กฎอัยการศึก พ.ศ. ๒๔๕๗/๒๔๘๘.๐๔.๐๗

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

สารบัญ[แก้ไข]

พระราชปรารภ
  นามพระราชบัญญัติ
  ใช้พระราชบัญญัติที่ใดเมื่อใดต้องประกาศ
  ลักษณะประกาศ
  ผู้มีอำนาจใช้กฎอัยการศึก
  เมื่อเลิกต้องประกาศ
  อำนาจทหารเมื่อประกาศใช้กฎอัยการศึก
  อำนาจศาลทหาร แลอำนาจศาลพลเรือน เมื่อประกาศใช้กฎอัยการศึก
๗ ทวิ
๗ ตรี
  เจ้าน่าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจ
  การตรวจค้น
๑๐   การเกณฑ์
๑๑   การห้าม
๑๒   การยึด
๑๓   การเข้าอาไศรย
๑๔   การทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่
๑๕   การขับไล่
๑๖   ร้องขอค่าเสียหายหรือค่าปรับจากเจ้าน่าที่ฝ่ายทหารไม่ได้
๑๗   มอบอำนาจให้เจ้ากระทรวง
บัญชีต่อท้าย






Seal of the Royal Command of Thailand

พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก

พระพุทธศักราช ๒๔๕๗[1]

_______________


พระราชปรารภ

มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรัสเหนือเกล้าฯ ให้ประกาศทราบทั่วกันว่า กฎอัยการศึกซึ่งได้ตราเปนพระราชบัญญัติไว้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๐ (ร.ศ. ๑๒๖) นั้น อำนาจเจ้าพนักงานฝ่ายทหารที่จะกระทำการใด ๆ ยังหาตรงกับระเบียบพิไชยสงคราม อันต้องการของความเรียบร้อยปราศจากไภย ซึ่งจะมีมาจากภายนอก หรือเกิดขึ้นภายใน ได้โดยสดวกไม่ บัดนี้ สมควรแก้ไขกฎอัยการศึกแลเปลี่ยนแปลงให้เหมาะกับกาลสมัย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกกฎอัยการศึก พ.ศ. ๒๔๕๐ (ร.ศ. ๑๒๖) นั้นเสีย แลให้ใช้กฎอัยการศึกซึ่งได้ตราเปนพระราชบัญญัติขึ้นใหม่ ดังต่อไปนี้

(สารบัญ)


มาตรา ๑
นามพระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัตินี้ ให้เรียกว่า “กฎอัยการศึก พ.ศ. ๒๔๕๗”

(สารบัญ)


มาตรา ๒[2]
ใช้พระราชบัญญัติที่ใดเมื่อใดต้องประกาศ

เมื่อเวลามีเหตุอันจำเป็นเพื่อรักษาความเรียบร้อยปราศจากภัย ซึ่งจะมาจากภายนอกหรือภายในราชอาณาจักรแล้ว จะได้มีประกาศพระบรมราชโองการให้ใช้กฎอัยการศึกทุกมาตราหรือแต่บางมาตรา หรือข้อความส่วนใดส่วนหนึ่งของมาตรา ตลอดจนการกำหนดเงื่อนไขแห่งการใช้บทบัญญัตินั้นบังคับในส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรหรือตลอดทั่วราชอาณาจักร และถ้าได้ประกาศใช้เมื่อใด หรือ ณ ที่ใดแล้ว บรรดาข้อความในพระราชบัญญัติหรือบทกฎหมายใด ๆ ซึ่งขัดกับความของกฎอัยการศึกที่ให้ใช้บังคับ ต้องระงับ และใช้บทบัญญัติของกฎอัยการศึกที่ให้ใช้บังคับนั้นแทน

(สารบัญ)


มาตรา ๓
ลักษณะประกาศ

ถ้าไม่ได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วพระราชอาณาจักร์ ในประกาศนั้นจะได้แสดงให้ปรากฏว่า มณฑลใด ตำบลใด หรือเขตร์ใดใช้กฎอัยการศึก

(สารบัญ)


มาตรา ๔
ผู้มีอำนาจใช้กฎอัยการศึก

เมื่อมีสงครามหรือจลาจลขึ้น ณ แห่งใด ให้ผู้บังคับบัญชาทหาร ณ ที่นั้น ซึ่งมีกำลังอยู่ใต้บังคับไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพัน หรือเปนผู้บังคับบัญชาในป้อมหรือที่มั่นอย่างใด ๆ ของทหาร มีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึก ฉะเพาะในเขตร์อำนาจน่าที่ของกองทหารนั้นได้ แต่จะต้องรีบรายงานให้รัฐบาลทราบโดยเร็วที่สุด

