คำบรรยายเหตุการณ์รัฐประหาร 6 เมษายน พ.ศ. 2491

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

เป็นคำบรรยายเหตุการณ์รัฐประหาร 6 เมษายน พ.ศ. 2491 โดยนักหนังสือพิมพ์ผู้ใช้นามปากกาว่า "เกียรติ"

มีข้อความดังต่อไปนี้

"เช้าวันนั้นเป็นวันที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๑ เป็นวันตรงกับวันสร้างพระนครหลวงกรุงเทพ ฯ คือวันที่ระลึกวันจักรี สถานที่ราชการทุก ๆ แห่งทั่วราชอาณาจักรหยุดเป็นที่ระลึก ๑ วัน

เช้าวันนั้น เมื่อตื่นนอนและพบกับหมอนวดตามระเบียบของนายกรัฐมนตรีควง อภัยวงศ์ ผู้มีสังขารอันบอบบางแล้ว นายควง อภัยวงศ์ กำลังสำราญอยู่ด้วยการอ่านหนังสือพิมพ์ประจำวันอยู่ที่บ้านพัก ขณะนั้นธงชาติเพิ่งจะขึ้นสู่ยอดเสาใหม่ ๆ เสียงรถยน์แล่นพรืดเข้ามาจอดหน้าประตูบ้านนายกรัฐมนตรี เสียงประตูเปิดและรถเก๋งคันใหญ่ก็แล่นเข้ามาจอดอยู่หน้าตึก บุคคลที่ก้าวลงจากรถยนต์เรียงรายตามลำดับ เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่แต่งเครื่องแบบเต็มยศราวกับพึ่งจะกลับจากเข้าเฝ้า ผู้ที่ก้าวลงมาเป็นคนแรกเป็นนายทหารชั้นอาวุโสสูง เขาคือ นายพันโท ก้าน จำนงภูมิเวท บุรุษ "ถุงมือดำ" ในชุดรัฐประหาร ถัดมา พลตรีสวัสดิ์ สวัสดิรณชัย สวัสดิเกียรติ และอีกคนหนึ่ง คือ พันเอกขุนศิลปศรชัย คนสุดท้ายคือ พันโท ละม้าย อุทยานานนท์ เมื่อลงจากรถแล้วก็ถามหานายควง อภัยวงศ์ อ้างว่ามีธุระร้อนเป็นทางการจะมาพบกับนายกรัฐมนตรี และก็เป็นที่น่าสงสัยยิ่งนัก เพราะเครื่องแบบเต็มยศที่นายทหารชั้นผู้ใหญ่แห่งคณะรัฐประหารแต่งกันอย่างพากภูมิแล้ว ยังแถมมีปืนยูเอสอาร์มี่ติดมาด้วย ทุกคนเดินเรียงแถวสู่ห้องรับแขก และนั่งสูบบุหรี่จิบน้ำเย็นรอนายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรี

ครู่หนึ่ง นายควง อภัยวงศ์ก็ออกมาสู่ห้องรับแขกด้วยการแต่งกายลำลองแบบอยู่กับบ้าน กางเกงแพรสีแดงและเสื้อผ้าป่านชั้นในคอกลม เมื่อได้เคารพนบนอบกันตามธรรมเนียมแล้ว นายควงก็ถามถึงธุระราชการอย่างกันเอง ทำนองว่ามีเรื่องอะไรจึงได้พากันมาแต่เช้า

โดยการคาราวะนอบน้อม ในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีหัวหน้าฝ่ายบริหาร คนหนึ่งในจำนวนที่มา กล่าวตอบว่า "กระผมมาในนามของคณะรัฐประหาร เพื่อแจ้งแก่ท่านนายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาตัวเองในการกราบถวายบังคมลาออก"

ครึ่งตื่นเต้นและครึ่งขบขัน นายควงอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ เพราะไม่คาดหมายว่าการมาเยี่ยมเยียนของนายพลนายพัน ๔ นายนี้ จะมาในลักษณะทีเล่นทีจริงเช่นนั้น แต่ก่อนที่นายควงจะตอบสนองว่าตนจำทำประการใด ก็มีเสียงสอดขัดจังหวะขึ้นมาอีกว่า "คณะรัฐประหารของเรา ได้ประชุมเห็นพ้องต้องกันว่า คณะรัฐบาลของท่านไม่สามารถจะแก้ไขภาวะการณ์ของบ้านเมืองให้ดีขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่าครองชีพซึ่งลดลงไม่ทันใจ..."

