อรรถกถา สติปัฏฐานสูตร
จาก วิกิซอร์ซ
- อรรถกถาสติปัฏฐานสูตร
- [๑๓๑] สติปัฏฐานสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าสดับมาแล้ว
อย่างนี้.
- ที่มาของคำว่า กุรุ
- บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุรูสุ วิหรติ ความว่า ชนบทแม้
แห่งหนึ่ง เป็นที่อยู่ของราชกุมารผู้อยู่ในชนบทชื่อว่า กุรุ เขาเรียกว่า
กุรู ด้วยรุฬหิศัพท์ (คำที่งอกไปจากดำเดิม ) (พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ
ประทับ ) ที่กุรุชนบทนั้น.
- แต่พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า ในรัชสมัยของพระเจ้า
มันธาตุราช มนุษย์ใน ๓ ทวีป ได้ยิน (คำเล่าลือ) ว่า ขึ้นชื่อว่า
ทวีปชมพู เป็นดินแดนที่อุบัติของยอดคน (อุดมบุรุษ) จำเดิมแต่
พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระเจ้าจักรพรรดิทั้งหลาย เป็นถิ่น
อภิรมย์อุดมทวีป จึงได้พากันมาพร้อมด้วยพระเจ้าจักรพรรดิมันธาตุราช
ผู้ทรงส่งจักรแก้วออกหน้าแล้วเสด็จติดตามมายังทวีปทั้ง ๔.
- จากนั้นมา พระราชาได้ตรัสถามปริณายกแก้วว่า ยังมีหรือไม่
ถามที่ ๆ เป็นรมณียสถานยิ่งกว่ามนุษยโลก ?
- ปริณายกแก้วได้กราบทูลว่า ขอเดชะ พระอาชญาไม่พ้นเกล้า
ไฉนใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจึงตรัสอย่างนี้ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมิได้
ทอดพระเนตรอานุภาพของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์หรือ ? สถานที่ดวง
จันทร์และดวงอาทิตย์เหล่านี้ เป็นรมณียสถานยิ่งกว่ามนุษยโลกนี้แน่.
- พระราชาจึงทรงส่งจักรแก้วไปก่อนแล้ว ได้เสด็จไป ณ ที่นั้น.
ท้าวจาตุมมหาราชได้ทราบว่า พระเจ้ามันธาตุราชเสด็จนาแล้ว ทรงดำริ
ว่า พระราชาผู้ทรงฤทธิ์มาก (เสด็จมาแล้ว) เราไม่อาจจะต่อต้านได้ด้วย
การรบ จงได้มอบราชสมบัติของตนถวาย.
- พระองค์ทรงรับราชสมบัตินั้นแล้ว ได้ตรัสถามอีกว่า ยังมีอยู่หรือไม่
สถานที่ที่เป็นรมณียสถานยิ่งกว่านี้ ?
- ห้าวจาตุมมหาราชได้กราบทูลถึงดาวดังสภพแด่พระองค์ว่า พระ-
พุทธเจ้าข้า ดาวดึงสภพเป็นรมณียสถานยิ่งกว่า (นี้). บนดาวดึงสภพ
นั้น มหาราชทั้ง ๔ เหล่านี้ เป็นผู้รักษาการ (ปริจาริกา) ของท้าว
สักกเทวราชนั้น จะประทับยืนที่พระทวาร ท้าวสักกเทวราชทรงมีฤทธิ์
มาก ทรงมีอานุภาพมาก และพระองค์ทรงมีเทวสถานสำหรับใช้ เหล่านี้
คือ เวชยันตปราสาทสูง ๑ โยชน์ สุธรรมาเทวสภาสูง ๕๐๐ โยชน์
เวชยันตรถสูง ๑๕๐ โยชน์ ช้างเอราวัณก็สูงเท่านั้น สวนนันทวัน สวน
จิตรลดาวัน สวนปารุสกวัน สวนมิสกวัน ประดับประดาด้วยทิพย-
พฤกษาจำนวนพันต้น ต้นไม้สวรรค์ ชื่อปาริฉัตตกะ สูง ๑๐๐ โยชน์
ภายใต้ต้นปาริฉัตตกะนั้น มีพระที่นั่งบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ มีสีเหมือน
ดอกหงอนไก่ ยาว ๖๐ โยชน์ กว้าง ๕๐ โยชน์ สูง ๕ โยชน์ ซึ่ง
อ่อนนุ่น เมื่อท้าวสักกเทวราชทรงประทับนั่ง พระวรกายจะจมลงครึ่ง
พระองค์. ครั้นทรงสดับคำกราบบังคมทูลนั้นแล้ว พระราชามีพระราช
ประสงค์จะเสด็จไป ณ ดาวดึงสภพนั้น จึงทรงโยนจักรแก้วขึ้นไป.
จักรแก้วนั้นประดิษฐานอยู่บนอากาศ๑พร้อมด้วยจตุรงคเสนา. ต่อมา
จักรแก้วก็ร่อนลงจากท่ามกลางเทวโลกทั้ง ๒ ประดิษฐานอยู่ที่พื้นดิน
พร้อมด้วยจตุรงคเสนา มีปริณายกแก้วเป็นประมุข. พระราชาได้เสด็จไป
ยังดาวดึงสภพลำพังพระองค์เดียวเท่านั้น.
- ท้าวสักกะพอได้ทรงทราบว่า พระเจ้ามันธาตุเสด็จมาเท่านั้น ก็
เสด็จต้องรับพระองค์กราบบังคมทูลว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาท
ปกเกล้าปกกระหม่อม พระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมที่ใต้ฝ่า
ละอองธุลีพระบาทเสด็จมา (นี้เป็น) ราชสมบัติของใต้ฝ่าละอองธุลี-
พระบาทเอง ขอทูลเชิญปกครองเถิดพระพุทธเจ้าข้า ด้วยเกล้าด้วย
ด้วยกระหม่อมขอเดชะ แล้วได้ทรงแบ่งเทวราชสมบัติออกเป็น ๒ ส่วน พร้อม
ด้วยเทพธิดาฟ้อนรำ ได้น้อมถวาย ๑ ส่วน พระราชาเพียงแต่เสด็จ
ประทับที่ดาวดึงสภพเท่านั้น ความเป็นมนุษย์๒ก็หายไป ความเป็นเทวดา
ก็ปรากฏขึ้นแทนที่. ได้ทราบว่า พระองค์ประทับนั่งบนพระที่นั่งบัณฑุ-
กัมพลศิลาอาสน์ร่วมกับท้าวสักกะ ด้วยเหตุเพียงลืมพระเนตรขึ้นจึงจะ
ปรากฏแตกต่างกัน. ทวยเทพเมื่อไปสังเกตพระองค์ ก็จะลืมไปในความ
แตกต่างระหว่างท้าวสักกะกับพระองค์. พระองค์เมื่อทรงเสวยทิพยสมบัติ
ในดาวดึงสภพนั้น ทรงครองเทวราชสมบัติอยู่ จนท้าวสักกะเสด็จอุบัติ
แล้วจุติไปถึง ๓๖ พระองค์ ก็ไม่ทรงอิ่มด้วยกามคุณเลย ครั้นทรงจุติจาก
เทวโลกนั้นแล้ว ก็ทรงดำรง๓อยู่ที่พระราชอุทยานของพระองค์ มีพระ
- ๑. ปาฐะ เป็น อากาเสน อุฏฺฐทิ ฉบับพม่าเป็น อากาเส ปติฏฺฐาสิ แปลตามพม่า.
- ๒. ปาฐะ ว่า มนุสฺสตฺตภาโว เทวตฺตภาโว ฉบับพม่าเป็น มนุสฺสภาโว เทวภาโว แปลตามพม่า.
- ๓. ปาฐะ ปติโต ฉบับพม่าเป็น ปติฏฺฐิโต จึงแปลตามพม่า.
วรกายถูกลมและแดด๑กระทบจึงได้สวรรคต. ก็เมื่อจักรแก้วประดิษฐาน
ที่พื้นดิน ปริณายกแก้วก็ประทับฉลองพระบาทของพระเจ้ามันธาตุ ลง
ในพระสุพรรณบัฏ แล้วมอบถวายราชสมบัติว่า นี้เป็นราชสมบัติของ
พระเจ้ามันธาตุ. มนุษย์ที่มาจากทวีปทั้ง ๓ แม้เหล่านั้น ไม่อาจจะไป
ได้อีก ได้พากันเข้าไปหาปริณายกแก้ว แล้วร้องเรียนว่า ใต้เท้าขอรับ
เหล่ากระผมมาด้วยพระบรมราชานุภาพ บัดนี้จึงไม่อาจจะไปได้ ขอใต้เท้า
ได้กรุณาให้ที่อยู่แก่เหล่ากระผมเถิด. ปริณายกแก้วได้มอบชนบทให้แก่เขา
เหล่านั้น เพื่อประโยชน์แก่การอยู่คนละแห่ง.
- ในจำนวนชนบทเหล่านั้น ถิ่นที่มีคนมาจากบุพพวิเทหทวีปอาศัย
อยู่ ได้นามว่า วิเทหรัฐ ตามชื่อเก่านั้นเอง. ถิ่นที่มีตนมาจากอมร-
โคยานทวีปอาศัยอยู่ ได้นามว่า อปรันตชนบท. ถิ่นที่มีคนมาจากอุดร-
กุรุทวีปอาศัยอยู่ ได้นามว่า กุรุรัฐ. แต่คนทั้งหลายเรียกด้วยพหูพจน์
โดยหมายถึงบ้านและนิคม จำนวนมาก เพราะเหตุดังที่กล่าวมาแล้วนี้
ท่านพระอานนท์จึงกล่าวว่าประทับอยู่ที่หมู่บ้านกุรุทั้งหลาย (เป็นพหูพจน์)
ดังนี้ .
- ที่มาของคำว่า กัมมาสธัมมะ
- ในบทว่า กมฺมาสธมฺมํ ในบรรดาคำว่า กมฺมาสธมฺมํ นาม
กุรูนํ นิคโม นี้ อาจารย์บางพวกกล่าวอรรถาธิบายความ โดย (แปลง)
ธ อักษร เป็น ท อักษร. สถานที่ชื่อว่า กัมมาสธัมมะ เพราะเป็นที่
๑. ปาฐะว่า ผุฏฺฐิตคฺคตฺโต พม่าเป็น ผุฏฺฐคตฺโต จึงแปลตามพม่า.
ถูกทรมานของคนเท้าด่าง. พระเจ้าโปริสาท ผู้มีพระบาทด่าง เขา
เรียกว่า กัมมาสะ (เจ้าองค์ต่าง).
- เล่ากันมาว่า แผลเป็นที่พระบาทในที่ที่ถูกตอตำ งอกขึ้นคล้ายไม้
มีลาย เพราะฉะนั้น จึงปรากฏว่ามีพระบาทด่าง. และในโอกาสนั้น
พระองค์ถูกทรมาน แล้วถูกห้ามจากความเป็นมนุษย์กินคน.
- ใครทรมาน ?
- พระมหาสัตว์.
- ถามว่า ในชาดกอะไร ?
- แก้ว่า พระเถระพวกหนึ่ง (อ้างว่ามา) ในสุตตโสมชาดก.
- แต่พระเถระเหล่านี้บอกว่า มาในชยทิสชาดก. จริงอย่างนั้น
พระมหาสัตว์เจ้าได้ทรงทรมานพระเจ้าโปริสาท ผู้มีพระบาทด่าง. ดังที่
ท่านกล่าวไว้ว่า :-
- ปางเมื่อเราเป็นพระบรมโอรสาธิราชของพระเจ้า
- ชยทิส ผู้ทรงเป็นราชาธิบดีแห่งปัญจาลรัฐได้สละชีวิต
- ปลดเปลื้องพระราชบิดาแล้ว อีกอย่างหนึ่ง เราได้
- ให้พระเจ้าโปริสาทผู้มีพระบาทด่างเลื่อมใสแล้ว ดังนี้.
- แต่ลางอาจารย์อรรถาธิบายด้วย ธ อักรษรอย่างเดียว. ดังที่เล่า
กันมาว่า ชาวกุรุรัฐมีขนบธรรมเนียมประจำกุรุรัฐ แต่เกิดความด่างพร้อย
ขึ้นในขนบธรรมเนียมนั้น เพราะฉะนั้น ที่ที่ด่างพร้อยนั้นจึงถูกเรียกว่า
กัมมาสธัมมะ เพราะมีธรรมคือความด่างพร้อยเกิดขึ้น.
- ถามว่า เหตุไฉนท่านจึงไม่กล่าวซึ่งนิคมที่อยู่อาศัยกันแห่งนี้เท่านั้น
ไว้ด้วยสัตตมีวิภัตติ ในคำว่า กัมมาสธัมมะ นั้น ?
- แก้ว่า เพราะ (พระผู้มีพระภาคเจ้า) ไม่มีโอกาสที่จะประทับ.
- ได้ทราบว่า ไม่มีวิหารอะไรที่เป็นโอกาสให้พระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับในนิคมนั้น. แต่ห่างออกจากนิคมไป ได้มีไพรสณฑ์ใหญ่ใน
ภูมิภาคแห่งหนึ่ง สมบูรณ์ด้วยน้ำเป็นรมณียสถาน. พระผู้มีพระภาคเจ้า
เสด็จประดับที่มหาไพรสณฑ์นั้น ทรงเอานิคมนั้นเป็นโคจรคาม (บ้าน
รับบิณฑบาต). เพราะฉะนั้น ควรเข้าใจความหมายในเรื่องนี้ว่า พระผู้มี
พระภาคเจ้า เสด็จประทับที่หมู่บ้าน กุรุ ทรงเอานิคมของชาวกุรุที่ชื่อว่า
กัมมาสธัมมะ เป็นโคจรคาม.
- [๑๓๒] พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค
ดังต่อไปนี้ :-
- ทำไมจึงตรัสสติปัฏฐานสูตรที่กุรุรัฐ ?
- ถามว่า เหตุไฉน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสพระสูตรนี้ใน
แคว้นกุรุรัฐนั้น ?
- ตอบว่า เหตุไฉน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสพระสูตรนี้ใน
แคว้นกุรุรัฐนั้น ?
- ตอบว่า เพราะชาวกุรุสามารถจะรับเอาพระธรรมเทศนาที่ลึกซึ้งได้.
- ได้ทราบว่า ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกาทั้งหลาย ชาว
กุรุรัฐ เป็นผู้มีร่างกายและจิตใจเหมาะสมเป็นนิจ ด้วยสามารถแห่งปัจจัย
คือฤดูเป็นที่สบาย เพราะรัฐนั้นสมบูรณ์ด้วยปัจจัยคือฤดู. คนเหล่านั้น
มีกำลังปัญญา อันความเหมาะสมแห่งจิตใจและร่างกายอนุเคราะห์แล้ว
จะเป็นผู้สามารถรับ (ฟัง) ถ้อยคำที่ลึกซึ้งได้. เพราะฉะนั้น พระผู้
มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงเล็งเห็นว่าคนเหล่านั้นสามารถจะรับ (ฟัง)
พระธรรมเทศนาอันลึกซึ้งนี้ได้ จึงได้ตรัสสติปัฏฐานสูตรที่มีอรรถลึกล้ำนี้
โดยเพิ่มพระกรรมฐานเข้าในพระอรหัตในฐานะ ๑๙ อย่าง.
- อุปมาเหมือนบุรุษได้ผอบทองคำแล้ว บรรจุดอกไม้นานาชนิดไว้
ในนั้น หรือได้หีบทองคำแล้ว เก็บรัตนะทั้ง ๗ ไว้ (ในนั้น) ฉันใด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น ครั้นทรงได้ชาวกุรุรัฐ๑ บริษัท จึงได้ทรง
แสดงพระธรรมเทศนาที่ลึกซึ้ง. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ ในมัชฌิมนิกาย
มูลปัณณาสก์นี้ จึงได้ทรงแสดงพระสูตรที่มีเนื้อความลึกซึ้งไว้อย่างหนึ่ง
ในทีฆนิกาย ได้ทรงแสดงไว้อีกอย่างหนึ่งคือ มหานิทานสูตร ๑ มหา-
สติปัฏฐานสูตร ๑ (และ) ในมัชฌิมนิกายนี้ ได้ทรงแสดงพระสูตรไว้
อีกอย่างหนึ่ง คือ สาโรปมสูตร ๑ รุกขูปมสูตร ๑ รัฏฐปาลสูตร ๑
มาคันทิยสูตร ๑ อานัญชสัปปายสูตร ๑.
- อีกอย่างหนึ่ง ในชนบทนั้น ตามปกติแล้ว บริษัททั้ง ๔ พากัน
ประกอบความเพียรเนือง ๆ ในสติปัฏฐานภาวนาอยู่ โดยที่สุดแม้พวก
ทาส, กรรม และบริวารชน ก็พูดจากันเกี่ยวกับสติปัฏฐานนั้น. แม้แต่
ที่ท่าน้ำและสถานที่ปั่นด้ายกันเป็นต้น ขึ้นชื่อว่าการพูดกันในเรื่องไร้
ประโยชน์จะเป็นไปไม่ได้เลย.
- ถ้าหญิงคนใดคนหนึ่งถูกถามว่า คุณแม่จ๋า คุณแม่มนสิการสติปัฏ-
ฐานภาวนาข้อไหน ? แล้วตอบว่า ไม่ได้มนสิการข้อไหนเลย. คนทั้ง-
หลายจะตำหนิเธอว่า ชีวิตของเธอไร้ประโยชน์ เธอถึงจะมีชีวิตอยู่ก็เช่น
กับคนตายแล้ว. จึงได้ให้โอวาทเธอว่า ทีนี้อย่าได้ทำอย่างนี้ แล้วให้เรียน
เอาสติปัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง. แต่ (ถ้า) หญิงใดพูดว่า ฉันมนสิการ
๑. ปาฐะว่า กุรุรฏฐวาสีนํ ฉบับพม่าเป็น กุรุรฏฺฐวาสีปริสํ แปลตามพม่า.
สติปัฏฐานชื่อโน้น. คนทั้งหลายจะพากันให้สาธุการว่า สาธุ สาธุ
แล้วสรรเสริญด้วยถ้อยคำทั้งหลายมีอาทิว่า ชีวิตของเธอเป็นชีวิตที่ดีแล้ว
เธอชื่อว่าเป็นมนุษย์สมบูรณ์แล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอาบัติขึ้นมา
เพื่อประโยชน์แก่เธอ. ก็ในเรื่องนี้ไม่เฉพาะแต่มนุษย์ชาติอย่างเดียวเท่านั้น
ที่พากันประกอบมนสิการสติปัฏฐาน แม้แต่พวกสัตว์เดียรัจฉานที่อาศัยเขา
อยู่ (ก็มนสิการสติปัฏฐาน) ในการทำมนสิการสติปัฏฐานของสัตว์
นั้น มีเรื่องเล่าดังต่อไปนี้ :-
- นกแขกเต้าเจริญสติปัฏฐาน
- เล่ากันนาว่า นักฟ้อนรำคนหนึ่ง เที่ยวจับลูกนกแขกเต้ามาฝึก
นางอาศัยสำนักภิกษุณีอยู่ เวลาไปก็ไป (แต่ตัว) ลืมลูกนกแขกเต้า
เหล่าสามเณรีจึงจับมันมาเลี้ยงไว้. ตั้งชื่อให้มันว่า พุทธรักขิต (พุทธ-
รักษา). อยู่มาวันหนึ่ง พระเถรีเห็นมันเจ่าอยู่ข้างหน้า จึงเรียกว่า พุทธ-
รักษา.
- มันขานรับว่า อะไรคะ คุณแม่.
- มีมนสิการภาวนา อะไรบ้างไหม ? พระเถรีถาม
- ไม่มีคะ คุณแม่ นกตอบ.
- พระเถรีพูดว่า แกเอ๋ย ธรรมดาผู้อยู่ในสำนักบรรพชิต ไม่ควรจะ
เป็นอยู่โดยปล่อยอัตภาพเสีย (ปล่อยตัว) ควรปรารถนามนสิการอะไร
บางอย่างนะ แล้วได้บอกว่า แต่อย่างอื่นเจ้าไม่สามารถ (ทำได้) จง
สาธยาย (บริกรรม) ว่า อฎฺฐิ อฏฺฐิ (กระดูก กระดูก). มันตั้งอยู่
ในโอวาทของพระเถรี เที่ยวสาธยายว่า อฏฺฐิ อฎฺฐิ (กระดูก กระดูก).
อยู่มาวันหนึ่ง ตอนเช้ามันเกาะปลายเสาผึ่งแดดอ่อนอยู่ นกตัวหนึ่ง ได้
เอากรงเล็บเฉี่ยวเอาไป. มันส่งเสียงร้อง แจ๊ด แจ๊ด. สามเณรีทั้งหลาย
ได้ยินเสียงร้อง จึงพูดว่า คุณแม่ขา พุทธรักษาถูกนกเฉี่ยวไป หนูจะ
ไปช่วยให้มันปล่อย แล้วพากันถือเอาก้อนดินเป็นต้นติดตามไป ให้มัน
ปล่อยจนได้. พระเถรีถามมัน ผู้ที่เขาช่วยนำมา เกาะอยู่ข้างหน้าว่า
พุทธรักษาเวลานกเฉี่ยวเอาไป แกคิดอะไร ?
- มันตอบว่า คุณแม่เจ้าขา ดิฉันไม่ได้คิดอย่างอื่น คุณแม่ ดิฉัน
คิดถึงกองกระดูกเท่านั้น อย่างนี้ว่า กองกระดูกนั้นแหละ เฉี่ยวเอากอง
กระดูกไป กองกระดูกจะเกลื่อนกลาดไป ไม่ว่าแม้ในที่ไหน ?
- ดีแล้ว ดีแล้ว พุทธรักษา (การมนสิการอย่างนั้น) จักเป็น
ปัจจัยของความสิ้นไปแห่งภพของเธอในอนาคต พระเถรีกล่าว.
- แม้สัตว์เดียรัจฉานในชนบทนั้น ก็ประกอบมนสิการในสติปัฏฐาน
ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงยัง
ความเจริญในสติปัฏฐานนั้นเองให้เกิดแก่เขาเหล่านั้น จึงได้ตรัสพระสูตร
นี้ไว้.
- ความหมายของเอกายนะ
- บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอกายโน แปลว่า ทางเอก.
- เพราะว่าทางมีชื่อมากอย่าง คือ มรรคา, ปันถะ, ปถะ,
- ปัชชะ, อัญชสะ, วฏุมะ, อายตนะ, นาวา,
- อุตตรเสตู, กุลละ, ภิสิ, และสังกมะ.
- ในสติปัฏฐานสูตรนี้ พระองค์ตรัสทางนี้นั้นไว้โดยชื่อว่า อยนะ.
เพราะฉะนั้น ในคำว่า เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค (ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเอก ) นี้ควรเข้าใจความหมายอย่างนี้ว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางสายเดียว ไม่ใช่เป็นทาง ๒ สาย.
- อีกอย่างหนึ่ง ทางชื่อว่า เอกายนะ เพราะคนคนเดียวเท่านั้น
พึงไป. คำว่า คนเดียว คือควรละการคลุกคลีด้วยหมู่ ปลีกตัวออก
เงียบสงัด ดำเนินไป คือปฏิบัติ (คนเดียว) หรือชื่อว่าอยนะ เพราะ
เพราะเป็นเหตุดำเนินไป คือไปจากสงสาร ถึงพระนิพพาน.
- ทางดำเนินของผู้เป็นเอก ชื่อว่า เอกายนะ คำว่า ผู้เป็นเอก ได้แก่
ผู้ประเสริฐที่สุด. และผู้ประเสริฐที่สุดกว่าสรรพสัตว์ คือ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า ได้แก่ ( ทางดำเนิน ) ของพระ
ผู้มีพระภาคเจ้า.
- อันที่จริง ถึงคนอื่นก็ดำเนินไปตามทางนั้นได้ แต่ถึงอย่างนั้น
ทางนั้นก็ชื่อว่าเป็นทางเสด็จดำเนินของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะพระ-
องค์ทรงสร้างขึ้น. ดังที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ความจริง
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงยังทางที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นแล้ว ดังนี้
เป็นต้น.
- อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อยนะ เพราะไป คือดำเนินไป อธิบายว่า
เป็นไป. มีอธิบายว่า ไปในที่เดียวกัน คือเป็นไปในธรรมวินัย (ศาสนา)
นี้เท่านั้น ไม่ใช่ไปที่อื่น. ดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนสุภัททะ อริยมรรคมี
องค์ ๘ หาได้ในพระธรรมวินัย ( ศาสนา ) นี้เอง. ความจริง เนื้อความ
ทั้ง ๒ นี้ ต่างกันเพียงเทศนา (โวหาร) เท่านั้น แต่ก็มีเนื้อความเป็น
อันเดียวกัน.
- อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เอกายนะ เพราะไปสู่จุดหมายเดียวกัน มี
อธิบายว่า ในตอนต้นถึงแม้จะเป็นไปโดยนัยแห่งภาวนาที่เป็นหลักแตก
ต่างกัน แต่ตอนหลัง ก็จะไปถึงนิพพานแห่งเดียวกันนั้นแหละ. ดังที่
ท้าวสหัมบดีพรหมได้กล่าวไว้ว่า :-
- พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเห็นที่สุดแห่งการสิ้นความ
- เกิด ทรงอนุเคราะห์เกื้อกูล (ทรงมีพระมหากรุณา-
- ธิคุณ) ทรงทราบทางไปสู่ที่แห่งเดียว (พระนิพพาน)
- ด้วยทางสายนี้ที่คนทั้งหลายได้เคยข้ามโอฆะห้วงน้ำ
- มาแล้ว กำลังข้ามอยู่ และจักข้ามต่อไป.
- แต่อาจารย์ลางเหล่ากล่าวว่า ชื่อว่า เอกายนะ เพราะไปถึงนิพพาน
ครั้งเดียว ตามนัยแห่งความว่า ไม่ไปถึงฝั่ง (คือพระนิพพาน) ถึง ๒
ครั้ง. คำนั้น ไม่ถูก. เพราะว่า อรรถะ (ความหมาย) อย่างนี้ พยัญชนะ
ควรจะเป็นอย่างนี้ว่า สกึ อยโน (ไม่ใช่เอกายโน). แต่ถ้าจะกล่าว
ประกอบความอย่างนี้ว่า ทางนั้นมีทางไปอย่างเดียว คือมีคติ ได้แก่มี
ความเป็นไปอย่างเดียว ดังนี้ พยัญชนะก็ใช้ได้. แต่อรรถใช้ไม่ได้ทั้ง ๒
อย่าง.
- เพราะเหตุไร ?
- เพราะในที่นี้ทรงประสงค์เอามรรคที่เป็นบุพพภาค.
- อธิบายว่า ในที่นี้พระองค์ทรงประสงค์เอามรรคเป็นที่ตั้งสติ (สติ-
ปัฏฐาน) อันเป็นส่วนเบื้องต้น เป็นไปในอารมณ์ทั้ง ๔ มีกายเป็นต้น.
ไม่ใช่มรรคที่เป็นโลกุตตระ. และมรรคที่เป็นส่วนเบื้องต้นนั้นก็ไปได้ไม่ใช่
ครั้งเดียวด้วย ทั่งมีการไปไม่ใช่อย่างเดียว.
- ศิษย์กับอาจารย์สนทนากัน
- อนึ่ง แม้เมื่อก่อน ในบทนี้ พระมหาเถระทั้งหลาย ก็ได้มีการ
สนทนากันมาแล้วเหมือนกัน. (คือ) พระตรีปิฎกจุลลนาคเถระ ได้
กล่าวไว้ว่า เป็นทางสติปัฏฐานที่เป็นบุพพภาค. แต่อาจารย์ของท่าน คือ
พระตรีปิฎกจุลลสุมนเถระ ได้กล่าวไว้ว่า เป็นทางปนกันไป (ทั้งโลกิยะ
และโลกุตตระ).
- เป็นทางเบื้องต้น ครับ ใต้เท้า ท่านตรีปิฎกจุลลนาคเถระกล่าว
- เป็นทางปนกันไป คุณ ท่านตรีปิฎกจุลลสุมนเถระค้าน.
- เมื่ออาจารย์กล่าวย้ำแล้วย้ำอีก ศิษย์ก็นิ่งไม่คัดค้าน. (ทั้ง ๒ ท่าน)
ก็ลุกขึ้นโดยไม่วินิจฉัย (ชี้ขาด) ปัญหาเลย. ภายหลังพระเถระผู้เป็น
อาจารย์ไปที่ห้องอาบน้ำ คิดว่า เราพูดว่า เป็นทางปนกันไป แต่คุณ
จุลลนาคอ้างเอาว่า เป็นทางเบื้องต้น ในปัญหานี้ จะมีวินิจฉัยกันอย่างไร
นะ จึงร่ายพระสูตรตั้งแต่ต้น ไป กำหนด (ยุติ) ลงตรงนี้ว่า โย หิ
โกจิ ภิกฺขเว อิเม จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน เอวํ ภาเวยฺย สตฺต รสฺสานิ
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดผู้หนึ่งก็ตาม เจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ เหล่านี้
อย่างนี้ ตลอด ๗ ปี ) ดังนี้ ท่านก็รู้ว่า ธรรมดาโลกุตตรมรรค ครั้น
เกิดขึ้นแล้ว จะหยุดชะงักอยู่ตลอด ๗ ปี ไม่มี มรรคที่ปนกันไปที่เรา
กล่าวแล้วนั้นมีไม่ได้ ส่วนมรรคที่เป็นบุพพภาค ที่คุณจุลลนาคแสดง
แล้วมีได้ จึงได้ไป ณ ที่ที่สำหรับประกาศในวันธัมมัสสวนะ ๘ ค่ำ.
- ได้ทราบว่า พระเถระในปางก่อนชอบฟังธรรม. พอได้ยินเสียง
เท่านั้น ก็คิดว่า เรา (จะฟัง) ก่อน เรา ( จะฟัง) ก่อนแล้ว ลงฟังกัน
อย่างพร้อมพรั่งทีเดียว. และวันนั้นก็เป็นวาระของท่านจุลลนาคเถระ.
เมื่อท่านนั่งบนธรรมาสน์ จับพัดแล้วกล่าวอารัมภบท (บุพพกถา)
พระเถระที่ยืนอยู่หลังอาสนะได้มีความคิดว่า เราจะนั่งในที่ลับ ไม่พูด
(อะไร). เพราะว่า พระเถระในปางก่อน เป็นนักฟัง. จะไม่เที่ยวยกความ
พอใจของตนขึ้นเป็นใหญ่อย่างเดียว เหมือนคนแบกมัดอ้อยไว้ฉะนั้น ถือ
เหตุผลอย่างเดียว. สลัดสิ่งที่ไม่มีเหตุผลทิ้ง. เพราะฉะนั้น พระเถระจึง
พูดว่า คุณ จุลลนาค.
- ท่าน (จุลลนาค ) สงสัยว่า ดูเหมือนเสียงท่านอาจารย์ได้หยุด
แสดงธรรมแล้ว เรียนว่า อะไรครับ ใต้เท้า ?
- คุณจุลลนาค มรรคปนกันไปที่ฉันว่านั้น ไม่มี แต่มรรคคือสติ-
ปัฏฐานที่เป็นบุพพภาค ที่คุณว่านั้น มี พระเถระพูดตอบ.
- พระเถระ (จุลลนาค) คิดว่า อาจารย์ของเรา เรียนปริยัติทั่วถึง
ทรงจำไตรปิฎกไว้ได้เป็นสุตพุทธ ปัญหานี้ ยังมัวสำหรับพระภิกษุถึง
ขนาดนี้ (ชั้นอาจารย์) พระภิกษุที่เป็นรุ่นน้องในอนาคตจักพิศวงปัญหานี้
(แน่นอน) เราจักเอาพระสูตรมาแก้ปัญหานี้ไม่ให้ดิ้นได้. จากคัมภีร์
ปฏิสัมภิทามรรค บุพพภาคสติปัฏฐานมรรค ท่านเรียกว่า เอกายน-
มรรค. พระเถระได้นำเอาพระสูตรมาตั้งว่า
- บรรดาทางทั้งหลาย ทางมีองค์ ๘ ประเสริฐที่สุด
- บรรดาสัจจะทั้งหลาย บท ( สัจจะ) ทั้ง ๔
- ประเสริฐที่สุด บรรดาธรรมทั้งหลาย วิราคธรรม
- ประเสริฐที่สุด และบรรดาสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลาย
- พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงมีปัญญาจักษุ ประเสริฐ
- ที่สุด ทางสายนี้เท่านั้นไม่มีทางสายอื่นที่เป็นไป
- เพื่อความบริสุทธิ์แห่งทัสสนะ. เธอทั้งหลาย จง
- เดินทางสายนั้นเถิด ที่ให้มารและเสนามารหลง.
- เพราะว่าเธอทั้งหลายเดินทางสายนั้นแล้ว จักทำที่สุด
- แห่งทุกข์ได้.
- อธิบายมรรค
- ทางชื่อว่า มรรค เพราะหมายความว่า อย่างไร ?
- เพราะหมายความว่า เป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน และเพราะหมาย
ความว่า ผู้มีความต้องการพระนิพพานจะต้องดำเนินไป.
- บทว่า สตฺตานํ วิสุทฺธิยา (เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย)
ความว่า เพื่อประโยชน์แก่ความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย ผู้มีจิตเศร้า
หมองแล้ว เพราะมลทินทั้งหลาย มีราคะเป็นต้น และเพราะอุปกิเลส
ทั้งหลาย มีอภิชฌาวิสมโลภเป็นต้น.
- จริงอย่างนั้น ก็สัตว์เหล่านี้ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จำนวน
มากพระองค์ ตั้งต้นแต่พระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ตัณหังกร,
เมธังกร, สรณังกร, ทีปังกร ที่ได้เสด็จอุบัติแล้ว ในกัปกัปเดียวกัน
นั้นแหละ ก่อนแต่กัปนี้ไป ๔ อสงไขย เศษแสนกัป จนถึงพระ
ศากยมุนีเป็นที่สุดก็ดี พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า หลายร้อยพระองค์ก็ดี
พระอริยสาวก เหลือที่จะคณานับก็ดี ได้ทรงลอยและลอยมลทินของจิต
ทั้งมวลแล้ว ทรงบรรลุและบรรลุความบริสุทธิ์อย่างยอดเยี่ยม ก็ด้วย
ทางสายนี้. แต่ด้วยสามารถแห่งมลทินของรูป จะไม่มีการบัญญัติความ
เศร้าหมองและความผ่องแผ้วเลย. จริงอย่างนั้น
- พระมหาฤาษี (พระพุทธเจ้า) ไม่ได้ตรัสไว้ว่า
- มาณพ (คน) ทั้งหลายเศร้าหมอง เพราะรูป
- เศร้าหมอง บริสุทธิ์ในเพราะรูปบริสุทธิ์ แต่พระ
- มหาฤาษีได้ตรัสไว้อย่างนี้ว่า มาณพ (คน)
- ทั้งหลายเศร้าหมอง เพราะจิตเศร้าหมอง บริสุทธิ์
- ในเพราะจิตบริสุทธิ์.
- ดังที่พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย
เศร้าหมอง เพราะจิตเศร้าหมอง ผ่องแผ้ว เพราะจิตผ่องแผ้ว. และ
ความผ่องแผ้วของจิตนั้นนี้ได้ เพราะทางคือสติปัฏฐานนี้. เพราะเหตุนั้น
พระองค์จึงตรัสไว้ว่า เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย.
- บทว่า โสกปริเทวนํ สมติกฺกมาย (เพื่อระงับโสกปริเทวะ
ทั้งหลาย) ความว่า เพื่อระงับ อธิบายว่า เพื่อละความโศกเศร้า และ
การคร่ำครวญทั้งหลาย.
- เพราะว่า มรรคนี้ บุคคลอบรมแล้ว เป็นไปเพื่อระงับความ
โศกเศร้า (ของคนทั้งหลายได้) เหมือนสันตติมหาอำมาตย์เป็นต้น
และระงับการคร่ำครวญ (ของคนทั้งหลาย) ได้ เหมือนปฏาจาราเถรี
เป็นต้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า โสกปริเทวานํ
สมติกฺกมาย เพื่อก้าวล่วงโสกะและปริเทวะทั้งหลาย.
- ความจริง สันตติมหาอำมาตย์ ถึงจะได้สดับพระคาถาบทนี้ว่า
- สิ่งใดจะมีข้างหน้า เธอจงละมันเสีย เธออย่าได้มี
- ความกังวลอะไรในภายหลัง ถ้าเธอจักไม่ยึดอะไร
- ในท่ามกลาง เธอจักเป็นผู้สงบ เที่ยวไป ดังนี้.
แล้วได้บรรลุอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย.
- พระปฏาจาราเถรี ได้สดับพระคาถาบทนี้ว่า
- บุตรไม่มีเพื่อการต้านทาน แม้บิดาและพวกพ้องก็
- ไม่มีเพื่อการต้านทาน เมื่อหมู่สัตว์ถูกมัจจุครอบงำ
- ย่อมไม่มีการต้านทานในหมู่ญาติทั้งหลาย.
แล้วได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ก็จริงแล. แต่ว่า เพราะขึ้น
ชื่อว่า ภาวนา แล้ว จะไม่เกี่ยวกับธรรมะข้อไหนในกาย, เวทนา, จิต,
ธรรม เป็นไม่มี เพราะฉะนั้น แม้ทั้ง ๒ ท่านนั้น ก็ต้องทราบไว้ด้วยว่า
ก้าวล่วงโสกปริเทวะไปได้ เพราะทางสายนี้เหมือนกัน.
- บทว่า ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย (เพื่อระงับทุกข์โทมนัส
ทั้งหลาย) หมายความว่า เพื่อระงับ อธิบายว่า เพื่อดับทุกข์ทั้ง ๒
อย่างนี้ คือ ทุกข์ทางกาย ๑ โทมนัสทางใจ ๑. ด้วยว่า มรรคนี้ คน
อบรมแล้ว จะเป็นไปเพื่อดับทุกข์ของคนทั้งหลาย เหมือนของพระ
ติสสเถระ เป็นต้น และเพื่อดับโทมนัสของตนทั้งหลาย เหมือนของ
ท้าวสักกะ เป็นต้น . ในเรื่องนั้น มีการแสดงเนื้อความดังต่อไปนี้ :-
- พระเถระทุบเท้า
- เล่ากันมาว่า ในนครสาวัตถี บุตรชาวกุฏุมพี ชื่อว่า ติสสะ
ละทิ้งเงิน ๔๐ โกฏิ ออกบวช แล้วอยู่ในป่า ที่ไม่มีบ้าน. ภรรยาน้องชาย
คนสุดท้องของเขา ส่งโจร ๕๐๐ คนไปโดยสั่งว่า ไปเถอะ พวกเจ้า
จงปลงชีวิตพระรูปนั้น พวกเขาพากันไปนั่งล้อมพระเถระไว้.
- พระเถระพูดว่า พากันมาทำไม อุบาสก ?
- พวกผมจักปลงชีวิตท่าน โจรบอก.
- อุบาสก ท่านทั้งหลาย จงยึดเอาตัวอาตมาไว้เป็นประกันแล้วให้
ชีวิตอาตมาไว้คืนวันนี้ลืมเดียวเถิด พระเถระขอร้อง.
- ท่านสมณะ ใครจักเป็นผู้ค้ำประกันให้ท่านให้ที่นี้ ? โจรถาม.
- พระเถระหยิบหินก้อนใหญ่มาทุบกระดูกขาทั้ง ๒ ข้างให้หักแล้ว
บอกว่า อุบาสกเอ๋ย ตัวประกัน (คนนี้) สมควร (ไหม ?)
- พวกเขาพากันหลีกไปก่อไฟนอนที่ต้นทางเดินจงกรม (ของท่าน).
