จดหมายเหตุจีนว่าด้วยกรุงสยามแต่โบราณ (เรียบเรียงจากจดหมายเหตุจีน ๕ เรื่อง)

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

เนื้อหา

อธิบายเบื้องต้น[แก้ไข]

หนังสือเรื่องทางพระราชไมตรีระหว่างกรุงจีนกับกรุงสยามนี้ หลวงเจนจีนอักษร (สุดใจ) พนักงานหอพระสมุดวชิรญาณ แปลถวายในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แปลจากหนังสือจีน ๓ เรื่อง คือ หนังสือคิมเตี้ยซกทงจี่เรื่อง ๑ หนังสือหวงเฉียวบุ๋นเหี่ยนทงเค้าเรื่อง ๑ หนังสือยี่จั๋บสี่ซื้อ ตอนเหม็งซื้องั่วก๊กเลี่ยต้วนเรื่อง ๑ เปนจดหมายเหตุกล่าวถึงทางพระราชไมตรีที่กรุงสยามได้มีมากับกรุงจีน ตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระร่วงตั้งราชธานีอยู่ที่นครศุโขไทย ตลอดเวลากรุงศรีอยุทธยาเปนราชธานีลงมาจนครั้งกรุงธนบุรี หนังสือจีนทั้ง ๓ เรื่องที่ได้กล่าวมาแล้ว เปนหนังสือหลวงซึ่งพระเจ้ากรุงจีนราชวงษ์ไต้เชง แผ่นดินเขียนหลง ให้กรรมการข้าราชการตรวจจดหมายเหตุของเก่าในเมืองจีนมาเรียบเรียง (ตรงสมัยเมื่อครั้งกรุงธนบุรี) ว่าด้วยเมืองต่างประเทศที่เคยมีไมตรีมากับกรุงจีน หนังสือเหล่านี้จึงมีเรื่องเมืองไทยด้วย

ได้อ่านตรวจดูเรื่องที่แปลนี้ เห็นว่าจดหมายเหตุจีนมีหลักฐานหลายอย่าง ควรเปนเรื่องประกอบพงษาวดารของเมืองไทยได้เรื่อง ๑ แต่ผู้อ่านจำต้องอ่านด้วยไม่ลืมความจริง ๓ ข้อ

ข้อที่ ๑ คือ ต้องไม่ลืมว่าเมื่อจีนมีอำนาจแผ่อาณาเขตรออกมาถึงเมืองต่างประเทศทางตวันตก เช่นในครั้งพระเจ้ากรุงจีนวงษ์หงวนเปนต้น อันพงษาวดารปรากฏว่า ได้เคยรบพุ่งชนะเมืองพม่า เมืองญวน กรุงจีนไม่เคยชนะแลไม่เคยรบพุ่งกับกรุงสยาม เพราะเหตุที่ราชธานีทั้งสองฝ่ายอยู่ห่างไกลกันมาก เขตรแดนก็ไม่ติดต่อกันยืดยาวเหมือนเช่นเมืองพม่าแลเมืองญวน เพราะฉนั้น การเกี่ยวข้องในระหว่างกรุงจีนกับกรุงสยามแต่โบราณมา เคยมีแต่เปนมิตรไม่ตรีอย่างบ้านพี่เมืองน้อง ไทยไม่ได้เคยยอมเปนเมืองขึ้นจีน

ข้อที่ ๒ นั้น ต้องไม่ลืมว่าวิไสยพระเจ้าแผ่นดินจีนชอบยกย่องเกียรติยศของตนเองแต่ไร ๆ มา บรรดาเมืองต่างประเทศที่ไปมาค้าขายหรือแต่งราชทูตไปเมืองจีน จีนจดหมายเหตุตีขลุมเอาว่าไปอ่อนน้อมยอมขึ้นต่อกรุงจีน ไม่เลือกหน้าว่าประเทศไหน ๆ พระเจ้าแผ่นดินต่างประเทศไม่ว่าในยุโรปหรือเอเซีย จดหมายเหตุจีนไม่ยอมยกเกียรติยศให้ใครเปน “ฮ่องเต้” ให้เพียงเปน “อ๋อง” ทุกประเทศ ต่างประเทศที่ไปมาค้าขายหรือเกี่ยวข้องกับจีน เมื่อยังไม่รู้หนังสือแลภาษาจีน ก็ไม่รู้เท่าจีน การเปนดังนี้มาหลายร้อยปี จนที่สุดเมื่ออังกฤษกับฝรั่งเศสทำสงครามชนะจีน ฝรั่งเล่ากันว่าเมื่อจะเดินทัพเข้าเมืองปักกิ่ง จีนยังทำธงเขียนตัวหนังสือจีนนำน่าว่าฝรั่งจะเข้าไปคำนับอ่อนน้อม ฝรั่งพึ่งมารู้ตัวว่าถูกจีนหลอกในเรื่องเหล่านี้เมื่อฝรั่งมาเรียนรู้หนังสือแลภาษาจีน จนต้องมีในข้อหนังสือสัญญาให้จีนยอมรับว่า พระเจ้าแผ่นดินต่างประเทศเปนฮ่องเต้เหมือนกับจีนการเปนมาดังนี้ บรรดาจดหมายเหตุของจีนในชั้นเก่า ๆ จึงเรียกพระเจ้าแผ่นดินต่างประเทศว่าอ๋อง แลเหมาอาการที่ทูตไปเมืองจีนว่าไปยอมเปนเมืองขึ้นทั้งนั้น ไม่ว่าฝรั่งหรือแขกหรือไทย

ข้อที่ ๓ เหตุที่เมืองไทยจะเปนไมตรีกับกรุงจีนนั้น เกิดแต่ด้วยเรื่องไปมาค้าขายถึงกันทางทเล เมืองไทยมีสินค้าหลายอย่างซึ่งเปนของต้องการในเมืองจีนแต่โบราณมาเหมือนกับทุกวันนี้ แลเมืองจีนก็มีสินค้าหลายอย่างที่ไทยต้องการเหมือนกัน การไปมาค้าขายกับเมืองจีน ไทยได้ผลประโยชน์มาก แต่ประเพณีจีนในครั้งนั้น ถ้าเมืองต่างประเทศไปค้าขาย ต้องมีเครื่องราชบรรณาการไปถวายพระเจ้ากรุงจีน จึงจะปล่อยให้ค้าขายได้โดยสดวก เพราะเหตุนี้จึงมีประเพณีที่ถวายบรรณาการแก่พระเจ้ากรุงจีน ไม่แต่ประเทศไทยเรา ถึงประเทศอื่นก็อย่างเดียวกัน ผู้อ่านจะต้องเข้าใจความจริงทั้ง ๓ ข้อนี้ จึงจะไม่ปลาดใจแลไม่เข้าใจผิด เมื่อเวลาอ่านจดหมายเหตุของจีน ซึ่งกล่าวเปนโวหารดุจว่ากรุงสยามเปนเมืองขึ้นของกรุงจีน การที่แต่งหนังสือใช้โวหารเช่นนั้น จะโทษแต่จีนก็ไม่ได้ ถึงไทยเราก็เอาบ้าง ท่านผู้ใดได้อ่านหนังสือพงษาวดารเหนือ คงจะได้พบในเรื่องหนังสือนั้น ๒ แห่ง แห่ง ๑ ว่าเมื่อสมเด็จพระร่วงจะลบศักราชพระเจ้ากรุงจีนไม่มาช่วย สมเด็จพระร่วงขัดเคือง ยกออกไปเมืองจีนพระเจ้ากรุงจีนต้องถวายราชธิดา แลได้พวกจีนบริวารเข้ามาคราวนั้น จึงได้มาทำถ้วยชามสังกโลกขึ้นเปนปฐม อิกแห่ง ๑ เมื่อพระเจ้าสายน้ำผึ้งครองเมืองอโยทธยา ก็ว่าได้ราชธิดาของพระเจ้ากรุงจีนชื่อนางสร้อยดอกหมากมาเปนพระมเหษี ถ้าเทียบเรื่องที่ไทยเราแต่งไว้แต่ก่อนก็จะไม่พอกะไรกับที่จีนเขาแต่งนัก

ความจริงบุคคลต่างชาติกัน จะมีชาติใดที่รักชอบกันยืดยาวมายิ่งกว่าไทยกับจีนนี้ไม่เห็นมี ด้วยไม่เคยเปนสัตรูกัน เคยแต่ไปมาค้าขายแลกประโยชน์ต่อกันมาได้หลายร้อยปี ความรู้สึกทั้งสองชาติจึงเปนอันหนึ่งอันเดียวกันตั้งแต่โบราณจนตราบเท่าทุกวันนี้ ซึ่งควรจะหวังว่าจะเปนอย่างเดียวกันต่อไปในวันน่า

