ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๗๗

จาก วิกิซอร์ซ
ข้ามไปยัง: บอกทาง, ค้นหา

ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๗๗ ประวัติศาสตร์ยูนนานและทางไมตรีกับจีน ของ เอมิล โรเชร์ (ชูศรี สาธร อ.บ.ป.ม. แปล) นายถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปณกิจศพ นายเป๋า วีรางกูร ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม ๒๑ ธันวาคม ๒๕๐๔



คำนำ

เนื่องในงานฌาปนกิจศพ นายเป๋า วีรางกูร ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม ฯพณ ฯ ถนัดคอ มันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ขอให้กรมศิลปากรเลือกหนังสือที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์หรือโบราณคดี สำหรับพิมพ์เป็นอนุสรณ์สักเรื่องหนึ่ง กรมศิลปากรได้เลือกเรื่องประวัติศาสตร์ยูนนานและทางไมตรีกับจีน เสนอไปเพื่อพิจารณา ฯ พณ ฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ก็พอใจและตกลงให้จัดพิมพ์ เรื่องประวัติศาสตร์ยูนนานและทางไมตรีกับจีนนี้ นายเอมิล โรเชร์ (Emile Rocher)ได้เดินทางไปยังประเทศจีน และใช้เวลาหลายปีสำหรับการศึกษาและค้นคว้าเอกสารต่าง ๆ ของจีน โดยใช้หนังสือในการค้นคว้าถึง ๒๓๕๐ เล่ม ได้ใช้เวลาแปลออกเป็นภาษาฝรั่งเศสและเขียนเรื่องนี้อยู่หลายปีจึงสำเร็จ นายเอมิล โรเชร์ ได้ส่งไปตีพิมพ์เป็นภาษาฝรั่งเศสในนิตยสารตุงเปา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๒ โดยตั้งชื่อเรื่องว่า Histoire des princes du Yun-nan et leurs relations avec la Chine มูลเหตุที่จะแปลหนังสือเรื่องนี้ขึ้น เนื่องจากกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยบางท่านได้เสนอขอให้แปลออกเป็นภาษาไทย เพื่อจะได้ใช้ศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของไทยยูนนานได้สะดวก กรมศิลปากรได้พิจารณาแล้ว เห็นว่าหนังสือเรื่องนี้ไม่เป็นประโยชน์เฉพาะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยแต่อย่างเดียวเท่านั้น แต่อาจเป็นประโยชน์แก่บรรดานักศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีโดยทั่วไปด้วย สมควรจะได้แปลออกเป็นภาษาไทยและตีพิมพ์ให้แพร่หลายจึงได้ให้นางชูศรี สาธร อ.บ.ป.ม. ซึ่งเดิมเป็นหัวหน้าแผนกแปลกองวรรณคดีและประวัติศาสตร์แปลขึ้นไว้ แล้วขอให้พระยาอนุมานราชธน ประธานกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย ตรวจแก้และทำเชิงอรรถอธิบายข้อความที่เป็นประโยชน์ในการศึกษาประวัติศาสตร์ยูนนานไว้ด้วย และเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จึงได้รวมเรื่องไว้ในเรื่องประชุมพงศาวดาร นับเป็นภาคที่ ๗๗ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่บรรดานักประวัติศาสตร์และโบราณคดีโดยทั่วไป



ข กรมศิลปากรขอนุโมทนากุศลบุญราศีทักษิณานุปทาน ซึ่ง ฯพณ ฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้บำเพ็ญเพื่ออุทิศผลานิสงส์ให้แก่นายเป๋า วีรางกูร ผู้วายชนม์ และให้ตีพิมพ์หนังสือนี้แจกเป็นส่วนกุศลสาธารณประโยชน์ ขอกุศลทั้งปวงจงดลบันดาลให้ นายเป๋า วีรางกูร ผู้ล่วงลับได้ประสบอิฐคุณมนุญผลตามควรแก่คติวิสัยในสัมปรายภพทุกประการ เทอญ.

กรมศิลปากร ๑๒ ธันวาคม ๒๕๐๔











นายเป๋า วีรางกูร ชาตะ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๓๐ มรณะ ๕ สิงหาคม ๒๕๐๔


ประวัติ ของ นายเป๋า วีรางกูร

ในการเขียนชีวประวัติของนายเป๋า วีรางกูร ผู้วายชนม์ไปแล้ว เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๐๔ ข้าพเจ้ามิได้กระทำในฐานะที่เป็นลูกเขยเท่านั้น หากแต่ประสงค์จะสนองพระคุณเท่าที่สามารถกระทำได้ต่อผู้ที่ได้มีอุปการคุณอย่างใหญ่หลวงต่อข้าพเจ้าจนเปรียบเสมือนว่าท่านเป็นผู้ให้กำเนิดแก่ข้าพเจ้า ระหว่างที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้แสดงความเมตตากรุณา ได้ให้คำสั่ง สอนและแนะนำซึ่งได้ช่วยข้าพเจ้าในการดำเนินชีวิตเป็นอันมาก ถึงแม้ว่าท่านผู้ล่วงลับไปนี้จะเป็นผู้ที่มีฐานะการครองชีพค่อนข้างจะสะดวกสบาย แต่ท่านก็มิได้โลภหรือหลงในสิ่งของนอกกาย ท่านรู้จักหาความสุขพอสมควรในสิ่งที่จะพึงหาได้ด้วยทรัพย์สิน แต่ก็มิได้ลืมว่าความสุขอันแท้จริงนั้นอยู่ที่ความพึงพอใจในการกระทำสิ่งที่ดีและที่ชอบ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างกุศลธรรมอันนำไปสู่ความสุขในโลกหน้า จริงอยู่ท่านผู้นี้มิได้รับใช้ประเทศชาติในหน้าที่ราชการของบ้านเมือง แต่ถ้ามีสิ่งใดซึ่งพลเมืองดีจะพึงกระทำได้ ท่านก็ขวนขวายกระทำโดยไม่มุ่งหวังต่อผลตอบแทนหรือคำสดุดีจากผู้ใดทั้งสิ้น ในทางพระพุทธศาสนา ท่านเป็นผู้มีศรัทธาแก่กล้าเลื่อมใสอย่างยิ่งในพระธรรมของพระบวรพุทธศาสนา และยึดมั่นในองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างหนักแน่น ได้อุปสมบท ณ วัดเทพศิรินทราวาส เป็นระยะเวลาถึง ๓ พรรษา เมื่อสละสมณเพศแล้วก็ได้บำเพ็ญการกุศลเป็นประจำตลอดมา มีส่วนสร้างและปฏิสังขรณ์วัดวาอารามหลายแห่ง เช่น วัดเนรัญชลาราม ณ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี หอระฆังวัดเขาไกรลาศ ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และพระพุทธรูปซึ่งเป็นพระประธานประจำพระอุโบสถใหญ่ วัดท่าตำหนัก ทั้งยังได้อุทิศอสังหาริมทรัพย์เป็นกุศลทานให้แก่มหามกุฏราชวิทยาลัย เพื่อเก็บผลประโยชน์ให้แก่วัดอีกด้วย



ข ในด้านสาธารณกุศล ท่านก็ได้บริจาคทรัพย์สินทำนุบำรุงโรงเรียน โรงพยาบาลสงฆ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตามสมควรแก่อัตตภาพ จึงพึงนับได้ว่าท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ของพุทธมามกะเยี่ยงกัลยาณชนอย่างเพียบพร้อมแล้วทุกประการ ตระกูลของท่านมีนายอากรสอนเป็นบิดา และคุณแม่กิมฮองเป็นมารดา มีพี่น้องร่วมบิดามารดารวมทั้งสิ้น ๖ คน คือ ๑. นางใหญ่ กุณธร ๒. นางยม วีรางกูร ๓. นางเพิ่ม วงศ์เธียรทอง (ถึงแก่กรรม) ๔. นางพูน โทระวงศ์ (ถึงแก่กรรม) ๕. นายเป๋า วีรางกูร (ถึงแก่กรรม) ๖. นายทองดี วีรางกูร (ถึงแก่กรรม) ท่านเป็นบุตรคนที่ ๕ เกิดเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๓๐ ได้เริ่มการศึกษา ณ โรงเรียนอัสสัมชัญ เมื่อสำเร็จการศึกษา ณ ที่นั้นแล้ว ก็ได้ไปศึกษาเพิ่มเติมที่สิงคโปร์ เมื่อได้ศึกษา สำเร็จแล้วได้เข้าทำงานที่บริษัทหลุยส์ ที. เลียวโนเวนส์ และต่อมาก็ได้รับหน้าที่เป็นสมุห์บัญชีบริษัทไฟฟ้าวัดเลียบ ในที่สุดก็ได้ออกมาประกอบการค้าส่วนตัว ภายหลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านได้ทำการสมรสกับบุตรีของพระยาอนุกูลสยามกิจ (ชุน อนุกูลสยามกิจ) และมีชีวิตสมรสอยู่ด้วยกันเป็นเวลา ถึง ๕๐ ปี และมีบุตรธิดา คน คือ ๑. นางมาลี ศุภผล ๒. คุณหญิงโมลี คอมันตร์ ๓. นายวรี วีรางกูร ท่านเริ่มป่วยด้วยโรคหัวใจและโรคไตเมื่อเดือนกรกฎาคม แม้ในระหว่างเจ็บป่วยก็มิได้ละเลยจากการปฏิบัติศาสนกิจทั้งปวง ได้เตรียมตัวอยู่ด้วยความมีสติจนวาระสุดท้าย ท่านได้ถึงแก่กรรมลงด้วยความสงบ เมื่อมีอายุได้ ๗๔ ปี



ค บทเรียนซึ่งข้าพเจ้าได้รับในระยะเวลา ๒๐ ปีเศษ ที่ข้าพเจ้าได้อยู่ใกล้ชิดกับท่านผู้ที่วายชนม์นี้ คือ การมีชีวิตอยู่ด้วยความผาสุกทั้งกายและใจ เพราะท่านเป็นผู้ที่ยึดมั่นในพระบวรพุทธศาสนาและในศีลธรรม ไม่เบียดเบียนผู้อื่นมีแต่ช่วยเกื้อหนุน ผู้ที่สมควรจะได้รับความช่วยเหลือทั้งในทางธรรมและในทางโลก ท่านไม่ห่วงใยหรือโลภหลงในทรัพย์สินภายนอก ซึ่งเป็นแต่เพียงสิ่งประกอบให้ชีวิตมีความสุขสบาย และช่วยสร้างกุศลกรรมสำหรับชีวิตในอนาคต เมื่อถึงเวลาที่จะต้องตาย ท่านก็อยู่ในลักษณะพร้อมที่จะสละโลกนี้ไปในอาการอันสงบปราศจากความหวาดเกรง ใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะในระหว่างที่มีชีวิตอยู่ ท่านได้ประกอบกรรมที่ดีและได้ปฏิบัติหน้าที่ไว้อย่างสมบูรณ์ ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเชื่อมั่นว่าสำหรับนายเป๋า วีรางกูร ผู้ล่วงลับไปแล้วนี้ ได้บรรลุถึงจุดหมายสำคัญอันเป็นที่ปรารถนาของมนุษย์ทั่วไป กล่าวคือ การมีชีวิตอยู่ด้วยดี ตายดี และเมื่อตายไปแล้วก็ย่อมไปสู่สุคติด้วยอาศัยกุศลกรรมที่ท่านได้บำเพ็ญไว้ตลอดชีวิตอันสมบูรณ์ของท่าน.


(ถนัด คอมันตร์) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ







สารบาญ หน้า ความนำ ๑ นำเรื่อง ๕ ชื่อต่าง ๆ ของยูนนาน ๑๐ ต้นตระกูลเดิมของเจ้าผู้ครองยูนนาน ๑๒ การตั้งอาณาจักรตะวันตก ๑๓ เรื่องราวของอาณาจักรนานเจา ๑๔ ทายาทของพระเจ้าตีมุงสื รักษาความเที่ยงธรรมของอาณาจักร ๑๗ เจ้าผู้ครองอาณาจักรจุได้ชัยชนะยูนนาน ๑๗ การผนวกแคว้นเทียนเข้ากับแคว้นไปไย่ ๑๘ การแบ่งยูนนานออกเป็น ๖ อาณาจักร ๒๐ การตั้ง ๖ อาณาจักร ๒๑ การกบฏต่อการปกครองของจีน ๒๔ จูโกเหลียงดำเนินงานเพื่อชัยชนะต่อไปจนถึงมรณกรรม ๒๙ ราชวงศ์ต้ามง ๓๐ พิโลโก๊ะรวม ๖ อาณาจักรเข้าเป็นอาณาจักรเดียว ๓๓ ยกพลเข้าตังเกี๋ย ๔๑ การชิงราชบัลลังก์ยูนนาน ๔๘ รายชื่อแขวงต่าง ๆ ๕๕ ราชวงศ์ตวน ๕๘ หยางอิเจงชิงราชบัลลังก์ ๖๓ ราชวงศ์ต้าจุงโกว ๖๔ ราชวงศ์ตวนได้ราชบัลลังก์อีกครั้งหนึ่ง ๖๕ กุบไลเสด็จถึงยูนนาน ๖๙ ได้ชัยชนะประเทศยูนนาน ๗๑


หน้า ปราบปรามธิเบต ๗๓ วาระสุดท้ายของราชวงศ์ตวน ๗๓ ความยุ่งยากในญวน ผนวกประเทศยูนนานเข้ากับประเทศจีน โดยเด็ดขาด การยึดครองของพวกมงคล ๗๗ การจัดระเบียบการปกครองของมณฑล ๘๓ การกบฏเพื่อต่อต้านอำนาจของชาวมงคล ๘๔ ประเทศยูนนานภายใต้การปกครองของราชวงศ์เหม็ง ๙๑ จีนได้ชัยชนะประเทศยูนนาน ๙๓ ราชวงศ์มงคลถูกขับไล่ออกจากประเทศยูนนาน ๙๗ อวสานของตระกูลตวน ๙๘ การกบฏต่อการปกครองของจีน ๑๐๐ การต่อต้านการปกครองของราชวงศ์เหม็งต่อไป ๑๐๑ ชาวพม่ารับรองอำนาจการปกครองของประเทศจีน ๑๐๓ ความบาดหมางระหว่างจีนกับพม่า ๑๐๔ การกบฏต่อการปกครองของราชวงศ์เหม็ง ๑๐๕ ความพินาศของราชวงศ์เหม็ง หลีสืเจ็งชิงราชบัลลังก์จีน ๑๐๖ ชาวตาดเข้ายึดราชบัลลังก์จีน ๑๑๐ การต่อต้านของหลีสืเจ็ง ๑๑๑ อูซานกวยมาถึงประเทศยูนนาน ๑๑๖ อูซานกวยสถาปนาความสงบสุขในประเทศยูนนาน ๑๑๗ การสร้างประเทศยูนนานของอูซานกวย ๑๒๐ อูซานกวยประกาศเอกราช ๑๒๑ การยึดครองประเทศยูนนานโดยเด็ดขาดของราชวงศ์ตาด ๑๒๔ นโนบายของจีนเกี่ยวกับประเทศยูนนาน ๑๒๖


ประวัติศาสตร์ยูนนานและทางไมตรีกับจีน เอมิล โรเชร์ แปลจากเอกสารประวัติศาสตร์ของจีน _____________________ ความนำ ในการเดินทางไปยูนนานครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๓ - ๒๔๑๗ เพื่อรวบรวมเรื่องราวสำหรับงานชิ้นที่พิมพ์ออกมาแล้วเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๓ นั้น(๑) ข้าพเจ้ามีความสนใจอย่างยิ่งในทัศนที่ได้ปรากฏทั้งในด้านความเจริญของพลเมืองและในด้านประวัติศาสตร์ของพลเมืองที่อาศัยอยู่ในดินแดนส่วนหนึ่งแห่งภาคพื้นตะวันออกไกลนี้ เนื่องจากข้าพเจ้าได้รับประโยชน์จากการแต่งเรื่องเกี่ยวกับมณฑลนี้มาโดยเฉพาะแล้ว จึงตัดสินใจศึกษาถึงวิวัฒนาการของพลเมืองที่มีภูมิลำเนาในภูมิภาคนี้โดยค้นคว้าเรื่องราวแห่งความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้จากบรรดาเอกสารที่ตกทอดมาถึงชนเหล่านี้ภายหลังจากที่กาลเวลาได้ล่วงพ้นไปหลายศตวรรษกล่าวคือ นับตั้งแต่การเสด็จเข้ามาสู่แคว้นตาลี ของพระเจ้าอโศก กษัตริย์ชาวอินเดียผู้แรกสถาปนาแคว้นนี้ขึ้นเป็นราชอาณาจักร ผู้สืบเชื้อสายของราชอาณาจักรนี้หลายท่านก็ได้ช่วยกันดำรงเอกราชของอาณาจักร ซึ่งมักจะถูกรุกรานจากชนจีนก่อนชนชาติอื่น ในระยะต่อมาอาณาจักรต้องปราชัยต่อพวกมงโกล และในที่สุดก็สูญเสียเอกราชโดยเด็ดขาดและอาณาจักรต้องถูกผนวกเข้ากับจักรวรรดิ์จีน การค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องนี้นับว่าอยู่ในกาลเวลาอันเหมาะ กล่าวคือ มณฑลนี้มีการปฏิวัติของชนที่ถือศาศนาพระมะหะหมัดอยู่บ่อย ๆ บรรดาอาคารอันเป็นหอสมุดจึงถูกเผาหรือถูกปล้นทำลายไปมาก แต่เอกสารที่มีคุณค่าพิเศษนั้นได้รับการเก็บซ่อนไว้ในสถานที่อันปลอดภัย เท่าที่พอจะหารวบรวมมาได้นี้จึงย่อมไม่สมบูรณ์ และปรากฏสิ่งบกพร่องอยู่อีกมาก

(๑) มณฑลยูนนานของจีน โดย อี.โนเชร์. ๒ เล่มจบ อี.เลอรูซ์ ผู้จัดพิมพ์ ปารีส. (อ.ร.เอมิลโรเชร์)





๒ ระหว่างการเดินทางครั้งที่สอง คือตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๒ - ๒๔๓๔ นับเป็นระยะที่มีความสงบ ข้าพเจ้าจึงสามารถดำเนินงานค้นคว้าได้ต่อไป ในที่สุดเมื่อได้กลับมายังมณฑลนี้อีกเป็นครั้งที่สาม คือใน พ.ศ. ๒๔๓๔ - ๒๔๓๕ ก็ได้ประสบโชคโดยบังเอิญจากการพบจดหมายภาษาจีนสองสามฉบับซึ่งช่วยให้ความสว่างขึ้นมาก และนอกจากนั้นยังได้รับความกรุณาจากข้าราชการทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร ซึ่งยอมอนุญาตให้เข้าค้นหาในห้องสมุดตามท้องถิ่นต่าง ๆ ตามความพอใจ ทั้งนี้ช่วยให้งานของข้าพเจ้าดำเนินติดต่อกันไปตามลำดับของกาลเวลา จนเป็นประวัติศาสตร์ของเจ้าผู้ครองยูนนาน เรื่องราวของเหตุการณ์ต่อไปนี้ได้แปลมาจากเอกสารซึ่งนักประวัติศาสตร์จีนจัดพิมพ์ขึ้นในยุคสมัยต่าง ๆ กันบ้าง จากประวัติศาสตร์ชาวเมืองที่มีภูมิลำเนาในแคว้นนี้โดยเฉพาะ และจากต้นฉบับที่เป็นลายเขียนแต่ครั้งโบราณบ้าง โดยเฉพาะเอกสารชนิดหลังนี้ช่วยให้ทราบเรื่องราวหลายประการอย่างแจ่มแจ้ง ซึ่งในประวัติศาสตร์จีนหลายฉบับเขียนไว้อย่างคลุมเคลือหรือมิฉะนั้นก็มีข้อความขาดตกบกพร่องอย่างน่าเสียดาย ต่อไปนี้เป็นรายชื่อหนังสือต่าง ๆ หลายเล่มที่ใช้สำหรับค้นคว้า ยูนนานท่งจี่ (Yun-nan t'oung-tchi) ท่งเกียน กังมู่ (T' oung -kien Kang-mouh) ไอ้โล้ อีฉวน (Ailo I-tchouan) เปนกี ซีนาน อีฉวน (Pen-ki Sinan I - tchouan) นันเจา อีฉวน (Nan - tchao I-tchouan) นันเจา เยจี่ (Nan-tchao Ye-chi) มิงจี่ (Ming Chi) ซานกัวจี่ (สามก๊กจี่) (San-Kuoh tchi) กวงนานจี่ (Konang-nan tchi) ตาลีจี่ (Ta-li tchi) ยูนนานเกียวจี่ (Yun-nan Kieou tchi) รวมหนังสือทั้งสิ้นประมาณ ๒๓๕๐ เล่ม


๓ การที่นำรายการหนังสือมาแสดงนี้ มิใช่เนื่องมาแต่ข้าพเจ้าได้จัดพิมพ์หนังสือประวัติศาสตร์ฉบับอันสมบูรณ์ไปด้วยเหตุการณ์ที่ช่วยคลี่คลายความมืดมน ของดินแดนแถบนี้ซึ่งแต่ก่อนหน้านี้ยังไม่มีผู้ใดได้ทราบเลย และที่อ้างรายชื่อหนังสือดังกล่าวก็ด้วยเห็นเป็นความจำเป็นอยู่อีกบ้างในอันที่จะช่วยให้ผู้อ่านได้รับความกระจ่างแจ้งในเหตุการณ์ในอดีตที่ยังบดบังประเทศนี้อยู่ การทำงานประเภทนี้จำเป็นต้องใช้เวลานานต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก และโดยเฉพาะต้องใช้เวลาศึกษาเป็นพิเศษจากต้นฉบับวรรณคดีพื้นเมืองอันหาได้ยากซึ่งเขียนเป็นภาษาท้องถิ่นต่าง ๆ กัน ข้าพเจ้าได้จัดเค้าโครงของเหตุการณ์ไว้อย่างกว้าง ๆ โดยตัดเรื่องราวที่นักเขียนชาวจีนกล่าวอารัมภบทไว้ยืดยาวแต่ไร้ประโยชน์ออกทั้งสิ้นด้วยความระมัดระวังคงไว้แต่เหตุการณ์ที่สำคัญ ๆ เท่านั้น หรืออีกนัยหนึ่ง ข้าพเจ้าเลือกหยิบยกเอาแต่ผลงานหรือมิฉะนั้นก็งานประเภทวรรณคดี ซึ่งอย่างน้อยที่สุดก็เป็นสิ่งที่ตรงกับความเป็นจริงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศนี้ งานชิ้นนี้เป็นงานรวบรวมประวัติศาสตร์ของชนชาติหนึ่งซึ่งมีกาลเวลายาวนานเกือบ ๓๐ ศตวรรษ และเป็นงานที่เป็นผลสืบเนื่องจากการศึกษาในศาสตร์แขนงต่าง ๆ ของจีนซึ่งบางทีจะเป็นประโยชน์อยู่บ้างแก่นักบันทึกประวัติศาสตร์หรือชาวตะวันออกผู้สนใจในปัญหาเหล่านี้ สำหรับข้าพเจ้าผู้รวบรวมรู้สึกว่าได้รับประโยชน์จากการค้นคว้านี้เป็นที่พอใจและคุ้มกับเหนื่อยยาก.

ผู้แต่ง





นำเรื่อง ฟูฮีเข้ามาสู่ประเทศจีน - ยุคแรก ๆ ของจีน

เมื่อศึกษาถึงวิวัฒนาการของชนต่างชาติที่ปกครองแผ่นดินจีนถึง ๑๘ มณฑลอยู่ทุกวันนี้เราย่อมจะพบร่องรอยแห่งความมีพลกำลังซึ่งปรากฏอยู่เป็นนิจบ้าง ความเฉลียวฉลาดตลอดจนอานุภาพอันยิ่งใหญ่อันเป็นนิสัยที่สามารถปกครองเมืองขึ้น ของชนเหล่านี้อยู่ในบรรดาวัตถุสถานที่เกี่ยวกับอักษรศาสตร์ที่เหลือตกทอดมาสู่ชนรุ่นต่อ ๆ มาทุก ๆ รอบแห่งศตวรรษ ถ้าหากว่าการเกษตรกรรมเป็นงานที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงของจักรวรรดิ์ท่ามกลางตลอดเวลาที่ล่วงมา และถ้าว่าพลเมืองแห่งจักรวรรดิ์นี้มีความเห็นเป็นอย่างเดียวกันอีกว่า อาชีพเกษตรกรรมเป็นรากฐานเบื้องต้นของประชาชาติตลอดมาทุกยุคทุกสมัยแล้ว เราก็อาจกล่าวได้ว่า การเกษตรกรรมนี้แหละที่ช่วยให้เกิดความเจริญพัฒนาและความมั่งคั่งไพศาลแก่ประเทศนี้ ถึงแม้ว่าประวัติศาสตร์บางยุคบางสมัยของประเทศจีนได้บันทึกเหตุการณ์อันยุ่งยากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการเศรษฐกิจ และทางภูมิศาสตร์ที่เกิดขึ้นในประเทศตั้งแต่ประมาณ ๔๗๕๐ ปีมาแล้วไว้ แต่ตามตำนานที่เล่าสืบทอดกันมาตั้งแต่เริ่มแรกก็มีว่าฟูฮีสถาปนาประเทศจีน พร้อมด้วยสมัครพรรคพวกได้บุกรุกเข้าสู่แคว้นเชนสี (๑) ตามเส้นทางสายตะวันตกเฉียงใต้โดยไม่มีผู้ใดหาญเข้าต่อต้านกำลังผู้คนซึ่งควบคุมกันมาตามแบบแผนโบราณได้เลย ฟูฮีเข้ามาได้เพราะความแกร่งกล้าในสันดานของตนเอง ทั้ง ๆ ที่ทั้งสี่มุมประเทศอันกว้างใหญ่นี้มีป้อมปราการตั้งตระหง่านป้องกันอยู่ และป้อมเหล่านี้ก็ยังตั้งจนถึงสมัยที่ _________________________________________________________________ (๑) มณฑลหนึ่งของจีน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน ชาวจีน บางพวกเรียกมณฑลนี้ว่า เซียมไซ หรือ เซมซี ฟูฮี ผู้สถาปนาประเทศจีน ในหนังสือเรื่อง ไคเภก ฉบับแปลเป็นภาษาไทยเรียกว่าพระเจ้าฮอกฮีสีฮองเต้ (ส.ก.)



๖ ประเทศจีนล้นหลามไปด้วยจำนวนพลเมืองรุ่นใหม่ ๆ ฟูฮีเป็นผู้สร้างความพินาศหายนะให้ประเทศจีนครั้งหนึ่งในจำนวนความหายนะหลายครั้งซึ่งปรากฏบ่อย ๆ ในประวัติศาสตร์ของชนหลายเผ่า แต่เป็นความพินาศหายนะที่นำไปสู่การแก้ไขระบบสังคมของประเทศให้มีสภาพตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ มีปัญหาสองข้อที่ตามมาคือ ผู้สร้างประเทศซึ่งดำรงมาจนเกือบจะเกิน ๕๐ รอบแห่งศตวรรษนี้มาจากไหน หรือบุคคลผู้นี้จะมาจากประเทศเปอร์เซียจากภูมิภาคแมโสโปเตเมีย หรือจะเป็นชนชาติอารยันจากอินเดีย และเขาผู้นี้เป็นชนเผ่าใด ? นักประวัติศาสตร์ชาวจีนผู้รับช่วงงานต่อ ๆ กันมาในยุคสมัยอันยาวนานนี้ต่างก็อ้ำอึ้งในปัญหาสองข้อนี้ อาจเป็นเพราะความไม่รู้ หรือไม่ก็เนื่องจากว่าท่านเหล่านั้นไม่ต้องการจะฉีกใบเรืออันหนาทึบที่ปิดคลุมความลึกลับในการย่างเหยียบเข้ามาของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ไว้เบื้องหลังต่อหน้าสายตาของมวลชนทั้งปวงก็ได้ และดังนั้นจึงไม่รอช้าที่จะช่วยกันยกย่องให้บุคคลผู้นี้เป็นผู้วิเศษไปเสียเลย เราจะไม่พยายามอ้างเอกสารทางประวัติศาสตร์มาเป็นหลักฐานเพื่อให้เชื่อถือเพราะเอกสารเหล่านั้นจะไปขัดขวางความรู้สึกรักชาติอย่างลุ่มหลงแบบจีนที่สั่งสอนพลเมืองผู้โง่เขลาของตนไว้ว่า ผู้สร้างจักรวรรดิ์จีนนั้นจุติมาสู่ดาวนพเคราะห์ดวงนี้ตั้งแต่มันยังมีสภาพเป็นกลุ่มแกส แรกทีเดียวท่านผู้นี้ได้ประดิษฐ์สายฟ้าหรือ รูปกราฟแปดหยัก ซึ่งถูกสมมุติว่าเป็นเครื่องแปลงพลังงานของธรรมชาติ และด้วยสายฟ้าที่ประดิษฐ์ขึ้นนี้ ผู้สร้างจักรวรรดิ์ก็บันดาลให้เกิดหยินและหยางขึ้น(๑) หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือบุคคลผู้ให้กำเนิดวิชาปรัชญาของจีนสองคน เราจะกล่าวแต่เพียงว่า นักปราชญ์ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๔ นั้นสามารถสร้างวิชาปรัชญาขึ้นโดยถือเป็นแบบอย่างตามบรรพบุรุษของตนส่วนฟูฮี และพรรคพวกนั้นมาจากทิศตะวันตก แต่ไม่มีทางจะทราบได้ว่าเขาผู้นี้มาจากท้องถิ่นใด (๑) หมายถึง ยันต์รูปแปดเหลี่ยมที่เรียกว่าโป้ยข่วยในเสียงชาวแต้จิ๋ว ส่วนหยินและหยางได้แก่ อิม และเอี่ยง คือถือว่า สิ่งทั้งหลายในโลกย่อมมีคู่ เช่นมีหญิง (อิม) ก็ต้องมีชาย (เอี่ยง) มีมืด (อิม) ก็ต้องมีสว่าง (เอี่ยง) ดังนี้เป็นต้น อันเป็นปรัชญาคติหนึ่งที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า dualism



๗ เมื่อพิจารณาถึงปัญหายุ่งยากทั้งหลายที่จะต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดนั้นดูเหมือนจะมีข้อที่ไม่มีทางจะโต้แย้งได้ตรงที่ว่า ถ้าหากว่าผู้สร้างจักรวรรดิ์อันกว้างไพศาลมิได้เป็นผู้ที่นำวิชาการด้านอักษรศาสตร์บางอย่างซึ่งกำลังเจริญรุ่งเรืองอยู่ในภูมิภาคเมโสโปเตเมียในครั้งกระโน้นเข้ามาปรับปรุงใช้ในประเทศของตนแล้ว เขาก็ย่อมไม่สามารถจะถ่ายทอดความรู้อันไม่มีผู้ใดจะขันสู้แก่เพื่อนบ้านจำนวนมหาศาลได้ วิชาการยอดเยี่ยมเหล่านี้แหละที่เทิดทูนเขาขึ้นสู่ความเป็นเอกเหนือชนผู้ด้อยความรู้ทั้งปวง ข้อเท็จจริงอันเป็นประจักษ์พยานทัดเทียมกันอีกข้อหนึ่งก็คือมีผู้พบเอกสารโบราณที่เล่าไว้อย่างละเอียดว่า เหล่าชนพื้นเมืองผู้ครอบครองผืนแผ่นดินบางส่วนของประเทศนี้ในสมัยดึกดำบรรพ์ดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์และจับปลาเป็นส่วนใหญ่ ไม่สู้สนใจในการกสิกรรมอุตสาหกรรม หรือวรรณคดี และเพื่อจะตัดความฟุ่มเฟือย ก็สวมเสื้อผ้าที่ทำจากเปลือกไม้ ในข้อดังกล่าว ชนพวกนี้มีลักษณะความเป็นอยู่คล้ายคลึงกันมากกับชาวตองกูส (Tongouses)(๑) หลายเผ่าที่อยู่ในท้องถิ่นกันดารกว่าแถบแม่น้ำอามูร์ และตามแควของแม่น้ำนี้ การที่ฟูฮีและบริวารรวบรวมกันเข้ามาและเตรียมยึดถือเอาดินแดนในประเทศนี้เป็นภูมิลำเนาใหม่ของตนนั้นก็ต้องประสบการต่อต้านขัดขวางและการสู้รบเป็นหลายครั้ง หลายครา ในที่สุดฟูฮี และบริวารก็สามารถปราบปรามพวกชนพื้นเมืองให้พ่ายแพ้ด้วยกำลังความเข้มแข็งของพวกตน และขับไล่ชนพวกนั้นออกจากที่ราบไปอยู่กันตามป่าและเขาต่อมาฟูฮี ก็จัดตั้งอาณานิคมขึ้นหลายแห่งท่ามกลางเหล่าชาวพื้นเมือง ดูเผิน ๆ ก็จะเห็นว่ามีความสงบสุขดี แต่ตลอดเวลานั้นทำการบุกรุกก่อกวนอยู่เรื่อย ๆ ครั้นแล้วชนพวกใหม่นี้ก็นำเอาขนบธรรมเนียมประเพณีวิธีการแต่งกายและศาสนาของพวกตนเข้าไปใช้อยู่ทั่วผืนแผ่นดินที่ตนได้ชัยชนะและครอบครองอยู่ และพร้อมกันนั้นก็ยกตนเองเป็นประหนึ่งผู้มีอำนาจเหนือชาวพื้นเมืองผู้เป็นเจ้าของดินแดนที่ตนบุกรุกเข้ามาถือสิทธิครอบครองนี้

(๑) ชื่อชนชาติ ตาดสาขาหนึ่ง ตาดแมนจู ก็สืบมาแต่เผ่านี้ จีนชาวแต้จิ๋วเรียก ท่งโกฮวน (ส.ก.)



ชนผู้พิชิตเหล่าใหม่นี้ได้นำเอาพันธุ์ไม้ชนิดใหม่ที่ไม่มีชาวพื้นเมืองคนใดในครั้งนั้นเคยรู้จักมาก่อนมาเผยแพร่ในประเทศนี้ พันธุ์ไม้เหล่านี้ปรากฏว่าเป็นชนิดเดียวกันกับที่เคยมีมาแล้วในดินแดนเมโสโปเตเมีย ผืนแผ่นดินที่ยังไม่เคยทำการเพาะปลูกถูกแผ้วถางจนเตียน การปลูกพันธุ์ไม้ชนิดใหม่ซึ่งชนผู้มาใหม่นำเข้ามาเผยแพร่ก็งอกงามและให้ผลประโยชน์โดยรวดเร็ว ความรู้เฉพาะอย่างเหล่านี้ดูเหมือนจะชี้ให้เห็นว่า ชนผู้มาใหม่ได้เป็นเจ้าของตำราการกสิกรรมในลุ่มแม่น้ำยูเฟรทีส ในเวลาต่อมาเมื่อพืชผลจากพื้นดินมีเพิ่มมากขึ้นชาวนาจึงเปลี่ยนอาชีพมาเป็นช่าง ต่อมาก็เป็นนักอุตสาหกรรมและพ่อค้า ความจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจกับชนเผ่าเร่ร่อนทั้งปวงที่มาจากภาคเหนือและตะวันตก ทำให้ชนชาติผู้มาใหม่เกิดความจำเป็นที่จะต้องสร้างตัวอักษรที่ใช้แทนความรู้สึกนึกคิดและแทนการออกเสียง ความนิยมในการใช้ตัวอักษรทำให้เกิดความเจริญ และต่อมาไม่นานนัก วิชาสถาปัตยกรรมและดาราศาสตร์ก็แยกแขนงออกมาจากภาษาหนังสือที่ประดิษฐ์ขึ้น เวลาที่ล่วงไปนับได้หลายศตวรรษจูงให้ชนรุ่นต่อ ๆ มาที่คล่องแคล่วปราดเปรียวรับช่วงความรู้ใหม่มาปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย ผู้ลี้ภัยจากทิศตะวันตกซึ่งมีอุปกรณ์ครบครันและมีความรู้พอสมควรก็อพยพลงสู่ทิศใต้ตามกฎของธรรมชาติ ณ ดินแดนเบื้องทิศใต้นี้ผู้อพยพพบลำน้ำหลายสายซึ่งมีทิวทัศน์งดงามจึงพากันลงรากปักแหล่งอยู่ตามลุ่มน้ำ ซึ่งเป็นที่ราบประสมด้วยโคลนเลนที่กระแสน้ำพัดพามานับเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์อย่างไม่มีสิ่งใดจะเปรียบ บรรดาข้าราชการของรัฐทั้งที่เป็นพลเรือนและทหารล้วนได้รับคัดเลือกจากพระจักรพรรดิ และต่อจากนั้นไม่นาน การบริหารกิจการของรัฐก็ตั้งมั่นอยู่บนหลักการอันมั่นคงกฎหมายสำหรับครอบครัวและกฎหมายเกี่ยวกับศีลธรรมนั้นรัฐบาลเป็นผู้ออกประกาศ การศึกษาวิชาดาราศาสตร์ก่อให้เกิดการกำหนดระยะเวลาในรอบหนึ่งปี โดยบวกเวลาอีกเดือนหนึ่งเข้ากับเดือนทางจันทรคติ เพื่อให้เวลาในรอบปีหนึ่งตรงกันกับเวลาที่โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์รอบหนึ่ง


๙ การอุตสาหกรรมเจริญรุดหน้าไปโดยรวดเร็ว ซิ่นแพรและไหมจากประเทศจีนกลายเป็นสินค้ามีชื่อเสียงทั่วโลกในสมัยโบราณ เช่นเดียวกับเหล็กจากประเทศจีนมีชื่อเสียงแพร่หลายตั้งแต่สมัยอาณาจักรโรมัน และเป็นที่รู้จักดีทั่วทวีปยุโรป ข้อเท็จจริงทั้งหมดที่รวบรวมมานี้เป็นข้อความพื้น ๆ ซึ่งจะพิศูจน์ว่า ถ้าหากว่าพงศาวดารที่เรียบเรียงตามลำดับกาลเวลาของประเทศจีนตั้งแต่ยุคแรกที่มีราชวงศ์กษัตริย์เป็นพงศาวดารที่เขียนตรงต่อความเป็นจริงหลายประการ ส่วนที่กล่าวเกินความจริงไปบ้างก็คงมุ่งจะชักจูงให้ผู้อ่านเพิ่มความเชื่อในตัวผู้สร้างจักรวรรดิ์จีนยิ่งขึ้น และถ้านักประวัติศาสตร์ผู้ดำเนินงานสืบต่อมาจะขยายข้อความในเอกสารทุกฉบับหรือในนิยายทั้งหลายโดยต่อเติมเรื่องให้พาดพิงถึงดินแดนภาคตะวันตก ก็คงจะเนื่องจากท่านเหล่านั้นปรารถนาจะแสดงให้ชนจีนทราบว่าผู้สถาปนาอาณาจักรจีนนั้นเป็นชาวจีนผู้วิเศษเหนือสามัญชนโดยแท้จริงและทั้งเป็นผู้สร้างโลกอีกด้วย อย่างไรก็ตามเรื่องราวที่นักประวัติศาสตร์จีนเสกสรรเขียนขึ้นด้วยความยึดมั่นในธรรมเนียมประเพณีของตนควรเป็นข้อที่พึงให้อภัย ส่วนเราผู้จำเป็นต้องคลำหาข้อเท็จจริงอย่างระมัดระวังมิให้ออกนอกลู่นอกทางก็จะทำได้โดยการเข้าให้ใกล้ต่อข้อเท็จจริงเหล่านั้นและอีกประการหนึ่งโดยตั้งสมุฏฐานต่าง ๆ เพื่อพิจารณาเทียบเคียงขึ้น แล้วเราก็คงไม่อาจเว้นที่จะยอมรับว่าอารยธรรมของจักรวรรดิ์ท่ามกลางทำนองเดียวกับอารยธรรมอิยิปต์และอารยธรรมของภูมิภาคกว้างใหญ่ส่วนหนึ่งของทวีปอาเซียนั้น เป็นอารยธรรมที่มาจากประเทศเปอร์เซียหรือบาบิโลนนั่นเอง หากว่าข้อความที่เขียนมาข้างต้นมีเค้าว่าจะเป็นแนวทางอย่างกว้าง ๆ ซึ่งแสดงให้เราทราบว่าจักรวรรดิ์จีนปัจจุบันมิได้ขึ้นมาโดยชนผู้มาจากหลักแหล่งอันเดียวกันหรือมิฉะนั้นก็โดยเหล่าชนที่มีเชื้อตระกูลเดียวกันดังที่อาจจะมีผู้เข้าใจเช่นนั้นอยู่บ้างแล้วก็ตามแต่ชนชาวจีนหลายเผ่าต่างเชื้อชาติซึ่งเป็นนักปราชญ์หรือชนชั้นหัวหน้าผู้เก่งในเชิงฝีมือและความคิดก็ตกอยู่ใต้การปกครองของชนผู้มีสิทธิเหล่าใหม่นั้น ในที่นี้เรายังไม่อยากจะกล่าวอะไรที่เกินขอบเขตของการศึกษาค้นคว้าที่เจตนาจำกัดเฉพาะเหตุการณ์ที่จะช่วยคลี่คลายเรื่องราวของยูนนานให้กระจ่างชัด เราจะไม่กล่าว


๑๐ ถึงราชวงศ์จีนซึ่งครอบครองราชสมบัติสืบต่อกันมานอกจากในกรณีที่มีเหตุการณ์ซึ่งต้องการข้ออ้างอิงที่จำเป็นมาสนับสนุนเท่านั้น เราจะพยายามวิจัยด้วยการติดตามเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่ดำเนินไปตาม ลำดับกาลในเรื่องเกี่ยวกับความเจริญรุดหน้าของชนเหล่าใหม่ การต่อต้านตลอดจนการสู้รบหลายต่อหลายครั้งเพื่อปราบปรามยูนนานให้ขึ้นต่อจักรวรรดิ์ซึ่งเป็นอยู่ดังเช่นทุกวันนี้ เราจะข้ามระยะเวลาแห่งการขึ้นครองราชบัลลังก์ของบรรดาจักรพรรดิไปสัก ๓๐ ศตวรรษ และจะขอกล่าวถึงระยะเวลาก่อนพุทธศักราช ๓๔๔ ปี ในปีนี้แหละที่จดหมายเหตุของจีนมีกล่าวถึงภูมิภาคที่อยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศจีนเป็นครั้งแรก

ชื่อต่าง ๆ ของยูนนาน ยูนนานภายใต้การปกครองของราชวงศ์เจา(๑) (Tcheou) ซึ่งเป็นราชวงศ์ใหม่ตั้งขึ้นเมื่อจักรพรรดิ กีฟ้า (Ki-fah) ได้พิชิตอาณาจักรต่าง ๆ และแว่นแคว้นทั้งหลายที่รู้จักกันในครั้งนั้น คนทั่วไปเรียกชื่อชาตินี้ว่า ชาติกัวะ (Kuoh) ซึ่งประกอบด้วยแคว้นเอกราชหลายแคว้น หรือมิฉะนั้นก็เพียงส่งเครื่องราชบรรณาการ ด้วยเหตุนี้ทำให้นามที่แท้จริงของยูนนานเป็น เจนเลอกัวะ (Chen-tcher Kuoh) และไปไยกัว (Pai-yai Kuoh) มาจนถึง ๓๓๔ ปี ก่อนพุทธกาล เมื่อราชวงศ์เจาล้มไป แคว้น เฟเส (๒) (Fei-tze) กลับไปใหญ่เหมือนแคว้นใกล้เคียงอื่น ๆ จึงขยายอำนาจออกไปถึงแคว้นเชนสี และกันซู และต่อจากนั้นก็ค่อยแทรกซึมอำนาจไปถึงอาณาเขตของจีนแท้ ใน พ.ศ. ๒๘๑ ผู้ครองแคว้นนี้ได้มีอำนาจสูงสุด จึงสถาปนาตนเองเป็นจักพรรดิทรงนามว่า สินจี (Tsin - chi) (๓)

(๑) ครองส่วนหนึ่งของประเทศจีนตั้งแต่ ๓๓๔ ปี ก่อนพุทธกาล ถึง พ.ศ. ๗๙๘ (อ.ร.) ในหนังสือเรื่องห้องสิน และเลียดก๊ก ฉบับแปลเป็นภาษาไทย เรียกราชวงศ์ เจาว่า จิว (ส.ก.) (๒) ในครั้งนั้นประเทศจีนยังแตกแยกเป็นแคว้นใหญ่น้อยมากหลาย แต่ละแคว้นไม่ค่อยมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน. (อ.ร.) (๓) คือพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้ ผู้สร้างกำแพงยักษ์กันพรมแดนจีนในสมัยนั้น ดูเรื่องไซฮั่น ฉบับภาษาไทย แปล (ส.ก.)



๑๑ ระหว่างที่จักรพรรดิองค์นี้ครองราชย์อยู่ ยูนนานมีชื่อเรียกว่า เทียนกัวะ (๑) (Tien Kuoh) และชื่อยังเรียกกันต่อมาจนถึงปีที่พวกฮั่นเข้ามารุกราน คือ พ.ศ. ๓๓๗ ต่อมายูนนานมีชื่อเรียกใหม่ตามลำดับว่า ซินานอี้ ยีเจียวกัวะ และไปซีกัวะ (Sinan I; Yih-tcheou Kuoh; pai-tze Kuoh) มาถึง พ.ศ. ๕๖๘ ยูนนานก็เป็นที่รู้จักในนามว่าเกียนนิงกัว (Kien-ningKuoh) ครั้นยุคนี้ล่วงไป ยูนนานก็เป็นสาเหตุแห่งความยุ่งยากอย่างสาหัสทุกหนทุกแห่งตลอดทั้งจักรพรรดิจนรัฐบาลไม่สามารถเข้าครอบครองแคว้นอันห่างไกลเขตแดนของตนได้ ระหว่างเวลาระยะหนึ่งนับได้ หลายศตวรรษ มีราชวงศ์ผลัดกันขึ้นครองโดยวิธีปฏิวัติโค่นอำนาจกันเองหลายราชวงศ์ คือ ราชวงศ์จิ๋น ราชวงศ์สูง (ซ้อง) ราชวงศ์ซื้อ ราชวงศ์เหลียง และราชวงศ์ฉิน (Ts'in; Soung; Tsi; Liang; Tchin) แคว้นต่าง ๆ ซึ่งยังคงมีอิสรภาพบางประการมาจนถึงระยะนี้ต่างก็พยายาม กอบกู้เอกราชให้กลับคืนมาทั้งหมด เพราะทุกหนทุกแห่งตลอดทั้งจักรวรรดิ์จึงเต็มไปด้วยการจลาจลวุ่นวาย สภาพอันไม่สงบเรียบร้อยนี้ยังคงดำเนินมาจนถึง พ.ศ. ๑๑๒๔ ในสมัยนี้มีชายหนุ่มผู้ทรงพลังกล้าแข็งยิ่งคนหนึ่งชื่อหยางเกียน (Yang- Kien) เป็นผู้มีชื่อเสียงเด่นเป็นที่เชื่อถือในหมู่ประชาชน และกอปร์ด้วยความสามารถในการปกครอง จึงสามารถจัดการบ้านเมืองให้เข้าสู่สภาพปกติสุขได้ ในปีต่อมา ก็สถาปนาตนขึ้นเป็นจักรพรรดิและตั้งนามราชวงศ์ว่า ราชวงศ์ซุย (Soui) นักประวัติศาสตร์จีนบันทึกไว้ว่า บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุขภายใต้การปกครองของรัชกาลนี้ ครั้นเชื้อสายของจักรพรรดิหยางเกียนปกครองต่อมาจนถึง พ.ศ. ๑๑๖๑ อาณาจักรใหม่ ๆ กลายอาณาจักรก็เกิดขึ้นในประเทศจีนอีก พ.ศ. ๑๑๖๑ หลีหยวน (Li-yaun) ผู้ตั้งราชวงศ์ถัง (T'ang) ขึ้นครองราชสมบัติทรงนามว่า เกาสู (Kao - taou) ในสมัยนั้นยูนนานยังแบ่งแยกเป็น ๖ อาณาจักร เรียกว่า นาน-นิง กัว (Nan -ning Kuoh) (ดูแผนที่ฉบับที่ ๑)

(๑) ตรงกับคำว่า เทียนหรือถิ่น ในเสียงชาวจีนบางพวกแปลว่าฟ้า เทียบได้กับคำว่าแทนในภาษาไทยเดิม (ส.ก.)


๑๒ การบริหารการบ้านเมืองได้มีการปรับปรุงแก้ไข ในรัชกาลพระเจ้ายวนจง (Youen-Tsoung) ในสมัยที่จักรพรรดิอ้วนจง (Ouen-tsoung) มีอำนาจขึ้น (๑๒๒๘) ทรงให้เรียกชื่อประเทศอย่างเก่าว่า เจน-เฉน-ฟู (Chen-tch'en fou) และคงเรียกชื่อนี้ต่อมาจนถึงเวลาที่ราชวงศ์ถังสิ้นอำนาจ ในระหว่างที่ราชวงศ์สูง (Soung) ปกครองมาจนถึง พ.ศ. ๑๖๗๐ ประเทศนี้เป็นที่รู้จักในนามว่า นานเจา (Nan-tchao) พอถึงสมัยของราชวงศ์หยวน (Youen) (๑๘๒๓ - ๑๙๒๓) ประเทศนี้มีชื่อเรียกว่า จงคิงกัวะ (Tchoung - k'ing kuoh) ครั้งสุดท้าย เมื่อราชวงศ์เหม็งมาปกครอง ประเทศนี้มีชื่อใหม่ว่า ยูนนาน (๑) ซึ่งเป็นชื่อเรียกกันมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

ต้นตระกูลเดิมของเจ้าผู้ครองยูนนาน มีหนังสือเกี่ยวกับมณฑลยูนนานมากเล่มด้วยกันพิมพ์ขึ้นในศตวรรษ ที่ ๑๕ และ ๑๖ แต่หลายเล่มเขียนไว้ไม่สมบูรณ์ หลายเล่มสูญหายไปหรือมิฉะนั้นก็ทิ้งอยู่ตามห้องสมุดหัวเมืองยากแก่การค้นหาหรือไม่ก็ไม่มีทางจะนำมาใช้ค้นคว้าได้เลย ในบรรดาหนังสือที่น่าสนใจรวมทั้งเอกสารเก่า ๆ มีหนังสือ นานเจา เยจี่ (Nan-tchao-Ye-chi) เขียนในระหว่างศตวรรษที่ ๒๑ โดยชาวพื้นเมืองของมณฑลเสฉวน ชื่อยางไท้ (Yang- tai ) และต่อมายางหยู (Yang- yu ) ชาวเมืองฮูเปซึ่งเป็นเมืองหลวง ได้พิมพ์หนังสือขึ้นอีกครั้งหนึ่ง จากหนังสือเล่มนี้ เราจะพบว่าผู้แต่งกล่าวว่าได้เขียนด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง โดยค้นหาเรื่องราวจากวรรณคดีของจีนมาเปรียบเทียบกันแล้วจึงสะสางปัญหาข้อนี้ คือ

(๑) มีนิทานเล่าว่าอัครมหาเสนาบดีของชิงโลปี (ching-lo-pi) ชื่อว่า ชางเกียน (Tchang-kien)ได้ไปสู่ราชสำนักจีน พระจักรพรรดิ์ทรงถามว่า "ท่านอยู่เมืองไหน?" เสนาบดีตอบว่า "ประเทศอันต่ำต้อยของข้าพเจ้านั้นอยู่ห่างไกลประดุจซ่อนอยู่ในหมู่เมฆซึ่งพระองค์ทอดพระเนตรเห็นได้ ณ เบื้องทิศใต้โน้น " นาม ยูน - นาน จึงมาจากคำตอบนี้เอง ยูน = เมฆ นาน = ใต้ ซึ่งแต่แรกนั้นเป็นชื่อเรียกเมือง ยูนนานเฮียง (แคว้น ตา-ลี) และต่อมาเมื่อราชวงศ์หมินปกครอง จึงเป็นชื่อเรียกมณฑลนี้ทั้งมณฑล. (อ.ร.)



๑๓ ปัญหาเกี่ยวกับต้นตระกูลเดิมของเจ้าผู้ปกครองดินแดนอันกว้างไพศาลเป็นที่รู้จักกันในเวลาต่อมาว่า ยี่เจียว (Yih-tcheou)(๑)ว่าเป็นผู้สืบเชื้อสายต่อจากพระเจ้าอโศกแห่งอินเดีย ( เรียกเป็นจีนว่า มุงจี่ (Moung-chi) กษัตริย์ในราชวงศ์มุก (Mou-ki) (มคธ) และต่อมาทรงมีพระนามว่าพระเจ้าอายู้ (Ah-yu) พระราชชินีเกียนมุงกุย (Kien -moung-kouei) เรียกกันโดยพระนามเดิมว่ายี่เจียว(Yih-tcheou)ประสูติพระโอรสองค์หนึ่งทรงพระนามว่า ตีมุงสื (Ti-oung-) การจลาจลวุ่นวายหลายต่อหลายครั้งซึ่งเกิดขึ้นในประเทศนี้ ทำให้เอกสารทางประวัติศาสตร์ในยุคที่กษัตริย์ยี่เจียวชาวอินเดียเข้ามาสู่ประเทศนี้ไม่ถูกต้องแจ่มชัด ถ้าเราจะเชื่อถือประวัติของตระกูลบางตระกูลกับนิทานบางเรื่องซึ่งเล่าสืบทอดกันมายุคแล้วยุคเล่าแล้ว ราชินีของกษัตริย์อายู้ก็เป็นชาวพื้นเมืองของแว่นแคว้นที่เรียกกันว่า ยูนนาน ไปอี้, ไท้ส์ หรือ ไท ต่อมาเรียก ตังเกี๋ย หรือ สยามนี่เอง ตระกูลเหล่านี้แหละที่ปัจจุบันนี้ยังสืบลูกสืบหลานอยู่ในส่วนหนึ่งของยูนนาน และประเทศลาวทั้งประเทศและในภาคเหนือของตังเกี๋ย และดินแดนตอนที่อุดมสมบูรณ์ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง การตั้งอาณาจักรตะวันตก พระเจ้าตีมุงสื (Ti-moung-) ทรงอภิเษกกับหญิงในตระกูลทัดเทียมกันและมีโอรส ๙ องค์ ซึ่งต่อมาได้ขึ้นครองราชย์ตามลำดับและได้สร้างอาณาจักร (๒) หลายแห่งทางทิศตะวันตก ตระกูลนี้แหละที่แตกแยกเชื้อสายออกไปเป็นกษัตริย์ครอบครองประเทศและบรรดารัชทายาทของกษัตริย์เหล่านี้ซึ่งขับเคี่ยวทำสงครามต่อกันไม่หยุดหย่อน ในที่สุดก็เลิกราไปโดยวิธีแบ่งแยกประเทศออกเป็นแว่นแคว้น

(๑) ประเทศนี้เป็นหัวเมืองทั้งหลายในปัจจุบันของมณฑลเสฉวน กูซีเฉียว (Kuci-tcheou) ยูนนานส่วนหนึ่งของธิเบต, พม่า,สยาม,ตังเกี๋ย และ ญวน. (อ.ร.) (๒)อาณาจักรเหล่านี้อยู่ที่ไหนและมีอาณาเขตกว้างใหญ่เพียงใดนั้นไม่อาจหาหลักฐานได้ นักประวัศาสตร์ ก็ยังกล่าวอะไรไม่ได้ ส่วนนักปราชญ์ในสมัยนี้ก็ปรากฏแต่ในเรื่องนิทานเท่านั้น นักเขียนบางคนบอกว่าประเทศนี้อยู่ตะวันตกของ ยงฉาง (Young-tcha'ng) อาณาจักรอื่น ๆ นั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของประเทศพม่าบ้าง ประเทศลาว สยาม ญวน และตังเกี๋ยในปัจจุบันนี้บ้าง (อ.ร.)



๑๔ โอรสองค์ ที่หนึ่งของ มุงสืฟู (Moung-ts-fou) ได้เป็นบรรพบุรุษของอาณาจักร ๑๖ อาณาจักร มุงสือเหลียน (Moung--lien) บรรพบุรุษของ โท้ฝัน (ธิเบต) มุงสือโน บรรพบุรุษของฮั่น (๑) มุงสือเฉียว (cheou)บรรพบุรุษของ ม่านสีตะวันออก(Man-tzeCrientaux) มุงสือทู (touh) บรรพบุรุษของมุงสื มุงสือโท้ (toh) บรรพบุรุษของอาณาจักรสิงโต (๒) มุงสือหลิน ผู้สร้างอาณาจักรเกียวจี๋ (ตังเกี๋ย) มุงสือสูง สร้างอาณาจักรไปสี มุงสือสู้ (tsouh) บรรพบุรุษของพวก ไป, ไท , หรือ โท้ เรื่องราวของอาณาจักรนานเจา นิทานในยุคนี้เล่าว่า มุงสือทู้ขณะหาปลาอยู่ในทะเลสาบยี่โล้ (yih-lo) ทางใต้ของเมืองยวงฉาง(๓) ได้จมน้ำตายอยู่ที่นั่น นางชาหูผู้ภรรยา ก็มาร้องไห้คร่ำครวญอยู่แถวนั้น ขณะที่กำลังร้องไห้อยู่ ขอนไม้อันหนึ่งได้ลอยเคลื่อนมาตามลำน้ำและกระแทกเอาเท้าของนางโดยทันที นางตกใจจึงรีบรุดกลับด้วยความเศร้าโศก ระหว่างทางกลับบ้าน นางได้พบบุตรชายสิบคนซึ่งนำทางไปถึงริมทะเลสาบตรงที่ ๆ สามีของนางจมน้ำหายไป ณ ที่นั้นไม้ท่อนหนึ่งได้กลับกลายร่างเป็นมังกรโดยฉับพลันและมีเสียงร้องขึ้นมาจากทะเลสาบใกล้ ๆ นั้นว่า "ลูกฉันอยู่ที่ไหน ? " เด็กชายเก้าคนตกใจกลัวก็รีบวิ่งหนีไป ส่วนเด็กคนที่สิบนั้นมีความรู้สึกเหมือนถูกดลใจ ก็เข้าไปใกล้ฝั่งน้ำและนั่งบนตัวมังกรซึ่งเลียหลังของเขาอยู่

(๑) อยู่ที่ ไปไย่ (pai-yai) อยู่ห่างไปทางใต้ของเฉาเฉียว (Tchao-tcheo u) ๙๐ ลี้ (อ.ร.) จีนตอนเหนือเรียกชื่อชาติของตนว่าชนฮั่น โดยอาศัยเอาชื่อราชวงศ์ฮั่นเป็นนิมิตนาม คนละคำกับตาดชาติฮั่นคำแรกเขียนในภาษาอังกฤษเป็น Han ส่วนคำหลังเป็น Hun แต่จีนตอนใต้เรียกตนเองว่า ชนถัง ( ตึ้งนั้ง ) ตามชื่อราชวงศ์ถัง ( ส.ก. ) (๒) นักเขียนบางคนบอกว่า อาณาจักรนี้คือ เกาะชีลอน (อ.ร.) (หรือสิงหลทวีป) (๓) ชื่อนี้เป็นเวงชอง และยุงเชียง ในเสียงชาวกวางตุ้งและแต้จิ๋ว (ส.ก.)