เมื่อพระเถระข่มเวทนาไว้แล้ว พิจารณาศีล เพราะอาศัยศีลบริสุทธิ์ ปีติ-
ปราโมทย์จึงเกิดขึ้น. ลำดับต่อจากนั้น ท่านก็เจริญวิปัสสนา บำเพ็ญ
สมณธรรมตลอดราตรีทั้ง ๓ ยาม เวลารุ่งอรุณ ได้บรรลุพระอรหัต
แล้วได้เปล่งอุทานบทนี้ว่า
- เราทุบเท้าทั้ง ๒ ข้าง สัญญากะท่านทั้งหลายไว้
- เราเอือมระอาความตายทั้ง ๆ ที่ยังมีราคะ ครั้นคิด
- อย่างนี้แล้ว เราก็เห็นแจ้งตามความจริง เมื่อถึงเวลา
- อรุณขึ้น จึงได้บรรลุพระอรหัต.
- พระได้บรรลุพระอรหัตในปากเสือโคร่ง
- ภิกษุแม้เหล่าอื่นอีก ๓๐ รูป เรียนเอากรรมฐาน ในสำนักของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วจำพรรษาที่อรัญวิหาร พูด (ตกลงกันไว้)
ว่า คุณ เราทั้งหลายต้องบำเพ็ญสมณธรรมกันตลอดราตรีทั้ง ๓ ยาม
และไม่ควรไปมาหาสู่กัน ดังนี้แล้ว จึงพากันอยู่. เมื่อท่านเหล่านั้นบำเพ็ญ
สมณธรรมแล้ว เวลาเช้าออกไป ( จากวัด ) เสือโคร่งตัวหนึ่งมาคาบ
เอาพระไปคราวละ ๑ รูป ไม่มีใครส่งเสียงเลยว่า เสือโคร่งตะครุบผม.
เมื่อภิกษุถูกเสือคาบไปกินถึง ๑๕ รูปอย่างนี้ ในวันอุโบสถ จึงถามกันว่า
พระนอกนี้ไปไหนกันคุณ ? พอรู้เรื่องแล้วก็พูด (ตกลงกันใหม่) ว่า
ต่อไปนี้ ใครถูกเสือโคร่งตะครุบควรบอกกันว่า เสือโคร่งตะครุบผม
ดังนี้แล้ว อยู่กันต่อไป. ภายหลัง เสือโคร่งได้ตะครุบภิกษุหนุ่มรูปหนึ่ง
แบบครั้งก่อนนั้นแหละ. เธอได้บอกว่า ท่านครับ เสือโคร่ง. ภิกษุ
ทั้งหลายพากันถือไม้เท้าและคบเพลิงติดตามไปด้วยหมายใจว่า จะให้มัน
ปล่อย. เสือโคร่งได้ขึ้นไปที่ช่องเขาขาดที่พระขึ้นไปไม่ได้ เริ่มจะกิน
พระนั้น ตั้งแต่นิ้วเท้าขึ้นไป. พระภิกษุนอกจากนี้ได้พากันกล่าวว่า ท่าน
ผู้เป็นสัตบุรุษเอ๋ย บัดนี้ พวกผมช่วยอะไรคุณไม่ได้แล้ว ธรรมดาคุณ-
วิเศษของภิกษุทั้งหลายจะปรากฏ (ให้เห็น) ก็ในสถานการณ์เช่นนี้
แหละ. ท่านนอนอยู่ใกล้ปากเสือโคร่งนั้นแหละ ข่มเวทนานั้นไว้ เจริญ
วิปัสสนาในเวลาเสือโคร่งกินไปจนถึงข้อเท้า เป็นพระโสดา เวลากินถึง
เข่า เป็นพระสกทาคามี เวลากินถึงท้องเป็นพระอนาคามี ขณะกินยัง
ไม่ถึงหัวใจนั่นแหละ. ก็บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ได้
เปล่งอุทานบทนี้ว่า :-
- เรามีศีล สมบูรณ์ด้วยวัตร มีสมาธิ มีปัญญา เผลอ
- ตัวไปชั่วครู่ ไม่ได้ระมัดระวังเสือโคร่ง เสือโคร่ง
- ตะครุบเราไว้ในกรงเล็บ นำเข้ามาที่ภูเขา จะกินเรา
- แน่ กาย (ของเรา) ที่ไม่มีจิตใจจะเป็นอาหาร
- (มัน) เมื่อ (เรา) กลับได้กรรมฐาน มรณสติ
- จะเจริญ.
- พระเถระถูกแทงบรรลุพระอรหัต
- อีกรูปหนึ่ง ชื่อว่า ทีปมัลลเถระ เวลาเป็นคฤหัสถ์ ถือเอาผ้าที่
กองขยะ ๓ กอง มายังตัมพปัณณิทวีป เฝ้าพระราชา แล้วได้รับราชา-
นุเคราะห์. วันหนึ่ง เดินไปทางประตูศาลากิลัญชกาสนะ ได้ฟังนตุมหา-
กวัตรว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปไม่ใช่ของพวกเธอ เธอทั้งหลายจง
ละทิ้งมันไป รูปนั้นที่เธอทั้งหลายละได้แล้ว จักมีประโยชน์เกื้อกูลและ
ความสุขตลอดกาลนาน แล้วคิดว่า นัยว่า รูปไม่ใช่ของตนเลย เวทนา
ก็ไม่ใช่ของตน. เขาทำนตุมหากวัตรนั้นให้เป็นเหมือนขอช้าง ออกไปยัง
มหาวิหาร ขอบรรพชา บรรพชาอุปสมบท เล่าท่องมาติกาทั้ง ๒ ได้
คล่องแคล่ว แล้วพาภิกษุ ๓๐ รูปไปยังเนิน ชื่อว่า ครวาลิยะ บำเพ็ญ
สมณธรรม. เมื่อเท้าบวมก็เดินจงกรมด้วยเข่า. ในคืนวันนั้น พรานเนื้อ
คนหนึ่ง เข้าใจว่า ท่านเป็นเนื้อ จึงแทงท่าน. หอกทะลุเข้าไป ท่าน
ให้เขาเอาหอกออก แล้วเอาม้วนหญ้าอุดปากแผลไว้ให้เต็ม พยุงตนนั่ง
เหนือลานหิน ถือโอกาสเจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วย
ปฏิสัมภิทา. พยากรณ์แก่ภิกษุผู้มาเพราะเสียงไอ (ของท่าน) แล้วได้
เปล่งอุทานนี้ว่า :-
- พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด (ผู้มีปกติตรัสธรรมอัน
- เลิศแก่สรรพสัตว์) ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
- รูปนี้ไม่ใช่ของพวกเธอ เธอทั้งหลายจงละทิ้งมันไป
- สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้น และ
- เสื่อมไปเป็นธรรมดา ครั้นเกิดขึ้นแล้ว ก็ดับไป
- ความระงับแห่งสังขารเหล่านั้น เป็นสุข.
- ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลาย ได้พูดกะท่านว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงประชวรแล้วไซร้ พระองค์จะต้องทรงเหยียดพระ
หัตถ์ ( ข้ามสมุทร) มาลูบศีรษะท่านเป็นแน่.
- ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ทางสายนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ของ
สัตว์ทั้งหลาย เหมือนของพระติสสเถระ เป็นต้น.
- ท้าวสักกะจุติแล้วอุบัติทันที
- ก็ท้าวสักกะจอมเทพ ครั้นทรงเห็นบุพพนิมิต ๕ อย่างของ
พระองค์แล้ว ทรงถูกมรณภัยคุกคาม เกิดเสียพระทัย จึงเข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงถามปัญหา. ในอวสานแห่งการวิสัชนาปัญหา
ท้าวเธอได้บรรลุโสดาปัตติผล พร้อมด้วยเทวดา ๘ หมื่นตน ท้าวเธอ
(จุติแล้ว) ได้เสด็จอุบัติขึ้นใหม่เป็นปกติดังเดิมอีก.
- เทวดาตกนรก
- แม้สุพรหมเทพบุตร มีเทพอัปสรพันหนึ่ง เป็นบริวาร เสวย
สวรรค์สมบัติ บรรดาเทพอัปสรสาวสวรรค์พันหนึ่งนั้น เทพอัปสร ๕๐๐
ตน กำลังเก็บดอกไม้ จากต้นอยู่หลัด ๆ ก็จุติ๑ แล้วเกิดในนรก. ท้าวเธอ
ทรงใคร่ครวญดูว่า สาวอัปสรเหล่านี้ เหตุใดจึงช้าอยู่ ? ได้ทรงเห็นว่า
เขาเหล่านั้น เกิดในนรกแล้ว ทรงตรวจดูว่า อายุของเรา จะเท่าไร
หนอ ? พอทรงทราบพระชนมายุของพระองค์ก็จักสิ้นไปเหมือนกัน ก็
ทรงเห็นว่า พระองค์จะทรงเกิดในนรกนั้นแหละ จึงตกพระทัย ทรง
โทมนัสเหลือเกิน ทรงดำริว่า พระศาสดาจักขจัดโทมนัสของเรานี้ได้ ผู้อื่น
ขจัดไม่ได้ แล้วได้ทรงพาเทพอัปสรสาวสวรรค์ ๕๐๐ ที่ยังเหลือไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทูลถามปัญหาว่า :-
- จิตนี้สะดุ้งอยู่เนืองนิตย์ จิตคือใจนี้หวาดผวาเป็น
- ประจำ เมื่อกิจ (เหตุ) เกิดขึ้นแล้วและยัง
- ไม่เกิดขึ้น ถ้าหากความไม่สะดุ้งกลัวมีอยู่ ขอพระองค์
- ผู้อันข้าพระองค์ทูลถานแล้ว จงตรัสบอกความไม่
- สะดุ้งนั้นแก่ข่าพระองค์ด้วยเถิด.
- ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสกะท้าวเธอว่า :
- เรามองไม่เห็นความสวัสดีอย่างอื่นของสัตว์ทั้งหลาย
๑. ปาฐะเป็น จริตฺวา ฉบับพม่าเป็น จวิตฺวา จึงแปลตามฉบับพม่า.
- นอกจากการบำเพ็ญเพียร อันเป็นองค์แห่งการตรัสรู้
- นอกจากการสำรวมอินทรีย์ (และ) นอกจากการ
- ปล่อยวางทั้งหมด.
- ในเวลาจบพระธรรมเทศนา ท้าวเธอ ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล
พร้อมด้วยเทพอัปสร ๕๐๐ ทรงทำทิพยสมบัตินั้นให้มีเสถียรภาพแล้ว
ได้เสด็จไปยังเทวโลกตามเดิม.
- ทางนี้บุคคลผู้เจริญแล้ว พึงเข้าไว้ว่า เป็นไปเพื่อดับโทมนัสของ
สัตว์ทั้งหลาย เหมือนของท้าวสักกะ เป็นต้น ดังที่พรรณนามานี้.
- อริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น ท่านเรียกว่า ญายะ ในคำว่า ญายสฺส
อธิคมาย เพื่อบรรลุ อธิบายว่า เพื่อถึงอริยมรรคนั้น. เพราะว่ามรรค
สติปัฏฐานอันเป็นโลกิยะในส่วนเบื้องต้นนี้ อันบุคคลเจริญแล้ว ย่อม
เป็นไปเพื่อบรรลุุโลกุตตรมรรค. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสว่า ญายสฺส อธิคมาย.
- บทว่า นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย (เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระ
นิพพาน) ความว่า เพื่อกระทำให้แจ้ง ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า เพื่อประจักษ์
ด้วยตนเอง ซึ่งอมตธรรมที่ได้นามว่าพระนิพพาน เพราะเว้นจากตัณหา
เครื่องร้อยรัด. เพราะว่ามรรคนี้ที่บุคคลอบรมแล้ว ให้สำเร็จการทำให้
แจ้งพระนิพพาน ตามลำดับ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส
ว่า นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย.
- บรรดาคำเหล่านั้น เมื่อพระองค์ตรัสว่า เพื่อความบริสุทธิ์ของ
สัตว์ทั้งหลาย คำว่าก้าวล่วงความโศกเป็นต้น ก็เป็นอันสำเร็จความหมาย
ไปด้วย ก็จริง แต่ก็ยังไม่ปรากฏแก่ผู้อื่น นอกจากผู้ฉลาดในข้อยุติของ
ศาสนา. และพระผู้มีพระภาคเจ้า มิได้ทรงทำให้คนเป็นผู้ฉลาดในข้อ
ยุติของศาสนาก่อนแล้ว จึงทรงแสดงธรรมภายหลัง. แต่ทรงให้เข้าใจผล
ที่ต้องการนั้น ๆ ด้วยสูตรนั้น ๆ เท่านั้น เพราะฉะนั้น ในสติปัฏฐาน-
สูตรนี้ เมื่อพระองค์จะทรงแสดงผลที่ต้องการซึ่งเอกายนมรรคจะให้สำเร็จ
ได้ให้ปรากฏ จึงได้ตรัสไว้ว่า โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย เพื่อก้าว
ล่วงโสกะและปริเทวะทั้งหลาย ดังนี้เป็นต้น.
- อีกอย่างหนึ่ง เพราะความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย จะเป็นไป
พร้อม ก็ด้วยเอกายนมรรค ความบริสุทธิ์จะมีได้ เพราะก้าวล่วง
โสกปริเทวะ การก้าวล่วงโสกปริเทวะจะมีได้ เพราะทุกข์โทมนัส
ดับไป การดับทุกข์โทมนัสจะมีได้ เพราะได้บรรลุญายธรรม การบรรลุ
ญายธรรมจะมีได้ เพราะการทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ฉะนั้น พระองค์
เพื่อทรงแสดงลำดับนี้แล้ว จึงตรัสว่า สตฺตานํ วิสุทฺธิยา เพื่อความ
บริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย แล้วได้ตรัสคำนี้อาทินี้ไว้ว่า โสกปริเทวานํ
สมติกฺกมาย เพื่อระงับโสกะและปริเทวะ.
- อีกอย่างหนึ่ง คำว่า สตฺตานํ วิสุทฺธิยา เป็นต้นนี้ เป็นคำกล่าว
สรรเสริญ เอกายนมรรค เหมือนอย่างว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส
สรรเสริญเทศนา ๖ หมวด หมวดละ ๖ ข้อ ด้วยบท ๘ บทว่า ภิกษุ
ทั้งหลาย เราตถาคตจักแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง
งามในที่สุด จักประกาศพรหมจรรย์ (ศาสนา) ที่บริสุทธิ์ บริบูรณ์
สิ้นเชิง พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ คือพรหมจรรย์ ๖ หมวด
หมวดละ ๖ ข้อ แก่เธอทั้งหลาย และได้ตรัสสรรเสริญอริยวงศ์เทศนา
ไว้ ด้วยบท ๙ บทว่า ภิกษุทั้งหลาย อริยวงศ์ ๔ อย่างเหล่านี้ เป็นของ
ที่ผู้รู้รู้กันว่าเลิศ รู้กันมานาน รู้กันว่าเป็นวงศ์ (ของพระอริยเจ้า)
เป็นของเก่าไม่เกลื่อนกลาด ไม่เคยเกลื่อนกลาด ไม่ถูกระแวง ไม่ถูก
สมณพราหมณ์ผู้รู้คัดค้านฉันใด. พระองค์ก็ได้ตรัสสรรเสริญเอกายนมรรค
แม้นี้ไว้ ด้วยบท ๗ บท มีบทว่า เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย
เป็นต้นฉันนั้น.
- หากจะถามว่า เพราะเหตุไร ?
- แก้ว่า เพื่อจะให้เกิดอุตสาหะแก่ภิกษุเหล่านั้น.
- ด้วยว่า ภิกษุเหล่านั้น ครั้นได้สดับการตรัสสรรเสริญแล้ว จักเกิด
อุตสาหะขึ้นว่า ทางสายนี้จะนำอุปัทวะทั้ง ๔ ออกไป คือ ความโศกที่เป็น
สิ่งแผดเผาใจ ๑ ความคร่ำครวญที่เป็นการรำพันทางวาจา ๑ ความ
ทุกข์ที่เป็นความไม่สำราญทางกาย ๑ ความเสียใจซึ่งเป็นความไม่
แช่มชื่นทางใจ ๑ (และ) นำคุณวิเศษ ๓ อย่างมาให้ คือ วิสุทธิ
ความหมดจด ๑ ญายธรรมที่ควรรู้ ๑ นิพพานความดับ (กิเลส ) ๑
ดังนี้แล้ว จักสำคัญพระธรรมเทศนานี้ว่า ต้องเรียน ต้องท่อง ต้องจำทรง
ต้องบอกสอน และจักสำคัญทางสายนี้ว่าต้องเจริญ (ดำเนิน ). พระผู้มี
พระภาคเจ้าได้ตรัสสรรเสริญ (เอกายนมรรค) เพื่อให้ภิกษุเหล่านั้น
เกิดอุตสาหะ ด้วยประการดังที่พรรณนามานี้ เหมือนกับพ่อค้าผ้าขนสัตว์
เป็นต้น กล่าวสรรเสริญคุณภาพผ้าขนสัตว์เป็นต้นฉะนั้น.
- ความพิสดารว่า เมื่อพ่อค้าผ้าขนสัตว์สีเหลือง (ปัณฑุกัมพล )
ราคาแสน โฆษณาว่า เชิญรับผ้าขนสัตว์ครับ คนทั้งหลายยังไม่ทราบ
ก่อนว่า เป็นผ้ากัมพลชนิดโน้น. เพราะว่า แม้ผ้าเกสกัมพลและผ้า
พาลกัมพลเป็นต้น ที่มีกลิ่นเหม็น เนื้อหยาบ (ห่มสาก) เขาก็เรียกว่า
ผ้ากัมพลเหมือนกัน. แต่เมื่อใดเขาโฆษณาว่า ผ้ากัมพลแดง จาก
คันธารราฐ เนื้อละเอียด มันเป็นเงา ห่มนุ่มนวล.
- เมื่อนั้น คนที่มีทรัพย์พอ ก็จะรับ (ซื้อ) ส่วนคนที่มีไม่พอ
ก็อยากชม ฉันใด. แม้เมื่อพระองค์ ตรัสว่า ทางสายนี้เป็นทางสายเอก
ก็ยังไม่ชัดแจ้งว่า เป็นทางสายโน้น ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะว่า ทาง
ที่ไม่นำออกจากทุกข์นานัปการ เขาก็เรียกว่าทางเหมือนกัน. แต่
เมื่อตรัสคำมีอาทิว่า สตฺตานํ วิสุทฺธิยา เพื่อความหมดจดของสัตว์
ทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายก็จะเกิดอุตสาหะว่า ได้ทราบว่า ทางสายนี้
นำอุปัทวะทั้ง ๔ ออกไป นำคุณวิเศษ ๓ ประการมาให้ จักสำคัญ
พระธรรมเทศนานี้ว่า ต้องเรียน ต้องท่อง ต้องทรงจำ ต้องบอกสอน
จักสำคัญทางนี้ว่าต้องเจริญ ( ดำเนินตาม) ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อจะตรัสสรรเสริญ (เอกายนมรรค ) จึงได้ตรัส ไว้ว่า สตฺตานํ
วิสุทฺธิยา.
- และในเรื่องนี้ ควรนำข้อเปรียบเทียบกับพ่อค้าทองชมพูนุทสีแดง
พ่อค้าแก้วมณี น้ำใสสะอาด พ่อค้าแก้วมุกดาหาร ใสสะอาด และ
พ่อค้าแก้วประพาฬ ที่เจียระไนแล้วเป็นต้นมา เหมือนข้อเปรียบเทียบ
กับพ่อค้าปัณฑุกัมพลราคาแสนฉะนั้น.
- อธิบายศัพท์ว่า ยทิทํ
- ศัพท์ว่า ยทิทํ เป็นนิบาท มีเนื้อความเท่ากับ เย อิเม. ศัพท์ว่า
จตฺตาโร เป็นการกำหนดนับ (จำนวนนับ). ด้วยศัพท์นั้น พระองค์
ทรงแสดงถึงการกำหนด (จำนวน) สติปัฏฐานว่า มีไม่ต่ำไม่สูงไปกว่า
จำนวนนั้น.
- แก้สติปัฏฐาน
- บทว่า สติปัฏฐาน ได้แก่สติปัฏฐาน ๓ อย่าง คือ อารมณ์
แห่งสติ ๑ การที่พระศาสดาไม่ทรงดีพระทัย และเสียพระทัย ใน
เมื่อสาวกทั้งหลายปฏิบัติในสติปัฏฐาน ๓ อย่าง ๑ สติ ๑.