"ก็ผมพึ่งมีเวลาทำงานเดือนเดียว...ทำกันอย่างหามรุ่งหามค่ำ หัวหูแทบพัง" นายควงต่อรองด้วยความตลก

"แต่คุณหลวงต้องพิจารณาตัวเอง เพราะเป็นเรื่องที่เราได้ตกลงกันมาแล้ว......และพวกผมก็ได้รับคำสั่งให้มาแจ้งแก่ท่านนายกเพียงเท่านี้ ต่อจากนั้นไปก็ขอคำตอบใน ๒๔ ชั่วโมงนี้ด้วย"

นายควงเกาหัวด้วยความพิศวงงงงวย แต่แล้วก็แข็งใจพูดว่า "ผมอยากได้รับการยืนยันจากพลโท ผิน กับ หลวงกาจ อีกครั้งหนึ่ง ว่าจะเอากันอย่างไง" แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไรต่อไป ก็พอดีคณะนายทหารที่มา "จี้" ทั้ง ๔ ก็ออกปากลากลับอย่างเป็นปกติ นายทหารทั้ง ๔ ได้ทำหน้าที่การทูตของคณะรัฐประหารเรียบร้อยแล้ว เมื่อกล่าวคำอำลาแล้วรถยนต์คันใหญ่ก็พา "ทูตจี้" ออกจากบริเวณบ้านนายควง อภัยวงศ์ เหลือแต่นายกรัฐมนตรี ๑ เดือนนั่งขบปัญหาอยู่อย่างงุนงง

เมื่อโดนไม้ตายเข้าเช่นนี้ นายควงก็พะว้าพะวังใจอยู่ไม่น้อย เพราะไม่เชื่อว่าคณะรัฐประหารที่เคยเล่นตลกแบบเอาเถิดเจ้าล่อมาช้านาน จะปล่อยไม้เบื่อไม้เมาเข้าให้กับตัวเช่นนั้น แต่ถึงกระนั้นนายควง อภัยวงศ์ ก็ยังไม่เชื่อสนิทว่าคณะรัฐประหารมีเจตนาเช่นนั้นจริง นายควงเชื่อว่านายทหารทั้ง ๔ คนนี้เป็นนายทหารคณะรัฐประหารเด็ก ๆ อาจจะวู่วามไปด้วยอารมณ์หรือฤทธิ์สุราตกค้าง นายควงรำลึกถึงจอมพล ป.พิบูลสงคราม พลโท ผิน ชุณหะวัณ และพลโท หลวงกาจสงคราม เพราะเชื่อว่าบุคคลทั้งสามนั้นเป็นผู้หลักผู้ใหญ่พอคงจะไม่ทำเช่นนั้นได้ ความหวังของการเป็นรัฐบาลของนายควง อภัยวงศ์ อยู่ที่คนทั้งสาม เพราะการที่จะต้องลาออกนั้นย่อมไม่เป็นของแปลก แต่การลาออกจะต้องเป็นไปตามกฎหมายไม่ใช่ด้วยการหลอกให้หลงหรือ "จี้" กันง่าย ๆ เช่นนี้

ตลอดเวลาที่ผ่านไปตั้งแต่ ๘ น. ถึงบ่าย นายควงรีบโทรศัพท์ติดต่อไปยังรัฐมนตรีของตนเท่าที่จะติดต่อได้ และได้เริ่มประชุมกัน ณ ที่บ้านของนายควงเอง ก่อนที่จะถึงเวลาเที่ยงวันนั้น

การประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นพิเศษ ได้เริ่มด้วยการชี้แจงข้อเท็จจริงของนายควง อภัยวงศ์ ต่อที่ประชุม ถึงการมาเยี่ยมเยียนของ "ทูตจี้" ทั้ง ๔ ด้วยลักษณะใด อาการใดตลอดจนคำแนะนำและคำขาดของนายทหาร ๔ คน พร้อมกับหารือต่อไปว่า ควรจะทำอย่างไรดีกับเหตุการณ์และปัญหาอันยุ่งยากที่เกิดขึ้น

