ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๓

จาก วิกิซอร์ซ
ข้ามไปยัง: บอกทาง, ค้นหา

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๓ เรื่อง กรุงเก่า

พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ

พระยาโบราณราชธานินทร์ ( พร เดชะคุปต์ )

ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส

เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๙


พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร

คำนำ ในการพระราชทานเพลิงศพ พระยาโบราณราชธานินทร์ ( พร เดชะคุปต์ ) เจ้าภาพและบรรดาผู้ที่เคารพนับถือ ในพระยาโบราณ ราชธานินทร์ ประสงค์จะได้หนังสือสำหรับแจกเป็นที่ระลึก จึงแจ้ง ความประสงค์นี้มายังกรมศิลปากร กรมศิลปากรมีความยินดี ที่ได้มีโอกาสกระทำปฏิการ โดย จัดหาหนังสือสำหรับพิมพ์ในครั้งนี้ เพราะพระยาโบราณราชธานินทร์เคยเป็นอุปนายกแผนกโบราณคดีในราชบัณฑิตยสภา และเป็นผู้ มีอุปการะคุณแก่กรมศิลปากรด้วยผู้หนึ่ง คราวใดที่เจ้าหน้าที่ในกรมศิลปากรไปสอบถามความรู้อันเกี่ยวด้วยโบราณคดี พระยาโบราณราชธานินทร์ก็เต็มใจชี้แจงให้เสมอทุกคราว ถ้าว่าโดย ฉะเพาะในเรื่องภูมิสถานพระนครศรีอยุธยา ก็เห็นจะหาผู้ที่มีความรู้เชี่ยวชาญเสมอด้วยพระยาโบราณราชธานินทร์ได้ยาก ความรู้ ในทางโบราณคดีที่ทราบกันอยู่ในเวลานี้ก็มีอยู่มาก ที่พญาโบราณ ราชธานินทร์เป็นผู้สอบสวนค้นพบมา เพราะฉะนั้นจึงเป็นการสมควร ที่จะรวบรวมเรื่องโบราณคดี ซึ่งพระยาโบราณราชธานินทร์ได้ เรียบเรียงไว้ พิมพ์รวมเป็นเล่มเดียวจัดเข้าในลำดับประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๓ เพื่อเป็นเกียรติยศเชิดชูคุณงามความดีที่พระยาโบราณ ราชธานินทร์ ได้ใช้ความพยายามค้นคว้า และนำมาเผยแผ่ให้เป็นประโยชน์เกื้อกูลความรู้ ซึ่งนักศึกษาทุกท่านคงยินดีอนุโมทนา


(๒) เรื่องที่พิมพ์อยู่ในหนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๓ นี้ คือ (๑) เรื่องแก้คดีพระเจ้าปราสาททอง ซึ่งพระยาโบราณ ราชธานินทร์ แต่งขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง มูลเหตุของเรื่องนี้มีมาอย่างไรไม่ปรากฎ กรมศิลปากรจึงได้ กราบทูลสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (๒) ได้ทรงพระกรุณาประทานคำอธิบาย ดังได้ลงพิมพ์ไว้ ข้างหน้าของเรื่องนี้ และกรมศิลปากรขอขอบพระเดชพระคุณสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์นั้นไว้ในที่นี้ด้วย (๓) ตำนานกรุงเก่า ซึ่งพระยาโบราณราชธานินทร์เรียบเรียงพิมพ์ทูลเกล้าถวายในงานพระราชพิธีรัชมงคล เมื่อ ร.ศ. ๑๒๖ (พ.ศ. ๒๔๕๐) ได้ชี้แจงข้อสำคัญไว้ในคำนำหนังสือที่พิมพ์ คราวนั้นด้วย ว่าเป็นการคิดเรียบเรียงขึ้นตามที่นึกได้ในระหว่างเวลาว่างตรวจการทำพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ปราสาท ซึ่งเป็นเวลากำลัง ฉุกละหุกมีเวลาน้อย ไม่พอที่จะตรวจสอบกับตำราทั้งหมดให้ละเอียดได้ทั้งการพิมพ์ก็เร่งรัดที่จะให้แล้วเร็วทันวันงานพระราชพิธีรัชมงคล และการที่ทำโดยรีบร้อนเช่นนี้ ก็ย่อมจะมีที่ผิดพลั้งอยู่เป็นธรรมดา คิดเสลาตั้งแต่พระยาโบราณราชธานินทร์ พิมพ์ตำนานกรุงเก่าทูลเกล้า ฯ ถวายในครั้งนั้น ล่วงมาจนถึงบัดนี้ได้ ๒๙ ปีแล้ว การ สืบสวนค้นคว้าในทางโบราณคดีก็คืบหน้ามาโดยลำดับ อาจมีข้อ แตกต่ากงันบ้าง ถึงกระนั้น หนังสือตำนานกรุงเก่าก็ยังคงเป็น ประโยชน์ในการศึกษาโบราณคดีอยู่เป็นอันมาก

(๓) (๔) อธิบายแผนที่พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีคำวินิจฉัยของพระยาโบราณราชธานินทร์ เรื่อง อธิบายแผนที่พระนครศรีอยุธยานี้ สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงชี้แจงไว้ในคำนำฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ ว่า " ต้นฉะบับได้มาในหนังสือมรดก ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ ซึ่งพระองค์เจ้าและหม่อมเจ้าในกรม พร้อมพระหฤทัยกันถวายแด่หอพระสมุดสำหรับพระนคร พิจารณาดูเห็นเป็นตัว ฉะบับเดิมแท้ มิได้มีผู้ใดแก้ไขเพิ่มเติมให้วิปลาศ มีเรื่องในหนังสือเป็น ๒ ตอน ตอนต้นเป็นเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา อ้างไว้ท้ายว่า เป็นพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพลงยาวนี้มีหลักฐานควรเชื่อว่า แต่งเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็น ราชธานี ด้วยในคำให้การของชาวกรุงเก่า ที่พะม่าจับขึ้นไปถาม คำให้การเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยา ได้กล่าวอ้างถึงแต่ข้อที่ว่าเป็น พระราชนิพนธ์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชฉนั้น ไม่มีหลักฐานอย่างอื่นนอกจากที่มีเขียนไว้กับเพลงยาว ประหลาดอยู่ที่เพลงยาวบทนี้ ยังมีผู้ท่องจำกันมาได้แพร่หลายจนในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ แต่เรียก กันว่า เพลงยาวพุทธทำนาย " " อีกเรื่องหนึ่ง ต่อเพลงยางไป เป็นเรื่องพรรณนาถึงภูมิสถานพระนครศรีอยุธยา พิเคราะห์ดูสำนวนเห็นว่า ผู้แต่งเกิดทันสมัย เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แต่มาแต่งหนังสือในกรุงรัตนโกสินทร์ "

(๔) "ก็เรื่องภูมิสถานพระนครศรีอยุธยา พระยาโบราณราชธานินทร์ ( พร เดชะคุปต์ ) ได้เอาเป็นธุระสืบสวนตรวจตราโดยน้ำใจรักมากว่า ๒๐ ปี ตั้งแต่ยังเป็นหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ ขึ้นไปรับราชการอยู่ใน มณฑลอยุธยา ตลอดมาจนได้เป็นตำแหน่งสมุหเทศาภิบาล และเป็น อุปนายกแผนกโบราณคดีในราชบัณฑิยตสภาอยู่จนทุกวันนี้ เมื่อข้าพเจ้าพบหนังสือเรื่องนี้ จึงได้คัดสำเนาส่งไปให้พระยาโบราณ ราชธานินทร์สอบสวนดู พระยาโบราณราชธานินทร์มีแก่ใจแต่ง คำวินิจฉัยขึ้นอีกส่วนหนึ่ง ประกอบกับตันฉะบับที่ได้มา " " หนังสือเรื่องนี้ พระยาโบราณราชธานินทร์ ได้พิมพ์ขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวายในการพระราชพิธีสังเวยอดีตมหาราช ที่พระราชวัง กรุงศรีอยุธยาครั้งหนึ่งแล้ว แต่โดยมาก ผู้ที่รับแจกเป็นข้าราชการ ที่ตามเสด็จพระราชดำเนิน กับข้าราชการหัวเมือง ยังหาสู้แพร่หลาย ไม่ และทั้งต่อมา พระยาโบราณราชธานินทร์ ก็ได้แต่งคำวินิจฉัย เพิ่มเติมและรวบรวมรูปโบราณสถานในพระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้ถ่าย ไว้มาเข้าบรรจุเพื่อประกอบท้องเรื่อง ดังปรากฎอยู่ในสมุดเล่มนี้ " ในการพิมพ์คราวนี้ ได้พิมพ์พระวิจารณ์เพลงยาวพยากรณ์ กรุงศรีอยุธยา ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ แซกไว้ด้วย อนึ่ง กรมศิลปากรขอชี้แจงไว้ในที่นี้ด้วย ว่าความรู้ทาง โบราณคดีนั้น เป็นความรู้ที่ไม่ยุติ เพราะความรู้ในเรื่องเหล่านี้ อยู่ที่การขุดค้นพบหลักฐานและสอบสวนพิจารณา อันไม่มีที่สิ้นสุด

(๕) ถึงคราวค้นพบหลักฐานใหม่ ก็ย่อมมีการสันนิษฐานเพิ่มเติมกัน ต่อไปตามแนวทางของการตรวจสอบโบราณคดี เมื่อทราบความ ดังนี้แล้ว การอ่านเรื่องโบราณคดีจึงจะได้ประโยชน์ กรมศิลปากร ขออนุโมทนาในกุศลที่เจ้าภาพและบรรดาผู้เคารพนับถือได้พร้อมใจกันพิมพ์ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๓ นี้ ให้แพร่หลายสะดวกแก่กรณีศึกษาทางโบราณคดี อันเป็นความรู้ พึงปรารถนาอย่างยิ่งประการหนึ่ง ขออำนาจกุศลนี้จงเพิ่มพูลปีติโสมนัส และสุขสมบัติทั้งมวล แก่พระบาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) ผู้ได้พยายามเสาะค้นหาทางบำรุงความรู้โบราณคดี ที่ ชาติต้องการมานานแล้ว ให้สำเร็จเป็นข้อความดังปรากฎอยู่ในเล่มนี้เป็นต้น.


กรมศิลปากร วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๙




ประวัติ พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) เมื่อยังเยาว์

มหาอำมาตย์โท พระยาโบราณราชธานินทร์ สยามินทรภักดีพิริยพาหะ (พร เดชะคุปต์) ป ช. ป ม. ท จ ว. ร ว. ร ด ม. (ศิลป) รัตน ( จ ป ร ๓ ว ป ร ๒ ป ป ร ๓) ร ร (ทอง) ฯ องคมนตรี มหาเสวกโท (กิติมศักดิ์) เกิดในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ วันพุธที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ปีมะแม พ.ศ. ๒๔๑๔ เป็นบุตรขุนฤทธิ์ ดรุณเสรฐ (เดช เดชะคุปต์) สารวัตรใหญ่มหาดเล็กเวรฤทธิ์กับ นางไผ่ ฤทธิ์ดรุณเสรฐ มรพี่น้อวราวบิดามารดาเดียวกัน ๖ คน คือ ๑. หลวงประชุมบรรณสาร (พิณ เดชะคุปต์) รับราชการกระทรวงกลาโหม (ยังรับบำนาญอยู่) ๒. พระยาพิพิธภักดี (เพิ่ม เดชะคุปต์) รับราชการกระทรวงมหาดไทย ถึงอนิจกรรมแล้ว ๓. นางสาวใย เดชะคุปต์ ๔. พระยาโบราณราชธานินทร์ ฯ (พร เดชะคุปต์) รับ ราชการกระทรวงมหาดไทย ๕. นางอภิรักษสมบัติ (เรือน ดิษยรักษ์) ๖. นายพล เดชะคุปต์ ถึงแก่กรรมแล้ว


(๘) บ้านบิดาอันเป็นที่เกิด อยู่เหนือวัดศรีสุดาราม คลองบาง กอกน้อย แขวงจังหวัดธนบุรี เมื่อยังเยาว์เริ่มศึกษาอักขรสมัยที่ สำนักวัดยี่ส่าย บิดานำถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระบรม เชษฐาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฏราชกุมาร แล้วส่ง เข้าเป็นนักเรียนที่โรงเรียนสราญรมย์ ศึกษาในสำนักพระยาศรี สุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) อยู่ระยะหนึ่ง ถึงสมัยเมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ แต่ยังไม่ได้รับกรม ทรงจัดการศึกษา บิดาจึงนำนายพรไปถวายฝากให้ทรงฝึกหัดตั้งแต่ ยังไม่ได้โกนจุก สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทรงทราบว่าเคยเล่า เรียนมาบ้างแล้ว จึงโปรดให้ส่งเข้าเป็นนักเรียนโรงเรียนพระตำหนัก สวนกุหลาบ อันเป็นโรงเรียนเพิ่มต้งขึ้นสำหรับสอนวิชาชั้นสูงใน สมัยนั้น แต่บิดาขอลาเอาไปโกนจุกและให้บวชเป็นสามเณรตามประเพณีบ้านเมือง อยู่ณวัดมหาธาตุพรรษา ๑ แล้วจึงส่งกลับมาเข้าโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ ครูในโรงเรียน พากันสรรเสริญว่าฉลาดมาแค่แรก เรียนกอยู่วัก ๓ ปี ก็สามารถสอบ ไล่ได้วิชาบริบูรณ์ทั้งประโยค ๑ และประโยค ๒ ของโรงเรียนนั้นได้รับรางวัลชั้นสูงหลายครั้ง ครั้งหนึ่งเมื่อเข้าไปรับพระราชทานรางวัล ต่อพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตรัสถามว่า " นายพรนี้เป็นลูกใคร " สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ กราบบังคมทูล ให้ทรงทราบนามบิดา พระยาโบราณ ฯ ถือกรณีครั้งนั้นเป็นศุภนิมิตรมาตลอดอายุ ด้วยเป็นวันแรกที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงรู้จัก (๙) ประวัติเมื่อรับราชการในกรุงเทพฯ

ในเวลาเมื่อพระยาโบราณ ฯ สำเร็จการศึกษานั้น โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบกำลังเจริญ พวกผู้ดีกาพันส่งลูกหลานเข้า เป็นนักเรียนมาก จนครูประจำโรงเรียนไม่พอจะสอน พระยาโอวาท วรกิจ (แก่น โอวาทสาร) อาจารย์ให้จึงชวนนักเรียนซึ่งสำเร็จ การเรียนแล้วให้อยู่เป็นครูชั่วคราว พระยาโบราณ ฯ ยอมอยู่ช่วย พระยาโอวาท จึงได้เป็น " ครู " เป็นตำแหน่งแรกที่เข้ารับราชการ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๒ แต่เป็นครูอยู่ไม่ช้า ด้วยเวลานั้นตั้งกรม ศึกษาธิการขึ้นแล้ว พอโรงเรียนหาครูได้พอการ สมเด็จกรม พระยาดำรง ฯ ก็โปรดให้ไปรับราชการในกรมศึกษาธิการเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๓ เวลานั้นอายุได้ ๑๙ ปี สมัยนั้นเป็นเวลาเริ่มแก้ไขวิธี การปกครองบ้านเมือง ตั้งกระทรวงขึ้นใหม่บ้าง เหล่ากระทรวงเก่า ก็เปลี่ยนแปลงกระบวรการในกระทรวงเข้าหาระเบียบใหม่วิธีทำการละเอียดกว่าอย่างแต่ก่อนเพราะฉะนั้นต่างกระทรวงต่างก็หาคนที่ได้ เล่าเรียนมีความรู้เข้ารับราชการเวลานั้น มีโรงเรียนพระตำหนัก สวนกุหลาบแห่งเดียวที่สอนวิชาหนังสือไทยชั้นสูง และมีการสอบวิชาให้ปรากฎความรู้ กระทรวงต่าง ๆ จึงอยากได้นักเรียนโรงเรียน พระตำหนักสวนกุหลาบ นักเรียนคนไหนได้ประกาศนียบัตรไปสมัครรับราชการกระทรวงใด เจ้ากระทรวงก็ยินดีรับเข้าตำแหน่งในทันที


(๑๐) แต่ นักเรียนที่สอบความรู้ได้ตลอดประโยค ๒ เช่นพระยาโบราณ ฯ ในเวลานั้นยังมีปีละน้อยคน เวลาแรกเข้าทำการก็มักได้เป็นตำแหน่งถึงชั้นเสมียนโท พอฝึกหัดทำการงานในหน้าที่แล้วก็ได้เลื่อนขึ้น เป็นเสมียนเอกแทบทุกคน ต่อไปถ้าทำการงานดี ก็มักได้เลื่อนที่ รวดเร็ว ข้อนี้พึงเห็นอุทาหรณ์ได้ในประวัติของพระยาโบราณ ฯ ที่กล่าวต่อไปนี้ พ.ศ. ๒๔๓๓ เป็นเสมียนโทในกรมศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๔๓๔ เลื่อนเป็นเสมียนเอกแล้วเป็นสารวัตรตรวจโรงเรียนหลวงในกระทรวงธรรมการ พ.ศ.๒๔๓๕ ย้ายไปรับราชการกระทรวงพระคลัง ด้วยกรม พระนราธิปประพันธ์พงศ์เมื่อทรงบัญชาการกระทรวงพระคลังตรัส ขอไปเป็นตำแหน่งรองเลขานุการสำหรับพระองค์ ครั้งนั้นเรียกว่า เสมียนเอกเวรวิเศษ และในระหว่างนั้นโปรดให้เป็นอาจารย์ถวาย อักษรหม่อมเจ้าในกรม คือหม่อมเจ้าสกลวรรณากร วรวรรณ และหม่อมเจ้าพรพิมลพรรณ รัชนี ชายาในกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ กับหม่อมเจ้าสุรางค์ศรีโสภางค์ ในพระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์อีกองค์หนึ่ง สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ฯ พระราชทานเงินเดือนพิเศษเดือนละ ๒๐ บาท แต่ในปีนั้นสมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ก็ย้ายจากกระทรวงธรรมการไปทรงบัญชาการกระทรวงมหาดไทย ต่อมาเมื่อ กรมพระนราธิป ฯ ทรงเวนคืนตำแหน่งในกระทรวงพระคลัง สมเด็จ กรมพระยาดำรง ฯ ก็ตรัวชวนให้ไปรับราชการในกระทรวงมหาดไทย

(๑๑) พ.ศ. ๒๔๓๖ ได้เป็นเสมียนเอก มีหน้าที่เป็นครูฝึกหัด นักเรียนซึ่งจะส่งไปรับราชการตามหัวเมือง พ.ศ. ๒๔๓๗ ได้เป็นรองนายเวรกรมพลังภังในกระทรวงมหาดไทย เวลารับราชการอยู่ในตำแหน่งนี้ พระยาโบราณ ฯ ได้เริ่มเรียบเรียงแบบโทรเลข (ลับ) ขึ้นใช้ในราชการพิมพ์สำเร็จ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙ คือ " แบบโทรเลขมหาดไทย ฉะบับพันพุฒอนุราช (พร) เรียบเรียง " ยังใช้ในราชการลับของกระทรวงมหาดไทย อยู่จนทุกวันนี้ พ.ศ. ๒๔๓๘ ได้รับประทวนเป็นที่ขุนวิเศษรักษา เลื่อนตำแหน่งเป็นนายเวรกรมพลัมภัง พ.ศ. ๒๔๓๙ ได้รับพระรานทานสัญญาบัตรเป็นที่พันพุฒอนุราช ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้ากรมพลัมภัง ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยที่จัดใหม่ในสมัยนั้น กรม พลัมภังเป็นเจ้าหน้าที่แผนกการปกครองท้องที่ในหัวเมือง พระยาโบราณ ฯ มีตำแหน่งอยู่ในกรมพลัมภัง ๒ ปีเศษ ได้เริ่มศึกษา วิธีการปกครองหัวเมืองในตอนนี้

รับราชการหัวเมือง

พ.ศ. ๒๔๓๙ ในสมัยนั้นเพิ่มแรกตั้งมณฑล ๆ อยุธยายังขาดข้าหลวงในมหาดไทย กรมขุนมรุพงศศิริพัฒน์ สมุหเทศาภิบาล

(๑๒) ตัรสขอพันพุฒอนุราช ( คือพระยาโบราณ ฯ ) เป็นข้าหลวงมหาดไทยเจ้ากระทรวงนำความขึ้นกราบบังคมทูล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนขึ้นเป็นที่หลวงอนุรักษ์ภูเบศร ไปเป็นตำแหน่งข้าหลวงมหาดไทยมณฑลอยุธยาเมื่ออายุได้ ๒๕ ปี พ.ศ. ๒๔๔๐ พระยาชัยวิชิต (นาก ณป้อมเพ็ชร) ผู้รักษา กรุงศรีอยุธยา (ตรงกับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด) เวนคืน ตำแหน่งยังไม่มีตัวผู้จะเป็นแทน สมุหเทศาภิบาลขอให้หลวงอนุรักษ์ ภูเบศร ข้าหลวงมหาดไทยรักษาราชการชั่วคราว แต่เมื่อทำการมา ไม่ช้าก็ปรากฎความสามารถว่าอาจจะเป็นผู้รักษากรุงได้ พ.ศ. ๒๔๔๑ พระราชสัญญาบัตรเลื่อนขึ้นเป็นพระอนุรักษ์ ภูเบศและเป็นตำแหน่งผู้รักษากรุงศรีอยุธยา เมื่ออายุ ๒๗ ปี พ.ศ. ๒๔๔๔ รับพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนขึ้นเป็นพระยาโบราณบุรานุรักษ์ ปลัดเทศาภิบาลมณฑลอยุธยา (สมัยนั้นยัง เรียกว่า " มณฑลกรุงเก่า ") ด้วย พ.ศ. ๒๔๔๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้กรมขุนมรุพงศศิริพัฒน์ ซึ่งเป็นสมุหเทศภิบาลมณฑลอยุธยา มาแต่แรกตั้ง เสด็จย้ายไปทรงบัญชาการแก้ไขความยากลำบากซึ่งเกิดขึ้นในมณฑลปราจิณ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระยา โบราณ ฯ เป็นผู้รับตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลอยุธยา ด้วยทรงคุ้นเคยทราบคุณวุฒิของพระยาโบราณ ฯ แล้ว ถึงกระนั้นก็โปรดให้ เป็นผู้รั้งอยู่ถึง ๓ ปี

(๑๓) พ.ศ. ๒๔๔๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นสมุหเทศา ภิบาลมณฑลอยุธยา มีลำดับยศชั้นที่ ๑ ตรี (ตรงกับมหาอำมาตย์ตรี ในรัชกาลที่ ๖) เต็มตำแหน่ง เมื่ออายุได้ ๓๕ ปี พ.ศ. ๒๔๕๔ ในรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริตั้งคณะเสือป่า พระยาโบราณ ฯ ก็เข้า เป็นสมาชิกตั้งแต่แรกมาจนตลอดรัชกาลที่ ๖ ได้เคยเป็นตั้งแต่ พลเสือป่าและต่อมาได้เลื่อนยศขึ้นโดยลำดับจนถึงเป็นนายกองใหญ่ ได้มีตำแหน่งในคณะเสือป่าตั้งแต่เป็นผู้บังคับกองจนเป็นผู้บัญชาการกองเสนารักษาดินแดนอยุธยา เป็นราชองครักษ์และได้รับพระ ราชทานเหรียญมหาสารทูลมาลาด้วย พ.ศ. ๒๔๕๕ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเพิ่มเกียรติยศเปลี่ยนราชทินนามเป็น พระยาโบราณราชธานินทร์ สยามินทรภักดี พิริพาหะ ถือศักดินา ๑๐,๐๐๐ ต่อมาอีกปี ๑ ได้เลื่อนยศเป็นมหาอำมาตย์โท พ.ศ. ๒๔๕๙ ตั้งระเบียบรวมหลายมณฑลเป็นภาค มีอุปราชบัญชาการเหนือสมุหเทศาภิบาลมณฑลอื่นในภาคนั้น พระยาโบราณ ฯ ได้เป็นอุปราชภาคอยุธยา มาจนเลิกระเบียบภาคในรัชกาลที่ ๗ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ ก็คงเป็นสมุหเทศาภิบาลมลฑลอยุธยาอย่างเดิมต่อมา พ.ศ. ๒๔๗๒ พระยาโบราณ ฯ อายุได้ ๕๘ ปี ถึงเขตต์ออกรับเบี้ยบำนาญ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระยาโบราณ ฯ

(๑๔) ออกจากตำแหน่งสมุหเทศาภิบาล และพระราชทานเบี้ยบำนาญมาจนตลอดอายุ ประมวลเวลาที่พระยาโบราณราชธานินทร์รับราชการ ตั้งแต่อายุ ๑๘ ปี รับราชการอยู่ในกรุงเทพ ฯ ๗ ปี ขึ้นไปรับราชการอยู่ที่ กรุงศรีอยุธยาแต่อายุ ๒๕ ปี จนอายุได้ ๕๘ ปี เป็นเวลารับราชการ อยู่หัวเมือง ๓๓ ปี รวมได้รับราชการประจำถึง ๔๐ ปี ได้รับพระ ราชทานเงินเดือนตั้งแต่เดือนละ ๑๖ บาท ถึงเดือนละ ๑๗๕๐ บาท เป็นที่สุด แต่เมื่อออกรับเบี้ยบำนาญแล้ว ก็ยังคงรับราชการเป็นตำแหน่งอุปนายกแผนกโบราณคดีในราชบัณฑิตยสภามาจนประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๔๗๖ ประวัติของพระยาโบราณ ฯ เมื่อรับราชการหัวเมืองแปลกกับเพื่อนข้าราชการในสมัยเดียวกันเป็นข้อสำคัญอย่างหนึ่ง ที่รับราชการอยู่ในมณฑลเดียว หรือถ้าว่าให้ชัดยิ่งกว่านั้น ประจำอยู่แต่ใน จังหวัดเดียว ตั้งแต่เป็นตำแหน่งชั้นต่ำจนถึงเป็นอุปราช อันเป็น ชั้นสูงสุดในข้าราชการหัวเมือง หาเคยย้ายถิ่นที่รับราชการเหมือนคน อื่นไม่ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะพระยาโบราณ ฯ ทรงคุณวุฒิฉะเพาะเหมาะแก้มณฑลอยุธยาไม่มีใครเหมือน พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวทั้ง ๓ รัชกาลจึงไม่โปรดให้บ้ายไปรับราชการที่อื่น คุณวุฒิ ของพระยาโบราณ ฯ เป็น ๒ อย่างประกอบกัน คือความสามารถในการปกครองบ้านเมืองอย่าง ๑ ความรอบรู้ โบราณคดีมณฑลอยุธยาอย่าง ๑

(๑๕) ความสามารถในการปกครองบ้านเมืองนั้น พระยาโบราณ ฯ ได้ขึ้นไปรับราชการตั้งแต่สมัยเมื่อแรกตั้งมณฑล รู้การที่กรมขุน มรุพงศศิริพัฒน์ทรงจัด และได้ช่วยทำการนั้น ๆ มาแต่แรกจนชำนิชำนาญ ครั้งกรมขุนมรุพงศ ฯ เสด็จย้ายไปมณฑลอื่น พระยา โบราณฯสามารถรักษาการต่าง ๆ ที่กรมขุนมรุพงศ ฯ ได้ทรงจัด เช่นวิธีปราบโจรผู้ร้ายเป็นต้น ไว้ได้ดังแต่ก่อนหมดทุกอย่าง นอก จากนั้นได้คิดอ่านจัดการให้เป็นคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองต่อมาด้วย สติปัญญาสามารถของตนเองอีกก็มาก จะพรรณาถึงรายการ (แม้ เพียงในเวลาที่ผู้แต่งหนังสือนี้ ได้มีหน้าที่ในการปกครองมาด้วยกัน กับพระยาโบราณ ฯ จน พ.ศ. ๒๔๕๘) ก็จะยืดยาวนัก และเป็น การจัดตามหัวเมืองเหมือนกันทุกมณฑลโดยมาก เพราะฉะนั้นจะกล่าวแต่โดยย่อ ว่ามณฑลอื่นได้ทำอย่างไร พระยาโบราณ ฯ ก็ทำ ได้อย่างนั้น บางเรื่องก็ดีกว่ามณฑลอื่น จะยกพอเป็นอุทาหรณ์ เรื่องหนึ่ง แรกตั้งพระราชบัญญัติลักษณเกณฑ์ทหารใน พ.ศ. ๒๔๔๘ คนพากันหลบหนึเข้าบวชเป็นอันมาก ถึงกระทรวงมหาดไทยเรียก เทศา ฯ มณฑลที่ใช้พระราชบัญญัตินั้น เข้าไปปรึกษาว่าควรจะทำอย่างไร เทศา ฯ บางคนเห็นว่าการหลบหนีบวชก็เป็นการฝ่าฝืน พระราชบัญญัติ ควรจับเอาตัวมาฟ้องศาลเอาโทษตามกฎหมาย แต่พระยาโบราณ ฯ เสนอความเห็นว่าคนกำลังตื่น ถ้าจับกุมก็จะยิ่งตื่นกันหนักขึ้น ถ้าเห็นว่าวัดคุ้มไม่ได้ก็คงพากันหนีเข้าป่า เมื่อหมด สะเบียงอาหารก็จะเที่ยวปล้นสดมภ์เลี้ยงชีพ จะเลยต้องปราบโจร

(๑๖) ผู้ร้ายด้วยอีกอย่างหนึ่ง เห็นว่าปล่อยให้บวชอยู่ใน วัดดีกว่า เหมือน กับฝากพระให้คุมไว้ เมื่อคนเหล่านั้นรู้ความตามพระราชบัญญัติ เห็นว่าที่ต้องเป็นทหารชั่วคราวไม่เป็นการเดือดร้อนเหลือนเกิน ก็คง สึกออกมาเอง ที่จะทนอดเข้าเย็นเห็นจะมีน้อย กระทรวงมหาดไทยอนุมัติตามความเห็นของพระยาโบราณ ฯ การเกณฑ์ทหารครั้งนั้นก็สำเร็จได้ จึงนับถือกันว่าพระยาโบราณ ฯ อยู่ในเทศที่มีสติปัญญา คนหนึ่ง ถึงกระนั้นความสามารถของพระยาโบราณ ฯ ในการปกครองบ้านเมืองก็ยังมีเทศา ฯ มณฑลอื่นพอเปรียบได้ แต่ความสามารถ ด้วยรอบรู้โบราณคดีของมณฑลอยุธยา ข้อนี้ไม่มีผู้อื่นเปรียบได้ ทีเดียว พระยาโบราณ ฯ เป็นผู้รักรู้โบราณคดีโดบอุปนิสัย ชอบอ่านหนังสือพระราชพงศาวดารตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน พอขึ้นไปรับราชการอยู่ณพระนครศรีอยุธยาก็ตั้งต้นเที่ยวดูโบราณวงัตถุสถานต่าง ๆ ที่ กล่าวถึงในหนังสือพระราชพงศาวดาร แห่งใดไม่ปรากฏก็พยายาม ค้นหา สุดแต่จะมีเวลาว่างเมื่อใดก็วานชาวบ้านพาบุกป่าฝ่าหนามเที่ยวค้นหาโบราณวัตถุสุถานมาตั้งแต่ยังเป็นหลวงอนุรักษ์ภูเบศร จนเป็น พระยาโบราณ ฯ ก็มีความรอบรู้ด้วยได้พบโบราณวัตถุสถานในพระนคร ศรีอยุธยา ซึ่งผู้อื่นยังไม่เคยเห็นเป็นอันมาก เมื่อความนั้นทราบถึง เจ้านายและผู้อื่นที่ชอบรู้โบราณคดีก็พากันไต่ถาม หรือให้พระยาโบราณ ฯ พาไปเที่ยวดูเนือง ๆ จนความทราบถึงพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์โปรดโบราณคดีมาก และเอา

(๑๗) เอา พระราชหฤทัยใส่ในเรื่องโบราณคดีกรุงศรีอยุธยามาช้านาน ก็โปรดทรงซักไซ้ไต่ถามพระยาโบราณ ฯ เวลาเสด็จไปประทับ ณ พระราชวังบางปะอิน ก็โปรดให้พระยาโบราณ ฯ ถากถางนำทางเสด็จไปทอด พระเนตรโบราณสถานต่าง ๆ ทั้งที่ในกระนครและตามหัวเมืองในมณฑลอยุธยาเนือง ๆ เป็นเหตุทมี่ทรงพระเมตตากรุณาพระยาโบราณฯ ยิ่งขึ้นเป็นลำดับมา การต่าง ๆ ที่พระยาโบราณ ฯ ได้ทำให้เกิดประโยชน์แก่ความรู้โบราณคดีมีหลายอย่าง จะเห็นได้ในคำอธิบายแผนที่กรุงศรียอุธยา ซึ่งพิมพ์ต่อไปข้างหน้าโดยมาก แต่มีบางอย่างพระยาโบราณ ฯ มิได้กล่าวถึง และบางอย่างซึ่งเป็นการสำคัญกว่าที่พระยาโบราณ ฯ กล่าว จะเอามาพรรณนาให้ปรากฏต่อไปนี้ ตั้งแต่พระยาโบราณ ฯ มีชื่อเสียงว่าเป็นผู้รู้โบราณคดีมาก แม้จะยินดีก็เห็นจะรู้สึกรับ ผิดชอบที่จะต้องมิให้เสียชื่อเสียงในทางนั้น หรือจะเป็นด้วยความรักวิชาพาไปก็อาจเป็นได้เหมือนกัน พระยาโบราณ ฯ พยายามหา ความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอเป็นนิจ ทั้งด้วยค้นหาหนังสืออ่านและเที่ยวดูตามท้องที่ บรรดาหนังสือซึ่งมีความเนื่องถึงพระนครศรีอยุธยา จะ เป็นพงศาวดารก็ดี จดหมายเหตุก็ดี กฎหมายก็ดี ดูเหมือน พระยาโบราณ ฯ จะได้อ่านหมดไม่มีเว้น และจำความไว้ได้ด้วย จะยกอุทาหรณ์ครั้งหนึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จลงเรือพระที่นั่ง พายในสระบางปะอินจะไปเที่ยวประพาส ตรัสเรียกพระยาโบราณ ฯ ให้ตามเด็จ นั่งไปที่กระทงเรือหลังที่ประทับ พอเรือพายผ่าน

(๑๘) พระที่นั่งไอสวรรย์ทิพอาสนปราสาทที่อยูกลางสระ ตรัสถามพระยาโบราณ ฯ ว่า "ปราสาทครั้งเกรุงเก่ายอดประดับกระจกหรือไม่ " พระยาโบราณ ฯ กราบทูลสนองทันทีว่า " ประดับ " ตรัสย้อนถามว่า " ทำไมเจ้าจึงรู้ว่าประดับกระจก " พระยาโบราณ ฯ กราบทูลสนองว่า " ในหนังสือพระราชพงศาวดารแผ่นดินพระเจ้าปราสาททองว่า ครั้งหนึ่งพระนารายณ์ราชกุมารเล่นอยู่บนเกยปราสาททอสนีบาตลงต้องยอดปราสาทจนกระจกตกปลิวลงมาต้องพระองค์ พระนารายณ์ก็หาเป็นอันตรายด้วยสายฟ้าไม่ " สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงตรัสว่า " เออจริงแล้ว " บรรดาผู้ที่ตามเสด็จไปในเรือพระที่นั่งพากันชมความทรงจำของพระยาโบราณ ฯ กับทั้งที่คิดขึ้นได้ว่องไวด้วย เมื่อพระยาโบราณ ฯ อ่านเรื่องกรุงศรีอยุธยาที่มีในหนังสือไทยหมดแล้วยังไม่พอใจอุตส่าห์พยายามเรียนภาษาอังกฤษต่อไปในเวลาเมื่อเป็นเทศาฯ อยู่แล้วจนรู้ภาษาอังกฤษอาจอ่านหนังสือเรื่องพระนครศรีอยุธยาซึ่งฝรั่งแต่งไว้แต่โบราณได้ และเลยพูดภาษาอังกฤษพอนำแขกเมืองบรรดาศักดิ์สูงเที่ยวดูพระนครศรีอยุธยาได้เอง แต่ข้อที่ได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษนั้น พระยาโบราณ ฯ มิใคร่บอกให้ใครทราบ เห็นจะเป็ยด้วยเกรงผู้ที่ได้ เรียนรู้มากกว่าจะหัวเราะเยาะเพราะพระยาโบราณ ฯ ปรารถนาจะเรียนแต่พออ่านหนังสือเรื่องกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น การที่พระยาโบราณ ฯ เรียนเรื่องกรุงศรีอยุธยาด้วยเที่ยวตรวจตามท้อวที่นั้น เห็นจะกล่าวได้โดยย่อว่า " เที่ยวดูทั่วทุกหัวงระแหง " ยกอุทาหรณ์ดังเช่นอยากรู้หนทางที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จยก

(๑๙) กองทัพไปเมื่อคราวชนช้าง ในหนังสือพงศาวดารมีแต่ว่าเสด็จไปประชุมทัพที่ตำบลป่าโมกข์ พระยาโบราณ ฯ เที่ยวตรวจหาหนทางตั้งแต่ป่าโมกข์ไป จนได้ความว่ากองทัพสมเด็จพระนเรศวรเดินเลียบลำน้ำ " สามโก้ " ไปเมืองสุพรรณ ทางอื่น ๆ เช่นทางป่าเมืองลพบุรี และเขาพระพุทธบาทก็ได้เคยไปแทบทั่วทุกตำบล เลยเป็นประโยชน์กว้างขวางนอกจากได้ความรู้โบราณคดี เพราะการที่เที่ยวตรวจท้องที่นั้นพระยาโบราณ ฯ ได้เห็นภูมิลำเนากับทั้งกิจการของพวกพลเมืองและที่สุดได้คุ้นกับราษฎรที่อยู่ในปกครองยิ่งกว่าผู้รักษากรุงแต่ก่อนมาทุกคนหมด ข้อนี้ก็เป็นมูลเหตุสำคัญอันหนึ่ง ซึ่งพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวไม่โปรดให้ย้ายพระยาโบราณ ฯ จากมณฑลอยุธยา เนื่องจากการที่เที่ยวตรวจตามท้อวที่มากนั้น พระยาโบราณ ฯ ได้ทำให้เกิดประโยชน์เป็นแก่นสารสืบมาอีกอย่างหนึ่ง คือเมื่อไปพบโบราณวัตถุอันสมควรจะรักษาทอดทิ้งอยู่ที่ใด ก็สั่งให้เก็บเอามารักษาไว้ที่ในวังจันทรเกษม จำเนียรกาลนานมาได้จองโบราณมากขึ้น จนสมารถจัดเป็น " อยุธยาพิพิธภัณฑ์สถาน " ปรากฏอยู่จนบัดนี้ แม้ มีพิพิธภัณฑ์สถานในกรุงเทพ ฯ แล้วก็ดี แต่ (เมื่อก่อนรัชกาลที่ ๗) ยังจัดเหมือนกับเป็นคลังเก็บของคนจะไปดูก็ยาก อยุธยาพิพิธภัณฑ์สถานพระยาโบราณ ฯ จัดขึ้นเป็นอย่างพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่จึงเป็นที่ คนชอบไปดู สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็โปรดเสด็จไแทอดพระเนตร เมื่อเสด็จไปยุโรปครั้งหลังใน พ.ศ. ๒๔๕๑ เสด็จถึงเมืองฮอมเบิด ในประเทศเยอรมนี มีพระราชโทรเลขมาพึงสมเด็จ ฯ กรมพระยา

(๒๐) ดำรง ฯ เมื่อยังเป็นกรมหลวงและเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ว่า "มิวเซียม ที่นี่เหมือนนิวเซียมกรุงเก่า ออกคิดถึงพระยาโบราณฯ ฉันจะแต่งหนังสือเรื่องมิวเซียมนี้ " พระยาโบราณ ฯ ได้เห็นสำเนาพระราชโทรเลขกยินดีเหมือนกับได้รับพระราชทานบำเหน็จที่จัดพิพิธภัณฑ์สถานนั้น แม้ชาวต่างประเทศ ทั้งที่เป็นแขกเมืองมีบรรดาศักดิ์สูงและพวกที่ท่องเที่ยวมา ถึงกรุงเทพ ฯ ถ้าใครมีเวลาพอก็ขึ้นไปดูพระราชวังกรุงศรีอยุธยาที่ พระยาโบราณ ฯ ขุดตกแต่ง และอยุธยาพิพิธภัณฑ์ที่พระยาโบราณ ฯ จัด เพราะฉะนั้นพระยาโบราณ ฯ จึงได้รับเครื่องราชอิสสริยาภรณ์ต่างประเทศหลายอย่าง คือ ตราเดนะโบรคชั้นที่ ๒ ของประเทศเดน- มาร์ค ๑ ตรานกอินทรีแดง ชั้น ๒ ของประเทศปรุสเซีย ๑ ตรามงกุฏ อิตาลี ช้น ๒ ของประเทศอิตาลี ๑ และตราเฮนรีธีไลออน ชั้นที่ ๑ ของประเทศบรันสวิก ๑ เพราะเหตุที่มีความรอบรู้และได้ประกอบการให้เกิดประโยชน์แก่โบราณคดีดังกล่าวมา พระยาโบราณ ฯ ได้รับพระราชทานเกียรติศักดิ์อันเป็นเครื่องหมายคุณวิเศษในทางนั้นหลายอย่าง คือ พ.ศ. ๒๔๔๗ เป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์หอพระสมุดวชิรญาณ ครั้น พ.ศ. ๒๔๔๘ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งหอ พระสมุดสำหรับพระนคร เป็นอนุสรณ์สนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระบรมชนกนารถ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ จำนวนปีแต่พระบรมราชสมภพครบสตพรรษ ทรงตั้งกรรมการสำหรับ

(๒๑) อำนวยการหอพระสมุด ฯ นั้น โปรดให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช (คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว) เป็นสภานายก และโปรดให้กรมพระสมมตอมรพันธุ์ สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ พระยาประชากิจกรจักษ์ (แช่ม บุนนาค ซึ่งแต่งหนังสือตำนานโยนก) กับพระยาโบราณ ฯ เป็นกรรมสัมปาทิกหอพระสมุดสำหรับพระนคร มาแต่แรก พ.ศ. ๒๔๕๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งโบราณ ฯ คดีสโมสรทรงรับเป็นสภานายกเอง โปรด ฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เป็นอุปนายก และทรงตั้งพระยาโบราณ ฯ เป็นเลขานุการ พระราชทานพระราชลัญจกรมังกรคาบแก้วให้ใช้สำหรับสโมสร พ.ศ. ๒๔๕๗ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้ง วรรณคดีสโมสรขึ้น ทรงรับเป็นสภานายกเอง และโปรด ฯ ให้สภา นายกหอพระสมุดสำหรับพระนคร เป็นอุปนายก (๑) ให้กรรมสัมปาทิก หอพระสมุดสำหรับพระนครเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง พระยา โบราณ ฯ จึงเป็นกรรมการด้วยคน ๑ และโปรด ฯ ให้สร้างพระราชลัญจกรรูปพระคเณศขึ้นสำหรับสโมสรนั้น พ.ศ. ๒๔๖๙ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้ง ราชบัณฑิตย์ โปรด ฯ ให้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นนายก สม เด็จ เจ้าฟ้า กรม พระ นริศ รานุวัติวงศ์ เป็นอุปนายก แผนกศิลปากร

(๑) เวลานั้นสมเด็จกรมพระยาดำรงราชนุภาพทรงเป็นนายกหอพระสมุด สำหรับพระนคร (๒๒) กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์เป็นอุปนายกแผนกวรรณคดี และโปรด ฯ ให้พระยาโบราณราชธานินทร์เป็นอุปนายกแผนกโบราณคดี เกียรติศักดิ์ตามที่ว่ามาเป็นฝ่ายข้างสูง พระยาโบราณ ฯ ยัง ได้เป็นตำแหน่งเกียรติศักดิ์ถึงชั้นราษฎร์อาจเป็นได้ก็มี เช่นรับเป็นผู้ ใหญ่บ้านหมู่หนึ่งในตำบล หอรัตนไชย ตามราษฎรเลือก และได้ ทำการตามหน้าที่ เช่นไปนั่งประชุมทำการกับกำนั้นผู้ใหญ่บ้าน ตำบลนั้น ทั้งเป็นเทศาอยู่ด้วย เรื่องนี้พระยาโบราณ ฯ ประพฤติตามเยี่ยงอย่าง กรมขุนมรุพงศ์ ฯ และเทศา ฯ มณฑลอื่น เพื่อจะบำรุงความนิยมของราษฎรในแบบการปกครองที่จัดใหม่ ต่อมาเมื่อตั้งพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ มีพระสงฆ์บางวัดเลือกพระยาโบราณ ฯ เป็นตำแหน่งมัครนายกตามพระราชบัญญัติ พระยาโบราณ ฯ ก็รับ เป็นมัครนายก วัดสุวรรณดาราราม วัดมณฑป และวัดพุทไธสวรรย์ รวมถึง ๓ วัดด้วยกัน จะเลยกล่าวบรรยายถึงการต่าง ๆ ที่พระยาโบราณ ฯ ได้ทำให้เกิดประโยชน์แก่พระศาสนาต่อไป เมื่อทำราชการเป็นหลักแหล่งแล้ว พวกญาติก็สมมตให้เป็นหัวหน้าในสกุลเดชะคุปต์ พระยาโบราณ ฯ บริจาคทรัพย์ปฏิอสังขรณ์วัดยี่ส่าย และวัดศรีสุดาราม ในคลอง บางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี อันเป็นที่ทำบุญของสกุลแต่เดิมมาทั้ง ๒ วัดตามกำลังสามารถจะทำได้ ส่วนที่พระนครศรีอยุธยานั้นตั้งแต่ พระยาโบราณฯยังเป็นตำแหน่งปลัดเทศาภิบาล ได้เสนอความ เห็นเรื่องวัดที่พระนครศรีอยุธยา ว่าได้ให้ตรวจนับวัดร้างมีจำนวนถึง

(๒๓) ๕๔๓ วัด เป็นเนื้อที่ดิน ๒๑๓๘ ไร่ ในที่วัดร้างทั้งปวงนั้นมักมี คนเข้าไปทำไร่และป่าฟืนเก็บผลประโยชน์ด้วยไม่มีกรรมสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด ทั้งไม่ต้องเสียเงินอากร เพราะรัฐบาลงดเว้นไม่เก็บในที่ วัดมาแต่ก่อน บางแห่งก็ถึงเข้าไปปลูกเรือนชานอยู่ในที่วัดร้าง ด้วย ไม่มีผู้ใดห้ามปราม นอกจากนั้นยังมีพวกที่ไปเที่ยวรื้อเจดียสถานที่ หักพังเอาอิฐไปใช้เป็นอาณาประโยชน์อีกพวกหนึ่ง พระยาโบราณ ฯ เห็นว่ารัฐบาลควรจะจัดการรักษาวัดร้าง และวิธีที่จัดนั้นเห็นว่า ๑) ควรเรียกค่าเช่าที่จากผู้ที่เข้าไปทำไร่และปลูกป่าฟืน หรือปลูกเรือนอยู่ในวัดร้างบ้างตามสมควร คนเหล่านั้นคงยอมเสียด้วย ไม่รังเกียจ เพราะการเสียค่าเช่าต่อรัฐบาลนั้นทำให้เกิดสิทธิปกครอง ไม่มีผู้อื่นแย่ง ๒) การรื้อเอาอิฐวัดร้างไปใช้นั้นควรห้ามขาดทีเดียว ๓) เงินค่าเช่าที่ได้มาควรรวมไว้เป็นเงินพระราชกุศลแผนก หนึ่งต่างหาก สำหรับใช้ปฏิสังขรณ์หรือรักษาเจดียสถานของโบราณ ซึ่งสมควรจะรักษา ๔) ควรรวมเงินหลวงอีกประเภทหนึ่งซึ่งเรียกเงินกัลปนา (คือ เงินอากรเก็บจากที่ดินบางแห่ง) ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงอุทิศพระ ราชทานไว้สำหรับรักษาวัดเอามารวมเข้ากับเงินพระราชกุศลนั้น ๕) เงินค่าเช่าทีจอดเรือแพตามหน้าวัด ซึ่งเวยยาวัจกรเก็บตามอำเภอใจ และมิใคร่ได้เป็นประโยชน์แก่วัดนั้น รัฐบาลก็ควรเข้าควบคุมการที่เก็บ ถ้าเป็นวัดมีพระสงฆ์อยู่ก็จ่ายแก่วัดนั้น ถ้าเป็น

(๒๔) วัดร้างก็เอามาบวกเป็นเงินพระราชกุศล เป็นทุนสำหรับจัดการรักษาวัดโบราณ เมื่อเทศา ฯ บอกเข้ามาให้กราบบังคมทูล ความทราบ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ก็เป็นที่พอพระราชหฤทัย ทรงชมเชยว่า ตาม ที่พระยาโบราณ ฯ คิดอ่านจัดการเช่นนี้ เป็นความคิดดีมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดตามความคิดของพระยาโบราณ ฯ แม้นในมณฑลอื่น ๆ ด้วย พอประจวบเวลาพระยาโบราณ ฯ เป็น เทศา ฯ ก็ลงมือปฏิสังขรณ์วัดเก่าต่อมา แต่จำนวนเงินมีน้อยจึง เลือกทำแต่วัดที่สำคัญอันเห็นพอจะรักษาไว้ได้ คือ วัดพุทไธสวรรย์ วัดพระเจ้าแพนงเชิง วัดหน้าพระเมรุ วัดมณฑป วัดศรีอโยธยา วัดเสนาศนาราม และวัดสุวรรณดาราราม เหล่านี้เป็นวัดสำคัญ วิธีของพระยาโบราณ ฯ มักขอให้พระเป็นผู้ทำจ่ายเงินพระราชกุศล ให้แต่พอเริ่มการ แล้วให้พระคิดบอกบุญเรียรายต่อไป สถานสาธารณประโยชน์ที่เกิดขึ้นณกรุงศรีอยุธยาด้วยความขวน ขวายของพระยาโบราณ ฯ เมื่อเป็นเทศา ฯ ก็หลายอย่าง เมื่อพระ บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระยาโบราณ ฯ เป็นหัวหน้าชักชวนคนทั้งหลายให้สร้างสิ่งอนุสสรณ์สนองพระเดชพระคุณพระนครศรีอยุธยา เรี่ยรายได้เงินราว ๗๐,๐๐๐ บาท สร้าง โรงพยาบาลขนานนามว่า " ปัญจมาธิราชอุทิศ " เป็นโรงพยาบาล แรกมีณพระนครศรีอยุธยา ยังมีเงินเหลืออยู่บ้าง พระยาโบราณ ฯ


(๒๕) คิดจะสร้างโอสถศาลาถาวรขึ้นที่สระบุรีอีกแห่งหนึ่ง จึงชักชวนชาวสระบุรี และที่อื่นจนได้เงินกว่า ๒๐,๐๐๐ บาท เอาไปสร้างโอสถ ศาลาที่เมืองสระบุรี เรียกอย่างเดียวกันว่า " โอสถศาลาปัญจมา ธิราชอุทิศ " เป็นประโยชน์ช่วยชีวิตมนุษย์อยู่จนทุกวันนี้ทั้ง ๒ แห่ง ใน พ.ศ. ๒๔๔๐ เมื่อพระยาโบราณ ฯ ยังเป็นที่หลวงอนุรักษ์ ภูเบศรแต่งงานสมรสกับนางสาวจำเริญ ธิดา หลวงเทเพนทร ในกรุงเทพ ฯ อยู่ร่วมสุขทุกข์ช่วยสามีตั้งตัวมาจนได้เป็น " คุณหญิง " รับพระราชทานเครื่องราชอิสสริยาภรณ์ตติยจุลจอมเกล้า เป็นเกียรติยศและได้รักษาพยาบาลสามีมาจนที่สุด มีบุตรธิดาด้วยกัน ๕ คน คือ ๑. นายพืชน์ เดชะคุปต์ ผู้ช่วยข้าหลวงตรวจการกรมมหาดไทยกระทรวงมหาดไทย ๒. นางเทพอักษร (พันธ์ อินทุสุต) ๓. นางพูน อารยะกุล ๔.นางสาวเพ็ญ เดชะคุปต์ ๕. นางสาวพัฒน์ เดชะคุปต์ ตั้งแต่พระยาโบราณ ฯ ออกจากราชการหัวเมืองแล้ว ลงมา สร้างบ้านเรือนอยู่ในกรุงเทพ ฯ ที่ตรอกน้อมจิตร ถนนนเรศร อำเภอบางรักยังอุตส่าห์ทำราชการในราชบัณฑิตยสภาไม่ลาออก แต่เมื่อลงมาอยู่ในกรุงเทพ ฯ สบายเป็นปกติอยู่ไม่ช้านานเท่าใด พอถึง


(๒๖) พ.ศ. ๒๔๗๕ ก็เริ่มมีอาการป่วยกระเสาะกระแสะ ดูคล้ายกับเป็นอำมะพาธอย่างอ่อน ๆ มีเวลาสบายพอไปไหนได้บ้าง อ่อนเพลียต้อง อยู่แต่กับที่บ้าง อย่างว่า " สามวันดีสี่วันไข้ " อาการค่อยทรุดลง โดยลำดับจนถึงอนิจกรรมเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๙ ได้ พระราชทานโกศประกอบลอง ๘ เหลี่ยมเป็นเกียรติยศเสมอชั้นเจ้า พระยา เมื่อถึงอนิจกรรมอายุได้ ๖๔ ปี สิ้นเรื่องประวัติพระยาโบราณราชธานินทร์ เพียงนี้.








สารบาญ คำนำ ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... หน้า (๑) ประวัติ ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... " (๗) คำอุทิศ ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... " (๓๗) เรื่องแก้คดีพระเจ้าปราสาททอง อธิบายของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ... ... ... " (๓๙) พระราชกระทู้ ว่าด้วยพระราชอัธยาศัยของสมเด็จ พระเจ้าปราสาททอง ... ... ... ... ... ... " ๑ คำสนองพระราชกระทู้ ... ... ... ... ... ... ... ... " ๖ ตำนานกรุงเก่า ตอน ๑ ประวัติกรุงเก่า พระราชพงศาวดารสังเขป ... ... ... ... ... " ๑๓ กรุงศรีอยุธยาโบราณ ... ... ... ... ... ..." ๑๓ เมืองเสนาราชนคร ... ... ... ... ... ... " ๑๓ เมืองเทพนคร ... ... ... ... ... ... ... " ๑๓ กรุงเทพมหานครบวรทวาราวดี ... ... ... ... " ๑๔ พระนามสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินกรุงเทพทวารวดี " ๑๘ ต้นเหตุที่กรุงเทพทวารวดีจะหมดกำลัง ... ... ... " ๒๕ ขุนหลวงตากตั้งตัว ... ... ... ... ... ... ... " ๒๗



(๒๘) ขุนหลวงตากไม่อยู่กรุงเก่า ... ... ... ... ... " ๒๘ ตั้งผู้รักษากรุง ... ... ... ... ... ... ... ... " ๒๙ ตั้งมณฑลเทศาภิบาล ... ... ... ... ... ... " ๓๐ ตอน ๒ ภูมิสถานพระนคร กรุงศรีอยุธยา ... ... ... ... ... ... ... " ๓๒ กรุงเทพทวารวดี ... ... ... ... ... ... ... " ๓๒ กำแพงเมือง ... ... ... ... ... ... ... ... " ๓๓ ขยายกำแพงเมืองด้านตะวันออก ... ... ... " ๓๔ ขุนหลวงหาวัดก่อกำแพงหน้าวัง ... ... ... " ๓๕ ป้อมตามกำแพงเมือง ... ... ... ... ... ..." ๓๖ ชื่อป้อม ... ... ... ... ... ... ... ... " ๓๗ ประตูเมือง ... ... ... ... ... ... ... ... " ๔๑ ถนนในเมือง ... ... ... ... ... ... ... ... " ๔๑ ถนนนอกเมือง ... ... ... ... ... ... ... " ๔๓ คลองในเมือง ... ... ... ... ... ... ... ... " ๔๔ สะพานในเมือง ... ... ... ... ... ... ... ..." ๔๖ บึงชีขัน ... ... ... ... ... ... ... ... ... " ๔๗ พระราชวังเก่า ... ... ... ... ... ... .... " ๔๘ พระราชวังใหม่ ... ... ... ... ... ... ... ... " ๕๑ ตำหนักหนองหวาย... ... ... ... ... ... ... ..." ๖๒ ศาลาลูกขุนใน ... ... ... ... ... ... ... ... " ๖๒

(๒๙) ศาลหลวง ... ... ... ... ... ... ... ... หน้า ๖๔ โรงราชยาน ... ... ... ... ... ... ... ... ... " ๖๔ หอแปลพระราชศาสน์ ... ... ... ... ... ... " ๖๕ โรงช้าง ... ... ... ... ... ... ... ... ... " ๖๕ โรงม้า ... ... ... ... ... ... ... ... ... ..." ๖๕ กำแพงวัง ... ... ... ... ... ... ... ... ... " ๖๕ ป้อมรอบวัง. ... ... ... ... ... ... ... ... ..." ๖๖ ประตูวัง ... ... ... ... ... ... ... ... " ๖๘ ที่ทำพระเมรุในเมือง. ... ... ... ... ... ... " ๗๑ โรงเรือพระที่นั่ง ... ... ... ... ... ... ... ... " ๗๑ วังหน้า ... ... ... ... ... ... ... ... ... " ๗๓ วังหลัง . ... ... ... ... ... ... ... ... ... " ๗๙ ตลาด ... ... ... ... ... ... ... ... ... " ๘๓ ท่า ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... " ๘๔ วัด ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... " ๘๖ พระอารามนอกพระนคร ... ... ... ... ... ... " ๙๐ ตอน ๓ แม่น้ำลำคลองนอกพระนคร แม่น้ำลพบุรี ... ... ... ... ... ... ... ... ..." ๙๓ ลำน้ำแยกใหม่ ... ... ... ... ... ... ... " ๙๔ ลำน้ำบ้านใหม่ ... ... ... ... ... ... ... ..." ๙๕ ลำน้ำสัก ... ... ... ... ... ... ... ... ... " ๙๖

(๓๐) ตอน ๔ การปกครองท้องที่ แบ่งแขวง ... ... ... ... ... ... ... ... " ๙๘ ขนอนหลวง ... ... ... ... ... ... ... ... " ๑๐๑ ตอน ๕ สำมะโนครัวพลเมือง พลเมือง ... ... ... ... ... ... ... ... ... " ๑๐๒ ตอน ๖ ขุดวัง รื้ออิฐกรุงเก่า ... ... ... ... ... ... ... ... " ๑๐๕ สร้างพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ ... ... ... ... ... " ๑๐๖ ขุดวัง ... ... ... ... ... ... ... ... ... " ๑๐๗ วิจารณ์เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์ . ... หน้าแซก (ก) เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา . ... ... ... ... หน้า ๑๑๑ ภูมิแผนที่พระนครศรีอยุธยา ... ... ... ... ... ... " ๑๑๕ ว่าด้วยแผนที่ด้านขื่อทิศบุรพา ... ... ... ... " ๑๑๙ ว่าด้วยด้านแปทิศทักษิณ. ... ... ... ... ... " ๑๑๙ ว่าด้วยกด้านขื่อแปทิศปัจจิม ... ... ... ... ... " ๑๒๒ ว่าด้วยด้านแปทิศอุดร ... ... ... ... ... ... " ๑๒๒ ว่าด้วยพระราชวังหลวง ... ... ... ... ... ... " ๑๒๙ ทิศบุรพาวังหลวง ... ... ... ... ... ... " ๑๒๙ ทิศทักษิณวังหลวง ... ... ... ... ... ... " ๑๒๙ ทิศปัจจิมวังหลวง ... ... ... ... ... ... " ๑๓๔

(๓๑) ทิศอุดรวังหลวง ... ... ... ... ... ... " ๑๓๔ ว่าด้วยที่สำนักงานรัฐบาลและประตู ... ... ... ... " ๑๓๗ ว่าด้วยพระมหาปราสาทและบริเวณตำหนัก ... " ๑๓๙ ว่าด้วยวังจันทรเกษม ... ... ... ... ... " ๑๕๕ ว่าด้วยด่าน ... ... ... ... ... ... ... " ๑๖๑ ว่าด้วยคมนาคมทางเรือ ... ... ... ... ..." ๑๖๖ ว่าด้วยตลาด .... .... ... ... ... ... ... ... " ๑๖๖ ว่าด้วยถนนและทำนบ ... ... ... ... ... ... " ๑๗๐ ว่าด้วยสะพานและคลอง ... ... ... ... ... " ๑๗๖ ว่าด้วยย่านและตำบล ... ... ... ... ... " ๑๘๗ สารบาญค้นเรื่อง ... ... ... ... ... ... ... " ๑๙๑






(๓๒) สารบาญรูป ๑. รูปพรยาโบราณราชธานินทร์ ... ... ... ... ... ... หน้า (๗) ๒. รูปโกศ ... ... ... ... ... ... ... ... ... ..." (๒๗) ๓. รูปพระยาโบราณราชธานินทร์ ... ... ... ... ... ... " (๓๗) ๔. รูปเจ้าคุณกรุง ... ... ... ... ... ... ... " ๑๓ ๕. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ เสด็จประพาสพระราชวังกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. ๒๔๔๕ ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... " ๑๑๑ ๖. วัดพุทไธศวรรย์ พระนครศรีอยุธยา ... ... ... ... " ๑๑๕ ๗. ชายบึงพระรามข้างตะวันตก ข้างซ้ายพระปรางค์ วัดพระราม พระนครศรีอยุธยา ... ... ... ... ... ... " ๑๑๙ ๘. ป้อมเพ็ชรพระนครศรีอยุธยา . ... ... ... ... ... " ๑๒๑ ๙. ป้อมประตูเข้าเปลือก พระนครศรีอยุธยา ... ... ... " ๑๒๓ ๑๐.ประตูช่องกุดและกำแพงพระนครศรีอยุธยา ตอน ระวางหอราชคฤหกับหัวสารพา อยู่ข้างวัดจีน ... ... " ๑๒๗ ๑๑.พระราชวังกรุงศรีอยุธยา ทำตามรากเดิมด้วยเครื่องไม้ เมื่อพระราชพิธีฉัตรมงคล พ.ศ. ๒๔๕๐ ... ... ... " ๑๒๙ ๑๒. กำแพงพระราชวังกรุงศรีอยุธยา ... ... ... ... " ๑๓๑ ๑๓. ป้อมมุมวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ พระนครศรีอยุธยา ... ... " ๑๓๓ ๑๔. วัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ในพระราชวังกรุงศรีอยุธยา ... ... " ๑๓๕


(๓๔) ๑๕. ประตูพระราชวังกรุงศรีอยุธยาชั้นใน ... ... ... ... " ๑๓๗ ๑๖. พรหมพักตร์ต้นปรางค์ ยอดประตูพระราชวัง กรุงศรีอยุธยาชั้นใน ด้านหน้าพระวิหารสมเด็จ ... ... " ๑๓๙ ๑๗. ซุ้มประตูพระราชวังกรุงศรีอยุธยา ที่กำแพงคั่น สนามระวางพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ปราสาท กับพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ... ... ... ... ... ... ..." ๑๔๓ ๑๘. ปราสาทในรัชกาลที่ ๔ ก่อขึ้นบนฐานพระที่นั่ง สรรเพ็ชญ์ปราสาท ในพระราชวังกรุงศรีอยุธยา ... ... " ๑๔๙ ๑๙. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับ รัตนสิงหาสน์พระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ปราสาท ในงาน พระราชพิธีรัชชมงคล พ.ศ. ๒๔๕๐ ... ..... ..... " ๑๕๓ ๒๐. พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จ พระราชดำเนินในการพระราชพิธีสังเวยอดีตมหาราช ณพลับพลาตรีมุข ในพระราชวังกรุงศรีอยุธยา ...... ..... " ๑๕๕ ๒๑. พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จ พระราชดำเนินกลับจากพระราชวังกรุงศรีอยุธยา โดยทางประตูฉนวนซึ่งประดับด้วยดอกไม้สด วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ... ... ... ... " ๑๕๗ ๒๒. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราช ดำเนินเข้าสู่พระราชวังกรุงศรีอยุธยา ในการ พระราชพิธีสังเวยอดีตมหาราช เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๙ ... ... ... " ๑๕๙ (๓๕) ๒๓. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสังเวยอดีต มหาราช ณพลับพลาตรีมุขพระราชวังกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๙ ... ... " ๑๖๑ ๒๔. วัดไชยวัฒนาราม พระนครศรีอยุธยา ... ... ... " ๑๖๕ ๒๕. ภูเขาทอง พระนครศรีอยุธยา ... ... ... ... ... " ๑๖๙ ๒๖. วัดมหาธาตุ พระนครศรีอยุธยา ถ่ายจากชายบึง พระราชวังตะวันออก .... .... ...... ....... ..... ..... " ๑๗๑ ๒๗. วัดเจ้าพระยาไทย พระนครศรีอยุธยา ... ... ... ..." ๑๗๕ ๒๘. เชิงสะพานป่าถ่าน ในพระนครศรีอยุธยา ... ... ... " ๑๗๗ ๒๙. พระเจดีย์วัดสวนหลวงสบสวรรค์ ในรัชกาลที่ ๖ โปรดให้เรียกว่าพระเจดีย์ศรีสุริโยทั อยู่ในบริเวณ โรงทหารพระนครศรีอยุธยา .... .... .... .... .... ... " ๑๘๑ ๓๐. วัดราชบุรณะ พระนครศรีอยุธยา ... ... ... ... ... " ๑๘๓ ๓๑. แผนที่พระนครศรีอยุธยาท้ายเล่ม




คำอุทิศกุศล เมื่อพระยาโบราณราชธานินทร์รับราชการครบ ๓ รอบ

ด้วยนับจำเดิมตั้งแต่ข้าพเจ้ารับราชการในตำแหน่งอาจารย์รองในโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ในพระบรมมหาราชวัง มา ตั้งแต่วันที่ ๘ มิถุนายน พระพุทธศักราช ๒๔๓๒ มาจนถึงวันที่ ๘ มิถุนายน พระพุทธศักราช ๒๔๖๘ บรรจบครบ ๓ รอบ นักษัตร บริบูรณ์ ด้วยความสวัสดีมีความเจริญเป็นลำดับมา และทั้งข้าพเจ้า ได้รับราชการอยู่ในพระนครศรีอยุธยายืนนานมากกว่าผู้อื่น เป็นเหตุ ให้ข้าพเจ้าเกิดปีติปราโมทย์ในสุจริตกิริยาที่ได้ปฏิบัติมาแต่ต้นจนบัดนี้และระลึกถึงคุณูปการแห่งบุรพการี มีชนกชนนีผู้บังเกิดเกล้าที่บำรุงกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูมาตั้งแต่เป็นทารกจนเจริญวัย ทั้งคุณแห่งบุรพาจารย์ทั้งหลายทั้งที่เป็นเจ้านายและอำมาตย์ราชบุรุษ ที่ได้อบรมสั่งสอนในนานาศิลปศาสตร์แก่ข้าพเจ้ามา กับทั้งระลึกถึงพระเดช พระคุณในพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้า ฯ ชุบเลี้ยงพระราชทานยศบรรดาศักดิ์แก่ข้าพเจ้า ตั้งแต่ชั้นต่ำขึ้นมา จนถึงบรรดาศักดิ์พระยาและยศชั้นมหาอำมาตย์ตรี พระราชทาน เครื่องราชอิสสริยาภรณ์ชั้นสูงอีกหลายอย่าง และเครื่องยศ



(๓๘) ตั้งแต่โต๊ะทอง กาทอง ขึ้นมาจนถึงพานทอง ซึ่งเป็นเครื่องยศสำหรับ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ในเวลาที่ข้าพเจ้ายังมีอายุอยู่ในมัชฌิมวัย และทั้งยังได้พระราชทานปูชนียวัตถุกับอาภรณ์และเครื่องอุปโภคบริโภค เป็นพิเศษอีกหลายอย่าง มีพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์และหีบบุหรี่ทองหลังฝามีตราพระปรมาภิไธยลงยาราชาวดีเป็นอาทิ บางสมัยแม้พันธุ์ไม้อันเป็นผลาหารซึ่งทรงปลูกไว้ในพระราชอุทยานแรกเริ่ม มีผล ก็ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ เฉลี่ยมาพระราชทานข้าพเจ้า ทั้งโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระราชกระแสในวิชาโบราณคดี นับ ว่าพระองค์เป็นเจ้าชีวิตและเป็นบุรพาจารย์ของข้าพเจ้า อนึ่งพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มีพระเดชพระคุณแก่ข้าพเจ้าเป็นเอนกประการมีพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นพระยา ดำรงศักดินา ๑๐,๐๐๐ เป็นองคมนตรี และเลื่อนยศขึ้นเป็นมหาอำมาตย์โท และมหาเสวกโท เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นอุปราช ทั้งเป็นนายเสือป่าตั้งแต่ชั้นต่ำจนถึงนายกองใหญ่ เป็นราชองครักษ์ พระราชทานเครื่องราชอิสสริยาภรณ์ชั้นสูงใน ส่วนราชการและในส่วนพระองค์ ทั้งพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณพิเศษ เมื่ออภิลักขิตสมัยมงคลมาถึง ข้าพเจ้าจึงปรารถที่จะบำเพ็ญกุศลสนองพระคุณบุรพการีและบุรพาจารย์และสนองพระเดชพระคุณในสมเด็จพระรามาธิบดีทั้งอดีต และปัตยุบัน จึงได้สร้างพระพุทธปฏิมากรปางถวายพระเนตร อุทิศกุศลให้ฉะเพาะท่านขุนฤทธิ์ดรุณเสรฐผู้เป็นชนกองค์หนึ่ง พระพุทธปฏิมากรปาง

(๓๙) ทรงพระรำพึง อุทิศกุศลฉะเพาะท่านไผ่ผู้ชนนี กับพระพุทธปฏิมากร ทรงอุ้มบาตรไว้สำหรับสักการะองค์หนึ่ง กับสร้างหนังสือนิบาตชาดกตอนปัญจกนิบาตและฉักกนิบาต ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ที่จะให้แปลลงพิมพ์ในภาษาไทยไว้สำหรับ ผู้ศึกษาที่มิได้รู้ภาษาบาลีให้แพร่หลาย อุทิศกุศลถวายในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้น ครั้นถึง ณ วันอาทิตย์ที่ ๗ มิถุนายน พระพุทธศักราช ๒๔๖๘ ได้เชิญพระพุทธคันธารราฐ ซึ่งข้าพเจ้าสร้างอุทิศกุศลถวายในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในอภิลักขิตสมัยเมื่อทรงพระชนม์ครบ ๕๐ พรรษา และเป็นปีแรกที่ข้าพเจ้ารับตำแหน่งหน้าที่สมุหเทศาภิบาลมณฑลอยุธยามาเป็นประธาน กับเชิญพระพุทธรูปถวายพระเนตร พระพุทธรูปทรงพระรำพึง พระพุทธรูปทรงอุ้มบาตร กับพระชัย ของโบราณ และพระพุทธรูปสำคัญ ซึ่งข้าพเจ้าได้ปฏิบัติบูชามา แต่ยังเยาว์ ขึ้นประดิษฐานบนม้าหมู่ ประกอบด้วยเครื่องบูชาอันประดิษฐ์ด้วยหิรัญ เชิญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งสองพระองค์ และพระรูปเจ้านายที่มีพระเดชพระคุณประดิษฐาน ในที่อันควร ประดับด้วยนานาบุปผชาติตั้งเครื่องสักการะ เวลาบ่ายนิมนต์พระสังฆเถร ๙ รูป เท่าจำนวนพระเนาวโลกุตรธรรม ถวาย ไตรจีวรให้ครองแล้วเจริญพระพุทธมนต์ ในพรพินิตอันเป็นจวน สถิตย์แห่งอุปราชมณฑลอยุธยาเวลาค่ำ มีการเลี้ยงอาหารแก่ผู้มา สโมสรสันนิบาต และมีนานามหรสพ จุดดอกไม้เพลิงเป็นพุทธบูชา

(๔๐) รุ่งขึ้นณวันที่ ๘ มิถุนายน เวลาเช้าถวายอาหารบิณฑบาตและไทยทานอุทิศเป็นจตุปัจจัยทั้ง ๔ แด่พระสังฆเถร ๙ รูป กับถวายสังฆทาน แด่พระสงฆ์ ๓๖ รูปเท่าจำนวนปีที่รับราชการมาแล้วมีพระธรรม เทศนา เมื่อจบพราหมณ์จักได้เบิกแว่นเวียนเทียนสมโภชพระพุทธรูปและพระบรมรูป กับพระรูป ตามคติไสยศาสตร์ เพื่อปรารถนาจะให้สมเด็จพระราชาธิบดี และเจ้านายผู้มีพระเดชพระคุณ เจริญศิริ สวัสดิ์สถาพร ข้าพเจ้าขออุทิศกุศลให้แด่ท่านขุนฤทธิ์ดรุณเสรฐชนก และท่านไผ่ชนนี กับทั้งบรรพบุรุษบรรพสตรี ในสกุล เดชะคุปต์ สกุล กันตามระ และอุทิศให้แด่บุรพาจารย์ มีท่านพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ท่านพระยาโอวาทวรกิจ (แก่น โอวาทสาร) กับอาจารย์อื่น ๆ ทั้งที่เป็นคนไทยและต่างประเทศ ซึ่งล่วงลับไปยัง ปรโลกแล้วและที่ยังคงชนมชีพอยู่ อนึ่งข้าพเจ้าขออุทิศกุศลถวายสนองพระเดชพระคุณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราชาธิราช ซึ่งทรงพระคุณธรรมอันประเสริฐ กับสมเด็จ พระศรีพัชรินทราบรมราชินีนารถ และถวายอดีตมหาราชทุกพระองค์ ซึ่งทรงปกครองสยามรัฐสีมาอาณาจักรณพระนครศรีอยุธยา และ กรุงธนบุรี กับอุทิศถวายในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมราชวงศ์จักรี ณ กรุงรัตนโกสินทร์ทั้ง ๔ พระองค์ กับอุทิศถวายพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนมรุพงศ์ศิริพัฒน์ ปฐมสมุหเทศาภิบาลมณฑล อยุธยา ซึ่งสิ้นพระชนม์ล่วงลับไปแล้วส่วนหนึ่ง กับข้าพเจ้าขอถวาย

(๔๑) พระราชกุศลใน พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทรงพระเจริญพระราชศิริสวัสดิ์ เสด็จ สถิตย์สถาพรอยู่ในรัตนราไชสวรรย์ กับถวายพระพรในพระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชนุภาพ ผู้เป็นพระบุรพาจารย์และ มีพระเดชพระคุณมา ขอกุศลที่ได้บำเพ็ญในครั้งนี้จงบันดาลให้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์นั้น ทรงพระเจริญพระชนมสุขสถาพรพิพัฒน์ ปราศจากสรรพโรคาพาธภับพิบัติทุกประการ.







