กฎหมายไทยฯ/เล่ม 4/เรื่อง 22
ให้สาบาลก่อนฟ้องความอาญา
มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าฯ เจ้าอยู่หัว ดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า
มีพระราชกำหนดกฎหมายอันโบราณราชกระษัตริย์ได้บัญญัติไว้สืบมาว่า โจทย์จำเลยจะหาจะแก้ให้กล่าวแต่ที่คดีอันจริง มิให้เอาเท็จมาหามาแก้ ถ้าผู้ใดฝ่าฝืนขืนพระราชบัญญัตินี้ จะให้เอาตัวเปนโทษ ประการหนึ่งบังคับไว้ว่า ทุลทรัพย์ตกสูญหายมีโจรฉกลักไปด้วยประการใด ๆ ให้เจ้าสินสาบาลตัวทำคำกฎหมายตราสินไว้เปนพยาน ถ้าจะฟ้องคดีของตน คำกฎหมายตราสินกับคำฟ้องไม่ต้องกัน มิให้รับไว้พิจารณาเปนอันขาด แต่ชนทุกวนนี้กระทำอุบายเจ้าเล่ห์หลีกเลี่ยงพระราชบัญญัติแกล้งกล่าวหาคดีของตนให้เรี่ยวแรงเกินไปกว่าความจริงนั้นก็มีมากชุกชุม เปนต้นว่ายืมพัศดุกันไป เจ้าของทวงถาม บิดพลิ้วเสีย ก็กลับแกล้งกล่าวว่าลักบ้าง วิวาททุ่งเถียงกันตัวต่อตัว ภายหลังมาแกล้งกล่าวหาว่าผู้ร้ายลอบตีลอบฟันถึงปล้นสดมภ์ ก็มีอยู่ชุกชุม คดีที่ผู้ประทับฟ้องต้องประทับไปยังกระทรวงอาญานครบาลนั้นจึ่งได้มากกว่าพื้นความที่เปนจริงอยู่
ประการหนึ่งทรงพระราชดำริห์ว่า คดีของราษฎรที่เปนอาญานครบาลที่ควรมีโทษหลวงนั้น ถ้าผู้หาคละปะปนไปด้วยเท็จส่งเสริมให้แรงขึ้น ก็เปนเหตุให้ผู้พิพากษาตระลาการพิจารณาเอาความจริงได้โดยยาก และบางทีเมื่อพิจารณาเสร็จแล้ว โจทย์ก็ต้องปรับในข้อที่กล่าวเท็จเหลือเกินนั้นให้แก่จำเลยก็มีอยู่ชุกชุม อาไศรยเหตุทั้งปวงนี้ แลทรงพระมหากรุณาคุณเพื่อจะทนุบำรงุให้อาณาประชาราษฎรได้ความศุขเกษมร่มเย็นอยู่โดยพระบารมีนั้น จึ่งได้มีพระบรมราชโองการให้ตราเปนพระราชบัญญัติไว้สืบไปดังนี้ว่า
ข้อ๑ถ้าราษฎรมีอรรถคดีคนใดจะฟ้องหาด้วยข้อความเปนนครบาลก็ดี เปนอาญาก็ดี เปนความอุกฉกรรจ์มีโทษหลวงก็ดี มายังผู้รับฟ้องในกรุงเทพฯ ฤๅมายังศาลากลางในหัวเมือง จะขอฟ้องร้องด้วยความเหล่านี้ ให้ผู้รับฟ้องในกรุงเทพฯ และจ่าศาลในหัวเมือง บังคับให้ผู้นั้นปฏิญาณสาบาลตนว่าจะให้การฟ้องแต่ที่อันจริง แล้วจึ่งให้ผู้รับฟ้องจดถ้อยคำไว้ประทับส่งไปตามกระทรวง ถ้าผู้มีอรรถคดีมาฟ้องคนใดขัดขืนไม่ยอมสาบาลก่อนให้การฟ้อง อย่าให้ผู้รับฟ้องฤๅจ่าศาลรับถ้อยคำไว้เปนอันขาด
ข้อ๒เจ้าพนักงานผู้รับฟ้องฤๅจ่าศาลณหัวเมืองคนใดรับฟ้องในคดีที่กล่าวหาอาญานครบาลความมีโทษหลวงละเลยเสียมิได้บังคับให้ผู้มาฟ้องปฏิญาณสาบาลตัวก่อนก็ดี ฤๅบังคับให้ผู้มาฟ้องความแพ่งทั้งปวงสาบาลตัวก็ดี เปนการทำขาดทำเหนือพระราชบัญญัติฉนี้ พิจารณาเปนสัตย์ ให้ลงโทษ ๓ สฐาน สฐานหนึ่งจะให้ไหมเลมิดโดยยศถาศักดิ์ สฐานหนึ่งให้ไหมทวีคูณ สฐานหนึ่งให้จำตามโทษานุโทษ
ประกาศมาณวันที่ ๓ เดือนมิถุนายน รัตนโกสินทรศก ๑๑๑ เปนวันที่ ๘๖๐๖ ในรัชกาลปัตยุบันนี้