การไปมาค้าขายในระหว่างจีนกับไทยในครั้งกรุงเก่า ไม่ใช่แต่เปนประโยชน์เฉภาะแต่แก่จีนแลไทยเท่านั้น ฝรั่งก็ต้องมาอาไศรยค้าขายกับจีนทางเมืองไทย ความปรากฏในหนังสือจดหมายเหตุของฝรั่งว่า เมื่อฝรั่งรู้ทางเรือที่จะมาจากยุโรปถึงประเทศทางตวันออกได้ พวกโปตุเกตเปนผู้มาค้าขายก่อน พวกโปตุเกตเปนคนใจร้ายถือว่ามีปืนไฟ ใช้เรือรบเที่ยวปล้นสดมขู่กรรโชกตามเมืองที่ไปค้าขาย เปนเหตุให้จีนเกลียดฝรั่งขึ้น ครั้นต่อมามีพวกฝรั่งวิลันดา อังกฤษ ออกมาค้าขายทางประเทศนี้ จะไปเมืองจีนไม่ได้สดวก ต้องมาอาไศรยเมืองไทยเปนที่พักสินค้า ทำการค้าขายกับเมืองจีนแลเมืองยี่ปุ่นอยู่นาน ตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมลงมาจนแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราช การค้าขายไปมาในระหว่างเมืองจีนกับเมืองไทยก็ยิ่งเจริญขึ้นโดยลำดับสืบมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

พรรณาว่าด้วยกรุงสยาม[แก้ไข]

หนังสือเรื่องกรุงสยามได้เปนพระราชไมตรีกับกรุงจีน ข้าพระพุทธเจ้า ขุนเจนจีนอักษร (สุดใจ) ออกจากหนังสือหวงเฉียวบุ๋นเหี่ยนทงเค้าเล่ม ๓๔ น่า ๔๐ น่า ๔๑

หนังสือหวงเฉียวบุ๋นเหี่ยนทงเค้านี้เปนหนังสือหลวง ขุนนาง ๖๖ นายเปนเจ้าพนักงาน เรียบเรียงในสมัยราชวงษ์ไต้เชง เมื่อแผ่นดินเขียนหลงปีที่ ๔๒ เตงอีว (ตรงปีระกาจุลศักราช ๑๑๓๙ ปี พ.ศ. ๒๓๒๐ ในครั้งกรุงธนบุรี)


เสื้ยมหลอก๊ก


เสี้ยมหลอก๊กอยู่ฝ่ายทิศตะวันออกเมืองก้วงหลำ เฉียงหัวนอน (เฉียงใต้) เมืองกั้งพู้จ้าย (กำพูชา) ครั้งโบราณมีสองก๊ก เสี้ยม (สยาม คือ ศุโขไทย) ก๊กหนึ่ง หลอฮก (ลโว้) ก๊กหนึ่ง อาณาเขตรพันลี้เศษ (นับก้าวเท้าแต่ ๑ ถึง ๓๖๐ ก้าวเท้าจึงเรียกว่าลี้) ปลายแดนมีภูเขาล้อมตลอด ในอาณาเขตรแบ่งเปนกุ๋น (เมือง) กุ้ย (อำเภอ) กุ้ยขึ้นฮู้ (ขึ้นเมือง) ฮู้ขึ้นต๋าคูสื (แปลว่าเจ้าพนักงานคลังมณฑล คือเมืองที่มีข้าหลวงคลังกำกับ คงจะหมายความเปนเมืองที่ตั้งมณฑล ด้วยแบบราชการวงษ์เชงมีข้าหลวงคลังกำกับแต่เมืองที่ตั้งมณฑล)

ต๋าคูสือมี ๙

(๑) เสี้ยมหลอ (จะหมายความว่ากรุงศรีอยุทธยา)
(๒) ค้อเล้าสี้ม้า (นครราชสีมา)
(๓) จกเช่าปั้น
(๔) พี่สี่ลก (พิศณุโลก)
(๕) สกก๊อตท้าย (ศุโขไทย)
(๖) โกวผินพี้ (กำแพงเพ็ชร)
(๗) ต๋าวน้าวสี้ (ตนาวศรี)
(๘) ท้าวพี้
(๙) ลกบี้

ฮู้มี ๑๔

(๑) ไช้นะ (ไชยนาท)
(๒) บู้เล้า
(๓) บี๋ไช้ (พิไชย)
(๔) ตงปั่น (เข้าใจว่าชุมพร)
(๕) ลูโซ่ง (เข้าใจว่าหลังสวน)
(๖) พีพี่ (พริบพรี คือ เพ็ชรบุรี)
(๗) พีลี้ (น่าจะเปนราดพรี คือ ราชบุรี)
(๘) ไช้เอี้ย (ไชยา)
(๙) โตเอี้ยว
(๑๐) กันบู้ลี้ (กาญจนบุรี)
(๑๑) สี้หลวงอ๊วด (ศรีสวัสดิ์)
(๑๒) ไช้ย็อก (ไทรโยค)
(๑๓) ฟั้นสี้วัน (นครสวรรค์)
(๑๔) เจี่ยมปันคอซัง

กุ้ยมี ๗๒ พื้นแผ่นดินข้างฝ่ายทิศตวันตกเฉียงปลายตีนหรือเฉียงเหนือมีหินกรวด ด้วยเปนอาณาเขตรเสี้ยมก๊ก อาณาเขตรหลอฮกก๊กอยู่ฝ่ายทิศตวันออกเฉียงหัวนอนหรือเฉียงใต้ พื้นแผ่นดินราบแลชุ่มชื่น

เมืองหลวงมีแปดประตู[1] กำแพงเมืองก่อด้วยอิฐ เลียบรอบกำแพงเมืองประมาณสิบลี้เศษ ในเมืองมีคลองน้ำเล็กเรือไปมาได้ นอกเมืองข้างฝ่ายทิศตวันตกเฉียงหัวนอนหรือเฉียงใต้ ราษฎรอยู่หนาแน่น

ก๊กอ๋อง (พระเจ้าแผ่นดิน) อยู่ในเมืองข้างฝ่ายทิศตะวันตก ที่อยู่สร้างเปนเมืองเลียบรอบกำแพงประมาณสามลี้เศษ เต้ย (พระที่นั่ง) เขียนภาพลายทอง หลังคาเต้ยมุงกระเบี้องทองเหลือง ซิด (ตำหนักแลเรือน) มุงกระเบี้องตกั่ว เกย (ฐานบัตร) เอาตกั่วหุ้มอิฐลูกกรงเอาทองเหลืองหุ้มไม้

ก๊กอ๋องชุดเสงกิมจึงไช้เกีย (พระเจ้าแผ่นดินเสด็จตำบลใดก็ทรงราชยาน) บางครั้งก็ทรงช้างที่มีกูบ สั่ว (พระกลดแลร่ม) ที่กั้นทำด้วยผ้าแดง

ก๊กอ๋องหมวยต่างเตงเต้ย (พระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกท้องพระโรงทุกเวลาเช้า) พวกขุนนางอยู่ที่พื้นปูพรม นั่งพับเข่าตามลำดับแล้วยกมือประนมขึ้นถึงศีศะ ถวายดอกไม้สดคนละหลายช่อ มีกิจก็เอาบุ๋นจือ (หนังสือ) อ่านขึ้นถวายด้วยเสียงอันดัง คอยก๊กอ๋องวินิจฉัยแล้วจึงกลับ

เสี้ยมหลอก๊กมีขุนนาง ๙ ตำแหน่ง

(๑) ออกอาว๊าง (ออกญา)
(๒) อกบู้ล้า (ออกพระ)
(๓) อกหมัง (ออกเมือง)
(๔) อกควน (ออกขุน)
(๕) อกมู้น (ออกหมื่น)
(๖) อกบุ่น
(๗) อกปั๋ง (ออกพัน)
(๘) อกล้ง (ออกหลวง)
(๙) อกคิว

การตั้งแต่งขุนนางให้เจ้าพนักงานไปเลือกเอาราษฎรตามหมู่บ้าน มอบให้ต๋าคูสื ๆ จึงให้ผู้ที่จะเปนขุนนางนำหนังสือมาถวายอ๋อง ๆ ก็สอบไล่ตามวิธีที่เคย แลสอบไล่ข้อปกครองราษฎรด้วย แม้ผู้ที่มาสอบไล่ตอบถูกต้อง อ๋องก็ตั้งให้เปนขุนนางเข้ารับราชการตามตำแหน่ง ที่ตอบไม่ถูกต้องก็ไม่ได้เปนขุนนาง วิธีสอบไล่นั้นสามปีครั้งหนึ่ง แต่หนังสือชาวเสี้ยมหลอก๊กเขียนไปทางข้าง ด้วยไม่ได้เล่าเรียนห่างยี่ (หนังสือจีน)