เรื่องแก้คดีพระเจ้าปราสาททอง อธิบายของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ปีนัง วันที่ ๑๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๗๙ แจ้งความมายัง พระยาอนุมานราชธน เจ้าคุณใคร่จะทราบว่าเพราะเหตุใดสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงโปรดให้พระยาโบราณราชธานินทร์แก้คดีพระเจ้าปราสาททองนั้น ฉันพอ จะบอกได้ด้วยทราบอยู่ เมื่อพระยาโบราณราชธานินทร์เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลอยุธยานั้นเวลาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปประทับณพระราชวังบางปะอินมีหน้าที่ต้องมาประจำราชสำนัก และตามเสด็จประพาสที่ต่าง ๆ เป็นให้ได้เฝ้าแหนใกล้ชิดและได้ทูลสนองพระราชดำรัสเนือง ๆ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงตระหนักพระราชหฤทัยว่าพระยาโบราณ ได้พากเพียรศึกษารู้ โบราณคดีครั้งกรุงศรีอยุธยา ทั้งเรื่องพงศาวดาร และถิ่นสถานต่าง ๆ ยิ่งกว่าผู้อื่นโดยมาก ก็ทรง พระเมตตาจนสนิทชิดชอบพระราชอัธยาศัย ในเวลาตรัสประภาษเรื่องโบราณคดีมักทรงซักไซ้ให้พระยาโบราณออกความเห็นเนือง ๆ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงสังเกตเห็น ว่าพระยาโบราณยำเกรงพระเจ้า



(๔๔) แผ่นดินครั้งกรุงศรีอยุธยา มากถ้าเรื่องที่สนทนากันเนื่องไปถึงพระราชปฏิบัติอันร้ายกาจเลวทรามของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใด พระยาโบราณเป็นแก้แทนเสมอ ข้อนี้แหละเป็นมูลเหตุ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประทับณพระราชวังบางปะอิน วันหนึ่ง ตรัสประภาษเรื่องพงศาวดาร ทรงติเตียนพระเจ้าปราสาททอง พระยาโบราณทูลแก้จึงมีพระราชดำรัสว่า "พระยาโบราณชอบแก้ก็ดีแล้ว ฉันจะเป็นโจทย์ฟ้องพระเจ้าปราสาททอง ให้พระยาโบราณเป็นทนาย แก้ แล้วมาอ่านฟังกันเล่น" จึงทรงพระราชนิพนธ์กล่าวโทษพระเจ้าปราสาททองพระราชทานไปยังพระยาโบราณ ๆ ก็แต่งคำแก้ทูล เกล้า ฯ ถวายเพราะฉะนั้นหนังสือ ๒ ฉบับนี้เป็นแต่อย่างหนังสือแต่งเล่นเท่านั้น แต่เมื่ออ่านคำแก้ของพระยาโบราณ ต้องชมที่กล้าปฏิเสธ ข้อหาทุกข้อหา แต่ใช้ถ้อยคำและหาอุประมามากราบทูลอย่างเรียบร้อยควรนับว่าเป็นหนังสือแต่งดี แม้สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็โปรด คำแก้ของพระยาโบราณ.




พระราชกระทู้ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่าด้วยพระราชอัธยาศัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ซึ่งโปรดเกล้า ฯ ให้ พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) แก้ถวายตามความคิดเห็น


ฉลาดในทางอุบายมารยา ฉลาดในทางที่จะเรียนวิชาความรู้ว่องไว แต่ไม่มีความอุตสาหะที่จะเรียนให้รู้จริง คือ ปากรู้มากกว่าใจ จนที่ไหนเดาที่นั่นด้วยความเชื่อว่าคงถูก เชื่อตัวว่ามีสติปัญญามีบุญ ไม่มีผู้ใดเสมอ ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งชอบยอ และกล้าทำอะไร ๆ ไม่มีความละอาย ด้วยนึกว่าไม่มีใครรู้เท่า เป็นไพร่ตามสันดานเดิม ในเมื่อเวลากริ้ว รวบรวมอัธยาศัยทั้งปวงนี้ จะอ้างพะยานให้เห็นได้ ดังต่อไปนี้ ฉลาดในอุบายมารยานั้น คือ เมื่อเวลาพระเจ้าทรงธรรมสวรรคตมีความปรารถนาจะใคร่ได้ราชสมบัติ ข้อนี้ควรจะยกเว้นไม่ติเตียน เพราะพระเจ้าทรงธรรมไม่ได้เป็นผู้ที่ควรจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินยิ่งกว่าพระเจ้าปราสาททอง วิชาก็มีด้วยกัน ฝ่ายหนึ่งถนัดข้างพระไตรปิฎก ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่ามีเวทมนตร์ขลัง และสติปัญญามากกว่า เอาเป็น ตีรั้งกันควรปรารถนา


๒ อาการที่จะเอาแผ่นดินนั้น เอาโดยทางมารยา คือยกพระเชษฐาซึ่งคงเป็นคนโง่กว่าพระศรีสิน พระบิดาคงมุ่งหมายจะให้ พระศรีสินรับสมบัติ จึงแกล้งไม่ยกสมบัติให้พระศรีสินซึ่งเป็นคนฉลาดแต่มิใช่ฉลาดดี ฉลาดอย่างกักขละ พระศรีสินจึงได้หนีออกไป คงจะด้วยถูกอุบายอย่างหนึ่งอย่างใด จึงไม่ได้ทันต่อรบอย่างหนึ่ง อย่างใดให้สมกับที่ว่าเป็นขบถ หลอกให้พี่น้องแหนงกัน ฆ่ากัน สมประสงค์ แกล้งทำการศพให้คึกคัก แต่งคนให้ลือให้เจ้าแผ่นดินตกใจ ผู้ที่ลือนั้น คือ จมื่นสรรเพชญ์ ซึ่งเป็นผู้ส่งข่าวนั่นเอง เข้ามาเป็น ไส้สึก พอหลอกให้ตกใจให้ไปรับสั่งให้หา ก็เลยพาลเป็นขบถ หาว่าเจ้าแผ่นดินตระเตรียมให้คนขึ้นป้อมวัง ความนี้ก็ไม่จริง ปรากฎเมื่อยกมาแต่เวลาบ่าย ๓ โมง อยู่จน ๘ ทุ่มเข้าไปฟันประตู ไม่มีใคร ทันรู้สึก ไม่ได้ต่อสู้กันเลย คำอธิษฐานซึ่งอ้างเอาความปรารถนาโพธิญาณ เป็นสัจจา ธิษฐาน นี่ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า เย่อหยิ่งมาก ตั้งพระอาทิตย์วงศ์ขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดิน จนกระทั่งถอดเสีย เป็นการมารยาทั้งนั้น ให้ช่างออกไปถ่ายพระนครหลวงจะมาสร้างเป็นที่ประทับร้อน รู้ว่าเจ้าแผ่นดินเขมรมีบุญมาก เป็นไพร่ ๆ ลอยมาเป็นผู้มีบุญเหมือน ตัว จึงอยากจะเอาอย่าง รู้ว่าใหญ่โตและทำด้วยศิลาทั้งนั้น แต่ ไม่รู้ว่ารูปร่างสัณฐานเป็นอย่างไร หมายว่าจะอยู่ได้สบาย ครั้น

๓ ไปถ่ายมา หน้าตาเป็นวัดมากกว่าเป็นบ้าน แต่จะไม่ทำก็เสียเกียรติยศ จึงทำไปตามเลยเล็ก ๆ ไม่เอาพระทัยใส่เหมือนวัดชัย วัฒนาราม ด้วยผิดหมาย จึงได้เลยค้างมาจนเดี๋ยวนี้เป็นพะยาน ให้เห็นว่า รู้เร็วแต่ไม่ใช่รู้จริง เรื่องมีลูกออกมาเห็นเป็น ๔ กร ไม่ควรเชื่อก็เชื่อ หรือถ้า ไม่ใช่เชื่อจริง แกล้งเชื่อ ก็หาเกียรติยศอย่างฟุ้งสร้าน ลงโทษ พระอาทิตย์ว่านั่งบนกำแพงแก้วต่ำสูง ให้ไปปลูกเรือนไม้ไผ่ สองห้องอยู่วัดท่าทราย ด้วยหลงว่าตัวมีบุญและคนนับถือมาก คงไม่มีใครนับถือพระอาทิตยวงศ์ ครั้นพระอาทิตย์วงศ์ได้พวกพ้อง ๒๐๐ คน พระเจ้าปราสาททองไม่ได้คิดต่อสู้ หนีด้วยความขลาด เผาลูกเธอ พบเนื้อในท้อง เชื่อว่าต้องคุณ เป็นพะยานให้เห็นว่าเชื่ออะไรยับเยินมาก เมื่อคนเอาตำราทิ้งน้ำเสียมาก จึงมีผู้คิดทำ ตำราขึ้นใหม่ ยิ่งเป็นวิชากระซิบกระซาบ คนก็ยิ่งเชื่อมากขึ้น เห็นจะเป็นคนขี้กลัวฟ้าร้องฟ้าผ่ามาก ได้ยินเสียงฟ้าผ่า ยัง นึกว่าในวัง แล้วกลับเข้ามาดู ก็พอพบพระนารายณ์ไม่ถูกสายฟ้า สมประสงค์ไปข้างทางพระบารมีต่อไปอีก เลยตื่นไปจนถึงฟ้าผ่าโรง ช้างไม่ถูกช้าง ฟ้าผ่าที่บางปะอินไม่เป็นอันตราย ยิ่งรู้สึกพระบารมี กล้าขึ้น ลบศักราช ฟังงู ๆ ปลา ๆ มาแต่ไหน จากวิชาพราหมณ์ ๆ ที่เขาว่าเวทมนต์คาถาอะไรอ่อนไปหมด เพราะเป็นกลียุค ไม่เหมือนทวาบรยุค จึงคิดจะเปลี่ยนศักราชเป็นปีต้นให้เป็นทวาบรยุค คือเร่ง

๔ ให้เป็นทวาบรยุคเร็ว ๆ เพราะยุคนั้นนับเป็นอนุโลมปฏิโลม เป็น กลียุค แล้วก็เลื่อนขึ้นเป็นทวาบรยุค แล้วเลื่อนขึ้นเป็นไตรดายุค แล้วเลื่อนขึ้นกัตยุค นี่เป็นปฏิโลม จึงได้หมายจะเปลี่ยนให้เลื่อนขึ้น ไปตามปฏิโลม ด้วยบุญบารมีมากอาจจะเปลี่ยนกาลของโลก ซึ่งไม่ดี ให้กลับเป็นดีได้ จึงต้องว่าเสี่ยงบารมีลบศักราช และยกย่องตัวเองว่า การที่ทำนั้นเป็นการสงเคราะห์แก่สัตวโลก แต่ไม่รู้วิชานับของการโหร ว่าจะเป็นเหตุให้วันคืนเดือนปีศักราชเลอะเทอะได้เท่าใด ครั้นเมื่อ ลบแล้ว ศักราชนั้นใช้ไปไม่ได้เท่าไร จนแผ่นดินพระนารายณ์ต้อง หันไปใช้พุทธศักราช นี่เป็นสุดยอดของความเย่อหยิ่งเชื่อบุญบารมี และปรากฎว่า ความรู้ไม่มีอะไรที่รู้จริง ไม่แต่เท่านั้น ใช้อุบายหลวม ๆ จะทึกทักตึงตังเอาเมืองพะม่าเป็นเมืองขึ้น โดยรู้เรื่องว่า พระเจ้าอโนรธามังช่อมีชัยชะนะแก่เมือง ที่ใกล้เคียงทั่วกัน จึงตั้งจุลศักราช เมืองใดที่ใช้จุลศักราช เมืองนั้นเคยอยู่ในอำนาจอโนรธามังช่อ ไม่ได้พิจารณาว่า อโนรธามังช่อนั้น มีบุญด้วยบารมีสร้างมาแต่ปางหลัง มาอบรมให้เป็นผู้มีบุญใหญ่ ขึ้นเอง หรือด้วยกำลังปราบปราม เชื่อเอาฝ่ายข้างที่ว่าเหาะได้ ซึ่งเป็นการอัศจรรย์ อยากจะใคร่เชื่ออยู่แล้วมาเอาอย่าง พะม่า ไม่ยอมใช้ เพราะใครเลยจะไม่รู้เท่า เขาไม่ได้อยู่ในอำนาจ ไม่จำเป็นที่จะต้องทำไม่รู้เท่า เขาไม่ยอมใช้ ทรงฉุน เลยพาลเปะปะให้เอากับข้าวรดหัวทูต ซึ่งเป็นการหยาบคายเหลือเกิน โกรธอย่างไพร่ หากพะม่าเวลานั้นกำลังบ้านเมืองไม่ปกติ

๕ มอญเป็นขบถ จึงมิได้เกิดรบกันขึ้น ก็ไม่สืบดูเหตุผล ว่าทำไม เขาจึงไม่มารบ กลับเชื่อว่าเพราะเขากลัวบารมี โหรถวายฎีกาว่าไฟจะไหม้วัง ตื่นเต้นขนของ และหนีออกไป อยู่วัด บางคนเขาคิดเห็นว่าจะเป็นแกล้งเผา แต่เห็นจะไม่กล้าเผา เพราะขลาดมากอยู่ มีแต่ไฟไหม้ที่ไหนเจ้าแผ่นดินจะเสด็จไปดับ นี่ เจ้าแผ่นดินกลับหนีไฟ รวมใจความว่า ในแผ่นดินนี้ไม่ได้ทำการอะไร เคยอย่างไร ก็เป็นไปอย่างนั้น ตื่นแต่บารมีกันอย่างเดียว แต่ความดีของพระเจ้าปราสาททองคงมีในทางที่รู้จักใช้คน ชุบเลี้ยงคนเป็น การงาน อะไรที่เป็นการธรรมดาบังคับบัญชาได้แข็งแรง สิทธิขาดไม่โลเล จึง อยู่ในราชสมบัติได้ช้านาน ไม่มีภัยอันตรายอันใด ความที่ว่ามานี้ เป็นกล่าวโทษพระเจ้าปราสาททอง และชมพระเจ้าปราสาททองตามความเห็น ให้พระยาโบราณผู้เป็นเทศา กรุงเก่า แก้ไขว่า คำที่กล่าวติเตียนนั้น ไม่เป็นความจริงอย่างไร ตามความเห็น จะได้เปลี่ยนความคิดที่หมิ่นประมาทนั้น




คำสนองพระราชกระทู้ พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) เรียง

บางปะอิน วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน รัตนโกสินทรศก ๑๒๕ ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ด้วยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระกระแสพระราชดำริที่ทรงเห็น ในพระราชอัธยาศัยของพระเจ้าปราสาททอง มาให้ข้าพระพุทธเจ้าแก้ไขตามความเห็นนั้น พระเดช พระคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ ข้าพระพุทธเจ้าได้รับใส่เกล้าใส่กระหม่อม พิเคราะห์ใคร่ครวญดูตลอดแล้ว เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า การที่จะแก้ไขพระราชดำริที่ ได้ทรงกล่าวไว้นั้น เป็นความยากอย่างยิ่ง พ้นจากวิสัยภูมิวิชา ซึ่งข้าพระพุทธเจ้าได้เล่าเรียนมา แต่เหตุด้วยมีพระบรมราชโองการ ฉะเพาะแก่ข้าพระพุทธเจ้า จึงจำเป็นต้องแก้ไขไปตามความเห็น แม้ การที่ได้กราบบังคมทูลพระกรุณามานี้ จะมีข้อที่ไม่ถูกต้องตามแบบฉบับและพระราชอัธยาศัยประการใดข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระมหากรุณาพระราชทานอภัยแก่ข้าพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งแรกศึกษา วิชาพงศาวดาร ยังมีความรู้น้อยอยู่นั้น



๗ ๑. ตามที่ทรงพระราชดำริเห็นว่า อาการที่พระเจ้าปราสาททองจะเอาแผ่นดินนั้น เอาโดยทางมารยา คือแกล้งยกพระเชษฐา ซึ่งคงเป็นคนโง่กว่าพระศรีสิน ที่พระบิดาคงมุ่งหมายจะให้รับราชสมบัติและหลอกให้พี่น้องแหนงกันจนฆ่ากันสมประสงค์นั้น ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า ถ้าพระเจ้าปราสาททองปองที่จะเอาราชสมบัติ อยู่แล้ว ถึงพระศรีสินจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก็คงจะรักษาพระองค์ ไม่รอดไปเหมือนกัน เพราะกำลังวังชาและอำนาจของพระเจ้าปราสาททองในเวลานั้นมีมากนัก ซึ่งยกพระเชษฐาขึ้นครองราชสมบัตินั้น เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า คงทำตามโบราณราชประเพณี ที่ต้องยกพี่ขึ้น เป็นใหญ่กว่าน้อง ประการหนึ่งถ้าหากยกพระศรีสินขึ้นครองราช สมบัติแล้ว พระเชษฐากับพระศรีสินก็คงจะบาดหมางไม่ปรองดอง คิดฆ่าฟันกันไปเหมือนกัน ๒. ตามที่ทรงพระราชดำริว่า พระเจ้าปราสาททองแกล้งทำการศพให้คึกคัก แต่งคนให้ลือให้พระเจ้าแผ่นดินตกพระทัย พอให้ ไปรับสั่งให้หาก็เลยพาลเป็นขบถนั้น ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้า ฯ ว่าในเวลานั้นพระเจ้าปราสาททองเป็นเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ เป็นประธานในราชการแผ่นดิน จะทำการงานอันใดก็คงมีผู้ไปช่วยเหลือ เพื่อการประจบ และพระเชษฐาในเวลานั้น ก็คงจะง่อนแง่นเต็มที อยู่แล้ว ถึงในข้อที่ว่า ตระเตรียมคนให้ขึ้นป้อมล้อมวังนั้น ข้า พระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า น่าจะรับสั่งให้ตระเตรียมจริง เพราะทรงตกพระทัยและหวาดอยู่แล้ว แต่เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า คงจะไม่

๘ ไค้คนมาขึ้นป้อมล้อมวังตามรับสั่ง ด้วยข้าราชการคงจะไปฝักฝ่ายกับพระเจ้าปราสาททองเสียหมด จึงไม่ได้ต่อสู้กัน ๓. ซึ่งทรงพระราชดำริเห็นว่า ที่ตั้งพระอาทิตยวงศ์ขึ้นเป็น พระเจ้าแผ่นดินจนกระทั่งถอดเสีย เป็นการมายานั้น ข้าพระพุทธเจ้า เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า ในเรื่องนี้จำเป็นพระเจ้าปราสาททองจะต้องทรง ทำเช่นนั้น ด้วยอาทิตยวงศ์ยังมีอยู่ ถ้าหากจะเอาราชสมบัติ เสียทีเดียว คนทั้งปวงก็จะเห็นว่าเป็นขบถฆ่าพระเชษฐาเพื่อเอาราชสมบัติ ๔. ในข้อที่ให้ช่างออกไปถ่ายอย่างพระนครหลวง จะมาทำเป็นที่ประทับร้อน ครั้นไปถ่ายมา หน้าตาเป็นวัดมากกว่าเป็นวัง จึงทำไปตามเล็ก ๆ ไม่เอาพระทัยใส่เหมือนวัดชัยวัฒนาราม ทรง พระราชดำริเห็นว่า เป็นพะยานให้เห็นว่า รู้เร็วแต่ไม่ใช่รู้จริงนั้น ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า การให้ช่างไปถ่ายอย่างพระนครหลวงมาสร้างในพระนครนั้น ก็ด้วยเหตุที่จะแสดงพระเกียรติยศว่า กรุงศรีอยุธยาในเวลานั้น มีกำลังและอำนาจมาก ถึงกับไปถ่ายเอาอย่างปราสาทศิลาพระนครหลวงซึ่งคนในเวลานั้น ถือว่าเป็นของเทวดาสร้าง มาไว้ในบ้านเมืองได้ ถึงจะประทับในนั้นไม่ได้ ดูก็น่าจะ ไม่เป็นที่เสียหายอย่างไร ๕. เรื่องมีพระราชบุตรออกมาเห็นเป็นสี่กรไม่ควรเชื่อก็เชื่อนั้น ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า ถ้าไม่ทรงเชื่อและไปทรงคัดค้าน ผู้อื่นที่เขาเชื่อจนแพร่หลายออกไปแล้ว ก็น่าจะเป็นข้อลดทอนพระ

๙ เกียริตยศอยู่ และน่าจะทรงเห็นว่า ในการที่เชื่อหรือแกล้งทรงเชื่อนั้น ก็คงเป็นแต่พระเกียรติยศไปอย่างเดียว เป็นทางที่จะเพิ่มพระบารมี ให้แก่กล้าขึ้น ๖. ในข้อซึ่งทรงหลงว่า มีบุญและคนนับถือมาก ครั้น พระอาทิตยวงศ์ได้พวก ๒๐๐ คนยกมา พระเจ้าปราสาททองก็มิได้ ต่อสู้ หนีด้วยความขลาดนั้น ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า ในเวลานั้นคงจะทรงวางพระทัยว่าจะไม่มีผู้ใดกล้าคิดทำอันตราย จึง มิได้จัดการป้องกันรักษาให้กวดขัน พระอาทิตยวงศ์จึงยกเข้าไปในวัง ได้ โดยไม่ทันรู้พระองค์ ก็ควรจะเสด็จหลบหลีกออกเสียจากวังซึ่ง ใกล้ต่อข้าศึก เพื่อไปรวบรวมกำลังต่อสู้ และการที่เสด็จนั้น ก็มิได้ ไปไกลจากวังเพียงใด เสด็จลงประทับอยู่ในเรือพระที่นั่งลอยลำอยู่ที่หน้าพระฉนวนเท่านั้น จะถือเอาเป็นขลาดแท้ทีเดียวยังไม่ได้ ถ้าตกพระทัยใหญ่ ก็คงเสด็จเปิดไปจนถึงเกาะมหาพราหมณ์ ๗. พระราชทานเพลิงพระเจ้าลูกเธอ ได้เนื้อในพระอุทร เชื่อว่าต้องคุณ ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า ในเวลานั้นเป็นสมัย เล่นเวทมนตร์คาถา และตำหรับตำราทำคุณไสย ก็คงมีอยู่เป็น อันมาก ก็เมื่อได้พบสิ่งที่ต้องในตำราก็น่าจะเชื่ออยู่ โดยเหตุว่า ในชั้นต้นได้เชื่อและนับถือเวทมนตร์คาถาเสียแล้ว และทั้งเวทมนตร์ ในเวลานั้นก็ขลังให้ผลแก่ผู้ถือ กล่าวคือพระเจ้าทรงธรรมกับพระเจ้าปราสาททองนั้นเอง เป็นผู้ที่ถือเวทมนตร์จัด และเห็นกันว่าได้ ราชสมบัติเพราะเวทมนตร์

๑๐ ๘. เรื่องฟ้าผ่าไม่ถูกพระองค์กับพระนารายณ์และช้างนั้น ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้าฯ ว่า ถึงจะผ่าห่างหน่อยใกล้นิด ก็ควร จะทรงปลื้มในพระบารมี ด้วยเหตุถือกันว่า ไฟฟ้าเป็นของสำคัญ อันร้ายแรง ก็เมื่อทำให้คนเข้าใจกันไปว่า แต่ฟ้าผ่าก็ยังไม่ถูกต้อง พระองค์และพระราชบุตร โดยที่สุดแต่ช้างต้นก็มิได้เป็นอันตรายเช่นนี้ ก็เป็นการเพิ่มพระบารมีที่จะทำให้คนเกรงกลัวพระเดชานุภาพมากขึ้น ๙. เรื่อลบศักราชนั้น ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า ก็เป็นการตั้งพระทัยในทางดี และเพื่อที่จะแสดงพระกรุณาแก่ราษฎร ซึ่งเป็นเหตุที่จะให้ราษฎรมีความนิยมนับถือมากขึ้น แต่ในข้อที่จะทำ ให้วันคืนเดือนปีศักราชเลอะเทอะไปนั้น จะโทษแต่พระเจ้าปราสาททอง พระองค์เดียวเห็นจะไม่ได้ ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า น่า จะเป็นจากพระโหราธิบดี ด้วยเป็นคนที่ทรงเชื่อถือมากอยู่ ๑๐. ในข้อที่ใช้อุบายจะเอาเมืองพะม่าเป็นเมืองขึ้นนั้น เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า พระเจ้าปราสาททองคงจะทรงทราบอยู่แล้วว่า พะม่า เวลานั้นบ้านเมืองกำลังรวนเรไม่เป็นปกติ ก็เป็นช่องที่ควรลองดู ถ้าสำเร็จตามพระราชดำริ ก็เป็นทางดีแก่ไทย ถ้าไม่สำเร็จ ก็คงทรง นึกว่าไม่เป็นการเสียหายอะไร ๑๑. เรื่องเอากับข้าวรดศีรษะทูตพะม่านั้น ข้าพระเจ้าเห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า ท่านทูตที่จะมาเป็นคนกักขละ และมาทำการหรือพูดจาหมื่นประมาทอย่างแรงขึ้นอย่างไร และเป็นด้วยเหตุเข้าพระทัยอยู่ แล้วว่า เมืองพะม่าเวลานั้นอ่อนแอ แต่กิริยาของทูตโอหังเกินกับกำลัง

๑๑ ของบ้านเมือง จึงลงโทษทูตแต่พอให้รู้สึก มิได้ให้เจ็บปวดอย่างใด เห็นจะนับว่าเป็นโทษอย่างเบาในเวลานั้น ๑๒. ในข้อที่ทรงพระราชดำริเห็นว่า การที่เอากับข้าวราดศีรษะทูตเป็นการหยาบคายเหลือเกิน โกรธเหมือนไพร่นั้น ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า สันดานของบุคคลนั้นก็เป็นเหมือนดังวาสนา ซึ่งมีมาในพระบาลีว่า จะตัดขาดได้ก็ฉะเพาะแต่พระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น แต่ถึงชั้นพระอรหันต์ก็ยังขาดไม่ได้ ดังเช่นพระสารีบุตรเดิมเคยเป็นวานร เมื่อถึงชาติที่สุดก็ยังมีกิริยาวานรติดอยู่ในพระองค์ ๑๓. เรื่องโหรถวายฎีกาว่าไฟจะไหม้วัง ขนของหนีออกไป อยู่วัดนั้น ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า คงจะเป็นด้วยเชื่อ พระโหราธิบดี ด้วยท่านโหรผู้นี้ดูแม่นยำนัก และครั้งนี้ดูว่าไฟ จะไหม้วัง ก็เมื่อทรงเชื่อแล้วจะประทับอยู่ในวังซึ่งจะถูกไฟไหม้อย่าง ไรได้เป็นการจำเป็นที่จะต้องเสด็จออกไปเสียให้ห่างสักหน่อย แต่ ถึงกระนั้นก็ปรากฎว่า ได้เตรียมการป้องกันไว้เต็มที่ และทั้งไฟ ก็ไหม้วังจริงด้วย จะหาว่าตื่นและขลาดก็ไม่สู้ถนัดนัก ๑๔. คำอธิษฐานซึ่งอ้างเอาความปรารถนาโพธิญาณ ซึ่งทรงพระราชดำริเห็นว่าเป็นการเย่อหยิ่งนั้น ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วย เกล้า ฯ ว่า คงจะทรงตาม ๆ กันไป เช่นพระเจ้าทรงธรรมเอง ก็น่าได้กล่าวอย่างนี้เหมือนกัน รวบรวมใจความในแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า ถ้าในสมัยนั้นน่าจะนับเอาว่าเป็นการเรียบร้อย

๑๒ กว่าบางแผ่นดิน เพราะบ้านเมืองก็ราบคาบเป็นปกติปราศจากข้าศึกถายนอกภายใน และจะเป็นแผ่นดินที่มีอำนาจแข็งแรงอยู่ จะทำ อะไรก็ทำได้ เช่นกริ้วทูตพะม่าเอากับข้าวรดศีรษะ พะม่าก็ไม่อาจ มาทำอะไรได้ จึงเห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า คนในสมัยนั้นคงจะเห็นว่า เป็นเกียรติยศ และอำนาจของเมืองไทย และน่าจะไม่มีผู้ใดติเตียน ในเวลานั้นเลย เพราะความนิยมของคนชั้นนั้นเป็นเช่นนั้น ครั้น ต่อมาบัดนี้ เมื่อคิดดูศักราชก็เป็นเวลาที่สิ้นแผ่นดินพระเจ้าปราสาท ทองมาแล้วถึง ๒๕๐ ปีเศษ เป็นคนละสมัย ความนิยมก็เปลี่ยน แปลงกันว่าแต่ก่อนเป็นอันมาก ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อมดังนี้ ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า พระยาโบราณบุรานุรักษ์





โบราณศาลา (๑) กรุงเก่า วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน รัตนโกสินทร ศก ๑๒๖ ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายตำนานกรุงเก่า ซึ่งข้าพระพุทธเจ้าได้เรียบเรียงขึ้นโดยความเห็นในการ พิจารณาโบราณคดี สนองพระเดชพระคุณในงานพระราชพิธีรัชมงคลและหนังสือฉะบับนี้จะนับว่าเป็นฉะบับต้นแห่งรายงานการตรวจสอบโบราณสถานในส่วนหนึ่ง ซึ่งข้าพระพุทธเจ้าได้พิจารณามาแล้ว เมื่อต่อไปถ้าข้าพระพุทธเจ้าพิจารณาในส่วนอื่นได้ความประการใด ข้าพระพุทธเจ้าจะได้เรียบเรียงความเห็นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายหลัง ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า พระยาโบราณบุรานุรักษ์

(๑) สมเด็จ ฯ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ ครั้งเสด็จดำรง ตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวัง เสด็จขึ้นไปตรวจการทำพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ มหาปราสาท โปรดให้เรียกเรือนพักของผู้ตรวจการว่า โบราณศาลา ดังมี คำอธิบายแจ้งอยู่ในหน้า ๑๐๘



คำนำ ตำนานกรุงเก่านี้ พึ่งมีความคิดเรียบเรียงขึ้นตามที่นึกได้ ในระหว่างเวลาว่างตรวจการทำพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ ซึ่งเป็นเวลากำลังฉุกละหุกมีเวลาน้อย ไม่พอที่จะตรวจสอบกับตำราทั้งหมด ให้ละเอียดได้ ทั้งการพิมพ์ก็เร่งรัดที่จะให้แล้วเร็วทันวันงาน พระราชพิธีรัชมงคล และการที่ทำโดยรีบร้อนเช่นนี้ ก็ย่อมจะมีที่ผิด พลั้งอยู่เป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นถ้าหนังสือฉะบับนี้จะมีที่คลาดเคลื่อนประการใด ขอท่านผู้อ่านทั้งหลายจงโปรดให้อภัยแก่ผู้เรียบเรียง และขอให้เป็นที่เข้าใจว่า ถ้าจะมีที่ผิด ก็เป็นด้วยความพลั้งเผลอ และตรวจตราไม่ละเอียด หรือความเข้าใจผิดของผู้เรียบเรียง แต่ไม่ใช่เป็นด้วยผู้เรียบเรียงตั้งใจจะให้ท่านทั้งหลายเข้าใจผิดกับความจริง อนึ่งตามโบราณสถานแต่ก่อนมา เป็นที่รกแล้วไปด้วยต้นไม้และเครือเขาเถาลัดดาปกคลุม ยิ่งในพระราชวัง รูปลวดลายพระที่นั่งตำหนักน้อยใหญ่และสถานต่าง ๆ ก็จมอยู่ในโคกและเนินสูงเหลือที่ จะเห็นให้ทั่วถึงได้ มาในรัตนโกสินทร ศก ๑๒๖ นี้ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้จัดพระราชวังเป็นที่ทรงบำเพ็ญ พระราชกุศล ในพระราชพิธีรัชมงคล ซึ่งได้เสด็จเถลิงถวัลย ราชสมบัติบรมราชาภิเษกมาได้ ๔๐ ปี เท่ากับรัชกาลสมเด็จ พระรามาธิบดีพระองค์ที่ ๒ ซึ่งเสวยราชสมบัติในกรุงเทพทวาราวดี



ข ศรีอยุธยา ซึ่งเป็นเวลายืนยาวกว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์อื่นนั้น โบราณสถานซึ่งจมดินและรกชัฎมากกว่าร้อยปี ก็ผุดขึ้นเห็นรูปทรง ลวดลายและเตียนสะอาด ด้วยอำนาจพระบารมี เพราะฉะนั้นผู้ เรียบเรียงตำนานนี้ ขอชักชวนท่านทั้งหลายบรรดาที่ได้มาชม พระบรมโพธิสมภาร จงอธิษฐานน้ำใจถวายพระพรไชยมงคลขอให้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระเจริญพระชนมายุยืนนาน จงเสด็จดำรงอยู่ในศิริราชสมบัติโดยทรงพรเกษมสำราญ นิราศ สรรพโรคพิบัติอุปัทวันอันตรายทั้งปวง เทอญ โบราณศาลากรุงเก่า วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน รัตนโกสินทร ศก ๑๒๖ พระยาโบราณบุรานุรักษ์










ภาพฝีพระหัตถ์ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการประกวดภาพสำหรับผู้ชอบเขียน ณศาลาวรนาฏย์เวทีสถาน พระราชวังบางปะอิน พ.ศ. ๒๔๖๓) "๖" เจ้าคุณกรุง (พระยาโบราณราชธานินทร์ , ภาพล้อ เส้นหมึก)





ตำนานกรุงเก่า(๑)

ตอน ๑ ประวัติกรุงเก่า พระราชพงศาวดารสังเขป เมืองหนึ่งซึ่งอยู่เหนือจากกรุงเทพมหานครขึ้นไปที่เรียกกันว่า กรุงเก่าในเวลานี้ ใช่จะได้เป็นเมืองหลวงของประเทศสยามฉะเพาะ แต่ครั้งที่สมเด็จพระรามาธิบดี (อู่ทอง) เสด็จมาสร้างเป็นพระนครขึ้น ที่หนองโสนเป็นคราวแรกก็หาไม่ ตามตำนานโบราณมีพระราชพงศาวดารเหนือเป็นต้น กล่าวความชัดเจนว่า เมืองนี้ก่อนแต่ ศักราช ๓๐๐ ปีขึ้นไป ก็เคยได้เป็นเมืองหลวงของประเทศสยาม ชื่อว่า กรุงศรีอยุธยา มีกษัตริย์ทรงปกครองสืบต่อมาเป็นหลาย พระองค์ แต่ความในพระราชศาวดารฉบับนั้น บกพร่องไม่ใคร่ จะติดต่อกันได้ ลงท้ายชื่อกรุงศรีอยุธยาสูญหายกลายไปเป็นเมือง เรียกเมืองเสนาราชนคร จึงเห็นว่าคงจะเป็นด้วยกรุงศรีอยุธยา เสื่อมถอยลง เมืองอื่นมีอำนาจเข้มแข็งก็ปกแผ่ลงมาได้ไปเป็นเมืองขึ้นจึงได้ลดจากกรุงลงเป็นเมืองไป ครั้นเมื่อจุลศักราช ๗๑๒ ปี พระเจ้าอู่ทองเป็นกษัตริย์ในราช วงศ์เชียงราย ซึ่งเสวยราชสมบัติในเมืองเทพนคร เมืองนี้ที่จะอยู่

(๑) พิมพ์ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ โรงพิมพ์อักษรนิติ์


๑๔ ใกล้กับเมืองที่มีอำนาจ จะเป็นที่คับแค ซึ่งพระเจ้าอู่ทองจะขยาย เขตต์แดนออกไปอีกไม่ได้ หรือกลัวเมืองอื่นจะมาทำอันตรายได้ง่าย ในอย่างใด จึงได้เสด็จลงมาทรงสร้างเมืองหลวงขึ้นที่ตำบลหนอง โสนข้างทิศตะวันตกกรุงศรีอยุธยา ซึ่งไม่ไปตั้งที่กรุงเดิมนั้นก็คง จะทรงเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาได้แม่น้ำแต่ด้านเดียว ที่ ๆ สร้างกรุงใหม่ ได้แม่น้ำถึง ๓ ด้าน เมื่อสร้างกรุงแล้วจึงขนานนามพระนครใหม่ว่า กรุงเทพมหานครบวรทวาราวดีศรีอยุธยา ต่อมาเรียกว่ากรุงเทพ ทวารวดีบ้าง กรุงศรีอยุธยาบ้าง แต่ชื่อศรีอยุธยาเป็นที่นิมใช้เรียก กันมาก ตลอดถึงต่างประเทศ และพะม่า มอญ เขมร ลาว ก็เรียกเมืองไทยว่ากรุงศรีอยุธยา แต่ฝรั่งใช้คำห้วนเรียกว่าอยุธยา ก็เพราะด้วยชื่อศรีอยุธยาเคยเป็นชื่อเมืองหลวงของประเทศสยามมาช้านานแล้ว พระเจ้าอู่ทองเสด็จมาครองราชสมบัติในกรุงเทพทวารวดี เฉลิมพระบรมนามาภิไธยขึ้นเป็นสมเด็จพระรามาธิบดี คือประกาศแสดงความอิสสรภาพของประเทศเป็นเอกราช เมื่อสุดสิ้นรัชกาล ของสมเด็จพระรามาธิบดี (อู่ทอง) แล้ว ก็มีสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ได้เสวยราชสมบัติสืบต่อมา ยกเสียแต่ขุนวรวงศาธิราช ซึ่งไม่นับเข้า ในลำดับกษัตริย์ในพระราชพงศาวดารได้ ๑๕ พระองค์ ถึงแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ในระหว่าง ๑๕ รัชกาลนี้ บางแผ่นดิน ก็ได้มีการยกทัพไปปราบปรามหัวเมืองและประเทศที่ใกล้เคียง คือ หัวเมืองเหนือและลาว เขมร มลายู หลายครั้ง อนึ่งในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดินั้น กษัตริย์กรุงหงสาวดีทรงพระนาม

๑๕ ตะเบงซวยตี้ พงศาวดารมอญเรียกพระเจ้ามังส่วยหรืออีกนัยหนึ่งว่า มังโสถิ์ ตั้งต้นก่อการสงครามยกทัพพะม่ามอญ เข้ามาตีกรุงเทพทวา ราวดี ถึง ๒ ครั้งก็หาได้ไม่ มาภายหลังเมื่อพระเจ้าตะเบงซวยตี้ ดับสูญไปแล้ว บุเรงนองเชื้อพระวงศ์ได้เป็นพระเจ้ากรุงหงสาวดี ในพงศาวดารมอญเรียกพระเจ้าฝรั่งมังตรี หรืออีกนัยหนึ่งเรียกพระเจ้าชนะสิบทิศ เพราะเป็นผู้มีอำนาจมาก ยกทัพพะม่ามอญมาตี กรุงทวาราวดีอีก ๒ ครั้ง ครั้งหลังตีได้ในแผ่นดินสมเด็จพระมหิน ทราธิราช เมื่อจุลศักราช ๙๑๘ ปี พระเจ้าหงสาวดีจึงตั้งให้พระมหาธรรมราชาครองราชสมบัติ ทรงพระนามสมเด็จพระสรรเพ็ชญ์ นับเป็นพระองค์ที่ ๑ ในพระนามนี้ ครั้งนั้นกรุงเทพทวาราวดีก็ตกไปอยู่ในอำนาจกรุงหงสาวดี มาจนถึงจุลศักราช ๙๒๗ สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าได้ทรงพระอุสาหะเริ่มก่อกู้เอาประเทศสยามออกพ้นจากอำนาจกรุงหงสาวดี กลับตั้งขึ้นเป็นเอกราช และมีอำนาจใหญ่ ได้ทำสงคราม กับมอญพะม่า มีชัยได้แผ่นดินมอญมาเป็นเมืองขึ้น ล่วงมาได้ ๑๕ แผ่นดิน ในระหว่างนี้ก็มีแต่ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ที่ได้ ทรงแต่งกองทัพไปตีเมืองพะม่ากับเมืองเชียงใหม่ ถึงในแผ่นดิน สมเด็จพระบรมราชาพระองค์ที่ ๓ นับตามลำดับกษัตริย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ ๓๓ พระนามเดิมเจ้าฟ้าเอกทัศน์กรมขุนอนุรักษ์มนตรี เมื่อเสวยราชสมบัติแล้วมีพระนามวิเศษอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า พระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ ที่ออกพระนามดังนี้ ก็เป็นด้วยเหตุที่ โปรดประทับอยู่ในพระที่นั่งสุริยาศาสน์อัมรินทร์ คนทั้งหลายจึงได้เรียก

๑๖ ตามนามพระที่นั่ง ในครั้งนั้นข้างฝ่ายพะม่า มังลองได้เป็นพระเจ้า แผ่นดิน มีชื่อใหม่ว่าพระเจ้าอลองพราญี ยกทัพมาตีกรุงเทพทวาราวดีครั้งที่ ๑ ไม่ได้ เลิกทัพกลับไปดับสูญในกลางทาง ภายหลังมังระ ราชบุตร์ผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดินพะม่า จึงแต่งให้มังมหานรธากับเนเมียวเป็นแม่ทัพยกเข้ามาตีกรุงอีกครั้งหนึ่ง พระเจ้าอยู่หัวที่พระที่นั่งสุริยาศน์ อัมรินทร์เสวยราชสมบัติได้ ๙ พรรษา เมื่อจุลศักราช ๑๑๒๙ ปี กรุงเทพทวาราวดีก็เสียแก่กองทัพพะม่าข้าศึก พะม่าเก็บริบทรัพย์สมบัติและเครื่องสาตราวุธ แล้วเอาไฟเผาพระราชวังและวัดวา อารามบ้านเรือนข้าราชการราษฎรเป็นอันตราย กวาดต้อนพระราชวงศานุวงศ์ครอบครัวข้าราชการราษฎรไปเมืองอังวะประมาณ ๓๐๐๐๐ เศษ แต่ที่แตกหนีเที่ยวเร้นส้อนตามป่าดง และ หัวเมืองต่าง ๆ ทั้ง อดอยากล้มตายเสียก็มาก แม่ทัพพะม่าตั้งให้พระนายกองอยู่รักษา กรุง สำหรับรวบรวมผู้คนซึ่งยังแตกฉานซ่านเซ็นอยู่ในที่ต่าง ๆ พระนายกองตั้งค่ายอยู่ที่โพสามต้น พระนายกองคนนี้เป็นมอญเก่า อยู่ในกรุงมีความชอบที่เข้ารับอาสาพะม่า ไปตีค่ายบางระจันแตก และคงจะทำการรบพุ่งในที่อื่นแข็งแรงจนพะม่าไว้ใจ จึงตั้งให้เป็นที่สุกี้คำไทยเรียกว่าพระนายกอง คิดอายุกรุงเทพทวาราวดีแต่แรก ที่สมเด็จพระรามาธิบดี (อู่ทอง) ทรงตั้งเป็นเอกราชมาจนเสียกรุงแก่พระเจ้าบุเรงนองกรุงหงสาวดี ในแผ่นดินพระหินทราธิราชนับได้ ๒๐๖ ปี ตกไปอยู่ในอำนาจกรุง


๑๗ หงสาวดี ๙ ปี เมื่อจุลศักราช ๙๒๗ สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ได้ทรงก่อกู้ ขาดจากอำนาจกรุงหงสาวดี กลับเป็นเอกราชมาจน เสียกรุงแก่พะม่าข้าศึก ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยาศน์ อัมรินทร์ นับได้ ๒๐๒ ปี รวมอายุกรุงทวาราวดีแต่แรกสร้างจนเสีย แก่พะม่าปัจจามิตร ๓ ยุค ได้ ๔๑๗ ปี







๒๕ ต้นเหตุที่กรุงเทพทวาราวดีจะหมดกำลัง เหตุที่กรุงเทพทวาราวดีจะเสื่อมถอยหมดกำลังลงนั้น เริ่มต้นเกิดมาตั้งแต่พระเจ้าทรงธรรมแย่งราชสมบัติพระศรีเสาวภาคย์ เมื่อ จุลศักราช ๙๖๔ ปี ครั้งนั้นก็ฆ่าขุนนางเก่าเสียมาก มาแผ่นดิน พระเจ้าปราสาททองฆ่าขุนนางพวกพระเชษฐาธิราช แต่เห็นจะน้อยครั้นถึงแผ่นดินพระนารายณ์ ฆ่าขุนนางที่เป็นพวกเจ้าฟ้าชัยและพระ ศรีสุธรรมราชาเห็นจะเกือบหมด จนต้องใช้ขุนนางแขกขุนนางลาว ขุนนางฝรั่ง มีพระยารามเดโช พระยาราชวังสัน พระยาสีราชเดโช เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เป็นต้น แผ่นดินพระเพทราชา ฆ่าขุนนาง แผ่นดินพระนารายณ์หย่อยมาจนถึงไปตีเมืองนครศรีธรรมราชเมือง นครราชสิมา เห็นจะเรียกว่าเกือบหมดได้ แผ่นดินพระพุทธเจ้าเสือ เห็นจะฆ่ามาก เพราะคนนิยมเจ้าพระขวัญกับพวกเจ้าพระพิชัยสุรินทร์ ก็น่าจะเป็นขุนนางอยู่ไม่ได้ แผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระเคราะห์ ดีไม่ต้องฆ่าใคร แผ่นดินพระเจ้าอยู่บรมโกศ เมื่อจุลศักราช ๑๐๙๔ ข้าราชการวังหลวงเห็นจะตายเกือบหมด คิดดูในระหว่าง ๑๓๐ ปี ฆ่าเททิ้งกันเสียถึง ๗ ครั้ง เป็น ๑๘ ปี ฆ่ากันครั้งหนึ่ง หรือถ้ารอดตายก็กลายเป็นไพร่หลวงและตะพุ่นหญ้าช้าง ถ้าจะนับพวกที่รอดตายก็ต้องว่าผู้ดีกลายเป็นไพร่ ไพร่กลายเป็นผู้ดีในระหว่าง นั้น ๗ ครั้ง เมื่อเป็นเช่นนี้มาในตอนหลังบ้านเมืองจะมีกำลังอย่างไรได้ และเมื่อขุนหลวงหาวัดได้ราชสมบัติ ก็ยังสำเร็จโทษเจ้าเสียอีก ๓ กรม ซ้ำขุนหลวงหาวัดเองกบพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ก็ไม่

๒๖ ปรองดองกัน จึงพาให้การปกครองบ้านเมืองแปรปรวนรวนเรไป เพราะฉะนั้นเมื่อศึกพะม่ามาติดพระนคร จึงไม่มีตัวข้าราชการที่สามารถเป็นแม่ทัพนายกองนำพลเข้าต่อสู้ข้าศึก ท้าวพระยาเสนาบดีคนไรเป็นแม่ทัพก็ไม่ได้รบพุ่งกัน เช่นพระยายมราชเป็นแม่ทัพตั้งอยู่ที่เมืองนนท์พอพะม่าตีเมืองธนบุรีได้ กำปั่นลูกค้าอังกฤษซึ่งรับอาสาต่อสู้พะม่าถอยหนีขึ้นมา พระยายมราชยังไม่ทันรบก็พลอยเลิกทัพหนีไปด้วย พระยาพระคลังเป็นแม่ทัพถือพลถึง๑๐๐๐๐ยกออกไปตีค่ายพะม่าที่วัดป่าฝ้ายปากน้ำประสบ พะม่ายิงปืนมาต้องพลทัพไทยล้มลง ๔-๕ คน กองทัพทั้งนั้นก็ถอยมาสิ้น อยู่มา ๒-๓ วัน รับสั่งให้พระยาพระคลังยกออกไปตีค่ายปากน้ำประสบอีก ยังไม่ทันได้รับ พะม่าแต่งกลหลอกให้เข้าใกล้ แล้วออกไล่ยิงแทงพลทัพไปทยตายลง กองทัพใหญ่ก็พลอยแตกพ่าย เข้าพระนคร ครั้งหนึ่งโปรดให้ท้าวพระยาอาสาหกเหล่า ยกทัพเรือ ข้ามไปตีค่ายพะม่าวัดการ้อง พะม่ายิงปืนมาถูกนายเริก ซึ่งเห็นจะเมายืนรำดาบ ๒ มือเป็นเป้าอยู่หน้าเรือ ตกน้ำลงคนหนึ่ง ทัพเรือก็เลิก ถอยเจ้าพระนคร เมื่อทัพพะม่ายกเข้าในพระราชอาณาเขตต์ เกณฑ์ ให้พระยาพิษณุโลกเอากอทัพมาตั้งที่ภูเขาทอง พอพะม่าจวนจะถึงกรุงพระยาพิษณุโลกให้พระยาพลเทพกราบทูล ขอกราบถวายบังคมลา ขึ้นไปปลงศพมารดา ให้หลวงโกษามหาดไทย หลวงเทพเสนาคุม กองทัพอยู่แทนก็โปรดพระราชทานพระราชนุญาตให้ไปตามขอ น้ำพระทัยพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ มีพระกรุณา เยือกเย็นอยู่เป็นพื้นเสมอดังนี้ จะได้ปรากฎว่า ผู้ไม่ปลงใจในการต่อสู้ ๒๗ ข้าศึก ต้องรับพระ ราชอาญาบ้างก็หามิได้ ก็เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่ใครจะอยากรบ เหตุการที่เป็นมาแต่ต้นจนเสียเมืองก็สมกับพงศาวดาร กล่าวว่า ชาตากรุงทวาราวดีถึงกาลขาด ขุนหลวงตากตั้งตัว ในขณะเมื่อกองทัพพะม่าข้าศึกยกเข้ามาติดพระราชอาณาเขตต์นั้นเจ้าตากพระนามเดิมชื่อสิน ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ ทรงโปรดให้เป็นเจ้าเมืองตาก ในเวลานั้นเข้ามาอยู่ในกรุง จึงโปรดเลื่อนให้เป็นที่พระยากำแพงเพ็ชร และให้เป็นนายกองทัพเรือ ยกออกไปตั้งคอยสกัดตีทัพเรือพะม่าซึ่งจะมาทางทุ่งวัดใหญ่นอกพระนครด้านตะวันออก พระยากำแพงเพ็ชรตั้งค่ายอยู่ที่วัดพิชัยวัดกล้วย แลเห็นว่ากรุงจะเสียแก่พะม่า ไม่มีช่องทางอันใดซึ่งจะป้องกันเอาไว้ ได้แล้ว จึงได้คิดหลีกหนีตีฝ่ากองทัพพะม่า ซึ่งตั้งล้อมกรุงออกไป ทางบ้านหันตราบ้านข้าวเม่า ไปจนถึงแขวงเมืองระยองก็ตั้งตัวขึ้น เป็นเจ้า เพราะจะให้เป็นคนที่นิยมนับถือและเกรงกลัวอำนาจ เรียก ว่าเจ้าตาก หาเรียกเจ้ากำแพงเพ็ชรไม่แล้วยกไปตีเมืองจันทบุรีได้ ตั้งมั่นรวบรวมรี้พลสะเบียงอาหารต่อเรือรบไล่ไว้พร้อม เมื่อรู้ว่า กรุงเสียแก่พะม่าแล้ว ก็ยกทัพเรือเข้ามาตีพะม่าที่ตั้งรักษาเมืองธนบุรีและค่ายโพสามต้นกรุงเก่าแตก แล้วก็มิได้ตั้งอยู่ที่กรุงเก่า พารี้พล กวาดครอบครัวราษฎรกับทั้งพระราชวงศ์และข้าราชการกรุงเก่า ซึ่งยังเหลือตกค้างอยู่ที่ค่ายโพสามต้น ไปตั้งเมืองธนบุรียกขึ้นเป็นกรุงธนบุรี


๒๘ สร้างพระราชวังขึ้นที่ปากคลองบางกอกใหญ่ คือที่โรงเรียนนายเรือ ในปัตยุบันนี้ เจ้าตากเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติณกรุงธนบุรีเมอจุล ศักราช ๑๑๓๐ ทรงพระนามสมเด็จพระบรมราชา นับตามลำดับ พระนามเป็นพระองค์ที่ ๔ ขุนหลวงตากไม่อยู่กรุงเก่า เหตุที่พระเจ้ากรุงธนบุรี ไม่ตั้งอยู่ที่กรุงเก่านั้น ก็ด้วยกรุงเก่า เป็นเมืองใหญ่กว้าง ทั้งพระราชวังก็มีปราสาทสูงใหญ่ถึง ๕ องค์ และวัดวาอารามก็ล้วนแต่ใหญ่โต เมื่อบ้านเมืองถูกพะม่าข้าศึกและพวกทุจจริตเอาไฟจุดเผาเป็นอันตรายเสียหายจนเกือบหมดสิ้น พระเจ้ากรุงธนบุรีพึ่งรวบรวมกำลังตั้งพระองค์ขึ้นใหม่ ๆ จะเอากำลังวังชาทุนรอนที่ไหนไปซ่อมแซมบ้านเมืองที่ใหญ่โต ซึ่งทำลายแล้วให้กลับคืนคงดีขึ้น เป็นพระนครราชธานีได้เล่า ประการหนึ่งถ้ามีข้าศึกศัตรูเข้ามา รี้พลที่ จะรักษาหน้าที่เชิงเทินป้องกันก็มีไม่พอ คงจะทรงเห็นว่าสู้ไปตั้งอยู่ที่เมืองธนบุรีสร้างขึ้นเป็นเมืองใหม่ไม่ได้ ด้วยว่ามีกำลังน้อยก็ทำเมือง แต่เล็ก อีกประการหนึ่งถ้าจะมีข้าศึกมาติดเมือง ถ้าจะพลาดพลั้งลงประการใด กองทัพเรือก็มีอยู่เป็นกำลัง และทั้งพระเจ้ากรุงธนบุรีเอง ก็ทรงชำนาญในการทัพเรือ จะได้พาทัพเรือออกทะเลไปเที่ยวหาที่ตั้ง มั่นได้ง่าย เห็นจะไม่ใช้แต่ฉะเพาะเรื่องที่ว่าทรงนิมิตร์ฝันว่า พระเจ้าแผ่นดินกรุงเก่าทรงขับไล่มิให้อยู่แต่เรื่องเดียว เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีครองราชสมบัตินานมา ก็บังเกิดเสียพระจริตฟั่นเฟือนไป ในครั้งนั้น ทรงโปรดให้พระวิชิตณรงค์ขึ้นไปตั้งเร่งเงินราษฎรที่กรุงเก่า ราษฎร

๒๙ ร้อนรนหนักเข้าจึงนายบุญนากผู้เป็นหัวหน้าอยู่บ้านแม่ลา ซึ่งในเวลานี้เป็นท้องที่อำเภอนครหลวงแขวงกรุงเก่า เป็นหัวหน้าชักชวนชาวบ้าน เข้าเป็นพรรคพวก ยกลงมาจับพระวิชิตณรงค์กับกรมการฆ่าเสีย หลายนาย พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดให้พระยาสรรค์ขึ้นไปจับพวก บ้านแม่ลา พระยาสรรค์กลับไปเข้าเป็นพวกนายบุญนาก ยกไพร่พล ลงมาจับกรุงธนบุรี และให้เนียรเทศพระเจ้าธนบุรีออกเสียจากราชสมบัติ ตั้งผู้รักษากรุง ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จเถลิงถวัลราชสมบัติปราบดาภิเศก จึงทรงโปรดตั้งนายบุญนากบ้านแม่ลาเป็นเจ้าพระยาชัยวิชิตสิทธิสงครามผู้รักษากรุง ยกกรุงเก่าเป็น เมืองจัตวา ภายหลังโปรดให้เจ้าพระยาชัยวิชิต เป็นเจ้าพระยา พลเทพ และตำแหน่งผู้รักษากรุง แต่นั้นก็ลดลงคงเป็นแต่พระยา มาจนถึงรัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดให้เปลี่ยนสร้อยชื่อผู้รักษากรุง เป็น พระยาชัยวิชิต สิทธิสาตรา มหาประเทศราช สุรชาติเสนาบดี ครั้นมา ในรัชกาลที่ ๔ โปรดให้เปลี่ยนนามผู้รักษากรุงเป็นพิเศษ ๒ ชื่อ คือ เจ้าพระยามหาศิริธรรม พโลปถัมภ์เทพทวาราวดี ศรีรัตนธาดา มหา ปเทศาธิบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ ผู้สำเร็จราชการกรุงเก่า กับ พระยาสิงหราชฤทธิไกร ยุตินัยเนติธาดา มหาปเทศาธิบดี อภัยพิริยปรา กรมพาหุ ผู้รักษากรุงที่ต่อพระยาสิงหราชฤทธิไกรลงมา ก็คงเป็น ที่พระยาชัยวิชิต แต่สร้อยชื่อเป็น สิทธิศักดามหานคราธิการ มา

๓๐ มาในรัชกาลปัตยุบันนี้ ชื่อผู้รักษากรุงคนเดิมเป็นพระยาชัยวิชิตสิทธิสาตรา มหาปเทศาธิบดี ครั้นเมื่อโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาชัยวิชิต (สิงห์โต) เป็นพระยาเพ็ชรพิชัย รับราชการอยู่ณกรุงเทพฯ แล้วโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาเพชฎา (นาค) เป็นผู้รักษากรุง แต่กลับเปลี่ยน สร้อยชื่อเป็น พระยาชัยวิชิต สิทธิศักดา มหานัคราธิการ เหมือน ชื่อพระยาชัยวิชิตในรัชกาลที่ ๔ ตั้งมณฑลเทศาภิบาล ครั้นต่อมาในรัตนโกสินทรศก ๑๑๔ ทรงโปรดให้จัดการเทศา ภิบาล คือ รวมกรุงเก่า ๑ เมืองอ่างทอง ๑ เมืองลพบุรี ๑ เมืองสระบุรี ๑ เมืองพระพุทธบาท ๑ เมืองสิงห์ ๑ เมืองพรหมบุรี ๑ เมืองอินทบุรี ๑ รวม ๘ เมืองเป็นมณฑล เรียกว่ามณฑลกรุงเก่า ตั้งที่ว่าการมณฑลที่กรุงเก่า โปรดเกล้า ฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นมรุพงศ์ศิริพัฒน์ ครั้งยังไม่ได้ดำรงพระยศเป็นต่างกรม เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑล มาในศก ๑๑๕ โปรดให้ยกเมืองพระพุทธบาทเป็นอำเภอขึ้นเมืองสระบุรี ยกเมืองพรหมบุรีเมืองอินทบุรีเป็นอำเภอขึ้น เมืองสิงห์ จึงคงมีเมืองใหญ่ในมณฑลนี้แต่ ๕ ครั้นรัตนโกสินทรศก ๑๑๖ พระยาชัยวิชิต (นาค) กราบถวายบังคมลาออกจากหน้าที่ ราชการโดยทุพลภาพ จึงโปรดเกล้า ฯ ให้หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (พร) ข้าหลวงมหาดไทยเป็นข้าหลวงรักษากรุง มาถึงรัตนโกสินทรศก ๑๑๗ โปรดเกล้า ฯ ให้เลื่อนหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ขึ้นเป็น พระอนุรักษ์ภูเบศร์ ถึงรัตนโกสินทรศก ๑๑๙ โปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตร์ให้

๓๑ พระอนุรักษ์ภูเบศร์ เป็นผู้รักษากรุง และเป็นพระยาโบราณบุรานุรักษ์พร้อมกันในศกเดียวนั้น ครั้นมาถึงรัตนโกสินทรศก ๑๒๐ โปรด เกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตร์ให้พระยาโบราณบุรานุรักษ์ เป็น ปลัดเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า จนถึงรัตนโกสินทรศก ๑๒๒ โปรด เกล้า ฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมรุพงศ์ศิริพัฒน์ ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า ไปเป็นข้าหลวงพิเศษจัดราชการตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาลปราจินบุรี และโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาโบราณ บุรานุรักษ์ เป็นผู้รั้งตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาล มาจนรัตนโกสินทร ศก ๑๒๕ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตร์ ให้พระยาโบราณบุรานุรักษ์ เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า รับราชการสนองพระเดชพระคุณมาจนทุกวันนี้






ตอน ๒ ภูมิสถานพระนคร กรุงศรีอยุธยา กรุงศรีอยุธยานั้น ตั้งอยู่ข้างฟากตะวันออกของกรุงเทพทวาราวดีคงจะอยู่ทางสะเตชั่นรถไฟกรุงเก่า ออกไปในแถวที่วัดสมณโกษ วัดกุฎีดาว และวัดศรีอโยธยา ซึ่งมาภายหลังเรียกกันว่าวัดเดิม เมืองคงจะหันหน้าไปทางตะวันออกลงแม่น้ำหันตรา แต่กำแพงป้อมปราการเห็นจะไม่ใช่ก่อด้วยอิฐ คงเป็นเชิงเทินดิน เมื่อเมืองร้าง แล้วก็มีคนถากถางเกลี่ยทำเป็นที่ไร่นา และทั้งปราสาทราชฐานก็คง จะเป็นเครื่องไม้ จึงมิได้มีสิ่งใดเหลือ กรุงเทพทวาราวดี กรุงเทพทวาราวดีซึ่งเป็นเมืองหลวงภายหลัง ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองโสน ซึ่งเป็นที่แผ่นดินแหลมแห่งแม่น้ำลพบุรี ด้านเหนือด้านใต้ด้านตะวันตกจดแม่น้ำ แต่ด้านตะวันออกเป็นพื้นดินเดียวกันกับกรุงศรีอยุธยา เพราะฉะนั้นเมื่อสร้างกรุงแล้วจึงได้ปรากฎว่า ด้านตะวันออกนี้ มีแต่คู หาแม่น้ำมิได้ คูนี้ขุดแยกจากแม่น้ำลพบุรีแต่ตำบลหัวรอ ไปบรรจบแม่น้ำบางกะจะ ป้อมเพ็ชร์ เรียกว่า คูขื่อหน้า แต่ชั้นเดิมคงจะแคบ มาในแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชา เมื่อจุลศักราช ๙๒๔ ปี จึงโปรดให้ขุดขยายออกไปเป็นกว้าง ๑๐ วา ลึก ๓ วา เพราะเข็ด



๓๓ เมื่อครั้งในแผ่นดิน สมเด็จพระมหินทราธิราช คูขื่อหน้าแคบ ทัพ หงสาวดีจึงถมถนนข้ามเข้าตีกรุงได้ กำแพงเมือง กำแพงพระนครในชั้นแรกสร้างกรุงเห็นจะยังไม่ได้ก่อด้วยอิฐเข้าใจว่าจะเป็นแต่เชิงเทินดิน ใช้ขุดดินทางริมแม่น้ำกับข้างในขึ้นถม คูที่ขุดเอาดินขึ้นทางข้างในกำแพงเดี๋ยวนี้ก็ยังเห็นปรากฎอยู่ กำแพง อิฐจะมาก่อขึ้นต่อภายหลัง เพราะรากกำแพงอิฐที่พบในเวลานี้อยู่บนเชิงเทินดิน สูงกว่าระดับดินธรรมดา ตั้งแต่วาหนึ่งถึง ๖ ศอก ตัว เชิงเทินดินที่เป็นพื้น ตั้งกำแพงกว้างอย่างน้อยราว ๘ วา กำแพง หนา ๒ วาเศษ ก่ออิฐ ๒ ข้างไว้ช่องกลางถมดินกับอิฐหัก ส่วนสูง ตั้งแต่เชิงกำแพงถึงปลายใบเสมา คะเนว่าบางแห่งถ้าในที่ต่ำคงจะราว ๓ วา ถ้าสูงคงจะราว ๑๐ ศอกเศษ เพราะพบเศษกำแพงที่เหลือ จากรื้ออยู่ที่วัดท่าทรายแห่งหนึ่ง สูงจากพื้นดิน ๙ ศอกเกือบคืบ กับที่ใต้วัดจีนเยื้องหน้าวัดสุวรรณมีประตูช่องมงกุฎอยู่ด้วย อีกแห่งหนึ่งตรงนั้น เป็นที่ดอน กำแพงสูง ๖ ศอกคืบมีเศษ ที่คิดว่ากำแพงตอน นั้นจะสูงเท่านี้ ก็เพราะด้วยกำแพงที่เหลือยู่นั้น สูงพ้นหลังประตู ช่องกุฏขึ้นไปอีกศอกเศษ ซึ่งคะเนว่าเกือบถึงที่ตั้งใบเสมา เพราะธรรมดาประตูช่องกุฏก็อยู่ไล่เลี่ยหรือต่ำกว่าพื้นเชิงเทินไปเพียงนิดหน่อย พ้นเชิงเทินขึ้นไปไม่กี่มากน้อยก็ถึงที่ตั้งเสมา กับได้ขุดพบเสมากำแพงเมืองยังเป็นรูปดีอยู่เสมาหนึ่ง กว้างศอกคืบหนา ๒ ศอก สูง ๒ ศอกคืบ ๕

๓๔ ถ้าเอาส่วนของใบเสมาบวกเข้ากับกำแพงวัดท่าทราย ก็คงได้ราว ๓ วา กำแพงใต้วัดจีนราว ๑๐ ศอก ถึงจะยิ่งหย่อนกว่านี้ไปบ้างก็จะ ไม่สู้มากนัก แต่ถ้าจะคิดเอาส่วนสูงของกำแพง ตั้งแต่ระดับดินเดิม ไปจนขาดปลายใบเสมา คงจะสูงเลย ๔ วาทั้งหมด แนวกำแพง พระนครวัดได้ ๓๑๐ เส้น ในเมืองวัดตามกว้างในที่คอดได้ ๔๐ เส้น ตามยาวได้ ๙๘ เส้น ขยายกำแพงเมืองด้านตะวันออก กำแพงเดิมก่อนแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ ด้านเหนือ ตั้งแต่หน้าพระราชวังคงจะไปตามแนวถนนป่ามะพร้าว แล้วไปเลี้ยว ที่มุมใต้ประตูหอรัตนชัย วกลงไปข้างในห่างจากถนนรอบกรุงเดี๋ยวนี้ถึงป้อมเพ็ชร แต่ป้อมเพ็ชรมาตามทางริมน้ำ ทิศใต้ทิศตะวันตก บรรจบทิศเหนือจดคลองท่อ ที่ซึ่งเป็นวังจันทร์เกษมเดี๋ยวนี้อยู่นอก พระนคร จะได้กล่าวต่อไปในตอนหลัง และเหตุที่กำแพงเดิมอยู่หลังวังจันทร์เกษมจากแม่น้ำเดี๋ยวนี้ เข้าไปมากนั้น ก็เห็นจะเป็นด้วยครั้งแรกสร้างกรุง ที่แถวนั้นจะเป็น หาดทรายและลำลาบลุ่มมาก เพราะในเวลานี้เมื่อขุดดินลงไปลึกสักศอกเศษ ก็พบพื้นล่างเป็นทราย ครั้นมาภายหลังที่ดอนขึ้น ชาน พระนครกว้างออกไป จึงได้สร้างพะเนียดที่จับช้างขึ้นระหว่างวังจันทร์เกษม กับที่ซึ่งเป็นวัดขุนแสนวัดซองเดี๋ยวนี้ และบางทีก็จะได้ใช้เป็น ที่ทอดปล่อเลี้ยงช้างหลวงด้วย ครั้นมาในแผ่นดินสมเด็จพระมหา


๓๕ จักรพรรดิ เกิดศึกหงสาวดีติดพระนคร คงจะทรงเห็นว่า การที่ไว้ ชานพระนครกว้าง ปล่อยให้กำแพงกับคูห่างกันย่อมเป็นทางให้ ข้าศึกข้ามคูเข้ามาถึงกำแพงได้ง่าย เพราะไกลทางปืน จึงโปรดให้ ขยายกำแพงพระนครออกไปตั้งถึงขอบริมน้ำ แต่ครั้งนั้นเห็นจะยังไม่แล้วเสร็จ มาเมื่อจุลศักราช ๙๒๔ ปี ในแผ่นดินสมเด็จพระมหา ธรรมราชา จึงปรากฏว่าได้ทำกำแพงอีกคราวหนึ่ง ก็เห็นจะทำเพิ่ม เติมกำแพงที่ค้างมาในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดินั้นเอง กำแพงใหม่ตอนที่ยกออกมานี้แยกจากกำแพงเก่าที่ท่าสิบเบี้ยวงเอาวัด ราชประดิษฐานและที่ซึ่งภายหลังเป็นวัดขุนแสน วังจันทรเกษมไว้ข้าง ใน แล้ววกลงไปบรรจบป้อมเพ็ชร ซึ่งเป็นถนนรอบกรุงที่ใช้เดินกัน ไปมาอยู่ทุกวันนี้ ส่วนกำแพงเดิมที่อยู่ภายในวังจันทร์เกษมเข้าไป คงจะรื้อปลาบลงเป็นถนนในพระนคร คงเป็นถนนป่ามะพร้าวข้างวัดพลับพลาชัยแน่ ขุนหลวงหาวัดกำแพงหน้าวัง อนุ่งกำแพงเมืองข้างวังหลวงด้านริมน้ำ เดิมมีชั้นเดียว และตอนนี้ก่อผิดกว่าที่อื่นเชิงกำแพงมีลายบัวคว่ำด้วย ครั้งศึกพระเจ้า อลองพราญีติดพระนคร ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยาศน์ อัมรินทร์ ข้าราชการไปเชิญเสด็จขุนหลวงหาวัดลาพระผนวช ออก ช่วยทรงจัดการป้องกันรักษากรุง ขุนหลวงหาวัดโปรดให้ก่อกำแพง ที่ข้างวังลงในที่ริมน้ำต่ำกว่าที่กำแพงเดิมอีกชั้นหนึ่ง กำแพงสายนี้ก็ตรวจพบแล้ว แต่อยู่ที่น้ำท่วมต่ำมาก ครั้นขุดวังคราวนี้ตั้งใจจะถม

๓๖ ชายตลิ่งหน้ากำแพงเก่า ให้เท่ากับระดับถนนหน้าจวนทหารใน จะเอากำแพงสายนี้ไว้ ก็จะต้องแหวกดินเป็นคูจึงจะเห็น แต่ก็ไม่ใช่เป็นสิ่ง ที่น่าดูแลอย่างไร จึงได้ถมเสีย ป้อมตามกำแพงเมือง ตามแนวกำแพงมีป้อมเป็นระยะรอบพระนคร ตามที่ตรวจพบแล้วในเวลานี้มี ๑๖ ป้อม เข้าใจว่าจะมีมากกว่านี้ แต่ไม่มีเวลาพอที่จะขุดค้นได้ตลอด ภายหลังเมื่อตรวจตราได้ความอย่างไร จะได้เพิ่มเติมต่อไปป้อมนั้นถ้าอยู่ในที่สำคัญ เช่นตรงแม่น้ำหรือทางร่วมก็เป็นป้อมใหญ่ ก่ออย่างแข็งแรง แต่ป้อมเหล่านี้ยังเหลือพอที่จะเห็นซวดทรงสัณฐาน ได้ ๒ แห่ง คือ ป้อมเพ็ชรแห่งหนึ่ง เป็นห้องใหญ่สำหรับป้องกันข้าศึก ที่จะมาทางน้ำตรงมุมพระนครด้านใต้ ป้อมนี้ก่อยื่นออกไปจากแนวกำแพงหนา ๓ วามีเศษ กลางป้อมเป็นพื้นดินว่างมีบันไดอิฐขึ้น เชิงเทินในป้อม ตามเหลี่ยมป้อมที่พื้นดินมีประตูคูหาก่อเป็นรูปโค้ง มีรอยติดบานที่จะใช้เปิดปิดเข้าออกได้ คูหากว้าง ๔ ศอกสูง ๕ ศอก บนหลังคูหามีช่องกลวงตลอดขึ้นไปถึงเชิงเทิน กับป้อมริมประตู เข้าเปลือกอีกแห่งหนึ่ง เป็นป้อมคู่ตั้งอยู่ ๒ ฟากคลอง แต่เล็กกว่า ป้อมเพ็ชร ก่อย่อเหลี่ยมเข้าเป็นท่าบรรจบกัน บนป้อมเป็นพื้นอิฐ ตลอดตามเหลี่ยมป้อมมีประตูคูหาโค้งเหมือนป้อมเพ็ชร์ เข้าใจว่า เมื่อมีข้าศึกมาติดพระนคร คงจะลากปืนใหญ่ออกตั้งยิงป้องกันตาม ช่องคูหา แต่ถ้าเมื่อเห็นจะเสียท่วงที ก็คงลากถอยปืนใหญ่ไปใน


๓๗ ป้อมเอาไม้แก่นปักลงในช่องว่างเป็นระเนียดปิดช่องคูหากันหน้าบานประตูส่วนบนป้อมก็คงจะตั้งปืนใหญ่ได้ ด้วยมีที่กว้าง ชื่อป้อม ป้อมตามกำแพงเมือง ซึ่งมีชื่อมาในพระราชพงศาวดาร ก็มี แต่ป้อมมหาไชย ป้อมเพ็ชร์ หอราชคฤห์ ป้อมนายการ (เห็นจะเป็นในไก่) ป้อมซัดกบหรือท้ายกบ กับป้อมจำปาพลอีกป้อมหนึ่งพงศาวดารไม่ได้กล่าวให้เป็นที่เข้าใจว่าอยู่ที่ใด แต่ป้อมมหาไชยนั้น ได้ความแน่นอนแล้วว่า เป็นป้อมอยู่มุมวังจันทร์เกษม อยู่ในที่ซึ่งเป็นตลาดหัวรอ ป้อมนี้ก็ทีจะเป็นป้อมใหญ่อย่างแข็งแรงเหมือนกันเพราะตั้งอยู่ในที่เลี้ยว จากแม่น้ำหน้าวัดสามพิหาร ซึ่งจะเป็นทางเข้าไปถึงข้างพระราชวังหลวง เมื่อครั้งพระเจ้าตะเบงซวยตี้กษัตริย์กรุงหงสาวดี ยกทัพเข้ามาติดพระนคร ครั้งทรงช้างที่นั่งมายืนอยู่ที่วัดสามพิหาร เร่งให้แม่ทัพนายกองต้อนพลเข้าหักพระนครพระยารามเอาปืนนารายณ์สังหารลงสำเภาไม้รักแม่นาง ยิงขึ้นไปถูกกิ่งโพธิใหญ่ ๓ กำ หัก ลงมาใกล้ข้างช้างที่นั่งพระเจ้าตะเบงซวยตี้ ขณะนั้นชาวป้อมมหาไชยก็ยิงปืนใหญ่น้อย สาดเข้าไปถูกรี้พลมอญพะม่าตายมาก ทัพหงสาวดีต้องถอย อนึ่งเมื่อแรกพระเพทราชาขึ้นเสวยราชสมบัติ กบฏธรรมเถียรขี่ช้างพาพวกเข้ายืนอยู่ที่ตรงรอทำนบฟากตะวันออก พระพุทธเจ้าเสือเมื่อยังเป็นกรมพระราชวังบวร เสด็จขึ้นไปบนป้อมมหาชัย ทรงจุดปืน ใหญ่ยิงไปถูกช้างซึ่งขบถธรรมเถียรขี่มา ล้มลงตายในที่นั้น แต่ขบถ


๓๘ ธรรมเถียรกับอ้ายกุลาทาษผู้เป็นควาญหาถูกปืนไม่ เป็นแต่ตกช้าง ลงมาก็เจ็บป่วยสาหัส จึงตามจับตัวได้ และป้อมเพ็ชร์นั้น เป็นป้อมตั้งอยู่ตรงมุมพระนครด้านใต้ตรง แม่น้ำบางกะจะ เป็นป้อมสำหรับต่อสู้ข้าศึกที่จะมาทางเรือจากข้างใต้ต่อป้อมเพ็ชร์ขึ้นไปทางขื่อหน้า ก็มีป้อมใหญ่รายเรียงขึ้นไปอีก ๒ ป้อมในระยะที่ใกล้กัน ป้อมกลางจะมีชื่อเสียงอย่างไรไม่ได้ความ แต่ป้อมเหนือที่ตั้งอยู่ข้างวัดจีนหน้าวัดสุวรรณตรงมุมเกาะแก้วนั้น คงเป็นชื่อหอราชคฤห์ ซึ่งพระมหาธรรมราชาเสด็จไปประทับทรงบัญชาการ ศึกป้องกันทัพพระยาละแวก ที่ยกเข้าปล้นกรุงคราวมาตั้งอยู่ที่ขนอนบางตะนาวศรี ครั้งนั้นป้อมนายการ (ในไก่) ก็ได้ต่อสู้ยิงข้าศึกด้วย ป้อมในไก่นี้ทีจะอยู่เหนือและใกล้ ๆ กับป้อมเพ็ชรทางลำน้ำสำเภาล่มคือกันไม่ให้ทัพเรือขึ้นไปทางเหนือได้ ป้อมซัดกบหรือท้ายกบ เป็นป้อมอยู่มุมพระนครตรงลำน้ำหัวแหลม คืออยู่ในแถวที่ข้างเหนือโรงทหาร ทุกวันนี้ ที่คิดว่าป้อมนี้จะเป็นป้อมซัดกบ ก็เพราะมีความในพระราชพงศาวดารว่าเมื่อพะม่ายกมาตีกรุงในครั้งหลังพระศรีสุริยภาค (น่า จะเป็นพระศรีสุริยพาห) นายป้อมซัดกบประจุปืนมหากาฬมฤตยูราช ๒ สัด ๒ นัด ยิงพะม่าค่ายวัดภูเขาทอง เพราะหน้าป้อมนี้ก็ตรงไปทาง ลำน้ำภูเขาทองด้วย ป้อมจำปาพลนั้นกรมขุนราชสีห์ลงไว้ในแผนที่ ของท่านว่าป้อมที่ออกชื่อมาว่าเป็นป้อมวัดกบนั้นเป็นป้อมจำปาพล แต่ในจดหมายเหตุอีกฉะบับหนึ่ง ซึ่งอ้างว่าเป็นคำให้การขุนหลวงหาวัดว่า


๓๙ ป้อมจำปาพลอยู่ถัดประตูเข้าเปลือกเหนือวัดท่าทราย แต่เห็นว่าป้อม จำปาพลนี้หาใช่ป้อมตามกำแพงไม่ เป็นป้อมชั้นนอก ข้อที่จะให้เห็นว่าป้อมนี้อยู่นอกพระนครนั้น คือมีความในพระราชพงศาวดารกล่าวว่า เมื่อครั้งพระเจ้ากรุงหงสาวดี (ตะเบงซวยตี้) ยกทัพเข้ามาติดพระนครใน ศักราช ๙๐๕ ปีครั้งนั้นสมเด็จพระมหา จักรพรรดิ์โปรดให้เจ้าพระยาจักรีออกไปตั้งค่ายตำบลลุมพินี เจ้าพระยามหาเสนาออกตั้งค่ายบ้านดอกไม้ป้อมท้องนาหันตรา พระยาพระคลังตั้งป้อมท้ายคู พระสุนทรสงครามตั้งค่ายป้อมจำปาพล ในการ สงครามคราวนั้น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์พร้อมด้วยพระสุริโยทัยซึ่งเป็นสมเด็จพระอัครราชมเหสี และพระราเมศวร พระมหินทรา ธิราชโอรส ทรงช้างพระที่นั่งยกพลออกไปต่อยุทธกับพระเจ้าหงสา- วดีที่ทุ่งภูเขาทอง ช้างพระที่นั่งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์เสียทีเบน ให้หลังแก่ข้าศึก พระสุริโยทัยก็ขับช้างพระที่นั่งสอึกเข้ารับไว้ ช้าง พระเจ้าแปรรับได้ล่างถนัด ช้างทรงพระสุริโยทัยแหงนหงายเสียที พระเจ้าแปรจ้วงฟันด้วยพระแสงของ้าว ต้องพระอังษาพระสุริโยทัยตะพายแล่งมาถึงราวพระถันสิ้นพระชนม์บนคอช้าง พระราเมศวรพระมหินทราธิราชก็ขับช้างพระที่นั่ง เข้ากันพระศพพระราชมารดาเข้าพระนครได้ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์จึงโปรดให้เชิญพระศพพระสุริโยทัย มาไว้ที่สวนหลวง ครั้นรุ่งขึ้นพระมหาอุปราชาแต่งพลเข้าตีค่ายพระสุนทรสงครามแตกเสียค่าย และป้อมจำปาพล ครั้นเลิกการสงคราม แล้ว จึงโปรดให้แต่งการพระราชทานเพลิงศพพระศพพระสุริโยทัย และ

๔๐ ที่ซึ่งพระราชทานเพลิงนั้น โปรดให้สถาปนาเป็นพระอารามชื่อวัดสบ สวรรค์ มีความดังนี้ ถ้าจะคิดว่าป้อมที่มุมพระนครตรงแม่น้ำหัวแหลมเป็นป้อมจำปาพล ป้อมนั้นก็อยู่ที่ข้างสวนหลวง ถ้าทัพหงสาวดีตี ป้อมนี้ได้ ก็คงเมืองแตก พระศพพระสุริโยทัยก็คงจะไม่อยู่มาจนถึง เวลาพระราชทานเพลิง หรือจะคิดว่าป้อมเหนือวัดท่าทรายเป็นป้อมจำปาพล ตามที่จดหมายเหตุขุนหลวงหาวัดกล่าว ก็ถ้าข้าศึกตีได้ เมืองก็ต้องแตกอีก และทัพหงสาวดีคราวนี้ก็ตีพระนครหาได้ไม่ จึงเห็นว่าป้อมจำปาพลไม่ใช่ป้อมตามกำแพงเมือง เป็นป้อมนอกพระนคร คงจะเป็นป้อมที่อยู่ฟากตะวันตก เหนือวัดท่าวัดการ้องขึ้นไปที่ตรงปากคลองวัดภูเขาทองข้ามซึ่งในเวลานี้ก็ยังมีซากป้อม และวัดที่ อยู่ในบริเวณนั้นก็ยังเรียกชื่อว่าวัดป้อมอยู่ที่พระสุนทรสงครามออก ไปตั้งอยู่ที่ป้อมนี้ ก็สำหรับจะป้องกันข้าศึกที่จะมาทางขนอนปากคู เป็นป้อมชั้นนอกพระนครด้านตะวันตก และที่เจ้าพระยาจักรีไปตั้งค่าย ที่ลุมพินีนั้นก็คือไปตั้งปิดทางข้าศึกที่จะมาทางปากน้ำประสบเป็นทางป้องกันทางฝ่ายเหนือ เจ้าพระยามหาเสนาตั้งที่ป้อมท้องนาหันตรา ก็คือไปตั้งสกัดต่อสู้ข้าศึก ที่จะมาทางลำน้ำสักด้านตะวันออก พระยาพระคลังตั้งป้อมท้ายคู ก็คือตั้งที่ริมแม่น้ำตรงตำบลบางกะจะ เป็นกองป้องกันข้าศึกซึ่งจะขึ้นมาจากทางใต้ เป็นป้อมค่ายชั้นนอก ๔ ทิศ พระนคร คล้ายกับป้อมป้องปัจจามิตร์ ป้อมปิดปัจจนึก ป้อมผลาญสัตรู ราบ ป้อมปราบสัตรูพ่าย ป้อมทำลายแรงปรปักษ์ ป้อมหักกำลังดัษกร


๔๑ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างขึ้นเป็นป้อมรายชั้นนอกที่กรุงเทพมหานครนั้น ประตูเมือง ประตูเมืองที่เป็นประตูใหญ่ทำลายหมด พอจะเห็นได้แต่ช่องข้างล่าง กว้างราว ๖ ศอกเศษ ในหนังสือโบราณกล่าวประตูใหญ่ เป็นประตูยอด รูปทรงมณฑปทาแดง และได้พบรูปภาพที่ผนังพระอุโบสถวัดยม ซึ่งนักปราชญ์ในทางวิชาช่างรับรองว่าเป็นฝีมือที่เขียนไว้แต่ครั้งกรุงเก่านั้น ประตูเมืองก็เป็นรูปยอดมณฑปทาแดง เห็นจะ พอเอาเป็นที่เชื่อได้ว่ายอดประตูเมืองกรุงเก่าไม่ได้เป็นอย่างอื่น แต่ประตูช่องกุดระหว่างประตูใหญ่นั้น ยังมีเหลือเป็นรูปชัดเจนอยู่ที่แนวกำแพงใต้วัดจีน ก่อเป็นรูปโค้งคูหากว้าง ๔ ศอกคืบ สูง ๕ ศอกเศษเข้าใจว่าคงจะเป็นรูปดังนี้ทั่วทุกประตู ถนนในเมือง อนึ่งในพระนครนั้น มีถนนรีถนนขวางและถนนซอยมากมายหลายสาย ถนนเหล่านี้ต้องพูนดินสูงกว่าระดับดินเดิมตั้งแต่ ๒ ศอกถึง ๔ ศอก เพราะพื้นดินในพระนครเป็นที่ลุ่ม ถึงระดูน้ำ ๆ คงท่วมทุกปีเหมือนทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นจึงต้องถมดินเสียชั้นหนึ่ง แล้วปูอิฐตะแคง บางสายกว้าง ๖ วาบ้าง ๓ วาบ้าง ๑๐ ศอกบ้าง และที่เป็นแต่ถนนดินเปล่าไม่ได้ปูอิฐก็มี จะออกชื่อฉะเพาะแต่ที่ เป็นถนนอิฐสายใหญ่คือ ถนนหน้าวังเป็นถนนขวางไปหน้า ศาลพระกาฬ และป่าตองออกประตูไชยที่กำแพงพระนคร ๖ ๔๒ ด้านใต้ยาว ๕๐ เส้น ถนนสายนี้เป็นทางที่พระเจ้าปราสาททอง ครั้งยังเป็นเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ยกพลไปจับพระเชฏฐาธิราช และเป็นทางราชทูตฝรั่งเศสเข้าเฝ้าถวายพระราชศาสน์ในวัง พระราชศาสน์คงจะแห่ด้วยกระบวนเรือแต่เกาะเรียนหรือขนอนหลวงมาขึ้นบกที่ท่าประตูไชย เข้าวังที่ประตูข้างหน้าวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ และที่พัก ราชทูตก็ให้อยู่ย่านประตูเทพหมีใต้ประตูไชยด้วย ถนนรีคือถนนหน้าบางตรา ริมท่าสิบเบี้ยไปป่ามะพร้าว ออกที่ประตูพระนครด้านตะวันออกใต้ประตูหอรัตนไชยยาว ๕๐เส้น ถนนหน้าบางตรานี้เป็นที่ซึ่งเจ้าพระยามหาเสนาขี่ช้างเผือกเข้ารบกับพระศรีศิลป์ขบถในแผ่นดินพระมหาจักรพรรดิ์ ที่ข้างถนนแต่ท่าสิบเบี้ย ไปจนตรงข้างวัดพลับพลาไชย ข้างซ้ายมีแนวเนินโรงช้างยาวเรียงตามถนนไปเห็นจะเป็นโรงช้างที่อยู่สุดหัวถนนป่ามะพร้าว ถัดเชิงสะพานช้างเข้ามาที่หมื่นราชสิทธิกรรม์บุตรประขาวจันเพ็ชร์เจาะจั่ว เอาปืนใหญ่ตั้งยิง เข้าไปในวังจันทร์ถูกกิ่งสนหัก ในครั้งพระบรมโกศรบกับเจ้าฟ้าอภัยเจ้าฟ้าบรเมศร์ และที่วัดพลับพลาไชยข้างถนนนั้นเป็นที่เจ้าอ้ายพระยา มาตั้งทัพ คราวจะชิงราชสมบัติกับเจ้าญี่พระยา กับในแผ่นดิน สมเด็จพระนารายณ์ เมื่อครั้งรบกับพระศรีสุธรรมราชา และส่งพระ เป็นเจ้าถึงเทวสถานก็เสด็จทางนี้ แต่หัวถนนมาวัดพลับพลาไชยแล้วเลี้ยวซ้ายไปทางชีกุน แต่พระเพทราชาเมื่อตกพระทัยที่ได้ข่าวขบถ ธรรมเถียร ก็ทรงช้างพระที่นั่งพลายมงคลจักรพาฬสเด็จมาตามทางภายหลังทรงนึกถึงพระแสงขอเจ้าพระยาแสนพลพ่าย ของสมเด็จพระ

๔๓ นเรศวรมหาราช ที่ชนช้างชะนะมหาอุปราชาหงสาวดี จึงรับสั่งให้มหาดเล็กไปเชิญมาถวายทันที่สะพานช้าง คงจะเสด็จเกือบตลอดถนน ถนนตลาดเจ้าพรหมที่เจ้าอ้ายพระยาเจ้าญี่พระยาชิงกันจะเข้าวังจนเกิดรบกันถึงสิ้นพระชนม์ลงทั้ง ๒ พระองค์ที่เชิงสะพานป่าถ่านนั้น หัวถนนอยู่ต่อกำแพงพระราชวัง ตรงหน้าพระที่นั่งจักรวรรดิตรงไป ป่าถ่าน ออกประตูพระนครด้านตะวันออกที่เหนือบางเอียนตรงวัดจันทร์ซึ่งเป็นท่านสะเตชั่นรถไฟกรุงเก่ายาว ๕๐ เส้น ที่วัดจันทร์นี้ในแผ่นดินพระมหินทราชาธิราชทัพหงสาวดีถมถนนข้ามคูมาเข้าพระนครได้ แต่เวลานั้นคูคงแคบ ถ้ากว้างลึกเหมือนทุกวันนี้ เห็นทีจะไม่สำเร็จ เว้นแต่จะมีอินยิเนียวิลันดาติดมาด้วย ถนนหลังวังหลังตรงมาข้างหอกลอง ผ่านกับถนนหน้าพระกาฬเป็น ๔ แพ่ง ที่ตรงนั้นเรียกแตลงแกง ตรงไปชีกุนออกประตูพระ นครด้านตะวันออกยาว ๘๔ เส้น และยังมีถนนอีกสายหนึ่งวงตาม รูปกำแพง แต่อยู่ห่างกำแพงบางแห่งเส้นหนึ่งถึง ๕ เส้นเศษก็มี ถนนสายนี้ตั้งต้นแต่ท้ายพระราชวังจันทร์เกษม วงไปจดคลองท่อท้ายพระราชวังหลวง ยาว ๒๒๐ เส้นเศษ ถนนสายนี้บางตอนใหญ่บ้าง เล็กบ้างไม่เสมอกัน ถนนนอกเมือง ถนนนอกกำแพงพระนคร ที่ปูอิฐพบสายเดียวแต่ถนนหน้าจวนทหารในริมกำแพงด้านริมน้ำ ซึ่งเป็นส่วนข้างพระราชวัง นอกจาก


๔๔ นี้ก็เห็นจะเป็นแต่ทางหลวง เป็นตรอกซอกพอเดินไปมาตามละแวก หมู่บ้านเท่านั้น คลองในเมือง และมีคลองเล็กใหญ่ในพระนครก็หลายคลอง คลองใหญ่คือคลองท่ออยู่ท้ายวังไปออกทางแม่น้ำด้านใต้ตรงหน้าวัดพุทไธสวรรย์ปากคลองทางโน้นเรียกว่าคลองฉะไกรใหญ่ คลองประตูข้าวเปลือก ที่ตำบลท่าทรายตรงไปออกแม่น้ำด้านใต้ ปากคลองทางโน้นเรียกว่า คลองประตูจีน คลองนี้เมื่อปลายแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ในเวลาทรงพระประชวรพระบรมโกศกับเจ้าฟ้าอภัย เจ้าฟ้าบรเมศร์ทำ ศึกชิงราชสมบัติกัน พระบรมโกศตั้งค่ายรายริมคลองฟากตะวันออก เจ้าฟ้าอภัยเจ้าฟ้าบรเมศร์ตั้งค่ายรายริมคลองตะวันตก เอาคลองเป็นเขตต์กั้นคลองประตูหอรัตนไชยอยู่ใต้วังจันทร์เกษม ด้านตะวันออก ไปออกแม่น้ำริมป้อมเพชร์ปากคลองทางโน้น เรียกว่าคลองในไก่ และที่ใต้สะพานช้างมีคลองแยกจากคลองประตูข้าวเปลือกไปทะลุคลองหลังวังจันทร์จะไปออกคลองหอรัตนไชยหรือคลองในไก่ก็ได้ ด้านใต้เหนือคลองในไก่ขึ้นไปถึงคลองประตูจีน พ้นคลองประตูจีนก็ถึงคลองประตูเทพหมี ตอนปากคลองเลี้ยวหักวงหน่อยหนึ่ง แล้วตรงไปใน บึงชีขัน คลองประตูเทพหมีนี้ ว่าเรียกตามชื่อหลวงเทพอรชุน (หมี) ผู้ตั้งบ้านเรือนอยู่ในที่นั้น เหนือคลองประตูเทพหมีก็มีคลองฉะไกร น้อย ไปทางข้างวัดบรมพุทธารามถึงวัดป่าใน แล้วเลี้ยวผ่านคลอง


๔๕ ประตูเทพหมีคลองประตูจีนไปบรรจบคลองประตูในไก่ ทางด้านตะวันตกมีคลองประตูท่าพระตรงมาทางตะวันออก ผ่านคลองฉะไกรใหญ่มาบรรจบคลองฉะไกรน้อย และยังมีคลองซอยคลองแยก ตามระหว่างคลองใหญ่เป็นหลายสาย บรรดาคลองใหญ่ซึ่งออกแม่น้ำนั้นเห็นว่า ตามปากคลองคงจะมีทำนบกั้นน้ำไว้สำหรับราษฎร ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ในพระนครใช้สรอยเพราะว่ากรุงเก่าถึงจะเป็นเมืองลุ่มน่าน้ำ ๆ ท่วมก็จริง แต่ถึงระดู แล้งน้ำก็ลดต่ำกว่าตลิ่งลงไปเกือบ ๓ วา คลองในพระนครอย่างลึก ก็คงจะ ๓ วา หรือไม่ถึงเมื่อเป็นเช่นนั้นถึงน่าแล้งน้ำในคลองในพระ นครก็คงแห้งหมด จะมีน้ำใช้ก็แต่ที่บึงชีขันแห่งเดียว ข้อที่เห็น ว่าจะมีทำนบกั้นน้ำตามปากคลองนั้น ก็ด้วยเมื่อครั้งหนึ่งมีผู้ขุดซ่อมคลองในไก่กับคลองหอรัตนไชยได้พบไม้เต็งรังบ้างไม้ตะเคียนบ้าง หน้ากว้างราวคืบ ๔ เหลี่ยม ยาว ๖ ศอกบ้างเกิน ๖ ศอกบ้าง จม ขวางตามปากคลองเรียงไปตามแนวกำแพงอยู่เป็นอันมาก และทั้งมี เสาสั้น ๆ ปักอยู่ด้วย จึงคิดว่าเสานั้นคงจะปักรายเต็มปากคลอง แล้วเอาไม้เหลี่ยงวางเรียงเป็นตับขึ้นไปทั้ง ๒ ข้าง ถมดินกลางให้ แน่นเป็นทำนบ สูงแต่เพียงสักครึ่งคลอง ถ้าถึงระดูน้ำ ๆ ขึ้นมา ท่วมเลยหลังทำนบ ก็ใช้เรือไปมาในพระนครได้ แต่เมื่อใดน้ำลด ลงมาถึงทำนบก็เลิกใช้เรือขังน้ำไว้สำหรับราษฎรที่อยู่ในพระนครได้บริโภค


๔๖ สะพานในเมือง ตามข้างคลองเหล่านี้ ในที่ใดถ้ามีถนนผ่านมา ก็มีสะพาน ข้ามคลองทุกสายถ้าเป็นถนนสายใหญ่ก็เป็นสะพานเชิง ๒ ข้างก่ออิฐกลางเห็นจะปูกระดาน เช่น สะพานป่าถ่าน สะพานชีกุน สะพานข้ามคลองในไก่ สะพานหน้าวัดบรมพุทธราม สะพานรำเหย (เห็นจะ เป็นสะพานหน้าหับเผย เพราะถนนนั้นมาหน้าคุก) แต่บางสะพาน เช่น สะพานประตูจีน สะพานประตูเทพหมีนั้น ก่ออิฐตลอดกลางคลองเจาะเป็นช่องโค้งคูหา กลางใหญ่ ๒ ข้างเล็ก เป็น ๓ ช่อง สำหรับให้เรือ ลอดไปมาได้ และยังมีอีกสะพานหนึ่งซึ่งว่าเป็นสะพานใหญ่ในพระนครคือสะพานช้างต่อถนนป่ามะพร้าวข้ามคลองประตูข้าวเปลือกตรงหน้าวัดพลับพลาไชยสะพานนี้เชิงก่อด้วยแลง และเมื่อครั้งพระนารายณ์เสด็จส่งพระเป็นเจ้า ว่าพวกวังหลังแอบซุ่ม จะคอยทำร้ายในที่นี้ กับคราวเมื่อพระบรมโกศรบกับเจ้าฟ้าอภัยเจ้าฟ้าบรเมศร์ ขุนศรีคงยศพวกเจ้าฟ้าอภัยตั้งค่ายปิดเชิงสะพานฝั่งตะวันตกไว้ จะไม่ให้พวกวังหน้าข้ามไปได้ กับอีกสะพานหนึ่งซึ่งมีชื่อแปลกกว่าสะพานเหล่านี้ เป็นสะพานข้ามคลองท่อเข้ามาในวังตอนข้างพระที่นั่งบรรยงค์รัตนาศน์แต่เยื้องออกไปข้างเหนือ เรียกว่าสะพานสายโซ่ เชิง ๒ ข้างก่ออิฐ ตัวสะพานจะเป็นอย่างไรในตำราไม่กล่าวไปถึง แต่ลองคิดดูน่าจะเป็นสะพานหกได้ดอกกระมัง เพราะสะพานหกก็ใช้สายโซ่ และเห็น เข้าทีที่ว่าเป็นสะพานเข้าใกล้วัง ถ้าทำเป็นสะพานช้างตายตัวและมี


๔๗ เหตุการณ์ขึ้น สัตรูจะข้ามเข้าประชิดวังได้ง่าย ถ้าเป็นสะพานหกเปิด ได้แล้ว ถึงจะเกิดสัตรูและถ้ารู้ล่วงหน้าก็จะชักสะพานนั้นออกเสีย ไม่ให้เป็นทางเดินเข้ามาประชิดวังได้ แต่สะพานข้ามคลองอื่น ๆ นอกจากที่กล่าวมานี้เป็นจะเป็นสะพานไม้ เพราะไม่ได้พบรากอิฐที่เชิงสองข้างนั้น บึงชีขัน ภายในพระนครตอนหน้าพระราชวังด้านใต้มีบึงใหญ่ บึงตอนเหนือเรียกว่าบึงญี่ขัน ตอนใต้เรียกว่าบึงพระราม เห็นว่าชื่อ ๒ ชื่อ นี้คงจะเป็นชื่อเพี้ยนชื่อหนึ่ง ชื่อใหม่ชื่อหนึ่ง ที่เรียกว่าบึงญี่ขันนั้นคง จะเป็นชีขันซึ่งมีชื่อมาในกฎมนเทียรบาลอีกชื่อหนึ่ง ที่เรียกว่าบึงพระ รามนั้นก็คือเป็นบึงในบริเวณชีขันนั้นเอง แต่อยู่ตรงหน้าวัดพระราม แต่เดิมมาบางทีจะเรียกตอนนั้นว่า บึงหน้าวัดพระราม เพราะประสงค์จะให้เข้าใจที่ให้ง่ายขึ้น ภายหลังมาก็เรียกห้วนเข้าแต่ว่าบึงพระราม ทิ้งคำว่าหน้าวัดเสีย จึงเลยเป็นชื่อของบึงนั้นว่า บึงพระรามต่อมา บึงชีขันนี้พิเคราะห์ดูเห็นว่า เดิมก็จะเป็นหนอง เป็นที่มีน้ำขังอยู่แล้วหรือจะคิดให้สูงขึ้นไปจะว่าเป็นตัวหนองโสน ตามที่มีชื่อมาในพระ ราชพงศาวดารจะได้ดอกกระมัง แต่ไม่มีพะยานหลักถานอะไรนอก จากลองนึกเดา บึงนี้เดิมทีก็จะเล็ก ต่อมาเมื่อสร้างกรุง คงจะขุด เอาดินในที่แถวนี้ขึ้นถมเป็นพื้นวังและพื้นวัดมหาธาตุ วัดราชบุรณะ วัดพระราม จึงกลายเป็นใหญ่โตไป ดินที่เว้นไว้เป็นทางคนขนมูลดิน


๔๘ เดิน ก็เลยทำเป็นถนนรีถนนขวางข้ามบึงปูอิฐตะแคงเสียทั้ง ๓ สายเจาะช่องสำหรับให้เรือเดินไปมาได้ถึงกันตลอดบึง ตามหลังช่องนั้น คิดดูเห็นจะมีสะพานไม้ สำหรับคนเดินไปมาตามถนนได้ตลอด และ มีทางน้ำที่จะเอาเรือนอกพระนครเข้าไปในบึงได้ ๒ ทางด้านใต้คลองประตูจีน คลองประตูเทพหมี คลองฉะไกรน้อย มารวมกันเข้าที่ ข้างวัดสะพานนาคทางหนึ่ง ด้านตะวันออกเข้าช่องแยกจากคลองประตูข้าวเปลือก ข้างวัดมหาธาตุทางหนึ่งในบึงมีวัดอยู่ตามเกาะ หลายวัด และตึกดินก็อยู่บนเกาะในบึงนี้ด้วย ที่ขอบบึงตรงหน้า วัดพระรามออกไป มีตึกหลังหนึ่งเป็นตึกสองชั้น ตามช่องประตู หน้าต่างก่อเป็นโค้งคูหา มีทางขึ้นข้างหน้าและข้าง ๆ ตึก ตึกนี้ ชาวบ้านบางคนว่าเป็นตึก พระราชาคณะผู้ครองอาวาสวัดพระราม แต่พิเคราะห์ดูเห็นจะไม่ใช่ของสำหรับวัด เพราะอยู่นอกกำแพงวัดและ เป็นตึกสูง น่าจะเป็นพระที่นั่งสำหรับเสด็จขึ้นไปประทบทอดพระเนตรเรือ ซึ่งจะโปรดให้มีประชุมเล่นเพลงสักวา ในคราวนักขัตฤกษ์ระดู น้ำบ้างในบางปี พระราชวังเก่า พระราชวังหลวง ตั้งอยู่ในที่ต่อกำแพงพระนครด้านเหนือริมน้ำหันหน้าวังไปทิศตะวันออก แต่ไม่ใช่อยู่ตรงกลาง ตั้งค่อนไป ข้างตะวันตกหน่อยหนึ่งและสร้างเป็น ๒ คราว เมื่อครั้งสมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์ที่ ๑ ( อู่ทอง ) เสด็จมาสร้างกรุงเทพทวาราวดี


๔๙ เมื่อจุลศักราช ๗๑๒ ปีนั้น ทรงสร้างพระราชวังในที่ซึ่งเป็นวัดพระ ศรีสรรเพ็ชญ์เดี๋ยวนี้ มีปรากฏว่าได้สร้างปราสาท ๓ องค์คือ พระ ที่นั่งไพฑูรย์มหาปราสาท พระที่นั่งไพชยนต์มหาปราสาท พระ ที่นั่งไอสวรรย์มหาปราสาท คิดว่าคงจะเป็นปราสาทไม้ ภายหลัง มาในแผ่นดินสมเด็จพระราเมศวรกล่าวว่า เสด็จออกทางศีลณพระ ที่นั่งมังคลาภิเษก ทอดพระเนตรเห็นพระสารีริกธาตุเสด็จปาฎิหาริย์ ข้างทิศบูรพ์ จึงได้สร้างพระมหาธาตุลงในที่ตรงนั้น พระที่นั่งมังคลา ภิเษกองค์นี้ไม่ใช่ปราสาท และไม่ใช่เป็นพระที่นั่งมังคลาภิเษก องค์ที่พระเจ้าปราสาททองเปลี่ยนชื่อเป็นพระวิหารสมเด็จ ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธราชพระองค์ที่ ๑ มีความว่า เพลิงไหม้พระ ที่นั่งตรีมุข ได้ชื่อพระที่นั่งในพระราชวังเดิมแต่เท่านี้ และในพระ ราชนิพนธ์กระแสพระราชดำริ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานข้าพเจ้าไว้มีว่า "คะเนดูพระราชวังครั้งนั้นปราสาท ๓ องค์ คือ พระที่นั่งไพฑูรย์มหาปราสาท พระที่นั่งไพชยนต์มหาปราสาท พระที่นั่งไอสวรรย์มหาปราสาท คงจะเป็นวิหารยอดซึ่งตั้งอยู่ใน ระหว่างพระเจดีย์ ๓ องค์ ที่เห็นปรากฏอยู่จนบัดนี้ คงจะเป็นปราสาท ๔ เหลี่ยม ไม่ใช่ย่อเก็บอย่างย่อม ๆ เท่าที่เห็นอยู่นี้ ไม่สู้จะเป็น ที่ประทับสบายนัก จึงได้มีพระที่นั่งตรีมุขพระราชมนเทียร และพระ ที่นั่งมังคลาภิเษก ถ้าจะคะเนดูพระที่นั่งตรีมุขนั้น คงจะเป็นที่เสด็จออกมุขหน้าอีก ๒ มุขเป็นที่ประทับ พระราชมนเทียรอยู่หลังเข้าไป ลักษณะอย่าง

๕๐ พระราชวังเดิมที่กรุงเทพ ฯ ซึ่งเป็นพระราชวังกรุงธนบุรี หรือในพระบรมมหาราชวัง พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เป็นตรีมุข พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานเป็นพระราชมนเทียร แต่ ขนาดใหญ่เล็กเทียบดูปราสาท แต่คงจะไม่ใหญ่เช่นหมู่จักรพรรดิพิมานเป็นแน่ น่าที่จะเท่า ๆ กับพระราชวังเดิม และที่ซึ่งตั้งนั้นที่ไหนไม่เหมาะเท่าที่พระวิหารใหญ่ด้านทิศตะวันออก พระที่นั่งมัคลาภิเษกในพระราชวังเก่านี้ เป็นที่ทรงศีลหรือ เป็นที่ประทับสำราญ ไม่ใช่ประทับอยู่เป็นนิตย์ ที่ซึ่งควรจะตั้งมีอยู่ ๒ แห่ง คืออยู่แนวกำแพงแก้วพระที่นั่งตรีมุข เช่นหอพระปริตร ศาสตราคม หรือพระที่นั่งดุสิดาภิรมย์ในพระบรมมหาราชวัง หรือ พระที่นั่งมังคลาภิเษก พระที่นั่งเอกอลงกฎในพระราชวังบวรอย่างหนึ่ง หรือไม่เช่นนั้นก็อยู่ตรงมุขเหนือมุขใต้ของพระที่นั่งตรีมุข เช่นหอ พระเจ้าพระอัฏฐิ ซึ่งต่อกับพระที่นั่งไพศาลทักษิณ จะออกไปตั้งอยู่ ข้างหน้าทีเดียวไม่ได้ เพราะถ้าตั้งอยู่ข้างหน้าทีเดียว สมเด็จพระ ราเมศวรที่ไหนจะไปเห็นท้าวมณเฑียรนั่งขวางทาง เพราะผิดตำแหน่งเป็นข้างหน้า แต่ถ้าหากว่าจะเป็นพระที่นั่งข้างในทีเดียวก็ไม่ได้ เพราะพระราชวังหันหน้าตะวันออกที่ไหนจะทอดพระเนตรเห็นพระสารีริก ธาตุลงในที่ ซึ่งสร้างวัดมหาธาตุได้ จึงสันนิษฐานว่าจะตั้งอยู่ เหมือนหอพระเจ้าอัฏฐิ ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อได้ความสันนิษฐานเช่นนี้ จึงเห็นเหมาะว่าพระที่นั่งตรีมุขและพระราชมนเทียร ตั้งอยู่ในที่พระวิหารหลวงด้านตะวันออก

๕๑ พระที่นั่งมังคลาภิเษกคงจะตั้งอยู่พระวิหารหลังพระอุโบสถ เป็นตรงปลายตรีมุขข้างหนึ่งและข้างเหนือคงมีอีกองค์หนึ่ง ซึ่งไม่มีเหตุจะ กล่าวถึง ถึงพระที่นั่งจอมทอง ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวทรงธรรมบอก หนังสือพระก็คงจะเป็นชื่อเก่า ไม่ใช่ตั้งใหม่ เป็นชื่อของพระที่นั่งเย็น เช่นดุสิดาภิรมย์อยู่มุมกำแพงท้องพระโรง แต่วิหารสามหลังเดี๋ยวนี้ จะเคลื่อนคลาดจากที่เดิมก็เป็นได้ ด้วยพระวิหารใหญ่นั้นโตมาก คงจะต้องขยายที่ออกไป ต่อพระราชมนเทียร ไปตามแนวพระระเบียงวัดพระศรี สรรเพ็ชญ์เดี๋ยวนี้ คงเป็นเรือนจันทน์ แล้วจึงมีกำแพงอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งกันเป็นข้างหน้าข้างใน" พระราชวังใหม่ ลุศักราช ๗๙๖ ปี สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถเสด็จเถลิง ถวัลราชสมบัติ ทรงพระราชอุทิศยกวังเป็นวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ เสด็จลงไปตั้งพระราชนิเวศน์ประทับอยู่ริมน้ำ สร้างพระที่นั่งเบ็ญจ รัตนมหาปราสาทองค์หนึ่ง พระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ปราสาทองค์หนึ่ง คือองค์ที่ปลูกขึ้นเป็นปราสาท สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระเจ้าแผ่นดินกรุงเทพทวาราวดี ศรีอยุธยา ในงานพระราชพิธีรัชมงคล ซึ่งเสด็จเถลิงถวัลยราช สมบัติบรมราชาภิเษกมาได้ ๔๐ ปี เท่ารัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์ที่ ๒ นั้น แต่พระที่นั่งเบ็ญจรัตน์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร


๕๒ จะได้กล่าวต่อไปภายหลัง ต่อมาในแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวร มหาราช ปรากฏว่าได้มีพระที่นั่งมังคลาภิเษกในพระราชวังใหม่นี้ อีกองค์หนึ่งซึ่งกล่าวในครั้งแรก เมื่อคราวเสด็จออกรับแขกเมืองเชียงใหม่พระที่นั่งองค์นี้ภายหลังเมื่อศักราช ๑๐๐๕ ปีในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ต้องอสนีบาตเป็นไฟไหม้ โปรดให้ ทำใหม่ให้ชื่อพระวิหารสมเด็จ พระวิหารสมเด็จ กับพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์มหาปราสาท ๒ องค์นี้มีกำแพงแก้ว และในกำแพงแก้วพื้นลานพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ ปูอิฐเกรียงปูน ข้างขวาพบแนวทิมดาบยังพอเห็นรูปดีอยู่ แต่ ข้างซ้ายขุดกันเสียจนย่อยยับไม่เป็นรูปร่าง ในคราวที่ขุดวังทำ ปราสาทเป็นที่บำเพ็ญพระราชกุศลครั้งนี้ เห็นว่าพื้นอิฐลานหน้าพระ ที่นั่ง มีเป็นหย่อมเป็นตอนลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่เสมอกัน ครั้นจะ เอาพื้นเดิมไว้ก็ไม่น่าดูแลอะไรจึงได้ถมดินเกลี่ยให้เรียบแล้วปลูก หญ้าเป็นสนาม เพราะฉะนั้นขอให้ท่านผู้อ่านพึงสังเกตว่าสนามหญ้านั้นเป็นของที่ทำในครั้งนี้จะได้เป็นที่เคยมีมา แต่ครั้งกรุงเก่ายังเป็น เมืองหลวงก็หามิได้ และพระที่นั่งทั้ง ๒ องค์ นี้เห็นกันว่าจะมีมุขยาว แต่มุขหน้าด้านเดียว มุขหลังมุขข้างสั้น ภายหลังมาก่อเพิ่มเติม ต่อมุขหลังให้ยาวออกไป รอยที่ก่อต่อก็ยังเห็นปรากฎอยู่ ที่ข้าง ขวาพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์กับที่ข้างซ้ายพระวิหารสมเด็จ ถัดมุมมุข กลางออกมา มีโรงช้างเผือกข้างละโรง คงจะเป็นโรงที่เรียก โรงยอด หลังโรงช้างเผือกมีกำแพงสะกัดต่อจากกำแพงแก้วพระที่นั่ง

๕๓ สรรเพ็ชญ์ ไปชนกำแพงแก้วพระวิหารสมเด็จ ในกำแพงแก้ว สะกัดเข้าไปตอนที่ใกล้ข้างพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ มีที่ขังน้ำก่ออิฐถือปูนกว้าง ๖ ศอก ๔ เหลี่ยม มุมข้างล่างมีท่อทองแดงที่สำหรับจะไข เปิดปิดน้ำได้ ต่อไปข้างพระวิหารสมเด็จข้างซ้ายมีพระที่นั่งอีกองค์หนึ่งยาวเกือบครึ่งพระวิหารสมเด็จ ก่อเป็นห้องหับชอบกล และมีบ่อน้ำกลมอยู่ข้างผนังด้านเหนือด้วย ทีก็จะสำหรับขังน้ำฝน ข้างขวา ตอนถัดมุมมุขพระที่นั่งออกไปก็มีพระที่นั่งอีกองค์หนึ่งแต่ย่อมกว่า องค์ข้างซ้ายตรงระหว่างด้านหลังพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ กับพระวิหารสมเด็จไปทางตะวันตก ขุดพบรากพระที่นั่งหมู่หนึ่งก่อฐานอิฐพื้น ปูอิฐหน้าวัวลดหลั่นหลายชั้น มีเสาไม้แก่นรายเรียงเป็นระยะกันไป เข้าใจว่า จะเป็นพระราชมนเทียรสถาน มาในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เมื่อศักราช ๙๙๔ ปี นั้น โปรดให้สร้างพระที่นั่งอีกองค์หนึ่งให้ชื่อพระที่นั่งศรียศโสธรมหาพิมานบรรยงก์ ภายหลังเปลี่ยนเป็นจักรวรรดิ์ไพชยนต์มหาปราสาท พระที่นั่งองค์นี้อยู่บนกำแพงชั้นในด้านหน้าพระราชวังทิศตะวันออกห่างจากมุมวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ ๗ วา ห่างกับกำแพงชั้นนอก ๒ เส้น เป็นปราสาทตรีมุข ด้านหลังมีตำหนักใหญ่องค์หนึ่ง เล็กต่อไป ข้างซ้ายอีก ๒ มีชาลาถมพื้นสูงเดินได้รอบตำหนักทั้ง ๓ องค์ บนชานพระมหาปราสาทด้านตะวันตกมีทิมดาบ ๒ หลัง เป็นพระที่นั่งสำหรับประทับทอดพระเนตรกระบวนแห่ หน้าพระที่นั่งออกไปเป็นท้องสนามหลวง กว้าง ๒ เส้นยาว ๗ เส้น ขุดลงไปพบแต่ทราย

๕๔ ลึกลงไปจึงพบดิน เข้าใจว่าพื้นสนามคงโรยทราย ไม่ได้ปลูกหญ้า เหมือนทุกวันนี้เมื่อคราวทำพิธีลบศักราช ก็โปรดให้ทำเขาพระ สุเมรุราชขึ้นในที่แถวนี้ ครั้งเมื่อจุลศักราช ๑๐๐๒ ปีพระเจ้ากรุงอังวะแต่งทูตจำทูลพระราชศาสน์ คัดค้านไม่ยอมใช้ศักราชที่ลบใหม่ คราวนั้นเสด็จออกรับแขกเมืองที่มุขพระที่นั่งจักรวรรดิ์ ครั้งสมเด็จ พระนารายณ์รบกับพระศรีสุธรรมราชา ก็เสด็จทรงช้างพระที่นั่งมา ยืนในสนาม รับสั่งให้เอาปืนใหญ่ตั้งยิงเข้าไปในพระราชวังชั้นใน เมื่อแผ่นดินพระเพทราชา เจ้าพระขวัญโสกันต์แล้ว ก็เสด็จออก มาทรงหัดม้าอยู่ทุกวันหลังพระที่นั่งเข้าไปคงจะมีกำแพงคั่น และ คงจะมีฉนวนออกไปบรรจบฉนวนวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ ทางสระแก้ว ฟากตะวันตกของฉนวนคงจะเป็นตำหนักและคลังต่าง ๆ ข้างฟาก ตะวันออกจะเป็นโรงแสง และห้องภูษามาลา โรงแสงที่ประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็คงจะอยู่ในที่นี้ พระที่นั่งจักรวรรดิ์นั้น ถ้าจะเทียบกับแผนที่พระที่นั่งในพระบรมมหาราชวังกรุงเทพ ฯ ก็ทำนองพระที่นั่งสุทไธศวรรย์ แปลกกัน แต่พระที่นั่งสุทไธศวรรย์อยู่บนกำแพงพระบรมมหาราชวังชั้นนอก และอยู่ด้านข้าง แต่พระที่นั่งจักรวรรดิ์อยู่บนกำแพงชั้นใน และอยู่ ด้านหน้าวัง พระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ ในพระราชพงศาวดารพึ่งออกชื่อ ในแผ่นดินพระเพทราชา เมื่อเชิญพระบรมศพสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมาจากเมืองลพบุรีว่า เชิญขึ้นประดิษฐานไว้บนพระที่นั่ง

๕๕ องค์นี้ แต่ครั้งนั้นยังเรียกว่าพระที่นั่งสุริยามรินทร์ตามนามเดิม แต่ไม่กล่าวว่าสร้างในแผ่นดินใด เมื่อศักราชเท่าใด แต่ได้พบในคำโคลงบอพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งพระมหาราชครูเป็นผู้แต่งในแผ่นดินนั้น ก็ออกชื่อพระที่นั่งสุริยามรินทร์มาแล้ว มาในแผ่นดิน พระบรมโกศแปลงนามเป็นพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ ก็คือจะให้คล้องต่อนามพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์มหาปราสาท พระที่นั่งองค์นี้อยู่ริมกำแพงด้านริมน้ำ ทางทิศเหนือพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ แต่เห็นจะไม่สู้ใหญ่โตนัก และจะเป็นพระที่นั่งมีพื้นสูงกว่าพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ฐานพระที่นั่งตั้งสูงจากพื้น ๕ ศอกคืบ บนฐานยังมีผนังรักแร้ร่วมปราสาททั้ง ๔ ด้าน แต่รักแร้ด้านเหนือยังอยู่สูง ที่ผนังรักแร้พ้นจากพื้นล่างขึ้นไปอีก ๖ ศอกมีรูรอด ซึ่งคิดว่าจะมีพื้นบนอีกชั้นหนึ่งคงจะเป็นที่ประทับสำหรับทอดพระเนตร ข้ามกำแพงออกไปเห็นทางแม่น้ำข้างวังได้ ถ้าจะเทียบกับแผนที่กรุงเทพมหานคร ก็ทำนองกับป้อมทัศนานิกร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างขึ้นบนกำแพงด้านตะวันตกริมน้ำ ใต้ป้อมอินทรรังสรรค์ลงไปไม่สู้มากนัก เป็นแต่ป้อมทัศนานิกรอยู่บนกำแพง และเหนือพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทขึ้นไปมาก แต่พระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์อยู่ในกำแพง และอยู่ตรงพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ออกมา ความเห็นว่าพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์องค์นี้ จะสร้างทีหลังแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ แต่คงไม่เกินแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททองขึ้นไป และไม่ใช่แผ่นดินพระเพทราชา ข้อที่

๕๖ เห็นว่าจะสร้างทีหลังแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ และก่อนแผ่นดินพระเพทราชานั้น คะเนว่าเวลาที่ควรจะสร้างมีอยู่ ๒ คราว คราวหนึ่งในแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง ซึ่งกำลังทรงโปรดสร้างพระที่นั่งหลายแห่งและทั้งพงศาวดารในรัชกาลนั้น ก็กล่าวใกล้เคียงเข้ามาหรือมิฉะนั้นก็เป็นในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งทรงโปรดในวิชาช่างอย่างใหม่ จะทำไว้สำหรับประทับในเวลาเสด็จเข้ามาพระราชวังหลวง ให้เป็นที่ทรงสบาย พระเพทราชาเห็นว่าพระที่นั่งองค์นี้เป็นของสมเด็จพระนารายณ์ จึงเชิญพระบรมศพขึ้นประดิษฐานไว้เพื่อให้เป็นพระเกียรติยศ ด้วยพระองค์เป็นเจ้าของผู้สร้าง หรือเพื่อจะให้เหมาะกับที่ซึ่งเป็นที่พอพระราชหฤทัยมาแต่ยังดำรงพระชนม์อยู่ ข้อที่เห็นว่าน่าจะสร้างในแผ่นดินพระเจ้าปราสาททองนั้น ก็ด้วยพงศาวดารกล่าวว่า ลุศักราช ๙๙๘ ปีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้รื้อเทวสถานพระอิศวรพระนารายณ์ขึ้นมาตั้งยังชีกุน ในปีนั้นให้ยกกำแพงพระราชวังออกไป ให้สร้างพระมหาปราสาทพระวิหารสมเด็จ มีความดังนี้ เห็นว่าคำที่ว่าสร้างพระวิหารสมเด็จนั้นเป็นคำเรียกก่อนมีชื่อพระวิหารสมเด็จ องค์ที่ยังเห็นฐานอยู่ทุกวันนี้ เพราะพระวิหารสมเด็จนี้ ในพงศาวดารกล่าวความชัดเจนว่า เมื่อศักราช ๑๐๐๕ ปีอสนีบาตตกลงเป็นเพลิงไหม้ พระที่นั่งมังคลาภิเษกที่ชื่อปราสาททองทรงโปรดให้ช่างจัดการก่อใหม่ปีหนึ่งสำเร็จให้ชื่อพระวิหารสมเด็จศักราชผิดกันถึง ๗ ปี และพระที่นั่งวิหารสมเด็จองค์ที่แปลงชื่อมาจากมังคลาภิเษกหรือปราสาททองนั้น ก็เป็นพระที่นั่งอยู่ในกำแพง

๕๗ ชั้นใน เป็นแต่ทำใหม่ให้ดีขึ้นเท่านั้นหาต้องถึงขยายกำแพงวังไม่ หรือจะคิดว่าพงศาวดารตอนนั้นกล่าวคำฟั่นเฝือ คราวที่ขยายกำแพงวังเป็นคราวสร้างพระที่นั่งจักรวรรดิ์ แต่พระที่นั่งจักรวรรดิ์ก็สร้างเสียแล้วแต่เมื่อศักราช ๙๙๔ ก่อนปราสาทที่กล่าวชื่อมาเมื่อศักราช ๙๙๘ ขึ้นไปอีก ๓ ปี และพระที่นั่งจักรวรรดิ์นั้นก็หาต้องขยายกำแพงวังไม่ ด้วยตั้งอยู่บนกำแพงชั้นใน และอยู่ภายในกำแพงชั้นนอกทั้งกำแพงข้างก็มีแล้ว จึงเห็นว่าตามพงศาวดารที่กล่าวว่า ปราสาทซึ่งสร้างเมื่อศักราช ๙๙๘ ปีที่ต้องยกกำแพงวังออกไปนั้น น่าจะเป็นพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์นี้เอง ด้วยมีรอยขยายกำแพงออกไปถึงสองหยัก แต่เมื่อเรียบเรียงพระราชพงศาวดารเป็นเวลาภายหลังมา จะเขียนชื่อคลาดเคลื่อนไว้ก็จะเป็นได้ พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาศน์ สร้างในแผ่นดินพระเพทราชา เมื่อศักราช ๑๐๔๙ ปี พงศาวดารกล่าวความละเอียดว่า ได้ขุดสระเป็นคู่อยู่ซ้ายขวาแล้วก่ออ่างแก้วและภูเขา มีท่อน้ำไหลลงในสระแก้วและทำระหัดน้ำฝังท่อ ให้น้ำเดินเข้าไปผุดในอ่างแก้วแล้วให้ทำพระที่นั่งทรงปืนที่ท้ายสระ เป็นที่เสด็จออก กลับเอาที่ท้ายสนมเป็นที่ข้างหน้าและทำศาลาลูกขุนในซ้ายขวา โปรดให้ขุนนางเข้าเฝ้าณพระที่นั่งทรงปืน และเข้าทางประตูมหาโภคราช พระที่นั่งองค์นี้ ตั้งอยู่ในวังด้านหลังทางตะวันตก เป็นปราสาทจตุรมุขอยู่บนเกาะ มีสระน้ำล้อมรอบ อิฐที่ก่อใช้ขนาดเดียวและก่อลักษณะอย่างเดียวกันกับพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ คือก่อมีแลง ๘ ๕๘ สลับเป็นชั้น คงจะทรงโปรดพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ ว่าก่อแข็งแรงมั่นคงดี จึงโปรดให้เลียนอย่างมาทำบ้าง เป็นแต่เปลี่ยนรูปและลวดลายให้ผิดกันไปเท่านั้น ที่ตรงมุขด้านหลังพระมหาปราสาทก่อเป็นแท่นอิฐมีชั้นลด เชิงแท่นมีลายบัวคว่ำทั้ง ๒ ข้าง ที่ข้าง แท่นด้านในฝังท่อดินต่อแท่นเข้ามาข้างในก่อเป็นช่องเป็นตอนลึก เป็นที่ขังน้ำ เมื่อขุดลงไปในที่แถวนี้พบหินก่อเขาหลายสิบก้อน คิดว่าในที่นี้เองจะเป็นอ่างแก้ว ที่จะก่อเขามอมีน้ำพุเป็นที่เลี้ยงปลาเงิน ปลาทอง แท่นสูงนั้นจะเป็นที่เสด็จขึ้นไปประทับทอดพระเนตรปลา ถ้าทอดพระเนตรไปทางตะวันตก ก็จะทรงเห็นปลาใหญ่ในสระ ถ้าทอดพระเนตรมาทางข้างใน ก็จะทรงเห็นอ่างแก้วปลาเงินปลาทองและบนแท่นนี้จะเรียกพระที่นั่งโปรยข้าวตอกก็จะได้กระมัง ที่มุมสระด้านเหนือก็มีแท่นใหญ่อีกแท่นหนึ่ง กว้าง ๙ วา ๒ ศอก ยาว ๑๐ วา สูง ๗ ศอก ข้างบนคะเนว่าจะมีผนังเป็นคันรอบ แต่เห็นจะถูกรื้อเสียแล้ว ที่ริมผนังข้างใน มีท่อดินเผาฝังลงมาที่พื้นดิน ห่างจากฐานอิฐใหญ่นี้มาทางตะวันออก ๗ วา มีที่ขังน้ำก่ออิฐเกรียงปูนกว้าง ๖ ศอก ยาว ๑๑ ศอกคืบลึก ๑ ศอก แท่นอิฐสูงนั้นคงจะเป็นที่ขังน้ำสำหรับไขไปพุในที่ต่าง ๆ แต่มีวิธีที่จะเอาน้ำขึ้นไปข้างบนได้อย่างไร ยังมองไม่เห็นที่ท้ายสระด้านตะวันตก มีสะพานข้ามไปพระที่นั่งทรงปืนกว้าง ๒ วา ปักเสาเรียง ๓ แถว เสานั้นทุกวันนี้ในระดูแล้งน้ำในสระงวดก็ยังเห็นได้ และสะพานใหม่ซึ่งทำข้ามสระในคราวนี้ ก็ทำตามแนวเดิมปักเสาริมเสาเก่า แต่ด้าน

๕๙ ตะวันออกที่จะข้ามจากพระที่นั่งบรรยงก์ มาหมู่พระที่นั่งสรรเพ็ชญ์มหาปราสาทพระวิหารสมเด็จนั้น ก็คงต้องมีสะพานอีกสะพานหนึ่งเป็นแน่ แต่จะอยู่ตรงที่ใดหายังไม่พบ สะพานที่ทำขึ้นใหม่ในด้านนี้เห็นจะไม่ตรงของเดิม แต่ถ้าต่อไปตรวจพบที่เดิมเมื่อใด ก็จะย้ายไปปลูกให้ตรงกัน ที่ริมขอบสระด้านใต้นอกเกาะพระมหาปราสาทออกไป มีรากตึกเป็นหลังเรียงไปตามรูปสระ เห็นจะเป็นตำหนักตึกเจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาทิพ เจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาเทพ พ้นบริเวณตำหนักตึกลงไปด้านใต้มีกำแพงกั้น แบ่งเขตต์ข้างหน้าข้างในต่อจากกำแพงหลังวังด้านตะวันตก ตรงไปจนจดฉนวนวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์กันเอาสระแก้วไว้ข้างนอกที่ริมขอบสระแก้ว ตอนด้านตะวันตกมีรากตึกคงเป็นตำหนักสระแก้ว และตำหนักศาลาลวดก็จะอยู่ในแถวนั้น เป็นที่ประทับของพระเจ้าลูกยาเธอในพระบรมโกศ พระตำหนักสวนกระต่ายที่ขุนหลวงหาวัดประทับมาแต่เดิม จนเป็นกรมพระราชวังบวรก็คงอยู่ต่อลงไปที่มุมพระราชวัง ตอนตะวันตกด้านใต้ท้ายวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ จะทำนองพระตำหนักสวนกุหลาบแต่ยังไม่ได้ขุดยังบอกรูปไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างไร เหตุซึ่งพระเพทราชามาประทับอยู่ด้านหลังวังนั้น ก็จะเป็นด้วยวังตอนหน้าของเดิมทรุดโทรม และต่อมาจนถึงแผ่นดินพระบรมโกศ ก็ประทับอยู่ที่พระที่นั่งบรรยงก์ ด้านหน้าวังเก่าคงจะร่วงโรยมาก


๖๐ ในพระราชวังชั้นใน มีฉนวนอยู่ที่หลังพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ตรงไปพระวิหารสมเด็จ แล้วเลี้ยวซ้ายไปนอกกำแพงแก้ว เกือบจะถึงตรงที่มุขกลางพระวิหารสมเด็จ จึงเลี้ยวขวาไปเข้าวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ ในระยะเวลานั้นถ้าเลี้ยวซ้ายก็จะเป็นฉนวนทางไปพระที่นั่งจักรวรรดิ์ เรียก ว่าฉนวนวัดพระศรีสรรเพชญ์ แต่ถ้าจะออกมาทางกำแพงด้านริมน้ำลงที่ขนานน้ำประจำท่า เรียกว่าฉนวนน้ำประจำท่าวาสุกรี เป็นท่าที่เสด็จทรงเรือพระที่นั่ง ตัวสะพานท่าพระฉนวนน้ำนั้นเป็นรูปตรีมุขหลังคาซ้อน มุงกระเบื้องละบูรูปลูกฟูกถือปูนตามปั้นลม มีลายปั้นเป็นนาคราชศีรษะเลี้ยวเลิกพังพานลงมาจดเชิงกลอนแทนหางหงส์ ใบระกาปั้นเป็นกระจังรูปเทพพนมถวายกร บนหลังคาหน้าบันที่อกไก่ ปั้นเป็นพรหมสี่หน้าแทนช่อฟ้าลายหน้าบันด้านข้างเหนือที่เรือประทับ ปั้นเป็นรูปนารายน์สี่กรทรงครุฑ หน้าบันด้านข้างปั้นเป็นรูปเทพสุริยมณฑลสถิตย์ในบุษบกมหาพิไชยราชรถเทียมด้วยม้าอาชาไนย ต่อหลังศาลาท่าฉนวนมีกำแพงฉนวน ๒ แถวเนื่องขึ้นไปจดประตูใหญ่ที่กำแพงพระนคร ราษฎรเรียกว่าประตูฉนวนชั้นนอก แต่ชื่อหลวงปรากฎ ประตูมหาไตรภพชลทวารอุทกถัดประตูนั้นเข้าไปในพระนครก็เป็นกำแพงฉนวน ๒ แถว ไปจดประตูคูหาที่กำแพงเขื่อนเพ็ชร์พระราชวังชั้นใน ชื่อประตูคูหาภพชล ที่คนเรียกว่าประตูฉนวนใน ยายจ่าแว่นรักษาอยู่ที่ศาลาดินภายในประตู และที่กำแพงฉนวนทั้ง ๒ ข้างนั้น มีประตูหูช้างข้างละประตู สำหรับปิดกั้นกันคนไว้ ที่ ๆ ปลูกสะพานพระฉนวนใน