- อธิบายว่า อารมณ์แห่งสติท่านเรียกว่า สติปัฏฐาน (เช่น) ใน
พระพุทธพจน์ทั้งหลาย มีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตจัก
แสดงการเกิด และการดับของสติปัฏฐาน ๔ อย่าง เธอทั้งหลายจงฟัง
เทศนานั้น ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย ก็ความเกิดขึ้นแห่งกาย คืออะไร ?
การเกิดขึ้นแห่งอาหาร คือการเกิดขึ้นแห่งกาย.
- อีกอย่างหนึ่ง อารมณ์ของสติท่านเรียกว่า สติปัฏฐาน (เช่น)
ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า กายเป็นที่เข้าไปตั้ง (ของสติ) ไม่ใช่ตัวสติ
สติเป็นที่ตั้งด้วย เป็นตัวสติด้วย (ชื่อว่าสติปัฏฐาน) ดังนี้บ้าง.
- สติปัฏฐานนั้นมีอรรถว่า ชื่อว่า ปัฏฐาน เพราะเป็นที่ตั้ง.
อะไรตั้ง ? สติตั้ง. ที่ตั้งของสติ ชื่อว่า สติปัฏฐาน. อีกอย่างหนึ่ง
สถานที่เป็นที่จอด (ประธาน) ฉะนั้น จึงชื่อว่า ปัฏฐาน. สถานที่เป็น
ที่จอดของสตินั้น ชื่อว่า สติปัฏฐาน เหมือนกับสถานที่ยืนของช้าง
และสถานที่ยืนของม้าเป็นต้นฉะนั้น.
- สติปัฏฐาน ๓ อย่าง คือ การที่พระศาสดาไม่ทรงดีพระทัย และ
เสียพระทัย ในเพราะสาวกทั้งหลายผู้ปฏิบัติในสติปัฏฐาน ๓ อย่าง ท่าน
เรียกว่า สติปัฏฐาน ( เช่น ) ในพระพุทธพจน์แม้นี้ว่า พระศาสดา
ผู้ทรงเป็นพระอริยเจ้า เมื่อทรงสร้องเสพสิ่งที่พระอริยเจ้าส้องเสพ
กัน ควรตามสอนหมู่คณะ ดังนี้ . ข้อนั้น มีเนื้อความว่า ชื่อว่า
ปัฏฐานะ เพราะควรให้เริ่มตั้งไว้ อธิบายว่า เพราะควรให้เป็นไป
(ประพฤติ).
- เพราะควรให้อะไรตั้ง ?
- ควรให้สติตั้ง การตั้งสติ ชื่อว่าสติปัฏฐาน ดังนี้.
- ก็สตินั้นเอง ท่านเรียกว่า สติปัฏฐาน ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า
สติปัฏฐาน ที่อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ให้โพชฌงค์ ๗ ประการ
บริบูรณ์ได้. ในข้อนั้นมีเนื้อความว่า ชื่อว่า ปัฏฐาน เพราะตั้งไว้
อธิบายว่า เข้าไปตั้งไว้ คือ ก้าวลง แล่นไป เป็นไป. ปัฏฐาน คือ
สตินั้นเอง จึงชื่อว่า สติปัฏฐาน.
- อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สติ เพราะอรรถว่า ระลึก ชื่อว่า ปัฏฐาน
เพราะอรรถว่า เข้าไปตั้งไว้, สตินั้นด้วย การตั้งไว้ด้วย ฉะนั้น จึงชื่อ
ว่า สติปัฏฐาน ด้วยประการดังนี้บ้าง. ในสติปัฏฐานสูตรนี้ ท่าน
ประสงค์สติปัฏฐานข้อนี้.
- ถามว่า ถ้าเป็นอย่างนั้น เหตุไฉน คำว่า สติปัฏฐาน จึงเป็น
พหูพจน์ ?
- เพราะสติมีมาก.
- ความจริง ว่าโดยประเภทแห่งอารมณ์ สตินั้นมีมาก.
- เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไร คำว่า มรรค (ซึ่งมีมากเหมือนกัน)
จึงเป็นเอกพจน์.
- เพราะมีอย่างเดียว โดยอรรถว่า จะต้องดำเนินไป.
- จริงอยู่ สติเหล่านั้นแม้จะมี ๔ อย่าง แต่ก็ถึงความเป็นอย่างเดียว
กัน ด้วยอรรถว่า ต้องดำเนินไป. สมจริงดังที่ที่กล่าวไว้ว่า ทาง
ชื่อว่ามรรค เพราะหมายความว่าอะไร ?
- เพราะหมายความว่า เป็นเครื่องไปสู่นิพพาน และเพราะหมาย
ความว่า ผู้มีความต้องการนิพพานจะต้องดำเนินไป.
- ก็สติแม้ทั้ง ๔ อย่างเหล่านั้น เมื่อยังกิจให้สำเร็จ ในอารมณ์
ทั้งหลาย มีกายเป็นต้น (จน) ถึงนิพพานในกาลภายหลัง และผู้มุ่ง
นิพพาน ก็ดำเนินไปตั้งแต่นั้น เพราะเหตุดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ท่านจึง
กล่าวไว้ว่า สติแม้ทั้ง ๔ อย่างเป็นทางสายเอก.
- เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมีเทศนาที่มีการสืบต่อกันมาตามลำดับทีเดียว
ด้วยการสืบต่อถ้อยคำกันมา เหมือนในพระพุทธพจน์ทั้งหลายมีอาทิว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตจักแสดงทางสำหรับย่ำยีมารและเสนา-
มาร เธอทั้งหลายจงฟัง ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทางสำหรับ
ย่ำยีมารและเสนามารคืออะไร ? คือโพชฌงค์ ๗ (องค์แห่งธรรม
เป็นเหตุตรัสรู้) ทั้งหางสำหรับย่ำยีมาร และโพชฌงค์ ๗ โดย
อรรถ ก็เป็นอันเดียว แต่พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน ฉันใด เอกายน-
มรรค กับสติปัฏฐานสูตร ๔ ก็ฉันนั้น โดยอรรถเป็นอันเดียวกัน ใน
ที่นี้ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น. เพราะฉะนั้น ควรเข้าใจว่า (มรรค)
เป็นเอกพจน์ เพราะเป็นอย่างเดียวกัน โดยอรรถว่า จะต้องดำเนินไป
(และ) ควรเข้าใจ (สติปัฏฐาน) ว่าเป็นพหูพจน์ เพราะสติมีมาก
โดยประเภทแห่งอารมณ์.
- เหตุที่ตรัสสติปัฏฐานไว้ ๔ อย่าง
- แต่เหตุไฉน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสติปัฏฐานไว้ ๔ อย่าง
เท่านั้น ไม่ยิ่งไปหย่อน (ไปกว่านั้น) ?
- เพราะทรงเกื้อกูลแก่เวไนยสัตว์.
- อธิบายว่า บรรดาเวไนยสัตว์ทั้งหลาย พวกตัณหาจริต พวก
ทิฏฐิจริต พวกสมถยานิกะ และวิปัสสนายานิกะ (แยก ) เป็นพวก
ละ ๒ ตามอ่อนและแก่กล้า ผู้มีตัณหาจริตอย่างอ่อน มีกายานุปัสสนา-
สติปัฏฐาน มีอารมณ์หยาบเป็นทางแห่งความบริสุทธิ์. แต่ผู้มีตัณหาจริต
แก่กล้า มีเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานที่ละเอียด เป็นทางแห่งความบริสุทธิ์.
แม้ผู้มีทิฏฐิจริตอย่างอ่อน มีจิตตานุปัสสนาสติปักฐาน ที่มีอารมณ์แยกออก
ไม่มากนักเป็นทางแห่งความบริสุทธิ์. แต่ผู้มีทิฏฐิจริตแก่กล้า มีธัมมา-
นุปัสสนาสติปัฏฐาน ที่มีอารมณ์แยกประเภทออกไปมาก เป็นทางแห่ง
วิสุทธิ. และสติปัฏฐานข้อแรกที่มีนิมิตจะที่พึงประสบได้ไม่ยาก เป็น
ทางแห่งความบริสุทธิ์ของสมถยานิกบุคคลประเภทยังอ่อน. ข้อที่ ๒ เป็น
ทางแห่งวิสุทธิสมลยานิกบุคคลประเภทแก่กล้า. เพราะท่านดำรงอยู่ได้
ไม่มั่นคงในอารมณ์ที่หยาบ. ข้อที่ ๓ ที่มีอารมณ์แยกประเภทออกไปไม่
มากนัก เป็นทางแห่งความบริสุทธิ์แม้ของวิปัสสนายานิกบุคคลประเภท
ยังอ่อน. ข้อที่ ๔ ที่มีอารมณ์แยกประเภทออกไปมาก เป็นทางแห่งความ
บริสุทธิ์ของวิปัสสนายานิกบุคคลประเภทแก่กล้า. สติปัฏฐานจึงตรัสไว้ ๔
อย่างเท่านั้น ไม่ยิ่งไม่หย่อน ด้วยประการดังที่พรรณนามาน ดังนี้.
- อีกอย่างหนึ่ง (ที่ทรงแสดงไว้ ๔ อย่างเท่านั้น) เพื่อละวิปลาส
คือความงาม ความสุข ความเที่ยง และความเป็นตน. ความจริง กาย
เป็นของไม่งาม แต่สัตว์ทั้งหลายดำรงอยู่อย่างวิปริต สำคัญผิดในกายนั้น
ว่างามสติปัฏฐานข้อที่ ๑ ตรัสไว้สำหรับสัตว์เหล่านั้น เพื่อให้ละสุภวิปลาส
นั้น ด้วยการเห็นว่าไม่งามในกายนั้น. และในเวทนาเป็นต้น แม้ที่สัตว์
ทั้งหลายยึดถือว่า เป็นสุข เที่ยง เป็นอัตตา (ก็มีนัยนี้คือ) เวทนา
เป็นทุกข์ จิตไม่เที่ยง ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา แต่สัตว์เหล่านั้นดำรง
อยู่อย่างวิปริต สำคัญผิดในเวทนา จิต และธรรมเหล่านั้นว่า เป็นสุข เที่ยง
และเป็นอัตตา ตรัส ๓ อย่างที่เหลือไว้สำหรับสัตว์เหล่านั้น เพื่อให้ละ
วิปลาสที่เหลือเหล่านั้น ด้วยการเห็นเวทนาเป็นต้นเหล่านั้นว่า เป็นทุกข์
เป็นต้น ดังนี้.
- เมื่อเป็นเช่นนี้ สติปัฏฐาน ก็ควรเข้าใจไว้ว่า พระองค์ตรัสไว้
๔ อย่างเท่านั้น ไม่ยิ่งไม่หย่อน (ไปกว่านี้) ก็เพื่อให้ละสุภวิปลาส
สุขวิปลาส นิจจวิปลาส และอัตตวิปลาส. และไม่ใช่เพียงตรัสไว้เพื่อ
ให้ละวิปลาสอย่างเดียวเท่านั้น แต่ควรเข้าใจไว้ว่า ตรัสไว้ ๔ อย่างเท่านั้น
ก็เพื่อให้ละโอฆะ ๔ โยคะ ๔ อาสวะ ๔ คันถะ ๔ และอุปทาน
ทั้ง ๔ และอคติ ๔ ด้วย เพื่อให้กำหนดรู้อาหารทั้ง ๔ ด้วย. นี้เป็น
นัยตามปกรณ์ก่อน.
- มติของอรรถกถา
- ส่วนในอรรถกถา ท่านกล่าวไว้เท่านี้เท่านั้นแหละว่า โดยระลึก
และโดยการประมวลลงสู่จุดเดียวกันแล้ว สติปัฏฐานก็มีอย่างเดียวเท่านั้น
แต่โดยอารมณ์ ๔ อย่าง. อุปมาเสมือนหนึ่งว่าในพระนครที่มีประตู
๔ ประตู คนมาจากทิศตะวันออก ถือเอาสิ่งของที่มีขึ้นมาทางทิศตะวันออก
แล้วเข้าพระนครนั้นเอง ทางประตูด้านตะวันออก คนมาจากทิศใต้ ทิศ
ตะวันตก ทิศอุดร ถือเอาสิ่งของที่มีขึ้นทางทิศอุดรแล้ว เข้าสู่พระนคร
นั้นเอง ทางทิศอุดรฉันใด ข้ออุปไมยที่ให้อุปมาถึงพร้อมนี้ ก็ควรทราบ
ฉันนั้น.
- ข้อเปรียบเทียบ
- ความจริง พระนิพพาน เหมือนพระนคร.
- โลกุตตรมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ เหมือนประตูพระนครหลวง.
- กายเป็นต้น เหมือนทิศตะวันออก เป็นต้น.
- และพระโยคาวจรทั้งหลาย เมื่อมาด้วยอำนาจกายานุปัสสนา
เจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานโดยวิธี ๑๔ อย่างแล้ว จะไปรวมลงสู่ทีเดียว
กัน คือพระนิพพานนั่นเอง ด้วยอริยมรรคที่เกิดขึ้นด้วยอานุภาพของ
กายานุปัสสนา เหมือนคนทั้งหลายที่มาจากทิศตะวันออก ถือเอาสิ่งของ
ที่มีขึ้นทางทิศตะวันออกแล้ว ก็เข้าถึงพระนครได้เหมือนกันทางประตู
ทิศตะวันออกได้ฉะนั้น.
- พระโยคาจร เมื่อดำเนินมาทางประตูเวทนานุปัสสนา เจริญ
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน โดยวิธี ๙ อย่าง ก็ไปรวมลงสู่ทีเดียวกัน
คือพระนิพพานนั่นเอง ด้วยอริยมรรคที่เกิดขึ้นด้วยอานุภาพของเวทนา-
นุปัสสนาสติปัฏฐาน เหมือนผู้มาจากทิศใต้ ถือเอาสิ่งของที่มีขึ้นจากทิศใต้
ก็เข้าถึงพระนครเหมือนกันทางประตูทิศใต้ฉะนั้น.
- พระโยคาวจรทั้งหลาย เมื่อดำเนินมาทางประตูจิตตานุปัสสนา
เจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน โดยวิธี ๑๖ อย่าง จะไปรวมที่เดียวกัน
คือพระนิพพานนั้นเอง ด้วยอริยมรรคที่เกิดขึ้นด้วยอานุภาพของจิตตา-
นุปัสสนาสติปัฏฐาน เหมือนผู้มาจากทิศตะวันตก ถือเอาสิ่งของที่มีขึ้น
จากทิศตะวันตก ก็เข้าถึงพระนครเหมือนกันทางทิศตะวันตกฉะนั้น.
- และพระโยคาวจรทั้งหลาย เมื่อดำเนินมาทางประตูธัมมานุปัสสนา
เจริญธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน โดยวิธี ๕ อย่างแล้ว จะไปรวมที่เดียวกัน
คือ พระนิพพานนั่นเอง ด้วยอริยมรรคที่เกิดขึ้นด้วยอานุภาพของธัมมา-
นุปัสสนาสติปัฏฐาน เหมือนกับผู้มาจากทิศเหนือ ถือเอาสิ่งของที่มีขึ้นจาก
ทิศเหนือ ก็เข้าถึงพระนครเหมือนกันทางประตูทิศเหนือได้ฉะนั้น.
- สติปัฏฐาน พึงทราบว่า ตรัสไว้อย่างเดียวเท่านั้น โดยการระลึก
และโดยการรวมลงสู่จุดเดียวกัน พึงทราบว่า ตรัสไว้ ๔ อย่างนั้นแหละ
โดยอารมณ์ ด้วยประการฉะนี้.
- ความหมายของภิกษุ
- บทว่า กตเม จตฺตาโร (๔ อย่าง คืออะไร) เป็น กเถตุกมฺม-
ยตาปุจฺฉา ( คำถามเพื่อจะตอบเอง).
- บทว่า อิธ ได้แก่ อิมสฺมึ โยก สาสเน แปลว่า ในศาสนานี้.
คำว่า ภิกฺขเว นี้เป็นคำเรียกบุคคลผู้จะรับธรรมะ. คำว่า ภิกฺขุ เป็น
คำแสดงถึงบุคคล ผู้จะยังข้อปฏิบัติให้ถึงพร้อม อีกอย่างหนึ่ง เทวดา
และมนุษย์แม้เหล่าอื่น ก็ยังข้อปฏิบัติให้ถึงพร้อมได้เหมือนกัน.
- แต่พระองค์ตรัสเรียกว่า ภิกษุ เพราะเป็นผู้ประเสริฐ และเพราะทรง
แสดงถึงภิกขุภาวะด้วยข้อปฏิบัติ.
- เพราะว่า เมื่อภิกษุทั้งหลาย ปฏิบัติตามอนุศาสนี ของพระผู้มี
พระภาคเจ้าแล้ว ภิกษุทั้งหลายก็จะเป็นผู้ประเสริฐที่สุด เพราะเป็น
(เสมือน) ภาชนะ (รองรับ) อนุศาสนีทุกประการ. เพราะฉะนั้น
พระองค์จึงตรัสว่า ภิกษุ เพราะเป็นผู้ประเสริฐที่สุด.
- ก็ทรงระบุถึงภิกษุนั้นแล้ว เทวดาและมนุษย์ที่เหลือก็เป็นอันทรง
ระบุถึงด้วยเหมือนกัน เหมือนบริษัทที่เหลือถูกระบุถึงด้วยราชศัพท์ในกิจ
ทั้งหลายมีการเสด็จพระราชดำเนินเป็นต้น.
- และผู้ใดปฏิบัติข้อปฏิบัตินี้ ผู้นั้น ก็ชื่อว่า ภิกษุ เพราะฉะนั้น
พระองค์จึงตรัสว่า ภิกษุ เพราะทรงแสดงถึงภิกขุภาวะ. ด้วยข้อปฏิบัติ
บ้าง. ผู้ปฏิบัติจะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม เข้าถึงการนับว่าเป็นภิกษุ
ทั้งนั้น. สมดังที่ตรัสไว้ว่า
- ถึงผู้ที่ประดับประดาแล้ว หากประพฤติธรรมสม่ำเสมอ
- สงบแล้ว ฝึกแล้ว มีคติที่แน่นอน ประพฤติพรหม-
- จรรย์ เขาเว้นอาชญาในสัตว์ทั้งมวลเสียแล้ว ย่อม
- ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เป็นสมณะ เป็นภิกษุ.
- อธิบายคำว่า กาย
- บทว่า กาเย ได้แก่ในรูปกาย. ความจริง รูปกายพระองค์ทรง
ประสงค์ว่า กายในพระสูตรนี้ เหมือนกายช้าง และกายม้าเป็นต้น.
เพราะอรรถว่า เป็นที่รวมของอวัยวะน้อยใหญ่ และของรูปธรรมทั้งหลาย
มีผมเป็นต้น.
- ก็ (รูปกาย) ชื่อว่า กาย เพราะอรรถว่า เป็นที่ชุมนุม (แห่ง
อวัยวะน้อยใหญ่ทั้งหลาย) ฉันใด ชื่อว่า กาย เพราะอรรถว่า เป็น
ที่มาถึง แห่งสิ่งที่น่าเกลียดทั้งหลาย ฉันนั้น.
- เพราะว่า รูปกายนั้น เป็นที่มาถึง แห่งสิ่งที่น่าเกลียดทั้งหลาย
คือสิ่งที่น่าขยะแขยงอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ากายบ้าง.
- บทว่า อาโย ได้แก่แดนเกิด (ของสิ่งน่าเกลียด) ในบทว่า
กาโยนั้น มีอรรถพจน์ดังต่อไปนี้ :-
- ชื่อว่า อายะ เพราะเป็นแดนเกิด.
- อะไรเกิด ?
- อวัยวะทั้งหลายมีผมเป็นต้น ที่น่าเกลียดเกิด ชื่อว่า กาย เพราะ
เป็นแดนเกิด แห่งสิ่งที่น่าเกลียดทั้งหลาย ด้วยประการอย่างนี้.
- บทว่า กายานุปสฺสี ได้แก่ผู้พิจารณา เห็นกายเนือง ๆ เป็นปกติ
หรือผู้พิจารณาเห็นอยู่เนือง ๆ ซึ่งกาย.
- แลควรทราบไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงแม้ตรัสไว้แล้วว่า กาเย
แต่ก็ทรงทำ (ตรัส ) กายศัพท์ไว้เป็นครั้งที่ ๒ อีกว่า กายานุปสฺสี
เพื่อจะทรงแสดงถึงการแยกก้อน (ฆนสัญญา) ออกไปด้วยการกำหนด
ด้วยจตุธาตุววัตถานกรรมฐาน โดยไม่ให้ปะปนกัน พระโยคาวจรไม่ใช่
เป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในกาย หรือพิจารณาเห็นจิตและธรรมในกาย.
โดยที่แท้แล้ว เป็นผู้พิจารณาเห็นกาย (ในกาย) นั้นเอง. เพราะฉะนั้น
ด้วยบทว่า กายานุปสฺสี นั้น จึงเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง
ถึงการกำหนดโดยมิให้ปนกัน ด้วยการทรงแสดงเฉพาะอาการคือการ
พิจารณาเห็นกายในวัตถุกล่าวคือกายนั้นเอง.
- อนึ่ง ไม่ใช่เป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมอย่างเอก นอกเหนือไปจาก
อวัยวะน้อยใหญ่ในกาย ทั้งไม่ใช่เป็นผู้พิจารณาเห็นหญิงหรือบุรุษนอกเหนือ
ไปจากผม ขน เป็นต้น ในกาย.
- พิจารณากาย
- และในคำว่า กาเย กายานุปสฺสี นี้ ไม่ใช่พิจารณาเห็นธรรม
อย่างเอกนอกเหนือจาก (มหา) ภูตรูป และอุปาทายรูป แม้ในกาย
กล่าวคือชุมนุม (มหา) ภูตรูป และอุปาทายรูป มี ผม ขน เป็นต้น.
โดยที่แท้แล้ว ก็เป็นผู้พิจารณาเห็นชุมนุมแห่งองคาพยพ เหมือนผู้มอง
เห็นเครื่องประกอบของรถฉะนั้น เป็นผู้พิจารณาเห็นชุมนุมแห่งผม ขน
เป็นต้น เหมือนผู้เห็นส่วนต่าง ๆ ของตัวเมืองฉะนั้น และเป็นผู้พิจารณา
เห็นชุมนุมแห่ง (มหา) ภูตรูป และอุปาทายรูปนั้นแหละ เหมือนคน
ลอกกาบกล้วยออกจากต้นกล้วยฉะนั้น และเหมือนคนแบกำมือเปล่า
ออกอย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้น โดยการทรงแสดงวัตถุ กล่าวคือกาย
ด้วยอำนาจแห่งชุมนุม โดยประการต่าง ๆ นั้นเอง เป็นอันพระองค์ทรง
แสดงกายแยกฆนสัญญาออกไปแล้ว. เพราะว่า ในคำว่า กาเย กายา-
นุปสฺสี นี้ จะไม่เห็นเป็นกาย เป็นหญิง เป็นชาย หรือเป็นธรรม
อะไรอื่น นอกเหนือไปจากชุมนุมแห่งธรรมตามที่กล่าวแล้ว. แต่สัตว์
ทั้งหลาย ทำความเชื่อมั่นผิด ๆ อย่างนั้นอย่างนั้น ในสภาวะเพียงการ
ชุมนุมธรรมดามที่กล่าวแล้วเท่านั้น. เพราะฉะนั้น พระโบราณาจารย์จึง
ได้กล่าวไว้ว่า :-
- สิ่งใดที่บุคคลเห็นอยู่ สิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาเห็นแล้ว
- สิ่งใดที่บุคคลเห็นแล้ว สิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาเห็นอยู่
- เมื่อไม่เห็น (ตามความเป็นจริง) จึงหลงติดอยู่
- เมื่อ (หลง) ติดอยู่ ย่อมไม่หลุดพ้น.
มีอธิบายว่า เพื่อแสดงถึงการแยก ความเป็นก้อน (ฆนสัญญา) ออกไป
เป็นต้น.
- และด้วยอาทิศัพท์ ในคำว่า ฆนวินิพฺโภคาทิทสฺสนตฺถํ นี้ ก็
ควรทราบอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ :-
- ความจริง พระโยคาวจรนี้พิจารณาเห็นกายอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ใช่
พิจารณาเห็นธรรมอย่างอื่น.
- มีอธิบายไว้อย่างไร ?
- มีอธิบายไว้ว่า คน (ทั่วไป) มองเห็นพยับแดด ที่ไม่ใช่น้ำเลย
ว่าเป็นน่าฉันใด พระโยคาวจรไม่ใช่เหมือนอย่างนั้น คือไม่เห็นกายนี้
ที่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และไม่งามเลยว่าเป็นของ
เที่ยง เป็นสุข เป็นอัตตา และเป็นของงามไป โดยที่แท้แล้ว พิจารณา
เห็นเป็น (แต่สักว่า) กาย คือพิจารณาเห็นว่า เป็นที่ประชุมของ
กายที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และเป็นของไม่งาม เท่านั้น.
- อีกอย่างหนึ่ง ควรทราบเนื้อความแม้อย่างนี้ว่า กายนี้ใด มีลม
หายใจออก หายใจเข้าเป็นเบื้องต้น มีกระดูกที่กลายเป็นผุยผงไปเป็นที่สุด
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ก่อนแล้ว โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุนี้ในศาสนานี้ไปสู่ป่าหรือ ฯลฯ ภิกษุนั้น มีสติ หายใจออก
และกายใดที่พระสารีบุตรกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทามรรค ว่า พระโยคาวจร
ลางรูปในศาสนานี้ พิจารณาเห็นกายคือดิน กายคือน้ำ กายคือไฟ
กายคือลม กายคือผม กายคือขน กายคือผิว กายคือหนัง กาย
คือเนื้อ กายคือเลือด กายคือเอ็น กายคือกระดูก และกายคือเยื่อใน
กระดูก โดยเป็นของไม่เที่ยง เพราะพิจารณาเห็นกายนั้นทั้งหมดใน
กายนี้นั่นแล พระโยคาวจรจึงชื่อว่า พิจารณาเห็นกายในกาย
- อีกอย่างหนึ่ง ควรทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า พิจารณาเห็นกาย
กล่าวคือที่ประชุมรูปธรรมมีผม เป็นต้น ในกายต่าง ๆ เพราะไม่เห็น
สิ่งใดสิ่งหนึ่งในกายที่จะต้องยึดถืออย่างนี้ว่า เราหรือของเรา แต่เพราะ
พิจารณาเห็นชุมนุมของรูปธรรมต่าง ๆ นั้น ๆ เอง มีผมและขนเป็นต้น
- อีกอย่างหนึ่งควรเข้าใจเนื้อความอย่างนี้ว่า เป็นผู้พิจารณาเห็นกาย
ในกาย แม้เพราะพิจารณาเห็นกาย กล่าวคือชุมนุมอาการมีอนิจจ-
ลักษณะเป็นต้น ทั่วทุกอย่างในกายนี้ มีนัยดังที่มาแล้วในปฏิสัมภิทามรรค
โดยนัยมีอาทิว่าพิจารณาเห็น โดยความเป็นของไม่เที่ยงไม่ใช่เห็นโดยความ
เป็นของเที่ยง.
- จริงอย่างนั้น ภิกษุผู้ปฏิบัติ กาเย กายานุปัสสนาปฏิปทา (ข้อ
ปฏิบัติว่าด้วยการพิจารณากายในกาย ) นี้ พึงทราบว่า จะพิจารณาเห็น
กายนี้ ด้วยอำนาจของอนุปัสสนา ๗ ประการ มีอนิจจานุปัสสนา
เป็นต้น คือจะพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่จะพิจารณา
เห็นโดยความเป็นของเที่ยง จะพิจารณาเห็นโดยเป็นทุกข์ ไม่ใช้จะพิจารณา
เห็นโดยเป็นสุข จะพิจารณาเห็นโดยเป็นอนัตตา ไม่ใช่จะพิจารณาเห็น
โดยเป็นอัตตา จะเบื่อหน่าย ไม่ใช่จะเพลิดเพลิน จะคลายความกำหนัด
ยินดีไม่ใช่จะกำหนัดยินดี จะดับ (ตัณหา)ไม่ใช่จะให้เกิด (ตัณหา) จะ
สลัดออกไปไม่ใช่จะยึดมั่นไว้ เธอเมื่อพิจารณาเห็นกายนั้นโดยความไม่เที่ยง
ก็จะละนิจจสัญญาได้ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ก็จะละสุขสัญญา
ได้ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา ก็จะละอัตตสัญญาได้ เมื่อเบื่อ
หน่ายก็จะละนันทิธรรม ความเพลิดเพลินได้ เมื่อคลายกำหนัด ก็จะละราคะ
ได้ เมื่อดับ (ตัณหา) ก็จะละสมุทัยได้ เมื่อสลัดออกได้ ก็จะละการ
ยึดมั่นได้.
- อธิบายบท อาตาปี สติมา สมฺปชาโน
- บทว่า วิหรติ ได้แก่การดำเนินไป.
- ในบทว่า อาตาปี พึงทราบวิเคราะห์ดังนี้ ชื่อว่า อาตาปะ
เพราะอรรถว่า ย่อมเผาผลาญกิเลสในภพ ๓. คำว่า อาตาปะนี้เป็นชื่อ
ของวิริยะ. อาตาปะ ของภิกษุนั้นมีอยู่ เหตุนั้น ภิกษุนั้นจึงชื่อว่า อาตาปี.
- บทว่า สมฺปชาโน ได้แก่ประกอบด้วยญาณ กล่าวคือสัมปชัญญะ.
- บทว่า สติมา คือประกอบด้วยสติที่ใช้กำหนดกาย.
- ก็ธรรมดาว่า อนุปัสสนา นี้ จะไม่มีแก่ผู้ปราศจากสติเลย เพราะ
พระโยคาวจรใช้สติกำหนดอารมณ์แล้ว จึงพิจารณาเห็น (กายเป็นตน)
ด้วยปัญญา เพราะเหตุนั้นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ก็แล
ภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตพูดถึงสติว่ามีประโยชน์ในธรรมทั้งปวง เพราะ-
ฉะนั้น ในพระสูตรนี้ พระองค์จึงตรัสไว้ว่า กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
(พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ). ด้วยคำเพียงเท่านี้ เป็นอันพระองค์ตรัส
กายานุปัสสนาสติปัฏฐานกรรมฐาน.
- อีกอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่ผู้ที่ไม่มีความเพียร ความหดหู่ภายใน
ย่อมทำอันตรายให้ได้ ผู้ที่ไม่มีสัมปชัญญะ ย่อมเป็นผู้หลงลืมสติ ในการ
กำหนดอุบาย และในการเว้นสิ่งที่ไม่ใช่อุบาย คือเป็นผู้ไม่สามารถในการ
กำหนดอุบาย และในการสลัดทิ้งสิ่งที่ไม่ใช่อุบาย (และ) กรรมฐาน
นั้น จะไม่สำเร็จแก่เธอด้วยวิธีนั้น ฉะนั้น พึงทราบว่า เพื่อจะทรง
แสดงธรรมทั้งหลายที่มีอานุภาพเป็นเหตุสำเร็จแห่งกรรมฐานนั้น พระ
องค์จึงตรัสคำนี้ไว้ว่า อาตาปี มีความเพียร สมฺปชาโน มีสัมปชัญญะ
สติมา มีสติ.
- อธิบายบท วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ
- พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
และวิธีประกอบกายานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้น ด้วยประการอย่างนี้แล้ว
บัดนี้ เพื่อจะแสดงองค์แห่งการละกิเลส จึงได้ตรัสว่า วิเนยฺย โลเก
อภิชฺฌาโทมนสฺสํ พึงขจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกได้.
- บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิเนยฺย ได้แก่พรากออกไปด้วยการ
พรากออกไปด้วยองค์นั้น หรือด้วยการพรากออกไปด้วยการข่มไว้.
- บทว่า โลเก ได้แก่ในกายนั้นเอง. ความจริง กาย พระองค์
ทรงประสงค์เอาว่าโลกในที่นี้ เพราะอรรถว่า แตกสลาย. แต่เพราะเหตุ
ที่เธอไม่ใช่จะละอภิชฌาและโทมนัสได้เฉพาะเพียงแต่ในกายเท่านั้น แม้
ในเวทนาเป็นต้นก็ละได้เหมือนกัน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในคัมภีร์วิภังค์
ว่า โลก คือ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕.
- อีกอย่างหนึ่ง เพราะธรรมเหล่านั้นถูกนับว่าเป็นโลก คำว่า โลก
นั้น ท่านจึงกล่าวไว้โดยอัตถุทธารนัย (โดยการขยายความ) ส่วนคำใด
ที่ท่านกล่าวไว้ว่า ในธรรมเหล่านั้น อันไหนเป็นโลก กายนั้นแหละเป็น
โลก. นี้แหละเป็นอรรถาธิบายในคำนี้. พึงเห็นการสัมพันธ์ความอย่างนี้
ว่า กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกนั้นออกไปได้.
- ก็เพราะเหตุที่ในสูตรนี้ กามฉันทะสงเคราะห์เข้ากับศัพท์ว่า
อภิชฌา พยาบาทสงเคราะห์เข้ากับศัพท์ว่าโทมนัส ฉะนั้น พึงทราบว่า
การละนิวรณ์เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว ด้วยการแสดงธรรม
สองอย่างที่มีกำลังอันนับเนื่อง (กับการละ) นิวรณ์ แต่โดยพิเศษแล้ว
ในสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละ ความยินดีที่มีกายสมบัติเป็นมูล
ด้วยการขจัดอภิชฌา (และ) ความยินร้ายที่มีกายวิบัติเป็นมูลอีกด้วย
การกำจัดโทมนัส อนึ่ง ตรัสการละความยินดีในกาย ด้วยการกำจัด
อภิชฌา (และ) ความไม่ยินดีในการเจริญกายภาวนา ด้วยการกำจัด
โทมนัส ตรัสการละ การเพิ่มความสวยงาม และความสุขเป็นต้น ที่ไม่
มีอยู่จริงในกายด้วยการกำจัดอภิชฌา และการนำออกซึ่งความไม่สวยงาม
และความเป็นทุกข์ที่มีอยู่จริงในกาย ด้วยการกำจัดโทมนัส.
- ด้วยคำว่า วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌา โทมนสฺสํ นั้น เป็นอัน
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอานุภาพแห่งการบำเพ็ญเพียร และความ
เป็นผู้สามารถในการบำเพ็ญเพียรของพระโยคาวจรไว้แล้ว. ความจริง
อานุภาพของความเพียรนั้น ได้แก่การที่พระโยคาวจรเป็นผู้ปลอดพ้นไป
จากความยินดีและความยินร้าย เป็นผู้ข่มความยินดีและความยินร้ายเสียได้
และเป็นผู้เว้นจากการเพิ่มสิ่งที่ไม่เป็นจริงเข้าไป และนำสิ่งที่เป็นจริงออก
มา. ก็พระโยคาวจรนี้ เมื่อปลอดพ้นจากความยินดีและความยินร้าย ข่ม
เสียได้ซึ่งความยินดีและไม่ยินดี ไม่เพิ่มสิ่งที่ไม่เป็นจริงเข้าไป และไม่นำ
สิ่งที่เป็นจริงออกมา ย่อมชื่อว่าเป็นผู้สามารถในการบำเพ็ญเพียรแล.
- อีกนัยหนึ่ง พึงทราบว่า พระองค์ตรัสกรรมฐานไว้ด้วยอนุปัสสนา
(การพิจารณาเนือง ๆ) ในบทว่า กาเย กายานุปสฺสี นี้. ตรัสการ
บริหารกายไว้ สำหรับผู้บำเพ็ญกรรมฐาน ด้วยการพักผ่อนดังที่กล่าวไว้
แล้วในบทว่า วิหรติ.
- ในบทว่า อาตาปี เป็นต้น พระองค์ตรัส สัมมัปปธาน (ความ
เพียรชอบ) ไว้ด้วยอาตาปะ ( ความเพียรเป็นเหตุให้กิเลสเร่าร้อน)
ตรัสกรรมฐานที่ให้สำเร็จประโยชน์ทุกอย่าง หรืออุบายสำหรับบริหาร
กรรมฐานไว้ด้วยสติสัมปชัญญะ. อีกอย่างหนึ่ง ตรัสสมถะที่ได้มาแล้ว
ด้วยอำนาจกายานุปัสสนาไว้ด้วยสติ. ตรัสวิปัสสนาด้วยสัมปชัญญะ.
ตรัสพลังแห่งภาวนาไว้ด้วยการขจัดอภิชฌาและโทมนัสออกไป.
- อธิบายบท อนุปสฺสี
- แต่ในคัมภีร์วิภังค์ พระองค์ตรัสไว้ว่า บทว่า อนุปสฺสี ความว่า
บรรดาธรรมเหล่านั้น อนุปัสสนา คืออะไร ?
- คือปัญญา การรู้ทั่วถึง ฯ ลฯ สัมมาทิฏฐิ นี้เรียกว่า อนุปัสสนา.
ภิกษุเข้าถึง เข้าถึงเรียบร้อยแล้ว เข้านาถึงแล้ว เข้ามาถึงเรียบร้อยแล้ว
เข้าไปถึงแล้ว ถึงพร้อมแล้ว ประกอบแล้วด้วยอนุปัสสนานี้ เพราะเหตุ
นั้น จึงตรัสเรียกว่า อนุปสฺสี ผู้พิจารณาเห็นเนือง ๆ
- บทว่า วิหรติ ความว่า ย่อมผลัดเปลี่ยน เป็นไป รักษาไว้
ดำเนินไปเอง ให้ (ร่างกาย) ดำเนินไป นำไป พักผ่อน ด้วยเหตุนั้น
จึงตรัสเรียกว่า วิหรติ.
- บทว่า อาตาปี ความว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น อาตาปะ (ความ
เพียร) คืออะไร ?
- คือ การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ ความพยายามชอบ
นี้เรียกว่า อาตาปะ ภิกษุเป็นผู้เข้าถึงแล้ว ฯลฯ ประกอบพร้อมแล้ว
ด้วยอาตาปะนี้ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสเรียกว่า อาตาปี.
- บทว่า สมฺปชาโน ความว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น สัมปชัญญะ
คืออะไร ?
- คือ ปัญญา ความรู้ทั่วถึง ฯลฯ สัมมาทิฏฐิ นี้เรียกว่า
สัมปชัญญะ. ภิกษุเป็นผู้เข้าถึงแล้ว ฯลฯ ประกอบพร้อมแล้วด้วย
สัมปชัญญะนี้ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสเรียกว่า สมฺปชาโน.
- บทว่า สติมา ความว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น สติ คืออะไร ?
- คือ สติ ความระลึกได้ อนุสสติ ความระลึกถึงเนือง ๆ ฯลฯ
สัมมาสติ ความระลึกชอบ นี้เรียกว่า สติ. ภิกษุเป็นผู้เข้าถึงแล้ว ฯลฯ
ประกอบพร้อมแล้วด้วยสตินี้ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสเรียกว่า ผู้มีสติ.
- บทว่า วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ความว่า บรรดาธรรม
เหล่านั้น โลก คืออะไร ?
- กายนั้นเอง ชื่อว่า โลก โลกคืออุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ นี้เรียกว่า โลก.
- บรรดาธรรมเหล่านั้น อภิชฌาคืออะไร ?
- คือ ความกำหนัด ความกำหนัดแรงกล้า ความยินดี ความ
คล้อยตาม ความเพลิดเพลิน ความกำหนัดด้วยอำนาจควานเพลิดเพลิน
ความกำหนัดแรงกล้าแห่งจิต นี้เรียกว่า อภิชฌา.
- บรรดาธรรมเหล่านั้น โทมนัส คืออะไร ? คือ ความไม่ยินดีทางใจ
ความทุกข์ทางใจ ความไม่ยินดี ทุกขเวทนา เกิดแต่สัมผัสทางใจ นี้
เรียกว่า โทมนัส.
