สามก๊ก

จาก วิกิซอร์ซ

สามก๊ก (三國)
โดย: หลัว กวั้นจง (羅貫中)     แปลโดย: เจ้าพระยาพระคลัง (หน)

ปก ลงสารบัญเรื่องสารบัญรูป



Thailand Fine Arts Dept Seal.svg


สามก๊ก
เจ้าพระยาพระคลัง (หน)




แต่งจากพงศาวดารจีน
สมัย พ.ศ. ๗๓๖ จน พ.ศ. ๘๒๓


ฉบับหอพระสมุด



หน้า (๑๒)–(๑๖) ขึ้นลงสารบัญเรื่องสารบัญรูป



คำนำกรมศิลปากร
(พ.ศ. ๒๕๔๕)




บริษัทสามัคคีสาร (ดอกหญ้า) จำกัด (มหาชน) ได้มาแจ้งแก่กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ว่า มีความประสงค์จะขออนุญาตจัดพิมพ์หนังสือเรื่อง สามก๊ก สำนวนเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เพื่อจำหน่ายเผยแพร่ กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์พิจารณาแล้ว อนุญาตให้จัดพิมพ์ได้ตามประสงค์

เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีนั้น มีพระราชประสงค์จะทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าในทุกด้านเช่นเมื่อครั้ง "บ้านเมืองดี" ทั้งด้านความมั่นคง ปลอดภัย เศรษฐกิจ การศึกษา และศิลปวัฒนธรรม โปรดเกล้าฯ ให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งหนังสือขึ้นสำหรับพระนคร โดยมีทั้งที่แต่งขึ้นใหม่และที่แต่งขึ้นเพื่อทดแทนฉบับเดิมซึ่งสูญหายครั้งเสียกรุง และมีพระราชดำรัสให้แปลหนังสือพงศาวดารจีนเป็นภาษาไทยสองเรื่อง ตามที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ใน ตำนานหนังสือสามก๊ก ว่า

"ตำนานการแปลหนังสือสามก๊กเป็นภาษาไทย มีคำบอกเล่าสืบกันมาว่า เมื่อในรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีพระราชดำรัสสั่งให้แปลหนังสือพงศาวดารจีนเป็นภาษาไทยสองเรื่อง คือ เรื่องไซ่ฮั่น เรื่องหนึ่ง กับเรื่องสามก๊ก เรื่องหนึ่ง โปรดให้สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ กรมพระราชวังหลัง ทรงอำนวยการแปลเรื่องไซ่ฮั่น แลให้เจ้าพระยาพระคลัง (หน) อำนวยการแปลเรื่องสามก๊ก คำที่เล่ากันมาดังกล่าวนี้ไม่มีในจดหมายเหตุ แต่เมื่อพิเคราะห์ดูเห็นมีหลักฐานควรเชื่อได้ว่า เป็นความจริง ด้วยเมื่อในรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงเอาเป็นพระราชธุระขวนขวายสร้างหนังสือต่าง ๆ ขึ้นเพื่อประโยชน์สำหรับพระนคร หนังสือซึ่งเป็นต้นฉบับตำรับตำราในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ทั้งที่รวบรวมของเก่า ที่แต่งใหม่ แลที่แปลมาจากภาษาต่างประเทศเกิดขึ้นในรัชกาลที่ ๑ มีมาก แต่ว่าในสมัยนั้นเป็นหนังสือเขียนในสมุดไทยทั้งนั้น ฉบับหลวงมักมีบานแพนกแสดงว่าโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อปีใด แต่หนังสือเรื่องไซ่ฮั่นกับเรื่องสามก๊กสองเรื่องนี้ต้นฉบับที่ยังปรากฏอยู่มีแต่ฉบับเชลยศักดิ์ขาดบานแพนกข้างต้น จึงไม่มีลายลักษณ์อักษรเป็นสำคัญว่าแปลเมื่อใด ถึงกระนั้นก็ดี มีเค้าเงื่อนอันส่อให้เห็นชัดว่า หนังสือเรื่องไซ่ฮั่นกับเรื่องสามก๊กแปลเมื่อในรัชกาลที่ ๑ ทั้งสองเรื่อง เป็นต้นว่า สังเกตเห็นได้ในเรื่องพระอภัยมณีที่สุนทรภู่แต่งซึ่งสมมุติให้พระอภัยมณีมีวิชาชำนาญในการเป่าปี่ ก็คือ เอามาแต่เตียวเหลียงในเรื่องไซ่ฮั่น ข้อนี้ยิ่งพิจารณาดูคำเพลงปี่ของเตียวเหลียงเทียบกับคำเพลงปี่ของพระอภัยมณีก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่า ถ่ายมาจากกันเป็นแท้ ด้วยเมื่อรัชกาลที่ ๑ สุนทรภู่เป็นข้าอยู่ในกรมพระราชวังหลัง คงได้ทราบเรื่องไซ่ฮั่นมาแต่เมื่อแปลที่วังหลัง ส่วนเรื่องสามก๊กนั้นเค้าเงื่อนก็มีอยู่เป็นสำคัญในบทละครนอกเรื่องคาวีซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์บทหนึ่งว่า

"'เมื่อนั้น ไวยทัตหุนหันไม่ทันตรึก
อวดรู้อวดหลักฮักฮึก ข้าเคยพบรบศึกมาหลายยก
จะเข้าออกยอกย้อนผ่อนปรน เล่ห์กลเรานี้อย่าวิตก
ทั้งพิชัยสงครามสามก๊ก ได้เรียนไว้ในอกสารพัด
ยายกลับไปทูลพระเจ้าป้า ว่าเรารับอาสาไม่ข้องขัด
ค่ำวันนี้คอยกันเป็นวันนัด จะเข้าไปจับมัดเอาตัวมา'

"พึงเห็นได้ในบทละครนี้ว่า ถึงรัชกาลที่ ๒ หนังสือสามก๊กที่แปลเป็นภาษาไทยได้อ่านกันจนนับถืออยู่แล้ว สมกับที่อ้างว่าแปลในรัชกาลที่ ๑ ใช่แต่เท่านั้น มีเค้าเงื่อนที่จะสันนิษฐานต่อไปอีกว่า ความนับถือเรื่องสามก๊กดังในพระราชนิพนธ์นั้นเป็นมูลเหตุให้แปลหนังสือพงศาวดารจีนเรื่องอื่น ๆ ในรัชกาลภายหลังต่อมา ข้อนี้มีจดหมายเหตุเป็นหลักฐานอยู่ในบานแพนกว่า ถึงรัชกาลที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดให้แปลเรื่องเลียดก๊กอีกเรื่องหนึ่ง แลปรากฏนามผู้รับสั่งให้เป็นพนักงานการแปลล้วนผู้มีศักดิ์สูงแลทรงความสามารถถึงสิบสองคน คือ กรมหมื่นนเรศร์โยธี ๑ เจ้าพระยาวงศาสุรศักดิ์ ๑ เจ้าพระยายมราช ๑ พระยาโชดึกราชเศรษฐี ๑ พระท่องสือ ๑ จมื่นวัยวรนาถ ๑ นายจ่าเรศ ๑ นายเล่ห์อาวุธ ๑ หลวงลิขิตปรีชา ๑ หลวงวิเชียรปรีชา ๑ หลวงญาณปรีชา ๑ ขุนมหาสิทธิโวหาร ๑ พึงสันนิษฐานว่า เพราะทรงพระราชดำริเห็นว่า เป็นหนังสืออันสมควรแปลไว้เพื่อประโยชน์ราชการบ้านเมืองเช่นเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดให้แปลเรื่องไซ่ฮั่นแลสามก๊ก ยังมีหนังสือเรื่องห้องสินกับเรื่องตั้งฮั่นอีกสองเรื่อง..."