แต่ก๊กอ๋องนั้นหลีวฮวด (ไว้พระเกษายาว) ฮกเซก (เครื่องแต่งพระองค์) มงกุฎทำด้วยทองคำประดับป๊อเจียะ (เพ็ชรนิลจินดาที่เกิดจากหิน) รูปคล้ายต๋าวหมง (หมวกยอดแหลมสำหรับนายทหารใส่เมื่อเวลาออกรบศึก) เสี่ยงอี (ภูษาเฉียง) ยาวสามเชียะ (นับนิ้ว ๑ ถึง ๑๐ เรียกว่าเชียะ) ใช้แพรติ้งห้าสี เหียอี (ภูษาทรง) ทำด้วยด้ายห้าสี เอ๋ย, บ๋วย (ฉลองพระบาท ถุงพระบาท) ทำด้วยแพรติ้งสีแดง

ขุนนางแลราษฎรไว้ผมยาวเกล้ามวยใช้ปิ่นปักแลใช้ผ้าขาวพันศีศะ ขุนนางตำแหน่งที่ ๑ ถึงที่ ๔ ใช้หมวกทองคำประดับป๊อเจียะ (พลอย) ตำแหน่งที่ ๕ ถึงที่ ๙ ใช้หมวกทำด้วยแพรติ้งแลทำด้วยกำมหยี่ นุ่งห่มใช้ผ้าสองผืน รองเท้าทำด้วยหนังโค ผู้หญิงใส่ก่วย (รัดเกล้า) ค่อนไปข้างหลัง เครื่องปักผมใช้เข็มเงินเข็มทอง หน้าผัดแป้ง นิ้วมือนั้นใส่แหวน รัดเกล้าแลแหวนของคนจนทำด้วยทองเหลือง ผ้าห่มทำด้วยด้ายห้าสียกดอก ผ้านุ่งก็ทำด้วยด้ายห้าสีแต่เอาไหมทองยกดอก นุ่งผ้าสูงพ้นดินสองสามนิ้ว ใส่รองเท้าคีบทำด้วยหนังสีดำสีแดง

ฤดูปีเดือนในเสี้ยมหลอก๊กไม่เที่ยง พื้นแผ่นดินก็เปียกแฉะ ชาวชนต้องอยู่เรือนหอสูง (เรือนโบราณที่มีชั้นบนชั้นล่าง ชั้นบนเรียกว่าหอ) หลังคามุงด้วยไม้หมากเอาหวายผูก ที่มุงด้วยกระเบื้องก็มีเครื่องใช้ไม่มีโต๊ะ, เก้าอื้ แลม้านั่ง ใช้แต่พรมกับเสื่อหวายปูพื้น ประชาชนนับถือเซกก่า (พุทธสาสนา) ผู้ชายบวชเปนเจง (พระภิกษุ) ผู้หญิงบวชเปนหนี (นางชี) ไปอยู่ตามวัด ผู้ที่มียศศักดิ์แลมั่งมีนั้นเคารพหุด (นับถือพระภิกษุที่สำเร็จ) มีเงินทองถึงร้อยก็ทำทานกึ่งหนึ่งด้วยไม่มีความเสียดาย

แม้ชาวชนถึงแก่ความตาย ก็เอาน้ำปรอทกรอกปากแล้วจึงเอาไปฝัง ศพคนจนเอาไปทิ้งไว้ที่ฝั่งทเล ในทันใดก็มีกาหมู่หนึ่งมาจิกกินบัดเดี๋ยวหนึ่งก็สูญสิ้น ญาติพี่น้องของผู้ตายร้องไห้เอากระดูกทิ้งลงในทเล เรียกว่าเนี้ยวจึ่ง (ฝังศพกับนก) การซื้อขายใช้เบี้ยแทนตั้งจี๋ (กะแปะทองเหลือง) ปีใดไม่ใช้เบี้ยแล้วความไข้ก็เกิดชุกชุม

ขุนนางแลราษฎรที่มีเงิน จะใช้จ่ายแต่ลำพังนั้นไม่ได้ ต้องเอาเงินส่งไปเมืองหลวงให้เจ้าพนักงานหลอมหล่อเปนเมล็ด เอาตราเหล็กตีมีอักษรอยู่ข้างบนแล้วจึงใช้จ่ายได้ เงินร้อยตำลึงต้องเสียค่าภาษีให้หลวงหกสลึง ถ้าเงินที่ใช้จ่ายไม่มีอักษรตราก็จับผู้เจ้าของเงินลงโทษว่าทำเงินปลอม จับได้ครั้งแรกตัดนิ้วมือขวา ครั้งสองตัดนิ้วมือซ้าย ครั้งสามโทษถึงตาย การใช้จ่ายเงินทองสุดแล้วแต่ผู้หญิงด้วยผู้หญิงมีสติปัญญา ผู้ชายที่เปนสามีก็ต้องเชื่อฟัง

ชาวชนเสี้ยมหลอก๊กมีชื่อไม่มีแซ่ ถ้าเปนขุนนางเรียกว่าอกม้ง (ม้ง แปลว่านั้น หมายความว่าออกนั้น) ผู้ที่มั่งมีเรียกว่านายม้งยากจนเรียกว่าอ้ายม้ง ขนบธรรมเนียมของชาวชนนั้นแขงกระด้าง การรบศึกสงครามชำนาญทางเรือ ไต๊เจี่ยง (นายทหารใหญ่) เอาเซ่งทิ (เครื่องราง) พันกายสำหรับป้องกันหอกดาบแลจี่ (จี่แปลว่าลูกธนู) เซ่งทินั้นกระดูกศีศะผี ว่ายิงฟันแทงไม่เปนอันตราย

สิ่งของที่มีในประเทศ อำพันทองที่หอม ไม้หอมสีทอง ไม้หอมสีเงิน เนื้อไม้ ไม้ฝาง ไม้แก่นดำ งาช้าง หอระดาน กระวาน พริกไทย ไต๊ปึงจื่อ (ผลไม้) เฉียงหมุยโล่ว (น้ำลูกไม้กลั่น) ไซรเอี๋ยเซี้ยม (แพรมาจากเมืองพุทเกด) แพรลายทอง สิ่งของที่กล่าวนี้เคยเอามาถวายเปนเครื่องบรรณาการ

ทองคำแลหินสีต่าง ๆ ที่มีในประเทศ ทองคำก้อน ทองคำทราย ป๊อเจียะ (พลอยหินต่าง ๆ) ตะกั่วแขง

สัตว์สี่เท้า สัตว์สองเท้า สัตว์มีเกล็ดที่มีในประเทศ แรด ช้าง นกยูง นกแก้วห้าสี ลกจูกกู (เต่าหกเท้า)

ผลไม้แลต้นไม้ที่มีในประเทศ ไม้ไผ่ใหญ่ ไม้ไผ่สีสุก ไม้ไผ่เลี้ยง ผลทับทิม แตง ฟัก

สิ่งของมีกลิ่นหอม กฤษณา ไม้หอม กานพลู หลอฮก (เครื่องยา) แต่หลอฮกนั้นกลิ่นหอมคล้ายกฤษณา นามประเทศคงจะตั้งตามชื่อของสิ่งนี้[2]

ว่าด้วยทางพระราชไมตรี[แก้ไข]

หนังสือเรื่องเสี้ยมก๊ก หลอฮกก๊ก เปนพระราชไมตรีกับกรุงจีน ข้าพระพุทธเจ้า ขุนเจนจีนอักษร (สุดใจ) แปลออกจากหนังสือคิมเตี้ยซกทงจีเล่ม ๕ น่า ๓๔ น่า ๓๕ น่า ๓๖ น่า ๓๗ น่า ๓๙

หนังสือคิมเตี้ยซกทงจี่นี้เปนหนังสือหลวง ด้วยขุนนาง ๖๖ นายเปนเจ้าพนักงานเรียงหนังสือคิมเตี้ยซกทงจี่ เมื่อแผ่นดินเขียนหลงปีที่ ๓๒ เตงหาย (ตรงกับปีกุญจุลศักราช ๑๑๒๙ ปี) ในราชวงษ์เชงนี้ ต่อมาถึงแผ่นดินเขียนหลงปีที่ ๕๐ อิดจี๋ (ตรงกับปีมะเสงจุลศักราช ๑๑๔๗ ปี ในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร) ขุนนางจ๋อโตวหงือซื้อชื่อกีก๊ก (เจ้ากรมพระอาลักษณ์ฝ่ายขวา) กับขุนนางต๋ายลี้ยี่เคงชื่อเล็กเซียะหิม (ต๋ายลี้ยยี้เคง เปนกรมขึ้นอยู่ในกระทรวงเมือง) ได้ชำระหนังสือคิมเตี้ยซกทงจี่นี้อิกครั้งหนี่ง

