กฎหมายไทยฯ/เล่ม 1/เรื่อง 42
ว่าพระยาไชยาคนนี้ ครั้งในแผ่นดินพระบาทสมเดจพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเปนพระบริรักษภูธรอยู่เมืองพังงา ก็มีความผิดเปนอันมาก พระบาทสมเดจพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเหนว่าจะให้อยู่ในเมืองพังงาไม่ได้ จึ่งโปรดให้หาตัวมากักขังไว้ในกรุงเทพมหานครนี้ ไม่โปรดให้กลับออกไป ครั้งนี้ทรงพระมหากรุณาจะชุบเลี้ยงให้มีบันดาศักสมควรแก่ชาติตระกูล ได้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงษ์เอาปฏิญญาทานบนแล้วจึ่งโปรดให้ไปเปนที่พระยาไชยา พระยาไชยากลับมีใจฮึกเหิมนักไป คิดว่าไกลพระเนตรพระกรรณ์ เมื่อได้ยศศักดิเปนผู้สำเรจราชการเมืองแล้ว ก็เหนเปนช่องที่จะหาลาภหาผล จึ่งทำการคุมเหงราษฎร ทำให้เดือดร้อนมากมายหลายเรื่อง ไม่ควรจะเอาไว้ ฃอรับพระราชทานให้ประหารชีวิตรเสีย อย่าให้เปนเยี่ยงอย่างแก่ผู้ซึ่งจะทรงพระมหากรุณาชุบเลี้ยงให้เปนผู้สำเรจราชการหัวเมืองไกล ๆ ต่อไป แลอ้ายกลับพระยาไชยาทำความคุมเหงราษฎรมากมายหลายเรื่องนัก ถ้าจะชำระไป ก็จะไม่รู้สิ้นรู้สุดลง แลฃอรับพระราชทานให้ทรงพระอนุญาตให้เสนาบดีมีท้องตราบังคับสั่งให้ประหารชีวิตรใช้ทุกขแก่ราษฎรซึ่งได้ทุกฃเพราะอ้ายกลับพระยาไชยาทำนั้นเสียตามแบบอย่างนั้นเทอญ จึ่งทรงพระราชดำริห์ว่าความคิดฃองท่านเสนาบดีว่าดังนี้ก็ชอบด้วยราชการหนักหนาแล้ว แต่ทรงพระราชดำริห์ว่าจะให้มีท้องตราออกไปให้ประหารชีวิตรเสียตามคำท่านเสนาบดี ญาติพี่น้องฃองอ้ายกลับพระยาไชยาที่มีอยู่ในกรุงบ้าง ก็จะไปอ้อนวอนพระสงฆ์ให้มาทูลขอ ครั้นจะไม่พระราชทาน พระสงฆ์ก็จะติเตียนว่าไม่ทรงทำตามธรรมิกะโอวาทของสมณพราหมณ์ จะพระราชทานเล่า บุญคุณความดีก็จะตกอยู่กับพระสงฆ์ฝ่ายเดียว ดูเหมือนพระเจ้าแผ่นดินไม่มีพระราชหฤทัยเมตากรุณาแก่สัตวเลย ถ้าจะตรัสตอบพระสงฆ์ว่าการเรื่องนี้สุดแต่ท่านเสนาบดีเถิด เพราะเปนความคิดท่านเสนาบดีตัดสิน พวกพ้องอ้ายกลับพระยาไชยาก็จะรบกวนพระสงฆ์ให้ไปฃอแต่ท่านเสนาบดีมิให้ประหารชีวิตร ท่านเสนาบดีก็จะอ้างรับสั่งในหลวงเล่า การก็จะโย ๆ เย ๆ เปนล้อเลียนกันไป ไม่เปนราชการแผ่นดิน บัดนี้จึ่งทรงพระราชดำริห์ตัดสินการที่ควร ให้เห็นพร้อมกันว่าอ้ายกลับพระยาไชยา เมื่อออกไปเปนพระยาไชยา ก็มีความชอบอยู่ด้วย เมื่อผู้ใดผู้หนึ่งจะล่วงบังคับการงานสิ่งไรที่ขัดการแผ่นดิน