กฎหมายไทยฯ/เล่ม 7/เรื่อง 46
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า บรรดาศักดิ์ข้าราชการทหารแลพลเรือนตามธรรมเนียมกรมศักดิ์เดิมยังหาได้มีระเบียบเทียบเคียงกันเปนยุติไม่ จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติระเบียบบรรดาศักดิ์ไว้เพื่อจะได้เปนระเบียบเรียบร้อยในที่เฝ้าแลในราชการอื่น ๆ สืบไปดังนี้
มาตรา๑บรรดาศักดิ์ข้าราชการฝ่ายพลเรือนให้มีระเบียบเปนลำดับกันแลเทียบตรงกับบรรดาศักดิ์ข้าราชการฝ่ายทหารดังนี้ คือ
| ชั้นที่ ๑ เสมอด้วยนายพล | ||||
| เอก | ๑ | เสนาบดี | ||
| ๒ | พระเจ้าประเทศราช | |||
| โท | ๑ | เจ้าพระยาเทศาภิบาล | ||
| ๒ | เจ้าพระยาสุลต่าน | |||
| ๓ | เจ้าพระยานอกจากเสนาบดี | |||
| ตรี | ๑ | พระยารองเสนาบดี ท,จ, | ||
| ๒ | พระยาจางวาง ท,จ, | |||
| ๓ | พระยาเทศาภิบาล | |||
| ๔ | เจ้าประเทศราช | |||
| ๕ | พระยาสุลต่าน | |||
| ชั้นที่ ๒ เสมอด้วยนายพัน | ||||
| เอก | ๑ | พระยา ท,จ, | ||
| ๒ | พระยาจางวาง | |||
| ๓ | พระยาว่าราชการเมือง ท,จ, | |||
| ๔ | เจ้าอุปราช | |||
| ๕ | พระยาประเทศราช | |||
| ๖ | พระยารายามุดา | |||
| โท | ๑ | พระยาเจ้ากรม | ||
| ๒ | พระเจ้ากรม | |||
| ๓ | ผู้ว่าราชการเมือง | |||
| ๔ | เจ้าราชวงษ์ | |||
| ๕ | พระยาอุปราชเมืองประเทศราช | |||
| ๖ | พระรายามุดา | |||
| ตรี | ๑ | พระปลัดกรม | ||
| ๒ | หลวงเจ้ากรม | |||
| ๓ | ผู้ช่วยเทศาภิบาล | |||
| ๔ | เจ้าบุรีรัตน | |||
| ๕ | เจ้าราชบุตร | |||
| ๖ | พระยาราชวงษ์เมืองประเทศราช | |||
| ๗ | พระผู้ช่วยราชการเมืองประเทศราช | |||
| ชั้นที่ ๓ เสมอด้วยนายร้อย | ||||
| เอก | ๑ | หลวงปลัดกรม | ||
| ๒ | ปลัดเมือง | |||
| ๓ | ยกรบัตรเมือง | |||
| ๔ | เจ้ามีสัญญาบัตรรองแต่ราชบุตร | |||
| ๕ | พระยาบุรีรัตนเมืองประเทศราช | |||
| ๖ | พระยาราชบุตร | |||
| ๗ | ผู้ว่าราชการเมืองขึ้น | |||
| ๘ | หลวงผู้ช่วยว่าราชการเมืองประเทศราช | |||
| โท | ๑ | ผู้ช่วยในกระทรวงแลกรม | ||
| ๒ | ผู้ช่วยราชการเมือง | |||
| ๓ | ผู้ตรวจการในกองเทศาภิบาล | |||
| ๔ | นายอำเภอ (ตามพระราชบัญญัติปกครองท้องที่) | |||
| ๕ | พระยาเค้าสนาม | |||
| ๖ | ดาโต๊ะ | |||
| ตรี | ๑ | นายเวร | ||
| ๒ | หลวงกรมการ | |||
| ๓ | ปลัดเมืองขึ้น | |||
| ๔ | พ่อเมือง | |||
| ๕ | ปังอุลู | |||