ครั้งสมเด็จพระร่วงรามคำแหงครองนครศุโขไทย[แก้ไข]

พระเจ้าหงวนสี่โจ๊วฮองเต้ (ครั้งนั้นเปนมงโกลได้ราชสมบัติในกรุงจีน เปนประถมกระษัตรวงษ์หงวน นามแผ่นดินเรียกว่าจี่หงวน) แผ่นดินจี่หงวนปีที่ ๑๙ หยิมโหงวลักหง้วย (ตรงกับณเดือนแปดปีมเมีย จุลศักราช ๖๔๔ ปี) พระเจ้าหงวนสี่โจ๊วฮองเต้ รับสั่งให้ขุนนางก๊วนกุนโหวชื่อหอจือจี่เปนราชฑูตไปเกลี้ยกล่อมเสี้ยมก๊ก[3]

แผ่นดินจี่หงวนปีที่ ๒๖ กี้ทิ้วจับหง้วย (ตรงกับณเดือน ๑๒ ปีฉลูจุลศักราช ๖๕๑ ปี) หลอฮกก๊กให้ราชทูตนำเครื่องบรรณาการมาถวาย[4]

แผ่นดินจี่หงวนปีที่ ๒๘ ซินเบ๊าจับหง้วย (ตรงกับณเดือน ๑๒ ปีเถาะจุลศักราช ๖๕๓ ปี) หลอฮกก๊กอ๋องให้ราชทูตนำราชสาสนอักษรเขียนด้วยน้ำทองกับเครื่องบรรณาการ คือทองคำ งาช้าง นกกะเรียน นกแก้วห้าสี ขนนกกะเต็น นอรมาด อำพันทอง มาถวาย

แผ่นดินจี่หงวนปีที่ ๓๐ กุ่ยจี๋สี่หง้วย (ตรงกับณเดือนหกปีมเสงจุลศักราช ๖๕๕ ปี) พระเจ้าหงวนสี่โจ๊วฮองเต้รับสั่งให้ราชทูตไปทำพระราชไมตรีด้วยพระเจ้าเสี้ยมก๊ก[5]

แผ่นดินจี่หงวนปีที่ ๓๑ กะโหงวชิดหง้วย (ตรงกับณวันเดือนเก้าปีมเมียจุลศักราช ๖๕๖ ปี) ในปีนั้นพระเจ้าหงวนสี่โจ๊วฮองเต้สวรรคต พระเจ้าหงวนเสงจงฮองเต้ขึ้นเสวยราชสมบัติ แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนนามแผ่นดิน เสี้ยมก๊กอ๋องกังมกติ๋งมาเฝ้า[6] พระเจ้าหงวนเสงจงฮองเต้รับสั่งกับเสี้ยมก๊กอ๋องกังมกติ๋งว่า แม้ท่านคิดว่าเปนไมตรีกันแล้วก็ควรให้ลูกชายหรือขุนนางมาเปนจำนำไว้บ้าง

แผ่นดินไต๋เต็ก (นามแผ่นดินของพระเจ้าหงวนเสงจงฮองเต้) ปีที่ ๔ แกจื้อลักหง้วย (ตรงกับณเดือนแปดปีชวดจุลศักราช ๖๖๒ ปี) เสิ้ยมก๊กอ๋องมาเฝ้า[7]


เรื่องเสี้ยมก๊กเปนไมตรีกับกรุงจีน ข้าพระพุทธเจ้า ขุนเจนจีนอักษร (สุดใจ) แปลออกจากหนังสือคิมเตี้ยซกทงจี่เล่ม ๔๐ น่า ๕๕

หนังสือคิมเตี้ยซกทงจี่เปนหนังสือหลวง ขุนนางวงษ์ไต้เชง ๖๖ คน เปนเจ้าพนักงานเรียบเรียง เมื่อแผ่นดินเขียนหลงปีที่ ๓๒ เตงหาย (ตรงกับปีกุญจุลศักราช ๑๑๒๙)[8]


เสื้ยมก๊ก


เมื่อครั้งวงษ์หงวน (ครั้งนั้นมงโกลได้ราชสมบัติในกรุงจีน) ในแผ่นดินพระเจ้าหงวนเสงจงฮองเต้ (พระเจ้าหงวนเสงจงฮองเต้กระษัตรที่ ๒ วงษ์หงวน ขึ้นครองราชสมบัติปีอิดบี้ ตรงกับปีมแมจุลศักราช ๖๕๗ ขนานนามแผ่นดินว่าเจงหงวน) เสี้ยมก๊กให้ราชทูตนำราชสาสนอักษรเขียนด้วยน้ำทองมาถวาย ด้วยเสี้ยมก๊กกับม่าลี้อี๋เอ้อก๊ก[9] ทำสงครามโดยสาเหตุความอาฆาฏกัน เฉียวเถง (รัฐบาล) แต่งให้ราชทูตนำหนังสือตอบราชสาสนไปถึงเสี้ยมก๊ก ว่ากล่าวประนีประนอมให้เลิกสงครามกันเสียทั้งสองฝ่าย

ในแผ่นดินไต๊เต็ก (นามแผ่นดินที่เรียกเจงหงวนนั้นยกเลิกเมื่อปีเปียซิน ตรงกับปีวอกจุลศักราช ๖๕๘ นามแผ่นดินที่เรียกไต๊เต็กนี้ขนานขึ้นเมื่อปีเตงอิ๋ว ตรงกับปีรกาจุลศักราช ๖๕๙ แผ่นดินไต๊เต็กมี ๑๑ ปี) เสี้ยมก๊กให้ราชทูตมาขอม้า พระเจ้าหงวนเสงจงฮองเต้ประทานเสื้อกิมหลูอี (เลื้อยศลายทอง) ให้ไป

ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดี อู่ทอง[แก้ไข]

ข้าพระพุทธเจ้า ขุนเจนจีนอักษร (สุดใจ) เลือกคัดแปลเรื่องพระราชไมตรีในระหว่างกรุงสยามกับกรุงจีนออกจากหนังสือยี่จับสี่ซื้อ ตอนเหม็งซื้องั่วก๊กเลียดต้วน (เรื่องนานาประเทศในรัชกาลวงษ์เหม็ง) เล่ม ๘๒๘ น่า ๓๕ ถึงน่า ๔๐ มีข้อความดังนี้


เสื้ยมหลอฮกก๊ก


แผ่นดินหงบู๊ปีที่ ๓ แกซุด (ตรงปีจอจุลศักราช ๗๓๒) พระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้ (จูหงวนเจียงได้ราชสมบัติ เปนพระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้ ปฐมกระบัตรวงษ์เหม็ง ครองราชสมบัติปีโบ้วซิน ตรงปีวอกจุลศักราช ๗๓๐ ขนานนามแผ่นดินว่าหงบู๊ อยู่ในรัชกาล ๓๑ ปี วงษ์เหม็งตั้งกรุงที่เมืองน่างกิง สมัยนี้เรียกว่าเมืองเกียงลิ่งฟู้ แขวงมณฑลเกียงซู) รับสั่งให้หลุยจงจุ่นเปนราชทูต ถือหนังสือรับสั่งไปชวนเสี้ยมหลอฮกก๊กให้เปนไมตรี [10]

ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑[แก้ไข]

แผ่นดินหงบู๊ปีที่ ๔ ซินหาย (ตรงปีกุญจุลศักราช ๗๓๓) เสี้ยมหลอฮกก๊กอ๋อง เซียนเลียดเจี่ยวปีเอ๎งีย[11] ให้ราชทูตเชิญพระราชสาสนแลพาช้างกับเต่าหกเท้า แลสิ่งของในพื้นประเทศมาเจริญทางพระราชไมตรีพร้อมกันกับหลุยจงจุ่น พระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้รับสั่งให้เจ้าพนักงานเอาแพรม้วนประทานไปให้อ๋อง กับประทานผ้าม้วนให้ราชทูตด้วย

ในปีนั้นเสียมหลอฮกก๊กอ๋องให้ราชทูตกลับมาถวายไชยมงคลในการขึ้นปีใหม่ พระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้รับสั่งให้เจ้าพนักงานเอาพงษาวดารเรื่องได้ราชสมบัติ กับแพรม้วนผ้าม้วนประทานไปให้อ๋อง