สำหรับประวัติของหนังสือสามก๊กนั้น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงอธิบายไว้ว่า

"หนังสือสามก๊กไม่ใช่เป็นพงศาวดารสามัญ จีนเรียกว่า "สามก๊กจี" แปลว่า จดหมายเหตุเรื่องสามก๊ก เป็นหนังสือซึ่งนักปราชญ์จีนคนหนึ่งเลือกเอาเรื่องในพงศาวดารตอนหนึ่งมาแต่งขึ้นโดยประสงค์จะให้เป็นตำราสำหรับศึกษาอุบายการเมืองแลการสงคราม แลแต่งดีอย่างยิ่ง จึงเป็นหนังสือเรื่องหนึ่งซึ่งนับถือทั่วไปในประเทศจีน แลตลอดไปจนถึงประเทศอื่น ๆ

"ต้นตำนานของหนังสือสามก๊กนั้นทราบว่า เดิมเรื่องสามก๊กเป็นแต่นิทานสำหรับเล่ากันอยู่ก่อน เมื่อถึงสมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ. ๑๑๖๑–๑๔๔๙) เกิดมีการเล่นงิ้วขึ้นในเมืองจีน พวกงิ้วก็ชอบเอาเรื่องสามก๊กไปเล่นด้วยเรื่องหนึ่ง ต่อมา ถึงสมัยราชวงศ์หงวน (พ.ศ. ๑๘๒๐–๑๙๑๐) การแต่งหนังสือจีนเฟื่องฟูขึ้น มีผู้ชอบเอาเรื่องพงศาวดารมาแต่งเป็นเรื่องหนังสืออ่าน แต่ก็ยังไม่ได้เอาเรื่องสามก๊กมาแต่งเป็นหนังสือ[ก] จนถึงสมัยราชวงศ์ไต้เหม็ง (พ.ศ. ๑๘๑๑–๒๑๘๖) จึงมีนักปราชญ์จีนชาวเมืองฮั่งจิ๋วคนหนึ่งชื่อ ล่อกวนตง คิดแต่งหนังสือเรื่องสามก๊กขึ้นเป็นหนังสือหนึ่งร้อยยี่สิบตอน ต่อมา มีนักปราชญ์จีนอีกสองคน คนหนึ่งชื่อ เม่าจงกัง คิดจะพิมพ์หนังสือสามก๊กจึงแต่งคำอธิบายแลพังโพย[ข] เพิ่มเข้า แล้วให้นักปราชญ์จีนอีกคนหนึ่งชื่อ กิมเสี่ยถ่าง อ่านตรวจ กิมเสี่ยถ่างเลื่อมใสในหนังสือสามก๊ก ช่วยแก้ไขคำพังโพยของเม่าจงกัง แล้วแต่งคำอธิบายของกิมเสี่ยถ่างเองเป็นทำนองคำนำมอบให้เม่าจงกังไปแกะตัวพิมพ์ตีพิมพ์หนังสือเรื่องสามก๊กขึ้น หนังสือสามก๊กจึงได้มีฉบับพิมพ์แพร่หลายในประเทศจีน แล้วได้ฉบับต่อไปถึงประเทศอื่น ๆ"

สามก๊กเป็นวรรณกรรมเอกเรื่องหนึ่งของโลก ได้รับการแปลออกเป็นภาษาต่าง ๆ กว่าสิบภาษา สำหรับในประเทศไทย หนังสือสามก๊กสำนวนเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสรให้เป็นยอดแห่งความเรียงเชิงนิทาน ด้วยการใช้คำสำนวนโวหารสละสลวยกลมกลืนและเปี่ยมคุณค่าสาระ แม้จะผ่านวันเวลามากว่าสองศตวรรษแล้วก็ยังนับถือเป็นตำราในการใช้ภาษาและการดำเนินชีวิตอย่างดียิ่ง ปัจจุบัน นักการทหาร นักธุรกิจ และนักเศรษฐศาสตร์ยังคงยึดถือสามก๊กเป็นคัมภีร์กำหนดการตัดสินใจในการดำเนินการหรือยุทธการ วรรณกรรมเรื่องสามก๊กได้รับความนิยมแพร่หลายในประเทศไทย ได้พัฒนาชิ้นงานประพันธ์ขึ้นอีกหลายรูปแบบ อาทิ

บทละครรำเรื่องสามก๊ก

-   ตอนพระเจ้าเลนเต้ประพาสสวนจนถึงตั๋งโต๊ะเข้าไปขู่พระเจ้าเหี้ยเต้ หลวงพัฒนพงศ์ภักดีแต่งให้เจ้าพระยามหินทรศักดิธำรงเล่นละคร

-   ตอนอ้องอุ้นกำจัดตั๋งโต๊ะ หลวงพัฒนพงศ์ฯ แต่งให้เจ้าพระยามหินทรฯ เล่นละคร

-   ตอนจิวยี่คิดอุบายจะเอาเมืองเกงจิ๋ว หลวงพัฒนพงศ์ฯ แต่งให้เจ้าพระยามหินทรฯ เล่นละคร

-   ตอนจิวยี่คิดอุบายจะเอาเมืองเกงจิ๋ว หมิ่นเสนานุชิต (เจต) แต่งลงพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖

-   ตอนจิวยี่รากเลือก หลวงพัฒนพงศ์ฯ แต่งให้เจ้าพระยามหินทรฯ เล่นละคร

-   ตอนนางซุนฮูหยินหนีกลับไปเมืองกังตั๋ง หลวงพัฒนพงศ์ฯ แต่งให้เจ้าพระยามหินทรฯ เล่นละคร

บทละครร้องเรื่องสามก๊ก

-   ตอนนางเตียวเสี้ยนลวงตั๋งโต๊ะ ผู้แต่งใช้นามปากกาว่า "นายบุญสะอาด" พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘

-   ตอนตั๋งโต๊ะหลงนางเตียวเสี้ยน ผู้แต่งใช้นามปากกาว่า "เหม็งกุ้ยปุ้น" พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘

-   ตอนเล่าปี่แต่งงานจนจิวยี่รากเลือด ผู้แต่งใช้นามปากกว่า "ทิดโข่ง" พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑

-   สามก๊กกลอนสุภาพ ตอนนางเตียวเสิ้ยนลวงตั๋งโต๊ะ หลวงธรรมาภิมณฑ์ (ถึก จิตรกถึก) แต่ง พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙

หนังสือสามก๊กนี้พิมพ์ครั้งแรกในงานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี พ.ศ. ๒๔๗๑ การพิมพ์ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ ๒๑ กรมศิลปากรหวังอย่างยิ่งว่า หนังสือเรื่องสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ซึ่งบริษัทสามัคคีสาร (ดอกหญ้า) จำกัด (มหาชน) จัดพิมพ์ในครั้งนี้คงอำนวยประโยชน์แก่ผู้อ่านโดยทั่วกัน


นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น
อธิบดีกรมศิลปากร


กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
๑๔ มีนาคม ๒๕๔๕




หน้า (๑๗)–(๑๙) ขึ้นลงสารบัญเรื่องสารบัญรูป



คำนำกรมศิลปากร
(พ.ศ. ๒๕๔๓)




ในอภิลักขิตสมัยสมมงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุได้สองหมื่นหกพันสี่ร้อยหกสิบเก้าวันในวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๓ อันเป็นสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กรมศิลปากรได้ดำเนินการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าทั้งสองพระองค์ ด้วยการจัดสัมมนาทางวิชาการเฉลิมพระเกียรติระหว่างวันที่ ๒๘–๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๓ ณ หอสมุดแห่งชาติ และการจัดพิมพ์เผยแพร่เอกสารต้นฉบับมีค่าและหายาก ในการนี้ สำนักพิมพ์ดอกหญ้า ๒๕๔๓ ได้มาแจ้งแก่กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ว่า มีความประสงค์จะขอร่วมโครงการเฉลิมพระเกียรติครั้งนี้ โดยขอจัดพิมพ์หนังสือสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เพื่ออนุรักษ์วรรณกรรมเก่าและหายากของชาติ ทั้งนี้ จะใช้หนังสือนี้เป็นเอกสารประกอบการสัมมนาอันเนื่องในวาระนี้ด้วย

หนังสือเรื่องสามก๊กเป็นวรรณคดีประเภทความเรียงที่สำคัญเรื่องหนึ่งของไทยซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ต้นสกุล "บุญ-หลง" เป็นผู้อำนวยการแปลจากหนังสือพงศาวดารของจีน เพื่อไว้ใช้เป็นประโยชน์แก่ทางราชการบ้านเมือง ซึ่งความเป็นมาของเรื่องสามก๊กนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงเรียบเรียงไว้ใน ตำนานหนังสือสามก๊ก ว่า