๑๕ ในภาษาของชาวพื้นเมือง คำว่าหลังเรียกว่า ซิ้ว (Tsiou) คำนั่งเรียกว่า ลุง (loung) เพราะฉะนั้นตระกูลนี้จึงมีชื่อว่า ซิ้วลุง ในสมัยนี้ ณ ตีนเขาที่ชื่อว่า เทียนสิน มีหญิงคนหนึ่ง ชื่อ นูโปสี (Nou-po-sih)อาศัยอยู่ในตำบลเดียวกัน นางผู้นี้มีบุตรสาวสิบคน ตามเรื่องนั้นเล่าว่า ซิ้วลุงกับพี่ ๆ แต่งงานกับหญิงสาวทั้งสิบนี้ จึงเป็นการสร้างครอบครัวอีกสิบครอบครัว คือ ตุง, ฮุง, ตวน, ชี, โห, อ้วง,ฉาง,หยาง,ลี,เชา สมาชิกทุกคนในครอบครัวสักรูปมังกรบนร่างกาย และถือว่าเป็นเครื่องหมายประจำตระกูลของตน และตรงแผ่นหลังของเสื้อที่สวมก็เขียนรูปหางมังกรลงไว้ ในนิทานเล่าว่าลูกหลานจำนวนมากมายของตระกูลเหล่านี้ตั้งหลักแหล่งอยู่ ทางใต้ของยวงฉาง และต่อมาแบ่งแยกออกเป็น ๙๙ เผ่า และต่อ ๆ ไปเราจะเห็นว่าชนเหล่านี้แหละที่ตกอยู่ใต้อำนาจอาณาจักรนานเจา ชนจีนเข้ามาสู่ยูนนาน ใน พ.ศ. ๔๐๗ จักรพรรดิฮั่นอูตี้ (Han-ou-ti) (๑) ซึ่งมีเมืองหลวงในครั้งนั้นชื่อว่าเกียนหยังเหียน (Kien-yang Hien) (มณฑลเชนสี) ได้เตรียมการยกทัพเข้าไปในประเทศที่อยู่ทางทิศตะวันตกของจักรวรรดิ์ของพระองค์ ตามที่เราทราบมาแล้ว พลเมืองในภาคนี้แบ่งแยกกันอยู่เป็นแว่นแคว้นใหญ่น้อยมีเจ้าเมืองซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองปกครองคนหนึ่งบ้างหลายคนบ้าง ผู้เป็นหัวหน้าสูงสุดของแคว้นเทียน (๒) (Tien) มีอำนาจยิ่งกว่าผู้อื่น จึงมียศเป็นอ๋อง (Ouang) หรือเจ้า หัวหน้าสูงสุดของแคว้นในภาคนี้ได้ทราบว่ากองทัพที่ยกเข้ามาหยุดชะงักอยู่ครั้น เมื่อรบกันครั้งแรกแล้ว เจ้าผู้นี้ไม่ยอมรบอีกเลยจนถึงวันที่ความอัปยศมาถึง คือยอมอ่อนน้อมต่อพระจักรพรรดิ พ.ศ.๖๗๗ จักรพรรดิฮั่นอูตี้ส่งแม่ทัพสองคนชื่อ กัวะจาง (Kuoh-tch'ang) และอวยกวง (Ouei - kouang) ไปรบชาวดอยทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ตามแผนการณ์ ที่

(๑) ฮั่นบู๊เต้ในเรื่องตั้งซั่น (ส.ก.) เกียนหยังเหียน - เกี้ยนฆัง (ส.ก.) (๒) ชื่อที่เรียกกันในสมัยโบราณ ซึ่งปัจจุบันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของกวยเจียว (Kuei-tcheou) กุยจิ๋วและดินแดนภาคตะวันออกของยูนนานปัจจุบัน (อ.ร.)



๑๖ เตรียมไว้เพื่อชัยชนะ ฝ่ายชนพื้นเมืองนั้นถึงมีอาวุธอย่างเลว (เพียงธนูหน้าไม้) ก็ต่อต้านอย่างเข้มแข็ง แต่ในที่สุดต้องถูกบังคับให้ยอมแพ้ บรรดาเจ้าแคว้นทางภาคเหนือ แม้จะรู้สึกอับอายที่แว่นแคว้นเพื่อนบ้านต้องพ่ายแพ้ ก็พิเคราะห์เห็นว่าไม่ควรจะต่อต้าน ดังนั้นจึงยอมให้กองทัพพระจักรพรรดิผ่านเข้าแดนตน ต่อจากการรบในครั้งนี้ จักรพรรดิฮั่นอูตี้ทรงมีพระประสงค์จะบำเหน็จรางวัลความสัตย์ซื่อ และงานราชการที่เทียนอ๋องกระทำเพื่อพระองค์ จึงทรงตั้งให้ปกครองแว่นแคว้นทุกแคว้นที่เรียกว่า ยี่ฉุนกุน (๑) (Yih- tcheou Kiun) และทรงมอบตราหยกให้เป็นตราประจำตัว ในยุคนี้ เจ้าเทียมมีวังอยู่ที่เชน-เจนกัวะ (Chen- tchen Kuoh) (๒) ครั้นจักรพรรดิฮั่นอูตี้ครองราชสมบัติได้ ๓๖ ปี ชนเผ่าชาวดอยซึ่งอยู่ในแคว้นคุนมิง (Koun Ming) (๓) เป็นกบฏขึ้น เทียนอ๋องยังไม่อยากไปปราบกบฏในระยะต้น ๆ จึงขอความช่วยเหลือไปยังพระจักรพรรดิและขอแม่ทัพคนหนึ่งไปช่วยจัดระเบียบบ้านเมือง พอสิ้นรัชกาลนี้ ก็ถึงรัชกาลของจักรพรรดิฮิวฮั่น (Heou Han) ตามพงศาวดารของจักรวรรดิจีน พระองค์ไม่ค่อยได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับแว่นแคว้นต่าง ๆ ในแถบนี้นักและเรื่องราวที่ปรากฏในพงศาวดารก็สับสนกันอยู่ อย่างไรก็ดีได้มีผู้พบจดหมายเหตุหลายฉบับจากที่หลายแห่งซึ่งช่วยให้ความสว่างในเหตุการณ์บางตอนของสมัยนี้ สงครามครั้งสุดท้ายซึ่งจักรพรรดิฮั่นอูตี้ก่อขึ้นดูเหมือนจะกินเวลายาวนานและต้องเหน็ดเหนื่อยมาก ทำให้ชาวจีนซึ่งทำการสู้รบมาหลายครั้งหลายคราและต้องเจ็บไข้ล้มตายเป็นอันมากพากันแข็งขืนที่จะกลับบ้านของตน ฝ่ายเจ้าเทียนเมื่อถูกพันธมิตรทอดทิ้งและต้องสูญเสียกำลังผู้คนส่วนใหญ่ในกองทัพก็ถูกขับไล่ออกจากแว่นแคว้นและต้องหลบลี้หนีภัยมาอยู่ในหมู่คนดอยในท้องถิ่นใกล้ ๆ กันนั้น ภายหลังนั้นไม่นานก็สิ้นพระชนม์ด้วยบาดแผลได้รับ

(๑) ดูเปนกิซินานอีฉวน (Pen-ki si-nan I-tchouan) ( อ.ร.) (๒) ปัจจุบันคือ ยูนนานฟู เมืองหลวงมณฑลนี้ (อ.ร.) (๓) ตำบลสำคัญในครั้งนั้น ปัจจุบันเป็นชื่อของที่ว่าการอำเภอในเมือง ยูนนานฟู (อ.ร.)



๑๗ ทายาทของพระเจ้าตีมุงสืรักษาความเที่ยงธรรมของอาณาจักร พระเจ้ามุงซืสูง (Moung-ts-soung) โอรสองค์ที่ ๘ ของพระเจ้าตีมุงสื ซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นไปไยกลับได้รับมอบให้ครอบครองวงศ์ตระกูลอันใหญ่โต โอรสองค์ใหญ่ของพระองค์มีชื่อเสียงเลื่องลือ เพราะความสามารถทั้งในด้านการทหารและในด้านการบริหารงานแผ่นดิน ทรงเป็นที่รักใคร่ของประชาราษฎรยิ่งนัก ครั้นเมื่อพระบิดาสิ้นพระชนม์ทรงเห็นอกเห็นใจพลเมืองเป็นอันมากจึงทรงจับอาวุธออกรบต่อต้านชนเผ่าอื่นที่เข้ามารุกรานแว่นแคว้นของพระองค์ และสามารถปราบปรามชนเหล่านั้นให้สิ้นอำนาจแล้วพระองค์ได้เป็นหัวหน้าของชนพวกนั้น เจ้าผู้ครองอาณาจักรจุได้ชัยชนะยูนนาน ในระยะต้น ๆ ของพุทธศักราช เจ้าผู้ครองอาณาจักร จุ (ฮูนานและฮูเปปัจจุบัน)(๑) ได้ส่งทูตคนหนึ่งชื่อ ซวงเกียว (๒) (Tchoang-kiao) พร้อมด้วยกองทหารไปรบมีชัยชนะได้ดินแดนส่วนหนึ่งของมณฑลเสฉวนและมณฑลยูนนาน แล้วตั้งชื่อดินแดนที่ตีได้นี้ว่า เทียน พ.ศ. ๕๖๓ ได้พบว่ามีเจ้าผู้ครองแคว้นเทียนองค์หนึ่งทรงนามว่า ซวงเกียง (๓) (Tchoang kiang) ปรากฏว่าเจ้าองค์นี้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัดและใฝ่ใจปฏิบัติตนตามหลักธรรมของศาสนามาก พร้อมกันนั้นได้สร้างพระเจดีย์หลายองค์ แต่ได้ละเลยต่อการทำนุบำรุงประชาราษฎรไปเสีย ราว ๆ กลางสมัยนี้ซึ่งตรงกับ พ.ศ. ๕๙๓ จักรพรรดิวงวู่ตี่ทรงส่งนายทหารคนหนึ่งมาหาจวงเกียง เป็นทีว่ามาทำทางพระราชไมตรีด้วย แต่ความจริงนั้นต้องการจะให้ลอบทำร้ายชีวิตจวงเกียง เมื่อนายทหารผู้นี้เข้ามาพบปะเจรจากับเจ้าเมืองผู้ซึ่งสำคัญตนว่าจะได้เป็นใหญ่กว่าบรรดาแว่นแคว้นใกล้เคียง เจ้าเมืองได้ถามนายทหารว่า "เจ้านาย

(๑) จากในเรื่องสามก๊กอันเป็นดินแดนพระเจ้าเล่าปี่ (ส.ก.) (๒) ประวัติศาสตร์มิได้บอกว่าทูตได้ทำการอะไรต่อจากนั้น (อ.ร.) (๓) เราไม่สามารถจะทราบรกรากที่มาของเจ้าผู้ครองคนใหม่นี้ได้ (อ.ร.)



๑๘ ของท่านคิดว่าจะมีอำนาจยิ่งกว่าเราเช่นนั้นหรือ ? " นายทหารเห็นว่าเจ้าเมืองเจรจาด้วยถ้อยคำไม่สุภาพจึงไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่รับมอบมา เขาเดินทางกลับไปประเทศจีนอีกและกราบทูลเรื่องราวที่เจรจากันต่อจักรพรรดิกวงวู่ตี่ เมื่อพระจักรพรรดิทรงทราบก็ทรงโกรธแค้นและสาบานว่าจะแก้แค้นให้ได้ การที่จวงเกียงละเลยไม่เอาใจใส่ราษฎรและใช้จ่ายเงินให้สิ้นเปลืองไปในการทำนุบำรุงพุทธศาสนา ทำให้ประชาราษฎรซึ่งถูกบังคับให้เสียภาษีเพิ่มขึ้น และถูกเพื่อนบ้านยุยง และชักชวนกันทูลฟ้องร้องไปยังกวางวู่ตี่ให้ขับไล่จวงออกจากแคว้นและเรียกร้องให้เจ้าในตระกูลไปไย่เข้ามาปกครองพวกตนแทน

การผนวกแคว้นเทียนเข้ากับแคว้นไปไย่ เจ้าผู้เข้ามาปกครองแคว้นเทียนนี้คือ เจนโก (Jen-ko) โอรสองค์เล็กพระเจ้า มงซืสูง (Moung-tsu-soung) ผู้ทรงสถาปนาแคว้นไปจือ พระเจ้าเจนโกซึ่งพำนักอยู่ในแคว้นไปไย่จึงได้มาจัดการรวมพลเมืองในแคว้นเทียนเข้ากับอาณาจักรของพระองค์ แล้วได้รับแต่งตั้งจากพระจักรพรรดิให้ดำรงตำแหน่ง ไปจือกัวอ๋อง (Pai-tze Kuoh Ouang)(๑) ครั้นแล้วก็ย้ายเมืองหลวงมาตั้งที่ ซิงเกียง (Tching Kiang) (๒) นักประวัติศาสตร์จีนบางคนคิดว่าศาสนาชาวดอยเหล่านี้คือพุทธศาสนา ซึ่งพวกหัวหน้าแคว้นนำเข้ามาจากประเทศอินเดียนมนานก่อนที่จะรู้จักกันในประเทศจีนเสียอีก ถ้าคำกล่าวนี้ถูกต้อง เราคงได้พบหลักฐานแน่นอนในหนังสือวรรณคดีเพียงไม่กี่เล่ม ซึ่งชนพื้นเมืองเป็นเจ้าของอยู่บ้าง ในขนบธรรมเนียมประเพณีและร่องรอยอันเป็นหลักฐานของศาสนานี้บ้าง มิใช่ว่าจะไม่มีหลักฐานอะไรเสียเลย ในบรรดาหนังสือเหล่านั้นไม่มีกล่าวถึงพุทธศาสนาเลยแม้แต่แห่งเดียว ทั้งการปฏิบัติทางศาสนาที่กระทำกันในปัจจุบันก็เกี่ยวข้องกับรูปเคารพตามคติผีสางเทวดาและนับถือเครื่องรางต่าง ๆ เท่านั้น

(๑) กษัตริย์แห่งไปจือ (อ.ร.) (๒) ศาลากลางจังหวัดตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของยูนนานฟู ๑๒๐ ลี้ (อ.ร.)



๑๙ อย่างไรก็ตาม เราเห็นได้แน่นอนว่าเจ้าผู้ครองประเทศนี้ทุกคนปฏิบัติตามหลักธรรมของพุทธศาสนา ทั้งอิทธิพลแห่งความเชื่อถือในศาสนานี้ก็มีอยู่เหนือจิตใจของผู้ครองประเทศทั้งหลาย การนำพุทธศาสนาเข้ามาสู่ประเทศจีนดูเหมือนจะมีหลักฐานพิสูจน์ได้จากราชทูตของจักรพรรดิมิ่งตี่ ในปี พ.ศ. ๖๐๗ ด้วยเหตุนี้ หนังสือพงศาวดารจีนจึงเล่าว่าผู้สถาปนาราชวงศ์ไซจือ (Sai-tze) ซึ่งเป็นตระกูลอินเดียนั้น ถูกเมฆพาเหาะไปและได้กระทำพิธีวิวาห์กลางอากาศกับสาวพรหมจารีย์ผู้หนึ่งและเกิดโอรสด้วยกัน ๓ องค์ (๑) โอรสองค์แรกทรงนามว่าม้าทอง โอรสที่สองทรงนามว่า แม่ไก่หยก องค์ที่สามทรงนามว่า ข้าวขาว พระนามของโอรสองค์สุดท้องนี้ ต้องเป็นสัญลักษณ์ของการเลี้ยงชีวิตด้วยข้าวเพื่อการปฏิบัติตามหลักธรรมของพุทธศาสนา เจ้าชายขาว เป็นพระนามที่รู้จักกันดีที่สุด พระองค์ทรงเป็นที่เคารพรักใคร่ในหมู่ข้าราชบริพาร เราจะพบอนุสาวรีย์สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์แด่เจ้าชายองค์นี้ในดินแดนของแคว้นตาลี สุสานฝังพระศพของพระองค์ตั้งอยู่ตรงปากถ้ำที่เชิงเขา ตีจี๊ (Ti-chin) ซึ่งอยู่หลังหมู่บ้าน ชงยวน (Tchoang-youen) ห่างจากประตูเมืองด้านทิศเหนือ ๑๕ ลี้ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แห่งแคว้นตาลีหลายท่านให้คำอธิบายว่าตำหนักของเจ้าชายขาวนั้นอยู่ตรงถนนใหญ่ในตัวเมืองปัจจุบันชาวมุสลิมเคารพโบราณสถานแห่งนี้มาก แต่หลังจากที่ตูอวนเสี้ยว (Tou-ouen sioun) พ่ายแพ้และเสียบ้านเมืองแก่ฝ่ายพระจักรพรรดิแล้ว (๑) ภายหลังสองหรือสามปีจากที่ได้เสด็จไปประทับในชนบท พระบิดาของเจ้าชายทั้งสามองค์นี้ก็มาประทับในราชอาณาจักรอินเดียของพระองค์ ครั้นเวลาต่อมาทรงมีความปรารถนาจะได้พบพระโอรสจึงส่งพระขนิษฐาพร้อมด้วยข้าบริพารผู้ติดตามไปยังยูนนานเพื่อจัดการนำพระโอรส ทั้งสามกลับคืนมา เมื่อมาถึงยูงจางฟู (Young-tchang fou) ขบวนเรือได้ถูกชาวป่าเถื่อนจับเอาไว้และปล้นเอาสมบัติสิ่งของไปหมด ทั้งถูกบังคับให้ไปกับพวกมันด้วย ประวัติศาสตร์ต่อเติมเรื่องราวต่อไปอีกว่า โอรสผู้เป็นเชษฐาอนุชาทั้งสามองค์สิ้นพระชนม์ที่ยูนนาน และพระบิดาจึงทรงประกาศว่าพระโอรสได้บรรลุอรหัตผลแล้ว พระจักรพรรดิแห่งประเทศจีนทรงปรารถนาจะให้การเข้าเผยแพร่พระพุทธศาสนาของเจ้าชายทั้งสามพระองค์เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป จึงส่งขุนนางผู้หนึ่งมาสักการบูชาอัฐิเจ้าชายทั้งสามนี้ (อ.ร.)





๒๐ เซนยูหยิง (Tsen Yu-ying) อุปราชยูนนานก็สั่งให้รื้อทรากตำหนักเก่าออกแล้วใช้ส่วนอิฐปูนที่รื้อออกนั้นสร้างศาลขงจื๊อขนาดใหญ่ขึ้นตรงที่เดียวกัน นับแต่นั้นมาทุก ๆ ปี คือตั้งแต่คราวที่มีงานมหกรรมครั้งใหญ่ของแคว้นตาลีซึ่งเริ่มในวันที่ ๑๖ เดือนสาม ตัวแม่ทัพใหญ่จะมาทำพิธีสวดมนต์ที่วัดนี้ ระหว่างนั้นทหารจะยิงปืนหลายกระบอกพร้อมกัน หันกระบอกปืนออกทางด้านนอก เพื่อป้องกันมิให้ดวงวิญญาณของเจ้าชายขาวเข้ามายุยงชาวเมืองให้เป็นกบฏ เพื่อที่จะรักษาอนุสรณ์ของเชษฐาอนุชาทั้งสองพระองค์ ซึ่งนับวันแต่จะเลือนไปจากความทรงจำของคนทั่วไป จึงตั้งชื่อภูเขาสองลูกทางทิศตะวันตกของเมืองหลวงตามพระนามของเจ้าชายทั้งสองพระองค์นั้น ตำนานการตั้งชื่อภูเขาทั้งสองตามที่ปรากฏในนิทานมีดังนี้ คือ พระบิดาของเจ้าชายขาวมีม้าสีทองสวยสง่าตัวหนึ่งซึ่งเป็นเหตุให้โอรสสององค์แรกเกิดวิวาทแก่งแย่งกัน ฉะนั้นพระบิดาจึงหาทางระงับการวิวาทด้วยการปล่อยม้าให้เป็นอิสระและให้สิทธิครอบครองม้าตัวนี้แก่โอรสที่สามารถจับมันมาได้ ม้าสีทองจึงหนีขึ้นไปอยู่บนภูเขา ภูเขาลูกนี้จึงได้ชื่อตามชื่อของม้าตัวนั้น เวลาต่อมา เจ้าชายทั้งสององค์เสด็จประพาสบนภูเขาทางทิศตะวันตก ทันใดนั้นเจ้าชายทั้งสองทอดพระเนตรเห็นนกวิเศษตัวหนึ่ง จึงเสด็จเข้าไปใกล้ และประจักษ์ว่านกตัวนี้คือ "แม่ไก่หยก" ฉะนั้นภูเขาลูกที่สองจึงได้ชื่อตามชื่อแม่ไก่หยกตัวนี้ การแบ่งยูนนานออกเป็น ๖ อาณาจักร ในปี ๒๗ แห่งรัชกาลพระเจ้ากวงวู (Kouang-wou) ซึ่งตรงกับ พ.ศ. ๕๙๓ หัวหน้าชาวพื้นเมืองคนหนึ่งชื่อเฮียนลิ (Hien-lih) ได้เข้ามาสวามิภักดิ์ต่อพระจักรพรรดิและได้รับแต่งตั้งให้มียศชั้น กุนจาง (Kiun-tchang) และ เยะสุน (Yueh-sun) ครั้นจักรพรรดิกวงวู สวรรคต (พ.ศ. ๖๐๑) พระโอรสทรงนามว่า มิ่งตี่ก็ขึ้นครองราชสมบัติทรงพระนามว่า ยงผิง (Young p'ing) ในรัชกาลนี้แหละที่พระพุทธศาสนาถูกนำเข้ามาสู่ประเทศจีน



๒๑ กษัตริย์พระองค์นี้ไม่มีอานุภาพเข้มแข็ง ทำให้ อิเยน (I-jen) แห่งเมืองกูฟูอี้ (Kou-fouh-I) เป็นกบฏขึ้นและยกกองทัพเข้าโจมตีจี๊ชี (๑) (Tsz-chi) ของเมืองเยะเจา (Yeh-tcheou) แล้วให้ฆ่าคนของจี๊ชีโดยวิธีสับเป็นท่อน ๆ ตัวจี๊ชีเองตกเป็นเชลย และถูกตัดศีรษะส่งไปยังเมืองโลยาง(๒) (Lo-yang) ซึ่งเป็นเมืองหลวงที่ประทับของจักรพรรดิ เราได้ทราบจากหนังสือ เปนกี่ อ้ายลาว อิจ๋วน (Pen-ki Ai-lao I- tchouan) ว่าในปีที่ ๑๒ ของรัชกาลพระเจ้ามิงตี่ (พ.ศ. ๖๑๓) นั้น ชนป่าเถื่อนจากแคว้นอ้ายลาวได้รวบรวมกันขึ้นเป็นกลุ่มก้อน มีเลียวเมา (Lieou-mao) เป็นหัวหน้าซึ่งดูเหมือนจะมียศเป็น อ้ายลาวอ๋อง (Ai-lao-Ouong) (๓) เลียวเมาได้แบ่งดินแดนของตนออกเป็นสองแคว้น เรียกว่า แคว้นอ้ายลาว และแคว้นโปนัน ครั้นพวกอ้ายลาวตกอยู่ใต้อำนาจของภาคตะวันตกที่เรียกว่า ยิเจากุน (Yih-tcheou Kiun) แล้วเลียวเมาก็แบ่งประเทศออกเป็น ๖ อาณาจักร คือ ปูเอ้ย ซุนถัง. ปิซู. เยะยู. (ชื่อเดิมของตาลี) เสียลุง.และยูนนาน (Pou-Ouei, Sun-t'ang, Pisou, Yeh-yu, Sie-loung , Yun-nan) ดินแดนหกอาณาจักรนี้รวมเข้ากับอาณาจักรยูจางกุน (Young-tch'ang Kiun) การสร้างมโนภาพเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในดินแดนอันกว้างไพศาลในระยะนี้ทำได้ยากนักประวัติศาสตร์จีนยังอ้ำอึ้งในข้อนี้อยู่ ทั้งนี้เนื่องจากบันทึกสองสามฉบับเกี่ยวกับเหตุการณ์ในสมัยนี้ซึ่งมีผู้คนพบได้สูญหายไป อย่างไรก็ดีหนังสือทงเกียนกังมู (T'oung-kien Kang-mouh) บอกให้เขาทราบว่าใน พ.ศ. ๖๑๔ ยูนนานในครั้งนั้นแบ่งออกเป็น ๖ อาณาจักร แต่ก็มิได้บอกว่าการแบ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อไรหรืออย่างไร (๑) คำ ๆ นี้ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ซีเฉียว (ผู้ช่วยเจ้าเมือง) ใช้กันอยู่ในสมัยราชวงศ์ฮั่น เพื่อเป็น การรับรองอำนาจหน้าที่ซึ่งแม้จะกระทำเฉพาะฝ่ายพลเรือน แต่ก็มีสิทธิในการเรียกเกณฑ์ผู้คนสำหรับการแต่งกองทัพและอุปกรณ์ที่จำเป็น (๒) เมือง โลยางเหียน (Lo-yang Hien) มณฑลโฮนาน ถูกเลือกขึ้นเป็นที่ทำการของจักรวรรดิ์และมีชื่อว่า ตุงกิง (Toung -king) (เมืองหลวงของภาคตะวันออก) (๓) เจ้าอ้ายลาว




๒๒ การตั้งหกอาณาจักร หนังสือนานเจาเยจี่ (Nan-tchao-ye-chi) กล่าวว่าดินแดนทั้ง ๖ อาณาจักรมีความกว้างจากทิศตะวันตก ๔๐๐๐ ลี้ (๑) และความยาวจากทิศเหนือจดทิศใต้ ๒๙๐๐ ลี้ ลักษณะการแบ่งเป็นดังนี้ คือ (๒) ๑. เจ้าผู้ครองมงฮีเจา (Moung-hi-tchao) ชื่อ ซุนฟู (Sun-fou) อยู่ที่นิงยวนฟู (Ning- youen- fou) คือมณฑลเสฉวนปัจจุบัน ๒. เจ้าผู้ครอง เยะซิเจา (Yueh-sih-tchao) ชื่อ โปจง (po-tchoung) อยู่ที่ ลิเกียงฟู (Li-kieng fou) ๓. เจ้าผู้ครองลางเคียงเจา (Lang-k'ioung -tchao) ชื่อฟงซี (Foung-chi) ตั้งราชสำนักอยู่ที่เกียนฉวนเฉ่า ( Kien - tchouen Tcheou) ๔. เจ้าผู้ครอง ติงตันเจา (Ting-tan-tchao) ชื่อ ฟงมี (Foung-.mi) อยู่ที่ติงจวนเจา (Ting - tchouen - Tcheou) ๕. เจ้าผู้ครอง ชิลางเจา (Chi-lang-tchao) ชื่อชิอ้วงเกียน (Chi -Ouang kien) มีราชสำนักที่ลางเคียนเหียน (Lang-k-ioung Hien) ๖. เจ้าผู้ครอง มงเชเจา (Moung-che-tchao) ชื่อสีนุโลอยู่ที่ มงหัวติง (Moung-hoa-t'ing) การแบ่งแยกดินแดนอันกว้างไพศาลนี้ หาได้เป็นไปโดยสันติปราศจากความพยาบาทเกลียดชังระหว่างกันไม่ ปรากฏว่าในเวลาต่อมาหลังจากที่มีความสงบอยู่พักหนึ่งได้มีศูนย์กลางก่อกวนความสงบในประเทศขึ้น ส่วนพวกราษฎรที่อยู่กันเป็นอิสระตามธรรมชาติ และค่อนข้างจะป่าเถื่อนได้ลุกขึ้นก่อการจลาจลทางภาคตะวันตก ความไม่สงบสุขได้ลุกลามออกไปตามแว่นแคว้นทางใต้และเหนือ และดำเนินต่อไปเป็นเวลาหลายปี ในที่สุดการจลาจลก็ค่อยซาไปทีละน้อย ความสงบสุขกลับมีขึ้นอีก ต่อมาความผันผวนในประโยชน์และความกระหายอำนาจกลับ (๑) สองพันกิโลเมตร (๒) ดูในแผนที่


๒๓ จุดให้เกิดการพิพาทกันในแคว้นอื่น ๆ อีก การจับอาวุธขึ้นรบราฆ่าฟันกันก็ดำเนินต่อไปไม่มีเวลาหยุดหย่อน

การกบฏต่อการปกครองของจีน อาณาจักรที่สำคัญที่สุดในบรรดา ๖ อาณาจักร อยู่ทางทิศตะวันตกมีเจ้าผู้ครองซื่อ มงซี่ (Moung-chi) ทิศใต้ของอาณาจักรนี้จดแดนตังเกี๋ย และทิศตะวันตกเฉียงเหนือจดแดนประเทศตู้ฝั่น (T'ou fan)หรือ ธิเบต ในระหว่างนั้นเจ้าผู้ครองนครเหล่านี้ ปกครองดินแดนส่วนหนึ่งของเสฉวนและยูนนานด้วยมงซี่ก็เป็นเจ้าผู้ครองที่สืบเชื้อสายจากนานเจาเหมือนกัน ครั้นจักรพรรดิชางตี่ขึ้นเสวยราชย์ ใน พ.ศ.๖๒๐ เจ้าผู้ครองอ้ายลาวก็เป็นกบฏแข็งเมืองขึ้นพร้อมกันนั้นก็เกลี้ยกล่อมชนหลายเผ่าด้วยกันให้ร่วมในการกบฏด้วย ไต้เจียว (T'ai - cheou) แห่งยงเชียงกุน ( Young-tch'ang Kiun) ชื่ออ๋องสิน (Ouang-sin) ได้นำทัพเข้าปราบปรามเจ้าอ้ายลาวและไล่ติดตามจับไปจนถึงแคว้น เยะยู้ (Yeh-yu) ปีต่อมา แม่ทัพอีกคนหนึ่งชื่อ (Luo-tch'ing) ได้ยกทัพไปรบเจ้าอ้ายลาวอีก เจ้าอ้ายลาวปราชัยและคิดหนีเอาตัวรอด แต่ถูกจับได้ที่ตำบลโปนัน (Po-nan) และถูกฆ่าตาย พระจักรพรรดิจึงบำเหน็จรางวัลในชัยชนะครั้งนี้แก่ลูชิง โดยตั้งให้มียศชั้นยีเหียว (Yih-heou)(๑)เมื่อ พ.ศ. ๖๒๒ ทั้ง ๆ ที่ลูชิงปราบเจ้าอ้ายลาวสำเร็จแล้ว บรรดาชนเผ่าต่าง ๆ ที่ขึ้นต่อเจ้าอ้ายลาวก็ยังแข็งเมืองและก่อการจลาจลขึ้นอีก แม่ทัพนายกองจักพรรดิจีนจึงติดตามสกัดจับทุกหนทุกแห่งและฆ่าตายสิ้น เจ้าผู้ครองแคว้นทั้งปวงซึ่งต่างรู้สึกว่าจะถูกพวกจีนเข้ากลืนชาติ ก็พยายามทุกทางที่จะขับไล่พวกจีนออกไป แต่ไร้ผล

(๑) ในสมัยนั้นชื่อนี้เป็นตำแหน่ง ผู้ช่วยเจ้าเมือง




๒๔ เมื่อจักรพรรดิโฮตี่ (Ho-ti) ขึ้นเสวยราชย์เป็นปีที่ ๙ ตรงกับ พ.ศ. ๖๔๒ เจ้าผู้ครองอ้ายลาว ชื่อ ทันโก๊ะอ๋อง (๑) (T'an-kuoh Ouang) ได้เข้ามาสวามิภักดิ์ และถวายเครื่องราชบรรณาการอันมีค่าแก่จักรพรรดิเป็นอันมาก ตั้งแต่สมัยนี้ไปจนถึงรัชกาลจักรพรรดิอันตี่ (An-ti) พ.ศ. ๖๕๘ ไม่ค่อยมีเหตุการณ์เกี่ยวกับอาณาจักรเหล่านี้ในประวัติศาสตร์ ในปีแรกที่จักรพรรดิอันตี่ขึ้นเสวยราชย์ ทันโก๊ะอ๋อง (๒) ชื่อว่า ยงยูเตียว (Young-yu-tiao) ได้มาถวายราชบรรณาการแด่พระจักรพรรดิจีนอีก จักรพรรดิในราชวงศ์ (๓) เดียวกันได้ปกครองต่อมาเป็นลำดับ จนถึงระยะที่เกิดความเห็นแตกแยก ทางการปกครองอันเป็นความเห็นที่คัดค้านการเข้ายึดครองประเทศที่อยู่ห่างไกลนี้ จักรพรรดิเหี้ยนตี่ (Hien-ti) ขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. ๗๖๔ ทรงตกอยู่ใต้อำนาจอำมาตย์ผู้หนึ่งชื่อ เซา เซ่า (Ts'ao-tsao โจโฉ) พระองค์ทรงสถาปนาอำมาตย์ผู้นี้ขึ้นเป็นเจ้า เจ้าองค์นี้ก็พยายามให้ผู้อื่นยกย่องตนเป็นเวยอ๋อง (Wei-ouang วุยอ๋อง)จักรพรรดิเหี้ยนตี่ทรงอ่อนแอเกินไปไม่สามารถกำจัดความใฝ่สูงลุแก่อำนาจของอำมาตย์คนโปรดได้นี้ทั้งทรงถูกริดรอนอำนาจเสียสิ้น หนังสือซานกัวะจิ (San-kuoh-tchi สามก๊ก) เขียนไว้ว่า อำมาตย์ เวย ได้ฆ่าพระราชวงศ์ของพระจักรพรรดิเสียองค์หนึ่ง แม่ทัพผู้สามารถในการทหารผู้นี้ได้รอเวลาอยู่สามสิบปี เพื่อโค่นอำนาจราชวงศ์ฮั่นโดยสิ้นเชิง ระหว่างนั้นก็ตระเตรียมการที่จะตั้งราชวงศ์ของตนเองขึ้น เซาปี่ (Ts'ao-pi โจผี) บุตรชายของ เวยอ๋อง ซึ่งสามารถในการปกครองเช่นกัน ได้เข้าช่วงชิงอำนาจจากจักรพรรดิ โดยบังคับจักรพรรดิเหี้ยนตี่ผู้อ่อนแอให้สละราชสมบัติ

๑) ไม่เห็นมีกล่าวทั้งในหนังสืออ้ายลาวอี้ฉวน (Ai- lao -i tchouan) และตุงเกียนกังมู้ (T'oung- kieu Kangmouh) (๒) ประเทศที่เจ้าองค์นี้ปกครองไม่เห็นมีกล่าวไว้ในอ้ายลาวอี้ฉวนและตงเกียนกังมู้ (๓) จักรพรรดิชุนตี่ (Choun, ti) ครองราชย์ ๑๙ ปี จงตี่และจิ๊ตี่ (Tchoung, ti Tchih, ti) ครององค์ละ ๑ ปี เฮงตี่ ๒๑ ปี ลิงตี่ ๒๒ ปี และเหี้ยนตี่ ๓๑ ปี


๒๕ เมื่อจักรพรรดิถูกบังคับเช่นนั้นก็ตรัสใช้อำมาตย์ผู้หนึ่งให้นำตราสำหรับจักรพรรดิมามอบให้แต่เซาปีเรียกร้องให้พระองค์จัดพิธีมอบตราให้ตนตามราชประเพณีมิใช่โดยการแย่งชิงราชสมบัติ จึงมีการตั้งโรงพิธีขึ้นเพื่อรับมอบตราจากพระหัตถ์ของพระจักรพรรดิอย่างเปิดเผย และจึงเข้าใจกันว่าพระจักรพรรดิทรงสละราชสมบัติสมบัติให้ด้วยความโปรดปราน. เซาปี๋ตั้งนามราชวงศ์ใหม่ว่า ราชวงศ์เว่ย (๑) (Wei) ในระยะหนึ่งของรัชกาลนี้ (๗๖๔) จักรวรรดิ์จีนแบ่งออกเป็น ๓ อาณาจักร คือ ๑. ซางวู่ (Tchang-wou) มีเชื้อสายราชวงศ์ฮั่นปกครองทรงนามว่า เหียวฮั่น (Heou-han) มีราชสำนักอยู่ที่ เจ็งตู (Tchieng-tou) เมืองหลวงของเสฉวนปัจจุบันนี้ราชตระกูลนี้ได้ทำนุบำรุงประเทศที่มีนามว่า ยี่เจา (๒) (Yih-tcheou) กับมณฑลชานสีไว้ (Chan-si)เจ้าแห่งตระกูลเว่ยซึ่งมีเมืองหลวงอยู่ที่โฮนัน(Ho-nan) ปกครองมณฑลชานตุง (Chan-toung) จีลี (Tchi-li) และเชนสี (Chensi) ส่วนเจ้าตระกูลวู่(Ou)นั้น แม้จะไม่มีดินแดนมากเท่ากับอาณาจักรเว่ยที่ถือสิทธิครองส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ์ ก็มาตั้งอาณาจักรขึ้นที่เกียงเย (๓) (Kien-Yeh) พร้อมกับแผ่อำนาจเหนือมณฑล เกียงซู, ซิเกียง,ฮูกวง และเกียงสี (Kien-son, Tche-Kiang , Hou-kouang, Kiang - si) ชางวู่ จักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์เหียวฮั่นครองราชย์อยู่ ๓ ปี โอรสทรงนามว่า อา-เตียว (A-teou- อาเต็ก) พระชนม์ ๒๓ พรรษา ได้ขึ้นครองราชย์ต่อมาทรงนามว่า เกียงหิง (Kien-hing) กษัตริย์องค์นี้ทรงมีที่ปรึกษาเป็นปราชญ์ผู้กอปร์ด้วยคุณธรรมดีเลิศ นามว่า จูโกเหลียง (Tchou-ko Liang ขงเบ้ง)ซึ่งเคยเป็นครูของอนุชาของพระองค์ เกียงหิงทรงมอบความไว้วางใจให้ปราชญ์ผู้นี้ทั้งสิ้นและทรงทำนุบำรุงตระกูลของท่านผู้นี้ด้วยการตั้งให้เป็นเจ้าปกครองยี่เจา ประเทศนี้ซึ่งเคยนบนอบสวามิภักดิ์แต่ครั้งก่อนกลับเกิดแบ่งแยกขึ้นในหมู่เจ้าเมืองด้วยกันเป็นเหตุให้ราชวงศ์ฮั่นต้องตั้งยศชั้นต่าง ๆ กันแก่เจ้าเมืองเหล่านี้

(๑) รัฐนี้ซึ่งเรียกว่า เว่ยกัว (Wei-Kuoh) อันเป็นอาณาจักรของเว่ยนั้น ตั้งอยู่ตั้งแต่ปี ๒๒๐ -๒๖๑ ประกอบด้วย มณฑล ๒ มณฑล คือ โฮนนาน และชานสี (๒) ในสมัยนี้ประเทศยี่เฉียวประกอบด้วยมณฑล เสฉวน ไกวเจา (kuei-tcheou) ยูนนานและส่วนหนึ่งของลาว (๓) ชื่อเก่าของเมืองนานกิง



๒๖ เมงโหะ (Meng-hoh เบ้งฮก) ซึ่งมีอำนาจที่สุดได้ลุกขึ้นต่อสู้ต้านทานชาวแคว้นจีนทั้งหลายที่เข้ามาคุกคามโจมตีดินแดนของตน เชื้อสายของเมงโหะได้ครอบครองอาณาจักร ต่อมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แคว้นใกล้เคียงหลายแคว้นพากันปฏิบัติตามแบบอย่างเมงโหะ เมื่อเกียงหิงครองราชย์ได้สามปี ราชสำนักจักรพรรดิได้รับแจ้งการเคลื่อนไหวครั้งนี้จากคนเดินข่าวไตเฉียวซึ่งมาจากเมือง ยงจาง (Young - tch'ang) มีเจ้าเมือง ชื่อ อ๋องคัง (Ouang K'ang) พระองค์จึงตระเตรียมกองทัพเพื่อยกปราบปรามโดยเข้มแข็ง ฝ่ายกองทัพของเมงโหะกอปร์ด้วยกำลังทหารถึงแสนคนมี ยุงไค (Young k'ai) เจ้าเมือง เกียนนิง. จูเป้า (Tchou pao) เจ้าเมือง ซางโห (Tsang-ho) และเกาติง (Kao-ting) เจ้าเมือง เยะสุน (Yeh-sun) เป็นนายทัพ ก็เดินทัพออกไปอ๋องกัง เจ้าเมืองยวงฉางกับ ลูไก (Lu-Kai) ปฏิเสธไม่ยอมเข้าด้วยกับกองทัพเมงโหะและยังคงซื่อสัตย์ต่อพระจักรพรรดิอยู่ ฝ่ายกองทัพพระจักรพรรดิภายใต้การบังคับบัญชาของจูโกเหลียง (Tchou-ko Liang) ก็รีบยกออกไปต่อต้านกองทัพพวกกบฏ จูโกเหลียงทำการรบได้ชัยชนะหลายครั้งหลายหน ทั้งแสดงความกรุณาด้วยการปล่อยเชลยที่จับมาได้ ทำให้ ซูเป้า กับ เกาติง เกิดความเลื่อมใสในการกระทำของแม่ทัพฝ่ายจักรพรรดิมาก จนคิดหาทางที่จะเข้าไปอ่อนน้อมด้วย ฝ่ายกองทัพพระจักรพรรดินั้นมีแม่ทัพฉลาดฝีมือดีจนกระทั่งกวงมิง (๑) ยินดีมอบกำลังไพร่พลของตนให้ ทำให้กองทัพสามารถปราบปรามกบฏได้ดินแดนคืนมาเป็นอันมาก พ.ศ. ๗๗๐ ลุงยูนา (Loung-yu-na) หัวหน้าชาวพื้นเมืองอีกคนหนึ่งสืบเชื้อสายชั้นที่สิบห้าจากเจ้า เยนโกะ (Jen-ko) ผู้ครองแคว้นเยียวจาง (๒) (Yeou-tchang)ได้มอบอาวุธจำนวนมากให้กองทัพพระจักรพรรดิ จูโกเหลียงจึงบำเหน็จรางวัลโดยตั้งชื่อให้เป็นชื่อจีนว่า จาง (Tchang) กับตั้งให้เป็นเจ้าแห่งราชวงศ์เกียนนิง (Kien - ning)


(๑) บางทีเราเรียกคนผู้นี้ว่า จูโกเหลียง (๒) หัวหน้าชนเผ่าพื้นเมือง



๒๗ นักประวัติศาสตร์จีนกล่าวว่า พลเมืองของอาณาจักรนี้ชอบสนุกเฮฮา ดื้อรั้น และเป็นพาล ชนเหล่านี้ไม่นับถือศาสนาที่ดี เคารพเครื่องรางที่ทำด้วยกรวดหิน ทั้งเชื่อถืออำนาจของเวทมนต์คาถา ขุนนางคนหนึ่ง ชื่ออ๋วงงั่ง (Ouang-ngang) ถูกยงไค (Young-k,ai) ฆ่าตายขณะปฏิบัติงานในหน้าที่ยงไคได้หนีไปและซ่อนตัวอยู่ที่บ้านซุนเกียน (Sun - kiuen ซุนก๋วน) เจ้าผู้ครองอาณาจักร วู่ (OU) เจ้าแคว้นวู่ปรารถนาจะชุบเลี้ยงไว้ใช้ประโยชน์ในวันข้างหน้า จึงแต่งตั้งยงไคให้เป็นเจ้าเมืองยงชางฟู (Young - tch'ang fou) ส่วนจูโกเหลียงยังคงมีชัยชนะต่อพวกกบฏอยู่เรื่อย ๆ ต่อมาได้ทราบว่ายงไค เป็นหัวหน้ากบฏก็ติดตามไปถึงแค้วนไปไย่ (Pai-yai) กองทัพพระจักพรรดิได้เข้าโจมตีและจับตัวยงไคมาแก้แค้นได้ ยงไค ถูกโอหวน (O-houan) นายทหารคนหนึ่งของเกาติงฆ่าตาย เกาติงจึงไปหา จูโกเหลียงพร้อมด้วยศีรษะของยงไคและขอสวามิภักดิ์ด้วยจูโกเหลียง จูโกเหลียงขอให้เกาติง ไปชักจูงซูเป้ามาอ่อนน้อมด้วย เกาติงให้สัญญา ดังนั้นจูโกเหลียงจึงตั้งให้เกาติงรับราชการในตำแหน่ง เยะซุนเกียน (Yueh-sun Kian) ตามเดิม ตั้งแต่บ้านเมืองกลับคืนความสงบเรียบร้อยและได้ชัยชนะทั้งปวงแล้ว เจ้าจาง (Tchang) ก็สั่งให้สร้างเมืองขึ้นอีกเมืองหนึ่งให้ชื่อว่า เกียนนิง อยู่ห่างจากแคว้นเซาเซ่าประมาณ ๓๐ ลี้ แต่ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเสียใหม่เป็น มิตู (Mi-tou) ต่อมาเจ้าจางซึ่งได้เป็นเจ้าปกครองแคว้นกุงมิง ปรารถนาจะสร้างอนุสรณ์ถาวรไว้ที่แคว้นนี้ จึงสั่งให้สร้างเสาเหล็กต้นหนึ่งที่ชานเมือง (๑) ระหว่างนั้น จูโกเหลียง ผู้มีฉายาเป็นที่รู้จักทั่วไปว่า กุงมิง รู้สึกว่าอาณาเขตที่ตนครอบครองอยู่นี้กว้างไพศาลเกินไปสำหรับผู้ปกครองเพียงคนเดียว จึงแบ่งดินแดนส่วนหนึ่งทางตะวันออกของยูงฉางให้เป็นตำบลใหม่ให้ชื่อว่า ยูนนานเกียน (Yunnan Kiun) แล้วตั้งให้ ลูไก (Lu-kai) ปกครอง

(๑) อาจจะเป็นได้ว่าเสาต้นนี้อาจถูกทำลายไปก็เป็นได้ เพราะว่า ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๔๑๓ เจ้าชีลุง(Chi-loung) ได้ให้สร้างขึ้นใหม่อีก เสาหนึ่งปัจจุบันยังรักษาไว้ในวัดแห่งหนึ่ง ชื่อ เตะเจาเมี่ยว (T'ieh-tchou-miao) ณ มิตู เสาต้นนี้ที่อยู่ตำบลดังกล่าวสูงประมาณ ๒.๗๕ เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ๐.๗๐เมตร

๒๘ ดินแดนอีกส่วนหนึ่งชื่อว่า ซางโห (Tsang-ho) ก็แยกการปกครองออกต่างหากเหมือนกันและให้ชื่อว่า ซินโกะเกี๋ยน (Sin-koh-kiuen) มีม้าจง (Ma-tchoung) เป็นเจ้าเมือง ฝ่ายเมงโหะ (Meng-hoh) ซึ่งเข้าด้วยหัวหน้าพวกกบฏและถูกหัวหน้าเหล่านั้นทอดทิ้งไป ยังคงดำเนินการต่อสู้อย่างไม่ท้อถอย ครั้งหนึ่งเมงโหะถูกจับเป็นเชลยและร้องไห้คร่ำครวญว่าตนถูกจับมาในขณะที่ซุ่มซ่อนตัวอยู่ กุนมิงจึงปล่อยให้เป็นอิสระและอนุญาตให้เมงโหะนำทัพมารบกันใหม่ เมงโหะนำทัพมารบด้วยถึงเจ็ดครั้งและถูกจับเป็นเชลยทั้งเจ็ดครั้ง ในที่สุดเมงโหะก็ต้องมาน้อมศีรษะลงต่อหน้าแม่ทัพนายกองคู่ปรปักษ์ซึ่งตนเองเคยต่อกรด้วยโดยอาศัยอำนาจคาถาอาคมของตน เมงโหะเข้ามาหมอบกราบลงแทบเท้าโกเหลียง พร้อมกับปฏิญาณตนว่าจะซื่อตรงต่อพระจักรพรรดิ จะปฏิบัติราชการเพื่อพระจักรพรรดิ และจะซื่อสัตย์กตัญญูต่อรัชทายาทของพระจักรพรรดิตลอดกาลนาน ทั้ง ๆ ที่ให้สัตย์ปฏิญาณอย่างมั่นคงเช่นนี้แล้วก็ตาม บรรดานายทหารของโกเหลียงก็พยายามทุกวิถีทางที่จะให้แม่ทัพของตนแต่งตั้งเจ้าเมืองกรมการที่เป็นชาวจีนให้ปกครองแทนเจ้าเมืองกรมการที่เป็นชนพื้นเมือง จูโกเหลียงยืนกรานที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงเดิมอย่างแน่วแน่ โดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลงนโยบายการปกครองในประเทศนี้เลย ทั้งนี้เพราะจูโกเหลียงเชื่อมั่นว่าพลเมืองที่ยังครึ่ง ๆ ป่าเถื่อนเหล่านี้จะต้องเกิดความกินแหนงแคลงใจในขุนนางกรมการชาวจีนผู้เข้ามาปกครอง และเมื่อเป็นเช่นนี้อาจเป็นชนวนให้เกิดกระด้างกระเดื่องครั้งใหม่ขึ้นอีก หนังสือทงเกียนกังมุ (T'aung-kieng kang-mouh) กล่าวว่าหลังจากสมัยนี้ดินแดนทางแถบนี้ซึ่งเคยรกร้างปกคลุมด้วยป่าทึบจนเกือบจะผ่านเข้าไม่ได้ ก็ได้รับการแผ้วถางเป็นอันดี มีการปลูกสร้างบ้านเรือนและเพาะปลูกพืชพันธุ์ที่นำมาจากดินแดนจีนเป็นจำนวนมาก





๒๙ จูโกเหลียงดำเนินงานเพื่อชัยชนะต่อไปจนถึงมรณกรรม ในระหว่างที่จูโกเหลียงพยายามอดทนต่อสู้ข้าศึก เป็นระยะเวลายาวนานครั้งนี้หนังสือ ซันโก๊ะจี่ (San-kuoh-tchi) กล่าวว่า นายทัพผู้แกล้วกล้าผู้นี้ได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมกลอุบายและกลศึกซับซ้อน เพื่อที่จะเอาชนะและสร้างสันติภาพขึ้นในภูมิภาคอันทุรกันดารนี้ อุปกรณ์ที่จูโกเหลียงใช้ในการทำสงครามนั้น เป็นอุปกรณ์แบบดึกดำบรรพ์ที่สุดเขาออกความคิดประดิษฐ์สัตว์ป่าฝูงหนึ่งทำด้วยไม้ไผ่ปิดกระดาษเป็นรูป เสือ สิงโต เสือดาว ช้าง ฯลฯ ต่อจากนั้นก็สร้างม้าด้วยไม้อีกไม่กี่ตัว เขาให้ทหารคนหนึ่งอุ้มสัตว์เหล่านี้ไปคนละตัว ในการพบกับข้าศึกหลายครั้ง เขาสั่งทหารให้จำแลงกายเป็นสัตว์อย่างเดียวกับที่อุ้มไป พร้อมกับให้ร้องเหมือนเสียงร้องของสัตว์เหล่านี้ ผลที่ได้ในทางจิตใจนั้นใหญ่หลวง กล่าวคือ พอข้าศึกแลเห็นสัตว์ป่าเหล่านี้ก็ตกใจกลัวอย่างที่สุด ถึงกับออกวิ่งหนีโดยไม่คิดจะป้องกันตัวเองเลย จูโกเหลียงเหน็ดเหนื่อยจากการรณรงค์อันยืดเยื้อเหล่านี้มาก ดังนั้นหลังจากที่ได้ชัยชนะประเทศอันกว้างไพศาล และเมื่อได้ถวายอาญาสิทธิ์คืนแก่พระจักรพรรดิแล้วเขาก็ออกจากราชการกลับสู่มณฑลเสฉวน เขาถึงแก่กรรมในมณฑลนี้ที่ อูชางหยวน (Ou-tchang Youen) อายุได้ ๕๔ ปี ตรงกับปีที่ ๑๒ ของรัชกาลพระจักรพรรดิ เกียนฮิง (Kien - hing) พ.ศ. ๗๗๕ (๑) ภายหลังราชวง์เหียวฮั่น (Heou-Han) ความยุ่งยากซึ่งเกิดขึ้นทั่วไปในอาณาจักรทั้งสาม ซึ่งรวมกันเป็นประเทศจีนทำให้ดินแดนภาคที่รกร้างทั้งหลาย ซึ่งปัจจุบันนี้เรียกว่ายูนนานถูกลืมเลือนไป ระหว่างเวลาระยะหนึ่งประมาณสามศตวรรษ ได้มีจักรพรรดิขึ้นเสวยราชย์สืบต่อกันมา ๓๑ พระองค์ ประกอบด้วยราชวงศ์ต่าง ๆ คือ ราชวงศ์ฉิน ราชวงศ์ตุงฉิน ราชวงศ์สูง ราชวงศ์จี๊ ราชวงศ์เหลียงราชวงศ์จิ๋น และราชวงศ์สุย (T'sin, Toung Ts'in, Soung, Tsi, liang , Tchin) ในพงศาวดารของจีนนี้มีผู้ทราบแต่เพียงว่าข้าพเจ้าได้พบร่องรอยของเหตุการณ์บางประการที่เกิดขึ้นในภาคตะวันตก (๑) มีผู้สร้างอนุสรณ์ของท่านผู้นี้เรื่อย ๆ ในมณฑลยูนนาน จะพบได้ในตำบลต่าง ๆ หลายแห่งแต่ส่วนใหญ่นั้นอยู่ในภาคตะวันตก เป็นแผ่นหินหรือแผ่นไม้ตั้งขึ้นเป็นอนุสรณ์ของท่าน


๓๐ เรื่องราวเหล่านั้นเป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในรัชกาลของจักรพรรดิไต้สูง (T'ai-tsoung-ไต้ซ้อง) กษัตริย์องค์ที่สองของราชวงศ์ ถัง (T'ang) เราคงจะสนใจเรื่องนี้ในโอกาสต่อไป เราได้เห็นจากหนังสือ ยูนนานเกียวจี่ (Yun-nan Kieou-tchi) ว่า ในตำบลเกียนนิงในสมัยนี้มีเจ้าเมืองซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองคนหนึ่งชื่อ จางโยะ (Tchang-yoh) ต่อมาจักรพรรดิทรงตั้งให้มีตำแหน่งเจียวหลิง (Cheou-ling) แม้ว่าข้อความตอนนี้ในประวัติศาสตร์จะคลุมเครืออยู่บ้าง เนื่องจากมิได้มีรายละเอียดเล่าถึงบุคคลผู้นี้ เราก็ค่อนข้างจะเชื่อว่าเขาผู้นี้ได้สืบเชื้อสายมาจากลุงยูนา (Loung-you-na) คนเดียวกันกับที่ จูโกเหลียงเปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่า จางเกียนนิง (Tchang-kien -ning) ราชวงศ์ต้ามง (Ta-moung) คราวนี้จะเริ่มต้นกล่าวถึงราชวงศ์ต้ามง ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่มีเจ้าปกครองอาณาจักรยูนนานและส่วนหนึ่งของมณฑลเสฉวน สีนุโล (Si nou-lo) กษัตริย์องค์แรกของราชตระกูลนี้สืบเชื้อสายชั้นที่ ๓๖ จากมงสือตู้ (Moung-tsu - touh) ซึ่งเป็นบุตรคนที่ห้าของตี้มง (Ti-moung) พระเจ้าสีนุโลสมภพที่ยูงชางฟู พ.ศ. ๑๑๕๙ ขณะนั้นประเทศกำลังมีเหตุการณ์ยุ่งยาก ครอบครัวของพระองค์ต้องย้ายไปอยู่ที่มงหัวถิง (Moung-hoaT'ing) และเช่าที่ทำไร่นาอยู่ตรงบริเวณภูเขา อุยเปา (Oui-pao) หนังสือนานเจาเยจี่ (Nan-tchao-ye-chi) ซึ่งเราได้ข้อความนี้มาเล่าว่า วันหนึ่งพระภิกษุชราในพุทธศาสนารูปหนึ่งไปบิณฑบาตที่บ้านของสีนุโล ภรรยาของสีนุโลได้ถวายข้าวสุก ซึ่งนางหุงหาขึ้นสำหรับครอบครัวแล้วนางก็ออกไปทำงานในทุ่งนางกับบุตรสาว ระหว่างทางที่ไปนางรู้สึกประหลาดใจอย่างงยิ่งที่ได้พบพระภิกษุชราองค์เดียวกันกับที่นางได้ถวายข้าวไปแล้ว กำลังนั่งอยู่บนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง แต่จีวรที่ครองอยู่นั้นสวยจับตาเหลือเกิน




๓๑ ความมีใจอารีของภรรยาสีนุโลซึ่งไม่เกรงว่าอาหารในครอบครัวจะลดจำนวนลงเพราะการแบ่งออกไปทำบุญนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สิ้นเปลืองทรัพย์ในครอบครัว ครั้นสีนุโลได้ตำแหน่งราชการในกองทัพก็ไม่รอช้า เขาจากภรรยาผู้ที่เคยอยู่กินกันมาด้วยความสุขไปกับกองทัพโดยความเต็มใจ ในวัยเยาว์ พระเจ้าสีนุโลได้ประสบเหตุการณ์อันน่าพิศวงใจหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งทำให้ทรงคิดมั่นใจอยู่เสมอว่า วันหนึ่งพระองค์จะเป็นผู้มีอำนาจและเกียรติยศ มีนิทานเล่าเพิ่มเติมต่อมาว่า ขณะที่สีนุโลเดินผ่านชะโงกหินแห่งหนึ่งไม่ไกลจากทางเดินนัก เขาอธิษฐานว่า "ถ้าข้าพเจ้าได้เป็นใหญ่ ข้าพเจ้าจะต้องสามารถฟันหินก้อนนี้ให้เข้าด้วยดาบเล่มนี้ " ครั้นแล้วเขาก็ใช้ดาบฟันลงตรงก้อนหินทีหนึ่งซึ่งทำให้ก้อนหินนั้นแหว่งลึกเข้าไปประมาณ ๓ ช่วงองคุลี ประจักษ์พยานที่ยืนยันการฟันชะโงกหินนี้ยังปรากฏอยู่ในตำบลดังกล่าว และหินก้อนนี้ก็นับถือเป็นสิ่งสักการะของปวงชนในประเทศนี้อยู่ เมื่อพระเจ้าสีนุโลมีอายุ ๓๓ ปี (ค.ศ. ๖๔๙) พระองค์ได้เป็นเจ้าสูงสุดของตระกูลและมีวังที่ประทับอยู่ที่ มงฮั้ว (Moung - hoa) ปีต่อมาพระองค์ให้สร้างเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่ง (๑) ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตำบลมงฮั้ว แล้วย้ายครอบครัวไปอยู่ที่เมืองนี้ซึ่งมีชื่อว่า มงชีสีนุโล ราชอาณาจักรของพระเจ้าสีนุโลประกอบด้วยดินแดนส่วนหนึ่งของตังเกี๋ยปัจจุบันและแผ่กว้างขวางไปจดประเทศธิเบต มีพวกตู้ฝั่น (T'ou fan) ครอบครองอยู่เชื้อสายของพระองค์ตามที่เราจะได้ทราบในเวลาต่อไปล้วนแต่เป็นผู้มีอานุภาพ พระเจ้าสีนุโลสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. ๑๒๒๘ ท่ามกลางพระเกียรติยศอันยิ่งใหญ่เหมือนกับที่พระองค์เคยตรัสไว้แต่ก่อน ระยะเวลาที่ครองราชย์สมบัติ ๒๖ ปี พระเจ้าโลชิงเยน (Lo Ching-yen) โอรสขึ้นครองราชย์สืบต่อมาเมื่อพระองค์มีอำนาจในการปกครองเต็มที่นั้นมีพระชนม์ได้ ๔๐ ปี รัชกาลของพระองค์ต้องประสบความยุ่งยากเนื่องจากความไม่เรียบร้อยในบ้านเมือง

(๑) ปัจจุบันเมืองนี้ไม่มีแล้ว ถ้าหากจะมีก็เห็นเพียงเทินปราการแบบธรรมดาสร้างด้วยดิน



๓๒ เมืองเยาเจียว (Yao-Tcheou)เกิดแข็งเมืองทราบข่าวว่าพระเจ้าโลชิงเยนครองราชสมบัติโดยทำการชักชวนแว่นแคว้นหลายแคว้น ซึ่งยังคงอ่อนน้อมเป็น อันดีในรัชกาลพระเจ้าสีนุโลให้เข้าร่วมเป็นพวกตน พระเจ้าโลชิงเยนไม่สามารถปราบปรามพวกกบฏได้สำเร็จ จึงขอความช่วยเหลือและความคุ้มครองจากพระจักรพรรดิจีน หลีจีกู (Li Tchi-kou) แม่ทัพหน้าของจักพรรดิจีนปราบกบฏได้ชัยชนะ ครั้นแล้ว หลีจีกูผู้มีใจโหดร้ายกลับเข้าทำการฉุดคร่าผู้หญิงและหญิงสาวชาวเมืองบังคับให้บำเรอตน บ้านเมืองจึงเกิดยุ่งยากขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ชาติอ้ายลาว, อิเยน และม่านเสือ (Ai lao ; I-jen ; Man-tze) ได้สมทบกับประเทศตู้ฝั่นนำทัพเข้ากระหนาบหลีจีกูจับได้ตัวเป็นเชลยแล้วตัดศีรษะเสีย พวกทหารพระจักรพรรดิเมื่อพ่ายแพ้ก็พากันถอยหนีไป เมืองเจ้าเจียว (Tchao. tcheou) พร้อมด้วยเมืองใกล้เคียงอื่น ๆ ก็ตกอยู่ใต้การปกครองของธิเบต ทั้งๆ ที่บ้านเมืองวุ่นวายเพราะทหารพระจักรพรรดิ โลชิงเยนก็ยังสวามิภักดิ์ต่อจีนอยู่ พระองค์สิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. ๑๒๕๕ ครองราชย์สมบัติได้ ๓๙ ปี พ.ศ. ๑๒๕๖ พระเจ้าชิงโล่ปิ (Ching Lo - P'i) ขึ้นครองราชย์สืบต่อมาขณะนั้นชนมายุได้ ๓๘ ปี แล้วจึงส่งเครื่องราชบรรณาการไปถวายยังราชสำนักจีนเป็นการแสดงความอ่อนน้อม จักรพรรดิไคหย่วน (๑) (K'ai-Youen) ทรงแต่งตั้งเป็นพระเจ้าไท้ติง (T'ai-ting) เป็นการตอบแทนกับมอบสิทธิการตัดสินคดีความในเมืองนิงยวนฟู (Ning - youen fou) ซึ่งอยู่ในมณฑลเสฉวนปัจจุบัน เนื่องจากกษัตริย์องค์นี้ทรงมีความจองหองในตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้งมาก ประกอบกับความโลภในทรัพย์สินจึงทรงประกาศเพิ่มอัตราภาษีอากรที่เก็บจากราษฎร แล้วแต่งตั้งข้าราชการให้ปฏิบัติตามข้อบังคับใหม่นี้ แต่ระเบียบนี้เป็นของใหม่จึงไม่เป็นที่พอใจของราษฎร การจลาจลวุ่นวายจึงระบาดทั่วไป กบฏที่เกิดขึ้นในรัชกาลนี้มีลักษณะเดียวกับกบฏในรัชกาลพระบิดาของพระองค์ คือ เมื่อกบฏซาไปแล้วในตำบลหนึ่งแล้วกลับเกิดขึ้นใหม่อีกในตำบลหนึ่งเรื่อยไป (๑) พระนามของจักรพรรดิองค์นี้คือ ถังยวนจูง (T'ang Youen tsoung) เมื่อแรกขึ้นครองราชย์ทรงนามว่าเสียนเทียน (Sien-t'ien) และได้เปลี่ยนมาเป็นไคหย่วนและเทียนเป้า (T'ien-pao) และเพื่อเลี่ยงความสับสนที่เกิดจากการเปลี่ยนพระนามหลายครั้ง จึงมักเรียกพระนามพระจักรพรรดิโดยเอาชื่อราชวงศ์นำหน้า ๓๓