ความเห็นส่วนมากในที่ประชุมนั้นก็คือ ขอให้คณะรัฐบาลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวชุดนี้ ได้รับการยืนยันอันแน่นอนจากหัวหน้ารัฐประหาร หรือผู้บังคับบัญชานายทหารทั้ง ๔ นี้เสียก่อน ซึ่งการจะรู้ได้นี้ก็มีอยู่สองทาง คือ ทางหนึ่งคือรีบส่งผู้แทนไปติดต่อ และทางที่ ๒ เขียนเป็นจดหมายถามความจริงไปยังคณะรัฐประหาร ในวิธีแรกคือส่งผู้แทนไปเจรจานั้นส่วนมากเห็นว่าไม่สมควร เพราะไม่สะดวกด้วยประการทั้งปวง ดังนั้นที่ประชุมจึงเลือกวิธีที่สอง คือ เขียนจดหมายส่งไปยังคณะรัฐประหาร เพื่อสอบถามว่าคณะรัฐประหารนั้น มีความประสงค์ที่จะ "จี้" คณะรัฐบาลนี้ออกจากตำแหน่ง หรือจะให้ปฏิบัติอย่างใด

เมื่อได้ร่างจดหมายและเขียนเสร็จแล้ว นายควง อภัยวงศ์ ก็มอบให้นายทหารผู้ซึ่งเป็นทั้งผู้ติดต่อ เป็นทั้งองครักษ์และเป็นทั้งน้องชาย คือพันโทรวย อภัยวงศ์ ให้นำจดหมายไปยังกองบัญชาการคือที่วังสวนกุหลาบ จดหมายนั้นคือจดหมายส่วนตัวของนายควง อภัยวงศ์ถึงพันโท ก้าน จำนงภูมิเวท เพื่อขอทราบการยืนยันในการรับรู้ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม พลโท ผิน ชุณหะวัณ และพลโท หลวงกาจสงคราม ว่าการที่ได้มา "จี้" นั้น เป็นเจตนาอันแท้จริงประการใด

นายพันโทรวย อภัยวงศ์ ได้รีบรุดไปยังวังสวนกุหลาบ กองบัญชาการคณะรัฐประหารในตอนเที่ยงวันนั้น แต่เมื่อถึงวังสวนกุหลาบก็หาพบบุคคลที่ประสงค์จะพบไม่ ครั้นสอบถามนายทหารเวร ก็ได้ความว่าคณะนายทหารแห่งคณะรัฐประหาร ได้ไปประชุมกันอยู่ที่บ้านจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้บัญชาการทหารบก ณ ซอยชิดลม พันโทรวย อภัยวงศ์จึงต้องนำจดหมายฉบับนั้นไปยังบ้านซอยชิดลม ณ ที่บ้านนั้นก็ได้เห็นนายทหารแห่งคณะรัฐประหารกำลังประชุมกันอยู่อย่างพรักพร้อม นายพันโทรวย จึงนำหนังสือนั้นมอบให้แก่พันโทก้าน จำนงภูมิเวท ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี และกลับมารายงานให้นายควง อภัยวงศ์ทราบ

ส่วนที่บ้านนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำลังจะพลัดเก้าอี้ไม่พลัดแหล่ ณ ตรอกหน้าสนามกีฬาแห่งชาติ ก็คงเปิดประชุมและรับประทานอาหารกลางวันกันที่นั่น ในขณะนั้นจำนวนรัฐมนตรีพอรู้ข่าวร้ายก็ทยอยกันเข้ามาเป็นลำดับ และได้เปิดการพิจารณาหารือกันตลอดวัน ว่าควรจะทำอย่างไรดี

ครั้นพอตกบ่ายในวันนั้นเอง เวลาประมาณบ่าย ๒ โมง ก็มีรถยนต์เก๋งคันหนึ่ง แล่นเข้ามายังบ้านนายควง อภัยวงศ์ และเมื่อรถจอดสนิทบุคคลที่ก้าวลงมาจากรถคือ หัวหน้ารัฐประหารพลโท ผิน ชุณหะวัณ และพลโท หลวงกาจสงคราม รองหัวหน้ารัฐประหาร ทั้ง ๒ เดินหน้าบอกบุญไม่รับขึ้นไปบนตึก และตรงไปยังห้องรับแขกของนายควง อภัยวงศ์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็เดินออกมาต้อนรับด้วยดี