- ทั้งอภิชฌา ทั้งโทมนัสในโลก คือ กายนี้ เป็นอันถูกขจัดแล้ว
ถูกกำจัดออกไปแล้ว สงบแล้ว เงียบแล้ว เงียบแล้ว ระงับแล้ว ถึงการดับแล้ว
ถึงการตั้งอยู่ไม่ได้แล้ว ถึงการดับสูญไป ไม่อิ่มเอิบแล้ว สิ้นปรีดาแล้ว
ซูบซีดแล้ว เหี่ยวแห้งแล้ว ทำให้เสื่อมสิ้นแล้ว ด้วยเหตุนั้น พระองค์
จึงตรัสว่า ขจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก คือกายได้ เนื้อความของ
บทเหล่านั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วอย่างที่พรรณนามานี้ นักศึกษาพึงทราบ
นัยแห่งอรรถกถานี้ พร้อมด้วยเนื้อความนั้นโดยการเทียบเคียงกันเถิด
- นี้เป็นกถาพรรณนาความแห่งอุเทศแห่งกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ก่อน.
- อธิบายเวทนานุปัสสนา
- บัดนี้ ผู้ศึกษาพึงทราบประโยชน์ ในการกล่าวซ้ำ เวทนาเป็นต้น
ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ (ซึ่งมีรวมอยู่ใน
คำนี้ว่า เวทนาสุ . . .จิตฺเต. . . ธมฺเมสุ. . . ธมมานุปสฺสี วิหรติ ฯลฯ
วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ โดยนัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว ในกายา-
นุปัสสนา.
- ก็ในคำว่า เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี
ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี นี้ คำว่า เวทนา ได้แก่เวทนา ๓ และ
เวทนานั้น เป็นโลกิยะอย่างเดียว ถึงแม้จิตก็เหมือนกัน เป็นโลกิยะ.
ธรรมก็เช่นนั้นเหมือนกัน ( เป็นโลกิยะ ). การจำแนกเวทนาเป็นต้น
เหล่านั้น จักปรากฏในนิเทศวาร. แต่ในที่นี้ พึงทราบการจำแนก
เวทนาล้วน ๆ ไว้ว่า เวทนาต้องพิจารณาเห็นอย่างใด พระโยคาวจร
เมื่อพิจารณาเห็นอย่างนั้น ก็ชื่อว่าพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา. ใน
จิตตานุปัสสนา และธรรมานุปัสสนา ก็นัยนี้เหมือนกัน.
- ถามว่า ก็เวทนาควรพิจารณาเห็นอย่างไร ?
- ตอบว่า ก่อนอื่น สุขเวทนาควรพิจารณาให้เห็นโดยเป็นทุกข์
ทุกขเวทนาควรพิจารณาให้เห็นโดยเป็นเสมือนลูกศร อทุกขมสุข เวทนา
(เวทนาไม่ทุกข์ ไม่สุข ) ควรพิจารณาให้เห็นโดยเป็นของไม่เที่ยง. ดัง
ที่ตรัสไว้ว่า :-
- ภิกษุรูปใดได้เห็นควานสุขโดยเป็นความทุกข์ ได้เห็น
- ความทุกข์โดยเป็นลูกศร ได้เห็นความไม่ทุกข์ไม่สุข
- ที่มีอยู่ โดยเป็นสิ่งไม่เที่ยง แน่นอนแล้ว ภิกษุรูป
- นั้นเป็นผู้เห็นชอบ จักเป็นผู้สงบ เที่ยวไป.
- ก็เวทนาหมดทุกอย่างนี้ ควรพิจารณาให้เห็นว่าเป็นทุกข์. สมจริง
ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ได้เสวยแล้ว เรา
ตถาคตกล่าวสิ่งนั้นทั้งหมดว่า (รวมลงใน ) ทุกข์.
- อีกอย่างหนึ่ง สุขเวทนา ก็ควรพิจารณาให้เห็นโดยเป็นทุกข์.
ดังที่ตรัสไว้ว่า เวทนานี้เป็นสุข ความสุขที่ดำรงอยู่ เป็นวิปริณามทุกข์
เพราะฉะนั้น ควรขยายให้พิสดารทุกข้อ.
- อีกอย่างหนึ่ง เวทนาก็ควรพิจารณาให้เห็น แม้โดยอนุปัสสนา
ทั้ง ๗ มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น. คำที่เหลือ จักมีปรากฏในนิเทศวาร
นั้นแหละ.
- แม้บรรดาจิต และธรรม จิตก็ควรพิจารณาให้เห็น โดยการแยก
ออกไปเป็นจิตมีราคะเป็นต้น ที่มาแล้ว ในนิเทศวารแห่งอนิจจานุ-
ปัสสนาเป็นต้น ที่จำแนกออกเป็นต่าง ๆ กัน มีอารมณ์ อธิบดี สห-
ชาตธรรม ภูมิ กรรม วิบาก และกิริยา เป็นต้น. (ธรรม) ก็ควร
พิจารณาให้เห็นโดยลักษณะของตน และลักษณะที่เสมอกัน ของธรรม.
โดยสุญญตธรรม, โดยอนุปัสสนาทั้ง ๗ มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น
และโดยจำแนกออกเป็นสันตธรรม (ธรรมที่สงบ) และอสันตธรรม
(ธรรมที่ไม่สงบ) เป็นต้น ที่มาแล้วในนิเทศวาร. คำที่เหลือ มีนัยดุจ
ที่กล่าวมาแล้วนั่นแหละ.
- ก็ในการละอภิชฌาและโทมนัสเป็นต้นนี้ ผู้ใด ละอภิชฌาและ
โทมนัสในโลก กล่าวคือกายได้แล้ว ผู้นั้น ก็ละอภิชฌาและโทมนัส
แม้ในโลก คือเวทนาเป็นต้นได้อยู่นั่นเอง ก็จริง แต่ถึงกระนั้นพระองค์
ก็ได้ตรัสทุก ๆ นิเทศวาร โดยบุคคลแตกต่างกัน และโดยสติปัฏฐาน-
ภาวนา ที่ปรากฏขึ้นในขณะจิตแตกต่างกัน. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า
โดยเหตุที่อภิชฌาและโทมนัสที่ละได้ในวาระหนึ่งแล้ว ก็เป็นอันละได้
แม้ในวาระที่เหลือนั่นแหละ แม้เพื่อทรงแสดงการละอภิชฌาและโทมนัส
ไว้ในวาระนั้น จึงได้ตรัสไว้อย่างนี้ ดังนี้แล.
- จบ อรรถกถาว่าด้วยอุเทศวาร
- สมาธิ ๔
- [๑๓๓] บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงมีพุทธประสงค์จะให้
สัตว์ทั้งหลายบรรลุคุณวิเศษมากประการ ด้วยพระธรรมเทศนาว่าด้วย
สติปัฏฐาน จึงทรงจำแนกสัมมาสมาธิข้อเดียวนั่นแหละ ออกเป็น ๔ ข้อ
ตามอารมณ์ โดยนัยมีอาทิว่า สติปัฏฐานมี ๔ อย่าง ๔ อย่างคืออะไร ?
คือ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกาย
ดังนี้แล้ว ต่อไป เมื่อจะทรงเอาสติปัฏฐานแต่ละข้อมาจำแนกออกไป
(อีก) จึงได้ทรงปรารภเพื่อตรัสนิเทศวารไว้โดยนัยมีอาทิว่า กถญฺจ
ภิกฺขเว (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เป็นไฉน ?) อุปมาเหมือนกับช่างจักสาน
ผู้ฉลาด ประสงค์จะทำเครื่องใช้สอยมีเสื่อลำแพนหยาบ เสื่อลำแพนละเอียด
ผอบ หีบ และลุ้ง เป็นต้น ได้ไม้ไผ่ใหญ่มา ๑ ลำ ผ่าออกเป็น ๔ ซีก
เอาแต่ละซีกมาจัก ( ให้เป็นดอก ) แล้วสานเครื่องใช้สอยฉะนั้น.
- บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กถญฺจ เป็นต้น เป็นคำถามโดยตรง
นุ่งหมายจะตรัสตอบให้พิสดารด้วยพระองค์เอง. ก็ในบทนี้ มีอรรถาธิบาย
โดยสังเขปดังต่อไปนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โดยประการอย่างไร ? ภิกษุ
จึงเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่. นัยนี้ จะมีในทุกวาระแห่งคำถาม.
- บทว่า อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ในศาสนานี้. เพราะว่า อิธ ศัพท์นี้ ในคำว่า อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ นี้
บ่งชัดถึงศาสนาอันเป็นที่พำนักอาศัยของบุคคลผู้ให้เกิดกายานุปัสสนา
ทุกประการ และปฏิเสธศาสนาอื่นว่าไม่เป็นอย่างนั้น. สมจริงตามที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในศาสนานี้เท่านั้น
มีสมณะ ศาสนาอื่น (ปรัปปวาท ลัทธิที่โจมตีลัทธิอื่น) ว่างจากสมณะ
เหล่าอื่น. ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงได้ตรัสไว้ว่า ภิกษุในศาสนานี้.
- คำว่า อรญฺญคโต วา ฯเปฯ สุญฺญาคารคโต วา (ไปสู่ป่า ฯลฯ
หรือไปสู่เรือนร้าง) นี้เป็นคำแสดงถึงการทรงกำหนดเสนาสนะที่เหมาะสม
แก่การบำเพ็ญสติปัฏฐานไว้.
- อุปมาจิตเหมือนลูกวัว
- เพราะว่า จิตของภิกษุนี้ ที่ซ่านไปในรูปารมณ์ เป็นต้น มานาน
แล้ว ไม่ประสงค์จะเข้าร่องรอยกรรมฐานได้ วิ่งออกนอกทางถ่ายเดียว
เหมือนรถที่เทียมด้วยวัวพยศก็ปานกัน เพราะฉะนั้น จึงอุปมาเสมือน
หนึ่งว่า คนเลี้ยงวัว (เจ้าของ) เมื่อประสงค์จะฝึกลูกวัวพยศ ที่ดื่มนม
ทุกหยดจากแม่วัวพยศ เติบโตขึ้นมา ต้องพราก (มัน) ออกจากแม่
ดอกหลักใหญ่หลักหนึ่งไว้ในที่เหมาะสม แล้วเอาเชือกผูก (มัน) ไว้ที่
หลักนั้น. ครั้นลูกวัวของเขาตัวนั้น ทะยานไปทางโน้นทางนี้ ก็ไม่อาจ
หนีไปได้ จะต้องยืนชิด หรือนอนชิดหลักนั้นเองฉันใด. ภิกษุรูปนี้เอง
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อประสงค์จะฝึกจิตร้ายของตน ที่เจริญขึ้นจากการ
ดื่มรสรูปารมณ์เป็นต้นมานานแล้ว ต้องพราก (มัน ) จากรูปารมณ์
เป็นต้น เข้าไปสู่ป่า หรือรุกขมูล หรือเรือนร้าง เอาเชือกคือสติผูกมัน
ไว้ที่หลัก คืออารมณ์ของสติปัฏฐานนั้น. จิตของเธอนั้นถึงจะดิ้นรนไป
ทางโน้นทางนี้อย่างนี้ เมื่อไม่ได้อารมณ์ที่เคยชินมาก่อน ไม่อาจจะทำลาย
เชือกคือสติ (ให้ขาด ) แล้วหนีไป ก็จะซบเซา และเงื่องหงอย อยู่
กะอารมณ์นั่นเอง ด้วยอุปจารสมาธิ. ด้วยเหตุนั้น พระโบราณาจารย์
จึงได้กล่าวไว้ว่า :-
- พระโยคาวจร (ผู้บำเพ็ญเพียร) ต้องเอาสติผูกจิต
- ของตนไว้ที่อารมณ์ (กรรมฐาน) ให้มั่น เหมือน
- กับคนในโลกนี้ เมื่อจะฝึกวัว๑ ต้องผูกวัวที่จะต้องฝึก
- ไว้ที่หลักฉะนั้น.
๑. ปาฐะว่า ทมฺมํ แต่ฉบับพม่าเป็น ทมํ แปลตามฉบับพม่า.
- เสนาสนะนั้นเป็นเสนาสนะเหมาะสมที่จะบำเพ็ญ (กรรมฐาน)
สำหรับเธอ ด้วยประการดังที่พรรณนามานี้. ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงได้
ตรัสไว้ว่า อรญฺญคโต วา ฯเปฯ สุญฺญาคารคโต วา นี้บ่งชัดถึง
การกำหนดเสนาสนะที่เหมาะสมกับการบำเพ็ญสติปัฏฐาน.
- เสียงเป็นข้าศึกต่อฌาน
- ก็อีกอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่พระโยคาวจรยังสละเสนาสนะท้ายบ้าน
ที่อึกทึกด้วยเสียงสตรี เสียงบุรุษ เสียงช้าง และเสียงม้า เป็นต้น
ไม่ได้ จะยังอานาปานสติกรรมฐาน อันเป็นยอดแห่งกายานุปัสสนา
เป็นเหตุใกล้เคียงแห่งการบรรลุคุณพิเศษและทิฏฐธรรมสุขวิหารธรรมของ
พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกทุก ๆ พระองค์นี้
ให้สมบูรณ์ ไม่ใช่ของที่จะทำได้ง่าย เพราะฌานมีเสียงเป็นเสี้ยนหนาม
(อุปสรรค). แต่ในป่าที่ไม่มีหมู่บ้าน การกำหนดเอาพระกรรมฐานนี้
แล้วยังฌานที่ ๔ มีอานาปานสติเป็นอารมณ์ ทำฌานนั่นเองให้เป็น
เบื้องบาท (ของวิปัสสนา) พิจารณาสังขารแล้วได้บรรลุพระอรหัต
อันเป็นผลชั้นยอด เป็นสิ่งที่พระโยคาวจรทำได้ง่าย ฉะนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงเสนาสนะอันสมควรแก่พระโยคาวจรนั้น
จึงตรัสว่า อรญฺญคโต วา ดังนี้เป็นต้น.
- ด้วยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเป็นเหมือนอาจารย์ผู้รู้พื้นที่
(นักดูที่ หรือนักธรณีวิทยา). พระองค์ ครั้นทรงใคร่ครวญเห็นเสนาสนะ
ที่สมควรแก่พระโยคาวจรอย่างนี้แล้ว จึงทรงชี้ว่า ควรบำเพ็ญพระ
กรรมฐาน ณ ที่นี้ ต่อนั้นไป พระโยคี (ภิกษุผู้บำเพ็ญเพียร) บำเพ็ญ
กรรมฐานอยู่ เมื่อได้บรรลุพระอรหัตตามลำดับแล้ว พระองค์ทรงได้รับ
สักการะอย่างมากมายด้วยคำสรรเสริญว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ (จริง ๆ) หนอ เหมือนกับ
อาจารย์ผู้รู้พื้นที่ ดูพื้นที่ที่จะตั้งพระนครแล้ว พิจารณาดูถี่ถ้วนแล้ว
ชี้บอกว่า ท่านทั้งหลายจงสร้างพระนคร ณ ที่นี้ และเมื่อพระนครสร้าง
สำเร็จโดยสวัสดี (เรียบร้อย) แล้ว จะได้รับพระราชทานสักการะมาก
มายจากราชตระกูลฉะนั้น.
- ทรงเปรียบพระเหมือนเสือเหลือง
- แต่ภิกษุรูปนี้ ท่านกล่าวว่า เป็นเช่นกับเสือเหลือง. อธิบายว่า
พญาเสือเหลืองใหญ่อาศัยพงหญ้า หรือพงป่า พงเขาในป่า ซุ่มจับหมู่
มฤคมีควายป่า เนื้อสมัน และหมูป่าเป็นต้น (กิน) ฉันใด ภิกษุนี้
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน บำเพ็ญพระกรรมฐานบ่อย ๆ ในป่าเป็นต้น จะ
บรรลุอริยมรรค ๔ และอริยผล ๔ ตามลำดับ. เพราะฉะนั้น พระ
โบราณาจารย์จึงได้กล่าวไว้ว่า :-
- ภิกษุผู้เป็นพุทธบุตร บำเพ็ญวิปัสนา ประกอบ
- ความเพียรนี้ เข้าไปสู่ป่า แล้วบรรลุอรหัตตผล
- เหมือนเสือเหลือง ซุ่มจับเนื้อกินฉะนั้น.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงเสนาสนะป่าอันเป็น
พื้นที่ซึ่งเหมาะสมแก่การรีบเร่งในการประกอบความเพียรแก่ภิกษุนั้น จึง
ได้ตรัสไว้ว่า อรญฺญคโต วา ดังนี้ เป็นต้น.
- ต่อแต่นี้ไป คำใดที่ข้าพเจ้าจะต้องกล่าว (อธิบาย) ในอานา-
ปานบรรพนี้ก่อน คำนั้นข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้นแล้ว.
- เจริญอานาปานสติ
- ก็เมื่อพระโยคาวจรนั้น ศึกษาอยู่ด้วยอำนาจแห่งลมหายใจเข้าและ
ลมหายใจออกเหล่านี้ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ภิกษุ
สำเหนียกว่า เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว ฌาน
ทั้ง ๔ จะเกิดขึ้นในเพราะนิมิต คือ อัสสาสะ และ ปัสสาสะ.
- เธอออกจากฌานแล้ว กำหนดลมหายใจออก ลมหายใจเข้า หรือ
กำหนดองค์ฌาน, ในจำนวนอัสสาสะ ปัสสาสะ และองค์ฌานทั้ง ๒
อย่างนั้น. (ถ้า) เป็นผู้กำหนดอัสสาสะปัสสาสะเป็นอารมณ์ ก็กำหนดรูป
อย่างนี้ว่า อัสสาสะปัสสาสะอาศัยอยู่กับอะไร ? อาลัยอยู่กับวัตถุ
กรชกาย ชื่อว่า วัตลุ. มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูป (๒๔) ชื่อว่า
กรชกาย.
- ต่อมา กำหนดนามรูปอย่างนี้ว่า นามมีอยู่ ในอารมณ์นั้น มี
ผัสสะเป็นที่ ๕ เมื่อแสวงหาปัจจัยของนานรูปนั้นจะเห็นปฏิจจสมุปบาท
มีอวิชชาเป็นต้น ข้ามสงสัยได้ว่า นี้เป็นเพียงปัจจัยและธรรมที่อาศัย
ปัจจัยเกิดขึ้นเท่านั้น ไม่มีสัตว์ หรือบุคคล อื่นต่างหาก (จากอัสสาส-
ปัสสาสะนั้น) ยกนามรูปพร้อมทั้งปัจจัยขึ้นสู่ไตรลักษณะ เจริญวิปัสสนา
บรรลุพระอรหัตตามลำดับ.
- นี้เป็นช่องทางแห่งการออกไป (จากทุกข์) จนถึงอรหัตของภิกษุ
รูปหนึ่ง.
- ส่วนผู้กำหนดฌานเป็นอารมณ์ จะกำหนดนามรูปว่า องค์ฌาน
ทั้งหลายเหล่านี้๑ อาศัยอยู่กับอะไร อาศัยอยู่กับวัตถุ กรชกาย ชื่อว่า
วัตถุ องค์ฌานเป็นนาม กรชกายเป็นรูป เมื่อแสวงหาปัจจัยของนามรูป
นั้น จะเห็นปัจจยาการมีอวิชชาเป็นต้น ข้ามความสงสัยเสียได้ว่า นี้เป็น
เพียงปัจจัยและธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นเท่านั้น ไม่มีสัตว์หรือบุคคลอื่น
ต่างหาก ( จากนามรูปนั้น ) ยกนามรูปพร้อมทั้งปัจจัยขึ้นสู่ไตรลักษณ์
เจริญวิปัสสนา บรรลุอรหัตตามลำดับ. นี้เป็นช่องทางแห่งการออกไป
(จากทุกข์) จนถึงพระอรหัตของภิกษุรูปหนึ่ง.
- บทว่า อิติ อชฺฌตฺตํ วา ความว่า ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกาย
คือลมหายใจออกหายใจเข้าของตนอยู่อย่างนี้หรือ.
- บทว่า พหิทฺธา วา ความว่า หรือ (พิจารณาเห็นกาย) ในกาย
คือลมหายใจออกหายใจเข้าของคนอื่น.
- บทว่า อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา ความว่า ในกายคือลมหายใจออก
หายใจเข้าของคน ( และ ) ของผู้อื่น ตามกาลเวลาอย่างนี้.