มาตรา๒ต่อข้าราชการที่ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรแล้ว จึงให้มีบรรดาศักดิ์เข้าในระเบียบตามพระราชบญญัตินี้
มาตรา๓เมื่อข้าราชการซึ่งมีบรรดาศักดิ์ชั้นเดียวกัน จะต้องเรียงลำดับกันให้กำหนดโดยลักษณดังนี้ คือ
อย่างที่๑ผู้ซึ่งได้ว่ากล่าวหรือเปนเจ้าน่าที่ในท้องที่ เปนใหญ่กว่าผู้มีบรรดาศักดิ์ชั้นเดียวกันซึ่งมาแต่ที่อื่น มีตัวอย่างดังเช่นผู้ว่าราชการเมืองบรรดาศักดิ์ชั้นเดียวกันหลายคนพร้อมกันอยู่ในเมืองใด เมื่อเรียงลำดับ ผู้ว่าราชการเมืองนั้นย่อมเปนใหญ่กว่าผู้ว่าราชการเมืองอื่น เพราะเหตุที่เปนผู้ว่าราชการท้องที่อันนั้น ถ้าหากว่าโดยลำดับอย่างที่ ๑ ยังไม่ยุติ ให้กำหนดต่อไปโดยนัยนี้ คือ
อย่างที่๒ข้าราชการมีบรรดาศักดิ์เสมอกันแต่ยศต่างกัน ให้ผู้มียศสูงเปนใหญ่กว่าผู้มียศต่ำ ตัวอย่างดังผู้มีบรรดาศักดิ์เปนชั้นเจ้ากรมผู้หนึ่งเปนพระยา แลผู้หนึ่งเปนพระ ให้พระยาเปนใหญ่กว่าพระ ถ้ากำหนดในอย่างนี้ไม่ยุติ ให้กำหนดต่อไปโดยนัยนี้ คือ
อย่างที่๓ข้าราชการทหารเปนใหญ่กว่าพลเรือนในบรรดาศักดิ์ชั้นเดียวกัน มีตัวอย่างดังในเมืองหนึ่งมีผู้บัญชาการทหารบรรดาศักดิ์ชั้นนายพันโท แลผู้ว่าราชการเมืองนั้นก็มีบรรดาศักดิ์ชั้นที่ ๒ โทคือเสมอด้วยพันโทฉนี้ ผู้บัญชาการทหารย่อมเปนใหญ่กว่าผู้ว่าราชการเมือง เพราะเปนผู้ว่ากล่าวท้องที่เดียวกัน แต่ผู้หนึ่งเปนข้าราชการฝ่ายทหาร ถ้าหากว่ากำหนดโดยอย่างที่ ๓ ไม่ยุติ ให้กำหนดต่อไปโดยนัยนี้ คือ
อย่างที่๔ข้าราชการบรรดาศักดิ์เสมอกัน ให้ข้าราชการที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ชั้นสูง เปนใหญ่กว่าข้าราชการที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ชั้นต่ำ มีตัวอย่างดังเจ้ากรมมียศเปนพระยาเหมือนกันทั้ง ๒ คน คนหนึ่งได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ชั้นที่ ๓ คนหนึ่งได้รับพระราชทานชั้นที่ ๔ ให้ผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ชั้นที่ ๓ เปนใหญ่กว่าผู้ได้รับพระราชทานชั้นที่ ๔ ถ้ากำหนดโดยนัยนี้ไม่ยุติ ให้กำหนดต่อไปโดยนัยนี้ คือ
อย่างที่๕ข้าราชการบรรดาศักดิ์เสมอกัน ให้ผู้ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรชั้นนั้นก่อน เปนใหญ่กว่าผู้ที่ได้รับพระราชทานทีหลัง
ประกาศมาณวันที่ ๑๕ มินาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๗ เปนวันที่ ๑๑๐๘๒ ในรัชกาลปัตยุบันนี้