ครั้นจัดการให้เกิดความสงบแล้ว พระองค์ก็ส่งคณะราชฑูตไปยังราชสำนักจีนใน พ.ศ. ๑๒๕๙ เพื่อทูลขอความช่วยเหลือและขออนุญาตสร้างศาลเพื่อถวายแด่เทพเจ้าผู้คุ้มครองประเทศ ปีต่อมาพระองค์ทรงให้สร้างเมือง ๆ หนึ่งล้อมรอบด้วยป้อมปราการ เพื่อป้องกันการบุกรุกของชนป่าเถื่อน แล้วให้ชื่อเมืองนี้ว่าโทต้งเกี้ยวเชง (T'oh toung kouei tch'eng) พ.ศ. ๑๓๑๕ เป็นระยะที่บ้านเมืองมีความสงบสุขทั่วไป พระองค์ทรงเชื่อมั่นในอานุภาพอันเข้มแข็งที่พอจะประกาศอิสรภาพได้ จึงปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามบัญชาของราชสำนักจีน (๑๒๗๐) และทรงสร้างศาล ๆ หนึ่ง เพื่อถวายแด่แม่ทัพอ๋อง (Ouang) ซึ่งสืบตระกูลดั้งเดิมจากประเทศอินเดีย พระเจ้าชิงโลปิสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. ๑๒๗๒ ครองราชสมบัติได้ ๑๖ ปี

พิโลโก๊ะรวมหกอาณาจักรเข้าเป็นอาณาจักรเดียว พระเจ้าพิโลโก๊ะรับอำนาจปกครองเต็มที่ใน พ.ศ. ๑๒๗๒ เมื่อพระชนม์ได้ ๓๑ ปี พระองค์เป็นกษัตริย์ผู้เข้มแข็งมุมานะ และมีความมักใหญ่ใฝ่สูงอย่างยิ่ง ความปรารถนาอันใหญ่ยิ่งของพระองค์ตั้งแต่เริ่มขึ้นเถลิงอำนาจคือการรวมการปกครองของประเทศซึ่งต้องแบ่งแยกออกเป็น ๖ อาณาจักรเข้าเป็นอาณาจักรเดียวกัน พระองค์สามารถเกลี้ยกล่อมขุนนางจีนคนหนึ่งชื่อ อ๋อง ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ติงจวนเจียว (Ting-tchouen tcheou เสฉวนปัจจุบัน) ให้หันมาสนใจในพระราชดำริของพระองค์ได้สำเร็จ อ๋องได้กราบทูลพระจักรพรรดิให้ทรงจัดการปกครองประเทศเสียใหม่โดยให้มีเจ้าปกครองแต่องค์เดียว จักรพรรดิไคหย่วน (K'ai Youen) ทรงตระหนักดีถึงผลประโยชน์ที่จะได้แก่จักรวรรดิ์ของพระองค์ก็ทรงอนุมัติและเมื่ออ๋องเพ็ดทูลสนับสนุน ก็ทรงแต่งตั้งพระเจ้าพิโลโก๊ะให้เป็นผู้ดำเนินการกับบรรดาเจ้าทั้งปวงต่อไป พระเจ้าพิโลโก๊ะปฏิบัติงานโดยทันที พระองค์สั่งให้จัดงานประพาสป่ามง-ฮั้วติง (Moung-hoa T'ing) ขึ้นและให้เชิญเจ้าผู้ครองอาณาจักรทั้งนั้นพร้อมด้วยรัชทายาทให้เสด็จมาเซ่นสรวงบรรพบุรุษในวันที่ ๒๔ ตรงกับเดือน ๖ (พ.ศ. ๑๒๗๔)



๓๔

เจ้ายู้จัง (๑) (Yu tsang) แห่งอาณาจักรหลีเกียงฟู (Li kiang fou) ไม่ตอบรับคำเชิญโดยอ้างว่าตำบลมงฮั้วติงอยู่ไกลเกินไป ความพยายามของพระเจ้าพิโลโก๊ะที่จะถอดเจ้ายู้จังออกจากตำแหน่งจึงล้มเหลว แต่พระองค์ก็ยืนกรานให้เจ้ายู้จังเสด็จมาเป็นการส่วนพระองค์โดยอ้างว่าเป็นการจำเป็น ส่วนเจ้าองค์อื่น ๆ นั้นต่างเสด็จไปยังตำบลมงฮั้วติงมิได้ล่วงรู้แผนการณ์ที่แฝงอยู่เบื้องหลังแม้แต่น้อย มเหสีของเจ้าพิโล่ติง (Pi-Lo-ting) แห่งอาณาจักร ติงตันเจา (Ting-t'an- tchao) สังหรณ์ว่าการประชุมพบปะครั้งนี้น่าจะเป็นการนำโชคร้ายมาสู่ครอบครัว จึงมอบสร้อยเหล็กสายหนึ่งให้สามีรักษาไว้กับตัว ครั้นถึงวันกำหนด งานพิธีก็เริ่มขึ้น บรรดาเจ้าซึ่งมาร่วมงานก็ได้ทำพิธีเช่นสรวงบรรพบุรุษภายในโรงปะรำ พิธีที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะสำหรับงานนี้ ต่อจากนั้นก็มีการเสพย์สุราสนุกสนานกันอย่างเต็มที่ จนถึงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน แขกทุกคนล้วนมึนเมาจนสิ้นสติ พระเจ้าพิโลโก๊ะเห็นสบโอกาสก็ให้จุดไฟเผาโรงปะรำเสีย บรรดาเจ้าทั้งนั้นพร้อมทั้งโอรสก็สิ้นพระชนม์ในกองไฟสิ้น เมื่อเสร็จงานทรยศแล้ว พระเจ้าพิโลโก๊ะก็ส่งคนเดินหนังสือพิเศษไปแจ้งข่าวการสิ้นพระชนม์ของเจ้าเหล่านั้นไปล่วงหน้า แล้วพระองค์ทรงประกาศให้บรรดามเหสีหม้ายเดินทางมารับอังคารอัฐิของสวามีของตน นางสีเชน (Tze-chen) เป็นมเหสีองค์เดียวที่จำสามีของตนได้ จากสร้อยเหล็กที่เจ้าพิโล่ติงสวมแขนไว้ จึงนำอัฐิของสามีกลับไปบ้านเมือง ระหว่างนั้นพระเจ้าพิโลโก๊ะทรงพึงพอพระทัยในความงามและความฉลาดของนางสีเชน จึงแจ้งไมตรีไปถึงนางในเวลาต่อมา และขออภิเษกเป็นมเหสี นางสีเชนปฏิเสธไมตรีอย่างไม่มีเยื่อใย พร้อมกับแช่งด่าพระเจ้าพิโลโก๊ะที่ลอบปลงพระชนม์สวามีของนาง ครั้นพระเจ้าพิโลโก๊ะทรงทราบว่านางไม่ปลงใจด้วย ก็พิโรธและส่งทหารไปคร่านางมาเป็นเชลย นางสีเชนได้ล่วงรู้เรื่องนี้ทันเวลาจึงสั่งให้ปิดประตูเมืองลงดาลอย่างมั่นคงแล้วปราศรัยกับชาวเมืองว่า "เราจะลืมความตายอันทารุณของสามีเราได้อย่างไร (๑) เบนนัดดาของโฟจง (Po'tchoung) เจ้าผู้ครองแคว้นเยียวสุน (Youeh-sun) ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของหลีเกียงฟู (Li-kiang fou)


๓๕ เราทำเช่นนั้นไม่ได้แน่นอนและจะไม่มีวันที่เราจะปลงใจยอมตัวให้อ้ายผู้ร้ายซึ่งฆ่าเจ้านายของพวกท่านเป็นอันขาด" ทหารของพระเจ้าพิโลโก๊ะพากันเข้าล้อมเมืองไว้ แต่เนื่องจากยังมิได้มีการตระเตรียมการป้องกันใด ๆ ที่จะต่อต้านการล้อมเมืองเลย ราษฎรชาวเมืองจึงถูกฆ่าเป็นอันมาก นางสีเชนเห็นว่าฝ่ายตนพ่ายแพ้ และตัวนางจะต้องไปอยู่ร่วมกับชายที่ตนเกลียดชัง จึงฆ่าตัวตายเสียที่ตำบลเต้หยวนจิน (Teh-youen-tchin)ห่างจากเมืองติงจวน (๑) (Ting-tchouen) ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ๒ ลี้ เมื่อเหตุการณ์ทั้งปวงเสร็จสิ้นลง พระเจ้าพิโลโก๊ะก็หมดอุปสรรคในการรวมอาณาจักรใกล้เคียงทั้ง ๕ อาณาจักรไว้ใต้การปกครองของพระองค์ ใน พ.ศ. ๑๒๘๑ พระเจ้าพิโลโก๊ะก็ส่งราชโอรสองค์เล็กไปประจำเป็นทูต ณ ราชสำนักจีนเป็นการผูกพันธไมตรีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จักรพรรดิจีนทรงตั้งพระเจ้าพิโลโก๊ะให้มียศชั้น ฮงลูกิง (Houng lou-K'ing) ปีต่อมา แว่นแคว้นเล็ก ๆ ๒-๓ แคว้นของอาณาจักรม่านสื (Man-tze) เป็นกบฏขึ้น พระเจ้าพิโลโก๊ะสามารถปราบปรามให้อยู่ในอำนาจได้สำเร็จและทรงคุมตัวหัวหน้าพวกกบฏสองสามคนไปถวายยังราชสำนักจักรพรรดิไคหย่วน พระเจ้าพิโลโก๊ะได้รับยกย่องจากจักรพรรดิจีนมาก พระองค์ได้รับพระราชทานรางวัลอันมีค่าพร้อมด้วยยศชั้น เกยอี่อ๋อง (Kouei-i Ouang) ตามที่ปรารถนาเป็นการตอบแทนที่ได้เสด็จไปเยี่ยมถึงราชสำนักพระจักรพรรดิ นอกจากนี้ พระเจ้าพิโลโก๊ะยังได้รับมอบอำนาจอันยิ่งใหญ่นี้ให้ปกครองชนเผ่าพื้นเมือง และได้รับมอบหมายให้สร้างปราการล้อมเมืองทั้งปวงอีกด้วย เมื่อพระเจ้าพิโลโก๊ะกลับมาถึงบ้านเมือง ก็ให้เกณฑ์คนในแคว้นเล็ก ๆ ๒ -๓ แคว้นของอาณาจักรม่านสืมาสร้างเมืองขึ้นเมืองหนึ่งชื่อ ไต้โห (๒) (Tai-ho) กับสร้างส่วน

(๑) ทุก ๆ ปีจะมีการเลี้ยงฉลองเหตุการณ์นี้ครั้งหนึ่ง (๒) หมู่บ้านนี้ยังคงมีอยู่และยังมีชื่อเดียวกันนี้ (อยู่ทางใต้ของตา-ลี ๑๕ ลี้)


๓๖ หนึ่งของแคว้น ตาลี ซึ่งทุกวันนี้ได้กลายเป็นหมู่บ้านชื่อ ชีเจียว (๑) (Chi-tcheou) ห่างจากเมืองตาลีฟู ๔๐ ลี้ พ.ศ. ๑๒๘๓ เจ้าเมืองคนหนึ่งชื่อ มิงจู้ (Ming-tchouh) คิดการกบฏและยึดเมืองเกียนจวน, ล่างเคียง, และยงชาง (Kien-tchouen, Lang'k'ioung, Young tch'ang) ปีต่อมาพระเจ้าพิโลโก๊ะทรงยึดกลับคืนมาได้ ต่อมาทรงเหนื่อยหน่ายต่อการสงครามและปรารถนาความสงบเงียบ จึงเสด็จไปตั้งราชสำนักอยู่ ณ เมือง ไตโห และสิ้นพระชนม์ที่นั่นใน พ.ศ. ๑๒๙๑ ทรงมอบพระราชอำนาจแก่โอรสทรงนามว่า โก๊ะล่อฝง (Koh-lo-foung) พระเจ้าโก๊ะล่อฝงมีพระชนม์ได้ ๓๖ ปี เมื่อขึ้นเสวยราชสมบัติ จักรพรรดิยวนจง (๒) ทรงมอบตำแหน่งพระเจ้าแผ่นดินแห่งยูนนานมากับขุนนางคนหนึ่งชื่อ หลีกิงอี้ พร้อมกับทรงมอบอำนาจให้ตั้งตำแหน่งรองเจ้าเมือง มงเชฉวน (Moung-che-tchouen) ขึ้นในตำบลยงชาง ปีต่อมาพระเจ้าโก๊ะล่อฝงพร้อมด้วยมเหสีและโอรสทรงตัดสินพระทัยเสด็จไปกับแม่ทัพหลีมี่ (Li Mih) และตั้งค่ายลง ณ ชายอาณาเขตยูนนานและเสฉวน ขณะที่ยูนนานฟู พระองค์ได้หยุดแวะเพื่อจัดระเบียบงานบางประการกับไต้เฉียว (T'ai Cheou) ไต้เฉียวไม่พอใจที่พระเจ้าโก๊ะล่อฝงเรียกร้องให้หาเงินก้อนใหญ่ให้ ก็ล่อลวงนางสนมกำนัลที่มากับขบวนเดินทางเป็นภรรยาตนเสียหลายคน พระเจ้าโก๊ะล่อฝงทรงขัดเคืองพระทัยยิ่งนัก ก็ทรงเสนอเรื่องร้องทุกข์ไปยังพระจักรพรรดิแต่เกียกีเลียน(๓) ช่วยเกลี้ยกล่อมพระองค์ให้เปลี่ยนความคิดเสีย พระเจ้าโก๊ะล่อฝงทรงมีควมอับอายและ


(๑) ตูอวนเสี้ยว (Tou-ouen-siou) หัวหน้าชาวอิสลามเข้ายึดครองตาลี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๐๓ จนถึงมรณกาล เมื่อ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๑๖ พวกที่ทรยศได้ ถูกส่งไปยังพระจักรพรรดิด้วยข้อกล่าวหาว่าทำการป้องกันแคว้นตาลี อูตวนเสี้ยวเห็นว่าจะสู้รบต่อไปไม่ไหว และเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ราษฎรต้องบ้านแตกสาแหรกขาดก็ตัดสินใจยอมแพ้ บรรดาภรรยาของเขาไม่ยอมติดตามไปด้วยและพากันดื่มยาพิษ ตัวตูอวนเสี้ยวเองก็สูบฝิ่นจนเมามายก่อนที่จะออกไปจากที่อยู่ อย่างไรก็ดีตูอวนเสี้ยวได้พยายามปฏิบัติหน้าที่ของตนจนถึงที่สุด เขานั่งคานหามสีเหลืองให้พวกทหารกองระวังหน้าชาวจีนหามไป แต่เขาถึงแก่กรรมด้วยฤทธิ์ยาฝิ่นเสียก่อนที่จะถึงหมู่บ้านเสียวโกนยี (Siao-Koan Yih) ซึ่งปัจจุบันนี้ถูกทำลายไปสิ้นจะพบร่องรอยอยู่ห่างจากหมู่บ้านลูลีเกียว (Wou li kiao) ราว ๔-๕๐๐ เมตร ดูแผนที่มณฑลยูนนานของจีน (๒) หรือไคหย่วน จักรพรรดิองค์นี้ได้เปลี่ยนนามเมื่อขึ้นครองราชสมบัติ (๓)ขณะนั้นมีตำแหน่งจงกวน(Tchoung-kouan)ซึ่งเป็นตำแหน่งเทียบเท่าชั้นฟูไต(ข้าหลวง)

๓๗ แค้นพระทัยในการกระทำของไต้เฉียว จึงยังไม่เดินทางต่อไป และส่ง ยังโล่เตียน (Yang Lo-tien) ไปถวายเรื่องร้องทุกข์ต่อจักรพรรดิและขอให้จักรพรรดิชดใช้ค่าเสียหายในการที่ไต้เฉียวทำให้ต้องเสียชื่อเสียงครั้งนี้ จักรพรรดิยวนจง (Youen - tsoung) ไม่ทรงเชื่อในข้อกล่าวหาก็ไม่สนพระทัยในข้อเรียกร้องนั้น พระเจ้าโก๊ะล่อฝงสืบทราบว่ามิได้มีการจัดการอย่างไรกับข้อเรียกร้องของพระองค์ ณ ราชสำนักจักรพรรดิก็กริ้วยิ่งนักจึงฆ่าไต้เฉียวผู้กระทำความผิดเสียด้วยมือพระองค์เอง ครั้นแล้วโก๊ะล่อฝงก็ให้ยกธงประกาศตนเป็นกบฏ และส่ง อ๋องปี (Ouang-pi) ชวงลง (Choang-loung) และนายทหารอื่น ๆ ไปเรียกเกณฑ์มาประจำกองทัพแล้วก็เข้ายึดเมืองต่าง ๆ ได้ ๓๒ เมือง เมื่อรองเจ้าเมือง ซิลูหลิง (Si-lou-ling) เห็นว่าพระเจ้าโก๊ะล่อฝงทำการสำเร็จก็เกรงว่าตนจะถูกขับออกจากตำแหน่งจึงมาอ่อนน้อมด้วย พ.ศ. ๑๒๙๔ จักพรรดิยวนจงส่งแม่ทัพชื่อ เสียนยูจงตุง (Sien-yu-tchou-ng-T'oung)คุมกองทัพใหญ่ไปต่อต้านพวกกบฏ เมื่อพระเจ้าโก๊ะล่อฝงตีเมืองมาถึงเมืองลูนาน (Lou-nan) ทรงเห็นว่าการรบจะเนิ่นนานต่อไป ก็ขอสงบศึกแต่ทูต (๑) ที่พระองค์ส่งไปถูกจับขังคุก การรบจึงดำเนินต่อไป ฝ่ายแม่ทัพใหญ่ฝ่ายจีน ซึ่งมี หลีเว่ย (Li Houei) กังอ๋องจี่จิ๋น (Ouang tchi-tsin) เป็นนายทัพร่วมด้วย ก็ให้แบ่งกองทัพใหญ่ออกเป็น ๓ ทัพ พระเจ้าโก๊ะล่อฝงจึงถอยทัพมาตั้งที่เมืองอานนิง(๒)(An-ning) และส่งคนไปเจรจากับแม่ทัพฝ่ายจีนว่า ถ้ากองทัพจีนยังคงตามตีพระองค์อยู่อีก พระองค์จะหันไปอ่อนน้อมแก่ประเทศตู้ฝั่น

(๑) ข้าราชการผู้นี้มีนามว่า เจ็งเว่ย (Tcheng-houei) ต่อมาถูกเรียกตัวมายังราชสำนักพระเจ้าโก๊ะล่อฝง และได้รับตำแหน่งที่ปรึกษาของอิเหมาซินโอรสองค์เล็กของพระเจ้าโก๊ะล่อฝง (๒) เมืองนี้อยู่ห่างไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองหลวงปัจจุบัน ๓๐ กิโลเมตร เป็นเมือง ๆ เดียวในบริเวณเมืองยูนนานฟู ที่มีบ่อเกลือและยังใช้ประโยชน์จนถึงสมัยปัจจุบัน พวกขุนนางที่เก็บภาษีเกลือก็เก็บภาษีจากเมืองนี้ได้บ้าง



๓๘ กองทัพจีนยังคงดำเนินการรบต่อไป อ๋องเทียนยุ้น (Ouang T'ien - yun) ได้รับคำสั่งให้ไปทำการลาดตระเวณใกล้ ๆ ค่ายตงจวน (๑)(Toung-tchouen) ฝ่ายกองทัพพระเจ้าโก๊ะล่อฝงซึ่งมีฝงเกียยี่โอรสของพระองค์กับต้วนเกียนเอ้ย (Touan Kien-ouei) เป็นนายทัพก็เข้าโอบล้อมกองทัพฝ่ายจักรพรรดิไว้ได้ การรบครั้งใหญ่จึงเกิดขึ้นใกล้ ๆ แม่น้ำ สีเอิล (Si-eurl) กองทัพฝ่ายจักรพรรดิประสบความพ่ายแพ้แม่ทัพชื่ออ๋องเทียนยุ้น (๒) ต้องเสียชีวิต ภายหลังการปราชัย กองทัพพระจักรพรรดิต้องถอยออกจากดินแดนที่ตีได้กองทัพพระเจ้าโก๊ะล่อฝงเข้าไปตั้งแทนที่และทำสัญญาเป็นพันธไมตรีกับกษัตริย์ของประเทศตู้ฝั่นด้วยเกรงว่าข้าศึกจะย้อนกลับมารบด้วยอีก ครั้นเสด็จกลับมาสู่แคว้นตาลี พระเจ้าโก๊ะล่อฝงได้สั่งให้จารึกเรื่องราวลงบนแผ่นศิลาอ่อนเล่าถึงสาเหตุที่พระองค์จำเป็นต้องจับอาวุธขึ้นทำสงคราม แล้วให้นำศิลาจารึกนั้นไปตั้งไว้ ณ ชานเมือง ต่อจากนั้นไม่นาน พระเจ้าแผ่นดินธิเบตได้ส่งนายทหารนายหนึ่งมามอบตราทองพร้อมด้วยตำแหน่งยศซานฝูจง นานกัวะตาเจา (๓) (tsan-p'ou-tchoung-nan-kuoh Ta-Tchao) แก่พระเจ้าโก๊ะล่อฝงเป็นการกระชับสัมพันธไมตรีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พระเจ้าโก๊ะล่อฝงจึงเปลี่ยนใช้พระนามใหม่ทันทีเป็นพระเจ้า ซานฝูงจง เมื่อ พ.ศ.๑๒๙๖ และทรงให้สร้างเมืองขึ้นเมืองหนึ่งในท้องที่ตำบลล่างเคียง (Lang-k'ioung) และให้ชื่อว่า ไปไยเลียงเจง (Pai-yai-lien Tch'eng) นักประวัติศาสตร์คนหนึ่งเล่าว่าในระยะนี้มีสัตว์ประหลาดเกิดขึ้นคือ วัวสามเขาตัวหนึ่ง แกะผู้สี่เขาตัวหนึ่ง และแม่ไก่แปดเท้าตัวหนึ่ง ภายหลังเหตุการณ์มหัศจรรย์เหล่านี้ พระเจ้าโก๊ะล่อฝงสั่งให้สร้างพรเจดีย์องค์หนึ่งถวายแด่พระกวนยิน (Kouan - yin)

(๑) เป็นค่ายชนิดหนึ่งในสมัยนี้ที่สร้างขึ้นบนดอยสูงแห่งหนึ่งไม่ไกลจากเมืองเจาเจียว (Tchaotcheou) ภายในภูเขาขุดเป็นถ้ำลึกหลายแห่ง ราษฎรที่กบฏต่อบ้านเมืองได้หลบหนีมาซ่อนในถ้ำเหล่านี้ ในยามสงครามก็ใช้ถ้ำเหล่านี้เป็นที่เก็บสะสมเสบียงอาหารอีกด้วย (๒) นักเขียนบางท่านไม่อยากให้อ๋องเทียนยุ้น มีชีวิตอยู่ต่อไปภายหลังที่พ่ายแพ้ก็เขียนเสียว่าเขาจมน้ำตาย (๓)ฐานฟู (Tsan-p'ou) ภาษาธิเบตว่า เกียมปู (Chiam-pou) หมายถึง ษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์อันเป็นตำแหน่งยศของกษัตริย์ธิเบต (จาก Histories des Huns of De Cuignes) ๓๙

พระจักรพรรดิทรงพยายามอยู่หลายครั้งหลายหน ที่จะให้ได้อำนาจปกครองแว่นแคว้นที่เป็นกบฏเหล่านั้นกลับคืนมา ใน พ.ศ. ๑๒๙๗ กองทัพของพระองค์ภายใต้การบังคับบัญชาของแม่ทัพชื่อหลีมี(Li Mih) และโหลงกุง (Ho Loung-koung) ได้ยกเข้ารุกรานยูนนาน แต่เข้าถึงเพียงเมืองเกียงเคียว(Kiang - K'eou) ทหารในกองทัพก็ต้องล้มตายลงเป็นจำนวนมากเนื่องจากขาดเสบียงอาหารและป่วยไข้ นอกจากนั้นกองทัพจีนยังพ่ายแพ้อย่างยับเยินแก่กองทัพของฝงเกียยี่ (Foung-kai-yi) ซึ่งคุมกองทัพที่พระเจ้าแผ่นดินธิเบตส่งมาช่วยเหลืออีก แม่ทัพจีนหลีมีต้องฆ่าตัวตายด้วยความเสียใจ พระเจ้าโก๊ะล่อฝงสวรรคตใน พ.ศ. ๑๓๒๒ แต่ฝงเกียยี่ รัชทายาทได้สิ้นพระชนม์ก่อนพระราชบิดา ราชบัลลังก์จึงตกอยู่แก่อีเหมาซิน (I-meou-sin) ราชนัดดา เมื่อพระเจ้าอีเหมาซินนี้ขึ้นทรงราชย์มีพระชนม์ได้ ๒๔ ปี ตั้งแต่รัชกาลของพระอัยกาของพระองค์เป็นต้นมา ผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีนตึงเครียดมาก พ.ศ.๑๓๒๔ หลังจากที่มีความเห็นชอบร่วมกันกับกษัตริย์ธิเบตผู้เป็นพันธมิตรแล้ว พระเจ้าอีเหมาซินก็นำกองทัพอันมีกำลังเข้มแข็งเข้าบุกมณฑลเสฉวน ตีได้เมืองต่าง ๆ เป็นอันมาก จนมาถึงหน้าเมืองเจงตู (Tch'eng -tou) เมืองหลวงของมณฑลนี้พระองค์ตีเมืองนี้ได้โดยง่าย และทรงปิติยินดีในชัยชนะมาก ทรงพิจารณาโทษถอดตำแหน่งผู้ปราชัยทั้งปวงแล้วก็เสด็จกลับบ้านเมือง และสถาปนาพระองค์เองขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองภาคใต้ ต่อมาทรงย้ายราชสำนักไปตั้ง ณ เมืองตาลี (๑) (๗๙๓) ครั้งนั้นบ้านเมืองอยู่ในความสงบมีความเจริญมั่งคั่งเป็นอันดี พระองค์ทรงให้สร้างพระเจดีย์ขึ้นสี่องค์ เพื่อเป็นสัญญลักษณ์ประจำแม่น้ำใหญ่ทั้งสี่ซึ่งไหลผ่านมณฑลนี้พระเจดีย์ประจำแม่น้ำกินจาเกียง(ยางซี) สร้างขึ้นที่เมืองอานนิงเจียว (An-ning tcheou) พระเจดีย์ประจำแม่น้ำลางแสงเกียง สร้างที่เมืองลีเกียงฟู (Li-kiang fou) พระเจดีย์ประจำแม่น้ำเหห์หวยเกียง (Heh-houei Kiang) สร้างที่เมืองชุนนิงฟู(Chun-ning fou) และพระเจดีย์ประจำแม่น้ำลูเกียง (Lou-kiang) สร้างที่เมือง ยูงจางฟู (Young-tch'ang fou)

(๑) ที่ตั้งของราชสำนักในครั้งนั้นอยู่ที่เมือง เชนเจ็นฟู (Chen-tchen fou) ชื่อเก่าของเมืองหลวงของมณฑลยูนนานปัจจุบัน



๔๐ ในปีที่สามที่พระเจ้าเต้จง (The-tsoung) ขึ้นครองราชย์ทรงปรารถนาจะให้การบริหารราชการแผ่นดินตั้งอยู่บนรากฐานอันมั่นคง จึงทรงแต่งตั้งขุนนางเป็นเสนาบดีเก้าตำแหน่ง ต่างมีหน้าที่บริหารราชการของประเทศในกิจการต่าง ๆ กันไป ปราชญ์จีนกุ้ย (Tchin-Kouei) ราชปุโรหิตผู้ถูกเรียกมารับราชการในราชสำนักตั้งแต่รัชกาลพระเจ้าโก๊ะล่อฝงนั้น ได้รับแต่งตั้งเป็นอัครมหาเสนาบดี จีนกุ้ยได้ฉวยโอกาสใช้อิทธิพลครอบงำพระเจ้าแผ่นดิน และจัดการให้พระเจ้าแผ่นดินผู้อ่อนแอล้มเลิกสัมพันธไมตรีกับธิเบตและหันมาอ่อนน้อมต่อจีนแทน ในที่สุด พ.ศ. ๑๓๓๖ จีนกุ้ยได้จับอาวุธขึ้นทำสงครามกับธิเบต ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรเก่าแก่ แล้วเข้ายึดหัวเมืองของธิเบตไว้ได้ ๑๕ เมือง ภายหลังเหตุการณ์เหล่านี้ จักรพรรดิเต้สูงทรงชักชวนพระเจ้าแผ่นดินยูนนาน (๑๓๓๗) ให้กลับมาใช้ตำแหน่งเดิมคือ นานเจา แทนตำแหน่งที่พระเจ้าแผ่นดินธิเบตมอบให้โดยมีเงื่อนไขว่า พระเจ้าแผ่นดินยูนนานจะต้องขับไล่ชาวธิเบตที่เข้ามาพำนักในดินแดนยูนนานออกจากประเทศ พระเจ้าอีเหมาซินยินยอมตามข้อเสนอนี้ จึงใน พ.ศ. ๑๓๓๘ ทรงได้จัดพิธีเชื่อมสัมพันธไมตรีกับจีนภายในศาลแห่งหนึ่งอยู่ ณ เชิงเขาเทียนสาง (๑) (Tien ts'ang) ต่อหน้าเอกอัครราชทูตชื่อ ฉุยโสจี่ (Ts'oui Tso-chi) พ.ศ. ๑๓๔๕ ชาวธิเบตซึ่งขัดเคืองอาณาจักรเพื่อนบ้านนี้ก็จับอาวุธขึ้นอีกครั้งหนึ่งพระเจ้าอีเหมาชินทรงเข้ารบได้ชัยชนะที่เมืองจินเฉียว (๒) (Chin-tcheou) แต่ต่อมาได้พ่ายแพ้และถูกบีบบังคับให้ถอยทัพขึ้นไปบนป้อมปราการ ครั้นกองทัพข้ามพ้นแม่น้ำมาได้พระองค์ทรงสั่งให้ตัดโซ่โยงสะพาน(๓) เสีย เพื่อป้องกันมิให้ข้าศึกติดตามมาอีก ภายหลังการปราชัยครั้งนี้จนกระทั่งสวรรคต (๑๓๕๑) ประเทศจึงมีความสงบสุขต่อมา

(๑) ภูเขาลูกนี้อยู่ในอำเภอ ตูงจวน (Toung- tchouen) (๒) อยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลลีเกียงฟู (Li-kiang fou) (๓) ดินแดนแถบนี้แม่น้ำสายต่าง ๆ ไหลเป็นโกรกธารลึก ตั้งแต่สมัยนี้เป็นต้นมา ผู้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำได้สร้างแบบใช้โซ่โยงแขวนสะพาน วิธีการนี้ได้นำไปใช้ทางภาคตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลนี้เหมือนกัน จะพบตัวอย่างได้บ้างทางใต้ แต่ก็หาได้ยากแล้ว


๔๑ โอรสพระเจ้าอีเหมาซินทรงนามว่า ซินโกะก้วน (Sin'koh-k'iouen) ได้รับมอบตราตั้งทองจากจักรพรรดิจีน แต่ปีต่อมาก็สวรรคต โอรสซึ่งมีพระชนม์เพียง ๑๒ ปี ทรงนามว่า กวนลงจิง (K'iouen-loung-ching) ขึ้นครองราชสมบัติ ต่อมาจักรพรรดิเหียนจง (Hien-tsoung) ก็ทรงมอบตราตั้งให้เช่นเดียวกัน กษัตริย์องค์ใหม่นี้ได้สร้างพระพุทธรูปทองเหลืองใหญ่ขึ้น ๓ องค์ เพื่อเป็นอนุสรณ์ในพระราชพิธีราชาภิเษกครั้งนั้น ต่อมาเกิดกรณีพิพาทกับจีน ซึ่งเข้ามายึดดินแดนส่วนหนึ่งของมณฑลเสฉวนได้พระเจ้ากวนลงจิงจึงจับอาวุธและยกทัพเข้าต่อต้านจนถึงเมืองเกียติงเจียว (Kia-ting Tcheou) และไม่ยอมอ่อนน้อมต่อจีนอีก เนื่องจากกษัตริย์ผู้เยาว์องค์นี้ทรงมีอุปนิสัยโหดร้ายและหมกมุ่นในสตรี เมื่อเสด็จกลับบ้านเมืองจึงถูกอ๋องโสเตียน (Ouang ts' o-tien) นายทหารตำแหน่งเสียทู้สื (๑) (Tsieh - tou -sze) แห่งเมืองลงตง(๒) (Loung-toung) ลอบปลงพระชนม์ พระเจ้ากวนลงจิงมีชนมายุเพียง ๑๙ ปี แม้ว่าจักรพรรดิจีนจะไม่สู้พอพระทัยในการปกครองของพระเจ้ากวนลงจิงนัก แต่ก็มีพระทัยใคร่จะผูกมิตรกับพลเมืองชาติเหล่านี้ จึงทรงส่งราชทูตคนหนึ่งไปช่วยในงานพระศพด้วย อนุชาทรงนามว่ากวนลี่จิง (K'iouen - li - ching) พระชนม์ ๑๕ ปี สืบราชสมบัติต่อมาใน พ.ศ. ๑๓๖๐ ตลอดเวลารัชกาลนี้ ความไม่สงบสุขปะทุขึ้นทุกหนทุกแห่งอ๋องโสเตียน (Ouang ts'o-tien)กลับเป็นกบฏโดยชักชวนชนพื้นเมืองที่ไม่พอใจหลายเผ่าเข้าเป็นพวก เมื่อพระเจ้ากวนลี่จิงปราบปรามไม่ไหวก็ส่งเครื่องบรรณาการไปให้อ๋องโสเตียนพร้อมกับทรงชักชวนอ๋องโสเตียนให้เปลี่ยนชื่อเสียใหม่เป็นมง (Moung) อ๋องเต็มใจอ่อนน้อมด้วยพระองค์แต่ปฏิเสธไม่ยอมทิ้งยศเดิม ต่อมาพระเจ้ากวนลี่จิงทรงขัดเคืองพระทัยในความทรยศของขุนนางผู้นี้ แต่ทรงเกรงว่าอ๋องโสเตียนจะก่อนการกำเริบไม่ซื่อสัตย์ในราชการอีก จึงทรงปลดอ๋องโสเตียนออกจากราชการแล้วส่งกลับไปบ้านเดิม

(๑) ตำแหน่งนี้เทียบได้เท่ากับผู้บังคับการกองพลในสมัยนี้ (๒) ปัจจุบันชื่อ เยาเจียว (Yao - Tcheou) ในมณฑลซูฮวง (T'sou-hioung)




๔๒ ในระหว่างที่เกวยเกา (Quei-kao) ท่องเที่ยวอยู่ในมณฑลเสฉวนนั้น ได้ใช้ความสามารถในการดำเนินนโยบาย ทั้งทางการเมืองกับทางการรบพุ่ง จนสามารถสร้างสันติภาพขึ้นในดินแดนทางใต้เกือบทั้งภาค เกวยเกาสร้างวิทยาลัยขึ้นแห่งหนึ่งที่เจงตู (Tch'eng-tou) สำหรับอบรมโอรสของเจ้าผู้ครองอาณาจักรนานเจาและอาณาจักรใกล้เคียงอื่น ๆ ด้วยความระมัดระวัง ครั้นพระเจ้ากวนลี่จิงสวรรคต หลีเต้หยู (Li Teh-yu) ซึ่งครองราชย์ต่อมาไม่โปรดปรานหรูหราฟุ่มเฟือย หรือการกอบโกยความมั่นคั่งโดยอาศัยอำนาจเสนาบดีจำนวนนักศึกษาในวิทยาลัยเจงตูงจึงลดลงระเบียบวินัยต่าง ๆ ที่วางไว้ก็หละหลวมจนถึงที่สุดจนถึงกับทหารซึ่งไม่ได้รับค่าจ้างพากันเข้าบุกรุกดินแดนอาณาจักรนานเจา(๑) ฝงเหยียว (Foung Yeou) พระชนม์ได้ ๗ ปีได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดา (๑๓๗๒) จักรพรรดิมูงจง (Mou-tsoung) ทรงส่งราชทูตชื่อ เว่ยจีนเกียว (Ouei Chin-kouei) มามอบตราตั้งให้เป็นเทียนอ๋อง (Tien ouang) กษัตริย์ผู้เยาว์ทรงปิติยินดีในยศที่ได้รับพระราชทานให้เป็นถึงพระเจ้าเทียน จึงส่งหงเจ็งเยียว (Houng tcheng-yeou) ให้ถือพระราชสาส์นแสดงความอ่อนน้อมสวามิภักดิ์และความขอบพระทัยไปยังราชสำนักจีน เมื่อจักรพรรดิเกวนจง (Quen tsoung) ขึ้นครองราชย์เป็นปีที่ ๒ (๑๓๗๕) พระเจ้าฝงเหยียว ทรงขัดเคืองที่ชนป่าเถื่อนจากเสฉวนเข้ามารุกรานในอาณาเขตของพระองค์และชนเหล่านนั้นไม่สนใจในสิทธิอันชอบธรรมของพระองค์ในดินแดนนี้อีกด้วย จึงทรงยกทัพเข้าบุกเสฉวน ยึดเมืองได้หลายเมืองพร้อมกันนั้นก็รีดเอาเงินราษฎร แล้วก็เดินทัพบุกต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง จนมาถึงหน้าเมืองเจ็งตูรอคอยที่จะเข้าตีเมืองนี้ต่อไป ครั้นเมื่อพระเจ้าฝงเหยียว พิเคราะห์เห็นว่าทหารที่มารบครั้งนี้เหนื่อยล้ามากแล้ว จึงตกลงพระทัยกลับบ้านเมือง แล้วกวาดต้อนทรัพย์สมบัติที่ยึดได้พร้อมทั้งผู้หญิงและเด็กรุ่นสาวไปเป็นจำนวนมาก

(๑) แม้ว่าวิธีการปกครองของพระเจ้าหลีเต้หยูจะเป็นที่เกลียดชัง แต่เมื่อพระองค์เสด็จออกจากเสฉวน (๑๓๗๕) ก็ได้รับเลือกเป็นประธานของสภาการสงคราม


๔๓

ยกทัพเข้าตังเกี๋ย พ.ศ.๑๓๘๔ ขุนนางในเมืองญวนเข้ามาเกณฑ์เอาทรัพย์สิ่งของในดินแดนยูนนานพระเจ้าฝงเหยียวจึงส่งกองทัพไปพิจารณาโทษ นายทัพตำแหน่ง กิงลูสื (๑) (King-louh-sze) ชื่อไผหยวนยู้ (P'ei-youen-yu) เสียชีวิตในการรบแต่จดหมายเหตุมิได้กล่าวถึงผลการรบครั้งนี้ พ.ศ.๑๔๐๑ พระเจ้าฝงเหยียวกับแม่ทัพชื่อตวนเหยียวเซียน (Touan yeou-ts'ien) ยกกองทัพมีรี้พลจำนวนมากไปรบในแดนตังเกี๋ย ในสมัยเดี๋ยวกันนี้พม่ากำลังทำสงครามกับชนบางเผ่าที่เข้ามารุกรานในเขตแดนและพระเจ้าแผ่นดินพม่าได้ขอความช่วยเหลือมายังพระเจ้าแผ่นดินยูนนาน ดังนั้นนายทัพคนหนึ่งชื่อ ตวนจงปัง(Touan Tsoung -pang) พร้อมด้วยทหารประมาณสองสามพันคนจึงถูกส่งไปช่วยเหลือพม่าตามคำขอ พระเจ้าฝงเหยียว (Foung-yeou) ทรงเหนื่อยหน่ายต่อการสงครามจึงถอยทัพจากตังเกี๋ยกลับสู่ยูนนาน ซึ่งมีชื่อในครั้งนั้นว่า ตุงกิง (Toung-king) (ราชธานีตะวันออก) พระองค์สิ้นพระชนม์ที่ยูนนานภายหลังที่ครองราชสมบัติได้ ๓๕ ปี โอรสทรงนามว่า ชีล่ง (Chi-loung) ขึ้นเสวยราชย์ใน พ.ศ. ๑๔๐๓ เมื่อทรงพระชนม์ได้ ๑๖ ปี ทรงแต่งตั้งอ๋องโสเตียนเป็นอัครมหาเสนาบดี ครั้นตวนจงปังได้ชัยชนะในการสงครามและกลับมา เขาไม่พอใจที่บุคคลผู้ลอบปลงพระชนม์ พระเจ้ากวนลงจิงโอรสพระเจ้าโก๊ะล่อฝงได้รับตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีของอาณาจักร ตวนจงปังไม่ปรารถนาจะเห็นหน้าคนผู้นี้ จึงฆ่าเสียภายหลังที่ได้ทะเลาะโต้เถียงกันครั้งหนึ่ง พ.ศ. ๑๔๐๔ จักรพรรดิอี้จง (I-tsoung) ทรงปฏิเสธไม่ยอมมอบตราตั้งแก่กษัตริย์ผู้เยาว์องค์ใหม่นี้โดยอ้างว่าได้พบตราจักรพรรดิประทับมาในราชสาส์นกราบทูลเรื่องราวแล้วนั้น พระเจ้าชีล่งจึงตั้งพระนามเอาเองว่า วั่งตี่ (๑) (Houang-ti ฮ่องเต้) เป็นการ

(๑) ตำแหน่งครั้งโบราณเทียบได้เท่ากับ นายพลในสมัยปัจจุบัน (๒) เมื่อสิ้นพระชนม์ (๑๔๑๗) โอรสนามว่า ฟะ (Fah) ทรงตั้งยศให้ในภายหลังว่า กิงจงวั่งตี่ (King-tchoang Hoang-ti) จักรพรรดิกิงจง



๔๔ แก้แค้น จักรพรรดิอี้สูงปฏิเสธมา พระองค์ยังตั้งชื่อรัชสมัยของพระองค์กับชื่อของอาณาจักรตาลีตามชื่อของราชวงศ์ของพระองค์ด้วย เพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่จักรพรรดิจีน บรรดาแว่นแคว้นทางตอนใต้ของยูนนานที่ถูกขุนนางจีนที่เข้ามายึดครองประเทศอานนาม(๑) (ญวน) กดขี่ข่มเหงและไม่สามารถจะต่อสู้ต้านทานได้ก็พากันเข้ามาอ่อนน้อมขอขึ้นต่อพระองค์ ความเจริญรุ่งเรืองของพระเจ้าชีล่งตลอดจนทีท่าอันไม่น่าไว้วางใจของกษัตริย์ยูนนานองค์นี้ ทำให้ราชสำนักจักรพรรดิรู้สึกวิตกเป็นอันมาก ดังนั้จึงมีผู้เสนอให้จักรพรรดิรีบปรับปรุงสภาพการณ์ระหว่างประเทศเสีย ในโอกาสที่พระเจ้าชีล่งจัดพิธีฝังพระศพพระบิดาของพระองค์ จักรพรรดิทรงตกลงพระทัยส่งราชทูตจีนไปช่วยในงานพิธีครั้งนี้เพื่อให้ปรากฏเกียรติยศแก่พระเจ้าชีล่ง และพร้อมกันนั้นก็ให้มอบตราตั้งแก่พระองค์ด้วย การดำเนินการของจักรพรรดิจีนทั้งนี้นับว่าเป็นโอกาสอันเหมาะเพราะว่ามีผู้ทราบว่าพระเจ้าชีล่งกำลังจะประกาศสงครามกับจีนอยู่แล้ว (๑๔๐๕) เมื่อการเป็นเช่นนี้ พระเจ้าชีล่งจึงทรงนำกองทัพกอร์ปด้วยรี้พลจำนวนมากไปตั้งอยู่หน้าเมืองเกียวจี (Kiao-tchi) ซึ่งเป็นเมืองในอาณาจักรญวน (Annam) แต่ถูกจีนยึดครองอยู่ แม่ทัพชื่อ ไสสี(Ts'ai - si) ซึ่งบัญชาการทัพพระจักรพรรดิในเมืองนั้นต่อต้านอยู่ประมาณ ๒ เดือน เมื่อเห็นว่าจะต่อสู้ไปไม่ไหวก็พยายามจะหนีออกแต่ไม่สำเร็จจึงต้องเสียเมืองให้แก่พระเจ้าชีล่ง กษัตริย์ยูนนานที่ชนพวกนั้นเรียกว่าชนป่าเถื่อน ไสสีได้กระโจนลงไปในแม่น้ำและจมน้ำตาย เมืองนี้จึงถูกกองทัพพระเจ้าชีล่งยึดและทำลาย การเข้าล้อมเมืองครั้งนี้ชาวจีนต้องเสียชีวิตมากกว่าสี่หมื่นคน พ.ศ.๑๔๐๙ พระเจ้าชีล่งเสด็จกลับบ้านเมืองพร้อมด้วยชัยชนะ ทรงส่งขุนนางคนหนึ่งชื่อตงเฉง(Toung-tch'eng) ถือหนังสือราชการไปให้แก่ผู้ครองมณฑลเสฉวน แต่ขุนนางผู้ถือหนังสือถูกจับขังคุกเนื่องจากไม่ยอมคู้เข่าลงเจรจาด้วยเจ้าเมือง แต่เนื่องจากจักรพรรดิอี้สูงทรงมีอุปนิสัยเมตตากรุณาและเคร่งครัดในการบุญการกุศล พระองค์ฝักใฝ่คบหาสมาคมกับพระสงฆ์ในพุทธศาสนายิ่งกว่ากับทแกล้วทหาร จึงให้ถอดเจ้าผู้ครองเสฉวน

(๑) ครั้งนั้นแว่นแคว้นญวนตั้งเป็นอาณาจักรตังเกียและดินแดนส่วนหนึ่งของโคชินไชนา ประเทศนี้ขึ้นต่อจีนมีเมืองหลวงชื่อเกียวจี (Kiao - tchi) ปัจจุบันเมืองหลวงชื่อ ฮานอย

๔๕ ออกจากตำแหน่ง และให้ปลดปล่อยขุนนางของพระเจ้าชีล่งซึ่งถูกขังคุกอยู่นั้นออกพร้อมกับจัดขบวนเกียรติยศนำไปส่งจนถึงบ้านเมือง พ.ศ.๑๔๑๒กษัตริย์ยูนนานได้ส่งราชทูตผู้หนึ่งไปยังราชสำนักพระจักรพรรดิ เป็นการแสดงความกตเวทีต่อการกระทำอันกอปร์ด้วยความเที่ยงธรรมครั้งนี้ แต่ทว่าราชทูตไม่สามารถจะผ่านด่านชายแดน อันเต็มไปด้วยทุรกันดารของมณฑลเสฉวนไปได้จึงถูกหลีชีอ๋อง (Li Chi-Ouang) จับและประหารชีวิตเสีย หลีชีอ๋องผู้นี้เป็นผู้คุมกองทหารจีนและเป็นศัตรูโดยส่วนพระองค์กับกษัตริย์ยูนนานอยู่ พระเจ้าชีล่งทรงขัดเคืองพระทัยเป็นยิ่งนัก จึงยกทัพเข้าบุกมณฑลเสฉวน (๑) (๑๔๑๕) เหตุการณ์ที่มีเล่าไว้ในตำนานมีดังต่อไปนี้ พระเจ้าชีล่งมาตั้งพักทหารอยู่หน้าเมืองสีฉวน (Si-tchouen) ในมณฑลเสฉวนในขณะนั้นพระองค์มีที่ปรึกษาเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนาผู้ฉลาดปราดเปรื่องอย่างยิ่ง องค์หนึ่งชื่อสงมู่ (Ts'oung-mouh) ท่านผู้นี้เป็นที่วางพระทัยของพระเจ้าแผ่นดินมาก ทั้งยังมีอำนาจสั่งการงานเป็นที่เชื่อถือแก่พระราชวงศ์ของพระเจ้าชีล่งด้วย แต่พระภิกษุสงมู่ได้แสดงความทรยศ โดยพยายามเข้าข่มขืนนางสนมคนหนึ่งของพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าชีล่งซึ่งทรงเชื่อมั่นในอัธยาศัยซื่อสัตย์สุจริตของที่ปรึกษาผู้นี้ จึงตรัสตอบแก่นางสนมซึ่งมากราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบว่า "ถ้าหากสงมู่เข้ามาพูดจาแทะโลมด้วย เจ้าจงแอบกลัดผีเสื้อทำด้วยผ้าตัวนี้ตรงจีวรท่านไว้อย่าให้ท่านรู้ ในวันพรุ่งนี้ถ้าท่านไปที่ค่ายเราก็จะเห็นสัญญลักษณ์อันแสดงถึงความเป็นศัตรูกับเรานี้" ที่ปรึกษาผู้ทุศีลได้เข้าหานางสนมผู้นี้อีกครั้งหนึ่ง นางใจร้ายจึงลอบกลัดผีเสื้อตัวนั้นบนจีวรครั้นรุ่งขึ้นเช้าพระภิกษุได้เข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินหาทราบไม่ว่ามีผีเสื้ออันเป็นเครื่องหมายส่อเจตนากระทำผิดซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ติดอยู่ พระเจ้าชีล่งทอดพระเนตรเห็นผีเสื้อก็ทรงพิโรธ จึงรับส่งให้นำสงมู่ไปประหารชีวิต พระภิกษุผู้กระทำผิดยอมรับคำพิพากษาด้วยจิตใจของนักบุญแต่เพชฌฆาตไม่สามารถ

(๑) ดูหนังสือ ทงเกียนกังมู้ (T'oung-kian Kang-mou)


๔๖ ใช้ดาบตัดศีรษะให้ขาดออกได้ด้วยพุทธานุภาพยังคุ้มครองอยู่ นอกจากจะเลื่อยออกด้วยฟ่อนหญ้าใหญ่ซึ่งเก็บมาจากภูเขาเทียน คำพูดของท่านปรากฏว่าเป็นความจริง เมื่อได้พยายามจะประหารชีวิตหลายครั้งหลายหนแต่ไม่สำเร็จ อาวุธที่ใช้ตัดศีรษะนั้นกลับแหว่งไปไม่อาจทำร้ายได้ พระเจ้าชีล่งจึงตรัสให้ปฏิบัติตามคำของสงมู่ในที่สุดสงมู่ก็ถึงแก่มรณภาพ ตั้งแต่พระองค์ยาตราทัพเข้าสู่มณฑลเสฉวน ก็สามารถยึดหัวเมืองต่าง ๆ ได้เป็นอันมาก และได้ยกเข้าไปจนถึงเมืองเจ็งตูฟู ครั้นได้เข้าสู้รบกับกองทัพจีนอันมีกำลังมากกว่าและมี เกาเผียน (Kao-p'ien) เป็นแม่ทัพ พระองค์กลับต้องสู้พลางถอยพลาง พระเจ้าชีล่งสวรรคตในเดือนที่สองของ พ.ศ. ๑๔๒๑ ภายหลังที่ราษฎรต้องเหนื่อยยากตรากตรำจากการสงครามที่เกิดขึ้นไม่ขาดระยะ บ้านเมืองหลายแห่งประสบความพินาศเนื่องจากการสงครามกับประเทศจีน โอรสทรงนามว่า ล่งชุน (Loung-chun) หรือเรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า ฟะ (Fah) ได้สืบราชสมบัติต่อมา ทรงมีพระชนม์ ๑๗ ปี เนื่องจากพระองค์ไม่มีนโยบายทำสงครามเช่นกับพระบิดา จึงทรงปล่อยการบริหารบ้านเมืองให้อยู่ในอำนาจของเสนาบดี กรณียกิจขั้นแรกของพระองค์ก็คือ ทำความตกลงทางสันติภาพกับแว่นแคว้นเพื่อนบ้านซึ่งมีกำลังเข้มแข็งชื่อ อี้จง (๑) (Hi-tsoung) นับแต่นั้นมาบ้านเมืองก็มีความผาสุกปลอดภัย กษัตริย์ผู้เยาว์พระองค์นี้ทรงหลงระเริงในความสนุกเพลิดเพลินเป็นอันมาก พ.ศ. ๑๔๒๓ พระเจ้าล่งชุนมีราชสาส์นไปถึงพระจักรพรรดิ ทาบทามที่จะเป็นไมตรีทัดเทียมกันด้วยการขอเจ้าหญิงจีนมาอภิเษกด้วย พระจักรพรรดิทรงตกลงและเลือกหญิงสาวในราชสำนักคนหนึ่งตั้งชื่อเสียใหม่ว่าอันหัวจาง (An-hoa-tchang) และส่งญาติของนางมาด้วยคนหนึ่งชื่อ หลีกุยเนียน (Li Kouei-nien) เพื่อให้เป็นญาติผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง พระเจ้าล่งชุนมีพระทัยโสมนัสเป็นอันมากเมื่อทราบว่าพระจักรพรรดิประทานเจ้าหญิงตามพระทัยปรารถนา จึงส่งเสนาบดีสามคนชื่อ เจาล่งเม ยังกีควน และตวนอี้จง (Tchao Loung. mei ; Yang Ki-k'ouen ; Touan I-tsoung) ไปขอบพระทัยพระจักรพรรดิกับถวายราชบรรณาการเป็นอันมาก และให้ร่วมเดินทางมากับราชินีในอนาคตของพระองค์ด้วย (๑) จักรพรรดิจีน นามรัชกาลของพระองค์คือ เหียนทง (Hien-t'oung)


๔๗

ครั้นนายพล เกาฝิง (Kao-p'ing) ได้ทราบข่าวว่าเสนาบดีทั้งสามเดินทางเข้าประเทศจีนก็เขียนใบบอกกราบทูลพระจักรพรรดิว่า เสนาบดีทั้งสามซึ่งกำลังเดินทางมาเฝ้าพระจักรพรรดินั้นเป็นผู้มีความสามารถในการปกครองบ้านเมือง ถ้าประเทศยูนนานขาดเสนาบดีทั้งสามนี้ พระเจ้าล่งชุนกษัตริย์ผู้อ่อนแอและไร้ความสามารถจะสิ้นอำนาจในการปกครองประเทศโดยทันที ฉะนั้นขอให้พระจักรพรรดิทรงหาวิธีอันแยบคายที่จำกำจัดเสนาบดีทั้งสามนี้เสีย เพื่อทำลายกำลังต่อต้านของเจ้านกกระจิบป่าซึ่งหาญจะทำตัวทัดเทียมพระจักรพรรดิโดยหาความเคารพมิได้ จักรพรรดิเจาจง (Tchao-tsoung) ทรงเห็นชอบกับนโยบายนี้จึงให้ฆ่าเสนาบดีทั้งสามคนโดยวิธีลอบโรยยาพิษลงในถ้วยเครื่องดื่ม ภายหลังการทรยศ การอภิเษกตามที่กำหนดแผนการไว้ก็ล้มเหลว พระเจ้าล่งชุนก็ทรงไร้สติปัญญา และสิ้นหนทางที่จะลงโทษผู้พิฆาตเสนาบดีของพระองค์ ทั้งทรงขาดขุนนางผู้สามารถในการปกครองอาณาจักรอีกด้วย จึงหันไปหมกมุ่นเพลิดเพลินแต่กับสตรี กิจการบ้านเมืองเสื่อมลงทุกที บรรดาราษฎรซึ่งเกลียดชังและถูกกดขี่อย่างทาสก็คบคิดกันเป็นกบฏ ถึงกับพระเจ้าล่งชุนถูกเสนาบดีคนหนึ่งชื่อ ยังติง (Yang-ting) ลอบปลงพระชนม์ เมื่อ พ.ศ. ๑๔๔๐พระองค์ครองราชย์เป็นเวลา ๒๐ ปี โอรสทรงนามว่า ชุนหัวจิง (Chun Hoa-tching) ชนมายุ ๒๑ ปี สืบราชบัลลังก์ต่อมา ในปีรุ่งขึ้น(๑๔๔๑) กษัตริย์องค์ใหม่ได้ประกาศการทรงราชย์ไปยังจักรพรรดิจีน จักรพรรดิเจาจง (Tchao-tsoung) ทรงเตรียมการรับรองข้อประกาศนั้น แต่เมื่อขุนนางของพระองค์คนหนึ่งชื่อ อ้วงเกียน (Ouang-kien) ตั้งข้อสังเกตขึ้นว่ากษัตริย์ผู้เยาว์องค์ใหม่ยังมิได้มาอ่อนน้อมสามิภักดิ์ จักรพรรดิเจาจงจึงมิได้ให้จัดการตอบรับแต่อย่างใด พ.ศ. ๑๔๔๒ กษัตริย์ยูนนานทรงแก้แค้นผู้ที่ปลงพระชนม์พระบิดาของพระองค์โดยให้ประหารชีวิตคนในตระกูลของยังติงทั้งสิ้น



๔๘

ในจดหมายเหตุมิได้มีกล่าวถึงการพันธไมตรีกับราชสำนักจีนในระยะต่อมาเลยเพียงแต่กล่าวว่า กษัตริย์องค์ นี้มีความละโมบเหี้ยมโหดเสเพลในทางสตรี ระหว่างที่ครองอำนาจในระยะ ๒ - ๓ ปีนั้น ได้ก่อศัตรูเป็นจำนวนมาก พระองค์สวรรคตใน พ.ศ. ๑๔๔๖ ทิ้งความยุ่งยากอันใหญ่หลวงให้แก่บ้านเมือง หนังสือ นันเจา เยซิ กล่าวว่า พระองค์มีโอรสชนมายุ ๘ เดือน บ้านเมืองจึงตกอยู่ในอำนาจของเสนาบดี เจ็งไมสื (Tcheng Mai-sze) ผู้มักใหญ่ใฝ่สูงและไร้มารยาท ต่อมาเสนาบดีผู้นี้ได้ปลงพระชนม์มเหสีและพระญาติวงศ์ของพระเจ้าชุนหัวจิงหมดสิ้น แล้วยึดอำนาจทั้งปวงไว้ ดังนั้นราชตระกูลมงซี (Moung-chi) ซึ่งปกครองประเทศยูนนานมาเป็นเวลานาน ประมาณ ๘ ศตวรรษ ก็สุดสิ้นลง การชิงราชบัลลังก์ยูนนาน เจ็งไมสือ(๑) เมื่อชิงราชบัลลังก์ มีอายุได้ ๔๒ ปี (๑๔๔๖) ระหว่างนั้นแว่นแคว้นต่าง ๆ พากันเป็นกบฏแข็งเมือง ทั่วประเทศเกิดจลาจลวุ่นวาย อย่างไรก็ตามเจ็งไมสืก็พยายามจัดระเบียบงานบ้านเมืองขึ้นใหม่และสถาปนาตนเองเป็นตำแหน่งตาจางโหโก๊ะ (๒) (Ta-tchang-ho-kuoh) กับตั้งราชสำนักขึ้นที่เมืองตาลีใน พ.ศ. ๑๔๕๑ ได้ให้สร้างวัดใหญ่ประดับตกแต่งอย่างวิจิตรพิสดารขึ้นวัดหนึ่ง และให้ประดิษฐานพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ขนาดเล็กไว้ในวัดนี้เป็นจำนวนถึงหมื่นองค์ เพื่อเป็นการบรรเทาบาปกรรมที่ได้ทำลายราชวงศ์มงซี ตลอดรัชกาลนี้ไม่ปรากฏเหตุการณ์สำคัญใด ๆ อีก เจ็งไมสืสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. ๑๔๕๔มีโอรสชนมายุ ๒๒ ปี ทรงนามว่า เจ็งเยนมิน (Tcheng Jen-min) (๑) เราพูดถึงเจ็งไมสืมาก่อนตอนที่เจ็งไมสืขับไล่เชื้อพระวงศ์องค์สุดท้ายของราชวงศ์มงซีแล้วเข้าครอบครองอำนาจแทน เจ็งไมสืเป็นข้าราชการชาวจีนประจำเยิงเจียว (Youeh-tcheou) (เสฉวน)มาก่อน แต่เนื่องด้วยมีความประพฤติไม่ดีจึงต้องถูกขับไล่จากมณฑลนี้ แล้วมาอยู่ในประเทศยูนนาน อาศัยอุปเท่ห์เล่ห์กลของตนก็ได้เข้ารับราชการในรัชกาลพระเจ้าล่งชุน ต่อมาได้เป็นเสนาบดีรัชกาลพระเจ้าชุนหัว (Chun hoa) โอรสพระเจ้าล่งชุน (๒) อาณาจักรอันมีความเจริญร่วมกัน



