กฎหมายไทยฯ/เล่ม 1/เรื่อง 40
แลเสนากำนันอำเภอซึ่งจะออกเดินประเมินนา
๏พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าแผ่นดินสยาม มีพระบรมราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหาทให้ตั้งพระราชบัญญัติประกาศข้าราชการเจ้าพนักงานหัวเมืองเอกเมืองโทเมืองจัตวาฝ่ายใต้ฝ่ายเหนือ ราษฎรเจ้าของนา ให้รู้ทั่วกัน ด้วยทรงพระราชดำริห์พร้อมด้วยที่ปฤกษาราชการแผ่นดินว่า แต่ก่อนถึงกำหนดข้าหลวงเสนาออกเดีนประเมีนนาเชิญตราออกมาวางต่อผู้รักษาเมืองกรมการให้ผู้รักษาเมืองจัดกรมการกำนันออกเดีนประเมินนา ผู้รักษาเมืองก็หาบังคับบัญชาตรวจรากรมการกำนันให้แขนงแรงไม่ ประการหนึ่งข้าหลวงเสนากรมการกำนันเรียกค่านาแก่ราษฎรเจ้าของนา ทำตั๋วฎีกาประทับตราเขียนด้วยเส้นติดสอ ราษฎรดูตัวฎีกาที่ดวงตราประจำเงินลบเลื่อนไม่แน่ชัด หามีสิ่งอื่นใดเปนสำคัญมั่นใจไม่ ราษฎรเจ้าของนาได้แต่ตั๋วฎีกาของเสนาไว้อย่างเดียว ถ้าเปนความเกี่ยวข้องด้วยเรื่องนา จะอ้างตั๋วฎีกาก็เขียนดีดแปลงได้ ยากที่ผู้พิพากษาตระลาการจะชำระตัดสินเอาความจริง ประการหนึ่งข้าหลวงเสนากรรมการกำนันเก็บเงินค่านาแก่ราษฎรแล้ว หักสิบลดเปนของกรมการกำนันชั้นหนึ่ง แล้วจึงหักสิบลดส่วนเสนาอิกชั้นหนึ่งเปนสองชั้น แล้วหักค่าขนเข้ากับข้าหลวงเสนากำนันชั่งละ ๑๕ บาท กำนันต้องเสียค่าตำบลให้ข้าหลวงเสนา ๆ ต้องเสียค่าหนังค่าเข้าค่าหางว่าวให้แก่เจ้าพนักงานกรมนา ทรงเหนว่า ข้าหลวงเสนากำนันยังต้องเสียยอกย้อนวุ่นวายอยุหลายอย่าง จึงทรงพระราชดำริห์เหนว่า แต่เดีมมีข้าหลวงเสนา เจ้าพนักงานกรมนา ตั้งก็เอาคนในพวกเดียวตั้งไป ไม่เปนที่กัมกับกันแลกันได้ ทรงเหนว่า มีสองพวกเหมือนพวกเดียว ครั้งนี้จึงโปรดเกล้าฯ ให้กรมนาแต่งแต่เสนาผู้เดียวไปพร้อมด้วยกรมการกำนัน ออกไปเดีนประเมีนนาให้เหนพร้อมยอมกันทั้งสามคน จึงจะเปนอันใช้ได้ อย่าให้กรมการกำนันถือใจเหมือนอย่างแต่ก่อนว่า สุดแล้วแต่เสนาข้าหลวงจะประเมีนนาเท่าใด จะประทับตราให้เท่านั้น อย่าให้ทำดังนี้เปนอันขาด ถ้าเกิดการฉ้อฉนกันประการใด ต้องให้มีโทษเหมือนกันทั้งสามคน อนึ่งโปรดเกล้าฯ ว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปเสนากรมการกำนันเรียกเงินค่านาในเมืองชั้นที่หนึ่งได้มากน้อยเท่าใด โปรดพระราชทานให้ร้อยละ ๑๐ ถ้าเมืองชั้นที่สอง โปรดพระราชทานร้อยละ ๑๑ เมืองชั้นที่สาม