๖๑ คราวนี้ ก็ปลูกตรงออกมาจากแนวท่าเก่า แต่ไม่ได้ตรงที่เดิมที่เดียว เพราะถมดินทำถนนใหม่ออกมาริมน้ำในที่นี้เดิมคงจะเป็นในแม่น้ำสะพานใหม่นี้ คงจะเกินสี่สะพานฉนวนเก่าออกมามาก ที่เก่าคงจะราวมุมกำแพงวัดใหม่ซึ่งพระยาไชยวิชิตสร้างไว้แต่รัชกาลที่ ๓ นั้น ต่อขนานน้ำประจำท่าลงไปทางท้ายสนมที่ริมน้ำ มีฐานอิฐก่อยื่นออกไป เข้าใจว่าเป็นที่ตั้งระหัด อนึ่งในกฎมนเทียรบาลออกชื่อพระที่นั่งสนามไชย สนามจันทร์และพิมานรัถยา ในพงศาวดารตอนแผ่นดินพระยอดฟ้ากล่าวว่า พระที่นั่งพิมานรัถยา เป็นหอพระข้างหน้า ท้าวศรีสุดาจันทร์ออกไปเที่ยวเล่นพบกับพันบุตร์ศรีเทพก็เกิดรักใคร่กันแต่นั้นมา จนถึงเลื่อนให้เป็นขุนวรวงษาธิราช และคิดอ่านกำจัดพระยอดฟ้า ยกราชสมบัติให้เป็นเจ้าแผ่นดิน อนึ่งพระที่นั่ง ที่มีชื่อมาในบานแผนกกฏหมาย นอกจากพระที่นั่งมังคลาภิเษก หรือพระวิหารสมเด็จ กับพระที่นั่งเบ็ญจรัตน์แล้ว ยังมีชื่อพระที่นั่งมงกุฎพิมาน พระที่นั่งบุษบกมาลามหาปราสาท พระที่นั่งดิลกมาลามหาไพชยนต์มหาปราสาท พระที่นั่งจตุรมุขมหาปราสาท พระที่นั่งสุวรรณมหาปราสาท พระที่นั่งท้องพระโรงตรีมุขปังตรา,พระเสาวคนธกุฎี แต่ชื่อพระที่นั่งที่ว่ามานี้ บางชื่อจะเรียกเป็นพิเศษ ในส่วนพระมหาปราสาท บางชื่อก็จะเป็นฉะเพาะที่นั่งย่อม ๆ ก็จะมีแต่งองค์ใดจะอยู่ที่ใด เหลือนิสัยที่จะเดาชี้


๖๒ ตำหนักหนองหวาย ตำหนักหนองหวาย ที่พระพุทธเจ้าเสือครั้งยังเป็นกรมพระราชวังบวรลวงเจ้าพระขวัญไปสำเร็จโทษนั้น คงจะอยู่ริมสระหนองหวายเห็นจะไม่สู้ห่างไกลกันนัก ตำหนักน้อยใหญ่เรือนโรงห้วยคลังต่าง ๆ คิดว่าจะเป็นเครื่องไม้มากกว่าก่ออิฐ เมื่อขุดลงไปถึงระดับพื้นเดิม โดยมากพบแต่กระเบื้องมุงหลังคา กับมูลเท่าและโคนเสาไม้แก่น ซึ่งเข้าใจว่าจะเป็นเครื่องเรือนไม้ ศาลาลูกขุนใน ศาลาลูกขุนใน ชั้นแรกคงจะอยู่ตอนหน้าวังด้านตะวันออก เพราะ ปรากฏว่า เมื่อวันที่สมเด็จพระนารายณ์ยกไปจับพระศรีสุธรรมราชาสมเด็จพระนารายณ์ทรงช้างพระที่นั่งมาหยุดอยู่ที่พระที่นั่งจักรวรรดิ์ พระศรีสุธรรมราชาทรงช้างมายืนอยู่หลังศาลาลูกขุน สมเด็จพระนารายณ์ขับช้างพระที่นั่งเข้าไปถึงนอกกำแพงหน้าศาลาลูกขุน ไพร่พลทั้งสองฝ่ายได้รบพุ่งกัน พระศรีสุธรรมราชาต้องปืนที่พระพาหุ สมเด็จพระนารายณ์ต้องปืนที่หลังพระบาทซ้าย พระศรีสุธรรมราชากลับช้างพระที่นั่งหนีไปวังหลัง สมเด็จพระนารายณ์ก็เข้าพระราชวังได้ตอนนี้คิดว่า ศาลาลูกขุนจะอยู่ในที่หน้ากำแพงชั้นใน แถวประตูมงคลสุนทร ตั้งแต่แผ่นดินพระเพทราชาเสด็จลงไปประทับอยู่ท้ายวัง คราวเมื่อสร้างพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาศน์ ได้โปรดให้สร้าง

๖๓ ศาลาลูกขุนในซ้ายขวาขึ้นที่ท้ายสระ คงจะอยู่ในที่นอกสระออกมาด้านเหนือ เพราะมีความในแผ่นดินพระบรมโกศว่า เมื่อคราว จะชำระกรมพระราชวังเสนาพิทักษ์ ซึ่งเป็นชู้กับเจ้าฟ้านิ่มเจ้าฟ้าสังวาลย์รับสั่งให้หากรมพระราชวัง ๆ ทรงเรือพระที่นั่งเสด็จมาจะขึ้นฉนวนวังหน้า มหาดเล็กที่ล่วงหน้ามารับเสด็จกราบทูลว่า ประตูเสาธงไชยปิด จึงล่องลงไปประทับอยู่ที่ฉนวนน้ำประจำท่า ประตูฉนวนก็ปิด เรือพระที่นั่งล่องลงมาเสด็จขึ้นสะพานใต้ระหัดน้ำ ทรงเสลี่ยงมาถึงศรีสำราญ ทอดพระเนตรเห็นคนนั่งอยู่ที่ศาลาลูกขุนท้ายสระเป็นอันมาก จึงให้กลับพระเสลี่ยง หลวงศรีวังกราบทูลว่า ขอเชิญเสด็จเข้าไปเฝ้าจึงจะชอบ จึงเสด็จไปเฝ้าที่ทิมดาบ ในจดหมายเหตุซึ่งอ้างว่า เป็นคำให้การของขุนหลวงหาวัดว่า ศาลาลูกขุนในใหญ่ ๓ หลังแฝด มีช่อฟ้าหางหงส์หน้ามุขชะโงก มีสระน้ำอยู่หน้าศาลาลูกขุน สำหรับพิสูจน์ลูกความให้ดำน้ำในสระนั้น แต่พื้นที่ในพระราชวังชั้นนอกก็หามีสระที่ควรจะดำน้ำได้ไม่ มีสระเดียวแต่สระหนองหวายก็เป็นสระอยู่ในกำแพงชั้นใน และเห็นว่าจะเป็นที่พิสูจน์ลูกความไม่ได้ เพราะพื้นในพระราชวังสูงกว่าระดับน้ำในระดูแล้ง ถ้าจะให้สระหนองหวายมีน้ำถึงแก่พอที่คนจะดำได้ ก็จะต้องลึกไม่ต่ำกว่า ๕ วา แต่พิเคราะห์ดูสระนั้นเห็นจะไม่สู้ลึกนัก จะเป็นแต่สระสำหรับขังน้ำไว้ใช้ในพระราชวัง การพิสูจน์ดำน้ำนี้ เข้าใจว่าพิสูจน์กันในแม่น้ำใหญ่ เพราะในคำโองการที่อาลักษณ์อ่าน ก็มีแต่แช่งให้ผีสางจรเข้


๖๔ เงือกงูเข้าทำอันตรายผู้กล่าวเท็จ ซึ่งเห็นว่าเป็นของที่มีประจำท้องที่และมีเค้ามูลที่จะประกอบเหตุผลได้อีกอย่างหนึ่ง คือในเรื่องขุนช้างขุนแผน ถึงแม้ว่าท้องเรื่องจะเป็นนิทาน ไม่ใช่เป็นจดหมายเหตุที่เป็นหลักฐานก็จริง แต่หนังสือเรื่องนี้นักปราชญ์ทั้งหลายได้ยอมรับรองว่า เป็นสำนวนที่แต่งไว้แต่ครั้งกรุงเก่า กิริยาอาการของคนที่ออกชื่อมาในนิทาน หรือภูมิลำเนาซึ่งว่ามาในหนังสือเรื่องนั้น ผู้แต่งคงจะแต่งเทียบเอาตามที่ได้เคยเห็นการเป็นอย่างไรในเวลานั้น ในตอนที่ว่าด้วยขุนช้างกับพระไวพิสูจน์ตัว กล่าวว่าพิสูจน์ดำน้ำที่หน้าท่าฉนวน จึงเห็นว่าการพิสูจน์ดำน้ำไม่ได้ดำในวัง ถึงจะมีสระที่ใกล้ศาลาลูกขุน ก็คงเป็นสระขังน้ำสำหรับใช้การอื่น ศาลหลวง ศาลาลูกขุนนอก คือ ศาลหลวง คงจะอยู่ภายในกำแพงชั้นนอกไม่สู้ห่างนัก คงจะอยู่มาทางตอนใกล้กำแพงด้านริมน้ำ ด้วยในที่นี้เมื่อขุดวังได้พบดินประจำผูกสำนวนมีตราเป็นรูปต่าง ๆ และบางก้อนก็มีรอยหยิกเล็บมือ ศาลหลวงคงจะถูกไฟไหม้เมื่อกรุงเสีย ดินประจำผูกสำนวนจึงสุกเหมือนดินเผา

โรงราชยาน ที่หน้ากำแพงชั้นในใต้ประตูมงคลสุนทรนั้น ขุดพบรากก่ออิฐอีกหมู่หนึ่ง กรมหลวงดำรงรับสั่งว่าเป็นโรงราชยาน ด้วยเมื่อรัชกาลที่ ๔ พระองค์ท่านเคยทรงเห็นโรงราชยานอยู่ในแถวนอกประตูพิมานไชยศรี ซึ่งบัดนี้เป็นห้องมหาดเล็กเวรสิทธิ ๖๕ หอแปลพระราชศาสน์ ได้ขุดพบรากตึกหลังหนึ่ง อยู่ในกำแพงชั้นนอกกว้าง ๒ วา ยาว ๖ วา เป็น ๓ ห้อง ที่ตรงนี้น่าะเป็นหอแปลพระราชศาสน์ โรงช้าง อนึ่งในหนังสือโบราณหลายฉะบับกล่าวว่า ริมสนามภายในกำแพงชั้นใน ระหว่างพระวิหารสมเด็จ กับพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์มีโรงช้าง แต่เมื่อได้ตรวจดูก็ได้พบแต่อิฐก่อขึ้นเป็นพื้นอยู่ริมกำแพง ยาวเป็นแถวเนื่องกันไปบางทีจะเป็นพื้นโรงช้างก็ได้ โรงม้า โรงม้าพระที่นั่งนั้น ว่าอยู่ในพระราชวัง แต่โรงม้าแซงม้าใช้ราชการ อยู่นอกกำแพงวังชั้นนอกตั้งต้นแต่หลังวัดธรรมิกราชไปจนตรงที่หน้าพระที่นั่งจักรวรรดิ์ กำแพงวัง กำแพงพระราชวังชั้นนอกด้านหน้า กั้นต่อจากกำแพงเมืองที่ริมท่าคั่น ตรงไปหลังวัดธรรมิกราช เลี้ยวมุมไปบรรจบข้างวัดพระศรีสรรเพชญ์ แล้วไปหักมุมที่หลังวัดพระศรีสรรเพชญ์ พอหมดเขตต์วัดจึงเลี้ยวตรงไปทางด้านตะวันตก หักมุมเลียบขึ้นไปริมคลองท่อบรรจบกำแพงเมืองที่ปากคลองท่อ กำแพงชั้นในกั้นต่อจากกำแพงเมืองที่ใต้ประตู ท่าปราบ ห่างหน้าพระที่นั่งสรรเพชญ์ ๒ เส้นเศษ ขึงตรงไปชนหลังพระที่นั่งจักรวรรดิ์ บรรจบกำแพงวัดพระศรีสรรเพชญ์ ๙

๖๖ อีกสายหนึ่งกั้นจากด้านตะวันตกมาตะวันออก ถึงฉนวนวัดพระศรีสรรเพชญ์ เส้นนี้เป็นกำแพงแบ่งข้างหน้าข้างใน คือตอนเหนือเป็นข้างใน หมู่พระที่นั่งบรรยงก์ตอนใต้เป็นข้างหน้า คือหมู่ตำหนักสระ แก้วและสวนกระต่าย กำแพงสายนี้เมื่อถึงฉนวนวัดพระศรีสรรเพชญ์แล้วเลี้ยวขึ้นมาข้างเหนือ จวนจะใกล้ถึงพระที่นั่งข้างพระวิหารสมเด็จจึงเลี้ยวไปทางตะวันออก บรรจบกำแพงวังชั้นในด้านตะวันออกด้านเหนือห่างจากกำแพงเมือง ๑๐ วาเศษ มีกำแพงกั้นต่อจากกำแพงวังชั้นในด้านหน้าอีกสายหนึ่ง ตรงไปในระหว่างพระที่นั่งสรรเพชญ์กับพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ แล้วไปหักมุมที่ข้างพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์บรรจบกำแพงเมือง กำแพงวังชั้นนอกหนา ๖ ศอกเชิงเทินกว้าง ๓ ศอกคืบมีเศษ สูงขาดปลายใบเสมา ๘ ศอกคืบ กำแพงชั้นในคิดว่าจะสูงในราวนี้ แต่จะเห็นบางกว่า ป้อมรอบวัง ป้อมที่มีชื่อมาในกฎมนเทียรบาล คือป้อมท้ายสนม ป้อมท่าคั่น ป้อมศาลาสารบาญชี ป้อม ศาลาพระมงคลบพิตร์ ป้อมมุมวัดรามาวาศ ป้อมสวนองุ่น แต่ ๖ ป้อมเท่านั้น แต่เมื่อได้ตรวจดูพื้นที่พบเค้าป้อมที่ปากคลองท่อ เป็นป้อมกำแพงเมืองอยู่มุมวังด้านหลังข้างเหนือ คงเป็นป้อมท้ายสนมแน่ ต่อขึ้นมาที่ริมฉนวนน้ำประจำท่าวาสุกรี คิดว่าคงจะมีอีกป้อมหนึ่ง แต่ที่นี้ตรวจไม่ได้ ด้วยพระยาไชยวิชิตในรัชกาลที่ ๓ สร้างวัดคร่อมไว้ ต่อขึ้นถึงป้อมริมวัดธรรมิกราช คือ


๖๗ ที่ชื่อป้อมท่าคั่น เป็นป้อม มุมวังด้านหน้าข้างเหนือ ต่อไปด้านตะวันออกคงมีป้อมศาลาสารบาญชีอยู่กลางระยะกำแพง แต่ยังขุดค้นไปไม่ถึงพ้นจากป้อมนี้ไปก็ถึงป้อมมุมวังด้านหน้าข้างใต้ ตามลำดับในกฎมนเทียรบาลว่า พ้นป้อมศาลาสารบาญชีไปแล้ว ถึงป้อมศาลาพระมงคลบพิตร์ แต่ป้อมศาลาพระมงคลบพิตร์ จึงถึงป้อมมุมวัดรามาวาศ เห็นว่าน่าจะเรียกชื่อไขว้ลำดับ ถึงแม้จะคิดว่าเดิมพระมงคลบพิตร์อยู่ข้างหน้า ก็คงจะอยู่ในแถวข้างวัดพระราม คงไม่ใช่อยู่หน้าวัดพระรามเมื่อป้อมมุมวังเรียกว่าป้อมศาลาพระมงคลบพิตร์แล้ว ป้อมต่อเข้า ไปจะเรียกป้อมมุมวัดรามาวาศไม่ได้ เพราะหมดอาณาเขตต์วัดพระรามแล้ว จึงเห็นว่าป้อมมุมวังด้านหน้าข้างใต้ คงเรียกป้อมมุมวัดรามาวาศเป็นแน่ ต่อมาข้างด้านใต้มีอีกป้อมหนึ่ง ซึ่งนับตามลำดับในกฎมนเทียร บาลก็จะต้องเรียกว่า ป้อมมุมวัดรามาวาศ แต่โดยที่กล่าวมาแล้วว่าในกฎมนเทียรบาลลำดับชื่อคลาดเคลื่อนจากแผนที่ จึงเห็นว่าป้อมนี้คงเป็นป้อมศาลาพระมงคลบพิตร์ เพราะอยู่หน้าวิหารพระมงคลบพิตร์ต่อมาถึงมุมวัดพระศรีสรรเพชญ์ ก็มีป้อมอีกป้อมหนึ่ง แต่ไม่ได้พบที่มาว่าจะมีชื่อเสียงอย่างไร ต่อลงไปที่มุมวังด้านข้างหลังข้างตะวันตก ก็มีป้อมอีกป้อมหนึ่งซึ่งเข้าใจว่าเป็นป้อมสวนองุ่น รวมทั้งหมดคงจะมี ๘ ป้อม รูปป้อมรอบพระราชวัง ถ้าเป็นป้อมมุมวังก็ก่อยื่นออกไปจากกำแพง ๒ ข้าง ถ้าเป็นป้อมกลางวัง ก็ก่อยื่นออกไปเป็นเหลี่ยมรูปรี ในป้อมชั้นบนคิดว่าจะปูกระดาน เพราะพบรูรอดอยู่รอบข้าง

๖๘ แต่ชั้นล่างใต้พื้นคงโปร่ง มีช่องคูหาออกจากกำแพงวังเข้าไปในป้อมได้ ที่ใต้กำแพงป้อมลงมา สูงจากพื้นดินราวศอก มีช่องข้างในกว้างเกือบ ๒ ศอก สูง ๒ ศอกเศษ เป็นรูปโค้งก่อเรียวไปถึงข้างนอกเป็นช่องกลม วัดผ่าสูนย์กลางได้ ๒๐ นิ้ว เข้าใจว่าจะเป็นช่องสำหรับสอดปากกระบอกปืนออกมายิงข้าศึกข้างนอกในที่ต่ำอีกทางหนึ่งด้วย ประตูวัง ประตูพระราชวังตามที่มีชื่อมาในกฎมนเทียรบาล คือประตูฉนวนน้ำประจำท่า อีกชื่อหนึ่งเรียกประตูมหาไตรภพชลทวารอุทกประตูเสาธงไชย ประตูช้างเผือก ๓ ประตูนี้เป็นประตูวังชั้นนอกและได้พบในจดหมายเหตุรายการพระศพเจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาเทพ มีชื่อประตูท่าปราบอีกประตูหนึ่ง ใต้ประตูฉนวนลงไปตอนท้ายสนมก็คงจะมีประตูอีก ด้วยได้พบแผนที่ในหนังสือของแคมเฟอร์ ซึ่งมาในกรุงเก่าในแผ่นดินพระเพทราชาลงไว้ว่า มีประตูยอดแถวข้างวัดด้านริมน้ำ ๔ ประตู ประตูไม่มียอดที่จะเป็นช่องกุด ๓ ประตู ด้านหน้าวังชั้นนอกในแผนที่ลงไว้มี ๒ ประตู แต่ประตูทีแรกถึงคงจะเป็นประตูจักมหิมา เพราะมีความในจดหมายเหตุ ครั้งราชทูตเชิญพระราชศาสน์ ไปลังกาว่าดังนี้ " ณวันศุกร์เดือนอ้ายขึ้น ๑๐ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๑๔ ปีวอกจัตวาศก เพลาย่ำฆ้องแล้ว ๖ บาท เชิญพระมณฑปพระพุทธรูปหีบพระธรรม และพระราชศาสน์และเครื่องมงคลบรรณาการลงณฉนวนท่าขึ้นใหม่ณท่าคั่น แล้วเชิญพระมณฑป


๖๙ ใส่พระราชศาสน์ เสด็จลงเรือพระที่นั่งศรีพิมานไชย พระอุบาลี ๑ พระอริยมุนี ๑ พระสงฆ์อันดับ ๑๕ รวม ๑๗ รูปลงเรือศรีผ้าแดง ไปบำรุงพระศาสนา ณกรุงศิริวัฒนบุรี " ต่อไปจนสุดมุมวังด้านหน้าข้างใต้ก็มีเค้าประตูอีก ๒ แต่ชื่อไรไม่ได้ความ เลี้ยวมาข้างวังด้านใต้คงจะมีประตูหนึ่ง แล้วถึงอีกประตูหนึ่ง, ซึ่งอยู่มุมวัดพระศรีสรรเพชญ์ ประตูนี้คงจะชื่อนครไชย ซึ่งเป็นฉนวนออกพระเมรุ ที่พระบรมโกศเสด็จในงานพระศพเจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาเทพ ต่อลงไปในด้านข้างวัดพระศรีสรรเพชญ์ ก็มีประตูอีกประตูหนึ่ง ประตูนี้ไปออกหน้าวิหารพระมงคลบพิตร์ ถ้าเวลามีการพระศพ เห็นจะเป็นประตูฉนวนสำหรับข้างในไปพระเมรุ ด้านหลังวัดพระศรีสรรเพชญ์ก็มีประตู ซึ่งคิดว่าจะเป็นประตูหูช้างอีกประตูหนึ่ง ที่กำแพงวังต่อมุมวัดพระศรีสรเพชญ์ มีประตูหลังคาคูหาซ้อนสองชั้น เลี้ยวไปด้านตะวันตกท้ายพระที่นั่งบรรยงก์ ก็มีประตูมหาโภคราช ตามระยะที่กล่าวมานี้ คิดว่าจะมีประตูอื่นอีกแต่ยังขุดค้นตรวจไปไม่ทั่ว จะลงไว้ก่อนก็เกรงคลาดเคลื่อน ที่กำแพงชั้นในตรงข้างพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ มาทางตะวันออกมีประตูหนึ่งที่กำแพงข้างระหว่าง พระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ กับพระที่นั่งสรรเพชญ์มีประตูหนึ่ง มาถึงตรงหน้าพระที่นั่งสรรเพชญ์มีอีกประตูหนึ่ง ต่อมาถึงหน้าพระวิหารสมเด็จมีอีกประตูหนึ่ง ซึ่งเข้าใจว่าจะเป็นประตูมงคลสุนทรเพราะเป็นประตูอยู่ทางใต้ ข้อที่เห็นว่าจะเป็นประตูมงคลสุนทรนั้น


๗๐ ก็ด้วยเมื่อคราวพระเจ้าทรงธรรมไปประชุมพรรคพวกอยู่ที่วัดมหาธาตุครั้งนั้นคงจะเดินมาทางถนนตลาดเจ้าพรหม เข้ากำแพงชั้นนอกได้คงจะเลี้ยวมาข้างขวาก็ถึงประตูนี้ก่อน ถ้าเข้าประตูนี้ได้แล้ว ก็เป็นอันเข้าวังชั้นในได้ และเมื่อพระเจ้าปราสาททอง ครั้งยังเป็นเจ้า พระยากลาโหมสุริวงศ์ ยกพลมาจับพระเชฎฐา ก็กล่าวว่าขึ้นที่ประตูไชยมาฟันประตูมงคงสุนทร เพราะฉะนั้นประตูกำแพงชั้นในประตูใดที่เป็นทางเข้าข้างในได้และถึงก่อน ประตูนั้นต้องเป็นประตูมงคลสุนทร ประตูแสดงราม ก็คงจะอยู่ต่อประตูมงคลสุนทรลงไปแต่คงอยู่นอกกำแพงคั่นสายใน ประตูอื่นที่มีชื่อมา เช่นประตูพระภิฆเนศวร ประตูศรีสรรพทวาร ประตูพลทวารก็คงเป็นประตูชั้นใน ที่กำแพงคั่นท้องสนามหลวงมีประตูเรียกว่าประตูตัดขวา และที่แถวสระแก้วก็มีประตูตัด คิดว่าจะเป็นประตูหูช้าง ไม่ใช่ประตูยอดหรือประตูซุ้ม รูปประตูพระราชวังเห็นจะเป็น ๔ อย่าง ประตูชั้นนอกด้านข้างริมน้ำและด้านหน้า คงจะเป็นประตูยอดมณฑป เพระเมื่อขุดตรวจดูในแถวเหล่านี้ พบแต่หลุมเสาประตู มีรอยปักล้ำไปทางข้างกำแพงข้างนอกข้างใน, และไม่มีกะเปาะก่อย่อไม้ที่ช่อง ประตูกำแพงชั้นในด้านหน้าคงเป็นยอดปราง ด้วยได้ขุดพบช่องประตูและซุ้มชั้นยอดก่ออิฐเป็นปราง กะเปาะข้างประตูย่อไม้สิบหก และอีกรูปหนึ่งคงเป็นหลังคาคูหาซ้อนสองชั้น เหมือนประตูด้านข้างใต้ซึ่งยังเห็นอยู่จนทุกวันนี้ ประตูตัดนั้นคงเป็นประตูหูช้าง เห็นจะ ๔ อย่างเท่านี้

๗๑ ที่ทำพระเมรุในเมือง ที่นอกกำแพงพระราชวังด้านใต้ในที่ว่างต่อพระวิหารแกลบออกไป เป็นที่พระเมรุในเมือง ที่พระเมรุเดิม แต่ครั้งพระบรมศพสมเด็จพระรามาธิบดี (อู่ทอง) ว่า ทำในที่ซึ่งเป็นวัดพระราม ครั้นมาถึงแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ ทรงสร้างวัดพระรามขึ้นในที่ถวายพระเพลิง สมเด็จพระรามาธิบดี (อู่ทอง) แล้วตั้งแต่นั้นมาการพระเมรุคงจะยกมาตั้งทำในที่หลังวัดพระราม ในลานซึ่งได้กล่าวมานี้ ต่อที่ทำพระเมรุออกไปข้างใต้ มีคลองแยกมาจากคลองท่อเรียกว่าคลองนครบาล เข้ามาตอนกลางเป็นบึงใหญ่ กลางบึงมีเกาะเป็นที่คุมขังนักโทษ พ้นเกาะคุกออกไปริมถนนแตลงแกงหน้าวัดเกษเป็นที่หอกลอง โคนเสาหอกลองยังเหลือจมดินอยู่เป็นเสาไม้แก่นขนาดใหญ่ ถนนข้างหอกลองตรงไปวังหลังมีสะพานข้ามคลองท่อเดี๋ยวนี้เรียกสะพานรำเหย คิดว่าคงจะเป็นสะพานหน้าหับเผย เพราะถนนนั้นอยู่หน้าคุกจะเรียกเพี้ยน โรงเรือพระที่นั่ง โรงเรือพระที่นั่ง ตามหนังสือโบราณกล่าวไว้ว่า อยู่ที่ใต้วัดเชิงท่า ในแผนที่ในหนังสือมองสิเออร์ลาลูแบร์ ซึ่งเป็นราชทูตเชิญพระราชศาสน์พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ กรุงฝรั่งเศสเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ลงไว้ในที่


๗๒ ตรงนั้น กับลงไว้ว่าที่เหนือป้อมเพ็ชร์ขึ้นมา ตรงหน้าวัดพนัญเชิงข้ามเป็นอู่เรือทะเลด้วย อนึ่งในที่ระหว่างตั้งแต่วัดเชิงท่าไปวัดพนมโยงนั้น ชาวบ้านซึ่งอยู่ในเวลานี้ ผู้ที่ได้รับคำบอกเล่าสืบต่อกันมา ก็ว่าเป็นที่โรงเรือหลวง ยังมีลำรางอยู่ลำหนึ่ง ชาวบ้านเรียกกันว่าคูไม้ร้อง ก็คงจะเป็นอู่ที่เอาเรือหรือมาดเรือพระที่นั่งไว้ และจะมีเหตุขึ้นอย่างไรซึ่งทำให้คนเข้าใจว่า นางไม้มาดเรือที่อยู่ในอู่นั้นร้อง จึงเลยเรียกว่าคูไม้ร้องต่อมา ที่ข้างคูไม้ร้องหลายปีมาแล้ว มีผู้ขุดหลุมจะปลูกเรือน ได้พบเรือจมอยู่ใต้ดิน ก็ไม่อาจปลูกในที่ตรงนั้น ต้องเลื่อนที่ไปใหม่แต่เรือพระที่นั่งกับเรือกระบวนใหญ่น้อย เห็นจะอันตรายไปเสียก่อนกรุงแตกมาก ด้วยเมื่อครั้งพระเจ้าอลองพราญี ยกทัพเข้ามาตีกรุง ในแผ่นดินพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์นั้น ทรงโปรดให้ถอยเรือพระที่นั่งกิ่ง,ไชย,ศรี,กราบ และเรือดั้งเรือกันเรือศีร์ษะสัตว์ทั้งหลายใหญ่น้อย กับ ทั้งกำปั่นและเรือรบ ลงไปไว้ที่ท้ายคู พะม่ายกลงไปตีท้ายคูแตกแล้วเผาเรือพระที่นั่งกับกำปั่นและเรือรบเสีย เข้าใจว่าจะเหลืออยู่ไม่กี่ลำ ครั้นเมื่อมังมหานรธากับเนเมียว ยกมาตีกรุงแตกในครั้งหลัง ได้ความว่าปะกันวุ่นแม่ทัพทางใต้เอาเรือพระที่นั่งกิ่งไปขึ้นตะเข้ที่ท่าดินแดงชักเข็นไปลงลำน้ำสมิออกปากน้ำเมืองเมาะตะมะ ส่งไปถวายเจ้าอังวะลำหนึ่ง แต่ปืนพระพิรุณซึ่งพะม่าเอาไปพร้อมกับเรือพระที่นั่งกิ่งนั้น พะม่าเห็นว่าใหญ่นัก จะขึ้นบกชักลากไปไม่ไหว จึงเข็นขึ้นที่วัดเขมาเอาดินดำบรรจุเต็มกระบอกจุดเพลิงระเบิดเสียเก็บแต่ทองไป อนึ่ง ๗๓ โขนเรือพระครุฑพาห ซึ่งอยู่ในอยุธยาพิพิธภัณฑ์ทุกวันนี้ ก็คงจะเป็นโขนที่ตัวเรือชำรุดจะอยู่ต่างหาก หรืออย่างไรจึงไม่เป็นอันตราย เมื่อกรุงแตกแล้วจึงมีคนเก็บเอามาทำศาลขึ้นไว้นับถือเป็นเทพารักษ์เดิมว่าศักดิ์สิทธิ์นัก มีละครแก้บนกันไม่เว้นเดือน ครั้นมาเมื่อรัตน- โกสินทรศก ๑๒๑ ศาลพัง จึ่งได้เก็บมารักษาไว้ในอยุธยาพิพิธภัณฑ์ที่อู่เรือทะเลมีในแผนที่หนังสือลาลูแบร์ ที่แถวนั้นนั้นบัดนี้ทรายมูนขึ้นเป็นพื้นสูงถึงตลิ่ง แต่เมื่อสัก ๕-๖ ปีนี้มาเจ้าของบ้านขุดบ่อที่หลังเรือน พบเรือทะเลใหญ่ลำหนึ่งกว้างเห็นจะราว ๑๐ ศอก หรือ ๓ วา แต่ยาวจะเท่าใดไม่ได้เห็นตลอด เพราะเรือนเจ้าของบ้านปลูกคร่อมอยู่มาแต่เดิม ที่เรือจมอยู่นั้น ถ้าถึงระดูแล้งน้ำในบ่องวดแล้ว ไปดูเมื่อใดก็ได้เห็นเสมอ วังหน้า ที่ประทับพระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวรเดิมจะอยู่ที่ใดพงศาวดารไม่ได้กล่าว พึ่งมากล่าวในแผ่นดินพระศรีสุธรรมราชาเมื่อได้ราชสมบัติ โปรดให้สมเด็จพระนารายณ์ราชนัดดาเป็นอุปราช เสด็จประทับอยู่ณพระราชวังบวรสถานมงคล ตามท้องเรื่องที่ว่าด้วยแผนที่พระราชวังบวร ก็เป็นที่พระราชวังจันทรเกษมเดี๋ยวนี้ สมเด็จพระนารายณ์เสด็จประทับอยู่ในพระราชวังนี้ ตลอดมาจนถึงเวลาที่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ครั้นมาในแผ่นดินพระเพทราชา โปรดให้หลวงสรศักดิ์เป็นมหาอุปราช เสด็จไปอยู่ณวังจันทร์ เฉลิมขึ้นเป็นพระราชวังบวรมาในแผ่นดินพระพุทธเจ้าเสือ โปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ๑๐ ๗๔ พระองค์ใหญ่ คือเจ้าฟ้าเพ็ชร์ ประดิษฐานที่กรมพระราชวังบวร แต่มิได้ว่าให้ชัดว่าโปรดให้ไปประทับอยู่ที่ใด แต่ก็เป็นอันเข้าใจได้ว่าคงประทับอยู่ที่วังจันทร์นี้ ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ โปรดให้สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าพรประดิษฐานในที่พระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวร เสด็จมาประทับในพระราชวังจันทรเกษม จนถึงเมื่อได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ก็ยังประทับอยู่อีก ๑๓ ปี ถึงจุลศักราช ๑๑๐๖ จึงเสด็จลงไปประทับอยู่ในพระราชวังหลวง ข้อที่สมเด็จพระนารายณ์หรือพระเจ้าอยู่หัวพระบรมโกศ ได้เสวยราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ยังคงประทับอยู่ในพระราชวังบวรไม่เสด็จลงไปประทับที่วังหลวงนั้น ก็คงจะเป็นด้วยทรงกลัวพวกข้างวังหลวง เพราะเมื่อแรกได้ราชสมบัติ ได้ฆ่าพวกวังหลวงเสียมาก ต่อมาภายหลังตั้งขุนนางใหม่ขึ้นแทน และเห็นจะค่อยหายทรงกลัวแล้วจึงเสด็จเข้าไปประทับในวังหลวง ในแผ่นดินพระบรมโกศโปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ กรมขุนเสนาพิทักษ์เป็นกรมพระราชวังบวร ก็เสด็จประทับอยู่ในพระราชวังจันทรเกษมภายหลังกรมพระราชวังบวรต้องรับพระราชอาญา ด้วยโทษที่เป็นชู้กับเจ้าฟ้านิ่ม เจ้าฟ้าสังวาลย์ จึงทรงโปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิจ เป็นกรมพระราชวังบวร แต่หาได้เสด็จไปประทับที่พระราชวังจันทรเกษมไม่ คงประทับอยู่ที่ตำหนักสวนกระต่ายในพระราชวังหลวง ซึ่งเป็นที่ประทับมาแต่เดิม ได้ความตามพระราชพงศาวดารแต่เท่านี้ หาได้ความว่าพระราชวังจันทรเกษม

๗๕ นี้มีมาแต่เมื่อใด และเหตุใดจึ่งชื่อวังจันทร์ไม่ ในคำให้การของขุนหลวงหาวัดกล่าวว่า พระราชวังบวรสถานคือวังหน้าเก่านั้นตั้งอยู่ใกล้พระราชวังหลวง วังหน้าเก่านั้นแคบ ภายหลังจึงยกวังจันทร์ขึ้นเป็นพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นพระราชฐานที่ดำรงของพระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคลฝ่ายหน้า มีความเพียงเท่านี้ แต่ก็มิได้ระบุบอกไปให้ชัดเจนว่า วังหน้าเดิมตั้งอยู่ที่ใดและวังจันทร์นั้นเดิมเป็นของใคร จึงมาเฉลิมขึ้นเป็นพระราชวังบวร แต่เมื่อได้พิเคราะห์ตรวจค้นความ ในพระราชพงศาวดารให้ถ้วนถี่แล้ว จะเห็นได้ว่าตำแหน่งพระมหาอุปราชแต่เดิมมาเป็นเจ้าครองเมืองพิษณุโลกทุกพระองค์ หาได้ประทับอยู่ในพระนครเหมือนดังในชั้นหลังไม่ มาจนถึงแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชา ก็ยังทรงโปรดให้สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ไปครองเมืองพิษณุโลก และต่อมามีความปรากฎว่า เมื่อจุลศักราช ๙๒๕ ปีกุนเดือน ๑๑ สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าเสด็จลงมาแต่เมืองพิษณุโลกสถิตยอยู่ณวังใหม่ คำที่เรียกว่าวังใหม่ในที่นี้ คงจะหมายว่าวังนั้นพึ่งแรกสร้าง และวังซึ่งจะเป็นวังของสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ผู้ครองเมืองพิษณุโลกนั้น จะเป็นวังเล็กน้อยก็ไม่ได้ คงต้องเป็นวังใหญ่ และวังใหญ่โตเช่นนั้นจะสร้างในที่ใกล้วังหลวงก็ไม่ควร ด้วยข้าราชการไพร่พลที่ตามเสด็จมาก็คงไม่ใช่น้อย จะเที่ยวยุ่มย่ามละเล้าละลุมไปถึงข้างวังหลวง ก็จะพาให้มีเหตุคนสงสัยวังที่สร้างใหม่จึ่งต้องสร้างให้ห่างวังหลวง ที่ ๆ สร้างวังใหม่ที่ไหนไม่เหมาะสมเท่าด้านขื่อหน้า คือที่วังจันทร์เดี๋ยวนี้

๗๖ จึ่งเห็นว่าพระราชวังจันทร์เกษมนี้เอง ที่เรียกว่าวังใหม่ในครั้งนั้นเพราะในแถวนี้เดิมเป็นที่ชานพระนคร ซึ่งได้กล่าวมาแล้วว่าอยู่นอกกำแพงเมือง ภายหลังสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ โปรดให้ขยายกำแพงเมืองลงไปถึงขอบริมน้ำ แต่ก็ไม่สำเร็จ ด้วยเวลานั้นกำลังติดพันอยู่กับศึกหงสาวดี พึ่งมาสำเร็จในแผ่นดินพระมหาธรรมราชา เมื่อได้ขยายกำแพงออกไปแล้ว ที่ในแถวนั้นก็คงจะเปลี่ยวว่างไม่ใคร่มีบ้านเรือนราษฎร และด้านขื่อหน้านี้เป็นด้านสำคัญ ทัพมอญพะม่าเขมรมาคราวใด ก็มักจะเข้าตีทางด้านนี้ เพราะฉะนั้นจึ้งต้องเอาวังเจ้าใหญ่นายโตเข้ามาตั้งสำหรับจะได้เป็นกำลังรับรองข้าศึก และยังมีข้ออื่นที่จะประกอบให้สมเหตุผลได้อีก คือ เมื่อสมเด็จพระนเรศวรพาพระมหาเถรคันฉ่อง กับพระยาเกียรติ พระยาพระรามมาจากเมืองมอญนั้น พระมหาธรรมราชา โปรดให้พระมหาเถรคันฉ่องอยู่วัดมหาธาตุ ให้พระยาเกียรติพระยาพระรามอยู่บ้านขมิ้นวัดขุนเสน ซึ่งพระมหาธรรมราชาโปรดให้พระยาเกียรติพระยาพระรามมาอยู่ที่บ้านขมิ้น นั้น ก็ด้วยบ้านขมิ้นอยู่ใกล้พระราชวังสมเด็จพระนเรศวร พระยาเกียรติพระยาพระรามเป็นผู้มีคุณต่อสมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระนเรศวรเป็นผู้ทรงพาลงมา จะได้ให้รับความอุปการะ หรืออีกอย่างหนึ่งถ้าว่าด้วยไม่ไว้ใจ ก็จะได้คอยระวังไหวพริบ คำซึ่งออกชื่อวัดขุนแสนในที่นี้ เห็นจะเรียกก่อนไปในวลาที่ยังไม่มีวัด ด้วยพงศาวดารจะเรียบเรียงภายหลังเมื่อมีวัดแล้ว ผู้เรียบเรียงตั้งใจที่จะ


๗๗ กล่าวให้รู้ว่าพวกพระยาเกียรติพระยาพระราม อยู่ในที่ซึ่งภายหลังเป็นวัดขุนแสนนั้นด้วย ข้อที่วังจันทร์ต้องเป็นวังสำหรับตำแหน่งพระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวร ก็ด้วยเหตุดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ตำแหน่งพระมหาอุปราชเดิมเป็นเจ้าผู้ครองเมืองพิษณุโลก มาจนถึงแผ่นดินพระมหาธรรมราชา ก็ยังทรงโปรดให้สมเด็จพระนเรศวรเสด็จไปครองเมืองพิษณุโลก ภายหลังเกิดศึกเขมรมารบกวนบ่อยเข้า และทั้งสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ก็ทรงเป็นพระดำริตั้งต้นที่จะต่อสู้กระทำให้ขาดจากอำนาจกรุงหงสาวดี แต่เวลานั้นไพร่พลในพระนครเบาบาง ด้วยเมื่อเสียกรุงแก่พระเจ้าบุเรงนองกรุงหงสาวดี ในแผ่นดินพระมหินทราธิราช พระเจ้ากรุงหงสาวดีกวาดต้อนเอาครอบครัวราษฎรไปเสียมาก เหลือไว้ให้อยู่ประจำพระนครแต่หมื่นหนึ่ง ครั้นเมื่อพระมหาธรรมราชาได้เสวยราชสมบัติแล้ว ได้ทรงโปรดให้เกลี้ยกล่อมอาณาประชาราษฎร ซึ่งแตกฉานซ่านเซ็นอยู่ในที่ต่าง ๆ เข้ามาไว้ในพระนคร แต่ก็คงจะไม่ได้มากมายเท่าใด จึ่งทรงเห็นว่าหัวเมืองฝ่ายเหนือ ยังมีไพร่พลเมืองอยู่มาก แต่ถ้าละทิ้งให้คงท้องที่ไว้ แม้ศึกหงสาวดียก เข้ามา แต่ลำพังหัวเมืองฝ่ายเหนือก็จะรับรองไว้ไม่อยู่สู้กวาดต้อนเอาราษฎรลงมาไว้เป็นกำลังในกรุง คิดต่อสู้ป้องกันเอาแต่ที่กรุงแห่งเดียวจะเป็นประโยชน์กว่า จึงโปรดให้สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าเทครัวอพยพราษฎรหัวเมืองฝ่ายเหนือมาไว้ในพระนคร สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าก็เสด็จลงมาสู่พระนคร และคงจะประทับอยู่ที่พระราช

๗๘ วังจันทร์ ตั้งแต่นั้นมาตำหน่งพระมหาอุปราช ก็คงประทับอยู่ในกรุงหาได้ไปประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลกเหมือนแต่เดิมไม่ ก็เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราช ผู้ครองเมืองพิษณุโลกได้ประทับอยู่ที่พระราชวังนี้แล้ว วังนี้ก็ต้องนับว่าเป็นวังสำหรับตำแหน่งพระมหาอุปราช ต่อมาพระองค์ใดได้เป็นพระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวร จึ่งต้องเสด็จมาประทับอยู่ที่พระราชวังจันทร์ ด้วยถือเป็นวังสำหรับตำแหน่งนั้น และที่มีชื่อว่าวังจันทร์นั้นก็เห็นจะเอาชื่อวังเก่าที่เมืองพิษณุโลก มาสรวมเรียก เพราะวังเก่าที่เมืองพิษณุโลกชื่อวังจันทร์ มีคนรู้จักชื่อกันมาจนทุกวันนี้ อนึ่งชื่อที่เรียกพระราชวังบวรสถานมงคลว่าวังหน้า ก็มาจากเหตุที่พระราชวังบวรตั้งอยู่ที่ขื่อหน้า และเป็นด้านหน้าของพระราชวังหลวงด้วย ในพงศาวดารกล่าวความว่า ในพระราชวังจันทร์มีพระที่นั่งจตุรมุข พระที่นั่งพิมานรัถยา และศาลาลูกขุน และคงจะได้มีโรงช้างโรงม้าพระที่นั่ง และห้วยคลังต่าง ๆ ด้ว ย วังนี้เดิมชื่อพระราชวังจันทร์บวร เมื่อกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยาทำลายแล้ว วังก็รกร้างว่างเปล่า ภายหลังมามีราษฎรทำไร่ปลูกต้นน้อยหน่า มาในรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีรัตนโกสินทรศก ๗๙ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ทำพระที่นั่งพิมานรัถยาขึ้นตามแนวรากเดิม กับทำพลับพลาจตุรมุขมีกำแพงล้อมรอบ เป็นพระราชวังที่ประทับ สำหรับ


๗๙ ในเวลาเสด็จพระราชดำเนิน ขึ้นมาประพาสกรุงเก่า ทรงเปลี่ยนสร้อยชื่อเป็นพระราชวังจันทรเกษม แต่กำแพงวังซึ่งโปรดให้ทำขึ้นในรัชกาลที่ ๔ นั้น วงเล็กแคบกว่าวงกำแพงเดิมมาก มาในรัชกาลปัตยุบันนี้ได้ใช้ที่โรงลคร คือที่เป็นศาลมณฑลอยู่เดี๋ยวนี้เป็นโรงทหาร มาภายหลังเมื่อโปรดให้ตั้งมณฑลเทศาภิบาล จึงได้ย้ายให้กองทหาร ออกไปตั้งอยู่ที่โรงนอกกำแพงวัง โปรดให้ซ่อมพระที่นั่งพิมานรัถยา กับพลับพลาจตุรมุขกับแถวทิมคด สำหรับใช้เป็นที่ว่าราชการ ครั้นเมื่อณวันที่ ๒๖ มีนาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนิน ขึ้นไปประทับบนพระที่นั่งพิมานรัถยา ทรงพระกรุณาพระราชทานพระฤกษ์ ทรงเปิดให้เป็นที่ว่าการมณฑลกรุงเก่า วังหลัง พระราชวังหลังตั้งอยู่ในกำแพงพระนครด้านตะวันตก ตรงหน้า วัดกษัตราข้าม วังนี้พึ่งมีชื่อปรากฎขึ้นในแผ่นดินสมด็จพระมหาจักรพรรดิ เมื่อคราวมอบราชสมับติให้พระมหินทราธิราชเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แล้วเงียบไปไม่ได้ออกชื่อเสียงอีก จนถึงแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์จึงมากล่าวความว่า พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ประทับอยู่ ครั้นเมื่อพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ต้องถูกสำเร็จโทษ ด้วยถูกหาว่าเป็นกบฏ จึงทรงโปรดให้เจ้าฟ้าอภัยทศ (พงศาวดารว่าเป็นพระราชโอรสสมเด็จพระนารายน์ แต่หนังสือของคนต่างประเทศ ซึ่งแต่งในรัชกาล


๘๐ นั้นว่าเป็นพระอนุชา) เสด็จไปประทับอยู่ มาในแผ่นดินพระเพทราชา โปรดให้นายจบคชประสิทธิ์ทรงบาศขวาในกรมช้าง ซึ่งเป็นคู่คิดเอาราชสมับติด้วยนั้น เป็นกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ฝ่ายหลังรับพระราชบัญชา ภายหลังมาทรงแคลงพระทัยว่า จะเป็นสัตรูราชสมบัติ จึงทำอุบายจับกรมพระราชวังหลังสำเร็จโทษเสีย ตำแหน่งวังหลังตั้งแต่นั้นมาก็เงียบ ในแผ่นดินหลังจะได้ทรงตั้งหรืองดอย่างไรก็ไม่ได้ความ มาในแผ่นดินพระพุทธเจ้าเสือว่า โปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ (คือเจ้าฟ้าเพ็ชร์ ภายหลังได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งมีพระนามวิเศษเรียกว่าพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ)เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์น้อย (คือเจ้าฟ้าพร ภายหลังได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อสวรรคตแล้ว เรียกพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) นั้นโปรดให้เรียกว่า พระบัณฑูรน้อย พระบัณฑูรน้อยจะได้เสด็จไปประทับอยู่ที่วังหลังหรืออย่างไรก็ไม่ได้กล่าว แต่พระราชวังหลังนี้แต่เดิมมาจะเป็นอย่างไรพงศาวดารไม่ว่าไปถึง เป็นแต่ได้ความว่าอยู่ที่สวนหลวง จึงเห็นว่าสวนหลวงนี้ ทีจะเป็นพระราชอุทยานนอกพระราชวัง ดังหนังสือโบราณแทบจะทุกเรื่อง ซึ่งกล่าวด้วยกษัตริย์หรือพระอัครมเหษีและพระราชธิดาเสด็จออกชมสวนแล้วก็ต้องทรงรถม้าพระที่นั่ง และยวดยานอย่างแบกหามสำหรับไปทางไกล เห็นว่าสวนหลวงนี้ก็คงจะเป็นสวนอย่างนั้น เพราะถนน


๘๑ ไปแต่พระราชวังหลวงก็มี และทางไกลถึง ๓๐ เส้นเศษ พอที่จะแห่แหนเป็นกระบวนไปเหมือนแบบอย่างโบราณได้ อนึ่งเมื่อมีพระราชอุทยานไกลจากพระราชวังเช่นนี้ ก็ย่อมจะต้องมีพระราชวัง เป็นที่ประทับในพระราชอุทยาน แต่ภายหลังมาการแสด็จประพาสพระราชอุทยานภายนอกคงจะงดเลิกไป จะเป็นด้วยเหตุเกิดกลัวภัยอันตรายหรือไม่ทรงสนุกเข้าอย่างไร สวนและวังนั้นก็จะทิ้งเริดราอยู่ แต่ด้วยวังในสวนหลวงเคยเป็นพระราชวังที่ประทับ จะทอดทิ้งเสียทีเดียวก็เห็นจะออกทรงเสียดาย มาภายหลังเมื่อพระราชวงศ์พระองค์ใดมีความชอบยิ่งใหญ่จะให้เป็นตำแหน่งธรรมดา ก็เห็นว่าไม่สมควรแก่ความชอบ ครั้นจะให้เป็นถึงพระมหาอุปราชก็ไม่ได้ ด้วยที่ไม่ว่าง หรือบาระมีไม่ถึง จึงยกขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานพิมุขฝ่ายหลังและคำที่เรียกว่าวังหลังนั้น ก็ด้วยเหตุที่วังนี้อยู่ริมพระนครด้านตะวันตก เป็นด้านหลังของพระราชวังหลวง จึงได้เรียกกันว่าวังหลัง วังหลังนี้เมื่อกรุงทำลายแล้ว วังก็คงร้างตามกันมา หรือบางทีจะร้างเสียก่อนกรุงแตก ก็ว่าไม่ได้ มาภายหลังราษฎรเกลื่อนเกลี่ยที่ลง ทำเป็นสวนปลูกต้นไม้มีผล เรียกว่าสวนมะม่วง ครั้นเมื่อรัตนโกสินทรศก ๑๒๔ โปรดเกล้า ฯ ให้จัดการทหารมณฑลกรุงเก่า กรมยุทธนาธิการได้เลือกเอาที่วังหลัง ตลอดถึงวัดสวนหลวงสบสวรรค์เป็นโรงทหาร วังเจ้านายก็จะเป็นตำหนักเครื่องไม้ กำแพงอิฐก็น่าจะไม่ใคร่มีคงจะเป็นรั้วเสาไม้แก่น เพราะตั้งแต่ได้ตรวจค้นมา ก็พบวังเดียว ๑๑ ๘๒ ที่กำแพงก่ออิฐ และมีรากตำหนักเป็นตึก วังนั้นอยู่ริมคลองบ้านบาตร ตรงหลังวัดพิไชยออกไป และอยู่ใกล้กับวัดโพธารามได้พบแผ่นศิลาจารึกที่วัดโพธารามแต่แตกระจาย ตัวอักษรกระเทาะ อ่านไม่ได่ความเสียมาก ที่อ่านได้ในตอนต้นมีความว่าวัดนี้เดิมชื่อวัดเพ็ชร์แต่ชำรุด เจ้าฟ้ารัศมีศรีสุริยวงศ์พงศ์กษัตริย์ทรงปฏิสังขรณ์ แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เรียกว่าวัดโพธาราม จึงเห็นว่าวังนั้นอยู่ใกล้กับวัด คงเป็นเจ้าของวังเป็นผู้ปฏิสังขรณ์ วัดโพธารามจึงได้ลงไว้ในแผนที่ว่าเป็นวังเจ้าฟ้ารัศมี แต่ชาวบ้านเรียกกันว่าวังเจ้าฟ้าดอกมะเดื่อคิดดูตามที่เขาว่าก็ชอบกล ด้วยเดิมขุนหลวงหาวัดเป็นกรมพระราชวังบวร ก็ประทับอยู่ที่ตำหนักสวนกระต่าย ในพระราชวังหลวง ครั้นได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ๑๐ วัน ก็ถวายราชสมบัติแด่พระเชษฐา เจ้าฟ้าเอกทัศน์ กรมขุนอนุรักษ์มนต แล้วเสด็จออกไปทรงผนวชที่วัดเดิม ไปประทับอยู่วัดประดู่ เมื่อเจ้าฟ้าเอกทัศน์ กรมขุนอนุรักษ์มนตรี ขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้วโปรดตั้งนายปิ่นพี่เจ้าจอมเพ็งเจ้าจอมแม้นพระสนมเอก เป็นพระยาราชมนตรีบริรักษ์ จางวางมหาดเล็ก ตั้งนายฉิมน้องชายของเจ้าจอมทั้ง ๒ เป็น จมื่นศรีสรรักษ์ พระยาราชมนตรีบริรักษ์ทนงองอาจ ถือตัวว่าเป็นคนโปรดปรานเข้าออกในพระราชวังทั้งกลางวันกลางคืน ไม่มีใครว่ากล่ามห้ามปรามได้ ครั้นเมื่อศึกพระเจ้าลอองพราญีมาติดพระนคร ขุนนางและราษฎรไปกราบทูล ขอให้ขุนหลวงหาวัดลาพระผนวช ออกช่วยป้องกันข้าศึก ขุนหลวงหาวัดจึงลาพระผนวช

๘๓ ออกมาช่วยจัดการรักษาพระนคร ในครั้งนั้นมีรับสั่งให้จับพระยาราชมนตรีจมื่นศรีสรรักษ์มาจำไว้ ให้มีกระทู้ถามว่า เข้าไปภายในพระราชวัง คบหาทำชู้ด้วยนางข้างในเป็นหลายคน ครั้นรับเป็นสัตย์แล้ว ให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยนคนละ ๕๐ ที จำคงไว้อยู่ ๓ วัน พระยาราชมนตรี (ปิ่น) ตาย ให้เอาศพไปเสียบประจานไว้ ณประตูไชย แต่จมื่นศรีสรรักษ์อยู่มาจนถึง ขุนหลวงหาวัดกลับทรงพระผนวชครั้งหลัง แล้วพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทรงโปรดให้พ้นโทษและโปรดให้คงถานันดรศักดิ์เดิม จึงเห็นว่าที่พระยาราชมนตรีทำวุ่นวายขึ้นในครั้งนั้น ขุนหลวงหาวัดจะทรงระแวงและทรงย้ายข้างใน ๆ ส่วนพระองค์ท่านออกไปรวมอยู่ที่วังเจ้าฟ้ารัศมีก็ได้ เพราะเจ้าฟ้ารัศมีก็เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอในพระบรมโกศ ตลาด ตลาดสำคัญที่มีชื่อมาในพระราชพงศาวดาร ก็คือ ตลาดยอดพงศาวดารตอนแผ่นดินสมเด็จพระชัยราชาว่า เพลิงไหม้ในพระนครแต่ท่ากลาโหมลงไปถึงพระราชวังท้ายท่อตลาดยอด ลมหอบเอาลูกเพลิงไปตกแตลงแกง ไหม้ลามลงไปป่าตองโรงครามฉะไกร ๓ วัน จึงดับ มีบัญชีเรือนโรงศาลากุฎีวิหารไหม้แสนห้าสิบ จำนวนนี้เห็นจะมากเกินไป ด้วยที่ในพระนครถ้าจะมีเรือนถึงแสน คน ๆ หนึ่งอยู่เรือนหลังหนึ่ง จำนวนคนคงจะน้อยกว่าจำนวนเรือน มาก ในกฎมนเทียรบาลว่าด้วยแบ่งท้องที่มีความว่า แต่หอกลอง


๘๔ ถึงเจ้าไสยและตลาดยอดแขวงขุนธรณีบาล แต่ตลาดยอดจะอยู่ที่ใดในเวลานี้ก็หมดคนที่รู้จักที่เสียแล้ว แต่ได้พบในแผนที่ในหนังสือของมองซิเออร์ลาลูแบร์ ซึ่งเป็นราชทูตมาในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราช ลงไว้กับที่ด้านใต้ต่อศาลพระกาฬลงไป ว่าเป็นตลาดแต่จะใช่ตลาดยอดหรือมิใช่ ก็ยังไม่มีใครรับรอง แต่อย่างไรก็ดีที่นั้นคงเป็นตลาดจริง และตลาดยอดนั้น ถ้าจะคะเนตามตัวหนังสือ ก็คงอยู่ราวด้านตะวันตก เยื้องไปข้างทิศใต้พระราชวัง แต่คงเป็นตลาดโรงร้านเครื่องไม้ ยากที่จะพบหลักฐาน แต่ที่แถวถนนย่านประตูจีนมาประตูเทพหมี เห็นทีจะเป็นตลาดตึกบ้าง ด้วยมีเค้าอยู่ในย่านถิ่นที่ประชุมชนพลเมืองนอกจากที่ได้ว่ามานี้ ก็คงจะมีตลาดบกตลาดน้ำอีก แต่ไม่มีเหตุอันใดที่จะกล่าวไปถึง ท่า ท่าที่มีชื่อมาในพระราชพงศาวดาร และกฎมนเทียรบาล ก็คือ ขนานน้ำประจำท่า หรือถ้าเรียกตามชื่อฉนวน ก็เป็นพระฉนวนน้ำ ประจำท่าวาสุกรี เป็นที่ประทับเรือพระที่นั่ง สำหรับเสด็จพระราชดำเนินไปในที่ต่าง ๆ โดยทางชลมารค พ้นขนานน้ำประจำท่าขึ้นไปก็ถึงท่าคั่น หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกท่าคอย เป็นท่าขึ้นที่มุมพระราชวังหลวงด้านหน้าไปเข้าในวัง ที่เรียกว่าท่าคั่นก็คือ ที่นี้คั่นอาณาเขตต์ที่อื่นกับพระราชวัง และที่เรียกว่าท่าคอยก็คือ เรือข้าราชการที่มาส่งนายขึ้นท่าเข้าวังแล้ว ต้องจอดคอยรับจนกว่านายจะกลับ ต่อท่า


๘๕ คั่นหรือท่าคอยขึ้นไปถึงท่าสิบเบี้ย ท่านี้เล่าต่อกันมาว่า เป็นท่าเรือจ้างรับส่งคนข้ามฟากไปมา ต้องเสียค่าจ้างข้ามฟากไปมาเที่ยวละ ๕ เบี้ย ถ้าคนหนึ่งข้ามไปแล้ว กลับมาก็ต้องเสีย ๑๐ เบี้ย จึงเอาชื่อ ๑๐ เบี้ยมาเรียกเป็นท่า พ้นท่าสิบเบี้ยขึ้นไปก็ถึงท่ากลาโหม ท่านี้ว่าเป็นท่าช้างดำลงอาบน้ำ ที่เรียกว่าท่ากลาโหมนั้นก็คงจะเป็นด้วยครั้งหนึ่งคราวใด บ้านเรือนเจ้าพระยากลาโหมจะได้อยู่ในที่แถวนั้น แต่เห็นจะไม่ใช่เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ซึ่งภายหลังได้เสวยราชสมบัติเป็นพระเจ้าปราสาททอง แต่จะเป็นกลาโหมแผ่นดินใดก็ยากที่จะเดาที่แถวท่ากลาโหมเป็นที่โรงช้าง ด้วยตำแหน่งกลาโหมเดิม เคยว่ากรมพระคชบาลรวมอยู่ด้วย พึ่งจะได้มายกในแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง เพราะพระองค์ท่านได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ด้วยกำลังที่ได้เป็นตำแหน่งกลาโหมมา จึงทรงเกรงว่าตำแหน่งกลาโหมต่อไปจะมีกำลังวังชาอย่างพระองค์ท่าน และจะทำอย่างพระองค์ท่านบ้าง จึงแยกหน้าที่ให้ขาดกันเสีย พ้นท่ากลาโหมขึ้นไปก็ถึงท่าทรายที่ท่านี้มีทรายจริงด้วย ถ้าขุดลงไปไม่กี่มากน้อยก็เป็นทรายทั้งพื้นที่ท่าทรายนี้พระราชพงศาวดารกล่าวว่า เมื่อศึกพะม่ามาล้อมกรุงครั้งหลัง ข้างในกรุงให้ลากปืนปราบหงสาออกไปตั้งที่ท่าทรายยิงค่ายพะม่าวัดศรีโพธิ์ ยิงกระสุนแรกประจุดินน้อย ต่ำไปถูกตลิ่ง ครั้นประจุมากขึ้น กระสุนออกสูงข้ามเกินวัดศรีโพธิ์ไป และเมื่อจวนกรุงจะเสีย ไฟก็ไหม้ตั้งแต่ท่าทราย ติดลามไปถึงสะพาน


๘๖ ช้าง คลองประตูข้าวเปลือก แล้วข้ามไปติดป่ามะพร้าวและ ป่าโทน ป่าถ่าน ป่าทอง ป่ายา วัดราชบุรณ วัดมหาธาตุ เพลิงไปหยุดเพียงวัดฉัตรทันต์ จำนวนเรือนโรงกุฎีวิหารว่าไหม้ถึงหมื่นหนึ่งเห็นจะมากเกินไป คำที่ว่าเอาปืนตั้งที่ท่าทรายยิงค่ายพะม่าวัดศรีโพธิ์นั้น วัดศรีโพธิ์ซึ่งชาวบ้านเรียกกันทุกวันนี้ อยู่ในคลองสระบัว มีวัดอื่นบังหน้าทางไกลหลายสิบเส้นแต่วัดซึ่งอยู่ตรงท่าทรายก็มีแต่ชื่อวัดวิหารทองวัดอินทาราม วัดโรงฆ้อง มีชื่อวัดโพธิ์อีกวัดหนึ่ง ก็อยู่ตรงท่าสิบเบี้ยข้าม เห็นว่าบางทีจะเรียกชื่อผิดไปก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ดีข้อที่ว่าเอาปืนใหญ่ออกยิงพะม่านั้น คงเป็นความจริง เพราะพะม่าตั้งค่ายรายเรียงตามฝั่งแม่น้ำฟากเหนือ มาตั้งแต่วัดแม่นางปลื้มจนถึงวัดหน้าพระเมรุ แถวหลังบ้านหม้อต่อจากวัดแม่นางปลื้มลงมา เชิงเทินดินที่พะม่าพูนขึ้น สำหรับเอาปืนตั้งจังกายิงพระนครก็ยังมีปรากฎอยู่ วัด วัดพระศรีสรรเพ็ชญ์เป็นวัดในพระราชวัง ไม่มีพระสงฆ์ เป็นที่ข้าราชการประชุมกันรับพระราชทานน้ำพระพิพัฒน์สัตยา แต่แรกยกวังทำเป็นวัดในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ จะได้ทรงสร้างอะไรไว้บ้างก็ไม่ได้กล่าว มาถึงแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์ที่ ๒ เมื่อจุลศักราช ๘๓๖ ปี ว่าได้ประดิษฐานพระบรมอัฏฐิ สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถเจ้า ไว้ในพระมหาสถูป น่าจะเป็นพระเจดีย์


๘๗ ใหญ่องค์หน้าหรือองค์กลาง และอีก ๒ องค์นั้นก็คงจะได้ประดิษฐานพระบรมอัฐิ พระเจ้าแผ่นดินไว้เหมือนกัน (๑) อนึ่งในแผ่นดินนั้นทรงพระราชศรัทธาให้หล่อพระพุทธรูป สูงถึง ๘ วาหุ้มทองคำทั้งพระองค์ถวายพระนามว่าพระศรีสรรเพ็ชญ์ ประดิษฐานไว้ในพระวิหารใหญ่หลังกลาง ครั้นเมื่อกรุงเสีย พะม่าข้าศึกเอาไปสุมลอกทองคำพระพุทธรูปไปหมด ภายหลังผนังพระวิหารพังทับองค์พระก็ชำรุดแตกแยกร้าวราน ในรัชกาลที่ ๑ โปรดให้อัญเชิญลงไปกรุงเทพ ฯ จะทรงปฏิสังขรณ์ ก็เหลือกำลังที่จะให้ดีได้ ด้วยยับเยินมาก จึงเชิญเข้าบรรจุไว้ในพระเจดีย์ศรีสรรเพ็ชญ์วัดพระเชตุพน พระเจดีย์รายรอบในวัดนั้น ก็คงจะได้เป็นที่บรรจุพระอัฏฐิเจ้านายไว้ทุกองค์ ที่หลังพระระเบียงด้านตะวันตก มีมณฑปจตุรมุขตามมุขทั้ง ๔ ประดิษฐานพระปรางค์ กลางมณฑปก่อเป็นชั้นเหมือนพระเจดีย์ และมีช่องตามชั้น เข้าใจว่าสำหรับบรรจุพระอัฏฐิ ด้วยใน

(๑) การสืบสวนต่อมาได้ความว่า พระเจดีย์องค์ตะวันออกกับองค์กลาง เป็นของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ โปรดให้สร้างขึ้น องค์ตะวันออกบรรจุพระบรมอัฐิธาตุของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ องค์กลางบรรจุพระอัฏฐิธาตุสมเด็จพระบรมราชาที่ ๓ ซึ่งเป็นสมเด็จพระบรมเชฎฐาธิราช ส่วนพระเจดีย์องค์ตะวันตกนั้น สมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูร โปรดให้สร้างขึ้น บรรจุพระบรมอัฏฐิธาตุของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ สร้างระยะห่างกันถึง ๔๐ ปี พระมหาธาตุข้างในองค์พระเจดีย์จึงมีรูปและลวดลายต่างกันทีเดียว

๘๘ ตอนหลังที่จะสร้างพระเจดีย์เต็มหมดจะก่ออีกไม่ได้ จึงเชิญไปรวมบรรจุไว้ในมณฑปนั้น ที่คิดว่าพระเจดีย์ในวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ จะมีพระอัฏฐิทั่วทุก ๆ องค์นั้น ก็ด้วยหลายปีมาแล้วเห็นเจดีย์องค์หนึ่งเป็นพระเจดีย์ขนาดเล็กอยู่ในวัดด้านตะวันตก เจดีย์องค์นี้หักพังทำลายลงไปถึงถานที่พื้นดิน จึงลองขุดดูก็ได้พบโกศดีบุกปิดทองบรรจุอัฏฐิเล็ก ๆ เข้าใจว่าจะเป็นพระอัฏฐิเจ้านายที่ยังทรงพระเยาว์ ในตุรที่ตั้งโกศมีเบี้ยจั่นวางเรียงรายหลายสิบเบี้ยด้วยที่พระวิหารใหญ่ที่ว่ามีท้ายจรนำ สำหรับเชิญพระบรมอัฏฐิพระเจ้าแผ่นดิน และพระอัฏฐิเจ้านายเข้าไปประดิษฐานไว้ แต่บางท่านเห็นว่าจะเป็นแต่เชิญเอาไปไว้ชั่วคราวเมื่อสร้างพระเจดีย์แล้ว คงจะเชิญเข้าบรรจุไว้ในพระเจดีย์หมด หลังวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ออกไปมีตึกหลังหนึ่ง รูปทรงสัณฐานคล้ายโบสถ์กรมขุนราชสีห์ลงไว้ ในแผนที่ของท่านว่าชื่อวัดระฆัง แต่เมื่อได้ตรวจตราดูให้ละเอียด แล้วก็เห็นได้ว่า ที่นั้นไม่มีเค้ามูลเป็นวัดเลย ด้วยมีแต่ตึกหลังเดียว เจดีย์หรือฐานเสมาและสิ่งอื่นหามีไม่ ชาวบ้านที่สูงอายุเล่าต่อกันมาว่า เป็นที่ประทับของเจ้านายที่ทรงผนวช คิดดูก็น่าจะจริง เพราะอยู่ใกล้วัง ที่ข้างกำแพงวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ด้านใต้ มีพระวิหารใหญ่ประดิษฐานพระมงคลบพิตร เป็นพระพุทธรูปก่อด้วยอิฐเป็นแกน ข้างนอกหุ้มทองสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง ๔ วาเศษพระมงคลบพิตร์องค์นี้เดิมว่าอยู่ออกมาทางทิศตะวันออก ในแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม เมื่อจุลศักราช ๙๖๕ ปี โปรดให้ชักมาไว้ในทิศตะวันตก คือในที่ซึ่ง