๔๙ ในครั้งนั้นประเทศจีนกำลังประสบความยุ่งยากอย่างหนัก ด้วยราชวงศ์ถัง (T'ang) ต้องตกอยู่ในอำนาจทหารผู้มักใหญ่ใฝ่สูงคนหนึ่งชื่อ จูอ้วน (๑) (Tchou-ouen) จูอ้วนได้ลอบปลงพระชนม์จักรพรรดิ เจ้าเสี้ยน (Tchao-siouen) ในพ.ศ. ๑๔๕๕ แล้วขึ้นครองอำนาจอย่างเจ้าผู้ครองนคร บรรดาเจ้าเมืองของแว่นแคว้นที่ส่งเครื่องราชบรรณาการก็พากันประกาศอิสรภาพ การปกครองบ้านเมืองจึงยุ่งเหยิงอยู่เฉพาะส่วนกลางไม่มีโอกาสควบคุมดูแลไปถึงดินแดนห่างไกลได้ พระเจ้าเจ็งเยนมินโอรสของทรราชยูนนานมีความขัดเคืองทหารในกองทัพของเจ้าผู้ครองมณฑลเสฉวน ซึ่งประกาศเอกราชในคราวที่ราชวงศ์ถังสิ้นอำนาจ เจ้าผู้นี้มักกดขี่ข่มเหงราษฎร จึงเข้าโจมตีมณฑลนี้แต่ก็แพ้ การสงครามในครั้งนี้ พระเจ้าเจ็งเยนมินต้องเสียชีวิตทหารผู้มีฝีมือหลายพันคน ในระยะเวลา ๑๖ ปีที่โอรสของทรราชครองอำนาจนั้น มีผู้กล่าวว่ากรณียกิจที่เจ้าองค์นี้ปฏิบัติล้วนสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาราษฎรทั้งสิ้น ต่อมาพระองค์ประชวรโรคหูหนวกอย่างร้ายแรงถึงกับวิกลจริตไปชั่วระยะหนึ่ง และเป็นเหตุให้มีนิสัยโหดร้ายและมักบันดาลโทสะ พระองค์สิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. ๑๔๖๙ ข้าราชการจึงประสบความเดือดร้อนยิ่งนัก โอรสทรงนามว่าเจ็งลงตัน (Tcheng Loung-tan) ขึ้นครองราชย์ต่อมา แต่ครองได้ไม่ถึงปี เจ้ามิงจง (๒) (Ming-tsoung) ซึ่งเป็นเสียตู้สี (๓) (Tsieh-tou-sze) แห่งตุงชวน (Toung-tchouen)เรียกกันทั่วไปว่าหยางกันเจ็ง (Yang Kan-tcheng) ได้กลับมาปลงพระชนม์เจ็งลงตันเสียพร้อมกับประกาศพระองค์เป็นกษัตริย์แห่งประเทศยูนนาน ประวัติศาสตร์กล่าวว่ามารดาของพระเจ้าหยางกันเจ็ง ชื่อนางมีหลู (Mi-Louh) มีรูปโฉมสคราญมากจนพระเจ้าล่งชุนเกิดความเสน่หารักใคร่ เนื่องด้วยราชประเพณีขวางกั้นอยู่ และนางเป็นผู้มาจากตระกูลต่ำพระองค์จึงไม่อาจอภิเษกในราชสำนักได้ ดังนั้นการอภิเษกจึงกระทำ ณ บ้านชาวประมงคนหนึ่ง

(๑) ขึ้นครองราชย์ทรงนามว่า เหลียงไท้ซู (Liang.-t'ai tsou) รัชกาลนี้ปกครองบ้านเมือง ๖ ปี (๒) แห่งราชวงศ์เหียวถัง (Heou - T'ang) (๓) ขุนนางตำแหน่งพิเศษทำหน้าที่ควบคุมการคลังประจำมณฑล กับเป็นผู้อำนวยการใน กิจการทั่วไป



๕๐ ไม่กี่เดือนภายหลังการอภิเษกนางก็ให้กำเนิดทารกคนหนึ่งเรียกกันว่า หยาง (Yang) ซึ่งเป็นแซ่ประจำตระกูล และต่อมาจึงมีนามเรียกต่อจากชื่อสกุลว่า กันเจง ปีต่อมาได้เกิดทารกอีกคนหนึ่งและให้ชื่อว่า หยางเจา (Yang-tchao) มีนิทานเล่าเพิ่มเติมต่อไปอีกคือ "วันหนึ่งบิดาของหยางเจาไปหาปลาพร้อมด้วยบุตรชายชื่อกันเจ็ง ขณะที่นั่งอยู่ข้างหลังบิดาทางท้ายเรือเด็กน้อยได้เห็นภาพ ๆ หนึ่งสวยงามอย่างยิ่งปรากฏขึ้นในน้ำ ภาพนั้นเป็นภาพคนแต่งกายด้วยเสื้อคลุมยาวขลิบชายอย่างวิจิตร และมีลายปักด้วยดิ้นทอง และเพชรพลอยเป็นรูปมังกรส่องประกายวูบวาบ ศีรษะสวมมงกุฎแสดงว่าเป็นกษัตริย์ เด็กน้อยรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งจึงเรียกบิดาให้มองดูภาพที่มองเห็นในน้ำนั้น หยางจึงทราบว่าที่เห็นนั้นคือบุตรชายของตนจึงทำนายว่าต่อไปบุตรชายผู้นี้จะได้อยู่ในฐานะอันสูงศักดิ์ คำทำนายนั้นปรากฏในเวลาต่อมาว่าเป็นความจริง คือได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินในเวลาต่อมา" กษัตริย์องค์ใหม่นี้ทรงเย่อหยิ่งและละโมบในยศศักดิ์มากถึงกับตั้งพระองค์เองเป็นจักรพรรดิและตั้งนามประเทศเสียใหม่ว่า ต้าเทียนหิงโก๊ะ (๑) (Ta-'tien Hing-khoh) มีข้อความกล่าวไว้ในจดหมายเหตุว่ากษัตริย์ผู้โชคดีองค์นี้มีเชื้อสายมาจากตระกูลยากจนวันหนึ่งพระองค์เข้าไปหาฟืนในป่า ครั้นเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าก็ล้มตัวนอนหลับไปและฝันว่าเทพบุตรองค์หนึ่งเหาะลงมาจากก้อนเมฆ แล้วมอบฟืนอย่างดีที่สุดให้ ๑๐ มัด เมื่อตื่นขึ้นก็เห็นกองฟืนอยู่ตรงหน้า เมื่อกลับจากป่าก็เล่าเรื่องราวที่ได้ฝันให้มารดาฟัง ตอนแรกมารดาไม่ยอมเชื่อ แต่เมื่อบุตรชายให้ไปดูตรงสถานที่นั้น เมื่อเห็นข้อเท็จจริงด้วยตาตนเองจึงยอมเชื่อ บรรดามิตรสหายของพระองค์พิเคราะห์เห็นว่าปรากฏการณ์ครั้งนี้เป็นเสมือนคำทำนายอนาคตของพระองค์ ต่อจากนั้นพระองค์ก็รีบไปสมัครเข้ารับราชการ และได้ปฏิบัติงานด้วยความสามารถจนเป็นที่โปรดปรานและเป็นที่พิศวงแก่ผู้ร่วมงาน มีเรื่องเล่าในนิทานอีกว่าในระหว่างการเดินทางไปราชการครั้งหนึ่ง มีลูกอุกกาบาตตกลงมาและแตกออกเป็นสองเสี่ยง (๑) "ราชอาณาจักรรุ่งเรืองภายใต้สวรรค์พิภพอันยิ่งใหญ่" เป็นยศศักดิ์ที่แสดงถึงความเห่อยศตั้งขึ้นเมื่อครั้งลูกอุกกาบาตตกลงมาตรงเท้า แล้วมองเห็นเป็นตัวอักษรสีแดงอ่านได้ว่าตนจะได้เป็นจักรพรรดิ ความหมายอันแท้จริงของตำแหน่งนี้ก็คือ "ได้รับการแต่งตั้งและคุ้มครองจากสวรรค์แล้ว ข้าพเจ้าไม่เกรงกลัวผู้ใดเลย" ๕๑

ในด้านหนึ่งของซีกลูกอุกกาบาตนั้นมีข้อความเขียนเป็นตัวอักษรสีแดงอ่านได้ว่า พระองค์จะได้เป็นจักรพรรดิ ในไม่ช้า ข้อความทำนายก็กลายเป็นข่าวเล่าลือกันทั่วไป หยางกันเจ็งเชื่อถือไสยศาสตร์เช่นเดียวกับราษฎรทั้งปวงก็ให้ลอบปลงพระชนม์เจ็งลงตันเสีย แล้วยกเจาเช็นจิง (Tchao Chen-tching) ขึ้นครองราชบัลลังก์แทน พ.ศ. ๑๔๗๓ กษัตริย์พระองค์ใหม่ลืมคุณงามความดีที่หยางกันเจ็งได้ช่วยเหลือให้ครองราชย์ กับยังแสดงความเฉยเมยไม่นำพาอะไรอีกด้วย ทำให้หยางไม่พอใจในความประพฤติทั้งนี้ ทั้งไม่พอใจที่พระเจ้าเจาเช็นจิงสถาปนาพระองค์เองเป็นถึงจักรพรรดิหยางจึงให้เรียกประชุมราชปุโรหิตใหญ่ของแผ่นดินและขอร้องให้ขับไล่ เจาเช็นจิง ออกจากราชสมบัติ เจาเช็นจิงจึงต้องสละอำนาจด้วยเกรงว่า จะเกิดจลาจลวุ่นวายในแผ่นดิน หยางกันเจ็งจึงขึ้นครองราชสมบัติและตั้งนามราชวงศ์ของพระองค์ขึ้นใหม่เป็น ตาอีนิงโก๊ะ (๑) (Ta- i-ning-kouh) กษัตริย์ผู้ชิงราชย์องค์นี้เป็นชาวมณฑลเสฉวนโดยกำเนิด พระองค์เป็นโอรสนอกเศวตฉัตรของพระเจ้าล่งชุน ระหว่างรัชสมัยของพระเจ้าเม็งไมสื พระองค์ได้ปฏิบัติราชการอยู่กับเต็งจวนเจียว (Teng-tchouen Tcheou) เมื่อขึ้นครองราชสมบัตินั้นตรงกับปลาย พ.ศ. ๑๔๗๓ แต่การปกครองบ้านเมืองของพระองค์มักกดขี่ราษฎร จึงเป็นที่เกลียดชังแก่ขุนนางข้าราชการและประชาราษฎร ต่อไปนี้ เป็นเหตุการณ์บางประการ ซึ่งเกิดขึ้นในระยะที่พระเจ้าหยางกันเจงสิ้นอำนาจ มีราชวงศ์ใหม่อีกราชวงศ์หนึ่ง คือ ราชวงศ์ตาลีตั้งขึ้นแทน บรรดานักเขียนพงศาวดารและหนังสือ นานเจาเยชิ เล่าไว้ว่า ตวนสีปู (Touan Tsze-pou) ไม่เคยมีบิดาเลย วันหนึ่งมารดาของเขาโดยสารเรือข้ามแม่น้ำ ทันใดนั้นไม่ท่อนหนึ่งลอยมาปะทะกับเรือโดยแรง จึงเกิดอลหม่านกันขึ้น ในหมู่ผู้โดยสาร


(๑) "ราชอาณาจักรอันเงียบสงบและใหญ่ยิ่งด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม" เมื่อจะสถาปนาตำแหน่งนี้ พระองค์ได้ตรัสว่าความสุจริตเที่ยงธรรมอันใหญ่ยิ่งของพระองค์เป็นเครื่องสันติภาพและความสงบสุขแห่งราชอาณาจักร



๕๒

ซึ่งประสบเหตุการณ์อันร้ายแรงนั้น ในขณะที่เกิดเหตุนี้ นางตวนกำลังครุ่นคิดถึงสามีผู้ล่วงลับของนางอยู่ก็ตั้งครรภ์ขึ้นมาและคลอดทารกฝาแฝดชายทั้งคู่ ซึ่งนางตั้งชื่อว่า ตวนเสปิง (T'euan Sze-p'ing) กับตวนเสเหลียง ( Y'ouan Sze-liang) พี่ชายคนโตนั้นได้แสดงความสามารถเป็นที่ประจักษ์ตั้งแต่วัยเยาว์แล้ว ว่าสามารถทั้งในด้านการปกครองบังคับบัญชาและในเชิงฝีมือแห่งนักรบ ซึ่งทำให้เชื่อแน่ว่ากาลต่อไปเขาสมควรแก่ตำแหน่งผู้บังคับบัญชาการกองทัพแห่งแคว้นทีเดียว วันหนึ่ง เขาไปเดินเที่ยวเล่นบนภูเขา แล้วเข้าไปในวัด ๆ หนึ่งแล้วขอให้พระภิกษุรูปหนึ่งช่วยตรวจดวงชาตาให้ พระรูปนั้นตรวจดูแล้วเห็นว่า เป็นดวงชาตาที่สูงเกินสำหรับชายหนุ่มผู้นี้ ก็เข้าใจว่าอาจจะบวกลบคูณหารผิดไป จึงทบทวนตรวจใหม่ถึงสามครั้งสามครา แต่ก็ปรากฎผลเป็นอย่างเดียวกันหมด ครั้นแล้วจึงทำนายว่า วันหนึ่งนายทหารหนุ่มผู้นี้จะได้เป็นกษัตริย์แห่งประเทศยูนนาน ขณะนั้น หยางเจา อนุชาของพระเจ้าหยางกันเจ็งได้ยินข้อทำนายของพระภิกษุรูปนี้อยู่ด้วยก็วิตกถึงราชบัลลังก์ ซึ่งพระเชษฐาของพระองค์ครองอยู่ จึงตัดสินใจลอบฆ่าตวนเสีย ฝ่ายตวนก็รู้สึกว่าตนถูกสะกดรอยติดตามอยู่หลายวัน จึงหลบหนีขึ้นบนภูเขาลูกหนึ่งแล้วซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ เขาเกือบจะต้องเผชิญกับมฤตยูในถ้ำนี้เสียเป็นแน่แท้ ถ้าหากว่าไม่มีแมลงมุมตัวหนึ่งเข้ามาชักใยขวางปากถ้ำเสียโดยทันที ซึ่งทำให้ศัตรูผู้คอยติดตามล้างชีวิตมิได้เฉลียวใจว่าจะมีคนอยู่ภายในถ้ำนั้น ครั้นอันตรายผ่านไป ตวนก็ออกจากที่ซ่อนแล้วคอยเวลาอยู่สองสามวัน เพื่อให้จิตใจที่กระวนกระวาย เนื่องด้วยคำทำนายของพระรูปนั้นค่อย ๆ สงบลง ฝ่ายพระเจ้าหยางกันเจ็งเมื่อกลับคืนความรู้สึกเป็นปกติแล้ว ทั้งยังมั่นใจในดาวประจำตัวของพระองค์อยู่ก็กลับขบขันในความหวั่นกลัวของอนุชาและเพื่อที่จะแสดงให้ประชาราษฎรเห็นว่าพระองค์ไม่หวาดหวั่นต่อคำทำนายของพระภิกษุรูปนั้นเลยแม้แต่น้อย จึงทรงแต่งตั้งตวนให้มีตำแหน่ง เสียตู้สี(Tsieh-tou-sze) แห่งทงไฮ (๑) (T'oung - hai)

(๑) ปัจจุบันนี้เมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของมณฑลลินหงัน (Lin-ngan)



๕๓

ตอนแรกตวนปฏิเสธไม่ยอมรับตำแหน่งอันสูงนี้ แต่ต่อมาเสียคำอ้อนวอนของมิตรสหายไม่ได้จึงยอมรับ ครั้นตวนเข้ารับงานในตำแหน่งนี้ได้ไม่นาน พระเจ้าหยางกันเจ็งซึ่งทรงจำนนต่อคำรบเร้าของอนุชากับที่ปรึกษาทั้งปวงที่เฝ้าเพ็ดทูลถึงภัยอันจะเกิดแต่ตวน บุคคลผู้น่าเกรงขามสำหรับราชบัลลังก์ผู้นี้จึงทรงตัดสินพระทัยเรียกตวนให้เข้ามารับราชการใกล้ชิดพระองค์ พร้อมกันนั้นก็เตรียมการที่จะกำจัดตวนเสีย ถ้าหากว่าตวนไม่สามารถปฏิบัติราชการตามที่มอบหมายให้เป็นที่พอพระทัย (๑๔๗๙) ฝ่ายตวนเมื่อได้ล่วงรู้ถึงกลอุบาย ซึ่งมีผู้เตรียมไว้จัดการกับตนประกอบกับรู้สึกเหน็ดเหนื่อยต่อเรื่องร้องทุกข์ของราษฎรที่มีมากขึ้นทุกวัน จึงออกเดินทางจากตุงไฮด้วยชุดเครื่องแต่งกายอย่างชาวนาพร้อมด้วยน้องชายกับเพื่อนคนหนึ่งชื่อ ตงเกียโล่ (Toung-kia-lo) คนทั้งสามเดินทางมาทางเมืองยูนนานเซง (Yun-nan-seng) แล้วส่งคนสอดแนมไปยังหัวหน้าชนเผ่าพื้นเมือง ๓๗ ตำบล พร้อมกับยอมรับอาสาช่วยปัดเป่าความเดือดร้อนทั้งปวงที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ตวนและสหายเดินทางผ่านไปนั้น ณ ร้านขายอาหารแห่งหนึ่งซึ่งคนทั้งสามแวะเข้าไปพักในคืนวันหนึ่ง ตวนสังเกตเห็นว่าตรงมุมหนึ่งของห้องมีหอกเก่า ๆ เล่มหนึ่ง พ่อค้าหาบเร่ทิ้งหอกเล่มนี้ไว้ให้เจ้าของร้านอาหารนี้เป็นการตอบแทนความเอื้อเฟื้อที่ได้รับ ตวนได้ขอแลกหอกเล่มนั้นกับสุนัขตัวหนึ่งของเขา เจ้าของโรงอาหารก็ยอมแลกด้วยความยินดี เพราะเห็นว่าสุนัขนั้นจะได้เฝ้าทรัพย์สมบัติได้เป็นอย่างดี วันรุ่งขึ้นคนทั้งสามก็มุ่งหน้าออกเดินทางไปทางทิศตะวันออกเมื่อเดินทางได้สัก ๒-๓ ลี้ ก็รู้สึกหิว จึงเก็บลูกสาลี่กินไปตามทาง บังเอิญบนเมล็ดผลไม้นี้เมล็ดหนึ่งมีรอยเน่าเป็นรูปอักษรสองตัวอ่านได้ว่า ซิง ตัวหนึ่งกับ ซี ตัวหนึ่ง(T'sing, Sih) ซึ่งมีความหมายว่า เดือนสิบสองวันที่ ๒๑ กำหนดวันที่อ่านจากเมล็ดสาลี่เป็นที่พิศวงใจแก่คนทั้งสามมาก เมื่อเดินทางต่อไปก็มาถึงเมืองเกียวสิงฟู (K'iouh-tsing fou) ซึ่งมีกองทัพของตำบลทั้ง ๓๗ แห่ง เกณฑ์กันมาชุมนุมกันที่นั่น ครั้นแล้วกองทัพก็ออกเดินทางมาสู่เมืองตาลี



๕๔ รายชื่อแขวงต่าง ๆ ซึ่งชนพื้นเมือง ๓๗ เผ่าครอบครองอยู่ทางภาคตะวันออกของอาณาจักรยูนนาน เมื่อศตวรรษที่ ๑๐

เลข สำเนียงไทยที่ถ่ายทอด สำเนียงฝรั่งเศสที่ถ่ายทอด ชื่อแขวงในสำเนียงไทย สำเนียงฝรั่งเศสที่ ที่ จากฝรั่งเศส จากจีน ที่ถ่ายทอดจากฝรั่งเศส ถ่ายทอดจากจีน

๑. ยินยวนปู Yin Youen pou ยวนเกียงเจียว Youen-kiang Tcheou ๒. หินลาปู Hin-lah pou โหสีเหียน Ho-si Hien ๓. สีโกปู Sih-go pou สีโกเหียน Sih-go Hien ๔. เกียวจุงปู K'ioueh-tchoung pou อามี่เจียว A-mi Tcheou ๕ คีจูเจาะปู K'i-tch'ou-tien pou ลินหงันฟู Lin-ngan Fou ๖. พวนคีโลกวงปู Poan-k'i-loh-k'ioung pou " " ๗. เตียยงเตียนปู Tieh-young-tien pou " " ๘. กวนเกยสืโท้ปู Kouan-kouei-szet'o pou " " ๙. อ้วงลงปู Ouang-loung pou ไคหัวฟู K'ai-hoa Fou ๑๐. เกียงเหียงซานปู Kiang-hien-san pou " " ๑๑. สืจงปู Sze-tsoung pou สืจงเหียน Sze-tsoung Hien ๑๒. มีเลปู Mi-leh pou มีเลเหียน Mi-leh Hien









๕๕

เลข สำเนียงไทยที่ถ่ายทอด สำเนียงฝรั่งเศสที่ถ่ายทอด ชื่อแขวงในสำเนียงไทย สำเนียงฝรั่งเศสที่ ที่ จากฝรั่งเศส จากจีน ที่ถ่ายทอดจากฝรั่งเศส ถ่ายทอดจากจีน ________________________________________________________________________________ ๑๓. กีชูปู Kih-chou pou มีเลเหียน Mi-leh Hien ๑๔. โปโงปู Po-ngoh pou " " ๑๕. เอ้ยโมปู Ouei-mo pou กวงสีเจียว Kouang-si Tcheou ๑๖. โลเฮียงปู Lo-hioung pou โล้ผิงเจียว Lo-p'ing Tcheou ๑๗. ล้าเกียวปู Lah-keou pou ม้าลงเจียว Ma-loung Tcheou ๑๘. โล้อ้วนปู Loh-ouen pou ลู่เลียงเจียว Louh-liang Tcheou ๑๙. โมมิปู Mo-mi pou เจนยี่เจียว Tchen-yih Tcheou ๒๐. เยนเต้ปู Jen-teh pou ซินเทียนเจียว Sin-t'ing Tcheou ๒๑. ยี่จูปู Yih-tsu pou โล้ฝิงเจียว Lo-p'ien Tcheou ๒๒. เกียงจงปู Kiang-tsoung pou โฮยางเหียน Ho-yang Hien ๒๓. ปูเฮียงปู Pou-hioung pou เกียงจวนเฮียน Kiang-tchouen Hien ๒๔. โลเกียปู Lo-kia pou " " ๒๕. ฮิวจีปู Hiu-tchi pou ซินหิงเจียว Sin-hing Tcheou ๒๖. โล้มงปู Loh-moung pou ลูนานเจียว Lou-nan Tcheou








๕๖

เลข สำเนียงไทยที่ถ่ายทอด สำเนียงฝรั่งเศสที่ถ่ายทอด ชื่อแขวงในสำเนียงไทย สำเนียงฝรั่งเศสที่ ที่ จากฝรั่งเศส จากจีน ที่ถ่ายทอดจากฝรั่งเศส ถ่ายทอดจากจีน __________________________________________________________________________________ ๒๗. มีชาปู Mi-cha pou ลูนานเจียว Lou-nan Tcheou ๒๘. ยี่ชีปู Yih-chi pou " " ๒๙. ยางเช็งเป้าปู Yang-tch'eng pao pou จินนิงเจียว Ts'in-ning Tcheou ๓๐. โล่ปู Lo -pou โล่สือเหียน Lo'tz'e Hien ๓๑. กันชิปู Kan-chi pou วู่ติงเจียว Wou-ting Tcheou ๓๒. โล่วู่ปู Lo-wou pou " " ๓๓ หัวจูปู Hoa- tchouh pou ยีเมนเหียน Yih-men Hien ๓๔. ฮุงลุ้งโล้กวนปู Houng-loung louh-kliouen pou ลู่กวนเหียน Lou-k'iouen Hien ๓๕. จางเกียวฟะกวยปู Tchang-ktiou-fah-k'oai pou " " ๓๖. ไปลูปู Pai-louh pou ซูฮวงฟู Ts'ou-hioung Fou ๓๗. เมียวตงปู Meou-t'oung pou โหขิงเจียว Hoh-khing Tcheou










๕๗

ประวัติศาสตร์มิได้กล่าวถึงจำนวนหรือการรวบรวมกองทัพครั้งนี้ แต่ทว่าคงจะเป็นกองทัพอันใหญ่ยิ่งทีเดียวถ้าหากจะพิจารณาถึงขอบเขตที่กองทัพนี้ตั้งอยู่ ครั้นรวบรวมกองทัพเรียบร้อยแล้ว ตวนสืหยิง (Touan Sze-ying) ก็ออกเดินทางในวันที่ ๒๑เดือน ๑๒ ตรงกับวันที่อ่านตัวอักษรมหัศจรรย์บนเมล็ดผลสาลี่นั้น เมื่อกองทัพยกมาถึงหน้าเมืองกิวเกียน ไม่ไกลจากเมืองตาลีนัก ก็จำเป็นต้องหยุดลงตั้งค่าย เนื่องจากทางที่จะผ่านต่อไปถูกกองทัพของหยางเจาอนุชาพระเจ้าหยางกันเจ็งสกัดกั้นไว้ ในตอนกลางคืนสืหยิงฝันเห็นคนศีรษะขาดคนหนึ่ง แจกันหยกหูหักใบหนึ่งกับถ้วยแตกอีกลูกหนึ่ง ครั้นรุ่งขึ้นเช้าจึงขอให้เพื่อน ๆ แก้ฝันให้ ตุงเกียโล้อธิบายว่า "เหล่านั้นเป็นตัวอักษรวิปริต ศีรษะขาด (คือ ไม่มีขีดเส้นตรงตัดเส้นขวางซึ่งสำคัญกว่า) คือท้องฟ้า คำ หยู (Yu) ไม่มีจุดข้างขวาคือ อ๋อง(เจ้า)ส่วนถ้วยแก้วแตกหมายถึง จะไม่รุ่งเรืองอีกแล้ว ภาพที่เห็นหมายถึงพระเจ้าหยางกันเจ็งซึ่งมีเกียรติยศขึ้นมาเพราะประชาราษฎร แต่จะถูกราษฎรทอดทิ้งและจะไม่มีผู้ใดสนับสนุนให้ได้ครองอำนาจอีก ครั้นแล้วก็จะพ้นจากตำแหน่ง" ในตอนเย็นวันเดียวกันนั้น ขณะที่ตวนเดินเที่ยวเล่นอยู่กับมิตรสหายได้พบหญิงผู้หนึ่งกำลังซักผ้าอยู่ ครั้นแล้วหญิงนั้นก็เดินมายังกลุ่มเพื่อน ๆ ของตวน แล้วพูดกับคนเหล่านั้นว่า "ถ้าท่านทำตามคำแนะนำของข้าพเจ้าไม่ช้าท่านก็ได้สถาปนาราชวงศ์ตาลี" ครั้นแล้วนางก็ชี้ทาง ๆ หนึ่งเป็นทางลัดแม่น้ำสำหรับกองทัพและม้าเดินไปได้ กองทัพจึงเดินไปตามทางที่หญิงผู้นั้นชี้ให้ กองทัพของหยางเจาจึงพ่ายแพ้ ตัวหยางเจาถูกจับเป็นเชลยและถูกตัดศีรษะ เมื่อพระเจ้าหยางกันเจ็งได้ทราบข่าวปราชัยก็ระลึกได้ว่า คำทำนายอันเป็นลางร้ายนั้นได้สำแดงผลโดยสมบูรณ์แล้ว พระองค์ได้พยายามต่อต้านเพื่อประวิงเวลาแห่งความล่มจมของพระองค์ไว้ แต่กลับถูกแม่ทัพนายกองทั้งปวงทอดทิ้งและถูกข้าศึกโจมตีเข้ามาทุกด้าน จนในที่สุดต้องเสียป้อมที่ยึดมั่นอยู่ เมืองตาลีก็แตก พระเจ้าหยางกันเจ็งหนีเล็ดลอดขึ้นไปอยู่บนภูเขา แต่ถูกชาวเมืองพบและจับตัวมามอบต่อตวนสืหยิง พระองค์สำนึกในความผิดที่กระทำไว้ จึงอ้อนวอนขอชีวิตพร้อมกับสละราชสมบัติให้ตวนสืหยิง ตวนสืหยิงอนุญาตให้พระเจ้าหยางกันเจ็งลี้ภัยอยู่ในวัดแห่งหนึ่ง แต่ต่อมาพระเจ้าหยางกันเจ็งได้ผูกพระศอสิ้นพระชนม์ในวัดนั้น เนื่องจากความกลุ้มพระทัย




๕๘

ราชวงศ์ตวน ตามบันทึกในจดหมายเหตุกล่าวว่าพระเจ้าตวนสืหยิงสืบเชื้อสายชั้นที่หกจากนายพลตวน ผู้ที่ได้ทำสงครามและทำลายกองทัพของพระ เจ้าพิโลโก๊ะถึงสองครั้งภายในปีเดียวพระเจ้าตวนสืหยิง เมื่อขึ้นครองราชสมบัติมีพระชนม์ ๔๔ ปี (๑๔๘๑) เมื่อขึ้นครองราชสมบัติแล้วก็พระราชทานปูนบำเหน็จรางวัลเป็นอันมาก ตลอดจนตั้งยศบรรดาศักดิ์แก่บรรดานายทัพนายกองและมิตรสหายผู้ได้ร่วมช่วยเหลือพระองค์ตลอดมา และเนื่องจากมีพระทัยมั่นคงในการประกอบศาสนกิจ จึงให้สร้างวัดสวยงามขึ้นหลายวัดกับพระพุทธรูปสัมฤทธิ์เป็นจำนวนมาก เพื่อเฉลิมฉลองในการที่บ้านเมืองได้รอดพ้นจากการจลาจลมาได้ ครั้นพระองค์สวรรคต (๑๔๘๘) โอรสทรงนามว่า ตวนสืหยิงก็สืบราชบัลลังก์ต่อมาแต่รัชกาลนี้ครองคราชย์ได้ไม่ถึงปี บ้านเมืองก็เกิดยุ่งยากระส่ำระสายอย่างหนัก เนื่องจากกษัตริย์องค์นี้ทรงประชวรด้วยโรคน้ำเหลืองพิการกับมีอุปนิสัยอ่อนแอปราศจากความเข้มแข็ง แต่ทรงพอพระทัยฝักใฝ่ในด้านศาสนายิ่งกว่าการเป็นกษัตริย์ปกครองบ้านเมืองซึ่งเป็นภารกิจอันหนักเกินไปสำหรับพระองค์ ดังนั้นจึงทรงเต็มพระมัยสละราชสมบัติให้แก่ตวนสืเหลียงผู้เป็นลุง แล้วพระองค์ก็ออกผนวชเป็นภิกษุ ยุคนี้เป็นยุคที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอย่างสูงสุด บรรดาอารามแห่งสันตาสื (San-tah-tsze) ล้วนก่อสร้างอย่างงดงาม พระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์ในยุคนี้ต่างบำเพ็ญกุศลอันยิ่งใหญ่ เพื่อพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น แต่ในปัจจุบันนี้ศาสนสถานใหญ่โตเหล่านั้นคงเหลือแต่เพียงเนินดินเป็นซากสลักหักพังเท่านั้น มีเจดีย์เหลืออยู่อีกสามองค์ องค์ที่สำคัญที่สุดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจุตรัสความกว้างของฐานด้านละ ๑๐.๕๐ เมตร และสูงประมาณ ๖๐ เมตร แม้ว่ากาลเวลาจะล่วงไปนาน แต่องค์เจดีย์ซึ่งก่อสร้างด้วยอิฐยังคงแข็งแกร่งทนทาน นับเป็นข้อที่ชวนให้คิดว่าผู้สร้างเจดีย์ในครั้งนั้นใช้วัตถุก่อสร้างชนิดใดรอบองค์เจดีย์นั้นฉาบด้วยปูนขาวกับมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดย่อม ๆ ด้วย ส่วนเจดีย์อีกสององค์เป็นรูปแปดเหลี่ยม ความสูงวัดได้ประมาณ ๓๐ เมตรเป็นเจดีย์ที่ประดับประดาอย่างวิจิตรมาก



๕๙

มีผู้พบรูปพระโพธิสัตว์กวนหยิน (Kouan-yin) เศียรหักทำด้วยสัมฤทธิ์อยู่ในเนินดินซากหักพังเหล่านี้ เฉพาะองค์พระสูงประมาณ ๒ เมตร ถ้าหากจะขุดค้นท่ามกลางเนินซากหักพังซึ่งปกคลุมแน่นทึบไปด้วยเถาไม้เลื้อยมาเป็นเวลานานนี้ คงจะได้พบชิ้นส่วนพระพุทธปฏิมาอันน่าสนใจยิ่ง อันคงจะช่วยให้สามารถสร้างแบบสถาปัตยกรรมในยุคนี้ขึ้นใหม่ ทั้งการค้นคว้านั้นคงจะช่วยให้ได้ทราบวิธีการที่ช่างฝีมือใช้กันในครั้งนั้น และเพื่อจะได้นำชิ้นส่วนสัมฤทธิ์ที่แตกหักจำนวนมากมายแต่ละล้วนเป็นฝีมือการสร้างชั้นเยี่ยม มาต่อเข้าด้วยกันตามรูปร่างเดิม ครั้นพระเจ้าตวนสืเหลียงขึ้นครองอำนาจก็ให้คำมั่นสัญญาว่าจะปฏิรูประเบียบงานต่าง ๆ หลายอย่าง และงานขั้นแรกของพระองค์ก็คือกำจัดอิทธิพลชั่วของขุนนางข้าราชการ แต่ต่อมาพระองค์กลับละเลยราชการแผ่นดินปล่อยให้อยู่ในอำนาจของเสนาบดีแล้วดำรงพระชนม์อย่างเงียบ ๆ และง่าย ๆ เป็นเหตุให้ประชาราษฎรไม่พอใจ การพิพาทระหว่างแว่นแคว้นใกล้เคียงก็เกิดขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้น เป็นเหตุให้เกิดระส่ำระสายโดยทั่วไป กษัตริย์พระองค์นี้สิ้นพระชนม์ใน พ.ศ.๑๔๙๖ ราษฎรมิได้โศกเศร้าอาลัยใยพระองค์เท่าใดนัก ตวนสืจง (Touan Sze ts'oung) โอรสได้ขึ้นครองบัลลังก์ต่อจาก พระราชบิดาพระองค์ต้องรับภาระหนักตั้งแต่ตอนต้นรัชกาลในการแก้ไขความผิดพลาด ที่กษัตริย์องค์ก่อนได้สร้างไว้ และทรงสถาปนาความเรียบร้อยในราชอาณาจักร พระเจ้าตวนสืจงสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. ๑๕๒๓ ภายหลังที่ครองราชสมบัติได้ ๒๗ ปี กล่าวถึงจักรวรรดิจีน ซึ่งมีจักรพรรดิแห่งราชวงศ์สูง (Soung) ทรงปกครองเมื่อจักรพรรดิเจาไตสู (Tchao-Tai-tsou) ครองราชย์เป็นปีที่สามนั้น มีขุนนางคนหนึ่งชื่ออ๋องสวนปิง (Ouang Tsiouen-pin) ได้รับคำสั่งให้ไปแคว้นเสฉวนเพื่อระงับเรื่องจลาจลซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นเสีย ครั้นเรื่องราวสงบดี ขุนนางผู้นี้ก็กลับมายังเมืองไคฟุงฟู (K'ai-foung fou) แล้วกล่าวตำหนิแผนการซึ่งประสบความล้มเหลวซึ่งราชวงศ์ถังคิดขึ้นเพื่อจะปราบปรามประเทศทางตะวันตก ต่อมาอ๋องสวนปินจึงเสนอแผนการใหม่เพื่อยึดครองอาณาจักรยูนนานให้ได้โดยเด็ดขาด แต่พระจักรพรรดิผู้อ่อนแอเกินกว่าที่จะปฏิบัติการสิ่งใดโดย



๖๐ เด็ดขาด ปฏิเสธข้อเสนอนั้น ครั้นแล้วพระองค์หยิบแผนที่แผ่นที่หนึ่งซึ่งนายพลคนหนึ่งถวายพระองค์พร้อมกับตรัสว่า "เราขอตัดสินว่าบรรดาดินแดนทั้งปวงนอกแม่น้ำตาตูโห (Ta-tou-ho)นั้นพระเจ้าแผ่นดินแคว้นใต้ย่อมมีสิทธิปกครองเพื่อว่าเราจะไม่ต้องทะเลาะวิวาทกับพวกเจ้าแผ่นดินป่าเถื่อนเหล่านั้นและเป็นการจัดการสงครามโดยเด็ดขาด " การที่จักรพรรดิจีนทรงแบ่งปันดินแดนครั้งนี้นับว่าช่วยสร้างความมั่นคงให้แก่ราชบัลลังก์ยูนนาน ทั้งเป็นการให้เอกราชโดยแท้จริงแก่อาณาจักรนี้ด้วย ซึ่งแต่ก่อนมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ ยูนานเป็นเอกราชก็แต่ในนามเท่านั้น ขุนนางจีนในมณฑลเสฉวนเมื่อถูกตัดรอนอำนาจก็มีความเดือดร้อนขุนนางพวกนี้มีสันดานโลภ มักแย่งชิงทรัพย์สมบัติของราษฎรในปกครองของตนอยู่แล้ว จึงพากันเข้ารุกรานและปล้นตามบ้านราษฎรในแคว้นใกล้เคียงจนทำให้เกิดความยุ่งยากอยู่เนือง ๆ ครั้นยุคนี้ผ่านไป ปัญหาเกี่ยวกับดินแดนก็หมดสิ้นไป อาณาจักรยูนนานเริ่มมีความผาสุกเพราะได้เอกราชสมบูรณ์ เมื่อพระราชบิดาสวรรคต พระเจ้าตวนสูชุน (Touan Sou-chun) ก็ขึ้นทรงราชย์ต่อไป รัชกาลของพระองค์นานประมาณ ๑๖ ปี แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์ใดที่สำคัญเกิดขึ้น กษัตริย์องค์นี้ไม่ประสงค์จะเจริญรอยตามการปฏิบัติอันผิดพลาดของกษัตริย์องค์ก่อน ๆ จึงจัดให้มีการทำสัญญากับแว่นแคว้นเพื่อนบ้านใกล้เคียงในอันที่จะรักษาสันติภาพเช่นนี้ไว้ ดังนั้นประเทศของพระองค์จึงได้รับผลประโยชน์จากนโยบายอันแยบคายนี้เป็นอันมาก ซูหยิง (Sou-ying) ราชโอรสสืบราชสมบัติต่อมา (๑๕๒๙) หนังสือนานเจาอิฉวน กล่าวว่าในรัชกาลนี้ปรากฎว่าแว่นแคว้น ๒ - ๓ แห่งซึ่งเคยรวมอยู่ในเครืออาณาจักรเดียวกันจนถึงสมัยนี้ได้ปลีกตัวออกและเกิดพิพาทระหว่างกันขึ้น พ.ศ.๑๕๕๔ พระเจ้าตวนซูเหลียน (Touan Sou-lien) ขึ้นครองราชสมบัติกษัตริย์องค์นี้ครองอยู่ ๑๔ ปี และสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ.๑๕๖๘ ราชนัดดาของพระเจ้าตวนซูหยิง ทรงนามว่า ตวนซูลง (Touan Sou-loung) สืบราชสมบัติต่อมา ในรัชกาลนี้เกิดความยุ่งยากขึ้นในประเทศเนือง ๆ ครั้นทรงเห็นว่าไม่สามารถจะจัดการบ้านเมืองให้สงบได้ จึงสละราชสมบัติให้ราชนัดดา นามว่า ตวนซูจิน (Touan Sou tchin) ปกครองต่อไป แล้วเสด็จออกผนวช

๖๑ กษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ในพ.ศ. ๑๕๖๙ ในระหว่าง ๑๕ ปีที่อยู่ในราชสมบัติมิได้มีเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ประเทศต้องยุ่งยากวุ่นวายแต่ประการใด แต่เนื่องด้วยทรงมีอุปนิสัยเกียจคร้านขาดความกระตือรือร้น จึงทรงดำรงพระชนม์ตามสบาย มิได้เข้ายุ่งเกี่ยวในการบริหารราชการแผ่นดินเลย ในที่สุดก็ทรงสละราชสมบัติและมอบให้ตวนสืหิง (Touan Sze-hing) โอรสองค์เล็กครอบครองต่อไป พระประสงค์ข้อแรกเมื่อได้ขึ้นครองอำนาจ (๑๕๘๔) ก็คือให้สร้างอุทยานงามวิจิตรขึ้นที่เมืองยูนนานฟู แล้วให้ปลูกพันธุ์ไม้ดอก (๑) นานาชาติที่พระองค์โปรดปรานในอุทยานนั้น แล้วให้ตั้งฮาเร็มขึ้น ครั้นแล้วพระองค์ก็ประพฤติการเสเพลอย่างไร้ศีลธรรมและระเบียบประเพณี คือ ชักชวนบรรดาหญิงแพศยาไปเสพสุราและค้างแรมในฮาเร็ม เมื่อพระเจ้าแผ่นดินประพฤติพระองค์เหลวไหลเช่นนี้ จึงเป็นที่เบื่อหน่ายแก่ประชาราษฎรใน พ.ศ.๑๕๘๘ พวกราษฎรจึงคบคิดกันเพื่อจะเปลี่ยนแผ่นดินใหม่และก่อการกบฏวุ่นวายขึ้น บ้านเมืองก็ตกอยู่ในความยุ่งยากถึงที่สุด พระเจ้าตวนสืหิงเห็นว่าพระองค์สิ้นอำนาจ ประกอบกับขุนนางข้าราชการถวายความเห็น ก็ทรงสละราชสมบัติให้พระราชวงศ์ชื่อ ตวนสืเหลียนปกครองต่อไป ทั้งนี้ช่วยให้พระองค์รอดจากการถูกปลงพระชนม์ กษัตริย์พระองค์ใหม่ขึ้นครองบัลลังก์ได้ไม่นาน หัวหน้าชาวพื้นเมืองชายเขตแดนญวนผู้หนึ่งชื่อ นงจีเกา (๒) (Noung Tchi-kao) ก็เป็นกบฏ นงจีเกาเชื่อมั่นว่าตนมี (๑) ทรงให้นามของพระองค์เป็นชื่อไม้ดอกตระกูลมะลิชนิดหนึ่ง (๒) ชาวพื้นเมืองในเลียงซาน (Liang-chan) (ลางซอน) เมืองของตังเกี๋ยในครั้งนั้น นงจีเกาเป็นชาวเมืองลางซอน (Lang-son) และเป็นบรรพบุรุษของชนพื้นเมืองที่เรียกว่า นงยิน (Noung-Jin) ซึ่งครอบครองดินแดนทางตะวันออกตั้งแต่บัคนิง (Bac-ning) ถึง ทงไฮ (T'oung -hai) ในสมัยราชวงศ์เหม็ง (Ming) ดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศนี้ก็กลายเป็นเมืองกวงนาน (Kouang-nan) และอีกส่วนหนึ่งเป็นเมืองของไคหัว (K'ai-hoa) ส่วนดินแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ทั้งหมดเป็นของตังเกี๋ยและกลายเป็นเมือง เกาบัน เกาปง ในเขตจีน กับเมือง ลางซอน (เลียงซาน) ในเขตจีน ชาวนุงที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสพบบ่อย ๆ ในยูนนานและตังเกี๋ยมีลักษณะเข้มแข็งปราดเปรียวและรู้จักเหตุผลผู้ชายแต่งกายจะทำนองเดียวกับชาวนาจีน ไม่ค่อยเป็นที่สนใจนักขณะที่ผ่านไปในหมู่ชนในวันที่มีตลาดนัด ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะเป็นผู้ที่มีความเป็นอยู่อย่างพื้น ๆ ส่วนผู้หญิงนั้นแม้ว่าจะไปตลาดบ่อย ๆ พร้อมกับนำไม้หรือผลิตผลจากภูเขาที่อยู่ของตนมาขาย ก็ยังคงรักษาธรรมเนียมการแต่งกายอย่างบรรพบุรุษของตน คือ สวมเสื้อคลุมสั้น ๆ ทำด้วยผ้าฝ้าย ผ้าคาดสีกรมท่ากับมีกระดุมเงินเม็ดใหญ่ ๆ สวมกระโปรงสั้น และกว้างทำด้วยผ้าชนิดเดียวกันกับสวมเขียงเท้าทำด้วยฟาง แต่ตามปรกติแล้วไปไหนมาไหนด้วยเท้าเปล่า ผมเกล้าขึ้นเป็นมวยแล้วใช้แถบผ้าสีเดียวกับเครื่องแต่งกายผูกไว้ เครื่องประดับหูบางครั้งก็ทำเป็นรูปห่วงกลม ๆ ๖๒ กำลังเข้มแข็งกว่าประเทศยูนนาน จึงสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิแห่งประเทศญวน พระเจ้า ตวนสืเหลียนทรงขัดเคืองพระทัย แต่ก็ไม่มีอานุภาพพอที่จะปราบปรามได้ จึงขอความช่วยเหลือไปยังจักรพรรดิเยนจง(Jen-tsoung) พระจักรพรรดิจึงส่งนายพลตีจิน (Ti-ts'in) พร้อมด้วยกองทัพจีนมาช่วย นงจีเกาต้องพ่ายแพ้และแตกกระจัดกระจายป้อมปราการถูกโจมตีเผาสิ้น ตัวหัวหน้าเองต้องหนีมาซ่อนตัวอยู่ ณ ตำบลโฮเกียงเกียว (๑) (Ho-kiang keou) แต่ต่อมานงจีเกา ก็เข้ามาสามิภักดิ์ด้วย กษัตริย์ยูนนานทรงปฏิเสธไม่พระราชทานอภัยโทษ และสั่งให้ประหารชีวิตและส่งศีรษะไปถวายจักรพรรดิจีน (๒) พ.ศ.๑๖๐๗ มีกบฏเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งมีหัวหน้าชื่อ ยางยุนเหียน (Yang-Yun-hien) จักรพรรดิจีนจึงส่งกองทัพมาช่วยปราบปรามอีก แม่ทัพของกองทัพจักรพรรดิชื่อมาควิสเกาจิชิง (Kao Tchi-ching)สามารถจัดการบ้านเมืองได้เรียบร้อย จักรพรรดิจีนทรงบำเหน็จความชอบด้วยการเลื่อนยศขึ้นอีกชั้นหนึ่ง และพระเจ้าแผ่นดินยูนนานก็ประทานที่ดินในตำบลฮงไย (Houng -yai) ปีต่อมา (๑๕๗๙) พระเจ้าตวนสืเหลียน ภายหลังครองราชย์มาถึง ๓๑ ปีแล้ว ก็สละราชสมบัติให้โอรสทรงนามว่า ตวนเหลียงอี้ แล้วก็ออกผนวช เมื่อพระเจ้าตวนเหลียงอี้ขึ้นครองราชย์แล้วก็ส่งราชทูตพร้อมด้วยราชบรรณาการอันมีค่าเป็นอันมากไปถวายพระจักรพรรดิจีน เนื่องจากกษัตริย์องค์นี้ทรงมีความสามารถและเข้มแข็งในการปกครอง บ้านเมืองจึงอยู่ในความสงบสุข พ้นจากความยุ่งยากที่มีผู้พยายามก่อขึ้น พระองค์ได้ลงโทษข้าราชบริพารบางคนที่พยายามจะสร้างอำนาจของตนให้เหนือพระองค์กับถืออำนาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวในกิจการของแคว้นอิสระบางแคว้น

(๑) ตำบลที่บรรจบกันของแม่น้ำเห (Heh) กับแม่น้ำอีกสายหนึ่งซึ่งไหลผ่านดินแดนไม่ไกลจากมงหัวติงนัก เราไม่อาจจะบอกได้ชัดเจนว่าเป็นน้ำสายใด บางคนก็คิดว่าคงเป็นชื่อเก่าแก่ของลำน้ำที่แยกออกจากทะเลสาบในเมืองตาลีแล้วไหลผ่าน มงหัวติง (๒) ข้อความตอนนี้ซึ่งได้มาจากหนังสือนานเจาเยจี่ และหนังสือ กวงนานจี่ แตกต่างในเชิงความเห็นกับข้อความในหนังสือม้าตวนหลิน ซึ่งแปลโดย มาควิส เฮอจี เอด เซนต์ เดนิส (เล่ม ๒ หน้า๒๓๐ ......) แต่เรารู้สึกว่าข้อความในหนังสือเล่มที่กล่าวข้างต้นค่อนข้างจะเชื่อถือได้มากกว่าเพราะกลมกลืนกับเหตุการณ์อื่น ๆ




๖๓ หยางอิเจงชิงราชบัลลังก์ พระเจ้าตวนเหลียงอี้ถูกเสนาบดีคนหนึ่งชื่อ หยางอิเจงลอบปลงพระชนม์ เมื่อ พ.ศ. ๑๖๒๕ แล้วก็ชิงราชบัลลังก์เป็นของตน การกระทำทั้งนี้ย่อมเป็นที่เกลียดชังและหาผู้เคารพยำเกรงมิได้ เมื่อครองบัลลังก์ได้ ๔ เดือน มาควิสเกาจีชิง (๑) (Kao Tchiching) ก็ซ่องสุมกองทัพและมอบให้บุตรชายชื่อ เกาจิงไต้ (Kao-Ching-t'ai) เป็นนายทัพยกไปรบกับหยางอิเจงผู้ชิงราชย์ หลายงถูกจับเป็นเชลยและถูกตัดศีรษะ เมื่อยึดราชบัลลังก์คืนได้แล้ว เกาจีชิงจึงถวายราชบัลลังก์ให้ ตวนเฉียวหวย (Touan Cheou-houei)ราชนัดดาของกษัตริย์องค์ก่อนขึ้นครองสืบไป พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์เมื่อ พ.ศ. ๑๖๒๔ พระองค์ทรงสรรเสริญสติปัญญาของเกาจิงไตเป็นอันมาก แล้วทรงตอบแทนบุญคุณ ด้วยการตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของพระองค์ กับแต่งตั้งให้มียศชั้นมาควิสอีกด้วย ในระหว่างปีนั้นเอง ได้เกิดมีสุริยุปราคาเต็มดวง ทำให้ท้องฟ้ามืดมิดจนมองเห็นดาวในเวลากลางวัน เหตุการณ์นี้ทำให้พระองค์รู้สึกว่าเป็นทุนิมิต ในสมัยของพระองค์ยิ่งนัก จึงทรงสละราชสมบัติมอบให้โอรสองค์เล็กของพระเจ้าตวนเสเหลียนนามว่า ตวนเจ็งมิง ครอบครองต่อมา พระเจ้าตวนเจ็งมิงขึ้นครองราชย์ในพ.ศ. ๑๖๒๕ รัชกาลของพระองค์ต้องประสบความหายนะอันเนื่องมาจากการบริหารราชการที่เลว พระองค์ไม่สนพระทัยในราชกรณียกิจประกอบกับขาดคุณสมบัติของกษัตริย์ที่ดี เป็นที่เกลียดชังของราษฎร ในที่สุดภายหลังที่ครองราชสมบัติท่ามกลางความสาปแช่งราษฎรมาได้ ๑๓ ปี ก็ทรงสละราชสมบัติให้แก่มาควิสเกาจิงไต ซึ่งเป็นบุคคลที่ประชาชนต้องการให้เป็นกษัตริย์ปกครองแทน ราชวงศ์ตวนสิ้นสุดลงในรัชกาลของพระเจ้าตวนเจ็งมิง ราชวงศ์นี้ครองราชย์สืบต่อกันมา ๑๔ รัชกาล รวมเวลาได้ ๑๕๘ ปี

(๑) ผู้สืบเชื้อสายจากตระกูลเกายังมีเหลืออยู่ในตำบล ยุงเปถิง (Young-peh-t'ing) ในตำแหน่งตูสี (Tou-sze) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สืบเชื้อสายต่อ ๆ กันมา



๖๔ ราชวงศ์ต้าจุงโกว (Ta Tchoung Kouo) พระเจ้าเกาจิงไต ขึ้นครองราชสมบัติ โดยความเรียกร้องของประชาชน ใน พ.ศ. ๑๖๓๖ และตั้งนามราชวงศ์ว่า ต้าจุงโกว (๑) พระองค์ประสูติที่เมืองตาลีฟู มีตำนวนเล่าถึงเหตุการณ์ภายหลังการประสูติของพระองค์คือ วันหนึ่งขณะที่บิดาของพระองค์กลับจากไปบำเพ็ญกุศลที่วัด ได้พบกับชายชราคนหนึ่ง ซึ่งเข้ามาเคารพเขาแล้วเล่าเหตุการณ์ที่บ้านให้ฟังว่า กำลังจัดเตรียมเพื่อคลอดบุตร กับบอกว่าภรรยาของเขาจะให้กำเนิดบุตรชายแก่เขาคนหนึ่ง ครั้นกลับถึงบ้านก็ประสบความประหลาดใจอย่างยิ่ง เมื่อทราบว่าทุกอย่างที่ชายชราบอกเขานั้นเป็นความจริง ทารกได้เติบโตขึ้นท่ามกลางความเลี้ยงดูของบิดามารดา แม้ในวัยเยาว์ก็แสดงอุปนิสัยรักการศึกษา กล้าหาญ และมีแววส่อให้เห็นความสามารถ ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้นเมื่อเข้ารับราชการก็ได้ปฏิบัติงานเป็นอันมากและได้ผลดีจนเป็นที่ยกย่องสรรเสริญของประชาราษฎร และไม่นานก็ได้รับตำแหน่งพระเจ้าแผ่นดิน ชั่วระยะเวลาอันน้อยที่ครองราชย์ พระเจ้าเกาจิงไตได้พิสูจน์พระองค์เองว่าเป็นกษัตริย์ผู้มีความยุติธรรมอย่างยิ่ง ทั้งทรงแสดงความสามารถในเชิงบริหารราชการแผ่นดินอย่างเป็นที่ประจักษ์ชัด และเป็นที่ยกย่องเชิดชูในหมู่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั้งปวง ใน พ.ศ.๑๖๓๘ ทรงประชวรหนักและรู้สึกพระองค์ว่าจะสวรรคต จึงให้เรียกโอรสเข้าเฝ้าแล้วตรัสว่า "เจ้าผู้อ่อนแอการที่บิดาได้รับเลือกจากประชาราษฎรให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินของประเทศยูนนานก็เนื่องจากพระเจ้าตวนเจ็งมิงขาดความสามารถ แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดนั้นเกิดแต่กลอุบายของข้าราชบริพารของพระองค์ทั้งสิ้น เมื่อบิดาสิ้นชีวิตแล้วพ่อก็ปรารถนาจะมอบราชบัลลังก์ และสิทธิทั้งปวงคืนให้พระราชวงศ์องค์ใดองค์หนึ่งของพระเจ้าตวนเจ็งมิงครอบครองต่อไป" ดังนั้น เจ้าชายเกาไตหมิงจึงปฏิบัติตามความเห็นของพระราชบิดา โดยปฏิเสธที่ขึ้นครองราชสมบัติสืบแทน และทรงตั้งเจ้าชายตวนเช็งจุน อนุชาของกษัตริย์องค์เดิมครองราชบัลลังก์ยูนนาน _______________________________________________________________________ (๑) "อาณาจักรท่ามกลางอาณาจักรแห่งทายาทผู้ทรงสิทธิ" พระองค์ตั้งชื่อเช่นนี้ก็เพราะต้องการให้ราชวงศ์ดำรงอยู่ยืนนาน ๖๕

ราชวงศ์ตวนได้ราชบัลลังก์อีกครั้งหนึ่ง กษัตริย์องค์ใหม่เมื่อขึ้นครองราชย์บัลลังก์ของบรรพบุรุษของพระองค์แล้ว (๑๖๔๐) ก็มีพระประสงค์จะตอบแทนคุณความดี ซึ่งเกาไตหมิงได้กระทำ เพื่อราชวงศ์ของพระองค์ จึงทรงแต่งตั้งเกาไตหมิงเป็นราชเลขานุการคนที่หนึ่งของพระองค์ และทรงแต่งตั้งเกาไตยุนผู้น้องให้เป็นอัครมหาเสนาบดี ราชกรณียกิจประการแรกในด้านการปกครองก็ คือ ให้ยกเลิกการบังคับเกณฑ์แรงงานที่ราษฎรต้องสละแก่รัฐบาล พระองค์ทรงสร้างเมือง ฉูฮวงเฉ็ง (Ts'ou-hioung-tch'eng) และตั้งนามราชวงศ์ของพระองค์ว่า เหียว-หลีโกว (๑) (Heou-li Kouo) ในระหว่าง พ.ศ. ๑๖๔๗ จักรพรรดิจีนได้ส่งตำราการแพทย์ พร้อมด้วยตำแหน่งยศอันเป็นเกียรติ สำหรับขุนนางข้าราชการในราชสำนักยูนนาน ตามที่พระเจ้าตวนเจ็งชุนทรงขอไป ต่อมาพระเจ้าแผ่นดินพม่าหลายองค์กับกษัตริย์แห่งแว่นแคว้นใกล้เคียง ซึ่งเกรงอานุภาพของกษัตริย์ยูนนานองค์ใหม่ ได้ส่งราชทูตพร้อมด้วยบรรณาการ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นผลิ9ผลที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองกับช้างเผือกอีกสองเชือกไปถวายแก่พระองค์ แม้ว่าบ้านเมืองในรัชสมัยของพระเจ้าตวนเจ็งชุนอยู่ในความสงบและประชาราษฎรมีความอยู่เย็นเป็นสุขก็ตาม พระองค์ก็ยังหวั่นวิตกพระทัย เมื่อดาวหางดวงหนึ่งได้ปรากฏขึ้น พร้อมกันนั้นก็เกิดความไข้ขึ้นในบ้านเมืองเป็นอันมาก ทั้งทรงเล็งเห็นนิมิตร้ายจากดวงดาวนี้จะเป็นภัยแก่รัชกาลของพระองค์ จึงทรงสละราชสมบัติ เมื่อ พ.ศ. ๑๖๕๒ และมอบให้ ตวนโฮหยูโอรสขึ้นครองต่อไป แล้วพระองค์ก็ออกผนวชในพระพุทธศานา ตั้งแต่กษัตริย์องค์ใหม่ได้ทะนุบำรุงบ้านเมืองเป็นปึกแผ่นแล้ว บรรดาแว่นแคว้นใกล้เคียงต่างก็นำเครื่องราชบรรณาการมาถวายเป็นเชิงขออ่อนน้อมด้วย เป็นต้นว่าเครื่องทอง เงิน เพชร นิล จินดา ช้าง ม้า ฬ่อ แรด เป็นต้น พ.ศ. ๑๖๕๕ เกิดแผ่นดินไหวทำลายวัดถึง ๑๖ วัด กับบ้านเรือนหลายร้อยหลังและมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก (๑) ราชตระกูลของพระองค์ปกครองมาเป็นเวลามากกว่าศตวรรษครึ่ง พระองค์เองเพียงแต่ได้รับสิทธิคืนมาเท่านั้น