"หนังสือสามก๊กไม่ใช่เป็นพงศาวดารสามัญ จีนเรียกว่า "สามก๊กจี" แปลว่า จดหมายเหตุเรื่องสามก๊ก เป็นหนังสือซึ่งนักปราชญ์จีนคนหนึ่งเลือกเอาเรื่องในพงศาวดารตอนหนึ่งมาแต่งขึ้นโดยประสงค์จะให้เป็นตำราสำหรับศึกษาอุบายการเมืองแลการสงคราม แลแต่งดีอย่างยิ่ง จึงเป็นหนังสือเรื่องหนึ่งซึ่งนับถือทั่วไปในประเทศจีน แลตลอดไปจนถึงประเทศอื่น ๆ

"ต้นตำนานของหนังสือสามก๊กนั้นทราบว่า เดิมเรื่องสามก๊กเป็นแต่นิทานสำหรับเล่ากันอยู่ก่อน เมื่อถึงสมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ. ๑๑๖๑–๑๔๔๙) เกิดมีการเล่นงิ้วขึ้นในเมืองจีน พวกงิ้วก็ชอบเอาเรื่องสามก๊กไปเล่นด้วยเรื่องหนึ่ง ต่อมา ถึงสมัยราชวงศ์หงวน (พ.ศ. ๑๘๒๐–๑๙๑๐) การแต่งหนังสือจีนเฟื่องฟูขึ้น มีผู้ชอบเอาเรื่องพงศาวดารมาแต่งเป็นเรื่องหนังสืออ่าน แต่ก็ยังไม่ได้เอาเรื่องสามก๊กมาแต่งเป็นหนังสือ จนถึงสมัยราชวงศ์ไต้เหม็ง (พ.ศ. ๑๘๑๑–๒๑๘๖) จึงมีนักปราชญ์จีนชาวเมืองฮั่งจิ๋วคนหนึ่งชื่อ ล่อกวนตง คิดแต่งหนังสือเรื่องสามก๊กขึ้นเป็นหนังสือหนึ่งร้อยยี่สิบตอน ต่อมา มีนักปราชญ์จีนอีกสองคน คนหนึ่งชื่อ เม่าจงกัง คิดจะพิมพ์หนังสือสามก๊กจึงแต่งคำอธิบายแลพังโพยเพิ่มเข้า แล้วให้นักปราชญ์จีนอีกคนหนึ่งชื่อ กิมเสี่ยถ่าง อ่านตรวจ กิมเสี่ยถ่างเลื่อมใสในหนังสือสามก๊ก ช่วยแก้ไขคำพังโพยของเม่าจงกัง แล้วแต่งคำอธิบายของกิมเสี่ยถ่างเองเป็นทำนองคำนำมอบให้เม่าจงกังไปแกะตัวพิมพ์ตีพิมพ์หนังสือเรื่องสามก๊กขึ้น หนังสือสามก๊กจึงได้มีฉบับพิมพ์แพร่หลายในประเทศจีน แล้วได้ฉบับต่อไปถึงประเทศอื่น ๆ"

ส่วนหนังสือสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) แปลนี้ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า เป็นยอดของความเรียงเรื่องนิทาน ด้วยความที่แปลนั้นชัดเจน ใช้ภาษาได้ไพเราะ งดงาม สละสลวย และได้อรรถรส มีลักษณะพิเศษเฉพาะ จนกระทั่งกลายเป็นแบบฉบับในการแปลหนังสือพงศาวดารและบันเทิงคดีของจีนเรื่องอื่น ๆ ในสมัยต่อมา อีกทั้งเนื้อเรื่องของสามก๊กเป็นต้นเค้าในวรรณคดีไทยบางเรื่องบางตอน และมีผู้นำมาแต่งเป็นบทขับร้องเพลงไทยอีกหลายตอนเช่นกัน ซึ่งเป็นหลักฐานแสดงถึงความนิยมชมชอบหนังสือเรื่องสามก๊กเป็นอย่างดี

เรื่องสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) นี้พิมพ์ครั้งแรกในพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑ สำหรับการพิมพ์ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒๐ ได้จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช อนึ่ง ในวาระนี้ประจวบตรงกับวันครบรอบสิบแปดปีของสำนักพิมพ์ดอกหญ้า ทางสำนักพิมพ์จึงได้จัดพิมพ์หนังสือสามก๊กเพื่อแจกเป็นอภินันทนาการแก่ผู้มีอุปการคุณในโอกาสดังกล่าวด้วย

กรมศิลปากรหวังว่า หนังสือเรื่องสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) คงจะอำนวยประโยชน์แก่บรรดาผู้สนใจศึกษาค้นคว้าเรื่องประวัติศาสตร์จีนและวรรณคดีกวีนิพนธ์ของไทยโดยทั่วกัน


นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น
อธิบดีกรมศิลปากร


กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
๒ สิงหาคม ๒๕๔๓




หน้า (๒๐)–(๒๗) ขึ้นลงสารบัญเรื่องสารบัญรูป



คำนำกรมศิลปากร
(พ.ศ. ๒๕๓๖)




สำนักพิมพ์ดอกหญ้าได้แจ้งความจำนงมายังกรมศิลปากรขออนุญาตจัดพิมพ์หนังสือเรื่องสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน บุญ-หลง) แปล ซึ่งราชบัณฑิตยสภาชำระเพื่อจำหน่ายเผยแพร่แก่บรรดาผู้สนใจทั่วไป กรมศิลปากรพิจารณาแล้วอนุญาตให้จัดพิมพ์ได้

หนังสือสามก๊กนี้เป็นวรรณคดีประเภทความเรียงที่สำคัญเรื่องหนึ่งของไทย ถ้าไม่นับหนังสือภาษาบาลีหรือมคธที่แปลเป็นไทย เช่น พวกนิทาน ชาดก และตำนานต่าง ๆ ก็อาจจะนับได้ว่า สามก๊กเป็นหนังสือบันเทิงคดีเล่มแรกที่ได้รับการแปลจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย หนังสือสามก๊กนี้เป็นความเรียงที่ไพเราะ งดงาม สละสลวย และได้รสทางวรรณคดีเป็นอย่างดี มีลักษณะพิเศษเฉพาะ จนกระทั่งกลายเป็นแบบฉบับในการแปลหนังสือพงศาวดารและบันเทิงคดีของจีนเรื่องอื่น ๆ ในยุคต่อ ๆ มา

หนังสือเรื่องสามก๊กมีตำนานและความนิยมเป็นมาอย่างไร สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงเรียบเรียงไว้เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ให้ชื่อว่า ตำนานหนังสือสามก๊ก มีความสำคัญ ควรยกมากล่าว ณ ที่นี้ คือ

"หนังสือสามก๊กไม่ใช่เป็นพงศาวดารสามัญ จีนเรียกว่า "สามก๊กจี" แปลว่า จดหมายเหตุเรื่องสามก๊ก เป็นหนังสือซึ่งนักปราชญ์จีนคนหนึ่งเลือกเอาเรื่องในพงศาวดารตอนหนึ่งมาแต่งขึ้นโดยประสงค์จะให้เป็นตำราสำหรับศึกษาอุบายการเมืองแลการสงคราม แลแต่งดีอย่างยิ่ง จึงเป็นหนังสือเรื่องหนึ่งซึ่งนับถือทั่วไปในประเทศจีน แลตลอดไปจนถึงประเทศอื่น ๆ