๘๙ ประดิษฐานอยู่เดี๋ยวนี้ และโปรดให้ก่อพระมณฑปสรวมไว้ด้วย ถึง แผ่นดินพระพุทธเจ้าเสือ เมื่อจุลศักราช ๑๐๖๒ ปี อสนีบาตตกต้องยอดมณฑป ติดเป็นเพลิงไหม้เครื่องบนโทรมลง มาต้องพระเศียรพระพุทธรูปหักสบั้นตกลงณพื้นมณฑป จึงโปรดให้ช่างจัดการรื้อและก่อสร้างขึ้นใหม่ แปลงเป็นพระมหาวิหารแต่เห็นจะไม่ทันสำเร็จ มาในแผ่นดินพระบรมโกศจึงปรากฏว่าได้ทรงปฏิสังขรณ์ และยกพระเศียรพระพุทธรูปขึ้นต่อกับพระองค์อีก พระมงคลบพิตรองค์นี้ มีอยู่ฉะเพาะแต่พระวิหาร ในกฎมนเทียรบาลเรียกศาลามงคลบพิตร หาใช่เป็นวัดวาอารามไม่ พระอารามหลวง ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงสร้างหรือปฏิสังขรณ์และที่มีชื่อมาในพงศาวดาร ๑ วัดพระราม สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงสร้างในที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระรามาธิบดี (อู่ทอง) อยู่ต่อมุมพระราชวังด้านหน้าข้างใต้ ในทำเนียบสมณศักดิ์ครั้งกรุงทวารวดีศรีอยุธยาว่า พระเทพกวีเป็นเจ้าอาวาส ๒ วัดมหาธาตุ สมเด็จพระราเมศวรทรงสร้างในที่พระสารี ริกธาตุปาฏิหาริย์ อยู่ตรงหน้าพระราชวังด้านตะวันออก ถัดเชิงสะพานถ่านฟากถนนข้างใต้ สมเด็จพระอริยวงศาสังฆราชาธิบดี เจ้าคณะคามวาสีฝ่ายซ้าย สถิตย์เป็นประธานสงฆ์ ๓ วัดราชบุรณ สมเด็จพระบรมราชาธิราชพระองค์ที่ ๒ ทรงสร้างในที่พระราชทานเพลิงพระศพเจ้าอ้ายพระยาเจ้ายี่พระยา อยู่ฟาก ๑๒ ๙๐ ถนนต่อเชิงสะพานถ่าน ด้านข้างเหนือ ตรงกับวัดมหาธาตุ เจ้าอาวาสจะเป็นตำแหน่งไรไม่ได้ชื่อ ๔ วัดราชประดิษฐาน ซึ่งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (คือพระเทียรราชา) ประทับอยู่ในเวลาทรงผนวชนั้น อยู่ริมปากคลองประตูข้าวเปลือกฝั่งตะวันตก พระพรหมมุนีเป็นเจ้าอาวาส ๕ วัดวังไชย ซึ่งเป็นวังเดิมของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิประทับอยู่แต่ก่อนทรงผนวช อยู่ริมพระนครด้านตะวันตกเฉียงใต้พระนิกรเป็นเจ้าอาวาส ๖ วัดสบสวรรค์ ซึ่งเป็นที่พระราชทานเพลิงพระสุริโยทัย ในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ทรงสร้างขึ้นเป็นวัดนั้น อยู่มุมพระนครด้านตะวันตกข้างเหนือ คือในที่ซึ่งเป็นโรงทหารทุกวันนี้ ในทำเนียบสมณศักดิ์ ลงรวมเรียกวัดหลวงสบสวรรค์ พระธรรมเจดีย์เป็นเจ้าอาวาส เห็นพระธรรมเจดีย์จะปกครองอยู่ทั้ง ๒ วัด ๗ วัดวรเชษฐ์ ซึ่งสมเด็จพระเอกาทศรฐทรงสร้างถวายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อยู่หลังวัดวรโพธิ พ้นฝั่งคลองท่อฟากตะวันตก พระอริยวงษ์มุนีเป็นเจ้าอาวาส ๘ วัดบรมพุทธาราม ซึ่งเป็นบ้านเดิมของพระเพทราชา อยู่ที่ป่าตองริมถนนฟากตะวันออก พระญาณสมโพธิ์เป็นเจ้าอาวาส พระอารามนอกพระนคร ๙ วัดพุทไธสวรรย์ สมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์ที่ ๑ (อู่ทอง) ทรงสร้างขึ้นในที่ตำบลเวียงเหล็ก ซึ่งเป็นที่ตั้งพลับพลาประทับ เมื่อ

๙๑ เสด็จลงมาสร้างกรุงอยู่ริมแม่น้ำด้านใต้พระนครฟากตะวันตก พระพุทธโฆษาจารย์เป็นเจ้าอาวาส ๑๐ วัดภูเขาทอง พงศาวดารเหนือว่าเดิมเป็นของพระนเรศวรหงสาสร้างแต่พระเจดีย์ไว้ มาในแผ่นดินสมเด็จพระราเมศวร ทรง สฐาปนาขึ้นเป็นพระอารามอยู่กลางทุ่งในทิศตะวันตกเฉียงเหนือแห่งพระนคร ๑๑ วัดมเหยงคณ์ เป็นวัดเดิมแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระบรมราชาธิราชพระองค์ที่ ๒ กับพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ทรงปฏิ สังขรณ์ อยู่ที่ตรงหน้าสะเตชั่นรถไฟกรุงเก่าฟากตะวันออก พระธรรมกิจเป็นเจ้าอาวาส ๑๒ วัดไชยวัฒนาราม พระเจ้าปราสาททองทรงสร้างในที่บ้านพระพันปีหลวง อยู่ริมแม่น้ำด้านใต้ฟากตะวันตก ตำแหน่งเจ้าอาวาสเดิมชื่อพระอชิตเถร ภายหลังเปลี่ยนเป็นพระวิเชียรเถร ๑๓ วัดชุมพลนิกายาราม พระเจ้าปราสาททองทรงสร้างขึ้นที่เกาะบางปะอิน ใกล้กับพระราชนิเวศน์ที่ประทับ แต่เจ้าอาวาสครั้งกรุงจะเป็นตำแหน่งใดไม่ได้ชื่อ ๑๔ วัดพระยาแมน พระเพทราชาทรงปฏิสังขรณ์ถวายพระอาจารย์ ซึ่งเป็นผู้ทำนายพระลักษณมาแต่เดิม อยู่ในคลองสระบัว พระศรีสัจญาณมุนีเป็นเจ้าอาวาส ๑๕ วัดกุฎีดาว เป็นวัดครั้งกรุงศรีอยุธยา พระบรมโกศครั้งเมื่อยังเป็นกรมพระราชวังบวร ทรงปฏิสังขรณ์อยู่ฟากตะวันออกแถวหน้าสะเตชั่นรถไฟ แต่เยี้องไปข้างเหนือ พระเทพมุนีเป็นเจ้าอาวาส ๙๒ ส่วนวัดราษฎรก็มีสลับซับซ้อนรายเรียงกันไป เกือบจะไม่มีผู้ใดรู้จำนวนจริงได้ ว่ามีเท่าใดทั้งหมดเมือง เพราะเหตุวัดเหล่านั้นหักพังทำลายเป็นโคก และอยู่ในป่ารกเสียมาก การสร้างวัดของกรุงเก่าเป็นที่นิยมสร้างขึ้นสำหรับไว้อัฏฐิในวงศ์ตระกูล เพราะธรรมเนียมครั้งนั้นใช้เก็บอัฏฐิไว้ทำบุญที่วัด หาได้เก็บไว้กับบ้านเรือนเหมือนดังทุกวันนี้ไม่ จึงเป็นว่าผู้ใดมีกำลังก็ต้องสร้างวัดไว้สำหรับตระกูลนั้น คงจะเป็นด้วยความข้อนี้ จึงมีคำปรัมปราเล่าต่อมาว่าครั้งกรุงเก่าคนเป็นเศรษฐีมีเงินมาก ถึงสร้างวัดให้บุตรเล่น ถ้าบุตรผู้ใดไปเล่นวัดผู้อื่นก็เป็นที่อับอาย คำที่เล่ามานี้ เห็นจะได้มาโดยไม่เข้าใจความประสงค์ของคนชั้นเดิม และวัดในครั้งนั้นเข้าใจว่าจะร้างเสียแล้วมาก ถ้าจะเป็นวัดดีทั้งหมด ก็เห็นจะไม่มีจำนวนพระสงฆ์พอที่จะรักษาวัด คงเป็นวัดดีบ้างร้างบ้างมาแต่ครั้งโน้นแล้ว






ตอน ๓ แม่น้ำลำคลองนอกพระนคร แม่น้ำลพบุรี แม่น้ำที่ไหลผ่านลงมาทางกรุงเก่า แรกเดิมคงจะมีแต่ลำน้ำลพบุรีสายเดียว ถึงลำน้ำลพบุรีเองก็คงจะไม่ได้มาทางหน้าวัดบรมวงศ์ลงที่แยกวัดตองปุ ซึ่งเป็นทางขึ้นล่องอยู่ทุกวันนี้ ลำน้ำเดิมคงจะลงลำน้ำบ้านม่วง แยกตรงหน้าวัดเขาดินมาโพธิ์สามต้น อ้อมไปทางวัดช้าง วัดสามประตู วัดตูม วัดศาสดา มาเหนือพะเนียดลงหน้าวัดสามวิหาร วัดแม่นางปลื้มไปข้างเกาะกรุงด้านเหนือ วงลงไปด้านตะวันตกด้านใต้ถึงป้อมเพ็ชร์บางกะจะ ภายหลังมาคงจะได้ขุดคลองลัดตอนบน ตั้งแต่ใต้วัดดาวคะนองลงมาบรรจบแม่น้ำที่เหนือพะเนียด เรียกว่าบางขวด เดิมก็คงจะเป็นคลองเล็ก ภายหลังน้ำเดินแรงจัดกว้างขึ้น แม่น้ำอ้อมเดินทางวัดช้าง วัดสามประตู วัดตูม วัดศาสดาก็ดอนเขินไป ลำน้ำข้างเมืองด้านเหนือ ซึ่งเรียกกันว่าคลองเมืองทุกวันนี้ ความจริงเป็นลำน้ำสายลพบุรีหาใช่คลองขุดใหม่ไม่ ถ้าจะตรวจตราให้ละเอียดแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าตลิ่งเดี๋ยวนี้เป็นของงอกใหม่ ด้วยไม่ได้มีต้นไม้ใหญ่เลย และวัดที่อยู่ในฝั่งฟากข้างเหนือลำคลองเมืองนั้น ตอนเหนือตั้งแต่วัดแม่นางปลื้ม วัดกุฎีทองตลอดไปจนวัดศาลาปูน โบสถ์วิหารตั้งอยู่ห่างจากแม่น้ำเดี๋ยวนี้เข้าไปมาก แต่ตอนใต้วัดขุนญวนออกไปตลิ่งฟากตะวันตกข้างเมืองทางใต้งอกออกไปมาก ลำน้ำสายนี้ ตั้งแต่วัดแม่นางปลื้มไปจนป้อม


๙๔ เพ็ชร์เป็นทางอ้อม ภายหลังเมื่สร้างกรุงแล้ว ขุดคูขื่อหน้าแยกจากแม่น้ำที่เหนือป้อมมหาไชย ลงไปบรรจบป้อมเพ็ชร์ เห็นสายน้ำจะพัดลงทางคูขื่อหน้าแรง เกิดกลัวแม่น้ำข้างเมืองจะตื้น จึงทำรอทำนบกั้นไว้ที่ปากคูตรงหน้าป้อมมหาไชย (คือที่ตลาดหัวรอเดี๋ยวนี้) เพื่อจะกันให้น้ำไหลเข้าไปทางข้างเมืองให้แรง สำหรับจะได้กัดให้ลำน้ำลึกอยู่เสมอ คลองสระบัวที่ขุดแยกจากแม่น้ำข้างเมือง ที่เหนือขนานน้ำประจำท่า ไปออกลำน้ำเดิมที่พะเนียดนั้นคิดว่า คงจะได้ขุดในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เมื่อครั้งโปรดให้ขยายกำแพงพระนครด้านตะวันออกไปถึงริมน้ำ ซึ่งเลิกพะเนียดวัดซองย้ายไปตั้งที่ทะเลหญ้า คลองนี้จะสำหรับเป็นทางเสด็จออกไปพะเนียด ลำน้ำแยกใหม่ ต่อมาเกิดมีสายน้ำแยกลงที่หน้าวัดเขาดิน มาหน้าวัดบรมวงศ์ลงวัดตองปุ ทางนี้เป็นทางตรงน้ำไหลเชี่ยวจัด ก็ทำให้แม่น้ำเดิมทางบ้านม่วงโพธิ์สามต้น ซึ่งมาลงทางหน้าวัดสามวิหารตื้นขึ้น เมื่อกรุงเก่าจลาจลด้วยพะม่าข้าศึก รอทำนบก็จะพังทำลาย น้ำไหลไปทางข้างเมืองอ่อน ลำน้ำข้างเมืองด้านเหนือจึงตื้น ตลิ่งก็งอกออกมาทำให้เป็นที่แคบ จึงเห็นกันว่าเป็นคลองไป ซึ่งเห็นว่าแม่น้ำ ตอนใต้วัดเขาดินมาหน้าวัดบรมวงศ์เป็นแม่น้ำใหม่นั้น ก็ด้วยเหตุที่ได้พบหลักถานในจดหมายเหตุโบราณ มีพระราชพงศาวดารและโคลงนิราศตามเสด็จนครสวรรค์ ซึ่งแต่งแต่


๙๕ กรุงเก่ายังปกติ กล่าวแต่ทางลำน้ำโพธิ์สามต้นทางเดียว เมื่อครั้งพะม่ามาตีกรุงในแผ่นดินพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทรพะม่าก็เอากองทัพมาตั้งไว้ที่โพธิ์สามต้น ถ้าหากมีแม่น้ำสายที่เป็นทางขึ้นล่องอยู่ทุกวันนี้แล้ว เหตุใดพะม่าจะไม่เอากองทัพไปตั้งปิดทางไว้บ้าง และทั้งยังมีหลักฐาน ที่จะประกอบเนื้อความในหนังสือได้อีก คือว่าตาม ๒ ฝั่งทางใหม่นี้ จะได้มีวัดวาอารามซึ่งเป็นฝีมือโบราณแต่สักวัดเดียวก็หามิได้ถึงวัดบรมวงศ์ ซึ่งเดิมชื่อวัดทะเลหญ้าเป็นวัดโบราณก็เป็นวัดของแม่น้ำสายเดิม จึงเห็นว่าแม่น้ำสายนี้คงจะเกิดมีขึ้นใน ๑๐๐ ปีเศษเท่านั้น ลำน้ำบ้านใหม่ แม่น้ำอีกสายหนึ่ง แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่บางแก้วลงบางนางร้า มาทุ่งบ้านนนทรีออกปากน้ำพุทเลา บรรจบแม่น้ำสายที่มาจากแม่น้ำลพบุรีที่มุมพระนครด้านตะวันตก ซึ่งเรียกว่าหัวแหลมนั้น คงจะได้ขุดคลองหัวสะพานแยกจากแม่น้ำสายนี้ ไปออกที่แม่น้ำเจ้าพระยาที่เหนือกบเจา ใช้เป็นทางลัดสำหรับไปป่าโมกข์หรือบ้านเจ้าเจ็ดปากไห่ปากคลองข้างแม่น้ำใต้บ้านใหม่มะขามหย่อง เรียกว่าขนอนปากคูและเมื่อครั้งเจ้าหงสาวดี (นันทบุเรง) ยกกองทัพเข้ามาติดกรุงในแผ่นดินพระมหาธรรมราชา ได้ตั้งค่ายมั่นอยู่ณที่นี้ มังมอดโอรสพระเจ้าหงสาวดีกับพระยาราม ตั้งอยู่ตำบลมะขามหย่อง พระยานครตั้งปากน้ำพุทเลานันทสุตั้งขนอนบางลาง พระมหาอุปราชากับพระยาตองอูยกมาทางลพบุรีและสระบุรี เข้าตั้งมั่นตำบลชายเคือง ครั้งนั้น


๙๖ สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า เสด็จพระราชดำเนินออกไปตั้งทัพไชยณวัดช่องลม (ซึ่งเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปทรงรับพระป่าเลไลย์มากระทำพุทธสมโภช ที่พลับพลาเกาะลอยเมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ร.ศ. ๑๒๕ นั้น) และในครั้งนั้นสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า มีพระราชดำรัสให้เอาปืนพระกาฬมฤตยูราช ลงสำเภาขึ้นไปยิงค่ายพระเจ้าหงสาวดี ๆ เลิกทัพไปตั้งอยู่ณป่าโมกข์ คลองหัวสะพานนั้น ครั้งเดิมคงจะลึกและกว้างมากจึงมีเกาะ เรียกว่าเกาะมหาพราหมณ์ คงจะได้มีพวกพราหมณ์มาตั้งบ้านอยู่ที่เกาะนั้น และเมื่อจุลศักราช ๙๐๖ ปี พระศรีศิลป์ซึ่งเป็นพระอนุชาพระยอดฟ้า และเป็นพระราชภาคินัยสมเด็จพระมหาจักรวรรดิ ซึ่งทรงเลี้ยงไว้เป็นขบถ ยกพวกเข้าไปในพระราชวังได้ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิไม่ทันรู้พระองค์ลงเรือพระที่นั่งหนีขึ้นไปเกาะมหาพราหมณ์ ต่อมาราว ๕๐ - ๖๐ ปีล่วงมานี้ มีทางน้ำเกิดขึ้นใหม่ แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ข้างวัดจุฬาตำบลบ้านกุ่ม สายน้ำพัดแรงจัดกัดคลองลึกกว้าง มาบรรจบแม่น้ำบ้านใหม่มะขามหย่องเป็นทางตรง ตั้งแต่นั้นมาแม่น้ำในคลองหัวสะพานก็ไหลอ่อน ทำให้คลองตื้นและแคบเข้ากว่าเดิมมาก ลำน้ำสัก แม่น้ำสัก ชั้นเดิมคิดว่าคงจะลงมาเพียงเสมอบ้านอรัญญิกแล้วลงทางบ้านพระแก้วไปออกบ้านโพ ภายหลังมาคงขุดต่อจากบ้านอรัญญิกมาบ้านศาลาเกวียน ออกคลองปากข้าวสารตรงหน้าวัด


๙๗ สุวรรณดารารามนั้น เมื่อมีแม่น้ำเป็น ๒ สายเช่นนี้จึงพาให้มีความคิดขุดคลองแยกจากแม่น้ำใหม่ที่บ้านหันตราฝั่งตะวันออก ไปบรรจบแม่น้ำเก่าที่บ้านช่องสะเดาที่เรียกกันว่า คลองบ้านข้าวเม่าหันตรา เป็นทางไปมาระหว่าง ๒ แม่น้ำนั้น ทุ่งชายเคืองที่พระมหาอุปราชาหงสาวดีมาตั้งทัพ ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จเอกาทศรฐ เสด็จยกทัพเรือออกไปตีนั้น ก็อยู่ที่คลองนี้ ต่อมาคงจะได้ขุดต่อจากบ้านศาลาเกวียนมาออก ข้างวัดมณฑป ลงบรรจบคูขื่อหน้า เมื่อคูขื่อหน้าได้รับสายน้ำทั้งแควแม่น้ำสักและแควลพบุรี เป็น ๒ สายรวมมาลงทางเดียวดังนี้ คูขื่อหน้าจึงกว้างลึก จนบัดนี้พากันเห็นว่าเป็นแม่น้ำเดิม เลยลืมนึกถึงที่เคยเป็นคูมาแต่ก่อนนั้นเสีย






๑๓ ตอนที่ ๔ การปกครองท้องที่ แบ่งแขวง การปกครองท้องที่ในกำแพงพระนคร แบ่งเป็น ๒ หน้าที่ คือ บริเวณพระราชวัง เป็นหน้าที่กรมวัง พ้นนั้นออกไปจนหมดแขวงกรุง เป็นหน้าที่ของกรมพระนครบาล การแบ่งเขตต์ในกำแพงพระนคร เอาหอกลองเป็นสูนย์กลาง คือส่วนหนึ่งตั้งแต่หอกลองถึงเจ้าไสยและตลาดยอด แขวงขุนธรณีบาล คิดว่าจะเป็นท้องที่แขวงตะวันตกไปถึงเฉียงใต้ ตั้งแต่หอกลองถึงป่ามะพร้าว ท่าชีถึงบางเอียน แขวงขุนโลกบาล คิดว่าจะเป็นแขวงตะวันตกเฉียงเหนือ ตั้งแต่หอกลองไปถึงประตูไชยและเจ้าไสย แขวงขุนธราบาล คิดว่าจะเป็นแขวงตะวันออกเฉียงเหนือ แต่หอกลองมาถึงบางเอียนมาถึงจวนวังแขวงขุนนรบาล คิดว่าจะเป็นท้องที่แขวงตะวันออกเฉียงใต้ ท้องที่นอกกำแพงพระนครตามตามจำนวนที่มีมา เรียกว่าแขวงทั้ง ๔ แต่เมื่ออกชื่อนายแขวงมี ๓ ชื่อ คือขุนนคร ขุนอุไทย ขุนเสนา เป็นขุนแขวง แขวงขุนนคร คงจะได้ว่าตั้งแต่ในลุ่มลำน้ำสักกับลำน้ำลพบุรีไปจดแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นท้องที่แขวงเหนือ แขวงขุนอุไทยคงจะได้ว่าแต่ทิศเหนือต่อจากแขวงขุนนคร ทางใต้จดแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นท้องที่แขวงตะวันออก แขวงขุนเสนา คงจะได้ว่าในทิศตะวันออกเฉียงใต้ต่อจากแขวงขุนอุไทย ทิศตะวันตกเฉียงออกเหนือต่อแขวงขุนนคร เป็นท้องที่แขวงตะวันตก แต่ให้สงสัยว่าจะมี


๙๙ นายแขวงว่าการท้องที่รอบกรุงหรือรอบพระนครอีกสักแขวงหนึ่ง แต่จะเป็นตำแหน่งไรไม่ได้พบที่มา ถ้ามีแขวงรอบกรุงอีกแขวงหนึ่งก็เป็น ๔ ครบตามจำนวนที่บอกไว้ในหนังสือโบราณ ต่อมาเมื่อประดิษฐานกรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทรมหินทรายุทธยา และยกกรุงเก่าเป็นเมืองจัตวาแล้ว ชื่อนายแขวงชั้นต้นก็เห็นจะยังคงอยู่ภายหลังคงจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงตัวกรมการ คือเอาคนตำแหน่งอื่นไปว่าแขวง เช่นเอาหลวงพลไปเป็นนายแขวงแทนขุนเสนา จะเรียกว่าหลวงพลนายแขวงขุนเสนาก็ขัดหู แต่ครั้นจะตั้งชื่อท้องที่ขึ้นใหม่ ก็คงจะเห็นกันว่าทำให้เข้าใจยาก เพราะราษฎรรู้จักชื่อขุนแขวงเดิมเคยเรียกมาช้านานแล้ว เพราะฉะนั้นจึงเปลี่ยนชื่อตำแหน่งมาเป็นชื่อท้องที่ เรียกว่าแขวงนคร แขวงอุไทย แขวงเสนา กรมการตำแหน่งใดได้รับหน้าที่ก็เรียกนายแขวง และในชั้นนี้ได้ความว่ามีแขวงรอบกรุงขึ้นด้วย ว่าการฉะเพาะแต่ในเกาะกรุงเท่านั้นต่อมาว่า เป็นผู้รักษากรุงในรัชกาลที่ ๓ แบ่งแขวงนครซีกซ้ายเป็นนครใหญ่ เอาซีกขวาเป็นนครน้อย แบ่งขวาเสนาตอนเหนือเป็นเสนาใหญ่ ตอนใต้เป็นเสนาน้อย แต่แขวงอุไทยคงตามเดิม รวมแขวงชั้นในนั้นมี ๖ อนึ่งแขวงรอบกรุงแต่เดิม ว่าอยู่แต่ในเกาะพระนคร ผลประโยชน์ที่ได้ของนายแขวงน้อยนัก ไม่พอเป็นกำลังราชการ ผู้รักษากรุงจึงตัดเอาแขวงนคร แขวงเสนา แขวงอุไทย ที่อยู่ใกล้กรุงยกเป็นเขตต์แขวงรอบกรุง ขยายให้ท้องที่ใหญ่ขึ้น ครั้นเมื่อโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาไชยวิชิต (สิงห์โต) เป็นผู้รักษากรุง พระยา

๑๐๐ ไชยวิชิต (สิงห์โต) แบ่งแขวงอุไทยตอนเหนือเป็นอุไทยใหญ่ ตอนใต้เป็นอุไทยน้อย ถึงรัตนโกสินทร์ศก ๑๑๙ โปรดเกล้า ฯ ให้เปลี่ยน ชื่ออำเภออุไทยน้อยเรียกเป็น อำเภอพระราชวัง และเมื่อรัตนโกสินทรศก ๑๑๔ เป็นเวลาเริ่มจัดการปกครองท้องที่ตามระเบียบ ซึ่งภายหลังได้ตราเป็นพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ขึ้นนั้น พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงดำรงราชานุภาพเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงพระดำริเห็นว่า แขวงนครใหญ่นครน้อย เสนาใหญ่ เสนาน้อย ผู้คนพลเมืองมาก และท้องที่ก็กว้างขวาง เกินความสามารถของกรมการนายแขวงที่จะตรวจตราให้ทั่วถึง จึงมีรับสั่งให้ผู้รักษากรุงแบ่งแขวงนครใหญ่ข้างเหนือ คงเป็นนครใหญ่ แต่เปลี่ยนเรียกท้องที่เป็นอำเภอ เรียกอำเภอนครใหญ่ แบ่งเขตต์ข้างใต้เรียกว่าอำเภอนครใน แบ่งแขวงนครน้อยตอนเหนือเรียกอำเภอนครน้อยตอนใต้เรียกอำเภอนครกลาง ต่อมาเมื่อรัตนโกสินทรศก ๑๒๒ โปรดเกล้า ฯ ให้เปลี่ยนชื่ออำเภอนครกลางเป็นอำเภอนครหลวง เพราะเหตุพระนครหลวงที่พระเจ้าปราสาททองทรงสร้างไว้อยู่ในท้องที่นี้ และแบ่งแขวงเสนาใหญ่ตอนเหนือเป็นอำเภอเสนาใหญ่ ตอนใต้เป็นอำเภอเสนากลาง แบ่งแขวงเสนาน้อยตอนเหนือกับเขตต์แขวงเสนาใหญ่ตอนตะวันออกเป็นอำเภอเสนาใน แขวงเสนาน้อยตอนใต้คงเป็นอำเภอเสนาน้อยรวมท้องที่ในกรุงเก่า ๑๑ อำเภอ อนึ่งในทุ่งหลวงหลังอำเภอพระราชวังและอำเภออุไทยใหญ่ ซึ่งเป็นป่าพงสำหรับฝูงช้างอาศัยนั้น บริษัทขุดคลองและคูนา

๑๐๑ สยามขุดคลองเข้าไปถึง มีราษฎรไปตั้งทำไร่ทำนาในทุ่งหลวงมากขึ้นและเป็นทางไกลที่กรมการอำเภอพระราชวังอำเภออุไทยใหญ่จะตรวจตรารักษาการ มาในรัตนโกสินทรศก ๑๒๖ นี้ จึงโปรดให้แบ่งท้องที่อำเภอพระราชวังด้านตะวันออก ท้องที่อำเภออุไทยใหญ่ด้านใต้ ยกขึ้นเป็นอำเภอ เรียกอำเภออุไทยน้อย รวมในเวลานี้ท้องที่ในกรุงเก่าเป็น ๑๒ อำเภอ ขนอนหลวง ขนอนหลวง คือ ด่านสำหรับคอยตรวจตราสิ่งของ ต้องห้ามและผู้คนแปลกปลอมซึ่งจะไปมา ในพระนครแต่ครั้งกรุงเก่ายังเป็นปกตินั้น ข้างใต้ตั้งที่ข้างวัดโปรดสัตว์แห่งหนึ่ง ที่คลองบ้านกรดซึ่งเป็นทางแยกจากคลองบ้านโพ เป็นทางไปถึงกรุงแห่งหนึ่ง ตะวันออกคิดว่าจะมีในแถวบ้านข้าวเม่า ข้างเหนือคงจะมีที่ลำน้ำ สักตอนบ้านศาลาเกวียน ทางลำน้ำโพธิ์ สามต้นอยู่ที่บางลาง ทางลำน้ำบ้านใหม่มะขามหย่อง ตั้งที่ปากคลองหัวสะพาน เรียกขนอนปากคู




ตอนที่ ๕ สำมะโนครัวพลเมือง พลเมือง จำนวนคนพลเมืองแต่ครั้งกรุงเก่ายังปกติ สำมะโนครัวเดิมจะมีเท่าใดก็ไม่มีจดหมายเหตุ แต่ได้พบในหนังสือมองซิเออร์ลาลูแบร์ซึ่งเป็นราชทูตกรุงฝรั่งเศส เข้ามาในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชลงไว้ มีคนแสนเก้าหมื่น มาในศก ๑๒๖ นี้ได้สำรวจ สำมะโนครัวพลเมืองซึ่งใกล้ต่อความแน่นอนที่สุด ได้จำนวนคน ๑๙๓,๒๗๒ คน เมื่อจะคิดเทียบกับความเจริญของบ้านเมือง ในสมัยก่อนกับเวลานี้ แม้แต่กรุงเก่าเป็นหัวเมืองแล้วก็ดียังมีพลเมืองมากกว่าครั้งกรุงเก่าเป็นพระนครราชธานีถึง ๓,๒๗๒ คน ภูมิลำเนาบ้านเรือนของพลเมืองในเวลาโน้นคงจะอยู่ในที่ริมแม่น้ำลำคลองและที่ใกล้กำแพงพระนครทั้งภายในและภายนอก แต่กลางเมืองเห็นจะเป็นที่ว่างเปล่า หรือถึงจะมีบ้างก็คงน้อย สังเกตดูความในพระราชพงศาวดาร ถ้าเกิดทัพศึกคราวใดก็ต้องกวาดต้อนราษฎรในแขวงจังหวัดทั้ง ๔ เข้าไปไว้ในพระนคร ถ้าบ้านเรือนแน่นหนาฝาคั่งอย่างกรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทรมหินทราอยุธยาในปัตยุบันนี้ เห็นจะกวาดต้อนเอาผู้คนข้างนอกเข้ามาไว้ไม่ได้ มีพะยานที่ได้เห็นประจักษ์ตาในเวลาที่ล่วงมาสัก ๑๐ วันนี้กรมยุธนาธิการระดมทหาร ๑๐,๐๐๐เข้ามารับเสด็จพระราชดำเนินในกรุงเทพ ฯ จะหาที่ให้ทหาร



๑๐๓ พักในกำแพงพระนครยังไม่ได้ ต้องไปปลูกโรงอาศัยอยู่กลางทุ่งประทุมวัน อนึ่งบ้านเรือนพลเมืองในครั้งนั้น สังเกตดูตามพงศาวดารของชาติและหนังสือที่คนต่างประเทศแต่งไว้ว่า บ้านเรือนคนพื้นเมืองทำด้วยเครื่องไม้ (แต่ท่านผู้แต่งเห็นจะไม่ได้เห็นตึกสี่เหลี่ยมที่พระเพทราชาพระราชทานเจ้าพระยาสุรสงคราม กับตึกเจ้าพระยาคลังที่ป่าตะกั่ว จึงว่ามีแต่เรือนไม้) แต่ชาวยุโรป จีน แขกมัวร์ หมายความว่าพวกนับถือศาสนามหมัดชาวอาระเบียนคงจะเป็นชาติเปอร์เซียน (ไทยเรียกโครส่าน ตึกหลังหนึ่งอยู่ในวัดเสาธงทองเมืองลพบุรี หนังสือเดิมเขียนบอกว่า ตึกคชสารนั้นทีจะผิด ด้วยตึกหลังนั้นเป็นที่พักราชทูตเปอร์เซียเดิมคงเรียกตึกโครส่าน แต่นานมาแปลกันไม่ออกก็หันลงเป็นคชสาร) บ้านเรือนก่อเป็นตึกบ้าง แต่พวกญี่ปุ่นหากล่าวไม่เห็นจะเป็นเรือนไม้ ด้วยไม่เคยเห็นรากตึก บ้านเรือนตึกรามของชาวยุโรปซึ่งปรากฏในเวลานั้นว่า มีพวกโปรตุเกสวิลันดากับญี่ปุ่นอยู่ที่ริมแม่น้ำตำบลปากน้ำแม่เบี้ยใต้ป้อมเพ็ชร์ แต่คนฝรั่งเศสเกี่ยวข้องรับรั้วงานราชการเป็นชาติที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงโปรดปราน จึงทรงพระกรุณาพระราชทานที่ให้อยู่ใกล้พระนคร และพระราชทานพระราชานุญาต ให้สร้างวัดลงในที่ปากคลองตะเคียนข้างเหนือ ซึ่งยังมีทรากติดต่อมาจนปัตยุบันนี้ พวกอังกฤษและชาติอื่นจะอยู่ที่ใดไม่ได้ความ แต่เห็นว่าจะอยู่แถวเดียวกับพวกวิลันดากระมัง ถ้าจะคิด


๑๐๔ เทียบบ้านเรือนผู้คนพลเมืองแต่ก่อนกับเดี๋ยวนี้ ก็จะมีผิดกัน คือ แต่เดิมมีบ้านเรือนผู้คนอยู่ในจังหวัดพระนครมาก แต่แขวงนอกพระนครบ้านเรือนและคนคงจะน้อย ในปัตยุบันนี้ในพระนครร้างเป็นป่า มีคนแต่ริมลำน้ำเห็นจะน้อยกว่าครั้งก่อน แต่ท้องที่อำเภอต่าง ๆ ผู้คนพลเมืองมากขึ้น คงจะแปลกกันแต่เท่านี้








ตอนที่ ๖ ขุดวัง รื้ออิฐกรุงเก่า เมื่อกรุงเก่าร้างแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ซึ่งเป็นปฐมบรมราชาธิราช ประดิษฐานกรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทรมหินทรายุธยา จะทรงสร้างพระนครใหม่ (คือกรุงเทพ มหานครเดี๋ยวนี้) โปรดให้รื้ออิฐกำแพงเมืองกรุงเก่า ไปใช้ในการสร้างกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ผู้ถูกเกณฑ์คงจะไม่รอแต่ฉะเพาะกำแพงป้อมปราการ คงจะรื้อเอาอิฐปราสาทราชฐานตำหนักน้อยใหญ่ ห้วยคลัง ลงไปหมดแต่ในครั้งนั้น และการที่โปรดให้รื้อป้อมกำแพงกรุงเก่าเสียนั้น ก็คงจะเป็นด้วยทรงพระราชดำริเกรงไปว่า ถ้าทิ้งไว้เกิดมีผีบุญเข้าไปทำบ้าแผลงฤทธิอยู่ในเมือง ก็จะต้องปราบปรามทำให้ต้องเสียชีวิตผู้คนและป่วยการเวลา ถ้ารื้อเอาออกเสีย ก็จะได้อิฐมาใช้เป็นประโยชน์ในการสร้างพระนคร ทุ่นจำนวนที่ต้องทำใหม่ได้อีกมาก และถึงแม้จะมีข้าศึกสัตรูเกิดขึ้นก็ไม่ต้องมีความวิตกเพราะอาจปราบปรามได้ง่าย ด้วยปราศจากที่กำบังแล้วและที่พระราชวังตั้งแต่นั้นมา ก็คงจะไม่มีสิ่งอันใดเหลือ และคงจะเป็นแต่โคกแต่เนินอิฐหักกากปูนทั่วไปทั้งวัง, นานมาก็เกิดหญ้าและต้นไม้งอกขึ้นแล้วเหี่ยวแห้งตายทับถมอยู่บนกองอิฐหักกากปูน เกิดเป็นมูลดินขึ้นข้างบนอีกชั้นหนึ่ง ราษฎรเห็นเป็นที่ว่างก็พากันไปปลูกต้นไม้ทำสวน ๑๔


๑๐๖ ปกครองเป็นเจ้าของ ขุดคูเป็นร่องทำรั้วกั้นกันตามเขตต์เจ้าของที่ทำให้รากสถานที่ในพระราชวังยับย่อยทำลายลงไปอีก และยังซ้ำเมื่อรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องพระราชประสงค์แลงมาก่อพระปรางค์ใหญ่ที่วัดสระเกศ (คือบรมบรรพตเดี๋ยวนี้) ที่บางแห่งที่ก่อด้วยแลง ซึ่งยังเหลืออยู่สูงกว่าพื้นดินมาจากถูกรื้อในคราวแรก ก็ถูกขุดรื้ออีกครั้งหนึ่งจึงเป็นอันที่จะเรียกได้ว่าเกือบสูญหมด

สร้างพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ ครั้นถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรง พระราชดำริว่า พระราชวังที่กรุงเก่าเคยเป็นที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา ควรจะให้มีที่ระลึกไว้ จึงโปรดเกล้า ฯ ให้พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรมเป็นแม่กอง เสด็จขึ้นไปทำปราสาทขนาดย่อม ก่อขึ้นบนโคกพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์มหาปราสาทและได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปทรงก่อพระฤกษ์ที่ปราสาทใหม่ ทรงพระราชดำริว่า เมื่อแล้วเสร็จจะได้จารึกพระนามสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเสวยราชสมบัติณพระนครทวาราวดีศรีอยุธยาทุกพระองค์ ประดิษฐานไว้ในพระมหาปราสาท ให้เป็นที่เคารพแก่อาณาประชาราษฎรต่อไป แต่ปราสาทที่ก่อใหม่ยังหาทันสำเร็จไม่ก็พอสิ้นรัชกาล


๑๐๗ ขุดวัง ครั้นมาในรัตนโกสินทรศก ๑๒๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมว่า ถึงรัตนโกสินทรศก ๑๒๖ เป็นปีที่ได้เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติมาได้ ๔๐ พรรษาเสมอด้วยรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์ที่ ๒ ซึ่งยืนยาวกว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์อื่น เป็นเหตุให้ทรงพระปิติเต็มพระราชหฤทัย ที่จะทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายสมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์ที่ ๒ กับสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเสวยราชสมบัติในกรุงทวาราวดีศรีอยุธยาทุกพระองค์ จนถึงพระเจ้ากรุงธนบุรี และจะได้โปรดเกล้า ฯ ให้จัดการพระราชพิธีรัชมงคลในพระราชวังโบราณกรุงเก่าพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยรับพระบรมราชโองการใส่เกล้า ฯ แล้ว มีรับสั่งให้พระยาโบราณบุรานุรักษ์ ข้าหลวงเทศาภิบาล เป็นผู้ขุดพระราชวังให้ได้รูปลวดลายถึงระดับพื้นดินเดิม แล้วให้ปลูกพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์มหาปราสาทและสถานที่บางแห่งตามรูปรากของเก่า พระยาโบราณบุรานุรักษ์ จึงได้จัดนายงานคุมนักโทษเรือนจำมณฑลออกมาลงมือทำ ตั้งแต่วันที่ ๒๘ กันยายน รัตนโกสินทรศก ๑๒๕ และพระยาโบราณเห็นว่า ที่จ่ายนักโทษเรือนจำมณฑลมาทำการในพระราชวัง เป็นทางไกลถึง ๘๐ เส้นเศษ เสียเวลาเดินไปมา ได้ทำการแต่น้อย จึงได้จัดสร้างกิ่งเรือนจำขึ้นที่ข้างจวนผู้รักษากรุงเดิม ตรงหน้าวัดธรรมิกราช


๑๐๘ ซึ่งอยู่ใกล้กับที่ทำงาน ส่วนตัวพระยาโบราณนั้น ได้มาตรวจสั่งการแล้วกลับไปมาเป็นเวลา และเห็นว่าการที่อยู่กับบ้านเรือน ซึ่งเป็นทางไกลกับที่ทำงาน จะมาตรวจชี้แจงสั่งการก็ได้แต่เวลาที่เสร็จราชการที่ศาลาว่าการมณฑลแล้ว หรือเวลาเช้าก่อนไปนั่งทำการที่มณฑลได้เวลาแต่น้อยถ้าไปนอนประจำอยู่กับที่ทำงาน เช้าเย็นก็มีเวลาตรวจดูการ กลางวันก็มาสั่งราชการที่มณฑล ได้เวลาทั้ง ๒ ฝ่ายประการหนึ่งนักโทษที่ยกเข้าไปอยู่ที่กิ่งเรือนจำก็เป็นที่เปลี่ยว ด้วยบริเวณเหล่านั้นเป็นป่า ตำรวจภูธรกับผู้คุมซึ่งเป็นกองรักษาก็ไม่มีกี่คน ถ้ามีหัวหน้าข้าราชการไปอยู่ในที่นั้นด้วยก็จะทำให้การควบคุมแข็งแรง และงานจะเปลืองขึ้นอีกมาก จึงได้ไปปลูกเรือนที่พักเครื่องไม้ไผ่หลังคามุงจาก อยู่ในกำแพงพระราชวังด้านหน้าตรงหลังป้อมท่าคั่น มีหลวงสุพรรณเขตร์ชโยดมพธำมะรงค์ กับหม่อมราชวงศ์ เปรมพนักงานรักษาพระราชวังจันทรเกษม นายจั่นผู้ช่วยพนักงานโยธาซึ่งเป็นนายด้านขุดวัง เข้าไปประจำอยู่ด้วย ที่พักหลังนี้ภายหลังสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์ เสนาบดีกระทรวงวัง เสด็จขึ้นมาตรวจการทำพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์มหาปราสาทโปรดให้เรียกชื่อว่าโบราณศาลา การขุดวังในชั้นแรกเป็นที่วิตกหนักใจของผู้อำนวยการ ด้วยพระราชวังที่กรุงเก่า ตั้งแต่รกร้างและอิฐหักกากปูนมูลดินทับถมมา กว่า ๑๐๐ ปีแล้ว ก็รู้กันได้แต่ว่า โคกนั้นเป็นพระที่นั่งองค์นั้นในบางองค์แต่จะหาผู้รู้ว่า พระที่นั่งองค์ใดรูปลวดลายสัณฐานเป็นอย่างไร และ

๑๐๙ มีอะไรต่อติดกับพระที่นั่งบ้างก็ไม่มีตัวที่จะชี้ ถ้าหากเดาขุดไปถูกของเก่าที่ยังเหลืออยู่เสียแม้แต่เล็กน้อย ก็จะหาหลักถานต่อไปอีกไม่ได้ จะกลายเป็นโทษยิ่งกว่าที่ไม่ได้ขุดจึงได้ตั้งใจระวังตรวจค้น ด้วยเดชะบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมจะขุดลงในที่ใด ก็ได้พบรากแนวกำแพงพนังและพื้นระดับดินเดิมสมความประสงค์ทุกแห่ง ที่ซึ่งได้ขุดแล้วคราวนี้ คือ พระวิหารสมเด็จ ขุดรอบองค์ลึก ๒ ศอกเศษ จึงถึงพื้นเดิมพระที่นั่งองค์ข้างขวาพระวิหารสมเด็จ ต้องขุด ๒ ศอกคืบ จนถึงพื้นจึงจะเห็นรูปพระที่นั่งข้างซ้ายพระวิหารสมเด็จ ต้องขุด ๒ ศอกคืบ โรงช้าง ข้างพระวิหารสมเด็จขุดสึกแต่คืบเดียว โรงช้างข้างพระที่นั่งสรรเพชญ์ ขุดลึกศอกกำ พระที่นั่งสรรเพ็ชญ์มหาปราสาทต้องรื้อโครงอิฐที่กรมขุนราชสีห์ก่อขึ้นไว้บนโคก ซึ่งจวนจะพังแล้วนั้นลงและขุดลงไปอีก ๕ ศอกเศษ พระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ขุดชั้นบน ๓ ศอก ชั้นล่าง ๒ ศอกคืบ พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาศน์ศอกเศษ พระที่นั่งทรงปืน ๒ ศอก เศษ พระที่นั่งจักรวรรดิขุดบนโคกถึงพื้นหลังฐาน ๒ ศอกเศษ จากหลักฐานถึงพื้นดิน ๓ ศอกเศษ พระราชมนเทียรขุดบนโคกถึงพื้นบน ๒ ศอกคืบ จากพื้นบนถึงระดับพื้นดินศอกคืบ ช่องประตูและกำแพงวังชั้นในด้านหน้าและข้างเหนือข้างใต้ ๓ ศอกเศษ กำแพงวังชั้นนอกด้านหน้า ๒ ศอก ฐานสี่เหลี่ยมซึ่งเป็นที่ขังน้ำข้างสระล้อมพระที่นั่งบรรยงก์ ๕ ศอกเศษ และลานที่ว่างบางแห่งที่เป็นโคกสูงก็ต้องขุดออกตั้งแต่คืบ ๑ ถึง ๒ ศอก และได้ถมร่องคูซึ่งราษฎรขุดคั่นเป็นคัน

๑๑๐ เขตต์สวนก็หลายคู อิฐหักกากปูนและดินที่ขุดจากพระราชวังในแปลงนี้ ได้เอาไปถมที่ชายตลิ่งริมน้ำ ตั้งแต่หน้าวัดธรรมิกราชถึงหลังวัดใหม่สูงตั้งแต่ ๓ ศอกถึง ๕ ศอกเศษกว้างตั้งแต่ ๑๐ วาถึง ๑๘ วา ยาว ๑๑ เส้น กว้างแต่ ๓ ถึง ๖ วา สูง ๔ ศอกถึง ๕ ศอกเศษ ยาว ๕ เส้น วังที่จมอยู่นี้บางคนคิดว่า เป็นด้วยดินงอกสูงขึ้น แต่ความจริงวังจมอยู่ในกองอิฐหักกากปูนที่รื้อทิ้งไว้ ซึ่งไม่ต้องการแล้วมีดินดอนขึ้นแต่เล็กน้อย ถ้าจะประมาณถัวกันทั้งวัง อย่างมากใน ๑๓๙ ปีนี้ ที่ดินจะดอนขึ้นก็ไม่ถึงคืบ







วิจารณ์เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์

พิจารณาเนื้อความตามที่กล่าวในเพลงยาวบทนี้ มีคำพยากรณ์มาแต่ก่อน ว่ากรุงศรีอยุธยาจะสมบูรณ์พูลสุขเป็นอย่างเลิศล้นจนศักราชได้ ๒,๐๐๐ ปี พ้นนั้นไปจะ " เกิดเข็ญเป็นมหัศจรรย์ ๑๖ ประการ " " เหตุด้วยพระมหากษัตริย์ไม่ทรงทศพิธราชธรรม " บ้านเมืองก็จะมีเภทภัยต่าง ๆ ที่สุดถึงฆ่าฟันกันตาย จนกรุงศรีอยุธยาสูญไปตลอดอายุพระพุทธศาสนา ๕,๐๐๐ ปี ว่ามีคำพยากรณ์อยู่แล้วดังกล่าวมานี้ อ มาในสมัยหนึ่งเมื่อกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานีอยู่นั้น ผู้แต่งเพลงยาวบทนี้สังเกตเห็นเกิดวิปริตต่าง ๆ ตาม " ในลักษณทำนายไว้บ่อห่อนผิด เมื่อวินิจพิศดูก็เห็นสม " เกรงว่าจะเข้ายุคเข็ญตามคำพยากรณ์ จึงแต่งเพลงยาวบทนี้ด้วยความอาลัยกรุงศรีอยุธยาลงท้ายว่า " กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์ จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์ นับวันแต่จะเสื่อมสูญเอย " ตามความในเพลงยาวพึงเห็นได้ ว่าผู้แต่งเพลงยาวบทนี้เป็นแต่อ้างคำพยากรณ์ที่มีอยู่แล้ว หาได้เป็นผู้พยากรณ์ไม่ จึงเกิดปัญหาเป็นข้อต้น ว่าใครเป็นผู้พยากรณ์ วิสัชนาข้อนี้มีเค้าเงื่อนอยู่ในหนังสือเก่าเรียกว่า " มหาสุบินชาดก " (ซึ่งหอพระสมุดพิมพ์ไว้


(ข) ในหนังสือนิบาตชาดก เล่ม ๒ หน้า ๑๗๒) เนื้อความในชาดกนั้น ว่าคืนหนึ่งพระเจ้าปะเสนทิ ซึ่งครองประเทศโกศลอยู่ณเมืองสาวัตถีเป็นราชธานี ทรงพระสุบินนิมิตอย่างแปลกปลาด ๑๖ ข้อ (จำนวนตรงกันกับในเพลงยาว) เกิดหวาดหวั่นพระราชหฤทัย ตรัสให้ พวกพราหมณ์พยากรณ์ พวกพราหมณ์ว่าพระสุบินนั้นร้ายนัก เป็น นิมิตที่จะเกิดภัยอันตรายใหญ่หลวง ทูลแนะนำให้ทำพิธีบูชายัญป้องกันภยันตราย แต่นางมัลลิกามเหษีเห็นว่าพิธีบูชายัญนั้น ต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจะกลับเป็นบาปกรรม ทูลขอให้พระเจ้าปะเสนทิไปทูลถามพระพุทธเจ้าให้ทรงพยากรณ์เสียก่อนเมื่อพระเจ้าปะเสนทิไปทูลถามพระพุทธองค์ตรัสตอบว่าพระสุบิน ๑๖ ข้อนั้นสังหรเหตุร้ายจริงแต่เหตุร้ายเหล่านั้น จะยังไม่เกิดในรัชกาลของพระเจ้าปะเสนทิและในพุทธกาลจะเกิดต่อเบื้องหน้าเมื่อพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในราชธรรมและมนุษย์ทั้งหลายทิ้งกุศลสุจริตจึงจะถึงยุคเข็ญ นิมิตร้ายในพระสุบินหามีภัยอันตรายแก่พระองค์อย่างไรไม่ พระเจ้าปะเสนทิได้ทรงฟังพระพุทธฎีกาก็สิ้นพระวิตก ทูลขอให้พระพุทธองค์ ทรงพยากรณ์นิมิต ๑๖ ข้อนั้นต่อไป พระพุทธองค์จึงทรงพยากรณ์ทีละข้อ แต่จะคัด พุทธพยากรณ์มาแสดงโดยพิศดารจะยืดยาวนัก จะกล่าวแต่ ๒ ข้อซึ่งใกล้อย่างยิ่งกับที่กล่าวในเพลงยาวว่า " กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าลอยจะถอยจม " ในพระสุบินข้อ ๑๒ ว่าพระเจ้าปะเสนทิทอดพระเนตรเห็น " น้ำเต้าเปล่า " ( คือที่รวงเอาเยื่อข้างในออกเหลือแต่เปลือกสำหรับใช้ตักน้ำ )

(ค) อันลอยน้ำเป็นธรรมดากลับจมลงไปอยู่กับพื้นที่ข้างใต้น้ำ ข้อนี้พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ว่า เมื่อถึงยุคเข็ญนั้นพระมหากษัตริย์จะชุบเลี้ยงคนแต่เสเพล เปรียบเหมือนลูกน้ำเต้าเปล่าอันได้แต่ลอยตามสายน้ำ ตั้งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในราชการ เปรียบดังน้ำเต้าเปล่าจมลงไปเป็นภาคพื้นใต้น้ำ ในพระสุบินข้อ ๑๓ ว่าพระเจ้าปะเสนทิได้ทอดพระเนตรเห็นหินก้อนใหญ่สักเท่าเรือน (ในเพลงยาวกว่ากระเบื้อง) ลอยขึ้นมาอยู่บนหลังน้ำ พุทธพยากรณ์ข้อนี้ก็อย่างเดียวกับข้อก่อนแต่กลับกัน ว่าผู้ทรงคุณเป็นหลักฐานมั่นคง เปรียบเหมือนหินดานที่เป็นพื้นของลำน้ำ เมื่อถึงยุคเข็ญจะสิ้นวาสนาต้องเที่ยวชัดเซเร่ร่อน เปรียบเหมือนกับหินกลับลอยตามกระแสน้ำ นอกจาก ๒ ข้อนี้เหตุร้ายต่าง ๆ ที่ในพุทธพยากรณ์ว่าจะเกิดในยุคเข็ญก็เป็นเค้าเดียวกับที่กล่าวในเพลงยาว เห็นได้ชัดว่าผู้แต่งคำพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาเอาความในมหาสุบินชาดกมาแต่ง แต่มีผิดกันเป็นข้อสำคัญอยู่ ๒ แห่ง แห่ง ๑ ในมหาสุบินชาดก พระพุทธเจ้ามิได้ทรงพยากรณ์ว่ายุคเข็ญนั้นจะเกิดในประเทศใด เป็นแต่ ว่าจะเกิดเพราะพระราชาไม่อยู่ในราชธรรม แต่ในคำพยากรณ์เจาะ จงว่าจะเกิดณกรุงศรีอยุธยาอีกแห่ง ๑ ในพระพุทธพยากรณ์มิได้กล่าวว่ายุคเข็ญจะเกิดเมื่อใด เป็นแต่ว่ายังอีกช้านานในภายหน้า แต่ในคำพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาอ้างว่าจะเกิดยุคเข็ญ เมื่อศักราชได้ ๒,๐๐๐ ปี จึงเป็นปัญหาเกิดขึ้นอีกข้อ ๑ ว่า " ศักราชอันใด " ถ้าหมายว่า

(ฆ) พุทธศักราช กรุงศรีอยุธยาสร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๓ ครบ ๒,๐๐๐ ปีในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ กรุงศรีอยุธยาก็จะสมบูรณ์พูลสุขอยู่เพียง ๑๐๗ ปี แล้วก็เข้ายุคเข็ญมาก่อนแต่งเพลงยาวบทนี้ตั้ง ๑๐๐ ปีแล้ว ที่ผู้แต่งเพลงยาวเพิ่งหวั่นหวาดว่าจะถึงยุคเข็ญ ก็ส่อให้เห็นว่ามิใช่พุทธศักราช หรือจะหมายความว่ามหาศักราชซึ่งตั้งภายหลังพุทธศักราช ๖๒๑ ปี ถ้าเช่นนั้นเมื่อคำณวนดูใน พ.ศ. ๒๔๗๙ (ปีที่เขียนคำวิจารณ์) นี้มหาศักราชได้ ๑,๘๕๘ ปี ยังอีก ๑๔๒ ปี จึงจะครบ ๒,๐๐๐ เข้าเขตต์ยุคเข็ญที่พยากรณ์ ถ้าหมายความว่าจุลศักราชยังยิ่งช้าออกไปอีกมาก เพราะจุลศักราชตั้งภายหลังพุทธศักราชถึง ๑,๑๘๑ ปีต่ออีก ๗๐๒ ปี (พ.ศ. ๓๑๘๑) จุลศักราชจึงจะครบ ๒,๐๐๐ ศักราช ๒,๐๐๐ ที่บอกไว้ดูไม่เข้ากับเรื่องที่กล่าวในเพลงยาวทีเดียว ชวนให้สงสัยต่อไปถึงข้อที่อ้างมีคำพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาอยู่แต่ก่อน ที่จริงน่าจะเป็นด้วยคนชอบเอาพุทธพยากรณ์ในมหาสุบินชาดกมาเปรียบในเวลาเมื่อเห็นอะไรวิปริตผิดนิยม เกิดเป็นภาษิตก่อนแล้วจึงเลยเลือนไปเข้าใจกันว่าเป็นคำพยากรณ์ สำหรับพระนครศรีอยุธยาผู้แต่งเพลงยาวนี้ จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็ตาม หรือมิใช่พระเจ้าแผ่นดินก็ตาม น่าจะปรารถความวิปริตอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยนั้น จึงแต่งเพลงยาวบทนี้ด้วยกลุ้มใจ บางทีจะเอาศักราช ๒,๐๐๐ อันตั้งใจว่าจุลศักราชเขียนลงเพื่อจะมิให้คนทั้งหลายตกใจว่าถึงยุคเข็ญแล้ว (ง) เมื่อเวลาแต่งเพลงยาวนั้น เห็นจะมิใคร่มีใครถือว่าสลักสำคัญมาจนเมื่อเสียพระนครศรีอยุธยา จึงเกิดเห็นสมดังพยากรณ์ เพลง ยาวบทนี้ก็เลยศักดิ์สิทธิ์ขึ้น พวกไทยที่ตกไปเมื่องพะม่าก็เห็นเช่นนั้น จึงเอาไปอ้างอวดพะม่าว่าพระเจ้าเสือทรงสามารถเห็นการในอนาคตห่างไกล ฝ่ายพวกไทยที่อยู่ในประเทศสยามเมื่อเห็นพระ นครศรีอยุธยาเป็นเมืองร้าง ก็เห็นว่าสมคำพยากรณ์เช่นเดียวกันโดยมาก ที่เรียกเพลงยาวบทนี้ว่า " เพลงยาวพุทธทำนาย " ก็มีจำกันได้แพร่หลายแต่คนละเล็กละน้อย ดูเหมือนจำได้โดยมากแต่ตรงว่า " กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าอันลอยจะถอยจม " ครั้นเมื่อถามข้าราชการครั้งกรุงศรีอยุธยาที่ยังมีตัวอยู่ ( เข้าใจว่าเมื่อแรกสร้างพระนครอมรรัตนโกสินทร ) ในรัชกาลที่ ๑ ถึงแผนที่พระนครศรีอยุธยา มีผู้จำเพลงยาวพยากรณ์นี้ได้ตลอดบท (อย่างกะพร่อง กะแพร่ง ) จึงให้จดลงไว้ข้างต้นสมุดเรื่องกรุงศรีอยุธยา สันนิษฐานว่าเรื่องตำนานของเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาจะเป็นดังกล่าวมา.





เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา

? (๑ ) จะกล่าวถึงกรุงศรีอยุทยา เป็นกรุงรัตนราชพระศาสนา มหาดิเรกอันเลิศล้น เป็นที่ปรากฎิ์รจนา สรรเสริญอยุทยาทุกแห่งหน ทุกบุรีสีมามณฑล จบสกลลูกค้าวานิจ ทุกประเทศสิบสองภาษา ย่อมมาพึ่งกรุงศรีอยุทยา เป็นอัคะนิด ประชาราษฎร์ปราศจากไภยพิศม์ ทั้งความพิกาลจริตแลความ ทุกข์ ฝ่ายองค์พระบรมราชา ครองขันทสิมาเป็นศุข ด้วยพระกฤษฎีกาทำนุก จึ่งอยู่เย็นเป็นศุขสวัสดี เป็นที่อาไศรยแก่มนุษย์ในใต้หล้า เป็นที่อาไศรยแก่เทวาทุก ราศรี ทุกนิกรนรชนมนตรี คะหะบดีชีพราหมณพฤฒา ประดุจดั่งศาลาอาไศรย ดั่งหนึ่งร่มพระไทรอันษาขา

(๑) ในคำให้การชาวกรุงเก่าว่าเป็นคำพยากรณ์ของสมเด็จพระสุริเยนทราธิบดี (พระพุทธเจ้าเสือ) แต่เป็นคำร้อยแก้วและเนื้อความสั้นกว่า ทีพะม่าจะแปลจากภาษาไทยไม่ได้ตลอด


๑๑๒ ประดุจหนึ่งแม่น้ำพระคงคา เป็นที่สิเนหาเมื่อกันดาน ด้วยพระเดชเดชาอานุภาพ อาจปราบไภรีทุกทิศาน ทุกประเทศเขตขันท์บันดาน แต่งเครื่องบัณาการมานอบนบ กรุงศรีอยุทยานั้นสมบูรณ์ เพิ่มพูญด้วยพระเกรียศคะจรจบ อุดมบรมศุขทั้งแผ่นภิภพ จนคำรบศักราชได้สองพัน คราทีนั้นฝูงสัตว์ทั้งหลาย จะเกิดความอันตรายเป็นแม่นมั่น ด้วยพระมหากษัตริย์มิได้ทรงทศมิตราชธรรม์ จึงเกิดเข็ญ เป็นมหัศจรรย์สิบหกประการ คือเดือนดาวดินฟ้าจะอาเพด อุบัติเหตุเกิดทั่วทุกทิศาน มหาเมฆจะลุกเป็นเพลิงกาล เกิดนิมิตพิศดานทุกบ้านเมือง พระคงคาจะแดงเดือดดั่งเลือดนก อกแผ่นดินเป็นบ้าฟ้า จะเหลือง ผีป่าจะวิ่งเข้าสิงเมือง ผีเมืองนั้นจะออกไปอยู่ไพร พระเสื้อเมืองจะเอาตัวหนี พระกาลกุลีจะเข้ามาเป็นไส้ พระธรณีจะตีอกให้ อกพระกาลจะไหม้อยู่เกรียมกรม ในลักษณะทำนายไว้บ่อห่อนผิด เมื่อวินิศพิศดูก็เห็นสม มิใช่เทศกาลร้อนก็ร้อนระงม มิใช่เทศกาลลมลมก็พัด มิใช่เทศกาลหนาวก็หนาวพ้น มิใช่เทศกาลฝนฝนก็อุบัติ ทุกต้นไม้หย่อมหญ้าสารพัด เกิดวิบัตินานาทั่วสากล เทวดาซึ่งรักษาพระศาสนา จะรักษาแต่คนฝ่ายอกุศล

๑๑๓ สัปรุษย์จะแพ้แก่ทระชน มิศตนจะฆ่าซึ่งความรัก ภรรยาจะฆ่าซึ่งคุณผัว คนชั่วจะมล้างผู้มีศักดิ์ ลูกสิทธิ์จะสู้ครูพัก จะหาญหักผู้ใหญ่ให้เป็นน้อย ผู้มีศีลจะเสียซึ่งอำนาจ นักปราชญ์จะตกต่ำต้อย กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าอันลอยนั้นจะถอยจม ผู้มีตระกูลจะสูญเผ่า เพราะจันทานมันเข้ามาเสพสม ผู้มีศีลนั้นจะเสียซึ่งอารมณ์ เพราะสมัครสมาคมด้วยมารยา พระมหากษัตริย์จะเสื่อมสิงหนาท ประเทศราชจะเสื่อมซึ่ง ยศถา อาสัจจะเลื่องฦๅชา พระธรรมาจะตกฦกลับ ผู้กล้าจะเสื่อมใจหาน จะสาบสูญวิชาการทั้งปวงสรรพ ผู้มีสินจะถอยจากทรัพย์ สัปรุษย์จะอับซึ่งน้ำใจ ทั้งอายุศม์จะถอยเคลื่อนจากเดือนปี ประเวณีจะแปรปรวน ตามวิไส ทั้งพืชแผ่นดินจะผ่อนไป ผลหมากรากไม้จะถอยรศ ทั้งแพศพรรว่านยาก็อาเพด เคยเป็นคุณวิเศศก็เสื่อมหมด จวงจันทร์พรรไม้อันหอมรศ จะถอยถดไปตามประเพณี ทั้งเข้าก็จะยากหมากจะแพง สารพันจะแห้งแล้งเป็นถ้วนถี่ จะบังเกิดทรพิศม์มิคสัญญี ฝูงผีจะวิ่งเข้าปลอมคน กรุงประเทศราชธานี จะเกิดการกุลีทุกแห่งหน


๑๑๔ จะอ้างว้างอกใจทั้งไพร่พล จะสาละวนทั่วโลกหญิงชาย จะร้อนอกสมณาประชาราช จะเกิดเข็ญเป็นอุบาทว์นั้น มากหลาย จะรบราฆ่าฟันกันวุ่นวาย ฝูงคนจะล้มตายลงเป็นเบือ ทางน้ำก็จะแห้งเป็นทางบก เวียงวังก็จะรกเป็นป่าเสือ แต่สิงห์สารสัตว์เนื้อเบื้อ นั้นจะหลงหลอเหลือในแผ่นดิน ทั้งผู้คนสาระพัดสัตว์ทั้งหลาย จะสาบสูญล้มตายเสียหมดสิ้น ด้วยพระกาลจะมาผลานแผ่นดิน จะสูญสิ้นการนะรงสงคราม กรุงศรีอยุทยาจะสูญแล้ว จะลับรัดสมีแก้วเจ้าทั้งสาม ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม จนสิ้นนามศักราชห้าพัน กรุงศรีอยุทยาเขษมศุข แสนสนุกนิ์ยิ่งล้ำเมืองสวรรค์ จะเป็นเมืองแพศยาอาทัน นับวันจะเสื่อมสูญเอย ฯ จบเรื่องพระนารายณ์เป็นเจ้านพบุรี ทำนายกรุงแต่เท่านี้





ว่าด้วยแผนที่กรุงศรีอยุธยา

? ( (๒) จะกล่าวถึงกรุงศรีอยุทยา ท่านสาบสัน๋มาแต่ปางก่อน ซ่าง (ดุจ)รูป ๋ สำเภา (นาวา) มีคงคาล้อมรอบ ๋ พระนคร ๋ (เป็น) แป นั้นดุจ เป็นคู ด้าน อยู่ทิศอุดร ๋ ด้านแป ๋ ทักขิน (โดยหมาย) (เป็นปากสำเภาอยู่) คางหนึ่ง อยู่ รีมษาคร ) หัวสำเภาด้านขื่อ ๋ (บวร) อยู่ทิศบูรรภา ๋ ด้านขื่อ ๋ นั้น ถายสำเภา นั้น (ท้ายเภตรา) อยู่ ๋ ปัดจิม (สาทร) มีกำแพง ๋ อิดสีลาล้อมรอบ ทิศ ทำด้วย เป็นขอบพระนคร (ตั้งริมฝั่งชะโลธรนามพระนครศรีอยุทยา) อันกำแพง (โดย) ๋ สูงสุดใบเสมานั้นสามวา มีชานเชีงเทีน ตั้งแต่แผ่นดิน (ช่องเนินบรรพต) (โดย) สูง (นั้น) หกสอก กว้างสิบสอก โดยหนา มีปตูน้อยไหญ่ป้อมค่ายรายรอบกรุงศรีอยุทยา โดยยาว ๋ ร้อยเส้น โดยกว้าง ๋ ห้าสิบเส้น (ท่าน) พรรณา ได้ ได้ ตามมีพระตำราในหอหลวงท่านกล่าวไว้ ๋ ว่า

๑๑๖ ( ฉะบับเดิมตอนนี้เป็นทำนองร่ายกลายๆเขียนด้วยตัวรง มีรอย แก้ด้วยดินสอขาวให้เป็นร้อยแก้ว เห็นเป็นของควรรักษา จึงหมายไว้ให้ดู คำในวงคือฉะบับตัวรงที่ถูกวงออก คำที่เขียนตัวเอนใต้กากะบาด คือรอยดินสอขาวแก้ไว้ (๒) แผ่นดินตรงที่ตั้งกรุงศรีอยุธยาแต่เดิมมาไม่ได้เป็นเกาะเป็นแหลมยื่นออกไปทางทิศตะวันตก ด้านเหนือ ด้านใต้ ด้านตะวันตกของแหลมนี้จดแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิม ซึ่งไหลลงทางบางแก้วท้ายเมืองอ่างทอง มาทางบ้านโพธิ์สามต้นลงทางหน้าวัดแม่นางปลื้ม ผ่านด้านเหนือพระราชวัง ออกบรรจบแม่น้ำน้อยที่หัวแหลมลงทางหน้าป้อมเพ็ชร์ เป็นแหลมมีแม่น้ำล้อมสามด้าน เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์ที่ ๑ (อู่ทอง) สร้างกรุง จึงให้ขุดคูด้านตะวันออกตั้งแต่ริมแม่น้ำที่หัวรอหน้าป้อมมหาไชย ลงไปบรรจบแม่น้ำหน้าป้อมเพ็ชร์ เรียกว่าขื่อหน้า แต่นั้นมาพระนครศรีอยุธยาจึงเป็นเกาะมีน้ำล้อมรอบ ต่อมาในแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชาโปรดให้ขุดคูขยายให้กว้างออกไปเป็น ๑๐ วา ลึก ๓ วา เมื่อนานมาสายน้ำเดินทางคูขื่อหน้าแรงจัดขึ้น จึงกัดเซาะตลิ่งพังกว้างออกไปเป็นแม่น้ำคือตอนตั้งแต่หน้าวังจันทร์ลงไปถึงหน้าป้อมเพ็ชร์เดี๋ยวนี้ กำแพงพระนคร ในหนังสือฉะบับนี้ว่า สูง ๓ วาหน้า ๑๐ ศอก ในคำให้การชาวกรุงเก่าว่า สูง ๓ วา หนา ๙ ศอก สันนิษฐานว่าเมื่อแรกสร้างกรุงคงจะเป็นแต่ขุดดินขึ้นถมเป็นเทิน เช่นอย่างเมืองอู่ทอง เมืองลพบุรี ภายหลังจึงเกลื่อนเทินดินลงเป็นคัน ก่อกำแพง

