด คนนี้ถูกถ่มน้ำลายรดหน้า คนนั้นต้องจูบก้น ผู้คุม ยังมีผู้คุมใจโหดร้ายคนหนึ่งซึ่งพอใจให้มองซิเออร์โปเกต์จูบก้นของตัวอยู่เสมอ ๆ แลแกล้งเรียกมองซิเออร์โปเกต์ว่าสังฆราช แต่ เมื่อพวกผู้คุมเห็นโอกาศที่จะบีบคั้นเอาเงินจากนักโทษได้เมื่อใด ซึ่ง เปนการเท่ากับกินเลือดกินเนื้อของนักโทษ นั่นแลพวกผู้คุมปล่อย ความเหี้ยมโหดดุร้ายเต็มที่ จนถึงกับผู้คุมเหล่าร้ายบางคนได้เอานักโทษมัดตรึงไว้แน่นหนา แล้วเอามือจับที่ลับแห่งหนึ่งซึ่งความกระดากของข้าพเจ้าจะเรียกไม่ได้ แล้วบีบโดยเต็มแรงตะโกนบอกให้นักโทษผู้ถูกบีบนั้นให้ ๆ เงินแก่ผู้คุม บางทีไม่มีเรื่องอย่างใดเลยนอกจากเปนเรื่อง เกิดจากนิสัยอันผิดมนุษย์ของพวกนี้ พวกผู้คุมนึกสนุกขึ้นมาก็เฆี่ยน ตีพวกนักโทษคริสเตียนโดยไม่มีเหตุผลอย่างใดเลย วันหนึ่งมีผู้คุม คนหนึ่งได้จับมองซิเออร์เดอลาชนายทหารกับเดอโลเนเด็กเล่นมโหรีแล้ว


๑๓๙ เอาหวายเฆี่ยนคนละ ๑๐๐ ที เฆี่ยนพลางถามพลางว่า "อย่างไรล่ะ เดี๋ยวนี้กลัวข้าหรือยัง" การทำโทษอย่างอื่นก็เอาไม้ตีศีร์ษะ มอง ซิเออร์โมเนเตียเปนมิซชันนารีได้ถูกตีศีร์ษะจนมีบาดแผลที่ศีร์ษะถึง ๗ แผล บางคนก็ถูกตีจนแขนช้ำ บางคนก็ถูกตีจนชายโครงยุบ บางคน ถูกตีแล้วก็ไอเปนโลหิต ในที่สุดต้องกล่าวว่าทุกคนอยู่ในฐานทรมาน อย่างสาหัส นอกจากนี้ยังต้องทนกลิ่นเหม็นเพราะพวกนักโทษต้องเบียดกัน จนถึงกับไม่มีที่จะนอนเหยียดยาวหรือกระดิกตัวได้ ยังน้ำ รับประทานก็โสโครก เวลาจะตักน้ำก็ต้องเอาถังแกว่งให้สวะแลสิ่งโสโครกไปเสียก่อนจึงจะตักได้ ยังต้องเติมหิดเกลื้อน แลโรคพุพอง ซึ่งเปนทุกคนอีก ทั้งอย่าลืมว่าในคุกนั้นเต็มไปด้วยแมลงต่าง ๆ หนอน หมัด เลือด มด แลเหลือบ ถ้าหากว่าจะมีใครมาบอกข่าวแก่พวกนักโทษ คริสเตียนว่าวันนี้หรือพรุ่งนี้ดาบจะได้มาประหารให้พ้นทุกขเวทนา ก็คงจะเปนข่าวอันดีสำหรับพวกนี้เปนแน่ ถ้าข้าพเจ้าจะเอาคุกนี้มาเทียบกับนรกจะไม่ถูกหรือ ถึงแม้ว่าพวกนี้ได้ถูกทำร้ายอันน่าจะหมดความหวังก็จริงอยู่ แต่พวกนี้ก็อดทน ทั้งกิริยาภายนอกก็ปรกติแลหัวใจก็ยัง ชื้นอยู่เสมอ เพราะพวกนี้ยอมตัวให้แก่พระเปนเจ้าแล้ว จึงได้ร้องเพลงสวดต่าง ๆ อ่านหนังสือทั้งเรื่องธรรมดาแลเรื่องสาสนา บางคนถึง กับแต่งบทร้องต่าง ๆ ก็มี นี่แลพวกนักโทษคริสเตียนได้ทำให้เปลืองเวลาด้วยประพฤติตัวอย่างนี้


๑๔๐ มีผู้ขุดศพมองเซนเยอร์ลำแบเดอลามอต แลมองซิเออร์เดอซันเดอบัว การที่ไทยโกรธแลเกลียดพวกเรานั้นไม่ได้เกลียดแต่ฉเพาะคนที่มีชีวิตยังพลอยไปถึงคนตายด้วย หรือจะพูดให้ถูกก็ว่าโกรธกระดูกคนตายด้วย เพราะได้ทำอันธพาลจนถึงที่ฝังศพ โดยขุดเอากระดูกมอง เซนเยอร์เดอเบรีธแลมองซิเออร์เดอซันเดอบัว แล้วเอากระดูกขว้างทิ้งกระจายหมด แต่มีพวกญวนเข้ารีตมีใจเมตตาสงสารจึงได้อุส่าห์รวบรวมกระดูกศพทั้งสองนี้แล้วฝังเสียใหม่ ข้าพเจ้าได้ทราบว่าการที่พวกไทย ไปขุดศพขนดังนี้ เปนด้วยความกระหายอยากได้เงินแลทอง เพราะพวกนี้เข้าใจว่าที่ศพนั่นคงจะฝังเงินแลทองไว้เหมือนอย่างธรรมเนียมของไทย

การโต้ตอบในระหว่างข้าราชการไทยกับสังฆราช ในเรื่องที่นายพลเดฟาซ์ไปอยู่ที่ภูเก็จ เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ค.ศ. ๑๖๘๙ (พ.ศ. ๒๒๓๒) มอง เซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศซึ่งได้ถูกขังแลจำไว้ ๕ ประการมาได้ ๓ เดือน แล้ว ได้ออกจากเครื่องพันธนาการในค่ำวันนี้ เพราะมองเซนเยอร์ เดอเมเตโลโปลิศป่วยมีอาการหลายอย่าง เจ้าพนักงารเกรงว่าจะตายจึงได้ถอดเครื่องพันธนาการออกให้ แต่การที่ถอดเครื่องพันธนาการนี้ก็ไม่นานเท่าไรถอดให้ชั่วคืนเดียว พอรุ่งเช้าก็ต้องจำอีก พวกเราได้ ทราบทันทีว่าการที่สังฆราชต้องถูกจำเครื่องพันธนาการอีกนั้น เปนด้วย


๑๔๑ เหตุที่เจ้าพนักงารได้ทราบว่า นายพลเดฟาซ์กับเรือ ๔ ลำ ได้ไปอยู่ที่เมืองภูเก็จนั้นเอง ครั้นเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม เจ้าพนักงารได้คุมมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศออกจากกระท่อม เดิรสุดมุมเมืองจนไปถึงศาลาใหญ่สำหรับว่าราชการ ที่เดิรไปคราวนี้มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศ ได้แต่งตัวอย่างบกพร่องมาก หมวกแลรองเท้าก็ไม่มี เดิรคล้ายกับ นักโทษซึ่งถอดตรวนออกใหม่ ๆ ส่วนนักโทษอื่น ๆ ที่เปนมิซชันนารี เจ้าพนักงารก็ได้คุมมายังศาลาใหญ่สำหรับว่าราชการนี้เหมือนกัน แต่นักโทษเหล่านี้ต้องจำตรวนแลพวงคอ เวลาที่เดิรนั้นโซ่พวงคอห้อย ลงมาทั้งสองข้างตัวลากไปกับดิน ซึ่งทำให้เปนเสียงอันไพเราะสำหรับคนฟังที่หาความผิดมิได้ ครั้นได้มาพร้อมกันที่ศาลาใหญ่แล้ว ข้าราชการผู้หนึ่งซึ่งรับหน้าที่มาพูดจาต่อไปนั้น ได้อ่านพระราชหัตถเลขาเปนหนังสือยืดยาวอ้างความดีต่าง ๆ ที่พระเจ้ากรุงสยามได้ทำให้แก่พวกฝรั่งเศส แล ยกเหตุผิดต่าง ๆ ที่พวกฝรั่งเศสได้ทำตอบแทน เช่นว่านายพลเดฟาซ์ ได้พาข้าราชการไทยไปสองคนซึ่งไทยได้ส่งไปเปนประกัน ทั้งนี้นายพลเดฟาซ์ทำผิดต่อข้อสัญญาที่มีปรากฏในหนังสือประกัน เพราะฉนั้นพวกเราซึ่งเปนตัวนายประกันโทษถึงประหารชีวิตตามประเพณีของบ้านเมืองซึ่งมี กฎหมายไว้ว่า ถ้าผู้ใดกระทำผิดที่ได้สัญญาไว้ต่อพระเจ้าแผ่นดินแล้ว มีโทษถึงประหารชีวิต แต่พระเจ้ากรุงสยามมีพระทัยเต็มไปด้วยพระ


๑๔๒ มหากรุณาแลพระเมตตา โปรดมิให้ทำโทษแก่พวกเราเต็มตาม อำนาจของกฎหมายบ้านเมือง แต่จะต้องบอกให้เรารู้ตัวว่าถ้าในเวลาที่นายพลเดฟาซ์ยังอยู่ที่เมืองภูเก็จ นายพลเดฟาซ์จะกระทำการร้าย อย่างใดแม้แต่เล็กน้อย ก็จะต้องเอาพวกเราทั้งหมดบัญจุปากกระบอกปืนให้นายพลเดฟาซ์แลกองทหารฝรั่งเศสเห็นประจักษ์แก่ตา แล้วภายหลังไทยจะทำให้เห็นว่าไทยมิได้กลัวนายพลเดฟาซ์เลย ถึงหากว่านายพล เดฟาซ์จะมีเรือมากกว่าที่มีอยู่เดี๋ยวนี้อีก ๑๐ เท่าไทยก็หากลัวไม่ ถ้านายพลเดฟาซ์จะต้องการรบกับทะเลซึ่งไม่เปนประโยชน์ก็ได้ ฝ่าย พระเจ้าแผ่นดินสยามก็มีเรือทะเลจำนวนมากกว่าแล้ว แลจะได้มี พระราชโองการให้บันดาเรือค้าขายระวัง อย่าให้ตกเข้าไปในเงื้อมมือนายพลเดฟาซ์ได้ ถ้านายพลเดฟาซ์มีความกล้าขึ้นบกแล้วก็จะเปน ลาภของพวกไทย ในที่สุดของเรื่องนี้เปนอันตกลงว่า มองเซนเยอร์ เดอเมเตโลโปลิศ แลมิซชันนารีทุกคนจะได้มีจดหมายไปยังนายพลเดฟาซ์ ครั้นได้อ่านลายพระราชหัตถ์ยืดยาวฉบับนี้จบลงแล้ว ข้าราชการไทยได้บังคับให้พวกเราตอบข้อหาเปนข้อ ๆ ทุกข้อโดยทันที มอง เซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศจึงได้ชี้แจงว่า บางข้อควรจะตอบเปนลายลักษณ์อักษร แต่มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศเห็นว่าการที่จะตอบเพียงเท่านี้หาพอไม่ เพราะหนทางที่จะไปภูเก็จเปนทางไกลมากทั้ง เปนทางยากลำบากด้วย จะมัวคอยโต้ตอบกันในเหตุการณ์สำคัญเช่นนี้ไม่ได้ เพราะฉนั้นจึงเห็นว่าถ้าจะให้เร็วขึ้นแล้ว ควรจะส่งมิซชันนารี


๑๔๓ ให้ไปพบกับนายพลเดฟาซ์สองคน เพราะมิซชันนารีจะได้พูดจาว่ากล่าวด้วยปากได้ดีกว่าที่จะเขียนหนังสือ เพื่อนายพลเดฟาซ์จะได้ตอบตามข้อหาได้ ข้าราชการไทยจึงได้ตอบว่าการที่จะจัดมิซชันนารีไปหานายพลเดฟาซ์นั้น เกรงว่าพระเจ้ากรุงสยามคงจะไม่โปรด มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศจึงแนะนำต่อไปว่า เพื่อจะให้ การเรื่องนี้แล้วสำเร็จเด็จขาดโดยเร็ว เห็นว่าจำเปนจะต้องมีคนกลาง จะดีกว่าอย่างอื่นทั้งหมด แลในที่นี้มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศ ก็เห็นมีแต่พวกฮอลันดาที่จะเปนคนกลางได้ ข้าราชการไทยตอบว่า "พวกฮอลันดาจะยอมเปนคนกลางหรือ" มองเซนเยอร์เดอเมเตโล โปลิศตอบว่า "เท่ากับให้เกียรติยศต่อเขา ทำอย่างไรเขาก็คงรับเปนกลาง" นี่แลเปนใจความที่ได้พูดจากันในคราวนี้ แลจะตกลงเด็จขาดอย่างไรให้เลื่อนไปในวันรุ่งขึ้น เพื่อทูลหารือทางปฏิบัติต่อพระเจ้ากรุงสยามในข้อต่าง ๆ ที่ยกมาพูดกันในวันนี้ แล้วเจ้าพนักงารก็คุมมอง เซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศกับพวกมิซชันนารีไปจำขังไว้อย่างเดิม รุ่งขึ้นวันที่ ๒๖ เจ้าพนักงารได้คุมพวกนักโทษเหล่านี้กลับไปยังศาลาใหญ่อีกแลต้องไปทั้งโซ่ตรวนพวงคออย่างวันก่อน ข้าราชการ ไทยจึงนำพระราชโองการมาบอกว่า ไม่ต้องนึกถึงการที่จะส่งมิซชันนารีสองคนไปพบนายพลเดฟาซ์ที่เมืองภูเก็จ แลไม่โปรดในการที่จะเอาพวกฮอลันดามาเปนคนกลาง เพราะฉนั้นไม่ต้องพูดให้มากเรื่องไป


๑๔๔ ให้เขียนหนังสือไปถึงนายพลเดฟาซ์เปนแล้วกัน เมื่อได้ฟังดังนี้แล้ว มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศก็หมดทางที่จะตอบ จึงได้ลงมือเขียนหนังสือ แต่เพื่อจะเขียนให้ตรงกับเรื่อง จึงขอทราบว่านายพลเดฟาซ์ได้มีหนังสือมาว่ากระไร ข้าราชการไทยจึงได้อ่านจดหมายนายพลเดฟาซ์ ให้ฟัง ใจความในจดหมายฉบับนั้นไม่มีอะไรนอกจากจะต้องการให้การได้ดำเนิรไปโดยเรียบร้อยเท่านั้น แลได้อธิบายถึงเหตุผลที่ต้องพา ข้าราชการไทยสองคนไปด้วย แลในที่สุดก็จะได้ส่งข้าราชการทั้ง สองนั้นกลับมา ขอแต่ของแลคนของนายพลเดฟาซ์คืนบ้างเท่านั้น เพื่อเปนการสดวกด้วยกันทั้งสองฝ่าย นายพลเดฟาซ์ได้แนะนำว่า ในคนไทย ๔ คนที่ได้พาไปนั้น คือ ข้าราชการสองคน ล่ามคน ๑ คนใช้ไทยคน ๑ นั้น นายพลเดฟาซ์ยอมส่งตัวคืนให้สองคนแต่ขอ ให้ไทยไปรับเอาเอง แล้วเมื่อไทยได้ส่งคนแลของ ๆ นายพลเดฟาซ์ คืนให้แล้ว นายพลเดฟาซ์จะได้ส่งไทยที่ยังเหลืออยู่อีกสองคนนั้นคืนให้ เมื่อมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศได้ทราบความตามจดหมายนั้นแล้ว จึงได้ถามข้าราชการไทยว่าตามที่นายพลเดฟาซ์พูดมาดังนี้ไม่สมควรหรืออย่างไร ข้าราชการไทยจึงตอบว่า จะไว้ใจฝรั่งเศสต่อไปไม่ได้แล้ว เมื่อฝรั่งเศสได้พาไทยไปเช่นนี้ก็ต้องให้ฝรั่งเศสพากลับมาส่ง ที่จะให้ไทยไปรับเอาเองนั้นไม่ได้ พวกนักโทษมิซชันนารีถามว่า "ถ้าแม้ว่าท่านนายพลเดฟาซ์ได้ส่งคนไทยกลับมาแล้ว ไทยจะคืนคนแลของ ๆ ฝรั่งเศสหรือไม่" ข้าราชการไทยตอบว่า "เมื่อพวกฝรั่งเศสได้ใช้เงิน ๓๐๐ ชั่ง


๑๔๕ ซึ่งนายพลเดฟาซ์ได้ยืมไป แลได้คืนเรือที่มองซิเออร์ดูบรูอังได้ลักไป กับเรืออีกสองลำซึ่งตกอยู่ในเมืองฝรั่งเศส ถ้าคืนให้มาเมื่อใดไทยจึง จะส่งนักโทษแลของคืนให้ ถ้าไม่คืนก็ไม่ให้เหมือนกัน" พวก นักโทษมิซชันนารีคัดค้านว่า "น่ากลัวท่านนายพลเดฟาซ์จะไม่ยอม ตามนี้" ข้าราชการไทยวางท่าโตดุจเปนพระเจ้าอาเล็กซันเดอร์ตอบว่า "ถ้าฉนั้นเมื่อจะรบก็รบกันซิ ดีแล้วจะรบก็รบกันเถิด" มองเซน เยอร์เดอเมเตโลโปลิศจึงได้ตัดตอนเพื่อไม่ให้โต้เถียงกันต่อไปจึงเอาเรื่องอื่นมาพูด คือว่าในเรื่องที่จะใช้หนี้กันนั้นเปนเรื่องที่จะต้องโต้เถียงกัน ยืดยาวซึ่งพวกเราไม่รู้เรื่องด้วย เพราะก่อนที่จะใช้หนี้สินให้เสร็จกัน จะต้องรอคนแทนของบริษัทเสียก่อน ข้าราชการไทยจึงตอบว่า รู้ไม่ได้ว่าผู้แทนของบริษัทจะมาหรือไม่ แต่เปนอันรู้ได้แล้วว่าพวกฝรั่งเศส เปนคนไม่จริงแลได้ทำผิดสัญญา เพราะฉนั้นจะไว้ใจอีกต่อไปไม่ได้ มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศจึงนิ่งหาได้โต้ตอบประการใดไม่ แล ลงมือเขียนจดหมายตามที่ไทยสั่งให้เขียน จดหมายฉบับนี้ได้แต่ง เขียนตามความพอใจของไทย มีใจความว่า ขอให้นายพลเดฟาซ์ ได้รลึกถึงราชไมตรี ได้รลึกถึงสาสนาแลหนังสือสัญญาที่ตัวได้ เซ็นไว้ แลขอให้รลึกถึงพวกเราซึ่งเปนประกันของนายพลเดฟาซ์ เพราะเหตุต่าง ๆ เหล่านี้ขออย่าให้นายพลเดฟาซ์ได้ทำการรบหรือต่อสู้อย่างใดเลย มิฉนั้นพวกเราจะต้องตายหมด เมื่อได้แปลจดหมาย ฉบับนี้เปนภาษาไทยแล้วข้าราชการไทยอ่านก็พอใจ จึงพูดว่าพระเจ้ากรุงสยามก็คงจะโปรดเหมือนกัน ๑๙ ๑๔๖ แต่จะอย่างไรก็ตามมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศอดไม่ได้ที่จะพูดว่า เมื่อนายพลเดฟาซ์ได้เห็นสำนวนจดหมายฉบับนี้ก็คงจะทราบได้แน่ ว่าจดหมายฉบับนี้ได้เขียนสำหรับให้เปนที่พอพระทัยของพระเจ้าแผ่นดิน แลเขียนโดยถูกบังคับ เพราะเหตุว่าในจดหมายฉบับนี้ไม่ได้พูดถึงข้อความซึ่งเปนหัวใจของเรื่องนี้เลย คือเรื่องคืนของแลคนของฝรั่งเศส แลให้ฝรั่งเศสส่งคนไทยคืน เพราะฉนั้นเมื่อนายพลเดฟาซ์ได้อ่านหนังสือ ฉบับนี้ก็คงไม่มีผลอะไรเลยนอกจากทำให้เปนการขันแลเสียเวลาเท่านั้น ในที่นี้ข้าพเจ้าจะลืมกล่าวไม่ได้ว่า เมื่อวันนี้เองข้าพเจ้าได้ยินคนพูดว่า พระเจ้ากรุงสยามได้มีกระแสรับสั่งไปยังเจ้าพนักงารที่เมืองภูเก็จห้ามมิให้ส่งเสบียงแลน้ำให้แก่ฝรั่งเศส แลห้ามไม่ให้เอื้อเฟื้อแก่ฝรั่งเศส อย่างใด ๆ ถ้าพวกฝรั่งเศสจะขึ้นบนบกก็ให้เจ้าพนักงารจับตัวไว้ ครั้นเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ข้าราชการไทยคนหนึ่งซึ่งนายพลเดฟาซ์ได้พาตัวไปนั้นได้มาถึงพร้อมกับคนใช้ การที่ข้าราชการคน นี้ได้มาถึงนั้น พวกเรามีความปลื้มเหมือนกับคนป่วยในเวลากลางคืน คอยให้สว่างพอเห็นดาวปภฤกษ์ก็มีความปีติยินดีเช่นนั้น ครั้นในค่ำวันนั้นเมื่อพระอาทิตย์ตกแล้ว เจ้าพนักงารได้คุมมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศกับนักโทษมิซชันนารีกลับไปยังศาลาใหญ่อีก พอไปถึงข้าราชการไทยก็ให้อ่านจดหมายของนายพลเดฟาซ์แลมองซิเออร์เวเรต์ผู้เคยเปนหัวหน้าบริษัทฝรั่งเศสในเมืองไทยแต่ก่อน จดหมายทั้งสองฉบับนี้มีแต่ใจ


