ปีใหม่

จาก วิกิซอร์ซ

ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น

ปีใหม่ โดย...พระมหาทองสมุทร ธมฺมาทโร..........................................

[[ปีใหม่” ก็คือช่วงระยะเวลาที่ชาวโลกสมมุติให้เป็นปีที่เริ่มต้นศักราชใหม่นั่นเอง

    • *******************************************

ศักราชนั้น มีอธิบายไว้ดังนี้

ศักรา ช คือ..ช่วงเวลาที่จัดตั้งขึ้นตามการอ้างอิงของช่วงเวลานั้น โดยแบ่งได้ตามการอ้างอิงหรือการเรียก พุทธศักราช (พ.ศ.) - เริ่มนับเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน เมื่อวันเพ็ญ เดือน 6 ปีจอ นิยมใช้ในประเทศที่นับถือพุทธศาสนา โดยเฉพาะไทย และศรีลังกา คริสต์ศักราช (ค.ศ.) - เริ่มนับตั้งแต่ พ.ศ. 543 โดยนับปีที่พระเยซูคริสต์ประสูติ เป็น ค.ศ. 1 นิยมใช้ในประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์และใช้เป็นปีอ้างอิงสากล

มหาศักราช (ม.ศ.) - เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 621 พระเจ้ากนิษกะของอินเดียทรงตั้งขึ้น ใช้ในศิลาจารึกและเอกสารประวัติศาสตร์ข องไทยบ้าง แต่น้อยกว่าจุลศักราช

ฮิจญ์เราะหฺศักราช (ฮ.ศ.) - เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 1165 เมื่อปีที่ท่านนบีมุฮัมมัดอพยพจากเมืองเมกกะ (มักกะหฺ) ไปยังเมืองเมดินา (มะดินะหฺ)นิยมใช้ในประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม

จุลศักราช (จ.ศ.) - เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 1181 ปี โดยนับเอาวันที่พระพม่า นามว่า "บุพโสระหัน" สึกออกมาเพื่อชิงราชบัลลังก์ นิยมใช้ในเอกสารประวัติศาสตร์ของไทยเรื่อยมาจนถึงรัตนโกสินทร์

รัตนโกสินทรศก (ร.ศ.) - เริ่มใช้ในรัชกาลที่ 5 โดย "เริ่มนับ" ตั้งแต่ พ.ศ. 2325 อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสร้างกรุงเทพมหานคร(เ ลิกใช้ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)

ศักราชจุฬามณี (ศักราชกฎหมาย) พุทธศักราช (พ.ศ.) - เริ่มนับเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน เมื่อวันเพ็ญ เดือน 6 ปีจอ นิยมใช้ในประเทศที่นับถือพุทธศาสนา โดยเฉพาะไทย และศรีลังกา

คริสต์ศักราช (ค.ศ.) - เริ่มนับตั้งแต่ พ.ศ. 543 โดยนับปีที่พระเยซูคริสต์ประสูติ เป็น ค.ศ. 1 นิยมใช้ในประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์และใช้เป็นปีอ้างอิงสากล

มหาศักราช (ม.ศ.) - เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 621 พระเจ้ากนิษกะของอินเดียทรงตั้งขึ้น ใช้ในศิลาจารึกและเอกสารประวัติศาสตร์ข องไทยบ้าง แต่น้อยกว่าจุลศักราช

ฮิจญ์เราะหฺศักราช (ฮ.ศ.) - เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 1165 เมื่อปีที่ท่านนบีมุฮัมมัดอพยพจากเมืองเมกกะ (มักกะหฺ) ไปยังเมืองเมดินา (มะดินะหฺ)นิยมใช้ในประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม

