ประมวญเหตุการณ์และภาพในการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร
| ประมวญเหตุการณ์และภาพในการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร | |||
| โดย: บุญเลอ เจริญพิภพ |
| เพลงชาติ |
|
|
|
| คำปริยายของผู้รวบรวม |
|
|
|
| ประกาศคณะราษฎร |
|
|
|
| คำกราบบังคมทูลของคณะราษฎร |
|
|
|
| พระราชหัตถเลขาตอบคณะราษฎร |
|
|
|
| เสด็จกลับพระนครโดยรถไฟ |
|
|
|
| ประกาศของกรมพระนครสวรรค์ฯ |
|
|
|
| เสด็จกลับพร้อมกรมพระกำแพงฯ |
|
|
|
| เสด็จโดยลำลอง |
|
|
|
| รายงานประชุมเสนาบดีและปลัดทูลฉลอง |
|
|
|
| พระราชกำหนดนิรโทษกรรม |
|
|
|
| พระธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน |
|
|
|
| พระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยาวรพงศ์ฯ |
|
|
|
| รายนามประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร |
|
|
|
| เปลี่ยนเสนาบดีและปลัดทูลฉลองฯ |
|
|
|
| เลิกและงดภาษีบางประเภท |
|
|
|
การรวบรวมหนังสือเล่มนี้ขึ้น โดยมุ่งหมายที่จะให้เป็นประโยชน์ เป็นความรู้ในเหตุการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินของคณะราษฎร เพื่อที่จะผดุงประเทศสยามให้ก้าวหน้าสู่ความสุขความสมบูรณ์
หนังสือเล่มนี้ได้รับอนุมัติจากเจ้าหน้าที่แผนกตรวจข่าวสาส์นแห่งคณะราษฎรด้วยแล้ว และหวังว่า จะเป็นหนังสือที่ให้ความสะดวกในการค้นเรื่องราวต่าง ๆ สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอย่างดี
บุญเลอ เจริญพิภพ
| สยามอยู่คู่ฟ้าอย่าสงสัย | เพราะชาติไทยเป็นไทยไปทุกเมื่อ | |
| ชาวสยามนำสยามเหมือนนำเรือ | ผ่านแก่งเกาะเพราะเพื่อชาติพ้นภัย |
| เราร่วมใจร่วมรักสมัครหนุน | วางธรรมนูญสถาปนาพาราใหม่ | |
| ยกสยามยิ่งยงธำรงชัย | ให้คงไทยตราบสิ้นดินฟ้า |
เหตุการณ์อันได้เกิดขึ้นในกรุงเทพพระมหานครเมื่อวันศุกร์ที่ ๒๔ มิถุนายน ศกนี้ ต้องนับว่าเป็นประวัติการณ์สำคัญที่สุดของกรุงสยาม ในยุคของการปกครองโดยกษัตริย์แห่งราชวงศ์ที่ทรงไว้ซึ่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และสมควรจะสรรเสริญยิ่งนักว่าเหตุการณ์นั้นได้เป็นไปและยุติลงด้วยอาการราบรื่น ไม่มีการเสียชีวิตเลือดเนื้ออย่างที่ได้เคยปรากฏในเมืองต่างประเทศอยู่เนือง ๆ
แท้จริงก็มิใช่เป็นเหตุที่มิได้รู้สึกตัวกันมาก่อนเลย เมื่อเวลาใกล้ ๆ กับที่จะมีงานสมโภชพระนครและเปิดสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ เนื่องในดิถีสมัยอันได้ตั้งกรุงเทพฯ เป็นราชธานีมาบรรจบครบรอบหนึ่งร้อยห้าสิบปี ก็ได้มีเสียงร่ำลือกันนักหนาในเรื่องเหตุการณ์รายนี้ แต่เหตุก็หาได้เกิดขึ้นในขณะนั้นไม่ พึ่งปรากฏขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ ๒๔ มิถุนายน ดังทราบอยู่ทั่วกันแล้ว
หลังจากยุคมหาสงครามมานี้ หลายประเทศซึ่งได้ปกครองโดยลักขณะราชาธิปไตยได้เปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยไปสิ้น อาทิคือ ประเทศเยอรมนี, ออสเตรีย-ฮังการี, ตุรกี, กรีซ, สเปน ฯลฯ แต่แทบไม่มีสักประเทศเดียวที่จะหลบหลีกเรื่องเลือดตกยางออกไปได้ เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า กรุงสยามได้ชนะประวัติการณ์ของโลกสำหรับเหตุการณ์อย่างเดียวกัน กระทั่งต่างประเทศก็ได้ออกเสียงชมเชยกันกึกก้อง
คณะราษฎร คือ คณะข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือนและราษฎรที่ได้ร่วมใจร่วมมือกันคิดอ่านทำการครั้งนี้ มิได้มีความมุ่งหมายอะไรยิ่งไปกว่าที่จะให้มีการปกครองแผ่นดินโดยกฎพระธรรมนูญ และให้กษัตริย์อยู่ใต้พระธรรมนูญนั้น กับเพื่อจะกำจัดเรื่องการทำนาบนหลังคน และจัดเศรษฐกิจของบ้านเมืองให้ฟื้นฟูขึ้นสู่ฐานะอันมั่นคง ตลอดทั้งที่จะหาลู่ทางให้กรรมกรได้มีงานทำเพื่อการอาชีพโดยทั่วหน้า ฯลฯ หาได้มุ่งหมายที่จะชิงราชสมบัติหรือทำลายล้างราชบัลลังก์และพระบรมราชวงศ์ไม่
กรุงสยามกำลังกระทบกระเทือนด้วยความฝืดเคืองตกต่ำรุนแรงเพียงไร ย่อมรู้กันดีแล้ว รัฐบาลชุดก่อนหาสามารถที่จะแก้ไขอย่างไรได้ไม่ นอกจากจะเก็บภาษีอากรให้แรงขึ้น หรือตั้งภาษีใหม่ลงเอาแก่ราษฎรซึ่งเป็นพวกที่กำลังแร้นแค้นอยู่แล้ว ส่วนพวกเจ้านายที่สมบูรณ์ด้วยโภคกิจ และครอบงำตำแหน่งสูง ๆ มีเสียงในทางออกความคิดความเห็นให้เก็บภาษีอากรเพิ่มขึ้น ไม่มีน้ำใจที่จะยอมเสียสละโดยควรเลย เหตุฉะนี้ ความแร้นแค้นของราษฎรนั่นเองจึงได้ระเบิดขึ้น จนต้องเปลี่ยนแปลงลักษณะการปกครองเพื่อกู้ชาติและบ้านเมืองให้พ้นจากหายนภัย
การยึดอำนาจการปกครองได้เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ ๒๔ มิถุนายน เริ่มแต่เวลาใกล้รุ่ง ขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินี พร้อมด้วยพระบรมวงศ์บางพระองค์ เสด็จประทับอยู่ที่วังไกลกังวล หัวหิน
พอได้ฤกษ์ คณะราษฎร คือ ข้าราชการฝ่ายทหารบก ทหารเรือ และราษฎร ได้ส่งกำลังทหารสรรพด้วยอาวุธและรถแท็งก์[1] ไปตามวังพระบรมวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางแห่ง มีวังบางขุนพรหม[2], วังวรดิศ[3], วังบ้านดอกไม้[4], วังสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศฯ[5] เป็นต้น แล้วก็ได้ทูลเชิญท่านเจ้าของวัง คือ สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต[6], สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนริศรานุวัดติวงศ์[7], สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ[8] ไปสู่พระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อเป็นประกัน
เวลานั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฏ์[9] และพระชายา[10] ประทับอยู่ที่วังไกลกังวลกับพระเจ้าอยู่หัว ส่วนพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร[11] เสนาบดีกระทรวงกลาโหม และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอลงกฏ[12] รองเสนาบดีกระทรวงกลาโหม กับนายพลตรี พระยาพิชัยสงคราม[13] แม่ทัพที่ ๑ ต่างแยกย้ายกันเสด็จ และไปเปลี่ยนอากาศทางชายทะเลก่อนหน้านี้แล้ว แต่ท่านเหล่านี้ได้เสด็จกลับและกลับกรุงเทพฯ พร้อมกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน[14] เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม เสด็จประทับอยู่ที่วังบ้านดอกไม้ในตอนเช้าวันเกิดเหตุ แต่พอได้ทราบเหตุ ก็รีบเสด็จโดยด่วนโดยรถไฟพิเศษไปยังหัวหินนำความขึ้นกราบบังคมทูล แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นแล้ว กรมพระกำแพงฯ เสด็จกลับพร้อมกับพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องแต่การไปของกรมพระกำแพงฯ นั้น ทำให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา[15] ทราบเหตุการณ์ทรงพระนครดีขึ้น มีข่าวว่า พระองค์เจ้าอาทิตย์ฯ เตรียมการจะแข็งเมือง แต่เมื่อคณะราษฎรไต่สวนแล้วปรากฏว่าเกิดจาความเข้าใจผิด
เหล่าทหารที่มิได้ถูกคณะราษฎรเรียกเข้าสมทบด้วยในชั้นต้น คือ ทหารรักษาวัง และทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ราบที่ ๑[16] นอกนั้นได้เข้าสมทบทั้งสิ้น รวมทั้งนักเรียนนายร้อยทหารบก และนักเรียนนายดาบ แต่ทหารรักษาวังกับทหารมหาดเล็กที่กล่าวนี้ได้ถูกปลดอาวุธในตอนเช้าวันแรกเกิดเหตุทั่วกันแล้ว ส่วนกองบินทหารบกทุกกองได้ถูกยึดหมด จะเป็นโดยวิธีใดก็ตาม แต่การได้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