"ต้นตำนานของหนังสือสามก๊กนั้นทราบว่า เดิมเรื่องสามก๊กเป็นแต่นิทานสำหรับเล่ากันอยู่ก่อน เมื่อถึงสมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ. ๑๑๖๑–๑๔๔๙) เกิดมีการเล่นงิ้วขึ้นในเมืองจีน พวกงิ้วก็ชอบเอาเรื่องสามก๊กไปเล่นด้วยเรื่องหนึ่ง ต่อมา ถึงสมัยราชวงศ์หงวน (พ.ศ. ๑๘๒๐–๑๙๑๐) การแต่งหนังสือจีนเฟื่องฟูขึ้น มีผู้ชอบเอาเรื่องพงศาวดารมาแต่งเป็นเรื่องหนังสืออ่าน แต่ก็ยังไม่ได้เอาเรื่องสามก๊กมาแต่งเป็นหนังสือ[ก] จนถึงสมัยราชวงศ์ไต้เหม็ง (พ.ศ. ๑๘๑๑–๒๑๘๖) จึงมีนักปราชญ์จีนชาวเมืองฮั่งจิ๋วคนหนึ่งชื่อ ล่อกวนตง คิดแต่งหนังสือเรื่องสามก๊กขึ้นเป็นหนังสือหนึ่งร้อยยี่สิบตอน ต่อมา มีนักปราชญ์จีนอีกสองคน คนหนึ่งชื่อ เม่าจงกัง คิดจะพิมพ์หนังสือสามก๊กจึงแต่งคำอธิบายแลพังโพย[ข] เพิ่มเข้า แล้วให้นักปราชญ์จีนอีกคนหนึ่งชื่อ กิมเสี่ยถ่าง อ่านตรวจ กิมเสี่ยถ่างเลื่อมใสในหนังสือสามก๊ก ช่วยแก้ไขคำพังโพยของเม่าจงกัง แล้วแต่งคำอธิบายของกิมเสี่ยถ่างเองเป็นทำนองคำนำมอบให้เม่าจงกังไปแกะตัวพิมพ์ตีพิมพ์หนังสือเรื่องสามก๊กขึ้น หนังสือสามก๊กจึงได้มีฉบับพิมพ์แพร่หลายในประเทศจีน แล้วได้ฉบับต่อไปถึงประเทศอื่น ๆ

"ได้ลองสืบสวนดูเมื่อจะแต่งตำนานนี้ ได้ความว่า หนังสือสามก๊กได้แปลเป็นภาษาต่าง ๆ ถึงสิบภาษา[ค]

"๑.   แปลเป็นภาษาญี่ปุ่นเมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๕
"๒.   แปลเป็นภาษาเกาหลีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๒
"๓.   แปลเป็นภาษาญวนพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒
"๔.   แปลเป็นภาษาเขมร แปลเมื่อใดหาทราบไม่ ยังไม่ได้พิมพ์
"๕.   แปลเป็นภาษาไทยเมื่อราว พ.ศ. ๒๓๔๕
"๖.   แปลเป็นภาษามลายู พิมพ์[ง] เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕
"๗.   แปลเป็นภาษาลาตินมีฉบับเขียนอยู่ในรอยัลอาเซียติคโซไซเอตี แต่จะแปลเมื่อใดไม่ปรากฏ
"๘.   แปลเป็นภาษาสเปนเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๓
"๙.   แปลเป็นภาษาฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๘
"๑๐.   แปลเป็นภาษาอังกฤษ พิมพ์[จ] เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙

"ตำนานการแปลหนังสือสามก๊กเป็นภาษาไทย มีคำบอกเล่าสืบกันมาว่า เมื่อในรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีพระราชดำรัสสั่งให้แปลหนังสือพงศาวดารจีนเป็นภาษาไทยสองเรื่อง คือ เรื่องไซ่ฮั่น เรื่องหนึ่ง กับเรื่องสามก๊ก เรื่องหนึ่ง โปรดให้สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ กรมพระราชวังหลัง ทรงอำนวยการแปลเรื่องไซ่ฮั่น แลให้เจ้าพระยาพระคลัง (หน) อำนวยการแปลเรื่องสามก๊ก คำที่เล่ากันมาดังกล่าวนี้ไม่มีในจดหมายเหตุ แต่เมื่อพิเคราะห์ดูเห็นมีหลักฐานควรเชื่อได้ว่า เป็นความจริง ด้วยเมื่อในรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงเอาเป็นพระราชธุระขวนขวายสร้างหนังสือต่าง ๆ ขึ้นเพื่อประโยชน์สำหรับพระนคร หนังสือซึ่งเป็นต้นฉบับตำรับตำราในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ทั้งที่รวบรวมของเก่า ที่แต่งใหม่ แลที่แปลมาจากภาษาต่างประเทศเกิดขึ้นในรัชกาลที่ ๑ มีมาก แต่ว่าในสมัยนั้นเป็นหนังสือเขียนในสมุดไทยทั้งนั้น ฉบับหลวงมักมีบานแพนกแสดงว่าโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อปีใด แต่หนังสือเรื่องไซ่ฮั่นกับเรื่องสามก๊กสองเรื่องนี้ต้นฉบับที่ยังปรากฏอยู่มีแต่ฉบับเชลยศักดิ์ขาดบานแพนกข้างต้น จึงไม่มีลายลักษณ์อักษรเป็นสำคัญว่าแปลเมื่อใด ถึงกระนั้นก็ดี มีเค้าเงื่อนอันส่อให้เห็นชัดว่า หนังสือเรื่องไซ่ฮั่นกับเรื่องสามก๊กแปลเมื่อในรัชกาลที่ ๑ ทั้งสองเรื่อง เป็นต้นว่า สังเกตเห็นได้ในเรื่องพระอภัยมณีที่สุนทรภู่แต่งซึ่งสมมุติให้พระอภัยมณีมีวิชาชำนาญในการเป่าปี่ ก็คือ เอามาแต่เตียวเหลียงในเรื่องไซ่ฮั่น ข้อนี้ยิ่งพิจารณาดูคำเพลงปี่ของเตียวเหลียงเทียบกับคำเพลงปี่ของพระอภัยมณีก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่า ถ่ายมาจากกันเป็นแท้ ด้วยเมื่อรัชกาลที่ ๑ สุนทรภู่เป็นข้าอยู่ในกรมพระราชวังหลัง คงได้ทราบเรื่องไซ่ฮั่นมาแต่เมื่อแปลที่วังหลัง ส่วนเรื่องสามก๊กนั้นเค้าเงื่อนก็มีอยู่เป็นสำคัญในบทละครนอกเรื่องคาวีซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์บทหนึ่งว่า

"'เมื่อนั้น ไวยทัตหุนหันไม่ทันตรึก
อวดรู้อวดหลักฮักฮึก ข้าเคยพบรบศึกมาหลายยก
จะเข้าออกยอกย้อนผ่อนปรน เล่ห์กลเรานี้อย่าวิตก
ทั้งพิชัยสงครามสามก๊ก ได้เรียนไว้ในอกสารพัด
ยายกลับไปทูลพระเจ้าป้า ว่าเรารับอาสาไม่ข้องขัด
ค่ำวันนี้คอยกันเป็นวันนัด จะเข้าไปจับมัดเอาตัวมา'

"พึงเห็นได้ในบทละครนี้ว่า ถึงรัชกาลที่ ๒ หนังสือสามก๊กที่แปลเป็นภาษาไทยได้อ่านกันจนนับถืออยู่แล้ว สมกับที่อ้างว่าแปลในรัชกาลที่ ๑ ใช่แต่เท่านั้น มีเค้าเงื่อนที่จะสันนิษฐานต่อไปอีกว่า ความนับถือเรื่องสามก๊กดังในพระราชนิพนธ์นั้นเป็นมูลเหตุให้แปลหนังสือพงศาวดารจีนเรื่องอื่น ๆ ในรัชกาลภายหลังต่อมา ข้อนี้มีจดหมายเหตุเป็นหลักฐานอยู่ในบานแพนกว่า ถึงรัชกาลที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดให้แปลเรื่องเลียดก๊กอีกเรื่องหนึ่ง แลปรากฏนามผู้รับสั่งให้เป็นพนักงานการแปลล้วนผู้มีศักดิ์สูงแลทรงความสามารถถึงสิบสองคน คือ กรมหมื่นนเรศร์โยธี ๑ เจ้าพระยาวงศาสุรศักดิ์ ๑ เจ้าพระยายมราช ๑ พระยาโชดึกราชเศรษฐี ๑ พระท่องสือ ๑ จมื่นวัยวรนาถ ๑ นายจ่าเรศ ๑ นายเล่ห์อาวุธ ๑ หลวงลิขิตปรีชา ๑ หลวงวิเชียรปรีชา ๑ หลวงญาณปรีชา ๑ ขุนมหาสิทธิโวหาร ๑ พึงสันนิษฐานว่า เพราะทรงพระราชดำริเห็นว่า เป็นหนังสืออันสมควรแปลไว้เพื่อประโยชน์ราชการบ้านเมืองเช่นเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดให้แปลเรื่องไซ่ฮั่นแลสามก๊ก ยังมีหนังสือเรื่องห้องสินกับเรื่องตั้งฮั่นอีกสองเรื่อง ฉบับพิมพ์ที่ปรากฏอยู่ไม่มีบานแพนกบอกว่าแปลเมื่อใด แต่สำนวนแต่งเห็นเป็นสำนวนเก่า อาจแปลเมื่อในรัชกาลที่ ๒ ก็เป็นได้ ด้วยเรื่องห้องสินอยู่ข้างหน้าต่อเรื่องเลียดก๊ก และเรื่องตั้งฮั่นอยู่ในระหว่างเรื่องไซ่ฮั่นกับเรื่องสามก๊ก"