โปรดพระราชทานร้อยละ ๑๒ ถ้าในกรุงเทพฯ โปรดพระราชทานร้อยละ ๘ แต่มิให้เสนากรมการกำนันเสียค่าตำบลขนเข้าค่าหนังค่าเขาค่าหางว่าวแลค่าธรรมเนียมอื่น ๆ นอกนี้ต่อไป อนึ่งถึงกำหนดจะออกเดินประเมินนา ⟨ใ⟩ห้เจ้าพนักงานกรมการรับตั๋วฎีกาพิมพ์ต่อเจ้าพนักงานกรมพระคลังมหาสมบัติณหอรัษฎากรพิพัฒน์ มอบให้เสนาออกมาทุกเมือง และในตั๋วพิมพ์มีว่า เมืองนั้น ปีนั้น ตรารูปอย่างนั้น มีเรือนเงินใบหนึ่ง ๑๐ ตำลึง ใบหนึ่ง ๕ ตำลึง ใบหนึ่งตำลึง ๑ ใบหนึ่งบาท ๑ ใบหนึ่งเฟื้อง ๑ รวม ๕ อย่าง เปรียบเหมือนราษฎรจะต้องเสียเงินค่านา ๑๐ ตำลึงบาทเฟื้อง เสนาจะต้องให้ตั๋วฎีกาพิมพ์ ๑๐ ตำลึง⟨ใ⟩บ ๑ บาทใบ ๑ เฟื้องใบ ๑ รวม ๓ ใบ เปนเงิน ๑๐ ตำลึงบาทเฟื้องอย่างนี้ และได้เอาตั๋วฎีกาตราพิมพ์ประทับมาในหมายประกาศไว้ให้ดูเปนตัวอย่างด้วยแล้ว ถ้าเสนาจะเรียกเงินค่านาต่อราษฎร ให้เอาตั๋วฎีกาพิมพ์ประทับตราเสนากรมการกำนันทั้ง ๓ ดวงเปนสำคัญจงทุกราย และได้ทรงตั้งพระราชบัญญัติหมายประกาศจัดเปนข้อไว้สำหรับผู้รักษาเมืองกรมการเสนากำนันจะตรวจเดินประเมินนาและราษฎรเจ้าของนาที่จะเสียเงินค่านาให้กระทำโดยข้อพระราชบัญญัติต่อไป ๚ะ
๏ข้อ๑ถ้าถึงกำหนดเดือนยี่ ให้เจ้าพนักงานกรมนาแต่งเสนาออกเดินประเมินนาแขวงจังหวัดกรุงเทพฯ แลหัวเมืองเอก เมืองโท เมืองตรี เมืองจัตวา ฝ่ายใต้ฝ่ายเหนือ ก็ให้เจ้าพนักงานกรมนารับตั๋วฎีกาพิมพ์ต่อเจ้าพนักงานกรมพระคลังมหาสมบัติณหอรัษฎากรพิพัฒน์ไปมอบให้เสนา แล้วให้เจ้าพนักงานกรมนากับเสนาทำบาญชีไว้ต่อกันจงทุกราย ๚ะ
๏ข้อ๒เสนาเชิญตราไปวางต่อผู้รักษาเมืองกรมการวันไร ก็ให้ผู้รักษาเมืองเร่งจัดกรมการที่มีสติปัญญาได้ราชการกำกับไปกับเสนานายหนึ่ง อย่าให้เนินช้าเสียเวลาเกิน ๓ วันไปได้เปนอันขาด แล้วให้เสนากรมการบังคับให้กำนันนำเดินประเมินนาของราษฎรด้วยเจ้าของนาจงทุกราย ฯะ
๏ข้อ๓ถ้าเสนากรมการกำนันเดินประเมินนาว่าได้เท่านั้นไร่ ฝ่ายราษฎรเจ้าของนาร้องว่านาไม่ถึงเท่านั้นไร่ ให้เสนากรมการกำนันพร้อมกันลงเส้นกระแสพญาณวัดสอบชัณสูตที่มีต่อสร้างพร้อมด้วยเจ้าของนาให้ถูกต้องกัน ถ้าเจ้าของนาร้องว่า เดีมไถหว่านปักดำทำนาได้มาก ภายหลังเสียไป เก็บเกี่ยวได้น้อยเท่านั้นไร่ ก็ให้เอาตัวเจ้าของนาบุตรภรรยาผู้ซึ่งทำนาในที่นั้นสาบาลจงทุกคน จึงให้เสนาคิดเอาเนื้อนาแต่ที่ได้เก็ปเกี่ยวจงทุกราย แล้วให้เสนากรมการกำนันทำตั๋วนำฉบับหนึ่งประทับตราพร้อมกันทั้ง ๓ นายให้แก่ราษฎรไว้ชั้นหนึ่ง แล้วให้เสนากรมการกำนันทำบาญชีสอบกันไว้คนละบานว่า นาแขวงนั้น อำเภอนั้น เจ้าของชื่อนั้น มีนาคู่โคเท่านั้นไร่ นาฟางลอยเท่านั้นไร่ นาขึ้นใหม่เท่านั้นไร่ รวมนาในเมืองนั้นเท่านั้นราย เปนนาเท่านั้นไร่ ได้ทำเก็บค่านาเท่านั้นไร่ ไม่ได้ทำมิได้เก็บค่านาเท่านั้นไร่ ให้ถูกต้องกันทั้ง ๔ บาน ถ้าในกรุง ให้เสนากำนันทำบาญชีสอบกันให้ถูกต้องทั้งสองบาน ๚ะ
๏ข้อ๔ถ้าราษฎรเจ้าของนาส่งเงินค่านาได้ ก็ให้เอาตั๋วนำมาคืนให้เสนากรรมการกำนันพร้อมกัน จึงให้เสนาเขียนด้วยน้ำหมึกลงในหลังตั๋วฎีกาพิมพ์ที่รับไปต่อเจ้าพนักงานกรุงเทพฯ ว่า วันนั้น เดือนนั้น ปีนั้น เจ้าของนาชื่อนั้น ทำนาตำบลนั้นได้เท่านั้นเสศ งานเท่านั้น เสียเงินค่านาเท่านั้น แล้วให้เสนาประทับตราประจำเงินประจำชื่อราษฎรเจ้าของนา ให้กรมการผู้กำกับประทับตราประจำนา กำนันประทับตราประจำปี แล้วให้ตั๋วฎีกาพิมพ์ไปกับราษฎรเจ้าของนาจงทุกราย และให้ราษฎรผู้เจ้าของนาดูตั๋วฎีกาตราพิมพ์ให้เหมือนกับที่ประทับเปนตัวอย่างในพระราชบัญญัตินี้ จึงรับไว้ ๚ะ
๏ข้อ๕ถ้าเสนากรมการเรียกเงินค่านาในแขวงกำนันตำบลนั้นเสร็จแล้ว ให้เสนากรมการทำใบเสร็จว่า เจ้าของนาเท่านั้นราย เปนนาเท่านั้นไร่ เปนเงินเท่านั้น ให้ไว้แก่กำนันฉบับหนึ่ง แล้วให้กำนันทำทานบลให้ไว้แก่เสนาฉบับหนึ่งว่า ได้นำเสนากรมการเดีนประเมีนนาทุกรายสิ้นแขวงสิ้นตำบลของกำนันนั้นเสร็จแล้ว ให้กำนันประทับตราลงในทานบลเปนสำคัญจงทุกแขวงทุกกำนัน ๚ะ
๏ข้อ๖ว่า ไห้เสนากรมการกำนันทำบาญชีหางว่าวจำนวนเงิน จำนวนนา จำนวนปี ชื่อราษฎรเจ้าของนา ประทับตรา ยื่นต่อผู้รักษาเมือง ให้ผู้รักษาเมืองสอบให้ถูกต้องกันทั้ง ๓ ฉบับ แล้วให้หักเงินค่านาซึ่งพระราชทานในกรุงเทพฯ ร้อยละ ๘ เมืองชั้นที่ ๑ ร้อยละ ๑๐ เมืองชั้นที่ ๒ ร้อยละ ๑๑ เมืองชั้นที่ ๓ ร้อยละ ๑๒ ให้แบ่งกันอย่างที่โปรดพระราชทานดังนี้ เมืองที่ ๑ เสนา ๔ ส่วน กำนัน ๓ ส่วน ผู้รักษาเมือง ๑ ส่วน กรมการ ๒ ส่วน เมืองที่ ๒ ให้เสนา ๕ ส่วน ให้กำนัน ๓ ส่วน ผู้รักษาเมือง ๑ ส่วน กรมการ ๒ ส่วน เมืองที่ ๓ ให้เสนา ๖ ส่วน ให้กำนัน ๓ ส่วน ผู้รักษาเมือง ๑ ส่วน กรมการ ๒ ส่วน กรุงเทพฯ ให้เสนา ๔ ส่วน ให้อำเภอ ๓ ส่วน เจ้ากรมกองตระเวน ๑ ส่วน ๚ะ