พลโท ผิน ชุณหะวัณ เป็นผู้กล่าวแสดงความเสียใจต่อนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐประหาร โดยกล่าวเป็นเชิงว่าคณะนายทหารไม่พอใจรัฐบาลนี้ เพราะปฏิบัติราชการในด้านการลดค่าครองชีพชักช้า ตลอดจนควบคุมสถานการณ์ทางการทหารยังไม่มั่นคงพอ จึงมีความเสียใจที่จะต้องขอให้คณะรัฐบาลนี้พิจารณาตัวเอง นายพลโท ผิน ยืนยันว่า การที่นายทหารทั้ง ๔ คนมาแจ้งต่อนายควง อภัยวงศ์นั้น เป็นการถูกต้องแล้ว ขอยืนยันว่าเป็นความจริงและก็ไม่ลืมที่จะแสดงความหวังว่า นายควง อภัยวงศ์ คงจะให้ความร่วมมือในการจัดรัฐบาลผสมขึ้นต่อไป และอย่างน้อยที่สุด ก็คงจะให้การสนับสนุนต่อรัฐบาลใหม่ที่จะตั้งขึ้น

นายควงชี้แจงว่า ตนจะต้องประชุมคณะรัฐมนตรีเสียก่อน เพราะเป็นระเบียบที่จะต้องปฏิบัติเช่นนั้น แต่ก็เชื่อว่าเหตุการณ์จะเป็นไปได้ด้วยดีทุกประการ และหลังจากที่หัวหน้าคณะรัฐประหาร ได้ขอบอกขอบใจนายควงตามระเบียบแล้ว ก็อำลากันไปอย่างสุภาพ ซึ่งนายควงก็ได้มาส่งเสียเป็นอย่างดี

ก่อนจะใกล้ค่ำวันนั้น คณะรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ได้เปิดประชุมกันอย่างเคร่งเครียด ในที่ประชุมมีความเห็นกันไปต่าง ๆ นานา แต่พอสรุปได้ว่า พวกหนึ่งเห็นว่าการกระทำของคณะรัฐประหาร ๔ นั้น เป็นการละเมิดกฎหมาย จะไม่ยอมเข้าใจในเจตนารมณ์ของคณะรัฐประหาร มีอยู่ทางเดียวที่รัฐบาลนี้จะต้องแข็งไว้ก่อน แต่อีกพวกหนึ่งเห็นว่าควรสู้ เพราะรัฐบาลอยู่ในฐานะสั่งการได้ อีกพวกหนึ่งเห็นว่าควรพิจารณาตัวเองเพราะรัฐบาล (ของเรา) นี้ ไม่สามารถควบคุมสถานะการณ์ ของคณะรัฐประหารไว้ได้ รัฐบาลนี้จะไปสั่งการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้คณะรัฐประหารปฏิบัติอย่างใดไม่ได้ เพราะควบคุมเขาไม่อยู่ ส่วนการลดค่าครองชีพไม่ทันใจ นั้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช รัฐมนตรีสั่งการกระทรวงการคลังชี้แจงว่า เป็นความจริง “เพราะรัฐบาลนี้ไม่สามารถจะลดค่าครองชีพให้ทันใจของคณะรัฐประหารได้” ซึ่งทำให้ที่ประชุมค่อยคลายความเคร่งเครียดลงไปได้บ้าง

ที่ประชุมได้ยกปัญหา ถึงการที่จะไม่ยอมลาออกจากการเป็นรัฐบาล เพราะการกระทำของคณะรัฐประหารทั้ง ๔ นี้ เป็นการละเมิดกฎหมายอย่างอุกอาจ มีอยู่ทางเดียวคือต้องดำเนินการจับกุมนายทหารทั้ง ๔ ในข้อหาว่าเป็นกบฏต่อรัฐบาลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทันที แต่ใครเล่าจะเป็นผู้สั่งการ ใครเอากระพรวนไปผูกคอแมว การสั่งการทางกรมตำรวจให้พลตำรวจโท หลวงชาติตระการโกศล ในตำแหน่งอธิบดีคงไม่เป็นผล เพราะคงจับไม่ได้และยิ่งกว่านั้น อาจเป็นการรบราฆ่าฟันกันอีก ในเมื่อตำรวจจะเข้าทำการจับกุมคณะรัฐประหารเหล่านั้น เพราะอย่างใดเสียพวกนายทหารคณะรัฐประหารเหล่านั้น คงไม่ยอมให้จับโดยดีเป็นแน่ และก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่า กำลังอำนาจของคณะรัฐประหารขณะนั้นมีอยู่อย่างเพียบพร้อมบริบูรณ์

รัฐมนตรีนายหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นรัฐมนตรีสั่งการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น คือ นายบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ถ้าที่ประชุมตกลงให้ดำเนินการจับกุมนายทหารทั้ง ๔ ที่บังอาจมาจี้รัฐบาลนี้แล้ว เขาเองในฐานะรัฐมนตรีสั่งการกระทรวงมหาดไทยตามกฎหมายจะเป็นผู้ออกคำสั่งเอง เพราะเมื่อสั่งแล้วหากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ทำการจับกุม โดยการเกรงกลัวต่ออิทธิพลของรัฐประหารแล้ว ก็ให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไปว่าบ้านเมืองขณะนี้ไม่มีขื่อมีแป และแม้จะมีการต่อสู้กันก็ตามที เขาจะยินดีที่จะเป็นผู้ขออนุมัติเป็นผู้ดำเนินการเอง

นายกรัฐมนตรีควง อภัยวงศ์ ไม่ยอมเห็นด้วยในเรื่องนี้ และรัฐมนตรีส่วนมาก ก็ไม่ยอมเห็นด้วยในเรื่องนี้ และรัฐมนตรีส่วนมาก ก็ไม่ยอมที่จะให้เกิดเหตุการณ์อันรุนแรงยิ่งขึ้นไปกว่าการลาออกโดยดุษฎี เพราะขณะนั้นบ้านเมืองอยู่ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ หากเกิดมีการอลเวงขึ้นภายในแล้ว ก็จะเป็นช่องทางของบุรุษที่ ๓ ซึ่งจ้องจะทำลายล้าง ทั้งคณะรัฐบาลและคณะรัฐประหารไปด้วย เป็นการทำให้บ้านเมืองพินาศ ยังไม่จำเป็นและยังไม่สมควรแก่เวลา

การประชุมคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลควง อภัยวงศ์ ใช้เวลาถกเถียงกันทุกแง่ทุกมุมเกี่ยวกับการไปและอยู่ของตน แต่ก็ไม่มีทางใดที่จะดีไปกว่าการลาออก ซึ่งเป็นวิธีที่จะทำให้บ้านเมืองปกติสุขอยู่ได้ และเป็นที่พอใจต่อผู้ที่ครองและกุมอำนาจของเมืองไทยในขณะนั้น

เมื่อคณะรัฐมนตรีได้ตกลงปลงใจ เห็นพร้อมกันด้วยดีในการที่จะกราบถวายบังคมลาออกแล้ว นายควง นายกรัฐมนตรีก็เตรียมการที่จะร่าง “คำกราบถวายบังคมลาออก” ซึ่งถือกันว่าเป็นใบลาทางราชการ การร่างใบลานี้ที่ประชุมได้ใช้เวลาพิจารณากันตามสมควร เพื่อที่จะแสดงความหมายของการลาออกให้เห็นว่า เป็นด้วยเหตุใดและเรื่องอะไร ที่ประชุมได้ตั้งคณะกรรมการร่างคำกราบถวายบังคมลาออกขึ้นชุดหนึ่ง มีนายควง อภัยวงศ์นายกรัฐมนตรี ม.จ.วิวัฒนชัย ไชยยันต์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และพระยาอรรถการีย์นิพนธ์

ขณะนั้นเป็นเวลาบ่ายประมาณ ๑๖ น. อากาศในกรุงเทพฯ กำลังร้อนจัด ที่สนามหน้าบ้านนายควง ลูกชายของนายควงกำลังสำราญอยู่กับการเล่นว่าว ขณะที่คณะกรรมการกำลังพยายามใช้ความคิด ที่จะร่างคำกราบถวายบังคมทูลอยู่นั้น ถ้าใครผ่านไปทางหน้าบ้านนายควง อภัยวงศ์นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นแล้ว นอกจากจะพบประตูทำเนียบที่พักของนายกรัฐมนตรีปิดอยู่อย่างเงียบสนิทแล้ว ยังอาจจะเห็นนายกรัฐมนตรีกำลังลงไปสำราญอยู่กับลูก ๆ คล้าย ๆ กับว่าไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในแผ่นดินเลย ความสนุกของนายควงขณะนั้นเท่า ๆ กับความว้าวุ่นของคณะกรรมการร่างคำกราบบังคมทูล ว่าไม่รู้ขึ้นต้นและลงท้ายอย่างไรดี