แผ่นดินหงบู๊ปีที่ ๕ หยิมจี๊อ (ตรงปีชวดจุลศักราช ๗๓๔) เสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ราชทูตพาหมี, ชนีเผือก, กับสิ่งของในพื้นประเทศมาถวาย

แผ่นดินหงบู๊ปีที่ ๖ กุ่ยทิ้ว (ตรงปีฉลูจุลศักราช ๗๓๕) ราชทูตเสี้ยมหลอฮกก๊กนำสิ่งของมาถวาย

ในปีนั้นนางเซียนเลียะซือลี่ง ซึ่งเปนพระพี่นางของเสี้ยมหลอฮกก๊กอ๋อง[12] ให้ราชทูตเชิญพระราชสาสนซึ่งจารึกอักษรในแผ่นทองคำ กับสิ่งของในพื้นประเทศมาถวายตงกง (พระมเหษี) ตงกงไม่รับ

นางเซียนเลียะซือลี่ง ให้ราชทูตนำสิ่งของกลับมาถวายอิก พระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้ก็ไม่ทรงรับ เปนแต่โปรดให้เลี้ยงโต๊ะราชทูต

ครั้งนั้นเสี้ยมหลอฮกก๊กอ๋องไม่ปรีชาสามารถ ชาวประเทศก็เชิญเซียนเลียะเป๊าปี๊เอ๎งียสือลี่ตอล่อหลก[13] ลุงของเสี้ยมหลอฮกก๊กอ๋องขึ้นครองราชสมบัติ แล้วจัดให้ราชทูตมาทูลข้อความเรื่องนี้ กับเอาสิ่งของในพื้นประเทศมาถวาย เจ้าพนักงานก็เลี้ยงดูราชทูต แลจัดสิ่งของพระราชทานตอบแทนตามธรรมเนียม

อ๋องที่ขึ้นครองราชสมบัติใหม่ ให้ราชทูตเอาสิ่งของในพื้นประเทศมาถวาย แลถวายไชยมงคลในการขึ้นปีใหม่ กับถวายแผนที่เสี้ยมหลอฮกก๊กด้วย ราชทูตที่มาต่างก็มีสิ่งของถวาย พระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้ไม่ทรงรับสิ่งของของราชทูต

แผ่นดินหงบู๊ปีที่ ๗ กะอิ๋น (ตรงปีขาลจุลศักราช ๗๓๖) ราชทูตเสี้ยมหลอฮกก๊กชื่อซาลี้ปะนำสิ่งของมาถวายที่เมืองกวางตง แลบอกแก่เจ้าพนักงานว่า เรือบรรทุกเครื่องราชบรรณาการคราวนี้ มาถึงทเลอูชีถูกลมคลื่นซัดไปถึงทเลน่าเมืองไฮ้น่าง (ไหหลำ) เดชะบุญได้เจ้าเมืองแลขุนนางช่วยจึงได้แต่ฝ้าย, ไม้ฝาง, ไม้หอม ที่เหลือลมคลื่นซัดไปมาถวาย

เทศาภิบาลมณฑลกวางตงตอบราชทูตว่า พระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้ไม่ทรงเชื่อว่าสิ่งของที่เอามานี้เปนเครื่องราชบรรณาการ เพราะไม่มีพระราชสาสนกำกับมา ซึ่งราชทูตว่าเรือถูกลมคลื่นซัดแต่สิ่งของยังเหลืออยู่ ทรงเห็นว่าคงจะเปนพวกพานิชเสี้ยมหลอฮกก๊กปลอมมา มีรับสั่งไม่ให้รับเครื่องบรรณาการไว้

พระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้รับสั่งแก่จงซู (ขุนนางในที่ว่าการอุปราช) กับเจ้าพนักงานลี้บู๊ (กระทรวงแบบธรรมเนียม) ว่า เมื่อครั้งโบราณพวกจูโฮว (เจ้าเมืองเอก) มาเฝ้าเถียนจื๊อ (พระมหากระษัตราธิราช) นั้น ปีหนึ่งนำสิ่งของมาถวายแต่เล็กน้อยครั้งหนึ่ง ถึงสามปีจึงมีสิ่งของมาถวายมาก ๆ เพราะเปนการประชุมใหญ่ประเทศที่อยู่นอกเขตรหัวเมืองทั้งเก้านั้น (หัวเมืองทั้งเก้านั้นคือสิบแปดมณฑลเดิมของประเทศจีน) สี่หนึ่ง (สี่หนึ่งนั้นสามสิบปี) จึงมาเฝ้าครั้งหนึ่ง แลมีสิ่งของในประเทศมาถวายเพื่อให้เห็นว่าซื่อสัตย์สุจริต แต่เกาหลีก๊กนั้นรู้แบบธรรมเนียมอยู่บ้างจึงอนุญาตให้สามปีมาจินก้ง[14] ครั้งหนึ่ง ประเทศทั้งหลายที่อยู่ไกลนั้นคือเจียมเสีย (ประเทศจามปา) งังน่าง (ญวน) ซีเอี้ยง (โปตุเกต) ซอลี้ (ประเทศซอลี้นั้นอยู่ใกล้เคียงโปรตุเกต เข้าใจว่าสะเปน) เอี่ยวอ๎วา (ชวา) ปะหนี (ปัตตานี) ซำฟัดฉิ (ประเทศซามฟัดฉินั้นเคยขึ้นชวา) เสี้ยมหลอฮก (สยาม) จินละ (คือลแวก สมัยนี้จีนเรียกกังฟู้จ้าย คือกัมพูชา) เคยมาถวายของเสมอ ฝ่ายเราต้องใช้จ่ายมาก ตั้งแต่นี้ต่อไปจงห้ามประเทศทั้งหลายเหล่านั้นเสียว่าไม่ต้องมาถวายของทุกปี เพราะเปนการลำบาก เจ้าพนักงานจงมี ราชสาสนไปให้ประเทศทั้งหลายทราบทั่วกัน[15]

เมื่อมีราชสาสนไปห้ามแล้ว ประเทศทั้งหลายก็ยังมาถวายของเสมอ ในปีนั้นสี่จื๊อ (บุตรขุนนางผู้ใหญ่หรือบุตรเจ้าประเทศราชซึ่งจะได้รับทายาทของบิดาจีนเรียกว่าสี่จื๊อ) ของซูมั่นบังอ๋องชื่อเจี่ยวหลกควานอิน[16] ให้ราชทูตถือหนังสือมาถวายฮองไถ่จี๊อ (พระราชโอรส) แลมีสิ่งของในพื้นประเทศมาถวาย พระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้รับสั่งให้เจ้าพนักงานนำราชทูตเข้าเฝ้าตงกง (พระมเหษี) แล้ว ก็ให้เลี้ยงดูราชทูต กับประทานสิ่งของตอบแทนให้ราชทูตนำกลับไปให้สี่จื๊อ

แผ่นดินหงบู๊ปีที่ ๘ อิดเบ๊า (ตรงปีเถาะจุลศักราช ๗๓๗) ราชทูตเสี้ยมหลอฮกก๊กนำสิ่งของในพื้นประเทศมาถวาย แลสี่จื๊อ (บุตรซึ่งจะได้รับสมบัติ) ของมี่นถ้ายอ๋ององค์เก่า (องค์เก่านั้นคือ องค์ที่ออกจากราชการ) ชื่อเจี่ยวปะล่อยก[17] ให้ราชทูตนำราชสาสนกับสิ่งของในพื้นประเทศมาถวาย เจ้าพนักงานก็ตอบแทนสิ่งของแลเลี้ยงราชทูตเหมือนกันกับราชทูตอ๋ององค์ที่ยังอยู่ในราชสมบัติ

แผ่นดินหงบู๊ปีที่ ๑๐ เตงจี๋ (ตรงปีมะเสงจุลศักราช ๗๓๙) ซูมั่นบังอ๋องให้สี่จื๊อชื่อเจี่ยวหลกควานอินมาเฝ้า[18] พระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้มีความยินดี รับสั่งให้ยงไวล่าง (ขุนนางในกระทรวงแบบธรรมเนียม) ชื่ออองหัง ซึ่งเปนเจ้าพนักงานในลีปู๋ (กระทวงแบบธรรมเนียม) ตอบราชสาสน กับตราไปให้อ๋องดวงหนึ่ง อักษรในดวงตรามีว่า เสี้ยมหลอก๊กอ๋องจืออิ่น (ตราของเสี้ยมหลอก๊กอ๋อง) แลประทานเครื่องยศกับค่าใช้จ่ายในระหว่างไปมาให้แก่สี่จื๊อเจี่ยวหลกควานอิน ตั้งแต่นั้นต่อไป ก็เรียกชื่อประเทศตามอักษรในดวงตราว่าเสี้ยมหลอก๊ก แลเคยมาถวายบรรณาการเจริญพระราชไมตรีเสมอปีละครั้งก็มี สามปีสองครั้งก็มี ครั้นพระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้จัดราชการบ้านเมืองเรียบร้อยแล้ว ต่อหลายปีเสี้ยมหลอก๊กจึงมาเจริญทางพระราชไมตรีครั้งหนึ่ง [19]

แผ่นดินหงบู๊ ปีที่ ๑๖ กุ่ยหาย (ตรงปีกุญจุลศักราช ๗๔๕) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาถวายของพระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้ ประทานแพรม้วนกับเครื่องถ้วยชามให้ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กนำไปให้ก๊กอ๋องเหมือนกันกับจินละก๊ก (ลแวก)

แผ่นดินหงบู๊ปีที่ ๒๐ เตงเบ๊า (ตรงปีเถาะจุลศักราช ๗๔๙) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กนำพริกไทยหมื่นชั่ง ไม้ฝางหมื่นชั่ง (ชั่งหนึ่งนั้นหนักสี่สิบบาท) มาถวาย พระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้รับสั่งให้เจ้าพนักงานเอาสิ่งของตอบแทนให้เปนอันมาก ขณะนั้นราษฎรเมืองวันเจียวซื้อไม้กฤษณากับสิ่งของต่าง ๆ ของพวกราชทูต ผู้รักษาเมืองหาว่าผู้ซื้อสิ่งของไว้นั้นคบคิดกันกับพวกต่างประเทศ ก็เอาตัวผู้ซื้อสิ่งของมาขังไว้จะลงโทษประจานมิให้ผู้ใดเอาเยี่ยงอย่าง ครั้นพระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้ทรงทราบ ก็รับสั่งแก่เจ้าพนักงานว่าราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรีต้องเดินผ่านมาทางเมืองวันเจียว พวกราษฎรเห็นมีสิ่งของมาขายก็ซื้อไว้ มิใช่ว่าจะคบคิดกันกับพวกต่างประเทศ ให้ปล่อยราษฎรเหล่านั้นเสีย

ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระราเมศวร[แก้ไข]

แผ่นดินหงบู๊ปีที่ ๒๑ โบ้วสิน (ตรงปีมะโรงจุลศักราช ๗๕๐) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กนำช้างสามสิบช้าง กับคนเลี้ยงช้างหกสิบคนมาถวาย

แผ่นดินหงบู๊ปีที่ ๒๒ กี๋จี๋ (ตรงปีมะเสงจุลศักราช ๗๕๑) สี่จื๊อเจี่ยวหลกควานอิน ให้ราชทูตนำสิ่งของในพื้นที่ประเทศมาถวาย

แผ่นดินหงบู๊ปีที่ ๒๓ แกโหงว (ตรงปีมะเมียจุลศักราช ๗๕๒) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กนำพริกไทย ไม้ฝาง ไม้หอม รวมน้ำหนักแสนเจ็ดหมื่นชั่ง (ชั่งหนึ่งนั้นหนักสี่สิบบาท) มาถวาย

แผ่นดินหงบู๊ปีที่ ๒๔ ซินบี้ (ตรงปีมะแมจุลศักราช ๗๕๓) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรี ในปีนั้นชาวเจียมเสียก๊ก (ประเทศจามปา อยู่ตอนปากแม่น้ำโขง) แย่งชิงราชสมบัติซึ่งกันแลกัน พระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้รับสั่งไม่ให้เจ้าพนักงานรับเครื่องบรรณาการนานาประเทศ

แผ่นดินหงบู๊ปีที่ ๒๘ อิดหาย (ตรงปีกุญจุลศักราช ๗๕๗) สี่จื๊อเจี่ยวหลกควานอิน ให้ราชทูตนำราชสาสนกับสิ่งของในพื้นประเทศมาถวาย ในราชสาสนมีความว่าพระบิดาสิ้นพระชนม์ พระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้ รับสั่งให้จงกวาง (ขุนนางในกรมขันที) ชื่อจ๋าวตะ นำราชสาสนกับเครื่องสังเวยไปคำนับศพ แลยกย่องสี่จื๊อเจี่ยวหลกควานอินเปนอ๋อง กับพระราชทานสิ่งของไปให้เปนอันมาก

ในราชสาสนมีความว่า ตั้งแต่เรา (พระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้) ครองราชสมบัติมานี้ ได้แต่งให้ราชทูตออกไปนานาประเทศ ตามแบบธรรมเนียมวงษ์จิว (พระเจ้าบู๊อ๋องเปนปฐมกระษัตรวงษ์จิว ครองราชย์สมบัติปีกี่เบ๊า ตรงปีเถาะก่อนพุทธกาล ๕๗๘ ปี อยู่ในรัชกาล ๗ ปี วงษ์จิวตั้งกรุงที่เมืองลกเอี้ยง สมัยนี้เรียกเมืองโฮ่น่างฟู้ ซึ่งตั้งเปนที่ว่าการมณฑลโฮ่น่าง วงษ์จิวลำดับ ๓๘ กระษัตร จำนวนปีในรัชกาล ๘๗๔ ปี) ด้วยวงษ์จิวให้ราชทูตไปนานาประเทศทั่วทั้งสี่ทิศ ราชทูตวงษ์จิวได้ไปถึงสามสิบหกประเทศ ภาษาพูดพ้องกันสามสิบเอ็ดประเทศ แต่แบบธรรมเนียมนั้นต่างกัน สมัยโน้นจึงมีประเทศใหญ่สิบแปดประเทศ ประเทศน้อยสี่สิบเก้าประเทศมาขึ้นวงษ์จิว เปนแบบธรรมเนียมเนื่องมาถึงปัตยุบัน

ครั้งนี้ เสี้ยมหลอก๊กกับประเทศเราก็ไม่ใกล้กัน คราวนี้ราชทูตของท่านไปถึงเราจึงทราบว่าเซยอ๋อง (อ๋ององค์ที่ล่วงลับ) ของท่านสิ้นพระชนม์ ขอให้อ๋องปกครองประเทศตามประเพณีของเซยอ๋องโดยความยุติธรรม ขุนนางแลราษฎรก็คงจะชื่นชมยินดี

บัดนี้ เราจัดให้ขุนนางนำหนังสือยกย่องมาให้ท่าน[20] ขอให้อ๋องปกครองประเทศอย่าให้ผิดแบบธรรมเนียม แลอย่าได้เพลิดเพลินในกามคุณแสวงหาความสำราญ ประเพณีของเซยอ๋องจึ่งจะเจริญ ขอท่านได้ประพฤติตามคำของเรานี้เถิด

ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระรามราชาธิราช[แก้ไข]

แผ่นดินหงบู๊ ปีที่ ๓๐ เตงทิ้ว (ตรงปีฉลูจุลศักราช ๗๕๙) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรี

แผ่นดินหงบู๊ ปีที่ ๓๑ โบ้วอิ๋น (ตรงปีขาลจุลศักราช ๗๖๐ ในปีนั้นพระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้สวรรคต พระเจ้ากยหุยฮองเต้ครองราชสมบัติลำดับกระษัตรที่ ๒ วงษ์เหม็ง ต่อขึ้นปีใหม่จึงขนานนามแผ่นดินว่าเกียนบุ๋น) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรี

แผ่นดินเกียนบุ๋นปีที่ ๔ หยิมโหง็ว (ตรงปีมะเมียจุลศักราช ๗๖๔ ในปีนั้นเอียนอ๋องราชบุตรที่ ๔ ของพระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้ แย่งเอาราชสมบัติของกระษัตรที่ ๒ วงษ์เหม็งได้ เอียนอ๋องก็ขึ้นครองราชสมบัติเปนพระเจ้าเสงโจ๊วฮองเต้ ลำดับกระษัตรที่ ๓ วงษ์เหม็ง ขนานนามแผ่นดินว่าอย้งลัก ย้ายไปตั้งราชธานีที่เมืองปักกิง) ครั้นพระเจ้าเสงโจ๊วฮองเต้ครองราชสมบัติแล้ว ก็รับสั่งแก่ขุนนางคนหนึ่ง ให้เปนราชทูตเชิญพระราชสาสนไปเสี้ยมหลอก๊ก

ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนครอินทราธิราช[แก้ไข]