๑๔๗ ความต้องการให้เรื่องต่าง ๆ ได้เปนที่ตกลงโดยเรียบร้อยเท่านั้น ใน ฉบับของนายพลเดฟาซ์มีใจความว่า จะได้จัดการพาเรือของพระเจ้ากรุงสยามมาคืน แลจะได้ซ่อมแซมตกแต่งเรือเหล่านั้นให้เรียบร้อย แลต้องการมาสำหรับจัดการต่าง ๆ ให้เปนที่เรียบร้อย แต่เพื่อจะให้เปนการสดวกขอให้ไทยส่งมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศ ให้ไปพบกับนายพลเดฟาซ์ แลขอให้จัดข้าราชการไทยไปพร้อมกับสังฆราช แลให้ ข้าราชการผู้นั้นมีอำนาจที่จะจัดการแลทำความตกลงได้โดยเด็ดขาด ในท้ายจดหมายขอให้ไทยส่งพวกเราทั้งหมด กับทั้งคนแลของ ๆ พวก ฝรั่งเศสด้วย จดหมายของมองซิเออร์เวเรต์นั้นไม่ได้พูดเรื่องอื่น นอกจากเรื่องบาญชีแลเรื่องอื่นๆ ซึ่งเกี่ยวด้วยการของบริษัทเท่านั้น แลขอให้ท่านพระคลังช่วยนำความกราบทูลขอให้ทรงยกเมืองภูเก็จพระราชทานให้แก่บริษัท ครั้นได้อ่านจดหมายแล้วทุก ๆ ฉบับ ข้าราชการไทยจึงถามว่าตามใจความในจดหมายเหล่านี้ มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศจะเห็นเปนอย่างไร ท่านสังฆราชจึงได้ตอบว่าควรจะแก้จดหมายที่ให้เขียนแต่วันวานนี้เสียก่อน แต่เวลานั้นเปนเวลาดึกเสียแล้ว ข้าราชการไทยจึงได้นัดให้มาพูดกันในวันรุ่งขึ้นต่อไป ข้าราชการไทยก็กลับไปบ้าน พวกเราก็ถูกคุมเข้าไปอยู่ในคุกอย่างเดิม รุ่งขึ้นวันที่ ๒๘ ได้ไปพร้อมกันที่เดิม มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศได้แก้ไขจดหมายที่เขียนไปถึงนายพลเดฟาซ์ แลได้แปลข้อความที่เขียนใหม่เปนภาษาไทย เจ้าพนักงารจึงได้เรียกชาวฮอลันดาคน ๑


๑๔๘ คนถือสาสนาคริสเตียนเปนคนชาติเนื้อดำคน ๑ซึ่งเปนคนรู้ทั้งภาษาไทยแลภาษาฝรั่งเศส มาอ่านแลแปลหนังสือของนายพลเดฟาซ์ หนังสือมองซิเออร์เวเรต์ แลหนังสือส่วนตัวที่มีผู้เขียนมาจากเมืองภูเก็จ ครั้น ได้เขียนอ่านแลแปลหนังสือต่าง ๆ หมดเรื่องแล้ว เจ้าพนักงารได้เชิญพระราชหัตถ์มาอ่าน มีใจความว่า พระเจ้ากรุงสยามมีพระราชประสงค์อยากจะปล่อยพวกเราทั้งหมด แต่เปนการจำเปนที่จะต้องคุมขังไว้เช่นนี้ ก่อนจนกว่านายพลเดฟาซ์จะได้ส่งคนไทยที่ยังเหลืออยู่อีกสองคนคืนมา ขอให้คิดดูเถิดว่าพวกนักโทษเหล่านี้ได้ดิ้นรนขอร้องให้ลดหย่อนผ่อนผันสักเพียงไร แต่การดิ้นรนขอร้องนี้หาได้มีผลอย่างใดไม่ วันที่ ๓๐ เจ้าพนักงารได้คุมตัวมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศไปยังศาลาใหญ่อีก ข้าราชการไทยจึงได้ถามท่านสังฆราช ว่าการที่นาย พลเดฟาซ์ได้ทำผิดสัญญากลับมาขอให้ส่งพวกนักโทษทั้งหมดนั้นเปนการควรละหรือ แลถามว่าพวกเราจะต้องการไปหรือไม่ ท่านสังฆราชหาได้ตอบไม่ว่าพวกเราไม่อยากจะไปแก่ข้าราชการไทย ได้กลับคำพูดเสียเปนทีว่าพวกเราไม่อยากจะไปจากที่นี่ จนกว่านายพลเดฟาซ์จะได้กระทำตาม ที่สัญญาไว้ทุกประการ วันที่ ๑ กันยายน เวลาเช้าเจ้าพนักงารได้นำจดหมายมาสองฉบับเขียนเปนจดหมายของมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศเปนภาษาไทยฉบับ ๑ ถึงนายพลเดฟาซ์อีกฉบับ ๑ ถึงมองซิเออร์เวเรต์ แลมาบอก ให้มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศประทับตราเสีย มองเซนเยอร์เดอเม


๑๔๙ เตโลโปลิศได้พยายามอธิบายว่าที่ทำเช่นนี้อาจจะทำให้เสียการได้ เพราะข้างพวกโน้นจะเข้าใจเสียว่าพวกเราได้ตายเสียหมดแล้วไม่มีอะไรเหลือนอกจากตราอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถึงจะอธิบายชี้แจงสักเท่าไร เจ้าพนักงารก็หาฟังไม่ ลงท้ายก็ต้องทำตามคำสั่งเท่านั้น จดหมาย ถึงนายพลเดฟาซ์นั้นไม่มีข้อความอย่างใดนอกจากกล่าวโทษต่าง ๆ แลบังคับให้นายพลเดฟาซ์ปฏิบัติตามข้อสัญญาทุกประการ ฉบับถึงมองซิเออร์เวเรต์ก็ไม่มีอะไรนอกจากชักชวนให้มองซิเออร์เวเรต์กลับมา ยังเมืองไทยเท่านั้น ครั้นเวลากลางคืนเจ้าพนักงารได้คุมพวกนักโทษฝรั่งเศสซึ่งเปนคนสามัญไม่เกี่ยวเปนมิซชันนารีไปยังศาลาใหญ่ เจ้าพนักงารจึงอนุญาตให้พวกนักโทษเหล่านี้เขียนหนังสือถึงใครๆก็ได้ที่เปนพวกอยู่กับนายพลเดฟาซ์แต่ต้องเขียนเปนภาษาไทย แลจะบอกไปให้พวกพ้องทราบถึงความทุกขเวทนาที่ตัวได้รับมาแล้ว แลที่ยังต้องทนความลำบากอยู่ในทุกวันนี้ก็ได้เจ้าพนักงารได้มาอนุญาตให้พวกนักโทษมิซชันนารีเขียนหนังสือบอกข่าวทุกข์สุขไปยังเพื่อนฝูงได้เหมือนกัน แต่นักโทษมิซชันนารีหาได้ออกไปจากคุกไม่ เพราะฉนั้นเจ้าพนักงารจึงได้จัดเสมียนไทยให้เข้าไปเขียนหนังสือให้แก่พวกนักโทษในคุก วันที่ ๔ กันยายน พวกไทยได้เปลี่ยนความคิดในเรื่องที่จะมีหนังสือเปนภาษาไทยไปยังนายพลเดฟาซ์ เจ้าพนักงารได้มาสั่งมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศให้เขียนจดหมายไปยังนายพลเดฟาซ์เปนภาษาฝรั่งเศส เนื้อความที่จะเขียนไปนั้นแล้วแต่สังฆราชจะเห็นควร แลให้บอกไปด้วย


๑๕๐ ว่าไทยจะได้ส่งพวกมิซชันนารีไปคนหนึ่ง แต่เมื่อมิซชันนารีผู้นั้นไปถึงเมืองภูเก็จแล้ว ห้ามมิให้ไปอยู่กับพวกฝรั่งเศสต้องอยู่กับไทยเท่านั้น เพราะฉนั้นพวกเราจึงได้มีความหวังกันว่าในพวกเราคนใดคนหนึ่งคงจะได้ไปยังเมืองภูเก็จ แต่ครั้นต่อๆมาการที่จะส่งพวกเราไปภูเก็จนั้นก็เงียบไป ไม่มีใครพูดถึงอีกเลย แต่สิ่งที่ทำให้พวกเราประหลาทใจ ก็ที่ได้เห็น พวกไทยไม่ได้รีบร้อนเร่งรัดอะไรเลย แต่คอยคำตอบของนายพลเดฟาซ์โดยวางใจอย่างสบาย ๆ ความจริงตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีใครได้พูดถึงเรื่องนี้อีกเลย แลพวกเราก็คงต้องจำอยู่ในคุกอย่างเดิม การที่นายพลเดฟาซ์ได้มีจดหมายมา แลส่งคนไทยกลับมาครึ่งหนึ่งนั้น เปนผลแก่พวกนักโทษอย่างเดียวแต่เพียงได้รับความผ่อนผันไม่ต้องทำการงารซึ่งเคยต้องทำอยู่แต่ก่อน ทุก ๆ วันเท่านั้น ครั้นเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน หัวหน้าของห้างฮอลันดา กับมองซิเออร์ดาเนียลซึ่งเกิดเปนชาติฝรั่งเศส แต่มีน้ำใจเกลียดชังชื่อ ฝรั่งเศส แลเกลียดพวกบาดหลวงแลนักพรตทั้งปวงยิ่งกว่าเกลียดสิ่ง อื่น ได้ไปยังพระราชวังเพราะเหตุใดข้าพเจ้าหาทราบไม่ แลได้รับ พระราชทานของจากพระเจ้าแผ่นดิน คือ นายห้างฮอลันดาได้รับหีบทองคำ มองซิเออร์ดาเนียลได้รับหีบเงิน ทั้งสองคนได้รับยศเปนออกพระ การที่พระราชทานของแลยศเช่นนี้คงจะเปนรางวัลความชอบที่คนทั้งสองนี้ได้ แนะนำการต่าง ๆ ซึ่งให้ร้ายต่อพวกฝรั่งเศส แลเท่ากับเปนเครื่อง ยุแหย่ให้กระทำดังนี้ต่อไป แต่ที่จริงถึงคนทั้งสองนี้จะไม่ได้รับรางวัล


๑๕๑ เขาก็คงจะไม่ละเว้นที่จะคิดร้ายต่อพวกฝรั่งเศส แลถ้าหากว่าผู้ใดเกิดร้ายต่อคนอื่นเปนการที่สมควรจะได้รับรางวัลแล้ว ข้าพเจ้าไม่ทราบเลยว่าคนทั้งสองนี้จะควรได้รับรางวัลเพียงใด เพราะคนทั้งสองนี้หาโอกาศแม้แต่เล็กน้อยที่จะคิดร้ายต่อพวกเรา ยิ่งให้ร้ายมากที่สุดได้เพียงไรก็ยิ่งชอบ ข้าพเจ้ามีเหตุผลที่ทำให้เชื่อได้ว่าเจ้าพนักงารคงจะได้ปล่อยให้พวกเราพ้นโทษ หรืออย่างต่ำก็คงจะได้รับความยกเว้นให้เบาบางลงนานแล้ว เว้นแต่คนทั้งสองนี้คอยแนะนำขัดอยู่เสมอเท่านั้น

มองซิเออร์เปเรซ์ แลบาดหลวงหลุย เดอลาแมเดอดีเออ (Louis de la M?re de Dieu) ถูกจับ เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน เจ้าพนักงารได้คุมมองซิเออร์เปเรซ์กับบาดหลวงหลุยเดอลาแมเดอดีเออ เปนนักโทษมาจากเมืองตะนาวศรี ได้มาถึงกรุงศรีอยุธยาวันนี้ ถึงแม้ว่ามิซชันนารีทั้งสองนี้หาได้เกี่ยว ข้องในการวุ่นวายของพวกฝรั่งเศสอย่างใดไม่ก็จริงอยู่ แต่ถึงดังนั้น ก็ไม่ได้รับความยกเว้นผิดแปลกจากมิซชันนารีอื่น ๆ อย่างใด ท่านผู้ว่าราชการเมืองตะนาวศรี มีความโกรธแค้นมองซิเออร์เปเรซ์ ครั้นเห็น ว่าพวกคริสเตียนทั้งหลายอยู่ในฐานมัวหมองแล้ว จึงได้ฉวยโอกาศนี้สำหรับทำการแก้แค้น โดยกล่าวหาว่ามองซิเออร์เปเรซ์กระทำความผิด



๑๕๒ ถ้าจะเล่าในที่นี้ก็จะยืดยาวเกินไป เพราะฉนั้นเจ้าเมืองตะนาวศรีจึงได้จับตัวมองซิเออร์เปเรซ์กับบาดหลวงหลุยแลริบเข้าของคนทั้งสองนี้หมดทุกอย่าง ยังไม่ใช่แต่เท่านั้น บันดาญาติของมองซิเออร์เปเรซ์ก็ถูก ริบด้วยแลได้จับเอาน้องเขยเปนนักโทษไปด้วย

บาดหลวงหลุยถึงแก่กรรม การที่บาดหลวงหลุยต้องเดิรทางมาถึง๔๐วัน ถูกพวกผู้คุมรังแกต่าง ๆ ทั้งเปนคนมีอายุมากด้วย จึงกระทำให้บาดหลวงป่วยมีอาการอ่อนเพลีย แลเหตุที่ถูกกักในเรือลำที่มานั้นเอง แลทั้งไม่มีเวลาผ่อน ร่างกายได้เลย จึงกระทำให้โรคนั้นกำเริบถึงตาย บาดหลวงหลุยได้ป่วยอยู่ ๙ วันก็ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน มองซิเออร์โปมาได้มาเยี่ยมหลายครั้ง เห็นว่าเรือที่อยู่คับแคบมาก จะทำให้บาดหลวงหลุยถึงตายเปนแน่ จึงขออนุญาตพาบาดหลวงหลุยไปพักบ้านหนึ่งบ้านใดก่อน แต่ถึงจะอธิบายชี้แจงอย่างไร เจ้าพนักงารหายอมไม่ เพราะยังรอกระแสรับสั่งอยู่ ตั้งแต่พวกเราไม่มีโบสถ์มานั้น ท่านบาดหลวงคณะเยซวิตได้ทำทานจัดการฝังศพพวกเราอยู่เสมอ เพราะฉนั้นตามธรรมเนียมของเราแลตามที่ผู้ตายได้สั่งไว้ ข้าพเจ้าจึงมีจดหมายไปยังบาดหลวงมัลโดนาดหัวหน้าพวกเยซวิต ในนามของมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศ ขอให้ท่านหัวหน้าบาดหลวงได้จัดการฝังศพอย่างแบบธรรมเนียมของนักพรต


๑๕๓ ท่านหัวหน้าบาดหลวงเต็มใจแลยินดีที่จะจัดการทำศพให้ตามความประสงค์ จึงได้ให้ขุดหลุมเตรียมไว้ในโบสถ์ แล้วได้จัดการไปรับศพซึ่งยังอยู่ใน เรือ แต่ฝ่ายบาดหลวงเอศเตโวเปนพวกคณะโอกุศแตงกับบาดหลวง ซิลเวศก์ซึ่งเปนหัวหน้าของวัดแซงโดมีนิกได้มาแย่งเอาศพผู้ตายไป ต่อหน้า บาดหลวงมัลโดนาดกับมองซิเออร์โปมาก็ได้ชี้แจงถึงเหตุผล ที่ตัวจะเอาศพไปฝัง แต่พวกคณะโอกุศแตงหายอมไม่ บาดหลวงมัล โดนาดกับมองซิเออร์โปมาเกรงว่าจะเกิดเอะอะกันขึ้นจึงได้ยอม ตกลงได้เอาศพบาดหลวงหลุยไปฝังยังโบสถ์แซงโดมีนิก

มองซิเออร์เปเรซ์ได้รับยศในสาสนา แลถูกจำคุก เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน บาดหลวงมัลโดนาด ได้ส่งหนังสือไปให้มองซิเออร์เปเรซ์ซึ่งยังถูกคุมขังอยู่ในเรือห่อ ๑ ครั้นเปิดหนังสือออกอ่านก็ประหลาทใจที่ได้เห็นประกาศของโป๊ปตั้งให้มองซิเออร์เปเรซ์เปนสังฆราชเดอบือยี แลตั้งให้เปนวิแกร์อาโปศโตลิกฝ่ายเมืองญวน เมื่อพวกเรา ได้ทราบก็ประหลาทใจเหมือนกัน เพราะไม่ได้รู้เรื่องนี้เลยแลไม่ทราบว่าการตั้งครั้งนี้มาทางไหน แลเปนอย่างไรพวกเราที่เมืองฝรั่งเศสจึงไม่ได้บอกให้เรารู้เลย เพราะเขาก็ได้มีหนังสือมาจากเมืองฝรั่งเศส เมื่อ ปี ๑๖๘๘ แลประกาศของโป๊ปลงวันเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๑๑๘๗ ๒๐


๑๕๔ พอมองซิเออร์เปเรซ์ได้อ่านประกาศของโป๊ปเสร็จแล้ว พวกผู้คุมก็ลงเรือมือเต็มไปด้วยโซ่ตรวนแลเชือก ผู้คุมจึงได้เอาโซ่ล่ามแลเอา เชือกผูกมัดมองซิเออร์เปเรซ์แล้วลากตัวไปยังที่ชำระความดุจมองซิเออร์เปเรซ์เปนผู้ร้ายอย่างสำคัญ มองซิเออร์เปเรซ์ซึ่งเปนคนมีนิสัยอ่อน ขี้กลัว(๑) ได้ไปยังที่ชำระความถือไม้กางเขนไปตลอดทาง โดยนึกว่าในครั้งนี้ คงหนีตายไม่พ้นแล้ว ครั้นได้ไปยังที่ชำระความแล้ว เจ้าพนักงารจึงได้ส่งตัวมองซิเออร์เปเรซ์ให้แก่กองผู้คุม แลพวกผู้คุมก็ได้เอาเครื่องพันธนาการมาจำครบทั้ง ๕ ประการ แต่เครื่องพันธนาการบางอย่างเจ้าพนักงารได้ถอดให้โดยอำนาจของเงิน เจ้าพนักงารได้ควบคุมมองซิเออร์เปเรซ์ไว้เช่นนี้สองเดือน แล้วจึงส่งไปไว้ยังคุกสามัญซึ่งพวกเราต้องจำขังอยู่แล้ว แต่พวกเราหาได้ถูกขังรวมกันไม่ ต้องแยกกัน อยู่คุก ๘ แห่ง หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องแยกขังกันอยู่ ๘ ห้อง แต่ในคุกอันเดียวกัน มองซิเออร์เปเรซ์ยังต้องจำขังอยู่ในนี้จนทุกวันนี้ แลเพื่อแก้

(๑) มองซิเออร์เปเรซ์ได้รับหมายตั้งจากบาดหลวงมัลโดนาด ตั้ง ให้เปนสังฆราชเดอบือยีแลเปนวิแกอาโปศโตลิกในเมืองญวน แต่ใน วันนั้นมองซิเออร์เปเรซ์ต้องถูกจำคุก มองซิเออร์เปเรซ์มีความสทกสท้าน อย่างที่สุดกลัวเขาจะเอาไปฆ่าทุก ๆ วัน ความผิดของมองซิเออร์เปเรซ์ ซึ่งเปนความอย่างร้ายแรงก็มีเพียงแต่ว่าน้องเขยเปนคนมีทรัพย์สมบัติ