๖๖ ปีรุ่งขึ้น ชาวม่านสื (man-tze) ซึ่งอยู่ในดินแดน ๓๗ ตำบล ลุกขึ้นเป็นกบฏ นายพลเกาไตมิงสามารถปราบปรามให้สงบลงได้ แล้วเก็บภาษีอย่างหนักเป็นการลงโทษกับยึดเอาตัวบุตรชายของบรรดาหัวหน้าชนเหล่านั้นมาเป็นเครื่องประกันความอ่อนน้อมของบิดา พระเจ้าแผ่นดินพม่าทรงพอพระทัย ในศุภราชสาส์นซึ่งกษัตริย์ยูนนานทรงตอบถวายไป จึงส่งราชทูตคนใหม่พร้อมด้วยของถวายอันมีค่ามายังราชสำนักยูนนานใน พ.ศ.๑๖๕๙ พ.ศ.๑๖๖๐ จักรพรรดิฮวยจง (Houei-tsoung) ส่งเสนาบดี ๒ คนชื่อ จุงจิน (Tchoung-tchin) กับฮวงเซียน (Houang-tsien) มายังประเทศยูนนานเพื่อมอบตำแหน่งยศอันเป็นเกียรติแก่เกาไตมิง เป็นการตอบแทนที่สามารถปราบกบฏชาวม่านสืได้สำเร็จ ต่อจากนั้นไม่นานนายพลผู้นี้ก็ถึงแก่กรรม (๑) บางคนกล่าวว่าถูกวางยาพิษ ภายหลังมรณกรรมของอัครมหาเสนาบดีเกาไตมิง พระเจ้าตวนโฮหยู มีพระประสงค์จะผูกสัมพันธไมตรีกับราชสำนักจีนให้เป็นการสนิทสนมมั่นคง จึงส่งโอรสชื่อ ตวนกี (Touan ki) ไปเป็นราชทูตใกล้ชิดองค์จักรพรรดิยังราชสำนักจีน ใน พ.ศ. ๑๖๖๒ เมื่อตวนกีจะกลับ พระจักรพรรดิจีนทรงมอบตราตั้งให้พระเจ้าตวนโฮหยูเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรตาลี (ตาลีโกะอ๋อง) (๒) (Ta-li kou Ouang) การที่ดาวหางปรากฏขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ใน พ.ศ. ๑๖๖๒ เป็นสัญญาณแห่งความพินาศหายนะของอาณาจักรซึ่งอยู่เป็นสุขมาในระยะไม่นานนี้ ชนป่าเถื่อนจากภาคเหนือของอาณาจักรเสฉวนได้ก่อการจลาจลเข้ารุกรานชายอาณาเขตตาลี ชาวม่านสืก็ไม่รอช้าที่จะลุกฮือขึ้นตามอย่างบ้าง ด้วยการเดินทัพเข้าบุกและยึดเมืองยูนนานฟู พร้อมกับจับ เกามิงสืและขุนนางกรมการประหารชีวิตหมด การจลาจลครั้งนี้ดำเนินมาจนถึง ปี พ.ศ. ๑๖๗๑ ในระหว่างปีเดียวกันนี้ มีผู้สังเกตเห็นทางโคจรของดาวพระศุกร์ที่ตัดข้ามทางโคจรของพระจันทร์ ตามทางของนักประวัติศาสตร์กล่าวว่าจะเห็นสาเหตุใหม่ของทุกข์ภัยในประเทศอีก หลังจากนั้นไม่นานได้เกิดอัคคีภัยครั้งใหญ่ในเมืองยูนนานฟู ประชาราษฎรหนึ่งในสามส่วนต้องเสียชีวิตบ้านเรือนถูกทำลายถึง ๔๐๐๐ หลัง

(๑) เมื่อจักรพรรดิจีนทรงทราบถึงมรณกรรมของเขาก็ทรงมอบตำหน่งอันเป็นเกียรติชั้นโกวสื(Kouo-tze) เป็นตำแหน่งเทียบเท่าราชปุโรหิตของจักรพรรดิ (๒) กษัตริย์แห่งอาณาจักรตาลี

๖๗ ในระหว่างรัชกาลนี้ ประมาณ พ.ศ. ๑๖๗๐ เมืองหลวงของจักรวรรดิจีนได้ย้ายไปตั้ง ณ เมือง ฮั่งเจียว(๑) (Hang -tcheou) ในมณฑลจีเกียง และเปลี่ยนชื่อราชวงศ์เสียใหม่ตามพระนามของจักรพรรดิว่า นานสูง (น่ำซ้อง) ฝ่ายตวนโฮหยูเมื่อขึ้นครองราชย์โดยมั่นคงแล้ว ก็ส่งเครื่องราชบรรณาการมีช้าง ม้า ไปถวายจักรพรรดิ เกาจง (Kao-tsoung) ใน พ.ศ. ๑๖๘๓ ราชทูตได้รับการต้อนรับเป็นอันดี เมื่อกลับบ้านเมือง ก็นำพระราชสาส์นจากจักรพรรดิพร้อมด้วยยศตำแหน่งมาถวายพระเจ้าแผ่นดินแห่งยูนนาน ใน พ.ศ. ๑๖๙๐ มีหมอกหนาทึบลงมาปิดคลุมบ้านเมืองเป็นเวลาถึง ๒๔ วันทำให้พระเจ้าแผ่นดินยูนนานซึ่งทรงชรามากและเชื่อในไสยศาสตร์ เข้าพระทัยว่าเป็นเหตุการณ์อันเนื่องมาแต่ความบกพร่องในการปกครองประเทศของพระองค์อีก ประการหนึ่งทรงทราบว่าโอรสของพระองค์ใคร่จะได้ขึ้นครองราชย์โดยเร็ว จึงทรงสละราชสมบัติมอบให้พระโอรส แล้วพระองค์ก็ออกผนวชในพระพุทธศาสนาตามแบบอย่างที่กษัตริย์องค์ก่อน ๆ ได้ประพฤติกันมา รัชกาลนี้ครองราชย์ได้ ๓๓ ปี พระเจ้าตวนเจ็งฮิง (Touan Tcheng-hing) ขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. ๑๖๙๑ พระองค์ปราบปรามแว่นแคว้นต่าง ๆ ที่แสดงทีท่าว่าจะแยกตัวออกเป็นอิสระ นอกจากนั้นก็ให้บูรณะซ่อมแซมบ้านเมืองส่วนที่ถูกทำลายในการสงครามป้องกันราชอาณาจักร เมื่อครั้งรัชกาลก่อน ๆ ในรัชกาลนี้ นอกจากที่มีหมอกหนาทึบลงปกคลุมบ้านเมืองอยู่ ๑๖ วัน แล้วบ้านเมืองก็อยู่ในความสงบสุขเป็นอย่างดียิ่ง เป็นที่ชื่นชมของประชาราษฎรทั่วไป ใน พ.ศ. ๑๗๑๖ ภายหลังที่ครองราชย์ได้ ๒๕ ปี ได้ทรงสละราชสมบัติให้แก่พระโอรส แล้วพระองค์ก็ออกแสวงหาความสงบสุขในวัดพะรพุทธศาสนาตามแบบอย่างของกษัตริย์องค์ก่อน ๆ ในราชวงศ์ของพระองค์ ในระยะแรก ๆ ที่ขึ้นครองราชย์บัลลังก์ พระเจ้าตวนจีนหิง (Touan Tchi-hing) ต้องประสบความลำบากเป็นอันมากในการทำความเข้าใจกับบรรดาอำมาตย์ของพระองค์ ต่อมาพระองค์ได้ขอทำไมตรีกับพระเจ้าแผ่นดินธิเบต ซึ่งกำลังเตรียมประกาศสงครามกับ

(๑) เดี๋ยวนี้เรียกว่า เมือง นิงอานฟู (Ning-an fou)


๖๘ ประเทศยูนนานเป็นการตัดความยุ่งยาก แต่แล้วก็สำนึกพระองค์ว่าได้กระทำการอันแสดงถึงความอ่อนแอ พวกชาวธิเบตได้เข้ามารบกวนและตามรังควานอยู่เสมอเป็นที่เบื่อหน่ายพระทัยยิ่งนัก พระองค์จึงทรงจับอาวุธขึ้นทำสงครามกับประเทศธิเบตและได้ชัยชนะ ใน พ.ศ. ๑๗๓๘ ทรงเกรงว่าพันธมิตรเก่าแก่ของพระองค์จะจับอาวุธขึ้นต่อสู้ด้วยอีก จึงให้จัดการซ่อมแซมกำแพงป้อมปราการชื่อ เหียเอ้ชางกวน (Hia-et Chang koan) พระองค์สวรรคตใน พ.ศ.๑๗๔๓ ภายหลังที่ครองราชย์ได้ ๒๘ ปี โอรสทรงนามว่า ตวนจีเหลียน (Touan Tchi-lien) ขึ้นครองสืบต่อมาในปีเดียวกัน แล้วส่งราชทูตไปยังราชสำนักจักรพรรดิ นิงจง (Ning-tsoung) เพื่อกราบทูลให้ทราบถึงการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินใหม่กับทรงขอร้องให้จักพรรดิจียส่งหนังสือ เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาไปให้ประเทศยูนนานจักรพรรดิจีนจึงทรงให้ส่งหนังสือดังกล่าวไปให้และได้ประดิษฐานอยู่ ณ หอกลมใหญ่ในเมืองตาลี เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ขุนนางข้าราชการหรือนักศึกษา ในระยะเวลา ๕ ปี ที่พระเจ้าตวนจีเหลียงครองราชสมบัติอยู่นั้นมิได้ปรากฏว่ามีเหตุการณ์สำคัญใด ๆ เกิดขึ้น พระองค์สวรรคตใน พ.ศ. ๑๗๔๘ เนื่องจากประชวรด้วยไข้ระบาด โอรสของพระองค์ขึ้นครองราชบัลลังก์ต่อมา พระเจ้าตวนจีเสียง (Touan Tchi-tsiang) ขึ้นครองราชสมบัติในปีเดียวกัน (๑๗๔๘) กษัตริย์พระองค์นี้ ทรงกระทำคุณงามความดีให้แก่ประเทศยูนนานมากยิ่งกว่ากษัตริย์ทุกพระองค์ เป็นต้นว่าให้ปรับปรุงผลิตผลของราษฎร ส่งเสริมวิชาการด้านอักษรศาสตร์ รักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหมู่ข้าราชบริพารและประชาชน ตลอดจนให้ความอารักขาคุ้มครองประชาราษฎรของแว่นแคว้นใกล้เคียงเป็นอันดี บ้านเมืองก็อยู่ในความสงบสุข ครั้นพระองค์ครองราชย์ได้ ๓๓ ปี และทรงย่างเข้าสู่วัยชราจึงทรงสละราชสมบัติมอบให้โอรสทรงนามว่าตวนเสียงหิง (Touen Tsiang-hing)ครอบครองต่อไปแล้วพระองค์ก็สละชีวิตที่ฝักใฝ่กับกิจการบ้านเมืองโดยสิ้นเชิงแล้วเสด็จออกผนวช






๖๙ พระเจ้าตวน กษัตริย์องค์ใหม่ผู้มีอุปนิสัยขาดความเข้มแข็งและไร้ความสามารถในการปกครอง มีเสนาบดีพี่น้องสองคนคือ เกาจาง และเกาโฮ (Kao-tchang ; Kao-ho) และทรงมอบอำนาจสิทธิขาดในการปกครองบ้านเมืองให้เสนาบดีทั้งสองนี้ กุบไลเสด็จถึงยูนนาน ครั้นพระเจ้าตวนเสียงหิงครองราชย์ได้ ๖ ปี ก็ทราบว่าจักรพรรดิเหียนจง (Hien tsoung) ชาติมงคลกำลังเตรียมที่จะบุกรุกเข้าสู่ดินแดนยูนนาน ในขณะนั้น (๑๗๘๘) กองทัพมงคลภายใต้การนำของแม่ทัพชื่อ ฮูปิเลียะ (๑) (Hou-pi-lieh) อนุชาของจักรพรรดิกำลังเดินทัพมุ่งหน้าสู่ชายแดนยูนนาน นักประวัติศาสตร์กล่าวว่า กองทัพมงคลต้องบุกบั่นเดินทางมาถึงประเทศยูนนานเป็นระยะทางถึง ๒๐๐๐ ลี้ (ประมาณหนึ่งพันกิโลเมตร) ต้องอดอยากตรากตรำในระหว่างที่ข้ามดินแดนอันเปลี่ยวร้างปราศจากบ้านเรือนราษฎร ต้องข้ามลำแม่น้ำหลายสาย ทั้งต้องข้ามภูเขาสูง ๆ อีกเป็นจำนวนมากตลอดทางที่เดินทัพมาจะหาท้องถิ่นที่เคยมีผู้คนสัญจรหรือเคยเป็นแหล่งอุดมเสบียงอาหารมิได้เลย ในที่สุดกองทัพทั้งปวงก็มาถึงชายอาณาเขตยูนนาน ภายหลังที่ได้ปราบปรามแว่นแคว้นชาวป่าดอยอิสระหลายแห่งซึ่งพยายามขัดขวางการเดินทัพครั้งนี้ พระเจ้าตวนเสียงหิง (Touan tsiang-hing) ทรงวิตกในเอกราชของอาณาจักรยูนนานซึ่งจะต้องถูกย่ำยีลงเป็นอย่างยิ่ง จึงส่งนายพลเกาโห(Kao-ho) เป็นนายทัพ ๆ หนึ่ง ไปสมทบกับกองทัพของมูเซอร์(๒)(Mousso) ซึ่งเป็นพันธมิตร ชาวมูเซอร์นี้เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า อูม่าน (๓) (Ou man) การประจันบานครั้งแรกเกิดขึ้น ณ ดินแดนใกล้แม่น้ำทรายทอง (๔) (Sable d'Or) ตัวเกาโหถูกฆ่าตาย ชาวมูเซอร์จึงหันไปเข้าด้วยฝ่ายชนะ (๑) กุบไลข่าน โอรสองค์เล็กชองเจ็งกีสข่าน (๒)เราไม่อาจรับรองได้ว่าชื่อแคว้นของชาวมูเซอร์ในสมัยนั้นจะเป็นชื่อเดียวกับถิ่นที่อยู่ของชนชาติมูเซอร์ ปัจจุบันซึ่งอยู่ในดินแดนระหว่างมณฑลลีเกียง (Li-kiang) กับประเทศธิเบตหรือไม่ (๓) คือพวกคนป่าผิวดำ (๔) อาจจะเป็นแม่น้ำยางซีเกียง แม่น้ำสายนี้เฉพาะตอนนี้ปัจจุบันก็มีชื่อเรียกกันว่า แม่น้ำทรายทอง


๗๐ ภายหลังการปราชัยครั้งนี้ไม่นาน พระเจ้าแผ่นดินยูนนานก็สิ้นพระชนม์ด้วยความเสียพระทัย ทรงครองราชย์ได้ ๑๓ ปี พระเจ้าตวนหิงจี (Touan Hing-tchi)โอรสขึ้นครองบัลลังก์สืบต่อมา ในระหว่างที่ขึ้นครองราชย์(๑๗๙๕) พระองค์ต้องต้อนรับทูตทหาร ๓ นาย ซึ่งฮูปิเลียะแม่ทัพใหญ่มงคลส่งมา ขณะนั้นกองทัพมงคลผ่านข้ามดินแดนหลินเทาเกียง (Lin-t'ao King) มาแล้ว พระเจ้าตวนหิงจีทรงตอบการเข้าเจรจาครั้งนี้ด้วยการจับทูตทั้งสามประหารชีวิตแล้วยกกองทัพออกไปตั้งรับทัพมงคล เกาไทเจียง (Kao T'ai-tsiang) ซึ่งเป็นคนสนิทของพระเจ้าแผ่นดินได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการใหญ่ในการสกัดกั้นการบุกรุกของกองทัพมงคล มิให้ผ่านข้ามแม่น้ำทรายทองได้ (Kin-cha Kiang) เกาไทเจียงจัดหน่วยลาดตระเวณดินแดนแถบนั้นไว้ในเรือลำหนึ่ง ในสมัยนั้นนับว่าเรือลำนี้เป็นลำเดียวที่มีอยู่ในดินแดนแถบนี้ เขาสามารถตีโต้การโจมตีของกองทัพมงคลให้ล่าถอยทัพไปหลายครั้งหลายหน และจับเชลยทหารมงคลได้เป็นอันมาก ฝ่ายฮูปิเลียะรู้สึกขัดเคือง ที่ถูกชนเผ่าพื้นเมืองต่อต้านทำให้ต้องเสียชีวิตทหารเป็นจำนวนมากกับเกรงว่าจะขาดเสบียงอาหารอันทำให้เกิดระส่ำระสายในหมู่ทหาร จึงใช้กลอุบายในการสงคราม และได้ผลสำเร็จเป็นอันมาก ฮูปิเลียะสั่งให้ทหารเย็บหนังดิบเป็นรูปม้าหรือแกะแล้วอัดลมให้พองทำให้เป็นทุ่นลอยน้ำพากองทัพข้ามแม่น้ำเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ข้าศึกอาศัยเรือเข้าโจมตี เป็นการตัดกำลังแม้กระแสน้ำในแม่น้ำจะไหลเชี่ยว ฮูปิเลียะก็ให้ผูกโยงสายเชือกอย่างแน่นหนา ณ ฝั่งแม่น้ำทั้งสอง กับผูกทุ่นม้าและแกะเข้ากับเชือกโยงนั้น ครั้นตอนกลางคืนก็ให้กองทัพส่วนหนึ่งข้ามฟากไป เกาไทเจียงนายทัพยูนนานทราบว่า หนทางที่จะข้ามพ้นแม่น้ำลำบากยิ่งนักด้วยกระแสน้ำที่ไหลลงนั้นเชี่ยวมาก จึงนอนใจว่าจะปลอดภัยทุกประการ ครั้นเมื่อกองทัพฮูปิเลียะเข้าจู่โจมโดยกระทันหัน กองทัพทั้งปวงจึงแตกกระจัดกระจาย ตัวเกาไทเจียงรอดชีวิตมาได้พร้อมกับม้าไม่มีเครื่องอานที่ขี่มาเพียงตัวเดียว




๗๑

ได้ชัยชนะประเทศยูนนาน ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นผลดีแก่กองทัพมงคลเป็นอันมากในอันที่จะฉวยโอกาสเข้าตามตีกองทัพฝ่ายข้าศึกซึ่งกำลังล่าถอยอย่างไม่มีระเบียบ หลังจากที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากนานาประการแล้ว เกาไทเจียงก็ถอยร่นมายึดที่มั่นอยู่ ณเชิงเทินปราการเมืองชางโกน(๑) (Chang-koan)แต่ไม่ช้าปราการเหล่านั้นก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของทัพมงคล ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินยูนนาน เมื่อสิ้นหนทางจะแก้ไขและถูกข้าราชบริพารทอดทิ้งก็หนีไปยังเมืองยูนนานฟู และปล่อยให้แม่ทัพนายกองป้องกันเมืองตาลีพร้อมกับทหารที่ยังมีความจงรักภักดีอีกเพียงไม่กี่คน แม้ว่ากองทหารที่ป้องกันเมืองจะกล้าหาญสักเพียงใด ในที่สุดก็ต้องเสียเมืองแก่กองทัพมงคล แม่ทัพเกาไทเจียงถูกจับเป็นเชลย และปฏิเสธไม่ยอมหมอบลงแสดงความเคารพต่อฮูปิเลียะ จึงถูกตัดศีรษะ ณ เชิงหอคอยใหญ่ นายทัพผู้นี้ได้ต่อสู้เพื่อป้องกันเอกราชของประเทศจนถึงวาระสุดท้าย ตามตำนานมีกล่าวว่า ในขณะที่แม่ทัพผู้นี้ใกล้ถูกประหารชีวิตนั้น ท้องฟ้าก็กลับมืดมัวทั้งมีฟ้าร้องคำรามอื้ออึง ฮูปิเลียะรู้สึกพรั่นใจในเหตุการณ์ครั้งนี้ถึงกับกล่าวกับมิตรสหายที่อยู่ใกล้เคียงว่า "เสนาบดีผู้กล้าหาญและจงรักภักดีจะสิ้นชีวิตเสียแล้วเราจะลืมเขาไม่ได้เลย" เมื่อภรรยาของเกาไทเจียงได้ทราบถึงมรณกรรมของสามีก็ออกมาพร้อมด้วยบุตรชายสองคนและเข้ากราบอ้อนวอนขอให้ฮูปิเลียะไว้ชีวิตตนและบุตร ฮูปิเลียะรู้สึกจับใจในคำอ้อนวอนของนาง และมีความสงสารจึงกล่าวกับบรรดานายทหารในที่นั้นว่า "นี่เป็นบุตรของขุนนางผู้กล้าหาญที่ยอมอุทิศชีวิตและต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมในการรบเป็นเวลานาน จงให้ความอารักขาเด็กทั้งสองนี้อย่างดีกับให้การอบรมตามแบบอย่างของบรรพบุรุษที่กระทำกันมา เพื่อว่าในกาลข้างหน้า เขาจะได้เป็นข้าราชการผู้มีความสามารถและมีความเสียสละ "

(๑) ระยะทาง ๓๐ ลี้ จากทางเหนือของเมืองตาลี เป็นด่านป้องกันทางเข้าสู่หุบเขา




๗๒ การเข้าตีเมืองตาลีกับการเตรียมการต่าง ๆ ก่อนหน้านั้นทำให้กองทัพมงคลเสียชีวิตรี้พลเป็นจำนวนมาก ศพทหารมงคลถูกฝังอยู่ ณ ดินแดนด้านหลังเจดีย์แห่งหนึ่งซึ่งยังเห็นเนินเตี้ย ๆ กับแผ่นป้ายแสดงเครื่องหมาย ณ ที่นั้นได้ และในเทศกาลกำหนดจะมีผู้คนนำสิ่งของเครื่องเซ่นมาบวงสรวง ณ ตำบลอันนับถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์นี้ ใน พ.ศ. ๑๗๖๙ ฮูปิเลียะดำเนินการปราบปรามประเทศยูนนานต่อไป โดยส่งนายพล ๓ คนคือ อ๋องเลี้ยวฉู่ อ๋องเหียวและอ๋องเกียน (Ouang-Liouh- Chuh ; Ouang-heou ; Ouang-kien) นำกองทัพใหญ่ไปตั้งมั่นอยู่หน้าเมืองยูนนานฟูเพื่อเตรียมเข้ายึดเมืองระหว่างทางที่กองทัพผ่านไปมีหัวหน้าชาวป่าชาวดอยจำนวนมากเข้ามาอ่อนน้อมด้วย แต่ที่เมืองซูฮวงฟูนั้น (Ts'ou-hioung fou) ทูตทหารคนหนึ่งถูกนายทหารพื้นเมืองเจ้าโทสะคนหนึ่งฆ่าตาย ฮูปิเลียะจึงตัดสินใจจะให้ประหารชีวิตชาวเมืองนี้ทั้งสิ้นด้วยคมดาบ แต่ที่ปรึกษาคนหนึ่งชื่อ เลียวชีจุง (Lieou Chi tchoung) ขอร้องให้แม่ทัพผู้พิชิตผู้นี้เลิกล้มความคิดนี้เสีย โดยอ้างว่าชาวเมืองเหล่านี้มิได้มีส่วนรู้เห็น ในมรณกรรมของทูตทหารผู้นี้เลย ฮูปิเลียะก็ยินยอมตามคำอ้อนวอน และสั่งให้จัดทำธงแพรเป็นจำนวนมาก แล้วให้เขียนหนังสือตัวใหญ่ ๆ ลงบนธงว่า การต่อสู้ขัดขวางย่อมหมายถึงความตายของประชาราษฎร ครั้นแล้วก็นำธงไปปักไว้รอบกำแพงเมือง ฝ่ายชาวเมืองเมื่อทราบข้อความก็มีความยินดีพากันออกมาแสดงความขอบคุณและมอบบรรณาการให้แก่กองทัพมงคล สองสามวันต่อมากองทัพมงคลก็ยาตราเข้าสู่เมืองยูนนานฟู ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญ ฝ่ายพระเจ้าตวนฮิงจี (Touan Hing tchi) ทรงเสียพระทัยที่จะต้องสูญเสียราชอาณาจักรและทรงเกรงว่าวาระสุดท้ายจะมาถึงพระองค์ ก็พยายามทำการต่อต้าน แต่เล็งเห็นว่าพระองค์สิ้นอานุภาพที่จะสู้รบต่อไปแล้ว จึงตัดสินพระทัยยอมจำนน เพื่อเห็นแก่ประชาราษฎรและนายทหารที่ยังคงจงรักภักดีต่อพระองค์อยู่ เวลาที่ทรงหวาดกลัวการเข้าโจมตีอันจะเกิดขึ้นอย่างสยดสยองนั้นใกล้เข้ามาทุกที ในที่สุดทัพมงคลก็เข้าเมืองได้ และเข้าช่วงชิงองค์กษัตริย์ผู้สืบเชื้อสายมาแต่โบราณของราชอาณาจักรยูนนาน แล้วจะปลงพระชนม์เสียตามอำเภอใจ แต่จักรพรรดิเฮียนสูงทรงพิเคราะห์เห็นว่า ราชวงศ์กษัตริย์ยูนนานนี้ ได้ครอบครองราชอารณาจักรมาช้านาน



๗๓ จึงตรัสให้ปล่อยพระเจ้าตวนฮิงจีเป็นอิสระ โดยมีเงื่อนไขว่า พระเจ้าตวนฮิงจีต้องปฏิญาณพระองค์ รับใช้จักรวรรดิจีนอย่างซื่อสัตย์ เมื่อพระเจ้าตวนฮิงจี ยินยอมให้คำปฏิญาณ จักรพรรดิเฮียนจงก็แต่งตั้งให้มียศเป็น โมโหโลโจ (๑) (Mo-ho Lo-ts'o) ฝ่ายฮูปิเลียะผู้ฉลาดรู้สึกไม่พอใจที่จะให้กษัตริย์ราชวงศ์โบราณ แห่งอาณาจักรตาลีรับหน้าที่ในการฟื้นฟูและจัดระเบียบการบริหารประเทศโดยลำพังจึงแต่งตั้งให้เหลียวชีจุง (Lieou Chi-tchoung) มียศเป็น ซีอ้วนฟูชี (๒) (Siouen-fou-chi) เป็นข้าหลวงประจำดูแลอยู่ด้วยอีกผู้หนึ่ง ปราบปรามธิเบต ตั้งแต่ประเทศตาลีตกอยู่ใต้การปกครองของชนชาติมงคลโดยสิ้นเชิงแล้ว จักรพรรดิผู้พิชิตก็ยาตรากลับราชสำนักใน พ.ศ. ๑๘๓๐ เหลือไว้แต่เหลียวชีจุงผู้รับหน้าที่ในการปราบปรามแว่นแคว้นชนป่าเถื่อน ซึ่งอยู่ใกล้เคียงอาณาจักรตาลี ต่อมาไม่นานแม่ทัพผู้นี้ก็เข้าโจมตีชนเผ่าตู้ฝั่น และประสบการต่อต้านอย่างยืดเยื้อทำให้เสียกำลังไปมากหัวหน้าผู้ต่อต้านชาวตู้ฝั่น ชื่อ หยิงตาลี (Ying Ta-li) ได้ต่อต้านการบุกรุกของชาวมงคลเป็นเวลานาน ในระหว่างที่ถูกโจมตีหลายครั้งและยังได้จู่โจมเข้าตีทัพมงคลให้ล่าถอยกลับไปหลายครั้งเช่นกัน วาระสุดท้ายของราชวงศ์ตวน นับเป็นการสิ้นสุดแห่งเอกราชของราชอาณาจักรตาลี บรรดาผู้สืบเชื้อสายแห่งราชวงศ์ตวน ซึ่งครอบครองประเทศมาช้านานมากกว่า ๓ ศตวรรษ ได้พากันโอนอ่อนให้กับเคราะห์กรรมอันนี้ และในระยะต่อมาก็ยอมอ่อนน้อมรับใช้ฮูปิเลียะผู้มีใจมักใหญ่ใฝ่สูงเตรียมแผนการไว้พร้อม เมื่อได้โอกาสก็ประกาศสถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิทรงนาม

(๑) ตรงกับภาษาสันสกฤตว่า "มหาราชา" (กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่) (๒) ตำแหน่งนี้เทียบเท่ากับตำแหน่งอนุญาโตตุลาการ และข้าหลวงของมณฑลรวมกัน





๗๔ ว่าซงทง (Tchoung-t'oung) แห่งประเทศจีนภาคเหนือ แล้วตั้งนามราชวงศ์ว่า หยวน (Youen) ใน พ.ศ.๑๘๐๓ ต่อมาก็ได้โค่นราชวงศ์นานสูงแห่งประเทศจีนทางใต้ลงสิ้น (๑) ภายหลังที่ฮูปิเลียะขึ้นครองราชบัลลังก์ได้ไม่นาน พระเจ้าตวนฮิงจี กษัตริย์เชื้อสายเก่าแก่แห่งอาณาจักรตาลีพร้อมด้วยอนุชาก็ออกเดินทางไปประเทศจีนเพื่อถวายเครื่องราชบรรณาการและแสดงความยินดีต่อพระจักรพรรดิองค์ใหม่ แต่เนื่องด้วยไม่อาจทนต่อความเหนื่อยยากตรากตรำในการเดินทางไกลถึงเช่นนั้น ก็สิ้นพระชนม์ลงกลางทาง กษัตริย์ชาติมงคลผู้มีอำนาจเด็ดขาดในการปกครองก็รีบกวาดต้อนอาณาจักรเล็ก ๆ ที่ยังกระจัดกระจายเป็นเอกราชอยู่รวมเข้ากับจักรวรรดิอันกว้างไพศาลของพระองค์เมื่อเป็นเช่นนี้เจ้าตวนสินสูจี้ (Touan Sin-tsu -jih) โอรสของกษัตริย์เก่าแก่แห่งอาณาจักรตาลีจึงไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นกษัตริย์ครองอาณาจักรนี้ต่อไปแต่ได้รับตำแหน่งจุงโกน (๒) (Tsoung-koan) แห่งอาณาจักรตาลีแทน ถึงแม้ว่าตวนสินสูจี้ไม่ได้รับยศบรรดาศักดิ์ตามที่ราชตระกูลของพระองค์เคยได้รับมาเป็นเวลาช้านานก็ตาม เจ้าตวนสินสูจี้ก็ยังอุตส่าห์เดินทางระยะอันไกลเช่นเดียวกับที่พระบิดาของพระองค์ไปสิ้นพระชนม์กลางทางนั้น แล้วถวายราชบรรณาการอันมีค่าต่อจักรพรรดิฮูปิเลียะ (๓) แต่แทนที่จักรพรรดิองค์นี้จะมอบสิทธิแห่งกษัตริย์ให้ กลับมอบตราตั้งชั้นจุงโกนแล้วเชิญให้กลับอาณาจักรตาลีตามเดิม เมื่อกลับสู่ประเทศยูนนาน เจ้าตวนก็ได้รับความบีบคั้นจากการจลาจลที่เกิดขึ้นระหว่างที่พระองค์ไม่อยู่ หัวหน้าปฏิวัติเป็นพระภิกษุชื่อ เชลี (๔) การเคลื่อนไหวเพื่อการนี้ (๑) ในพ.ศ. ๑๖๕๘ ราชวงศ์ตาดแห่งจิง (Tatare desTs'ing) ได้รับสถาปนาเป็นกษัตริย์ โดยพระเจ้าอากูตา (Akouta) ซึ่งตั้งราชสำนักอยู่ ณ เมืองไกฟุงฟู (Kai'foung fou) ใน พ.ศ. ๑๖๗๙ พระองค์ได้โค่นราชวงศ์ซ้องแห่งจีนเหนือและต่อมาในพ.ศ. ๑๖๙๓ กรุงปักกิ่งได้เป็นราชสำนักแห่งจักรพรรดิจิง(Ts'ing) และได้นามใหม่ว่า จุงตุง (นครหลวงท่ามกลาง) บรรดาเชื้อสายของชาวตาด คือ บรรพบุรุษของพวกแมนจู (Mandchoux) พ.ศ. ๑๗๕๘ เจงกิสข่าน (Gengis Khan) ภาษาจีนเรียกว่า เตมูจิน (Tieh-mou-tchin) ได้ทำลายราชวงศ์จิงและเข้ายึดนครหลวงในระยะเวลา ๕๐ ปี นครนี้กลายเป็นหัวเมืองสำคัญของมณฑลมงคล ฮูปิเลียะข่านโอรสองค์เล็กของกษัตริย์ผู้พิชิตผู้ยิ่งใหญ่ได้ย้ายราชสำนักจักรพรรดิมงคลตั้ง ณ เมืองการา โกรุม (Karakorum ) เย็นกิง (Yen-King) บางคนก็เรียกเมืองนี้ว่าโฮลิน (Ho-liu ) และระหว่าง พ.ศ. ๑๘๐๗ - ๑๘๑๐ ได้สร้างเมืองใหม่อีกเมืองหนึ่งให้ชื่อว่าตาตู ( Ta- ton ) ซึ่งแปลว่านครหลวงใหญ่ (๒) ยศที่แต่งตั้งกันในสมัยนี้เทียบเท่ากับผู้บัญชาการทหารสูงสุด (๓) กุบไล (๔) ภาษาสันสกฤต เรียก Cari (สารี) ๗๕ ได้ดำเนินไปโดยวิธีเข้ายึดท้องถิ่นที่ไม่สงบก่อน กล่าวคือ พวกกบฏได้เข้ายึดครองเมืองจูหวง (Ts'ou-hioung) ไว้ ครั้นเจ้าตวนเข้าล้อมเมืองนี้อยู่สองสามเดือนก็ยึดได้ พระภิกษุเชลีหนีรอดไปได้ ทิ้งบรรดาทหารและพรรคพวกผู้ร่วมมือให้อยู่ในเงื้อมมือของฝ่ายเข้าล้อม เคราะห์กรรมอันใหญ่ยิ่งจึงตกหนักอยู่แก่พวกเหล่านี้ ความสำเร็จในการรบครั้งนี้ทำให้เจ้าตวนได้เลื่อนยศขึ้นเป็น ตูหยวนเจย(๑) (Tou Youen-chouei) พ.ศ. ๑๘๑๒ พระจักรพรรดิทรงเกรงว่าจะเกิดการจลาจลขึ้นอีกในภูมิภาคอันห่างไกลจากจักรวรรดิของพระองค์ จึงแต่งตั้งโอรสองค์ที่ห้าทรงนามว่า ฮูโกชี (Hou-ko-tchih) มาเป็นเจ้าผู้ครองประเทศยูนนานวัน ความยุ่งยากในญวน (Annam) ในระยะเดียวกันนี้ความยุ่งยากระส่ำระสายอันใหญ่หลวงได้เกิดขึ้นในประเทศญวน บรรดาราษฎรในมณฑลทางภาคเหนือ ซึ่งถูกบรรดาผู้ไม่พอใจเข้ายุยงจึงพากันก่อการจลาจลขึ้น ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินก็ไม่มีกำลังปราบปรามกบฏเหล่านี้ได้ จึงขอความช่วยเหลือไปยังเจ้าผู้ครองประเทศยูนนาน เจ้าฮูโกชินทรงยึดถือนโยบายอันฉลาดตามแบบอย่างพระราชบิดากล่าวคือไม่ยอมนิ่งเฉยต่อการร้องขอความช่วยเหลือนี้เสีย พระองค์จัดส่งกองทัพอันมีเปาโหติง (Pao Ho-ting) เป็นนายทัพยกไปสมทบกับกองทัพพระเจ้าแผ่นดินญวน ส่วนพระองค์เองคุมกำลังส่วนหนึ่งยกติดตามไป กองทัพทั้งสองเข้าโจมตีเมืองเจนเจ็ง และจินลา (๒) (Tchen-tch'enget Tchin-lah) อันเป็นเมืองที่พวกกบฏยึดครองไว้ได้ บรรดาชาวเมืองซึ่งหวาดกลัวการล้อมเมืองอย่างแข็งขันนี้ ก็เรียกร้องให้ออกไปอ่อนน้อม กษัตริย์ญวนยินยอมทำตามโดยกำหนดเงื่อนไขว่าชาวเมืองจะต้องส่งมอบหัวหน้ากบฏให้ ดังนั้นพวกก่อการทั้งปวงจึงถูกส่งออกมาและถูกตัดศีรษะสิ้น ครั้นแล้วก็ต้องเสียค่าถ่ายเอาเมืองคืนกับต้องส่งบรรดาบุตรชายของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในเมืองให้กับกษัตริย์ญวนเพื่อเป็นตัวประกันความซื่อสัตย์สุจริตของบิดา


(๑) เทียบเท่ากับพลจัตวา (๒) คือจำปาและเขมร (le Tsiampaetle Cambodge)



๗๖ เมื่อบ้านเมืองสงบเรียบร้อย เจ้าฮูโกชินก็ยกทัพกลับบ้านเมือง และได้รับคำสรรเสริญพร้อมด้วยบำเหน็จสิ่งของอันมีค่าจำนวนมากจากราชสำนักจีน เจ้าฮูโกชินได้จัดระเบียบบริหารราชการบ้านเมืองเสียใหม่ ทำให้บ้านเมืองนี้มีความสงบสุข แต่ชั่วเวลาไม่นาน เจ้าฮูโกชินก็ถูกแม่ทัพใหญ่ เปาโหติง (๑) ลอบปลงพระชนม์เสีย ภายหลังต่อมา พระประยูรญาติใกล้ชิด ซึ่งมีเชื้อสายมงคล เช่นเดียวกับเจ้าฮูโกชิน นามว่า โท้หูลู (T'oh hou -lou) ก็ขึ้นครองราชบัลลังก์ต่อมา ในระหว่างที่เจ้าผู้ครององค์ใหม่ปกครองประเทศ ได่นำระเบียบการปกครองอย่างใหม่ตามวิธีการของชาวมงคลมาใช้ อันทำให้บ้านเมืองมีความเจริญก้าวหน้าอย่างสูงสุด กล่าวคือ บรรดาชนพื้นเมืองซึ่งมีขนบธรรมเนียมขัดกันก็กลับหันเข้ามาสามิภักดิ์ภายใต้ร่มธงใหม่นี้ทีละน้อย ๆ มีการสร้างปราสาทราชวัง และสาธารณสถานเป็นอันมากตามหัวเมืองทุกแห่ง ในสมัยเดียวกันนี้ อำเภอต่าง ๆ ถึง ๓๗ แห่ง ซึ่งมีนายอำเภอเป็นชาวพื้นเมือง ได้จัดระเบียบการบริหารงานใหม่ตามแบบมงคล นับตั้งแต่ประเทศยูนนานถูกยึดครองมา อำเภอเหล่านี้ ไม่เคยยุติจากการก่อความสงบเลย แต่ถึงกระนั้นการย่อมอ่อนน้อมของชนเหล่านี้ก็เป็นแต่เพียงผิวเผิน ดังจะเห็นในเวลาต่อมาว่ามีหารกบฏเกิดขึ้นใหม่ ๆ อีกหลายครั้ง พ.ศ.๑๘๑๗ ชนชาติพม่าเข้ามาตีเมืองยูงฉาง (Young Tch'ang) ชาวเมืองนี้เรียกว่า พวกกินจี(๒) (Kin-tchin) (ฟันทอง) กองทัพของเมืองนี้ออกทำการต้านทาน แต่ต้องล่าถอยกลับเข้าค่าย เนื่องจากทนความร้อนไม่ไหว สองสามวันต่อมา กองทหารพม่ามีนายทัพชื่อ เตมูเออร์ (๓) (Tieh-mou-erh) เข้าต่อสู้กับกองทัพจีนเป็นครั้งที่สอง ชาวพม่าเป็นฝ่ายปราชัย จึงถูกบังคับให้จ่ายค่าปรับสงครามเป็นอันมาก

(๑)นักประวัติศาสตร์หลายคนยังไม่ลงความเห็นพ้องกันในสาเหตุที่นายทัพผู้นี้ลอบปลงพระชนม์พระเจ้าแผ่นดิน บางท่านคิดว่าคงมีมูลมาแต่ความริษยาที่เจ้าฮูโกชินรบได้ชัยชนะในการรบในญวน ส่วนคนอื่น ๆ ก็ว่าความแค้นที่เกิดขึ้นโดยกระทันหัน อันเนื่องมาจากการถูกสบประมาท ในเรื่องเกี่ยวกับโสภณีชั้นสูงก็น่าจะเป็นสาเหตุแห่งอาชญากรรมทั้งนี้ได้เหมือนกัน (๒) ชื่อที่เรียกนี้มาจากอุปนิสัยของชาวพื้นเมือง ซึ่งชอบใช้แผ่นทองหุ้มฟัน (๓) เรียกกันในทวีปยุโรปว่า ตีมูร์ (Timour)


๗๗ ระหว่างนี้ พระภิกษุซึ่งเคยได้รับประโยชน์จากการบำเพ็ญกุศลของกษัตริย์ยูนนาน ตลอดมาจนถึงคราวที่กษัตริย์ยูนนานสิ้นวาสนา ได้เริ่มก่อความยุ่งยากขึ้นหลายประการ พระภิกษุองค์หนึ่งในจำนวนนั้นชื่อ เชลี (Che-li) เป็นภิกษุองค์เดียวกันกับที่หนีมาจากเมืองซูฮวงฟู (Ts'ou-hioung fou) และเป็นผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ พระภิกษุเชลีจึงฉวยโอกาสจากชื่อเสียงของท่าน ก่อการกบฏต่อต้านพวกมงคลเป็นครั้งที่สอง ฝ้ายเจ้าตวน ซึ่งยังมีความจงรักภักดีต่อจักรพรรดิ์จีนตลอดมา ได้สั่งทหารสองสามคนให้ปลอมตัวเป็นพ่อค้า และมอบหมายให้ไปลอบฆ่าพระภิกษุเชลี ทหารที่ปลอมตัวเหล่านั้นจึงไปปรากฎตัวยังสำนักภิกษุกบฏ โดยแสร้งทำเป็นนำสินค้าของตนมาถวายพระ ในขณะที่พระภิกษุเชลีกำลังชมสิ่งของอยู่ก็ถูกลอบแทงถึงแก่มรณภาพ และนำศีรษะไปเสียบประจานกลางเมืองตาลี ครั้นจักรพรรดิจงตุง (Tchoung-t'oung) เห็นเจ้าตวนสินปฏิบัติงานสำคัญ ๆ อันเป็นประโยชน์แก่จักรวรรดิจีน จึงส่งเครื่องแต่งกายสำหรับราชสำนักมาเป็นบำเหน็จหลายสำรับ กับมอบตำแหน่งกิติมศักดิ์ให้หลายตำแหน่ง ฝ่ายฮูปิเลียะเมื่อกระทำการได้ชัยชนะทั้งปวงแล้ว ก็โค่นราชวงศ์ นานสูง (๑) (Nan Soung) ลง แล้วประกาศตนเป็นจักรพรรดิแห่งประเทศจีน พร้อมกันนั้นก็ตั้งราชวงศ์ขึ้นใหม่ว่า ราชวงศ์หยวน(Youen) ผนวกประเทศยูนนานเข้ากับประเทศจีนโดยเด็ดขาด การยึดครองของพวกมงคล ในระยะนี้ประเทศยูนนานถูกผนวกเข้ากับจักรวรรดิจีนโดยเด็ดขาด เจ้าตวนสินสูจี้สิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. ๑๘๒๕ เนองจากประชวรไข้ในระหว่างที่ยกกองทัพออกต่อต้านกองทัพพม่า อนุชานามว่า ตวนจูง (Touan Tchoung) ก็รับตำแหน่งสืบต่อมา

(๑) ในครั้งนั้นที่ทำการรัฐบาลของราชวงศ์สูงแห่งภาคใต้ตั้งอยู่ที่เมืองนิง-งาน (Ning-ngan) อันเป็นชื่อเก่าของเมืองฮั่งเจียว (Hang-tcheou) เมืองหลวงของมณฑลเจเกียง (Tche-kiang)



๗๘

ชนพื้นเมืองสองแคว้นในมณฑลม่านสื (Man tze) ได้ก่อการจลาจลขึ้น ในตำบลหวย-ลี เจียว (Houei li-tcheou) ซึ่งเป็นดินแดนอยู่ในมณฑลเสฉวนปัจจุบัน แม่ทัพชาวงมงคล ชื่อ โก๊ะมู่ (K'ouoh-mou) บัญชาการกองทัพของประเทศยูนนานสามารถบังคับชนเผ่าพื้นเมืองสองแคว้นนี้ให้อยู่ในอำนาจได้ แต่เนื่องจากแว่นแคว้นในแถบนี้มักก่อการกำเริบบ่อย ๆ พระจักรพรรดิตรัสให้เตียมูเออร์ (Tieh-mou-erh) เจ้าผู้ครองยูนนานตั้งกองทหารประจำการจำนวน ๓,๐๐๐ คน สำหรับควบคุมดินแดนแถบนี้ ในปีเดียวกันนั้น ตวนจูงได้จัดวางระเบียบปกครองในแคว้น วูติงเจียว (Wou-ting tcheou) ขึ้นใหม่ ตวนจูงจึงได้รับความชมเชยและบำเหน็จรางวัลจากพระจักรพรรดิเป็นอันมาก งานครั้งนี้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ครั้งสุดท้าย เพราะตวนจูงได้ล้มป่วยลงเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อยตรากตรำและได้ถึงแก่กรรม รวมเวลาที่รับราชการได้ ๑๒ ปี จักรพรรดิฮูปิเลียะทรงตั้งคนในตระกูลตวนให้ปฏิบัติราชการในหน้าที่นี้ต่อไป โดยทรงแต่งตั้ง ตวน เกิง (Touan K'ing) บุตรชาย ตวนสินสูจี้ เป็นตำแหน่ง ตูหยวนเจย (You Youen - chouei) เทียบเท่าตำแหน่งพลจัตวา แต่ทรงปฏิเสธไม่ยอมตั้งให้เป็นเจ้าผู้ครองอาณาจักร และในระยะเดียวกันนี้(๑๘๓๒) พระจักรพรรดิทรงสถาปนาโอรสองค์เล็กของพระองค์นามว่า กันสืม้า (Kan-tze-ma) เป็นเจ้าชายเหลียงปกครองประเทศนี้ จักรพรรดิผู้พิชิตผู้ยิ่งใหญ่องค์นี้สวรรคตในปี ๑๘๓๗ ทรงมีพระชนม์ได้ ๘๐ ปีและครอบครองจักรพรรดิบัลลังก์เป็นเวลา ๓๕ ปี (๑) โอรสองค์เล็กของพระองค์ทรงนามว่า เตมูเออร์ (Tieh-mou-erh) สืบราชสมบัติต่อมาจักรพรรดิองค์นี้ทรงตั้งนามรัชกาลของพระองค์ว่า หยวนเจ็ง (Youen-tcheng) พ.ศ. ๑๘๔๐ ราษฎรในราชอาณาจักร ปาเปซีฟู (๒) (Pah-peh-sih-fou) ซึ่งเกิดความระอาที่ชาวพม่าเข้ามารังควานไม่หยุดหย่อน และนอกจากนั้นยังถูกขุนนางจีนที่เข้ามาปกครองกดขี่ข่มเหงแทนที่จะให้ความคุ้มครอง จึงร้องเรียนขอความยุติธรรมและความ (๑) ได้ปกครองอาณาจักรมงโกล ๑๙ ปี ก่อนที่จะมาครองจักรพรรดิบัลลังก์ของประเทศจีน (๒) ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมือง ยูงจางฟู ชาวเมืองนี้เป็นที่รู้จักกันในนามว่า กินจี คือ ฟันทอง เหมือน ๆ กัน อาณาเขตของอาณาจักรนี้แผ่ไปจนถึงทางใต้ของเมืองเชียงใหม่ (Xieng-mai ;Tchiang-mai ; Kiang-mai) เรียกในภาษาพม่าว่า ซิมเมพันเอกยูล (มาร์โคโปโล L+,P.81) เชื่อว่านครหลวงอาณาจักร ปาเปซีฟู คือ มวงหยง (Mouang-Yong) อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเชียงตุง (Kiang-toung)


๗๙ คุ้มครองจากกษัตริย์แห่งประเทศยูนนาน นักประวัติศาสตร์หลายท่านกล่าวว่าคำร้องขอความช่วยเหลือนั้นได้ถูกยับยั้งไว้ โดยพวกขุนนางข้าราชการผู้ซึ่งเป็นตัวต้นเหตุของความไม่พอใจของพลเมืองเหล่านี้ การจลาจลจึงเกิดขึ้นโดยทั่วไป ส่วนพระจักรพรรดิเองก็ทรงระแวงในความประพฤติของบรรดาข้าราชการที่พระองค์ส่งไปปกครองอยู่เหมือนกัน จึงมีพระราชโองการให้เยเสียนปูหัว (Ye-sien-pou-hoa) ยกกองทัพไปสังเกตเหตุการณ์ลุกขึ้นจับอาวุธที่เกิดขึ้นมิหยุดหย่อนนี้ กับให้สอบสวนเรื่องราวและจัดการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างหนัก ครั้นกองทหารของเยเสียนปูหัวมาถึง บรรดาหัวหน้าผู้ก่อการจลาจลก็ออกมาอ่อนน้อมและชี้แจงข้อทุกข์ยากของพวกตนให้ทราบ พวกขุนนางชาวจีนผู้ประพฤติการชั่ว ซึ่งเป็นสาเหตุของการจลาจลจึงถูกจับและลงโทษอย่างหนัก ฝ่ายอ้วนจี้ (Ouen-tchi)อัครมหาเสนาบดีของพระจักรพรรดิมักจะกราบทูลตักเตือนแก่จักรพรรดิผู้เยาว์อยู่เนือง ๆ ถึงการสงครามและชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ซึ่งจักรพรรดิฮูปิเลียะผู้เป็นพระราชบิดาทรงกระทำมาแต่ก่อน และอ้วนจี้ทูลเสนอให้พระจักรพรรดิผู้เยาว์ทรงกระทำการเผยแพร่พระเกียรติยศชื่อเสียง ด้วยการยกกองทัพออกไปปราบปรามแว่นแคว้นของชนป่าเถื่อนตามชายอาณาเขตทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งมักจะดื้อดึงไม่ยอมอยู่ใต้การปกครองของชาวมงคลเรื่อยมา ฝ่ายพระจักรพรรดิซึ่งตั้งพระทัยสดับคำเพ็ดทูลของที่ปรึกษา ในเรื่องการสงครามอันเป็นสิ่งที่ตรงกับพระอัธยาศัยพอใจทางนี้อยู่แล้ว จึงทรงแต่งตั้งเหลียวซิน (Lieou-sin) เป็นแม่ทัพจัดเกณฑ์ผู้คนไว้พร้อม ระหว่างที่ยกกองทัพล่วงหน้าไป ความไข้เกิดระบาดขึ้นทั่วทั้งกองทัพ เป็นเหตุให้เสียชีวิตผู้คนไปมากกว่า ๓๐,๐๐๐ คน กว่าจะเดินทางล่วงถึงชายเขตแดน เหลียวซินจึงหาทางเพิ่มจำนวนผู้คนให้เต็มอัตราเดิม ด้วยการกะเกณฑ์ชนเผ่าพื้นเมืองเข้าประจำกองทัพ แล้วกดขี่บังคับใช้งานอย่างไม่ปรานีปราสัย กับให้ริบทรัพย์สมบัติเชลยมาเป็นส่วนของตน อันมีภรรยาของทู้สื (T'ou -sze) (ตำแหน่งหัวหน้าชาวเผ่าพื้นเมือง) ทองหนัก ๓,๐๐๐ เอานซ์ กับม้าอีก ๓๐๐ ตัว การปฏิบัติอันไร้ความยุติธรรมเช่นนี้ ก่อให้เกิดความเคียดแค้นในหมู่ชาวพื้นเมือง ซึ่งมีหัวหน้าชื่อ สุงลุงสี (Soung-loung-tsi) สัญญาณแห่งการปฏิวัติต่อต้านชาวจีนก็เริ่มขึ้น (๑๘๔๕) หนังสือตุงเกียนกังมู้กล่าวว่า ชนเผ่าเมียวสื เผ่าอิเจน เผ่าม่านสื และเผ่าอื่น ๆ อีกรวมพวกกันกับ

๘๐ หัวหน้าผู้ปฏิวัติ แล้วเข้าล้อมกองทัพของเหลียวซิน ซึ่งตั้งอยู่ในป่า และกองทัพนี้จะต้องถูกทำลายอย่างแน่นอน ถ้าหากไม่ได้รับการช่วยเหลือโดยทันท่วงทีจากองทัพ ซึ่งมีเจ้าผู้ครองนครเหลียงเป็นผู้บัญชาการ อย่างไรก็ตามกองทัพฝ่ายกบฏก็สามารถยึดป้อมปราการได้สองสามแห่ง และการสู้รบคงจะยืดเยื้อต่อไปอีกนาน ถ้าหากว่าไม่มีผู้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะช่วยขจัดความเดือดร้อนให้ด้วยความเป็นธรรม หลังจากที่ความยุ่งยากทั้งปวงซึ่งมีสาเหตุมาแต่ความละโมบของนายทัพนายกองของกองทัพพระจักรพรรดิ แม่ทัพเหลียวนั้นเป็นผู้เสื่อมเสียที่สุด และถูกตัดสินประหารชีวิต แต่บังเอิญเขาได้ทราบผลการพิจารณาโทษเสียก่อนจึงหลบหนีไปได้ ในระยะนี้ราชสำนักจีนได้รับแจ้งเรื่องร้องทุกข์ ว่าบรรดาหัวหน้าชาวญวนได้เข้ามาตั้งกองทัพบุกรุกอยู่ตามชายแดนจีน พระจักรพรรดิจึงทรงกล่าวตักเตือนไปยังพระเจ้าแผ่นดินของประเทศนี้ แต่พระเจ้าแผ่นดินญวนทำเพิกเฉยเสีย ใน พ.ศ. ๑๘๔๖ พระจักรพรรดิจึงส่งตวนเกียว (Touan Kiou) เป็นแม่ทัพยกกองทัพไปจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ในฐานะที่จักรวรรดิจีนมีสิทธิเหนือกว่าประเทศญวน กับให้สั่งสอนกษัตริย์แห่งประเทศเกียวจี (๑) ให้มีใจเป็นธรรมขึ้น ยังไม่ทันที่กองทัพฝ่ายพระจักรพรรดิจะยกล่วงข้ามเขตแดน กษัตริย์ญวนซึ่งไม่มีกำลังจะทำสงครามกับประเทศจีนก็ส่งเสนาบดีสองคนพร้อมด้วยเครื่องราชบรรณาการสำหรับถวายพระจักรพรรดิออกมาแสดงความอ่อนน้อม และกระทำสาบานว่าจะซื่อสัตย์ต่อจักรวรรดิจีนต่อไป ขากลับจากประเทศยูนนาน ตวนเกียวได้นำภิกษุองค์หนึ่งชื่อโจลี้ (Tso-li) ไปกับกองทัพด้วย หนังสือพงศาวดารกล่าวว่า พระภิกษุองค์นี้มีความสามารถในเชิงอิทธิปาฏิหาริย์และรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ทุกชนิด เมื่อพระจักรพรรดิซึ่งทนทรมานจากพระยอดหัวหนึ่งมาเป็นเวลานาน ได้ทราบกิติศัพท์ในความสามารถพิเศษของพระภิกษุองค์นี้จึงทรงนิมนต์ให้เข้าเฝ้า พระภิกษุโจลี้ตรวจดูแผลนั้นแล้วชำระล้างด้วยน้ำมนต์เพียงสองครั้งพระยอดก็หาย

(๑) ราชอาณาจักรตังเกี๋ย (ตองกิง)




๘๑

ครั้นการรักษาอันมหัศจรรย์นี้ผ่านไป ตาเต้ (๑) (Ta-teh) ก็ยังไม่เชื่อในอานุภาพวิเศษของภิกษุองค์นี้ จึงทรงตัดสินพระทัยที่จะทดลองความสามารถอันลึกล้ำนี้อีกครั้งหนึ่ง พระองค์ทรงให้ขุดบ่อขึ้นบ่อหนึ่งแล้วให้คน ๘ คนลงไปอยู่ในบ่อนั้นพร้อมกับกลองซึ่งคนทั้งแปดจะผลัดกันตีอยู่ตลอดเวลา แล้วให้ถมบ่อนั้นเสียโดยเปิดเป็นช่องไว้สำหรับนักโทษทั้งแปดหายใจได้ ที่ปากช่องมีผ้าชิ้นหนึ่งปิดคลุมไว้ ครั้นจัดการเสร็จก็นิมนต์พระภิกษุโจลี้แล้วนำมาตรงที่ที่ให้ขุดบ่อไว้ ตรัสกับพระภิกษุว่า "ปิศาจร้ายซึ่งอยู่ใต้ดินตรงนี้มันไม่ยอมหยุดรังควานความสงบสุขของข้าพเจ้าเลย ทั้ง ๆ ที่ข้าพเจ้าได้กระทำทุก ๆ อย่างที่จะปราบมัน จนกระทั่งบัดนี้ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถทำให้มันสงบเสียงไปได้ พระคุณเจ้าเป็นผู้มีอานุภาพพระคุณเจ้าจะใช้อำนาจบังคับมันให้สงบปากสงบเสียงลงได้หรอไม่ "พระภิกษุองค์นี้มิได้สำแดงความหวาดหวั่นใด ๆ แต่พร่ำสาธยายมนต์หลายบทแล้วสวดต่ออีกสองสามจบเสียงตีกลองก็หยุดชะงักลง พระจักรพรรดิทรงประหลาดพระทัย ตรัสให้เปิดบ่อนั้นขึ้นทอดพระเนตรโดยทันทีก็พบว่านักโทษทั้งแปดนั้นสิ้นชีวิตเสียแล้ว ภายหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ ตาเต้ก็ทรงน้อมพระเศียรให้กับวิทยาการอันลี้ลับของพระภิกษุองค์นี้ แล้วทรงสถาปนาพระภิกษุโจลี้เป็นราชปุโรหิตกิติมศักดิ์ประจำราชสำนัก พ.ศ.๑๘๔๘ เมื่อความสงบเรียบร้อยเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ก็มีการยก "หลักหินอนุสรณ์แห่งสันติภาพ" ณ เมืองตาลีตรงลานตลาดซึ่งอยู่ด้านนอกของประตูเมืองทิศตะวันตก ปัจจุบันนี้หลักหินนี้ยังอยู่ในสภาพเรียบร้อย เป็นหลักหินขนาดสูงเกือบ ๔ เมตร และกว้าง ๑.๕๐ เมตร วางตั้งอยู่บนหลังเต่าขนาดใหญ่พอ ๆ กันกับหลักหินนั้น จากหลักฐานในเอกสารที่เราอยู่กล่าวว่า นักเดินเรือชาวเวนิสผู้มีชื่อเสียงชื่อ มาโคโปโล ได้เดินทางเข้าสู่ประเทศยูนนานโดยทางนี้ และในระหว่างที่ผ่านเมืองยูงจางฟู เขาได้เขียนบันทึกไว้ว่าพวกกินจีเป็นชนเผ่าที่เคารพรูปปั้น อันประกอบด้วยพระเจ้าของนิกายส์เนสโตเรียน (ศาสนาคริสต์นิกายหนึ่ง) ซาราเซ็น และมุสซุลมาน (๒) (Nestorieng Sarrazins et de Musulmans) (๑) ชื่อแรกของรัชกาลนี้คือ หยวนเจ็งได้เปลี่ยนใหม่ในปี ๑๙๙๗ เป็น ตาเต้ (๒) ในสมัยนี้ข้อความที่เขียนไว้นี้อาจจะถูกต้อง แต่ในปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานที่จะยืนยันข้อเท็จริงเลย ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานของพวกนับถือศาสนามะหะหมัด พุทธศาสนาหรือเครื่องรางที่เกี่ยวกับศาสนาทั้งสองนี้


๘๒

ในระหว่าง พ.ศ. ๑๘๕๑ เกิดแผ่นดินไหวมีระยะนานถึง ๓ วัน ทำลายเมืองเจนยี่เจียว (Tchen-yih Tcheou) ลงหมดทั้งเมือง และราษฎรชาวเมืองเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก ตวนกิงผู้ว่าราชการของเมืองตาลีก็มาตายลง ณ เมืองนี้ด้วย พระจักรพรรดิจึงทรงแต่งตั้ง ตวนเจ็ง (Taun Tcheng) ผู้น้องชายให้รับตำแหน่งนี้สืบต่อไป ประวัติศาสตร์รายงานว่าภายหลังวินาศกรรมครั้งนี้ มีผู้หมายเหตุลงไว้ว่าในปี ๑๘๕๑ ในทะเลสาบของเมืองยูนนานฟู (๑) มีมังกรดุร้ายตัวหนึ่งจำแลงร่างเป็นหญิงโสเภณีชั้นสูงเข้ามาชักจูงหญิงสาวหมู่หนึ่งไปกับตน แล้วกินหญิงสาวเหล่านั้นเสียสิ้น ส่วนพวกราษฎรที่หวาดกลัวว่า มังกรตัวนี้จะกลับมาอีก เมื่อได้กินคนไปแล้วเป็นจำนวนมาก ก็พากันจุดเทียนขึ้นตามวัดต่าง ๆ ที่อยู่ในเมือง และตามบริเวณรอบ ๆ วัดด้วย วันหนึ่ง หญิงชาวนาคนหนึ่งไปปรากฏตัวที่พระเจดีย์ซึ่งอยู่ชายทะเลสาบ เพื่อสวดมนต์อ้อนวอนให้วิญญาณของบุตรชายของนางซึ่งหายไปได้ไปสู่สุคติ พระภิกษุองค์หนึ่งชื่อ เจาเกียโล้ (Tchao-kia-lo)ได้มาพบนางและนางได้เล่าถึงความทุกข์ของตนให้ทราบ พระภิกษุรูปนี้ก็เห็นใจในความโศกเศร้าของหญิงผู้เป็นแม่เป็นอันมาก มีผู้กล่าวว่าสาวกของพระพุทธเจ้าองค์นี้สามารถติดต่อกับภูตผีปีศาจได้ ดังนั้นท่านจึงใช้ให้ปีศาจตนหนึ่งไปจับมังกรนั้นมาและฆ่าเสีย ต่อมาได้มีผู้เรี่ยไรเงินจัดสร้างพระเจดีย์องค์หนึ่ง ทางฝั่งตะวันตกของทะเลสาบเพื่อเป็นอนุสรณ์ที่ระลึกสำหรับเหตุการณ์อันปลื้มปิตินี้

