ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร
จาก วิกิซอร์ซ
| ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร | |||
| บรรพ 1 ผู้แต่ง: สันตะสำนัก นครวาติกัน |
บรรพ 2 → |
| กฎหมายพระศาสนจักร (The Canon Law) เป็นกฎหมายการปกครองทางศาสนาสำหรับคริสตศาสนิกชนนิกายโรมันคาทอลิก |
๑. มาตราต่างๆ ในประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับเฉพาะพระศาสนจักรละตินเท่านั้น
๒. ประมวลกฎหมายนี้ ส่วนใหญ่มิได้กำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับพิธีกรรมต่างๆด้วยเหตุนี้ จึงให้ยึดถือกฎเกณฑ์พิธีกรรมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เว้นไว้แต่ว่ากฎเกณฑ์ทางพิธีกรรมนั้นขัดกับมาตราต่างๆ ในประมวลกฎหมายนี้
๓. มาตราต่างๆ ในประมวลกฎหมายมิได้เพิกถอนสนธิสัญญา (Pacts) ต่างๆ ทั้งหมด ทั้งไม่ลิดรอนบางส่วนที่สันตะสำนักได้ทำไว้กับนานาชาติ หรือกับองค์กรทางการเมืองอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ข้อตกลงต่างๆ เหล่านั้น จึงยังคงมีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน แม้จะมีข้อกำหนดในประมวลกฎหมายนี้ ที่ขัดแย้งกับสนธิสัญญาเหล่านั้นก็ตาม
๔. สิทธิที่ได้มาและเช่นเดียวกันสิทธิพิเศษที่สันตะสำนักได้มอบให้แก่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และสิทธินั้นยังมีการใช้อยู่โดยมิได้ถูกเพิกถอนไป ให้ถือว่าสิทธินั้นยังคงมีอยู่โดยไม่เปลี่ยนแปลง เว้นแต่เมื่อมีการเพิกถอนสิทธินั้นอย่างชัดแจ้งโดยมาตราต่างๆ ในประมวลกฎหมายนี้
๕. กฎหมายอาญาทั้งหมด ทั้งที่เป็นสากลและเฉพาะถิ่นที่ออกโดยสันตะสำนัก เว้นไว้แต่ว่ากฎหมายนั้นยังคงรักษาไว้ในประมวลกฎหมายนี้เอง
๖. วรรค ๑ กฎหมายทางวินัยสากลอื่นๆ ด้วย ที่ประมวลกฎหมายนี้ได้นำมาเรียบเรียงใหม่ทั้งหมด
- วรรค ๒ ในส่วนที่มาตราต่างๆ ในประมวลกฎหมายนี้ ตราตามกฎหมายฉบับเดิม ให้ตีความตามธรรมเนียมปฏิบัติของกฎหมายฉบับเดิม
๗. กฎหมายมีขึ้นเมื่อมีการประกาศใช้
๘. วรรค ๑ กฎหมายพระศาสนจักรสากลประกาศใช้เป็นกฎหมายโดยการพิมพ์ในหนังสือทางการของสันตะสำนัก “Acta Apostolicae Sedis” เว้นไว้แต่ว่ามีการกำหนดใช้รูปแบบอื่นในการประกาศเป็นกรณีเฉพาะกฎหมายต่างๆ มีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อผ่านไปแล้ว นับจากวันที่ปรากฎในหนังสือทางการของสันตะสำนักฉบับพิเศษ เว้นไว้แต่ว่าตามลักษณะของกฎหมายนั้น มีผลบังคับใช้ทันทีหรือเมื่อกฎหมายนั้นมีข้อกำหนดพิเศษอย่างแจ้งชัดให้มีผลก่อนหรือหลังระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามปกติ
- วรรค ๒ กฎหมายพระศาสนจักรเฉพาะถิ่นประกาศใช้ตามที่ผู้ออกกฎหมายกำหนด และให้มีผลบังคับใช้หลังจากหนึ่งเดือน นับจากวันประกาศใช้ เว้นไว้แต่ว่า ได้กำหนดระยะเวลาเป็นอย่างอื่นในตัวบทกฎหมายเอง
๙. กฎหมายใช้กับเรื่องในอนาคต มิใช่เรื่องในอดีต เว้นไว้แต่ว่ามีการระบุไว้ในกฎหมายเป็นการเฉพาะสำหรับเรื่องในอดีต