เหตุร้ายแรงในวันแรกมีอยู่เพียงรายเดียว คือ นายพลตรี พระยาเสนาสงคราม[17] ผู้บัญชาการกองพลที่ ๑ ได้ทำการขัดขืนเมื่อคณะราษฎรไปเชิญตัว จึงได้ถูกยิงบาดเจ็บสี่แห่ง แต่หาได้ถึงชีวิตไม่ และต่อมา อาการก็ได้ดีขึ้นมากแล้ว หวังว่าจะพ้นเขตอันตราย
ในวันเดียวกันนี้ คณะราษฎรได้ตั้งผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารขึ้น มีสำนักอยู่ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม มีนายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา[18] เป็นประธาน ในวันนั้น คณะราษฎรได้ส่งนายนาวาตรี หลวงศุภชลาศัย[19] ไปยังไกลกังวลโดยเรือสุโขทัย เพื่อกราบบังคมทูลอัญเชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกลับคืนพระนคร พระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จถึงพระนครโดยรถไฟพิเศษเมื่อเวลาราวเที่ยงคืนวันอาทิตย์ (ที่ ๒๖ มิถุนายน) พร้อมด้วยพระบรมวงศ์และราชบริพารอื่น ๆ แล้วเสด็จไปประทับ ณ วังศุโขทัยอันเป็นวังเดิมของพระองค์
พระบรมวงศ์ที่ถูกเชิญไปประทับ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อเป็นประกันชั่วคราว กับผู้ที่ถูกกักโดยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งในระหว่างนั้น ที่สำคัญก็คือ
สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนริศรานุวัดติวงศ์
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
[แต่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนริศฯ กับสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ได้รับโอกาสให้เสด็จกลับวังได้ในวันหลังต่อมา]
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอลงกฏ รองเสนาบดีกลาโหม
หม่อมเจ้าวงศ์นิรชร[20] เจ้ากรมตำรวจภูบาล
นายพลโท พระยาสีหราชเดโชชัย[21] เสนาธิการทหารบก
นายพลตรี พระยาพิชัยสงคราม แม่ทัพที่ ๑
นายพลตรี พระยาเฉลิมอากาศ[22] เจ้ากรมอากาศยาน
นายพลตำรวจโท พระยาอธิกรณ์ประกาศ[23] อธิบดีกรมตำรวจ
ตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจนั้น ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารได้แต่งตั้งให้นายพันตำรวจเอก พระยาบุเรศผดุงกิจ[24] เป็นผู้ทำการแทน
สถานที่ทำการของรัฐบาลบางแห่งได้อยู่ในความควบคุมของคณะราษฎรมาตั้งแต่แรก เช่น สถานีวิทยุ, ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข, กรมรถไฟหลวง ฯลฯ พระบรมมหาราชวัง และสวนสุนันทา ก็ได้อยู่ในความอารักขาของคณะราษฎรเช่นเดียวกัน
การกระทำของคณะราษฎรไม่ทำให้การงานทั้งหลายหยุดชะงักลงอย่างไร เป็นแต่ในวันต้นนั้นทบวงการต่าง ๆ ได้ปิดหมด แต่วันหลังก็ได้เปิดทำการต่อไปดังปกติ ส่วนการค้าขายในท้องตลาด ไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเลย ทั้งความรู้สึกของประชาชนก็เป็นไปอย่างธรรมดาเสมือนว่าไม่มีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้น ประชาชนและทั้งพระสงฆ์องค์เจ้าเมื่อทราบเหตุได้พากันไปที่หน้าพระลานพระบรมรูปทรงม้าเนืองแน่น ณ ที่นั้น คณะราษฎรได้อ่านประกาศแถลงการณ์ให้ราษฎรฟังตลอดวัน
การตรวจตรารักษาพระนครได้เป็นไปอย่างแข็งแรง และได้เผลเป็นที่เรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้นเลย ชาวต่างประเทศก็อยู่เย็นเป็นสุข มิได้ถูกใครข่มเหงคะเนงร้ายแต่อย่างหนึ่งอย่างใด ตามหัวเมืองก็ไม่มีข่าวเหตุการณ์ใด ๆ ด้วยเหมือนกัน สรุปรวมความว่า คณะราษฎรได้ทำงานสำเร็จด้วยความราบรื่นทุกอย่างทุกประการ ปราศจากการเสียชีวิตเลือดเนื้อ ปราศจากเหตุตื่นเต้นตกใจ ฯลฯ ฝ่ายประชาชนก็ได้ให้ความสนับสนุนเป็นอย่างดีทั่วหน้ากัน
ต่อไปนี้ เป็นสำเนาคำประกาศของคณะราษฎร, สำเนาโทรเลขต่าง ๆ, รายงานการประชุม, พระราชกำหนดนิรโทษ, กฎพระธรรมนูญ และเรื่องการเปลี่ยนแปลงภาษีอากรบางประเภท, กับสำเนาเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งได้รวบรวมลำดับเรื่องให้ติดต่อกันนับแต่วันเริ่มแรกเกิดเหตุตลอดมาจนถึงวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๕[25]
ราษฎรทั้งหลาย
เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติสืบจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้น ราษฎรบางคนได้หวังกันว่า กษัตริย์องค์ใหม่นี้คงจะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจเหนือกฎหมายอยู่ตามเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ ๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้าง ซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนราคาเงิน ผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดั่งที่จะเห็นได้จากความตกต่ำในทางเศรษฐกิจและความฝืดเคืองในการทำมาหากิน ซึ่งพวกราษฎรได้รู้กันอยู่ทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้
การที่แก้ไขไม่ได้ ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎร ตามที่รัฐบาลอื่น ๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่า ไพร่ บ้าง ข้า บ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่า ภาษีอากรที่บีบคั้นเอามาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ส่วนตัวปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใด ถ้าไม่มีเงิน รัฐบาลก็ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นก็ได้โค่นราชบัลลังก์ลงเสียแล้ว
รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่า หลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอย ๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำ กล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กินว่า ราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรยังโง่ คำพูดของพวกรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่ เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้น ไม่ใช่เพราะโง่ เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคน
ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศมีอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบ และกวาดรวบทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎร เพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา เพราะทำไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนเรียนเสร็จแล้วและทหารปลดกองหนุนแล้วไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของรัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบและเสมียนเมื่อให้ออกจากงานแล้วก็ไม่ให้เบี้ยบำนาญ ความจริงควรเอาเงินที่กวาดรวบรวมไว้มาจัดบำรุงบ้านเมือง ให้มีงานทำ จึ่งจะสมควรที่สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อย ๆ ไป เงินมีเหลือเท่าใดก็เอาฝากต่างประเทศ คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย
เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการทหารและพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึ่งรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของรัฐบาลของกษัตริย์ไว้ได้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่า การที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลาย ๆ ความคิด ดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึ่งได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธ หรือไม่ตอบภายในกำหนด โดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมา ก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ ราษฎรพึงหวังเถิดว่า ราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุก ๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้ว-ตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้านมาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการ อาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว เป็นหลักใหญ่ ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า
๑. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
๒. จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
๓. จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
๔. จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่)
๕. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น
๖. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร
ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมใจกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือกฎหมายพึงตั้งตนอยู่ในความสงบ และตั้งหน้าทำมาหากิน อย่าทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎร การที่ราษฎรช่วยคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศ และช่วยตัวราษฎร บุตรหลานเหลนของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำ ไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่เป็นข้าเป็นทาสของพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือความสุขความเจริญอย่างประเสริฐ ซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริยะ” นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า
คณะราษฎรได้มีหนังสือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งประทับอยู่ที่หัวหิน อัญเชิญให้เสด็จกลับคืนสู่พระนคร และทรงเป็นกษัตริย์ต่อไปโดยอยู่ใต้ธรรมนูญปกครองแผ่นดินซึ่งคณะราษฎรได้สร้างขึ้น
พระที่นั่งอนันตสมาคม
วันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕
ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม
ด้วยคณะราษฎร ข้าราชการ ทหาร พลเรือน ได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้ได้แล้ว และได้เชิญเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ มีสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เป็นต้น ไว้เป็นประกัน ถ้าหากคณะราษฎรนี้ถูกทำร้ายด้วยประการใด ๆ ก็จะต้องทำร้ายเจ้านายที่รักษาไว้เป็นการตอบแทน
คณะราษฎรไม่ประสงค์ที่จะแย่งชิงราชสมบัติแต่อย่างใด ความประสงค์อันใหญ่ยิ่งก็เพื่อจะมีธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จึงขอเชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จกลับคืนสู่พระนคร และทรงเป็นกษัตริย์ต่อไปโดยอยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินซึ่งคณะราษฎรได้สร้างขึ้น
ถ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทตอบปฏิเสธก็ดี หรือไม่ตอบภายในหนึ่งชั่วนาฬิกานับแต่ได้รับหนังสือนี้ก็ดี คณะราษฎรก็จะได้ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน โดยเลือกเจ้านายพระองค์อื่นที่เห็นสมควรขึ้นเป็นกษัตริย์
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีลายพระหัตถ์ตอบรับความประสงค์ของผู้รักษาการพระนครฝ่ายทหารดังนี้
สวนไกลกังวล หัวหิน
วันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕
ถึงผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร
ด้วยได้ทราบตามสำเนาหนังสือที่ส่งไปยังกระทรวงมุรธาธรว่า คณะทหารมีความปรารถนาจะเชิญให้ข้าพเจ้ากลับพระนครเป็นกษัตริย์อยู่ใต้พระธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน ข้าพเจ้าเห็นแก่ความเรียบร้อยของอาณาประชาราษฎร ไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อ กับทั้งเพื่อจัดการโดยละม่อมละไม ไม่ให้ขึ้นชื่อได้ว่าจลาจลเสียหายแก่บ้านเมือง และความจริง ข้าพเจ้าก็ได้คิดอยู่แล้วที่จะเปลี่ยนแปลงทำนองนี้ คือ มีพระเจ้าแผ่นดินปกครองตามพระธรรมนูญ จึงยอมรับที่จะช่วยเป็นตัวเชิดเพื่อคุมโครงการตั้งรัฐบาลให้เป็นรูปตามวิธีเปลี่ยนแปลงตั้งพระธรรมนูญโดยสะดวก เพราะว่า ถ้าข้าพเจ้าจะไม่ยอมรับเป็นตัวเชิด นานาประเทศคงจะไม่ยอมรับรัฐบาลใหม่นี้ ซึ่งจะเป็นความลำบากยิ่งขึ้นหลายประการ ความจริง ตัวข้าพเจ้าเองเวลานี้ก็ทราบกันอยู่แล้วว่า มีอาการทุพพลภาพและไม่มีลูกสืบวงศ์สกุล และจะไม่ทนงานไปนานเท่าใดนัก ทั้งไม่มีความปรารถนามักใหญ่ใฝ่สูงให้เกินศักดิ์และความสามารถที่จะช่วยพยุงชาติของเราให้เจริญเทียมหน้าเขาบ้าง พูดมานี้เป็นความจริงใจเสมอ
นายนาวาตรี หลวงศุภชลาศัย ผู้บังคับการ ร.ล. สุโขทัยชั่วคราว ได้มีโทรเลขแจ้งมาดังนี้
พ.ร.ต. พระยาปรีชาชลยุทธ[28] ผู้รั้งแม่ทัพเรือ พระที่นั่งอนันตสมาคม กรุงเทพฯ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะเสด็จโดยรถไฟพระที่นั่ง ซึ่งเป็นการสมพระเกียรติ และอีกประการหนึ่ง ในเรือมีสถานที่ไม่เป็นที่ทรงพระสำราญพอ ได้มีลายพระหัตถ์ตอบรับตามความประสงค์ของผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารทุกประการแล้ว ขอให้จัดถวายตามพระราชประสงค์
สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ได้ออกประกาศแนะนำพลเมืองช่วยกันรักษาความสงบ ประกาศนั้นมีใจความดังนี้
ด้วยตามที่คณะราษฎรได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้ได้ โดยมีความประสงค์ข้อใหญ่ที่จะให้ประเทศสยามได้มีธรรมนูญการปกครองแผ่นดินนั้น
ข้าพเจ้าขอให้ทหาร ข้าราชการ และราษฎรทั้งหลายจงช่วยกันรักษาความสงบ อย่าให้เสียเลือดเนื้อของคนไทยกันเองโดยไม่จำเป็นเลย
เรียน พระยาพหลพลพยุหเสนา ผู้รักษาพระนคร พระที่นั่งอนันตสมาคม
กระผมได้ลงนามกำกับโทรเลขหนึ่งฉบับเป็นพยานเรื่องขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับโดยรถไฟวันนี้พร้อมกับกรมพระกำแพงฯ ที่หัวหินเหตุการณ์เรียบร้อย
|
เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์[29]
เสนาบดีกระทรวงเกษตราพาณิชยการ
|
พระยาจ่าแสนยบดี[30]
เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
|
เรียน พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา ผู้รักษาพระนคร พระที่นั่งอนันตสมาคม
กระผมได้รับหนังสือจากสมุหราชองครักษ์แจ้งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จสู่พระนครโดยลำลอง ไม่มีกองทหารตามเสด็จ
เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๔ มิถุนายน เวลา ๑๖ นาฬิกา มีการประชุมหารือราชการแผ่นดินที่พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นครั้งแรกนับแต่คณะได้อำนาจการปกครอง ผู้แทนคณะราษฎร, คณะทหาร, ผู้รักษาพระนคร, คณะเสนาบดี และปลัดทูลฉลองได้เข้าประชุมด้วย คือ
ทหารบก นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา, นายพันเอก พระยาฤทธิอัคเนย์, นายพันเอก พระยาทรงสุรเดช, นายพันโท พระประศาสน์พิทยยุทธ[31], นายพันโท พระเหี้ยมใจหาญ[32], นายพันตรี หลวงพิบูลสงคราม[33]
ทหารเรือ นายพลเรือตรี พระยาปรีชาชลยุทธ, นายพลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี[34], นายนาวาตรี หลวงสินธุสงครามชัย[35]
คณะราษฎร หลวงประดิษฐ์มนูธรรม และนายซิม วีระไวทยะ ผู้จดรายงาน
คณะเสนาบดีที่ได้เข้าประชุมในโอกาสนี้ คือ
๑. พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย[36] เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ
๒. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเกษมศรีศุภโยค[37] เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ
๓. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัติ[38] เสนาบดีกระทรวงธรรมการ
๔. เจ้าพระยาพิชัยญาติ[39] เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ
๕. เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ[40] เสนาดีกระทรวงยุติธรรม
๖. พระยามโหสถศรีพิพัฒน์[41] ปลัดทูลฉลอง กระทรวงยุติธรรม
๗. หม่อมเจ้าวิมวาทิตย์ รพีพัฒน์ ปลัดทูลฉลอง กระทรวงเกษตรฯ
๘. พระยาราชนกูล[42] ปลัดทูลฉลอง กระทรวงมหาดไทย
๙. พระยาวิทยาปรีชามาตย์[43] ปลัดทูลฉลอง กระทรวงธรรมการ
๑๐. พระยาเสริฐสงคราม ปลัดทูลฉลอง กระทรวงกลาโหม
๑๑. พระยาศรีวิสารวาจา[44] ปลัดทูลฉลอง กระทรวงการต่างประเทศ
๑๒. พระยาพิพิธสมบัติ[45] ปลัดทูลฉลอง กระทรวงพาณิชย์และคมนาคม
กิจการที่ประชุมมีหลายประการ ข้อสำคัญคือ
๑. พระยาพหลฯ กล่าวว่า การที่ได้เชิญท่านเสนาบดีและปลัดทูลฉลองมาวันนี้ ก็เพื่อปรึกษาหารือถึงกิจการที่จะต้องทำร่วมกัน และขอให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรมเป็นผู้แถลงแทนคณะราษฎร ไม่ต้องมีผู้แทนคณะราษฎรกำกับ ความคิดนี้จะได้นำเสนอสภาเพื่อหารือกันต่อไป
๑. เหตุฉะนั้น คณะราษฎรจึ่งขอให้ท่านเสนาบดีและปลัดทูลฉลองช่วยกันรักษาความสงบ และขอให้ช่วยแจ้งไปยังพนักงานกรมกองต่าง ๆ ที่ขึ้นอยู่ให้ปฏิบัติการไปตามเดิม สิ่งใดที่เป็นงานเคยปฏิบัติ ก็จะพิจารณาให้เสนาบดีและปลัดทูลฉลองกระทำไป สิ่งใดที่เคยเป็นปัญหาในทางนโยบาย ก็จะต้องรับความเห็นชอบจากคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร สิ่งสำคัญที่จะต้องทำโดยด่วนก็คือ กิจการที่เกี่ยวแก่การต่างประเทศว่ารัฐบาลชั่วคราวใหม่นี้ไม่คิดที่จะล้างผลาญชีวิตและทรัพย์สมบัติของคนในบังคับต่างประเทศ สิ่งใดที่เคยกระทำมาตลอดจนสัญญาทางพระราชไมตรีก็จะได้ดำเนินต่อไป ขอให้ช่วยกันระวังอย่าให้มีการแทรกแซงของการต่างประเทศได้ ไม่ว่าในประเทศใด ๆ ปัญหาในทางการต่างประเทศคณะการเมืองต่าง ๆ ก็มีความเห็นลงรอยกัน ทุกประเทศอื่นย่อมไม่เกี่ยวข้องกับกิจการภายในของอีกประเทศหนึ่ง ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ภายหลังสงครามนี้ที่ได้มีสันนิบาตชาติขึ้น การแทรกแซงไม่ใช่นโยบายของสันนิบาตชาติ แต่อย่างไรก็ดี การแทรกแซงของต่างประเทศนั้น ถ้าหากมีขึ้น ย่อมกระทบถึงคนไทยทุกชั้น ไม่ว่าเจ้านายหรือราษฎรสามัญ จะถือว่ายุ่งแต่เฉพาะราษฎรสามัญไม่ได้
๒. เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศทรงแถลงว่า ก่อนอื่น อยากจะทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงตอบมาอย่างไรในเรื่องรัฐบาลใหม่นี้
๓. หลวงประดิษฐ์ฯ กล่าวว่า ในเวลานี้ ยังไม่ได้รับตอบ แต่การแจ้งไปให้คณะทูตทราบเป็นปัญหาของชาติทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะ ซึ่งจะต้องจัดการโดยเร็วที่สุด หาเกี่ยวข้องถึงธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน เพราะเกรงว่าอาจมีการแทรกแซงได้ อาศัยที่ประเทศเราเป็นประเทศเล็ก
๔. เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า การแทรกแซงเวลานี้เข้าใจว่าคงไม่มี
๕. หลวงประดิษฐ์ฯ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การแจ้งไปให้คณะทูตทราบถึงกิจการและทางดำเนินของคณะรัฐบาลใหม่เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะต้องกระทำโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ประเทศทั้งหลายทราบถึงความประสงค์อันดีของรัฐบาลใหม่ที่ได้ตั้งขึ้นนี้
๖. เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศทรงถามว่า จะให้แจ้งถึงพฤติการณ์ที่ได้เป็นไป อันไม่เกี่ยวแก่การขอให้รับรอง หรือจะขอให้รับรองรัฐบาลใหม่ด้วย
๗. หลวงประดิษฐ์ฯ กล่าวว่า ต้องการขอให้รับรองรัฐบาลใหม่ด้วย
๘. เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า การขอให้รับรองรัฐบาลคณะใหม่นั้น ถ้าเป็นการขอให้รับรอง de jure แล้ว ก็จะต้องได้รับตอบจากพระเจ้าอยู่หัวเสียก่อน หรือมิฉะนั้น ข้าพเจ้าก็ลาออก
๙. หลวงประดิษฐ์ฯ ขอให้แจ้งไปว่า เวลานี้ เสนาบดีได้ทำการไปด้วยความเห็นชอบของคณะราษฎร และให้แจ้งวิธีดำเนินการของรัฐบาลใหม่ต่อสถานทูตทุกประเทศ
๑๐. เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศรับรองที่จะแจ้งไปให้คณะทูตทราบ
๑๑. พระยาพหลฯ กล่าวว่า ในเรื่องนี้ ได้คิดกันมานาน และได้พยายามที่จะใช้วิธีที่ละม่อมที่สุด ซึ่งจะหาวิธีที่ยอดเยี่ยมกว่านี้ไม่ได้
๑๒. พระยาศรีวิสารฯ กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลชั่วคราวได้จัดการระวังอย่างเต็มที่แล้ว การเข้าแทรกแซงไม่มี
๑๓. หลวงประดิษฐ์ฯ กล่าวว่า เรื่องจัดการรักษาความเรียบร้อยของประชาชนนี้ ทางคณะราษฎรได้จัดการทุกทางที่จะมิให้มีเหตุร้ายเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ผู้รักษาตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจภูธรได้จัดการระวังอย่างเต็มที่ ส่วนตามหัวเมือง ก็ขอให้ท่านปลัดทูลฉลอง กระทรวงมหาดไทย แจ้งไปให้ทางฝ่ายบ้านเมืองรักษาความสงบเรียบร้อยไปตามเดิม
๑๔. ปลัดทูลฉลอง กระทรวงพาณิชย์และคมนาคม แถลงว่า เวลานี้ มีกิจการบางอย่างซึ่งปลัดทูลฉลองไม่มีอำนาจลงนาม เพราะเสนาบดีไม่ได้มอบอำนาจไว้
๑๕. หลวงประดิษฐ์ฯ กล่าวว่า ตามที่เข้าใจในเรื่องระเบียบการปกครอง เห็นว่า เมื่อเวลาเสนาบดีไม่อยู่ ปลัดทูลฉลองก็มีอำนาจเซ็น แต่ถ้าปลัดทูลฉลองไม่ได้รับมอบอำนาจจากเสนาบดีไว้ ก็มีอำนาจทำได้โดยคำสั่งของคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร
๑๖. ต่อไปนี้ ได้มีการปรึกษาถึงร่างระเบียบความตกลงสิ่งที่เสนาบดีจะพึงปฏิบัติไปได้ และที่จะต้องรับความเห็นชอบของคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารดั่งที่ได้ปรากฏในบันทึกแล้ว
ต่อไปนี้ คือ พระราชกำหนดนิรโทษกรรมซึ่งคณะราษฎรไดนำไปทูลเกล้าฯ ถวายให้ลงพระบรมนามาภิธัยที่วังศุโขทัยเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๖ เดือนมิถุนายน ศกนี้ เวลา ๑๐:๓๐ นาฬิกา
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศจงทราบทั่วกันว่า