(สารบัญ)


มาตรา ๕
เมื่อเลิกต้องประกาศ

การที่จะเลิกใช้กฎอัยการศึกแห่งใดนั้น จะเปนไปได้ต่อมีประกาศกระแสพระบรมราชโองการเสมอ

(สารบัญ)


มาตรา ๖[3]
อำนาจทหารเมื่อประกาศใช้กฎอัยการศึก

ในเขตต์ที่ประกาศใช้กฎอัยยการศึก ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน ในส่วนที่เกี่ยวกับการยุทธ การระงับปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนต้องปฏิบัติตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร

(สารบัญ)


มาตรา ๗[4]
อำนาจศาลทหาร แลอำนาจศาลพลเรือน เมื่อประกาศใช้กฎอัยการศึก

ในเขตต์ที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ศาลพลเรือนคงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอย่างปกติ แต่ผู้มีอำนาจประกาศใช้กฎอัยยการศึกมีอำนาจประกาศให้ศาลทหารพิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งการกระทำผิดเกิดขึ้นในเขตต์ที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก และในระหว่างที่ใช้กฎอัยยการศึก ตามที่ระบุไว้ในบัญชีต่อท้ายพระราชบัญญัตินี้ ทุกข้อ หรือแต่บางข้อ และหรือบางส่วนของข้อใดข้อหนึ่งได้

ประกาศให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามความในวรรคแรก ให้มีผลบังคับฉะเพาะคดีที่การกระทำผิดเกิดขึ้นตั้งแต่วันเวลาที่ระบุไว้ในประกาศ วันเวลาที่ระบุนั้นจะเป็นวันเวลาที่ออกประกาศนั้นเองหรือภายหลังก็ได้ ประกาศเช่นว่านี้ให้โฆษณาในราชกิจจานุเบกษาด้วย

นอกจากกรณีดังกล่าวแล้ว ถ้าคดีอาญาใดที่เกิดขึ้นในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยยการศึกมีเหตุพิเศษเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อแม่ทัพใหญ่ร้องขอ คณะกรรมการซึ่งได้ขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้จะสั่งให้พิจารณาพิพากษาคดีอาญานั้นในศาลทหารก็ได้[5]

ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง ประกอบด้วย ประธานกรรมการหนึ่งนาย และกรรมการอื่นอีกสองนาย ในจำนวนนี้ต้องแต่งตั้งจากข้าราชการตุลาการในหรือนอกราชการไม่น้อยกว่าหนึ่งนาย เพื่อพิจารณาสั่งตามความในวรรคก่อน[6]

(สารบัญ)


มาตรา ๗ ทวิ[7]

ประกาศให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามความในมาตรา ๗ นั้น จะให้ศาลทหารในทุกท้องที่หรือแต่บางท้องที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามที่กล่าวในมาตรานั้นเท่ากันหรือมากน้อยกว่ากันก็ได้

(สารบัญ)


มาตรา ๗ ตรี[8]

เมื่อได้เลิกใช้กฎอัยยการศึกแล้ว ให้ศาลทหารคงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่ยังคงค้างอยู่ในศาลนั้น และให้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่ยังมิได้ฟ้องร้องในระหว่างเวลาที่ใช้กฎอัยยการศึกนั้นด้วย

(สารบัญ)


มาตรา ๘
เจ้าน่าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจ

เมื่อประกาศใช้กฎอัยการศึกในตำบลใด, เมืองใด, มณฑลใด, เจ้าน่าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเต็มที่จะตรวจค้น, ที่จะเกณฑ์, ที่จะห้าม, ที่จะยึด, ที่จะเข้าอาไศรย, ที่จะทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่, แลที่จะขับไล่

(สารบัญ)


มาตรา ๙
การตรวจค้น

การตรวจค้นนั้น ให้มีอำนาจที่จะตรวจค้น ดังต่อไปนี้

(๑)   ที่จะตรวจค้นบรรดาสิ่งซึ่งจะเกณฑ์, หรือต้องห้าม, หรือต้องยึด, หรือจะต้องเข้าอาไศรย ไม่ว่าในที่ใด ๆ หรือเวลาใด ๆ ได้ทั้งสิ้น

(๒)   ที่จะตรวจจดหมายหรือโทรเลขที่มีไปมาถึงกันในเขตร์แขวงที่ใช้กฎอัยการศึกนั้นได้ก่อน