๑๐. เฉพาะกฎหมายที่ระบุให้การกระทำเป็นโมฆะหรือให้บุคคลเป็นผู้ไร้ความสามารถอย่างชัดแจ้งเท่านั้น เป็นกฎหมายว่าด้วยโมฆะกรรมหรือว่าด้วยบุคคลไร้ความสามารถ
๑๑. กฎหมายที่เป็นของพระศาสนจักรโดยเฉพาะใช้บังคับผู้ที่ได้รับศีลล้างบาปในพระศาสนจักรคาทอลิก หรือผู้ที่พระศาสนจักรรับเข้ามาและเป็นผู้ที่สามารถใช้เหตุผลได้อย่างเพียงพอ และเป็นผู้มีอายุครบ 7 ปี บริบูรณ์ เว้นไว้แต่ว่า กฎหมายระบุไว้เป็นอย่างอื่นอย่างชัดแจ้ง
๑๒. วรรค ๑ ทุกคนที่อยู่ภายใต้กฎหมายสากล (Universal laws) ต้องปฏิบัติตามกฎหมายสากลเหล่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม
- วรรค ๒ อย่างไรก็ตาม ทุกคนที่อยู่จริงๆ ในเขตแดนบางแห่งได้รับการยกเว้นจากกฎหมายสากลที่ไม่มีผลบังคับใช้ในเขตแดนนั้น
- วรรค ๓ กฎหมายที่ตราไว้เฉพาะถิ่น ใช้บังคับผู้ที่อยู่ภายใต้กฎหมายนั้น และผู้ซึ่งมีภูมิลำเนาหรือกึ่งภูมิลำเนา (quasi-domicile) ในถิ่นนั้น และยังอาศัยอยู่ในถิ่นนั้นจริงๆ โดยคงไว้ซึ่ง มาตรา 13
๑๓. วรรค ๑ ต้องไม่สันนิษฐานว่ากฎหมายเฉพาะถิ่นเป็นกฎหมายติดตัวบุคคล แต่เป็นกฎหมายสำหรับพื้นที่ เว้นไว้แต่ว่าเป็นอย่างอื่นอย่างแจ้งชัด
- วรรค ๒ ผู้เดินทางไม่ขึ้นต่อ
- ๑. กฎหมายเฉพาะของถิ่นตนเองขณะที่มิได้อยู่ในถิ่นนั้น เว้นแต่ว่าการละเมิดกฎหมายนั้น ก่อให้เกิดความเสียหายในถิ่นของตนเองหรือเว้นแต่ว่าเป็นกฎหมายติดตัวบุคคล
- ๒. กฎหมายของถิ่นที่ตนปรากฎตัวอยู่ เว้นแต่เป็นกฎหมายที่ตราเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสาธารณะหรือที่กำหนดระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับนิติกรรม หรือที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในพื้นที่นั้น
- วรรค ๓ พวกเร่ร่อนต้องขึ้นกับกฎหมายทั้งสากลและเฉพาะถิ่นที่มีผลบังคับในถิ่นที่ผู้นั้นปรากฎตัวอยู่
๑๔. แม้เป็นกฎหมายเกี่ยวกับโมฆะกรรมหรือบุคคลผู้ไร้ความสามารถกฎหมายไม่บังคับ หากมีความสงสัยเกี่ยวกับตัวบทกฎหมายกับข้อเท็จจริง ผู้ใหญ่ผู้ทรงอำนาจสามารถยกเว้นได้ โดยมีเงื่อนไขว่าหากมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องที่มีการสงวนไว้ก็เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจให้การยกเว้น เคยให้การยกเว้น
๑๕. วรรค ๑ ความไม่รู้ หรือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการเป็นโมฆะ (Invalidating laws) หรือว่าด้วยการไร้ความสามารถ (Incapacitating laws) ไม่เป็นอุปสรรคต่อผลของกฎหมายนั้น เว้นไว้แต่ว่ากฎหมายได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่นอย่างชัดแจ้ง
- วรรค ๒ ห้ามสันนิษฐานว่ามีความไม่รู้หรือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎหมาย เกี่ยวกับการลงโทษ เกี่ยวกับพฤติกรรมของตนเอง หรือเกี่ยวกับ พฤติกรรมที่เป็นที่รู้จักกัน โดยทั่วไปของผู้อื่น พฤติกรรมของผู้อื่นที่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปให้สันนิษฐานได้จนกว่าจะมีการพิสูจน์ได้ผลตรงกันข้าม