การที่คณะราษฎรคณะหนึ่งซึ่งมีความปรารถนาอันแรงกล้าในอันที่จะแก้ไขจัดความเสื่อมโทรมบางประการของรัฐบาลสยามและชาติไทยให้หายไป แล้วจะพากันจรรโลงสยามรัฐและชาติไทยให้เจริญรุ่งเรืองวัฒนาถาวรมั่นคงเท่าเทียมกับชาติและประเทศอื่นต่อไป จึ่งพากันยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้ ด้วยความมุ่งหมายจะให้มีธรรมนูญการปกครองแผ่นดินขึ้นเป็นข้อใหญ่ แล้วร้องขอไปยังเราเพื่อให้เราคงดำรงเป็นกษัตริย์แห่งสยามรัฐต่อไปภายใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินนั้น ทั้งนี้ แม้ว่าการจะได้เป็นไปโดยขัดกับความพอพระทัยพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์ และขัดใจสมาชิกในรัฐบาลเดิมบางคนก็ดี ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องเป็นไปเช่นนั้นในทุกประเทศ ไม่ว่าจะเจริญรุ่งเรืองแล้วเท่าไร ๆ ก็ไม่อาจจะก้าวล่วงการนี้เสียได้ ถึงกระนั้น ก็เพิ่งปรากฏเป็นประวัติการณ์ครั้งแรกของโลกที่การได้เป็นไปโดยราบรื่นปกติมิได้รุนแรง
และแม้ว่าจะได้อัญเชิญพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการบางคนมาประทับและไว้ในพระที่นั่งอนันตสมาคม ก็เพียงเพื่อประกันภัยของคณะ และเพื่อให้การดำเนินลุล่วงไปได้เท่านั้น หาได้กระทำการประทุษร้ายหรือหยาบหยามอย่างใด ๆ และไม่มุ่งหมายจะกระทำเช่นนั้นด้วย ได้แต่บำรุงรับไว้ด้วยดี สมควรแก่พระเกียรติยศทุกประการ
อันที่จริง การปกครองด้วยวิธีมีพระธรรมนูญการปกครองนี้ เราก็ได้ดำริอยู่ก่อนแล้ว ที่ราษฎรคณะนี้กระทำมาเป็นการถูกต้องตามนิยมของเราอยู่ด้วย และด้วยเจตนาดีต่อประเทศชาติอาณาประชาชนแท้ ๆ จะหากระทำหรือแต่เพียงเจตนาชั่วร้ายแม้แต่น้อยก็มิได้
เหตุนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกำหนดนี้ไว้ดั่งต่อไปนี้
พระราชกำหนดนี้ ให้เรียกว่า “พระราชกำหนดนิรโทษกรรมในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕”
ให้ใช้พระราชกำหนดนี้ตั้งแต่ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระบรมนาภิธัยเป็นต้นไป
บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นเหล่านั้น ไม่ว่าของบุคคลใด ๆ ในคณะราษฎรนี้ หากว่าจะเป็นการละเมิดบทกฎหมายใด ๆ ก็ดี ห้ามมิให้ถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมายเลย
ประกาศมา ณ วันที่ ๒๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า
โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม เพื่อบ้านเมืองจะได้เจริญขึ้น และ
โดยที่ได้ทรงยอมรับตามคำขอร้องของคณะราษฎร
จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยมาตราต่อไปนี้
อำนาจสูงสุดของประเทศนั้น เป็นของราษฎรทั้งหลาย
ให้มีบุคคลและคณะบุคคลดั่งจะกล่าวต่อไปนี้เป็นผู้ใช้อำนาจแทนราษฎรตามที่จะได้กล่าวต่อไปในธรรมนูญ คือ
๑. กษัตริย์
๒. สภาผู้แทนราษฎร
๓. คณะกรรมการราษฎร
๔. ศาล
กษัตริย์เป็นประมุขสูงสุดของประเทศ พระราชบัญญัติก็ดี คำวินิจฉัยของศาลก็ดี การอื่น ๆ ซึ่งจะมีบทกฎหมายระบุไว้โดยฉะเพาะก็ดี จะต้องกระทำในนามของกษัตริย์
ผู้เป็นกษัตริย์ของประเทศ คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว การสืบมฤดก ให้ให้เป็นไปตามกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. ๒๔๖๗ และด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร
ถ้ากษัตริย์มีเหตุจำเป็นชั่วคราวที่จะทำหน้าที่ไม่ได้ หรือไม่อยู่ในพระนคร ให้คณะกรรมการราษฎรเป็นผู้ใช้สิทธิแทน
กษัตริย์จะถูกฟ้องร้องคดีอาชญายังโรงศาลไม่ได้ เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรจะวินิจฉัย
การกระทำใด ๆ ของกษัตริย์ ต้องมีกรรมการราษฎรผู้หนึ่งผู้ใดลงนามด้วย โดยได้รับความยินยอมของคณะกรรมการราษฎร จึ่งจะใช้ได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ
สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจออกพระราชบัญญัติทั้งหลาย พระราชบัญญัตินั้น เมื่อกษัตริย์ได้ประกาศให้ใช้แล้ว ให้เป็นอันใช้บังคับได้
ถ้ากษัตริย์มิได้ประกาศให้ใช้พระราชบัญญัตินั้นภายในกำหนด ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับพระราชบัญญัตินั้นจากสภา โดยแสดงเหตุผลที่ไม่ยอมทรงลงพระนาม ก็มีอำนาจส่งพระราชบัญญัตินั้นคืนมายังสภาเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ถ้าสภาลงมติยืนตามมติเดิม กษัตริย์ไม่เห็นพ้องด้วย สภามีอำนาจออกประกาศพระราชบัญญัตินั้นใช้บังคับเป็นกฎหมายได้
สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจดูแลควบคุมกิจการของประเทศ และมีอำนาจประชุมกันถอดถอนกรรมการราษฎรหรือพนักงานรัฐบาลผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้
สมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเป็นไปตามกาลสมัยดั่งนี้
นับแต่วันใช้ธรรมนูญนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะถึงเวลาที่สมาชิกในสมัยที่ ๒ จะเข้ารับตำแหน่ง ให้คณะราษฎร ซึ่งมีคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารเป็นผู้ใช้อำนาจแทน จัดตั้งผู้แทนราษฎรชั่วคราวขึ้น เป็นจำนวน ๗๐ นาย เป็นสมาชิกในสภา
ภายในเวลา ๖ เดือน หรือจนกว่าการจัดประเทศเป็นปกติเรียบร้อย สมาชิกในสภาจะต้องมีบุคคล ๒ ประเภททำกิจการร่วมกัน คือ
ประเภทที่ ๑ ผู้แทนซึ่งราษฎรจะได้เลือกขึ้นจังหวัดละ ๑ นาย ถ้าจังหวัดใดมีสมาชิกเกินกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน ให้จังหวัดนั้นเลือกผู้แทนเพิ่มขึ้นอีก ๑ นายทุก ๆ ๑๐๐,๐๐๐ นั้น เศษของ ๑๐๐,๐๐๐ ถ้าเกินกว่าครึ่ง ให้นับเพิ่มขึ้นอีก ๑
ประเภทที่ ๒ ผู้เป็นสมาชิกอยู่แล้วในสมัยที่ ๑ มีจำนวนเท่ากับสมาชิกประเภทที่ ๑ ถ้าจำนวนเกิน ให้เลือกกันเองว่าผู้ใดจะคงเป็นสมาชิกต่อไป ถ้าจำนวนขาด ให้ผู้ที่มีตัวอยู่เลือกบุคคลใด ๆ เข้าแทนจนครบ
เมื่อจำนวนราษฎรทั่วพระราชอาณาเขตต์ได้สอบไล่วิชชาปถมศึกษาได้เป็นจำนวนเกินกว่าครึ่ง และอย่างช้า ต้องไม่เกิน ๑๐ ปี นับแต่วันใช้ธรรมนูญนี้ สมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเป็นผู้ที่ราษฎรได้เลือกตั้งขึ้นเองทั้งสิ้น สมาชิกประเภทที่ ๒ เป็นอันไม่มีอีกต่อไป
คุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกเป็นผู้แทนประเภทที่ ๑ คือ
๑. สอบไล่วิชชาการเมืองได้ตามหลักสูตรซึ่งสภาจะได้ตั้งขึ้นไว้
๒. มีอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์
๓. ไม่เป็นผู้ไร้หรือเสมือนไร้ความสามารถ
๔. ไม่ถูกศาลพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิในการรับเลือก
๕. ต้องเป็นบุคคลที่มีสัญชาติเป็นไทยตามกฎหมาย
๖. ฉะเพาะผู้สมัครรับเลือกเป็นผู้แทนประเภทที่ ๑ ในสมัยที่ ๒ จะต้องได้รับความเห็นชอบของสมาชิกในสมัยที่ ๑ เสียก่อน ว่าเป็นผู้ที่ไม่ควรสงสัยว่าจะนำมาซึ่งความไม่เรียบร้อย
การเลือกตั้งสมาชิกประเภทที่ ๑ ที่ ๒ ให้ทำดั่งนี้
๑. ราษฎรในหมู่บ้านเลือกผู้แทน เพื่อออกเสียงตั้งผู้แทนตำบล
๒. ผู้แทนหมู่บ้านเลือกผู้แทนตำบล
๓. ผู้แทนตำบลเป็นผู้เลือกตั้งสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎร
การเลือกตั้งสมาชิกในสมัยที่ ๓ จะมีกฎหมายบัญญัติภายหลัง โดยจะดำเนิรวิธีการที่ให้สมาชิกได้เลือกตั้งผู้แทนในสภาโดยตรง
ผู้แทนประเภทที่ ๑ จะอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ ๔ ปี นับแต่วันเข้ารับตำแหน่ง แต่เมื่อถึงสมัยที่ ๓ แล้ว แม้ผู้แทนในสมัยที่ ๒ จะได้อยู่ในตำแหน่งไม่ถึง ๔ ปีก็ดี ต้องออกจากตำแหน่ง นับแต่วันที่ผู้แทนในสมัยที่ ๓ ได้เข้ารับตำแหน่ง
ถ้าตำแหน่งผู้แทนว่างลงเพราะเหตุอื่น นอกจากถึงคราวออกตามเวร ให้สมาชิกเลือกผู้อื่นตั้งขึ้นใหม่ให้เต็มที่ว่าง แต่ผู้แทนใหม่มีเวลาอยู่ในตำแหน่งได้ เพียงเท่ากำหนดเวลาที่ผู้ออกไปนั้นชอบที่จะอยู่ได้
ราษฎรไม่ว่าเพศใดเมื่อมีคุณสมบัติดั่งต่อไปนี้ ย่อมมีสิทธิออกเสียงลงมติเลือกผู้แทนหมู่บ้านได้ คือ
๑. มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์
๒. ไม่เป็นผู้ไร้หรือเสมือนไร้ความสามารถ
๓. ไม่ถูกศาลพิพากษาให้เสียสิทธิในการออกเสียง
๔. ต้องเป็นบุคคลที่มีสัญชาติเป็นไทยตามกฎหมาย
คุณสมบัติของผู้แทนหมู่บ้านและผู้แทนตำบลให้เป็นไปเหมือนดั่งมาตรา ๑๑
การเลือกตั้งผู้แทนใด ๆ ให้ถือตามคะแนนเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้มีการเลือกครั้งที่ ๒ ถ้าครั้งที่ ๒ มีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ตั้งคนกลางออกเสียงชี้ขาด และให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนกลางไว้
ผู้แทนนอกจากถึงเวรจะต้องออกจากตำแหน่ง ให้นับว่าขาดจากตำแหน่ง เมื่อขาดคุณสมบัติดั่งกล่าวไว้ในมาตรา ๑๑ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเมื่อตาย หรือเมื่อสภาได้ได้วินิจฉัยให้ออก ในเมื่อสภาเห็นว่าเป็นผู้ทำความเสื่อมเสียให้แก่สภา
การฟ้องร้องสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎรเป็นคดีอาชญายังโรงศาล จะต้องได้รับอนุญาตจากสภาก่อน ศาลจึ่งจะรับฟ้องได้
ให้สมาชิกเลือกกันขึ้นเป็นประธานของสภา ๑ นาย มีหน้าที่ดำเนิรการของสภา และมีรองประธาน ๑ นาย เป็นผู้ทำการแทนเมื่อประธานมีเหตุขัดข้องชั่วคราวที่จะทำหน้าที่ได้
เมื่อประธานไม่อยู่ หรือไม่สามารถมาได้ ก็ให้รองประธานแทนเป็นผู้รักษาความเรียบร้อยในสภา และจัดการให้ได้ปรึกษาหารือกันตามระเบียบ
ถ้าประธานและรองประธานไม่อยู่ในที่ประชุมทั้ง ๒ คน ก็ให้สมาชิกที่มาประชุมเลือกตั้งกันเองขึ้นเป็นประธานคนหนึ่งชั่วคราวประชุมนั้น
การประชุมปกติให้เป็นหน้าที่ของสภาเป็นผู้กำหนด
การประชุมพิเศษจะมีได้ต่อเมื่อสมาชิกมีจำนวนรวมกันไม่น้อยกว่า ๑๕ คนได้ร้องขอ หรือคณะกรรมการราษฎรได้ร้องขอให้เรียกประชุม การนัดประชุมพิเศษ ประธาน หรือผู้ทำการแทนประธาน เป็นผู้สั่งนัด
การประชุมทุกคราว ต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด จึ่งจะเป็นองค์ประชุมปรึกษาการได้
การลงมติวินิจฉัยข้อปรึกษานั้น ให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ สมาชิกคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้ามีจำนวนเสียงลงคะแนนเท่ากัน ให้ผู้เป็นประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นได้อีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
สมาชิกไม่ต้องรับผิดในถ้อยคำใด ๆ ที่ได้กล่าวหรือแสดงเป็นความเห็น หรือในการออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุม ผู้หนึ่งผู้ใดจะว่ากล่าวฟ้องร้องเพราะเหตุนั้น หาได้ไม่
ในการประชุมทุกคราว ประธานต้องสั่งให้เจ้าหน้าที่ประจำในสภาจดรายงานรักษาไว้ และเสนอเพื่อให้สมาชิกได้ตรวจแก้ไขรับรอง แล้วให้ผู้เป็นประธานในที่ประชุมลงนามกำกับไว้
สภามีอำนาจตั้งอนุกรรมการ เพื่อทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือให้สอบสวน พิจารณา ทำความเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ขึ้นเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ เพื่อปรึกษา หารือ ตกลง อีกชั้นหนึ่งก็ได้ ประธานอนุกรรมการนั้น เมื่อสภาไม่ได้ตั้ง ก็ให้อนุกรรมการเลือกกันเองตั้งขึ้นเป็นประธานได้
อนุกรรมการมีอำนาจเชิญบุคคลใด ๆ มาชี้แจงแสดงความเห็นได้ อนุกรรมการและผู้ที่เชิญมาได้รับสิทธิในการแสดงความเห็นตามมาตรา ๒๔
ในการประชุมอนุกรรมการนั้น ต้องมีอนุกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่า ๓ นาย จึ่งจะเป็นองค์ประชุมปรึกษาการได้ เว้นแต่อนุกรรมการนั้นจะมีจำนวนตั้งขึ้นเพียง ๓ คน เมื่อมาประชุมแต่ ๒ คนก็ให้นับว่าเป็นองค์ประชุมได้
สภามีอำนาจตั้งระเบียบการปรึกษาหารือ เพื่อดำเนิรการให้เป็นไปตามธรรมนูญนี้ (ในชั้นแรกนี้ ให้อนุโลมใช้ข้อบังคับสภากรรมการองคมนตรี ฉะเพาะที่ไม่ขัดกับธรรมนูญนี้ ไปพลางก่อน)
คณะกรรมการราษฎรมีอำนาจและหน้าที่ดำเนิรการให้เป็นไปตามวัตถุที่ประสงค์ของสภา
ถ้ามีการฉุกเฉินเกิดขึ้น ซึ่งคณะกรรมการจะเรียกประชุมสภาราษฎรให้ทันท่วงทีมิได้ และคณะกรรมการราษฎรเห็นสมควรจะต้องออกกฎหมาย เพื่อให้เหมาะแก่การฉุกเฉินนั้น ๆ ก็ทำได้ แต่จะต้องรีบนำกฎหมายนั้นขึ้นให้สภารับรอง
คณะกรรมการราษฎรมีอำนาจให้อภัยโทษ แต่ให้นำความขึ้นขอพระบรมราชานุญาตเสียก่อน
ให้เสนาบดีกระทรวงต่าง ๆ เป็นผู้รับผิดชอบต่อคณะกรรมการราษฎร ในกิจการทั้งปวง
สิ่งใดซึ่งเป็นการฝ่าฝืนต่อคำสั่งหรือระเบียบการของคณะกรรมการราษฎร หรือกระทำไปโดยธรรมนูญไม่อนุญาตให้ทำได้ ให้ถือว่าการนั้นเป็นโมฆะ
คณะกรรมการราษฎร ประกอบด้วย ประธานคณะกรรมการราษฎร ๑ นาย และกรรมการราษฎร ๑๔ นาย รวมเป็น ๑๕ นาย
ให้สภาเลือกตั้งสมาชิกในสภาผู้ ๑ ขึ้นเป็นประธานกรรมการ และให้ผู้เป็นประธานนั้น เลือกสมาชิกในสภาอีก ๑๔ นาย เพื่อเป็นกรรมการ การเลือกนี้ เมื่อได้รับความเห็นชอบของสภาแล้ว ให้ถือว่าผู้ที่ได้รับเลือกนั้น ๆ เป็นกรรมการของสภา ในเมื่อสภาเห็นว่ากรรมการมิได้ดำเนิรกิจการตามรัฐประศาสโนบายของสภา สภามีอำนาจเชิญกรรมการให้ออกจากหน้าที่ แล้วเลือกตั้งใหม่ตามที่กล่าวในตอนนั้น
กรรมการคนใด มีเหตุอันกระทำให้กรรมการคนนั้นขาดคุณสมบัติอันกำหนดไว้สำหรับผู้แทนในมาตรา ๑๑ ก็ตาม หรือตายก็ตาม ให้สภาเลือกกรรมการแทนสำหรับตำแหน่งนั้น ๆ ในเมื่อสภาได้เลือกตั้งกรรมการแล้ว สภาชุดนั้นหมดกำหนดอายุตำแหน่งเมื่อใด ให้ถือว่ากรรมการชุดนั้นย่อมหมดกำหนดอายุตำแหน่งด้วย
การตั้งการถอดตำแหน่งเสนาบดี ย่อมเป็นพระราชอำนาจของกษัตริย์ พระราชอำนาจนี้ จะทรงใช้แต่โดยตามคำแนะนำของคณะกรรมการราษฎร
การเจรจาการเมืองกับต่างประเทศ เป็นหน้าที่ของกรรมการผู้แทนราษฎร และกรรมการอาจตั้งผู้แทนเพื่อการนี้ได้
การเจรจาได้ดำเนิรไปประการใด ให้กรรมการรายงานกราบบังคมทูลกษัตริย์ทรงทราบ
การให้สัตยาบันสัญญาทางพระราชไมตรี เป็นพระราชอำนาจของกษัตริย์ แต่จะทรงใช้พระราชอำนาจนี้ ตามคำแนะนำของกรรมการราษฎร
การประกาศสงคราม เป็นพระราชอำนาจของกษัตริย์ แต่จะทรงใช้พระราชอำนาจนี้ตามคำแนะนำของกรรมการราษฎร
ระเบียบการประชุมของคณะกรรมการราษฎร ให้อนุโลมตามที่บัญญัติในหมวดที่ ๓
การระงับข้อพิพาท ให้เป็นไปตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลานี้
ประกาศมา ณ วันที่ ๒๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ และให้ใช้บังคับได้แต่บัดนี้เป็นต้นไป
-
-
- (พระบรมนามาภิธัย) ประชาธิปก ป.ร.