(สารบัญ)


มาตรา ๑๐
การเกณฑ์

การเกณฑ์นั้น ให้มีอำนาจที่จะเกณฑ์ได้ดังนี้

(๑)   ที่จะเกณฑ์พลเมืองให้ช่วยกำลังทหารในกิจการ ซึ่งเนื่องในการป้องกันพระราชอาณาจักร์ หรือช่วยเหลือเกื้อหนุนราชการทหารทุกอย่างทุกประการ

(๒)   ที่จะเกณฑ์ยวดยาน, สัตว์พาหนะ, เสบียงอาหาร, เครื่องศาตราวุธ, แลเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ จากบุคคลหรือบริษัทใด ๆ ซึ่งราชการทหารจะต้องใช้เปนกำลังในเวลานั้นทุกอย่าง

(สารบัญ)


มาตรา ๑๑
การห้าม

การห้ามนั้น ให้มีอำนาจที่จะห้ามได้ดังนี้

(๑)   ที่จะห้ามมิให้มีการมั่วสุมประชุมกัน

(๒)   ที่จะห้ามบรรดาการออกหนังสือเปนข่าวคราว ซึ่งราชการทหารเห็นว่าไม่เปนการสมควรในสมัยนั้น คือ ห้ามมิให้มีการออกหนังสือเปนข่าวคราวไม่ว่าอย่างใด ก่อนที่เจ้าน่าที่จะได้ตรวจแลมีอนุญาตแล้วว่าให้ออกได้

(๓)   ที่จะห้ามมิให้พลเมืองสัญจรไปมาในทางหลวง ซึ่งเจ้าน่าที่เห็นว่าเปนการจำเปนในแห่งใดแห่งหนึ่งหรือหลายแห่ง

(๔)   ที่จะห้ามใช้ทางสาธารณะเพื่อการจราจร ไม่ว่าจะเปนทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ รวมถึงทางรถไฟแลทางรถรางที่มีรถเดินด้วย

(๕)   ที่จะห้ามมิให้พลเมืองใช้สาตราวุธบางอย่าง ซึ่งราชการทหารเห็นเปนการขัดกับการรักษาความสงบเรียบร้อยในเขตร์แขวงนั้น ๆ

(สารบัญ)


มาตรา ๑๒
การยึด

บรรดาสิ่งซึ่งกล่าวไว้ ในมาตรา ๙ มาตรา ๑๐ แลมาตรา ๑๑ นั้น ถ้าเจ้าน่าที่ฝ่ายทหารเห็นเปนการจำเปน จะยึดไว้ชั่วคราว เพื่อมิให้เปนประโยชน์แก่ราชสัตรู หรือเพื่อเปนประโยชน์แก่ราชการทหาร ก็มีอำนาจยึดได้

(สารบัญ)


มาตรา ๑๓
การเข้าอาไศรย

อำนาจการเข้าพักอาไศรยนั้น คือ ที่อาไศรยใด ๆ ซึ่งราชการทหารเห็นจำเปนจะใช้เปนประโยชน์ในราชการทหารแล้ว มีอำนาจอาไศรยได้ทุกแห่ง

(สารบัญ)


มาตรา ๑๔
การทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่

การทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่นั้น ให้มีอำนาจกระทำได้ ดังนี้

(๑)   ถ้าแม้การสงครามหรือรบสู้เปนรองราชสัตรู มีอำนาจที่จะเผาบ้านแลสิ่งซึ่งเห็นว่าจะเปนกำลังแก่ราชสัตรู เมื่อกรมกองทหารถอยไปแล้ว หรือถ้าแม้ว่าสิ่งใด ๆ อยู่ในที่ซึ่งกีดกับการสู้รบ ก็ทำลายได้ทั้งสิ้น

(๒)   มีอำนาจที่จะสร้างที่มั่น หรือดัดแปลงภูมิประเทศ หรือหมู่บ้าน เมือง สำหรับการต่อสู้ราชสัตรู หรือเตรียมการป้องกันรักษา ตามความเห็นชอบของเจ้าน่าที่ฝ่ายทหารได้ทุกอย่าง

(สารบัญ)


มาตรา ๑๕
การขับไล่

ถ้ามีผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งไม่มีภูมิลำเนาอาไศรยเปนหลักฐาน หรือเปนผู้มาอาไศรยในตำบลนั้นชั่วคราว เมื่อมีความสงไสยอย่างหนึ่งอย่างใด หรือจำเปนแล้ว มีอำนาจที่จะขับไล่ผู้นั้นให้ออกไปจากเมืองหรือตำบลนั้นได้