จุลศักราช (จ.ศ.) - เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 1181 ปี โดยนับเอาวันที่พระพม่า นามว่า "บุพโสระหัน" สึกออกมาเพื่อชิงราชบัลลังก์ นิยมใช้ในเอกสารประวัติศาสตร์ของไทยเรื่อยมาจนถึงรัตนโกสินทร์ รัตนโกสินทรศก (ร.ศ.) - เริ่มใช้ในรัชกาลที่ 5 โดย "เริ่มนับ" ตั้งแต่ พ.ศ. 2325 อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสร้างกรุงเทพมหานคร(เ ลิกใช้ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)

ศักราชจุฬามณี (ศักราชกฎหมาย) ศักราชทุกชนิดไม่มีศักราช0 เช่นก่อนค.ศ. 1 คือ 1ปีก่อนคริสตกาล เป็นต้น ปีใหม่ของแต่ละที่แต่ละประเทศนั้นอาจจะไม่ตรงกัน แต่ปีใหม่ที่เป ็นสากลโลกที่ชาวโลกสมมติให้เป็นปีใหม่นั้นก็คือ “วันที่ 1 มกราคม” จัดว่าเป็นปีใหม่สากลโลก ความหมายของคำว่า"ปีเก่า" ปีเก่า ก็คือระยะเวลาที่ชาวโลกสมมุติ และเข้าใจกัน โดยตกลงร่วมกันว่าระยะเท่านี้เป็นปีเก่า,หรือเป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปแล้ว เก่าและใหม่เป็นการสมมติกันขึ้น แต่จริงๆแล้วเวลาไม่มีเก่าและใหม่ ไม่ส่งมันก็ไป ไม่ต้อนรับมันก็มา


ความหมายของกาลเวลา กาลหรือเวลา คือคำที่ชาวโลกสมมติ เรียกสภาพที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่มีที่สิ้นสุด(อันนี้เป็นความหมายที่ เป็นปรมัตถธรรม หรือสัจจบัญญัติ) หรือเป็นคำที่ชาวโลกสมมุติเรียกช่วงใดช่วงหนึ่ง หรือจุดใดจุดหนึ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน และที่ยังไม่เกิดขึ้นในอนาคต เพื่อสื่อกันได้ เพื่อได้รับประโยชน์ร่วมกัน เช่น วันที่ 1 มกราคม ของทุกปี เป็นวันปีใหม่ของสากลโลก เป็นต้น กาลเวลาในความหมายนี้เรียกว่าสมมุติบัญญัติ