๑๑๗ อิฐขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง ตัวเชิงเทินในที่ลุ่มสูงกว่าระดับดินเดิมตั้งแต่วา ๑ ถึง ๖ ศอก เว้นแต่ที่ดินเดิมสูงหรือด้วยการถมเช่นที่พระราชวังหลวงและวังจันทร์ เชิงกำแพงพระนครด้านข้างในจึงตั้งเสมอพื้นดินตัวกำแพงยังมีเศษเหลือจากรื้ออยู่ที่ข้างวัดท่าทรายแห่งหนึ่ง วัดได้สูงจากหลังเชิงเทินดินถึงที่ตั้งใบเสมา ๙ ศอกเศษเกือบคืบ กับขุดได้ใบเสมากำแพงพระนครยังเป็นรูปดีอยู่เสมาหนึ่ง สูง ๒ ศอกคืบกว้าง ๒ ศอก หนาศอกคืบ ถ้าจะเอาใบเสมานั้นไปตั้งเข้าบนเศษกำแพงข้างวัดท่าทราย ก็เป็นกำแพงอิฐสูงราว ๓ วาตรงกัน ส่วนหนาวัดได้ ๒ วาเศษ ก่ออิฐ ๒ ข้างไว้ร่องกลาง ถมดินกับอิฐหัก ตอนหลังใบเสมาเว้นเป็นเทินสำหรับทหารรักษาหน้าที่กว้าง ๖ ศอก กำแพงพระนครวัดตามเส้นตรงในที่ยาวที่สุดได้ราว ๑๐๐ เส้น แต่ส่วนกว้างวัดในที่แคบ คือจากมุมพระราชวังหลวงไปประตูไชยหย่อนกว่า ๕๐ เส้นเล็กน้อย แต่ถ้าที่กว้างก็เกินกว่า ๕๐ เส้นบ้าง นับว่าเป็นอันถูกต้องได้ เมื่อเลื่อนราชธานีลงมาประดิษฐานณบางกอกแล้ว ในรัชกาลที่ ๑ โปรดให้รื้อป้อมกำแพงและสถานที่ต่าง ๆ เอาอิฐลงมาสร้างกรุงเทพพระมหานคร จึงยังคงเหลืออยู่แต่ป้อมเพ็ชร์กับป้อมสองฟากคลองประตูเข้าเปลือกข้างวัดท่าทราย และเศษกำแพงที่หน้าวัดญาณเสนแห่งหนึ่ง เศษกำเพงมีประตูช่องกุดที่ข้างวัดจีนตรงวัดพนัญเชิงข้ามแห่งหนึ่งเท่านั้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๘ พระยาไชยวิชิต (นาค ณป้อมเพ็ชร์) ผู้รักษากรุงได้ให้เกลื่อนที่บนสันกำแพงทำเป็นถนน ตั้งแต่ป้อมเพ็ชร์ไปถึงวังจันทร์ตอน ๑ ยาว ๗๐ เส้น

๑๑๘ ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๔๒ พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) เมื่อเป็นพระอนุรักษ์ภูเบศร์และเป็นผู้กษากรุง ได้ทำถนนตอนที่พระยาไขยวิชิตทำไว้ให้ได้ระดับ และทำต่อไปจนรอบระยะยาว ๓๑๐ เส้นเศษ ต่อมาได้จัดการให้โรยหินถมถนนตั้งแต่เชิงสะพานหน้าวัดสุวรรณไปจนถึงท่าวาศุกรี และกะโครงการไว้ว่า จะได้ถมหินต่อไปจนสุดถนนในเขตต์สุขาภิบาล กับสร้างสะพานไม้ข้ามคลองรอบกรุงที่เป็นสะพานใหญ่ก็มีหลังคามุงสังกะสีเป็นที่คนเดินทางพัก แต่ภายหลังมาคลองบางสายไม่ได้ใช้ เมื่อสะพานชำรุดจึงรื้อเสียและถมดินเชื่อมกับถนน และบางสะพานก็เปลี่ยนเป็นก่ออิฐ และเทคอนกรีต เช่นสะพานมหาไชย สะพานคลองประตูเข้าเปลือก สะพานคลองหน้าวัดสุวรรณ






๑๑๙ ด้านขื่อทิศบูรรภ์ศรีอยุทยานั้น ตั้งเวียนทักขินแต่ป้อม (๓) มหาไชยมาถึงปตู (๔) ใหญ่ ถ้าช้างวังจันทน์ ๑ แล้วมีปตูช่องกุดสองช่อง แล้วมาถึงปตู (๕) ใหญ่ฉนวนน้ำประจำถ้าวังจันทน์ ๑ แล้วมีปตูช่องกุดสามช่องจึ่งมาถึงป้อม(๖) วัดฝาง ๑ แล้วมีปตูช่องกุด ๑ จึ่งมาถึงปตูใหญ่คลองน้ำ ชื่อปตู (๗) หอรัตนไชย ๑ แล้วมีปตูช่องกุดสามช่อง มาถึงปตูใหญ่ห้ามมิให้เอาศภออก ชื่อปตู (๘) เจ้าจันทน์ ๑ แล้วมีปตูช่องกุดสองช่อง จึงถึงป้อมปืน (๙) ตรงเกาะแก้ว ๑ แล้ว มีปตูช่องกุด ๑ มาถึงมุมกรุงเรียกว่าหัวษารภา สมมุติ์โลกว่าเป็นที่ถอนสมอหัวสำเภา สุดด้านขื่อทิศบูรรภ์นั้นแล ด้านแปฝ่ายทักขินทิศแต่หัวษรภามุมกรุงมา มีปตูช่องกุด ๑ แล้วมาถึงป้อม (๑๐) ปืน ๑ แล้วมีปตูช่องกุด ๑ จึงมาถึงป้อม (๑๑) ใหญ่ก่อด้วยสิลาแลง สูงกว่ากำแพงกรุงสองศอก มีชานกว้างสามวา มีปตูช่องกุดซ้ายขวา เดิรออกชานรอบป้อมใหญ่ ชานป้อมนั้นมีกำแพงแก้วล้อมรอบ มีปืนผ่าแทรกแปดช่องชื่อป้อมเพชร อยู่ตรงแม่น้ำตลาดบางกะจะป้อม ๑ แล้วมาถึงปตู (๑๒) ในไก่คลองน้ำ ๑ แล้วมีปตูช่องกุดห้าช่อง มาถึงป้อม (๑๓) อกไก่ ๑ แล้วมีปตูช่องกุดอิกสองช่อง แล้วมาถึงปตูใหญ่คลองน้ำชื่อปตู (๑๔)

๑๒๐ จีน ๑ แล้วมีปตูช่องกุดสองช่อง มาถึงปตูใหญ่คลองน้ำชื่อ ป ตู (๑๕) เขาสมี ๑ แล้วมาด่านถ้าชียมีปตูช่องกุดสองช่อง มาถึงป้อมปืน (๑๖) ตรงปากคลองคูจาม ๑ แล้วมีปตูช่องกุดอีกช่อง ๑ อยู่ในด้านถ้าชีย แล้วมาถึงปตูใหญ่คลองน้ำชื่อ ปตู (๑๗) ไชย ๑ แล้วมีปตูช่องกุดสองช่อง จึงมาถึงปตูใหญ่ชื่อปตู (๑๘) ฉะไกรน้อย ๑ แล้วมีปตูช่องกุดสามช่อง มาถึง ปตูใหญ่คลองน้ำ ชื่อปตู (๑๙) ฉะไกรใหญ่ ๑ แล้วมีปตูช่องกุด

๓. ป้อมมหาไชย อยู่ตรงตลาดหัวรอเดี๋ยวนี้ ๔. ท่าช้างวังหน้า อยู่ใต้ป้อมมหาไชยลงมา ๕. ประตูฉนวนวังหน้า อยู่ใต้สะพานจันทรเกษมเดี๋ยวนี้ ๖. ป้อมนี้อยู่ตรงข้างวัดขวางซึ่งเป็นโรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ในปัจจุบันนี้ ๗. ประตูหอรัตนไชย เป็นประตูน้ำอยู่ใต้สถานีตำรวจภูธร ชาวบ้านเรียกว่าคลองวัดปราสาท ๘. ประตูเจ้าจันทน์ จะเป็นประตูปลายถนนที่ตรงมาจากป่าถ่านหรือจะเป็นประตูปลายถนนที่มาป่าโทนอย่างไรรู้ไม่ได้ในเวลานี้ ๙. ป้อมนี้อยู่ใต้สะพานหน้าวัดสุวรรณ ตรงวัดเกาะแก้วข้ามในพงศาวดารเรียกว่าหอราชคฤห์ ๑๐. ป้อมนี้อยู่ตรงวัดพนัญเชิงข้าม ๑๑. ป้อมเพ็ชร์อยู่ตรงแม่น้ำบางกะจะ ป้อมนี้จะเป็นป้อมใหญ่ก่อด้วยอิฐสลับสิลาแลง ยื่นออกไปจากแนวกำแพงพระนครเป็นรูปรี ๑๒๑ กำแพงหนา ๓ วา มีช่องคูหาเป็นรูปโค้ง กว้าง ๔ ศอก สูง ๕ ศอก หลังช่องคูหาเป็นช่องกลวงตามยาวเหลืออยู่ ๕ ช่อง ด้านหน้าคงจะพังไปเสีย ๓ ช่อง สันนิษฐานว่า คงจะตั้งปืนใหญ่ตามช่องคูหา แต่เมื่อข้าศึกประชิดใกล้เข้ามา ก็ถอยปืนใหญ่เข้าไปให้พ้นช่อง แล้วเอาเสาไม้แก่นปักเรียงลงเต็มช่องคูหา ๑๒. ประตูในไก่เป็นประตูน้ำอยู่เหนือป้อมเพ็ชร์ คลองนี้ตรงไปหลังวังจันทร์ เลี้ยวขวาไปออกคลองประตูหอรัตนไชย ข้างซ้ายมีคลองลัดไปออกคลองประตูข้าวเปลือก ๑๓. ป้อมอกไก่พบรากอยู่ใต้คลองประตูจีนลงมา ๑๔. ประตูจีนเป็นประตูน้ำ คลองสายนี้ตรงไปข้างเหนือ ออกประตูคลองข้าวเปลือก ๑๕ ประตูเขาสมีเป็นประตูน้ำ ในหนังสือบางเรื่องเรียกว่า ประตูเทพหมี ๑๖. ป้อมนี้พบราก ๑๗. ที่ลงลำดับอยู่นั้นผิด ที่ถูกในประตูฉะไกรน้อย และเป็นประตูน้ำ คลองนี้ตรงไปข้างเหนือ ๑๘. ที่ลงลำดับว่าประตูฉะไกรน้อยนั้นผิด ที่ถูกเป็นประตูไชยและเป็นประตูบก แล้วเลี้ยวไปตะวันออก ไปบรรจบคลองประตูจีน ๑๙. ประตูคลองใหญ่เป็นประตูน้ำ อยู่ตรงหน้าวัดพุทไธศวรรย์ข้าม คลองนี้ตรงไปออกข้างเหนือเรียกว่า คลองท่อ อยู่ท้ายพระราชวัง ๑๖ ๑๒๒ สองช่อง มาถึงป้อมปืน (๒๐) ตรงปากคลองละคอนไชย ๑ แล้วมีประตูช่องกุดอิกช่อง ๑ สุดด้านแป ทักขินทิศนั้นแล ด้านขื่อปัดจิมทิศ แต่หัวเลี้ยววัง (๒๑) ไชยมาบ้านชียมีปตูช่องกุดสามช่อง แล้วมาถึงปตูใหญ่ชื่อปตู (๒๒) คลองแกลบ ๑ แล้วมีปตูช่องกุดสองช่องมาถึงปตูใหญ่ชื่อปตู (๒๓) ถ้าพระวังหลัง ๑ แลมีปตูช่องกุดสองช่องจึงมาถึงปตูใหญ่ชื่อปตู (๒๔) คลองฉางมหาไชย ๑ แล้วมีปตูช่องกุดสามช่องมาถึงปตูใหญ่ชื่อปตู (๒๕) คลองฝาง ๑ แลมาถึงป้อมปืน (๒๖) ตรงแม่น้ำหัวแหลมสุดด้านขื่อประจิมทิศ แล ด้านแปฝ่ายอุตรทิศนั้น แต่ป้อมปืนนั้นมามีปตูช่องกุด ๑ จึงมาถึงปตูใหญ่ออกตลาดขายปลาสถชื่อ ปตูสัตศษ ๑ แล้วมีปตูช่องกุด ๑ จึงมาถึงป้อมปืนใหญ่ก่อใหม่ชื่อป้อม (๒๗) สุพรัต ๑ แล้วมีปตูช่องกุด ๑ แล้วมาถึงปตูห่าน ๑ แล้วมีปตูช่องกุดอิกช่อง ๑ จึงมาปตูใหญ่สำหรับเชิญพระศภพระเจ้าลูกเธอหลานเธอลงเรือขนานไปถวายพระเพลิงณวัดไชยชนะทาราม ปตูนี้ชื่อปตูหมูทลวง ๑ แล้วมีปตูช่องกุดอิก ๑ จึงมาถึงปตู (๒๘) ใหญ่คลองน้ำอยู่ตรงมุมกำแพงพระราชสถานชื่อปตูปากท่อ ๑ แต่มุมกำแพงพระราชสถานตวันตก ไปจนมุมพระราชสถานตวันออกนั้นจึงถึงปตูใหญ่ชื่อปตูถ้าขัน ๑ แลมีปตูช่องกุด ๑ จึงถึงปตูท่าซักเป็นปตูใหญ่ ๑ แล้วมีปตูช่องกุดอิกสามช่องจึงถึงปตู

๑๒๓ ช้างลงน้ำ ชื่อปตู (๒๙) ถ้าสิบเบี้ยโรงช้างระวางค่ายนอกกำ แพงกรุงอยู่ริมน้ำ ๑ จึงมาถึงกำแพง (๓๐) ทุ้งออกไปมีปตูช่องกุด ๑ จึงมาถึงช่อง (๓๑) มหาเถรไม้แซร่ คิดอ่านทำแบ่งน้ำให้ไหลเข้ามาใต้ถนนหลวงทลุไหลมาตามลำคูปากสระมุดมาใต้ถนนตภานนาค ไหลออกบรรจบคลองปตูเขาสมีแล้วมีปตูช่องกุดสองช่อง จึงมาถึงปตูใหญ่ชื่อปตู (๓๒) ถ้ากระลาโหม ๑ แล้วมีปตูช่องกุดอิกสองช่องมาถึงปตูใหญ่ คลองน้ำชื่อปตู (๓๓) เข้าเปลือก ๑ แล้วมีปตูช่องกุด ๑ มาถึงป้อมปืน ๑ แล้วมีปตูช่องกุดสองช่องจึงมาถึงป้อมใหญ่ชื่อป้อมมหาไชยมุมพระนคร สุดด้านแปทิศอุดรแกำแพงรอบกรุงมีป้อมปืนใหญ่น้อยสิบสองป้อม แลมีปตูใหญ่ญี่สิบสามช่องกุดหกสิบเอดปตูแล ๒๐. ป้อมนี้พบราก และคลองที่เรียกว่า คลองละคอนไชย คือ คลองตะเคียนข้างเหนือเดี๋ยวนี้ ๒๑. เป็นวังเดิมของพระเฑียรราชา เมื่อครองราชสมบัติทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ แล้วจึงโปรดให้สร้างเป็นวัดชื่อวัดวังไชย ๒๒. ประตูคลองแคลงเป็นประตูน้ำ ชาวบ้านเรียกว่าคลองท่าพระ ๒๓. พระราชวังหลังอยู่ระวางวัดสวนหลวงกับวัดน้อย เดี๋ยวนี้เป็นที่ในบริเวณโรงทหาร


๑๒๔ ๒๔. ประตูคลองสายมหาไชย เป็นประตูน้ำระวางวัดสวนหลวงกับวัดสบสวรรค์อยู่ในบริเวณโรงทหาร เดี๋ยวนี้ถมเสียแล้ว ๒๕.ประตูคลองฝาง เป็นประตูน้ำ คลองนี้อยู่สุดเขตต์ข้างเหนือโรงทหาร ๒๖. ในพงศาวดารเรียกว่า ป้อมท้ายกบ ๒๗. ป้อมนี้อยู่ระวางข้างวัดโคกกับวัดตึก ๒๘. ประตูปากท่อ เป็นประตูน้ำปากคลองท่อ มุมพระราชวังด้านตะวันตกข้างเหนือ ๒๙. ประตูท่าสิบเบี้ย อยู่ตรงพระอุโบสถวัดธรรมิกราชออกมาข้างเหนือ ๓๐. กำแพงด้านนี้ ตั้งต้นปัดไปข้างเหนือหรือที่เรียกว่าทุ้งออกไปนั้น เป็นตั้งแต่ริมช่องที่เรียกว่า คลองน้ำเชี่ยว ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นช่องมหาเถรไม้แส้เป็นต้นไป ที่ว่าต่อจากกำแพงทุ้งออกไปมีประตูช่องกุด ๑ จึงถึงช่องมหาเถรไม้แส้นั้นเห็นจะลำดับผิด และกำแพงพระนครมีที่ทุ้งอยู่ด้านพระราชวังข้างเหนือริมน้ำอีกแห่ง ๑ ด้านนั้นเดิมมีกำแพงชั้นเดียว คือ เอากำแพงพระนครเป็นกำแพงวังด้วย ครั้นต่อมาถึงแผ่นดินสมเด็จพระเอกทัศนราชา (นัยหนึ่งเรียกว่าพระที่นั่งสุริยามรินทร์ เพราะเหตุที่โปรดประทับอยู่ที่พระที่นั่งองค์นั้นจนตลอดรัชกาล) อลองพระยาเจ้าแผ่นดินพะม่ายกทัพเข้ามาล้อมกรุง สมเด็จพระอุทุมพรราชา ซึ่งละราชสมบัติออกทรงผนวชอยู่ที่วัดประดู่ ซึ่งเรียกกันว่า ขุนหลวงหาวัด ลาผนวชออกมาทรงช่วยสมเด็จพระเชษฐา

๑๒๕ ธิราชจัดการป้องกันพระนคร โปรดให้ก่อกำแพงขึ้นใหม่ในที่ต่ำออกไปอีกชั้นหนึ่ง ตั้งแต่มุมพระราชวังด้านตะวันออกไปจนถึงมุมตะวันตกรากกำแพงอยู่ต่ำกว่าระดับถนน เมื่อทำการขุดตรวจค้นรากปราสาทราชฐานได้ขนเอาอิฐหักกากปูนและมูลดินในวังออกไปถม ทับรากกำแพงที่ก่อทุ้งออกไปใหม่ ทางด้านนี้จึงดอนขึ้น คือที่เป็นถนนย่านท่าวาสุกรีทุกวันนี้ ๓๑. มีรางอยู่ที่ถัดหน้าวัดญาณเสนไปรางหนึ่ง ทลุเข้าไปจากกรากกำแพงด้านเหนือชาวบ้านเรียกว่า คลองน้ำเชี่ยว ว่าแต่ก่อนเมื่อถึงหน้าน้ำ น้ำไหลเข้าทางรางนั้นเชี่ยวจัดไปลงบึงพระราม เห็นว่าน่าจะเป็นรางนี้เอง ที่เรียกว่าช่องมหาเถรไม้แส้ คือ เป็นที่ไขเอาน้ำทางแม่น้ำข้างเหนือเข้าไปในบึงพระราม เดิมคงจะมีช่องให้น้ำลอดใต้รากกำแพงเข้าไป และมีช่องให้น้ำไหลลอดถนนป่าตะกั่วไปตกคลองข้างในไหลลงบึงพระราม ข้างด้านใต้บึงพระรามก็มีคลองลงไปออกประตูเทพหมี ออกแม่น้ำใหญ่ทางใต้ได้เหมือนกัน นี้คือวิธีถ่ายน้ำในบึงพระรามให้สะอาด ในแผนที่ของพวกฝรั่งเศสเขาเขียนเป็นคลองต่อพ้นแนวถนนป่าตะกั่วออกไป ตั้งแต่ข้างถนนจนกำแพงเมืองเป็นพื้นทึบคงก่อช่องมุดลอดไป รางปากช่องคงเกิดขึ้นภายหลังเมื่อรื้อกำแพง แต่เดี๋ยวนี้ได้ถมเสียเป็นพื้นดินเชื่อมกับถนนแล้ว ๓๒. ท่ากระลาโหม อยู่ถัดมาทางตะวันออก ท่านี้มีถนนตรงไปทางใต้ ผ่านถนนป่ามะพร้าวไปหลังวัดราชบุรณะ วัดมหาธาตุ


๑๒๖ สองข้างถนนฟากเหนือใต้ เป็นเนินพื้นโรงช้างเก่าครั้งกรุงศรีอยุธยามาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร เมื่อช้างหลวงในจังหวัดพระนครศรี-อยุธยามีมาก กรมช้างก็ยังเคยใช้พื้นเนินนี้เป็นที่ล่ามช้าง โดยเหตุที่ท่านี้เคยใช้เอาช้างลงน้ำมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาจนกรุงรัตนโกสินทร ถนนตอนที่จะลงท่าจึงลึกเหมือนคลอง แต่บัดนี้ได้ถมดินปิดช่องเชื่อมกับถนนสันกำแพงเสียแล้ว ๓๓.ประตูคลองข้าวเปลือกเป็นประตูน้ำอยู่ระวางวัดราชประดิษ- ฐานกับวัดท่าทราย มีป้อมก่อรูปพับสมุดอยู่สองฟากคลอง แปลกกว่าปากคลองอื่น ๆ แต่ที่หนังสือนี้กล่าวว่า จากประตูข้าวเปลือกไปมีประตูช่องกุด ๑ จึงถึงป้อมปืนนั้นพลาด เพราะป้อมอยู่ที่ปากคลองแล้ว จำนวนป้อมรอบพระนครในหนังสือนี้ว่ามี ๑๒ ป้อม แต่ในคำให้การชาวกรุงเก่าว่ามี ๑๖ ป้อม ผู้ตรวจหนังสือเรื่องนี้ได้เคยค้นตรวจสอบก็พบหลักฐานว่ามี ๑๖ ป้อม ประตูรอบพระนครในหนังสือนี้ ว่ามีประตูใหญ่ ๒๓ ประตูช่องกุด ๖๑ ตรวจดูได้ประตูใหญ่บก ๑๑ ประตูน้ำ ๑๒ รวม ๒๓ ตรงกัน แต่ท่านผู้เรียบเรียงหนังสือเดิมไปนับเอาประตูไชย ซึ่งเป็นประตูบกไปอยู่ในพวกประตูน้ำเข้าด้วยจึงเป็น ๑๒ ที่ถูกต้องเป็นประตูน้ำ ๑๑ ประตูบก ๑๒ ช่องกุด ๖๑ รวมเป็น ๘๙ แต่ไม่นับประตูกำแพงพระนครด้านเหนือตอนที่เป็นพระราชวังอีก ๕ ประตูเข้าด้วย เพราะเป็นประตูพระราชวัง แต่ถ้านับรวมเข้าด้วยก็เป็น ๘๙ ในแผนที่ของพวกฝรั่งเศสลงหมายช่องประตูน้ำประตูบกทั้งใหญ่น้อยรอบกำแพงพระนคร นับได้ ๘๖ ประตู

๑๒๗ จำนวนใกล้เคียงกันมาก แต่ในคำให้การชาวกรุงเก่าว่า มีประตูน้ำประตูบกรวม ๓๓ ในจำนวนนี้ยังนับเอาประตูพระราชวังด้านหน้า ซึ่งมิได้เกี่ยกกับกำแพงพระนครมารวมเข้าด้วย ทั้งเรียงลำดับชื่อประตูก็ไขว้เขวคลาดเคลื่อนมากเอาเป็นหลักสู้ฉะบับนี้ไม่ได้ ประตูใหญ่กำแพงพระนครด้านเหนือ ซึ่งเป็นด้านข้างพระราชวังได้เห็นลายเขียนภาพรูปพระราชวังที่ผนังอุโบสถวัดยม ซึ่งเป็นฝีมือช่างเขียนแต่ครั้งพระนครศรีอยุธยายังเป็นราชธานี รูปซุ้มยอดประตูกำแพงพระนครเป็นยอดมณฑป และรูปประตูที่นายช่างฝรั่งเศสเขียนพิมพ์ไว้ในสมุดว่าด้วยเรื่องหมอ เคมเฟอร์ ชาติวิลันดาเข้ามาเฝ้าในแผ่นดินสมเด็จพระเพทราชาก็เห็นเป็นซุ้มยอดแหลม จึงสันนิษฐานว่าซุ้มประตูใหญ่ด้านริมแม่น้ำข้างพระราชวังคงจะเป็นยอดมณฑปทั้งหมดแต่ประตูใหญ่รอบพระนครนอกจากพระราชวังชั้นนอกซุ้มจะเป็นทรงมณฑปหรืออย่างไร ไม่เคยเห็นตัวอย่าง ส่วนประตูช่องกุดนั้นยังเหลืออยู่ที่เศษกำแพงพระนคร ที่ข้างวัดจีนตรงหน้าวัดพนัญเชิงข้ามอยู่ช่องหนึ่ง ก่อเป็นรูปโค้งปลายแหลม กว้าง ๔ ศอกคืบ สูง ๕ ศอกเศษ ประตูน้ำนั้น อย่าพึงสำคัญว่าเป็นประตูที่มีบานเปิดปิด หรือมีช่องระบายน้ำอย่างสมัยปัตยุบัน คำที่เรียกว่าประตูนี้ เป็นแต่เว้นช่องกำแพงพระนครตรงปากคลอง สำหรับให้น้ำไหลเข้าออกในกลางพระนครได้ บางปากคลองที่เป็นด้านสำคัญก็มีป้อมอยู่สองฟาก บางคลองที่ไม่เป็นด้านสำคัญก็ไม่มีป้อม แต่เมื่อมีการสงครามข้าศึกศัตรู

๑๒๘ เข้ามาล้อมพระนคร ก็ใช้ไม้ขอนสักปักเรียงเป็นสองแถว แล้วถมดินหว่างกลางปิดคลอง ไปประจบกับกำแพงทั้งสองข้าง ป้องกันไม่ให้ข้าศึกเข้าพระนครได้ และเมื่อราว ๓๐ ปีล่วงมานี่ ผู้ตรวจสอบหนังสือนี้ได้สดับจากคำผู้หลักผู้ใหญ่ชาวพระนครศรีอยุธยาเล่าว่า เมื่อท่านเหล่านั้นยังอยู่ในปฐมวัย เคยเห็นมีผู้ขุดได้ไม้เต็งรังบ้าง ไม้ตะเคียนบ้าง หน้ากว้างราวคืบ ๔ เหลี่ยม ยาว ๖ ศอก จมขวางอยู่ตามปากคลองภายในแนวกำแพงเป็นอันมาก และมีเสาสั้น ๆ ปักอยู่ด้วย จึงทำให้คิดเห็นว่า ตามเวลาปกติเสานั้นคงจะปักรายเต็มปากคลองเป็น ๔ แถว ไว้ระยะกลางกว้าง แล้วเอาไม้เหลี่ยมวางซ้อนเรียงเป็นตับขึ้นไป ในระวางเสาแถวข้างนอกและข้างใน กลางถมดินเป็นทำนบสูงแต่เพียงสักราวครึ่งส่วนลึกของคลอง เพื่อกั้นน้ำไว้ใช้ในพระนครในระดูแล้ง แต่ถ้าถึงระดูน้ำ ๆ ขึ้นท่วมเลยหลังทำนบไปแล้ว ก็คงใช้เรือเข้าออกในพระนครได้ ต่อมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ ๑ เมื่อทรงปฏิ สังขรณ์วัดสุวรรณดาราม ได้โปรดให้ขุดคลองจากหน้าวัดไปออกแม่น้ำสาย ๑ ในรัชกาลที่ ๔ เมื่อทรงปฏิสังขรณ์วัดเสนาศนาราม ได้โปรดให้ขุดคลองที่เหนือวังจันทร์แต่ข้างตลาดหัวรอไปบรรจบคลองหอรัตนไชย และปลายคลองในไก่ เพื่อพระสงฆ์ในวัดนั้นจะได้ใช้น้ำในคลองนั้นบริโภคและใช้เรือเข้าออกได้สะดวก จึงเกิดมีจำนวนคลองเพิ่มขึ้นอีกสองคลองแต่บรรดาคลองเหล่านั้นใช้ได้แต่ระดูน้ำ


๑๒๙ ในพระราชถานพระราชวังหลวง (๓๔) ตั้งกึ่งด้านแปทิศอุดร กำแพงล้อมพระราชถาน สูงจนที่ตั้งใบสีมาแปดศอกใบสีมานั้นสูงสองศอก กำแพงสูงแต่พื้นดินศุดใบสีมาสิบศอก มีกระท่อมพลเชิงเทิญ ไต่เตี้ยแลปตูมีซุ้มยอดป้อมปืนรอบพระราชวัง ทิศบูรรภ์มุมวังมีป้อมปืน (๓๕) ๑ มาถึงปตู (๓๖) จักรมหิมา ๑ ปตู (๓๗) ศรีไชยศัก ๑ มาท้องสนามหน้าจักรวัติ (๓๘) มีปตู (๓๙) ชื่อสวรรค์พิจิตร ๑ ปตู (๔๐) สมณพิศาลติ์ ๑ มีป้อมปืน (๔๑) ตรงตลาดเจ้าพรม ๑ มีปตูชื่อสิลาภิรมย์ ๑ ปตูอาขะเนยาตรา ๑ มีป้อมปืน (๔๒) มุมท้องสนามหน้าจักรวัติตรงศาลาษารบาญชีย ๑ สุดด้านบูรภา ด้านทักขีนปตูวิจิตรพิมล ๑ ปตูมงคลภิศานดิ์ ๑ สุดท้องสนามหน้าจักรวัติถึงปตูหูช้าง (๔๓) ชื่อฤทธิ์ไภศานติ์ขุนนางเข้าถือน้ำพระพิพัฒวัดพระศรีสรรเพช ๑ มาถึงป้อมปืน (๔๔) กลางตรงวัดสีเชียง ๑ มาถึงปตู (๔๕) บวรนิมิตรสำหรับพระมเหษี พระราชบุตรีนางข้างในออกถวายเพลิง ๑ มาป้อมปืน (๔๖) มุมวัดศรีสรรเพช ๑ สุดด้านทักษิณ

๓๔. พระราชวังหลวง ตั้งต่ครั้งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (อู่ทอง) ทรงสร้างอยู่ในที่ดอนห่างแม่น้ำราว ๑๒ เส้นเศษ ปรากฏว่าทรงสร้างปราสาท ๓ องค์ คือพระที่นั่งไพฑูรย์มหาปราสาท ๑ พระที่นั่ง ๑๗ ๑๓๐ ไพชยนต์มหาปราสาท พระที่นั่งไอสวรรย์มหาปราสาท ๑ มาในแผ่นดินสมเด็จพระราเมศวรมีออกชื่อพระที่นั่งมังคลาภิเษกเพิ่มขึ้นอีกองค์ ๑ ต่อมาในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชพระองค์ที่ ๑ มีออกชื่อพระที่นั่งตรีมุขอีกองค์ ๑ ครั้นมาถึงแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ ทรงพระราชอุทิศยกพระราชวังสร้างเป็นวัดพระศรีสรรเพ็ชญขยายเขตต์พระราชวังลงไปติดกำแพงพระนครด้านเหนือริมน้ำแล้วก่อกำแพงพระราชวังด้านตะวันออกต่อจากกำแพงเดิมหน้าวัดพระศรีสรร-เพ็ชญ์ตรงไปบรรจบกำแพงพระนครด้านเหนือเป็นหน้าพระราชวัง และก่อกำแพงจากมุมหลังวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ยืนตรงไปทางตะวันตก ถึงริมคลองท่อจึงหักมุมยืนไปตามริมแนวคลองท่อ เข้าบรรจบกำแพงพระนครด้านเหนือที่ปากคลองท่อเป็นด้านหลังวัง ทรงสร้างพระที่นั่ง เบ็ญจรัตนมหาปราสาทลงในที่พระราชวังใหม่องค์ ๑ พระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ปราสาทองค์ ๑ ต่อมาในแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราชมีชื่อพระที่นั่งมังคลาภิเษกขึ้นในพระราชวังใหม่นี้องค์ ๑ พระที่นั่งองค์นี้ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททองถูกอสนีบาตลุกเป็นเพลิงไหม้ที่นั่ง เมื่อทำใหม่แล้วเปลี่ยนชื่อว่าพระวิหารสมเด็จ เพื่อจะให้คล้องกับพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ปราสาท และในรัชกาลนั้นได้ทรงสร้างพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์มหาปราสาทขึ้นบนกำแพงหน้าพระราชวัง สำหรับเป็นที่ประทับทอดพระเนตรกระบวนแห่และฝึกหัดทหาร แล้วก่อกำแพงจากแนวข้างวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ด้านใต้ยื่นตรงไปทางตะวันออกหักมุมเลี้ยวไปตามหลังวัดธรรมิกราชเข้าบรรจบกำแพงพระนครานเหนือ-ด้านหน้า

๑๓๑ พระราชวังจึงมีกำแพง ๒ ชั้น มาถึงแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงสร้างพระที่นั่งสุริยามรินทร์ขึ้นที่ริมกำแพงด้านเหนือเรียงตามแนวพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ปราสาทมาอีกองค์ ๑ เป็นพระที่นั่งพื้นสูงกว่าองค์อื่น ๆ สำหรับทอดพระเนตรกระบวนแห่ทางน้ำ ถึงแผ่นดินสมเด็จพระเพทราชาทรงสร้างพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ขึ้นในที่ด้านตะวันตกพระที่นั่งวิหารสมเด็จอีกองค์ ๑ ขุดสระล้อมรอบ สร้างพระที่นั่งทรงปืนขึ้นที่ท้ายสระด้านตะวันตกเป็นท้องพระโรงที่เสด็จออกอนึ่งในกฎมนเทียรบาลยังมีชื่อกล่าวถึงพระที่นั่งสนามไชย พระที่นั่งสนามจันทร์ พระที่นั่งพิมานรัตยา เห็นจะเป็นพระที่นั่งไม้ย่อม ๆ องค์ไหนจะตั้งอยู่ที่ไหนรู้ไม่ได้ กำแพงพระราชวังในหนังสือฉะบับนี้กับคำให้การชาวกรุงเก่าว่าสูง ๑๐ ศอก หนา ๖ ศอก เว้นชานสำหรับทหารยืนรักษาหน้าที่ ๒ ศอก ตรวจสอบกำแพงพระราชวังด้านใต้ข้างวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ได้สูงขาดยอดใบเสมา ๑๐ ศอกตรงกัน แต่กว้างเพียง ๕ ศอกเศษ หลังใบเสมาเว้นเป็นเทินไว้ ๔ ศอก ใบเสมากว้างศอกเศษ สูง ๒ ศอก ๓๕. ในกฎมนเทียรบาลเรียกว่า ป้อมท่าคั่น เป็นป้อมมุมพระราชวังด้านตะวันออกข้างเหนือ ๓๖.ประตูจักรมหิมาขุดพบช่องประตูอยู่ริมถนนหลังวัดธรรมิกราชตรงกับแนวประตูหน้าพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ ๓๗.ประตูศรีไชยศักดิ์ขุดพบช่องประตูอยู่ริมถนนตรงหลังพระวิหารวัดธรรมิกราช

๑๓๒ ๓๘.สนามหน้าจักรวรรดินี้อยู่ในกำแพงพระราชวังชั้นนอกเข้ามายาวตั้งแต่กำแพงสะกัดข้างเหนือไปจดกำแพงพระราชวังด้านใต้ ๓๙. ยังไม่พบ ๔๐. ยังไม่พบ ๔๑. เป็นป้อมกลางกำแพงพระราชวังด้านหน้า ๔๒.ในกฎมนเทียรบาลเรียกป้อมศาลาสารบัญชี เป็นป้อมมุมพระราชวังด้านตะวันออกข้างใต้ ๔๓.เป็นประตูติดกับแนวกำแพงด้านใต้ตรงมุมวัดพระศรีสรร-เพ็ชญ์เห็นจะเป็นประตูนี้เองที่ในจดหมายเหตุเรื่องงานพระศพเรียกว่า ประตูนครไชย สำหรับเป็นประตูฉนวนข้างในออกไปถวายพระเพลิงพระศพที่พระเมรุกลางเมือง ๔๔.ป้อมปืนตรงวัดสีเชียงเป็นป้อมพระราชวังด้านใต้ อยู่เกือบตรงกลางวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ หน้าป้อมออกระวางหลังวิหารแกลบกับหน้าวิหารพระมงคลบพิตร ในกฎมนเทียรบาลเรียกว่า ป้อมศาลาพระวิหารบพิตร แต่ในหนังสือนี้ว่าอยู่ตรงกลางวัดสีเชียง นอกจากด้านหลังของป้อมอยู่เกือบกึ่งกลางวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์แล้ว ข้างด้านหน้าป้อมไม่เห็นตรงกับวัดอะไร แต่ก็มีตำนานการสร้างวัดในพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐว่า เมื่อเดือน ๖ ปีจอ พ.ศ. ๒๐๘๑ ในแผ่นดินสมเด็จพระไชยราชาธิราช แรกให้พูนดินวัดสีเชียงและสถาปนาพระพุทธรูปพระเจดีย์ เป็นอันว่า วัดชีเชียงหรือวัดสีเชียงมีจริง จะหมาย


๑๓๓ ความว่าวิหารแกลบเป็นวัดสีเชียงหรืออย่างไรไม่ทราบ แต่ที่วิหารแกลบก็มีแต่วิหารหามีพระเจดีย์ไม่ ๔๕.ตั้งแต่ป้อมกลางที่เรียกว่า ป้อมศาลาพระมงคลบพิตรไปจนถึงป้อมมุมวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ ไม่พบช่องประตู ๔๖.ป้อมมุมวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ด้านตะวันตกข้างใต้ก่อย่อออกไปเป็นรูป ๔ เหลี่ยม พึ่งพังเสียด้านหนึ่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ เรียงตามลำดับในกฎมนเทียรบาลตกเป็นป้อมมุมวัดรามาวาส แต่ไม่ต้องสงสัยจะเป็นป้อมมุมวัดรามาวาส คือ วัดพระรามไม่ได้ ด้วยวัดพระรามอยู่ทางมุมพระราชวังด้านตะวันออก ซึ่งถูกกับทิศป้อมศาลาสารบัญชีอยู่แล้ว คงเป็นด้วยผู้คัดลอกกฎมนเทียรบาลต่อ ๆ มาในชั้นหลังเขียนผิด






๑๓๔ ด้านประจิม ปตูช่องกุด (๔๗) ท้ายวัดศรีสารเพช ๑ มาถึงป้อมปืน (๔๘) มุมสระแก้ว ๑ ปตู (๔๙) บวรเจษฎานารีภรรยาขุนนางเข้าถือน้ำวัดสารเพช ๑ มาถึงป้อมปืน (๕๐) สวนอะหงุ่นมุมท้ายสระ ๑ มาถึงปตูไขน้ำออกจากท้องสระในวัง ชื่อปตู (๕๑) ชลชาติทวารษาคร ๑ ปตู (๕๒) มหาโภคราชขุนนางเข้าเฝ้าเสด็จออกพระที่นั่งทรงปืนท้ายสระ ๑ ปตู (๕๓) อุดมคงคาระหัดน้ำเข้าท้องสระ ๑ ปตูจันทวารมรณาพิรมย์อยู่ข้างสีสำราญ (๕๔) สำหรับยกศภข้างในออก ป้อมปิน (๕๕) ปากท่ออยู่มุมกำแพงพระราชวัง สุดด้านประจิม ด้านอุดร แต่ป้อมมาถึงปตูบวรนารีมหาภพชนย์ คือ ปตูดิน ๑ แล้วมาถึงปตู (๕๖) มหาไตรภพชลทวารอุทก คือ ปตูฉนวนประจำถ้า ๑ แล้วจึงมาถึงปตู (๕๗) เศาธงไชยเป็นปตูหูช้าง ๑ ปตูถ้าเจ้าปราบสำหรับการพิธีส่งออกปตูนี้ ๑ ปตูช้างเผือกสำหรับเจ้าพญาเนียมนาง พญาลงน้ำ ๑ ปตูถ้าคอยเรือมาจอดรับส่งคนราชการ สุดด้านอุดรป้อมปืนแล ปตูรอบในพระราชฐาน มีป้อมปืนแปดปตูยอดสิบปตูหูช้างสี่ (๔๗.) มีตรงกัน (๔๘.) ป้อมนี้มุมสระแก้ว เป็นป้อมข้างในวัง อยู่ข้างฉนวนเข้าวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์หน้าป้อมหันไปทางข้างในวัง เข้าใจว่าเป็นป้อมของวังเดิม เมื่อยกเป็นวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์แล้ว ยังคงไว้ไม่ได้รื้อ

๑๓๕ (๔๙) มีประตูซุ้มเป็นหลังคาคฤหซ้อนอยู่ที่กำแพงพระราชวังด้านใต้ ต่อจากหลังวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ไปประตู ๑ ว่าตามแผนที่ในหนังสือนี้ ก็จะต้องเป็นประตูบวรเจษฎานารี แต่ไม่เห็นสมว่าเป็นประตูสำหรับภรรยาขุนนางเข้าถือน้ำในวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ เพราะไม่ใช่ทางเข้าวัด เป็นทางออกจากวังไปสวนกระต่าย ถ้าภรรยาขุนนางจะไม่เข้าทางเดียวกับผู้ชายก็น่าจะเข้าประตูหลังวัด หมายเลข ๔๗ จะสมกว่า (๕๐) ป้อมสวนองุ่นเป็นป้อมมุมพระราชวังด้านตะวันตกข้างใต้ซื่อตรงกับในกฎมนเทียรบาล (๕๑) ประตูชนชาติทวารสาคร เป็นประตูไขน้ำเข้าสระพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ (๕๒) ประตูมหาโภคราช ประตูนี้สำหรับข้าราชการเข้าไปเฝ้าพระที่นั่งทรงปืน มีขึ้นในแผ่นดินพระเพทราชา (๕๓) ประตูอุดมคงคา เป็นประตูไขน้ำเข้าสระบรรยงก์รัตนาสน์ (๕๔) ซ่วมสำหรับพวกชาววัง น่าจะอยู่ริมแม่น้ำนอกกำแพงด้านเหนือ แต่เหตุใดจึงเอาเข้าไว้ในคลองท่อ น้ำที่ไขเข้าไปในสระบรรยงก์รัตนาสน์น่าจะปฏิกูลพออยู่ (๕๕) ป้อมปากท่อในกฎมนเทียรบาล เรียกว่าป้อมท้ายสนม เป็นป้อมมุมกำแพงพระราชวังด้านตะวันตกข้างเหนือ


๑๓๖ (๕๖) ประตูมหาไตรภพชล เป็นประตูฉนวนตรงไปจากฉนวนในหลังพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ ลงฉนวนน้ำประจำท่าวาสุกรี ที่ปลายถนนตรงช่องประตูออกนอกกำแพงขุดพบอิฐก่อตะแคงลาดจากที่สูงไปหาต่ำ ยังเห็นปรากฎอยู่จนทุกวันนี้ (๕๗) ประตูเสาธงไชยนี้ สันนิษฐานว่าไม่ใช่ประตูหูช้างคงเป็นประตูยอดมณฑปเพราะเป็นประตูกำแพงใหญ่ ในรูปที่ช่างฝรั่งเศสเขียนพิมพ์ไว้ในสมุดต่าง ๆ แถวด้านแม่น้ำเป็นประตูยอดทั้งหมด








๑๓๗ มีศาลาลูกขุนใน (๕๘) ๑ มีพระตำหนัก (๕๙) ตึกสำหรับแปลพระราชสาร ๑ มีโรงพลพันใส่ปืนใหญ่น้อย ซ้ายโรง ๑ ขวาโรง ๑ มีโรงใส่พระพิไชยราชรถอยู่ริมกำแพงคั่นท้องสนามหน้าจักรวัติโรง ๑ มีโรงปืนใหญ่เป็นตำแหน่งของพระมหาเทพพระมหามลตรี พระราชริน พระอินทะเดชะแลโรงสี่โรงนี้อยู่นอกเชิงกำแพง ชั้นสองนั้นมีประตูซุ้มชื่อ ปตูสุรินทรทวาร ๑ ปตูสำราญไพชน ๑ ในกำแพงชั้นนี้ตั้งโรงอัฐคช มีซุ้มยอดทั้งแปดโรง มีตึกลำสงัดสามห้องสองตึก กำแพงชั้นสามมีเชิงเทีญไต่เตี้ยมีซุ้มปตูตรงหน้าพระมหาปราสาทพระวิหารสมเด็จออกมานั้น มีปตู (๖๐) ชื่อพิศานสีลามีซุ้ม ๑ ปตูตรงพระมหาสรรเพชออกมานั้น ชื่อ ปตู (๖๑) พิไชยสุนทร ๑ แลท้องสนามในตรงหน้าพระมหาปราสาทองค์นั้น มีโรงพระคชาธาร (๖๒) สี่โรง มีซุ้มยอดใส่พระคชาธารโรงละตัว มีโรงม้าพระที่นั่งโรงหนึ่งสี่ห้อง ๆ ละสองตัว อยู่ตรงหน้าพระคลังมหาสมบัติ (๕๘) ศาลาลูกขุนในกับศาลหลวง อยู่ในกำแพงพระราชวังชั้นนอกด้านตะวันออก เคยขุดพบดินหยิกเล็บประจำผูกสำนวนบางก้อน ก็มีตรา ถูกไฟเผาจนสุก เดี๋ยวนี้เก็บไว้ในอยุธยาพิพิธภัณฑ์ (๕๙) หอแปลพระราชศาส์น ขุดพบรากอยู่ภายในกำแพง พระราชวังชั้นนอกด้านตะวันออกข้างใต้ ๑๘

๑๓๘ (๖๐) ประตูพิศาลศิลา ในคำให้การชาวกรุงเก่าเรียกว่า ประตูวิมานมงคล แต่ในตำรานี้ว่าประตูพิมานมงคล อยู่ระวางพระวิหารสมเด็จกับพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ปราสาท ขุดพบช่องประตูและยอดที่หักลงมา เป็นประตูยอดปรางค์มีพรหมพักตร ๔ ด้าน (๖๑) ประตูพิไชยสุนทร ในคำให้การชาวกรุงเก่า เรียกประตูพรหมสุคต ขุดพบช่องประตู แต่ไม่พบเครื่องยอด สันนิษฐานว่าเป็นประตูยอดปรางค์ มีพรหมพักตรอย่างเดียวกับเลขที่ ๖๐ (๖๒) โรงช้าง ขุดพบรากตรงกัน








๑๓๙ พระมหาปราสาทสุริยามรินทร์นั้น (๖๓) อยู่ในกำแพงทิศอุดรริมน้ำ มีมุขโถงเป็นพระที่นั่งเย็นองค์ ๑ ริมชาลาพระปราสาทฝ่ายอุดร มีพระตำหนักใหญ่ (๖๔) ฝาหลังเจียดทาแดงห้าห้อง ๑ มีพระตำหนักห้าห้อง (๖๕) เรียงกันมา เป็นตำหนักสำหรับประทมเพลิง อยู่ริมปตูต้นส้มโอ ๑ แลฝ่ายทักขิณพระที่นั่งสุริยามรินทร์ มีพระตำหนักใส่พระรูปสมเด็จพระณเรศวร (๖๖) กับเครื่องพระแสงต้น ๑ แลพระมหาปราสาทวิหารสมเด็จ (๖๗) นั้น เป็นที่บุศยาภิเศกแต่ก่อนมา มีมุขโถง มีพระมรฎบแว่นฟ้าเป็นพระที่นั่งตั้งในมุขโถงหน้าพระมหาปราสาทวิหารสมเด็จ มีทิมดาบซ้านขวา มีกำแพงแก้วสูงสองศอก ล้อมรอบพระมหาปราสาท ๑ พระมหาปราสาทสรรเพช (๖๘) มีมุขโถง มีพระมรฎบทองตั้งในมุขโถง เป็นพระที่นั่งเสด็จออกปราไศรยแขกเมืองในกลางพระมหาปราสาทนั้น มีแท่นบันยงสามชั้นหย่างพระเบญจาสำหรับปูหนังราชสีห์เสด็จขึ้นทรงนั่งราชาภิเศก มีทิมดาบคดซ้ายขวาหน้าพระมหาปราสาทนั้น มีกำแพงแก้วสูงสองศอกล้อมรอบพระมหาปราสาท มีปตูออกมาถนนระวางพระวิหารสมเด็จพระสรรเพ็ชญ์ปราสาทนั้น สำหรับแห่พระเจ้าลูกเธอออกมาโสกันลงสรง ชื่อปตูพิมานมงคลศาลาลวด ๑ ในท้องสนามหน้าพระมหาปราสาทสององค์นั้น


๑๔๐ มีโรงคชาธารสี่โรง มีโรงม้าต้นโรง ๑ สี่ห้องใส่ห้องละตัวมีคลังสำหรับใส่เครื่องม้าต้นยืนให้แขกเมืองดู พระคลัง ๑ มีพระคลังมหาสมบัติ มีโรงช่างทำรูปอยู่ในกำแพงล้อมพระคลังมหาสมบัติ มีกำแพง (๖๙) คั่นท้องสนามหน้าพระลานทิศอุดร มีปตูซุ้มสำหรับแห่พระเจ้าลูกเธอลงสรงจึงเปิดชื่อปตู (๗๐) ไชยมงคลไตรภพชนย์ ๑. มีปตูช่องกุดออกไป ปตูเสาธงไชย ๑ มีกำแพง (๗๑) คั่นหน้าปราสาทที่นั่งสุริยา มรินทร์ มีปตูชื่อไพชนย์ทวาร ๑ มีทิมดาบชาววังข้างขวาตำรวจในข้างขวา นอกปตูมีโรงพระโอสถ ๑ มีโรงพระราชยานหมู่พนักงานกันเจียกอยู่ ๑ มีโรงพรมเสื่อสนมรักษา ๑ มีโรงช่างสนะสองโรง มีโรงซุ้มยอด (๗๒) ใส่ช้างนางพญาเผือก ๑ แลกำแพงคั่นสวนไพชยนเบญจรัตน์ (๗๓) ไปลงคลังมหาสมบัติ ถึงมุมกำแพงคลังวิเศษ มีปตูเข้าไปสวนไพชยนเบญจรัตน์ชื่อปตูสวรรค์พิรมย์ หอพระมณเฑียรธรรม (๗๔) อยู่กลางสระ มีโรงช่างทำเงิน บาท สลึง เฟื้อง อยู่ปากสระ มีคลังสุภรัตน์ใส่สบงจีวรผ้าไตร ๑ คลังพิมานอากาษใส่กระจกเทดมีกรอบทองน้อยใหญ่ แลพรมเทดน้อยใหญ่ ๑ มีหอพระเชตอุดร (๗๕) (หอพระเชษฐบิดร) สำหรับเจ้าพระยาพระหลวง แล้วท้าวนางข้างในผู้มีบรรดาศักดิ์ ถือภารพระขันหมากเข้าไปถวายบังคมก่อน


๑๔๑ แล้วจึงเข้าไปถือน้ำพิพัฒสัจจาณวัดพระศรีสรรเพช มีกำแพงคั่นริมหอพระเชตอุดร (หอพระเชษฐบิดร) ล้อมสวนไพชยนเบญจรัตน์ มีปตูออกสนนหว่างกำแพงล้อมพระตำหนักตึก วัดชื่อปตูสวรรค์ไพชยนรัตน์ ๑ ถนนนี้มี ปตูออกไปท้องสนามหน้าจักรวัติ ริมโรงปืนปขาวกวาดวัดชื่อ ปตูภิรมย์เจษฎา ๑ ถนนนี้มีปตูชื่อสุนธรภูสิต เข้าไปคลังวิเศศ ปตูจะออกจากกำแพงพระคลังวิเศศ ออกถนนมาวัดศรีสรรเพชชื่อปตูอุดมพัตรา ๑ ถนนนี้มีถนนเลี้ยวเข้าพระตำหนักหน้าจักวัติ มีปตูเข้าไปพระตำหนักชื่อปตูภิรมย์ธรา ๑ แล้วมาถึงปตูหูช้างริมกำแพงวัดพระศรีสรรเพชร เข้าไปคลังแสงใส่เครื่องช่างครบ ๑ ท้ายจรนำพระวิหารสมเด็จพระสรรเพชปราสาท มีพระฉนวน (๗๖) มีฝาผนังกว้างสิบศอก มีโคหาตลอดหน้าหลังฉนวน มีปตูฉนวนเสด็จออกปตูภพชน ลงเรือพระที่นั่งหน้าพระขนานประจำถ้า ชื่อปตูโคหาภพชน มีสิงห์สองตัวอยู่ที่เชิงอัศจรร ปตูนี้ยายแว่นรักษา ปตูท้ายฉนวนเสด็จออกไปวัดพระศรีสรรเพชร ชื่อปตูสวรรค์โคหา ยายยมรักษา ๑ ปตูข้างพระฉนวนออกมาถนนต้นดอกเหล็ก ถนนนี้ผู้หญิงชาวบ้าน ถ้าทรายถ้าแขกเข้ามานั่งร้านขายผ้า ถนนนี้ตรงมาปตูสุเมรุ ๆ ตรงมาปตูตพานแพะ ๆ ตรงมาเข้าปตูฉนวนลงท้อง


๑๔๒ สระ ๆ ตรงหน้าพระที่นั่งบันยงรัตนนาต ๆ ตรงมาออกปตูจักรพัดผัน ยายมิ่งเป็นนายปตู นางจ่ากำกับรักษาในปตูผู้ชายรักษาหน้าปตูข้างนอก ในท้ายสระนั้นมีโรงโอสถ (๗๗) อยู่หน้าปตูสวนอะหงุ่น ๑ มีพระตำหนักสองห้องสำหรับมีราชกิจให้พระราชาขณะอาจารย์เข้าไปอยู่จำวัด ๑ มีทิมสงฆ์ห้าห้อง ๑ มีทิมดาบมหาดเล็กอยู่นอนเวร มีพระแท่นสำหรับพระราชวังหน้าเสด็จเข้าเฝ้าหยุดพัก ๑ มีโรงนาระกาประโคมยาม ๑ ที่โรงเครื่องม้าต้น มีโรงพระแสงเครื่องต้น ๑ มีโรงช่างทำมุกอยู่หน้าพระที่นั่งทรงปืน ๑ มีโรงอาลักษณ์ (๗๘) อยู่ริมกำแพงสวนกระต่าย ๑ มีหอหลวงใส่พระตำหรับแต่ก่อนสืบมาอยู่ในสระมุมกำแพงสวน กระต่าย ๑ มีพระตำหนักห้าห้องในสวนกระต่าย ๑ มีปตูเข้าไปพระตำหนักตึกใหญ่ผนังนอกทาแดง ชื่อพระตำหนักโคหาสวรรค์พระตำหนักหลังนี้เป็นของพระพันวะษา ซึ่งเป็นพระอัค มเหษีสมเด็จพระนารายณ์แต่ก่อน ครั้นมาเป็นพระคลังข้างใน ท้าวทรงกันดานได้รักษา มีกำแพงล้อม มีปตูสวรรค์ภิรมย์ออกไปท้องสนามจันทน์ หัวเลี้ยวท้องสนามจันทน์ มาถนริมกำแพงล้อมตึกห้าห้อง สำหรับนางวิเศศต้นแต่ง เครื่องพระสุพัณภาช หุงพระกระยาเสวย เครื่องต้น แลถนนนี้ผู้หญิงชาวบ้านในไก่เข้ามานั่งร้านขายเครื่องสำเภา


๑๔๓ จีน ถนนนี้เลี้ยวไปหัวสิงห์หน้าพระฉนวนใหญ่มีกำแพงคั่นมีปตูอุดม นารียออกไปตลาดขายของสดเช้าเย็นตรงในปตูดินเข้ามา อนึ่งมีสระล้อมรอบพระที่นั่งมหาปราสาทบันยงรัตนาต(๗๙) มีพระตำหนักอยู่ในสระ สำหรับมีเทษนาพระ พระมหาชาติ แล้วมีพระที่นั่งปลายเข้าตอก(๘๐) พระราชทานปลาหน้าคนแลกระโห้ ตะเพียนในท้องสระ ริมพระฉนวน(๘๑) เสด็จออกขุนนางณพระที่นั่งทรงปืน (๘๒) แล (๖๓.) พระที่นั่งสุริยามรินทร์ เป็นปราสาทจัตุรมุขก่อด้วยแลงสลับอิฐ อยู่ใกล้กำแพงด้านเหนือริมน้ำ เป็นพระที่นั่งพื้นสูงกว่าองค์อื่น ๆ เดี๋ยวนี้มีผนังตรงรักแร้ด้านเหนือเป็นที่สูงอยู่ตอนหนึ่ง บนนั้นมีรูรอด เมื่อปลูกสร้างสถานที่ต่าง ๆ ในพระราชวังครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในงานรัชมงคลเมื่อพ.ศ. ๒๔๕๐ ผู้ตรวจสอบหนังสือเรื่องนี้ได้เป็นแม่กองปลูกปราสาทเครื่องไม้ลงบนฐานพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ปราสาท ทำตามรูปทรวดทรงเดิม กับทำป้อมกำแพงซุ้มประตูพระนคร และป้อมกำแพงซุ้มประตูพระราชวังเท่าขนาดและตามรูปลวดลายที่สอบสวนได้ เมื่อทำกำแพงแล้วได้ขึ้นไปอยู่ในที่สูงเสมอหลังรูรอด ก็แลข้ามกำแพงไปเห็นเรือในแม่น้ำได้ เห็นจะเป็นมุขนี้เองที่เรียกว่าพระที่นั่งเย็น สมกับจดหมายเหตุ เรื่องคณะพระสงฆ์สยามครั้งพระวิสุทธาจารย์ไปลังกามีความว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เสด็จทอดพระเนตรกระบวนแห่พระสงฆ์บนพระที่นั่งสุริยามรินทร์

๑๔๔ (๖๔-๖๕.) ตำหนัก ๒ หลังนี้อยู่ในที่ข้างเหนือพระที่นั่งสุริยารินทร์ ไม่ได้ แต่ตัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์เองก็อยู่จวนจะติดกำแพงด้านเหนืออยู่แล้ว และที่ข้างใต้พระที่นั่งก็เป็นพระตำหนักประดิษฐานพระรูปพระนเรศวร ที่ ๆ จะปลูกตำหนัก ๒ หลังนี้ได้ก็มีแต่ที่ข้างฉนวนด้านตะวันตกตรงแนวพระที่นั่งออกไป คือที่ตรงข้างกำแพงแก้วโบสถ์วัดใหม่ไชยวิชิตเดี๋ยวนี้เข้าไป ตำหนัก ๒ หลังนี้สันนิษฐานว่า เป็นของใหม่ที่พึ่งทำขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระเอกทัศน์ (๖๖.) ที่ประดิษฐานพระรูปสมเด็จพระนเรศวร พงศาวดารว่าอยู่โรงแสงใน เห็นจะเป็นอันลงรอยกันได้ และที่ต่อจากพระที่นั่งสุริยามรินทร์ไปทางใต้ก็มีรากอิฐอยู่หลายแห่ง (๖๗.) พระวิหารสมเด็จเป็นปราสาทมุขหน้าหลังยาว มุขข้างสั้น ที่มุขหน้ามีมุขเด็จตั้งที่พระที่นั่งบุษบก มีกำแพงแก้วล้อมสามด้านหลังชนเขื่อนเพ็ชร์ เฉียงแนวหลังมุขกลาง เป็นปราสาทองค์ริมข้างใต้ (๖๘.) พระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ปราสาท เป็นปราสาทมุขหน้าหลัง ยาว มุขข้างสั้น มีมุขเด็จ ที่มุขหน้าตั้งพระที่นั่งบุษบกเหมือนพระวิหารสมเด็จ มีกำแพงแก้วล้อมสามด้าน ๆ หลังข้างใต้ชนเขื่อนเพ็ชร์ ข้างเหนือชนกำแพงแก้วพระที่นั่งสุริยามรินทร์ เป็นปราสาทองค์กลาง (๖๙.) กำแพงคั่นท้องสนามใน ขุดพบรากกำแพง (๗๐.) ประตูไชยมงคลไตรภพชล เป็นประตูซุ้มยอดปรางค์ ขุดพบช่องและซุ้มหักตกอยู่ (๗๑.) ขุดพบราก

๑๔๕ (๗๒.) พงศาวดารว่า โรงช้างเผือกหลังคายอด อยู่ริมกำแพงแก้วพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ด้านใต้โรงหนึ่ง อยู่ที่ริมกำแพงแก้วพระวิหารสมเด็จข้างเหนือโรงหนึ่ง (๗๓.) สวนไพชยนต์เบ็ญจรัตน์ อยู่ระวางหลังพระที่นั่งจักวรรดิออกมาทางตะวันตก ถึงกำแพงคั่นชั้นในต่อจากบริเวณพระวิหารสมเด็จด้านใต้ (๗๔.) สระหอพระมนเทียรธรรม อยู่นอกกำแพงชั้นใน ด้านหน้าข้างใต้ ชาวบ้านเดาเรียกกันว่า สระหนองหวาย (๗๕.) หอพระเชษฐบิดรหรือพระเทพบิดรนี้ ท่านผู้ศึกษาโบราณคดีแต่เดิมมารวมทั้งข้าพเจ้าผู้ตรวจสอบหนังสือเรื่องนี้ด้วย เข้าใจว่าอยู่ในวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ แต่ตรวจดูสถานที่ซึ่งยังมีอยู่ก็ล้วนแต่เป็นโบสถ์วิหารสำหรับตั้งพระพุทธรูปทั้งหมด เมื่อมาตรวจสอบหนังสือเรื่องนี้พบว่าหอพระเชฎฐบิดรอยู่ในพระาชวัง กับมีหลักฐานประกอบคือ ตำราแบบธรรมเนียมในราชสำนักครั้งกรุงศรีอยุธยากล่าวไว้ว่า หน้าที่ตำรวจนอกขวาเป็นพนักงานหอพระมนเทียรธรรม และหอหนังสือ หอสวด หอพระเทพบิดร หอพระเทพอุกัน ดังนี้ หอพระมนเทียรธรรมก็อยู่ในพระราชวัง ไม่ได้อยู่ในวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ เพราะฉะนั้นหอพระเทพบิดรก็คงอยู่ในพระราชวังที่ใกล้ ๆ กัน พระรูปพระเชฎฐบิดรหรือพระเทพบิดรนั้นเป็นพระรูปสมเด็จพระรามาธิบดี (อู่ทอง) ซึ่งทรงสร้างกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา แต่จะสร้างในรัชกาลใด ไม่มีในพงศาวดารหรือจดหมายเหตุสันนิษฐานว่า คงเป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่งพระองค์ใดในพระ ๑๙ ๑๔๖ ราชวงศ์อู่ทอง หรือจะเป็นพระราเมศวรผู้เป็นพระราชโอรสทรงสร้างขึ้นไว้ เป็นที่เคารพในฐานที่พระองค์เป็นปฐมบรมราชวงศ์ และเป็นผู้ทรงสร้างกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยามหานคร ประดิษฐานไว้ในพระราชวังเป็นที่ระลึกถึงพระเดชพระคุณและทั้งเพื่อได้เป็นเทพารักษ์สำหรับพระนคร ด้วย เหมือนดังสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นมหาวีรกษัตริย์ก่อกู้เอาเมืองไทยออกจากอำนาจพะม่ากลับเป็นอิสสระ และมีอานุภาพยิ่งกว่าแต่ ก่อน เมื่อล่วงรัชกาลที่แล้วก็มีพระเจ้าแผ่นดินทรงสร้างพระรูปประดิษฐาน ไว้ยังโรงแสในไว้เป็นที่เคารพอย่างเดียวกัน เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีจึงมีพระราชกำหนดไว้ว่า เมื่อถึงวันพิธีถือน้ำให้ข้าราชการผู้ใหญ่น้อยมีดอกไม้ธูปเทียน ไปสักการกราบถวายบังคมพระเชฎฐบิดรก่อน แล้วจึงไปรับพระราชทานน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในพระวิหารหลวงวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ แล้วจึงพร้อมกันเข้าไปกราบถวายบังคมพระเจ้าแผ่นดินในท้องพระโรง แต่พระราชวงศ์รับพระราชทานน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในท้องพระโรงหน้าที่นั่ง เป็นประเพณีสืบมาจนตลอดอายุกรุงศรีอยุธยาครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสร้างกรุงรัตนโกสินทรขึ้นเป็นราชธานีณบางกอกแล้ว ทรงสร้างวัดพระศรี รัตนศาสดาราม โปรดให้เชิญพระรูปพระเชฎฐบิดรลงมาประดิษฐานไว้ในพระวิหารในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ให้ชื่อว่า หอพระเทพบิดร และข้าราชการผู้ใหญ่ในรัชกาลที่ ๑ นั้นเคยเป็นข้าราชการเก่ามาแต่ครั้งศรีอยุธยา และเคยรู้ประเพณีการถือน้ำเดิมอยู่ เมื่อพระเทพบิดร


๑๔๗ ลงมาประดิษฐานอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ถึงวันถือน้ำจึงพากัน เอาดอกไม้ธูปเทียนไปสักการถวายบังคมพระรูปพระเชฎฐบิดรก่อน แล้วจึงไปรับพระราชทานน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในพระอุโบสถ ฉะเพาะพระพักตร พระแก้วมรกต พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ไม่ทรงโปรด ว่าการที่ข้าราชการไปสักการรูปเทพารักษ์ก่อนนั้น เป็นการขาดทางพระตรัยสรณาคม จึงออกพระราชกำหนด เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๒๘ ว่าถ้าถึงวันพิธีถือน้ำตรุษสารท ให้ข้าราชการมีเครื่องสักการไปบูชานมัสการพระแก้วมรกต และรับพระราชทานน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในพระอุโบสถแล้วจึงออกมาอุทิศกุศลให้แก่เทพารักษ์ ดังนี้ ความปรากฏว่า พระเชฎฐบิดรเป็นพระรูปสมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์ที่ ๑ (อู่ทอง) ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาจนถึง พ.ศ. ๒๓๒๗ ซึ่งเป็นปีที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทรต่อปีมะเส็งพ.ศ. ๒๓๒๘ เมื่อออกพระราชกำหนดนี้แล้ว จึงได้แปลงเป็นพระพุทธรูปหุ้มเงินที่พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาและฉบับกรมสมเด็จ พระปรมานุชิตลงไว้ความต้องกันว่า เมื่อสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามโปรดให้เชิญรูปพระเทพบิดรมาแปลงเป็นพระพุทธรูป หุ้มเงิน ปิดทองประดิษฐานไว้ในพระวิหาร ถวายนามว่าพระเทพบิดรนั้นพงศาวดารลงว่าด้วยการแปลงพระเชฎฐบิดรเป็นพระพุทธรูปล่วงหน้าไปถึง ๒ ปี (๗๖.) ขุดพบในฉนวน แต่ผนังรื้อไปหมดไม่มีเหลือ (๗๗.) ระวางนี้ไปถึง ๗๘. พรรณาถึงสถานที่ซึ่งเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในแผ่นดินพระเพทราชา


