อรรถกถา จันทูปมสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
อรรถกถาจันทูปมสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในจันทูปมสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้.
บทว่า จนฺทูปมา ความว่า เธอทั้งหลาย จงเป็นเช่นดวงจันทร์

โดยความเป็นปริมณฑลอย่างไร. อีกอย่างหนึ่ง ดวงจันทร์โคจรอยู่บน

ท้องฟ้า ไม่ทำความคุ้นเคย ความเยื่อใย ความรักใคร่ ความปรารถนา

หรือความพยายามกับใคร. แต่จะไม่เป็นที่รัก ที่ชอบใจของมหาชนก็หามิได้

ฉันใด. แม้พวกเธอ ก็เป็นที่รักที่ชอบใจของชนเป็นอันมาก เพราะไม่

ทำความคุ้นเคยเป็นต้นกับใคร เป็นดุจดวงจันทร์ เข้าไปสู่ตระกูล ๔ มี

ตระกูลกษัตริย์เป็นต้นฉันนั้น. อนึ่ง ดวงจันทร์กำจัดความมืดส่องแสงสว่าง

ฉันใด. พึงเห็นเนื้อความในข้อนี้ โดยนัยมีเป็นต้นอย่างนี้ว่า พวกเธอเป็น

ดุจดวงจันทร์ด้วยการกำจัดความมืดคือกิเลส และด้วยการส่องแสงสว่าง

คือปัญญาฉันนั้น.

บทว่า อปกสฺเสว กายํ อปกสฺส จิตฺตํ ความว่า พราก คือ

คร่ามา นำออกไปทั้งกายและทั้งจิตด้วยการไม่ทำความคุ้ยเคยเป็นต้นนั้น

แล. ด้วยว่า ภิกษุใดไม่อยู่แม้ในป่า แต่ตรึกกามวิตกเป็นต้น. ภิกษุนี้

ชื่อว่าไม่พรากทั้งกายทั้งจิต. ส่วนภิกษุใด แม้อยู่ในป่า ตรึกกามวิตก

เป็นต้น. ภิกษุนี้ชื่อว่าพรากกายอย่างเดียว แต่ไม่พรากจิต. ภิกษุใดอยู่

ในละแวกบ้าน แต่ก็ไม่ตรึกกามวิตกเป็นต้น. ภิกษุนี้ชื่อว่าพรากจิต

อย่างเดียว แต่ไม่พรากกาย. ส่วนภิกษุใดอยู่ป่า และไม่ตรึกกามวิตก

เป็นต้น ภิกษุนี้ชื่อว่าพรากแม้ทั้งสอง. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรง

แสดงว่า พวกเธอเห็นปานนี้ จงเข้าไปสู่ตระกูล จึงตรัสว่า อปกสฺเสว

กายํ อปกสฺส จิตฺตํ ดังนี้.

บทว่า นิจฺจนวกา ความว่า พวกเธอเป็นผู้ใหม่เป็นนิตย์ คือเป็น

เช่นอาคันตุกะดังนี้. ด้วยว่า อาคันตุกะเข้าไปสู่เรือนที่ถึงเข้าตามลำดับ

ถ้าเจ้าของเรือนเห็นเขาเข้าก็คิดว่า บุตรพี่น้องชายของพวกเรา ไปพักแรม

เที่ยวไปอย่างนี้ ดังนี้ เมื่ออนุเคราะห์เชิญให้นั่งให้บริโภค พอเขาบริโภค

เสร็จคิดว่า ท่านจงถือเอาโภชนะของท่านเถิด ดังนี้ ลุกขึ้นหลีกไป ย่อม

ไม่ทำความคุ้นเคยกับเจ้าของเรือนเหล่านั้น หรือจัดทำกรณียกิจ. ท่านแสดง

ว่า แม้พวกเธอเข้าไปสู่เรือนที่ถึงเข้าตามลำดับอย่างนี้แล้ว พวกมนุษย์ผู้

เลื่อมใสในอิริยาบถจะถวายสิ่งใด รับเอาสิ่งนั้นตัดความคุ้นเคยเป็นผู้ไม่

ขวนขวายในกรณียกิจของมนุษย์เหล่านั้นออกไป ดังนี้. ท่านกล่าวเรื่องของ

สองพี่น้องไว้ เพื่อความแจ่มแจ้งของความเป็นผู้ใหม่เป็นนิตย์ดังต่อไปนี้.