นอกจากท้องตราพระคชสีหใหญ่ที่ออกไปจากต่อกรมพระกระลาโหมแล้ว อ้ายกลับพระยาไชยาก็ไม่เชื่อฟังเลย เชื่อฟังแต่ท้องตราพระคชสีหซึ่งไปแต่กรมพระกระลาโหมอย่างเดียว อันนี้เปนความชอบต่อราชการแผ่นดินมากอยู่ ครั้นจะให้ประหารชีวิตรอ้ายกลับพระยาไชยาตามที่ท่านเสนาบดีพร้อมกับกราบทูลพระกรุณาไซ้ ทุกขของราษฎรที่ได้ความเดือดร้อนเพราะอ้ายกลับนั้นเล่า คนทั้งปวงจะไม่รู้ว่าประหารชีวิตรด้วยเรื่องไร ก็จะเปนเหตุให้เล่าฦๅกันไปผิด ๆ ถูก ๆ ต่าง ๆ จึ่งทรงพระกรุณาโปรดให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงษ ที่สมุหพระกระลาโหม ออกไปลงพระราชอายาเฆี่ยนอ้ายกลับพระยาไชยาสามยก แล้วให้ตระเวนบกสามวัน ตระเวนเรือสามวัน แล้วเอาฃึ้นฃาอย่างประจานว่าเปนโทษเพราะได้ทำราษฎรให้ได้ความเดือดร้อน จึ่งต้องรับพระราชอาญาอย่างนี้ แล้วให้ริบราชะบาทว์อ้ายกลับพระยาไชยาให้สิ้นเชิง แล้วรวบรวมเอาทรัพย์สีนเงินทองบันดามี แลสิ่งฃองมีราคาควรจะฃายได้ ก็ให้ฃายเอาเงินเพิ่มเข้า แล้วจึ่งเฉลี่ยแจกใช้ให้แก่ราษฎรทุกเรื่องความที่อ้ายกลับได้คุมเหงนั้นโดยสมควร แต่บุตรภรรยาทาษชายหญิงฃองอ้ายกลับนั้นจงเกบเข้ามาเปนหลวง ที่มีค่าตัว จะพระราชทานเงินหลวงตามค่าตัว ที่ไม่มีค่าตัว จะพระราชทานตามกระเษียรอายุ เอาไปรวมแจกให้ราษฎรจนสิ้น เพื่อจะมิให้ใครดูเยี่ยงอย่างต่อไป พระราชดำริห์ดังนี้ เมื่อท่านเสนาบดีผู้ใดไม่เหนชอบด้วย ก็ให้กราบทูลพระกรุณาฃอให้ยักย้ายอย่างใดก็ตาม เมื่อทรงเหนชอบด้วย ก็จะทรงประพฤติตาม ประกาศมาณวันศุกร เดือนแปดบุรพาสาธ ขึ้นแปดค่ำ ปีมเมียสัมฤทธิศก เปนวันที่ ๒๕๙๒ ในราชกาลประจุบันนี้ ๚ะ
๏มีพระบรมราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาทให้ประกาศแก่ข้าทูลอองธุลีพระบาทฝ่ายน่าฝ่ายในผู้ใหญ่ผู้น้อยทุกหมู่ทุกกรมทุกพนักงาน แลพระสงฆสามเณรทวยราษฎรทั้งปวงในกรุงเทพฯ แลหัวเมือง ให้ทราบทั่วกันว่า พระอารามซึ่งทรงบริจาคพระราชทรัพย์ให้จัดซื้อที่แล้ว ทรงสฐาปนาสร้างขึ้นในทิศตวันออกพระบรมมหาราชวัง พระราชทานนามไว้ว่าวัดราชประดิฐสฐิตยมหาสีมาราม ตามธรรมเนียมโปราณซึ่งเคยมีมาในเมืองใหญ่ ๆ ที่ตั้งเปนกรุงพระมหานคร อย่างเมืองสุโขทัย เมืองสวรรคโลกย์ เมืองพระพิศณุโลกย์ แลกรุงเก่า ตือมีวัดมหาธาตุ แลวัดราชประดิศฐาน แลวัดราษฎ์บุรณ เปนของสำรับเมืองทุกเมือง แลนามชื่อว่าวัดราชประดิฐในครั้งนี้ แต่เดิมเริ่มแรกสร้าง ก็ได้โปรดให้เขียนในแผ่นกระดานปักไว้เปนสำคัญ ภายหลังโปรดให้จาฤกชื่อนั้นลงในเสาสิลาติดตามกำแพงนั้นก็มี แต่บัดนี้มีผู้เรียกแลเขียนลงในหนังสือตามดำริหฃองตนเองว่าวัดราชบัณฑิตยบ้าง วัดทรงประดิษฐบ้าง เปลี่ยนแปลงไปไม่ถูกต้องตามชื่อที่พระราชทานไว้แต่เดิม ทำให้เปนสองอย่างสามอย่าง เหมือนขนานชื่อขึ้นใหม่ เพราะฉนั้นตั้งแต่นี้สืบต่อไปห้ามอย่าให้ไครเรียกร้อง แลกราบบังคมทูลพระกรุณา แลเฃียนลงในหนังสือบาดหมายในราชการต่าง ๆ ให้ผิด ๆ ไปจากชื่อที่พระราชทานไว้นั้นเปนอันขาด ให้ใช้ว่าวัดราชประดิฐ ฤๅว่าให้สิ้นชื่อว่าวัดราชประดิฐสฐิตยมหาสีมาราม ให้ยั่งยืนคงอยู่ดังนี้ ถ้าผู้ใดได้อ่านแลฟังคำประกาศนี้แล้วขืนขัดใช้ให้ผิดเพี้ยนเปลี่ยนแปลงไป จะให้ปรับไหมแก่ผู้นั้นเปนเงินตรา ๒ ตำลึงมาซื้อทรายโปรยในพระอารามวัดราชประดิฐนั้นแล ประกาศมาณวันจันทร เดือนเก้า ขึ้นค่ำหนึ่ง ปีมโรงสัมฤทธิศก ๚ะ
๏อนึ่งในแผ่นดินไทยแตโปราณ เมืองไหนเปนเมืองหลวงในเวลาใดเวลาหนึ่ง เมืองนั้นมักมีวัดสำคัญ ๓ วัด ชื่อต้นคือวัดมหาธาตุ ๑ วัดราษฎบุรณ ๑ วัดราชประดิศฐาน ๑ ชื่อสามชื่อนี้กรุงเก่าก็มี พิศณุโลกย์ก็มี สุโขทัยก็มี สวรรคโลกย์ก็มี แต่ในกรุงเทพบางกอกนี้ ครั้นถึงแผ่นดินที่หนึ่ง สร้างกำแพงลงแล้ว ก็ทรงสร้างพระอารามหลวง เปนแต่แปลงชื่อเก่าที่มีชื่อมาแล้ว คือวัดสลักที่อยู่ไกล้พระบรมมหาราชวังข้างไต้นั้น ที่เดิมก็น้อย สร้างต่อออกมาเปนที่ใหญ่ แล้วขนานนามว่าวัดนฤพานาราม แล้วให้โปรดแปลงเปนวัดศรีสรรเพช แล้วภายหลังทรงพระราชดำริหว่าในกรุงเทพบางกอกนี้ วัดมหาธาตุยังไม่มี ก็วัดมหาธาตุเปนที่อยู่สมเดจพระสังฆราช ๆ อยู่ในวัดสลักซึ่งแปลงมาเปนวัดนฤพานารามแล้วแปลงมาเปนวัดศรีสรรเพชนั้น ควรให้แปลงเปนวัดมหาธาตุตามตำแหน่สมเดจพระสังฆราช เพราะฉนั้นวัดนั้นจึ่งเรียกวัดมหาธาตุจนทุกวันนี้ คนเถ้าคนแก่ยังหลงเรียกว่าวัดศรีสรรเพชอยู่บ้าง แต่เดี๋ยวนี้น้อยแล้ว ชื่อวัดนฤพานารามก็ดี ไม่มีใครเรียกเลย เดี๋ยวนี้จะหาแต่ผู้รู้ก็ไม่มี ที่ท้ายพระบรมมหาราชวังข้างไต้มีวัดเดิมเปนวัดใหญ่ชื่อวัดโพธาราม ชาวบ้านชาวเมืองแต่โปราณมาเรียกวัดโพ แผ่นดินที่หนึ่งได้สร้างลง พระราชทานนามว่าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ชื่อพระราชทานมีผู้เรียกอยู่แต่ในพระราชวังแลคำเพชทูลบาดหมาย นอกนั้นแล้ววัดนั้นเปนเคราหร้าย ยังเรียกว่าวัดโพอยู่ทั้งแผ่นดิน ควรเหนว่าชื่อพระราชทานเปนชื่อตั้งไม่ติดปิดไม่แน่น จะคิดแปลงใหม่เหนไม่ชนะ ๚ะ