๑๕๕ รำคาญก็ตั้งหน้าเรียนภาษาญวนซึ่งเปนหน้าที่ของตัวตามตำแหน่งใหม่ แต่เพราะเหตุว่าความผิดของมองซิเออร์เปเรซ์ซึ่งต้องจำคุกคราวนี้ ไม่ใช่เปนความผิดอย่างมหันต์กล่าวคือไม่ใช่เปนชาติฝรั่งเศส จึงได้มีคนจัดการโดยฉเพาะเพื่อให้มองซิเออร์เปเรซ์ได้พ้นโทษแลข้าพเจ้าหวังใจว่าถ้าพระเปนเจ้าช่วยด้วยแล้ว ในไม่ช้ามองซิเออร์เปเรซ์คงจะพ้นออกไปได้ตั้งแต่แรกมาแล้ว พวกปอตุเกศได้จัดการในเรื่องนี้ ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่า คงจะสำเร็จ แลได้พยายามเอายศใหม่ของมองซิเออร์เปเรซ์ซึ่งโป๊ปได้ ตั้งให้เปนข้ออ้าง แต่ถึงแม้ว่ามองซิเออร์เปเรซ์เปนชาติปอตุเกศ พวกไทยก็หาลดหย่อนให้ไม่

มากแลเจ้าพนักงารจะต้องการปล้นเอาทรัพย์สมบัติรายนี้ เพราะฉนั้นเจ้าพนักงารจึงได้จับตัวใส่คุกทั้งสองคน ข้าพเจ้าเกรงว่าการที่มองซิเออร์ เปเรซ์สทกสท้านมากเช่นนี้น่ากลัวจะทำให้ถึงเสียสติได้ เพราะเวลานี้ ให้นึกอยู่เสมอว่ามีคนออกชื่ออยู่ร่ำไป แลหวาดกลัวเขาจะเอาคำตัดสินมาอ่านให้ฟัง ถ้าจะพูดอย่างสั้นสติลอยคล้ายกับมองซิเออร์เชอวเรอย์ มองซิเออร์เปเรซ์มีพี่ชายอยู่คน ๑ ซึ่งมีสติไม่ปรกเช่นนี้เหมือนกัน บัดนี้พี่ชายตายเสียแล้ว ข้าพเจ้าไม่กล้าที่จะพูดให้ชัดเจนเกินไป ด้วยเกรงเขาจะสงสัยว่าข้าพเจ้าไม่พอใจ (คัดจากจดหมายมองซิเออร์ลาโน ถึง ผู้อำนวยการคณะการต่าง ประเทศ) ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๖๘๙ (พ.ศ. ๒๒๓๒)


๑๕๖ มองซิเออร์โปมาถูกท่านพระคลังซัก เมื่อวันที่ ๙ เดือนพฤศจิกายน ท่านพระคลังออกว่าราชการยังศาลาใหญ่ นั่งอยู่กับแขกโมโกล์สามคนซึ่งพึ่งมาถึงจากฝั่งเมือง คอรอมันเดล์ จึงได้ให้เจ้าพนักงารไปตามตัวมองซิเออร์โปมา ครั้นมองซิเออร์โปมาได้มาถึงแล้ว ท่านพระคลังจึงได้บอกว่า แขกโมโกล์สามคนนี้ได้มาเล่าว่า พวกโมโกล์ได้ขับไล่พวกฝรั่งเศสอังกฤษแล เดนมาร์คออกหมดแล้ว คือพวกฝรั่งเศสถูกขับไล่ออกจากเมืองเบงกอลเมืองปอนดีเชรีแลเมืองสุหรัด พวกอังกฤษได้ถูกขับไล่ออกจากเมือง มัทดราส แลพวกเดนมาร์คได้ถูกไล่ออกจากเมืองตรังเกอบาร์ แล้ว ท่านพระคลังจึงถามว่า เมื่อพวกฝรั่งเศสได้ยกออกจากเมืองภูเก็จแล้ว มองซิเออร์โปมาคาดว่าเขาจะไปไหน มองซิเออร์โปมาจึงตอบว่าในการเรื่องนี้คาดคะเนไม่ถูก แต่เชื่อว่าเขาคงจะกลับไปยังประเทศฝรั่งเศส การที่ท่านพระคลังบอกข่าวอันนี้ให้มองซิเออร์โปมาทราบโดยเปิดเผยเช่นนี้ไม่ทราบเลยว่าท่านจะประสงค์อะไร เพราะข่าวอันนี้เปนข่าวเลื่อนลอยหาหลักไม่ได้ แลภายหลังไม่ช้าเท่าไรก็ได้ทราบกันเปนแน่ว่าข่าวนี้ ไม่มีมูลแห่งความจิรงเลย

เพลิงไหม้บ้านมองซิเออร์มาตีโน แลมองซิเออร์เชอวเรอย์ เมื่อวันที่๑๙ พฤศจิกายน บ้านซึ่งชาวตังเกี๋ยผู้หนึ่งได้ให้ข้าพเจ้าแลมองซิเออร์เชอวเรอย์พักอาศรัย เพราะเหตุว่าไทยได้ยึดเอาโรงเรียน

๑๕๗ ของเราไว้แลริบของในโรงเรียนไปทั้งหมดนั้น ได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้น ต้นเพลิงเกิดในเขตบ้านนั้นเอง ของต่าง ๆ ซึ่งพวกไทยไม่ชอบได้ทิ้ง ไว้ให้กับพวกเราแลซึ่งเราต้องสงวนไว้เพื่อได้เจือจานให้แก่พวกนักโทษกับเสบียงอาหารเล็กน้อย ซึ่งเราได้รวบรวมไว้จากแห่งนี้บ้างแห่งโน้นบ้างนั้นได้ไหม้ไฟทั้งหมดไม่มีอะไรเหลือเลย การที่เข้าของได้เสียหายไปในคราวนี้ ถึงจะเปนจำนวนน้อยกว่าที่ถูกไทยริบไปก็จริงอยู่ แต่ก็รู้สึก หนักใจมาก เพราะเท่ากับตัดเสบียงแลของจำเปนสำหรับเลี้ยงชีพ ด้วยมองไม่เห็นว่าจะไปหาได้จากที่ไหนต่อไป แลมองไม่เห็นว่าจะมีใคร มาช่วย แต่พระเปนเจ้าซึ่งเต็มไปด้วยเมตตาจิตต์เปนธุระตลอดจนถึงมดปลวก ก็ได้เปนธุระแก้ไขให้พวกเราโดยทางลับเหมือนกัน เพราะเหตุว่าเมื่อเดือนธันวาคม มองซิเออร์เฟเรอได้มาถึงแลได้เอาของมาให้ ซึ่งพอให้พวกเราได้เลี้ยงชีพไปได้จนทุกวันนี้ เมื่อเปนเช่นนี้ซึ่งเปนเวลาเต็มไปด้วยอันตรายต่าง ๆ ใครเลยจะไม่เห็นว่าเปนมือของพระเปนเจ้าซึ่งจูงเอามองซิเออร์เฟเรอมาดังนี้

คนไทยซึ่งเปนประกันที่นายพลเดฟาซ์ยึดไว้มาถึง เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ไทยที่เปนประกันที่ยังตกค้างอยู่ในเงื้อมมือนายพลเดฟาซ์ คือ หลวงรัฐ (Hlouan Raat) ซึ่งได้เคยเปน ราชทูตไปเจริญทางพระราชไมตรียังประเทศฝรั่งเศสนั้น ได้มาถึง กรุงศรีอยุธยาแล้ว แลได้มาบอกข่าวอันแน่ในครั้งแรกว่า เมื่อต้น


๑๕๘ เดือนตุลาคม นายพลเดฟาซ์ได้ออกเรือจากเมืองภูเก็จไปเมืองเบงกอลแล้ว หลวงรัฐได้ชมเชยว่าพวกฝรั่งเศสได้เลี้ยงดูอย่างดีทั้งข้าราชการ อีกคนหนึ่งซึ่งมาถึงก่อนแล้วก็ได้รับความเลี้ยงดูอย่างดีจากฝรั่งเศสเหมือนกัน แลหลวงรัฐเล่าต่อไปว่ามองซิเออร์เฟเรอกับฟรังซัวแปงเฮโรล่ามได้ตามมาข้างหลัง ไม่ช้าก็คงจะมาถึง

มองซิเออร์เฟเรอมาถึงแลถูกซัก ครั้นวันที่ ๗ ธันวาคม มองซิเออร์เฟเรอกับฟรังซัวแปงเฮโร ได้มาถึงเมื่อเวลาเที่ยง พอคนทั้งสองนี้มาถึงก็ถูกเรียกไปยังบ้านท่านพระคลัง ท่านพระคลังได้ซักถามความต่าง ๆ แล้วจึงได้ส่งตัวไปยังออกญาพิพัฒ ผู้ช่วยของท่านพระคลัง ท่านออกญาพิพัฒได้ซักถามความต่าง ๆ จนถึงเวลา ๒ ยาม ท่านทั้งสองนี้ตอบแลให้การว่าอย่างไร เจ้าพนักงารได้จดเขียนไว้หมด แล้วจึงให้กลับไปแลสั่งว่าพรุ่งนี้ให้ กลับไปบ้านออกญาพิพัฒอีก ครั้นรุ่งขึ้นวันที่ ๘ มองซิเออร์เฟเรอกับฟรังซัวแปงเฮโรได้ไปยังบ้านออกญาพิพัฒตามคำสั่ง เจ้าพนักงารได้ไต่ถามซักฟอกขู่กันโชก แลทำทุกอย่างตามธรรมเนียมของเมืองนี้ในเวลาซักความแก่คนที่ไม่ ใคร่จะบอกความจริง เจ้าพนักงารได้ซักถามถึงความประพฤติของพวกฝรั่งเศส ตั้งแต่ฝรั่งเศสได้ออกเรือจากสันดอนไปเมืองปอนดีเชรีแล


๑๕๙ ตั้งแต่เมืองปอนดีเชรีจนไปถึงเมืองภูเก็จ แลได้ซักถามถึงความคิด แลความประสงค์ของพวกฝรั่งเศส มองซิเออร์เฟเรอได้ให้การเปนที่ พอใจของข้าราชการไทย แลได้ ให้การพอให้เห็นในความสัตย์สุจริต ของพวกฝรั่งเศส

พวกฝรั่งเศสออกจากภูเก็จ มองซิเออร์เฟเรอได้มาเล่าให้พวกเราฟังต่อไปว่า นายพลเดฟาซ์เห็นว่าคำตอบของไทยชักช้าเสียเวลานักจึงได้ชักใบแล่นเรือออกจาก ภูเก็จเพื่อไปเมืองเบงกอลพร้อมด้วยเรือสามลำ แลได้จัดให้มองซิเออร์เดอแวเดอซาลกับเรืออีกสองลำคอยฟังคำตอบจากไทยอีกสักสองสามเวลา มองซิเออร์เดอแวเดอซาลได้คอยอยู่ ๑๒ วันหาได้รับคำตอบหรือข่าวคราวอย่างใดไม่ จึงได้จัดแจงออกเรือตามนายพลเดฟาซ์ไปตาม คำสั่ง แลคิดจะพาคนไทยที่ยังเหลืออยู่กับทั้งมองซิเออร์เฟเรอไปด้วย แต่มองซิเออร์เฟเรอได้พูดจาชี้แจงอ้อนวอนให้ส่งกลับมาเมืองไทยให้จงได้

ถูกหลอกลวง เพราะฉนั้นคนพวกเราได้ออกจากเมืองภูเก็จโดยไม่ทราบเลยว่าพวกเราได้รับความเดือดร้อนแลยังเดือดร้อนอยู่จนทุกวันนี้ เขาได้ยินพูดกันบ้างก็จริง แต่ไม่เปนข่าวแน่นอนอย่างไร แลผู้พูดนั้นก็ได้ข่าวมาจากทาง


๑๖๐ ที่ทำให้น่าสงสัย คือได้ข่าวมาจากพวกฮอลันดา เพราะนายพลเดฟาซ์ได้จัดเรือเล็กให้ไปยังเมืองบาตาเวีย เรือนั้นกลับมาถึงก็นำข่าวนี้มา เพราะฉนั้นพวกเราที่อยู่ที่ภูเก็จจึงไม่เชื่อถือในข่าวนี้เลย ต้องการหาความสบายใจโดยเชื่อเสียว่าพวกเราอยู่สุขสบายดีแล้ว เมื่อครั้งข้าราชไทยที่เปนประกันได้กลับมาคราวก่อนเปนคนแรก ได้ทำให้พวกเราซึ่งต้องการเห็นตวันเห็นเท่ากับเปนดาวปภฤกษ์นั้น มาคราวนี้เมื่อข้าราชการไทยผู้เปนประกันคนที่สองได้มาถึงนั้น พวกเราเท่ากับเห็นเหมือนแสงอรุณขึ้นแล้ว ต่อไปคงจะได้เห็นวันอันแจ่มใสซึ่งพวกเราจะได้พ้นทุกขเวทนาต่อไป แต่แสงอรุณที่ขึ้นนั้นก็เปนแต่แสงอันไม่ดี ซึ่งไม่ตรงกับความคิดของเราสักอย่างเดียว เพราะความมืดมัวของกลางคืนก็ยังคงอยู่ พวกนักโทษก็คงยังต้องร้องครางอยู่หาได้รับความผ่อนผันอย่างใดไม่ การที่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ช้านานเช่นนี้ ก็ดูเหมือนจะทำให้พวกเราได้เคยเข้าบ้างแล้ว แต่ความรำคาญซึ่งหมดหวังว่าจะพ้นไปได้กระทำให้ใจอ่อนลงไปมาก แต่ที่ทนอยู่ได้ก็โดยพระ เปนเจ้าช่วยอยู่เท่านั้น มองเซนเยอร์ลาโนไปอยู่กับมองซิเออร์โปมาที่ได้กล่าวตอนบนว่า เมื่อข้าราชการไทยผู้เปนประกันได้มาถึงแล้ว พวกนักโทษก็ยังไม่ได้ รับความผ่อนผันอย่างใดนั้น ข้าพเจ้าหมายความถึงนักโทษพวกเราทั้งหมด เว้นแต่มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศ ซึ่งเจ้าพนักงารได้ ปล่อยออกจากคุกในวันนี้ที่ ๙ ธันวาคม แลได้ให้ไปอยู่กับมองซิเออร์


๑๖๑ โปมา เจ้าพนักงารได้อนุญาตให้มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศรับแขกได้ แต่จะออกจากบ้านไม่ได้แลจะไปอยู่ที่แห่งอื่นไม่ได้ ตกลงเท่ากับย้ายมาจากคุกโน้นมาอยู่คุกนี้ แต่ที่คุกนี้ดีกว่ามาก

มองซิเออร์โปมาทำฎีกาถวาย เมื่อเวลาสิ้นเดือนบันดานักโทษพวกเราหมดหวังแล้วในการที่จะพ้นโทษได้ทั้งเจ็บป่วยแลต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส จึงขอให้พวก เราที่นอนคุกได้คิดอ่านหาทางถวายฎีกาขอร้องว่า ถ้าจะไม่คิดเอา พวกนักโทษออกจากคุกแล้ว ก็ขอความกรุณาให้ฆ่าเสียทีเดียวเถิด ถ้าไทยยังมีความนับถือฝรั่งเศสอยู่แม้แต่เล็กน้อย ก็ขอให้รู้สึกเถิดว่า เมื่อฝรั่งเศสได้ทราบว่าพวกนักโทษเหล่านี้ได้ตายไปแล้ว ก็คงไม่น้อยใจยิ่งกว่าที่ได้ทราบถึงความทรมานที่พวกนักโทษต้องรับอยู่ในทุกวันนี้ พวกเราบางคนก็เห็นว่าควรจะแต่งเรื่องราวใช้คำแรงตามความประสงค์ของพวกนักโทษ แต่ล่ามของเราไม่เห็นพ้องด้วยโดยชี้แจงว่า ไม่ควรจะขอความกรุณาโดยใช้คำแรงเช่นนี้ พวกเราจึงได้แต่งเรื่องราว ใช้คำอ่อนลงบ้างแลทำเปนเรื่องราวของมองซิเออร์โปมา เพราะท่านผู้นี้เท่ากับพี่เลี้ยงของพวกนักโทษ ในเรื่องราวฉบับนี้ได้กล่าวโดยย่อ ๆ ถึงความทรมานต่าง ๆ ที่ต้องรับอยู่ทุก ๆ วันซึ่งพวกนักโทษจะทนไม่ไหว ๒๑


๑๖๒ อยู่แล้ว ถ้าจะคงทรมานอยู่เช่นนี้ต่อไปแล้ว ก็ขอให้ฆ่าเสียทีเดียวดีกว่าที่จะต้องทรมานอยู่นาน ๆ เช่นนี้ เรื่องราวฉบับนี้ได้มอบให้แก่ออกญา ผู้หนึ่ง เปนชาติแขกมัวชื่อโอเซนคาน เพราะท่านผู้นี้ได้แสดงความเวทนาสงสารแลอย่าจะช่วยตั้งแต่แรกมาแล้ว ท่านออกญาผู้นี้ได้มาบอกว่าท่านได้เอาเรื่องราวฉบับนี้ให้เจ้าพนักงารหัวหน้าของคุกแลผู้ช่วยพระคลังดูแล้ว พวกเราไม่ทราบเลยว่าเรื่องราวฉบับนี้จะได้ไปถึงไหน ต่อไปหรือจะค้างเพียงผู้ช่วยพระคลังก็ไม่ทราบ แต่ภายหลังมาสักสองสามวัน พวกนักโทษได้รับความผ่อนผันบ้าง แลการจำโซ่ตรวนก็ได้ เบาบางลงบ้าง แต่ถึงดังนั้นช้า ๆ นาน ๆ พวกผู้คุมก็อดไม่ได้ที่จะเอา โซ่ตรวนจองจำนักโทษเข้าอีกเปนครั้งเปนคราว การที่พวกนักโทษ ได้รับความผ่อนผันครั้งนี้ จะเกี่ยวด้วยเรื่องราวหรืออย่างไรก็หาทราบไม่ แต่อย่างไรก็ดีการผ่อนผันเช่นนี้ ถึงจะผ่อนผันแต่เล็กน้อย ก็ยังดีขึ้นมาก

คำขอร้องของมองซิเออร์โปมา เมื่อต้นเดือนเมษายน ค.ศ. ๑๖๙๐ (พ.ศ. ๒๒๓๓) ได้มีประกาศ พระราชโองการห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดร้องเพลงเยาะเย้ยแลหมิ่นประมาทชาวชาติต่างภาษา (เพลงต่าง ๆ เหล่านี้มักเปนเพลงเยาะเย้ยชาติ ฝรั่งเศสโดยมาก) แลห้ามมิให้ผู้ใดรังแกกีดขวางในการสาสนาของบุคคล


๑๖๓ เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน เจ้าพนักงารได้มาตามมองซิเออร์โปมาให้เข้าไปยังพระราชวัง เพื่อหารือถึงยาที่จะรักษาความไข้ชนิดหนึ่งแต่หาบอกให้รู้ไม่ว่าใครป่วย มองซิเออร์โปมาได้ชี้แจงถึงความไข้ชนิด นั้นแลได้ให้ตำรายาไว้ด้วย ตั้งแต่วันนั้นต่อมามองซิเออร์โปมาได้ถูกตามเข้าไปในพระราชวังหลายหน แลครั้งหนึ่งเจ้าพนักงารได้บอกว่า ยาที่มองซิเออร์โปมาได้ให้ไว้ขนาน ๑ นั้นดี เพราะฉนั้นมองซิเออร์โปมาจึงได้รับรางวัลเปนเงินชั่ง ๑ แล้วเจ้าพนักงารได้ถามในพระนามของพระเจ้าแผ่นดิน ว่ามองซิเออร์โปมาได้ถูกใครกุมเหงบ้างหรือไม่ แลถามว่ามองซิเออร์โปมามีทุกข์ร้อนอย่างไรบ้างหรือไม่ แล้วเจ้าพนักงารได้พูดต่อไปว่า พระเจ้ากรุงสยามมีพระประสงค์จะไม่ให้มองซิเออร์โปมาได้รับความร้อนใจอย่างใดเลย เพราะพระเจ้ากรุงสยามโปรดปรานมอง ซิเออร์โปมามาก มองซิเออร์โปมาเห็นเปนโอกาศอย่างดีจึงได้พูดเรื่องนักโทษ แลพูดว่ามองซิเออร์โปมาไม่มีควาทุกข์ร้อนอย่างใดยิ่งกว่า ที่ได้เห็นพี่น้องของมองซิเออร์โปมาได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส เพราะฉนั้นมองซิเออร์โปมาจะขอความกรุณาแต่เพียงให้พวกนี้ได้พ้นโทษไป แล้วมองซิเออร์โปมาก็ได้ยื่นเรื่องราวซึ่งถือติดตัวไปด้วยเสมอให้กับเจ้าพนักงาร แต่จนทุกวันนี้เรื่องราวฉบับนั้นยังหาได้รับคำตอบอย่างใดไม่ ไข้ชนิดนี้ มองซิเออร์โปมาเห็นจะวางยาไม่ถูกเสียแล้ว