ได้ยินว่า พี่น้องสองคนออกบวชจากบ้านวโสฬนคร. พี่น้องสองคน

เหล่านั้น ปรากฏว่าเป็น พระจูฬนาคเถระ และพระมหานาคเถระ. พระ-

เถระเหล่านั้นอยู่บนภูเขาจิตตลบรรพตตลอด ๓๐ ปี บรรลุพระอรหัตแล้ว

คิดว่า เราจักเยี่ยมมารดา มาแล้ว พักอยู่ในวิหารในวโสฬนคร เข้าไปสู่บ้าน

มารดาเพื่อบิณฑบาตในวันรุ่งขึ้น. แม้มารดานำข้าวต้มออกไปด้วยกระบวย

เพื่อพระเถระเหล่านั้น เกลี่ยลงในบาตรของพระเถระรูปหนึ่ง. เมื่อนาง

มองดูพระเถระนั้น ก็เกิดความรักในบุตร. ครั้งนั้นนางจึงกล่าวกะท่านว่า

ลูกท่านชื่อมหานาคเป็นลูกของเราหรือ. พระเถระกล่าวว่า อุบาสิกา ท่านจง

ถามพระเถระรูปหลังเถิด แล้วก็หลีกไป. นางถวายข้าวยาคูแม้แก่พระเถระ

รูปหลัง แล้วจึงถามว่า ลูก ท่านชื่อจูฬนาคเป็นลูกของเราหรือ. พระเถระ

กล่าวว่า อุบาสิกา ท่านไม่ถามพระรูปก่อนหรือ ดังนี้ แล้วก็หลีกไป.

ภิกษุผู้ตัดความคุ้นเคยกับมารดาอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ใหม่เป็นนิตย์.

บทว่า อปฺปคพฺภา คือไม่คะนอง อธิบายว่า เว้นด้วยความ

คะนองกายมีฐาน ๘ ด้วยความคะนองวาจามีฐานะ ๔ และด้วยความ

คะนองใจมีฐานะมิใช่น้อย การกระทำอันไม่สมควรด้วยกายในสงฆ์

คณะ บุคคล โรงฉัน เรือนไฟ ท่าอาบน้ำ ทางภิกขาจาร การเข้าไป

ในละแวกบ้าน ชื่อว่าความคะนองกายมีฐานะ ๘ เช่นกรรมเป็นต้น

อย่างนี้ว่า ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ นั่งรัดเข่าในท่ามกลางสงฆ์ หรือ

ไขว่ห้าง. ในท่ามกลางคณะก็อย่างนั้น. บทว่า คณเมชฺเฌ ความว่า

ในการประชุมบริษัท ๔ หรือประชุมคณะพระสูตรเป็นต้น. ในภิกษุผู้

แก่กว่าก็อย่างนั้น. ส่วนในโรงฉันไม่ถวายอาสนะแก่ภิกษุผู้แก่ ห้าม

อาสนะแก่ภิกษุผู้ใหม่. ในเรือนไฟก็อย่างนั้น ก็ในเรือนไฟนี้ เธอไม่

บอกภิกษุผู้แก่ ทำการก่อไฟเป็นต้น. ส่วนในท่าอาบน้ำมีอธิบายนี้ว่า

ท่านไม่กำหนดว่า ภิกษุหนุ่ม ภิกษุแก่ พึงอาบน้ำตามลำดับที่มา. เธอเมื่อไม่

เอื้อเฟื้อการกำหนดนั้น มาภายหลังลงน้ำ ย่อมเบียดเบียนภิกษุแก่และภิกษุ

ใหม่. ส่วนในทางภิกขาจารมีกรรมเป็นต้นอย่างนี้ว่า เดินออกหน้าเพื่อ

ประโยชน์แก่อาสนะที่เลิศ น้ำที่เลิศ ก้อนข้าวที่เลิศ กระทบแขนเข้าไปภาย

ในละแวกบ้านก่อนพวกภิกษุผู้แก่ ทำการเล่นทางกายกับภิกษุหนุ่ม ดังนี้.