นอกจากนั้น ในคำนำหนังสือสามก๊ก สำนักพิมพ์อุดมจัดพิมพ์จำหน่ายเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๗ ก็ได้กล่าวถึงความสำคัญของเรื่องนี้ไว้ว่า

"แต่ถ้าว่าถึงเนื้อเรื่องบางตอนในสามก๊กแล้ว เข้าใจว่า น่าจะได้มาเป็นต้นเค้าในวรรณคดีไทยบางเรื่องและบางตอน เช่น ในเรื่องพระอภัยมณี ท่านมหากวีเอกสุนทรภู่ได้พูดถึงมหิงสิงขรว่า

"'พอได้ยินเสียงระฆังข้างหลังเขา เห็นผู้เฒ่าออกจากชะวากผา
ดูสรรพางค์ร่างกายแก่ชรา แต่ผิวหน้านั้นละม้ายคล้ายทารก'

"ข้อความตรงนี้คล้ายกับที่กล่าวถึงผู้วิเศษที่มาบอกตำรายาแก่เตียวก๊ก หรือจางเจี๊ยะ หัวหน้าโจรโพกผ้าเหลืองในเรื่องสามก๊ก

"และมีผู้นำเอาเนื้อเรื่องบางตอนในสามก๊กมาแต่งเป็นบทขับร้องก็หลายตอน บางตอนก็เป็นที่นิยมกันแพร่หลายมาก เช่น ตอนเจียวยี่รากเลือกว่า

"'แสนสงสารเจียวยี่คราวนี้หนอ ระทดท้อเสียใจให้สะอื้น
กำเริบฤทธิ์เกาทัณฑ์สู้กลั้นกลืน ลุกขึ้นยืนร้องว่าสุราลัย
บังคับข้าให้เกิดมาประเสริฐสิทธิ์ สู่สถิตใต้หล้าสุธาไหว
ปราบศัตรูสู้สงครามไม่คร้ามใคร สถิตในกังตั๋งฝั่งนที
เหตุไฉนให้ขงเบ้งเก่งฉกาจ ล่อเป็นทาสเสียกลจนป่นปี้
ประกาศก้องร้องขึ้นได้สามที โรคทวีเสียวซาบปลาบฤทัย
กำเริบฤทธิ์พิษเกาทัณฑ์เข้าบรรจบ ล้มสลบนิ่งแน่หมอแก้ไข
พอรู้สึกนึกแค้นแน่นหัวใจ โลหิตไหลอ้าปากรากกระจาย
สู้แข็งขืนยืนตรงดำรงจิต ดวงชีวิตจะวินาศลงขาดหาย
อายุได้สามสิบเจ็ดเศษวันตาย แสนเสียดายคนดีเจียวยี่เอย'

"นอกจากนี้ ยังมีบทมโหรีตับจูล่งที่ร้องกันแพร่หลายและบทอื่น ๆ อีก เคยฟังเล่ากันมาว่า ท่านผู้ใหญ่แต่ก่อนนิยมสามก๊ก ยิ่งท่านผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องรบทัพจับศึกแล้ว ว่ากันว่า ถือเป็นหนังสือสำคัญเรื่องหนึ่งที่จะต้องอ่านและรู้ไว้ เพราะนับถือว่า เป็นเรื่องให้ความรู้และแง่คิดในกลยุทธและยุทธวิธีต่าง ๆ ดูเหมือนตอนที่อ่านกันสนุกสนานมากก็เห็นจะเป็นตอนสุมาอี้กับขงเบ้งซ้อนกลศึกกัน ที่จำกันได้มากก็คือตอนที่ขงเบ้งถอยทัพไม่ทันจึงใช้กลอุบายเปิดประตูเมืองแล้วแต่งตัวขึ้นไปดีดกระจับปี่อยู่กับเด็กสองคนบนหอรบทำทีลวงสุมาอี้ให้ถอยทัพ ตรงนี้รู้สึกว่า คล้ายกับคราวเจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ลวงอะแซหวุ่นกี้เมื่อตั้งรักษาเมืองพิษณุโลกในปลาย พ.ศ. ๒๓๑๘ สมัยกรุงธนบุรี ด้วยเห็นเหลือกำลังที่จะรักษาเมืองไว้ คิดจะถอยทัพจากพิษณุโลก จึงให้เอาปี่พาทย์ขึ้นไปตีตามป้อม ลวงให้ข้าศึกเข้าใจว่า คิดจะต่อสู้อยู่ในเมืองนานวัน แต่แล้วก็ทิ้งเมืองตีฝ่าหนีออกไป กลยุทธแบบนี้ถ้าเจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ไม่เคยทราบเค้าเรื่องในสามก๊กตอนขงเบ้งลวงสุมาอี้นี้มาก่อน ก็ต้องหมายความว่า ท่านแม่ทัพทั้งสามบังเอิญมามีความคิดตรงกันเข้าอย่างน่าประหลาด และตอนสุมาอี้ถูกขงเบ้งให้ถอยทัพนี้มีผู้เอามาร้อยกรองเป็นลำนำขับร้องทางสำนวน กลอนไม่สู้ไพเราะนัก แต่จำกันได้แพร่หลายว่า

"'โยธาเฮฮาบ้างเสสรวล ขับครวญตามภาษาอัชฌาสัย
ร้องเป็นลำนำทำนองใน เรื่องขงเบ้งเมื่อใช้อุบายกล
ขึ้นไปนั่งบนกำแพงแกล้งตีขิม พยักยิ้มให้ข้าศึกนึกฉงน
พวกไพรีมิได้แจ้งแห่งยุบล ให้เลิกทัพกลับพลรีบหนีไป
สามสุมาข้าศึกนึกฉงน คร้ามในกลขงเบ้งเก่งใจหาย
เคยเสียทัพยับแยบแทบตัวตาย สุมาอี้นึกหน่ายฉงนความ'