๑๖๔ คำขอร้องของมองเซนเยอร์ลาโน เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศ ได้ตรึกตรองตกลงในใจเสร็จแล้ว จึงได้เขียนฎีกาถวายพระเจ้าแผ่นดิน เพราะมีคนรับรองว่าจะถวายให้หรือจะส่งเข้าไปถวายให้ ในฎีกาฉบับนี้ชี้แจงว่า มีคนพูดกันว่าจะมีเรือเข้ามาลำหนึ่งเพื่อหาเสบียงอาหาร ถ้าแม้ว่าเรือลำนี้ได้เข้ามาจริงแล้ว แต่ไทยไล่กลับไปเสียโดยไม่ได้เสบียงหรือของสิ่งใดตามที่ต้องการแล้ว ก็จะเปนการตัดหนทางมิให้พวกเรา ได้พ้นจากความทุกขเวทนาได้เลย แต่ผู้ที่รับฎีกาฉบับนี้ไปถวายให้นั้นข้าพเจ้าไม่เชื่อใจเลย เพราะคนผู้นี้ไม่มีใครนับถือแลไม่มีอำนาจอย่างใด ข้าพเจ้าจึงสงสัยว่าฎีกาฉบับนี้คงจะไม่ถึงพระเจ้าแผ่นดินเปนแน่ แต่ในเวลานี้พวกเราจะเลือกตามชอบใจไม่ได้ มีช่องทางอย่างไรก็ต้องไป ตามนั้น เพราะผู้ที่มีอำนาจไม่ถ่อมตัวดูเราเลย

ข่าวไม่ดีจากฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน มองซิเออร์ดานิเอลได้รีบร้อนไปหา ท่านพระคลัง เพื่อนำความไปบอกว่า เรือฮอลันดาได้มาจากเมือง บาตาเวียลำหนึ่งแล้วจะเลยไปเมืองยี่ปุ่นต่อไป มองซิเออร์ดานิเอลได้บอกข่าวยุโรปหลายเรื่องแลได้พูดว่า กองทัพฮอลันดาที่ได้สมทบกับพวกสัมพันธมิตรทำสงครามกับฝรั่งเศสนั้นได้เปรียบมากคือ พวกฮอ ลันดาได้ยกปรินซ์ออฟออเรนซ์ขึ้นครองแผ่นดินอังกฤษ แลได้ทำการ


๑๖๕ ราชาภิเษกที่กรุงลอนดอนเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ.๑๖๘๙ (พ.ศ. ๒๒๓๒) โดยความเห็นชอบของโลกทั่วไป แลเล่าว่ากองทัพของพวกสัมพันธมิตรได้ไปยึดเมืองใหญ่ ๆ ของฝรั่งเศส ๔ เมือง เช่นเมืองเมตซ์เปนต้น ยังมีข่าวต่อมาอีกว่า เอมเปอเรอได้ยกกองทัพใหญ่เข้าไปในประเทศฝรั่งเศสโดยได้มีไชยชนะมา แลว่าพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสกับมกุฎ ราชกุมารได้เกิดแตกร้าวกันขึ้น โดยมกุฎราชกุมารได้คุมพลทหาร ๙๐๐๐๐ มาขอทำสัญญากับพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศส ๑๑ ข้อ คือ ๑ ต่อไปในประเทศฝรั่งเศสให้เปิดอนุญาตการสาสนาแล้วแต่ความพอใจของบุคคลที่จะนับถืออย่างใดเหมือนแต่เดิม ๆ มา ๒ ให้เรียกบันดาผู้ที่ถือสาสนาลัทธิโปรเตศตัน ซึ่งต้องหนีไปนั้นให้ได้กลับเข้าไปอยู่ในเมือง ฝรั่งเศสอย่างเดิม ๓ อย่าให้พระเจ้าแผ่นดินช่วยเหลือ พระเจ้ายากซ์ (Jacques) ในเมืองไอร์แลนด์ได้ถอนกำลังที่ส่งไปช่วยนั้นกลับมาเสีย ข้ออื่น ๆ จะมีเนื้อความอย่างใด ข้าพเจ้ายังไม่ได้ยินใครเล่า

กลับลงรอยเดิมอีก พวกฝรั่งเศสที่เปนนักโทษได้รับความผ่อนผันลดหย่อนเครื่องพันธ นาการมาหลายเดือนแล้ว ไม่ใช่ว่าได้ถอดโซ่ตรวนออกให้ทั้งหมดแต่ ได้ลดหย่อนลงบ้าง ครั้นเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคมเจ้าพนักงารได้กลับ จำโซ่ตรวนแก่พวกนักโทษอย่างเดิมอีก แลได้ล่ามร้อยติดกับนักโทษ อื่น ๆ พวงละ ๑๐ คนบ้าง ๑๒ คนบ้าง แลในเวลากลางคืนก็ต้องใส่ขื่อด้วย


๑๖๖ มองซิเออร์เยฟราด์ มองซิเออร์โปมากับมองซิเออร์เฟเรอ ร้องแทนพวกมิซชันนารี พวกฝรั่งเศสที่เปนนักโทษล้วนแต่เปนคนที่น่าสงสารทุกคน เพราะไม่ใช่แต่ติดคุกอย่างเดียว ต้องถูกทรมานมาช้านานแล้ว แต่ไม่ มีใครที่จะสงสารเท่ากับมองซิเออร์เยฟราด์ ตั้งแต่มองซิเออร์ เยฟราด์ต้องจำคุกมานั้นก็ป่วยอยู่ทุกวันมิได้เว้นเลยจนวันเดียว ครั้น ในเวลาที่เจ้าพนักงารกลับเอาโซ่ตรวนจำเข้าอย่างเดิมแลร้อยล่ามติดกับนักโทษอื่นนั้น เปนเวลาที่มองซิเออร์เยฟราด์เปนไข้อยู่แลเปนโรคคล้ายขี้เรื้อนกุดถังด้วย เมื่อดูหน้าซึ่งซีดโรยกระดูกขึ้นแลดูเท้าซึ่งบวมนั้น ก็เห็นได้ว่าควรจะเตรียมหีบศพไว้ดีกว่าที่จะเอาโซ่ตรวนมาจำเพื่อกันหนีเช่นนี้ มองซิเออร์เยฟราด์ได้ทนลากโซ่ตรวนติดร้อยพวงเดียวกับนักโทษอื่นเช่นนี้ไว้ประมาณ ๑๕ หรือ ๑๘ วัน จึงมีนักโทษอีกคนหนึ่งเปนคริสเตียนแลเปนญาติของภรรยามองซิเออร์คอนซตันซ์ผู้ถึงแก่กรรมไปแล้วนั้น เปนนักโทษที่มีวิชาช่างทาสีแลเปนคนโปรดของเจ้าพนักงารในคุก เพราะ นักโทษคนนี้ได้ไปทาสีบ้านเจ้าพนักงารใหญ่ ได้เกิดมีจิตต์เวทนาสงสารในความทรมานของมองซิเออร์เยฟราด์ จึงได้ไปพูดขอร้องต่อเจ้า พนักงารคุกขอให้ผ่อนผันมองซิเออร์เยฟราด์บ้าง เจ้าพนักงารคุกจึงได้ มีความกรุณาเอาออกจากพวงร้อย คงจำแต่ตรวนแลพวงคอเท่านั้น ฝ่ายมองซิเออร์เฟเรอกับมองซิเออร์โปมาต้องการให้ผ่อนผันความทรมาน


๑๖๗ ของมองซิเออร์เยฟราด์ จึงได้ไปหาท่านพระคลังร้องในการที่มองซิเออร์เยฟราด์ถูกจำจองเช่นนี้ แลร้องต่อไปว่าเจ้าพนักงารคุกได้ทำให้เราเปลืองเงินในการซื้อไม้ โดยพูดไว้ว่าไม้ที่เราซื้อไปนี้เจ้าพนักงารจะได้ ปลูกเปนคุกหลังหนึ่งสำหรับขังพวกฝรั่งเศสแลพวกนักเรียนไว้ต่างหาก ตามกระแสรับสั่งของพระเจ้าแผ่นดินในชั้นเดิม แต่ครั้นซื้อไม้ส่งไปให้แล้ว เจ้าพนักงารคุกก็หายอมให้ลงมือปลูกคุกอย่างว่าไม่ ท่านพระคลังจึงตอบว่า เจ้าพนักงารคุกเปนคนโกหกแลคนโกงให้พวกนักโทษทน ไปก่อนเถิดท่านพระคลังจะได้กราบทูลขอพระมหากรุณาให้พวกนักโทษได้ไปอยู่รวมกับมองซิเออร์โปมาต่อไป แต่พวกเราได้เคยได้ยินมา มากแล้วอย่างดีที่สุดก็คงได้รับวาจาอันน่ายินดีแต่ลงท้ายที่สุดวาจาอันดีนี้ก็คงไม่มีผลเลย เพราะฉนั้นการที่ท่านพระคลังตอบในครั้งนี้ หาได้ ทำให้พวกเรานึกยินดีอย่างไรไม่

ปล่อยนักโทษอังกฤษสามคน เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม เจ้าพนักงารได้ปล่อยนักโทษชาติอังกฤษสามคน โดยคำร้องขอของหัวหน้าพวกฮอลันดาซึ่งได้ขอมาก่อนเดือนครึ่งแล้ว เจ้าพนักงารหัวหน้าคุกจึงได้เรียกพวกชาติอังกฤษมาหาเพื่อ จะจัดการปล่อย พเอิญมีชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งติดโซ่พวงเดียวกับพวกอังกฤษก็ต้องมาด้วยเพราะโซ่ติดกัน เจ้าพนักงารหัวหน้าจึงถามว่า


๑๖๘ นักโทษเหล่านี้เปนชาติอังกฤษทุกคนหรืออย่างไร ครั้นผู้คุมตอบว่าคนหนึ่งเปนฝรั่งเศส เจ้าพนักงารหัวหน้าจึงสั่ง ให้ไปทำโทษนักโทษฝรั่งเศสคนนี้ให้จงหนัก

มองซิเออร์มาติโนเข้าแซก เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ข้าพเจ้าได้ไปหาออกพระผู้หนึ่งซึ่งเปนขุนนางผู้ใหญ่ได้เคยแสดงตัวว่า ใคร่จะช่วยพวกนักโทษแลจะเปนผู้นำความกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินขอพระมหากรุณาให้แก่พวกนักโทษด้วย ขุนนางผู้นี้จึงได้บอกข้าพเจ้าว่าเตรียมพร้อมอยู่แล้วที่จะนำฎีกาขึ้นถวายแต่พวกฮอลันดาได้มาขัดขวางโดยนำข่าว ต่าง ๆ มากราบทูล จึงเปนอันหมดทางที่จะถวายฎีกาได้ ข้าพเจ้าจึงได้ร้องว่าพวกนักโทษได้ถูกทรมานอย่างสาหัส ขุนนางผู้นั้นจึงตอบว่า เขาทำตามคำสั่งแลจะแก้ไขอย่างใดไม่ได้

มองซิเออร์โปมาจัดการทำคำร้อง แลการเยาะเย้ยของพวกไทย เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม มองซิเออร์โปมาพร้อมด้วยล่าม ได้ไปหาออกญายมราช ซึ่งเปนเจ้าพนักงารบัญชาการคุก ร้องว่าเจ้าพนักงารได้เอาพวกนักโทษจองจำโซ่ตรวนแลทรมานหนักขึ้นอีก แล ขอให้ออกญายมราชได้อนุญาตให้ ได้ปลูกคุกขึ้นต่างหากสำหรับขังพวก


๑๖๙ ฝรั่งเศสดังได้พูดไว้แต่เดิม ออกญายมราชหาได้ตอบในคำร้องอย่างใด หรือจะแสดงความเวทนาสงสารอย่างใดก็หาไม่ กลับด่าแลเยาะเย้ยพระเปนเจ้าแลด่าสาสนาของพระเปนเจ้าด้วย ในคำที่ด่าแลเยาะเย้ยต่าง ๆ นั้นมีว่า ออกญายมราชเข้าใจว่า พระเปนเจ้าของพวกบาดหลวงได้เข้าสิงสู่ในตัวพวกบาดหลวงแล้ว จนถึงกับพาพวกบาดหลวงเที่ยวตากอากาศโดยพาไปจากคุกนี้ไปเข้าคุกโน้น แล้วออกญายมราชได้พูดต่อไปว่า "การที่พวกบาดหลวงได้รับความทุกขเวทนามาช้านานเช่นนี้ไม่เปนกุศลดอกหรือ" เมื่อได้ด่าแลเยาะเย้ยเสร็จแล้ว ท่านออกญา ยมราชจึงได้บอกว่าการที่ให้จองจำไว้เช่นนี้ก็สำหรับป้องกันไม่ให้หนี มอง ซิเออร์โปมาจึงได้ตอบว่า พวกบาดหลวงไม่ใช่บุคคลชนิดที่จะหนีหายได้ ทั้งพวกเราก็ยอมเปนประกันให้ด้วย ออกญายมราชตอบว่า "ก็นายพลเดฟาซ์ทำอย่างไรเล่า พวกนี้ไม่ใช่คนพวกเดียวกันหรือ"

ใจเปนทานของอาชบิชอบเมืองมานิลา(๑) ในขณะนี้มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง (๑) มองเซนเยอร์ฟีลิปปันโด คณะโดมีนิแกงได้ถึงแก่กรรมเมื่อ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ค.ศ. ๑๖๘๙ คือภายหลังที่ได้ทำทานอันดีนี้ได้ ไม่กี่ วัน ในเรื่องนี้มองเซนเยอร์ลาโนได้กล่าวว่าดังนี้ "เมื่อท่านอาชบิชอบ ได้ ให้ส่งเงินนี้ไปที่เรือก็พอดีถึงแก่กรรม แลผู้จัดการทรัพย์สมบัติ ของท่านอาชบิชอบก็ได้ ให้ถอนเงินรายนี้ออก บาดหลวงชาติสเปนถือ คณะฟรังซิแกงคน ๑ ซึ่งพวกเรารู้จักได้เปนธุระช่วยเหลือเรามาก แล บาดหลวงคนนี้หวังใจว่าเรื่องของเราคงเปนผลสำเร็จ" ๒๒ ๑๗๐ มาจากเมืองมานิลาลงวันเดือนธันวาคม ค.ศ. ๑๖๘๙ (พ.ศ. ๒๒๓๒) จดหมายฉบับนี้บาดหลวงอันโตนิโออยู่เมืองซังโดมีนีโกเปนผู้มีมา ในจดหมายฉบับนี้มีใจความว่า บาดหลวงอันโตนิโอได้บอกให้ท่านอาชบิชอบเมืองมานิลาทราบถึงเหตุการณ์ แลการเปนไปของคณะบาดหลวงในเมืองไทย ท่านอาชบิชอบเมืองมานิลาได้เกิดสังเวชในใจแต่ก็หามี เงินไม่ จึงได้ไปยืมเงินมา ๑๐๐๐ ปาตากฝากมากับมองซิเออร์มาแตงแลนอกจากเงินยังให้ชอกอเล็ตอีกหีบหนึ่งมีชอกอเล็ต ๑๒๐๐ ก้อนกับน้ำตาล ๑ แท่ง การที่ท่านอาชบิชอบเมืองมานิลาได้ให้ทานเช่นนี้ เปนการแสดงน้ำใจอันดีมากซึ่งเราไม่ได้นึกหวังจะได้เลย แลเมื่อได้ทาน อันนี้มาก็จะเปนเวลาเหมาะที่สุด ขอให้พระเปนเจ้าได้ให้รางวัลแก่ท่านอาชบิชอบผู้มีใจทานเช่นนี้เถิด เวลานี้พวกเราคอยให้มองซิเออร์มาแตงส่งทานอันนี้กับของอื่น ๆ ด้วย

การปล่อยพวกนักโทษ จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงมองซิเออร์มาติโนเปนผู้เรียบเรียง เดือนสิงหาคม ค.ศ. ๑๖๙๐ (พ.ศ. ๒๒๓๓) พวกมิซชันนารีพ้นโทษ เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ท่านพระคลัง ( ท่านผู้นี้ที่ได้เปนราชทูต ที่ ๑ ไปเจริญทางพระราชไมตรีที่ประเทศฝรั่งเศส ) ได้ให้ไปตาม


๑๗๑ มองซิเออร์โปมาไปหา แลได้บอกข่าวอันน่ายินดีว่า พระเจ้าแผ่นดินทรงสงสารในการที่พวกมิซชันนารี แลพวกนักเรียนได้รับความทุกข เวทนา จึงได้มีรับสั่งแก่ออกญายมราช (ผู้ว่าการคุก) ให้ปล่อยพวก มิซชันนารีแลพวกนักเรียนทั้งหมด แต่จะต้องให้พวกมิซชันนารีแล นักเรียนหาประกันเสียก่อน แลเมื่อพ้นโทษแล้วจะต้องอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเจ้าพนักงารจะได้ปลูกขึ้นใกล้กับคุก แลจะต้องมีเจ้าพนักงารควบคุมอยู่ก่อน เพื่อจะให้เรื่องนี้เปนการสำเร็จไป ท่านพระคลัง จึงได้ให้ไปตามล่ามของเราชื่อ แวงซังแปงเฮโร แลได้สั่งให้ล่ามรีบ ไปยังค่ายปอตุเกตไปหาชาวปอตุเกศสองคนชื่อ บาเรตา แล ชาโบ แลให้ถามคนทั้งสองนี้ว่า จะยอมเปนประกันพวกมิซชันนารีแลนักเรียนหรือไม่ เพราะเมื่อปีก่อนนี้คนทั้งสองนี้ได้ยื่นเรื่องราวขอเปนประกันครั้ง๑ แลเรื่องราวฉบับนี้ได้ถวายยังพระเจ้าแผ่นดินแล้วด้วย (เรื่องราวฉบับที่ ว่านี้คือเปนฎีกา ซึ่งพวกเราได้ทำถวายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๑๖๘๙ (พ.ศ. ๒๒๓๒) แต่ก็หาเปนการสำเร็จอย่างใดไม่ ยังฎีกาฉบับอื่น ๆ อีกหลายฉบับก็ไม่ได้มีผลอย่างใดเหมือนกัน ) เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ล่ามของเราได้ไปหาปอตุเกศสองคนนั้นถามถึงเรื่องที่จะเปนประกันพวกนักโทษ ปอตุเกศได้ตอบว่ายอมที่จะเปนประกัน แต่จะประกันฉเพาะมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศคนเดียวเท่านั้น แต่มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศจะต้องอยู่ในบ้านพวกปอตุเกศ ๆ จึงจะยอมเปนประกัน การที่พวกปอตุเกศยอมจะเปนประกันให้นั้นก็ไม่


๑๗๒ ใช่เพราะเหตุว่ามีความนับถือหรือเห็นแก่เกียรติยศมองเซนเยอร์เดอ เมเตโลโปลิศอย่างใด ที่จะยอมเปนประกันนั้นเพื่อเปนประโยชน์สำหรับพระเจ้าแผ่นดินปอตุเกศ เพราะเห็นว่าต่อไปในภายหน้าถ้าพวกฝรั่งเศส กลับมาอีกจะได้ใช้ท่านสังฆราชได้โดยสดวก ส่วนพวกมิซชันนารีแลพวกนักเรียนนั้น พวกปอตุเกศไม่รู้จักแลไม่คุ้นเคยพอที่จะเปน ประกันให้ได้ ล่ามได้นำคำตอบของพวกปอตุเกศไปเรียนให้ท่านพระคลังทราบแลได้พูดต่อไปว่าถ้าพวกปอตุเกศได้เปนประกันจริง มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศจะเสียใจมาก แลจะติเตียนพวกเราที่ไม่ได้เปนประกัน ในข้อนี้ท่านพระคลังได้ตกลงยอมโดยง่าย แลเพื่อจะให้เรื่องนี้ได้สำเร็จไป ท่านพระคลังจึงได้พูดว่าไม่จำเปนที่จะต้องหานายประกันมาจากที่อื่น แต่ให้เอามองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศกับบาดหลวงสามคนที่ ไม่ต้องโทษมาเปนประกัน บาดหลวงสามคนนั้นคือมองซิเออร์เฟเรอ ๑ มองซิเออร์โปมา ๑ ตัวข้าพเจ้า ๑ ท่านพระคลังจึงได้สั่งให้เขียนหนังสือประกันโดยทันที ล่ามของเราจึงได้ร่างหนังสือประกันแล้วนำไปให้ท่านพระคลังตรวจ แต่ท่านพระคลังไม่พอใจร่างนั้นจึงสั่งให้ล่ามไปร่างเสียใหม่พร้อมกับผู้ช่วยของท่านพระคลังตามหัวข้อที่ท่านพระคลังได้ให้ไว้ วันที่ ๓ สิงหาคม ล่ามของเราได้ทำตามคำสั่งของท่านพระคลังทุกประการ แลได้เขียนหนังสือประกันสำเร็จเรียบร้อย แต่ในวันนี้ หาได้มีโอกาศยื่นให้ ท่านพระคลังไม่