การเปล่งวาจาอันไม่สมควรในท่ามกลางสงฆ์ คณะ บุคคล และ

ในละแวกบ้าน ชื่อว่าความคะนองวาจามีฐานะ ๔ เช่นภิกษุบางรูปใน

ธรรมวินัยนี้ไม่บอกก่อน กล่าวธรรมในท่ามกสางสงฆ์ ในท่ามกลางคณะ

และในสำนักบุคคลมีประการตามที่กล่าวแล้วในก่อนอย่างนั้น ถูกพวก

มนุษย์ถามอย่างนั้นเหมือนกัน ไม่บอกภิกษุผู้แก่กว่าแก้ปัญหา. ส่วนใน

ละแวกบ้าน ย่อมกล่าวคำเป็นต้นว่า ชื่อแม้ไฉน ข้าวยาคู หรือของ

ควรเคี้ยว ควรบริโภคมีอยู่หรือ ท่านจะให้อะไรแก่เรา. วันนี้เราจักเคี้ยว

อะไร จักกินอะไร จักดื่มอะไร. การไม่ถึงอัชฌาจารด้วยกายวาจาใน

ฐานะเหล่านั้น ๆ แต่ใจตรึกถึงกามวิตกเป็นต้น ชื่อว่าความคะนองใจ ซึ่งมี

ฐานะมิใช่น้อย. อนึ่ง ความที่ภิกษุผู้ทุศีล แม้มีความปรารถนาลามกอัน

เป็นไปอย่างนี้ว่า ขอชนจงรู้เราว่า เป็นผู้มีศีลดังนี้ ชื่อว่าความคะนองใจ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอเป็นผู้คะนองเข้าไปหา เพราะไม่มี

ความคะนองเหล่านี้ทั้งหมดด้วยประการฉะนี้. บทว่า ชรุทปานํ ได้แก่

บ่อน้ำเก่า. บทว่า ปพฺพตวิสมํ ได้แก่ ที่เป็นหลุม คือเป็นเหวบนภูเขา.

บทว่า นทีวิทุคฺคํ ได้แก่ แม่น้ำที่ขาดเป็นห้วง ๆ. บทว่า อปกสฺเสว

กายํ ได้แก่ ผู้ใดขวนขวายในการเล่นเป็นต้น ไม่พรากกาย ไม่ร่วมกัน

ทำกรรมหนักตลอดสถานที่เช่นนั้น ไม่ยึดถือผู้ช่วย ไม่พรากจิต คำนึงโดย

ลำดับ เพราะเห็นโทษว่าบุคคลผู้ตกไปในที่นี้ ย่อมถึงมือและเท้าหักเป็นต้น

จึงมีความรักมองดู. บุคคลนั้นตกไปแล้ว ย่อมประสบสิ่งมิใช่ประโยชน์มีมือ

และเท้าหักเป็นต้น. ส่วนผู้ใดต้องการน้ำ เป็นผู้ใคร่จะตรวจดูด้วยกิจอื่น

หรือกิจบางอย่าง พรากกาย ร่วมกันทำกรรมหนัก ยึดถือผู้ช่วยเหลือ พราก

แม้จิต มองดูเกิดสังเวชเพราะเห็นโทษ. ผู้นั้นแลดูตามความชอบใจ แล้วมี

ความสุข ย่อมหลีกไปตามความปรารถนา.

บทนี้ในบทว่า เอรเมว โข นี้ เป็นเครื่องเปรียบอุปมา. ด้วยว่า

ตระกูล ๔ เหมือนบ่อน้ำเก่าเป็นต้น. ภิกษุเหมือนบุรุษผู้แลดู. บุรุษมีกาย

และจิตยังพรากไม่ได้ เมื่อแลดูบ่อน้ำเก่าเป็นต้นเหล่านั้น ย่อมตกไปใน

บ่อนั้นฉันใด ภิกษุมีกายเป็นต้นไม่รักษาแล้ว เมื่อเข้าไปสู่ตระกูล ย่อม

ติดอยู่ในตระกูล ต่อจากนั้น ย่อมประสบสิ่งมิใช่ประโยชน์ มีการทำลาย

พื้นศีลเป็นต้น มีประการต่าง ๆ เป็นต้นฉันนั้น. เหมือนอย่างบุรุษมีกาย

และจิตพรากได้แล้ว ย่อมไม่ตกไปในบ่อนั้นฉันใด. ภิกษุเป็นผู้มีกายและ

จิตพรากได้ด้วยกายอันตนรักษาแล้ว ด้วยอันตนรักษาแล้ว ด้วยวาจา

อันตนรักษาแล้ว ด้วยสติอันมั่นคง เมื่อเข้าไปสู่ตระกูล ย่อมไม่ติดใน

ตระกูล. ครั้งนั้น ศีลของเธอไม่ทำลาย เหมือนเท้าของบุรุษ ผู้ไม่ตกไป

ในบ่อนั้น ไม่หักฉะนั้น. มือที่ประกอบด้วยศรัทธา ย่อมไม่ทำลาย เหมือน

มือไม่หักฉะนั้น. ท้องคือสมาธิ ย่อมไม่แตก เหมือนท้องไม่แตกฉะนั้น.