(สารบัญ)


มาตรา ๑๖
ร้องขอค่าเสียหายหรือค่าปรับจากเจ้าน่าที่ฝ่ายทหารไม่ได้

ความเสียหายซึ่งอาจบังเกิดขึ้นอย่างหนึ่งอย่างใด ในเรื่องอำนาจของเจ้าน่าที่ฝ่ายทหาร ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในมาตรา ๘ ถึงมาตรา ๑๕ บุคคลหรือบริษัทใด ๆ จะร้องขอค่าเสียหายหรือค่าปรับอย่างหนึ่งอย่างใดแก่เจ้าน่าที่ฝ่ายทหารไม่ได้เลย เพราะอำนาจทั้งปวงที่เจ้าน่าที่ฝ่ายทหารได้ปฏิบัติแลดำเนิรการตามกฎอัยการศึกนี้ เปนการสำหรับป้องกันพระมหากระษัตริย์ ชาติ ศาสนา ด้วยกำลังทหาร ให้ดำรงคงอยู่ในความเจริญรุ่งเรืองเปนอิศระภาพ แลสงบเรียบร้อยปราศจากราชสัตรูภายนอกแลภายใน

(สารบัญ)


มาตรา ๑๗
มอบอำนาจให้เจ้ากระทรวง

ในเวลาปรกติสงบศึก เจ้ากระทรวงซึ่งบังคับบัญชาทหารมีอำนาจตรากฎเสนาบดีขึ้น สำหรับบรรยายข้อความ เพื่อให้มีความสดวกแลเรียบร้อยในเวลาที่จะใช้กฎอัยการศึกได้ตามสมควร ส่วนในเวลาสงครามหรือจลาจล แม่ทัพใหญ่หรือแม่ทัพรองมีอำนาจออกข้อบังคับบรรยายความเพิ่มเติมให้การดำเนิรไปตามความประสงค์ของกฎอัยการศึกนี้ แลเมื่อได้ประกาศกฎเสนาบดีหรือข้อบังคับของแม่ทัพในทางราชการแล้ว ให้ถือว่าเปนส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัตินี้

(สารบัญ)


ประกาศมา ณ วันที่ ๒๗ สิงหาคม พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ เปนวันที่ ๑๓๘๖ ในรัชกาลปัตยุบันนี้






บัญชีต่อท้าย[9]

_______________


ก.   คดีที่เกี่ยวกับตัวบุคคลบางจำพวก

๑.   คดีที่ตำรวจกระทำความผิดในขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการสนาม

๒.   คดีที่บุคคลพลเรือนสังกัดในราชการทหารเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ไม่ว่าจะเกี่ยวกับหน้าที่ราชการหรือไม่ และไม่ว่าจะได้กระทำความผิดในที่ใด ๆ ในเขตต์ที่ใช้กฎอัยการศึก

๓.   คดีที่บุคคลใด ๆ เป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดร่วมกับบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร หรือร่วมกับบุคคลดังกล่าวใน ๑ หรือ ๒ ไม่ว่าจะเป็นตัวการหรือผู้สมรู้

๔.   คดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดร่วมกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหาร ไม่ว่าจะเป็นตัวการหรือผู้สมรู้


ข.   คดีที่เกี่ยวกับความผิดบางอย่าง

๑.   คดีที่เป็นความผิดมีโทษตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร

๒.   คดีที่มีข้อกล่าวหาฐานประทุษร้ายต่อทรัพย์ ซึ่งเป็นของใช้ในราชการทหารแห่งกองทัพไทย หรือกองทัพพันธมิตรแห่งประเทศไทย หรือประทุษร้ายต่อชีวิตหรือร่างกายทหารไทย หรือทหารพันธมิตรแห่งประเทศไทย ในขณะกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่กระทำการตามหน้าที่

๓.   ความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา ดังต่อไปนี้

๓.   (ก)   ความผิดฐานประทุษร้ายแก่พระเจ้าอยู่หัวและราชอาณาจักร ตั้งแต่มาตรา ๙๗ ถึงมาตรา ๑๑๑

๓.   (ข)   ความผิดต่อทางพระราชไมตรีกับต่างประเทศ ตั้งแต่มาตรา ๑๑๒ ถึงมาตรา ๑๑๕

๓.   (ค)   ความผิดต่อเจ้าพนักงานตามมาตรา ๑๑๗ และมาตรา ๑๑๘ ฉะเพาะที่เกี่ยวกับราชการทหาร มาตรา ๑๑๖ มาตรา ๑๑๙ ถึงมาตรา ๑๒๒ มาตรา ๑๒๗ และมาตรา ๑๒๘