๑๗๓ วันที่ ๔ สิงหาคม ล่ามได้ยื่นหนังสือประกันให้แก่ท่านพระคลัง ๆ ได้ตรวจอ่านเปนที่พอใจแล้ว จึงได้ส่งหนังสือประกันฉบับนั้นมาให้ มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศกับเราสามคนเซ็นชื่อ เมื่อเรื่องนี้ได้เปนการสำเร็จเรียบร้อยแล้ว มองซิเออร์เฟเรอกับมองซิเออร์โปมาจึงได้ ไปหาท่านพระคลัง ขอให้ท่านพระคลังสั่งว่าจะเอาที่ตรงไหน สำหรับปลูกบ้านให้พวกนักโทษที่จะพ้นโทษอยู่ แลมองซิเออร์เฟเรอกับมอง ซิเออร์โปมาได้ฉวยโอกาศนี้พูดกับท่านพระคลัง ขอให้จัดการแล้วแต่ จะเห็นควร ที่จะให้พระเจ้ากรุงสยามได้ทรงพระกรุณาแก่พวกฝรั่งเศสอื่น ๆ เหมือนกับที่ได้ทรงพระกรุณาแก่พวกมิซชันนารี ท่านพระคลัง จึงได้ตอบอย่างที่เคยตอบมาแล้วว่าต้องรอไปก่อน ให้พวกบาดหลวง แลพวกนักเรียนได้พ้นโทษมาเสียก่อน แล้วจึงนึกถึงพวกฝรั่งเศสอื่น ๆ ต่อไป แล้วท่านพระคลังก็ชี้ที่สำหรับให้ปลูกบ้าน ซึ่งเปนที่คล้ายเกาะเล็ก ๆ อยู่กลางบึงใหญ่อยู่ข้างหลังคุก แลห่างจากคุกระยะพอปืนยิง ถึง เกาะนี้ยาว ๑๑ วา กว้าง ๕ วา เราจึงได้รีบไปถากถางแลรีบ ปลูกบ้าน ซึ่งต้องจ่ายเงินไป ๘ ตำลึงหรือ ๓๒ บาท วันที่ ๑๒ สิงหาคม บาดหลวงปีแยร์อาซิลาได้ลงเรือเล็กเพื่อไปยังเมืองมานิลา แลได้รับจดหมายต่าง ๆ ไปห่อ ๑ ซึ่งพวกเราได้ ฝากไปสำหรับส่งไปยุโรปแลเมืองจีน แลได้กำชับให้บาดหลวงอาซิลาจัดการส่งหนังสือเหล่านี้ไปตามทางที่แน่แลเร็วที่สุด บาดหลวงอาซิลาคนนี้ได้ถูกกักขังอยู่ในบ้านออกญาวังมาช้านาน เพราะออกญาวังจะเอา


๑๗๔ บาดหลวงอาซิลาเปนทาสให้จงได้ภายหลังออกญาพิพัฒผู้ช่วยของท่านพระคลัง ได้ช่วยให้บาดหลวงอาซิลาหลุดพ้นมือออกญาวังไปได้ เพราะ ฉนั้นบาดหลวงอาซิลาจึงรีบร้อนต้องการไปให้พ้นเมืองนี้ ท่านสังฆราชจึงได้อนุญาตให้บาดหลวงอาซิลาไปยังเมืองมานิลา ไม่ใช่สำหรับให้ ไปอยู่เพื่อไปเยี่ยมบิดามารดาในเมืองนั้น บาดหลวงอาซิลาได้ตั้งใจไว้ว่าเมื่อถึงเมืองมานิลาจะได้จัดการเรี่ยรายเงิน แล้วจะได้หาโอกาศส่งเงิน ที่เรี่ยรายได้นั้นมาให้เราเพื่อเราจะได้เอาไว้ซื้ออาหารเลี้ยงชีพได้ต่อไป แต่เมื่อพวกเราเปนอยู่อย่างนี้ก็รู้ไม่ได้ว่าการที่คิดไว้จะล้มละลายลงเมื่อไร มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศเพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นจึงได้ให้หนังสือสำคัญเปนคู่มือแก่บาดหลวงอาซิลา หนังสือสำคัญฉบับนี้มีไปถึงคณะบาดหลวงทุกคณะ แลอนุญาตให้บาดหลวงอาซิลาไปอยู่ในคณะใดคณะหนึ่งได้แล้วแต่จะเห็นสดวก วันที่ ๑๕ สิงหาคม เปนวันอาซำซิอองเดอลาเตรแซนต์วิแยช์ (Assomption de la Tr?s Sainte Vierge) เจ้าพนักงารได้ถอดโซ่ตรวนพวงคอออกจากพวกมิซชันนารีซึ่งมีจำนวนอยู่ ๙ คน แลนักเรียน ๑๔ คน แลได้ปล่อยให้ออกจากคุกนครบาล พวกนี้ได้ต้องจำคุกมา ๒๑ เดือน แล้วได้จัดให้ไปอยู่บ้านใหม่ที่ได้กล่าวมาข้างบนนี้ พวกมิซชันนารี แลนักเรียนได้พักอยู่ในบ้านนี้โดยเงียบ ๆ หาได้มีใครมารบกวนไม่แลผู้คุมก็ไม่มีด้วย ต่างคนต่างเล่าเรียนแลทำการต่าง ๆ ไม่มีผู้ใดมาขัด ขวางเลย ถ้าจะออกจากบ้านต้องขออนุญาตเจ้าพนักงารคุกเสียก่อนแล


๑๗๕ จะต้องออกคราวละ ๒ คน ๓ หรือ ๔ คนเท่านั้น กลางคืนต้องกลับเข้าไปอยู่ในอยู่บ้าน เจ้าพนักงารไม่ยอมให้อยู่นอกบ้านในเวลากลางคืนเปนอันขาดการที่ได้ออกมาอยู่ในที่กว้างขวางขึ้นเช่นนี้ จะเรียกว่าพ้นจากการคุมขังทีเดียวก็ไม่ได้ แต่พวกเหล่านี้ก็รู้สึกว่าเปนการเบาเท่ากับรู้สึกว่าเมื่อ ติดอยู่ในคุกเปนการหนักอย่างยิ่ง แต่พระเปนเจ้าได้มาตัดทอนความ สุขอันนี้โดยทำให้เกิดความไข้ขึ้น ซึ่งพวกเราได้ป่วยไม่ได้เว้นเลย จนคนเดียว ในเวลาที่พวกเรากำลังมีความปีติยินดีอยู่ ก็ต้องน้ำตา ไหลโดยที่มิซชันนารีได้ตายลงถึงสามคน คือ มองซิเออร์เยฟราด์ ๑ มองซิเออร์มอเนซเตีย ๑ มองซิเออร์โปมา ๑ กับนักเรียนคน ๑ เปนเสมียนญวนก็ได้ตายด้วยเหมือนกัน เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศ พร้อมกับมองซิเออร์เฟเรอ แลแวงซังแปงเฮโร ได้ไปหาท่านพระคลัง เพื่อ ไปขอบพระเดชพระคุณที่ได้ปล่อยให้พวกมิซชันนารีแลนักเรียนได้พ้นโทษ แลเพื่อไปขอร้องให้ท่านพระคลังได้กรุณาแก่นักโทษฝรั่งเศสอื่น ๆ ด้วย ท่านพระคลังจึงได้ตอบว่า ถ้ามีโอกาศแล้วจะได้กราบทูลอุดหนุนให้พวกเราได้รับพระมหากรุณาขึ้นอีก แต่ส่วนที่เกี่ยวกับพวกฝรั่งเศส อื่น ๆ นั้น ถึงจะมีน้องชายของท่านอยู่ในจำพวกฝรั่งเศสด้วย ท่าน พระคลังก็ไม่กล้าจะกราบทูลได้ เพราะการที่พวกฝรั่งเศสต้องติดคุก อยู่ดังนี้ จะโทษเอากับใคร แล้วท่านพระคลังจึงพูดถึงมองซิเออร์เดฟาซ์ว่า พระเจ้ากรุงสยามยังรับสั่งถึงอยู่เสมอแลทรงชมเชยมองซิเออร์


๑๗๖ เดฟาซ์อยู่บ้าง แต่ส่วนมองซิเออร์เดอแวเดอซาลนั้นไม่มีใครพูดถึงเลย เพราะการที่เกิดขึ้นเช่นนี้ ก็โดยความประพฤติของมองซิเออร์เดอแว เดอซาล ซึ่งเข้าใจของตัวเองว่าทำการอย่างกล้าหาญมาก จนถึง กับไปอวดอ้างตัวดุจทั้งโลกไม่มีผู้ใดจะกล้าหาญเท่า

ว่าด้วยการจลาจลในเมืองไทย จดหมายบาดหลวงเดอลาเชซถึงพระคลัง ณ กรุงปารีส ว่าด้วยการกดขี่บีบคั้นตามความเห็นท่านพระคลัง วันที่ ๒๕ ธันวาคม ค.ศ. ๑๖๘๙ (พ.ศ. ๒๒๓๒) เรียนมายังท่านพระคลัง ข้าพเจ้ายังไม่ได้ทราบความพอถึงเหตุการณ์ที่ได้เกิดขบถแลเหตุการณ์ต่าง ๆ ในแผ่นดินสยาม แลไม่ทราบว่า ตัวท่านได้เกี่ยวในการเรื่องนี้ด้วยเพียงไร เพราะฉนั้นข้าพเจ้าจึงไม่ทราบว่าจะควรใช้ถ้อยคำอย่างไร ทจะแสดงความยินดีในการที่ท่านได้รับเกียรติยศเปนเจ้าพระยาพระคลังขึ้นใหม่ (๑) แต่ข้าพเจ้าไม่ใคร่จะเชื่อเลย ว่าการทั้งปวงจะลบล้างความรักใคร่ในหัวใจของท่านได้ เพราะการรักใคร่โดยซื่อสัตย์อันนี้ท่านก็ได้แสดงให้ข้าพเจ้าเห็นอยู่บ่อย ๆ แลได้แสดงต่อมาอีก เมื่อครั้งท่านได้

(๑) ในภาษาฝรั่งเศส แต่เดิม ๆ มาเคยใช้แต่คำว่า บากาลอง (Barcalon) ในที่นี้ได้ใช้คำว่า กรังด์บากาลอง (Grand Barcalon)


๑๗๗ มีจดหมายมายังข้าพเจ้าจากเคปออฟกูดโฮป แลในจดหมายฉบับนั้นก็เต็มไปด้วยถ้อยคำอันไพเราะน่าจับใจทุกคำ อีกประการหนึ่งข้าพเจ้าเชื่อใจว่า ข้าพเจ้ายังไม่ได้ทำการสิ่งใดที่จะสมควรทำให้ท่านคลายความรักใคร่ในตัวข้าพเจ้า แลพวกบาดหลวงในคณะของข้าพเจ้าซึ่งเปนญาติอันรักใคร่ของข้าพเจ้า แลซึ่งไทยได้ขอร้องนักหนาให้พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสส่งไป ทั้งการที่ได้ยอมสละบาดหลวงเหล่านี้ให้ไปตามคำขอร้องของท่านนั้น ก็เพื่อเปนประโยชน์สำหรับแผ่นดินสยามเท่านั้น ข้าพเจ้าต้องรับสารภาพในที่นี้ ว่าเมื่อข้าพเจ้าได้ทราบว่าบาดหลวงเหล่านี้ซึ่งเปนคนเต็มไปด้วยการกุศลอันดีได้รับโทษอย่างผู้ร้าย แลได้ถูกไล่ออกจากแผ่นดินสยามนั้นเปนการกระทำให้ข้าพเจ้าประหลาทใจอย่างยิ่ง เพราะบาดหลวงเหล่านี้ได้ไปยังชมพูทวีป ก็เพื่อประสงค์จะไปทำความดีให้แก่มนุษย์ทั่วไป เพื่อไปสั่งสอนให้ประเทศต่าง ๆ ได้รู้ความจริงแล ให้อยู่ในศีลในธรรม เพื่อไปสั่งสอนบันดาพระเจ้าแผ่นดิน แลราษฎร ทั่วไปให้รู้จักวิธีหาความสุขชั่วกัลปาวสาน แลการที่บาดหลวงเหล่านี้ ได้ไปสั่งสอนการต่าง ๆ ดังได้กล่าวมาแล้วนั้นก็ยังหาพอใจไม่ ยังได้พยายามสอนวิชาต่างๆซึ่งเปนวิชาล้วนแต่น่าประหลาทแลน่าดูของทวีปยุโรป แลวิชาเหล่านี้ก็เปนวิชาที่จำเปนสำหรับทำความเจริญให้แก่บ้านเมืองแลทำให้การค้าขายมีผลดีขึ้นด้วย การที่ได้ทราบในเหตุการณ์ต่าง ๆ ดังได้กล่าวมาแล้วนั้น ก็ได้ทราบมาจากพวกฮอลันดาทางเดียว แต่พวกฮอลันดาก็เคยนำข่าวเท็จ ๒๓

๑๗๘ ต่าง ๆ มาเล่าลือในทวีปยุโรป เพราะฉนั้นข้าพเจ้าจึงได้กราบทูลอ้อนวอนพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสให้ทรงอดกริ้วไว้ก่อน เพื่อรอให้ได้ทราบความจริงแท้จากท่านเสียก่อนว่าเรื่องราวที่เกี่ยวด้วยพวกฝรั่งเศสจะมีอย่างไรบ้าง โดยข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่าท่านคงจะจัดการให้พระเจ้าแผ่นดินสยามพระองค์ใหม่ได้ทรงชี้แจงเหตุผลให้เปนที่พอพระทัยของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสถึงการ กดขี่บีบคั้นพวกฝรั่งเศสอันผิดด้วยคลองธรรม ซึ่งกระทำให้คนพวกนี้ได้เสียอิศรภาพ แลข้าพเจ้าเชื่อว่าคงจะทรงลงพระราชอาญาแต่ฉเพาะแก่ผู้ที่กระทำผิดโดยทำการขัดพระราชโองการ หรือทำผิดสัญญาหรือได้หมิ่นประมาทแก่ชาติไทยเปนต้น ในครั้งนี้เปนโอกาศอันดีของท่านที่จะให้ชนทั้งหลายได้คงนับถือในความซื่อสัตย์สุจริตของท่านที่ได้มาแสดงไว้ในเมืองนี้ โดยช่วยกันกับบาดหลวงตาชาซึ่งจะกลับไปยังอินเดีย จัดการให้พระเจ้ากรุงสยามได้ทำการแก้ไขในสิ่งที่แล้วไปแล้ว แลข้าพเจ้ากล้าที่จะรับประกันต่อท่านว่าถ้าท่านได้จัดการในเรื่องนี้ให้เปนผลสำเร็จแล้ว จะเปนการดีที่ท่านจะได้ฉลองพระเดชพระคุณพระเจ้ากรุงสยามแลประเทศสยามด้วย กล่าวคือที่ท่านจะพยายามจัดการทุกอย่างอย่าให้เกิดแตกร้าวกันขึ้นได้ เพราะ ถ้าได้เกิดแตกร้าวกันแล้วก็จะเปนการเสียประโยชน์ต่อบ้านเมืองของท่าน ฝ่ายข้าพเจ้าก็จะพยายามให้พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้มีความไว้พระทัยอย่างเดิม แลให้ทรงอดกลั้นความกริ้วกราดไว้ เพราะในเวลานี้ถ้าทรงกริ้ว


๑๗๙ แล้วก็จะทรงแสดงให้เห็นผลร้ายแก่ผู้ที่ไม่หันเปนไมตรีกับพระองค์ แล ผู้ที่ไม่กลัวเกรงความกริ้วของพระองค์ด้วย ข้าพเจ้าได้อ้อนวอนกราบไหว้พระเปนเจ้า ซึ่งเปนผู้ปกครองประเทศต่าง ๆ ทั้งปกครองบันดาพระเจ้าแผ่นดิน แลเสนาบดีทั้งหลายนั้นได้โปรดบันดาลดลพระทัยพระเจ้าแผ่นดินนายของท่าน แลดลใจท่านให้ทำการแต่สิ่งที่ควร แลข้าพเจ้าขอแสดงความนับถือรักใคร่ที่ข้าพเจ้าได้มีต่อท่าน (เซ็น) เดอลาเชซ คณะพระเยซูแลเปนผู้ล้างปาบของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส

สำเนาจดหมายเจ้าพระยาพระคลัง ถึงบาดหลวงเดอลาเชซ ค.ศ. ๑๖๙๓ (พ.ศ. ๒๒๓๖) ข้าพเจ้าไม่มีคำใดที่จะอธิบายให้ท่านเข้าใจได้ว่า พระมหากรุณาของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้ฝังอยู่ในใจข้าพเจ้าเพียงไร ข้าพเจ้าได้ระลึกถึงพระมหากรุณาอยู่เสมอทุก ๆ วันมิได้เว้นเลย แลถ้ามีโอกาศขึ้นเมื่อใดข้าพเจ้าก็ได้ชี้แจงให้คนอื่นทราบถึงอภินิหาร แลอานุภาพของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส เพื่อแสดงให้คนทั่วไปทราบ ว่าข้าพเจ้ามิได้ลืมถึงพระ



๑๘๐ มหากรุณาของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสเลย แลข้าพเจ้าจะไม่ลืมเลยถึง ไมตรีแลความเอื้อเฟื้อ ซึ่งท่านได้มีต่อข้าพเจ้าในเวลาที่ข้าพเจ้ายังอยู่ในประเทศฝรั่งเศสซึ่งเปนสิ่งที่ข้าพเจ้าจะต้องฝังใส่ใจอยู่เสมอ แต่ถึงดังนั้นการที่ได้เกิดจลาจลขึ้นในเมืองนี้ในเวลาที่ข้าพเจ้าได้กลับมาแล้วนั้น ทำให้ข้าพเจ้าเกรงไปว่า จะมีผู้นึกว่าการที่เกิดขึ้นเช่นนี้ก็เพราะข้าพเจ้าไม่ได้ระวังป้องกันไว้ แต่ข้าพเจ้าจะบอกให้ท่านทราบได้ว่า ถ้าพวกฝรั่งเศสได้เชื่อคำแนะนำของข้าพเจ้าแลมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศแล้ว การก็คงจะไม่เปนดังที่ได้เปนมาแล้วเปนแน่ แลข้าพเจ้าเชื่อว่าไม่มีผู้ใดจะโทษข้าพเจ้าได้เลย ว่าข้าพเจ้าได้กระทำการอย่างใดแม้แต่เล็กน้อยที่จะทำให้พระราชไมตรีในระหว่างพระเจ้าแผ่นดินทั้งสองได้มัวหมองเลย จดหมายที่ท่านได้มีมายังข้าพเจ้าฝากมากับข้าราชการไทยที่ได้กลับมาพร้อมกับบาดหลวงตาชานั้น ข้าพเจ้าได้รับไว้สองปีมาแล้ว การที่ข้าพเจ้าไม่ได้ตอบจดหมายของท่านบอกข้อความต่าง ๆ ตามที่ท่านต้องการทราบก่อนนั้น ก็เพราะเหตุว่าข้าพเจ้าได้รอบาดหลวงตาชาอยู่ เพราะบาดหลวงได้บอกไว้ว่าจะมา แต่จนป่านนี้บาดหลวงตาชาก็ยังหามาถึงไม่ เพราะฉนั้นข้าพเจ้าจะรอไปอีกไม่ได้จึงตอบชี้แจงให้ท่านทราบตามความต้องการ



๑๘๑ สำเนาจดหมายเจ้าพระยาพระคลัง ถึงมองซิเออร์เดอบรีซาเซีย (๑) วันที่ ๒๗ ธันวาคม ค.ศ. ๑๖๙๓ (พ.ศ. ๒๒๓๖) จดหมายที่บาดหลวงบรีซาเซียได้มีมายังข้าพเจ้านั้น บาดหลวงเฟเรอกับฟรังซัวแปงเฮโร ได้แปลให้ข้าพเจ้าฟัง ข้าพเจ้าได้ทราบความตามจดหมายนั้นทุกประการ แลเปนข้อความที่ทำให้ข้าพเจ้ายินดี เปนอันมาก ในจดหมายฉบับนี้ท่านกล่าวว่า ท่านได้ทราบข่าวเรื่องเกิดการจลาจลในเมืองไทย แลได้ทราบว่ามองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศ กับบาดหลวงทั้งปวงได้รับความเดือดร้อน แลว่าไทยได้ริบทรัพย์สมบัติของบาดหลวงเหล่านี้ ซึ่งเปนคนหาความผิดไม่ได้แลเปนคนที่ได้เอา ใจใส่ในความเจริญของเมืองไทยโดยช่วยเหลือในการงารทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ แลว่าเมื่อกองทหารฝรั่งเศสได้ยกออกจากเมืองไทยแล้ว พวกบาดหลวงแลสังฆราชได้รับความดูถูกอย่างยิ่ง ซึ่งท่านเชื่อว่าคงจะไม่ ใช่กระแสรับสั่งของพระเจ้าแผ่นดิน แต่คงจะเปนพวกข้าราชการไทย