"เล่ากันมาว่า บางตอนนักอ่านเมื่ออ่านไปแล้วเกิดความคิดอะไรขึ้นก็มักจะบันทึกลงไว้ข้าง ๆ สมุดหนังสือนั้น เช่น ตอนสุมาอี้นำทัพไปเห็นขงเบ้งคราวนี้แล้วเข้าใจว่า ขงเบ้งคงจะแต่งกลลวงไว้ จึงชักม้าพาทหารรีบถอยกลับมา สุมาเจียวผู้บุตรจึงแย้งและยุให้เข้าจับตัวขงเบ้งว่า สุดความคิดอยู่แล้ว แต่สุมาอี้ไม่เห็นด้วย กลับว่า สุมาเจียวยังหนุ่มแก่ความ ตรงนี้นักอ่านบางท่านบันทึกลงไว้ข้างสมุดหนังสือว่า 'ถ้าให้สุมาเจียวนำทัพมาคราวนี้ก็คงจะจับขงเบ้งได้เสียแล้ว' ต่อมา เข้าใจว่า นักอ่านคนหลังไปพบเข้า จึงบันทึกต่อเป็นคำตอบแย้งว่า 'ถ้าสุมาเจียวนำทัพมา ขงเบ้งก็ไม่ใช้อุบายอย่างนี้' ทั้งนี้ แสดงว่า ท่านแต่ก่อนนิยมอ่านหนังสือและอ่านกันอย่างสนใจจริงจังเพียงไร บางคนถึงกับจำถ้อยคำสำนวนภาษิตและคำพังเพยบางท่อนบางตอนของตัวสำคัญ ๆ บางตัวในเรื่องได้มาก ๆ สุดแต่ผู้อ่านจะชอบลักษณะนิสัยของตัวใดในเรื่อง กล่าวกันว่า มีคนจีนน้อยคนที่จะไม่รู้จักคำพังเพยของโจโฉเมื่อเข้าใจผิดแปะเฉียเพื่อนของพ่อผู้ที่ให้ที่พำนัก แต่เมื่อได้ฆ่าแปะเฉียแล้วและต่อว่าขึ้น โจโฉก็กล่าวคำอันส่องลักษณะของตัวว่า 「寧教我負天下人,休教天下人負我。」 ('เราเอาเปรียบผู้อื่น ดีกว่าที่จะให้ผู้อื่นเอาเปรียบเรา'[ฉ]) เรื่องสามก๊กจึงจัดเป็นเรื่องดีที่แสดงอุปนิสัยของตัวละครในเรื่องไว้ต่าง ๆ กัน ทำให้ผู้อ่านได้ทราบรสต่าง ๆ ตลอดจนได้ทราบถึงเหตุแห่งความเสื่อมโทรมถึงล่มจมของราชวงศ์ฮั่นอันเป็นราชวงศ์ของจีนที่มีอายุยืนยาวและสำคัญราชวงศ์หนึ่ง นอกจากนั้น ผู้อ่านยังจะได้ทราบข่าวเคลื่อนไหวในอดีตกาลของชนชาติไทย บรรพบุรุษของชาวเราที่มีกล่าวถึงไว้ในเรื่องสามก๊กตอนขงเบ้งปราบเบ้งเฮ็ก นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานกันว่า เบ้งเฮ็กและพรรคพวกของเบ้งเฮ็กที่ปรากฏในเรื่องนั้นเป็นคนไทย แต่ท่านผู้อ่านไม่ต้องน้อยใจที่ในเรื่องสามก๊กไม่กล่าวเป็นทำนองยกย่องเบ้งเฮ้กและพรรคพวกซึ่งว่าเป็นคนไทยนั้นเสียเลย เพราะท่านย่อมจะตระหนักดีแล้วว่า หนังสือสามก๊กนี้เราแปลมาจากฉบับภาษาจีนซึ่งคนจีนแต่งไว้ในภาษาของเขา จึงเป็นธรรมดาที่เขาจะต้องไม่ยกย่องคนที่เขาถือว่าเป็นศัตรูในบัดนั้น แต่เป็นความรู้ของเราจึงนำมากล่าวไว้ในคำนำนี้ด้วย"

เรื่องสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) นี้พิมพ์ครั้งแรกในพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ครั้งนี้นับเป็นการพิมพ์ครั้งที่ ๑๗ ซึ่งการจัดพิมพ์ครั้งนี้การวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ร่วมกับสำนักพิมพ์ดอกหญ้า ได้ตรวจสอบชำระชื่อบุคคล ชื่อสถานที่ และวรรคตอนที่คลาดเคลื่อนใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สามก๊กฉบับนี้มีความสมบูรณ์ ถูกต้อง เหมาะแก่การใช้เป็นหนังสือประกอบการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการสืบไป


สุวิชญ์ รัศมิภูติ
อธิบดีกรมศิลปากร


กรมศิลปากร
เมษายน ๒๕๓๖




หน้า (๒๘)–(๓๒) ขึ้นลงสารบัญเรื่องสารบัญรูป



คำนำ
(ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๗๑)




สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี เสด็จประทับอยู่ด้วยสมเด็จพระโอรส ณ วังบางขุนพรหมมาแต่รัชกาลที่ ๖ ทรงประชวรสิ้นพระชนม์เมื่อวันเสาร์ที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดให้เชิญพระศพเข้าไปประดิษฐานไว้บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง แล้วดำรัสสั่งให้สร้างพระเมรุที่ท้องสนามหลวง กำหนดจะพระราชทานเพลิงพระศพในต้น พ.ศ. ๒๔๗๑ สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงปรารภการพระกุศลอันจะทรงบำเพ็ญสนองพระคุณสมเด็จพระชนนี ดำรัสปรึกษากับข้าพเจ้าถึงเรื่องหนังสือซึ่งจะทรงพิมพ์เป็นมิตรพลีสำหรับประทานในงานพระเมรุ โปรดเรื่องสามก๊ก ด้วยทรงพระราชดำริว่า เป็นหนังสือซึ่งนับถือกันมาว่าแต่งดีทั้งตัวเรื่องแลสำนวนที่แปลเป็นภาษาไทย ถึงได้ใช้เป็นตำราเรียนอยู่อีกเรื่องหนึ่ง แต่ทุกวันนี้ จะหาฉบับดีไม่ได้เสียแล้ว ด้วยเป็นแต่พิมพ์ต่อ ๆ กันมามิได้ชำระต้นฉบับที่พิมพ์ในชั้นหลัง ดำรัสว่า ถ้าหากราชบัณฑิตยสภารับชำระต้นฉบับแลจัดการพิมพ์ใหม่ให้ทันได้ทั้งเรื่องก็จะทรงรับบริจาคทรัพย์พิมพ์เรื่องสามก๊กเป็นหนังสือสำหรับประทานเรื่องหนึ่งในงานพระเมรุสมเด็จพระชนนี ข้าพเจ้าได้ฟังมีความยินดีรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของราชบัณฑิตยสภาจะต้องสนองพระประสงค์ ด้วยหนังสือสามก๊กเป็นหนังสือเรื่องสำคัญแลเป็นหนังสือเรื่องใหญ่ถึงสี่เล่มสมุดพิมพ์ จะหาผู้อื่นรับพิมพ์ทั้งเรื่องยากยิ่งนัก ถ้าพ้นโอกาสนี้แล้วก็ไม่สามารถกำหนดไว้ว่า เมื่อใดจะได้ชำระแลพิมพ์หนังสือเรื่องสามก๊กให้กลับคืนดีดังเก่า ข้าพเจ้าจึงกราบทูลรับจะทำถวายให้ทันตามพระประสงค์

เมื่อกราบทูลรับแล้ว มาพิเคราะห์ดูเห็นว่า การที่จะพิมพ์หนังสือสามก๊กฉบับงานพระเมรุสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าครั้งนี้มีข้อสำคัญซึ่งควรคำนึงอยู่สองข้อ ข้อหนึ่ง คือ นักเรียนทุกวันนี้ การเรียนแลความรู้กว้างขวางกว่าแต่ก่อน หนังสือสามก๊กฉบับพิมพ์ใหม่จะต้องให้ผู้อ่านได้ความรู้ยิ่งขึ้นกว่าอ่านฉบับที่พิมพ์ไว้แต่เดิม จึงจะนับว่าเป็นฉบับดีสมกับที่พิมพ์ในงานพระเมรุสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า ความข้อนี้เห็นทางที่จะทำได้มีอยู่ ด้วยอาจตรวจสอบหนังสือต่าง ๆ หาความรู้อันเป็นเครื่องประกอบหนังสือสามก๊กมาแสดงเพิ่มเติม แลการส่วนนี้เผอิญมีผู้สามารถอยู่ในราชบัณฑิตยสภา คือ อำมาตย์โท พระเจนจีนอักษร (สุดใจ ตัณฑากาศ) ซึ่งเชี่ยวชาญทั้งภาษาจีน แลได้เคยอ่านหนังสือจีนเรื่องต่าง ๆ มาก รับเป็นผู้เสาะหาความรู้ทางฝ่ายจีน แลมีศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ อีกคนหนึ่งรับช่วยเสาะหาทางประเทศอื่น ตัวข้าพเจ้าเสาะหาทางฝ่ายไทย ช่วยกันค้นคว้าหาความรู้เนื่องด้วยหนังสือเรื่องสามก๊กอันยังมิได้ปรากฏแพร่หลายมาแต่ก่อนได้อีกหลายอย่าง ถ้าว่าตามแบบที่เคยทำมา ความรู้ที่ได้เพิ่มเติมเช่นนี้มักแสดงไว้ใน "คำนำ" หรือ "คำอธิบาย" ข้างหน้าเรื่อง แต่ความอันจะพึงกล่าวด้วยเรื่องสามก๊ก ถ้าเรียบเรียงให้สิ้นกระแสซึ่งจะเป็นประโยชน์ในทางความรู้ เห็นจะเป็นหนังสือมากเกินขนาดที่เคยลงในคำนำหรือคำอธิบาย เมื่อคิดใคร่ครวญว่าจะทำอย่างไรดี ข้าพเจ้าหวนรำลึกถึงครั้งสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าทรงบำเพ็ญพระกุศลฉลองพระชันษาครบหกสิบปีเมื่อระกา พ.ศ. ๒๔๖๔ โปรดให้พิมพ์หนังสือบทละครเรื่องอิเหนาะพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยประทานเป็นมิตรพลี ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้แต่งเรื่องตำนานละครอิเหนาพิมพ์เพิ่มเป็นภาคผนวกถวายอีกเล่มหนึ่ง สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าโปรด งานพระเมรุครั้งนี้ข้าพเจ้าก็นึกปรารถนาอยู่ว่า จะรับหน้าที่ทำการอย่างใดอย่างหนึ่งพอสนองพระคุณสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าซึ่งได้มีมาแก่ตัวข้าพเจ้าตลอดจนเหล่าธิดาหาที่จะเปรียบปานได้โดยยาก ก็นึกขึ้นได้ว่า ถ้าลงแรงแต่งตำนานหนังสือสามก๊กพิมพ์เพิ่มเป็นภาคผนวกถวายบูชาพระศพเหมือนอย่างเคยแต่งเรื่องตำนานละครอิเหนาถวายเมื่อพระองค์ยังเสด็จดำรงพระชนม์อยู่ เห็นจะสมควรยิ่งกว่าอย่างอื่น อันนี้แลเป็นมูลเหตุให้ข้าพเจ้าแต่งตำนานหนังสือสามก๊กซึ่งพิมพ์ในสมุดเล่มนี้