ศีรษะคือญาณ ย่อมไม่แตก เหมือนศีรษะไม่แตกฉะนั้น. อนึ่ง ตอและ

หนามเป็นต้น ย่อมไม่ตำบุรุษนั้นฉันใด. หนามคือราคะเป็นต้น ย่อมไม่

ทิ่มแทงภิกษุนี้ฉันนั้น. บุรุษนั้นไม่มีอุปัทวะ. แลดูได้ตามความชอบใจ

มีความสุขหลีกไปได้ตามต้องการฉันใด ภิกษุอาศัยตระกูลแล้ว เสพปัจจัย

มีจีวรเป็นต้น เจริญกัมมัฏฐาน พิจารณาในสังขารทั้งหลาย บรรลุพระ

อรหัตเป็นสุขด้วยโลกุตรสุข ย่อมไปสู่ทิศคือนิพพานที่ยังไม่เคยไปได้ตาม

ต้องการฉันนั้น.

บัดนี้ ภิกษุใดน้อมใจไปในทางเลว ปฏิบัติผิด พึงกล่าวอย่างนี้ว่า

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อตรัสว่า พวกเธอจงละความคะนอง ๓ อย่างเป็น

ดุจดวงจันทร์ เข้าไปสู่ตระกูล ด้วยความเป็นผู้ใหม่เป็นนิตย์ ตั้งไว้ใน

มิใช่ฐานะ ให้ยกภาระที่ทนไม่ได้ ให้การทำสิ่งซึ่งใคร ๆ ไม่อาจจะทำได้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงตัดทางถ้อยคำของภิกษุนั้นแสดงว่า ใคร ๆ

อาจทำได้อย่างนี้ ภิกษุเห็นปานนี้ก็มีอยู่ดังนี้ จึงตรัสคำเป็นต้นว่า กสฺสโป

ภิกฺขเว ดังนี้.

บทว่า อากาเส ปาณึ จาเลสิ ความว่า ทรงโบกฝ่าพระหัตถ์

ไปมาทั้งสองข้าง ทั้งส่วนล่าง ทั้งส่วนบน เหมือนนำไปซึ่งสายฟ้าเป็นคู่ ๆ

ในระหว่างท้องฟ้าสีครามฉะนั้น. แต่ข้อนี้ ชื่อว่าเป็นบทไม่เจือปนใน

พระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎก. บทว่า อตฺตมโน ความว่า เป็นผู้

มีจิตยินดี มีใจเป็นของตน คือไม่ถูกโทมนัสถือได้. แม้บทว่า กสฺสปสฺส

ภิกฺขเว นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตัดถ้อยคำของผู้อื่น โดยนัยก่อน

เหมือนกัน จึงตรัสเพื่อแสดงว่า ภิกษุเห็นปานนี้ก็มีอยู่. บทว่า ปสนฺนาการํ

กเรยฺยุํ ความว่า ชนผู้เลื่อมใสพึงถวายปัจจัยมีจีวรเป็นต้น. บทว่า

ตถตฺตาย ปฏิปชฺเชยฺยุํ ความว่า พวกภิกษุบำเพ็ญศีลให้เต็มในที่มาแล้ว

ให้ศีลเหล่านั้น ๆ ถึงพร้อมในที่แห่งสมาธิวิปัสสนามรรคและผลมาแล้ว

ชื่อว่าพึงปฏิบัติ เพื่อความเป็นอย่างนั้น. บทว่า อนุทยํ คือความรักษา.

บทว่า อนุกมฺปํ คือมีจิตอ่อนโยน. ก็ทั้งสองบทนั้น เป็นไวพจน์ของ

ความกรุณา. แม้บทว่า กสฺสโป ภิกฺขเว นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

ตัดถ้อยคำของผู้อื่น โดยนัยก่อนเหมือนกัน จึงตรัสเพื่อแสดงว่า ภิกษุ

เห็นปานนี้ก็มีอยู่. ในบทว่า กสฺสเปน วา นี้ ท่านแต่งประกอบด้วย

อำนาจอุปมากับดวงจันทร์เป็นต้น พึงทราบเนื้อความโดยนัยก่อนเหมือน

กัน.

จบอรรถกถาจันทูปมสูตรที่ ๓

ดูเพิ่ม[แก้ไข]