๏ข้อ๗เสนากรมการกำนันเก็บเงินที่ราษฎรเจ้าของนาได้มากเท่าใด ให้ตีตราถุงเงินฝากไว้แก่ผู้รักษาเมือง ๆ ต้องเก็บรักษาไว้ ถ้าเสนาเก็บเงินค่านาจะคุมเงีนมาส่งเจ้าพนักงานกรมนา ให้ผู้รักษาเมืองแลกรมการจัดเรือจัดคนคุมเงินแลหนังสือบอกพร้อมกับเสนามายังกรุงเทพฯ วางเวนฉบับหนึ่ง เจ้าพนักงานกรมนาฉบับหนึ่ง ว่า เก็บเงินค่านาคู่โคได้เท่านั้น ยังอีกเท่านั้น เงินค่านาฟางลอยได้เท่านั้น ยังอีกเท่านั้น นาโค่นสร้างขึ้นใหม่ได้เท่านั้น ยังอีกเท่านั้น รวมเงินค่านาเมืองนั้นปีนี้เท่านั้น เปนนาเท่านั้นไร่ เสศงานเท่านั้น ได้ส่งเงินลงมาเก่าใหม่เท่านั้น ยังอีกเท่านั้น และนาเมืองนั้นได้เก็บค่านาในปีนี้ได้เท่านั้น ไม่ได้ทำที่นาเปล่าอยู่เท่านั้น ศริเปนนาเทานั้น ก็ให้บอกเข้าไปณกรุงเทพฯ ให้เสมอทุกครั้ง อนึ่งเงินซึ่งเก็บค่านามาได้นั้น อย่าให้เจ้าพนักงานกรมนาเก็บกักขังรอไว้เหมือนแต่ก่อนเปนอันขาด ได้เงินมาเท่าใด ก็ให้เจ้าพนักงานกรมนาเร่งส่งคลังมหาสมบัติณหอรัษฎากรพิพัฒน์ อย่าให้เนี่นช้าเกีน ๒ วันไปได้ อนึ่งตั๋วฎีกาพิมพ์ซึ่งเสนารับไปเหลือกลับมามากน้อยเท่าใด ให้ส่งเจ้าพนักงานกรมนา ๆ นำส่งต่อเจ้าพนักงานกรมพระคลังมหาสมบัติณหอรัษฎากรพิพัฒน์ให้สอบบาญชีให้ถูกต้องกัน อนึ่งกรมมหาดไทย กรมพระกระลาโหม กรมท่า ได้รับหนังสือบอกผู้รักษาเมืองกรมการด้วยเงินค่านานี้ ก็ให้ส่งมายังพระคลังมหาสมบัติณหอรัษฎาพิพัฒน์ทุกฉบับสำหรับจะได้สอบกันกับเจ้าพนักงานกรมนา ๚ะ
๏ข้อ๘ว่า ให้ผู้รักษาเมืองสืบสวนตรวจตราบังคับบัญชาให้กรมการผู้ไปกำกับและกำนันนำเสนากรมการเดินประเมีนนาเรียกค่านาแก่เจ้าของนาให้สิ้นแขวงสิ้นตำบลในเมืองนั้นจงทุกราย ถ้าผู้รักษาเมืองเปนใจด้วยเสนากรมการผู้กัมกับแลกำนันคิดทำบาญชีหางว่าวฉ้อตัดบังพระราชทรัพย์ของหลวง มีผู้มาร้องฟ้อง พิจารณาเปนสัตย์ จะทำโทษให้จงหนักตามโทษานุโทษ เงินที่ได้ค่าสิบลดมากน้อยเท่าใด ให้เรียกมาให้กับโจทย์ทั้งสิ้น ๚ะ
๏ข้อ๙ว่า ถ้ามีผู้มาร้องฟ้องว่า เสนากรมการกำนันคบคิดกับเจ้าของนาฉ้อตัดเนื้อนามากเปนน้อย และเสนากรมการทำตั๋วฎีกาแปลงปลอมฉ้อเงินค่านาพระราชทรัพย์ของหลวง พิจารณาเปนสัตย์ ให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยนเสนากรมการคนละ ๕๐ ที่ ให้เรียกเอาค่าสิบลดที่ได้ไว้มากน้อยเท่าใดมาแบ่งเปน ๓ ส่วน ให้ผู้โจทย์ร้อง ๒ ส่วน ให้ตระลาการผู้ชำระส่วน ๑ แต่ราษฎรเจ้าของนาผู้ซึ่งคบคิดกับเสนากรมการกำนันฉ้อบังนานั้น