การจัดระเบียบการปกครองของมณฑล พ.ศ. ๑๘๕๕ พระจักรพรรดิทรงวิตกถึงการที่ทรงมอบสิทธิการปกครองแก่มณฑลยูนนานโดยเด็ดขาด จึงสนับสนุนให้มีการศึกษากิจการงานของประเทศจีนและกำหนดให้มีการสอบชิงตำแหน่งชั้นสูงเป็นครั้งแรกในปีรุ่งขึ้น ส่วนเจ้าพนักงานสอบไล่ ผู้วางตนให้สมกับพระราชบัญชา จากราชสำนัก กับได้พิเคราะห์เห็นความลำบากที่ผู้สมัครสอบต้องบุกบั่นเดินทางมาถึงประเทศจีน จึงแสดงความ


(๑) เรียกว่า เทียนจีไฮ (Tien -tchi- Hai) ทะเลเกียนจี

๘๓

กรุณาต่อผู้เข้าแข่งขันในการสอบเป็นอันดี ผู้ที่สอบไล่ได้จึงมีจำนวนมากเมื่อข่าวนี้เป็นที่ทราบในหมู่ประชาชนก็ก่อให้เกิดความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะประชาชนเหล่านี้ยังมีความหวาดกลัวตลอดมา ว่าชาวมงคลพยายามกีดกันมิให้ชาวยูนนานเข้ารับราชการของประเทศจีน ทั้ง ๆ ที่ได้ปฏิบัติการอันเป็นการเอาใจชาวยูนนานเช่นนั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ปล่อยให้มีอิสระในการปกครองบ้านเมืองแล้วก็ตาม ก็ยังมีการจลาจล ซึ่งปราบปรามให้สงบได้ยากในท้องถิ่นหลายแห่ง ดังนั้น เพื่อที่จะขจัดข้อยุ่งยากต่าง ๆ อันบรรดาราษฎรก่อขึ้น เยนจง (Jen-tsoung) จึงแต่งตั้งโอรสของพระจักรพรรดิ วู่จง (Wou-tsoung) ชื่อโหจีเจียว (Ho-chi-tcheou) เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหารของมณฑลยูนนาน และสถาปนาให้เป็นเจ้า เจียว (Tcheou) ดูเหมือนว่าการจัดการปกครองแบบเผด็จการเช่นนี้ จะอำนวยผลดีหลายประการสำหรับการดำเนินงานด้านอื่น ๆ ทั้งปวง แต่ทว่าการขาดความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดกับชนเผ่าต่าง ๆ ทั้งในด้านขนบธรรมเนียมและภาษาพูด ซึ่งแตกต่างกันมาก กลับกลายเป็นสาเหตุสำคัญของความยุ่งยากระส่ำระสายอันเกิดขึ้นเนือง ๆ โดยไม่อาจจะหาทางแก้ไขได้เลย ในระหว่างการปราบปรามการจลาจลครั้งหนึ่ง ทำให้ตวนเจ็งต้องเสียชีวิต ในพ.ศ. ๑๘๖๐ ตวนลุง (Touan Loung) บุตรชายซึ่งระหว่างนั้นได้รับราชการกับจักรพรรดิ์มงคลอยู่แต่เดิมแล้ว ก็ได้รับแต่งตั้งจากจักรพรรดให้มีตำแหน่ง ตาลี กุนมินจงโกน (๑) (Ta-li Kiun-min Tsoung-koan) (๑๘๖๑) และได้รับมอบอำนาจการพิพากษาคดีทั้งปวงที่เกิดขึ้นในหมู่ชนเผ่าต่าง ๆ ทางชายแดนด้านตะวันตก ครั้งหนึ่งในระหว่างที่ผู้ว่าราชการมณฑลยูนนานกลับจากตรวจราชการของมณฑล คนสำคัญ ๆของชนเผ่าพื้นเมือง ได้เข้ามาร้องเรียนในเรื่องมโนสาเร่เกี่ยวกับการแต่งตั้งขุนนางชาวจีนเป็น ทู้สื (๒)(T'ou-sze) ของพวกตน กับร้องขอให้แต่งตั้งแม่หม้ายของ

(๑) ตำแหน่งนี้เทียบเท่ากับตำแหน่งอุปราชแห่งหัวเมืองตาลี (๒) หัวหน้าเผ่าผู้สืบตระกูล


๘๔

หัวหน้าเผ่าผู้สืบตระกูล ซึ่งไม่มีลูกได้ดำรงตำแหน่งต่อไป เนื่องจากเป็นผู้ที่สร้างประโยชน์ไว้เป็นอันมาก ผู้ว่าราชการมณฑล ไม่ทราบว่าควรจะเปลี่ยนแปลงประเพณีของชนพื้นเมืองอย่างไรดี จึงเสนอรายงานไปยังจักรพรรดิ จักรพรรดิทรงโปรดอนุมัติตามที่ขอนี้ พ.ศ.๑๘๖๒ ถึงแม้ว่า ชาวมงคลจะทุ่มเทความพยายาม ในการปกครองประเทศยูนนานให้เรียบร้อยสักเพียงไร ผลที่ได้รับก็ไม่มีอะไรดีขึ้น การจลาจลเกิดขึ้นทุกหัวเมือง ระเบียบการปกครองอย่างใหม่ของแว่นแคว้นเหล่านี้ มีสาเหตุจากความปรวนแปรในผลประโยชน์ระหว่างชนเผ่าพื้นเมืองด้วยกัน พวกหัวหน้าเผ่าต่าง ๆ รบราฆ่าฟันกันเอง เมื่อการวิวาทระงับไปในที่หนึ่ง ก็ไปเกิดขึ้นในที่อื่น ๆ ต่อไป กล่าวอย่างรวบรัดก็คือ การจลาจลเกี่ยวกับการปกครองลุกลามไปทั่วประเทศ ผู้ว่าราชการตามหัวเมืองบางคนถูกลอบฆ่าตาย เมื่อต้องเผชิญกับความยากลำบากอันมีจำนวนมหาศาลเช่นนี้ การศาลของจักรวรรดิอันประกอบขึ้นด้วยเสนาบดีและบุคคลสำคัญ ๆ ก็ลงมติยินยอมให้สิทธิแก่ประเทศยูนนาน ในอันที่จะเลือกหัวหน้าของตนขึ้นเองและให้สิทธิที่จะสืบเชื้อสายปกครองกันต่อ ๆ ไปตามที่ชนเหล่านั้นเรียกร้อง และตามหลักการอันฉลาดลึกล้ำที่จูโกเหลียงได้เคยวางไว้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มติข้อตกลงดังกล่าว จะไม่ได้นำไปปฏิบัติ หรือมิฉะนั้นก็ปฏิบัติกันอย่างเลวเต็มที เพราะว่า ใน พ.ศ. ๑๘๖๗ ความยุ่งยากได้แผ่ลุกลามไปหลายแห่ง รัฐบาลส่วนกลางจำต้องส่งนายพลมงคลคนหนึงชื่อ เตียมูเอิล (๑) (Tieh-mou-eurl) แล้วแต่งตั้งให้เป็นเจ้าผู้ครองยูนนานไปจัดการสถาปนาความสงบเรียบร้อยในประเทศนั้น

การกบฏเพื่อต่อต้านอำนาจของชาวมงคล พ.ศ. ๑๘๗๓ ตู้เกียน (๒) ได้ก่อการกบฏและยึดหัวเมืองได้แห่งหนึ่งแล้วจัดการปกครองเมืองนี้แบบนครรัฐ หัวหน้าชนพื้นเมืองหลายคนพากันยึดถือเป็นแบบอย่าง ต่างยึดครองเมืองไว้ได้หลายเมือง แล้วรื้อถอนป้อมปราการแล้วตั้งปืนเตรียมไว้ตามร้านขายของของราษฎร

(๑) พ.ศ. ๑๘๗๒ เจ้าชาวมงคลอีกองค์หนึ่งชื่อ อ้าเตอ (Ah-teu) รับตำแหน่งนี้ต่อมาและมีชื่อว่าเจ้าเหลียง (๒) เชื้อสายชาวมงคล ปรารถนาจะช่วงชิงตำแหน่งของ อ้าเตอ (Ah-teu)แต่ต้องล่าถอยกลับไป


๘๕

กรมการเมืองประจำท้องถิ่นไม่สามารถจะจัดความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองได้จึงร้องเรียนไปยังพระจักรพรรดิขอให้ส่งกองทัพมาช่วย เตียมูเอิลได้รับมอบอำนาจให้จัดเกณฑ์กำลังคนจากมณฑลหูกวง และมณฑลเกียงสี (Hu Kouang ; Kiang Si) เป็นจำนวน ๒๕,๐๐๐ คน ครั้นกลับมาถึงยูนนาน บรรดานายพลจีนก็พบว่าสภาพการณ์ต่าง ๆ ตกอยู่ในฐานะที่ร้ายแรงเกินกว่าที่คาดไว้ พวกหัวหน้าชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งเคยยอมอยู่ใต้การปกครองของพระจักรพรรดิมาเป็นเวลานานแทนที่จะจัดการปราบจลาจลากลับเป็นฝ่ายยุยงราษฎรทั่ว ๆ ไปให้ทำการกบฏ บรรดาชนเผ่าป่าเถื่อนในแว่นแคว้นใกล้เคียงก็เจริญรอยตามเสียงปลุกปั่นนี้ การปราบปรามการปฏิวัติครั้งนี้ดำเนินไปด้วยความยากลำบาก กองทัพฝ่ายจักรพรรดิต้องเสียกำลังรี้พลเป็นอันมาก หัวหน้าชาวพื้นเมืองผู้ยิ่งใหญ่พร้อมด้วยบุตรชายของตูเกียนสามคนซึ่งเป็นหัวแรงสำคัญของการต่อต้านได้ชักชวนกันหลบหนีไปอยู่ตามภูเขาและเดินทางต่อไปยัง กวยเฉียว (Kouei - tcheou) การจลาจลครั้งนี้หาได้เป็นการต่อต้านครั้งสุดท้ายต่อการปกครองของชาวมงคลไม่ บรรดาราษฎรผู้มีจิตใจรักเสรีภาพและมีอุปนิสัยเป็นนักรบเหล่านี้จะยินยอมอยู่ใต้การบังคับบัญชาของผู้ชนะได้ยากนัก ทั้ง ๆ ที่แว่นแคว้นเหล่านี้ถูกแบ่งแยกออกไปแล้ว ชนเหล่านี้ยังก่อการรบกวนอย่างแสนสาหัสแก่ราชวงศ์หยวน (Youen) ตวนสุน (Touan Tsiun) รับตำแหน่งผู้ว่าราชการแห่งตาลีต่อจากพี่ชายใน พ.ศ. ๑๘๗๕ ในระหว่างนี้ พลเมืองในแถบมณฑลนี้ซึ่งพยายามหาช่องทางและพร้อมที่จะจับอาวุธเพื่อกอบกู้เอกราชกลับคืน ได้ถูกบังคับกดขี่ให้เสียภาษีในอัตราที่สูงจนไม่สามารถจะเสียได้ แต่เนื่องจากได้เหน็ดเหนื่อยและอ่อนกำลังจากการต่อสู้มามาก จึงไม่ก่อการจลาจลใด ๆ แต่ตัดสินใจที่จะออกจากประเทศนี้และลี้ภัยไปอยู่ในมณฑลเสฉวน ครั้นจักรพรรดิอ้วนจง (Ouen-tsoung) ทรงทราบข่าวนี้ก็ส่งข้าราชการผู้หนึ่งชื่อเกียตุนฮี (Kia Toun-hi) ให้ไปยังมณฑลยูนนานโดยด่วนและทรงมอบหน้าที่ให้ทำการไต่สวนเรื่องราวทั้งปวง พร้อมทั้งจัดการเรื่องให้เรียบร้อย ในชั้นแรกตุลาการผู้นี้จัดการให้ลดอัตราภาษีลงส่วนหนึ่งแล้วชักชวน



๘๖

ให้ราษฎรหันมาทำการงานของตนต่อไปโดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้ความยุติธรรมเป็นอย่างดี และตามข้อความในใบบอกที่เขากราบทูลพระจักรพรรดินั้น เขาได้ให้จัดการลงโทษอย่างหนักแก่บรรดาขุนนางผู้กดขี่ข่มเหงราษฎรจนเป็นเหตุให้เกิดความยุ่งยากเหล่านี้ การสถาปนาความสงบสุขยังมิทันจะเรียบร้อยดี ชาวธิเบตซึ่งไม่พอใจในความเจริญรุ่งเรืองของชาวมงคลก็ฉวยโอกาสจากการถือยศถืออำนาจของบรรดาผู้ครองยูนนานเข้าโจมตีเมือง ฮุงกัน (Houng-gan) และเข้ายึดเมืองนี้ไว้ได้ใน พ.ศ. ๑๘๗๖ ตวนกวงซึ่งเป็นเจ้าเมืองปกครองเมืองตาลีเกรงว่าชาวธิเบตจะเข้ารุกรานดินแดนของตน ก็ยกกองทัพออกไปตั้งอยู่หน้าเมือง เจาเจียว (Tchao-tcheou) และเข้าประจันบานกับกองทัพธิเบต ณ บริเวณใกล้ด้านโหเว่ยกวน (Ho-wei-kouan) นักประวัติศาสตร์กล่าวว่า "กองทัพฝ่ายธิเบตประสบความปราชัยอย่างแหลกลาญและต้องล่าถอยกลับไปอย่างไม่เป็นส่ำ ต้องเสียชีวิตรี้พลลงมากมายในระหว่างการสู้รบหลายวันนั้น น้ำในแม่น้ำแดงไปด้วยสีของโลหิต" ความสงบสุขอันเป็นผลจากการรบราฆ่าฟันทั้งนี้ หาได้ดำรงอยู่เป็นระยะนานไม่ครั้นข้าศึกล่าถอยกลับไปหมดแล้ว พวกข้าราชการฝ่ายปกครองของประเทศก็ไม่รอช้าที่จะเข้ารบราฆ่าฟันกัน เพื่อขจัดการทะเลาะวิวาทเป็นส่วนตัว ในที่สุด ใน พ.ศ. ๑๘๗๘ เจ้าชายเหลียง (๑) ซึ่งทะเลาะวิวาทกับเจ้าเมืองตาลี ในปัญหาเรื่องดินแดน แต่ทว่าไม่มีอำนาจเพียงพอที่จะบังคับผู้สืบเชื้อสายจากกษัตริย์แห่งยูนนานให้ปฏิบัติตามความประสงค์ของตนได้จึงจับอาวุธเข้าสู้รบกับเจ้าเมืองตาลีและได้ชัยชนะในการต่อสู้ทั้งสองครั้ง ด้วยความทะนงใจในความสำเร็จทั้งนี้เจ้าเหลียงจึงปรารถนาจะฉวยโอกาสในการที่จะได้ชัยชนะออกติดตามศัตรูต่อไป ส่วนตวนกวงเมื่อไม่มีกำลังผู้คนสำหรับการสู้รบ จึงออกเดินทางไปถึงเมืองฮุงกัน ครั้นรวบรวมสมัครพรรคพวกในตระกูลของตนแล้ว ก็ยกกันมาปราบเจ้าเหลียง เจ้าเหลียงต้องประสบความปราชัยอย่างยับเยินถึงกับต้องประกาศยอมแพ้ และขอผูกมิตรไมตรีกับคู่ปรปักษ์ของตนใหม่ ด้วยการเชื้อเชิญไปในงานเลี้ยงใหญ่ ตวนกวงรับคำเชิญนั้น ครั้นเมื่อได้ทราบว่าพวกทหารที่ถูกจับมาจะกลับเป็นผู้ร้ายทำการฆ่าตนก็ไม่ไป แต่เขียนคำโคลงทำนองเยาะเย้ยที่เจ้าเหลียงให้

(๑) มีนามว่า patsatsz-oua eurl mi


๘๗

เกียรติเชื้อเชิญไปในงานเลี้ยงนั้นส่งไปในวินาทีสุดท้าย เจ้าเหลียงมีความแค้นใจที่ไม่สมประสงค์ในอุบายที่คิดไว้ จึงผูกใจพยาบาทคิดแก้แค้น แต่เหตุการณ์ในระยะต่อ ๆ มาไม่เปิดโอกาสให้เจ้าเหลียงได้ทำการวางแผนอุบาทว์นี้ได้สำเร็จ มีข้อความในพงศาวดารกล่าวว่า ใน พ.ศ. ๑๘๘๐ ณ ภูเขายูอาน (Yu-an) ซึ่งอยู่ห่างไปทางตะวันออกของนครหลวงของประเทศยูนนานไม่กี่ลี้ ได้มีสัตว์สี่เท้าชนิดหนึ่งจำนวนหลายร้อยตัวเข้าอาศัยอยู่ ขนของสัตว์ชนิดนั้นเป็นสีแดง และลักษณะตัวคล้ายสุนัข และวิ่งได้เร็วราวกับกวางทราย ชายชราคนหนึ่งซึ่งเป็นเชื้อสายห่าง ๆ ของราชวงศ์ตวน และมาอาศัยอยู่ในท้องถิ่นแถบนี้ ได้ให้คำอธิบายแก่ผู้มาปรึกษาถึงการปรากฏตัวอย่างกระทันหันของสัตว์เหล่านี้ว่า "พวกสัตว์ที่ท่านเห็นอยู่บนภูเขานั่นหาใช่เป็นสัตว์ที่อยู่ประจำในท้องถิ่นนี้ไม่ มันเป็นสัตว์ของสวรรค์และที่มันพากันมุ่งมาตามทางแถบนี้ ก็เพื่อจะบอกให้มนุษย์ทราบล่วงหน้าถึงเหตุการณ์ใหญ่หลวงอันจะเกิดขึ้น" ต่อมาไม่นานสัตว์เหล่านี้ก็หายสาบสูญไปอย่างน่ามหัศจรรย์และในปีต่อมาคำพยากรณ์ของชายชราก็ปรากฏความจริงกล่าวคือ มีฝนลูกอุกกาบาตตกจากท้องฟ้าทำลายชีวิตผู้คนลงเป็นอันมาก กับทำลายบ้านเรือนและโบราณสถานเกือบหมดสิ้น เมื่อมหาภัยได้ผ่านพ้นไปแล้ว ความอดอยากยากแค้นก็เกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวง จนถึงกับผู้คนต้องกินผักหญ้าประทังชีวิต สองสามปีต่อมา (๑๘๘๓) อาลักษณ์ชั้นที่หนึ่งของตวนกวง ชื่อว่า เกาฝุง (Kao-p'oung) ไปเที่ยว ณ เมืองยูนนานฟู และได้รับเชื้อเชิญจากเจ้าเหลียงให้ไปในการเลี้ยง ครั้งแรกเกาฝุงตั้งใจปฏิเสธ โดยพิเคราะห์เห็นว่าการเชื้อเชิญมาทั้งนี้เกินกว่าเกียรติยศของตน แต่แล้วก็คิดว่าการที่ได้รับเชิญนั้นก็เพราะเจ้าเหลียงเห็นแก่เกียรติยศของเจ้านายของตนดอก เกาฝุงจึงไปสู่วังเจ้าเหลียง การเลี้ยงอาหารเย็นนั้นดำเนินไปอย่างสนุกสนานและฟุ่มเฟือย และระหว่างที่แขกร่วมโต๊ะกินเลี้ยงมึนเมาอยู่ด้วยฤทธิ์สุรา การสนทนาก็ดำเนินไปอย่างสนุกสนาน เจ้าเหลียงซึ่งยังไม่ลืมความพ่ายแพ้ของตนก็ให้ตัดศีรษะลูกน้องของศัตรูตนเสีย ตวนกวงเมื่อได้ทราบก็มีใจเจ็บแค้น ตั้งใจจะแก้แค้นแทนอาลักษณ์ให้ได้ แต่ต่อมาล้มป่วยลง และสิ้นชีวิตลงใน พ.ศ. ๑๘๘๙


๘๘

ครั้นมาในระยะนี้ แม้ว่าคนในตระกูลตวนจะได้ทำราชการรับใช้พระจักรพรรดิด้วยความซื่อสัตย์เป็นอย่างดี ผู้สืบเชื้อสายต่อ ๆ มาก็หาได้รับสิทธิพิเศษแต่อย่างใดไม่ดังจะเห็นได้เมื่อ ตวนกุง (Touan Koung) บุตรชายของตวนกวง เข้าทำราชการสืบต่อจากบิดา ก็ได้รับแต่งตั้งจากจักรพรรดิให้มีตำแหน่งรองเจ้าเมือง (Sous Prefet) ของเมือง มงหัว (Moung-hoa) แต่เพียงคนเดียวเท่านั้น พ.ศ. ๑๘๙๐ เนื่องจากตวนกุงมีผู้คนบริวารจำนวนมากซึ่งตระกูลของตนเคยปกครองประเทศนี้มาก่อน จึงสามารถระงับการจลาจลซึ่งกำลังจะเริ่มก่อตัวขึ้นในหมู่ชาวเผ่าพื้นเมืองในหัวเมืองมู่ปัง (Mou-pang)หัวหน้าผู้ก่อการครั้งนี้ชื่อ สืโก (Sze-ko) ถูกจับตัวได้และประหารชีวิต พ.ศ. ๑๘๙๖ ตรงกับปีที่ ๒๐ ของรัชกาลพระจักรพรรดิ ชุนตี่ (Chun-ti) พวกก่อการจลาจลพวกหนึ่ง เรียกกันว่า หุงกินเส (Houng-kin tseh) หรือเรียกกันว่า "โจรหมวกแดง" ซึ่งมาจากมณฑลเสฉวนได้เข้าสู่ประเทศยูนนาน ใน พ.ศ. ๑๙๐๕ โจรพวกนี้เข้ามาปรากฏในตัวมณฑลนี้หลังจากที่ถูกขับไล่อยู่หลายครั้งหลายหน มีหัวหน้าควบคุมชื่อ มิงยูฉิน (Ming Yu-tchin) เมื่อแรกเข้ามา พวกโจรมีจำนวนมากมายได้เข้ามายึดป้อมปราการหลายแห่ง เผาเมืองเสียหลายเมือง แล้วจึงเข้ารุกรานประเทศยูนนานกับดินแดนทางใต้ของมณฑลเสฉวน ครั้นแล้วก็คุมสมัครพรรคพวกซึ่งมีชัยเข้าหักเอาเมืองหลวง เจ้าชายเหลียงออกต่อต้านด้วยกำลังอ่อนแอและไม่อาจต้านทานได้ จึงหนีมาตั้งมั่นอยู่ในเมือง ซูฮวงฟู (Ts'ou-hioung fou)ตวนเข้าร่วมสมทบด้วยในเวลาต่อมาแล้วเข้าโจมตีพวกกบฏและสามารถขับไล่พวกนี้ไปจนถึงเมืองยูกวนตัน (Yu-kouan-tan ) และเมืองหวยติงกวน (Houei-ting-kouan ) เมื่อมิงยูฉินประสบความพ่ายแพ้ก็หนีผ่านเข้ามณฑลเสฉวน แล้วเข้าตีหักเอาเมืองชื่อ เจ็งตูฟู (Tcheng-ton-fou) ได้ แล้วประกาศตนขึ้นเป็นจักรพรรดิตั้งนามราชวงศ์ว่า ตาเหีย (Ta-Hia) จักรพรรดิ มิงยูฉินสิ้นพระชนม์ในปี ๑๙๐๗ โอรสชื่อ มิงซิง (Ming -sing) อายุ ๑๐ ปี ขึ้นครองสืบมา ในระหว่างที่การสู้รบยังคงดำเนินอยู่นี้ บรรดาข้าราชการต่างก็ละเลยไม่ปฏิบัติราชการตามหน้าที่ของตน พระจักรพรรดิก็ไม่ทรงทราบว่าการบริหารราชการในดินแดนภาคนี้ดำเนินไปอย่างย่อหย่อนเพียงไร จึงทรงดำริหาลู่ทางที่จะให้ตวนกุงยอมอุทิศตนเพื่อ


๘๙

ปฏิบัติงานราชการทั้งปวงเพื่อจักรวรรดิจีนด้วยการบำเหน็จรางวัลแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองปกครองมณฑลนี้และต่อมาเจ้าชายเหลียงก็ยกธิดาชื่อ อายู้ (A-Yu) ให้เป็นภรรยาตวนกุง แผนการเพื่อจะผูกพันธไมตรีกับตวนกุงซึ่งเจ้าชายเหลียงจัดทำขึ้นนี้ ตวนกุงยอมรับไมตรีด้วยความปิติยินดี แต่ก็เป็นธรรมดาที่จะชวนให้คิดว่าความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ที่เจ้าชายเหลียงแสดงต่อตวนกุงนี้ย่อมจะซ่อนแผนการร้ายอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เบื้องหลัง ทั้งภรรยาตวนกุงและบรรดามิตรสหายพยายามพูดจาหว่านล้อมให้ตวนกุงรู้สึกตนในข้อนี้แต่ก็ไม่สำเร็จ ด้วยตวนกุงหลงเชื่อในถ้อยคำของเจ้าชายเหลียงเสียแล้ว การแต่งงานจึงเกิดขึ้น ใน พ.ศ. ๑๙๐๘ เมื่อตวนกุงสามารถปฏิบัติงานใหญ่ ๆ ให้สำเร็จได้เนือง ๆ เพียงไร เจ้าชายเหลียงผู้เป็นพ่อตาก็ยิ่งทวีความเกลียดชังตวนกุงยิ่งขึ้นเพียงนั้น เจ้าชายเหลียงผู้มีใจริษยาและผูกพยาบาท เกรงว่าวันหนึ่งอำนาจในการบริหารงานของตนจะตกอยู่ในอำนาจของบุตรเขยจนสิ้น จึงคิดหาทางเสือกไสคู่แข่งขันซึ่งเป็นผู้ให้ความคุ้มครองตนอยู่ออกไปให้พ้นทางและสั่งบุตรสาวของตนให้วางยาพิษตวนกุงเสีย แต่นางอายู้มีความรักใคร่ในคู่แต่งงานที่บิดาเลือกให้อย่างแน่นแฟ้นเสียแล้ว จึงปฏิเสธไม่ยอมกระทำอาชญากรรมนี้ แล้วเล่าความนี้ให้สามีของนางทราบ ตวนกุงไม่ยอมเชื่อว่าพ่อตามีความอาฆาตพยาบาทตัวฝังแน่นอยู่ในวิญญาณ ก็มิได้คิดที่จะปรึกษาหารือถึงเรื่องนี้กับภรรยาของตน และยังคงดำเนินความติดต่อสัมพันธ์กับเจ้าชายเหลียงอยู่เรื่อย ๆ มา ในปีนั้น ดินแดนทั่วทั้งมณฑลยูนนานเกิดแห้งแล้งอย่างยิ่ง เจ้าชายเหลียงเกรงว่าการจลาจลซึ่งยุติไปหมดแล้วจะเริ่มต้นลุกลามขึ้นมาอีก จึงจัดให้มีการสวดมนต์ขอฝนขึ้นตามวัดวาอารามต่าง ๆ เป็นการกล่อมขวัญประชาชนไว้ และเพื่อจะให้พิธีขอฝนเอิกเกริกยิ่งขึ้น จึงเชิญตวนกุงให้มาร่วมในขบวนแห่ในวัน ๗ ค่ำ ในขณะที่ข้ามสะพานแห่งหนึ่ง ม้าของเจ้าเมืองเกิดความกลัวขึ้นมา จึงทำการพยศแล้วสลัดเอาตัวคนขี่ตกลงมายังพื้นดิน เจ้าชายเหลียงซึ่งจัดคนของตนล้อมรอบตวนกุงพร้อมอยู่แล้ว ก็สั่งให้คนเหล่านั้นฆ่าตวนกุงเสียอย่างไร้ความเป็นลูกผู้ชาย


๙๐ อาชญากรรมทั้งนี้นำความตะลึงงันให้เกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศ เนื่องจากตวนกุงก็ถืออาวุธอยู่ครบครันทั้งยังมีฝีมือในการสงครามเป็นที่เลื่องลือทั่วไป นอกจากนั้น ตวนกุงเป็นผู้ที่ปกครองชนเผ่าพื้นเมืองด้วยความอลุ้มอล่วยเป็นอย่างดี นางอายู้ภรรยาคนที่สองของตวนกุงได้ให้จัดเครื่องจำลองหีบศพอันสวยงามไปยังที่ที่เกิดฆาตกรรมนั้น แล้วคร่ำครวญกับร่างอันปราศจากวิญญาณของสามีนางว่า "ข้าพเจ้าได้บอกให้ท่านทราบก่อนแล้วว่าถึงแผนการที่ตระเตรียมกันไว้นี้ แต่ท่านไม่พยายามเชื่อคำพูดข้าพเจ้าเลย ทั้งภรรยาทั้งสองคนของท่านก็ไม่สามารถจะยับยั้งความองอาจห้าวหาญของท่านได้" ครั้นแล้วศพของเขาก็ถูกห่อด้วยผ้ากำมะหยี่แล้วนำไปยังเมืองตาลีฟู ราษฎรเมืองนี้ได้พบกันจัดงานพิธีศพอย่างหรูหราอย่างศพของพระเจ้าแผ่นดิน เมื่องานพิธีศพเสร็จสิ้นลง นางอายู้ก็ไม่ยอมกินอาหารใด ๆ จนกระทั่งถึงแก่ความตาย ศพของนางจึงนำไปฝัง ณ ฮวงซุ้ยของตระกูลตวน พระจักรพรรดิชุนตี่ทรงไม่พอพระทัยในการกระทำทั้งนี้ของเจ้าชายเหลียง ทั้งทรงมีเหตุผลที่จะระแวงสงสัยในความประพฤติของพวกขุนนางผู้ใหญ่ ซึ่งปกครองประเทศยูนนานอยู่ใน พ.ศ. ๑๙๑๐ จึงทรงแต่งตั้ง ตวนเป้า (Tauan Pao) บุตรชายของตวนกุงให้รับตำหน่งทั้งปวงสืบแทนบิดา (๑) เมื่อตวนเป้าได้รับช่วงอำนาจจากบิดา ความเกลียดชังแต่ดั้งเดิมของเจ้าชายเหลียงที่มีต่อตระกูลนี้ก็กลับคุขึ้นอีก ดังนั้นต่อมาผู้คนของทั้งสองฝ่ายก็เข้าสู้รบต่อฝีมือกัน เจ้าชายเหลียงประสบความปราชัยหลายครั้งหลายหน แต่ชาวมงคลเจ้าเล่ห์ผู้นี้ก็หาได้ยุติความอาฆาตพยาบาทลงไม่ ในความพยายามเข้าตีหักเอาเมืองตาลีถึง ๗ ครั้งนั้น เจ้าชายเหลียงถูกตีแตกพ่ายกลับมาทุกครั้ง และในตอนสุดท้ายเมื่อต้องเป็นที่ดูถูกดูหมิ่นของประชาราษฎรผู้ประสบเคราะห์กรรมจากการกดขี่ข่มเหงของตนแล้ว เจ้าชายเหลียงกลับพยายามหาช่องทางลอบเอาชีวิตคู่ปรปักษ์ลงให้ได้ แต่แผนการที่คิดไว้ล้มเหลวไป จนในที่สุดเจ้าชายเหลียงต้องวางอาวุธยอมแพ้แก่ตวนเป้า แล้วกลับไปอยู่สำนักเดิมของตน (๒) (๑) ตำแหน่งเจ้าเมืองตาลี (๒) นักประวัติศาสตร์กล่าวว่าวังของเจ้าองค์นี้ในปัจจุบันเป็นสถานที่ตั้งของสำนักงานคลังแห่งเมืองยูนนานฟู (Le Yamen du Tresorier-hrovincial a Yunnan-fou)

๙๑ แล้วประกาศต่อหน้าคณะที่ปรึกษาราชการคนสำคัญว่าตั้งแต่นี้ต่อไป ดินแดนทางด้านตะวันตกของมณฑลยูนนานจะอยู่ในความปกครองของตวนเป้า ในตอนปลายปีเดียวกัน พวกกบฏโพกผ้าแดง ได้เข้าย่ำยีมณฑลนี้อีกครั้งหนึ่งแล้วเข้าล้อมเมืองหลวงไว้ เจ้าชายเหลียงไม่สามารถต่อต้านให้กบฏล่าถอยไปได้ จึงส่งเตียมู (Tieh-mou) ซึ่งเป็นลุงไปขอความช่วยเหลือจากตวนเป้า ฝ่ายตวนเป้ายังรำลึกถึงการถูกฆาตกรรมของบิดาของตนกับระลึกถึงแผนการฆาตกรรมซึ่งตนเองเกือบจะต้องตกเป็นเหยื่อแก่เจ้าชายเหลียง จึงตอบไปว่า "ท่านได้ฆ่าเสือแล้วท่านยังจะมาจับลูกของมันอีกเล่า เอาละ ! ถ้าทะเลสาบสีเอิล (๑) (Si-eurl) ย้ายมาตั้งที่เมืองยูนนานฟูเมื่อใดข้าพเจ้าจะช่วยท่านเมื่อนั้น" คำตอบอันประชดประชันเต็มไปด้วยการหมิ่นประมาทนี้เป็นที่ขัดเคืองแก่เจ้าชายเหลียงยิ่งนัก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าข้อหมิ่นประมาทอันหยาบคายทั้งนี้จะเป็นที่เสื่อมเสียเกียรติยศ แต่สถานะการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เจ้าชายเหลียงเป็นผู้ก่อขึ้นมาเอง และขณะนั้นทรงรู้สึกว่าบัลลังก์แห่งราชวงศ์หยวนกำลังอยู่ในระยะที่โยกคลอนทุก ๆ ด้าน เจ้าชายเหลียงจึงสู้อดทนต่อข้อดูหมิ่นดูถูกอย่างเงียบ ๆ และคอยหาลู่ทางอยู่ทุกประการที่จะจัดการกับสถานะของตนและเตรียมที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ทั้งปวงซึ่งพร้อมจะเกิดขึ้น พระองค์ลืมความเสียพระทัยที่พ่ายแพ้ต่อข้าศึก และพยายามผูกไมตรีกับตวนเป้า อีกและเพื่อที่จะให้แผนการได้ผลดีที่สุดก็ทรงตั้งตวนเป้าให้มียศเป็นเยียวเจ็ง(๒) (Yeou-tcheng) ประเทศยูนนานภายใต้การปกครองของราชวงศ์เหม็ง พ.ศ.๑๙๑๑ ราชวงศ์มงคลได้ถูกราชวงศ์เหม็ง (Ming) ขับไล่ออกจากราชบัลลังก์ (๓) เมื่อได้ครอบครองจักรวรรดิจีนได้ ๘๙ ปี จูยวนเสียง (Tchou youen-tsiang) ผู้สถาปนาราชวงศ์นี้ได้ขึ้นครองราชบัลลังก์ในปีเดียวกัน และตั้งนามรัชกาลของพระองค์ว่า ฮงวู (Houng-wou) กับตั้งนามราชวงซ์ ว่าต้าเหม็ง (Ta Ming)

(๑) ชื่อทะเลสาบของเมืองตาลีฟู (๒) ตำแหน่งเทียบเท่า เสนาบดีว่าการยุติธรรม (๓) เมื่อราชวงศ์เหม็งขึ้นราชบัลลังก์แห่งจักรวรรดิจีน พวกราชวงศ์มงคลก็กลับออกไปอยู่ ยังบริเวณที่ราบทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งเป็นดินแดนดั้งเดิมของตน


๙๒ เมื่อจักรพรรดิองค์แรกแห่งราชวงศ์เหม็ง (๑) ขึ้นครองอำนาจไม่นาน เจ้าชายเหลียง ซึ่งเล็งเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงราชวงศ์ใหม่นี้ กระทบกระเทือนสถานะของพระองค์อย่างหนักจึงแก้ไขท่าทีที่เคยเป็นปรปักษ์กับตวนเป้าเสียโดยสิ้นเชิง แล้วมีหนังสือไปถึงตวนเป้าฉบับหนึ่งกล่าวสารภาพความผิดทั้งปวง แล้วขอร้องให้ตามตวนเป้ารักษามิตรภาพระหว่างกันไว้ การกบฏของชาวม่านสืซึ่งเคยเกิดขึ้นเป็นครั้งเป็นคราว เนื่องจากทนการปกครองอย่างกดขี่ของเจ้าชายชาวมงคลผู้นี้ไม่ได้ก็มีขึ้นอีกในปีต่อมา พวกกบฏพากันเข้าบุกรุกถึงเมืองหลวง เจ้าชายเหลียงพร้อมด้วยข้าราชบริพาร ที่ยังจงรักภักดีไม่กี่คนหนีไปหลบซ่อนบนภูเขา ฝ่ายตวนเป้าต้องการจะแสดงว่าตนยังซื่อสัตย์ในราชการอยู่ ก็คุมกองทัพมาตีเมืองหลวงกลับคืนมาได้ แล้วขับไล่พวกกบฏไปสิ้น ภายหลังชัยชนะในครั้งนี้เจ้าชายเหลียงก็กลับเข้าสู่เมืองหลวงแล้วกล่าวแสดงความขอบคุณในการปฏิบัติราชการของตวนเป้า ผู้เป็นพันธมิตรของพระองค์ต่อหน้าราษฎร ซึ่งมาร่วมประชุมกันทั้ง ๆ ที่เมื่อไม่นานมานี้เองเจ้าชายเหลียงได้พยายามหลบหนีไปจากประเทศยูนนานแล้ว ฝ่ายตวนเป้าเนื่องจากเข้าสู้วัยชราแล้ว จึงปรารถนาความเงียบสงบใน พ.ศ. ๑๙๑๕ เขาเขียนหนังสือบรรยายเรื่องราวของประเทศยูนนานในยุคก่อนโน้นและยุคปัจจุบัน (๒) โดยละเอียดแล้วส่งไปถวายแด่จักรพรรดิราชวงศ์ใหม่ แห่งประเทศจีน ในคราวเดียวกันกับที่เขาส่งทูตไปแสดงความอ่อนน้อมยังประเทศจีน มีนิยายเล่าว่าตวนเป้ามีบุตรสาวสองคน บุตรสาวคนโตชื่อ เกียงโน (Kiang-no) ได้แต่งงานเจ้าเมืองเกียนฉาง (๓) (Kien-teh'ang) ชื่ออาลี ((A-li) ส่วนบุตรสาวคนเล็กชื่อ เปากู (Pao-kou) ได้แต่งงานกับบุตรชายคนเล็กของเจ้าชายเหลียง ในขณะที่บุตรสาวคนเล็กจะต้องออกจากบ้านบิดามารดา และส่งตัวไปอยู่บ้านสามีในอนาคตของนางนั้น ตวนเป้าพูดกับนางเกียงโนว่า "นี่ไงล่ะ นางผีเสื้อตัวน้อย ๆ ที่เราเฝ้าทะนุถนอมเลี้ยงเอาไว้ให้เจ้าในวันแต่งงาน มันจะได้ไปคอยพร่ำพูดกับเจ้าอย่างเดียวกับที่มารดาของเรา

(๑) กษัตริย์องค์นี้ทรงเป็นชาวเมืองฟุงยาง (Foung-yang) ในมณฑลงานหาย (Ngan-houei) ทรงเป็นบุตรคนที่สองของกรรมกรผู้ยากจนคนหนึ่ง พระองค์ครองราชย์อยู่ ๓๑ ปี ประวัติศาสตร์ของสมัยนี้กล่าวว่ากษัตริย์องค์นี้เป็นที่รักใคร่และยกย่องสรรเสริญในหมู่ประชาราษฎรมากที่สุดในบรรดากษัตริย์ทั้งปวงผู้ครองประเทศจีนมา (๒) ดูเหมือนว่าเอกสารฉบับนี้ยังคงเก็บรักษาอยู่ ณ ห้องสมุดแห่งจักรวรรดิ กรุงปักกิ่ง (๓) ตำบลนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของยูนนาน ในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลเสฉวน ๙๓

พร่ำพูดกับเราว่า บิดาของเราต้องได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส เนื่องจากความอยุติธรรมของเจ้าชายเหลียง เจ้าชายเหลียงผู้นี้แหละที่พยายามทุก ๆ ทาง ที่จะทำลายวงศ์ตระกูลตวนของเรา เปากูลูกรัก เจ้าจะได้เข้าไปอยู่ร่วมครอบครัวกับศัตรูของเราแล้ว มันเป็นโอกาสอันประเสริฐของเจ้าแล้วที่จะแก้แค้น จงให้สัญญากับพ่อต่อหน้าเทวรูปบรรพบุรุษของเราเหล่านี้เสียก่อนว่าเจ้าจะต้องทำหน้าที่ของเจ้า เมื่อเหตุการณ์ทั้งหลายยังมิทันจะผ่านไปอย่างเรียบร้อย เจ้าชายเหลียงก็ได้พบมรณกรรมเสียก่อน นางเปากูจึงหมดโอกาสปฏิบัติตามคำสัญญาที่นางให้ไว้กับบิดา ในที่สุด ใน พ.ศ. ๑๙๑๖ นายพลอ๋องเว่ย์ (Ouang-wei) ได้รับบัญชาแต่งตั้งจากพระจักรพรรดิให้ไปดำรงตำแหน่งสืบแทนเจ้าชายเหลียงยังประเทศยูนนาน เมื่ออ๋องเว่ย์เข้ามารับตำแหน่งก็ไม่สามารถบังคับบัญชากิจการใด ๆ ได้ จึงอาศัยความช่วยเหลือจากกองทัพแต่ก็ไม่อาจดำเนินการใด ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายได้เลย นายพลอีกคนหนึ่งชื่ออุยูน (Ou-yun) ซึ่งส่งมาเป็นผู้ช่วยเหลืออ๋องเว่ย์ ก็ปฏิบัติงานไม่ได้ผลดีไปกว่าเดิม นายพลทั้งสองได้เสียชีวิตลงในประเทศนี้ เมื่อประสบความล้มเหลวลงเช่นนี้ จักรพรรดิฮงวูจึงหาทางกำจัดราชวงศ์มงคลที่ยังเหลืออยู่ในยูนนานให้หมดสิ้นไป ด้วยการยกกองทัพอันมีรี้พล ๓,๐๐๐ คน ภายใต้การบังคับบัญชาของนายพล ฟูเหยียวเต้ (Fou Yeou-teh) นายพลผู้นี้ให้แบ่งกองทัพออกเป็นสามกอง สองกองแรกมอบให้อยู่ในความควบคุมของนายพลลานยู้ (๑) (Lan-yu)กับนายพล มูหยิง (๒) (Mou-ying) ส่วนตนเองบัญชาทัพที่สาม จีนได้ชัยชนะประเทศยูนนาน เมื่อเจ้าผู้ครองยูนนาน (๓) ได้ทราบว่ากองทัพจีนกำลังเดินทางมาประเทศยูนนานก็มอบให้นายพล ตาลีมา (Ta-li-ma) ซึ่งเป็นชาวมงคลเหมือนกันเข้ายึดเอาเมืองกัวซิง (๔) (K'iouh-tsing) ไว้ให้ได้ เนื่องจากเมืองนี้เป็นทางผ่านสำคัญที่ข้าศึกได้เข้ายึด _________________________________________________________________ (๑) นายพลผู้นี้มีตำแหน่ง ยุงฉางเหียว (Young-tch'ang Heou) (๒) นายพลผู้นี้มีตำแหน่ง สีผิงเหียว (Si-p'ing - Heou) (๓) บรรดาเจ้าแห่งตระกูลเหลียงสืบตำแหน่งแทนบิดาในฐานะที่เป็นบุตร (๔) ในครั้งนั้นเมืองนี้มีป้อมปราการแข็งแรงและเป็นที่ราบ


๙๔ ไว้ได้โดยง่าย การสู้รบเพื่อแย่งชิงเมืองระหว่างกองทัพทั้งสองฝ่ายจึงเกิดขึ้น ในตอนหนึ่งมูหยิงกำลังจะพ่ายแพ้อยู่แล้ว แต่ฟูเหยียวเต้เข้ามาช่วยไว้ทันท่วงที ตาลีจึงตกอยู่ในที่คับขันมิอาจจะหักหาญได้ด้วยกำลัง จึงหนีเอาตัวรอดไปได้ และปล่อยให้ทหารของตนหลายพันคนต้องตกเป็นเชลยอยู่ในเงื้อมมือของข้าศึก ความปราชัยครั้งนี้ ก่อให้เกิดความประหวั่นพรั่นพรึงขึ้นในหมู่ชนเผ่าพื้นเมืองเป็นอันมากประกอบกับเจ้าชายเหลียงต้องการให้ชนเหล่านี้ร่วมมือร่วมใจกับตน จึงประกาศว่ากองทัพจักรพรรดิเหม็งจะนำความวินาศหายนะมาสู่ชาวเมืองทั้งปวง บรรดาหัวหน้าคนสำคัญ ๆ ของชาวพื้นเมืองที่ล่วงรู้ในอุบายหลอกลวงนี้ จึงพากันเข้าไปอ่อนน้อมกับกองทัพฝ่ายจักรพรรดิ เมื่อเจ้าชายเหลียงถูกทอดทิ้งและกองทัพต้องล่าถอยพระจัดกระจาย จึงหนีไปอยู่ในภูเขาลงมา (๑) (Loung-ma) นายทหารคนหนึ่งของนายพลชาวมงคลมาพบเข้า ณ ที่ที่ซ่อนตัว ในขณะนั้นเจ้าชายเหลียงประสบความทุกข์อย่างสาหัส ที่ต้องสูญเสียไพร่พลและประกอบความพ่ายแพ้ จึงเสวยยาพิษเพื่อจะให้ตาย แต่ยาพิษยังไม่ปรากฏผลในทันที เจ้าชายเหลียงพร้อมด้วยครอบครัวกับขุนนางผู้ยังจงรักภักดีจึงพร้อมใจกันกระโจนลงไปในทะเลสาบของเมืองยูนนานฟู และจมน้ำตายในทะเลสาบนี้ทั้งสิ้น (๒) เมื่อลานยู้และมูหยิง เดินทางมาถึงเมืองปันเกียว (๓) (Pan-k'iao) บรรดาขุนนางข้าราชการจำนวนมากก็ออกมาอ่อนน้อมด้วย ในวันรุ่งขึ้นนายทัพทั้งสองก็ตั้งค่ายลงที่ภูเขาซึ่งอยู่รอบบริเวณเมืองหลวงชื่อภูเขา กินมาจัน (Kin-ma-chan) เมื่อขุนนางฝ่ายตุลาการของเจ้าชายเหลียงเห็นว่าจะต่อต้านการรบไม่สำเร็จ ก็ออกมายอมอ่อนน้อมแล้วมอบตราประจำตำแหน่งเจ้าผู้ครองยูนนานให้กับมือ ครั้นแล้วก็ออกจากบ้านเมืองนี้ไป (๑๙๒๕)

(๑) อยู่ห่างไปทางเหนือของเมืองยูนนานฟู ๒ - ๓ ลี้ (๒) ทะเลสาบนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าทะเลเตียนจี้ (Mer de Tien-tchi) ชาวบ้านในหมู่บ้านซิงยู้ (Tsing-yu) ได้พบศพของเจ้าชายเหลียงแล้วจัดการฝังที่วัดยู้ (Yu) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงไปทางทิศตะวันตก ๓๐ ลี้ (๓) อยู่ห่างจากเมืองหลวงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ ๓๐ ลี้ และอยู่ตรงช่องทางใหญ่ที่จะเข้าสู่มณฑลกุยเจียว (Kouei cheou)


๙๕

เมื่อกองทัพฝ่ายจักรพรรดิยกเข้ามาตั้งค่ายอยู่หน้าเมืองยูนนานฟู คนชราและคนสำคัญ ๆ ของเมืองนี้หลายคนได้ออกมาที่หน้ากองทัพแล้วเผาเครื่องหอม เป็นการแสดงความยินดีที่ได้รอดพ้นจากการกดขี่ของเจ้าผู้ครองนครผู้โหดร้าย ละโมบ ไม่รู้จักสิ้นสุดทั้งเย่อหยิ่งจองหองอีกด้วย แม่ทัพจีนทั้งสองได้ออกประกาศลงโทษอย่างหนักที่สุด แก่ทหารผู้เข้าปล้นหรือตีชิงทรัพย์สมบัติของราษฎร ครั้นแล้วกองทัพซึ่งประสบชัยชนะก็ยกเข้าสู่เมืองโดยมิได้ก่อความปั่นป่วนยุ่งยากใด ๆ เลยแม้แต่น้อย ในระหว่างการสถาปนาความสงบเรียบร้อยในเมืองหลวง ฟูเหยียวเต้ (Fou-yeou-teh) ได้ส่งทหารในกองทัพของตนจำนวน ๒๕,๐๐๐ คน ออกไปพิทักษ์ความสงบเรียบร้อยยังแว่นแคว้นใกล้เคียง ในปีเดียวกันนี้ ชนเผ่าพื้นเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือได้ก่อการกบฏขึ้น นายพลมูหยิงปราบปรามลงได้ แคว้นตุงฉวน (Toung-tch'ouan) และวู่ติง (Wou-ting) ได้รับเอาความเสียหายอย่างหนัก กล่าวคือต้องเสียชีวิตคนถึง ๓,๐๐๐ คน กับเสียม้าและสัตว์เลี้ยงอีกเป็นจำนวนมากมาย ฟูเหยียวเต้ ได้ทราบว่าพลเมืองที่อยู่ในบริเวณแดนต่อแดนของมณฑลเสฉวนนั้นปกครองง่ายยิ่งกว่าพลเมืองของประเทศยูนนาน จึงกราบทูลให้พระจักรพรรดิรวมแว่นแคว้นในแถบนี้เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฝ่ายตวนจี ซึ่งปกครองหัวเมืองตาลีสืบต่อจากบิดาได้ทราบข่าวการพ่ายแพ้ และมรณกรรมของเจ้าชายเหลียง ก็รู้สึกเป็นทุกข์ร้อนในแว่นแคว้นที่ตนปกครองอยู่ยิ่งนัก ตอนต้น พ.ศ. ๑๙๒๖ กองทัพพระจักรพรรดิ (๑) ภายใต้การบังคับบัญชาของฟูเหยียวเต้ ยกล่วงหน้าไปก่อน เมื่อกองทัพมาถึงหน้าเมืองตาลี ตวนจีก็ได้ทราบจากคนสอดแนมของตนว่ากองทัพที่ยกมานั้น เตรียมการที่จะปฏิบัติกับตนอย่างไร

(๑) ความผิดพลาดเกี่ยวกับจำนวนรี้พลของกองทัพ มักจะปรากฏอยู่ตามหนังสือประวัติศาสตร์ของจีนเสมอ นักประวัติศาสตร์บางคนกล่าวว่ากองทัพนี้มีจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ คน แต่เราเห็นว่าจำนวนพลเพียง ๓๐,๐๐๐ คนก็น่าจะเป็นการเพียงพอสำหรับการเกณฑ์ผู้คนเข้าประจำกองทัพในสมัยนั้น



๙๖ แม่ทัพฝ่ายจีนมีความตั้งใจที่จะแผ่กฤษฎาภินิหารของพระจักรพรรดิ แห่งราชวงศ์เหม็ง โดยวิธีละมุนละม่อมที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงเขียนหนังสือเชิญชวนให้ตวนจีออกมาอ่อนน้อมด้วยถึงสามครั้ง เจ้าเมืองตาลีตอบหนังสือฉบับที่สามด้วยข้อความว่า "ข้าพเจ้าไม่กลัวท่านเลย การรบกับท่านหามีประโยชน์แต่อย่างใดไม่ ข้าพเจ้ามาคิดดูว่าท่านจะต้องสิ้นเปลืองรี้พลไปเป็นอันมากในการรบครั้งนี้ จึงขอแจ้งให้ทราบล่วงหน้าเสียก่อนว่าภายในสองสามวันนี้ กลิ่นไอแห่งซากศพจะตลบฟุ้งจากพื้นดิน ถึงเวลาที่ท่านจะล่าถอยกลับไปแล้ว ถ้าท่านไม่อยากให้ทหารของท่านต้องล้มตายลงเป็นจำนวนร้อย ๆ คน" ข้อความต่อจากนั้นก็มีว่า ตวนจีได้เตรียมการต่อต้านในที่อื่นๆ ไว้อีกจนกว่าตัวจะตายไปเพื่อรักษาเกียติศักดิ์แห่งตระกูลไว้ เมื่อนายพล ฟูเหยียวเต้ได้รับหนังสือตอบฉบับนี้ ก็ไม่รอพักรอกอ หนุนต่อไปจัดการแบ่งทหารออกเป็นสามกองแล้วยาตราทัพเข้าสู่เมืองตาลี ฝ่ายตวนจี ก็ยกกองทัพออกป้องกันบ้านเกิดเมืองนอนของบรรพบุรุษของตน ให้พ้นจากการย่ำยีโดยทันที ครั้นประสบความพ่ายแพ้ในการรบหลายครั้งเข้า ก็ล่าถอยมาอยู่ด้านหลังปราการเมืองเหียกวน (Hia-kouan) ยืนหยัดต่อต้านอยู่ ๕-๖ วัน แต่กองทัพฝ่ายจักรพรรดิสามารถผ่านทะเลสาบเข้ามาได้สำเร็จ โดยทำอุบายลวงไว้ทางด้านเมือง จางกวน ( Chang-kouan) ซึ่งมีการป้องกันไม่มั่นคงพอ ครั้นแล้วก็บุกทะลวงเข้าตีเมืองตาลีพร้อม ๆ กันหลายด้าน เมื่อตวนจีถูกข้าศึกกระหนาบเข้ามาเป็นจำนวนมากและเห็นว่ากองทัพต้องล่าถอยกระจัดกระจาย ก็หนีออกจากเมืองไปได้พร้อมกับหลานชายสองคนแต่แล้วก็ถูกจับได้ในสองสามวันต่อมา นายพลมูหยิงให้ทหารของตนควบคุมดูแลตวนจีเป็นอย่างดีแล้วคืนทรัพย์สิ่งของที่ทหารของตนยึดมาได้ให้กับตวนจีทั้งสิ้น กับให้สัญญาว่าจะมอบตำแหน่งทั้งปวงที่เคยปฏิบัติมาแต่ครั้งโบราณแก่ตวนจีดังเดิม ถ้าหากว่าตวนจียินยอมทำราชการรับใช้ราชวงศ์เหม็งโดยซื่อสัตย์ ตวนจีกับหลานทั้งสองตกลงรับเงื่อนไขเหล่านี้ ครั้นจัดการเรื่องราวต่าง ๆ เสร็จแล้ว ตวนจีพร้อมด้วยหลายชายสองคนก็ได้รับมอบหมายให้ไปจัดการความสงบ ในดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันตกของเมืองตาลี ในระยะสองปีที่การสู้รบดำเนินมานี้เมืองตาลีต้องประสบความโศกสลดอย่างใหญ่หลวง




๙๗ ราชวงศ์มงคลถูกขับไล่ออกจากประเทศยูนนาน บรรดาข้าราชการ ทื่ทำราชการอยู่กับพวกราชวงศ์มงคลต้องเสื่อมสิ้นความนิยมนับถือซึ่งเคยได้รับจากพรรคพวกและบริวารที่หันไปอ่อนน้อมกับราชวงศ์ใหม่ การต่อสู้ป้องกันเกียรติศักดิ์ของราชวงศ์ตนก็เกิดขึ้น ในระยะเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้มีการฆ่าฟันเกิดขึ้นเป็นอันมากตามบริเวณต่าง ๆ แต่ไม่นานเหตุการณ์ก็สงบ ประมาณปลาย พ.ศ. ๑๙๒๘ ประเทศยูนนานก็มีความสันติสุข กองทัพส่วนใหญ่ก็ล้มเลิกไป ทั้ง ๆ ที่ความสงบสุขปรากฏอยู่ทั่ว ๆ ไปแล้ว บรรดาขุนนางฝ่ายพลเรือนซึ่งเห็นว่าตนไม่มีอำนาจปกครองประเทศตามลำพัง ได้กราบทูลไปยังพระจักรพรรดิให้ทรงมอบอำนาจในการร่วมพวกหัวหน้าชาวพื้นเมืองเป็นพวกเดียวกัน พระจักรพรรดิทรงยินยอมตามคำขอนับแต่นั้นมากิจการงานทั้งปวงดูเหมือนจะปฏิบัติลุล่วงไปได้โดยง่าย ด้วยความช่วยเหลือของหัวหน้าชนพื้นเมืองเหล่านี้ บ้านเมืองกลับอุดมสมบูรณ์ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง การรวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันครั้งใหม่นี้นับเป็นคุณงามความดีของชาวพื้นเมือง ภาษีอากรก็เก็บได้อย่างสม่ำเสมอ ในระยะปีหนึ่ง ๆ ภาษีงวดแรก ๆ ที่ฝ่ายผู้มีชัยชนะเก็บได้ก็ส่งไปเข้าท้องพระคลังพระจักรพรรดิ ณ กรุงปักกิ่ง ฝ่ายพวกราชวงศ์เหม็ง ซึ่งได้ชัยชนะโดยตลอดก็จัดการแบ่งปันทรัพย์สินที่ริบมาได้จากฝ่ายปราชัยเป็นบำเหน็จรางวัลแก่บรรดานายทัพนายกอง ตลอดจนทหารผู้ได้ช่วยเหลือในการสงครามอันยากลำบากนี้ตลอดมา การให้บำเหน็จก็มีเป็นต้นว่าแบ่งปันที่ดินแจกจ่ายกันไป ทหารเป็นจำนวนมากแต่งงานกับหญิงสาวชาวพื้นเมือง และพอใจตั้งหลักแหล่งอยู่ในดินแดนนี้ ทหารทั้งกองทัพซึ่งก่อนหน้านั้นถือหอกและโล่ห์เป็นอาวุธก็พากันละทิ้งเครื่องศัสตราวุธเสียสิ้น แล้วหันมาจับจอบเสียมและคันไถแทน ด้วยเหตุนี้ประเทศยูนนานจึงมีพลเมืองเชื้อชาติผสมชาวจีนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ชนเหล่านี้ก็ยังรักษาอุปนิสัยอันเป็นคุณลักษณะเฉพาะเชื้อชาติอยู่ตลอดจนลักษณะท่าทางเดินเหินหรือความประพฤติ ซึ่งไม่เคยปรากฏในดินแดนแถบนี้มาแต่ก่อน นอกจากนั้นชาวยูนนานเกือบทุกคนที่พบเห็นอยู่ทุกวันนี้เล่าว่าบรรพบุรุษของพวกเขามาจากเมืองนานกิง (๑) หรือเมืองฮูเป แถมยังกล่าวว่า "พวกเราไม่ใช่จีนเราเป็นชาวยูนนาน"