-
วังศุโขทัย
วันที่ ๒๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕
ถึงเจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์[48]
ด้วยคณะราษฎรมีหนังสือมาว่า ได้มีปากเสียงอันเป็นเสี้ยนหนามแก่ความสงบเกิดขึ้นในหมู่พระราชวงศ์ ซึ่งถ้าหากเพิกเฉยเสีย ก็เกรงจะเป็นเชื้อฝอยให้ลุกลามต่อไป ฉะนั้น คณะราษฎรจึงบอกมาให้ทราบ เพื่อขอให้ช่วยทำความเข้าใจในหมู่พระราชวงศ์ทั้งหลาย มีความแจ้งอยู่ในสำเนาหนังสือผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารซึ่งได้ส่งสำเนามาให้ทราบด้วยแล้ว
ฉันเห็นว่า ถ้าเป็นการจริงดังนั้น ไม่สมควรเลย พระราชวงศ์ควรช่วยกันรักษาความสงบโดยละม่อมละไม เพราะความมุ่งหมายตั้งพระธรรมนูญก็เป็นส่วนหนึ่งแห่งความดำริของฉัน ให้เจ้าคุณทูลพระบรมวงศานุวงศ์และชี้แจงแก่ผู้จงรักภักดี อย่าให้ทำการใด ๆ ซึ่งไม่สงบราบคาบ แม้เพียงใช้กิริยาวาจาเสียดสีก็มิบังควร เพราะว่า ถ้าเกิดปากเสียงขึ้นแล้ว ก็จะเป็นอันตรายแก่ความสงบราบคาบ
| ที่ ๖๑/๗๕ |
พระที่นั่งอนันตสมาคม
วันที่ ๒๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕
ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้าขอประทานทูลเกล้าฯ ถวายรายนามผู้เป็นประธานแลรองประธานสภาผู้แทนราษฎรดังต่อไปนี้
๑. ประธาน เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี[49]
๒. รองประธาน พระยาอินทรวิชิต[50]
และสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งประธานคณะกรรมการราษฎร คือ พระยามโนปกรณนิติธาดา[51]
ประธานคณะกรรมการราษฎรได้เลือกกรรมการราษฎรสี่นาย และได้รับอนุมัติจากสภาแล้ว คือ
๑. นายพลเรือตรี พระยาปรีชาชลยุทธ
๒. มหาอำมาตย์ตรี พระยาศรีวิสารวาจา
๓. นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา
๔. นายพันโท พระยาทรงสุรเดช
๕. นายพันเอก พระยาฤทธิอัคเนย์
๖. มหาอำมาตย์เอก พระยาประมวญวิชาพูล[52]
๗. นายพันโท พระประศาสน์พิทยายุทธ[53]
๘. นายพันตรี หลวงพิบูลสงคราม
๙. นายนาวาตรี หลวงสินธุสงครามชัย
๑๐. อำมาตย์ตรี หลวงประดิษฐ์มนูธรรม
๑๑. รองอำมาตย์เอก หลวงเดชสหกรณ์[54]
๑๒. รองอำมาตย์เอก ตั้ว ลพานุกรม
๑๓. รองอำมาตย์เอกประยูร ภมรมนตรี
๑๔. นายแนบ พหลโยธิน
คณะกรรมการราษฎรจะได้เลือกเสนาบดีเพื่อแนะนำให้ทรงตั้งต่อไป
ส่วนรายงานการประชุมนั้น จะได้ทูลเกล้าฯ ถวายเมื่อสภาได้รับรองรายงานแล้ว
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารได้ตั้งตามพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ คือ
๑. ม.อ.อ. เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์
๒. ม.อ.อ. เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี
๓. ม.อ.อ. เจ้าพระยาพิชัยญาติ
๔. ม.อ.ท. พระยาเทพวิทุร[55]
๕. ม.อ.ท. พระยามโนปกรณนิติธาดา
๖. ม.อ.ต. พระยามานวราชเสวี
๗. ม.อ.ต. พระยาศรีวิสารวาจา
๘. ม.อ.ต. พระยาไชยยศสมบัติ[56]
๙. ม.อ.ต. พระยานิติศาสตร์ไพศาล[57]
๑๐. ม.อ.ต. พระยามนธาตุราช
๑๑. นายพลตรี พระยาอินทรวิชิต
๑๒. นายพลตรี พระยาประเสริฐสงคราม
๑๓. นายพลเรือตรี พระยาปรีชาชลยุทธ
๑๔. ม.อ.ต. พระยาปรีชานุสาสน์[58]
๑๕. นายพลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี
๑๖. ม.อ.ต. พระยาอุดมพงศ์เพ็ญสวัสดิ์[59]
๑๗. ม.อ.ต. พระยาวิชัยราชสุมนตร์
๑๘. ม.ส.ต. พระยาปรีดานฤเบศร์[60]
๑๙. นายนาวาเอก พระยาวิชิตชลธี
๒๐. นายพันเอก พระยาทรงสุรเดช
๒๑. นายพันเอก พระยาฤทธิอัคเนย์
๒๒. นายพันตำรวจเอก พระยาบุเรศผดุงกิจ
๒๓. อำมาตย์เอก พระยาอนุมานราชธน[61]
๒๔. อำมาตย์เอก พระยาประมวญวิชาพูล
๒๕. นายนาวาเอก พระประพิณพลยุทธ[62]
๒๖. นายนาวาเอก พระเรี่ยมวิรัชชพากย์[63]
๒๗. อำมาตย์เอก พระสุธรรมวินิจฉัย[64]
๒๘. นายพันโท พระประศาสน์พิทยายุทธ
๒๙. นายพันตำรวจโท หลวงแสงนิติศาสตร์[65]
๓๐. อำมาตย์โท พระวุฒิศาสตร์เนติญาณ[66]
๓๑. นายนาวาตรี หลวงศุภชลาศัย
๓๒. นายนาวาตรี หลวงสินธุสงครามชัย
๓๓. นายพันตรี หลวงสินาดโยธารักษ์[67]
๓๔. นายพันตรี หลวงพิบูลสงคราม
๓๕. อำมาตย์ตรี หลวงประดิษฐ์มนูธรรม
๓๖. อำมาตย์ตรี หลวงมหกรรมบดี
๓๗. เสวกตรี หลวงนฤเบศร์มานิต[68]
๓๘. นายเรือเอก หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์[69]
๓๙. ร.อ.อ. หลวงเดชสหกรณ์
๔๐. ร.อ.อ. หลวงดำริอิศรานุวรรต[70]
๔๑. ร.อ.อ. หลวงสุนทรเทพหัสดิน[71]
๔๒. ร.อ.อ. หลวงเดชาติวงศ์วราวัฒน์[72]
๔๓. ร.อ.อ. หลวงบรรณกรโกวิท[73]
๔๔. ร.อ.อ. หลวงอรรถสารประสิทธิ์[74]
๔๕. ร.อ.อ. หลวงอรรถกิตติกำจร[75]
๔๖. ร.อ.อ. หลวงชำนาญนิติเกษตร[76]
๔๗. ร.อ.อ. หลวงโกวิทอภัยวงศ์[77]
๔๘. ร.อ.อ. หลวงอภิรมย์โกษากร[78]
๔๙. ร.อ.อ. ตั้ว ลพานุกรม
๕๐. ร.อ.อ. ประจวบ บุนนาค
๕๑. ร.อ.อ. หม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์
๕๒. นายร้อยโท ประยูร ภมรมนตรี
๕๓. ร.อ.ท. ทวี บุณยเกตุ
๕๔. รองอำมาตย์โท จรูญ สืบแสง
๕๕. รองอำมาตย์โท ชุณห์ ปิณฑานนท์
๕๖. นายวิลาศ โอสถานนท์
๕๗. นายแนบ พหลโยธิน
๕๘. นายดิเรก ชัยนาม
๕๙. นายวิเชียร สุวรรณทัต
๖๐. นายยล สมานนท์
๖๑. นายสงวน ตุลาลักษ์
๖๒. นายชิม วีระไวทยะ
๖๓. นายหงวน ทองประเสริฐ
๖๔. นายมานิต วสุวัต
๖๕. นายจรูญ ณ บางช้าง
๖๖. นายเนตร พูนวิวัฒน์
๖๗. นายมังกร สามเสน
๖๘. นายชุ่นใช้ คูตระกูล
๖๙. นายสวัสดิ์ โสตถิทัต
๗๐. นายบรรจง ศรีจรูญแต่
|
พระยามโนปกรณนิติธาดา
ประธานกรรมการราษฎร และเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ
|
พระยาเทพวิทุร
เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม
|
มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรัสเหนือเกล้าฯ ให้ประกาศทราบทั่วกันว่า ด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการราษฎร จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งและผลัดเปลี่ยนเสนาบดีและปลัดทูลฉลองและรวมกระทรวงดั่งต่อไปนี้[79]
๑. ให้เสนาบดีกับรองเสนาบดีกระทรวงกลาโหมเวนคืนตำแหน่ง ให้นายพลตรี พระยาประเสริฐสงคราม ปลัดทูลฉลอง ทำการแทนตำแหน่งเสนาบดีชั่วคราวก่อน
๒. ให้เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยเวนคืนตำแหน่ง ให้มหาอำมาตย์ตรี พระยาจ่าแสนยบดี เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
๓. ให้เสนาบดีกระทรวงเกษตรกับกระทรวงพาณิชย์และคมนาคมเวนคืนตำแหน่ง ให้รวมกระทรวงเกษตราธิการกับกระทรวงพาณิชย์และคมนาคมเข้าเป็นกระทรวงเดียวกัน เรียกว่า กระทรวงเกษตราพาณิชยการ ยกกรมทะเบียนที่ดิน กรมป่าไม้ กรมราชโลหกิจ ซึ่งขึ้นอยู่ในกระทรวงเกษตราธิการเวลานี้ไปขึ้นกระทรวงมหาดไทย ให้มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ เป็นเสนาบดี
๔. ให้เสนาบดีกับปลัดทูลฉลอง กระทรวงธรรมการ เวนคืนตำแหน่ง ให้อำมาตย์เอก พระยาประมวญวิชาพูล เป็นปลัดทูลฉลอง และทำการแทนในตำแหน่งเสนาบดี
๕. ให้เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศเวนคืนตำแหน่ง ให้มหาอำมาตย์ตรี พระยาศรีวิสารวาจา เป็นเสนาบดี
๖. ให้เสนาบดีกระทรวงยุติธรรมเวนคืนตำแหน่ง ให้มหาอำมาตย์โท พระยาเทพวิทุร เป็นเสนาบดี
๗. ให้เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติเวนคืนตำแหน่ง ให้มหาอำมาตย์โท พระยามโนปกรณนิติธาดาเป็นเสนาบดี
๘. ส่วนกระทรวงวังและกระทรวงมุรธาธร ให้ผู้ที่เป็นเสนาบดีคงมีเกียรติอย่างเสนาบดีอยู่ตามเดิม แต่ให้เรียกตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวังว่า ผู้สำเร็จราชการพระราชวัง ให้เรียกตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมุรธาธรว่า ราชเลขาธิการ
ประกาศมา ณ วันที่ ๒๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ เป็นปีที่ ๘ ในรัชกาลปัจจุบัน
บัดนี้ คณะกรรมการราษฎรได้ประชุมพร้อมกันว่า ภาษีอากรบางอย่างซึ่งเรียกเก็บจากราษฎรอยู่ในเวลานี้ยังมีที่บีบคั้นราษฎรผู้คับแค้นให้ยิ่งยากจนเดือดร้อนอยู่บ้าง สมควรที่จะช่วยเหลือราษฎรในยามยากแค้นนี้ จึงมติพร้อมกันให้รีบจัดการร่างกฎหมายยกเลิกภาษีอากรบางอย่างเหล่านั้นเสีย และลดหย่อนภาษีอากรบางอย่างลง มีเป็นต้นดังต่อไปนี้