ให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยน ๕๐ ที ปล่อยตัวไป แต่ถ้าราษฎรเจ้าของนาฤๅเสนากำนันกรมการซึ่งได้คิดฉ้อเบิยดบัง ครั้นภายหลังคนหนึ่งคนใดรู้ศึกโทษกลัวความผิดกลับมาลุแก่โทษ จะทรงพระกรุณาโปรดยกโทษให้ แล้วจะโบรดพระราชทานสินบลให้เหมือนอย่างโจทย์อื่นมาฟ้องที่ว่าไว้ค่างต้นเหมือนกัน ถ้ากำนันไม่นำเสนากรมการเดนประเมีนนาให้สิ้นแขวงสิ้นตำบล พีจารณาเปนสัตย์ ให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยน ๕๐ ที่ ให้เรียกค่าสิบลดซึ่งได้นั้น ให้แบ่งเปน ๓ ส่วน ไห้แก่โจทย์ผู้ร้อง ๒ ส่วน ให้ตระลาการผู้ชำระส่วน ๑ ถ้าผู้ซึ่งฟ้องร้องหาไม่จริง ให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยน ๕๐ ที ปล่อยตัวไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เรียกเอากับผู้แพ้ฝ่ายเดียว ๚ะ
๏ข้อ๑๐ว่า ธรรมเนียมในกรมนาแต่ก่อนมีว่า ราษฎรจะโค่นสร้างทำเนื้อนาขึ้นใหม่ ให้บอกต่อผู้รักษาเมืองกรมการไปดู ถ้าที่นั้นมิใช่ที่นาร้างฟางเดีม เปนที่ป่าไผ่ต้นไม้ต่าง ๆ จึงให้ทำตั๋วให้แก่ราษฎรไว้เปนนาขึ้นใหม่ตั้งแต่วันเดือนปีนั้น แล้วให้ทำบาญชีสอบกันไว้ทุกฉบับว่าเปนนาเท่านั้นไร่ แต่ไม่ให้เสนาเรียกเงินค่านาโค่นสร้างในปีที่ ๑ ต่อปีที่ ๒ ที่ ๓ จึงให้เรียกค่านา ถ้านาฟางลอย เรียกค่านาไร่ละสลึง ถ้านาคุ่โค เรียกละเพื้ยง ต่อปีที่ ๔ นาฟางลอยจึงให้เรียกไร่ละสลึงเพื้อง นาคุ่โคเรียกไร่ละสลึงนั้นทรงพระมหากรุณาเห็นว่า ราษฎรอุสาห์ภากเพียนโค่นสร้างเปนทีนาขึ้น มีประโยชน์แก่แผ่นดิน ไม่ควรจะเรียกค่านาในระหว่างปีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ให้เรียกเงินค่านาต่อไปในปีที่ ๔ ตามพิกัดนาฟางลอยและนาคู่โคนั้น ถ้านาอยู่ในกรุง ก็ให้เสนากำนั้นเจ้ากรมกองตระเวรมีบาญชีไว้ ถ้านาหัวเมือง ก็ให้ผู้รักษาเมืองกรมการเสนากำนันมีไว้ให้ชัดเจน แล้วทำบาญชียื่นต่อเจ้าพนักงานกรมนา ๆ ต้องทำยื่นต่อพระคลังมหาสมบัติณหอรัษฎากรพิพัฒน์ทุก ๆ ปีว่า นาเดีมเมืองนั้นเปนนาฟางลอยเท่านั้นไร่ เปนนาคุ่โคเท่านั้นไร่ นาขึ้นใหม่ปีที่ ๑ เท่านั้นไร่ ปีที่ ๒ เท่านั้นไร่ ปีที่ ๓ เท่านั้นไร่ ปีที่ ๔ บอกในนาเดีม รวมกันเปนเท่านั้นไร่ ให้เสมออย่าให้ขาดได้ ๚ะ