๓.   (ง)   ความผิดฐานใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่ในทางทุจจริต ตั้งแต่มาตรา ๑๒๙ ถึงมาตรา ๑๓๕ มาตรา ๑๓๗ ถึงมาตรา ๑๔๑ มาตรา ๑๔๓ มาตรา ๑๔๔ และ มาตรา ๑๔๖

๓.   (จ)   ความผิดฐานกระทำให้เสื่อมเสียอำนาจศาล ตั้งแต่มาตรา ๑๔๗ ถึงมาตรา ๑๕๔ ฉะเพาะเมื่อศาลนั้นเป็นศาลทหาร

๓.   (ฉ)   ความผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ ตั้งแต่มาตรา ๑๕๕ ถึงมาตรา ๑๖๒ ที่ได้กระทำในศาลทหาร

๓.   (ช)   ความผิดฐานสมคบกันเป็นอั้งยี่และเป็นซ่องโจรผู้ร้าย ตั้งแต่มาตรา ๑๗๗ ถึงมาตรา ๑๘๒

๓.   (ซ)   ความผิดฐานก่อการจลาจล ตามมาตรา ๑๘๓ และมาตรา ๑๘๔

๓.   (ฌ)   ความผิดฐานกระทำให้เกิดภยันตรายแก่สาธารณชน ฐานกระทำให้สาธารณชนปราศจากความสะดวกในการไปมาและการส่งข่าวและของถึงกัน และฐานกระทำให้สาธารณชนปราศจากความสุขสบาย ตั้งแต่มาตรา ๑๘๕ ถึงมาตรา ๑๙๔ มาตรา ๑๙๖ มาตรา ๑๙๙ และมาตรา ๒๐๐

๓.   (ญ)   ความผิดฐานปลอมดวงตรา ตั้งแต่มาตรา ๒๑๑ ถึงมาตรา ๒๑๓ ฉะเพาะที่เกี่ยวกับราชการทหาร

๓.   (ฏ)   ความผิดฐานปลอมหนังสือ ตั้งแต่มาตรา ๒๒๓ ถึงมาตรา ๒๒๗ มาตรา ๒๒๙ และมาตรา ๒๓๐ ทั้งนี้ ฉะเพาะที่เกี่ยวกับราชการทหาร

๓.   (ฏ)   ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และฐานโจรสลัด ตั้งแต่มาตรา ๒๙๗ ถึงมาตรา ๓๐๒

๔.   ความผิดตามพระราชบัญญัติเกณฑ์พลเมืองอุดหนุนราชการทหาร พุทธศักราช ๒๔๖๔

๕.   ความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องแบบทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๗

๖.   ความผิดตามพระราชบัญญัติเขตต์ปลอดภัยในราชการทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๘

๗.   ความผิดตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๙ ตั้งแต่มาตรา ๔๑ ถึงมาตรา ๔๕



เชิงอรรถ[แก้ไข]

  1. ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๓๑/หน้า ๓๘๘/๑๓ กันยายน ๒๔๕๗
  2. มาตรา ๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมกฎอัยการศึก พ.ศ. ๒๔๕๗ พุทธศักราช ๒๔๘๕
  3. มาตรา ๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดย ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๐๓ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕
  4. มาตรา ๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติกฎอัยยการศึก (ฉะบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๘๗
  5. มาตรา ๗ วรรคสาม เพิ่มโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกฎอัยยการศึก พุทธศักราช ๒๔๕๗ พุทธศักราช ๒๔๘๘
  6. มาตรา ๗ วรรคสี่ เพิ่มโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกฎอัยยการศึก พุทธศักราช ๒๔๕๗ พุทธศักราช ๒๔๘๘
  7. มาตรา ๗ ทวิ เพิ่มโดย พระราชบัญญัติกฎอัยยการศึก (ฉะบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๘๗
  8. มาตรา ๗ ทวิ เพิ่มโดย พระราชบัญญัติกฎอัยยการศึก (ฉะบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๘๗
  9. บัญชีต่อท้าย เพิ่มโดย พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๘๗




งานนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะมีลักษณะตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งบัญญัติว่า

มาตรา ๗ สิ่งต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้
(๑)   ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสารอันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
(๒)   รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
(๓)   ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
(๔)   คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
(๕)   คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (๑) ถึง (๔) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่นจัดทำขึ้น"