(๑) มณฑลที่ติดต่อกับมณฑลฮูนานซึ่งมีเมืองวู่จาง เป็นเมืองหลวง


๙๘ อวสานของตระกูลตวน ตวนจีต้องเหน็ดเหนื่อยจากการสงครามครั้งนี้เป็นอันมาก ภายหลังไม่นานก็ถึงแก่กรรม ศพของเขาฝังอยู่ ณ เมืองตาลี เชื้อสายราชวงศ์กษัตริย์หรือผู้ว่าราชการซึ่งเป็นตำแหน่งมีอำนาจยิ่งใหญ่ในดินแดนแถบนี้ตลอดจนระยะเวลา ๔๓๘ ปี ก็สิ้นสุดลง จักรพรรดิฮงวู่ทรงปรารถนาจะให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินใหม่ของพระองค์ ลืมเรื่องราวคุณงามความดีทั้งปวง ซึ่งเชื้อสายของราชวงศ์ตวนได้สร้างสมไว้ให้สิ้นเชิง จึงทรงหาทางขจัดบรรดาเชื้อวงศ์ตวนชั้นปลาย ๆ (๑) ให้ออกไปห่างไกลจากประเทศนี้ แต่อย่างไรก็ตามพระจักรพรรดิก็ทรงมีพระประสงค์ จะตอบแทนความดีความชอบแก่หลายชายทั้งสองของตวนจีอยู่เหมือนกัน จึงตรัสให้ฟูเหยียวเต้เปลี่ยนชื่อคนทั้งสองซึ่งมีชื่อว่า เกียวเยนและเกียวอี้ (Kouei-jen ; Kouei I) เสียใหม่ แล้วตั้งชื่อให้คนพี่ว่า เจนฟู (๒) แห่งวู่จาง (๓) และคนน้องว่าเจนฟูแห่งยิงเมน (๔) (Tchen-fou de Wou-tch'ang & Tchen-fou de Ying-men) พ.ศ.๑๙๓๓ เจ้าเมืองกิงตุง (King-toung) ชื่อสืลุน (Sze-lun) เป็นผู้มักใหญ่ใฝ่สูงและเจ้าเล่ห์เจ้ากล ครั้นสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในหมู่ขุนนางกรมการทั้งปวง ครั้นเสนอเรื่องร้องทุกข์เกี่ยวกับการปกครองบ้านเมืองขึ้นแล้ว ก็ยกกองทัพพร้อมกับประกาศตนเป็นอิสระ บรรดาแว่นแคว้นของชนป่าเถื่อนจำนวนมากซี่งยังคงมีความจงรักภักดีต่อจักรพรรดิมาจนถึงระยะนั้น ก็พากันเข้าเป็นพรรคพวกด้วย การคิดสร้างแว่นแคว้นอิสระขึ้นใหม่ซึ่งกระทำกันได้สำเร็จในสมัยที่อาณาจักรตาลีมีราชวงศ์กษัตริย์ปกครองนั้น ครั้นถึงสมัยที่ดินแดนเหล่านี้ถูกผนวกเข้ากับจักรวรรดิจีนแล้วการกระทำทำนองนี้เป็นไปไม่ได้เสียแล้ว พระจักรพรรดิได้ส่งนายพล ฟูเหยียวเต้มาจัดการปราบปรามการกบฏครั้งนี้ ในการรบครั้งแรก ๆ ซึ่งเกิดขึ้น ณ บริเวณเมืองตาลัง (๕)

(๑) ปรากฏในท้องที่ยงลงเฉียว (Young-loung-tcheou) มีเจ้าเมืองปกครองสืบเชื้อสายที่เป็นชาวพื้นเมืองคนหนึ่ง สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ตวน (๒) ตำแหน่งนี้ในครั้งนั้นเทียบเท่ากับยศชั้นนายพลมีอำนาจปกครองฝ่ายพลเรือนด้วย (๓) เมืองหลวงของมณฑลฮูเป อยู่หน้าเมือง ฮันเค้า (Han-keou) (๔) อยู่ในมณฑล เชนสี (Chen-si) (๕) เมืองซินฮั้ว (Sin-hoa) ปัจจุบัน


๙๙

(T'a-lang) สืลุนประสบความพ่ายแพ้และถูกปลดจากตำแหน่งทั้งปวง แต่ไม่ช้าก็กลับมารวบรวมกองทัพขึ้นใหม่ มีรี้พลประมาณสามหมื่นคนกับช้างสำหรับใช้ในการรบอีกจำนวนหนึ่ง แล้วยาตราทัพเข้าต่อสู้ข้าศึกอีกครั้งหนึ่ง ครั้นฟูเหยียวเต้ทราบถึงการเตรียมทัพครั้งนี้ก็ให้แจกจ่ายฆ้องกับประทัดแก่ทหารของตน เมื่อกองทัพทั้งสองเข้าประจันบานกัน ทหารของฟูเหยียวเต้ก็จุดประทัดโยนไปที่ช้างพร้อมกันนั้นทหารที่ถือฆ้อง ก็ตีฆ้องเสียงดังสนั่นจนช้างตกใจออกหนีกระเจิดกระเจิงไปทุกทิศทุกทาง กองทัพฝ่ายจักรพรรดิถือโอกาสเข้าโจมตีในระหว่างที่ข้าศึกษาแตกตื่นโกลาหลจนไม่เป็นขบวนต้องถอยหนีกระจัดกระจายไป สืลุนเองต้องเป็นหนี้บุญคุณแก่ชาวนาผู้หนึ่งซึ่งให้ความช่วยเหลือโดยให้อาศัยอยู่ในยุ้งข้าวของตนเป็นเวลาหลายวัน สืลุนประสบความหายนะอย่างใหญ่หลวง ทหารฝ่ายจักรพรรดิพากันจับช้างไว้ได้หมดแล้วส่งไปเมืองหลวงในฐานะเชลยสงคราม ปีต่อมา สืลุนเกิดความเบื่อหน่ายที่ต้องเที่ยวเร่ร่อนพเนจรไปเมื่อได้พ่ายแพ้ในการรบครั้งนั้น ทั้งไม่สามารถจะรวบรวมสมัครพรรคพวกเข้าต่อสู้กับฝ่ายจักรพรรดิได้อีก จึงเข้ามามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองของจีน แล้วขออภัยโทษต่อจักรพรรดิฮงวู่โดยปฏิญาณว่าตนจะซื่อสัตย์ต่อจักวรรดิจีนต่อไป แต่สืลุนต้องผิดหวังในคำมั่นสัญญา ที่มีผู้ให้ไว้ว่าตนจะได้รับอภัยโทษอย่างแน่นอน เพราะบรรดานายพลของพระจักรพรรดิมีความเห็นพ้องกันจะให้ตัดศีรษะสืลุนเสีย และสืลุนคงจะต้องถูกตัดศีรษะตามความคิดนั้นถ้าหากว่าพระจักรพรรดิไม่ทรงอภัยโทษให้ ทั้ง ๆ ที่เสนาบดีของพระองค์ลงความเห็นให้ประหารชีวิตสืลุน ทั้งนี้เพราะยังทรงระลึกถึงคุณงามความดีที่สืลุนได้กระทำมาแต่ก่อน ๆ เวลานับจากนี้ไปจนถึงปลายพ.ศ. ๑๙๓๗ มณฑลนี้ต้องประสบความยุ่งยากอันเกิดจากการวิวาทขัดแย้งเป็นการภายใน จนแทบจะหาความสันติสุขมิได้ แต่ทั้ง ๆ ที่ความเดือดร้อนยุ่งยากเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนเช่นนี้ พวกข้าหลวงที่ส่งมาจากรัฐบาลกลางก็ไม่ละความพยายามที่จะส่งเสริมความเจริญในด้านอักษรศาสตร์ใน พ.ศ. ๑๙๓๘ บรรดานักอักษรศาสตร์ซึ่งได้รับปริญญาตรีและปริญญาโทแล้ว ได้รับเชื้อเชิญให้เดินทางมายังเมืองนานกิงเพื่อเข้าสอบแข่งขันสำหรับการรับปริญญาขั้นดุษฎีบัณฑิต ทั้งนี้นับเป็นการสอบความรู้ครั้งแรกตั้งแต่ราชวงศ์เหม็งได้ครองอำนาจ ปรากฏว่าผู้เข้าสมัครสอบครั้งนี้ จำนวนหนึ่ง



๑๐๐ สอบได้ ความสำเร็จครั้งนี้นับว่าช่วยสนับสนุนกำลังใจแก่ผู้ที่ยังมีความคิดเห็นในข้างร้ายที่ว่ารัฐบาลไม่ให้ความเที่ยงธรรมแก่ราษฎรในปกครองโดยเสมอหน้ากัน อย่างไรก็ตาม ทั้ง ๆ ที่ประเทศจีนพยายามสร้างความดีต่อประเทศนี้ด้วยการให้ความเอาใจใส่ดูแลบรรดาหัวหน้าชนชาวพื้นเมืองก็ดี หรือด้วยการให้ความเอาใจใส่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินใหม่นี้ก็ดี การปฏิบัติทั้งปวงนี้ได้รับความสนใจจากพลเมืองผู้โง่เง่าหรือครึ่ง ๆ ป่าเถื่อนก็แต่เพียงความไม่เชื่อฟังต้องใช้อำนาจบังคับ ผลที่ได้รับก็คือความอ่อนแอของบ้านเมืองเนื่องจากเกิดความขัดแย้งอยู่เสมอ

การกบฏต่อการปกครองของจีน ในระหว่าง พ.ศ. ๑๙๓๙ ชนชาวพื้นเมืองตามบริเวณเมืองยงจาง มีหัวหน้าชื่อเตากัน (Tao-kan)ซึ่งได้รับสินบนจากชาวพม่า ได้ก่อการกบฏขึ้น กองทัพชาวพื้นเมืองตั้งเป็นแนวยาวเหยียดจนยากที่จะปราบปรามให้ราบคาบได้ ดังนั้นพระจักรพรรดิจึงทรงตัดสินพระทัยส่งทหารไปกองหนึ่งและมอบอำนาจให้ มาควิส มูหยิง (Marquis Mou-ying) เป็นนายทัพ ฝ่ายเตากันเมื่อทราบกองทัพฝ่ายจักรพรรดิยกมาถึงก็ออกไปทำการเจรจายอมอ่อนน้อม พร้อมกับส่งเครื่องราชบรรณาการ ไปมอบให้แก่แม่ทัพใหญ่เพื่อให้นำไปถวายพระจักรพรรดิเป็นการพิสูจน์ความสัตย์ของตน แต่โดยเนื้อแท้แล้วการที่ยอมสวามิภักดิ์นี้ ก็เพื่อจะถ่วงเวลาให้ตนได้รวบรวมกำลังพร้อมเพรียงดีเสียก่อน ครั้นเมื่อกำลังต่อสู้เข้มแข็งพอ ประกอบกับเชื่อมั่นว่าจะได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากชาวพม่าก็เข้าจู่โจมตีกองทัพฝ่ายจีนโดยทันที ในการครั้งนี้สามารถทำลายกองทัพจีนได้เพียงส่วนหนึ่ง แต่ชั่วเวลาไม่นานกองทัพฝ่ายจักรพรรดิก็เตรียมการป้องกันได้ทัน แล้วออกจู่โจมขับไล่กองทัพของเตากันให้ถอยไปจากที่มั่นเดิม การรบครั้งนี้กินเวลานานและดุเดือดมาก บรรดารี้พลของเตากันต้องแตกกระจัดกระจายไปสิ้น และทั้ง ๆ ที่เตากันได้ใช้เล่ห์กลเพทุบายนานาประการแล้ว ก็ยังถูกนายพลจีนผู้หนึ่งจับตัวได้ และถูกตัดศีรษะ มรณกรรมของเขาทำให้ความเป็นข้าศึกศัตรูสุดสิ้นไปด้วย



๑๐๑ ใน พ.ศ. ๑๙๔๖ พระจักรพรรดิยงโล(Young-loh) ขึ้นเสวยราชย์ ทรงส่งเจ้าชายลู (Lou) ซึ่งเป็นราชนัดดามายังประเทศยูนนานเพื่อให้ปกครองเมืองตาลีกับทรงมอบให้ปราบปรามและจัดการรวมแว่นแคว้นที่ตั้งอยู่ระหว่างประเทศพม่าและญวนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นับแต่ระยะนี้เป็นต้นมา ราชสำนักจีนได้เข้าครอบครองประเทศญวนอย่างจริงจัง กองทัพฝ่ายพระจักรพรรดิถูกส่งมายังประเทศนี้หลายครั้ง เพื่อสถาปนาความสงบเรียบร้อยและเพื่อจัดสรรให้บรรดาผู้ที่อ้างว่าตนเป็นเชื้อวงศ์กษัตริย์เก่าแก่แห่งประเทศยูนนานซึ่งมาแบ่งปันดินแดนกันปกครองในดินแดนแถบนี้ ได้ปฏิบัติหน้าที่ภายในกรอบอำนาจของตน จักรพรรดิ ยงโล ทรงถือโอกาสในยามที่กองทัพของพระองค์ยังตั้งมั่นอยู่ในประเทศญวน จัดการครอบครองประเทศญวนโดยเด็ดขาด โดยเรีบกร้องให้กษัตริย์ญวนระลึกถึงการช่วยเหลือของจีนในครั้งก่อน ๆ และทรงชักชวนให้กษัตริย์ญวนส่งเครื่องราชบรรณาการที่เคยละเลยไปหลายปีนั้นให้ตรงตามกำหนดเวลา

การต่อต้านของการปกครองของราชวงศ์เหม็งต่อไป ใน พ.ศ. ๑๙๘๑ การจลาจลใหม่ ๆเกิดขึ้นทางภาคตะวันตกหลายครั้ง ข้าราชการคนหนึ่งของเมืองโลฉวน (Lo-tchouen) ชื่อว่า สืเย็น (Sze-jen) เห็นว่าบ้านเมืองของตนอยู่ห่างไกลจากการบังคับควบคุมของรัฐบาลส่วนกลาง จึงถือโอกาสทำทางไมตรีกับพม่าหลายครั้ง ส่วนชาวพม่าก็แสร้งทำเป็นร้องเรียนขึ้นไปว่าดินแดนของตนถูกบีบคั้นจากระบอบปกครองใหม่ ส่วนสืเย็นนั้นมีความมั่นใจว่าชาวพม่าเพื่อนบ้านของตนจะให้ความช่วยเหลือตามที่สัญญากันไว้ ก็ประกาศตนเป็นอิสระ แล้วเข้ายึดเมืองนานเตียน(Nan-tien) กับตำบลอื่น ๆ อีกหลายตำบลซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองทิงเหยอะ (T'ing-yueh) นักแล้วตั้งตนเป็นนายปกครองดินแดนเหล่านี้ ครั้นจักรพรรดิยิงจง (Ying-tsoung) ทรงทราบถึงความไม่เรียบร้อยใหม่ ๆ เหล่านี้ ก็ส่งกองทัพประกอบด้วยรี้พลเป็นอันมากมี ดยุค มู่ชิง (๑) (Mou-ching) เป็น


(๑) บุตรชายของมูหยิง


๑๐๒ นายทัพกับทรงมอบอำนาจให้ทำการปราบปรามกบฏแล้ว ให้สถาปนาความเรียบร้อยในดินแดนเหล่านั้น ในระหว่างที่สู้รบกันอยู่หลายครั้งนั้น กองทัพฝ่ายจักรพรรดิต้องเผชิญกับความไข้อันร้ายแรง พวกกบฏถูกขับไล่ถอยออกจากที่ตั่งมั่นในภูเขา ตัวสืเย็นหลบหนีไปอยู่ในประเทศพม่า ส่วนพรรคพวกนอกนั้นหันเข้าอ่อนน้อมต่อกองทัพฝ่ายจักรพรรดิเสียส่วนหนึ่ง หัวหน้ากบฏบางคนถูกตัดศีรษะ ดินแดนในแถบนี้จึงได้รับความสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง (๑๙๘๖) ภายหลังการรบครั้งนี้ พระจักรพรรดิทรงเกรงว่าพวกกบฏจะกลับมารุกรานบ้านเมืองอีก กับทรงดำริจะป้องกันมิให้ผู้คนพลเมืองจากแว่นแคว้นอื่นเข้ามาเบียดเบียนในดินแดนแถบนี้ตามที่เคยมีปรากฏอยู่เนือง ๆ จึงทรงปรึกษากับบรรดาเสนาบดีฝ่ายทหารและตัดสินพระทัยให้จัดการสร้างกำแพงล้อมรอบเมืองทิงเหยอะ (Ting-yueh) ซึ่งมิได้สร้างมาแต่เดิม (๑๙๘๙) ฝ่ายสืเย็นระหว่างที่อยู่ในประเทศพม่า ได้รับการช่วยเหลือจากชาวพม่าเป็นอันดีจึงจักตั้งกองทัพขึ้นและยกเข้ามารบอีก กองทัพฝ่ายจักรพรรดิซึ่งถูกโจมตีโดยมิทันรู้ตัวก็พ่ายแพ้และต้องถอยหนีไปอยู่ด้านหลังปราการที่กำลังสร้างอยู่ ผลการรบครั้งนี้จึงเสมือนกับ "เอาหม้อดินไปทุบหม้อเหล็ก" โดยไม่ต้องสงสัย ทั้งนี้มิใช่เป็นปัญหาเกี่ยวกับเวลาเท่านั้น บรรดานายพลจีนเมื่อคลายความประหลาดใจแล้วก็ยกกำลังหนุนเข้าโจมตีพวกกบฏอย่างอาจหาญ การรบดำเนินไปเป็นเวลานานและลำบากยากยิ่ง ในที่สุดหลังจากการต่อต้านถึงสามปี อาวุธยุทโธปกรณ์ร่อยหรอไปหมดสิ้น บรรดารี้พลและสมัครพรรคพวกทอดทิ้งไปหมด สืเย็นจึงหลบหนีและพยายามหนีเล็ดลอดมาจึงถึงประเทศพม่าอีกครั้งหนึ่งทั้ง ๆ ที่กองตรวจด่านของจีนพยายามระแวดระวังอยู่อย่างแข็งขัน พ.ศ. ๑๙๙๔ จักรพรรดิกิงตี่ (King-ti) ทรงระอาต่อการรบกวนเบียดเบียนอย่างไม่หยุดหย่อนทางชายแดนที่ติดกับประเทศพม่า จึงทรงขอร้องนายพลอูงาง (Ou-ngang) ซึ่งมีอำนาจบังคับบัญชาด้านชายแดนให้ดำเนินการผูกมิตรไมตรีกับแว่นแคว้นใกล้เคียงเสียใหม่ กับให้ระมัดระวังในข้อสัญญาที่จะรักษาไมตรีให้ยืนนานไว้






๑๐๓ ชาวพม่ารับรองอำนาจการปกครองของประเทศจีน เนื่องจากมีคดีพิพาทระหว่างประเทศระหว่างทั้งสองเรื่องหนึ่ง อันเนื่องมาจากฝ่ายจีนเข้ายึดครองตำบลมงยาง (Moung-yang) ซึ่งฝ่ายพม่าประกาศว่าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตน เมื่อทางราชสำนักแห่งกรุงปักกิ่งได้รับรายงานเรื่องนี้ก็ตกลงให้คืนดินแดนส่วนนี้ให้ฝ่ายพม่าโดยมีเงื่อนไขว่า เจ้าผู้ครองประเทศพม่าจะต้องส่งเครื่องราชบรรณาการไปถวายจักรพรรดิจีนตามกำหนดกับให้ส่งตัวกบฏสืเย็นไปให้ ฝ่ายประเทศพม่ายินยอมรับเงื่อนไขทั้งนี้ด้วยความยินดี ดินแดนชายเขตแดนภาคนี้กลับมีความสงบสุขขึ้น กองทหารของฝ่ายจักรพรรดิก็ได้รับการปลดปล่อยจากประจำการหมด ฝ่ายสือเย็นเมื่อทราบถึงการปรองดองกันระหว่างประเทศทั้งสอง ก็พยายามรวบรวมพรรคพวกที่มีความเห็นขัดแย้งในการนี้เพื่อกลับไปสู้รบอีก แต่สืเย็นถูกจับได้และถูกจำขังเสียก่อนที่จะรวมกำลังได้พอแก่ความต้องการ ระหว่างที่อยู่ในห้องขัง เขาครุ่นคิดถึงวันที่เขาต้องถูกส่งตัวไปอยู่ในเงื้อมมือของพวกจีน อย่างไรก็ตามชาวพม่าได้จัดการตัดศีรษะเขาแล้วส่งไปยังนายทัพฝ่ายจีน พ.ศ. ๒๐๔๔ เกิดแผ่นดินไหวอันก่อให้เกิดความพินาศอย่างใหญ่หลวง ดินแดน ๓๖แว่นแคว้นสะเทือนทั่วไปในวันเดียวกัน จักรพรรดิเหียวจง (Hiao Tsoung) ทรงมีพระทัยหวาดหวั่นในความหายนะครั้งนี้มาก และเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงมิให้ความพินาศครั้งใหม่บังเกิดขึ้นอีก จึงทรงส่งขุนนางหลายคนไปทำพิธีบวงสรวงเทพเจ้าที่สถิตอยู่ตามภูเขากับเซ่นสรวงเหล่ามังกรตามสถานที่ต่าง ๆ ตามที่มีข่าวเล่าลือกันทั่วไปว่าเป็นต้นเหตุของความร้ายเหล่านี้ นอกจากนั้น พระองค์ทรงสั่งให้แก้ไขรายชื่อผู้สมัครเข้าสอบแข่งขันทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหารด้วยการให้เลื่อนอันดับผู้สอบไล่ได้จำนวน ๑,๒๖๐ คน ให้อยู่ในระดับสูงขึ้นไปตามลักษณะวิชาที่สอบ กับทรงให้แต่งกระบวนแห่ทางพุทธศาสนาขึ้นทั่วทุกตำบล ถึงแม้ว่าจะได้มีการขจัดเป่าทุกข์ภัยต่าง ๆ อันจะเกิดการจลาจลวุ่นวายซึ่งกำลังไหวตัวขึ้นในหมู่ประชาราษฏรแล้วก็ตาม แต่มณฑลนี้ก็ต้องเผชิญกับบรรยากาศที่ส่อไปข้างจลาจลระส่ำระสายตลอดจนความผันแปรอันเกิดขึ้นโดยกระทันหันอยู่เสมอ กล่าวคือ



๑๐๔ ในปีต่อมานั้นได้เกิดลมพายุอย่างร้ายแรงพัดเอาหลังคาบ้านของราษฎรปลิวไปเป็นอันมาก ผู้คนพลเมืองได้รับบาดเจ็บล้มตาย กับสามารถพัดเอาไม้ผลยืนต้นจำนวนมากถอนรากโคนโค่นลง(๑) ความบาดหมางระหว่างจีนกับพม่า การดำเนินการผูกมิตรไมตรีระหว่างจักรพรรดิจีน และกษัตริย์แห่งประเทศพม่าตามที่ได้เล่าโดยสรุปมาแล้วนั้นหาได้ดำรงอยู่ยืนนานไม่ กล่าวคือบรรดาราษฎรชาวพม่าพากันร้องทุกข์ในข้อที่ถูกขุนนางจีนผู้มีหน้าที่รักษาชายเขตแดนเข้ามารบกวนเบียดเบียนไม่หยุดหย่อน แต่ชาวพม่าเหล่านี้ไม่ประสงค์จะประกาศสงครามกับประเทศจีนโดยเปิดเผย จึงยุยงแว่นแคว้นต่าง ๆ ที่เป็นอิสระมาจนถึงบัดนั้นให้ก่อการจลาจลขึ้น ครั้นพวกก่อจลาจลคุมกำลังเป็นปึกแผ่นแล้ว ก็ยกขบวนออกทำการ ชาวพม่าเหล่านี้เข้ายึดที่มั่นได้หลายแห่ง ครั้นแล้วก็ให้เผาธงประจำองค์จักรพรรดิ ซึ่งจักรพรรดิมอบให้พวกตนเป็นการตอบแทนคุณความดีที่ปฏิบัติมาแล้วต่อหน้าหัวหน้าแว่นแคว้นทั้งปวงที่มาชุมนุมพร้อมกัน ทั้งนี้เพื่อแสดงให้ฝ่ายจีนผู้เป็นพันธมิตรเห็นว่ามิตรภาพระหว่างประเทศนั้นสุดสิ้นลงแล้ว การจลาจลครั้งนี้ยากที่จะปราบปรามให้สงบลงได้ จนกระทั่งบ้านเมืองเกิดระส่ำระสายทั่วไปหมดทั้งมณฑล บรรดาข้าราชการที่เป็นหลักสำคัญในการบริหารบ้านเมืองก็ฉวยโอกาสกอบโกยเงินทองเป็นประโยชน์ส่วนตน ตัวรองเจ้าเมืองสินเทียน (Sin-tien) ก็กดขี่ข่มเหงราษฎรโดยทุกทาง จนชาวพื้นเมืองส่วนใหญ่ก่อการจลาจลขึ้น (๒๐๗๒) ตัวหัวหน้าก่อการชื่อ อาน (An) มีภรรยาซึ่งมีรูปโฉมงดงามอย่างยิ่งถูกตุลาการคนหนึ่งจับตัวไปคุมขังไว้โดยหาสาเหตุมิได้ พวกกบฏจึงจับตัวตุลาการผู้กระทำผิดฆ่าเสีย แล้วปล่อยภรรยาของหัวหน้าของตนออกจากที่คุมขัง ครั้นแล้วก็พากันเดินทางไปถึงเมืองม้าลงเจียว (Ma-loung tcheou) โดยได้รับความช่วยเหลือจากแว่นแคว้นบางแห่ง ซึ่งได้รับความเดือดร้อนอย่างเดียวกันจากพวกข้าราชการจีนเหล่านั้น พวกกบฏยึดเมืองดังกล่าวได้แล้ว


(๑)เหตุการณ์นี้เป็นไปได้ลมพายุที่เกิดขึ้นในประเทศยูนนานร้ายแรงเช่นนี้เป็นประจำและมักเกิดทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศแทบทุกปี ด้วยเหตุผลดังกล่าวพวกชาวเมืองจึงเล่าว่าที่สร้างบ้านเรือนต่ำ ๆ ก็เพื่อกันมิให้พายุตีพังทลายหมด


๑๐๕ จับยางหลินไว้ (Yang-lin) ครั้นแล้วก็เดินทางมาหยุดอยู่หน้าเมืองหลวงซึ่งก็ยึดได้ในระยะต่อมา ฝ่ายจักรพรรดิเกียสิง (Kia-tsing) ซึ่งไม่ทราบว่าการกบฏครั้งนี้สิบเนื่องมาแต่ขุนนางของพระองค์ปกครองบ้านเมืองอย่างกดขี่ จึงทรงตั้งเจ้าเมืองคนหนึ่งชื่อ โห (Ho) เป็นแม่ทัพคุมกองทัพมาตีเมืองกลับคืน ปีต่อมา กองทัพฝ่ายจักรพรรดิซึ่งมีชัยชนะก็ยาตราทัพเข้าสู่เมืองหลวง อานหัวหน้าพวกกบฏถูกจับตัวได้และถูกตัดศีรษะ บรรดาชาวพื้นเมืองซึ่งเข้าร่วมในการกบฏครั้งนี้ พระจักรพรรดิทรงมีความกรุณาไม่ลงโทษและให้ส่งตัวกลับไปบ้านเมืองของตน ถ้าหากจะบันทึกเรื่องราวอันเป็นวิกฤตกาลทุกอย่างเป็นต้นว่า ความเดือดร้อนระส่ำระสาย การกบฏการเคลื่อนไหวอันเกี่ยวเนื่องด้วยการกบฏซึ่งเกิดขึ้นในประเทศนี้ นับตั้งแต่สมัยนี้เป็นต้นไปจนกระทั่งถึงสมัยที่พวกตาดขึ้นครองอำนาจก็จะเป็นการยืดยาวเกินไปวิกฤตกาลหลายครั้งเป็นผลจากการที่ขุนนางฝ่ายปกครองเพิ่มอัตราภาษี ส่วนวิกฤตกาลครั้งอื่น ๆ ก็เกิดจากการที่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ซึ่งมีความมักใหญ่ใฝ่สูงและกระหายอำนาจพิเคราะห์เห็นว่าขุนนางผู้ปฏิบัติราชการในหน้าที่ของตนอย่างซื่อสัตย์สุจริตเป็นผู้อ่อนแอ ทำให้ขุนนางประเภทหลังซึ่งมีอยู่ไม่กี่คนไม่รั้งรอที่จะยกธงประกาศปฏิวัติด้วยความหวัง ว่าจะกอบกู้เอกราชกลับคืนมา และจะได้ดำรงเกียรติศักดิ์ที่เคยมีมาแต่โบราณกาลสืบไป การกบฏต่อการปกครองของราชวงศ์เหม็ง เรารู้สึกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะต่อมา ให้ประโยชน์แก่บันทึกทางประวัติศาสตร์ที่จำเป็นบางประการ ในอันที่จะอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เป็นสาเหตุแห่งการได้ชัยชนะของราชวงศ์ตาด และในขณะเดียวกันก็เป็นสาเหตุที่ช่วยให้ประเทศยูนนานประสบชัยชนะโดยเด็ดขาดและมณฑลเข้ามาอ่อนน้อมด้วย นอกจากนั้น แว่นแคว้นบางแห่งในมณฑลกุยเจียว (Kouei-tcheou) ที่มิได้มาสามิภักดิ์ด้วยก็ช่วยทำให้เกิดความสงบสุขขึ้นในประเทศ






๑๐๖ บันทึกทางประวัติศาสตร์ซึ่งมีอยู่ในพงศาวดารจีนช่วยให้เราได้ติดตามการก้าวไปสู่ความเป็นผู้พิชิตของ อูซานกวย (Ou-San-kouei โง่ซำกุ่ย) ทั้งยังช่วยให้เราทราบถึงความคิดอ่านอุปนิสัยตลอดจนวิธีการปกครองบ้านเมืองของบุคคลผู้นี้อีกด้วย พ.ศ. ๒๑๗๔ การกบฏครั้งใหญ่เกิดขึ้นในมณฑลโฮนานเป็นผลให้ราชวงศ์เหม็งต้องประสบความล่มจมในระยะต่อมา ทั้งนี้เนื่องจากเหล่าราษฏรซึ่งเอือมระอาต่อการกดขี่ข่มเหงอย่างไม่เป็นธรรมจากบรรดาขุนนางผู้มีอำนาจในการปกครองประเทศพากันลุกฮือขึ้น มีหัวหน้ากบฏชื่อ เกายิงเสียง(Kao Ying-tsiang) เมื่อเกายิงเสียงเกิดความไม่พอใจโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว ก็ไม่รอช้า เร่งรวบรวมสมัครพรรคพวกจนมีกำลังเป็นปึกแผ่น ครั้นถึงแก่กรรมหลานชายชื่อ หลีสืเจ็ง(Li Tze-tcheng หลีซ้อง) ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าต่อมา และถือเอาประโยชน์จากความสำเร็จที่ลุงของตนสร้างไว้ ครั้นแล้วก็ถือโอกาสในยามที่พวกขุนนางประพฤติตนเป็นที่เสื่อมเสียกล่าวร้ายป้ายสีขุนนางเหล่านั้น ว่าเป็นคนชั่วร้ายสร้างความเดือดร้อนนานาประการแก่พลเมือง ไม่ช้านักหลีสืเจ็งก็กลายเป็นผู้มีอิทธิพลยิ่งใหญ่ เมื่อรวบรวมสมัครพรรคพวกได้มากพอแก่ความต้องการ ก็ออกเดินทางมุ่งขึ้นทางทิศเหนือ ระหว่างทางไม่ถูกสกัดจับแต่ประการใด และตลอดทางที่ไป แทบจะไม่ประสบการต่อต้านเลย โดยเหตุที่ข่าวเกี่ยวกับชัยชนะของเขาเลื่องลือไปล่วงหน้า ดังนั้นจึงพบแต่ขุนนางกรมการทั้งปวงเตรียมการต้อนรับตลอดทาง และเนื่องจากขุนนางเหล่านั้นต้องการจะหลีกเลี่ยงมหาภัยแห่งสงครามอันจะบั่นทอนอำนาจของตนลงไป จึงพากันออกมาแสดงความเคารพหลีสืเจ็ง หลีสืเจ็งมีความปลาบปลื้มยินดีที่ได้รับสรรเสริญยกย่องจากพรรคพวกอีกประการหนึ่ง ถูกยุยงจากมิตรสหายผู้มีแผนการมักใหญ่ใฝ่สูง จึงยกพลออกเดินทางมุ่งไปยังนครปักกิ่ง ความพินาศของราชวงศ์เหม็ง-หลีสืเจ็งชิงราชบัลลังก์ จีน สงเจ็ง (Tsoung-tching ซ้องเจ็ง) จักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์เหม็งทรงทราบข่าวว่าหลีสืเจ็งกำลังยกพลมุ่งมายังนครหลวง และทรงเห็นว่าบ้านเมืองเกิดกบฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง จึงทรงพยายามทุกทางที่จะไม่ให้ราษฎรหวาดกลัวภัยสงคราม แต่ความ



๑๐๗ พยายามของพระองค์ล้มเหลว เนื่องจากพวกกบฏได้รับการต้อนรับและการช่วยเหลือจากราษฎรตลอดทางที่เดินทัพมา แม้จะยกทัพมาถึงหน้าเมืองหลวงก็ตาม หลีสืเจ็งก็ยังพบเหล่าขุนนางข้าราชการที่พร้อมจะทำการกบฏต่อจักรพรรดิเพื่อหลีกทางให้กับฝ่ายที่มีกำลังเหนือกว่า ขณะนั้น ขุนนางที่อยู่ในเมืองที่ยังซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพระจักรพรรดิ กำลังสู้รบต่อต้านพวกกบฏอยู่นั้น ขันทีคนหนึ่งชื่อ ตูชุน (Tou-chun) มีหน้าที่รักษาประตูเมืองสำคัญแห่งหนึ่งกลับเป็นผู้เปิดประตูเมืองรับพวกกบฏ เมื่อเป็นเช่นนี้ พระจักรพรรดิจึงทรงเห็นว่าหมดหนทางที่จะต่อต้านต่อไป และเพื่อจะรักษาเกียรติยศแห่งราชวงศ์ไว้ พระองค์จึงปลงพระชนม์พระราชินีและใช้ดาบฟันพระราชธิดาของพระองค์เสีย ครั้นแล้วพระองค์เสด็จขึ้นไปบนภูเขาเหมยชัน(๑) ทรงเขียนพินัยกรรมซึ่งมีข้อความตอนสุดท้ายว่าดังนี้ "เมื่อต้องสูญเสียบ้านเมืองกษัตริย์ผู้ปกครองก็สมควรจะสิ้นพระชนม์ไปด้วยกัน"แล้วพระองค์ก็ทรงใช้เข็มขัดผูกพระศอกับต้นไม้สิ้นพระชนม์ (๒) หลีสืเจ็งเข้าไปพำนักในพระราชวังจักรพรรดิ เสนาบดีหลายคนที่ยังมีความรักอาลัยในจักรพรรดิองค์ก่อนก็ยอมสละชีวิตตนแทนที่จะยอมเป็นข้ารับใช้คนอื่น ส่วนหลีสืเจ็งซึ่งชิงราชสมบัติได้นั้นรู้ดีว่า การที่พวกขุนนางและคนสำคัญของบ้านเมืองพากันเป็นกบฏต่อจักรพรรดินั้น สาเหตุส่วนใหญ่ก็เนื่องจากชัยชนะที่หลีสืเจ็งได้รับและจากการสวรรคตของพระจักรพรรดิซึ่งประชาชนยังจงรักภักดีอยู่ หลีสืเจ็งจึงรู้สึกโกรธเคืองที่ข้าราชการเหล่านี้ไม่รักษาเกียรติยศของตน กลับมาเข้ากับฝ่ายศัตรูยอมให้เข้ายึดเมืองได้และพากันละทิ้งเจ้านายของตนเอง จึงสั่งให้ตัดศีรษะเสียสิ้น ฝ่ายนายพลอูซานกวย (Ou-San-kouei) ซึ่งประจำอยู่ ณ กองทหารที่ชานไฮกวน (๓) (Chan-hai Kouan) ครั้นได้ทราบเรื่องการเข้ายึดนครปักกิ่ง กับการสวรรคตของพระจักรพรรดิก็มีใจพยาบาทคิดจะแก้แค้น แต่เนื่องจากอูซานกวยเป็นผู้เข้มแข็ง (๑) เนินเขาถ่าน ตั้งอยู่ข้างพระราชวังจักรพรรดิ มีผู้เล่าว่าเขาถ่านนี้รัฐเป็นผู้สร้างขึ้นด้วยถ่านหินที่นำมาจากเหมืองในภูเขาทางทิศตะวันตกสำหรับให้ประชาชนใช้ในยามที่เมืองถูกข้าศึกล้อม (๒) ต้นไม้ที่พระจักรพรรดิทรงผูกพระศอคือ ต้นโฮตังชู (แอปเปิลป่า) (๓) ช่องทางผ่านตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของนครปักกิ่ง ระหว่างชายแดนประเทศจีน กับชายแดน มงโกเลีย


๑๐๘ ในกิจการงาน เห็นว่าไม่มีช่องทางใดดีไปกว่าอุบายอันแยบคาย เพราะตนเองไม่มีกำลังทหารเพียงพอจะดำเนินงานให้สำเร็จได้ และอุบายที่เชื่อมั่นว่าจะประสบผลสำเร็จก็คือ ยืมมือชาวตาดที่ตนกำลังมีหน้าที่ตีต้านให้พ้นเขตแดนประเทศไปนี้แหละ ฝ่ายหลีสืเจ็งได้รับแจ้งถึงการเคลื่อนไหวที่อูซานกวยกำลังเตรียมการอยู่ กับมองเห็นผลดีที่จะได้รับจากความช่วยเหลือของอูซานกวย จึงเรียกให้อูเสียง (Ou Siang) บิดาของอูซานกวยมาเฝ้า แล้วบังคับด้วยอาญาสิทธิให้อูเสียงเขียนแจ้งไปยังบุตรชายให้ยินยอมรับสถานการณ์ใหม่ ๆ เหล่านี้ กับให้บุตรชายออกมายอมอ่อนน้อมต่อจักรพรรดิองค์ใหม่เสีย อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเป็นอันมาก เมื่ออูซานกวยได้รับจดหมายซึ่งส่งมาจากบิดาจากทหารคนหนึ่งของจักรพรรดิองค์ใหม่ ก็ยอมรับข้อเสนอพร้อมกับเตรียมการทั้งปวงที่จะออกไปยินยอมอ่อนน้อมต่อกษัตริย์องค์ใหม่อยู่แล้ว ทันใดนั้นคนถือหนังสือพิเศษได้นำข่าวมาแจ้งให้ทราบว่าภรรยาสาวสวยอันเป็นที่รักอย่างยิ่ง ถูกคนของฝ่ายกบฏคนหนึ่งจับตัวไปคุมขังโดยมิเป็นธรรม ด้วยความโกรธแค้นที่ถูกลบหลู่เกียรติยศ อูซานกวยจึงขับไล่ทหารผู้ถือหนังสือของบิดากลับไป โดยไม่คำนึงถึงข้อความในจดหมายของบิดาเลย ครั้นแล้วอูซานกวยก็ออกเดินทางไปยังนครปักกิ่งเพื่อแก้แค้นผู้ที่ทำร้ายตน ฝ่ายหลีสืเจ็งครั้นทราบว่าคนของพระองค์ได้ฉุดคร่าภรรยาของอูซานกวย และพิเคราะห์เห็นว่าเรื่องนี้มีผลลุกลามไปใหญ่โต ก็สั่งให้ประหารชีวิตคนผู้นั้นเสีย และเมื่อทราบข่าวการเคลื่อนไหวของฝ่ายศัตรู ก็นำกองทัพมีกำลังพลหกหมื่นกับให้นำเจ้าชายรัชทายาทของราชวงศ์เหม็งคือบิดาของอูซานกวยนำหน้ากองทัพไป เมื่อการรบเกิดขึ้นกองทัพของอูซานกวยเกือบจะปราชัยหากว่าไปได้กำลังทหารอีกเจ็ดพันคน ของนายพล เตียนฉง (T'ien-ts'oung) มาช่วยเปลี่ยนรูปการณ์รบให้เป็นชัยชนะ หลีสืเจ็งผู้ชิงราชย์เมื่อพ่ายแพ้ก็ถอยกลับเข้ายังกรุงปักกิ่ง แล้วส่งนายทหารออกไปทำการเจรจาขอสงบศึก แต่ฝ่ายข้าศึกเสนอเงื่อนไขมาหลายอย่างเกินกว่าที่จะปฏิบัติตามได้ จึงเริ่มเป็นศัตรูกันอีก ในการรบครั้งต่อมา ฝ่ายกบฏต้องพ่ายแพ้หลายครั้ง ทำให้หลีสืเจ็งซึ่งประสบชัยชนะมาเสียจนเคยในระหว่างที่ยาตราทัพเข้าสู่กรุงปักกิ่ง ลงความเห็นว่าสาเหตุที่ตน



๑๐๙

พ่ายแพ้นั้น เนื่องมาจากการทรยศของบิดาของอูซานกวยที่ไปยุยงบุตรชายให้ทำการต่อต้านตน เมื่อต้องประสบความปราชัยอีกครั้งหนึ่งในระยะต่อมา หลีสืเจ็งมีความร้อนใจมาก จึงให้เอาตัวอูเสียงไปฆ่าเสียด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นคนทรยศ แล้วให้นำศีรษะไปเสียบประจานไว้ที่ปราการของเมืองหลวงซึ่งอูซานกวยบุตรชายกำลังล้อมอยู่ นับแต่วันนั้นมาหลีสืเจ็งก็พิเคราะห์ถึงการดำเนินการที่ตนตั้งใจจะกระทำอยู่ กับมองเห็นลางร้ายที่จะเกิดขึ้นในกาลข้างหน้า จึงตกลงใจที่จะประกาศตนเป็นจักรพรรดิเสียก่อน (๑) แต่กลับต้องเผชิญกับวิกฤตกาลหลายอย่างซึ่งเกิดขึ้นโดยกระทันหัน จนไม่สามารถจะดำเนินตามแผนการนั้นได้ นอกจากนั้นยังทำให้หลีสือเจ็งเริ่มเห็นว่า มงกุฎจักรพรรดิซึ่งตนหวังจะได้สวมบนศีรษะนั้นหนักเกินกำลังตนเสียแล้ว และถึงแม้ว่าตนจะได้ประพฤติตนใฝ่หาอำนาจมาจนมีชื่อเสียงกว้างขวางก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถจะทำให้ราษฎรลืมการกระทำชั่วของตนได้แม้แต่น้อย ว่าตนเป็นผู้สร้างความโสมมทั้งปวงแก่จักรวรรดิ ครั้นต่อมาได้ทราบข่าวว่าตนเองได้ถูกราษฎรที่เคยยุยงให้ตนเข้าชิงอำนาจนั้นทรยศด้วยเสียแล้ว ประกอบกับบรรดามิตรสหายทอดทิ้งไปหมด ทั้งคิดต่อไปว่าขณะนี้อูซานกวยกำลังชุมนุมกองทัพอยู่ ณ เบื้องล่างกำแพงเมือง หลีสืเจ็งจึงตัดสินใจทิ้งกรุงปักกิ่ง เพราะเห็นว่าชีวิตกำลังอยู่ในระหว่างอันตราย แต่ก่อนที่จะไป หลีสืเจ็งได้เก็บรวบรวมทรัพย์สมบัติทั้งหมด แล้วให้จุดไฟเผาประตูราชวังเสียหลายประตู ไม่ใยดีต่อคธาประจำองค์กษัตริย์ซึ่งเคยมุ่งหมายใฝ่ฝันอีกต่อไป แล้วหนีออกจากเมืองไปในเวลากลางคืน ฝ่ายอูซานกวยซึ่งมุ่งแต่จะคิดแก้แค้นเพียงอย่างเดียวก็ทิ้งเมืองให้อยู่ในความดูแลรักษาของแม่ทัพเตียนสูง ชาวตาดซึ่งเป็นพันธมิตร แล้วรวบรวมกำลังทหารที่ยังเหลืออยู่ออกติดตามผู้ฆ่าบิดาของตนต่อไป ในไม่ช้าก็ตามไปทันและเข้าต่อสู้กัน ทหารทั้งสองฝ่ายสู้รบอย่างกล้าหาญต่างเสียกำลังรี้พลไปฝ่ายละมาก ๆ ในที่สุด หลีสืเจ็งผู้ชิงราชย์เห็นว่าจะตกอยู่ในอันตรายทั้งกองทัพของตนก็ถกตีถอยร่นไป จึงต่อสู้พลางถอยพลางไปจนถึงแดนเมืองชานสี


(๑) ต่อมาชาวจีนได้ตั้งสมญาซึ่งแสดงความเยาะเย้ยแก่หลีสืเจ็ง หลีจวนหวั่ง (Li-tch'ouan-wang) ซึ่งแปลความว่าเจ้าไพร่ (Prince due) ด้วยเห็นว่าเป็นผู้ไร้ระเบียบวินัยถืออำนาจเข้าบุกรุกโดยไม่คำนึงถึงกฎหมายของบ้านเมืองหรือจรรยามารยาท



๑๑๐ อูซานกวยนั้นมีความปรารถนาจะสถาปนาราชวงศ์เหม็งให้ขึ้นครองบัลลังก์ให้เสร็จสิ้นเสียก่อนโดยมิต้องอาศัยความช่วยเหลือจากชาวตาด ซึ่งเริ่มจะก่อความเดือดร้อนให้อีก และเมื่อเห็นว่าหมดความจำเป็นที่จะต้องใช้ชาวตาดอีกแล้ว ก็บำเหน็จรางวัลให้จนเป็นที่พอใจ พร้อมกับแสดงความขอบใจที่ให้ความช่วยเหลือและเชื้อเชิญให้เข้าไปเที่ยวในบ้านเมือง ชาวตาดตอบรับคำเชื้อเชิญด้วยถ้อยคำอันอ่อนหวานโดยแสร้งพูดว่า การที่ชาวตาดยอมเสียสละเพื่อจักรวรรดิจีนนั้นเป็นการกระทำตามหน้าที่ที่จะช่วยนำสันติสุขมาให้บ้านเมืองและมิให้พวกกบฏเข้ามายึดครองได้อีก แม้อูซานกวยจะทัดทานไว้ก็ไม่เป็นผล ชาวตาดเข้ามาตั้งอยู่อย่างมั่นคงเสียแล้ว

ชาวตาดเข้ายึดราชบัลลังก์จีน อูซานกวยรู้สึกเฉลียวใจในความผิดพลาดที่ตนกระทำไปได้ก็เมื่อกาลเวลาล่วงเลยมาเสียแล้ว ชาวตาดผู้ให้ความช่วยเหลือตนนั้นก็คือศัตรูโดยธรรมชาติของจักรวรรดินั่นเอง และเมื่อเห็นว่าไม่สามารถจะให้ชาวตาดกลับออกไปแล้ว ก็จำต้องยินยอมรับในสิ่งที่ตนไม่อาจจะคัดค้านได้ ครั้นชาวตาดเข้ามาตั้งมั่นอย่างมั่นคงในนครปักกิ่งแล้วก็เข้ายึดจุดยุทธศาสตร์ในเมืองหลวงได้หมด และแม่ทัพเตียนสูงซึ่งยังคงอยู่ในเมืองเพื่อควบคุมความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในบ้านเมืองก็จัดการสถาปนาบุตรชายขึ้นเป็นจักรพรรดิ กษัตริย์พระองค์นี้ตั้งนามรัชกาลของพระองค์ในปีที่ขึ้นครองราชย์สมบัตินั้นว่า ชุนจี (Chun-tchi ซุ่นตี้)เหตุการณ์ทั้งนี้กิดใน พ.ศ. ๒๑๘๗ กษัตริย์องค์นี้เป็นต้นราชวงศ์กษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ในปัจจุบัน (ในขณะที่แต่งหนังสือนี้) กษัตริย์ต่างชาติทรงดำริว่า อูซานกวยคงจะมีใจอาฆาตเคียดแค้นที่ชนชาติตาดเข้ามาเป็นนายจึงทรงตั้งอูซานกวยให้มีตำแหน่ง ฝิงสีวั่ง (๑) (P'ing-si Wang) เป็นการเอาอกเอาใจไว้ แต่ทว่าเกียรติยศนี้ซึ่งดูเหมือนจะเป็นรางวัลแห่งการดำเนินนโยบายอันโง่เขลาของอูซานกวย กลับทำให้อูซานกวยผู้มีจิตใจสูงและรักเสรีภาพเพิ่มความเสียใจ

(๑) เจ้าผู้สร้างสันติภาพแห่งภาคตะวันตก


๑๑๑ ยิ่งขึ้น และเมื่อความสำนึกในจิตใจเต็มไปด้วยความโศกเศร้าทรมานด้วยไม่สามารถจะแก้ไขดหตุการณ์ที่ตนสร้างขึ้นมาเองแล้ว ก็เกิดความท้อแท้ปล่อยเรื่องราวทั้งปวงไปตามยถากรรม การต่อต้านของหลีสืเจ็ง ความเคลื่อนไหวของหลีสืเจ็งช่วยให้อูซานกวยคลายความทุกข์ ในขณะนั้นอูซานกวยตระหนักดีว่าตนไม่สามรถจะถอนตนให้พ้นจากเงื้อมอำนาจของชาติตาด ซึ่งมีกำลังเข้มแข็งขึ้นทุกวัน อูซานกวยจึงมุ่งที่จะติดตามแก้แค้นหลีสืเจ็งให้ถึงที่สุด ความอับอายที่ได้รับแต่งตั้งจากจักรพรรดิชาวตาดให้เป็นเจ้านั้นค่อยสร่างซาไป อูซานกวยกลับมาตั้งเจตนาที่จะรณรงค์ ห้ำหั่นกับหลีสืเจ็งและพรรคพวกต่อไป กองทัพทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกันอีกครั้งหนึ่งในมณฑลชานสีอันเคยเป็นแหล่งซ่องสุมเพื่อทำการกบฏนานาประการ ในครั้งนี้การต่อสู้อันโหดร้ายก็มาปรากฏขึ้นในมณฑลนี้อีก ในการรบครั้งนี้หลีสืเจ็งไม่อาจต้านทานการเข้าโจมตีอย่างดุเดือดห้าวหาญของศัตรูส่วนตัวได้ และเมื่อถูกโจมตีรุกเร้าหนักเข้าประกอบกับสมัครพรรคพวกกันละทิ้งไปสิ้น จึงหลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ในภูเขา โล่กุง (๑) (Loh-koung) พร้อมด้วยคนสองสามคน ความหิวทำให้ต้องออกจากที่ซ่อน พวกชาวเมืองจึงมาเห็นเข้า แล้วจับหลีสืเจ็งฆ่าเสียและส่งศีรษะมาให้อูซานกวย เมื่อได้แก้แค้นสมใจ อูซานกวยก็ตั้งมั่นอยู่ในมณฑลชานสี และได้รับอบหมายจากจักรพรรดิชาวตาดให้มีอำนาจปกครองมณฑลนี้ อูซานกวยจึงเริ่มงานบูรณะบ้านเมือง ซึ่งถูกทำลายในระหว่างการสงครามด้วยความเข้มแข็ง การที่จักรพรรดิชาวตาด เข้าครอบครองราชบัลลังก์แห่งจักรพรรดิจีนนั้นหาได้ช่วยให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุขพ้นจากการก่อกวนให้เดือดร้อนไม่ โดยเฉพาะตามมณฑลภาคกลางและภาคใต้ซึ่งพลเมืองยังมีความจงรักภักดีในราชวงศ์เหม็งอยู่ กองทัพฝ่ายจักรพรรดิต้องออกปราบปรามการจลาจลที่เกิดขึ้นทั่วไป และบางครั้งก็เกือบจะต้องพ่ายแพ้

(๑) อยู่ในกิ่งอำเภอทงเจ็ง (T'oung-tcheng)




๑๑๒ แต่อาศัยที่มีเล่ห์กลอุบายที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะปฏิบัติตามข้อเสนอของขุนนางที่ไม่พอใจ จึงสามารถยืนหยัดอยู่เหนือสถานการณ์ทั้งปวงได้มณฑลฟูเกียน มณฑลเกียงสี และมณฑลชานสี ล้วนถูกปราบปรามลงราบคาบการกระด้างกระเดื่องก็ยุติลง ต่อจากนั้นกองทัพชาวตาดก็ดำเนินงานปราบปรามกบฏ จางเหียนจง (Tchang Hien-tchong) ซึ่งสร้างความพินาศและความรกร้างไว้ตลอดทางที่ผ่านไป เรื่องที่เกี่ยวกับบุคคลผู้สร้างเคราะห์กรรมผู้นี้ มีนิทานเรื่องหนึ่งเขียนเล่าไว้ในขณะที่นักปราชญ์ผู้หนึ่งเข้าไปสวดมนต์ในวัดตงโยเหมียว (Toung -yoh-miao) ในคืนวันรุ่งขึ้นได้เห็นร่างอันเลือนรางร่างหนึ่งมาปรากฏให้เห็นในความฝัน ร่างนี้เปล่งเสียงอย่างเสียงของเทพเจ้ากล่าวกับเทวรูปองค์หนึ่งในโบสถ์ว่า "เบื้องบนสวรรค์ส่งข้าพเจ้ามาแจ้งให้ท่านทราบล่วงหน้าว่าบุคคลนั้นจะมาบังเกิดในตำบลนี้ในลักษณะบุรุษเพศ แต่มีหัวใจอย่างสัตว์ดิรัจฉาน บุคคลผู้นี้จะเป็นศัตรูของมนุษยชาติและจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างตลอดหนทางที่ผ่านไป" นักปราชญ์ผู้นี้เป็นครูประจำอยู่ในท้องถิ่นที่นี้ มีสหายคนหนึ่งชื่อ จาง สองสามวันต่อมาได้มาพบจางและได้พูดกับเขาว่า "ข้าพเจ้ามีข่าวดีจะแจ้งให้ท่านทราบ คือ ภรรยาของข้าพเจ้าได้คลอดบุตรชายคนหนึ่ง" นักปราชญ์ผู้นี้แสดงความยินดีด้วยกับสหาย ครั้นมาระลึกถึงความฝันของตนขึ้นมาได้ก็แจ้งความประสงค์ว่าอยากจะขอดูเด็กที่เกิดใหม่ เมื่อมีคนนำเด็กมาให้ดู ก็พิจารณาดูสังเกตเห็นปานแดงเป็นแนวตลอดความยาวของทรวงอก เครื่องหมายนี้แสดงถึงลักษณะเจ้าเล่ห์เจ้ากล ครั้นแล้วนักปราชญ์ก็ขอร้องให้บิดาผู้มีความสุขมอบภาระการดูแลให้แก่ตนเมื่อเด็กมีอายุถึงวัยเล่าเรียน ต่อมามีการตั้งชื่อเด็กและตกลงให้ชื่อว่า เหียนจง (รอยตรงกลาง) ต่อจากนามสกุล ของครอบครัวดังนั้นชื่อเต็มของเด็กจึงเป็นจางเหียนจง แม้ในวัยเด็ก เด็กชายผู้นี้ก็ได้แสดงอุปนิสัยสันดานดื้อดึงจนเหลือที่จะปราบได้ ครั้นอายุได้ ๒ ปี ก็ไปเข้าโรงเรียนแต่ไม่ยอมเข้าใจอะไรเสียเลย จนครูเกิดความเหน็ดเหนื่อยก็ไล่กลับไป จางเหียนจงมีนิสัยเย่อหยิ่งจองหองและมีการกระทำทุกอย่างล้วนแต่เกิดจากอุปนิสัยสันดานอันเลวร้ายทั้งสิ้น ต่อมาได้หนีออกจากบ้านบิดามารดาเพื่อติดตามฆ่าเพื่อนของตนคนหนึ่ง แล้วก็ฆ่าเสียในขณะที่ต่อสู้กันได้เป็น


๑๑๓ โจรปล้นตามหนทางใหญ่ ๆ ต่อมาได้เข้าร่วมในกองทัพของหลีสืเจ็งจนได้รับตำแหน่งร้อยโท และต่อมาก็ได้เป็นที่ปรึกษาของกองทัพ นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่า คน ๆ นี้เป็นผู้สนับสนุนให้หลีสืเจ็งชิงราชสมบัติและตัวเองก็ได้เป็นที่ปรึกษาของหลีสืเจ็ง ครั้นจางเหียนจงเห็นหลีสืเจ็งหัวหน้าของตนต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ก็ไม่รอช้าอยู่รีบละทิ้งหลีสืเจ็งแล้วเดินทางไปถึงเมืองหูกวง (Hou-koung) แล้วโหมเมืองเสียจนท่วมไปด้วยไฟและเลือด ครั้นถูกติดตามก็ผ่านเข้าไปทางมณฑลเสฉวนแล้วเข้ายึดมณฑลนี้กับฆ่าฟันผู้คนจนหมดไปเป็นส่วน ๆ อุปราชมณฑลเสฉวนชื่อ โลอ้วนกวน (Lo Ouen-kouen) เข้าขัดขวางต่อต้านในตอนต้น แต่ต้องถูกยิงตายด้วยลูกเกาทัณฑ์ ครั้นสร้างความวินาศทางนี้แล้วกองทัพก็แตกกระจัดกระจายไป พวกกบฏก็เข้ายึดเมืองเจ็งตู (Tcheng-tou) เมืองหลวงของมณฑลนี้ไว้ เจ้าชายหยุด (๑) (Jui) แห่งราชวงศ์เหม็งถูกฆ่าตายเพราะเสียสัญญา ที่ว่าจะแต่งตั้งจางเหียนจงเป็นตำแหน่งสีอ๋อง (๒) (Si-ouang) ต่อมาจางเหียนจงสถาปนาตนเองเป็นเจ้า ตั้งนามรัชกาลที่ขึ้นครองว่า ต้าจุน (Ta - chun) โดยเหตุที่มีอุปนิสัยโง่เขลา อันเป็นผลจากการไม่ชอบศึกษาเล่าเรียนและเย่อหยิ่งอวดดี จางเหียนจงให้เป็นประหารนายทหารของตนคนหนึ่ง นายทหารผู้นี้เป็นผู้ฉลาดรอบรู้อย่างยิ่งและเป็นผู้เสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงอันเป็นประโยชน์ จางเหียนจงได้คาดโทษทำนองเดียวกันนี้แก่นักปราชญ์ทุกคนประดาที่อยู่ที่นั่น เขากล่าวว่า "เป็นโทษสำหรับทุก ๆ คนที่บังอาจออกความเห็น"(๓) ยิ่งได้ประหัตประหารผู้คนมากเท่าไร อุปนิสัยของจางเหียนจงก็ดุดันเหี้ยมโหดมากขึ้นเพียงนั้น และตั้งแต่ได้ทราบว่า กองทัพชาวตาดกำลังยาตราทัพเข้ามาต่อต้าน เขาก็ออกคำสั่งให้นายพลผู้หนึ่งไปยึดเมืองหานจุงฟู (Han-tchoung-fou) อันเป็นหัวเมืองเอกไว้ แต่นายพลผู้นี้กลับปล่อยให้เมืองนี้เป็นอิสระ แล้วตนเองมาเข้าพวกกับชาวตาด เพราะรู้สึกชิงชังในความเหี้ยมโหดของนายของตน

(๑) อยู่ที่เสฉวนด้วยคิดจะหลีกเลี่ยงการติดตามของพวกตาด ซึ่งยังกลัวว่าจะมีการเคลื่อนไหวด้วยยังนิยมรักใคร่ราชวงศ์นี้อยู่ (๒) เจ้าแห่งภาคตะวันตก (๓) ดูที่ Mailla เรื่อง ประวัติศาสตร์จีน ปารีส ๑๗๗๗-๘๔ ๑๒ vol.