๑. เลิกภาษีนาเกลือ ภาษีสมพัตสร
๒. งดการใช้พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕ ไว้ โดยจะให้ใช้พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนฉบับก่อนไปพลาง
ทั้งนี้ จะได้นำร่างพระราชบัญญัติเสนอต่อผู้แทนสภาราษฎรโดยเร็ว และทั้งนี้ เฉพาะที่ได้ดำริเห็นในเวลาเล็กน้อย จะได้ดำริลดหย่อนผ่อนผันกันต่อไปข้างหน้าอีก
ส่วนโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ก็จะได้รีบทำเมื่อได้จัดงบประมาณใหม่ให้ลงรูปแล้ว
แถลงการณ์มา ณ วันที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๗๕
[แก้ไข] เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ
- ↑ ต้นฉบับใช้ว่า “รถแทง” ทับศัพท์มาจากคำ “tank” ในภาษาอังกฤษ ปัจจุบันเรียก รถถัง
- ↑ วังบางขุนพรหม ที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ปัจจุบันเป็นที่ทำการธนาคารแห่งประเทศไทย อยู่แขวงบางขุนพรหม เขตประนคร กรุงเทพมหานคร
- ↑ วังวรดิศ ที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ อยู่เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร
- ↑ วังบ้านดอกไม้ ที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ปัจจุบันใช้เป็นสำนักราชการ อยู่แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร
- ↑ คือ วังท่าพระ ที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ อยู่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
- ↑ พระยศสุดท้าย คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต
- ↑ พระยศสุดท้าย คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
- ↑ พระยศสุดท้าย คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
- ↑ พระยศสุดท้าย คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์
- ↑ คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี
- ↑ พระยศสุดท้าย คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร
- ↑ พระยศสุดท้าย คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอลงกฏ กรมหมื่นอดิศรอุดมศักดิ์
- ↑ คือ พลตรี พระยาพิชัยสงคราม (แก๊บ หรือ แก๊ป สรโยธิน)
- ↑ พระยศสุดท้าย คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน
- ↑ พระยศสุดท้าย คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา
- ↑ ปัจจุบันคือ กรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
- ↑ คือ พลตรี พระยาเสนาสงคราม (หม่อมหลวงอี๋ นพวงศ์)
- ↑ ยศสุดท้าย คือ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)
- ↑ ยศสุดท้าย คือ นาวาเอก หลวงศุภชลาศัย (บุง ศุภชลาศัย)
- ↑ คือ หม่อมเจ้าวงศ์นิรชร เทวกุล
- ↑ คือ พลโท พระยาสีหราชเดโชชัย (สวาสดิ์ บุนนาค)
- ↑ ยศสุดท้าย คือ พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ (สุณี สุวรรณประทีป)
- ↑ คือ พลตำรวจโท พระยาอธิกรณ์ประกาศ (หลุย จาติกวณิช)
- ↑ คือ พันตำรวจเอก พระยาบุเรศผดุงกิจ พรหโมบล (รวย พรหโมบล)
- ↑ ต้นฉบับว่า “พ.ศ. ๒๔๓๕”
- ↑ คือ พันเอก พระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน)
- ↑ คือ พันเอก พระยาฤทธิอัคเนย์ (สละ เอมะศิริ)
- ↑ คือ พลเรือตรี พระยาปรีชาชลยุทธ (วัน จารุภา)
- ↑ คือ เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์)
- ↑ คือ พระยาจ่าแสนยบดีศรีบริบาล (ชิต สุนทรวร)
- ↑ คือ พันโท พระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น)
- ↑ คือ พันโท พระเหี้ยมใจหาญ (เหม ยศธร)
- ↑ คือ พันตรี หลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ) หรือยศสุดท้าย คือ จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศแปลก พิบูลสงคราม
- ↑ ยศสุดท้าย คือ พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี (กระแสร์ ประวาหนาวิน)
- ↑ ยศสุดท้าย คือ พลเรือเอก หลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน)
- ↑ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์ กรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย
- ↑ ต้นฉบับว่า “พระองค์เจ้าศุภโยคเกษม” ทั้งนี้ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเกษมศรีศุภโยค กรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ
- ↑ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร
- ↑ คือ เจ้าพระยาพิชัยญาติ (ดั่น บุนนาค)
- ↑ คือ เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา)
- ↑ คือ พระยามโหสถศรีพิพัฒน์ธรรมานุวัตน์วรสภาบดี (เชิญ ปริญญานนท์)
- ↑ ต้นฉบับว่า “พระยาราชนุกูล” ทั้งนี้ คือ พระยาราชนกูลวิบูลยภักดี (รื่น ศยามานนท์), อนึ่ง ที่อื่นใช้ว่า “พระยาราชนิกูล” ก็มี
- ↑ คือ พระยาวิทยาปรีชามาตย์ (ศิริ เทพหัสดิน ณ อยุธยา)
- ↑ คือ พันเอก พระยาศรีวิสารวาจา (หุ่น ฮุนตระกูล)
- ↑ คือ พระยาพิพิธสมบัติ (ตาบ กุวานนท์)
- ↑ ชื่ออย่างเป็นทางการ คือ “พระราชกำหนดนิรโทษกรรมในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕” และประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๔๙/หน้า ๑๖๓/๒๖ มิถุนายน ๒๔๗๕
- ↑ ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๔๙/หน้า ๑๖๖/๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕
- ↑ คือ เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (หม่อมราชวงศ์เย็น อิศรเสนา) ผู้สำเร็จราชการพระราชวัง
- ↑ คือ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา)
- ↑ คือ พลตรี พระยาอินทรวิชิต (รัตน อาวุธ)
- ↑ คือ พระยามโนปกรณนิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์)
- ↑ คือ พระยาประมวญวิชาพูล (วงศ์ บุญ-หลง)
- ↑ คือ พันโท พระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น)
- ↑ คือ หลวงเดชสหกรณ์ (หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์)
- ↑ คือ พระยาเทพวิทุรพหุลศรุตาบดี (บุญช่วย วณิกกุล)
- ↑ คือ พระยาไชยยศสมบัติ (เสริม กฤษณามระ)
- ↑ คือ พระยานิติศาสตร์ไพศาล (วัน จามรมาน)
- ↑ คือ พระยาปรีชานุสาสน์ (เสริญ ปันยารชุน)
- ↑ คือ พระยาอุดมพงศ์เพ็ญสวัสดิ์ (หม่อมราชวงศ์ประยูร อิศรศักดิ์)
- ↑ คือ พระยาปรีดานฤเบศร์ (ฟัก พันธุฟัก)
- ↑ คือ พระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ)
- ↑ คือ นาวาเอก พระประพิณพลยุทธ (พิณ พลชาติ)
- ↑ คือ พระเรี่ยมวิรัชชพากย์ (เรี่ยม ทรรทรานนท์)
- ↑ คือ พระสุธรรมวินิจฉัย (ชม วณิกเกียรติ)
- ↑ คือ หลวงแสงนิติศาสตร์ (แสง จามริก)
- ↑ คือ พระวุฒิศาสตร์เนติญาณ (ส่าน โชติกเสถียร)
- ↑ คือ หลวงสินาดโยธารักษ์ (ยุทธ คงอยู่)
- ↑ คือ หลวงนฤเบศร์มานิต (สงวน จูทะเตมีย์)
- ↑ ยศสุดท้ายคือ พลเรือตรี หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ (ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์)
- ↑ คือ หลวงดำริอิศรานุวรรต (หม่อมหลวงดำริ อิศรางกูร ณ อยุธยา)
- ↑ คือ หลวงสุนทรเทพหัสดิน (สพรั่ง เทพหัสดินทร์ ณ อยุธยา)
- ↑ คือ หลวงเดชาติวงศ์วราวัฒน์ (หม่อมหลวงกรี เดชาติวงศ์)
- ↑ คือ หลวงบรรณกรโกวิท (เปาว์ จักกะพาก)
- ↑ คือ หลวงอรรถสารประสิทธิ์ (ทองเย็น หลีละเมียร)
- ↑ คือ หลวงอรรถกิติกำจร (กลึง พนมยงค์)
- ↑ คือ หลวงชำนาญนิติเกษตร (อุทัย แสงมณี)
- ↑ คือ หลวงโกวิทอภัยวงศ์ (ควง อภัยวงศ์)
- ↑ คือ หลวงอภิรมย์โกษากร (ดิฐ ณ สงขลา)
- ↑ ประกาศนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ประกาศผลัดเปลี่ยนเสนาบดี ปลัดทูลฉลอง กระทรวงต่าง ๆ และรวมกระทรวง ลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๔๗๕” และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๔๙/หน้า ๑๘๐/๒๙ มิถุนายน ๒๔๗๕
| ขึ้น |
| งานนี้ประกอบด้วยงานย่อยหลายส่วนซึ่งอยู่ในบังคับแห่งลิขสิทธิ์หลายเรื่องต่างกัน อย่างไรก็ดี งานนี้ทุกส่วนล้วนเป็นสาธารณสมบัติแล้ว | ||||
| ลิขสิทธิ์หมดอายุ: |
|
|||
| ไม่มีลิขสิทธิ์: |
|
|||