๑๖. วรรค ๑ ผู้ที่มีอำนาจตีความกฎหมายคือผู้ตรากฎหมายและผู้ที่ได้รับมอบอำนาจตีความจากผู้ตรากฎหมายนั้นเอง
- วรรค ๒ การตีความอย่างเป็นทางการที่กระทำในรูปแบบของกฎหมายมีผลบังคับใช้เช่นเดียวกับตัวบทกฎหมายเอง และต้องมีการประกาศใช้ หากเป็นเพียงการชี้แจงความหมายของคำที่ชัดแจ้งในตัวเองอยู่แล้วเท่านั้น ก็ให้มีผลย้อนหลังด้วย แต่หากเป็นการตีความแคบลงหรือให้กว้างขึ้น หรือเป็นการขจัดความสงสัยก็ไม่มีผลย้อนหลัง
- วรรค ๓ อย่างไรก็ตาม การตีความในรูปแบบคำตัดสินของขบวนการยุติธรรม (judicial decision) หรือในรูปแบบการบริหารในกรณีเฉพาะ (administrative act) ไม่มีผลบังคับเช่น กฎหมายและผูกมัดเฉพาะบุคคลและมีผลเฉพาะเรื่องที่มีการตีความเท่านั้น
๑๗. ต้องเข้าใจกฎหมายพระศาสนจักรตามความหมายเฉพาะของคำโดยพิจารณาจากตัวบทและบริบทของกฎหมายนั้น หากความหมายยังเป็นที่สงสัยและคลุมเครืออยู่ ให้เทียบดูจากกฎหมายอื่นที่มีข้อความในลักษณะเดียวกัน ถ้าหาเทียบได้ พร้อมทั้งพิจารณาจุดประสงค์และที่มาของกฎหมายรวมทั้งจากเจตนารมณ์ของผู้ตรากฎหมายด้วย
๑๘. กฎหมายที่กำหนดการลงโทษหรือจำกัดเสรีภาพในการใช้สิทธิ์ หรือบรรจุข้อยกเว้นจากกฎหมาย ให้ตีความอย่างเคร่งครัด (strict interpretation)
๑๙. เว้นไว้แต่ว่าเป็นคดีอาญา หากไม่มีข้อกำหนดชัดแจ้งของกฎหมายสากล หรือกฎหมายเฉพาะถิ่น หรือประเพณีในกรณีเฉพาะบางกรณีให้ตัดสินคดีนั้นๆ ตามแนวกฎหมายที่ตราไว้สำหรับเรื่องที่คล้ายคลึงกัน ตามหลักทั่วๆ ไปของกฎหมาย โดยยึดหลักธรรมของพระศาสนจักร (Canonical Equity)หลักนิติศาสตร์(jurisprudence) และหลักปฏิบัติขององค์กรปกครองส่วนกลางของพระศาสนจักร (Roman Curia) รวมทั้งความคิดเห็นส่วนใหญ่และสม่ำเสมอของผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย
๒๐. กฎหมายที่ออกมาภายหลัง เพิกถอนกฎหมายที่ออกมาก่อนทั้งหมดหรือลิดรอนบางส่วน ถ้ามีการระบุไว้อย่างชัดแจ้งเช่นนั้น หรือถ้าขัดกับกฎหมายที่ออกมาก่อนโดยตรง หรือถ้าเป็นการเรียบเรียงใหม่เกี่ยวกับเนื้อหาของกฎหมายที่ออกมาก่อนทั้งหมด แต่กฎหมายสากล ไม่ลิดรอนกฎหมายเฉพาะถิ่นหรือกฎหมายพิเศษ เว้นไว้แต่ว่ากฎหมายนั้นได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นอย่างชัดแจ้ง
๒๑. ในกรณีสงสัย ห้ามสันนิษฐานว่ากฎหมายที่มีอยู่ก่อนถูกยกเลิก แต่ให้นำกฎหมายที่ออกมาภายหลังเข้าหากฎหมายที่มีอยู่ก่อน และผสมผสานให้กลมกลืนกันเท่าที่เป็นไปได้
๒๒. กฎหมายบ้านเมือง (Civil law) ส่วนที่พระศาสนจักรให้ยึดถือนั้น ให้นำมาปฏิบัติในกฎหมายพระศาสนจักรพร้อมกับผลอันเดียวกัน ตราบเท่าที่ไม่ขัดกับกฎพระเจ้า (Divine law) และเว้นไว้แต่ว่า กฎหมายพระศาสนจักรได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