(๑) ในหนังสือจดหมายเหตุนั้น มีสำเนาจดหมายเจ้าพระยาพระ คลังสองฉบับ ๆ ๑ ถึงมาแตงเจ้าเมืองปอนดีเชรี อีกฉบับ ๑ ถึงบาดหลวง เดอลาเชซ ใจความคล้ายกับจดหมายฉบับนี้ ผิดกันแต่ขึ้นต้นแลลงท้าย เท่านั้น


๑๘๒ ทำเอาเอง แลว่าเมื่อข้าพเจ้ายังอยู่ในเมืองฝรั่งเศส ข้าพเจ้าได้สัญญาไว้กับท่านว่าเมื่อข้าพเจ้าได้กลับมาถึงเมืองไทยแล้ว ข้าพเจ้าจะได้เปนธุระดูแลป้องกันมิให้สังฆราชแลพวกบาดหลวงได้รับความเดือดร้อนอย่าง ใด โดยเหตุที่ข้าพเจ้าได้สัญญาไว้เช่นนี้ท่านจึงหวังใจว่า ข้าพเจ้า จะได้กราบทูลพระเจ้ากรุงสยามนายของข้าพเจ้า ขอให้คืนของที่ริบไปนั้น ให้แกสังฆราชแลบาดหลวงต่อไป ข้าพเจ้าจะต้องกล่าวในที่นี้ว่าข้าพเจ้าได้มีความประหลาทใจเปนอันมากที่ได้เห็นสำนวนในจดหมายของท่านตรงกันข้ามกับความไหวพริบ แลความวินิจฉัยอันสูงสุดของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส เพราะพระองค์ได้ทรงฟังข่าวแต่ฝ่ายเดียวหาได้ทรงเชื่อในข่าวเหล่านั้นไม่ แลถึงแม้ว่าได้ทรงทราบในข่าวเหล่านี้ ก็ยังได้ทรงพระเมตตากรุณาแก่ข้าราชการไทยสองคนซึ่งในเวลานั้นยังอยู่ในประเทศฝรั่งเศส จนถึงกับโปรดจัดการให้ได้กลับมายังเมืองไทย การที่พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสทรงปฏิบัติเช่นนี้ ก็เปนการกระทำให้พระราชไมตรีในระหว่างพระเจ้าแผ่นดินทั้งสองได้สนิธสนมยิ่งไปชั่วกาลนาน เมื่อพระเจ้ากรุงสยามได้ทรงทราบในเรื่องนี้ ก็ได้ทรง ชมเชยสรรเสริญพระปรีชาญาณ แลอานุภาพของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ที่พระองค์ทรงรู้จักผิดแลชอบไม่ทรงเชื่อฟังความแต่ข้างเดียวแลได้รับสั่งต่อไปว่าการที่พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสทรงปกครองบ้านเมืองแลอาณาประชาราษฎรได้อย่างดีเช่นนี้ไม่ทรงประหลาทใจเสียแล้วการที่บาดหลวงบรีซาเซียวินิจฉัยความเรื่องการจลาจลคราวนี้ดูน่าประหลาทอย่างยิ่ง เพราะ


๑๘๓ บาดหลวงฟังความแต่ข้างเดียว แลเชื่อเสียด้วยว่าไทยได้กระทำให้มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศกับพวกมิซชันนารีได้รับความเดือดร้อน ซึ่งเปนการตรงกันข้ามกับพระราชวินิจฉัยของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสดังข้าพเจ้า ได้กล่าวมาแล้ว แลการวินิจฉัยของบาดหลวงบรีซาเซียไม่เปนการที่จะกระทำให้ราชไมตรีดีได้เลย ในข้อที่ท่านอ้างว่าข้าพเจ้าได้สัญญาว่าจะจัดการให้การทั้งปวงเปนที่เรียบร้อยนั้น ข้าพเจ้าจะต้องบอกให้ท่านทราบว่าในข้อนี้ข้าพเจ้าหาได้นำความกราบทูลพระเจ้ากรุงสยามนายของข้าพเจ้าให้ทรงทราบไม่ เพราะสำนวนในจดหมายของท่านไม่น่าฟังสำหรับพระราชไมตรีในระหว่างพระ เจ้าแผ่นดินทั้งสองเลย แต่จะต้องรอให้พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้ทรงทราบความจริงในเหตุจลาจลเสียก่อน จึงจะนำความกราบทูลพระเจ้ากรุงสยามให้ทรงทราบได้ แต่เพราะเหตุว่าข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าท่านเปนคนฉลาดแลมีไหวพริบ ข้าพเจ้าจึงเห็นควรต้องส่งสำเนาจดหมายที่ข้าพเจ้าได้เขียนไปถึงบาดหลวงตาชาเมื่อปีกลายนี้ เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดจลาจลโดยย่อมาให้ท่านดู ข้อความในจดหมายที่ข้าพเจ้ามีไปถึงบาดหลวงตาชานั้น มีความดังนี้ ท่านทราบอยู่แล้วว่าพระเจ้ากรุงสยามซึ่งได้เสด็จสวรรคตไปแล้ว นั้น ได้โปรดปรานมองซิเออร์คอนซตันซ์เปนอันมาก จนถึงกับโปรดตั้งให้เปนข้าราชการผู้ใหญ่ แลทรงมอบหมายการแผ่นดินหลายอย่างให้มองซิเออร์คอนซตันซ์จัดการพร้อมกับข้าราชการคนอื่น ๆ มองซิเออร์


๑๘๔ คอนซตันซ์เปนผู้เบิกเงินเบิกทองจากท้องพระคลังหลวงเปนจำนวนทองแลเงินมาก เงินทองที่ได้เบิกไปนั้นมองซิเออร์คอนซตันซ์ได้ใช้จ่ายตาม ชอบใจ แลเงินทองเหล่านี้มาบัดนี้ก็สูญหมดแล้ว มองซิเออร์คอนซตันซ์ก็มีใจคิดร้ายอยู่ด้วย พวกข้าราชการที่รู้เท่ามองซิเออร์คอนซตันซ์นั้น ก็ไม่กล้าพูดเพราะเวลายังไม่เหมาะ แต่ก็ได้พยายามช่วยกันป้องกัน มิให้มองซิเออร์คอนซตันซ์ได้ทำการร้ายขึ้นได้ มองซิเออร์คอนซตันซ์ รู้ตัวว่าพวกข้าราชการมีความสงสัย จึงคิดอ่านกราบทูลพระเจ้า กรุงสยามขอพระราชานุญาตให้มองซิเออร์โบเรอกาด์ไปเปนผู้ว่าราชการเมืองมริด แลขอให้มองซิเออร์ดูบรูอังคุมทหารฝรั่งเศส ๑๒๐ คนไปช่วยรักษาป้อมที่เมืองมริดด้วย ครั้นภายหลังพระเจ้ากรุงสยามทรงพระประชวร มองซิเออร์คอนซตันซ์รู้สึกว่าตัวได้ทำความผิดไว้จึงมีความกลัว คิดอ่านล่อลวงในทางลับเรียกนายพลเดฟาซ์กับกองทหาร เพื่อเอาไว้สำหรับป้องกันตัวแลสำหรับทำการร้ายต่าง ๆ ที่คิดไว้ ให้เปนการสำเร็จด้วย ครั้นนายพลเดฟาซ์ได้ขึ้นมาถึงกรุงศรีอยุธยา ก็ได้ย้อนกลับไปยังบางกอกอีกโดยไม่มีใครทราบเรื่องเลยว่าจะกลับไปทำอย่างไร มีคนหาว่ามองซิเออร์คอนซตันซ์ทำการรู้เห็นเปนใจกับมองซิเออร์เดอแวเดอซาล มองซิเออร์ดูบรูอัง แลมองซิเออร์โบเรอกาด์ เพราะฉนั้นเมื่อมองซิเออร์คอนซตันซ์เห็นว่าตัวจะทำการร้ายไม่สำเร็จแล้ว จึงคิดอ่านส่งมองซิเออร์ดูบรูอังกับมองซิเออร์โบเรอกาด์ ไปยังเมืองมริดดังได้กล่าวมาข้างต้น นี้แล้ว คือคน ๑ ให้ไปเปนผู้ว่าราชการเมือง แลอีกคนหนึ่งให้ไปรักษา


๑๘๕ ป้อม ครั้นพระเจ้าแผ่นดินปัตยุบันนี้ได้ขึ้นครองราชสมบัติได้ทรงทราบในเรื่องนี้จึงมีรับสั่งให้จับตัวมองซิเออร์คอนซตันซ์มาไต่สวน แลทรงวินิจฉัยว่าคำให้การของมองซิเออร์คอนซตันซ์ตรงกับข้อหาทุกประการตั้งแต่นั้นมาก็ได้พยายามเรียกนายพลเดฟาซ์ให้ขึ้นไปยังเมืองละโว้ เพราะเห็นกันว่านายพลเดฟาซ์ยังไม่ทราบว่า มองซิเออร์คอนซตันซ์ถูกคุมขังแล้ว ก็คงจะขึ้นไปยังเมืองละโว้เปนแน่ เจ้าพนักงารก็ได้เล่าความจริงให้ นายพลเดฟาซ์ฟังประสงค์จะไม่ให้พวกฝรั่งเศสเอะอะขึ้น เพราะเกรงว่ามองซิเออร์ดูบรูอังกับมองซิเออร์โบเรอกาด์ซึ่งคบคิดกับมองซิเออร์คอนซตันซ์จะตกใจแลจะทำการอย่างใด ๆที่จะทำให้พระราชไมตรีแตกร้าวกันไป เจ้าพนักงารจึงได้แกล้งหลอกนายพลเดฟาซ์ว่าได้ข่าวมาจาก หัวเมืองฝ่ายเหนือว่าเกิดมีข้าศึกจะมาทำสงคราม เพราะฉนั้นจะต้องให้มองซิเออร์ดูบรูอังคุมทหารฝรั่งเศสมาสมทบกับกองทัพไทยในที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเปนการตรงกับกระแสรับสั่งของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ที่ส่งกองทหารเหล่านี้มาสำหรับทำราชการของพระเจ้ากรุงสยาม เจ้าพนักงารได้ให้นายพลเดฟาซ์มีหนังสือถึงมองซิเออร์ดูบรูอังให้รีบกระทำการตามคำสั่งถ้ามองซิเออร์ดูบรูอังกับทหารฝรั่งเศสมีใจบริสุทธิ์มิได้คิดร้ายอย่างใดแล้ว ก็คงจะต้องทำการตามคำสั่งของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ถ้าเปนเช่นนี้แล้ว เจ้าพนักงารคงจะแนะนำไม่ให้ทำการอย่างใดที่จะทำให้ราชไมตรีแตกร้าว ได้ แต่ครั้นมองซิเออร์ดูบรูอังได้รับจดหมายแล้ว ก็หาได้ทำตามคำสั่ง ๒๔


๑๘๖ ของนายพลเดฟาซ์ไม่ กลับเตรียมการจะต่อสู้ ฝ่ายเจ้าพนักงารไทย เห็นมองซิเออร์ดูบรูอังทำการแปลกประหลาทเช่นนี้ ก็ได้เตรียมการที่จะต่อสู้บ้าง พวกฝรั่งเศสได้เอาทั้งปืนใหญ่แลปืนเล็กระดมยิงเข้าไปในเมืองตลอดรุ่ง ได้ฆ่าข้าราชการไทยตาย ๔ คน แลยิงถูกคนอื่น ๆ เจ็บป่วย ไปหลายคน พวกไทยหาได้ทำการต่อสู้โดยเต็มกำลังไม่เพราะกลับ จะผิดคำสั่งที่ได้รับไว้ เปนแต่หาที่กำบังมิให้พวกฝรั่งเศสยิงถูกได้ เพื่อเปนการป้องกันมิให้พระราชไมตรีแตกร้าวได้ ฝ่ายมองซิเออร์ดูบรูอัง กับมองซิเออร์โบเรอกาด์เห็นว่าพวกไทยหาที่กำบังพวกฝรั่งเศสยิงไม่ถูกแล้ว จึงได้ลงเรือหลวงลำหนึ่งมีปืนใหญ่ ๑๖ กระบอก ปืนเล็ก ๕๐ กระบอก ซึ่งเวลานั้นจอดอยู่ที่ท่า แล้วได้ไปยึดเรืออังกฤษอีกลำ ๑ ทั้งสองคนพร้อมด้วยกองทหารได้ลงเรือสองลำนี้หนีไป ได้มีผู้ไปเล่าให้มองซิเออร์เดฟาซ์ฟังว่า มองซิเออร์เดอแวเดอซาล กับนายพันตรีคน ๑ ซึ่งยังอยู่ที่บางกอก ต้องหาว่าคบคิดกับมองซิเออร์คอนซตันซ์ทำการต่าง ๆ ซึ่งไม่สมควร เจ้าพนักงารจึงได้บอกให้มองซิเออร์เดฟาซ์ เรียกมองซิเออร์เดอแวเดอซาลกับนายพันตรีผู้นั้น ขึ้นไปยังเมืองละโว้ เพื่อจะได้สั่งสอนมิให้คนทั้งสองนี้คิดการอย่างใด ที่จะทำให้พระราชไมตรีแตกร้าวได้ มองซิเออร์เดฟาซ์ได้ตอบว่า คน ทั้งสองนี้เปนคนหัวดื้อ เมื่อได้ลงคิดการอย่างใดแล้วก็ไม่เชื่อฟังใครเลย เพราะฉนั้นป่วยการที่จะเรียกคนทั้งสองนี้ขึ้นไปยังเมืองละโว้ เพราะเห็นว่าจะเสียเวลาเปล่า ๆ มองซิเออร์เดฟาซ์จึงอาสาจะลงไปตามด้วยตัวเอง


๑๘๗ แลยอมให้บุตรสองคนกับนายทหารฝรั่งเศสอื่น ๆ คงอยู่ที่เมืองละโว้เปนประกัน นายพลเดฟาซ์ก็ล่องจากเมืองละโว้ แต่ก็ไม่มีใครทราบว่า นายพลเดฟาซ์ จะได้ทำความตกลงไว้กับนายทหารอื่น ๆ อย่างไร แต่ในทันใดนั้นทหารฝรั่งเศสได้จับทหารไทยแลปอตุเกศ ได้ยิงปืนใหญ่ ได้เอาไฟเผาถนนทางเดิรติดกับป้อมซึ่งเปนที่อยู่ของนายพลเดฟาซ์ ได้ระเบิดปืนใหญ่ในป้อมฝั่งตวันตก ๑๓ กระบอก แลปืนกระบอกใดที่พวกฝรั่งเศสระเบิดไม่ได้ ก็ได้เจาะรูเสียทุกกระบอก แล้วพวกฝรั่งเศสได้ขนอาวุธลูกกระสุนดินดำ ซึ่งอยู่ในป้อมนี้ย้ายไปอยู่ในป้อมฝั่งโน้น พอ พวกฝรั่งเศสออกจากป้อมแล้ว พวกไทยก็เข้าไปยึดป้อมไว้ พอ นายพลเดฟาซ์เห็นว่าไทยเข้าไปอยู่ในป้อมแล้ว ก็ได้สั่งกองทหาร ฝรั่งเศสให้ไปตีเอาป้อมคืนมาจากไทย กองทหารไทยแลฝรั่งเศสได้สู้ รบกันช้านาน ทหารฝรั่งเศสสู้ไม่ได้จึงถอยเข้าไปอยู่ในป้อมฝั่งตวัน ออก แลได้กระทำการร้ายต่าง ๆ เปนอันมาก ฝ่ายพระเจ้ากรุงสยามทรงพระราชดำริห์ว่า พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสคงจะไม่ทรงทราบ ว่านายพลกับกองทหารได้ทำการอย่างไร ทรงเห็นว่า ถ้าจะให้กองทหารไทยทำการสู้รบโดยเต็มฝีมือ ก็จะเกิดบาดหมางในพระราชไมตรี จึงเปน แต่มีพระราชโองการสั่งให้ทำป้อมเล็ก ๆ แลคูรอบป้อมใหญ่ แลให้ทหารรักษาไว้ให้มั่นคงทั้งทางบกแลทางเรือ แลให้คอยป้องกันอย่าให้พวกฝรั่งเศสออกจากป้อมได้ เพื่อมิให้พวกฝรั่งเศสไปทำร้ายแก่ไทยได้


๑๘๘ ครั้นต่อมาบุตรของนายพลเดฟาซ์กับนายทหารฝรั่งเศส ซึ่งนายพล เดฟาซ์ให้อยู่ที่เมืองละโว้เปนประกันนั้น ได้ขึ้นม้าจะไปเที่ยวตามเคย ได้เลยหนีคิดจะกลับไปกรุงศรีอยุธยา แลจากกรุงศรีอยุธยาจะเลยหน่ลงไปที่บางกอก ครั้นมาตามทางทหารไทยที่อยู่ยามได้พบเข้าแลไม่ทราบว่าเปนบุตรของท่านนายพลแลเปนนายทหารฝรั่งเศส ไปเข้าใจเสียว่าเปนพวกอังกฤษแลเปนพรรคพวกของมองซิเออร์คอนซตันซ์จึงได้ไล่ตามจับบางคนก็ได้หนีลงเรือแล้ว บางคนก็ยังอยู่บนบก ทหารไทยได้จับตัวทุกคนแล้วมัดส่งมายังเมืองละโว้ พอเจ้าพนักงารไทยได้เห็นว่าคนเหล่านี้มิใช่พรรคพวกของมองซิเออร์คอนซตันซ์ก็ได้แก้มัดออกทันที แลได้ให้คุมไปอยู่ยังบ้านมีคนใช้สอยอย่างเดิม จริงอยู่เอนยินเนียผู้ หนึ่งเห็นว่าทหารไทยได้ไล่ติดตามก็ได้ต่อสู้แลไทยได้จับยากกว่าคนอื่น แต่เมื่อเอนเยินเนียคนนี้ได้วิ่งหนีไปทางนี้บ้างทางโน้นบ้าง อ่อนเพลียเต็มทีก็หยุด เพื่อจะพักหายเหนื่อย แต่เอนเยินเนียผู้นั้นได้ล้มลง เหมือนกับสลบ เจ้าพนักงารได้แก้ไขทุกอย่าง แต่ยาที่ให้รับประทาน หาเพียงพอไม่ เอนยินเนียผู้นั้นจึงได้ถึงแก่กรรม ฝ่ายพระเจ้ากรุงสยามนั้นก็หาได้ทรงพระราชดำริห์อย่างใด นอก จากจะเปนพระราชไมตรีกับพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสเท่านั้น จึงได้ทรงนึกจะส่งบุตรของนายพลเดฟาซ์กับนายทหารซึ่งนายพลเดฟาซ์ได้ให้ไว้เปนประกัน ในการที่ว่าจะกลับมายังเมืองละโว้อีกนั้นคืนให้กลับลงไป โดยทรงเห็นว่า ถ้าได้คืนคนเหล่านี้ให้ไปแล้ว นายพลเดฟาซ์กับพวกฝรั่งเศสคงจะ


๑๘๙ รู้สึกตัวขึ้น แลคงจะไม่ทำการอย่างใดที่จะให้พระราชไมตรีมัวหมองได้ แต่ที่ได้ทรงปฏิบัติเช่นนี้หาได้เปนผลดังพระราชประสงค์ไม่ นายพล เดฟาซ์กับกองทหารกลับสานตะกร้าขึ้นวางบนเชิงเทินรอบป้อมแล้วเอาดินใส่ในตะกร้าแลทำสนามเพลาะในป้อมอีกชั้นหนึ่ง สนามเพลาะนี้ทำด้วยต้นตาลต้นใหญ่ ๆ แลคล้ายกับเปนป้อมอีกป้อมหนึ่งต่างหาก แลกองทหาร ก็ได้เอาปืนใหญ่เข้าบัญจุตามที่ยกพื้นขึ้นสำหรับวางปืนได้สองชั้นซ้อนกัน แล้วได้ระดมยิงปืนใหญ่ทำลายธงแลทำลายโรงไว้ดินปืนด้วย แล้วได้มีทหารหลายคนลงเรือของมองซิเออร์เวเรต์หัวหน้าของบริษัท แลได้ ออกเรือไปค้นหาเรืออีกสองลำซึ่งมองซิเออร์คอนซตันซ์ได้จัดให้ออกไปทะเลมาหลายเดือนแล้ว โดยอ้างว่าจะให้ไปลาดตระเวนตามชายทะเล พวกไทยที่มีหน้าที่รักษาการอยู่ตามลำน้ำได้เห็นเรือลำนี้จึงได้เรียกให้พวกฝรั่งเศสแวะเพื่อจะได้ไต่ถามถึงกิจธุระของฝรั่งเศส แต่พวกฝรั่งเศสหาได้แวะเข้าไปตามที่เจ้าพนักงารไทยเรียกไม่กลับเอาปืนใหญ่ยิงเสียอีก พวกไทยจึงได้ยกกองออกมาพากันขึ้นไปบนเรือ เพื่อจะจับพวกฝรั่งเศส แต่พวกฝรั่งเศสได้เอาไฟจุดดินปืนระเบิดเรือเสีย ฝ่ายข้างไทยก็ได้จัดทหารรักษาป้อมฝั่งตวันตกสำหรับยิงปืน แลโยนลูกแตกเข้าไปในป้อมฝรั่งเศส แต่พวกไทยเกรงว่าจะไปถูกไทยพวกเดียวกัน ทั้งไม่เปนการสมควรเพราะพระเจ้าแผ่นดินทั้งสองได้เปนพระราชไมตรีกัน จึงหาได้ยิงไม่ เปนแต่คอยยิงโต้ตอบกับฝรั่งเศสเท่านั้น แล้วพวกฝรั่งเศสได้จับไทย