๑๔๘ (๗๙.) พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาศน์ เป็นปราสาทจัตุรมุขและเป็นที่ ประทับอยู่ข้างใน ด้านตะวันตกมีสระล้อมรอบ ด้านตะวันตกของพระที่นั่ง ก่อภูเขาลงในอ่างแก้ว มีท่อน้ำพุไหลลงในอ่างเลี้ยงปลาเงินปลาทองสร้างขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระเพทราชา ขุดพบรากอ่างแก้วและศิลาที่ก่อเขาหลุดทับถมกองอยู่ ได้เลือกก้อนที่ดีมาก่อเขาไว้ในอ่างบนชาลาหลังพลับพลาจัตุรมุขวังจันทร์เป็นของพิพิธภัณฑ์ (๘๐.) พระที่นั่งปรายเข้าตอก พระที่นั่งองค์นี้ก่อเป็นฐานอิฐลดชั้นอยู่ข้างอ่างแก้วด้านหนึ่งอยู่ริมสระ (๘๑.) มีสะพานข้ามสระไปจากฟากเกาะพระที่นั่งบรรยงก์ ถึงฟากข้างตะวันตกหลังพระที่นั่งทรงปืน ยังเห็นโคนเสาสะพานอยู่ (๘๒.) พระที่นั่งทรงปืน ขุดพบรากเป็นรูปยาวรี อยู่ริมขอบสระด้านตะวันตก พงศาวดารว่า เมื่อทรงสร้างพระที่นั่งหมู่นี้แล้ว เปลี่ยนกลับเอาท้ายสนมเป็นข้างหน้า จึงมามีศาลาลูกขุนและโรงหมอทั้งสถานที่สำหรับเจ้าพนักงานประจำการอื่น ๆ ขึ้นอีกแห่งหนึ่งด้วย ในหนังสือนี้พรรณนาแผนที่ในพระราชวังละเอียดดีกว่าฉะบับอื่น ๆ แต่น่าประหลาดที่ไม่ได้กล่าวถึง ชื่อประตูที่มีมาในพงศาวดารและกฎมนเทียรบาล คือประตูไพชยนต์ประตูมงคลสุนทร ประตูแสดงราม ประตูเสดาะเคราะห์ ประตูพระพิฆเณศวร ประตูศรีสรรพทวาร ประตูพลทวาร และประตูนครไชย จะเป็นด้วยเหตุไรไม่ทราบ


๑๔๙ พระราชวังกรุงศรีอยุธยา เมื่อรื้อเอาอิฐปราสาทราชฐาน ป้อมกำแพงลงมาใช้ในการสร้างกรุงเทพพระมหานครแล้วก็ทิ้งเป็นที่ร้างไม่ปรากฏว่ามีการปกครองรักษาอย่างไร ในพระราชวังก็มีแต่กองอิฐหักกากปูนถมอยู่เป็นโคกเป็นเนิน มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมรกเรี้ยว ต่อมาจึงมีราษฎรไปตัดฟันถากถางต้นไม้ แล้วปลูกต้นไม้มีผลเช่น น้อยหน่า ส้ม มะขาม มะตูม ถือเป็นเจ้าของกันเป็นแปลง ๆ ไป พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จขึ้นไปประพาสแต่ยังทรงพระผนวชเมื่อเสวยราชสมบัติแล้วก็ได้เสด็จขึ้นไปทรงสังเวยอดีตมหาราช และโปรดให้สร้างปราสาทจัตุรมุขขนาดย่อม ก่อขึ้นบนโคกพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ ปราสาทองค์ ๑ ทรงพระราชดำริจะโปรดให้จารึกพระปรมาภิไธยพระเจ้า แผ่นดินกรุงศรีอยุธยา ประดิษฐานไว้ภายในปราสาท เพื่อเป็นที่สักการระลึกถึงพระเดชพระคุณแต่การค้างอยู่เพียงก่อนผนังยังหาทันยกเครื่องบน ไม่ ถึงรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แรกเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติก็ได้เสด็จขึ้นไปเสวยอดีตมหาราช และต่อ ๆ มาก็เสด็จประพาสอีกหลายคราว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ จะให้ขุดตรวจค้น แผนผังฐานปราสาทราชฐานทั่วทั้งพระราชวังขึ้นรักษาไว้ ให้เห็นเป็นพะยานประกอบพงศาวดารว่า ประเทศไทยได้ตั้งเป็นปึกแผ่นมั่นคง มีความเจริญรุ่งเรืองมาแล้วช้านาน แต่ยังหาได้มีการขุดค้นตรวจสอบถวายไม่มาจนถึงปีระกา พ.ศ. ๒๔๔๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระยา


๑๕๐ โบราณราชธานินทร (พร เดชะคุปต์) สมุหเทศาภิบาลมณฑลอยุธยาแต่ครั้งยังเป็นหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ข้าหลวง มหาดไทย เลื่อนขึ้นเป็นข้าหลวงรักษาราชการกรุงเก่า และปีต่อมาก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นตัวผู้รักษากรุง พระยาโบราณราชธานินทร์ได้ทราบพระราชประสงค์ ในเวลาวันหยุดราชการก็ออกเที่ยวตรวจค้นสถานที่ซึ่งมีชื่อมาในพงศาวดารและในกฎหมายกับทั้งจดหมายเหตุ และโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน บรรดาที่กวีชั้นกรุงศรีอยุธยาแต่งไว้ ที่พรรณนาถึงภูมิฐานพระนครศรีอยุธยา แต่ในเวลานั้นเป็นการยากอย่างยิ่งในการตรวจค้นด้วยในพระราชวังล้วนแต่เป็นโคกเป็นเนิน มีต้นไม้ปกคลุมอยู่ประดุจป่าทึบมิใคร่จะเห็นอะไร ที่ยังเห็นสูงอยู่ก็แต่ผนังรักแร้พระที่นั่งสุริยามรินทร์ แต่ภายหลังมาเมื่อจับเค้าเงื่อนได้ จึงได้ลงมือลองขุดเข้าไปจากที่ต่ำด้านหน้าวังทางตะวันออกเป็นร่องตรงไปทางตะวันตกก็ได้พบ รากกำแพงพระราชวังทั้ง ๒ ชั้น เมื่อพิศูจน์ได้ระดับพื้นดินเดิมแล้ว จึงขุดตรงเข้าไปจนถึงแนวกำแพงแก้วหน้าพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ปราสาทสายหนึ่ง และขุดที่นอกกำแพงวังด้านเหนือตอนริมน้ำตรงเข้าไปทางข้างพระที่นั่งสุริยามรินท์ ก็พบมุมฐานพระที่นั่ง เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๔๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาส ได้ทอดพระเนตร ที่ ๆ ขุดไว้ก็เป็นที่พอพระราชหฤทัย แต่เวลานั้นกำลังที่จะเอาไปทำการขุดค้นตรวจสอบพื้นพระราชวังยังไม่มีพอ ได้อาศัยแบ่งแยกเอาผู้คุมเรือนจำไปได้คน ๑ คุมนักโทษไปทำการขุดค้นได้เพียงวันละ ๑๐ คนบ้าง


๑๕๑ กว่าบ้าง การจึงช้าไม่ปรุโปร่งเห็นได้ทันพระราชประสงค์ ถึงปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๔๙ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสวยราชสมบัติมาจะครบ ๔๐ ปีเท่ารัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์ที่ ๒ ในปีมะแม พ.ศ. ๒๔๕๐ จะโปรดให้ตั้งการพระราชพิธีรัชชมงคลบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายสมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์ที่ ๒ กับทั้งอดีตมหาราชทุกพระองค์ที่ในพระราชวังกรุงศรีอยุธยา โปรดเกล้า ฯ ให้พระยาโบราณราชธานินทร์ จัดการเตรียมที่สำหรับจะปลูกพลับพลาพระราชพิธี กับโรงการมหรสพ และโปรดให้รื้อโครงปราสาทที่ทำค้างไว้บนฐานพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์นั้นเสียในคราวนี้ พระยาโบราณราชธานินทร์จึงกะโครงการ ขอนุญาตเงินตั้งพนักงานเป็นผู้คุมนักโทษขึ้นโดยฉะเพาะแผนกนี้ ๕ คน กับซื้อรางและรถเหล็กสำหรับขนดิน อนึ่งแต่เดิมที่ดินข้างพระราชวังทางริมน้ำตั้งแต่หน้าวัดธรรมิกราชไปจนคลองท่อมีบ้านเรือนราษฎรปลูกเรียงรายปิดหน้าพระราชวังหมด จึงต้องขออนุญาตเงินใช้เป็นค่าเสียหายแก่เจ้าของบ้านที่จักต้องถูกรื้อถอนด้วย และในการขุดวังตั้งแต่เริ่มมาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ครั้งยังดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นพระธุระแนะนำอุดหนุนทุกอย่าง การจึงสำเร็จตามรูปที่กะไว้ ครั้นถึงเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๔๙ ได้แยกเอานักโทษจากเรือนจำไปคุมขังไว้ที่ข้างวัดธรรมิกราช ๑๐๐ คนไปลงมือทำการ พระยาโบราณราชธารินทร์ก็ได้เข้าไปตั้งที่พักชั่วคราวอยู่ที่มุมพระราชวังด้านตะวันออก คอยตรวจตราบงการให้เจ้าหน้าที่ขุดค้น

๑๕๒ ให้ถูกต้องตามแผนผังรากของเดิม และได้ขนเอาอิฐหักกากปูนมูลดินออกไปถมในที่ซึ่งราษฎรย้ายถอนบ้านเรือนไป ซึ่งเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมมาแต่เดิมนั้น สูงขึ้นจนเสมอพื้นดินเชิงกำแพงข้างวัง คือที่เป็นถนนย่านท่าวาสุกรีตอนข้างวังด้านริมน้ำเดี๋ยวนี้ การขุดครั้งนั้นสำเร็จได้รูปแผนผังเพียงตั้งแต่กำแพงข้างเหนือ ไปจนถึงแนวกำแพงคั่นข้างพระวิหารสมเด็จ ด้านหน้าพระราชวังทางตะวันออกตั้งแต่กำ แพงชั้นนอกไปจดกำแพงหลังพระราชวังด้านตะวันตก ก็พอจวนจะถึงกำหนดงานพระราชพิธี จึงหยุดการขุด ลงมือจัดการปลูกสร้างพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ปราสาท และป้อมกำแพงประตูเมืองประตูวังสถานที่ต่าง ๆ ตามรูปรากเดิมด้วยเครื่องไม้ ให้เหมือนอย่างพระราชวังครั้งกรุงศรีอยุธยา และปลูกโรงมหรสพรอบพระราชวังชั้นใน ครั้นถึงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พระพุทธศักราช ๒๔๕๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินแต่กรุงเทพพระมหานครขึ้นไปประทับพลับพลาณเกาะลอย วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน และวันที่ ๑ ที่ ๒ ธันวาคม เวลาบ่ายเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพระราชอิสสริยยศ ทั้งทางชลมารคสถลมารค เข้าไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ปราสาทแล้ว เสด็จพระราชดำเนินกลับมาประทับแรมที่พลับพลาเกาะลอย มีมหรสพโขน ๒ โรง หุ่น ๒ โรง ละคร ๒ โรง มอญรำโรง ๑ เทพทองโรง ๑ และมีระเบงโมงครุ่ม คุลาตีไม้ ไม้ลอย ญวนหก นอนหอก นอนดาพ ไต่ลวดกระอั้วแทงควาย แทงวิไสย กับสรรพกิฬา มีแข่งระแทะ วิ่งวัวคน

๑๕๓ ชกมวย ขี่ช้างไล่ม้า ๓ วัน ค่ำมีดอกไม้ไฟทั้ง ๓ คืน เมื่อเสร็จพระราชพิธีแล้ว รุ่งขึ้นเวลาบ่ายเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรในพระราชวังอีกเวลาหนึ่ง วันที่ ๔ ธันวาคม จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพพระมหานคร อนึ่งทรงพระราชดำริว่าต่อไปก็คงจะเสด็จพระราชดำเนินขึ้นมาทอดพระเนตรอยู่เนือง ๆ ทั้งเมื่อมีเจ้านายต่างประเทศหรือแขกเมืองชั้นสูงเข้ามาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ก็จะเป็นที่ให้แขกเมืองมาเที่ยวได้แห่ง ๑ จึงโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาโบราณราชธานินทร์สร้างพลับพลาตรีมุขขึ้นบนฐานเขียง ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นฐานพระราชมนเทียรที่ประทับเดิม แต่ในแผนผังของเก่าที่ขุดพบบนฐานนี้เป็นพระที่นั่งหลังคาแฝด มิใช่ตรีมุข และไม่มีเกยช้างเกยม้า เกยพระราชยาน มาทำเพิ่มเติมขึ้นเพื่อให้เหมาะสำหรับการเสด็จประพาสรัชกาลที่ ๖ เมื่อเสร็จการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปทรงสังเวยอดีตมหาราช ตั้งพระราชพิธีที่พลับพลาตรีมุขในพระราชวังกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๕๓ ต่อมาก็ได้เสด็จขึ้นไปทรงสังเวยอดีตมหาราชณพลับพลานั้นอีก ๓ คราว ถึงรัชกาลปัตยุบัน เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว ก็ได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปสังเวยอดีตมหาราชเหมือนดังรัชกาลก่อน เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๖๙ ๒๐

๑๕๔ อนึ่งการขุดพื้นวังนั้น เมื่อพ้นรัชชมงคลมาแล้วก็ได้ไปลงมือขุดพระที่นั่งจักรวรรดิไพชนยต์มหาปราสาท และวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ตอนหน้า ต่อมากำลังการขุดร่อยหรอลงโดยมีอุปสรรคในการใช้แรงนักโทษ ถึง พ.ศ. ๒๔๖๖ ในรัชกาลที่ ๖ โปรดให้กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณ ซึ่งภายหลังมาในรัชกาลปัจจุบันนี้เปลี่ยนเป็นราชบัณฑิตยสภา เป็นหน้าที่รักษาสถานที่โบราณ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ นายกราชบัณฑิตยสภา จึงมีรับสั่งให้พระยาโบราณราชธานินทร์ สมุหเทศาภิบาล และอุปนายกราชบัณ ฑิตยสภา ลงมือขุดชำระพื้นวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ต่อมา การขุดชำระพื้นพระราชวังและวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์นั้น บางแห่งต้องขุดออกสูงตั้งแต่ศอก ๑ ถึง ๕ - ๖ ศอก จึงถึงพื้นเดิม






๑๕๕ และวังจันทร์ (๘๓) นั้นมีปราสาทจตุรมุขหาซุ้มยอดมิได้พระมหาอุปราชเปนฝ่ายหน้า เสด็จอยู่ใกล้กับพระราชวังหลวงทางห้าสิบเส้นอยู่ทิศบูรรภ์และมีพระมหาปราสาทโถง(๘๔) ตั้งนอกกรุงทิศอิสาณ สำหรับเสด็จไปทอดพระเนตรจับช้างเถื่อน ช้างโขลงปกน้ำเถื่อนเข้ามาจึงชื่อพเนียดและ (๘๓) วังจันทรเกษม เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แต่ครั้งยังดำรงพระอิสสริยยศเป็นพระยุพราช เมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้วก็คงจะเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเอกาทศรฐและพระมหาอุปราชพระองค์ต่อ ๆ มาแต่บางคราวก็เป็นที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดิน เช่นสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แรกได้ราชสมบัติก็ประทับอยู่ที่วังจันทร์หลายปีจึงเสด็จเข้าไปประทับในวังหลวง ในคำให้การชาวกรุงเก่าว่าวังจันทร์มีกำแพง ๒ ชั้น เหมือนวังหลวง กำแพงชั้นนอกสูง ๗ ศอก แนวกำแพงยาวโดยรอบ ๒๔ เส้น มีประตูใหญ่กว้าง ๔ ศอก ๖ ประตูประตูน้อย ๒ ประตู พระราชมนเทียรข้างหน้ามีท้องพระโรง ต่อท้องพระโรงเข้าไปมีวิมาน ๓ หลัง อยู่ทางทิศเหนือหลัง ๑ ทิศใต้หลัง ๑ ทิศตะวันออกหลัง ๑ หลังใต้เรียกว่า พระที่นั่งพระวิมานรัตยา และมีสถานที่เจ้าพนักงานประจำการต่าง ๆ คล้ายวังหลวง เมื่อหมดอายุพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานีแล้ว ก็รื้อเอาอิฐวังนี้ไปใช้ในการสร้างกรุงเทพมหานคร พื้นที่วังก็รกร้างภายหลังจึงมีราษฎรเข้าไปปลูกต้นผลไม้ มาถึงรัชกาลที่ ๔

๑๕๖ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาวังจันทร์ขึ้นเป็นพระราชวัง ได้ก่อกำแพงมีใบเสมารอบ ๔ ด้าน ๆ หนึ่งยาวราว ๔ เส้น ๔ ด้าน ราว ๑๖ เส้น มีประตูซุ้ม ๔ ประตู สำหรับแปรพระราชสำนักขึ้นไปประทับ โปรดให้สร้างพระที่นั่ง และพลับพลาตำหนักเรือนโรงสถานที่สำหรับเจ้าพนักงานประจำการในพระราชสำนักครบบริบูรณ์ ครั้นมาในรัชกาลที่ ๕ ทรงสร้างพระราชวังบางปะอินขึ้นเป็นที่ประทับเวลาแปรพระราชสำนักแล้ว วังนี้ก็ไม่มีเวลาจะใช้ สถานที่ต่าง ๆ ก็ชำรุดทรุดโทรมไป ครั้นเมื่อจัดการรวมหัวเมืองขึ้นเป็นมณฑลอยุธยาจึงโปรดเกล้า ฯ พระราชทานให้เป็นที่ทำการของเทศาภิบาล ในครั้งนั้นได้ซ่อมแต่ฉะเพาะสถานที่ ๆ จะเอาไว้ใช้ในราชการ นอกจากนั้นได้รื้อลงเสียมากหลายอย่างยังคงเหลืออยู่แต่กำแพงวัง และ ๑. พระที่นั่งพิมารัตยา ก่ออิฐพื้น ๒ ชั้น ได้ยินเล่ามาว่าก่อตามรากเดิมนั้นองค์ ๑ ได้ใช้เป็นศาลารัฐบาลมณฑลอยุธยา มาแต่ พ.ศ. ๒๔๓๙ จนถึงทุกวันนี้ ๒. หอพิศัยศัลลักษณ์ ก่ออิฐพื้น ๔ ชั้น ว่าก่อตามรูปรากเดิมในรัชกาลที่ ๔ ใช้เป็น ที่ประทับทอดพระเนตรดาว ๓. พลับพลาจัตุรมุข ที่ถูกน่าจะเรียกฉมุข เพราะมีมุขด้านหน้า ๓ ด้านหลัง ๓ เป็นพลับพลาเครื่องไม้ หลังคามุงกระเบื้องมีช่อฟ้าใบระกา หน้าบันมุขกลางด้านหน้า ของเดิมปั้นเป็นลายพระราชลัญจกรมหาโองการ มุขเหนือเป็นลายพระราชลัญจกรครุฑพาหะมุขใต้เป็นลายพระราชลัญจกรหงส์พิมาน ด้านหลังมุขกลางเป็น ๑๕๗ ลายพระราชลัญจกรมังกรคาบแก้ว มุขเหนือเป็นลายพระราชลักญจกรไอราพต มุขใต้เป็นลายพระราชลัญจกร สังขพิมานในรัชกาลที่ ๕ พลับพลานี้ชำรุด โปรดให้พระยาชัยวิชิต (นาก ณป้อมเพ็ชญ์) ผู้รักษากรุงซ่อมครั้งหนึ่ง มาถึงในปลายรัชกาลที่ ๖ ชำรุดอีก ในรัชกาลที่ ๗ จึงโปรดให้พระยาโบราณราชธานินทร์ ซ่อมอีกครั้งหนึ่ง การซ่อมครั้งนี้ได้รื้อตัวพลับพลาลงหมดทั้งหลัง เสาและรอดตงขื่อใช้ด้วยเฟโรคอนกรีตแทนไม้ของเดิม และเดี่ยวทรงพลับพลาเดิมนั้นเตี้ยอยู่ได้ขยายให้สูงขึ้นไปอีกศอกหนึ่ง ฝาคงใช้ฝาไม้ตามเดิม แต่หน้าบันมุขทั้ง ๖ ลายปั้นของเดิมชำรุดได้เปลี่ยนเป็นลายไม้สลักแทน ๔. โรงละคร หลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้อง อยู่หน้าพลับพลาจัตุรมุข เดิมใช้เป็นศาลามณฑล ต่อมาเมื่อได้จัดการสร้างศาลขึ้นเป็นตึก ๒ ชั้น ที่นอกกำแพงวังด้านตะวันออกแล้ว ได้รื้อเอาไปปลูกไว้ที่ศาลารัฐบาลมณฑล เปลี่ยนเป็นผนังก่ออิฐเดี๋ยวนี้ใช้เป็นศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๕. ห้องเครื่องหลัง ๑ ใช้เป็นที่พักพนักงานรักษาวัง ๖. โรงม้าพระที่นั่งเป็นตึก ๕ ห้อง อยู่ริมกำแพงวังด้านเหนือหลัง ๑ ในรัชกาลที่ ๖ ได้สร้างพระคลังมณฑลกับที่ทำการสรรพากรขึ้นที่ริมกำแพง แต่ริมประตูด้านใต้ไปจดริมประตูด้านตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นรูปคดตามกำแพงหลัง ๑ เมื่อพระยาโบราณราชธานินทร์ ยังเป็นสมุหเทศาภิบาล ได้กะกำหนดแผนผังไว้ว่าเมื่อ

๑๕๘ ถึงเวลาสร้างศาลารัฐบาลมณฑลใหม่ จะได้สร้างจากริมประตูด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ไปบรรจบริมประตูทิศเหนืออีกหลัง ๑ ตัวศาลารัฐบาลมณฑลเดิมนั้นจะได้แก้ไขสำหรับเก็บโบราณวัตถุเป็นพิพิธภัณฑ์ ต่อไป กำแพงวังเดิมเข้าใจว่าคงกว้างกว่าที่สร้างในรัชกาลที่ ๔ ด้วยได้เคยพบรากพระที่นั่งยังมีโคนเสา และบัวปลายเสาหักอยู่ในที่ ๆ เป็นโรงเรียนมณฑล ซึ่งอยู่นอกกำแพงวังข้างใต้ กับมีรากอิฐอยู่ในบริเวณกำแพงเรือนจำก็หลายแห่ง จึงสันนิษฐานว่า แนวกำแพงวังเดิมด้านเหนือกับด้านตะวันออกคงจะอยู่ราวแนวกำแพงใหม่ ยืนไปหักมุมเลี้ยวที่หลังโรงเรียนมณฑล ตรงไปทิศใต้ไปหักมุมเลี้ยวราวหลังกำแพงเรือนจำ เข้าบรรจบกำแพงด้านเหนือด้านริมน้ำคงมีกำแพงสกัดระวางกำแพงวังกับกำแพงพระนครทั้งสองข้าง โบราณวัตถุของวังจันทร์เดิมที่ยังเหลืออยู่อีกอย่างหนึ่ง ก็คือที่ตั้งระหัดน้ำเข้าวัง ก่อด้วยอิฐอยู่ริมตลิ่งเยื้องกับแนวกำแพงวังไปหน่อยหนึ่ง แต่ก่อนชาวบ้านเรียกว่าฐานโพธิ์ เพราะมีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ต้น ๑ ภายหลังเมื่อได้ตรวจดูโดยละเอียดแล้ว จึงเห็นว่าเป็นที่ตั้งระหัดน้ำ ด้วยมีท่อดินเผาฝังแต่ที่นั่นเข้าไปในวัง ไปลงบ่อข้างหอพิศัยศัลลักษณ์สาย ๑ ไปทางหน้าพลับพลาจัตุรมุขสาย ๑ และคงจะมีไปทางอื่นอีก แต่ตรวจให้ตลอดไม่ได้ ด้วยมีสถานที่ ๆ สร้างใหม่ทับอยู่


๑๕๙ อนึ่งในพระราชวังจันทรเกษมนี้ นอกจากใช้เป็นที่ทำราชการแล้ว พระยาโราณราช ธานินทร์ แต่ครั้งยังเป็นพระยาโบราณบุรานุรักษ์ ผู้รักษาพระนครศรีอยุธยา ยังได้รวบรวมโบราณวัตถุ มีเครื่องศิลา เครื่องโลหะ เครื่องกระเบื้อง เครื่องดินเผา เครื่องไม้แกะสลัก บรรดาที่ได้พบปะอยู่ตามที่วัดร้าง และของที่ขุดได้ทั้งของที่มีผู้ให้เป็นส่วนตัว ไปจัดตั้งไว้ในตึกโรงม้าพระที่นั่ง และได้ขยายปลูกเป็นเฉลียงมุงสังกะสีมีฝารอบ ๓ ด้าน ขึ้นเป็นที่พิพิธภัณฑ์มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๕ ในครั้งนั้นเจ้านายทรงเรียกว่า โบราณพิพิธภัณฑ์ ต่อมาถึงวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปทอดพระเนตร ได้ทรงลงพระปรมา ภิไธยและทรงลงบันทึกไว้ในสมุดสำหรับพิพิธภัณฑ์ว่า " เก็บรวบรวมได้มากเกินคาดหมาย และจัดเรียบเรียงดี " แล้วได้โปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ย้ายของจากโรงม้าพระที่นั่งมาจัดตั้งในพลับพลาจัตุรมุข ส่วนโบราณวัตถุที่เป็นศิลาและโลหะ มีพระพุทธรูปและของอื่นที่ใหญ่ ๆ นั้น ได้ก่อฐานอิฐจัดตั้งเรียงไว้ภายในกำแพงวัง และทำระเบียงมุมสังกะสีไปตามแนวกำแพงวัง แต่ด้านเหนือไปถึงด้านตะวันออกจัดขึ้นเป็นพิพิธภัณฑ์สถานในพระนครศรีอยุธยา ซึ่งบัดนี้เรียกว่า อยุธยาพิพิธภัณฑ์สถาน ในรัชกาลปัตยุบันนี้ เมื่อโปรดให้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์สถานสำหรับพระนครขึ้นอยู่ในหน้าที่ราชบัณฑิตยสภาแล้ว ราชบัณฑิตยสภาได้ย้ายโบราณวัตถุ ที่ทำด้วยไม้และเครื่องศิลา

๑๖๐ เครื่องโลหะอันเป็นชิ้นเอกจากอยุธยาพิพิธภัณฑ์สถานลงมาไว้ในพิพิธ ภัณฑ์สถานสำหรับพระนครเสียหลายสิบชิ้น (๘๔.) พระที่นั่งพะเนียด เดิมเมื่อแรกสร้างกรุง กำแพงพระนครด้านตะวันออกเฉียงเหนืออยู่พ้นวัดเสนาสน์เข้าไป พะเนียดจับช้างอยู่ที่วัดซอง คือที่ที่ว่าการอำเภอกรุงเก่าเดี๋ยวนี้ ต่อมาถึงแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ จึงย้ายไปตั้งพะเนียดที่ตำบลทะเลหญ้า ขยาย กำแพงพระนครด้านนี้ออกไปริมน้ำ คือที่ริมถนนหน้าวังจันทร์อยู่ในทุกวันนี้ แต่พระที่นั่งที่พะเนียดของเดิมพะม่าเอาไฟเผาเสียเมื่อครั้งเข้า มาล้อมกรุง ต่อมาถึงกรุงรัตนโกสินทร ในรัชกาลที่ ๑ จะได้ซ่อมแปลงพะเนียดขึ้น หรืออย่างไรไม่ได้ความชัด มารู้แน่นอนแต่ว่าเมื่อรัชกาลที่ ๓ โปรดให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น ๑ กรมหลวงเทพพล-ภักดิ์ออกไปทรงเป็นแม่กองซ่อมพะเนียดครั้งหนึ่ง กับในรัชกาลที่ ๕ ก็ได้โปรดให้ซ่อมอีก ๒ คราว





๑๖๑ ตั้งด่านคอยเหตุตามแม่น้ำเข้ากรุงที่ทิศบูรรภ์ขนอน(๘๕) บ้านเข้าเม่า ๑ ทักษิณขนอน(๘๖) บ้านบางตะนาวสี ๑ ปัจจิมขนอน(๘๗) บ้านปากคู ๑ อุตรขนอน(๘๘) บ้านบางหลวง ๑ แลซึ่งแม่น้ำรอบกรุงมีทำนบรอ(๘๙) กว้างสามวาตรงป้อมมหาไชย สำหรับช้างม้าคนเดิรข้ามไปมาที่หัวรอ ๑ แล้วมีเรือคอยข้ามรับส่งสมณชีพราม (๘๕.) ด่านสำหรับตรวจคนแปลกปลอมกับสิ่งของต้องห้ามที่จะเข้ามาหรือออกไปจากพระนคร ขนอนเป็นที่ตั้งเก็บภาษี บางแห่งด่านกับขนอนอยู่ไกลไม่เกี่ยวกัน บางแห่งอยู่ใกล้กัน เช่นขนอนสี่ทิศกรุง และต้องตั้งที่แม่น้ำทางร่วมซึ่งจะเข้ากรุง ทิศตะวันออกจึงตั้งด่านตรวจผู้คนและขนอนเก็บภาษีที่บ้านเข้าเม่า ด้วยเป็นทางร่วมแม่น้ำลพบุรี กับแม่น้ำป่าสักเดิม (๘๖.) ขนอนบางตะนาวสี หรือนัยหนึ่งเรียกขนอนหลวงอยู่ที่ข้างวัดโปรดสัตว์ เป็นด่านภาษีใหญ่กวาทุกแห่ง เพราะสำหรับตรวจผู้คนและเรือลูกค้า กับเก็บภาษีสินค้าที่เข้าออกทางหัวเมืองชายทะเลและต่างประเทศ (๘๗.) ขนอนปากคูอยู่ที่ปากคลองวัดลาดฝั่งใต้ ทางไปบ้านเกาะมหาพราหมณ์ สำหรับตรวจผู้คนและเก็บภาษีซึ่งจะเข้าออกทางลำแม่น้ำน้อย (๘๘.) ขนอนบางลางอยู่ที่เลี้ยวบ้านแมนลำน้ำโพธิ์สามต้นเป็นด่านภาษีแม่น้ำแควใหญ่ทางเหนือ ซึ่งสายน้ำเดิมลงทางบางแก้ว ๒๑ ๑๖๒ ที่ว่าบางหลวงนั้นผิด ของเดิมคงเขียนไว้ถูก แต่ผู้คัดลอกต่อ ๆ มาไม่เคยได้ยินชื่อนั้น เคยได้ยินแต่ว่ามีบางหลวงในจังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา หรือเช่นตึกในวัดเสาธงทอง จังหวัดลพบุรี ในหนังสือชั้นหลังเขียนว่าตึกคชสาร แต่ที่ถูกคือตึกโคระส่าน หมายความว่าเป็นตึกให้ทูตโคระส่านพักเวลาเข้ามาเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ แต่มาตอนหลังไม่รู้จักชื่อโคระส่าน เห็นคชสารแปลได้ก็เลยเขียนเช่นนั้นเป็นต้น (๘๙.) มีรออยู่ที่ตรงตลิ่งท้ายห้องแถวตลาดหัวรอเดี๋ยวนี้ ไปจนตลิ่งฟากข้างตะวันออก ของเดิมทำไว้เพื่อกั้นไม่ให้น้ำในแม่น้ำแควใหญ่ซึ่งไหลผ่านเข้าไปทางพระราชวัง ไหลบ่าลงทางคูด้านขื่อหน้าซึ่งจะทำให้แม่น้ำหน้าพระราชวังตื้น แต่เมื่อกรุงเสียแล้วต่อมาก็เอาไว้ไม่อยู่ น้ำไหลบ่าออกทางคลองหัวรอลงหน้าวังจันทร์ ทำให้คลองกว้างกลายเป็นแม่น้ำแม่น้ำเดิมที่ไปทางพระราชวังจึงตื้นเขิน เลยเรียกกันว่าคลองเมืองในทุกวันนี้ เมื่อ ๓๐ ปีล่วงมาผู้ตรวจสอบหนังสือเรื่องนี้ ยังได้เคยเห็นโคนเสารอที่พื้นคลอง เวลานี้ดินท่วมดอนขึ้นมาเสียมาก แต่ถ้าผู้ใดมีความประสงค์จะพิศูจน์ ลองขุดโคลนสัก ๒-๓ ศอกก็จะพบโคนเสารอ



๑๖๓ แลด้านขื่อบูรรภ์ทิศ แต่หัวรอมาถึงเรือจ้างข้ามไปวัด ตพานเกลือ (๙๐) ๑ เรือจ้างขามออกไปวัดนางชีย (๙๑) ๑ เรือจ้างข้ามออกไปวัดพิไชย (๙๒) ๑ เรือจ้างข้ามออกไปวัดเกาะแก้ว (๙๓) ๑ ด้านขื่อทิศบูรรภฺห้าแห่งทั้งหัวรอ ด้านแปทิศทักขิณ เรือจ้างข้ามไปวัดเจ้าพระแนงเชิง ๑ เรือจ้างท้าหอย (๙๔) (ท่าหอย) ข้ามออกไปป่าจาก ๑ เรือจ้างข้ามออกไปวัดขุนพรหม (๙๕) ๑ เรือจ้างด่านชียข้ามออกไปวัดสุรินท์ ๑ เรือจ้างฉะไกรน้อยข้ามออกไปวัดถ้าราบ ๑ เรือจ้างวังไชยข้ามออกไปวัดนาค (๙๖) ปากคลองขุนลคอนไชย ๑ ด้านแปทักขิณทิศมีเรือจ้างหกตำบลแล (๙๐.) วัดสะพานเกลือ อยู่ที่เกาะลอย ลักษณะเป็นวัดหลวง แต่เดี๋ยวนี้ร้าง (๙๑.) วัดนางชี อยู่ใต้สะพานท่าวัดประดู่โรงธรรม เดี๋ยวนี้พังเสียเกือบหมดแล้ว (๙๒.) วัดพิชัย อยู่ที่ปากคลองบ้านบาตรฝั่งใต้ ๆ สถานีรถไฟ (๙๓.) วัดเกาะแก้ว อยู่ปากคลองป่าข้าวสารฝั่งใต้ เยื้องท่าน้ำหน้าวัดสุวรรณข้ามโบสถ์เดิมพังลงน้ำไปเกือบหมดแล้ว (๙๔.) ท่าหอย อยู่ตรงโรงต้มกลั่นสุราเดี๋ยวนี้ ตามแผนที่เก่าว่าเป็นท่าหมู่บ้านจีน (๙๕.) วัดขุนพรหม อยู่ตรงประตูจีนข้าม (๙๖.) อยู่ในปากคลองตะเคียนข้างเหนือ ซึ่งครั้งเดิมเรียก ว่า คลองขุนละครไชย

๑๖๔ ด้านขื่อประจิมทิศ เรือจ้างบ้านชียข้ามออกไปวัดไชยราม (ซัดไชยวัฒนาราม) ๑ เรือจ้างวังหลังข้ามออกไปวัดลอดฉอง (๙๗) (วัดลอดช่อง) ๑ เรือจ้างด่านข้ามออกไปกระษัตรา ๑ เรือจ้างข้ามออกไปธาระมา ๑ ด้านขื่อปัจจิมทิศมีเรือจ้างสี่ตำบล ด้านแปอุตรทิศ เรือจ้างปตูสตคบข้ามออกไปวัดขุนยวน ๑ เรือจ้างข้ามออกไปวัตติน(๙๘) ๑ ถ้าเรือคอยราชการประจำทั้งกลางวันกลางคืน (๙๙) ข้ามออกไปขึ้นฟากสระบัวแลศาลากรฃระเวร ๑ เรือจ้างถ้าสิบเบี้ย (๑๐๐) ข้ามออกไปคลองวัดโพ๑ เรือจ้างริมวัดถ้าทราย (๑๐๑) ข้ามออกไป (วัด) โรงฆ้อง ๑ เรือจ้างหน้าวัดชรอง (๑๐๒) ข้ามออกไปวัดป่าคนที ๑ เรือคอยราชการวังจันอยู่ตรงป้อมมหาไชย (๑๐๓) ข้ามออกไปวัดแม่นางปลื้มแลถ้าโขลง ด้านแปอุตรทิศมีถ้าเรือคอยสองตำบล เรือจ้างห้าตำบลแล (๙๗.) วัดลอดช่อง อยู่เหนือวัดไชยวัฒนาราม แต่ลึกขึ้นไปบนบก (๙๘.) วัดเชิงท่าอยู่เยื้องปากคลองท่อข้าม เป็นท่าข้ามไปเข้าวังในตอนที่เปลี่ยนท้ายสนมเป็นข้างหน้า ตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระเพทราชาลงมาจนแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ (๙๙.) เรือคอยรับใช้ราชการประจำท่าวาสุกรี ข้ามฟากไปศาลากองตระเวนปากคลองสระบัว ด้วยที่นั้นเป็นด้านตรงฉนวนน้ำ ๑๖๕ ประจำท่าพระราชวังหลวง เป็นศาลาย่านกลาง ในกฎมนเทียรบาลว่าตอนแม่น้ำข้างเหนือมีศาลากองตระเวน สันนิษฐานว่าคงอยู่ราวตรงระวางท่ากลาโหมกับท่าสิบเบี้ยข้าม สำหรับรักษาเหตุการณ์ในลำแม่น้ำเขตต์พระราชวังด้านหน้าศาลา ๑ ข้างใต้ตั้งกองตระเวนที่ศาลาปูน สันนิษฐานว่าข้างวัดศาลาปูนเดี๋ยวนี้ สำหรับรักษาเหตุการณ์ในลำน้ำตอนท้ายพระราชวัง ระวางศาลาเหนือศาลาใต้ ห้ามไม่ให้เรือประทุนเรือลูกค้าเข้าออก (๑๐๐.) ท่าสิบเบี้ยเป็นท่าขึ้นลงของผู้มีราชการในพระราชวังและผู้ที่มีกิจในโรงศาล เพราะก่อนแต่แผ่นดินสมเด็จพระเพทราชาขึ้นไป ศาลาลูกขุนกับทั้งสำนักงานข้าราชการในราชการสำนักอยู่ในกำแพงพระราชวังด้านตะวันออก และนอกกำแพงก็มีสถานที่ทำการอื่น ๆ อยู่ทางด้านหน้าทั้งหมด (๑๐๑.) วัดท่าทรายอยู่ริมคลองประตูข้าวเปลือก ภายในกำแพงพระนคร วัดโรงฆ้องอยู่ริมน้ำฝั่งเหนือเยื้องกันข้าม (๑๐๒.) วัดซอง อยู่ภายในกำแพงพระนครหลังตลาดหัวรอ เดี๋ยวนี้อยู่ในบริเวณอำเภอกรุงเก่า เป็นวัดร้าง เดิมมีโบสถ์ วิหารพระเจดีย์ และหอระฆัง ช่องประตูด้านตะวันตก แต่พังทำลายเสียหมดคงเอาไว้แต่พระเจดีย์กับช่องประตูไว้เป็นเครื่องหมาย วัดป่าคนทีอยู่หลังบ้านหม้อฟากคลองข้างเหนือ แนวเดียวกับวัดแม่นางปลื้ม (๑๐๓) ป้อมหาไชยอยู่ตรงตลาดหัวรอ วัดแม่นางปลื้มอยู่คนละฟาก

๑๖๖ แม่น้ำรอบกรุงทั้งสี่ด้าน มีทำนบรอตำบล ๑ เรือคอยสองตำบลเรือจ้างยี่สิบตำบล แต่ข้ามแม่น้ำยี่สิบสามตำบลแล มีตลาดเรือที่แม่น้ำรอบกรุง เป็นตลาดเอกสี่ คือ ตลาดน้ำวน (๑๐๔) บางกะจะ ๑ ตลาดปากคลองคูจาม (๑๐๕) ๑ ตลาดคลองคูไม้ร้อง (๑๐๖) ๑ ตลาดปากคลองวัดเดิม (๑๐๗) ๑ เป็นสี่แล มีตลาดบนบกนอกกำแพงกรุง แต่ในขนอรทั้งสี่ทิศเข้ามาจนริมแม่น้ำรอบกรุงนั้น คือตลาดวัดพระมหาธาตุ (๑๐๘) หลังขนอรบางหลวง ๑ ตลาดลาว (๑๐๙) เหนือวัดโคหา สวรรค์ ๑ ตลาดคลองน้ำยา (๑๑๐) ๑ ตลาดป่าปลา (๑๑๑) เชิงทำนบรอ ๑ ตลาดหน้าวัดแคลงแลวัดตะพานเหลือง (๑๑๒) (วัดตะพานเกลือ) ๑ ตลาด (๑๑๓) (ซัดนางชี) ...... ๑ ตลาดบ้านบาตวัดพิไชย (๑๑๔) ๑ ตลาดวัดจันทร์หลังวัดกล้วย (๑๑๕) ๑ ตลาดหลังตึกวิลันดา (๑๑๖) ๑ ตลาดวัดสิงห์ (๑๑๗) บ้านยี่ปุ่น ๑ ตลาดวัดทอง ๑ ตลาดวัดถ้าราบ ๑ ตลาดบ้านปูนวัดเขียน ๑ ตลาดบ้านจีน (๑๑๘) ปากคลองขุนลคอนไชย ๑ ตลาดกวนลอดช่อง ๑ ตลาดเรือจ้างธาระมา ๑ ตลาดบ้านป้อม (๑๑๙) ตรงขนอรปากคู ๑ ตลาด (หัว) แหลม (๑๒๐) คลองมหานาก ๑ ตลาดวัดขุนญวนศาลาปูน ๑ ตลาดวัดคู


๑๖๗ ไม้ร้อง (๑๒๑ ) หลังโรงเรือ ๑ ตลาดหน้าวัดกะไตร (๑๒๒) ลงวัดหน้าพระเมรุ ๑ ตลาดวัดค่ายวัว (๑๒๓) บ้านม่อ ๑ ตลาดป่าเหล็ก (๑๒๔) ๑ ตลาดวัดครุฑ (๑๒๕) ๑ ตลาดคลองผ้าลาย (๑๒๖) ริมวัดป่าแดง (วัดป่าแตง) ๑ ตลาดโรงกูบ (๑๒๗) หน้าวัดกุฏิทอง ๑ ตลาด(วัด) โรงฆ้อง (๑๒๘) ๑ ตลาดหน้าวัดป่า(๑๒๙)บ้านคนที ๑ ตลาดป่าเหล็ก (๑๓๐) ถ้าโขลง ๑ ตลาดวัด พร้าว (๑๓๑) ๑ ตลาดนอกกรุงเทพมหานครสามสิบสองตลาดแล (๑๐๔.) บางกะจะ คือ แม่น้ำตรงสามแยกหน้าป้อมเพ็ชร์ (๑๐๕.) คลองคูจามอยู่ใต้วัดพุทไธศวรรย์ลงมา (๑๐๖.) คูไม้ร้อง อยู่ริมคลองเมืองฝั่งเหนือ ระวางวัดเชิงท่ากับวัดพนมโยง เป็นที่โรงเรือพระที่นั่ง (๑๐๗.) วัดเดิมในราชการเรียกว่าวัดศรีอโยธยา อยู่ในคลองแยกจากคลองบ้านม้าหันตรา (๑๐๘.) วัดพระมหาธาตุอยู่ในกำแพงพระนคร ไม่ปรากฎว่ามีวัดมหาธาตุอยู่นอกกรุงอีก และที่บางลางซึ่งเป็นด่านขนอนเดิม ข้างแม่น้ำฝั่งตะวันออกมีวัดดาวคนอง ทางตะวันตกมีวัดช้าง ตลาดนั้นจะอยู่ ที่วัดใดรู้ไม่ได้ (๑๐๙) จะอยู่ที่ใดไม่ทราบแน่ เพราะชื่อวัดเดี๋ยวนี้เปลี่ยนแปลงไปเสียมาก แต่อยากจะเดาว่า น่าจะอยู่แถวปลายคลองสระบัวด้วยที่แถวนั้นสังเกตเห็นเป็นบ้านเก่ามีวัดเรียงกันถึง ๒ ชั้น

๑๖๘ (๑๑๐.) ชาวบ้านเดี๋ยวนี้เรียกคลองที่อยู่เหนือพะเนียดเข้าไปในทุ่งวัดบรมวงค์ว่าคลองน้ำยา แต่ในจดหมายเหตุและแผนที่ของพวกฝรั่งเศส ซึ่งเขียนไว้ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่า คลองเหนือวัดเสนต์โยเสฟ คือที่เรียกกันว่าคลองตะเคียนเหนือเดี๋ยวนี้ เป็นคลองน้ำยา แต่ในหนังสือนี้เรียกคลองนี้ว่า คลองขุนละคอนไชย (๑๑๑.) ตลาดป่าปลา อยู่ที่หน้าตลาดหัวรอ (๑๑๒.) คือตลาดริมแม่น้ำหน้าวังจันทร์ฝั่งเหนือ แต่วัดแคลงมาถึงวัดสะพานเกลือ (๑๑๓.) วัดนางชี อยู่ใต้สะพานวัดประดู่ลงมา (๑๑๔.) บ้านบาตรอยู่ในคลองข้างวัดพิไชย ใต้สถานีอยุธยา (๑๑๕.) วัดนี้หมายความว่า อยู่ที่ริมทางรถไฟใต้สะพานคลองบ้านบาตรลงไปชาวบ้านเรียกว่า วัดประสาท แต่มีวัดจันทร์อยู่ที่เหนือสถานีอยุธยาวัด ๑ มีชื่อมาในพงศาวดาร แต่ไม่อยู่ในลำดับนี้ (๑๑๖.) ตึกวิลันดา อยู่ริมแม่น้ำฝั่งตะวันออกข้างใต้หัวเลี้ยววัดรอ หลังวัดพนัญเชิงลงไป ชาวบ้านเรียกตึกแดง ยังเห็นผนังตึกเพียงพื้น (๑๑๗.) บ้านญี่ปุ่น อยู่ริมแม่น้ำฝั่งตะวันออกเหนือเกาะเรียนแต่คงเป็นเรือนเครื่องไม้ จึงไม่พบรากอิฐ (๑๑๘.) ปากคลองตะเคียนข้างเหนือที่ฝรั่งเศสเรียกว่า คลองน้ำยา แต่ในหนังสือนี้เรียกคลองขุนละคอนไชย (๑๑๙.) บ้านป้อมอยู่ริมแม่น้ำฝั่งตะวันตกใต้ปากคลองวัดลาดลงมาคือที่ป้อมจำปาพล ๑๖๙ (๑๒๐.) คลองมหานาค อยู่เหนือหัวแหลมราว ๒ เส้น พงศาวดาร ว่าในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระเจ้าหงสาวดีสุวรรณเอกฉัตรยกเข้ามาตีกรุง พระมหานาค วัดภูเขาทองสึกออกมารับอาสาตั้งค่ายกันข้าศึก ตั้งแต่วัดภูเขาทองลงมาจนวัดป่าพลู พรรคพวกมหานาคช่วยกันขุดคูนอกค่ายกันทัพเรือจึงเรียกว่าคลองมหานาค ลำคลองแต่แม่น้ำเข้าไปจนถึงวัดภูเขาทองเห็นจะเป็นคลองเดิมของวัด เพราะวัดภูเขาทองอยู่กลางดอน มหานาคคงจะขุดคูแยกจากคลองวัดภูเขาทองลงมาข้างใต้ถึงวัดศาลาปูน แล้วเลี้ยวลงทางตะวันตกผ่านหลังวัดขุนญวน และหน้าวัดป่าพลูมาออกแม่น้ำใหญ่ที่เหนือหัวแหลม (๑๒๑) ซ้ำกับเลขที่ ๑๐๓ (๑๒๒) วัดตะไกร อยู่หลังวัดหน้าพระเมรุเยื้องไปข้างเหนือ (๑๒๓) วัดค่ายวัว อยู่หลังบ้านหม้อ (๑๒๔) อยู่หลังบ้านหม้อ แถวเดียวกับวัดแม่นางปลื้ม (๑๒๕) วัดครุฑ อยู่ปลายคลองสระบัวฝั่งตะวันออก (๑๒๖) วัดป่าแตง อยู่ในปากคลองสระบัวตรงหน้าพระเมรุข้าม (๑๒๗) วัดกุฎีทอง อยู่ริมคลองเมืองฝั่งเหนือ เยื้องหน้าพระราชวังข้าม (๑๒๘) วัดโรงฆ้อง อยู่ริมคลองเมืองฝั่งเหนือ (๑๒๙-๑๓๐) อยู่หลังบ้านหม้อ ดูเหมือนจะเป็นตลาดเดียวกับเลขที่ ๑๒๑ (๑๓๑) วัดพร้าว อยู่ในคลองเล็ก ตรงหน้าวัดสามวิหารข้ามเดิมก็คงจะอยู่ริมลำน้ำแควใหญ่ แต่ตลิ่งงอกออกมามาก ๒๒ ๑๗๐ ในกรุงเทพมหานครมีถนนหลวง(๑๓๒) กว้างห้าวา สำหรับ มีการใหญ่แห่พระกถินหลวงนากหลวงตั้งพยุห์บาตร สระ ขนานช้างม้าพระที่นั่งปตูไชย ชักจะเข้ใส่ศภพระราชาขณะอธิการ แลมีค่ายผนบบ้านหล่อ (๑๓๓) ตั้งแต่ถนนหน้าวังตรา ๑ มาปลายถนนวังตราตั้งค่ายผนบบ้านหล่อตรงปตูถ้าสิบเบี้ย ๑ ค่ายผนบบ้านหล่อตั้งสุดถนนป่าตะกั่ว (๑๓๔) ๑ ตั้งที่หัวเลี้ยวมาป่าโทน ๑ ตั้งหัวถนนป่าเตียบถ้าพระประเทียบ ๑ ท้ายถนนป่าเตียบ ๑ ตั้งหัวถนนป่าขันเงิน ๑ ตั้งท้ายถนนป่ายา ๑ ตั้งหัวถนนป่าชมภู ๑ ตั้งหัวถนนป่าไม้ป่าเหล็ก ๑ ตั้งหัวถนนป่าฟูก ๑ ตั้งหัวถนนป่าผ้าเขียว ๑ ตั้งหัวถนนตะแลงแกง ๑ ตั้งท้ายถนนตะแลงแกง ๑ ตั้งหัวถนนป่าตองตรงจวนคลัง ๑ ตั้งท้ายถนนป่าตองต่อถ้าช้างปตูไชย ๑ ค่ายผนบบ้านหล่อตั้งรอบพระราชวังหลวง ๑ ตั้งหัวโรงม้าไชยฤกษ์ปตูจักมหิมา ๑ ตั้งมุมวัดธรรมฤคราชตรงกำแพงคั่นท้องสนามหน้าจักรวัติ ๑ ตั้งหัวถนนตลาดเจ้าพรม ๑ ตั้งป้อมตรงศาลาษารบาญชี ๑ ตั้งที่ป้องกลางตรงวัดสีเชียง ๑ ตั้งมุมป้อมจะเลี้ยวมาหน้าวัดระฆัง (๑๓๕) ๑ ตั้งมุมป้อมจะเข้ามาท้ายสระ ๑ ตั้งมุมป้อมปากท่อจะเลี้ยวมาถนนปตูดินมาหยุดจนพระฉนวนประจำถ้า ๑ ตั้งค่ายผนบบ้านหล่อ ล้อมพระราชวังหลวงแปดตำบล ตามถนนหลวงสิบหกตำบล เป็นยี่สิบสี่ตำบลแล

๑๗๑ (๑๓๒.) ถนนสายนี้เป็นถนนใหญ่ตรงไปจากหน้าพระราชวังไปหักเลี้ยวที่มุมกำแพงพระราชวังด้านใต้หน่อยหนึ่ง แล้วเลี้ยวซ้ายตรงไปทางใต้ถึงประตูไชยซึ่งอยู่ริมแม่น้ำด้านใต้ เคยแห่รับพระราชศาสน์พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ กรุงฝรั่งเศส กับปรากฎว่าเป็นที่ชุมพลทัพเรือซึ่งแม่ทัพจะยกไปต่อสู้ข้าศึกตามหัวเมือง ไม่ใช่ทัพหลวงที่เสด็จเป็นจอมพล แต่ที่ว่ามีแห่พยุหยาตรากฐินหลวง นาคหลวง สระสนามช้างม้านั้น เห็นจะมีแต่กฐินหลวงวัดบรมพุทธาราม ซึ่งเป็นวัดของสมเด็จพระเพทราชาทรงสร้างขึ้นในที่พระนิเวศน์เดิมย่านป่าตอง ใกล้กับประตูไชยเป็นการพิเศษ ส่วนการแห่พยุหยาตรากฐินหลวงหรือสระสนานช้างม้าประจำที่ คงจะตั้งกระบวนออกจากหน้าพระราชวังที่ถนนหน้าวังตราข้างวัดธรรมิกราช เสด็จออกทางประตูจักรมหิมาตรงไปตามทางย่านถนนป่ามะพร้าว ถึงวัดพลับพลาไชยเลี้ยวลงข้างใต้หยุดทรงทอดกฐินวัดราชบุรณะแล้วไปวัดมหาธาตุ กลับกระบวนเลี้ยวลงสู่ทิศตะวันตกทางถนนตลาดเจ้าพรหม ตรงมาเข้าประตูพระราชวังหน้าพระที่นั่งจักรวรรดิ ในจดหมายเหตุของทูตลังกาที่ว่าด้วยตอนไปดูแห่กฐินพยุหยาตรา อธิบายถึงแผนที่ ๆ ไปคอยดูก็อยู่ในถนนสายที่กล่าวนี้ และในพระนครยังมีถนนรีถนนขวางอีกหลายสาย ถนนเหล่านั้นพูนดินขึ้นสูงเหมือนทางรถไฟ ตอนที่ดอนก็สูงราว ๓ ศอก ที่ลุ่มก็สูงตั้ง ๔ ศอกหรือกว่าก็มี กว้างราว ๒ วาบ้าง ๓ วากว่าบ้าง กลางปูอิฐตะแคงยังเหลือเห็นได้ในเวลานี้อีกหลายแห่ง สันนิษฐานว่า ตามถนนในพระนครเวลานั้นใช้แต่พาหนะช้างม้า ไม่มีรถหรือเกวียน จะมีก็แต่รถหลวงสำหรับใช้ในการแห่เท่านั้น ๑๗๒ ถนนสายนี้ตามแผนที่เป็นถนนขวางกึ่งกลางพระนคร แต่เหนือไปใต้ และมีถนนรีแต่ด้านตะวันออกตรงไปทางตะวันตกถึงหลังวังหลังซึ่งอยู่ในบริเวณโรงทหารเดี๋ยวนี้ เป็นถนนสายรีที่อยู่กึ่งกลางพระนครเหมือนกัน ตรงที่ถนนสองสายนี้ผ่านกันเป็นทาง ๔ แพร่ง เรียกว่า ตะแลงแกง ริมถนนตะแลงแกงด้านเหนือฟากตะวันตกมีหอกลอง ซึ่งผู้ตรวจสอบหนังสือเรื่องนี้เคยตรวจค้น ขุดพบโคนเสาขนาดใหญ่เท่ากับเสาพระเมรุกลางเมืองแต่ก่อนเหลืออยู่ ๓ ต้น และมีรากกำแพงอิฐรอบห่างจากหอกลองเข้าไปด้านหลังมีวัดเรียกกันว่าวัดเกศ ต่อจากหลังวัดเกศไปเป็นคุก มีคลองเล็กแยกจากคลองท่อ ที่ถัดสะพานลำเหยมาทางตะวันออกถึงคุกเรียกว่า คลองนครบาล ข้างฟากถนนตะแลงแกงทางใต้ด้านตะวันตกมีศาลพระกาฬหลังคาเป็นซุ้มปรางค์ และมีศาลอยู่ต่อกันไปเข้าใจว่าจะเป็นศาลพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระหลักเมืองที่ตรงตะแลงแกงเห็นจะถือกันว่าเป็นกลางพระนคร ในกฎมนเทียรบาล จึงแบ่งแขวงในกำแพงพระนครไว้ดังนี้ ตั้งแต่หอกลองถึงเจ้าไสยและตลาดยอดแขวงขุนธรณีบาล ตั้งแต่หอกลองถึงประตูไชยและเจ้าไสยแขวงขุนโลกบาล แต่หอกลองถึงป่ามะพร้าวมาถึงท้ายบางเอียนแขวงขุนโลกบาล ตั้งแต่หอกลองลงมาบางเอียนถึงจวนวังแขวงขุนนรบาล รวมเป็น ๔ แขวง ท้องที่นอกกรุงก็แบ่งเป็น ๔ แขวงคือ ๔ อำเภอเหมือนกัน พบชื่อ ที่มีมาในกฎหมาย คือ แขวงรอบกรุงคงจะปกครองท้องที่บริเวณนอกกำแพงพระนครออกไปโดยรอบ แขวงอุไทยปกครองท้องที่ต่อเขตต์

๑๗๓ แขวงรอบกรุงออกไปด้านตะวันออกจนจดทิศใต้ แขวงนคร ปกครองต่อจากแขวงรอบกรุงและแขวงอุไทยไปทางทิศเหนือตลอดตะวันตกเฉียง เหนือ แขวงเสนา ปกครองต่อจากแขวงรอบกรุงและแขวงนครทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือไปต่อแขวงอุไทยทิศใต้ ต่อมาในชั้นกรุงรัตนโกสินทรจะเป็นรัชกาลที่ ๔ หรือต้นรัชกาลที่ ๕ เห็นว่าแขวงอุไทย แขวงนคร แขวงเสนา มีท้องที่และผู้คนมากเกินกำลังนายแขวงจะปกครองให้เรียบร้อยได้ จึงแบ่งแขวงอุไทย แขวงนคร แขวงเสนา ออกไปอีกเป็นอุไทยใหญ่ อุไทยน้อย นครใหญ่ นครน้อย เสนาใหญ่ เสนาน้อย รวมเป็น ๗ อำเภอครั้นเมื่อรวมหัวเมืองจัดการเป็นมณฑลเทศาภิบาล เมื่อพ.ศ. ๒๔๓๘ ได้แบ่งแยกเขตต์ท้องที่อำเภอนครใหญ่ นครน้อยออกเป็นนครกลาง นครใน แยกเขตต์อำเภอเสนาใหญ่ เสนาน้อย ตั้งขึ้นเป็นอำเภอเสนากลาง อำเภอเสนาใน รวมเป็น ๑๑ อำเภอ ต่อมาโปรดให้เปลี่ยนชื่ออำเภออุไทยน้อย เป็นอำเภอพระราชวัง และตัดเขตต์อำเภออุไทยใหญ่และเขตต์อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี รวมเข้าตั้งเป็นอำเภออุไทยน้อยอีกอำเภอหนึ่ง รวมเป็น ๑๒ อำเภอ และโปรดให้เปลี่ยนชื่ออำเภอนครกลาง เป็นอำเภอนครหลวง ถึง พ.ศ. ๒๔๕๙ ในรัชกาลที่ ๖ โปรดให้เปลี่ยนชื่ออำเภออุไทยใหญ่คงเป็นอำเภออุไทย อำเภออุไทยน้อยเปลี่ยนเป็นอำเภอวังน้อย อำเภอพระราชวังเปลี่ยนเป็นอำเภอบางปะอิน อำเภอนครใหญ่เปลี่ยนเป็นอำเภอมหาราช อำเภอนคร น้อยเปลี่ยนเป็นอำเภอท่าเรือ อำเภอนครในเปลี่ยนเป็นอำเภอบางปะหัน อำเภอเสนาใหญ่เปลี่ยนเป็นอำเภอผักไห่ อำเภอเสนาน้อยเปลี่ยนเป็น

๑๗๔ อำเภอราชคราม อำเภอเสนากลางคงเป็นอำเภอเสนาอำเภอเสนาในเปลี่ยนเป็นอำเภอบางบาล อำเภอรอบกรุงเป็นอำเภอกรุงเก่า (๑๓๓.) ค่ายผนบบ้านหล่อ หนังสือบางเรื่องเรียกว่าจำหล่อ แต่ ก่อนเคยเห็นมีตามทางเข้าวัดที่อยู่ตามดอน เป็นเครื่องกีดกั้นขวางทาง คือ ปักเสาสูงราว ๒ ศอก มีไม้ สาทับหลังขวางถนนเรียกว่าราว เป็น ๒ แนวเยื้องไม่ตรงกัน ปลายต่อปลานเกินกันทั้ง ๒ ข้าง ตามปกติเมื่อผู้ใดเดินไปถึงจำหล่อจำเป็นต้องเดินอ้อมจากปลายราวข้าง ๑ ไปออกปลายราวข้าง ๑ ถ้าเป็นโจรผู้ร้ายถูกไล่วิ่งหนีมาถึงจำหล่อก็จำเป็นต้องหลุดชะงักทำให้ช้าลง ครั้งกรุงศรีอยุธยาตามจำหล่อว่ามีกองตระเวนอยู่ประจำรักษาการดังปรากฎในเพลงยาวของนายจุ้ย ฟันขาว กวีแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแต่งไว้ความว่าคืนวันหนึ่งไปหาผู้หญิงที่บ้านแต่เข้าบ้านผู้หญิงไม่ได้ คอยจนดึกหมดหวังก็เดินกลับมาตามถนน ถึงจำหล่อเขาปิดเพราะเกินยาม ๑ แล้ว จึงต้องปีนข้าม มีกลอนในตอนกลางเพลงยาวว่า ดังนี้ "แต่เดินครวญป่วนใจจนใกล้รุ่ง เสียดายมุ่งหมายมือที่ถือถนอม คิดใคร่คืนหลังง้อไปขอจอม เกลือกมิยอมยกหน้าก็ท่าอาย ยิ่งคิดอั้นอกโอ้อาลัยเหลือ คนึงเนื้อหอมใจยังไม่หายพี่เดินดึ่งไปจนถึงจำหล่อรายเขาปิดตายมิให้เดินด้วยเกินยาม ก็ยึดราวก้าวโผนพอโจนพ้น จึ่งปะคนที่เขาเกณฑ์ตระเวนถาม ไม่ตอบสนองเขามามองตระหนักนาม ครั้นแน่เนตรเขาก็ขามด้วยเคยกลัว" (๑๓๔.) ตำบลที่เรียกว่า ป่าในพระนครศรีอยุธยา อย่าสำคัญว่าเป็นที่ว่างร้างเปลี่ยวเช่นป่าดง แต่ตรงกันข้าม ตำบลที่เรียกว่าป่า

๑๗๕ ในพระนครนั้นกลับเป็นตลาดสะพานที่ประชุมคน คือ หมายความว่าย่านใดที่มีสิ่งใดเป็นพื้นก็เรียกว่าป่าของสิ่งนั้น ๆ เช่นป่าตะกั่วเป็นตลาดขายลูกแหและเครื่องตะกั่ว ย่านป่ามะพร้าวเป็นตลาดที่ขายมะพร้าว หรืออาจจะมีต้นมะพร้าวอยู่ในแถบนั้นบ้าง ป่าผ้าเหลืองก็คือย่านตลาดขายผ้าไตรจีวร ป่าตองก็เป็นที่มีสวนกล้วยมีใบตองขาย ในย่านนั้นเป็นต้น (๑๓๕.) คือวัดวรโพธิ อยู่ฟากตะวันตกคลองท่อ คนละฟากกับด้านหลังพระราชวัง เดิมเห็นจะเรียกว่าวัดระฆัง จะมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดวรโพธิในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่อคณะสงฆ์ซึ่งออกไปตั้งศาสนาเกาะลังกากลับเข้า น่าจะได้พันธุ์พระศรีมหาโพธิเข้ามาถวย คงจะได้โปรดให้ปลูกที่วัดระฆัง ด้วยเป็นวัดใกล้ที่ประทับ จึงเปลี่ยนชื่อเป็นวัดวรโพธิแต่นั้นมา






๑๗๖ แลมีตะพานไม้ตะพานอิดเดิรข้ามคลองในกำแพงกรุงตะพานไม้ข้ามคลองหอรัตนไชย ๑ ตะพานอิด (๑๓๖) ข้ามคลอง ปตูในไก่จะเลี้ยวมาหอรัตนไชย ๑ มาตะพานไม้ชื่อตะพานสี่แสก ๑ มาถึงตะพานใหญ่ชื่อตะพานหัวจะกา ๑ มาตะพานอิด (๑๓๗) ตรงปตูในไก่ชื่อตะพานในไก่แล คลองปตูเข้าเปลือกตรงออกปตูจีน มีตะพานก่อด้วยสิลาแลงชื่อตะพานช้าง(๑๓๘) ๑ มาถึงตะพานอิดชื่อตะพานป่าถ่าน (๑๓๙) ๑ มาถึงตะพานไม้ชื่อตะพานวัดลาด ๑ มาถึงตะพานอิดชื่อตะพานชีกูน(๑๔๐) ๑ มาถึงตะพานไม้ชื่อตะพานวัดขุนเมืองใจ ๑ มาถึงตะพานอิดชื่อตะพานตลาดจีน (๑๔๑) ๑ มีคลองน้อยลัดแต่คลองในไก่มาออกคลองปตูจีน มีตะพานอิดข้ามคลองน้อยนั้น ชื่อตะพานบ้านดอกไม้เพลิงแล (๑๓๖.) ยังเห็นรากเชิงสะพานอยู่ (๑๓๗.) ยังเห็นรากเชิงสะพานอยู่ (๑๓๘.) ยังเห็นรากเชิงสะพานอยู่ แต่แลงนั้นว่ารื้อเอาลงไปกรุงเทพ ฯ คราวสร้างบรมบรรพตวัดสระเกศ ในรัชกาลที่ ๓ (๑๓๙.) เชิงสะพาน ๒ ข้างยังอยู่สูงถึงที่วางรอด อยู่ถนนป่าถ่านระวางหน้าวัดมหาธาตุกับวัดราชบุรณะ (๑๔๐.) ยังเห็นรากเชิงสะพานอยู่ และในย่านนี้เป็นเทวสถาน (๑๔๑.) สะพานนี้ก่อเจาะกลางเป็นช่องโค้ง


๑๗๗ คลองปตูเทษสมีเข้ามาจนลำคูปากสมุท แบ่งน้ำกลางเมืองออกริมตะพานนาคบรรจบกับคลองปตูเทษ มีตะพานอิดแต่บ้านแขกใหญ่ข้ามมาถนนบ้านแหชื่อตะพานวานร (๑๔๒) ๑ มีคลองน้อยลัดมาจากคลองใหญ่ปตูจีน มาทลุออกคลอง ปตูเทษ มีตะพานอิดเดิรแต่ถนนบ้านแขกข้ามศาลาอาไศรยมาป่า ๑ มีตะพานอิดเดิรมาถนนหน้าวัดอำแม มาออกถนนหลวงตรงมาวัดฉัดทันแล คลองปตูไชย (๑๔๓) ตรงเข้ามาถนนตะแลงแกงมุมวัดป่าในมีตะพานไม้ริมพระคลังสินค้า ข้ามเข้าไปวัดบรมจักรวัติ ๑ มีตะพานอิดหน้าวัดบรมพุทธาราม (๑๔๔) ข้ามมาป่าดินสอถนนวัดพระงาม ๑ มีตะพานไม้ข้ามถนนบ้านช่างเงินข้ามเข้าไปวัดป่าใน ๑ ลำคลองปตูไชยเลี้ยวตะวันออกมีตะพานไม้ตรงถนนป่าผ้าเขียวข้ามไปบ้านพราหมณ์หน้าวัดป่าใน ๑ มีตะพานไม้ตรงหัวถนนป่าฟูก ข้ามไปถนนหน้าวัดศักชื่อตะพานนาค ๑ ลำคลองปตูไชยมีคลองน้อยเลี้ยวตวันตกไปออกคลองฉะไกรใหญ่ ๑ มีตะพานไม้ข้ามเข้ามาถนนป่าตอง ๑ มีตะพานไม้ตรงฉะไกรน้อยข้ามมาถนนวัดป่าม่อแล (๑๔๒.) เป็นสะพานก่ออิฐและเป็นช่องโค้ง (๑๔๓.) ที่ว่าประตูไชยเป็นคลองน้ำนั้น ในหนังสือเรื่องนี้เองก็เถียงกัน ตอนที่พรรณนาด้วยถนนก็มีความว่า เป็นถนนหลวงสำหรับแห่กฐินพยุหยาตราและนาคหลวงสระสนานช้างม้า ก็ถ้าประตู ๒๓ ๑๗๘ ไชยเป็นประตูน้ำแล้ว ถนนประตูไชยก็ต้องเป็นคลอง มิเป็นกระบวนแห่พยุหยาตรากฐินบกไปลอยคอในน้ำหรือ ในเรื่องประตูไชยนี้ท่านผู้เรียบเรียงเดิมเห็นจะหลงไปเอาแผนที่ประตูฉะไกรน้อยมาเป็นประตูไชย จึงมิได้กล่าวถึงประตูน้ำฉะไกรน้อยเลย ดังจะเห็นได้ต่อไปก็อธิบายถึงประตูฉะไกรใหญ่ทีเดียว ข้อที่จะชี้ให้เห็นว่า ประตูไชยมิใช่ประตูน้ำนั้นมีในพงศาวดารแผ่นดินสมเด็จพระเชฎฐาธิราช เมื่อสมเด็จพระเจ้าปราสาททองครั้งยังเป็นเจ้าพระยากลาโหมยกเข้ามาจับพระเจ้าแผ่นดินมีเรือ ๑๐๐ ลำเศษ พล ๓,๐๐๐ ล่องลงมาจากวัดกุฏิขึ้น ที่ประตูไชย เจ้าพระยากลาโหมขึ้นม้านำพลไปถึงศาลพระกาฬหยุดลงจากม้า ตั้งสัตยาธิษฐานแล้วสุ้มพลอยู่ จน ๘ ทุ่มได้เวลาจึงยกเข้าฟันประตูพระราชวังและยังมีพะยานประกอบอีกแห่งหนึ่ง ได้พบในเพลงยาวของหม่อมพิมเสน ข้าราชการครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นกวี แต่จะเป็นมหาดเล็กหลวงหรืออะไรหาทราบไม่ ได้แต่งเพลงยาวนิราสว่าด้วยไปราชการ จะเป็นกองทัพหรือกองข้าหลวงไปทำอะไรทางจังหวัดเพ็ชรบุรี แต่สังเกตดูในท้องเรื่องมีเรือและผู้คนไปมากเป็นกองใหญ่เรือที่จะไปนั้นตั้งกระบวนอยู่ที่ประตูไชย ก่อนที่หม่อมพิมเสนจะไปราชการนั้น ได้ติดพันอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง และได้พบพูดจาสั่งเสียกันที่วัดพระสรีสรรเพ็ชญ์ว่า ขอให้ผู้หญิงตามไปส่งในวันยกกองออกจากกรุง แต่ผู้หญิงคนนั้นหาไปส่งไม่ มีกลอนเพลงยาวตอนนั้นว่าดังนี้ " จนภูษาผ้าสพักก็เปลี่ยนผัด จะเจียนจัดสิ่งไรให้ใหลหลงถึงเวลาที่จะยาตราตรง ดำรงใจมาในความกรอม เดินทางอย่างจะ