ความหมายของคำว่า”นาฬิกา” แต่กาลเวลานั้น มนุษย์เราจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าผ่านไปเท่าไรแล้ว หากขาดการกระทำของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ เช่น สมัยก่อนต้องการจะให้รู้ว่าเวลาล่วงไปนานเท่าใดแล้ว เขาก็จะใช้ “กะลามะพร้าวเจาะรู แล้วลอยน้ำไว้” เมื่อกะลามะพร้าวจมน้ำเมื่อไรแล้ว ก็เป็นอันเข้าใจว่านี่คือสัญลักษณ์ของเวลาว่าพอแล้ว หรือจบแล้ว เป็นต้น แต่ในปัจจุบันนี้ โลกเจริญแล้ว มนุษย์สามารถทำสัญลักษณ์เพื่อให้รู้เวลาได้ดีกว่านั้นแล้ว นั่นก็คือ “นาฬิกา” เพื่อบอกเวลา ซึ่งเป็นสิ่งบอกเวลาที่ชาวโลกนิยมใช้กันมากที่สุด และคำว่า “นาฬิกา” นั้น ก็แปลได้ว่า “มะพร้าว” ซึ่งก็ใช้ชื่อของมะพร้าวที่ใช้ลอยน้ำในสมัยก่อนนั่นแหละ มาเป็นชื่อเจ้าตัวบอกเวลาตัวนี้ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นหากใครถามว่า”นาฬิกา”แปลว่าอะไรก็สามารถตอบได้เลยว่า”แปลว่า มะพร้าว”แต่ถ้าเป็นประเทศอื่นไม่รู้เขาแปลว่าอย่างไรไม่รู้นะ ความหมายของคำว่า"กาลหรือเวลา" ถ้าจะถามถึงรากศัพท์ของคำว่า”กาลหร ือเวลานั้น” ก็คงได้มาจากรากศัพท์คือ”กร (อ่านว่ากะระ) ซึ่งแปลว่า“กระทำ” หรือ”ผู้กระทำ” หมายถึงการเวลาจะรู้ได้ต้องมีสิ่งกระทำ เช่น นาฬิกากระทำการเดิน ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์กระทำการหมุน เป็นต้น กาลเวลา หมุนเวียน เปลี่ยนแปลผัน คืนและวัน ลาหลับ ดับเลือนหาย กาลเวลา ผลาญสัตว์ ซัดให้ตาย ต้องมลาย ตายสิ้น ทุกอินทรีย์ กาลเวลาเ ปรียบเหมือนยักษ์กินคน ค นโบราณเปรียบกาลเวลาเหมือนยักษ์ มีตา ๒ ข้าง มีปาก ๑๒ ปาก มีฟัน ๓๐หรือ ๓๑ ซี่ กัดกินสรรพสัตว์ให้ตายไป เกิดมาแล้วเท่าไร ก็ตายเท่านั้น ตา ๒ ข้าง ก็หมายถึง ข้างขึ้น ข้างแรม ส่วนปาก ๑๒ ปากก็หมายถึง ๑๒ เดือน ส่วนฟันก็หมายถึง จำนวนวันแต่ละวัน ส่วนตัวยักษ์ก็หมายถึงปี หรือกาลเวลา ที่นอกจากจะกลืนตัวมันเองแล้ว มันยังเที่ยวกลืนกินสรรพสัตว์ สรรพวัตถุ ทำให้สรรพสัตว์และสรรพวัตถุ สะสารพลังงาน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็น ทุกขลักษณะ อนิจจลักษณะ และอนัตตลักษณะ และตาย แตกสลายไปในที่สุด อยู่กับกาลเวลาอย่างมีความสุขได้อย่างไร? เมื่อเรารู้แล้วว่ากาลเวลาเปร ียบเหมือนยักษ์ที่คอยกลืนกินชีวิตของเราอยู่ทุกวัน ยากที่จะรู้ว่ามันกัดกิน เราตอนไหนแล้ว แล้วเราจะเตรียมตัวก่อนแก่ เจ็บ ตาย ได้อย่างไร ตรงนี้แหละที่สำคัญ ๑. อันดับแรกต้องเข้าใจธรรมนิยาม อะไรจะเกิดหรือแตกสลายไป เปลี่ยนแปลงไปก็ด้วยเหตุปัจจัยที่ทำให้เปลี่ยนไป หากเราจะแก่ก็แก่เพราะว่ามีเหตุมีปัจจัย ทำให้แก่และเป็นธรรมดาของสังขาร ต้องรับให้ได้ หากเราจะเจ็บ ก็จะเจ็บเพราะมีเหตุมีปัจจัยทำให้เจ็บและเป็นธรรมดาของสังขารจะต้องมีจะต้อ งเป็น และหากเราจะตาย ก็ต้องตายด้วยมีเหตุมีปัจจัยทำให้ตายและต้องเป็นไปตามธรรมชาติ ธรรมดาของสังขาร จะต้องเป็นแบบนี้ ต้องทำใจยอมรับธรรมชาติ ธรรมดาของสังขารได้ก่อน แล้วก็จะสบายใจ เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นก็ให้รับรู้และดูมันอย่างผู้ที่เข้าใจ ไม่ตีโพยตีภาย ไม่ดิ้นรนขัดขื่น เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นปริญเญยยธรรม คือเป็นสิ่งที่เราจะต้องกำหนดรู้อย่างผู้มี่เข้าใจ เพราะถ้าทำใจไม่ได้อย่างนี้แล้ว ก็จะรับไม่ได้ ก็จะดิ้นรน ก็จะทุกข์ใจ วุ่นวาย เมื่อชรตา ความแก่มาเยือนอันเป็นผลมาจากกาลเวลา อันเป็นผลมาจากเจอปีใหม่บ่อยๆ ก็คงต้องทำใจแบบนี้ก่อนเบื้องต้น ในส่วนของความเจ็บและความตายก็ต้องทำใจเหมือนกับการทำใจกับชรตานั่นแหละ ถ้าเราทำใจอย่างนี้ได้ เราก็จะอยู่กับกาลเวลาได้อย่างผู้ที่องอาจ และสง่างามในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ ๒. เมื่อรู้ว่าในที่สุดแล้วกาลเวลาก็จะต้องทำให้เราตาย เกิดความพรัดพรากกัน สิ่งที่จะต้องทำต่อไปคือ ๒.๑ เตรียมเสบียงการเดินทางที่จะนำไปใช้ในภพหน้า คือจะต้องมีการทำบุญ นั่นก็คือ ถวายสังฆทาน นั่งสมาธิ เจริญจิตภาวนา และทำสาธารณกุศล สาธารณประโยชน์แก่สังคม บ้างหากมีเวลา เพราะว่าถ้ามีเสบียงบุญตรงนี้แล้ว ก็จะทำให้มีความสุขทั้งในปัจจุบันและมีความสุขในอนาคต คือชาตินี้และชาติหน้าเลยทีเดียว ๒.๒ เมื่อรู้ว่ากาลเวลามันมีผลทำให้เราแก่ เจ็บ และจะต้องตาย แล้วอย่างแน่นอนอย่างนี้แล้ว สิ่งใดที่จะทำให้คนไม่เกลียดเราเวลาเราแก่อัปลักษณ์ สิ่งใดที่จะทำให้คนไปเยี่ยมเราเวลาเราไม่สบาย และสิ่งใดที่จะทำให้คนรักเราไปร่วมงานศพเรา ไปทำบุญให้เรา ก็ควรทำสิ่งนั้น นั่นก็คือ ต้องมีน้ำใจแก่กันและกัน ญาติสนิท มิตรสหาย ต้องมีน้ำใจ เอื้ออาทรต่อกัน ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่เป็นคนคิดมาก หน้างอ ต้องให้อภัยกัน ให้เกียรติกัน ยอมรับการตัดสินใจของกันและกัน เคารพในการกระทำ การตัดสินใจของบุคคลอื่น และในที่สุดของชีวิตก็ให้อภัยกัน โดยใช้หลักของเมตตา เชื่อมยึด เป็นสายใจแห่งความรักกันความผูกพันกันต่อไป นี่คือสิ่งที่ผู้เห็นภัยในชีวิต ควรกระทำต่อตัวเองและต่อสังคม หากทำได้แ ล้วก็จะนำมาซึ่งประโยชน์มหาศาลและตัวเองและคนอื่นและเป็นประโยชน์แก่ชาติ ศาสนาต่อไป หากทำได้อย่างที่ว่ามา พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า “ผู้ไม่ประมาท” คือ ไม่ประมาทในชีวิต ไม่ประมาทในวัย ไม่ประมาทในความไม่มีโรคไม่มีภั ย ไม่ประมาทในบุญกุศล คุณงามความดีต่างๆ เนื่องในวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่นี้ ปีใหม่ปีนี้ ขอให้ผู้อ่านทุกท่านจงทำต้วให้เป็นของขวัญชิ้นดีแก่กันและกัน นี่คือของขวัญที่เยี่ยมยอดแล้ว]]

พระมหาทองสมุทร  ธมฺมาทโร 
พระธรรมทูตสายต่างประเทศ  รุ่นที่  สื่อ:๑๒  http://www.missionarymonks.com