- ด้วยบทว่า อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา นี้ พระองค์ตรัสถึงกาลเวลา
ที่ลมหายใจนั้นออก ๆ เข้า ๆ โดยไม่พักกรรมฐานที่ช่ำชองไว้. แต่
ทั้ง ๒ อย่างนี้ จะมีในเวลาเดียวกันไม่ได้.
๑. ปาฐะว่า อิทานิ พม่าเป็น อิมานิ แปลตามฉบับพม่า.
- บทว่า สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา ความว่า อุปมาเสมือนหนึ่งว่า
อาศัยทั้งสูบของช่างทองทั้งก้านสูบและความพยายามอันเกิดจากทั้ง ๒ อย่าง
นั้น (สูบและก้านสูบ) ลมจึงเดินไปมาได้ฉันใด. กายคืออัสสาสะ
ปัสสาสะของภิกษุก็ฉันนั้น อาศัยกรชกาย โครงจมูก และจิต จึงสัญจร
ไปมาได้. ธรรมทั้งหลายมีกายเป็นต้น เป็นสมุทัย ภิกษุเมื่อพิจารณา
ธรรมเหล่านั้น เรียกว่า พิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดขึ้นในกายอยู่.
- บทว่า วยธมฺมานุปสฺสี วา ความว่า เมื่อกายแตกดับ โครง
จมูกโหว่ และเมื่อจิตดับ ขึ้นชื่อว่ากายคืออัสสาสะและปัสสาสะจะสัญจร
ไม่ได้ เหมือนกับเมื่อสูบถูกนำออกไปแล้ว เมื่อก้านสูบหัก และเมื่อ
ไม่มีความพยายามอันเกิดแต่สูบและก้านสูบนั้น ลมนั้นจะไม่เดินฉะนั้น
เพราะฉะนั้น ลมหายใจออกและหายใจเข้าดับไป เพราะกายเป็นต้น
แตกดับไป ภิกษุเมื่อพิจารณาเห็นอยู่อย่างนี้ พระองค์จึงตรัสเรียกว่า
พิจารณาเห็นธรรมคือความดับไปในกายอยู่.
- บทว่า สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี ความว่า พิจารณาเห็นความเกิด
ตามกาลเวลา ความดับไปตามกาลเวลา.
- บทว่า อตฺถิ กาโย วา ปนสฺส ความว่า สติ เป็นอันเธอ
เข้าไปดังไว้อย่างนี้ว่า กายมีอยู่ แต่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล. ไม่ใช่หญิง
ไม่ใช่ชาย ไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่สิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร.
- คำว่า ยาวเทว นี้ เป็นคำกำหนดการชี้ขาดประโยชน์. มีคำ
อธิบายว่า สติที่เข้าไปตั้งไว้นั้น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์อย่างอื่น. โดยที่แท้
แล้ว เพียงเพื่อความรู้เท่านั้น คือเพื่อประโยชน์แก่ญาณที่ยิ่งขึ้นไปเป็น
ประมาณต่อ ๆ ไป และเพื่อต้องการสติเป็นประมาณ อธิบายว่า เพื่อ
ต้องการให้สติและสัมปชัญญะเจริญขึ้น.
- บทว่า อนิสฺสิโต จ วิหรติ ความว่า เป็นผู้ไม่อาศัย ( อะไร)
ด้วยอำนาจแห่งตัณหานิสัยและทิฏฐินิสัย.
- ข้อว่า น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ (และเธอจะไม่ยึดมั่น อะไร
ในโลก) ความว่า เธอจะไม่ยึดถืออะไร คือ รูป ฯลฯ หรือวิญญาณ
ในโลกว่า นี้เป็นอัตตาหรือสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตาของเรา.
- ปิ อักษร ในคำว่า เอวํปิ ใช้ในความหมายว่า รวมเอาเนื้อความ
ข้างหน้ามาไว้. อนึ่ง ด้วยบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระธรรม
เทศนาว่าด้วยอานาปานบรรพ มอบให้ (สาวกทั้งหลาย) ดังนี้แล.
- อริยสัจ ๔ ในอานาปานะ
- บรรดาสัจจะเหล่านั้น สติที่กำหนด อัสสาสะ และปัสสาสะ
เป็นทุกขสัจ ตัณหาที่มีแต่ก่อนที่เป็นสมุฏฐานของสตินั้น เป็นทุกขสมุทัย
ความไม่เป็นไปแห่งสติ และตัณหาทั้ง ๒ อย่างนั้น เป็นนิโรธ อริยมรรค
ที่มีการกำหนดรู้ทุกข์ มีการละสมุทัย มีนิโรธเป็นอารมณ์ เป็นมรรคสัจ.
- เธอขวนขวายด้วยอำนาจสัจจะทั้ง ๔ อย่างนี้แล้ว จะบรรลุความดับ
(นิพพาน) ฉะนั้น ข้อนี้จึงเป็นช่องทางแห่งการออกไปจาก (ทุกข์ )
จนถึงอรหัต ของภิกษุผู้ไม่ยึดมั่นด้วยอำนาจอัสสาสะและปัสสาสะ รูป
หนึ่ง.
- จบ อานาปานบรรพ
- พิจารณาดูกายโดยอิริยาบถ
- [๑๓๔] พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงจำแนกการพิจารณาดูกาย
โดยอัสสาสะและปัสสาสะอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงจำแนกโดยอิริยาบถ
จึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า ปุน จ ปรํ.
- จะวินิจฉัยในบทเหล่านั้นต่อไป :-
- ความรู้ที่เป็นสติปัฏฐานภาวนา
- ถึงสุนัขบ้าน และสุนัขจิ้งจอก เมื่อเดินไปก็รู้โดยแท้ว่า เรากำลัง
เดิน. แต่การรู้นั่น พระองค์มิได้ตรัสหมายเอาการรู้แบบนี้. เพราะว่าการ
รู้แบบนี้ ละสัตตูปลัทธิ (การยึดถือว่าเป็นสัตว์) ไม่ได้. ถอนอัตตสัญญา
(ความสำคัญว่าเป็นอัตตา ) ไม่ออก. ไม่เป็นกรรมฐาน หรือสติปัฏฐาน-
ภาวนา.
- แต่การรู้ของภิกษุนี้ ละสัตตูลัทธิได้ ถอนอัตตสัญญาได้ เป็น
กรรมฐาน หรือเป็นสติปัฏฐานภาวนา.
- ความจริง การรู้นี้ พระองค์ตรัสหมายเอาการรู้สึกตัวอย่างนี้ว่า
ใครเดิน ? การเดินของใคร ? เดนเพราะเหตุอะไร ? ถึงในการยืน
ก็นัยนี้เหมือนกัน.
- บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ใครเดิน ความว่า ไม่ใช่สัตว์ตัวไหน
หรือคนคนไหนเดิน.
- บทว่า การเดินของใคร ความว่า ไม่มีการเดินของสัตว์ตัวไหน
- บทว่า เดินเพราะเหตุอะไร ความว่า เดินไป โดยการแผ่ขยาย
ของวาโยธาตุที่เกิดจากกิริยาของจิต.
- วาโยธาตุเกิดจากจิต
- เพราะฉะนั้น ภิกษุนี้ จะรู้ชัด (อิริยาบถ) อย่างนี้ว่า จิต (ความคิด)
เกิดขึ้นว่า เราจักเดิน จิตนั้นจะให้วาโยเกิด จะให้การไหววาโยเกิด.
การเคลื่อนไหวกายทั้งหมดไปข้างหน้า โดยการแผ่ขยายของวาโยธาตุอัน
เกิดจากกิริยาของจิต เรียกว่า การเดิน. แม้ในการยืนเป็นต้น ก็มีนัยนี้
เหมือนกัน.
- แม้ในบรรดาการยืนเป็นต้นนั้น พึงทราบวินิจฉัยต่อไป จิต
(ความคิด) เกิดขึ้นว่า เราจะยืน จิตนั้นจะให้วาโยเกิด จะให้การไหว
วาโยเกิด.
- ภาวะที่กายทั้งหมดตั้งแต่ที่สุด (คือศีรษะถึงปลายเท้า) ยึดขึ้น
โดยการแผ่ขยายของวาโยธาตุที่เกิดจากกิริยาของจิต เรียกว่า การยืน.
- จิตเกิดขึ้นว่า เราจะนั่ง จิตนั้นจะให้วาโยเกิด จะให้การไหว
วาโยเกิด การย่อกายตอนล่างลง การยึดกายตอนบนขึ้น โดยการแผ่ขยาย
ของวาโยธาตุที่เกิดจากกิริยาของจิต เรียกว่า การนั่ง.
- จิตเกิดขึ้นว่า เราจะนอน จิตจะให้วาโยนั้นเกิด จะให้การเคลื่อน
ไหววาโยเกิด. การเหยียดร่างกายทั้งหมดออกไปตามทางขวาง โดยการ
แผ่ขยายของวาโยธาตุที่เกิดจากกิริยาของจิต เรียกว่า การนอน อาการ
ของเขาผู้รู้เห็นอยู่อย่างนี้ เรียกว่า สัตว์เดิน สัตว์ยืน.
- ถามว่า มีสัตว์อะไรเดินหรือยืนหรือ ?
- ตอบว่า ไม่มี.
- แต่เหมือนคำที่เรียกว่า เกวียนไป เกวียนหยุด. ก็ไม่มีอะไรที่ชื่อ
ว่าเกวียนจะไปหรือจะหยุด. แต่เมื่อสารถีผู้ฉลาด เทียมโค ๔ ตัวขับไป
จะมีก็แต่เพียงการเรียกขานกันว่า เกวียนไป เกวียนหยุด ฉันใด. กาย
เหมือนเกวียน เพราะอรรถว่าไม่รู้ ลมที่เกิดจากจิตเหมือนโค จิตเหมือน
สารถี เมื่อจิตเกิดขึ้นว่า เราจะเดิน วาโยธาตุที่จะให้เกิดวิญญัติ ก็จะ
เกิดขึ้น การเดินเป็นต้น จะเป็นไปโดยการแผ่ขยายของวาโยธาตุที่เกิดจาก
กิริยาของจิต จะมีแต่เพียงการเรียกขานกันว่าสัตว์เดิน สัตว์ยืน ฉันไป
ฉันยืน ฉันนั้นเหมือนกัน.
- เรือวิ่งไปได้ เพราะกำลังของลม ลูกศรวิ่งไปได้
- เพราะกำลังของสาย ฉันใด ร่างกายนี้ก็ฉันนั้น
- เดินไปได้ เพราะลม (ภายใน) พัดผัน. แม้
- กายยนต์นี้ ที่ (นายช่างคือตัณหาประกอบไว้) เดิน
- ยิน นั่ง ได้ ด้วยอำนาจของสายชักคือจิต เหมือน
- หุ่นยนต์ เคลื่อนไหวได้ ด้วยอำนาจของสายชัก
- ในเรื่องนี้ จะมีสัตว์อะไร นอกจากเหตุ ปัจจัย ที่ยืน
- หรือเดินไป ด้วยอานุภาพของตน.
- เพราะฉะนั้น พระโยคาวจรนั้นกำหนดอยู่ซึ่งอิริยาบถเดิน เป็นต้น
ที่เป็นไปโดยเหตุและปัจจัยเท่านั้นอย่างนี้ พึงทราบเถิดว่า บุคคลนั้นเมื่อ
เดิน ก็รู้ชัดว่า เราเดิน (เมื่อยืน นั่ง หรือนอน) ก็รู้ชัดว่า เรายืน
นั่งหรือนอน.
- คำว่า ยถา ยถา วา ปนสฺส กาโย ปณิหิโต โหติ ตถา
ตถา นํ ปชานาติ ( ก็หรือว่า เธอย่อมรู้ชัดกายนั้น ตามที่ตนดำรงอยู่
แล้ว) นี้ เป็นคำที่ประมวลอิริยาบถทุกอย่างไว้.
- มีคำอธิบายไว้ดังต่อไปนี้ว่า กายของเธอ สถิตอยู่แล้ว โดยอาการ
ใด ๆ เธอก็รู้ชัดกายนั้น โดยอาการนั้น ๆ คือ รู้ชัดกายที่สถิตอยู่โดย
อาการที่เดิน ว่า กำลังเดิน รู้ชัดกายที่ดำรงอยู่โดยอาการที่ยืน นั่ง หรือ
นอน ว่า (กำลัง ) นอนเป็นต้น.
- บทว่า อิติ อชฺฌตฺตํ วา ความว่า หรือเธอพิจารณาเห็นกาย
ในกาย โดยการพิจารณาอิริยาบถ ๔ ของตนอย่างนี้อยู่.
- บทว่า พหิทฺธา วา ความว่า หรือโดยการกำหนดอิริยาบถ ๔
ของผู้อื่น.
- บทว่า อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา ความว่า พิจารณาเห็นกายในกาย
โดยการกำหนดอิริยาบถ ๔ ของตน (หรือ ) ของผู้อื่นตามกาลเวลา.
- ส่วนในบทว่า สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา เป็นต้น ผู้ศึกษาควรนำ
เอาความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ด้วยอาการ ๕ อย่างมา โดย
นัยมีอาทิว่า เพราะอวิชชาเกิด รูปขันธ์จึงเกิด.
- ความจริง คำว่า สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา นี้ ในอิริยาปถบรรพนี้
พระองค์ตรัสหมายเอาคำนั้น.
- คำว่า อตฺถิ กาโยติ วา ปนสฺส เป็นต้น ก็เช่นเดียวกันกับ
ที่กล่าวมาแล้วนั่นแหละ.
- อริยสัจในอิริยาบถ
- แต่ในอิริยาปถบรรพนี้ สติที่กำหนดอิริยาบถทั้ง ๔ เป็นทุกขสัจ
ตัณหาเก่าที่เป็นสมุฏฐานของสติ เป็นสมุทัยสัจ การไม่เป็นไปแห่งสติ
กับตัณหาทั้ง ๒ อย่างนั้น เป็นนิโรธสัจ อริยมรรคที่กำหนดรู้ทุกข์ ที่
ละสมุทัย ที่มีนิโรธเป็นอารมณ์ เป็นมรรคสัจ.
- พระโยคาวจรขวนขวายด้วยอำนาจสัจจะทั้ง ๔ อย่างนี้แล้ว จะ
บรรลุความดับ (นิพพาน). ถ้อยคำดังที่พรรณนามานี้ เป็นช่องทาง
การนำออก (จากทุกข์) จนถึงพระอรหัต ของภิกษุผู้กำหนดอิริยาบถ ๔
รูปหนึ่ง ดังนี้แล.
- จบ อิริยาปถบรรพ
- พิจารณาดูกายโดยสัมปชัญญะ ๔
- [๑๓๕] พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงจำแนกการพิจารณา
เห็นกายในกายโดยอิริยาบถอย่างนี้แล้ว. บัดนี้ เพื่อจะทรงจำแนกโดย
สัมปชัญญะ ๔ จึงตรัสคำมีอาทิว่า ปุน จปรํ ไว้.
- ก่อนอื่น บรรดาคำเหล่านั้น ในคำว่า อภิกฺกนฺเต ปฏิกฺกนฺเต นี้
การเดินไปพระองค์ตรัสเรียกว่า อภิกกันตะ การเดินกลับตรัสเรียกว่า
ปฏิกกันตะ. แม้ทั้ง ๒ อย่างนั้น ได้ในอิริยาบถทั้ง ๔.
- (จะว่า) ในการเดินก่อน เมื่อโยกกายไปข้างหน้า ก็ชื่อว่าก้าวไป.
เมื่อเอนกลับก็ชื่อว่าถอยกลับ. แม้ในการยืน ผู้ยืนนั้นแหละ เมื่อโยกกาย
ไปข้างหน้า ก็ชื่อว่าก้าวไป เมื่อเอนตัวมาข้างหลัง ก็ชื่อว่าถอยกลับ.
ในการนั่ง ผู้นั่งนั่งเอง เมื่อโน้มตัวด้านหน้าไป เฉพาะหน้าอาสนะ
ชื่อว่าก้าวไป เมื่อโยกร่างกายด้านหลังไปทางหลัง ชื่อว่าถอยกลับ. แม้
ในการนอนก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
- บทว่า สมฺปชานการี โหติ ความว่า เป็นผู้ประกอบกิจทุกอย่าง
ด้วยสัมปชัญญะ (ความรู้ตัว) เป็นปกติ หรือเป็นผู้ทำความรู้สึกตัว
นั่นแหละเป็นปกติ เพราะว่า เธอทำความรู้สึกตัวอยู่ทีเดียว ในการก้าว.
ไปข้างหน้าเป็นต้น ไม่ว่าในอิริยาบถไหน ๆ ก็ไม่เว้นสัมปชัญญะ.
- สัมปชัญญะ ๔
- สัมปชัญญะ ในคำว่า สมฺปชานการี นั้นมี ๔ อย่างคือ สาตถก-
สัมปชัญญะ ๑ สัปปายสัมปชัญญะ ๑ โคจรสัมปชัญญะ ๑ อสัม-
โมหสัมปชัญญะ ๑.
- ๑. สาตถกสัมปชัญญะ
- บรรดาสัมปชัญญะทั้ง ๔ อย่างนั้น การไม่ไปตามอำนาจความคิด
ที่เกิดขึ้นทีเดียว ในเมื่อคิดจะก้าวไป กำหนดผลได้ผลเสีย (ก่อน) ว่า
การไปที่นี้ จะมีประโยชน์แก่เรา หรือไม่มี แล้วถือเอาแต่ประโยชน์
ชื่อว่าสาตถกสัมปชัญญะ.
- ก็บรรดาอัตถะและอนัตถะ (ผลได้ผลเสีย) ทั้ง ๒ อย่างนั้น ความ
เจริญทางธรรมด้วยได้เห็นพระเจดีย์ ได้เห็นต้นโพธิ์ ได้เห็นพระสงฆ์
ได้เห็นพระเถระ และได้เห็นอสุภารมณ์ เป็นต้น ชื่อว่า อัตถะ. เพราะว่า
แม้ได้เห็นพระเจดีย์แล้ว ยังปีติให้เกิด มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ขึ้นได้
(และ) เพราะได้เห็นพระสงฆ์ ก็ให้เกิดปีติมีพระสงฆ์เป็นอารมณ์ขึ้นได้
แล้ว เมื่อพิจารณาอารมณ์นั่นแหละ โดยความสิ้นไปและความเสื่อมไป
ก็จะบรรลุพระอรหัต. ได้เห็นพระเถระทั้งหลายแล้ว ตั้งอยู่ในโอวาทของ
ท่าน ได้เห็นอสุภารมณ์แล้ว ยังปฐมฌานให้เกิดในอสุภารมณ์นั้นขึ้นได้
เมื่อพิจารณาอสุภารมณ์นั่นแหละไป โดยความสิ้นไปและความเสื่อมไป ก็
จะบรรลุพระอรหัต. เพราะฉะนั้น การเห็นสิ่งเหล่านั้น จึงชื่อว่ามีประ-
โยชน์. แต่อาจารย์ลางพวกกล่าวว่า ความเจริญด้านอามิสเอง ก็ชื่อว่า
เป็นประโยชน์ (ผล) ได้เหมือนกัน เพราะอาศัยประโยชน์นั้นแล้ว
ได้ปฏิบัติ (ธรรม) เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์.
- ๒. สัปปายสัมปชัญญะ
- ส่วนการกำหนด สัปปายะ และ อสัปปายะ (ความสบายหรือไม่
สบาย) ในการเดินนั้นแล้วกำหนดเอาสัปปายะ ชื่อว่า สัปปายสัม-
ปชัญญะ.
- ได้แก่อะไร ?
- ได้แก่ การเห็นพระเจดีย์ ชื่อว่ามีประโยชน์ก่อน ก็ถ้าบริษัทประชุม
กัน ระยะ ๑๐ หรือ ๑๒ โยชน์ เพื่อบูชามหาเจดีย์เป็นการใหญ่ ผู้หญิง
บ้าง ผู้ชายบ้าง แต่งตัวด้วยเครื่องประดับ ตามควรแก่สมบัติของตน
(ตามฐานานุรูป) เดินเที่ยวกันไปเหมือนกับภาพจิตรกรรม ( รูปเขียน)
ไซร้ เธอก็จะเกิดความอยากได้ (โลภ) ในอิฏฐารมณ์นั้น จะเกิดความ
ขัดเคืองในเพราะอนิฏฐารมณ์ และจะเกิดความหลงใหลขึ้นในเพราะการ
มองไม่เหมาะสม. จะต้องอาบัติ กายสังสัคคะ (จับต้องกายหญิง) หรือ
จะมีอันตรายแก่ชีวิตและพรหมจรรย์. สถานที่ดังที่พรรณนามานี้นั้น ชื่อว่า
เป็นอสัปปายะ. แม้การเห็นพระสงฆ์ที่เป็นสัปปายะ ชื่อว่ามีประโยชน์
ในเพราะไม่มีอันตรายมีประการดังที่กล่าวนาแล้ว.