๑๑๔ จางเหียนจุงมีความโกรธแค้นในการทรยศทั้งนี้เป็นที่ยิ่ง เขาสบถสาบานว่าจะฆ่าฟันชาวเมืองในมณฑลเสฉวนให้หมดสิ้นจนกระทั่งคนสุดท้าย เป็นการสบถสาบานที่น่าสยดสยอง และเพื่อที่จะให้ร่องรอยของการแก้แค้นเหลืออยู่นาน ๆ เขาก็สั่งให้จุดไฟเผาเมืองทุก ๆ เมือง ในมณฑลนั้นจนเกลี้ยง ฝ่ายอูซานกวยในตำแหน่งฝิงซีอ๋อง (P'inf-si-ouang) ได้เป็นนายพลคนหนึ่งในกองทัพ มีหน้าที่สู้รบกับกบฏพวกนี้ แต่ไม่นานต่อมาจางเหียนจงถูกญาติของผู้ประสบเคราะห์กรรมคนหนึ่งฆ่าตาย ความตายของคนทรยศนี้ ทำให้ผู้คนทุกหนทุกแห่งแสดงดีใจอย่างลิงโลด นายทหารตำแหน่งรอง ๆ ของจางเหียนจง ๔ นาย ถูกข้าทหารทอดทิ้งไปสิ้นชาวเมืองทั้งปวงพากันสบประมาท จึงกลัวว่าจะถูกแก้เผ็ดอย่างแน่นอน จึงชวนกันหนีไปประเทศยูนนาน มาถึงสมัยนี้ตรงกับ พ.ศ. ๒๑๙๓ ชาวมุสลิมเชื้อชาติญวนคนหนึ่งชื่อชาติงเจียว (Cha-ting-tcheou) ได้นำทหารของพวกกบฏที่มีกำลังเข้มแข็งกองหนึ่งบุกทะลวงเข้าสู่ประเทศยูนนาน และสามารถเข้าไปถึงหน้าเมืองทบวงได้โดยง่ายดาย แล้วเข้าตีหักเอาเมืองเป็นหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ ทั้ง ๆ กองทัพพระจักรพรรดิประสบชัยชนะก็ตาม มูหยิง (Mou-ying) ผู้ปกครองมณฑลยูนนานก็เห็นว่าตนกำลังอยู่ระหว่างอันตราย และเกรงว่าจะปราชัยจึงทิ้งเมืองแล้วหลบหนีไปอยู่ในเมือง สูฮวงฟู (Ts'ou-hioung fou) หัวหน้าฝ่ายกบฏก็ยังติดตามมาถึงเมืองนี้ ในระหว่างที่หัวหน้ากบฏเตรียมการเข้าล้อมเมืองแต่ตีหักเข้ายึดเมืองไม่ได้ เนื่องด้วยชาวเมืองพากันต่อต้านป้องกันอย่างเข้มแข็ง ชาจึงให้ส่งนายทหารชั้นรองคนหนึ่งชื่ออ๋อง (Ouang) ไปยึดเมืองตาลีฟูไว้ บรรดาพลเมืองที่นับถือศาสนามะหะหมัดทั่วทั้งตำบลก็ไม่รอช้าที่จะเข้าร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผู้ร่วมศาสนากับตน เมื่อพบชาวจีนคนใดก็ฆ่าตายหมด ปรากฏว่า ชาวจีนเกือบแปดพันคนถูกฆ่าตายในการนี้ ครั้นแล้วเมืองก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกกบฏ (๑)

(๑) มีแผ่นจารึกหินอ่อนแผ่นหนึ่งไว้เตือนให้ระลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ ปัจจุบันนี้ยังเห็นได้อยู่ ณ เมืองตาลีฟูใกล้กับกองทหารยามเฝ้าประตูเมืองด้านทิศตะวันออก กับยังมีอนุสาวรีย์หลุมฝังศพของพวกกบฏซึ่งถูกฆ่าตายในระหว่างปฏิบัติการ จะเห็นได้ตรงมุมกำแพงเมืองด้านตะวันตกเฉียงเหนือ



๑๑๕ ครั้นบรรดานายทหารชั้นรองของจางเหียนจงมาถึงเมืองนี้ ความระส่ำระสายก็เกิดขึ้นอีก มีการตั้งค่ายขึ้นหลายค่าย พวกกบฏตกลงที่จะร่วมปฏิบัติงานพร้อมกัน แต่การมิได้ดำเนินไปตามแผนการณ์ที่วางไว้ ดังนั้นจึงต่างคนต่างปฏิบัติงาน เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ใน พ.ศ. ๒๑๙๕ นายทหารชั้นรองสองนาย ที่เข้ามาสมัครสร้างสมอำนาจอยู่ในประเทศนี้สำเร็จ ก็ทำกลลวงเจ้ากวย (Kouei) เชื้อวงศ์องค์สุดท้ายของราชวงศ์เหม็งโดยวิธีเข้าไปสวามิภักดิ์ด้วยและรับอาสาเป็นผู้ทำนุบำรุงเจ้ากวย แต่เจ้าองค์นี้หวาดกลัวที่จะต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของชาวตาด ซึ่งคอยติดตามประหัตประหารเชื้อสายของราชวงศ์นี้ทุกคนจึงไม่กล้าไว้เนื้อเชื่อใจพวกกบฏใจอำมะหิตเหล่านั้น แต่สมัครใจหนีออกไปให้พ้นดินแดนประเทศจีนมากกว่า แล้วไปแสวงหาที่พึ่งพำนักอยู่ในประเทศพม่า(๑)(เมียนเทียน) เจ้ากวยอยู่ในประเทศนี้ ๗ ปี กษัตริย์พม่าทรงให้ความอุปถัมภ์รับรองเป็นอันดี อย่างไรก็ตาม ความพยายามของเจ้ากวยที่จะสถาปนาราชวงศ์ ซึ่งบรรพบุรุษของพระองค์สร้างขึ้นนั้นไร้ผลเสียแล้ว พ.ศ. ๒๒๐๐ มีพรรค ๆ หนึ่ง ตั้งขึ้นในเมืองกวยเจียว (Kouei-tcheou) มีวัตถุประสงค์ ที่จะสนับสนุนเจ้ากวย หัวหน้าพรรคนี้ชื่อ ม้าติงจูง กับม้าหวยหิง (๒)พยายามใช้เล่ห์เพทุบายและความอดทน เพื่อจะจัดเตรียมกองทหารไว้ให้พร้อมกับพยายามชักจูงเจ้าเมืองให้ร่วมมือในแผนงานกบฏของตนด้วย เพียงเวลาไม่นานหัวเมืองหลายเมืองก็ประกาศสนับสนุนเจ้าที่พ้นตำแหน่งไปแล้ว ฝ่ายเจ้ากวยซึ่งขณะนั้นพำนักอยู่ในประเทศพม่า ก็ได้รับใบบอกแจ้งให้ทราบถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ พร้อมทั้งได้รับเชื้อเชิญให้กลับมาอีก ต่อมาเมื่อสมัครพรรคพวกของเจ้ากวยประสบชัยชนะในเมืองกวยเจียว เจ้ากวยก็มีใจฮึกเหิม และมีจิตใจมักใหญ่ใฝ่สูงยิ่งขึ้น พระองค์ได้จัดการขายทรัพย์สินอันมีค่าทั้งปวง เพื่อเอาเงินมาจัดตั้งกองทัพน้อยขึ้น ๆ แล้วออกมาเดินทางใน พ.ศ. ๒๒๐๑ มุ่งหน้าข้ามไปสู่ประเทศยูนนานด้วยยังมีความหวังอยู่ว่า ประชาชนในประเทศนี้ยังมีจิตใจจงรักภักดีต่อพระองค์อยู่

(๑) ชื่อประเทศพม่าที่เรียกเป็นภาษาจีน (๒) นายพลทั้งสองคนนี้นับถือศาสนาอิสลาม




๑๑๖ อูซานกวยมาถึงประเทศยูนนาน จักรพรรดิชุนจี่ (Chun-tchi) ทรงมีพระประสงค์จะปราบปรามการปฏิวัติ ซึ่งเริ่มทำลายล้างผลาญบ้านเมืองมาสองสามปีแล้วให้สงบลง จึงเชิญอูซานกวย ขุนนางผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงบำเหน็จรางวัลตอบแทนความดี แล้วมอบหน้าที่ให้ปกครองแว่นแคว้นต่าง ๆ ของประเทศยูนนานและกวยเจียวให้มายังประเทศจีน เพื่อสถาปนาความสงบเรียบร้อยในประเทศนี้ ขณะที่นายพลผู้นี้กำลังดำเนินงานสู้รบกับพวกชนเผ่าต่าง ๆ ตามชายเขตแดนมณฑลเสฉวนอยู่นั้น ได้ข่าวว่า เจ้ากวยมิได้พำนักอยู่ในประเทศพม่าแล้ว ไม่ช้าต่อมา อูซานกวยก็วางมือจากการปราบปรามชนเผ่าพื้นเมืองแล้วรีบยกกองทัพมาล่วงหน้า เพื่อสกัดทางที่เจ้ากวยจะผ่าน อูซานกวยมีสมัครพรรคพวกที่จงรักภักดีอย่างแท้จริง จึงสามารถทำให้เจ้ากวยประหลาดใจได้ ทั้งยังสามารถจับกุมคนของเจ้ากวยพร้อมด้วยบุตรชายได้โดยละม่อม บริวารผู้ติดตามส่วนหนึ่งฆ่าตัวตายและข้าทหารพากันหนีเอาตัวรอด เนื่องจากเจ้าชายและบุตรเป็นเชื้อวงศ์เพียงสององค์ของราชวงศ์นี้ที่ยังเหลืออยู่ อูซานกวยจึงหวนระลึกถึงราชวงศ์เหม็ง ซึ่งเป็นเจ้านายเก่าแก่ผู้มีพระคุณแก่ตนมาก่อน จึงตัดสินใจไม่คิดจะเอาโทษและพร้อมกันนั้นก็เข้าร่วมรู้เห็นเป็นใจกันกับฝ่ายเจ้ากวย ในอันจะหันมาทำลายล้างกษัตริย์ต่างชาติให้สิ้นไป แต่ในเวลาต่อมาอูซานกวยกลับถูกภรรยา ซึ่งเป็นเชื้อสายฝ่ายจักรพรรดิกับมิตรสหายยุยงบังคับให้กลับมาทำงานทางนี้อีก อูซานกวยจึงจำต้องยินยอมปฏิบัติตามโองการจากกรุงปักกิ่งด้วยอาการมืดหน้าตามมัว เขาสั่งให้ตัดศีรษะเชลยทั้งสองที่จับมาได้นั้น เพื่อจะตัดเรื่องราวการกบฏให้เสร็จสิ้นไป และเพื่อจะทะนุบำรุงราชวงศ์กษัตริย์ที่กำลังเรืองอำนาจนี้ต่อไป ครั้นเสด็จการประหารชีวิตหัวหน้าฝ่ายกบฏแล้ว อูซานกวยก็รู้สึกสำนึกในความอ่อนแอของตน ก็เกิดมุมานะที่จะทำการรณรงค์ต่อไปในทันที เขายกกองทัพบุกขับไล่พวกกบฏเข้าไปในเมืองกวยเจียว แล้วบุกทะลวงต่อไปจนถึงภาคใต้ของประเทศยูนนาน จนในที่สุดมาถึงตำบลเตียนเจ็งเกียว (๑) (T'ien-tch'eng kiao)

(๑) หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ห่างจากเมืองไคหัวฟู (K'ai-hoa fou) ไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๓๐ ลี้ชื่อหมู่บ้านเป็นชื่อสะพานใหญ่ ซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติข้างใต้สะพานนี้คือแม่น้ำแคล


๑๑๗ ระหว่างที่ตั้งกองทัพอยู่ในท้องที่นี้ อูซานกวยเข้าสู้รบกับชนเผ่าพื้นเมืองที่ยังมิได้เข้ามาสวามิภักดิ์ด้วยเมื่อครั้งก่อน และยังดำรงเอกราชของตนอยู่ ทั้งนี้เนื่องด้วยราชวงศ์เหม็งมีนโยบายที่จะค่อยเกลี้ยกล่อม โดยละมุนละม่อมมากกว่าจะใช้บังคับ ในครั้งนี้อูซานกวยเข้าบุกรุกทำลายเผ่าพื้นเมืองอย่างแหลกลาญ แล้วตั้งกองทหารควบคุมตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญนั้น ๆ ไว้ ทหารเหล่านี้ได้รับแบ่งปันดินแดนเป็นของตนแล้วก็พากันตั้งถิ่นฐานอยู่ ส่วนอูซานกวยก็ยาตราทัพต่อไปยังเมืองม่งเสและลินงาน (Mong tze et Lin ngan) เมื่อตีได้ก็แต่งตั้งเจ้าเมืองปกครองต่อไป

อูซานกวยสถาปนาความสงบสุขในประเทศยูนนาน

ครั้นอูซานกวยใช้เวลาในการทำสงครามถึง ๓ ปี เพื่อสถาปนาความสงบสุขทางภาคใต้ของมณฑลยูนนานกับส่วนหนึ่งของภาคกลางของประเทศนี้แล้ว ก็ยาตราทัพมาสู่ที่ราบแห่งเมืองคุนมิง (๑)(K'oun ming) แล้วสร้างเคหสถานของตนอยู่ ณ เมืองยูนนานฟู ความสัมพันธ์กับกรุงปักกิ่งหลังจากที่หยุดชะงักไปชั่วระยะหนึ่งก็ดำเนินต่อไปดังเดิมจักรพรรดิจีนแห่งราชวงศ์ตาดทรงเล็งเห็นคุณงามความดีอันใหญ่ยิ่งที่อูซานกวยปฏิบัติมาด้วยความเหนื่อยยาก ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยสถาปนาราชวงศ์ตาดให้ได้ครอบครองราชบัลลังก์ ด้วยการขับไล่หลีสืเจ็งกบฏผู้ชิงราชบัลลังก์เท่านั้น ยังได้ช่วยเพิ่มพูนทรัพย์ศฤงคารให้แก่ท้องพระคลังเป็นจำนวนมหาศาล พระองค์จึงพระราชทานยศบรรดาศักดิ์ชั้นสูงสุดเท่าที่จะทรงสามารถแต่งตั้งได้แก่อูซานกวย ประเทศยูนนานในสมัยนี้ แม้ว่าจะเป็นถิ่นที่พำนักของชนเผ่าพื้นเมืองแท้ ๆ ซึ่งปัจจุบันนี้มิได้มีสภาพเป็นเช่นนั้นอีกแล้ว นับว่าเป็นประเทศที่มีที่ราบกว้างไพศาลอันได้รับการทะนุบำรุงให้มีสภาพดีขึ้นโดยแท้จริง บรรดาป่าทึบใหญ่ ๆ และหนองบึงที่อุดมไปด้วยเชื้อโรคก็ได้รับการปรับปรุงให้มีสภาพดีขึ้น ผู้คนพลเมืองซึ่งแต่ก่อนมีลักษณะครึ่ง ๆ ป่าเถื่อนและพำนักอาศัยอยู่ในภูมิภาคเหล่านี้ ก็ทำการเพาะปลูกได้ผลดีกว่าแต่ก่อน ซึ่งทำกัน

(๑) ทหารส่วนใหญ่ที่มายึดครองดินแดนนี้เป็นทหารจากเมืองหูกวงและอานหุย (Hou-kouang et Anhouei)ที่มาแต่งงานกับหญิงสาวชาวพื้นเมืองก็มีจำนวนมากทำให้เกิดลูกเกิดหลานเป็นคนเลือดผสมมากมาย ภาษาที่พูดกันในครอบครัวของชนเหล่านี้จึงเป็นภาษาพื้นเมืองของคนทั้งสองมณฑลนี้


๑๑๘ พอเพียงแก่ความเป็นอยู่อย่างง่าย ๆ สภาพของบ้านเมืองโดยทั่ว ๆ ไป ตามที่ปรากฏในบันทึกพรรณนาของนักประวัติศาสตร์จีน นับว่ามีธรรมชาติอันงดงามอย่างยิ่ง กล่าวคือป่าไม้ขยายอาณาเขตทอดเหยียดไปจดภูเขาทุกลูก และส่วนใหญ่ของพื้นที่ดินในประเทศเป็นป่าไม้ทั้งสิ้น ผู้คนพลเมืองที่อยู่ตามที่ราบลุ่มก็สร้างบ้านเรือนที่อาศัยบนต้นไม้หรือบนที่สูง ๆ กั้นรั้วไม้ล้อมรอบแทนที่จะพักอาศัยตามแหล่งที่สัตว์ป่าอาศัยอยู่ แม้ว่าชนพวกนี้มีมันสมองโง่ทึบมาก แต่ความจำเป็นในการป้องกันอันตรายจากเพือนบ้าน หรืออันตรายจากสัตว์ป่า ทำให้รู้จักใช้โลหะโดยเฉพาะเอามาทำเป็นเครื่องใช้ที่มีคม และทำเป็นเครื่องมือสำหรับการเพาะปลูก เมื่อต้องกระทำสงครามอยู่เนือง ๆ อาวุธที่ชอบใช้มากก็คือ ธนูซึ่งทำด้วยไม้ชนิดหนึ่งหาได้จากป่าแล้วประกอบเข้ากับสัตว์ เช่น เขาควาย เพื่อให้มีลักษณะแข็งแรงยิ่งขึ้น อูซานกวยเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพนับถือมาก ทำให้ประสบความสำเร็จในการต่อสู้ เพื่อชิงอำนาจการปกครองส่วนกลางและได้รับเงินเป็นจำนวนมหาศาล เพื่อเอามาช่วยเหลือเพื่อการนี้ เขาบังคับเก็บภาษีจากชนเผ่าพื้นเมืองและตามมณฑลใกล้เคียง เพื่อนำเงินมาขยายกองทัพและกระทำทุก ๆ ทาง เพื่อที่จะให้ดินแดนภาคนี้และตลอดไปถึงเมืองตาลีซึ่งในระยะเวลานี้มีการปกครองตนเองให้มีความสันติสุข อูซานกวยสร้างความมั่นคงให้กับกองทัพทหารที่ยึดครองดินแดนภาคใต้ของประเทศยูนนาน ด้วยการส่งทหารในกรมกองของตนไปเพิ่มเติม พร้อมกับแบ่งปันที่ดินที่เป็นสมบัติของชนพื้นเมืองที่ไม่ยอมสวามิภักดิ์ด้วยและหลบหนีไปสิ้นนั้นให้ครอบครอง บรรดาทหารเหล่านั้นต่างแผ้วถางพื้นดินอันอุดมสมบูรณ์นี้ด้วยความขยันขันแข็ง ชั่วเวลาไม่นานดินแดนที่เคยเป็นแหล่งอุดมด้วยเชื้อไข้ก็กลายเป็นแหล่งผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารพอเพียงแก่ความต้องการของพลเมือง อูซานกวยดำเนินวิธีการอันจะให้ตนเป็นที่เลือมใสแก่ชนพื้นเมือง ซึ่งต้องถูกกดขี่บีบคั้นอย่างหนักในระยะที่ถูกขับไล่ออกจากภูมิลำเนาเดิม จนต้องพากันเผชิญต่อความทุกข์ยากอันแสนสาหัส เขาจึงลดหย่อนความเข้มงวดกวดขันต่อชนพื้นเมืองผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้ลง ซึ่งทำให้ชนเหล่านี้ค่อยคลายความหวาดกลัวลง กับยอมอนุญาตให้ชนเหล่านี้กลับ


๑๑๙ คืนบ้านช่องของตน โดยมีเงื่อนไขว่า ชนพวกนี้จะต้องมีความซื่อสัตย์ต่อระเบียบการปกครองบ้านเมืองอย่างใหม่ ทั้งจะต้องทำกิจกรรมอันจะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศชาติ การให้ผ่อนผันด้วยวิธีฉลาดเฉียบแหลมเช่นนี้ทำให้ชาวพื้นเมืองเกิดความเคารพยำเกรงและรู้จักบุญคุณอูซานกวยเป็นอันมาก เพราะเมื่อชนเหล่านี้กลับมาพบเจ้าของที่ดินใหม่ พบความเป็นอยู่อย่างง่าย ๆ โดยทั่วไปก็เกิดความคุ้นเคยกับผู้เข้ามาใหม่และเมื่อได้ติดต่อกันนานเข้าอุปนิสัยอันกระด้างตลอดจนจิตใจที่ป่าเถื่อนก็ค่อย ๆ เจือจางลง พลเมืองของประเทศยูนนาน ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ตามบริเวณอันมีอิทธิพลการปกครองแบบจีนครอบคลุมอยู่นั้น ต่างยอมปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของบ้านเมืองโดยง่าย ไม่มีการร้องทุกข์ต่อการปกครองแบบเผด็จการนี้แต่อย่างใด ส่วนพลเมืองที่อยู่ตามตำบลห่างไกลออกไปก็ยังรักษาเอกราชของตนไว้ และแม้ว่าชาวจีนจะแผ่อิทธิพลออกไปมากเพียงไร ก็ยังไม่อาจจะบังคับชนพื้นเมืองเหล่านั้นให้อยู่ใต้อำนาจตนได้ ถึงแม้ว่าอูซานกวยจะได้ทำความพยายามที่จะอบรมกล่อมเกลาชนพื้นเมืองให้ได้เข้ามามีส่วนได้รับความเจริญมากเพียงไรก็ตาม ย่อมต้องขึ้นอยู่แก่กาลเวลาที่ผู้เจริญแล้วจะฝึกหัดอบรมเอาเท่านั้น การติดต่อสังสรรกับเจ้าหน้าที่ผู้มีสติปัญญาทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร ซึ่งถูกส่งมายังมณฑลนี้ช่วยให้ความรู้สึกนึกคิดของหมู่ชนผู้อับปัญญาได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเป็นอันมาก แต่เป็นที่น่าเสียดายที่การปฏิบัติทำนองนี้มิได้ยืนยาวสืบไป เหล่าขุนนางซึ่งในชั้นต้นยังมีความหวาดกลัวต่อความกระด้างหยาบคายของชนพวกนี้ เมื่อเห็นว่าชนพวกนี้ไม่มีอันตรายแก่พวกตนแก่ประการใด ก็ฉวยโอกาสจากสถานการณ์นี้ เริ่มกระทำการใช้อำนาจในหน้าที่ของตน ถือประโยชน์เอารัดเอาเปรียบ นโยบายอันชั่วช้าเช่นนี้แหละที่ก่อให้เกิดจลาจลซึ่งลุกลามขึ้นอย่างรวดเร็ว ครั้นอูซานกวยได้แจ้งถึงสาเหตุแห่งความไม่สงบครั้งนี้ ก็สั่งให้ลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างหนัก กับให้ลงโทษชนพื้นเมืองที่สมคบกัน ก่อการจลาจลเช่นเดียวกัน การให้ความคุ้มครองผู้อ่อนแอนี้ ย่อมยังผลอันน่าชื่นชมให้ในหมู่ชนพื้นเมืองค่าอากรที่เก็บจากราษฎรก็เพิ่มขึ้น และภาษีที่ราษฎรต้องเสียแก่รัฐเป็นปรกติ ก็เก็บได้อย่างสม่ำเสมอ และภายในเวลาไม่นาน การปกครองบ้านเมืองก็มั่นคงเป็นปึกแผ่น



๑๒๐ การสร้างประเทศยูนนานของอูซานกวย เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างสมบูรณ์พูนสุข อูซานกวยผู้มีความภาคภูมิใจในผลงานของตนก็ตั้งหลักฐานอย่างมั่นคง ฯ เมืองยูนนานฟู เขามีความพอใจในราษฎรเป็นอันมากและพยายามสร้างความดีงามเป็นแบบอย่างทุกทาง แต่ทว่าเนื่องจากอูซานกวยได้เคยผจญกับงานสงครามมาเป็นระยะเวลานาน ทั้งได้เคยผ่านประสบการณ์อันยากลำบากมาตั้งแต่สมัยที่ยังมิได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจมากเช่นนี้ และในครั้งนั้นอูซานกวยยังต้องเข้าร่วมงานกับชนเผ่าที่มีนิสัยเอะอะตึงตังตามมณฑลชายแดนเหล่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้อูซานกวยจึงทะนุบำรุงไพร่พลและกองทัพให้พรักพร้อมอยู่เสมอ การตระเตรียมการทั้งปวงเหล่านี้ ประกอบกับอำนาจอันยิ่งใหญ่ของอูซานกวยที่ครอบคลุมอยู่เหนือดินแดนภาคนี้ก่อให้เกิดความประหวั่นพรั่นพรึงขึ้นในราชสำนักกรุงปักกิ่ง เสนาบดีบางคนผู้มีใจริษยาในความเป็นเอกราชของอูซานกวย พากันพิเคราะห์ว่า อูซานกวยกำลังเตรียมงานเพื่อการกบฏ พระจักรพรรดิคังฮี (K'ang-hi)ทรงตระหนักว่าอูซานกวยมีอายุล่วงเข้ามาปูนนี้แล้ว ก็ไม่ทรงเชื่อในถ้อยคำเพ็ดทูลยุยงของเสนาบดีเหล่านั้น กับทรงปฏิเสธที่จะใช้กำลังเข้าหักหาญเอากับอูซานกวย แต่อย่างไรก็ตาม จักรพรรดิคังฮีทรงปรารถนาได้ประจักษ์ในความสัตย์ซื่อของอูซานกวย จึงมีพระราชโองการเชื้อเชิญอูซานกวยมาเข้าเฝ้าแสดงความอ่อนน้อมต่อพระองค์เป็นทางการด้วยตนเอง (๒๒๑๕) เนื่องจากอูซานกวยขาดเฝ้าพระองค์มาเป็นเวลานาน ประเพณีในราชสำนักของราชวงศ์ตาดมีอยู่ว่า บรรดาเจ้าในราชวงศ์ที่ส่งไปปกครองแว่นแคว้นต่าง ๆ จะต้องส่งราชบุตรองค์ใหญ่หรือมิฉะนั้นก็ส่งทูตชั้นนายพลมาประจำราชสำนัก เพื่อแสดงว่ายังมีความจงรักภักดีต่อจักรพรรดิอยู่ บุตรชายคนโตของอูซานกวยก็เป็นคนหนึ่งในบรรดาผู้ที่ถูกส่งตัวมาเป็นตัวประกันเหล่านั้น ฝ่ายบุตรของอูซานกวยได้ทราบเรื่องราวอันส่อพิรุธที่บิดาของตนกำลังดำเนินการอยู่ ก็มีจดหมายลับแจ้งให้บิดาทราบถึงภัยที่กำลังจะเกิดขึ้น เมื่ออูซานกวยได้รับจดหมายตักเตือนเช่นนั้นจึงตอบไปว่าบิดาล่วงเข้าวัยชราไม่มีกำลังที่จะตรากตรำ ในการเดินทางอันเป็นหนทางไกล ตามที่ได้รับราชโองการนั้นได้ และบิดากำลังจะมอบหมายให้บุตรคนโตไปเฝ้าถวายบังคมจักรพรรดิตามประเพณีแทนตนอยู่แล้ว



๑๒๑

คำตอบที่ส่อไปในเชิงบิดพลิ้วทั้งนี้เหมือนกับหยิบยื่นอาวุธให้แก่ปวงศัตรู ซึ่งคอยจ้องที่จะบีบบังคับให้จักพรรดิคังฮีลงโทษผู้ที่ตนพิเคราะห์เห็นอยู่แล้วว่าเป็นกบฏ ฝ่ายจักรพรรดิคังฮีทรงมีพระทัยปรารถนาจะให้มีการปฏิบัติ โดยวิธีละมุนละม่อมก็ทรงยืนกรานที่จะให้อูซานกวยได้กระทำพิธีแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ด้วยตนเองและทรงปรารถนาจะทราบข้อเท็จจริงอันแท้จริงจากอำมาตย์ผู้เฒ่าผู้นี้ ดังนั้นพระองค์จึงส่งเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่สองคนไปยังเมืองยูนนานฟู เพื่อปฏิบัติหน้าที่นี้แทนพระองค์ อูซานกวยต้อนรับและรับรองเสนาบดีผู้ใหญ่ทั้งสองด้วยความเคารพทุกประการตามอัธยาศัย และให้ของกำนัลอันมีค่า แต่เมื่ออูซานกวยได้ทราบความประสงค์ ในการเดินทางมาครั้งนี้จากเสนาบดีทั้งสอง จึงถามเสนาบดีทั้งสองด้วยความโกรธเคืองว่าราชวงศ์ตาดลืมเสียแล้วหรือว่า ตัวเขานี้แหละที่เป็นผู้นำราชวงศ์นี้เข้ามาสู่ประเทศจีน แล้วอูซานกวยก็กล่าวสำทับขึ้นอีกว่า"ท่านคิดหรือว่าเราจะหลับหูหลับตานั่งอยู่ที่นี่ โดยไม่ทราบสาเหตุที่มีรับสั่งที่ให้ไปเฝ้ายังกรุงปักกิ่ง เราจะไปที่นั่นด้วยตนเองถ้าเป็นพระราชประสงค์อย่างเด็ดขาด แต่การเดินทางไปนั้นเราจะเป็นผู้นำทัพจำนวนสองหมื่นสี่พันคน เพื่อเตือนให้ราชวงศ์ตาดระลึกได้ว่าราชวงศ์นี้กำลังจะทำให้เราทำอะไร" อูซานกวยประกาศเอกราช หลังจากที่ราชทูตของพระจักรพรรดิกลับไปไม่นาน อูซานกวยก็แต่งกายแบบจีน (๑) อีกครั้งหนึ่ง บรรดาชาวยูนนานทั้งปวงก็ทำตามอย่าง เขาสั่งห้ามขาดมิให้ใช้ปฏิทินแบบตาด พร้อมกันนั้นก็ประกาศใช้ปฏิทินอย่างใหม่ ครั้นจัดการทั้งปวงเสร็จสิ้นและปรึกษาขอความเห็นจากขุนนางข้าราชการแล้ว อูซานกวยก็ประกาศตนเป็นแม่ทัพยาตราทัพเข้าสู่มณฑลกวยเจียว ซึ่งประกาศตนเป็นฝ่ายเดียวกัน ครั้นแล้วก็เดินทัพต่อไปผ่านเข้ามณฑลเสฉวนและฮูกวง ซึ่งประกาศตนเป็นพวกอูซานกวยเช่นเดียวกัน ในระหว่างที่มีเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ในภาคตะวันตกนั้น บุตรชายของอูซานกวยซึ่งพำนักอยู่ ณ กรุงปักกิ่งก็ดำเนินงานเจริญรอยตามบิดา ด้วยการวางแผนประทุษร้าย

(๑) เป็นเครื่องแต่งกายของราชวงศ์เหม็ง กับให้ไว้ผมยาว



๑๒๒ ราชวงศ์ตาด แต่บังเอิญเป็นคราวเคราะห์แผนการถูกเปิดเผยเสียก่อนวันลงมือทำการวันหนึ่งบุตรชายของอูซานกวยจึงถูกจับลงโทษ บรรดาสมัครพรรคพวกที่สมรู้ร่วมคิดถูกจับหมด แม้ว่าพระราชอาญาจะหนัก แต่จักรพรรดิคังฮีไม่ทรงประสงค์จะฆ่าฟันให้ตายทุกคน ทรงอภัยโทษให้เป็นบางคน แต่สำหรับบุตรชายของอูซานกวยกับผู้ร่วมคิดคนสำคัญ ๆ ถูกตัดศีรษะหมด (๒๒๑๖) ฝ่ายอูซานกวยเมื่อได้เป็นใหญ่บังคับบัญชาหัวเมืองเหนือขึ้นไปอีกสี่หัวเมืองแล้ว ก็ยึดถือแบบอย่างที่เป็นปรปักษ์ของตนกระทำมาคือ ประกาศตนเป็นจักรพรรดิ ต่อจากนั้นก็ประสบความสำเร็จในการเกลี้ยกล่อมเจ้าผู้ครองเมืองฟูเกียน (Fou-kien) และเมืองกวางตุ้งให้เป็นฝ่ายตน ในระยะนี้ไม่แต่จะมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับความรู้สึกในเชื้อชาติอันนำความกระทบกระเทือนมาสู่ราชวงศ์ตาดแล้ว ยังมีผู้เรียกร้องให้ยกพระราชวงศ์พระองค์หนึ่ง ของราชวงศ์เหม็งขึ้นครองราชบัลลังก์จีนอีกด้วย การกบฏที่มุ่งร้ายหมายขวัญต่อราชวงศ์ตาดทั้งนี้สร้างความระส่ำระสายขึ้นในบ้านเมืองทั่ว ๆ ไป ชาวแมนจู ซึ่งอยู่ในสถานะอันคลอนแคลนทุกด้าน ได้ออกจากภาคตะวันตกของประเทศจีน เพื่อกลับไปอยู่ในบ้านเมืองของชาวตาดด้วยกัน ดินแดนบริเวณนี้จึงสงบลงชาวแมนจูใช้ความอุตสาหะพยายามอย่างสุดกำลังที่จะเข้าตีเมืองฟูเกียนและเมืองกวางตั้ง ต่อมาใน พ.ศ. ๒๒๑๙ กองทัพแมนจูจึงยกไปรบสองเมืองนี้และในปีต่อมาก็ตีได้ ฝ่ายอูซานกวยซึ่งรวบรวมไพร่พลอย่างมั่นคงหาได้สะทกสะท้านไม่ แต่เมื่อเห็นว่าตนเองอยู่ในฐานะที่ไม่อาจจะรักษาเมืองกวางตุ้งไว้ได้ ก็ยอมทิ้งเมืองและล่าถอยเข้าสู่มณฑลเสฉวนคราวนี้เขาหาได้รับการต้อนรับอย่างดีดังแต่ก่อนไม่ บรรดาประชาราษฎรพากันแสดงความเฉยเมยกระด้างกระเดื่องอย่างรุนแรง แม้ว่าอูซานกวยจะขาดพรรคพวกผู้สนับสนุนในมณฑลนี้ก็ตาม ก็ยังคงรักษากำลังอันเข้มแข็งไว้ได้จนถึงปลาย พ.ศ. ๒๒๒๐ไม่มีศัตรูคนใดแม้จะมีกำลังไพร่พลเหนือกว่ากล้าเข้ามาโจมตีได้เลย อย่างไรก็ตาม เมื่ออูซานกวยคาดคะเนตนเองว่ากำลังจะย่างเข้าสู่วัยชรา อันทำให้กำลังความกล้าแข็งลดน้อยลงทุกวัน ๆ จึงตัดสินใจยกทัพกลับสู่มณฑลยูนนาน แล้วจัดเตรียมการป้องกันบ้านเมืองให้เข็มแข็งไว้ทุกจุดทุกด้าน



๑๒๓ ครั้นกลับมาถึงราชวัง อูซานกวยให้เรียกประชุมขุนนางข้าราชการคนสำคัญ ๆ แล้วชี้แจงวิธีการดำเนินการ เพื่อป้องกันบ้านเมืองให้พ้นจากการโจมตีของตาด กับฝากฝังบุตรชายคนเล็กด้วย หลังจากนั้นไม่นาน อูซานกวยก็ถึงแก่กรรม ในระหว่างที่อูซานกวยท่องเที่ยวอยู่ในมณฑลยูนนานเป็นเวลาช้านานนั้น เขาได้สร้างงานที่เป็นชิ้นเป็นอันอย่างถาวรทั้งได้สถาปนาความสงบสุขในดินแดนแถบนี้เป็นอันดี ซึ่งแม้ในสมัยของราชวงศ์หยวนและราชวงศ์เหม็งก็ไม่อาจจะทำได้ ถ้าหากว่าอูซานกวยปฏิบัติการอย่างเหี้ยมโหดต่อชาวพื้นเมืองในระยะต้น ๆ ก็สมควรจะให้อภัย เพราะเหตุว่าการเข้าครอบครองดินแดนอันกว้างไพศาล ซึ่งมีพลเมืองอยู่ไม่มากนักทั้งหาทรัพยากรใด ๆ มิได้ จำเป็นต้องใช้วิธีการอันรุนแรงสำหรับสร้างเสริมอำนาจขึ้นเสียก่อน และเนื่องจากมีลักษณะเป็นนักปกครองผู้สามารถ อูซานกวยจึงรู้จักใช้วิธีการอันเที่ยงธรรม ไม่ยอมใช้อำนาจที่มีอยู่เกินสมควรแก่ความยุติธรรมเลย ในระหว่างที่ครองอำนาจอยู่ไม่กี่ปีนั้น อูซานกวยได้จัดการปรับปรุงกิจการงานในประเทศมากหลาย และไม่เคยละเลยต่อการช่วยเหลืออนุเคราะห์ชนพื้นเมืองเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเทศยูนนานจึงก้าวขึ้นสู่ความเจริญ และกลายเป็นประเทศมั่งคั่งสมบูรณ์ประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะในสมัยที่อูซานกวยครอบครองประเทศนี้ การอุตสาหกรรมเกี่ยวกับโลหะในครั้งนั้นยังอยู่ในยุคเริ่มแรกอยู่ได้เจริญขึ้นอย่างใหญ่โต นอกจากนั้นเพื่อที่จะให้การปกครองประเทศนี้เป็นไปโดยสะดวกยิ่งขึ้น อูซานกวยได้แต่งตั้งหัวหน้าพวกชนพื้นเมืองให้มีความสำคัญขึ้นด้วยการตั้งให้มียศชั้นตู้เส ตั้งแต่ข่าวมรณกรรมของผู้สถาปนาสันติสุขให้แก่ดินแดนภาคตะวันตก (๑) ประกาศออกไป กองทัพฝ่ายตาดซึ่งในระหว่างนั้นยังไม่กล้าก่อสงครามใด ๆ ขึ้น และยังตั้งมั่นยับยั้งอยู่ในมณฑลเสฉวนก็ยาตราทัพเข้าสู่ประเทศยูนนานทันที แล้วบุกเข้าโจมตีกองทหารที่นายทหารชั้นรอง ๆ ของอูซานกวยบังคับบัญชาอยู่สามคราวด้วยกัน ครั้นแล้วก็ยกทัพล่วงเข้าโอบล้อมเมืองยูนนานฟูไว้

(๑) ตำแหน่งที่ราชวงศ์คาดมอบแก่อูซานกวย




๑๒๔ ฝ่ายประชาราษฎรในเมืองหลวง เมื่อได้ประจักษ์ในคุณประโยชน์ที่อูซานกวยสร้างไว้แก่บ้านเมือง ก็มีความเต็มใจที่จะเข้าช่วยป้องกันบ้านเมืองจนถึงที่สุด เพื่อมิให้อูเชนฟัน (๑) (Ou Chen-fan) ต้องตกอยู่ในเงื้อมมือศัตรู ครั้นต่อสู้ต้านทานมาได้ ๒ เดือนในเมืองก็เกิดขาดแคลน เจ้าชายอูเชนฟันประสงค์จะหลีกเลี่ยงมิให้ประชาราษฎรต้องประสบความพินาศอีกครั้งหนึ่งอย่างที่ได้ประสบมาแล้ว จึงทรงผูกพระศอสิ้นพระชนม์ การต่อสู้ต้านทานก็ยุติลง เมื่อกองทัพฝ่ายตาดเข้ายึดเมืองได้ ก็ให้ฆ่าฟันครอบครัวของอูซานกวยตายหมดสิ้น ทั้งให้ขุดศพอูซานกวยขึ้นมาแล้วส่งไปยังปักกิ่ง และแทนที่พวกราชวงศ์ตาดจะให้ความเคารพแก่ซากศพของบุคคลผู้สถาปนาลาภยศ ตลอดจนอำนาจราชศักดิ์ให้แก่ราชวงศ์ของตน และนอกจากนั้นยังเป็นบุคคลที่มีความสามารถอันยิ่งใหญ่ทั้งในด้านการทหารและการปกครองจนทำให้ได้ดินแดนอันกว้างไพศาล มารวมเข้ากับอาณาจักร พวกราชวงศ์ตาดกลับให้เผาซากศพของอูซานกวยเสียแล้วให้โปรยเถ้าถ่านของซากศพให้ปลิวไปในอากาศ การยึดครองประเทศยูนนานโดยเด็ดขาดของราชวงศ์ตาด การเข้ายึดครองประเทศยูนนานของราชวงศ์ตาด ทำให้บ้านเมืองประสบความขาดแคลนเสบียงอาหาร จนเป็นเหตุให้เกิดความปั่นป่วนวุ่ยวายขึ้นในบ้านเมือง บรรดาสมัครพรรคพวกของฝ่ายราชวงศ์ ที่สิ้นอำนาจได้กระจัดกระจายกันไปทั่วทุกหนแห่งแล้วต่างยุยงประชาราษฎรทำการก่อกวนต่อต้านผู้เข้ามาปกครองใหม่ มีก๊กของผู้ที่ไม่พอใจก๊กหนึ่งได้ชวนกันจับอาวุธเข้าต่อต้าน ทำให้ชนชาวพื้นเมืองตามท้องที่ต่าง ๆ เป็นอันมากพากันเอาอย่างบ้าง และในเวลาไม่นานประเทศทั้งประเทศก็ยุ่งเหยิงเต็มไปด้วยการจลาจล บรรดาแม่ทัพชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายกองทัพตาด เมื่อพิจารณาเห็นสภาพวิกฤติการณ์ดังนั้นก็เห็นว่าควรจะกระทำการด้วยความรอบคอบระมัดระวังดีกว่าจะหักหาญเอาด้วยกำลัง และ

(๑) บุตรชายอูซานกวย




๑๒๕ กลับปล่อยให้ประชาราษฎรสงบจิตใจลงไปเอง ทั้งยังให้เวลาสำหรับราษฎรผู้ตระหนกแตกตื่นกับบรรดาผู้ที่ถูกชักจูงเข้าร่วมในการจลาจลได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ของตนดังเดิม นอกจากนั้น เพื่อที่จะให้ราษฎรตามเมืองต่าง ๆ คลายความหวาดกลัวต่อระบบการปกครองอย่างใหม่ และกลัวจะถูกลงโทษ ก็จัดการปิดประกาศไว้ทุกท้องถิ่นตักเตือนให้ประชาชนทราบว่ามิได้มีการเปลี่ยนแปลงระเบียบการบริหารราชการแต่อย่างใด พร้อมกันนั้นก็ชักชวนให้ราษฎรกลับมาประกอบอาชีพของตนตามเดิม ในประกาศเหล่านี้นับว่าช่วยให้เกิดผลดี กล่าวคือ บรรดาผู้ที่มองเหตุการณ์ไปข้างร้ายกลับมีความกล้าขึ้น ส่วนบรรดาผู้ที่หลบซ่อนตัวเพื่อจะก่อกวนความสงบสุขก็ถูกยึดอาวุธ ผู้ที่ไม่พอใจกลับหันมาร่วมเป็นพวกด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ความสงบสุขก็มีขึ้น เพื่อที่จะเพิ่มจำนวนพลเมืองชาวจีนสำหรับให้ช่วยเหลือรัฐบาล ในการต่อสู้กับชนพื้นเมืองในเมื่อเกิดความจำเป็น รัฐบาลจึงส่งเสริมให้พลเมืองชาวจีนที่มีอยู่อย่างล้นเหลือในมณฑลอื่น ๆ อพยพเข้าไปตั้งหลักแหล่งในประเทศยูนนาน อันพลเมืองจีนที่อพยพเข้าไปอยู่ในประเทศไกลกันดาร และชุกชุมไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บเช่นนี้ย่อมจะไม่ใช่เป็นพลเมืองที่สัตย์ซื่อนัก และแม้ว่าพลเมืองเหล่านี้จะหย่อนในด้านคุณภาพไปบ้าง แต่ในด้านปริมาณนั้นนับว่าเพียงพอที่จะให้ความช่วยเหลือรัฐบาลต่อต้านกับชนชาวพื้นเมือง ในกรณีที่เกิดความจำเป็น โดยเหตุที่ฝ่ายจักรพรรดิจีนต้องการจะให้ผู้อพยพเข้าอยู่ใหม่ได้มีงานทำอย่างมั่นคง จึงปลดชาวพื้นเมืองออกจากตำแหน่งการงานทั้งปวงและบรรจุชาวจีนเข้าไปปฏิบัติงานแทนทั้งหมด ผลที่ชาวพื้นเมืองได้รับก็คือถูกขับไล่ให้ไปอยู่กันตามท้องถิ่นที่เป็นภูเขากับตามหุบเขาแคบ ๆ เท่านั้น และนอกจากนั้นแทนที่ชนเหล่านี้จะได้รับความคุ้มครองหรือได้รับความเห็นอกเห็นใจฐานะที่ต้องประสบเคราะห์กรรมบ้าง กลับถูกชนฝ่ายปกครองตลอดจนชาวจีนทุกคนที่ยกตนเองว่าเป็นเจ้าเป็นใหญ่เหนือกว่า ดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างไร้ความปรานี นโยบายอันไร้ความยุติธรรม ซึ่งตรงกันข้ามกับคำมั่นสัญญาที่จักรพรรดิตาดทรงให้ไว้นี้ในไม่ช้าก็แสดงผล คือความปั่นป่วนระส่ำระสายอย่างร้ายแรงผิดกว่าแต่ก่อนถึงกับทางฝ่ายปกครองต้องเผชิญต่อการขู่เข็ญอย่างหนัก และเมื่อขุนนางฝ่ายปกครองผู้เป็น




๑๒๖ ต้นเหตุของการจลาจลครั้งนี้บอกกล่าวร้องเรียนไปหลายครั้ง จึงได้มีกองทัพใหญ่ส่งมาช่วยเหลือ งานปราบปรามจลาจลได้ดำเนินไปอย่างโหดเหี้ยมทารุณ กล่าวคือ ชาวพื้นเมืองทุกคนที่ถืออาวุธจะต้องถูกฆ่าตายสิ้น การสู้รบอย่างดุเดือดครั้งสุดท้าย ซึ่งพวกแมนจูกระทำเพื่อต่อต้านชนพื้นเมืองของประเทศยูนนานนั้นเกิดขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๑๘ ในยุคนี้ ชาวชาติ เมี้ยวสื (Miao-tse) ซึ่งอยู่ในตามชายแดนมณฑลเสฉวนและมณฑลกวยเจียว ชาวม่านสือาศัยอยู่ตามเทือกเขาเลียงชานและตามดินแดนแถบผินจวนเจียว (P'in - tchouan -tcheou) ทางตะวันตกก็มีชนเผ่า มิงเกีย และอีเกีย และในที่สุดชนเผ่าโลโล้และเผ่าปาอี(Lolos & Pais) ซึ่งต้องถูกแบ่งแยกออกจากกัน ได้หันมาร่วมมือกันต่อต้านผู้กดขี่ เมื่อการเคลื่อนไหวเพื่อการจลาจลนี้ แผ่ขยายเข้าไปตลอดทั่วประเทศยูนนานถึงมณฑลกวยเจียวและมณฑลเสฉวนก็ก่อให้เกิดการจลาจลปั่นป่วนขนาดใหญ่ มีผลกระทบกระเทือนไปถึงราชวงศ์ตาดซึ่งลดถอยอำนาจลงจนไม่สามารถจะยกกองทัพมาปราบปรามได้ ในที่สุดจึงยอมตกลงให้ชนเผ่าเหล่านี้ได้รับสิทธิพิเศษเช่นเดียวกับที่อูซานกวยได้เคยให้มาแต่ก่อน กับยินยอมถอดถอนเจ้าเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่ ๆ ออกไป นับแต่นั้นมาชนเผ่าพื้นเมืองก็ยินยอมตั้งอยู่ในความสงบ นโยบายของจีนเกี่ยวกับประเทศยูนนาน นับเป็นเวลากว่าหนึ่งศตวรรษตั้งแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นมิได้มีการจัดการแก้ไขปรับปรุงสภาวการณ์ใด ๆ ทั้งในด้านการเมืองและการเศรษฐกิจในประเทศยูนนานเลย ชนเผ่าพื้นเมืองเหล่านั้นหาได้ลืมความตรอมตรมเจ็บช้ำที่ตนได้รับมาไม่ รอยบาดแผลทั้งปวงยังเตือนให้ระลึกถึงสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอ และถึงแม้ว่าทางฝ่ายรัฐบาลส่วนกลางจะได้ทำความพยายามและยอมเสียสละด้วยประการต่าง ๆ สักเพียงใด เพื่อเป็นการลบล้างการกระทำที่แล้ว ๆ มาของตน ก็มีอำนาจแต่เพียงในนามและโดยทางอ้อมเท่านั้น และผลที่ได้จากการดำรงอำนาจก็แทบจะไม่มีความหมายเลย บรรดาชนเผ่าพื้นเมืองอันมีลักษณะแตกต่างกันยังมีใจจงรักอยู่ภายใต้ราชวงศ์ถัง (T'ang) และราชวงศ์หยวน(Youen) อยู่ไม่เสื่อมคลาย แม้ในขณะนี้ได้แตกแยกกันไปมากแล้ว ก็ยังคงรักษาคุณลักษณะในเชิง



๑๒๗

อุปนิสัยที่รักความเป็นเอกราช และความประพฤติที่รักความเป็นอิสระเสรีตามแบบอย่างของบรรพบุรุษของพวกตนอยู่ และแม้ทุกวันนี้คุณลักษณะดังเดิมเช่นนี้ก็ยังมีอยู่อย่างแน่นแฟ้น ทั้งนี้มิใช่ว่าชาวเขาเหล่านี้จะมีความดื้อดึงไม่ยอมรับความเจริญใด ๆ เสียเลย ในทางตรงกันข้าม ชนเหล่านี้จะร้องขอแต่เพียงสันติภาพและความสงบเงียบและจะยอมเต็มใจเสียสละด้วยประการต่าง ๆ ในกรณีที่เชื่อแน่ว่าจะได้รับความคุ้มครองดังกล่าวจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเหล่านั้น แต่ทว่าชนเหล่านี้มักจะถูกหลอกลวงและต้องตกเป็นเหยื่อแห่งความโลภของบรรดาข้าราชการจีนมาหลายครั้งหลายครา จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ไม่ยอมหลงเชื่อในคำมั่นสัญญาใด ๆ อีกเลย บรรดาขุนนางจีนทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อยนั้น แทนที่จะนำวิธีการปกครองอย่างอลุ้มอล่วยและยึดถือหลักแห่งความยุติธรรม อันเป็นรากฐานแห่งศีลธรรมจรรยาของจีนไปใช้ในการปกครองท้องที่ต่างๆ กลับแต่จะมุ่งฉวยโอกาสกอบโกยเงินทอง เพื่อให้ตนเองร่ำรวยอย่างรวดเร็วและนอกจากนั้น เมื่อขุนนางจีนเหล่านี้มีอำนาจปกครองท้องถิ่นที่อยู่ห่างไกลยากที่หน่วยปกครองส่วนกลางจะบังคับบัญชาไปถึงได้ ก็มักจะไม่รีรอที่จะกระทำการทุกอย่างที่เป็นการกดขี่เบียดเบียนราษฎรพื้นเมืองผู้โง่เขลา เป็นต้นว่า เมื่อเกิดคดีถึงโรงศาล ขุนนางจีนเหล่านี้จะตัดสินให้ฝ่ายที่ให้เงินแก่ตนมากที่สุดเป็นฝ่ายชนะ เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงเข้าใจว่า วิธีการเช่นนี้แหละทำให้บ้านเมืองยากที่จะกลับคืนสู่ความสงบราบคาบได้ และยากที่คนพื้นเมืองจะเกิดความเลื่อมใสในระบอบปกครองแบบจีน กฎข้อบังคับต่าง ๆ มีผู้ปฏิบัติตามน้อยลงทุกที เหล่าข้าราชการฝ่ายปกครองที่พากันเบียดเบียนทรัพย์สินของชนพื้นเมืองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ชนพื้นเมืองที่กลัวจะถูกแก้เผ็ดภายหลัง ก็ยอมอยู่ใต้อำนาจตลอดมาจนถึงวาระที่ไม่สามารถจะทนทานต่อความทุกข์ยากอีกต่อไป ทั้งหมดหนทางที่จะมุ่งหาความยุติธรรมจากที่ใด ๆ และเมื่อไม่มีใครเอาใจใส่รับฟังคำร้องทุกข์ของตน ก็ชวนกันลุกฮือขึ้นและดำเนินการแก้แค้นพวกข้าราชการชาวจีนผู้สร้างความโหดร้ายแก่พวกตนเสียอย่างสาสม ในระหว่างเวลา ๓๐ ปี ที่เรามีสัมพันธภาพกับประเทศนี้ เราสามารถที่จะเห็นได้กับตาว่า เมื่อถึงคราวที่มีการเสียภาษีอากรกันทุก ๆ ปี นั้น จะมีสาเหตุเหมือน ๆ กัน ซึ่งก่อให้เกิดผลอย่างเดียวกัน กล่าวคือ การจลาจลวุ่นวายที่สำคัญมากบ้างน้อยบ้างเกิด


๑๒๙ เมื่อใดที่การทั้งปวงพรักพร้อม การปฏิวัติหรือจลาจลตามท้องที่หล่านี้ก็จะเริ่มต้นขึ้น ดังที่มีปรากฏมาตั้งแต่ครั้งราชวงศ์หยวนแล้ว ถึงแม้ว่าขนบธรรมเนียมประเพณีของชนพวกนี้จะคร่ำครึ อุปนิสัยหุนหันพลันแล่นและไม่ค่อยจะสมาคมกับผู้ใด ก็ไม่น่าจะสงสัยว่า ถ้าหากว่าบรดาข้าราชการที่มีหน้าที่มาปกครองมีความฉลาดพอและมีความยุติธรรมพอ ก็ย่อมจะได้รับความรักใคร่จากประชาชน บรรดาการปฏิบัติจลาจลที่เกิดขึ้น ในมณฑลยูนนานนับเป็นเวลาหลายศตวรรษนี้ก็ย่อมจะไม่เกิดขึ้น มณฑลยูนนานก็เป็นประเทศที่มีการแบ่งสันปันเขตอย่างเหมาะสม อุดมไปด้วยแร่ธาตุอันมีค่าหลายชนิด ดินฟ้าอากาศปานกลาง ตลอดจนมีพลเมืองที่ขยันขันแข็งและคล่องแคล่ว ย่อมจะเป็นมณฑลที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดมณฑลหนึ่งของจักรวรรดิ หากว่าได้รับการปรับปรุงแก้ไขในด้านการบริหารราชการเสียใหม่ และได้รับความช่วยเหลือทางการเงินเป็นรายปีอย่างเพียงพอจากรัฐบาลส่วนกลาง บางครั้งเหตุการณ์ทางการเมืองบังคับให้รัฐบาล ต้องดำเนินนโยบายเฉพาะของตนไม่ว่านโยบายนั้นจะเป็นอย่างไร เราก็ตั้งปัญหาว่า ถ้ามีการปรับปรุงเกี่ยวกับดินแดนต่าง ๆ ที่จะเป็นจุดหมายสำคัญ ๆ ทางด้านชายแดน เช่นดินแดนทางภาคใต้และภาคตะวันตก จะไม่ทำให้ชนพื้นเมืองเกิดความหวังที่จะกอบกู้เอกราชของตนกลับคืนมา หรืออย่างน้อยที่สุดก็เกิดความชื่นชมในสิทธิพิเศษหรือสิทธิต่าง ๆ ที่ได้รับเท่าเทียมกับคนจีน ถ้าหากมีนักปราชญ์หรือข้าราชการ ประสงค์จะให้บรรดาหัวหน้าชนพื้นเมืองเชื่อว่าประเทศจีนในสมัยราชวงศ์หยวนหรือเหม็ง เริ่มได้รับกลิ่นไอของความเจริญ และในสมัยนั้นก็ได้อาศัยชนรุ่นใหม่ ๆ ช่วยกันปรับปรุงประเทศให้เจริญขึ้น ถึงแม้ว่าในขณะนั้นประเทศยังถือขนบธรรมเนียมประเพณีเก่า ๆ กาลเวลาเท่านั้นที่จะช่วยให้ความคิดใหม่ ๆ นี้ถ่ายทอดไปสู่ประชาชนส่วนใหญ่ เป็นที่ประจักษ์ว่า ประเทศที่ยังมีอารยธรรมเก่าแก่ เคารพขนบธรรมเนียมโบราณ และมีความเคารพอย่างสูงสุดในทุก ๆ สิ่งซึ่งเกี่ยวกับบรรพบุรุษ ย่อมมีความจำเป็นที่จะรับรองตัวของตัวเอง และมีอิสระในการศึกษาแนวทางใหม่ ๆ ซึ่งตนสมควรจะปฏิบัติ



๑๓๐ เราพบว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างเชื่องช้า การปฏิบัติงานเต็มไปด้วยการปกปิดอำพราง และบางทีก็มีการขัดขืนอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามถ้าเราสังเกตเหตุการณ์ที่ผ่านพ้นไปแล้ว ก็จะต้องประจักษ์ว่า ชนในท้องถิ่นเหล่านี้ยอมรับเอาความเจริญไว้บ้างบางประการเหมือนกัน ใน พ.ศ. ๒๔๓๑ ข้าพเจ้าระลึกได้ว่า ข้าพเจ้าได้พูดกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของมณฑลเสฉวน และมณฑลยูนนานเป็นครั้งแรก ถึงความสะดวกหลายประการที่มณฑลทั้งสองจะไปรับการจัดสร้างการโทรเลข ซึ่งเป็นเพียงการสร้างสายลวดเหล็ก ซึ่งนับว่าเป็นการนำอุตสาหกรรมแบบตะวันตกเข้ามาใช้ในประเทศ ข้าพเจ้ารู้สึกโกรธเคืองมากที่ถูกคัดค้านได้เสียทุกประตู ไม่แต่เท่านั้น ยังมีผู้พิเคราะห์เห็นว่าข้อเสนอของข้าพเจ้านั้นปฏิบัติได้น้อย และยังไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ในดินแดนแถบนี้ แต่ทั้งนี้เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับหลักการของ ฟุงชุย (Foung Choui) อย่างตรงกันข้ามทีเดียว การดำเนินงานอย่างมหัศจรรย์นี้ไม่ต้องประสบความยากลำบากเลย เมื่อนำมาใช้ในประเทศที่มีฤดูกาลเปลี่ยนแปลงอย่างครึ่ง ๆ กลางๆและเป็นฤดูกาลที่ก่อความหายนะให้แก่ประเทศเช่นนี้ เราย่อมจะเห็นแล้วว่า ดินแดนของประเทศแถบนี้ มิได้เหมาะสมสำหรับการดำเนินงานที่ต้องอาศัยความวิริยะอุตสาหะเลย ถึงอย่างไรก็ดี ก็มีผู้ยอมรับฟังหลักการแบบยุโรปนี้เหมือนกัน เนื่องจากว่าบุคคลเหลานี้รู้สึกว่าเป็นความจำเป็นในข้อที่จะต้านทานการกบฏไว้ได้ แต่การยอมรับหังในข้อนี้หาได้ตรงกับความมุ่งหมายตามหลักการของฟุงชุยไม่ สองสามปีต่อมา ภายหลังที่มีข้อพิพาทที่เรียกว่า ฟรังโก-ชินัว แล้ว รัฐบาลส่วนกลาง ซึ่งเล็งเห็นความจำเป็นที่จะเชื่อมโยงมณฑลยูนนานกับมณฑลอื่น ๆ ด้วยสายโทรเลขจึงเริ่มงานขึ้นอย่างรีบด่วน ใช้เวลาไม่นานนัก ภูมิภาคแถบนี้ก็สามารถติดต่อถึงกันกับส่วนอื่น ๆ ของโลก โดยใช้สายลวดใหญ่ ๆ เพียงสี่สาย การตัดสินใจจากทางกรุงปักกิ่งมิใช่ว่า จะเป็นที่ยอมรับโดยปราศจากการคัดค้าน บรรดาขุนนางเก่าแก่และนักปราชญ์ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการนำวิธีการแบบยุโรปมาใช้ ตลอดจนการทำสัญญาผูกพันกับชาวต่างชาติ ซึ่งมีกองทัพมาตั้งอยู่ตามชายเขตแดน กลับพยายามก่อความยุ่งยากอลเวงให้เกิดขึ้น และยุยงชาวไร่ชาวนาให้ตัดสายลวด และให้


๑๓๑ ทำลายวัตถุที่ใช้ในการนี้เสีย แต่ราษฎรปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามเสียงยุยงนี้ แล้วรายงานกลับไปว่าสิ่งประดิษฐ์ใหม่นี้อำนวยความสะดวก และประโยชน์มิใช่เฉพาะภายในประเทศเท่านั้น แต่ให้ความสะดวกและประโยชน์ในการติดต่อกับต่างประเทศด้วย นับแต่นั้นมาฟุงชุย ซึ่งไม่มีใครชอบก็ถูกเนรเทศออกไปอยู่ตามหุบเขาสูง ๆ ในท้องถิ่นที่มีวัดอันห่างไกลผู้คนสัญจรไปมา และพรรคพวกของเขาก็ติดตามไปจำศีลสวดมนต์อยู่ด้วย และร่วมสนทนากันตามความพอใจ และไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใดถึงเรื่องการถูกสบประมาทที่พวกตนต้องอดทนมาตลอดศตวรรษอันเสื่อมทรามนี้ บรรดาประเทศในภาคตะวันออกไกลมักจะมีสภาพเช่นเดียวกันนี้ เราจะพบเห็นชนชาวจีนเคารพเลื่อมใสไสยศาสตร์อย่างยิ่ง และเทิดทูนไสยศาสตร์ไว้เหนือกฎข้อบังคับใด ๆ ของการปกครอง มิฉะนั้นแล้วประเทศชาติจะต้องประสบทุกข์ภัยจากการบันดาลโทสะของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง การสร้างสายการคมนาคมที่สะดวกและรวดเร็วในประเทศ นับเป็นการผ่อนแรงงานของคนหาบหามและสัตว์พาหนะ ช่วยให้การติดต่อระหว่างชาวต่างประเทศกับชาวพื้นเมืองสะดวกขึ้น สำหรับทางรถไฟนั้นไม่เพียงแต่จะเป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่ง ในการส่งเสริมความเจริญในด้านพาณิชยกรรรมเท่านั้น แต่ยังจะมีส่วนช่วยอย่างสำคัญในการยกระดับความเป็นอยู่ของพลเมือง ซึ่งได้ประสบภัยจากสงครามกลางเมืองอันโหดร้ายตลอดมา ข้าราชการในมณฑลนี้ ซึ่งมีเจตนาจะปรับปรุงบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า หรือมุ่งปฏิบัติราชการเพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมือง โดยเฉพาะนั้นมีจำนวนน้อยเหลือเกิน แต่ขณะเดียวกันกลับมีขุนนางหัวเก่าๆ ที่ถือระเบียบแบบแผนโบราณเพ็งเล็งการปฏิบัติงานดังกล่าวไปในทางตรงกันข้าม ซึ่งนับเป็นการก่อความพินาศหายนะแก่ประเทศชาติของตนโดยแท้จริง



พิมพ์ที่โรงพิมพ์มหาดไทย กรมราชทัณฑ์ นายจำเนียร ยังพระเดช ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ๑๕ ธ.ค. ๒๕๐๔