แผ่นดินอย้งลักปีที่ ๑ กุ่ยบี้ (ตรงปีมแมจุลศักราช ๗๖๕) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรี พระเจ้าเสงโจ๊วฮองเต้รับสั่งให้เจ้าพนักงานเอาตราซึ่งทำด้วยเงินชุบทองคำยอดตราทำเปนรูปอูฐดวงหนึ่ง ประทานให้ราชทูตนำไปให้ก๊กอ๋องเจี่ยวหลกควานอินตอล่อทีล้า[21]

ลักหง้วย (ตรงกับเดือน ๘) พระเจ้าเสงโจ๊วฮองเต้ ทรงเพิ่มพระเกียรติยศพระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้เปนพระเจ้าไถ่โจ๊วเสงเกาฮองเต้ ให้ขุนนางคนหนึ่งเปนราชทูตเชิญพระราชสาสนไปถวายเสี้ยมหลอก๊กอ๋อง

โป๊ยหง้วย (ตรงกับเดือน ๑๐) พระเจ้าเสงโจ๊วฮองเต้ รับสั่งให้เกะซือจงชื่ออองเจะ ฮินเย่นชื่อเสงหวู เอาแพรม้วนกับสิ่งของต่าง ๆ ไปถวายเสี้ยมหลอก๊กอ๋อง (เกะซือจง, ฮินเย่น, สองตำแหน่งนี้ คือตำแหน่งขุนนางในกระทรวงขนบธรรมเนียม)

เก้าหง้วย (ตรงกับเดือน ๑๑) พระเจ้าเสงโจ๊วฮองเต้ รับสั่งให้จงกวาง (ขุนนางในกรมขันที) ชื่อลีฮิน เชิญพระราชสาสนกับสิ่งของต่าง ๆ ไปถวายเสี้ยมหลอก๊กอ๋อง ทั้งมีสิ่งของไปประทานให้ขุนนางฝ่ายพลเรือนแลฝ่ายทหารด้วย

แผ่นดินอย้งลักปีที่ ๒ กะซิน (ตรงปีวอกจุลศักราช ๗๖๖) เรือเสี้ยมหลอก๊กถูกลมซัดไปถึงทเลน่าเมืองฝกเกี๋ยน เจ้าพนักงานไต่สวนได้ความว่า เรือเสี้ยมหลอก๊กจะไปหลิวขิวก๊ก (หลิวขิวก๊กนั้นอยู่ใกล้เคียงยี่ปุ่น สมัยนี้ยี่ปุ่นครอง) เจ้าพนักงานก็เก็บภาษีสินค้ามีหนังสือบอกมาถึงเมืองหลวง

ครั้นพระเจ้าเสงโจ๊วฮองเต้ทรงทราบ จึงรับสั่งว่าเสี้ยมหลอก๊กกับหลิวขิวก๊กเปนไมตรีกันก็เปนการดีแล้ว นี่เปนคราวเคราะห์เรือจึงถูกลมซัดเข้ามาในอาณาเขตร ควรมีความสงสารจึงจะถูก ไม่ควรเก็บภาษีสินค้าเอามาเปนประโยชน์ ผู้รักษาเมืองต้องช่วยเหลือเกื้อหนุนซ่อมแซมเรือแลจัดเสบียงอาหารให้ คอยมีลมดีแล้ว ให้ปล่อยเรือเสี้ยมหลอก๊กไปหลิวขิวก๊ก

ในปีนั้น เสี้ยมหลอกีกอ๋องได้รับตรากับสิ่งของต่าง ๆ ที่พระเจ้าเสงโจ๊วฮองเต้ส่งไปถวายแล้ว ก็ให้ราชทูตมาถวายคำนับขอบคุณ แลมีสิ่งของในพื้นประเทศมาถวาย พระเจ้าเสงโจ๊วฮองเต้ รับสั่งให้เจ้าพนักงานเอาสิ่งของตอบแทนให้เปนอันมาก แลประทานหนังสือประวัติสัตรีสุจริตให้ร้อยเล่ม ราชทูตทูลขอกฎหมาย เพื่อเอาไปเปนแบบอย่างไว้สำหรับประเทศ พระเจ้าเสงโจ๊วฮองเต้ก็ทรงประทานให้ [22]

เมื่อครั้งก่อนนั้น ราชทูตเจี่ยมเสี่ยก๊ก (ประเทศเจียมเสียก๊กนั้นใกล้กันกับไฮ้หลำ) มาเจริญทางไมตรีกลับไป เรือถูกลมซัดไปถึงตำบลพั่งฮิน ชาวเสี้ยมหลอก๊กจับราชทูตไว้ไม่ปล่อยให้กลับไป เจียมเสียก๊กอ๋องซูมั่นตะล้ากับมั่นล้าเกีย (ซูมั่นตะล้า, มั่นล้าเกีย ทั้งสองนี้เปนพระเจ้าแผ่นดินเจียมเสียก๊ก) มีราชสาสนมาฟ้องว่า ชาวเสี้ยมหลอก๊กถือว่ามีอำนาจ จึงให้พลทหารเที่ยวสกัดตีเรือ แย่งชิงเอาหนังสือยกย่องกับดวงตราที่เทียนเฉียว (เมืองสวรรค์หมายความว่าประเทศจีน) ประทานให้ไป

พระเจ้าเสงโจ๊วฮองเต้มีพระราชสาสนไปต่อว่าเสี้ยมหลอก๊กฮ๋องว่า เจียมเสียก๊กอ๋องซูมั่นตะล้า, กับมั่นล้าเกีย เปนประเทศที่เปนไมตรีกับเราเหมือนกับท่าน ๆ ไม่ควรกระทำตามอำนาจจับราชทูตแลแย่งชิงเอาหนังสือยกย่องกับดวงตราของเจียมเสียก๊กไว้ แต่ความยุติธรรมของโลกนั้น ถ้าผู้ใดจะมีบุญญาธิการก็ประพฤติ กิจการที่ดี ความพินาศจะมาถึงก็ประพฤติอุลามก เช่นกับอ้ายโจรเหล (เจ้าประเทศญวน) งังน่านก๊กซึ่งเปน ตัวอย่างอยู่แล้ว ขอให้ท่านจงส่งราชทูตเจียมเสียก๊กกับสิ่งของที่แย่งชิงเอาไว้นั้น ไปให้เจียมเสียก๊กอ๋องกับมั่นล้าเกีย, ตั้งแต่นี้ต่อไปขอให้ประพฤติตามคำตักเตือนของเรา ปกครองขอบขัณฑเสมาอย่าให้ผิดธรรมเนียมแลต้องมีไมตรีกับประเทศที่ใกล้เคียงกัน จึงจะอยู่เปนศุขไปกาลนาน

เมื่อครั้งก่อน เสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ราชทูตมาเจริญทางไมตรี เรือถูกลมซัดไปถึงอ่าวงังน่าง ถูกอ้ายโจรเหล (เจ้าประเทศญวน) ฆ่าฟันไพร่พลเสียสิ้น เหลืออยู่แต่ปะหักคนหนึ่ง ต่อไปไม่นาน กองทัพจงก๊ก (ประเทศจีน) ยกไปตีงังน่างก๊ก (ประเทศญวน) แตก จับเอาผู้คนกลับมา ปะหักก็ถูกจับมาด้วย พระเจ้าเสงโจ๊วฮองเต้ทรงสงสารปะหักยิ่งนัก

แผ่นดินอย้งลักปีที่ ๖ โป้วจื้อโป้วหง้วน (ตรงกับเดือน ๑๐ ปีชวดจุลศักราช ๗๗๐) พระเจ้าเสง โจ๊วฮองเต้ รับสั่งให้จงกวาง (ขุนนางในกรมขันที) ชื่อเจียงโย่ง ไปส่งปะหักณเสี้ยมหลอก๊ก กับประทานสิ่งของไปให้อ๋องด้วย แลมีรับสั่งไปว่า ขอให้อ๋องชุบเลี้ยงครอบครัวพวกที่ถูกอ้ายโจรเหล (เจ้าประเทศญวน) ฆ่าฟัน อย่าให้ถึงแก่ความอดอยาก

จงกวาง (ขุนนางในกรมขันที) ชื่อเจียนห้อ ซึ่งพระเจ้าเสงโจ๊วฮองเต้ ให้เปนราชทูตไปเกลี้ยกล่อมนานาประเทศ (เมื่อจงกวางเจียนห้อเปนราชทูตไปนานาประเทศนั้น ได้คุมพลทหารสองหมื่นเจ็ดพันแปดร้อยเศษยกไปทางเรือ ลงเรือที่อ่าวทเลน่าเมืองฝกเกียน จำนวนเรือสำเภาหกสิบสองลำ ออกเรือเมื่อแผ่นดินอย้งลักปีที่ ๓ อิวอื๊วลักหง้วย (ตรงณเดือน ๘ ปีระกาจุลศักราช ๗๖๗ มีในพงษาวดารวงษ์เหม็งตอนประวัติขุนนาง) ได้ไปถึงเสี้ยมหลอก๊กเมื่อเก้าหง้วย (ตรงณเดือน ๑๑ ปีชวด) เสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ราชทูตนำสิ่งของในพื้นประเทศมาเจริญทางไมตรีแลรับผิดการที่ทำครั้งก่อน