๏ยังอีกวัดเลียบ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษทรงสร้างพระอุโบสถใหม่แลหอไตรยลง ในหลวงจึ่งพระราชทานนามว่าวัดราษฎบุรณเพื่อจะให้เปนคู่กันกับวัดมหาธาตุ ก็เปนวัดเคราหร้ายเหมือนกัน คนเรียกวัดเลียบอยู่นั้นเองทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะเปนคู่กับวัดโพ เหมือนบ้านเลียบ บ้านแพน บ้านโพ บ้านว่า แขวงกรุงเก่า คล่องปากนักยักไม่ได้ อย่าว่าแต่คนอื่นเลย ถานานุกรมลางองค์ในวัดนั้นเองไม่รู้จักชื่อว่าวัดราษฎรบุรณก็มี ๚ะ
๏ได้ยินความตามลัทธิเก่าข้างเมืองเหนือเล่าสืบมาว่าวัดมหาธาตุมีทุกเมืองนั้น เพราะเปนพระเจดีย์สฐานฃองพระเจ้าอโสกมหาราชตั้งแต่ครั้งพระเจ้าอโสกราชแผ่สาศนาทุกบ้านทุกเมืองแต่เดิมที ครั้นสาศนาตั้งแล้ว พระเจ้าแผ่นดินแลราษฎรในเมืองนั้น ๆ คิดจะให้มีวัดเปนที่อยู่พระสงฆ์ขึ้นอีกสองวัด พระเจ้าแผ่นดินจึ่งสร้างวัดหนึ่งขึ้นด้วยพระราชทรัพยหลวง ราษฎรเรี่ยไรกันสร้างวัดหนึ่งขึ้น ด้วยทุกเปนฃองเรี่ยไร จึ่งให้ชื่อวัดราษฏบุรณ แปลว่าราษฎรทำให้เตม ก็ฝ่ายวัดที่พระเจ้าแผ่นดินสร้าง จึ่งขนานนามว่าวัดราชประดิศฐาน แปลว่าวัดในหลวงสร้างด้วยทุนหลวงอย่างเดียว แต่วัดมหาธาตุนั้นเพราะเปนที่ตั้งพระบรมธาตุซึ่งพระเจ้าอโสกราชแจกมาแต่เดิม จึ่งเรียกวัดมหาธาตุ คำโปราณเล่ามาอย่างนี้ ๚ะ
๏ก็เมืองใหญ่ ๆ มีวัดมหาธาตุ วัดราชประดิศฐาน วัดราษฎร์บุรณ ทุกเมือง แตในกรุงบางกอกนี้ยังไม่มี จึ่งทรงสร้างขึ้นที่ทิศตวันออกพระบรมมหาราชวัง แล้วทรงพระราชทานนามว่าวัดราชประดิฐ ก็คือวัดราชประดิศฐานนั้นเอง แต่ลดถานออกเสีย เพราะกลัวคนจะเรียกว่าวัดราชติดถานเหมือนที่กรุงเก่าไป วัดนี้ภูมวัดเลกใหญ่ก็เท่า ๆ กันกับวัดราชประดิศฐานที่กรุงเก่า แต่เดี๋ยวนี้คนมาเรียกว่าวัดราชบัณฑิตย เรียกอย่างนี้ผิด พวกราชบัณฑิตยไม่ได้เข้าทุนด้วย ถ้าไครขืนเรียกขืนเขียนอย่างนั้น จะปรับสองตำลึง ๚ะ
๏ณวันพฤหัศบดี เดือนอ้าย ขึ้นเก้าค่ำ ปีจอฉศก ศักราช ๑๒๓๖ เปนปีที่ ๗ ในราชกาลปัตยุบันนี้ มีไบบอกเมืองสมุทปราการฉบับ ๑ มีความว่าเรือกลไฟลำหนึ่งชื่อแบงกอก กับตันอังกฤษชื่อแบลบิน แจ้งความว่าพระยานรนารถภักดีศรีรัษฎากรแต่งไปค้าเมืองสิงคโปร์ กลับมามีสินค้าต่าง ๆ ๖๖๓ หีบ ปืนดินสำหรับเรือไม่มี คนซึ่งมาในลำเรือนั้น กับตัน ต้นหน อินเยอเนีย กะลาสี ๔๕ โดยสารฝรั่ง ๑ แขกจีน ๑๐ รวม ๕๖ คน มา ๘ วันถึงเมืองสมุทปราการณวันพฤหัศบดี เดือนสิบสอง แรมสิบค่ำ ปีจอฉศก ๚ะ
