คำแถลงการณ์ของรัฐบาล 7 มีนาคม 2477

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

คำแถลงการณ์ของรัฐบาล

เนื่องในการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ รัฐบาลขอแถลงให้ประชาชนทราบทั่วกันว่า นับจำเดิมแต่ประเทศสยามได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญแล้ว รัฐบาลก็ได้ดำเนินการปกครองประเทศเป็นที่เรียบร้อยตลอดมา ทั้งนี้ โดยอาศัยพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครั้นต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๗๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชปรารภมายังรัฐบาลว่าใคร่จะเสด็จพระราชดำเนินไปรักษาพระเนตร์ ณ ต่างประเทศเป็นครั้งที่ ๒ เมื่อคณะรัฐมนตรีได้ทราบพระราชดำริดั่งนั้น จึ่งได้ประชุมปรึกษาลงมติว่า ในระหว่างเวลาที่กล่าวแล้วเป็นเวลาซึ่งการกบฏเพิ่งเสร็จสิ้นไปใหม่ ๆ บ้านเมืองยังไม่สู้เป็นปกติเรียบร้อยดีนัก อันการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จนิวัตน์มาประทับยังกรุงเทพพระมหานครนั้น ย่อมเป็นการอุ่นเกล้าฯ แก่ประชาชนยิ่งนัก ฉะนั้นถ้าหากจะเสด็จไปรักษาพระเนตร์ยังต่างประเทศเสียในขณะนี้ ก็จะเป็นที่ว้าเหว่แก่ประชาชน ดั่งปรากฏว่าได้มีปัญหาเช่นนี้ถกถามกันในสภาผู้แทนราษฎรด้วยประการดั่งกล่าวแล้ว รัฐบาลจึ่งกราบบังคมทูลพระกรุณาว่าควรประทับรับการรักษาอยู่ในพระมหานคร โดยใช้แพทย์ที่เชิญมาจากต่างประเทศ แต่พระองค์ก็ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยโดยเด็ดขาดว่าจำเป็นต้องไปรักษายังต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลก็จำต้องสนองพระบรมราชวินิจฉัยนั้นตามพระราชประสงค์ ในระหว่างที่พระองค์ได้ทรงประทับรักษาพระเนตร์อยู่ ณ ต่างประเทศ รัฐบาลก็ได้ทำการติดต่อกับพระองค์ตลอดมาเป็นที่เรียบร้อยปราศจากอุปสรรคใด ๆ ทั้งปวง จนเมื่อรัฐบาลได้นำร่างพระราชบัญญัติอากรมฤดกและการรับมฤดก พุทธศักราช ๒๔๗๖ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยออกประกาศใช้เป็นกฎหมาย พระองค์ได้ทรงทักท้วงในบางประการ แต่เมื่อรัฐบาลได้กราบบังคมทูลพระกรุณาจนเป็นที่พอพระราชหฤทัยแล้ว ก็ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างพระราชบัญญัติที่กล่าวแล้วออกประกาศใช้เป็นกฎหมายอยู่จนบัดนี้ ต่อมารัฐบาลได้นำร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณอาญา พ.ศ. ๒๔๗๗ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. ๒๔๗๗ และร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร พ.ศ. ๒๔๗๗ รวม ๓ ฉะบับ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติแล้ว ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงปรมาภิไธย ออกประกาศใช้เป็นกฎหมาย แต่พระองค์ไม่ทรงพอพระราชหฤทัยในหลักการบางอย่าง จึ่งพระราชทานร่างพระราชบัญญัติทั้งสามนั้นคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสภาฯ ได้ลงมติยืนตามเดิม รัฐบาลจึ่งนำร่างพระราชบัญญัติทั้งสามขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อขอให้ทรงลงพระปรมาภิไธยอีกครั้งหนึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม แต่ก็ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายในกำหนดในรัฐธรรมนูญฯ ในระหว่างนี้รัฐบาลได้ทราบมาว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีข้อข้องพระราชหฤทัยบางประการ ซึ่งถ้ารัฐบาลมิได้จัดการถวายให้เป็นการสมพระราชประสงค์แล้ว พระองค์ก็อาจทรงสละราชสมบัติได้ รัฐบาลจึ่งได้รีบจัดถวายเพื่อให้ต้องพระราชหฤทัยทุกประการ แต่ต่อมามิช้ารัฐบาลก็ได้รับทราบเกล้าฯ จาก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงสละราชสมบัติ ในตอนนี้รัฐบาลรู้สึกวิตกเป็นอันมาก เพราะมิทราบกรณีและเหตุผลโดยชัดแจ้ง จึ่งได้ตั้งแต่งให้เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศและนายนาวาตรี หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ร.น. เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นผู้แทนรัฐบาลออกไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ ประเทศอังกฤษ และให้พยายามกราบบังคมทูลพระกรุณาอัญเชิญเสด็จกลับพระมหานคร คณะผู้แทนรัฐบาลก็ได้กระทำตามคำสั่งโดยเต็มที่ แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะพระองค์ได้ทรงขอร้องต่อรัฐบาลหลายประการในประการที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็ได้จัดสนองพระราชประสงค์เท่าที่จะจัดถวายได้ ในส่วนที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็เป็นอันนอกเหนืออำนาจที่รัฐบาลจะจัดถวายได้ตามพระราชประสงค์ ในที่สุดได้แสดงพระราชประสงค์มาว่า ขอให้นำเรื่องทั้งหมดขึ้นเสนอสภาผู้แทนราษฎรเพื่อวินิจฉัย ซึ่งรัฐบาลก็ได้ปฏิบัติตามพระราชประสงค์ โดยนำเรื่องขึ้นเสนอสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๗ ซึ่งเมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปรายกันแล้ว สภาผู้แทนราษฎรได้เห็นชอบพร้อมกันตามที่รัฐบาลได้ปฏิบัติไป และลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ผ่านระเบียบวาระไปได้ตามข้อบังคับการประชุมและการปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎร บัดนี้ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขา ทรงสละราชสมบัติพระราชทานมายังรัฐบาลแต่วันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ รัฐบาลได้รับพระราชกระแสใส่เกล้าฯ ด้วยความโทมนัสอย่างยิ่ง เพราะรัฐบาลรู้สึกอยู่ว่าได้มีความจงรักภักดีและซื่อสัตย์สุจริตต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้อยู่เต็มที่ตลอดมา ได้พยายามทุกทางจนสุดความสามารถที่จะทานทัดพระราชประสงค์มิให้ทรงสละราชสมบัติ แต่ก็หาสมตามความมุ่งหมายไม่ ฉะนั้นรัฐบาลจึ่งได้นำพระราชหัตถเลขาทรงสละราชสมบัติขึ้นเสนอสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับทราบไว้ด้วยความโทมนัส และในโอกาสนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวังซึ่งเป็นผู้รักษาการให้เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาล ได้นำรายพระนามพระราชวงศ์ซึ่งสมควรจะเป็นผู้สืบสันตติวงศ์ โดยมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทรงลงพระนามว่าทรงตรวจถูกต้องแล้ว ขึ้นเสนอสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๙ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ในที่สุดสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบให้สถาปนา พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสืบราชสันตติวงศ์ต่อไป ตั้งแต่วันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ และได้ลงมติเห็นชอบให้ตั้งนายพันเอก พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตน์จาตุรนต์ นายนาวาตรี พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ร.น. และเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา ๑๐ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ตามเหตุการณ์ดั่งได้กล่าวมาแล้วประกอบด้วยมีเวลาอันจำกัดรัฐบาลจึ่งขอแถลงให้ประชาชนทราบไว้แต่โดยย่อเสียชั้นหนึ่งก่อน ส่วนเรื่องราวโดยละเอียดนั้น รัฐบาลจะได้โฆษณาให้ทราบโดยตลอดพร้อมด้วยสำเนาพระราชหัตถเลขาทรงสละราชสมบัติในโอกาสอันเร็วที่สุด แต่อย่างไรก็ตามขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในรัฐบาลนี้ว่า รัฐบาลนี้ย่อมรักษาระบอบการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเสมอ ในที่สุดนี้ รัฐบาลขอให้ข้าราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ตลอดจนอาณาประชาราษฎรจงตั้งอยู่ในความสงบอย่าหลงเชื่อในข่าวอกุศลใด ๆ ซึ่งหากจะมีผู้ก่อให้เกิดขึ้นและช่วยเหลือร่วมมือกันเพื่อยังความเรียบร้อยให้แก่ประเทศ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญจงทุกประการ

วันที่ ๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๗๗


งานนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะมีลักษณะตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งบัญญัติว่า

"มาตรา 7 สิ่งต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้
(1) ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสารอันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
(2) รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
(3) ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
(4) คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
(5) คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (1) ถึง (4) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่นจัดทำขึ้น"