- แต่ถ้าเมื่อมนุษย์พากันสร้างปะรำใหญ่ไว้ภายในหมู่บ้านแล้วฟัง
ธรรมเทศนากันตลอดทั้งคืน การชุมนุมของประชาชนและอันตราย ก็จะ
มี โดยประการดังที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. สถานที่ดังกล่าวมาแล้วนี้นั้นเป็น
อสัปปายะ (แต่) เป็นสัปปายะได้ เพราะไม่มีอันตราย แม้ในการเห็น
พระเถระทั้งหลายผู้มีบริษัทบริวารมาก ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ถึงการเห็น
อสุภารมณ์ ก็ชื่อว่ามีประโยชน์. และมีเรื่องดังต่อไปนี้เป็นการแสดงเนื้อ
ความนั้น (ตัวอย่าง) :-
- เรื่องภิกษุหนุ่ม
- เล่ากันมาว่า ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งพาสามเณรไปหาไม้ชำระฟัน. สาม-
เณรแวะออกนอกทางเดินล่วงหน้าไป เห็นอสุภารมณ์ แล้วยังปฐมฌาน
ให้เกิดขึ้น ทำปฐมฌานนั่นแหละให้เป็นเบื้องบาทพิจารณาสังขาร ทำผล
ทั้ง ๓ ให้แจ้งชัดแล้ว ได้ยืนกำหนดกรรมฐาน เพื่อผลประโยชน์แก่มรรค
เบื้องสูง (อรหัตตมรรค). ภิกษุหนุ่มเมื่อไม่เห็นสามเณรนั้น จึงร้องเรียก
ว่าสามเณร. สามเณรนั้นคิดว่า ตั้งแต่บวชแล้ว เราไม่เคยให้พระเรียกถึง
๒ ครั้งเลย เราจักให้คุณวิเศษเบื้องสูงเกิดขึ้นในวันอื่นเถอะ ดังนี้แล้ว
จึงให้คำตอบว่า อะไรครับท่าน ? และสามเณรนั้นที่ภิกษุหนุ่มบอกว่า
มาเถิดสามเณร เพียงคำเดียวเท่านั้นก็มาแล้วได้พูดว่า ท่านครับ ขอได้
โปรดเดินไปตามทางนี้ก่อน แล้วยืนหันหน้ามองไปทางทิศตะวันออก
สักครู่หนึ่ง ณ โอกาสที่ผมยืน. เธอได้ทำตามนั้นแล้ว ได้บรรลุคุณวิเศษ
ที่สามเณรนั้นได้แล้วบรรลุแล้ว. อสุภารมณ์เดียว ได้เกิดประโยชน์แก่คน
๒ คน ดังที่พรรณนามานี้.
- ก็อสุภารมณ์นี้ แม้จะมีประโยชน์ดังที่พรรณนามานี้ (แต่) อสุภา-
รมณ์คือหญิง ก็เป็นอสัปปายะของชาย และอสุภารมณ์คือชาย ก็เป็น
อสัปปายะของหญิง. อสุภารมณ์ที่เป็นสภาคกันเท่านั้น จึงจะเป็นสัปปายะ
เพราฉะนั้น การกำหนดสัปปายะอย่างนั้น ชื่อว่า สัปปายะสัมปชัญญะ.
- ๓. โคจรสัมปชัญญะ
- แต่การเรียนเอา โคจระ กล่าวคือกรรมฐาน ซึ่งเป็นที่ชอบใจ
ของตน ในจำนวนกรรมฐาน ๓๘ ประการ แล้วรับเอากรรมฐานนั้น
เดินไปในที่โคจรเพื่อภิกขาจาร ชื่อว่า โคจรสัมปชัญญะ สำหรับผู้มี
สัปปายะที่มีประโยชน์ที่กำหนดแล้วอย่างนี้.
- เพื่อความแจ่มชัดแห่งโคจรสัมปชัญญะนั้น ผู้ศึกษาควรทราบ
สัมปชัญญะ ๔ หมวด ดังต่อไปนี้ คือ ภิกษุลางรูปในศาสนานี้ นำไป
ไม่นำกลับ ลางรูปไม่นำไป ไม่นำกลับ ลางรูปทั้งนำไปไม่นำกลับ.
- ภิกษุนำไปนำกลับ
- บรรดาภิกษุทั้ง ๔ รูปนั้น ภิกษุรูปใด ชำระจิตให้ผ่องใสจาก
นิวรณธรรม ด้วยการจงกรม ด้วยการนั่งตลอดทั้งวัน ตลอดปฐมยามแห่ง
ราตรีก็เช่นนั้น ในมัชฌิมยามจำวัด แม้ในปัจฉิมยามก็ให้เวลาผ่านไปด้วย
การนั่ง การจงกรม จะป่วยกล่าวไปไยถึงจะทำวัตรที่ลานพระเจดีย์ ลาน
โพธิ์พฤกษ์ จะรดน้ำต้นโพธิ์ จะตั้งน้ำดื่มน้ำใช้ไว้ สมาทาน ปฏิบัติวัตร
ในคัมภีร์ขันธกะ๑ทุกอย่าง มีอาจริยวัตร และอุปัชฌายวัตรเป็นต้น เธอ
ทำธุระเกี่ยวกับร่างกายแล้ว เข้าไปยังที่นั่งที่นอน และนั่งขัดสมาธิ ๒-๓
ท่า พอให้อบอุ่นแล้วปฏิบัติธรรมฐาน ลุกขึ้นในเวลาภิกขาจาร ถือเอา
บาตรและจีวรออกไปจากเสนาสนะ มนสิการกรรมฐานอยู่ ด้วยหัวข้อ
กรรมฐานนั่นเอง เดินไปสู่ลานเจดีย์แล้ว ถ้ามีกรรมฐานมีพุทธานุสสติ
เป็นอารมณ์ไซร้ ก็อย่าทิ้งกรรมฐานนั้นเสีย เข้าไปยังลานพระเจดีย์. ถ้า
มีกรรมฐานอย่างอื่นไซร้ ควรพักกรรมฐานนั้นไว้ เหมือนกับเอามือจับ
สิ่งของวางไว้ที่เชิงบันได แล้วกำหนดเอาปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ขึ้น
ไปยังลานพระเจดีย์ (ถ้า) เป็นเจดีย์องค์ใหญ่ ควรทำประทักษิณ ๓ ครั้ง
แล้วไหว้ทั้ง ๔ ด้าน (ถ้า) เป็นเจดีย์องค์เล็ก ควรทำปทักษิณาอย่างนั้น
เหมือนกัน แล้วไหว้ทั้ง ๘ ด้าน. ครั้นไหว้พระเจดีย์เสร็จ ไปถึงลาน
โพธิ์แล้ว ควรวันทาต้นโพธิ์แสดงความยำเกรง เหมือนอยู่ต่อพระพักตร์
พระผู้มีพระภาคเจ้า. เธอไหว้พระเจดีย์และต้นโพธิ์อย่างนี้แล้ว ไปยังที่
ที่ตนพักกรรมฐานไว้ รับเอากรรมฐานที่พักไว้ (เก็บไว้ชั่วคราว) เหมือน
กับเอามือจับเอาสิ่งของที่ตนเก็บไว้ฉะนั้น แล้วห่มจีวรในที่ใกล้บ้าน โดย
มีกรรมฐานเป็นสำคัญนั้นเลง เข้าบ้านไปเพื่อบิณฑบาต.
- ครั้นคนทั้งหลายเห็นท่านแล้ว บอกกันว่า พระคุณเจ้าของเรามา
แล้ว พากันต้อนรับท่าน รับเอาบาตรแล้วให้นั่งบนศาลาโรงฉัน หรือ
บนเรือน ถวายข้าวยาคู ล้างเท้าทาด้วยน้ำมันให้จนกว่าจะเสร็จภัตตกิจ
พากันนั่งข้างหน้า บ้างก็ถามปัญหา บ้างก็ต้องการจะฟังธรรม แต่ถ้า
เขาจะให้กล่าว (ธรรมกถา) พระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ว่า ขึ้นชื่อว่า
๑. ปาฐะ เป็น ขนฺธกวตฺตาทีนิ แต่ฉบับพม่าเป็น ขนฺธกวตฺตานิ จึงแปลตามฉบับพม่า.
ธรรมกถา ควรแสดงทีเดียว เพื่อสงเคราะห์ประชาชน. เพราะขึ้นชื่อว่า
ธรรมกถา จะเหนือไปจากกรรมฐานไม่มี เพราะฉะนั้น ครั้นท่านแสดง
ธรรมโดยมีกรรมฐานเป็นสำคัญนั่นเอง ฉันอาหารโดยมีกรรมฐานเป็น
สำคัญนั่นเอง ทำอนุโมทนาแล้ว เมื่อเขาให้กลับ ก็ให้ตามคนเขาไป
แล้ว กลับ ณ ที่นั้นนั่นเอง แล้วจึงเดินทางต่อไป. ครั้นสามเณรและ
ภิกษุหนุ่มผู้ออกไปก่อน ฉันเสร็จแล้ว เห็นท่านจึงพากันไปต้อนรับ รับ
บาตรและจีวรของท่าน.
- ได้ทราบว่าภิกษุรุ่นเก่าดูหน้าเห็นว่า ไม่ใช่อุปัชฌาจารย์ของคนแล้ว
ทำ (อาคันตุกะ) วัตรอยู่ แต่ทำตามกำหนดที่มาเผชิญเข้าเท่านั้น. ภิกษุ
เหล่านั้นจะถามท่านว่า คนเหล่านั้นเป็นอะไรกับท่าน๑ เกี่ยวข้องกันทาง
โยมผู้หญิงหรือทางฝ่ายโยมผู้ชาย ?
- ท่านจะตอบว่า พวกคุณเห็นอะไรจึงถาม ?
- สามเณรและภิกษุหนุ่มเหล่านั้นเรียนว่า คนเหล่านี้มีความรักความ
นับถือมาก๒ ในเพราะใต้เท้า.
- คุณครับ สิ่งใด ที่แม้แต่โยมผู้หญิง โยมผู้ชาย (ของผม ) ก็ทำ
ได้ยาก คนเหล่านั้นทำสิ่งนั้นให้ผม แม้บาตรและจีวรของผม ก็เป็นของ
คนเหล่านั้นเหมือนกัน (ถวาย) ด้วยอานุภาพของคนเหล่านั้น เมื่อมีภัย
ผมก็ไม่รู้จักภัยเลย เมื่อมีความหิว ผมก็ไม่รู้จักหิว ขึ้นชื่อว่า เหล่าชน
ผู้มีอุปการะแก่ผมเช่นนี้จะไม่มี เธอพูดถึงคุณของคนเหล่านั้นอยู่อย่างนี้
เดินไป ภิกษุนี้ท่านเรียกว่า ชื่อว่านำไป ไม่นำกลับ.
๑. ฉบับพม่ามี ตุมฺหากํ แปลตามฉบับพม่า.
- ๒. ในระหว่างนี้ ฉบับพม่ามีศัพท์ว่า เปมํ จึงแปลตามฉบับพม่า.
- ภิกษุไม่นำไปไม่นำกลับ
- แต่ว่า จะป่วยกล่าวไปไย เมื่อภิกษุใด ทำวัตรปฏิบัติมีประการดัง
ที่กล่าวมาแล้ว เดชที่เกิดแต่กรรม จะสำแดงออก จะปล่อยวางอนุปา-
ทินนกสังขาร ยึดอุปาทินนกสังขาร เหงื่อจะไหลออกจากร่างกาย จะ
ไม่ขึ้นสู่วิถีทางของกรรมฐาน. จะป่วยกล่าวไปไย ถึงภิกษุนั้นจะถือเอา
บาตรและจีวร จะรีบไปไหว้พระเจดีย์ เข้าบ้าน เพื่อข้าวยาคูและภิกษา
ในเวลาที่โคทั้งหลายออกไป (หากิน) นั่นเอง ได้ข้าวยาคูแล้ว ไปยัง
อาสนศาลา (หอฉัน) แล้วดื่ม. ภายหลังด้วยเหตุเพียงการดื่มข้าวยาคู.
๒-๓ อึกของท่านเท่านั้น เดช (ความร้อน) ที่เกิดแต่กรรมจะปล่อยวาง
อุปาทินนกสังขาร ยึดอนุปาทินนกสังขาร. เธอจะดับความกระวนกระ-
วายที่เกิดแต่เตโชธาตุ เหมือนอาบน้ำร้อยหม้อ ฉันข้าวยาคูโดยมีกรรม-
ฐานเป็นสำคัญ ล้างบาตรและบ้วนปากแล้ว มนสิการกรรมฐานในระหว่าง
ภัต เที่ยวไปบิณฑบาตในที่ที่เหลือ ฉันอาหารโดยมีกรรมฐานเป็นสำคัญ
ตั้งแต่นั้นไปจะรับเอากรรมฐานที่ปรากฏขึ้นติดต่อกันไป แล้วเดินไป ภิกษุ
นี้เรียกว่าไม่นำไป แต่นำกลับ. ก็ขึ้นชื่อว่า ภิกษุทั้งหลายผู้ดื่มข้าวยาคู
ปรารภวิปัสสนา แล้วบรรลุพระอรหัตในพระพุทธศาสนา เช่นนี้นับ
จำนวนไม่ถ้วน. ในเกาะสีหลนั่นเอง บนอาสนศาลา อาสนะสำหรับนั่ง
ดื่มข้าวยาคูก็ไม่มี ภิกษุที่ดื่มข้าวยาคูแล้ว บรรลุอรหัต ก็ไม่มี. แต่ภิกษุใด
เป็นผู้อยู่อย่างประมาทเป็นปกติ ทอดทิ้งธุระ ทำลายวัตรทุกอย่าง มีจิต
ผูกพันอยู่กับเจโตขีลธรรม ๕ ประการ ไม่ทำสัญญาไว้บ้างว่า ขึ้นชื่อว่า
กรรมฐานมีอยู่ เข้าไปบ้านเพื่อบิณฑบาตเที่ยวคลุกคลีด้วยการคลุกคลีกับ
คฤหัสถ์ที่ไม่เหมาะสม และฉันแล้ว (มีบาตร) เปล่าออกไป ภิกษุนี้เรียก
ว่าไม่นำไป และไม่นำกลับ.
- ภิกษุทั้งนำไปนำกลับ
- ส่วนภิกษุนี้ใด ที่ท่านกล่าวว่า นำไปด้วย นำกลับด้วย ภิกษุนั้น
พึงทราบได้ด้วยคตปัจจาคติวัตรของผู้เดินกลับไปกลับมา. เพราะว่า
กุลบุตรทั้งหลายผู้มุ่งประโยชน์ บวชในศาสนาแล้ว เมื่อจะอยู่โดยลำพัง
๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๕๐ ปีบ้าง ๑๐๐ ปีบ้าง อยู่โดยทำกติกาวัตรกัน
ไว้ว่า ท่านครับ ท่านทั้งหลายไม่ใช่บวชหลบหนี ไม่ใช่บวชหลบภัย ไม่
ใช่บวชเลี้ยงชีพ แต่ประสงค์จะพ้นจากทุกข์ จึงได้บวชในพระศาสนานี้
เพราะฉะนั้น ในขณะเดินนั่นแหละ ท่านทั้งหลายจงข่มกิเลสที่เกิดขึ้นใน
เวลาเดิน ในขณะยืน ก็ข่มกิเลสที่เกิดขึ้นในเวลายืน ในขณะนั่ง ก็จง
ข่มกิเลสที่เกิดขึ้นในเวลานั่ง ในขณะนอนนั่นแหละ ก็จงข่มกิเลสที่เกิด
ขึ้นในเวลานอน. ภิกษุเหล่านั้น ครั้นทำกติกาวัตรกันไว้อย่างนี้แล้ว เมื่อ
ไปภิกขาจารก็เดินไปมนสิการกรรมฐานไป ตามสัญญานั้น ถ้าหากกิเลส
เกิดขึ้นแก่ใคร ในขณะเดิน ในระหว่างครึ่งอุสุภะ หนึ่งอุสุภะ ครึ่งคาวุต
หรือหนึ่งคาวุต มีก้อนหินอยู่ ภิกษุนั้นจะข่มกิเลสนั้นในที่นั้นเอง เมื่อ
ไม่อาจ (ข่มได้) อย่างนั้น ก็จะหยุดยืน. ถัดนั้นภิกษุ (รูปอื่น ) แม้
ตามหลังเธอมาก็จะหยุดยืนตาม เธอจะเตือนตนเองว่า ภิกษุนี้รู้วิตกที่เกิด
แก่เจ้าแล้ว ข้อนี้ไม่สมควรแก่เจ้า แล้วเจริญวิปัสสนาก้าวลงสู่อริยภูมิ ณ
ที่นั้นนั่นเอง ในคำว่า เมื่อไม่อาจอย่างนั้น เธอก็จะนั่ง ถัดนั้น แม้ภิกษุ
ผู้มาข้างหลัง เธอก็จะนั่งตาม ก็มีนัยนั้นเหมือนกัน. ถึงไม่สามารถก้าว
ลงสู่อริยภูมิได้ ก็จะข่มกิเลสนั้นไว้ เดินมนสิการกรรมฐานไปทีเดียว ไม่
ยกเท้าขึ้นทั้งที่มีจิตพรากจากกรรมฐาน ถ้ายก (โดยที่มีจิตพรากจาก
กรรมฐาน) ก็จะกลับไปยังที่เดิมนั้นเอง เหมือนมหาปุสสเทวเถระ ชาว
อาลินทกะ.
- เรื่องพระมหาปุสสเทวเถระ
- เล่ากันมาว่า ท่านได้บำเพ็ญคตปัจจาคติกวัตร๑ (วัตรของผู้เดิน
กลับไปกลับมา) อยู่ที่เดียวเป็นเวลา ๑๙ พรรษา. ได้ยินว่า แม้คน
ทั้งหลายกำลังไถ กำลังหว่าน กำลังนวด ทำงานกันอยู่ เห็นพระเถระ
เดินอย่างนั้น จึงสนทนากันว่า พระเถระรูปนี้ เดินกลับไปกลับมา คง
จะหลงทางหรือไม่ก็คงลืมอะไรกระมัง ? ท่านไม่คำนึงถึงคำพูดนั้น ทำ
สมณธรรมด้วยทั้งจิตที่ประกอบด้วยกรรมฐานนั้นแหละ ได้บรรลุอรหัต
ภายใน ๒๐ พรรษา. ในวันที่ท่านได้บรรลุพระอรหัตนั่นเอง เทวดาที่สิ่ง
อยู่ที่ปลายทางจงกรมของท่าน ได้ยืนชูนิ้วแทนประทีป๒ ถึงท้าวมหาราช
ทั้ง ๔ ท้าวสักกะจอมเทพ และสหัมบดีพรหม ก็ได้พากันมายังที่ทำนุ
บำรุง (ท่าน). และท่านวนวาสีติสสมหาเถระ เห็นแสงสว่างนั้นแล้ว
ในวันที่ ๒ จึงได้ถามท่านมหาปุสสเถระ ชาวอาลินทกะว่า เวลากลาง
คืน ที่สำนักของท่าน ได้มีแสงสว่าง แสงสว่างนั้นเป็นแสงสว่างอะไร ?
พระเถระเมื่อจะทำการกลบเกลื่อน จึงได้พูดคำมีอาทิอย่างนี้ว่า ธรรมดา
แสงสว่าง ก็คงเป็นแสงสว่างของประทีปบ้าง เป็นแสงสว่างของแล้วมณี
บ้าง ต่อมาท่านกำชับท่านวนวาสีติสสเถระไว้ว่า ท่านจงปกปิดไว้ รู้ว่