อย่างไรก็ตามก่อนค่ำในวันนั้น ใบลาของคณะรัฐบาลควง อภัยวงศ์ก็สำเร็จเป็นที่เรียบร้อย

เมื่อได้ร่างใบลา หรือคำกราบถวายบังคมลาเสร็จแล้ว นายควง อภัยวงศ์ ก็เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีพร้อมหน้ากันอีกครั้งหนึ่ง อ่านให้ฟังในที่ประชุมจนเป็นที่พอใจแล้ว นายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีก็ได้นำใบลาเข้าไปทูลถวายต่อผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในวันรุ่งขึ้น เป็นอันว่าฐานะและสภาพการเป็นรัฐบาลของนายควง อภัยวงศ์ ได้สินสุดลงแค่นั้นเพียงเท่านั้น

หลังจากนั้น ก็เป็นโอกาสของหนังสือพิมพ์ที่จะถ่ายทอดความรู้สึกจากปากคำของอดีตนายกรัฐมนตรี ควง อภัยวงศ์ ซึ่งนายควงก็ได้ให้สัมภาษณ์อย่างเปิดอกว่า การกราบถวายบังคมลาออกจากคณะรัฐบาลนั้น หาใช่ตัวเองกับคณะรัฐบาลไม่มีความสามารถที่จะบริหารราชการบ้านเมือง ให้ดำเนินไปด้วยดีไม่ ทั้งด้านการลดค่าครองชีพของประชาชน นายควงยังมีความหวังว่า ไม่ว่ารัฐบาลใดที่จะเข้ามาบริหารจะแก้ปัญหานี้ไปไม่ได้อย่างรวดเร็ว และรัฐบาลของตนก็กำลังใช้ความพยายาม ที่จะแก้ปัญหานี้อยู่หากแต่ไม่ทันใจของคณะรัฐประหารจึงต้องถูก “จี้” ให้ออกจากตำแหน่งเสียก่อน นายควงยอมรับว่าการควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองนั้น ก็สามารถที่จะควบคุมให้เป็นระเบียบเรียบร้อยและอยู่ในมือได้ แต่การควบคุมคณะรัฐประหารนั้น นายควงสารภาพว่าไม่สามารถจะควบคุมเอาไว้ได้เพราะคณะรัฐประหารมิได้ถือกฎหมายเป็นหลัก หากแต่ถือเอากำลังคนและกำลังอาวุธเป็นหลัก จึงยากที่จะทนเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปได้

นับว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นครั้งแรก และครั้งสำคัญยิ่งของเมืองไทย เป็นประวัติศาสตร์ที่น่าจะบันทึกไว้ว่าคณะรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องถูกจี้ออกจากตำแหน่งไป ด้วยอำนาจและอิทธิพลของคณะทหารบกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งได้ทำการรัฐประหารรัฐบาลพลเรือตรีหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ มาได้เพียง ๔ เดือนเศษ หรือาจจะเรียกว่าได้อีกอย่างหนึ่งว่า เป็นรัฐประหารซ้อน หรือรัฐประหารเงียบต่อคณะรัฐบาล ซึ่งได้ถูกเชิดชูอยู่ในตำแหน่งเฉพาะกาลเท่านั้น

“บ้านเมืองไม่ใช่เป็นของข้าพเจ้าแต่คนเดียว เมื่อมีคนดีมาก็เชิญ ข้าพเจ้าขอกราบลา.....”

นายควงพูดกับเพื่อน ๆ หลังจากที่ได้กลายเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว และกำลังจะเดินทางไปพักผ่อนที่หัวหิน ทุก ๆ ครั้งที่มีอันเป็นไปเกิดขึ้นกับตัวเอง

“เกียรติ”


PD-icon.svg งานนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ ตามมาตรา ๗ แห่ง พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ เนื่องจากงานนี้เป็น
  • (๑) ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสารอันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
  • (๒) รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
  • (๓) ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
  • (๔) คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
  • (๕) คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (๑) ถึง (๔) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่นจัดทำขึ้น
Thai government Garuda emblem (Version 2).svg