๏ข้อ๑๑ถ้าผู้ใดจับจองนาฟางลอยในกรุงเทพฯ และหัวเมืองไว้มากทำแต่น้อยไม่เต็มเนื้อที่ทิ้งให้รกร้างว่างเปล่าพ้น ๓ ปีไปก็ดี ฤๅที่ได้ทำนาอยู่แล้ว ภายหลังไม่ทำทิ้งไว้พ้น ๓ ปีไป ให้ขาดผลประโยชน์ในแผ่นดีน ถ้าผู้ใดจะไปทำนาในที่นั้น ก็ให้มาบอกต่อเสนาผู้รักษาเมืองกรมการกำนันไปปักเสาทำสำคัญประทับตราให้ที่⟨น⟩าเปนสิทธิแก่ผู้นั้นทำตอไป ถ้าเจ้าของเดีมจะมาว่ากล่าวประการใด ห้ามอย่าให้เสนาผู้รักษาเมืองกรมการคืนที่นั้นให้เปนอันขาดทีเดียว ถ้าไม่มีผู้ใดมาทำนาในที่นั้น ก็ให้เจ้าของ⟨น⟩าเดิมมาบอกเสนากรมการเวรนานั้นต่อเจ้าพนักงานกรมนา ๆ ต้องมีประกาศให้คนทั้งปวงทราบว่า ที่นั้นเปนทีนาไม่มีเจ้าของ ผู้ใดอยากจะทำก็ให้มาทำ ถ้าเจ้าของหวงนาทิ้งไว้ไม่ทำและไม่มาเวนนาตามพระราชบัญญัติ์นี้ ให้เรียกค่านาตำบลนั้นแก่เจ้าของที่หวงไว้เหมือนนาคู่โคไร่ละสลึง ภายหลังเจ้าของนาฤๅผู้อื่นทำต่อไป จึงให้เรียกค่านาเปนนาฟางลอยไร่ละสลึงเพื้องตามพิกัด ๚ะ
๏ข้อ๑๒ถ้าผู้รักษาเมืองกรมการและกำนันผู้หนึ่งผู้ใดจับจองนาฟางลอยนาโค่นสร้างในกรุงเทพฯ แลหัวเมือง ถ้าเสนาออกเดีนประเมีนนา ก์ให้ผู้รักษาเมืองกรมการกำนันบอกบาญชีนาต่อเสนาว่า นาโค่นสร้างนาฟางลอยปีนี้เท่านั้น ถ้าผู้รักษาเมืองกรมการกำนันและผู้ใดซึ่งจับจองนาฟางลอยนาโค่นสร้างไม่บอกเสนา มีผู้มาฟ้องร้อง พิจารณาเปนสัตย์ จะทำโทษตามโทษานุโทษ ให้เสนาเรียกเอาเงินค่านาที่ปิดบังไว้ทวีคูน ๚ะ
๏ข้อ๑๓ว่า พระราชบัญญัติหมายประกาศซึ่งแจกมาตามหัวเมืองเอกเมืองโทเมืองตรีเมืองจัตวาฝ่ายใต้ฝ่ายเหนือนั้น ถ้าเจ้าพนักงานกรมนาผู้รักษาเมืองกรมการกำนันเสนาแลราษฎรเจ้าของนามีความร้อนรนฤๅคิดอุบายยักย้ายฉ้อบังพระราชทรัพย์ของหลวงนอกจากข้อพระราชบัญญัตินี้ไป ก็จะทรงเพี่มเตีมตัดรอนแก้ไขให้สมควรแก่การต่อภายหลัง อนึ่งให้เจ้ากรมกองตระเวรซ้ายขวารับพระราชบัญญัติหมายประกาศแจกให้อำเภอกำนันแขวงกรุงเทพฯ จงทุกตำบล ถ้าหัวเมือง ให้ผู้รักษาเมืองกรมการรับพระราชบัญญัติหมายประกาศให้แก่อำเภอกำนันทุกแขวงทุกตำบล แล้วบังคับให้อำเภอกำนันอ่านพระราชบัญญัติป่าวร้องให้ราษฎรผู้ทำนาทราบความโดยละเอียดจงทุกราย
๏ด้วยพระยามหามนตรีศรีองครักษรับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯ ให้ประกาศแก่พระบรมวงษานุวงษแลข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยให้ทราบทั่วกันว่า คำซึ่งพูดกันอยู่บ่อย ๆ ว่าเฃามีเครื่องราง เฃามีเม็ดดี จึ่งได้เปนอย่างนี้อย่างนั้น ท่านทั้งปวงคงจะได้พูดได้ยินได้ฟังอยู่บ่อย ๆ จนถึงบัดนี้ก็มีผู้พูดในหนังสือพิมพ์ดรุโณวาทว่ามีเม็ดดี ก็เมื่อท่านทั้งปวงได้ยินถ้อยคำดังนี้หนาหูเข้าแล้ว ความเชื่อนั้นก็จะเกิดขึ้นได้โดยเรว เพราะเคยนึกเคยเชื่อเคยฟังมาหลายแห่ง มิใช่แต่ในพระราชวัง เมื่อลงใจเชื่อแล้วก็จะเปนความโทรมนัศเสียใจท้อถอยในราชการไป เปนที่สงไสยสนเท่ห์ จนเจ้าก็ไม่เชื่อข้า ข้าก็ไม่เชื่อเจ้า เสียราชการไปทั้งสิ้น เพราะฉนั้นจึ่งให้ประกาศทราบทั่วกันว่า พระบาทสมเดจพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่เสด็จเถลีงถวัลยราชสมบัติมาถึง ๖ ปี ๗ ปีมาแล้ว แต่แรกจะว่ายังทรงพระเยาว์อยู่ก็ตามที แต่ใน ๒ ปี ๓ ปีนี้ก็ทรงพระเจริญภอจะให้กิจการทั้งปวงเปนไปได้บ้างแล้ว ค่างในซึ่งเปนตัวโปรดตัวปรานก็มี แต่ไม่ได้ทำความคุมเหงเบียดเบียนให้ผู้ใดได้ความเดือดร้อน พระบาทสมเดจพระเจ้าอยู่หัวก็ยังไม่ได้ทำการสิ่งใดให้ปรากฎว่าเปนการผิตยุติธรรม เพราะข้างในการเก่า ๆ ซึ่งเปนคำติเตียนก็มีอยู่หลายอย่าง ในการทุกวันนี้ก็ทรงเข้าพระไทยว่าการเช่นอย่างแต่เดิมนั้นก็ยังไม่เปน ฃอให้ท่านทั้งปวงตริห์ตรองดูเถิด การเปนยังไรมา ย่อมได้เหนได้ยินได้ฟังอยู่ทั้งสิ้น เพราะฉนั้นท่านผู้ที่ได้ทราบการอยู่จริง ๆ จงวางใจให้เปนยุติธรรมแล้วแลตริห์ตรองดูก็คงจะเหนว่าการเปนอย่างไร เพราะตั้งพระราชหฤไทยดังนี้ จึ่งทรงพระราชดำริห์เหนว่าไม่ควรเลยที่ท่านทั้งปวงจะพูดจะคิดถึงเครื่องรางเม็ดดีอย่างเช่นเก่า ๆ เมื่อมีผู้พูดผู้คิดดังนี้ ก็เปนที่เสียพระราชหฤไทยมาก เพราะว่าพระบาทสมเดจพระเจ้าอยู่หัวสู้ลดพระราชอิศริยยศลงตั้งเคาซิลออฟสเตตแลปรีวีเคาน์ซิลเปนที่ปฤกษาราชการ เพื่อจะให้ช่วยยุดหน่วงพระองค์มีให้ตกไปในทางที่ผิด ก็เมื่อการซึ่งเปนความเดือดร้อนเปนความไม่ดีมีขึ้นอย่างไร ก็ควรที่ปรีวีเคาน์ซิลจะกราบทูลตักเตือนให้ทรงทราบใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทโดยความซื่อสัตย์กระตัญญู จึ่งจะชอบ นี่ท่านเสนาบดีแลปรีวีเคาน์ซิลผู้ใดผู้หนึ่งก็มิได้กราบทูลว่ากล่าวสิ่งไรเลย จึ่งทรงพระราชดำริห์เหนว่าการซึ่งทรงประพฤติไปนั้นเปนการถูกต้องเรียบร้อยดีอยู่ ก็ผู้ซึ่งพูดซึ่งคิดดังนี้นั้น ถ้าเปนคนนอกจากเคาน์ซิลนอกจากข้าราชการ ก็เหนจะเปนคนไม่รู้จักอะไรเลย พูดไปตามความคิดความเหนฃองตัวโดยกำลังที่ฟุ้งซ่าน ถ้าเปนเคาน์ซิลก็เหนว่าเปนการไม่ควรจะพูด เหมือนหนึ่งทิ้งหนังสือดังนี้ ก็จะต้องแลเหน