ความสำคัญอีกข้อหนึ่งนั้น คือ การที่จะชำระต้นฉบับแลพิมพ์หนังสือสามก๊กฉบับงานพระเมรุครั้งนี้ ด้วยหนังสือสามก๊กเป็นเรื่องใหญ่ถึงสี่เล่มสมุดพิมพ์ และจะต้องพิมพ์ให้แล้วภายในเวลามีกำหนด ตัวพนักงานการพิมพ์หนังสือซึ่งมีประจำอยู่ในราชบัณฑิตยสภาไม่พอการ ต้องหาบุคคลภายนอกช่วย เผอิญได้มหาเสวกโท พระยาพจนปรีชา (ม.ร.ว.สำเริง อิศรศักดิ์ ณ อยุธยา) ซึ่งเป็นนักเรียนมีเกียรติมาแต่ก่อน มีแก่ใจรับหน้าที่เป็นบรรณาธิการ ด้วยเห็นว่า การพิมพ์หนังสือสามก๊กจะเป็นสาธารณประโยชน์อย่างสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอทรงพระดำริ ข้าพเจ้าจึงได้มอบการให้พระยาพจนปรีชาทำตั้งแต่ชำระตั้นฉบับตลอดจนตรวจฉบับพิมพ์ แลให้รองอำมาตย์ตรี ขุนวรรรรักษ์วิจิตร (เชย ชุมากร) เปรียญ รองบรรณารักษ์ในหอพระสมุดวชิราวุธ เป็นผู้ช่วยในการนั้น[ช]

หนังสือซึ่งใช้เป็นต้นฉบับชำระใช้หนังสือสามก๊กฉบับหมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรก ฉบับหนึ่ง หนังสือนี้ที่ในหอพระสมุดฯ มีไม่บริบูรณ์ ต้องเที่ยวสืบหาตามบรรดาท่านผู้ที่สะสมหนังสือทั้งฝ่ายในพระบรมมหาราชวังแลฝ่ายหน้า ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้แสดงความขอบคุณด้วย ไม่ว่าท่านผู้ใดเมื่อได้ทราบว่าต้องการฉบับเพื่อจะพิมพ์ในงานพระเมรุสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าก็ยินดีให้ยืมตามประสงค์ทุกราย ที่ยอมยกหนังสือนั้นให้เป็นสิทธิ์แก่หอพระสมุดฯ ทีเดียวก็มี อาศัยเหตุนี้ จึงได้ฉบับพิมพ์ครั้งแรกของหมอบรัดเลมาครบครัน นอกจากนั้น ให้เอาหนังสือฉบับเขียนของเก่าสอบด้วย อีกฉบับหนึ่ง บรรดาฉบับเขียนที่มีอยู่ในหอพระสมุดฯ ฉบับของกรมหลวงวรเสรฐสุดาซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ประทานไว้ในหอพระสมุดฯ เป็นบริบูรณ์ดีกว่าเพื่อน ได้ใช้ฉบับนี้สอบกับฉบับพิมพ์ครั้งแรกของหมอบรัดเลเป็นสองฉบับด้วยกัน แลยังได้อาศัยฉบับพิมพ์ภาษาจีนด้วยอีกฉบับหนึ่ง สำหรับสอบในเมื่อมีความบางแห่งเป็นที่สงสัย หรือต้นฉบับภาษาไทยแย้งกันแต่ชี้ไม่ได้ว่าฉบับไหนถูก

เนื่องในการชำระต้นฉบับนั้น ข้าพเจ้าคิดเห็นว่า สิ่งซึ่งควรจะเพิ่มเติมเจ้าในฉบับพิมพ์ใหม่ให้ดียิ่งขึ้นด้วยไม่ต้องแก้หนังสือฉบับเดิมมีอยู่บางอย่าง เป็นต้นว่า ศักราชซึ่งอ้างถึงในฉบับเดิมบอกเป็นปีรัชกาลของพระเจ้าแผ่นดินตามประเพณีนับศักราชอย่างจีน ไทยเราเข้าใจได้ยาก จึงให้คำนวณเป็นพุทธศักราชพิมพ์แทรกลงไว้ให้เข้าใจง่ายขึ้นอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง ในฉบับเดิมความบางแห่งกล่าวเข้าใจยาก ได้ให้ลงอธิบายหมายเลขพอให้เข้าใจความง่ายขึ้น อนึ่ง ข้าพเจ้าคิดเห็นว่า หนังสือไทยเรื่องต่าง ๆ ซึ่งพิมพ์กันในปัจจุบันนี้ที่นับว่าดีมักมีรูปภาพ แลรูปภาพเรื่องสามก๊กจีนก็ชอบเขียนไว้พอจะหาแบบอย่างได้ไม่ยาก จึงได้เลือกรูปภาพในหนังสือสามก๊กจีนจำลองมาพิมพ์รูปภาพตัวบุคคลไว้ในสมุดตำนานนี้ แลพิมพ์รูปภาพแสดงเรื่องไว้ในหนังสือสามก๊กฉบับงานพระเมรุให้เป็นฉบับมีรูปภาพผิดกับฉบับอื่นซึ่งเคยพิมพ์มาแต่ก่อนด้วย

การพิมพ์นั้นได้ตกลงให้โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากรพิมพ์ เพราะฝีมือดีแลทำเร็ว ฝ่ายรองเสวกเอก พระโสภณอักษรกิจ (เล็ก สมิตสิริ) ผู้เป็นเจ้าของโรงพิมพ์ เมื่อทราบว่า ข้าพเจ้าแต่งตำนานเป็นภาคผนวกจะพิมพ์อีกเรื่องหนึ่ง มาขอพิมพ์เป็นส่วนของตนถวายในงานพระเมรุสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าครั้งนี้ ส่วนการทำรูปภาพ นายพลตรี พระยาภักดีภูธร เจ้ากรมแผนที่ทหารบก รับทำแม่พิมพ์ตลอดจนรับพิมพ์แผนที่ประเทศจีนสมัยสามก๊กสำหรับหนังสือตำนานเล่มนี้ด้วย