๑๙๐ ที่ได้เข้าไปใกล้ป้อม ได้ฆ่าไทยแลเอาศพเสียบไว้ให้ป้อมไทยเห็น การ ที่พวกฝรั่งเศสทำทั้งนี้กระทำให้ข้าราชการไทยแลชาวต่างประเทศโกรธมาก ไทยจึงได้กราบทูลพระเจ้ากรุงสยามขอพระราชานุญาตขุดสนามเพลาะล้อมป้อมไว้ เพื่อจะได้จับพวกฝรั่งเศสต่อไป แต่พระเจ้ากรุงสยามทรงระลึกถึงพระราชไมตรีที่ได้ทรงมีกับพระเจ้าฝรั่งเศส ก็หาได้พระ ราชทานพระราชานุญาตไม่ เปนแต่รับสั่งว่าป้อมเล็ก ๆ ก็พอที่จะห้ามไม่ให้ฝรั่งเศสออกมาได้อยู่แล้ว ครั้นพวกฝรั่งเศสได้เห็นไทยเตรียมการเหล่านี้ ก็เข้าใจได้ว่า ในไม่ช้าเสบียงอาหารจะต้องหมดลงแลฝรั่งเศสจะต้องอดอาหารตายหมด นายพลเดฟาซ์จึงได้จัดให้มองซิเออร์เวเรต์หัวหน้าของบริษัทขึ้นไปยังเมืองละโว้ถือจดหมายมายังข้าพเจ้าฉบับหนึ่ง ใจความในจดหมายฉบับนั้นจะขอยืมเรือใหญ่ลำหนึ่ง กับเงิน ๓๐๐ ชั่ง ซึ่งคิดเปนเงินฝรั่งเศส ๔๕,๐๐๐ แฟรง เพื่อจะเอาเงินนั้นไปซื้อเรืออีกสองลำกับซื้อเสบียงอาหารด้วย ข้าพเจ้าจึงได้นำความกราบทูลพระเจ้ากรุงสยามว่า ถ้าจะยึดพวก ฝรั่งเศสไว้ช้านานก็เท่ากับทำให้เขาอดอาหารตาย แต่ถ้าจะพระราชทานเรือแลเงินแล้ว ก็ควรให้นายพลเดฟาซ์ทำหนังสือสัญญา แลหาประกันสำหรับเงินที่จะยืมไป มองซิเออร์เดฟาซ์ก็ได้ทำหนังสือสัญญาให้ มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศ พวกมิซชันนารีทั้งหมด แลพวกฝรั่งเศส ที่ยังอยู่ในเมืองไทยทุกคนรับเปนประกันของมองซิเออร์เดฟาซ์ แลประกัน ในการที่มองซิเออร์เดฟาซ์ยืมเรือแลเงินด้วย ในหนังสือประกันนั้นก็มี


๑๙๑ ข้อความว่า เมื่อมองซิเออร์เดฟาซ์ กับกองทหารได้ไปถึงเมืองปอนดี เชรีแล้ว มองซิเออร์เดฟาซ์จะได้ส่งเรือซึ่งได้ไปจากเมืองมริดไปยังเมืองมสุลีปตันนั้นกลับคืนไปยังเมืองมริด เรือลำนี้มีทั้งฝรั่งเศสแลไทยอยู่ในเรือ กับเรืออีกลำ ๑ ออกจากกรุงศรีอยุธยา ชาวฝรั่งเศสเปน นายเรือ ซึ่งได้ไปยังเมืองบันเดอราบาซีในประเทศเปอเซีย กับเรือที่มองซิเออร์ดูบรูอังได้ลักไปพร้อมด้วยปืนใหญ่แลอาวุธทั้งปวง แลเครื่องเรือกับกลาสีคนเรือ แลเรือลำใหญ่ซึ่งมองซิเออร์เดฟาซ์ได้ยืมไปนั้น เรือเหล่านี้มองซิเออร์เดฟาซ์จะได้จัดการส่งคืนมาทั้งสิ้น ส่วนเงิน ๔๕,๐๐๐ แฟรงนั้น เมื่อเรือที่มองซิเออร์เวเรต์ได้จัดให้ไปยังเมืองปอนดีเชรีเมืองเบงกอลแลเมืองสุหรัดได้กลับมาถึงเมื่อใดมองซิเออร์เดฟาซ์จึงจะคืนเงินรายนี้ให้ แลพวกไทยหนุ่มซึ่งไปเรียนวิชาต่าง ๆ อยู่ในประเทศฝรั่งเศสนั้น ฝรั่งเศสก็จะได้ส่งกลับมาด้วย ในหนังสือประกันยังมีข้อความต่อไปอีกว่า นายพลเดฟาซ์จะต้องลงเรือที่บางกอกพร้อมกับกองทหาร แต่นายพลเดฟาซ์เกรงว่า เมื่อได้ไปถึงสันดอนแล้ว ไทยจะทำกลอุบายต่าง ๆ จึงขอเอาข้าราชการไทยไปเปนประกันด้วยจนถึงปากน้ำสองคน แลข้างฝ่ายฝรั่งเศสนั้นจะยอมให้นายพลเดฟาซ์ ๑ บุตรนายพลเดฟาซ์ ๑ นายพันตรี ๑ ลงเรือเล็กไปกับข้าราชการไทย ข้างฝ่ายไทยเชื่อใจว่าพวกฝรั่งเศสคงจะปฏิบัติการเหมือนกับประเทศทั้งปวงคงจะไม่คิดบิดพลิ้ว ให้ผิดสัญญา จึงได้ยอมให้ข้าราชการไทยไปกับมองซิเออร์เดฟาซ์สองคน มองซิเออร์เวเรต์กับฟรังซัวแปงเฮโรล่ามได้ลงเรือลำเดียวกัน ท่าน


๑๙๒ เชอวาเลียเดฟาซ์ กับนายพันตรีแลราชทูตที่ ๒ ได้ลงเรืออีกลำหนึ่ง ตามไป มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศกับข้าพเจ้าได้ลงเรือลำอื่นตาม ไปด้วย ครั้นเรือเหล่านี้ได้มาถึงใกล้ปากน้ำ ราชทูตที่ ๒ ไว้ใจในเชอวาเลียเดฟาซ์กับนายพันตรี เพราะทราบข้อความที่ได้ตกลงไว้กับนายพลเดฟาซ์ จึงได้ยอมให้เชอวาเลียเดฟาซ์กับนายพันตรี ไปรับประทานอาหาร ในเรือของนายพลเดฟาซ์ แลตัวราชทูตที่ ๒ เองก็อยากจะไปด้วย ครั้นเรือได้ออกไปพ้นแม่น้ำแล้ว นายพลเดฟาซ์กลับพาเอาเชอวาเลียเดฟาซ์กับนายพันตรีไปด้วย แลหาได้ส่งข้าราชการไทยกลับมาตามสัญญาไม่ กลับยึดตัวมองซิเออร์เวเรต์ ราชทูตที่ ๒ แลมองซิเออร์ฟรังซัวแปงเฮโรไว้ด้วย ข้าพเจ้าได้ให้คนไปต่อว่า แต่นายพลเดฟาซ์ได้ส่งข้าราชการไทยคืนมาแต่คนเดียวแลเขียนหนังสือขอให้ส่งตัวมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศไปด้วย ข้าพเจ้าจึงได้จัดให้มองซิเออร์เฟเรอนำเรือซึ่งบันทุก คนป่วย แลส่งเรือไปให้อีกลำ ๑ ซึ่งบันทุกเสบียงอาหารด้วย แลได้มี จดหมายไปยังนายพลเดฟาซ์ฉบับ ๑ ขอให้ส่งข้าราชการไทยผู้เปนประกัน อีกคน ๑ มองซิเออร์เวเรต์ผู้เปนนายประกัน ๑ ราชทูตที่สอง ๑ กับล่าม ๑ ให้กลับคืนมาเสียก่อน ข้าพเจ้าจึงจะได้จัดให้มองเซนเยอร์เดอเมเตโล โปลิศไปยังเรือ แล้วจึงจะส่งปืนแลเข้าของทรัพย์สมบัติให้ภายหลัง แต่นายพลเดฟาซ์กับพวกฝรั่งเศสหาได้กระทำตามความในจดหมายของข้าพเจ้าอย่างใดไม่ กลับยึดตัวมองซิเออร์เฟเรอไว้อีกแลบอกว่าจะได้ถอนสมอกางใบแล่นเรือต่อไปอย่างไรก็ดีข้าพเจ้าก็ได้เห็นแล้วว่านายพล


๑๙๓ เดฟาซ์ได้ทำผิดสัญญาโดยปราถนาจะให้พระราชไมตรีมัวหมอง แต่ถึงดังนั้นข้าพเจ้าก็อุสาห์ส่งเรือที่ยังเหลือให้ไปทุกลำ แต่นายพลเดฟาซ์ หารอไม่ กลับรีบออกเรือไป แลพาข้าราชการไทยที่เปนประกันที่ยังอยู่อีกคน ๑ พาราชทูตที่ ๒ มองซิเออร์เวเรต์ผู้เปนประกัน กับล่ามไปด้วย เมื่อข้าพเจ้าเห็นนายพลเดฟาซ์ทำการดังนี้จึงได้มอบปืนใหญ่ให้ข้าราชการไทยจัดการยิง แล้วได้จับตัวพวกฝรั่งเศสที่ยังค้างอยู่ในเรือพาขึ้นไปยังกรุงศรีอยุธา การที่นายพลเดฟาซ์ ได้ทำให้บุคคลเสียอิศรภาพนั้น ข้าพเจ้าแลข้าราชการทั้งหลายเห็นพร้อมกันว่า พวกฝรั่งเศสที่กรุงศรีอยุธยาแลที่เมืองมริดได้ทำการขัดรับสั่งของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส เพราะใคร ๆ ก็ย่อมทราบอยู่แล้วว่าในการชุลมุนกันเช่นนี้ จะต้องวินิจฉัยว่าใครถูกใครผิด ความประพฤติของพวกฝรั่งเศสในครั้งนี้ได้ทำให้เกิดสงสัยว่าเขาคงจะได้สมรู้ร่วมคิดกับผู้ที่กระทำผิด ส่วนพวกไทยนั้น ในการเรื่องนี้ตลอดเรื่องหาได้ทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ที่จะทำให้พระราชไมตรีเปลี่ยนแปลงได้ไม่ แลข้าพเจ้ารู้สึกได้ดีว่า พระเปนเจ้าได้ดล พระทัยพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสไม่ให้เชื่อพวกนี้ แลให้ทรงรู้สึกว่าใครผิด ใครถูก จึงไม่ทรงเชื่อในคำพูดของคนจำพวกนี้ ในส่วนที่เกี่ยวด้วยหนังสือประกันซึ่งมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศ พวกมิซชันนารี แลฝรั่งเศสทุกคนที่ยังอยู่ในกรุงศรีอยุธยาได้เซ็นชื่อ เปนประกันนั้น เปนประเพณีของเมืองไทยว่าผู้ใดที่มีประกันไม่กระทำ ๒๕


๑๙๔ ตามข้อที่ได้สัญญาไว้ แลจะเอาตัวผู้นั้นไม่ได้ ก็จะต้องให้นายประกันเปนผู้รับผิดชอบ ก็ในเรื่องนี้มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศ มอง ซิเออร์เวเรต์หัวหน้าบริษัท พวกบาดหลวงมิซชันนารี แลฝรั่งเศสทุกคนที่อยู่ในกรุงศรีอยุธยาได้เปนนายประกันนายพลเดฟาซ์แลกองทหาร ฝรั่งเศส ทั้งเปนประกันเงิน ๔๕,๐๐๐ แฟรงค์ ซึ่งได้ให้ยืมไปสำหรับซื้อเรือสองลำกับเสบียงอาหารด้วย ถ้าแม้ว่าไทยจะได้จัดการตามประเพณีของเมืองไทยแล้ว ก็ต้องจับตัวนายประกันเหล่านี้มาฆ่าหมด ข้าพเจ้า จึงได้นำความกราบทูลพระเจ้ากรุงสยามแลทูลเหตุผลทั้งปวงให้ทรงทราบ จึงทรงเห็นเปนเที่ยงแท้ว่า พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสหาได้ทรงทราบในความผิดของนายพลเดฟาซ์แลกองทหารไม่ จึงมีรับสั่งให้จัดการพอสมควรอย่า ให้ขาดทางพระราชไมตรีได้จนกว่าพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสจะได้ทรงทราบการเรื่องนี้โดยตลอด ถึงแม้ว่านายพลเดฟาซ์กับคนของเขาได้ทำผิด ซึ่งเปนการที่เขาคงจะไม่รับหรือจะไม่บอกให้ใครทราบเปนแน่นั้นก็จริงอยู่ แต่ถึงดังนั้นพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสผู้ทรงพระปรีชาญาณ คงจะไม่ทรงเชื่อความข้างเดียว แลข้าพเจ้าเชื่อว่าคงจะทรงไต่สวนให้ได้ความจริงเสียก่อนเปนแน่ ถ้าจะทรงไต่สวนแล้ว ก็ขอให้ทรงรลึกถึงเหตุผล ๓ ข้อนี้ ก็คงจะทรงเห็นความจริงได้ คือ ๑ มองซิเออร์เดฟาซ์ได้ทำการผิดด้วยข้อสัญญา เมื่อดังนี้พระเจ้ากรุงสยามจะลงพระราชอาญาประหารชีวิตบุตรมองซิเออร์เดฟาซ์สองคน กับบันดานายทหารแลชาวฝรั่งเศส ซึ่งอยู่เปนประกันที่เมืองละโว้เสียก็


๑๙๕ ได้ แต่หากว่าทรงรลึกถึงพระราชไมตรี แลเพื่อจะให้นายพลเดฟาซ์ได้ รู้สึกตัว ก็ได้โปรดปล่อยให้คนเหล่านี้ได้กลับไปยังบางกอก ๒ นายพลเดฟาซ์กับกองทหารไม่ได้ทำการตามที่ได้สัญญาไว้ เพราะฉนั้นมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศ พวกมิซชันนารีแลชาว ฝรั่งเศสที่อยู่ที่กรุงศรีอยุธยา เปนผู้ประกันในเรื่องนี้ ทั้งเปนประกัน ในเงินที่ยืมไปด้วย ควรจะต้องรับพระราชอาญาอย่างหนัก แต่ก็หาได้รับพระราชอาญาอย่างใดไม่ เปนแต่ถูกควบคุมเท่านั้น แลเมื่อมอง ซิเออร์เดฟาซ์ได้ไปถึงเมืองภูเก็จได้ส่งข้าราชการไทยกับล่ามกลับมาแล้ว พระเจ้ากรุงสยามก็ได้โปรดพระราชทานพระราชานุญาตให้ท่านสังฆราช เดอเมเตโลโปลิศปลูกเรือนเล็ก ๆ ภายในบริเวณพระคลังหลวง แต่พวกมิซชันนารีอื่น ๆ ยังหาได้ปล่อยไม่ ครั้นทราบว่าบาดหลวงตาชาได้ กลับมายังประเทศอินเดียพร้อมด้วยข้าราชการไทย แลจวนจะมาถึงเมืองมริดแล้ว ก็ได้โปรดพระราชทานพระราชานุญาตให้พวกมิซชันนารีออกไปอยู่กับท่านสังฆราชได้ ครั้นภายหลังข้าราชการไทยที่ได้มา พร้อมกับบาดหลวงตาชาได้มาถึงแล้ว แลได้ทราบถึงพระมหากรุณาของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสที่ได้เลี้ยงดูข้าราชการไทยนั้น พระเจ้ากรุง สยามได้รลึกถึงพระราชไมตรี จึงได้พระราชทานพระราชานุญาตให้ ท่านสังฆราชทั้งพวกมิซชันนารี พวกนักเรียนแลชาวฝรั่งเศสทุกคน ได้กลับไปอยู่ยังโรงเรียนสามเณรอย่างเดิม แลอนุญาตให้ไปมาได้ดังแต่ก่อนทุกประการ


๑๙๖ ๓ เมื่อไทยได้ขุดสนามเพลาะแลทำป้อมเล็กล้อมป้อมฝรั่งเศส แลไทยได้ล้อมฝรั่งเศสไว้ทั้งทางบกทางเรือจนพวกฝรั่งเศสไม่มีทางจะออกได้ถึงกับจะต้องอดอาหารตายนั้น ถ้าพระเจ้ากรุงสยามจะไม่ยอมให้ยืมเรือแลยืมเงินสำหรับไปซื้อเสบียงอาหารก็ได้ แต่หากว่าพระเจ้าสยามทรงรลึกถึงพระราชไมตรีอยู่ จึงโปรดพระราชทานให้ยืมเรือแล เงินตามความต้องการของพวกฝรั่งเศส เพื่อฝรั่งเศสจะได้ไปเสียให้พ้นความตาย ถ้าบาดหลวงตาชามาที่นี้ ก็คงจะทราบความจริงได้ทุกอย่าง แลคงจะวินิจฉัยว่าใครผิดใครถูก ถ้าบาดหลวงตาชาไปคิดเห็นเสียว่าการมาที่นี้เพื่อชำระเงินทองกันให้เสร็จ เจ้าพนักงารคลังหลวงจะทำร้ายเอานั้น ถ้าไทยทำเช่นนั้นก็เปนการผิดประเพณีของประเทศทั้งหลายที่จะทำเช่นนี้ เพราะเหตุว่าถึงแม้ประเทศต่อประเทศจะทำสงครามกันอยู่ก็จริง ถ้าประเทศหนึ่งส่งราชทูตมายังอีกประเทศหนึ่งแล้ว ประเทศที่รับราชทูต จะคิดทำร้ายราชทูตไม่ได้เปนอันขาด พระเจ้ากรุงสยามก็ดี พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสก็ดี หาได้ทรงทำการอย่างใดที่จะผิดต่อทางพระราชไมตรีไม่ ผู้ที่ทำผิดก็มีแต่นายพลเดฟาซ์ กับกองทหารซึ่งได้ทำการ ฝ่าฝืนพระราชโองการของพระเจ้าแผ่นดินนายของเขาเท่านั้น ส่วนที่เกี่ยวด้วยไทยหนุ่มซึ่งได้ส่งไปไว้ยังประเทศฝรั่งเศส เพื่อเล่าเรียนวิชาต่าง ๆ นั้น ข้าพเจ้าได้ฝากฝังไว้กับท่านแลได้บอกกับท่านไว้แล้วว่า เมื่อท่านได้ใช้จ่ายไปสำหรับไทยหนุ่มเหล่านี้เท่าใดข้าพเจ้า


๑๙๗ จะได้ชำระเงินให้แก่มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศ ท่านได้บอกมาว่าท่านได้จ่ายเงินไป ๑๐๖ ชั่ง ๓ ตำลึง ๑ บาท ๑ สลึง เพราะฉนั้นข้าพเจ้าจะขอบอกให้ท่านทราบว่า เมื่อคิดบาญชีการใช้จ่ายส่วนนักเรียนไทยเมื่อใดข้าพเจ้าจึงจะชำระเงินรายนี้ให้เสร็จไป ข้างฝ่ายพวกไทยก็หวังใจว่าพวกฝรั่งเศสคงจะใช้หนี้ให้เสร็จไปเหมือนกัน ข้าพเจ้าเชื่อในความฉลาดไหวพริบของท่านที่จะทำให้พระราชไมตรีในระหว่างพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส แลพระเจ้ากรุงสยาม ได้สนิธแน่นหนา ขึ้นอีกอย่างเดิม จดหมายฉบับนี้เขียนเมื่อณวันขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ปี ๒๒๓๗