๑๗๙ ถอยย้อนรอยหยุด สุดใจด้วยจะไกลถนอม ถึงประตูไชยร้อนอารมณ์กรอม ออมเทวศประเวศลงนาวา ตระหนักจิตต์ตามนามเรือรบ แลไหนไม่พบพักตรเชฎฐา จึ่งให้ล่องแลตามท้องชลามา เห็นเรือราพายรายมาหลายลำ " ข้อนี้ก็แสดงให้เห็นว่า ประตูไชยไม่ใช่เป็นประตูคลองน้ำ แต่ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องพลั้งพลาดบ้าง แต่เท่าที่ท่านได้เรียบเรียงไว้อย่างละเอียดละออเป็นหลักฐานได้เท่านี้ ก็นับว่าเป็นบุญคุณแก่ผู้ศึกษาโบราณคดีชั้นหลังเป็นนักหนา (๑๔๔.) วัดบรมพุทธาราม สมเด็จพระเพทราชาทรงสร้างขึ้นที่พระนิเวศน์เดิมย่านป่าตองภายในกำแพงกรุง อยู่ระวางประตูไชยกับคลองฉะไกรน้อย พระอุโบสถมุงกระเบื้องเคลือบ จึงเรียกกันว่าวัดกระเบื้องเคลือบ






๑๘๐ คลองปตูปากท่อตรงมาออกปตูฉะไกรใหญ่ มีตะพานไม้ชื่อตะพานขุนโลก ๑ มีตะพานไม้ตรงถนนวัดขวิดข้ามไปวัดกุฎิฉลัก ๑ มีตะพานอิดตรงถนนตะแลงแกงข้ามไปถนนลาวขื่อตะพานลำเหย (๑๔๕) ๑ มีตะพานอิดตรงปตูมหาโภคราช ข้ามไปถนนหน้าโรงไม้ชื่อตะพานสายโซ่ (๑๔๖) ๑ ลำปากท่อมีคลองน้อยเลี้ยวเข้ามาสระแก้ว พระคลังใน มีตะพานไม้ตรงถนนหน้าวัดระฆังข้ามเข้าสวนอะหงุ่น ๑ มีตะพานอิดตรงถนนหน้าวัดระฆังข้าม เข้ามาท้ายสระ ชื่อตะพานสวนอะหงุ่น ๑ ลำคลองปากท่อมีคลองน้อยเลี้ยวไปตวันตก ออกปตูใหญ่ฉางมหาไชยริมวัดสวนหลวงวัด ศภสวรรค์ มีตะพานอิดเดิรตามริมคลองทางหัวไผ่ชื่อตะพานแก้ว แลไนกรุงเทพมหานคร มีตะพานหลวงใหญ่น้อยตะพานอิดสิบห้าตะพาน ตะพานไม้สิบสี่ เป็นญี่สิบเก้าตะพานแล (๑๔๕.) สะพานลำเหย เป็นสะพานข้ามคลองท่อตอนใน ซึ่งมีถนนมาจากวังหลังตรงไปจดกำแพงกรุงด้านตะวันออก ตรงวัดพิไชยข้าม กรมทหารได้ทำถนนจากหลังโรงทหารไปตามแนวเดิมถนนลาว ถนนตะแลงแกง และสร้างเป้าขึ้นที่ระวางวัดฉัททันต์กับเทวสถานให้ชื่อถนนแผลงศร ทำสะพานขึ้นใหม่ตรงสะพานลำเหยให้ ชื่อว่าสะพานลักษณะสูตร สำเร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙ ภายหลังสมเด็ขพระเชฎฐา


๑๘๑ ธิราชเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมาเมื่อเสด็จไปทรงบัญชาการกองพลทหารบกที่ ๓ โปรดให้ทหารทำถนนต่อถนนแผลงศรจากหลังเป้าตรงไปตามถนนป่าโทน บรรจบถนนรอบกรุง ด้านตะวันออก ประทานชื่อไว้ว่า ถนนเดชาวุธ (๑๔๖.) สะพานสายโซ่ เป็นสะพานข้ามคลองท่อจากฟากตะวันตก มาเข้าประตูมหาโภคราช หน้าพระที่นั่งทรงปืน








๑๘๒ แลในกำแพงกรุงเทพมหานคร มีตำบลย่านร้านตลาดขายของสรรพของเป็นร้านชำ ตลาดขายของสดช้าวเย็นตลาดปตูดินหน้าพระราชวังหลวงขายของสดช้าวเย็น ๑ ตลาด ถ้าขัน ขาย หมาก พลู ตรวย เมี่ยงห่อ สำหรับ บวดนาค วังตรา ร้านชำหุงเข้าแกงขายคนราชการและขายของสดช้าวเย็นในย่านตลาดหน้าวังตรา ๑ ตลาดป่าตะกั่วมีร้านชำขายลูกแหแลเครื่องตะกั่ว ฟ่ายแลด้ายขาวด้ายแดง ขายของสดช้าวเย็นในย่านป่าตะกั่วตลาด ๑ ย่านป่ามะพร้าวขายมะพร้าวห้าวปอก มะพร้าวอ่อน มะพร้าวเผา ๑ ย่านป่าผ้าเหลืองขายผ้าไตรแลจีวร ๑ ย่านป่าโทนขายเรไรปี่แก้ว หีบไม้อุโลกใส่ผ้าช้างม้าศาลพระภูมิ ๑ ย่านป่าขนมขายขนมชะมด กงเกวียนภิมถั่วสำปนี ๑ ย่านป่าเตียบขายตะลุ่ม ภานกำมะลอ ภานเลวตะลุ่มเชี่ยนหมาก ๑ ย่านป่าถ่านขายสรรพผลไม้ซ่ม กล้วยแลขายของสดช้าวเย็น ๑ ตลาดหน้าพระมหาธาตุขายเสื่อตนาวเสื่อแขก เครื่องอัฐบริขานฝาบาตรเชิงบาตรตราดตาละปัด ๑ ย่านขันเงินขายขันจอกผอบตลับเงินเลวแลถมยาดำ สายสอิ้งกำไร ปิ่นปักจุกพริกเทดกจับปิ้ง ๑ ย่านป่าทองขายทองคำเปลว ทองนากเงินมีตลาดขายของสดช้าวเย็น ๑ ย่านป่ายาขายสรรพเครื่องเทศเครื่องไทยครบสรรพ คุณยาทุกสิ่ง ๑ เชิงตะพานชีกุนตวันตกแขกขายกำไลมือ กำไลเท้า ปิ่นปักผม แหวนหัวมะกล่ำแหวนลูกแก้ว กระดึง

๑๘๓ กองเชิงล้วนเครื่องทองเหลืองตะกั่ว ๑ บ้านป่าชมภูขายผ้าชมภูคาตราตคดหนังไก่ ผ้าชมภูเลวผ้าภิมเลว ๑ ย่านป่าไหมป่าเหลกฟากถนนซีกหนึ่ง ขายไหมครุยไหมฟั่น ไหมเบญพรรณ์ ฟากถนนซีกหนึ่ง ขายมีดพร้าขวานจอบเสียมตะปูปลิงบิหล่า มีตลาดขายของสดช้าวเย็น ชื่อตลาดตะพานหน้าคู อยู่ในย่านป่าเหลกป่าไหมย่านเดียวกัน ๑ ย่านป่าฟูกขายแต่ฟูกแลหมอนเมาะ ๑ ย่านป่าทุงหมากก็ว่าป่าผ้าเขียวก็ว่า ขายเซื่อเขียวเซื่อขาวเซื่อจีบเอวเซื่อฉีกอกเซื่อกรวมหัว กังเกงเขียว กังเกงขาว ล่วมศักลาด ล่วมเลว ถุงหมาก ศักลาดปักทอง ประดับกระจกถุงหมากเลว ถุงยาสูบประปักทองประดับกระจก ถุงยาสูบ ผ้าลายต่างกันสำหรับทิ้งทาน ซรองพลูศักลาดปักทองประดับกระจก ซรองพลูเลวศักลาดเขียวแดง แล้วรับผ้าแขกจามวัดแก้วฟ้า วัดลอดช่องมาใส่ร้านขาย ๑ ย่านตะแลงแกงขายของสดช้าวเยนเรียกว่าตลาดหน้าคุก ๑ ย่านหน้าพระกาลมีร้านชำขายหัวในโคลงในปั่นฝ้าย ๑ ย่านบ้านช่างทำเงิน แล้วไปย่านป่าผ้าเหลืองป่ามะพร้าวหน้าวัดป่าภาย แล้วไปย่านหน้าจวนคลังทำหีบฝ้ายขาย ย่านป่าตองขายฝ้ายขายรัก มีตลาดขายของสดช้าวเยนหน้าพระคลังสินค้าอยู่ในย่านป่าตอง ๑ ย่านป่าดินสอริมวัดพระงามขายดินสอขาวดินสอดำ ๑ ย่านบ้าน


๑๘๔ แห ขายแหแลเปลป่านด้ายตะกอแลลวด มีตลาดขายของคาวปลาสดช้าวเยน อยู่ในบ้านแขกใหญ่ชื่อตลาดจีน ๑ ย่านพราหมณ์หน้าวัดช้างขายกะบุงตะกร้ากะโล่ครุเชือกเสื่อลวด มีสรรพเครื่องใช้ครบ ๑ ย่านชียกุนขายดอกไม้เพลิงสุราแช่สุราเข้ม ที่ศาลามีตลาดขายของสดช้าวเยน ชื่อตลาดเสาชิงช้าชีกุน ๑ ย่านวัดกระชีช่างทำพระพุทธรูปด้วยทองคำนากเงินสำฤท ๑ ย่านขนมจีนทำขนมเปียใหญ่น้อยขาย ๑ ย่านบ้านวัดน้อยปตูจีนขายปรอดทองเหลืองเคลือบ ๑ ย่านในไก่เชิงตพานปตูจีนไปเชิงตพานปตูในไก่ เป็นย่านจีนอยู่ตึกทั้งสองฟากถนนหลวง นั่งร้านขายของสรรพเครื่องสำเภา ไหมแพรทองขาวทองเหลืองถ้วยโถชามเครื่องสำเภาครบ มีตลาดขายสุกรปลาของสดช้าวเยนอยู่ในย่านในไก่ ๑ ย่านสามม้าแต่เชิงตพานในไก่ตวันออกไปถึงหัวสาระภามุมกรุงเทพมหานคร จีนทำเครื่องจันอับแลขนมทำโต๊ะเตียงแลลังน้อยใหญ่แลทำสรรพเครื่องเหลก แลมีตลาดขายของสดช้าวเย็น แต่หัวโรงเหล็กไปจนปตูช่องกุด ถ้าเรือจ้างวัดผะแนงเชีงอยู่ในย่านสามม้าตลาด ๑ ย่านป่าทุ่งวัดกระบือวัดวัว แต่ก่อนมีตลาดมอญพะม่าฆ่าเปดไก่ขาย ครั้นสมเด็จพระมหากษัตร (เห็นจะเป็นพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) เสด็จขึ้นปราบฎาภิเศก ทรงพระกรุณาแก่สัตว์


๑๘๕ โปรดให้เลิกตลาดซึ่งฆ่าเปดไก่เสีย ๑ ย่านปตูเจ้าจันท์ มีตลาดขายของสดช้าวเยน ๑ ย่านหอรัตนไชยมีตลาดขายของสดช้าวเยน ๑ ย่านโรงเตียงหอรัตนไชย ทำเครื่องเตียงนอนเก้าอี้นั่งถักวายขายย่าน ๑ ย่านวัดฝางวังจันทน์ทำหัวไนโคลงไนหีบฝ้ายขาย มีตลาดขายของสดช้าวเยนอยู่ในย่านวัดฝาง ๑ ย่านปตูดินวังจันทน์มีตลาดขายของสดช้าวเยน ๑ ย่านถนนวัดซรองมีตลาดขายของสดช้าวเยน ๑ ย่านถ้าทรายมีร้านชำขายผ้าสองปักเชีงปม แลผ้าปูมผ้าไหม ผ้าจวนต่าง ๆ มีตลาดขายของสดช้าวเย็น ๑ ย่านเชิงตพานช้างตวันออก มีตลาดขายของสดช้าวเยนหน้าวัดกล้องตลาด ๑ มีตลาดขายปลาแลของสดที่เชิงตพานช้าง ๑ มา ย่านหลังวัดนกหน้าวัดโพง มีร้านชำไทยมอญขายขันถาดภานน้อยใหญ่ สรรพเครื่องทองเหลืองครบ แลมีตลาดขายของสดช้าวเยนอยู่ในย่านหน้าวัดนก ๑ ที่ศาลาห้าห้องหน้าวัดพระมหาธาตุ มีแม่ค้านั่งคอยซื้อมีดพร้าขวานชำรุดเหลกเล็กน้อยขายตลาด ๑ ย่านหน้าสาระภากอนในนอกมีตลาดขายของสดช้าวเยนชื่อตลาดเจ้าพรม ๑ ย่านป่าสมุดแต่หน้าวัดพระราม มาจนศาลเจ้าหลักเมืองมาหน้าวัดหลาว (วัดลาว) วัดป่าฝ้ายมีร้านชำขายสมุดกะดาด ๑ มีตลาดขาย ๒๔


๑๘๖ ของสดช้าวเยนริมคลองหลังวัดระฆังตลาด ๑ ย่านเชิง ตพานลำเหยตวันออกมีตลาดขายของสดเช้าเยน ๑ ฟากคลองปากท่อตวันตก หน้าวัดบระโภค (วัดวรโพธิ) ริมกำแพงโรงไม้ (โรงไหม) มาจนบ้านชาวแตร มีตลาดขายของสดช้าวเยน ชื่อตลาดยอด ๑ ย่านปตูห่านมีตลาดขายของสดช้าวเยน ๑ ถัดย่านตลาดยอดไปนั้น มีตลาด ขายของสดช้าวเยน ชื่อตลาดหัวเลี้ยว ๑ หน้าปตูสัตคบมีตลาดขายกุ้งปลาสดชื่อตลาดสัตคบ ๑ ริมคลองฟากหนึ่ง มีตลาดขายของสดช้าวเยนชื่อตลาดเลม ๑ หน้าวัดสิงห์ มีตลาดขายของสดช้าวเยนชื่อตลาดวัดสิงห์ ๑ หน้าวัดเกษข้างฉางมหาไชย (๑๔๗) มีตลาดขายของสดช้าวเยนชื่อตลาดหัวฉาง ๑ ย่านถนนลาวขายสรรพดอกไม้สด ๑ ย่านป่าเหลกวัดป่าฝ้ายขายสรรพเครื่องเหลกมีดพร้า มีตลาดขายของสดช้าวเยน ๑ ย่านวังไชยซื้อทองแดงไปทำทองเหลืองบุขันใหญ่น้อยขาย มีตลาดขายของสดช้าวเยน ชื่อตลาดวังไชย ๑ ย่านฉะไกรใหญ่ซื้อไม้ไผ่มาทำฝาเรือนหอขายนั่งร้านขายผ้าสุรัดผ้าขาว มีตลาดขายของสดช้าวเยนตลาด ๑ (๑๔๗.) ฉางมหาไชยอยู่ในคลองระวางวัดสวนหลวงกับวัดสบสวรรค์ เดี๋ยวนี้อยู่ในบริเวณโรงทหาร คลองนั้นถมเป็นพื้นเดียวกัยหมดแล้ว


๑๘๗ ย่านป่านพัดขายพัดกระโหนดคันกลมคันแบนใหญ่น้อย มีตลาดขายของสดช้าวเยนอยู่ในย่านป่าพัดตลาด ๑ มีตลาดขายของสดช้าวเยน ที่เชิงตพนานขุนโลกหน้าวัดแก้วตลาด ๑ มีตลาดที่หัวไผ่ ตพานแก้วขายของสดช้าวเยนตลาด ๑ แลในกำแพงตั้งแต่ตลาดร้านแผง (๑๔๘) ขายปลาสดผักสดสรรพของช้าวเยนสี่สิบตำบลแล ริมแม่น้ำทั้งสองฟากรอบกรุงเทพมหานคร ข้าทูลลองธุลีพระบาททำของขายต่างต่างกันเป็นย่านเป็นตำบล ย่านสัมพะนีตีสกัดน้ำมันงาน้ำมันลูกกะเบาน้ำมันสำโรงขาย พวกหนึ่งทำฝาเรือนฝาหอด้วยไม้ไผ่ กรุแผงดำขาย พวกหนึ่งทำมีดพร้าหล่อครกเหลกขาย ทั้งสามจำพวกนี้อยู่ในย่านสัมพะนี บ้านม่อปั้นม่อเข้าม่อแกงขาย บ้านกระเบื้องทำกระเบื้องผู้เมียกระเบื้องเกลดเต่าขาย บ้านศาลาปูนเผาปูนขาย บ้านเขาหลวงจีนตั้งโรงต้มสุราขาย บ้านห้าตำบลนี้อยู่ในแคว้นกาะทุ่งขวัน (๑๔๙) บ้านเกาะขาดหล่อผอบเต้าปูนทองเหลืองขาย บ้านวัดครุทปั้นนางเลิ้งขาย บ้านริมวัดธรณีเลื่อยกระดานไม้งิ้วไม้อุโลกขาย บ้านวัดพร้าวพราหมณ์ไททำแป้งหอมน้ำมันกอมธูบกระแจะกระดาดขายบ้านถ้าโขลงทำเหลกตปูตปลิงใหญ่น้อยขาย บ้านคนทีปั้นกะโถนตะคันช้างม้าตุกะตาน้อยใหญ่ขาย บ้านโรงฆ้อง


๑๘๘ ซื้อกล้วยตีบมาบ่มขาย แลบ้านเจดตำบลนี้อยู่ในเกาะทุ่งแก้ว (๑๕๐) แลบ้านนาเลี่ง (๑๕๑) หอแปลพระราชสารทำกระดาดขาย บ้านคลองฉนู (เวก) พะเนียด (๑๕๒) ตั้งโรงขายไม้ไผ่ขายเสาน้อยใหญ่ บ้านรามเทวะ บุบาตรเหลกขาย บ้านวัดพิไชต่อหุ่นตะลุ่มแลภานสองชั้นขาย บ้านนาง (๑๕๓) เอียนริมกำแพงกรุงเทพมหานครเลื่อยไม้สักทำฝาเรือนปรุงเรือนขาย บ้านวัดน้ำวนจีนตั้งโรงทำขวานหัวเหลกแลขวาน ปลูขาย

(๑๔๘.) ตลาดที่กล่าวมาในตอนนี้เป็นตลาดในพระนคร บางตลาดก็ตั้งใกล้กัน บางตลาดก็ห่างกัน ครั้นจะอธิบายก็ฟั่นเฝือเข้าใจยาก จึงได้จดตำบลตลาดเท่าที่รู้ไว้ในแผนที่ (๑๔๙.) เกาะทุ่งขวัญ เห็นจะหมายเอาทุ่งหลังบ้านคลองสระบัวฝั่งตะวันตก แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีใครเรียกกัน (๑๕๐.) เกาะทุ่งแก้ว คือ ทุ่งหลังบ้านคลองสระบัวฝั่งตะวันออก (๑๕๑.) บ้านนาเลิ่ง หอแปลพระราชศาสน์นี้ ยังเป็นที่สงสัยจะว่าบ้านนาเลิ่ง เดี๋ยวนี้ก็อยู่ถึงอำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ในเวลานั้นเข้าใจว่ายังเป็นป่า หรือจะเป็นบ้านเกาะเลิ่งใต้อำเภอบางปะหันแต่ชื่อนี้ไม่พบในหนังสือเก่าแห่งใด พบแต่ชื่อบ้านวัดนางเลิ้ง ซึ่งมีมาในพงศาวดารในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ครั้งรับราชทูตพะม่า ว่าโปรดให้ปลูกโรงรับแขกเมืองณที่นั้น วัดนี้อยู่ใน


๑๘๙ แม่น้ำอ้อมวัดตูม แถวเดียวกับวัดศาสดา แต่ที่เอาหอแปลพระราชศาสน์เข้าควบท้ายไว้ด้วยนั้น หอแปลพระราชศาสน์ก็อยู่ในพระราชวังบางทีจะหมายความว่า พวกหมู่เลขเฝ้าหอแปลพระราชศาสน์ เป็นคนตั้งบ้านเรือนอยู่ในตำบลนั้น และพวกเลขเฝ้าหอแปลพระราชศาสน์เป็นผู้ทำกระดาษขายดอกกระมัง (๑๕๒.) บ้านฉนู (เวก) พะเนียด จะเป็นคลองระวางวัดพระเจดีย์แดงกับพะเนียดหรือจะเป็นคลองหน้าพะเนียดอย่างไรไม่ทราบ มีแต่บ้านธนูอยู่ในคลองบ้านข้าวเม่าคนละ ทาง (๑๕๓.)บ้านบางเอียนมีชื่อมาในพงศาวดารและกฎมนเทียรบาล อยู่ริมกำแพงพระนครด้านตะวันออก ตรงสถานีอยุธยาข้าม ในคำให้การชาวกรุงเก่า ไม่ได้กล่าวถึงด่านขนอนตลาดพะลานถนนคลองสะพานและค่ายขนบบ้านหล่อเลย.









สารบาญค้นเรื่อง







สารบาญค้นเรื่อง ก กบเจา ตำบล ๗๕ กระชี วัด ๑๘๔ กระดาษ ๑๘๗, ๑๘๘ กระบือ วัด ๑๘๔ กระเบื้อง ๑๘๗ กล้วย วัด ๒๗ กลอง หอ ๙๘ กลาโหม ท่า ๘๕, ๑๒๕ , ๑๖๕ กลาโหมสุริยวงศ์ เจ้าพระยา ๔๒ กองตระเวน ศาลา ๑๖๕ กรุงเก่า มณฑล ๓๐ กรุงธนบุรี พระเจ้า ๒๘, ๑๐๗, กะจะ บาง ๙๓, ๑๑๙, ๑๒๐ , ๑๖๗ กะโถน ๑๘๗ กางเกง ๑๘๓ การ้อง วัด ๒๖ กาฬมฤตยูราช ปืน ๙๖



๑๙๒ กำแพง ๑๑๖ กำแพงเพ็ชร พระยา ๒๗ กำแพงเมือง ๓๓ กำแพงวัง ๖๕ กำมะลอ พาน ๑๘๒ กุฎีดาว วัด ๓๒, ๙๑ กุฎีทอง วัด ๙๓, ๑๖๙ กุฎีฉลัก วัด ๑๘๐ เกล็ดเต่า กระเบื้อง ๑๘๗ เกษ วัด ๗๑, ๑๘๖ เก่า กรุง ต้นเหตุที่จะหมดกำลัง ๒๕ เกาะแก้ว วัด ๓๘, ๑๑๙, ๑๖๓ เกาะทุ่งแก้ว ๑๘๘ เกาะทุ่งขวัญ แขวง ๑๘๗ เกาะมหาพราหมณ์ บ้าน ๑๖๑ เกาะลอย พลับพลา ๑๕๒, ๑๖๓ แกลบ พระวิหาร ๗๑, ๑๓๒ แก้ว บาง ๙๕ , ๑๖๑, เกาะ ๑๖๓, สะพาน ๑๘๐, ๑๘๗ , ทุ่ง ๑๘๘ แก้วฟ้า วัด ๑๘๓ โกษา หลวง ๒๖

ข ขนมป่า ๑๘๒ ขนอน ๑๖๑ ขนอนหลวง ๑๐๑ ขวด บาง ๙๓ ขวัญ เจ้าพระ ๒๕ ขวาง วัด ๑๒๐ ขวิด วัด ๑๘๐ ขันเงิน ป่า ๑๗๐, ย่าน ๑๘๒ ข้าวเปลือก ประตู ๓๖, ๓๙, ๑๒๖, ๑๑๗, ๑๒๓, ๑๗๖ ข้าวเม่า บ้าน ๒๗ , ๑๐๑, ๑๖๑, ๑๘๙ ข้าวเม่าหันตรา บ้าน ๙๗ ข้าวสาร ป่า ๑๖๓ ขื่อหน้า คู ๓๒ เขมา วัด ๗๒ เขาดิน วัด ๙๓ เขาสมี ประตู ๑๒๐, ๑๒๑ ขุนยวน วัด ๙๓, ๑๖๔, ๑๖๙ ขุนพรหม วัด ๑๖๓ ๒๕


๑๙๔ ขุนเมืองใจ วัด ๑๗๖ ขุนละครชัย คลอง ๑๖๓, ๑๖๘ ขุนโลก สะพาน ๑๘๐ ขุนแสน ๓๕

ค คชสาร ตึก ๑๖๒ คนที บ้าน ๑๘๗ ครุฑ วัด ๑๖๙, ๑๘๗ ครุฑพาห เรือ ๗๓, พระราชลัญจกร ลาย ๑๕๖ คลอง ๔๔ คลองแกลบ ประตู ๑๒๒ คลองข้าวเปลือก ประตู ๑๒๖ คลองแคลง ประตู ๑๒๓ คลองฉางมหาชัย ประตู ๑๒๒ คลองฝาง ประตู ๑๒๒, ๑๒๔ คลองสายมหาชัย ประตู ๑๒๔ คลองใหญ่ ประตู ๑๒๑ คอย ท่า ๘๔


๑๙๕ คั่น ท่า ๖๘, ๘๔ ค่ายผนบบ้านหล่อ ๑๗๐ ค่ายวัว วัด ๑๖๙ คูจาม คลอง ๑๒๐, ๑๖๗ คูหาภพชล ประตู ๖๐ เคมเฟอร์ หมอ ฮอลันดา ๑๒๗ แคลง วัด ๑๖๘ โคก วัด ๑๒๔ โคระส่าน ตึก ๑๖๒

จ จตุรมุข พระที่นั่ง ๗๘, ๖๑, ปราสาท ๑๔๙ พลับพลา ๑๕๖, ๑๕๘ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระ ๑๔๙ จอมสุรางค์อุปถัมภ์ โรงเรียน ๑๒๐ จักรพรรดิ พระที่นั่ง ๕๔, สมเด็จพระ ๒๐ จักรมหิมา ประตู ๖๘ จักรวรรดิ พระที่นั่ง ๔๓, ๕๗, ๖๕, ๑๐๙, ๑๔๕


๑๙๖ จักรวรรดิไพชยนต์ มหาปราสาท พระที่นั่ง ๑๓๐, ๑๕๔ จักรี เจ้าพระยา ๓๙ จั่น นาย ๑๐๘ จันทน์ เจ้า ๑๑๙ จันทบุรี เมือง ๒๗ จันทร์ วัง ๗๘, ๑๑๙, ๑๒๘, ๑๖๘, จันทรเกษม พระราชวัง ๓๔, ๗๖, ๗๙, ๑๐๘, สะพาน ๑๒๐ จันทรบวร พระราชวัง ๗๘ จาก ป่า ๑๖๓ จารึก ศิลา ๘๒ จำปาพล ป้อม ๓๘, ๑๖๘ จีน ประตู ๘๔, ๑๒๐, ๑๒๑, วัด ๑๒๗, ขนม ๑๘๔ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระ ๑๔๙, ๑๕๙ เจดีย์แดง วัด ๑๘๙ เจ้าจันทร์ ประตู ๑๒๐ เจ้าเจ็ด บ้าน ๙๕ เจ้าพรหม ตลาด ๑๗๐


ฉ ฉนวนชั้นนอก ประตู ๖๐ ฉนวนชั้นใน ประตู ๖๐ ฉนวนวังหน้า ประตู ๑๒๐ ฉะไกรน้อย คลอง ๔๔, ประตู ๑๒๑, ๑๖๓, ๑๗๗ ฉะไกรใหญ่ คลอง ๔๔, ๑๗๗, ประตู ๑๒๐, ฉัททันต์ วัด ๑๗๗

ช ชนชาติทวารสาคร ประตู ๑๓๕ ชมภู ป่า ๑๗๐, ๑๘๓ ช่องลม วัด ๙๖ ช่องสะเดา บ้าน ๙๗ ชะนะสิบทิศ พระเจ้า ๑๕ ชัย สมเด็จเจ้าฟ้า ๒๕, เจ้าฟ้า, ๒๒, ประตู ๔๑, ๗๐, ๙๘, ๑๑๗, ๑๗๑, ๑๒๐, ๑๒๑ ชัยชนะทาราม วัด ๑๒๒ ชัยมงคลไตรภพชล ประตู ๑๔๔


๑๙๘ ชัยราชาธิราช สมเด็จพระ ๒๐, ๑๒๓ ชัยวัฒนาราม วัด ๙๑, ๑๖๔ ชัยวิชิต เจ้าพระยา (บุญนาก) ๒๙, พระยา ๑๕๗, พระยา ๖๖, ๙๙, ๑๑๗, ช้าง ท่า ๘๕, โรง ๖๕, วัด ๙๓, ๑๖๗, ๑๘๔, สะพาน ๔๒, ๑๗๖ ช้างเผือก ประตู ๖๘ ช้างวังหน้า ท่า ๑๒๐ ชายเคือง ตำบล ๙๕, ทุ่ง ๙๗ ชิงช้า เสา ๑๘๔ ชี ท่า ๙๘ ชีกุน ๔๒, ๑๘๔, สะพาน ๔๖, ๑๗๖, ๑๘๒ ชีขัน บึง ๔๔ ชีเชียง วัด ๑๓๒ ชุมพลนิกายาราม วัด ๙๑ เชฎฐบิดร หอพระ ๑๔๕ เชษฐาธิราช สมเด็จพระ ๒๑, ๒๕ เชิงท่า วัด ๗๒, ๑๖๔, ๑๖๗ เชียงราย ราชวงศ์ ๑๓, ๑๘


ซ ซอง วัด ๙๔, ๑๖๔, ๑๘๕ ซัดกบ ป้อม ๓๗ ซุ้มยอดปรางค์ ประตู ๑๔๔

ญ ญวน ขุน วัด ๑๖๙ ญานเสน วัด ๑๑๗, ๑๒๕ ญี่ขัน บึง ๔๗ ญี่ปุ่น บ้าน ๑๖๘ ญี่พระยา เจ้า ๔๒

ฑ เฑียรราชา พระ ๑๒๓

ด ดอกมะเดื่อ เจ้าฟ้า ๒๔, ๘๒ ดอกไม้ ตำบล ๓๙ ดอกไม้เพลิง บ้าน ๑๗๖ ด่านคอยเหตุ ๑๖๑


๒๐๐ ดาวคะนอง วัด ๙๓, ๑๖๗ ดำรงราชานุภาพ กรมหลวง ๑๐๐, ๑๐๗, สมเด็จ ฯ กรมพระยา ๑๕๑, ๑๕๔ ดิน ประตู ๑๘๒ ดินสอด ป่า ๑๗๗, ๑๘๓ ดิลกมาลามหาไพชยนต์ พระที่นั่ง ๖๑ ดุสิตมหาปราสาท พระที่นั่ง ๕๕ เดิม วัด ๓๒ แดง ตึก ๑๖๘

ต ตรีมุข พระที่นั่ง ๑๓๐, พลับพลา ๑๕๓ ตรีมุขปังตรา ท้องพระโรง ๖๑ ตลาด ๘๓, ๑๘๒, ๑๘๗ ตลาดจีน สะพาน ๑๗๖ ตลาดเจ้าพรหม ถนน ๔๓, ๗๐, ๑๗๐ ตลาดเรือ ๑๖๖ ตลาดบนบก ๑๖๖ ตอง ป่า ๔๑, ๑๗๐, ๑๗๗, ๑๘๓ ตองปุ วัด ๙๓


๒๐๑ ตะกั่ว ป่า ๑๒๕, ๑๘๒ ตะไกร วัด ๑๖๙ ตะเคียน คลอง ๑๒๓, ๑๖๓, ๑๖๘ ตะเคียนเหนือ คลอง ๑๖๘ ตะนาวศรี บาง ๑๖๑ ตะเบงซวยตี้ พระเจ้า ๑๕, ๓๗ ตะพาน ๔๖, ๑๗๖, ๑๘๐ ตะพานเกลือ วัด ๑๖๓ ตะแลงแกง ถนน ๑๗๐ ตัดขวา ประตู ๗๐ ตาก ขุนหลวง ๒๗ ตึก วัด ๑๒๔ ตูม วัด ๙๓, ๑๘๙ เตียบ ป่า ๑๗๐, ๑๘๒

ถ ถนน ๔๑ ถนนหลวง ๑๗๐ ถ่าน ป่า ๑๒๐, ๑๘๒ ถือน้ำ ๑๓๕, ๑๔๖ ๒๖

๒๐๒ ท ทรงธรรม สมเด็จพระเจ้า ๒๑, ๒๕ ทรงเบ็ด ขุนหลวง ๒๓ ทรงปืน พระที่นั่ง ๑๐๙, ๑๓๑, ๑๓๕, ๑๔๓, ๑๔๘ ทราย ท่า ๘๕ ท่อ คลอง ๖๕, ๑๒๑, ๑๒๔, ๑๓๕, ๑๕๑, ๑๖๔ ทอง ภูเขา ๒๖, ป่า ๑๘๒ ทองจันท์ สมเด็จพระเจ้า ๑๘ ทองลั่น สมเด็จพระเจ้า ๑๘ ทะเลหญ้า ๙๔, วัด ๙๕, ตำบล ๑๖๐ ทัศนานิกร ป้อม ๕๕ ท่า ๘๔ ท่าคั่น ๖๕, ๖๘, ป้อม ๖๖, ๑๐๘, ๑๓๑ ท่าชี ด่าน ๑๒๐ ท่าทราย ตำบล ๔๔, วัด ๓๙ , ๑๑๗, ๑๒๖, ๑๖๕ ท่าปราบ ประตู ๖๕, ๖๘


๒๐๓ ท่าพระ ประตู ๔๕, คลอง ๑๒๓, ท่าพระวังหลัง ประตู ๑๒๒ ท้ายกบ ป้อม ๓๗, ๑๒๔ ท้ายคู ป้อม ๔๐ ท้ายสนม ป้อม ๖๖, ๑๓๕ ท้ายสระ พระเจ้าอยู่หัว ๒๓, ๒๕ ท่าสิบเบี้ย ประตู ๑๒๓, ๑๒๔ ทำนบ ๑๖๑ ทำนาย กรุงศรีอยุธยา ๑๑๑ ทำลายแรงปรปักษ์ ป้อม ๔๐ เทพทวาราวดี กรุง ๑๔, ต้นเหตุที่จะหมดกำลัง ๒๕, ๓๒, ดูที่ ศรีอยุธยา เทพนคร เมือง ๑๓ เทพบิดร หอพระ ๑๔๕ เทพพลภักดิ์ กรมหลวง ๑๖๐ เทพมหานคร กรุง ๑๔, ดูที่ ศรีอยุธยา เทพเสนา หลวง ๒๖ เทพหมี ประตู ๔๒, ๘๔, ๑๒๑ เทพอรชุน หลวง (หมี) ๔๔ เทพอุกัน หอพระ ๑๔๕ เทพารักษ์ ๗๓

๒๐๔ ทุ่งแก้ว เกาะ ๑๘๘ ทุ่งขวัญ เกาะ ๑๘๗ ทุ่งหมาก ย่าน ๑๘๓ โทน ป่า ๑๒๐, ๑๗๐, ๑๘๒

ธ ธนบุรี เมือง ๒๖, ๒๗ ธนู บ้าน ๑๘๙ ธรณี วัด ๑๘๗ ธรณีบาล ขุน ๙๘ ธรรมเถียร กบฎ ๓๗ ธรรมฤคราช ดูที่ ธรรมิกราช ธรรมิกราช วัด ๖๕, ๑๐๗, ๑๑๐, ๑๒๔, ๑๓๐, ๑๓๑, ๑๕๑, ๑๗๐ ธราบาล ขุน ๙๘ ธาดาธิเบศร์ สมเด็จพระ ๒๒

น นก วัด ๑๘๕ นคร ขุน ๙๘ นครกลาง อำเภอ ๑๐๐

๒๐๕ นครชัย ประตู ๖๙, ๑๔๘ นครใน อำเภอ ๑๐๐ นครบาล คลอง ๗๑ นครราชสีมา เมือง ๒๕ นครศรีธรรมราช เมือง ๒๕ นครหลวง อำเภอ ๑๐๐ นนท์ เมือง ๒๖ นนทรี บ้าน ๙๕ นรบาล ขุน ๙๘ นริศรานุวัดติวงศ์ เจ้าฟ้ากรมหลวง ๑๐๘ นเรศวรมหาราช สมเด็จพระ ๒๐, ๔๓, ๕๒, ๑๓๐, พระบรมรูปหล่อ ๕๔, ๑๔๔, ๑๔๖ น้อย วัด ๑๒๓, ๑๘๔ นาค พระยาชัยวิชิต ๓๐, ๑๕๗, มหา ๑๖๙, วัด ๑๖๓, สะพาน ๔๘, ๑๒๓ นางชี วัด ๑๖๓, ๑๖๘ นางร้า บาง ๙๕ นางเลิ้ง ๑๘๗ นางเอียน บ้าน ๑๘๘ นายการ ป้อม (ในไก่) ๓๗

๒๐๖ นายเรือ โรงเรียน ๒๗ นารายน์สังหาร ปืน ๓๗ นารายน์ สมเด็จพระ ๒๕, ๕๕, ๗๑, ๑๓๑, ๑๖๒ นารายน์มหาเอกาทศรฐ สมเด็จพระ ๒๒ นาเลิ่ง บ้าน ๑๘๘ น้ำ ประตู ๑๒๗ น้ำเชี่ยว คลอง ๑๒๔, ๑๒๕ น้ำมันหอม ๑๘๗ น้ำยา คลอง ๑๖๘ น้ำวน วัด ๑๘๘ เนเมียว ๑๖ ในไก่ คลอง ๔๔, ประตู ๑๒๑, ๑๗๖

บ บรมโกศ สมเด็จพระ ๒๓, ๒๕, ๑๔๓ ๑๖๔ บรมจักรวรรดิ วัด ๑๗๗ บรมไตรโลกนาถ สมเด็จพระ ๑๙, ๒๑, ๕๑, ๑๓๐ บรมพุทธาราม วัด ๔๔, ๙๐, ๑๗๗, ๑๗๙ บรมราชาที่ ๑ สมเด็จพระ ๒๑

๒๐๗ บรมราชาที่ ๒ สมเด็จพระ ๒๑ บรมราชาที่ ๓ สมเด็จพระ ๒๔ บรมราชาธิราชที่ ๑ สมเด็จพระ ๑๓๐, ๑๘ บรมราชาธิราชที่ ๒ สมเด็จพระ ๑๙ บรมราชาธิราชที่ ๓ สมเด็จพระ ๒๓ บรมราชาธิราชที่ ๔ สมเด็จพระ ๒๓ บรมราชามหาพุทธางกูร สมเด็จพระ ๑๙ บรมวงศ์ วัด ๙๓, ๙๕, ๑๖๘ บรรยงก์รัตนาศน์ พระที่นั่ง ๔๖, ๕๗, ๖๖, ๖๙, ๑๐๙, ๑๓๑, ๑๓๕, ๑๔๓, ๑๔๘ บระโภค วัด ๑๘๖ บวรเจษฎานารี ประตู ๑๓๕ บวรสถานมงคล พระราชวัง ๗๘ บัณฑูรน้อย พระ ๘๐ บางกะจะ แม่น้ำ ๓๒, ๓๘, ตำบล ๔๐ บางตรา ดูที่ หน้าบางตรา บางตะนาวศรี ขนอน ๓๘, บ้าน ๑๖๑, บางลาง ขนอน ๙๕, ๑๖๑ บางหลวง ขนอน ๑๖๑ บางเอียน บ้าน ๔๓, ๑๘๙

๒๐๘ บาตร บ้าน ๘๒, ๑๖๓, ๑๖๘ บ้านกรด คลอง ๑๐๑ บ้านข้าวเม่าหันตรา คลอง ๙๗ บ้านดอกไม้ ตำบล ๓๙ บ้านดอกไม้เพลิง สะพาน ๑๗๖ บ้านบาตร คลอง ๘๒, ๑๖๓ บ้านพลูหลวง ราชวงศ์ ๒๒ บ้านโพ คลอง ๑๐๑ บ้านม่วง ลำน้ำ ๙๓ บ้านม้าหันตรา คลอง ๑๖๗ บุญนาก นาย กบฎ ๒๙ บุเรงนอง พระเจ้ากรุงหงสาวดี ๑๕ บุษบก พระที่นั่ง ๑๔๔ บุษบกมาลามหาปราสาท พระที่นั่ง ๖๑ เบญจรัตนมหาปราสาท พระที่นั่ง ๕๑, ๑๓๐ โบราณพิพิธภัณฑ์ ๑๕๙

ป ปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระ ๑๕๓ ประดู่ วัด ๑๖๘ ประดู่โรงธรรม วัด ๑๖๓

๒๐๙ ประตู ๔๑, รอบพระนคร ๑๒๖, ๑๒๗ ประตูข้าวเปลือก คลอง ๔๔, ๑๖๕, คลอง ๑๗๖ ประตูจีน คลอง ๔๔, สะพาน ๔๖ ประตูชัย ท่า ๔๒ ประตูดิน ถนน ๑๗๐ ประตูท่าพระ คลอง ๔๕ ประตูเทพหมี สะพาน ๔๖ ประตูในไก่ คลอง ๑๗๖ ประตูวัง ๖๘ ประเทียบ พระ ๑๗๐ ประสบ ปากน้ำ ๒๖ ปราบ ท่า ประตู ๖๘ ปราบศัตรูพ่าย ป้อม ๔๐ ปรายเข้าตอก พระที่นั่ง ๑๔๓, ๑๔๘ ปราสาท วัด ๑๒๐, ๑๖๘ ปราสาททอง สมเด็จพระเจ้า ๑, ๗, ๒๒, ๒๕, ๕๒, ๕๓, ๑๓๐, ราชวงศ์ ๒๒, ๒๓ ป้องปัจจามิตร ป้อม ๔๐ ป้อม จำนวน ๑๒๖ ป้อมรอบวัง ๖๖ ๒๗ ๒๑๐ ปากข้าวสาร คลอง ๙๖ ปากคู ขนอน ๔๐, ๙๕, ๑๐๑, บ้าน ๑๖๑ ปากท่อ ประตู ๑๒๒, ๑๒๔, คลอง ๑๘๖ ปากไห่ บ้าน ๙๕ ป่าขันเงิน ถนน ๑๗๐ ป่าข้าวสาร คลอง ๑๖๓ ป่าคนที วัด ๑๖๔, ๑๖๕ ป่าชมภู ถนน ๑๗๐ ป่าตอง ถนน ๑๗๐, ๑๗๗ ป่าตะกั่ว ถนน ๑๒๕ ป่าเตียบ ถนน ๑๗๐ ป่าแตง วัด ๑๖๙ ป่าถ่าน สะพาน ๔๖, ๑๗๖ ป่าใน วัด ๔๔, ๑๗๗ ป่าปลา ตลาด ๑๖๘ ป่าผ้าเขียว ถนน ๑๗๐ ป่าฝ้าย วัด ๒๖, ๑๘๕, ๑๘๖ ป่าพลู วัด ๑๖๙ ป่าฟูก ถนน ๑๗๐, ๑๗๗ ป่าบ่อ วัด ๑๗๗

๒๑๑ ป่ามะพร้าว ถนน ๓๕, ๑๒๕ ป่าไม้ ถนน ๑๗๐ ป่ายา ถนน ๑๗๐ ปิดปัจจนึก ป้อม ๔๐ เปรม หม่อมราชวงศ์ ๑๐๘ แป้งหอม ๑๘๗ แปร พระเจ้า ๓๙ โปรดสัตว์ วัด ๑๐๑, ๑๖๑

ผ ผนบ ค่าย ๑๗๐ ผลาญศัตรูราช ป้อม ๔๐ ผ้าเขียว ป่า ๑๗๐, ๑๘๓ ผ้าเหลือง ป่า ๑๘๓ เผือก ช้าง ๑๔๕

ฝ ฝรั่งมังตรี พระเจ้า ๑๕ ฝรั่งเศส กรุง ๑๗๑ ฝาง วัด ๑๑๙, ๑๘๕ ฝ้าย ป่า ๑๘๕, ๑๘๖

๒๑๒ พ พงัว ขุนหลวง ๑๘ พนมโยง วัด ๗๒ พนัญเชิง วัด ๗๒, ๑๑๗, ๑๒๐, ๑๒๗, ๑๖๘, ดูที่ พระแนงเชิง พยากรณ์ คำทำนายกรุงศรีอยุธยา ๑๑๑ พร หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ ๓๐ พรพินิจ กรมขุน ๒๔ พรหม ขุน ๑๖๓ พรหมบุรี เมือง ๓๐ พรหมสุคต ประตู ๑๓๘ พระกาฬ ศาล ๔๑ พระแก้ว บ้าน ๙๖ พระคลัง พระยา ๒๖, ๓๙ พระงาม วัด ๑๗๗, ๑๘๓ พระประเทียบ ท่า ๑๗๐ พระพิรุณ ปืน ๗๒ พระพุทธบาท เมือง ๓๐ พระยาแมน วัด ๙๑ พระยาราม สมเด็จ ๑๙


๒๑๓ พระราม บึง ๔๗, ๑๒๕, วัด ๔๗, ๗๑, ๘๙, ๑๓๓, ๑๘๕ พร้าว วัด ๑๖๙, ๑๘๗ พราหมณ์ ๙๖, บ้าน ๑๗๗ พฤฒิเดช พระเจ้า ๑๘ พลทวาร ประตู ๗๐, ๑๔๘ พลเทพ พระยา ๒๖, เจ้าพระยา ๒๙ พลเมือง ๑๐๒ พลับพลาชย วัด ๓๕, ๔๒ พะ เนียด ๑๖๐ พะแนงเชิง วัด ๑๖๓ พัด ป่า ๑๘๗ พิฆเนศวร ประตู ๗๐, ๑๔๘ พิชัย วัด ๒๗, ๘๒, ๑๖๓, ๑๖๘, ๑๘๘ พิชัยสุนทร ประตู ๑๓๘ พิชัยสุรินทร์ เจ้าพระ ๒๕ พิพิธภัณฑ์สถาน ๑๕๙ พิมลธรรม พระ ๒๑ พิมานชัยศรี ประตู ๖๔ พิมานรัถยา พระที่นั่ง ๖๑, ๗๘ พิมานรัตยา พระที่นั่ง ๑๓๑, ๑๕๖

๒๑๔ พิศัยศัลลักษณ์ หอ ๑๕๖, ๑๕๘ พิศาลศิลา ประตู ๑๓๘ พิษณุโลก พระยา ๒๖ พุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สมเด็จพระ ๑๔๖ พุทไธศวรรย์ วัด ๔๔, ๙๐, ๑๒๑, ๑๖๗ พุทเลา ปากน้ำ ๙๕ เพ็ชร ป้อม ๓๒, ๓๕, ๓๖, ๙๓, ๑๑๗, ๑๑๙, ๑๒๐, ๑๖๗, วัด ๘๒ เพ็ชรชฎา พระยา (นาค) ๓๐ เพ็ชรพิชัย พระยา (สิงโต) ๓๐ เพทราชา พระ ๒๒, ๓๗, สมเด็จพระ ๒๕, ๑๒๗, ๑๓๑, ๑๔๘, ๑๖๔ เพลงยาว คำพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา ๑๑๑ ไพชยนต์ สวน ๑๔๕, ประตู ๑๔๘ ไพชยนต์มหาปราสาท พระที่นั่ง ๑๓๐ ไพฑูรย์มหาปราสาท พระที่นั่ง ๑๒๙ โพ บ้าน ๙๖, วัด ๑๖๔ โพง วัด ๑๘๕ โพธาราม วัด ๘๒ โพสามต้น ตำบล ๙๓, ค่าย ๒๗, ลำน้ำ ๑๖๑

๒๑๕ ฟ ฟูก ป่า ๑๗๐, ๑๗๗, ๑๘๓

ภ ภูเขาทอง ลำน้ำ ๓๘, ทุ่ง ๓๙, คลอง ๔๐, วัด ๙๑, ๑๖๙ ภูมินทราชา สมเด็จพระ ๒๓

ม มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระ ๑๕๓ มงกุฏพิมาน พระที่นั่ง ๖๑ มงคลจักรพาฬ ช้างพลาย ๔๒ มงคลบพิตร พระ ศาลา ๖๖, พระ ๑๓๒ มงคลสุนทร ประตู ๖๙, ๑๔๘ มณฑป วัด ๙๗ มนเทียรธรรม หอพระ ๑๔๕ มนเทียรบาล กฎ ๑๓๑ มรุพงศ์ศิริพัฒน์ กรมหมื่น ๓๐ มหาจักรพรรดิ สมเด็จพระ ๒๐, ๓๔, ๑๖๐, ๑๖๙


๒๑๖ มหาชัย ฉาง ๑๘๐, ๑๘๖, ป้อม ๓๗, ๙๔, ๑๑๙, ๑๒๐, ๑๒๓, ๑๖๑, ๑๖๔, ๑๖๕, สะพาน ๑๑๘ มหาดไทย กระทรวง ๑๐๗ มหาเดช พระเจ้า ๑๘ มหาไตรภพชล ประตู ๖๐, ๖๘, ๑๓๖ มหาเถรไม้แส้ ช่อง ๑๒๕ มหาธรรมราชา สมเด็จพระ ๒๐, ๓๒ มหาธาตุ ๑๘๒, วัด ๔๗, ๘๙, ๑๒๕, ๑๖๗, ๑๘๕ มหานรธา มัง ๑๖ มหานัครินทราชา สมเด็จพระ ๑๙ มหานาค คลอง ๑๖๙ มหาบุรุษ สมเด็จพระ ๒๒ มหาพราหมณ์ เกาะ ๙๖, ๑๖๑ มหาโภคราช ประตู ๕๗, ๖๙, ๑๓๕, ๑๘๐ มหาศิริธรรม เจ้าพระยา ๒๙ มหาเสนา เจ้าพระยา ๓๙, ๔๒ มหาอุทุมพร สมเด็จพระ ๒๓ มหาโองการ พระราชลัญจกร ลาย ๑๕๖


๒๑๗ มหินทราธิราช สมเด็จพระ ๒๐, ๓๓, พระ ราช โอรส ๓๙ มะขามหย่อง บ้านใหม่ ๙๕, ๑๐๑ มะพร้าว ป่า ๙๘ , ๑๒๕, ๑๘๒, ๑๘๓ มังกรคาบแก้ว พระราชลัญจกร ลาย ๑๕๗ มังคลาภิเษก พระที่นั่ง ๕๒, ๑๓๐ มังมหานรธา ๑๖ มังระ ราชบุตรพระเจ้าอลองพราญี ๑๖ มังลอง พระเจ้า ๑๖ มงส่วย พระเจ้า ๑๕ มังโสถิ์ พระเจ้า ๑๕ ม้า โรง ๖๕ เมรุ ๗๑ เมือง คลอง ๙๓, ๑๖๙ แมน บ้าน ๑๖๑ แม่นางปลื้ม วัด ๙๓, ๑๖๔, ๑๖๕, ๑๖๙ แม่น้ำ ๙๓ แม่ลา ตำบล ๒๙ ไม้ ป่า ๑๗๐ ไม้ร้อง คู ๗๒, ๑๖๗ ๒๘

๒๑๘ ย ยม วัด ๔๑ ยมราช พระยา ๒๖ ยอด ตลาด ๘๓, ๙๘, ๑๘๖ ยอดปรางค์ ประตู ๑๓๘ ยอดฟ้า สมเด็จพระ ๒๐ ยอดมณฑป ประตู ๑๓๖ ยา ป่า ๑๗๐, ๑๘๒ ย่าน ๑๘๒, ๑๘๗ เย็น พระที่นั่ง ๑๔๓ โยธาเทพ กรมหลวง ๖๘

ร ระฆัง วัด ๑๗๐, ๑๗๕, ๑๘๐, ๑๘๖ ระยอง เมือง ๒๗ ระหัดน้ำ ๑๕๘ รัชมงคล ราชพิธี ๑๕๑ รัตนชัย หอ ๑๑๙, ๑๒๘, ๑๗๖ รัศมีศรีสุริยวงศ์ เจ้าฟ้า ๘๒, ๘๓ รัษฎาธิราชกุมาร สมเด็จพระ ๒๐ ราชคฤห์ หอ ๑๒๐

๒๑๙ ราชบัณฑิตยสภา ๑๕๔, ๑๕๙ ราชบุรณะ วัด ๔๗, ๘๙, ๑๒๕ ราชประดิษฐาน วัด ๓๕, ๙๐, ๑๒๖ ราชมนเทียร พระ ๑๐๙ ราชยาน โรง ๖๔ ราชวังสัน พระยา ๒๕ ราชลัญจกร ๑๕๖ ราชสีหวิกรม กรมขุน ๓๘, ๑๐๖, ๑๐๙ ร้านตลาด ย่าน ๑๘๒ ราบ ท่า ๑๖๓ ราม พระยา สมเด็จ ๑๙, พระยา ๓๗ รามเดโช พระยา ๒๕ รามเทวะ บ้าน ๑๘๘ รามราชาธิราช สมเด็จพระเจ้า ๑๙ รามาธิบดี สมเด็จพระ ๑๐๗ รามาธิบดีที่ ๑ สมเด็จพระ ๑๔, ๑๘, ๑๒๙, รามาธิบดีที่ ๒ สมเด็จพระ ๑๙ รามาธิบดีที่ ๓ สมเด็จพระ ๒๒ รามาธิบดี อู่ทอง สมเด็จพระ ๑๓, ๑๘, ๗๑, ๑๔๕ รามาธิเบศร์ สมเด็จพระ ๒๒ รามาวาส วัด ป้อม ๖๖, วัด ๑๓๓

๒๒๐ ราเมศวร พระ ราชโอรส ๓๙, สมเด็จพระ ๑๘, ๑๓๐ รำเหย สะพาน ๔๖, ๗๑ เริก นาย ๒๖ เรียน เกาะ ๔๒ โรงฆ้อง บ้าน ๑๘๗, วัด ๑๖๕, ๑๖๙

ล ลพบุรี เมือง ๓๐, ๑๖๒, แม่น้ำ ๓๒, ๙๓ ลอดช่อง วัด ๑๖๔, ๑๘๓ ลอย เกาะ ๑๖๓ ละครชัย ขุน ๑๖๓, คลอง ๑๒๓ ละแวก พระยา ๓๘ ลังกา เกาะ ๑๔๓ ลัญจกร ลาย ๑๕๖ ลาง บาง ๑๐๑, ๑๖๑, ๑๖๗ ลาด วัด ๑๖๑, ๑๖๘ ลาย ๑๕๖ ลาลูแบร์ มองสิเออร์ ๗๑ ลำเหย สะพาน ๑๘๐, ๑๘๖

๒๒๑ ลุมพลี ตำบล ๓๙ ลูกขุน ศาลา ๗๘, ๑๓๗, ๑๖๕ ลูกขุนนอก ศาลา ๖๔ ลูกขุนใน ศาลา ๖๒ เล็ม ตลาด ๑๘๖ โลกบาล ขุน ๙๘

ว วชิรญาณ หอพระสมุด ๑๕๔ วรเชษฐ์ วัด ๙๐ วรโพธิ วัด ๑๗๕, ๑๘๖ วัง ๘๑, ๑๐๗ วังเก่า ๔๘ วังชัย วัด ๙๐, ๑๒๓, ๑๖๓, ย่าน ๑๘๖ วังตรา ๑๗๐ วังหน้า ๗๘ วังใหม่ ๕๑ วัด ๘๖ วัดลาด คลอง ๑๖๑, สะพาน ๑๗๖ วัว วัด ๑๘๔

๒๒๒ วานร สะพาน ๑๗๗ วาสุกรี ท่า ๖๖, ๘๔, ๑๑๘, ๑๓๖, ๑๕๒, ๑๖๔ วิชาเยนทร์ เจ้าพระยา ๒๕ วิชิตณรงค์ พระ ๒๘ วิมานมงคล ประตู ๑๓๘ วิลันดา ตึก ๑๖๘ วิสุทธาจารย์ พระ ๑๔๓ วิหารสมเด็จ พระที่นั่ง ๕๒, ๖๖, ๖๙, ๑๐๙, ๑๓๐, ๑๓๑, ๑๓๘, ๑๔๔, ๑๔๕, ๑๕๒

ศ ศพสวรรค์ วัด ๑๘๐ ดูที่ สบสวรรค์ ศรีคงยศ ขุน ๔๖ ศรีชัยศักดิ์ ประตู ๑๓๑ ศรีผ้าแดง เรือ ๖๙ ศรีพิมานชัย เรือพระที่นั่ง ๖๙ ศรียโสธรมหาพิมาน บรรยงก์ พระที่นั่ง ๕๓ ศรัรัตนศาสดาราม วัดพระ ๑๔๖

๒๒๓ ศรีสรรพทวาร ประตู ๗๐, ๑๔๘ ศรีสรรเพ็ชญ์ วัด ๔๒, ๕๑, ๖๕, ๘๖, ๑๓๐ ๑๓๔, ๑๕๔ ศรีสิน พระ ๔๒ ศรีสุธรรมราชา สมเด็จพระ ๒๒, ๒๕ ศรีสุริยภาค พระ ๓๘ ศรีเสาวภาคย์ เจ้าฟ้า ๒๑, สมเด็จพระ ๒๕ ศรีอยุธยา วัด ๓๒, ๑๖๗ ศรีอโยธยา วัด ๓๒, ๑๖๗ ศาลหลวง ๖๔ ศาลา ๑๘๕ ศาลาเกวียน บ้าน ๙๖, ๑๐๑ ศาลาปูน วัด ๙๓, ๑๖๕ ศาลาพระมงคลบพิตร ป้อม ๖๖, ๑๓๒ ศาลาลวด ตำหนัก ๕๙ ศาลาสารบัญชี ป้อม ๖๖, ๑๓๓ ศาสดา วัด ๙๓, ๑๘๙ ศิริวัฒนบุรี กรุง ๖๙

ษ ษารภา หัว ๑๑๙

๒๒๔ ส สนาม หน้าจักรวรรดิ ๑๓๒ สนามจันทร์ พระที่นั่ง ๖๑, ๑๓๑ สนามชัย พระที่นั่ง ๖๑, ๑๓๑ สนามหลวง ๕๓ สบสวรรค์ วัด ๔๐, ๙๐, ๑๒๔, ๑๘๖ สมณโกษ วัด ๓๒ สมุด ป่า ๑๘๕ สรรค์ พระยา ๒๙ สรรเพ็ชญ์ที่ ๑ สมเด็จพระ ๒๐ สรรเพ็ชญ์ที่ ๒ สมเด็จพระ ๒๐ สรรเพ็ชญ์ที่ ๓ สมเด็จพระ ๒๑ สรรเพ็ชญ์ที่ ๔ สมเด็จพระ ๒๑ สรรเพ็ชญ์ที่ ๕ สมเด็จพระ ๒๒ สรรเพ็ชญ์ที่ ๖ สมเด็จพระ ๒๒ สรรเพ็ชญ์ที่ ๗ สมเด็จพระ ๒๒ สรรเพ็ชญ์ที่ ๘ สมเด็จพระ ๒๓ สรรเพ็ชญ์ที่ ๙ สมเด็จพระ ๒๓ สรรเพ็ชญ์ปราสาท พระที่นั่ง ๕๑, ๖๕, ๖๙, ๑๐๖ ๑๐๗, ๑๐๙, ๑๓๐, ๑๓๑


๒๒๕ ๑๓๘, ๑๔๔, ๑๔๕, ๑๔๙, ๑๕๒ สระแก้ว ๗๐, ๑๘๐, ตำหนัก ๕๙, ๖๖ ป้อม ๑๓๔ สระบัว คลอง ๙๔, ๑๖๔, ๑๖๗, ๑๖๙, ๑๘๘ สระบุรี เมือง ๓๐ สวด หอ ๑๔๕ สวนกระต่าย ตำหนัก ๕๙, ๖๖, ๘๒, ๑๓๕ สวนหลวง วัด ๑๒๓, ๑๒๔, ๑๘๐, ๑๘๖ สวนองุ่น ป้อม ๖๖, ๑๓๕ สะพาน ๔๖, ๑๗๖, ๑๘๐ สะพานเกลือ วัด ๑๖๘ สัก แม่น้ำ ๙๖, ลำน้ำ ๔๐ สัตคบ ประตู ๑๘๖ สัตว์สด ประตู ๑๒๒ สัมพะนี ย่าน ๑๘๗ สามประตู วัด ๙๓ สามพระยา เจ้า ๑๙ ๒๙


๒๒๖ สามวิหาร วัด ๓๗, ๙๓, ๑๖๙ สายโซ่ สะพาน ๔๖, ๑๘๐, ๑๘๑ สารบัญชี ศาลา ๖๖, ๑๓๓ สำปะนี ๑๘๒ สำเภา รูป ๑๑๕ สิงโต พระยาเพ็ชรพิชัย ๓๐, สัตว์ ๙๙ สิงห์ เมือง ๓๐, วัด ๑๘๖ สิงหราชฤทธิไกร พระยา ๒๙ สิบเบี้ย ท่า ๓๕, ๔๒, ๘๕, ๑๖๔, ๑๖๕ สีเชียง วัด ๑๓๒, ๑๗๐ สี่แสก สะพาน ๑๗๖ สีหราชเดโช พระยา ๒๕ สุโขทัย ราชวงศ์ ๒๐ สุนทรสงคราม พระ ๓๙ สุพรรณ ราชวงศ์ ๒๐ สุพรรณเขตร์ชโยดม หลวง ๑๐๘ สุภรัต ป้อม ๑๒๒ สุรินทร์ วัด ๑๖๓ สุริยามรินทร์ พระที่นั่ง ๕๕, ๑๓๑, ๑๔๓, ๑๔๔


๒๒๗ สุริยาศน์อัมรินทร์ พระเจ้าอยู่หัว พระที่นั่ง ๒๔, ๒๕, ๒๖, ๓๕, พระที่นั่ง ๕๔, ๖๖, ๖๙, ๗๒, ๑๐๙ สุริเยนทราธิบดี สมเด็จพระ ๒๓ สุริโยทัย สมเด็จพระ ๓๙ สุวรรณ วัด ๓๘, ๑๑๘, ๑๖๓ สุวรรณดาราราม วัด ๙๗, ๑๒๘ สุวรรณมหาปราสาท พระที่นั่ง ๖๑ สุวรรณเอกฉัตร์ พระเจ้าหงสาวดี ๑๖๘ เสดาะเคราะห์ ประตู ๑๔๘ เสนต์โยเสฟ วัด ๑๖๘ เสนา ขุน ๙๘ เสนาราชนคร เมือง ๑๓ เสนาสนาราม วัด ๑๒๘ เสาชิงช้า ตลาด ๑๘๔ เสาธงชัย ประตู ๖๘, ๑๓๖ เสาธงทอง วัด ๑๖๒ เสาวคนธกุฎี พระที่นั่ง ๖๑ เสือ พระพุทธเจ้า ๒๓, ๒๕, ๓๗ เสื่อ ๑๘๒ เสื้อ ๑๘๓

๒๒๘ แสงใน โรง ๑๔๔ แสดงราม ประตู ๗๐, ๑๔๘ ไสย เจ้า ๙๘

ห หงส์พิมาน พระราชลัญจกร ลาย ๑๕๖ หงสาวดี กรุง ๑๔, ทัพ ๓๓ หญ้า ทะเล ๙๔ หนองโสน ตำบล ๑๓, ๓๒, ๔๗ หนองหวาย ตำหนัก สระ ๖๒, ๑๔๕ หนังสือ หอ ๑๔๕ หน้า วัง ๗๓ หน้าคุก ตลาด ๑๘๓ หน้าบางตรา ถนน ๔๒ หน้าพระเมรุ วัด ๑๖๙ หน้าหับเผย สะพาน ๔๖ หลวง ขนอน ๔๒, บาง ๑๖๑, ๑๖๒ ศาล ๑๓๗ หล่อ บ้าน ๑๗๐ หลัง วัง ๗๑, ๗๙, ๘๑ หลุยที่ ๑๔ พระเจ้า ๑๗๑

๒๒๙ หม้อ บ้าน ๑๖๕, ๑๖๙ หมูทะลวง ประตู ๑๒๒ หอย ท่า ๑๖๓ หอรัตนชัย คลอง ๑๒๘, ๑๗๖, ประตู ๔๒, ๑๒๐ หอราชคฤห์ ป้อม ๓๗, ๑๒๐ หักกำลังดัษกร ป้อม ๔๐ หันตรา ท้องนา ๓๙, บ้าน ๒๗, ๙๗, แม่น้ำ ๓๒ หัวจะกา สะพาน ๑๗๖ หัวฉาง ตลาด ๑๘๖ หัวรอ ตลาด ๙๔, ๑๒๘, ๑๖๒, ๑๖๕, ๑๖๘, ตำบล ๓๒ หัวษารภา ๑๑๙ หัวสะพาน คลอง ๙๖, ๑๐๑ หาวัด ขุนหลวง ๒๔, ๒๕, ๓๕, ๘๒ ห้าห้อง ศาลา ๑๘๕ หูช้าง ประตู ๖๐, ๖๙, ๑๓๖ เหล็ก ป่า ๑๘๓, ๑๘๖ ใหญ่ แคว ๑๖๑ ใหม่ วัด ๑๑๐

๒๓๐ ใหม่ไชยวิชิต โบสถ์วัด ๑๔๔ ไหม ป่า ๑๘๓ ฮ ฮอลันดา ๑๒๗ อ อกไก่ ป้อม ๑๒๑ องุ่น สวน ป้อม ๖๖, สวน ๑๘๐ อนุรักษ์ภูเบศร์ หลวง (พร) ๓๐, พระ ๑๑๘, หลวง ๑๕๐ อนุรักษ์มนตรี กรมขุน ๒๔ อยุธยา กรุง ๑๔, สถานี ๑๖๘ อยุธยาพิพิธภัณฑ์สถาน ๑๕๙ อรัญญิก บ้าน ๙๖ อริยมุนี พระ ๖๙ อลองพราญี พระเจ้า ๑๖, ๓๕, ๗๒

อา อ่างทอง เมือง ๓๐ อาทิตยวงศ์ สมเด็จพระ ๒๑ อ้ายพระยา เจ้า ๔๒ อำแม วัด ๑๗๗ ๒๓๑ อิ อินทบุรี เมือง ๓๐ อินทรรังสรรค์ ป้อม ๕๕ อินทราชา สมเด็จพระ ๑๙ อินทราชาที่ ๒ สมเด็จพระ ๑๙ อุ อุดมคงคา ประตู ๑๓๕ อุทัย ขุน ๙๘ อุทัยน้อย อำเภอ ๑๐๐ อุทัยใหญ่ อำเภอ ๑๐๐ อุบาลี พระ ๖๙ อู อู่ทอง สมเด็จพระเจ้า ๑๓, ๑๘, ๗๑ ๑๔๕ เอ เอกทัศน์ เจ้าฟ้า ๒๔, สมเด็จพระ ๑๔๔ เอกาทศรฐมหาราช สมเด็จพระ ๒๑ เอียน บาง ๔๓, ๙๘



๒๓๒

โอ โองการ พระราชลัญจกร ลาย ๑๕๖

ไอ ไอยราพต พระราชลัญจกร ลาย ๑๕๗ ไอศวรรย์มหาปราสาท พระที่นั่ง ๑๓๐