๏เรือกลไฟลำหนึ่งชื่ออิศตันโอ กับตันอังกฤษชื่อสมิศ แจ้งความว่ามาแต่เมืองสิงคโปร์ ฃึ้นห้างแอบดุลหุเซนณกรุงเทพฯ มีสินค้างต่าง ๆ ๖๐ หีบ มีปืนสำรับเรือบอก ๑ ดินดำไม่มี คนซึ่งมาในลำเรือนั้น กับตัน ต้นหน อินเยอเนีย กลาสี ๔๑ คน มาหกวันถึงเมืองสมุทปราการณวันเสาร์ เดือน ๑๒ แรม ๑๒ ค่ำ ปีจอฉศก ๚ะ
๏กำปั่นบารกลำหนึ่งชื่อแพรนเศศแอนเอแมนดา กับตันอังกฤษชื่อเหนนิ่ง แจ้งความว่ามาแต่เมืองฮ่องกน เข้ามารับสินค้าณกรุงเทพฯ สินค้าไม่มี ปืนดินดำสำหรับเรือไม่มี คนซึ่งมาในลำเรือนั้น กับตัน ต้นหน กลาสี ๑๒ คน มาจากเมืองฮ่องกง ๑๖ วันถึงเมืองสมุทปราการณวันเสาร เดือนสิบสอง แรมสิบสองค่ำ ปีจอฉศก ๚ะ
๏กำปั่นบารกสยามลำหนึ่งชื่อเฮงเสง จีนคีฮวดนายเรือแจ้งความว่า เจ๊สัวกวนซิวแต่งไปค้าเมืองสิงคโปร์กลับมามีถ่าน ๒๐๐ ลัง ฟืนไม้โกงกาง ๑๒๐๐๐ ดุ้น เหล็กฟาก ๒๐๐ หาบ ปืนดินดำสำหรับเรือไม่มี คนซึ่งมาในลำเรือนั้น กับตัน ต้นหน กลาสี ๓๐ คน โดยสารจีน นายเรือจีน ลูกเรือ ๓๐ รวม ๖๐ คน มา ๒๐ วันถึงเมืองสมุทปราการณวันเสาร เดือน ๑๒ แรม ๑๒ ค่ำ ปีจอฉศก ๚ะ
๏เรือกลไฟลำหนึ่งชื่อกรมท่า กับตันอังกฤษชื่อเฝนเด็น แจ้งความว่ามาแต่เมืองสิงคโปร์ ขึ้นห้างแอบดุลหุเซนณกรุงเทพฯ มีปืน ๑๐ หีบ มีเล่ายิน ๙๐๐ หีบ สินค้าต่าง ๆ ๙๒๒ หีบ ปืนดืนดำสำหรับเรือไม่มี คนซึ่งมาในลำเรือนั้น กับตัน ต้นหน อินเยอเนีย กลาสี ๕๐ คน โดยสาร ๖๓ คน รวม ๑๑๓ คน มาห้าวันถึงเมืองสมุทปราการณวันจันทร เดือนสิบสอง แรมสิบสี่ค่ำ ปีจอฉศก ๚ะ
๏กำปั่นบารกลำหนึ่งชื่อแกบสิงบุน กับตันอังกฤษชื่อซอเรนเซน แจ้งความว่ามาแต่เมืองฮ่องกง ขึ้นห้างบอนนีโอกุมปานีณกรุงเทพฯ มีถ่านศิลา ๑๕๐ (อ่านไม่ออก)อน มีปืน ๒ บอก ดินดำสำหรับเรือไม่มี คนซึ่งมาในลำเรือนั้น กับตัน ต้นหน กลาสี ๑๓ คน มา ๑๓ วันถึงเมืองสมุทปราการณวันจันทร เดือน ๑๒ แรม ๑๔ ค่ำ ปีจอฉศก ๚ะ
๏เรือกลไฟลำหนึ่งชื่อเดนนุบ กับตันอังกฤษชื่อแกลบจี แจ้งความว่ามาแต่เมืองฮ่องกง ขึ้นห้างวิลเซอเร็ศลีแอนกุมปนีณกรุงเทพฯ มีทองคำใบ ๔ หีบ เครื่องทองเหลืองทองขาว ๑๓ หีบ แพรสีต่าง ๆ ๖ หีบ สินค้า ๑๑๙๘ หีบ ปืนดินดำสำหรับเรือไม่มี คนซึ่งมาในลำเรือนั้น กับตัน ต้นหน อินเยอเนีย กลาสี ๓๖ โดยสารฝรั่ง ๑ จีน ๑๔๘ รวม ๑๘๕ คน มา ๑๑ วันถึงเมืองสมุทปราการณวันอังคาร เดือน ๑๒ แรม ๑๕ ค่ำ ปีจอฉศก ๚ะ