นอกจากที่ได้พรรณนามา ยังมีท่านผู้อื่นได้ช่วยเมื่อแต่งหนังสือนี้ ขอแสดงความขอบคุณ คือ ท่านกุยชิโร ฮายาชี อัครราชทูตญี่ปุ่น ได้ช่วยสืบเรื่องแปลหนังสือสามก๊กเป็นภาษาญี่ปุ่น พระวิทยประจง (จ่าง โชติจิตรกะ) ได้ช่วยเขียนอักษรไทยเทียมจีน แลรองอำมาตย์ตรี สมบุญ โชติจิตร นายเวรวิเศษราชบัณฑิตยสภา เป็นผู้เขียนแลดีดพิมพ์หนังสือให้ข้าพเจ้าด้วย

ราชบัณฑิตยสภามั่นใจว่า ท่านทั้งหลายบรรดาที่ได้รับประทานหนังสือสามก๊กฉบับงานพระเมรุสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าตลอดจนผู้ซึ่งจะได้อ่านด้วยประการอย่างอื่นคงจะถวายอนุโมทนาในการที่สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ได้โปรดให้พิมพ์หนังสือสามก๊กฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งเนื่องในการกุศลบุญราศีทักษิณานุประทานซึ่งทรงบำเพ็ญสนองพระคุณสมเด็จพระชนนีครั้งนี้ทั่วกัน


ดำรงราชานุภาพ
นายกราชบัณฑิตยสภา
วันที่ ๓๑ มีนาคม พระพุทธศักราช ๒๔๗๐




หน้า (๓๓)–(๔๒) ขึ้นลงสารบัญรูป



สารบัญเรื่อง


ตอน เริ่มด้วย หน้า
อธิบายพงศาวดารก่อนเรื่องสามก๊ก
เล่าปี่ได้เป็นผู้รักษาเมืองอันห้อก้วน ๒๐
โฮจิ๋นเรียกตั๋งโต๊ะเข้าไปเมืองหลวง ๓๓
พวกข้าราชการคิดกำจัดตั๋งโต๊ะ ๕๑
ตั๋งโต๊ะกับลิโป้ออกรบพวกหัวเมือง ๖๗
อ้วนเสี้ยวได้เมืองกิจิ๋ว เกิดรบกับกองซุนจ้าน ๘๒
ตั๋งโต๊ะสร้างเมืองอยู่ใหม่ ๙๖
ลิฉุย กุยกี แก้แค้นแทนตั๋งโต๊ะ ๑๑๗
บิดาโจโฉถูกฆ่าตาย ๑๓๐
เล่าปี่ได้เป็นเจ้าเมืองชีจิ๋ว ๑๕๓



หน้า (๔๓)–(๔๖) ขึ้นสารบัญเรื่อง



สารบัญรูป


รูป คำอธิบาย ตอน หน้า
๒๔ เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ทำสัตย์สาบานกัน
๒๕ เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ออกรบโจรโพกผ้าเหลืองครั้งแรก
๒๖ ตั๋งโต๊ะปรึกษาขุนนางจะถอดหองจูเปียนจากราชสมบัติ เต๊งหงวนไม่ยอม ๓๙
๒๗ ลิโป้จะฆ่าเต๊งหงวน ๓๙
๒๘ ตั๋งโต๊ะถอดหองจูเปียนจากราชสมบัติ ๔๗
๒๙ โจโฉจะฆ่าตั๋งโต๊ะ แต่ไม่สมความคิด เลยให้กระบี่นั้นเป็นกำนัล ๔๗
๓๐ หัวเมืองทั้งปวงทราบว่า มีรับสั่งพระเจ้าแผ่นดิน จึงยกทัพไปร่วมกับโจโฉ ๕๙
๓๑ เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย รบกับลิโป้ ๕๙
๓๒ ตั๋งโต๊ะเผาเมืองลกเอี๋ยง ๗๕
๓๓ ซุนเกี๋ยนได้ตราหยกจากศพหญิง ๗๕
๓๔ กองซุนจ้านรบกับอ้วนเสี้ยวที่ตำบลพวนโห้ ๓๔
๓๕ ซุนเกี๋ยนยกทัพข้ามแม่น้ำไปรบเล่าเปียว ๘๕
๓๖ อ้องอุ้นสอนนางเตียวเสียนให้ทำกลมารยาให้ตั๋งโต๊ะกับลิโป้ผิดใจกัน ๙๙
๓๗ ตั๋งโต๊ะเห็นลิโป้อุ้มนางเตียวเสียนที่ศาลาในสวน ๙๙
๓๘ ลิโป้ฆ่าตั๋งโต๊ะ ๑๑๓
๓๙ อ้องอุ้นโจนลงจากพระแกลตำหนักให้ลิฉุย กุยกี ฆ่า ๑๑๓
๔๐ อ่องหองรบกับม้าเฉียว ม้าเฉียวฆ่าอ่องหองตาย ๑๒๕
๔๑ โจโฉยกทัพไปตีเมืองชีจิ๋วแก้แค้นที่ฆ่าบิดา ๑๒๕



เชิงอรรถ[แก้ไข]

ในคำนำเรื่องสามก๊กภาษาอังกฤษของมิสเตอร์บริเวตเตเลอว่า หนังสือสามก๊กแต่งครั้งสมัยราชวงศ์หงวน แต่พระเจนจีนอักษรได้สอบว่า หาเป็นเช่นนั้นไม่

พังโพยนั้นเป็นทำนองฟุตโน้ต มักเรียกในภาษาไทยว่า "คำกลาง" แปลไว้ในหนังสือสามก๊กภาษาไทยหลายแห่ง แต่ว่าไม่หมดที่เม่าจงกังได้แต่งไว้

เชื่อว่า จะได้แปลเป็นภาษาอื่นซึ่งยังสืบไม่ได้ความมีอยู่อีก เช่น ภาษามงโกเล เป็นต้น

พวกเกาหลีกับพวกญวนใช้หนังสือจีนเป็นหนังสือสำหรับบ้านเมืองอยู่แล้ว บางทีจะใช้หนังสือสามก๊กที่จีนพิมพ์อยู่ก่อนพิมพ์เองต่อชั้นหลัง ที่แปลเป็นภาษาเขมรนั้นเข้าใจว่า แปลจากฉบับพิมพ์ภาษาไทยที่ได้ไป

หนังสือสามก๊กที่แปลเป็นภาษาลาตินนั้น บาทหลวงโรมันคาทอลิกคนหนึ่งซึ่งได้มียศเป็นบิชอปอยู่ในเมืองจีนเป็นผู้แปล ที่แปลเป็นภาษาอังกฤษนั้นเคยแปลช้านานแล้ว แต่ว่าแปลเพียงบางตอน มิสเตอร์บริเวตเตเลอพึ่งแปลตลอดทั้งเรื่องแล้วพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสด็จไปได้มาจากเมืองสิงคโปร์ ประทานแก่หอพระสมุดสำหรับพระนคร

ในฉบับพิมพ์นี้แปลลัดไว้เพียงว่า "ธรรมดาเกิดมา ทุกวันย่อมจะรักษาตัวไว้มิให้ผู้อื่นคิดทำร้ายได้"

เดิมให้อำมาตย์โท พระพินิจวรรณการ (แสง สาลิตุล) เปรียญ เลขานุการราชบัณฑิตยสภา เป็นผู้ตรวจฉบับพิมพ์ แต่พระพินิจฯ ทำงานเหลือกำลังจนมีอาการป่วย จึงผ่อนงานนี้ให้ทำเพียงแต่งสารบัญ

ดูเพิ่ม[แก้ไข]




ขึ้น

PD-icon.svg งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เพราะการคุ้มครองลิขสิทธิ์หมดอายุลงแล้ว ตามมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แห่ง พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งว่า

"มาตรา ๑๙

  "ภายใต้บังคับมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย

  "ในกรณีที่มีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ร่วม และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย

  "ถ้าผู้สร้างสรรค์ หรือผู้สร้างสรรค์ร่วม ทุกคนถึงแก่ความตาย ก่อนที่ได้มีการโฆษณางานนั้น ให้ลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

  "ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

"มาตรา ๒๐

  "งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้น โดยผู้สร้างสรรค์ใช้นามแฝง หรือไม่ปรากฏชื่อผู้สร้างสรรค์ ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

  "ในกรณีที่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ให้นำมาตรา ๑๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม"

Flag of Thailand.svg