สำเนาจดหมายเจ้าพระยาพระคลัง ถึงมองซิเออร์เดอปองซาแตรง ค.ศ. ๑๖๙๓ ปี ๒๒๓๗ (!) ข้าพเจ้าได้ทราบข่าวมานานแล้วว่า มองซิเออร์เดอเซเนเลได้ถึงแก่กรรมเสียแล้ว เมื่อข้าพเจ้าได้ทราบข่าวอันนี้ก็ได้มีความสลดเสียใจเปนอันมาก เพราะมองซิเออร์เดอเซเนเลเปนคนที่มีคุณวุฒิอย่างดี แลเมื่อข้าพเจ้าได้ไปราชการยังประเทศฝรั่งเศสนั้น มองซิเออร์เดอเซเนเล ก็ได้แสดงความไมตรีต่อข้าพเจ้าอยู่บ้าง อีกประการหนึ่งข้าพเจ้ามีความยินดีเปนอันมาก ที่พระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ได้ทรงเลือกให้ท่านเปนเสนาบดีแทนมองซิเออร์เดอเซเนเล เพราะพระองค์ทรงพระปรีชาญาณ จึงทรง


๑๙๘ รู้สึกในคุณความดีของท่านที่จะทำการในตำแหน่งนี้ได้ ข้าพเจ้าหวังใจว่าท่านคงจะได้เปนไมตรีกับข้าพเจ้า ดังที่มองซิเออร์เดอเซเนเล ได้เคยเปนไมตรีมาแล้ว เมื่อข้าพเจ้าได้กลับมาจากประเทศฝรั่งเศสแล้วนั้น ได้เกิดการลำบากขึ้นในระหว่างไทยกับฝรั่งเศสซึ่งพึ่งมาถึงใหม่ ๆ เพราะพวก ฝรั่งเหล่านี้ไม่รู้จักขนบธรรมเนียมของไทยเหมือนท่านสังฆราชเดอ เมเตโลโปลิศแลบาดหลวงเดอลาบเรอย์ ในเรื่องนี้ข้าพเจ้าได้มีจดหมายชี้แจงไปยัง บาดหลวงเดอลาเชซผู้ล้างบาปของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส แลมองซิเออร์เดอบรีซาเซียหัวหน้าบาดหลวงคณะการต่างประเทศแล้วข้าพเจ้าหวังใจว่า การที่เกิดขึ้นคราวนี้ คงจะไม่ทำให้พระราชไมตรีในระหว่างพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส แลพระเจ้ากรุงสยามได้เปลี่ยนแปลงเสื่อมเสียลงอย่างใด แลหวังใจว่าตัวท่านกับข้าพเจ้าคงจะได้ช่วยกันทำให้พระราชไมตรีนี้ได้สนิธสนมขึ้นอีกยิ่งกว่าเก่า ซึ่งจะเปนการทำให้ชนทั่วโลกได้สรรเสริญเราทั้งสองต่อไป บาดหลวงตาชาได้มีจดหมายมายังข้าพเจ้าบอกว่า พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้มีรับสั่งให้บาดหลวงตาชามายังเมืองนี้ เพื่อจัดการทุก ๆ อย่างให้เรียบร้อย ข้าพเจ้าจึงได้นำความ กราบทูลพระเจ้ากรุงสยามให้ทรงทราบ พระเจ้ากรุงสยามทรงปีติยินดีแลได้ทรงชมเชยพระปรีชาญาณ แลอานุภาพของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสแล้วได้มีรับสั่งให้ข้าพเจ้ารีบจัดให้หลวงวรวาที (Olouan Varauatti) ไปรับบาดหลวงตาชา แลได้พระราชทานกระบี่ฝักทองให้เปนเกียรติยศ


๑๙๙ พิเศษแก่หลวงวรวาที เพื่อให้ไปรับแลไปเชิญบาดหลวงตาชามายัง เมืองนี้ แต่บาดหลวงตาชาก็ยังหามาถึงไม่ พระเจ้ากรุงสยามนายของข้าพเจ้าจึงได้มีพระราชโองการให้ข้าพเจ้าส่งมองซิเออร์เฟเรอ ซึ่งเปน มิซชันนารีของท่านสังฆราชเดอเมเตโลโปลิศ เพื่อได้ไปเชิญบาดหลวง ตาชาให้มาโดยเร็วจะได้จัดการต่าง ๆ ทุกอย่างให้เปนที่เรียบร้อยต่อไป ข้าพเจ้ามีความยินดีเปนอันมากที่ได้ทราบว่าพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้ทรงมีชัยชนะแก่พวกศัตรู แลคงทรงมีชัยเสมอ ๆ มา ข้าพเจ้าก็ได้ นำความกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินนายของข้าพเจ้าให้ทรงทราบ พระเจ้ากรุงสยามก็ทรงปีติยินดีด้วยเปนอันมาก ข้าพเจ้าอ้อนวอนขอให้พระเปนเจ้าได้โปรดให้พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้มีพระชนม์ยืนยาว แลขอให้พระองค์ได้ทรงเจริญสุขสวัสดิ์ทุก ประการ แลข้าพเจ้าก็หวังใจว่าพระเปนเจ้าจะได้ให้ท่านได้อยู่เปนสุขสบายอายุยืน แลขอให้ท่านได้เพิ่มเกียรติยศยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วย

มองเซนเยอร์ลาโน ค.ศ. ๑๖๗๙-๑๖๙๖ (พ.ศ. ๒๒๒๒-๒๒๓๙) ว่าด้วยคณะบาดหลวงเมื่อได้ถูกกดขี่บีบคั้นแล้ว ค.ศ. ๑๖๙๒-๑๖๙๖ (พ.ศ. ๒๒๓๕-๒๒๓๙) ที่กรุงศรีอยุธยา เกิดไข้ทรพิษ รับเด็กเข้ารีต จดหมายมองซิเออร์ปินโต ถึง บาดหลวง เดอกาบาเนซ์ วันที่ ๑๕ เดือนมกราคม ค.ศ. ๑๖๙๖ (พ.ศ. ๒๒๓๙) ๒๐๐ ข้าพเจ้าได้มาเห็นการของคณะบาดหลวงได้กลับลงรอยเดิมเปนอย่างดีแล้ว แลได้เห็นต่อไปว่า ถึงได้เกิดจลาจลมาแล้วก็ดีแต่การของพวกบาดหลวงได้เจริญยิ่งขึ้นทุก ๆ วัน ข้าพเจ้ามีความปลื้มใจแลยินดีเปนอันมากที่ได้พบท่านสังฆราชเดอเมเตโลโปลิศผู้ที่รับความทุกข์ลำบากแสนสาหัสพร้อมกับพวกมิซชันนารีแลนักเรียนทั้งหลาย แต่ซึ่งอภินิหารของพระเปนเจ้าได้คุ้มครองปกปักรักษาให้ได้พ้นความทุกขเวทนาในเวลา ที่ต้องจำคุกอยู่ ท่านสังฆราชแลมิซชันนารีทั้งปวงได้กลับมาอยู่ยัง โรงเรียนสามเณรเดิม แลได้ทำการตามหน้าที่ของมิซชันนารีโดยเปิดเผยหามีผู้หนึ่งผู้ใดมากีดกันขัดขวางอย่างใดไม่ ข้าพเจ้ามีความประหลาทใจมากที่ได้เห็นท่านสังฆราชแลมิซชันนารีเข้าได้ทั้งคนชั้นสูงแลชั้นต่ำ แลคนเหล่านี้ก็มีความนับถือแลรักใคร่ พวกมิซชันนารีด้วย จนที่สุดพระเจ้าแผ่นดินก็ได้พระราชทานเงินเปน อันมากให้แก่ท่านสังฆราช เพื่อไปซ่อมแซมวัดที่พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สวรรคตได้สร้างพระราชทาน วัดนี้เปนวัดงามที่สุดในเมืองไทยแต่ก็ ยังไม่แล้วดี เมื่อวันคริสมาศ พวกนักพรตทั้งปวงได้มีการสวดมนต์ ทำพิธีโดยเปิดเผย ข้าพเจ้าจะอธิบายให้ท่านเห็นความยินดีของข้าพเจ้าไม่ได้ที่ได้เห็นพวกคริสเตียนเก่า ๆ เข้ามาหาเพื่อได้ทำการตามหน้าที่ของผู้ถือสาสนาคริสเตียน แต่พวกเข้ารีตเหล่านี้ก็ยังมีความทุกข์ร้อน อยู่มาก ข้าพเจ้าคงจะคิดอ่านช่วยพวกนี้โดยเต็มกำลังที่จะได้


๒๐๑ จดหมายมองซิเออร์ปินโต ถึงมองซิเออร์บาเซต์ วันที่ ๑๐ เดือนมิถุนายน ค.ศ. ๑๖๙๖ (พ.ศ. ๒๒๓๙) ข่าวต่าง ๆในเมืองนี้เปนข่าวที่ไม่ดีมาก ดูเหมือนคำที่คนทำนายไว้จะสมจริงตามทำนายทั้งหมด เพราะได้มีทำนายไว้ว่าจะเกิดความ ไข้เจ็บหลายอย่าง การที่น้ำน้อยได้ทำให้อาหารการกินราคาแพงขึ้นมาก ถึงแม้ว่าพระเจ้าแผ่นดินจะทรงจัดการระวังอย่างกวดขันสักปานใดก็ตาม แต่ก็เกิดเพลิงไหม้ขึ้นบ่อย ๆ ทุกแห่ง ตามลำน้ำเกิดเปนน้ำขุ่น แลมี สีเขียวเต็มไปหมด จนน้ำนี้จะใช้บริโภคไม่ได้มาหลายวันแล้ว เมื่อมีการเช่นนี้ก็ทำให้คนฝันต่าง ๆ ถึงไม่ได้ฝันจริงก็คิดประดิษฐ์เปนฝันขึ้น ทั่วไป อากาศแห้งมากแลพระอาทิตย์ร้อนจัดจนเกือบจะทนไม่ได้แล้ว ได้เกิดไข้ร้ายขึ้น มีอาการโลหิตออกทางปากแลจมูกเปนไข้ชนิดนี้อยู่ได้สองสามวันก็ตาย แลในที่สุดการร้ายต่าง ๆ เหล่านี้ดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอ กลับมีไข้ทรพิษมาแทรกเข้าอีกทั่วพระราชอาณาจักร ทั้งเด็กแลผู้ใหญ่อายุตั้งแต่ ๗๐ ถึง ๘๐ ปี เปนไข้ทรพิษล้มตายเปนอันมาก ตั้งแต่เดือนมาราคมมา ได้มีคนตายทั่วพระราชอาณาเขตรวมเกือบ ๘ หมื่นคนแล้ว ตามวัดต่าง ๆ ไม่มีที่จะฝังศพ แลตามทุ่งนาก็เต็มไปด้วยศพทั้งสิ้น ในวัดที่อยู่ใกล้กับโรงเรียนของวัดเราวัดเดียวเท่านั้น ภายในสามเดือนได้ฝังศพถึง ๔๒๐๐ ศพแล้ว ในระหว่างที่เกิดความไข้ ๒๖


๒๐๒ เจ็บชุกชุมนี้ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงแสดงพระองค์เปนพุทธสาสนิกชนอย่างดีได้พระองค์หนึ่ง โดยลงมือทำด้วยพระองค์เองก็มีแลสั่งให้คนอื่นทำพิธีต่าง ๆ ก็มี กล่าวคือ ได้มีการสวดมนต์เลี้ยงพระ มีการ สวดมนต์ในที่ประชุมชนทำน้ำมนต์ แลทำพิธีต่าง ๆ หลายพันอย่าง ซึ่งพระสงฆ์ได้ทำทั้งในเมืองแลนอกเมือง แต่พระเจ้าแผ่นดินไม่ได้ แสดงพระองค์ว่าเปนแต่พุทธสาสนิกชนอย่างเดียว ได้แสดงพระองค์เปนเหมือนกับบิดามารดาของราษฎรอย่างดีด้วย โดยมีรับสั่งให้แพทย์ไปเที่ยวรักษาพยาบาลคนป่วยเจ็บ แลพระราชทานยาแลเงินให้แจกเปนทานทั่วหน้ากัน ก่อนที่ท่านสังฆราชจะถึงแก่กรรมได้แนะนำว่าควรจะถ่ายยาแลฉีดเอาเลือดออกเพื่อป้องกันมิให้ป่วยไข้ พระเจ้ากรุงสยามทรงเห็นชอบในคำแนะนำนี้ จึงได้ทรงประกาศป่าวร้องให้ราษฎรได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของท่านสังฆราช แลเจ้าพนักงารต้องนำความกราบทูลทุกคืนว่าคนที่ได้ฉีดเลือดออกเช่นนี้มีจำนวนมากน้อยเท่าใด มองซิเออร์เดซเตรชีกับมิซชันนารีอีกสามคนได้วิ่งไปช่วยทุกหนทุกแห่ง ให้ยากิน บ้าง รับเด็กเข้ารีตบ้าง ภายในพระนครแห่งเดียวมิซชันนารีเหล่านี้ได้รับเด็กเข้ารีตวันละหลาย ๆ คน ในชั้นต้นข้าพเจ้าเองก็วิ่งไปทั่วทุกแห่งเหมือนมิซชันนารีอื่น ๆ เหมือนกัน แต่ไม่ช้าการรักษาพยาบาลพวก คริสเตียนที่ป่วยก็เต็มมือเสียแล้ว ทั้งกำลังวังชาของข้าพเจ้าก็ดูน้อย ลงด้วย แต่เดชะบุญพระเยซูช่วยความไข้เจ็บดูซาลงไปบ้างแล้ว แต่ในพวกเราเองก็มักเรียนตายถึงสามคน คือ ลูกโดวีกัศ กาลัศ ๑ ฟรัง


๒๐๓ ซิซกัศ ๑ ลาราเม ๑ แลทาสก็ตายไปคน ๑ ขอให้พระเปนเจ้าได้ โปรดอย่าให้พวกเราได้ล้มเจ็บลงเลย ตามธรรมดาในเวลาปรกติจำนวนคนเข้ารีตเพิ่มขึ้นแต่ช้ามาก แต่การที่เกิดความไข้เจ็บคราวนี้ ทำให้จำนวนน้อยลงไปมาก

จดหมายมองซิเออร์โปเก ถึง ผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ วันที่ ๒๗ เดือนธันวาคม ค.ศ. ๑๖๙๖ (พ.ศ. ๒๒๓๙) การที่ฝนแล้งแลน้ำน้อยมาตั้งแต่ปีก่อนตลอดมาจนถึงปีนี้ ได้ทำให้เกิดไข้ทรพิษขึ้นหลายชนิด บางอย่างเปนไข้ดำ บางอย่างก็แดง ความไข้นี้ได้ทำให้คนตายทั้งเด็กแลผู้ใหญ่มีจำนวนมากมายจนเหลือที่จะเชื่อ ในโรงเรียนของเราหาได้มีความไข้ไม่ เพราะฉนั้นพวกไทยจึง ได้ประหลาทใจยิ่งนักจนถึงกับนำความกราบทูลพระเจ้าแผ่นดิน แต่ถึงจะ ไม่มีความไข้เลยก็ยังมีนักเรียนตายสามคนกับคนใช้หลายคน นอกนั้น ที่ได้ป่วยลงก็ได้รักษาหายหมดทุกคน ไข้ทรพิษคราวนี้ได้ทำให้เด็ก ได้ขึ้นสวรรค์หลายคน ฝนปีนี้กลับแล้งยิ่งกว่าปีก่อน แลได้แล้งตลอดจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม พวกราษฎรมีความวิตกเปนอันมาก น้ำก็ไม่ขึ้นซึ่งมีคน พูดกันว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีเลยที่น้ำจะไม่ขึ้นในระดูนี้ ราคาข้าวไม่ใช่แต่แพงอย่างเดียวแต่จะหาซื้อก็ไม่ได้ด้วย ฝ่ายพระเจ้ากรุงสยามซึ่ง


๒๐๔ ทรงพระเมตตาแก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเสมอหน้ากัน ได้ทรงจัดการอย่างดีซึ่งทำให้คนยากจนได้รับความเดือดร้อนเบาบางลง เมื่อเกิดการไข้เจ็บเดือดร้อนทั่วหน้ากันเช่นนี้ พวกเราเห็นว่าเปนหน้าที่จะต้องทำพิธีสวดมนต์ในที่ประชุมชน ๗ วัน เมื่อเสร็จพิธีสวดมนต์แล้ว พวกเราได้จัดการ เอาของที่ระลึกของสาสนาออกแห่ ในอาทิตย์ที่ตั้งพิธีสวดมนต์นั้นก็ได้ มีฝนตกลงมา แลฝนก็ได้ตกเรื่อยมาตลอดเดือนกันยายน ตุลาคม แลพฤศจิกายน ซึ่งเปนการแปลกประหลาทอยู่บ้าง น้ำในแม่น้ำก็ขึ้นมากกว่าปีก่อนจนท่วมทุ่งนา อยู่ประมาณ ๒ เดือน ถึงอย่างไร ๆ ก็ คงเก็บเกี่ยวข้าวได้ครึ่งหนึ่ง ข้อนี้เห็นเปนแน่แล้วว่าพระเปนเจ้าได้ช่วยเมืองนี้ ไม่ฉนั้นก็จะต้องได้รับความลำบากอย่างยิ่งแต่ข้าพเจ้ายังไม่กล้าพอที่จะยืนยันว่า การที่ฝนได้ตกลงมาจนได้ทำนาได้นั้น จะเปนเพราะพวกเราหรือพวกคริสเตียนได้ตั้งพิธีสวดมนต์ เพราะข้างพวกไทยก็ได้เชิญพระพุทธรูปมีชื่อออกแห่เหมือนกัน แลไทยก็คงจะเชื่อว่าการที่ฝนได้ตกลงมาก็เพราะได้แห่พระพุทธรูป แต่ความที่เปนจริงก็ควรจะเห็น ได้ว่าเปนด้วยพระเปนเจ้าผู้สร้างฟ้าแลดินโปรด เว้นแต่พวกไทยไม่ยอมรับเท่านั้นเอง โบสถ์ที่พระเจ้าแผ่นดินองค์สวรรคตได้สร้างพระราชทาน แต่ยังไม่แล้วเพราะเหตุว่าเสด็จสวรรคตเสียก่อน ทั้งมีบุคคลบางจำพวกได้ คิดอ่านทำให้การสร้างโบสถ์นั้นให้ชักข้ามาได้ปี๑ ก่อนที่สวรรคตแล้วนั้น บัดนี้มาถูกฝนเข้าก็ออกจะพังลงบ้างแล้วเมื่อต้นปีก่อนได้ลงมือซ่อมแซม


๒๐๕ บ้างพออาศรัยได้ พึ่งมาแล้วเสร็จเมื่อคริสมาศปี ๑๖๙๕ (พ.ศ. ๒๒๓๘) ตั้งแต่นั้นก็ได้ทำพิธีที่เกี่ยวด้วยสาสนาโดยเต็มที่ที่จะทำได้ แลทำโดย ไม่มีสิ่งใดขัดขวางเท่ากับทำที่กรุงปารีสเหมือนกัน โบสถ์นี้จนจริงเกือบจะไม่มีเครื่องประดับอย่างใดเลย แต่เปนโบสถ์ที่งามแลใหญ่จะหาโบสถ์ไหนในฝ่ายทิศตวันออกที่จะงามเท่าเปนหาไม่ได้ เมื่อวันจันทร์ตอนกลางคืนก่อนวันนักขัตฤกษ์ ปันตโกตปีนี้ อยู่ดี ๆ หลังคาได้ยุบลงมาครึ่งหนึ่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปหมด การที่พังลงไปนี้เปนด้วยฝนชะเครื่องบนผุ แลเราก็ไม่มีพาหนะที่จะแก้ไขซ่อมแซมได้ แต่เปนการเคราะห์ดีเมื่อเวลาหลังคายุบลงมานั้น มีคนอยู่ในโบสถ์สามหรือสี่คนเท่านั้น คนเหล่านี้หาได้ถูกเจ็บป่วยอย่างใดไม่ แต่พวกเราจะหาไม้เครื่องบนแลกระเบื้องมาแทนของที่หักพังไปนั้นไม่ได้ จึงได้เอาใบไม้ชนิดที่ใช้มุงหลังคาในเมืองนี้มาคลุมไว้ก่อน พวกคริสเตียนทั้งหลาย ได้ช่วยกันทำให้ทันวันนักขัตฤกษ์ปันตโกต แลในวันนั้นก็ได้ทำพิธีของ วันนักขัตฤกษ์นี้ดุจหลังคายังดีอยู่ การที่เอาใบไม้คลุมหลังคาไว้เช่นนี้ คงจะพอใช้ไปได้สองหรือสามปี แต่อย่างไร ๆ ก็คงจะต้องคิดจัดการซ่อมหลังคาให้ดีดังแต่ก่อนให้จงได้