แผ่นดินอย้งลักปีที่ ๗ กีทิ้ว (ตรงปีฉลูจุลศักราช ๗๗๑) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กนำเครื่องสังเวยมาคำนับพระศพนางเย่นเหี่ยวฮองเฮา พระเจ้าเสงโจ๊วฮองเต้ รับสั่งให้จงกวาง (ขุนนางในกรมขันที) นำเครื่องสังเวยเข้าไปคำนับพระศพ

ในระหว่างนั้น มีราษฎรทุจริตชื่อห้อปะกวานกับพรรคพวกพากันหลบหนีไปอาไศรยอยู่กับเสี้ยมหลอก๊ก ครั้นราชทูตเสี้ยมหลอก๊กจะกลับไปประเทศ พระเจ้าเสงโจ๊วฮองเต้รับสั่งแก่ราชทูตว่า ถ้าท่านกลับไปถึงเสี้ยมหลอก๊กแล้ว จงบอกแก่จู๊ (เจ้า) ของท่านว่า อย่าได้คบหากับพวกทุจริตที่หนีไปเลย เสี้ยมหลอก๊กอ๋องก็ตกลงตามรับสั่ง จัดให้ราชทูตนำม้ากับสิ่งของในประเทศมาถวาย แลคุมตัวห้อปะกวานกับพรรคพวกมาถวายด้วย พระเจ้าเสงโจ๊วฮองเต้ รับสั่งให้เจียงย่งตอบราชสาสน กับตอบแทนสิ่งของให้ตามความชอบ

แผ่นดินอย้งลักปีที่ ๙ ซินเบ๊า (ตรงปีเถาะจุลศักราช ๗๗๓) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรี

แผ่นดินอย้งลักปีที่ ๑๐ หยิมสิน (ตรงปีมะโรงจุลศักราช ๗๗๔) พระเจ้าเสงโจ๊วฮองเต้ รับสั่งให้จงกวาง (ขุนนางในกรมขันที) ชื่อหงเป๊า เอาสิ่งของไปกับราชทูตเสี้ยมหลอก๊กเปนอันมาก เอาไปประทานให้ก๊กอ๋อง

ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราช (สามพระยา) ที่ ๒[แก้ไข]

แผ่นดินอย้งลักปีที่ ๑๔ เปี๋ยซิน (ตรงปีวอกจุลศักราช ๗๗๘) อ๋องจื๊อ (ลูกยาเธอ) เสี้ยมหลอก๊กอ๋องชื่อซำในผอล่อม่อล้าตะติใน ให้ราชทูตนำสิ่งของในพื้นประเทศมาถวาย กับมีราชสาสนมาด้วยความว่า พระบิดาสิ้นพระชนม์ พระเจ้าเสงโจ๊วฮองเต้ รับสั่งให้จงกวาง (ขุนนางในกรมขันที) ชื่อเกวาะวั่น นำเครื่องสังเวยไปกับราชทูตไปคำนับศพเสี้ยมหลอก๊กอ๋อง แลรับสั่งให้ขุนนางคนหนึ่ง เชิญพระราชสาสนไปเจริญทางพระราชไมตรียกย่องอ๋องจื้อ (ลูกยาเธอ) เปนก๊กอ๋อง (เจ้าประเทศ) กับประทานแพรกิ้ม (แพรดอก) ขาว, แพรโล่ขาว ไปให้ด้วย

แผ่นดินอย้งลักปีที่ ๑๕ เตงอิ๋ว (ตรงปีรกาจุลศักราช ๗๗๙) เสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ราชทูตนำสิ่งของในพี้นประเทศมาถวาย กับมีราชสาสนมาขอบคุณในการที่ทรงยกย่องเปนก๊กอ๋อง

แผ่นดินอย้งลักปีที่ ๑๖ โบ้วซุด (ตรงปีจอจุลศักราช ๗๘๐) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรี

แผ่นดินอย้งลักปีที่ ๑๗ กี๋หาย (ตรงปีกุญ จุลศักราช ๗๘๑) พระเจ้าเสงโจ๊วฮองเต้ รับสั่งให้จงกวาง (ขุนนางในกรมขันที) ชื่อเอี่ยงเมี่ยน เปนราชทูตส่งราชทูตเสี้ยมหลอก๊กกลับไปประเทศ ด้วยชาวเสี้ยมหลอก๊กยกกองทัพไปตีอาณาเขตรเจียมเสียก๊กอ๋องมั่นล้าเกีย เพราะฉนั้นจึงให้ราชทูตถือหนังสือรับสั่งไปช่วยว่ากล่าวทั้งสองฝ่าย ให้ประนีประนอมเปนไมตรีกัน [23]

แผ่นดินอย้งลักปีที่ ๑๘ แกจื๊อ (ตรงปีชวด จุลศักราช ๗๘๒) เสี้ยมหลอก๊กอ๋อง ให้ราชทูตนำสิ่งของในพื้นประเทศมาถวาย แลรับผิดเรื่องเจียมเสียก๊ก

แผ่นดินซวงเต็กปีที่ ๑ เบี๊ยโหง็ว (ตรงปีมะเมีย จุลศักราช ๗๘๘ ซวงเต็งนั้น นามแผ่นดินพระเจ้าซวงจงฮองเต้กระษัตรที่ ๕ วงษ์เหม็ง พระเจ้าซวงจงฮองเต้อยู่ในรัชกาล ๑๐ ปี) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรี

แผ่นดินซงเต็กปีที่ ๓ โบ้วซิน (ตรงปีวอก จุลศักราช ๗๙๐) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรี

แผ่นดินซวงเต็กปีที่ ๘ กุ่ยทิ้ว (ตรงปีฉลู จุลศักราช ๗๙๕) เสี้ยมหลอก๊กอ๋องซีลี้ม่อกับไน[24] ให้ราชทูตนำสิ่งของในพื้นประเทศมาถวาย

เดิมราชทูตเสี้ยมหลอก๊กชื่อไนซำจ๊ะ[25] จะมาเจริญทางพระราชไมตรี เรือถูกลมซัดเข้าไปในแม่น้ำน่าเมืองซินเจียวแขวงเจียมเสียก๊ก ถูกชาวเจียมเสียก๊กแย่งชิงเอาสิ่งของแลจับเอาผู้คนไปสิ้น

แผ่นดินเจี่ยท้งปีที่ ๑ เปี๋ยสิน (ตรงปีมะโรง จุลศักราช ๗๙๘ เจี่ยท้งนั้น นามแผ่นดินพระเจ้าเองจงฮองเต้กระษัตรที่ ๖ วงษ์เหม็ง พระเจ้าเองจงฮองเต้ครองราชสมบัติ ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ครองราชสมบัติปีเปี๋ยสินตรงกับปีมะโรง ขนานนามแผ่นดินว่าเจี่ยท้ง อยู่ในรัชกาล ๑๔ ปี ครั้งที่ ๒ ครองราชสมบัติปีเตงทิ้ว ตรงปีฉลู ขนานนามแผ่นดินว่าเทียนสูนอยู่ในรัชกาล ๑๘ ปี) ไนซำจ๊ะโดยสานเรือพานิชมาเมืองหลวง ถวายเรื่องราวกล่าวโทษชาวเจียมเสียก๊ก หาว่าปล้นสดมเรือบรรทุกเครื่องราชบรรณาการจับเอาผู้คนไว้

พระเจ้าเองจงฮองเต้ รับสั่งให้หาราชทูตเจียมเสียก๊กมาแก้คดีไนซำจ๊ะ ครั้นราชทูตเจียมเสียกีกมาเฝ้าก็ไม่มีถ้อยคำโต้ตอบ พระเจ้าเองจงฮองเต้ จึงมีรับสั่งให้เจ้าพนักงานมีหนังสือรับสั่งให้ราชทูตเจียมเสียก๊กถือไปให้เจียมเสียก๊กอ๋อง ให้ส่งผู้คนแลสิ่งของให้ไนซำจ๊ะ

ในปีนั้น เจียมเสียก๊กอ๋องมีราชสาสนมาถึงลีปู๋ (กระทรวงแบบธรรมเนียม) ความว่า เมื่อปีแล้วมานี้ ข้าพเจ้าให้ราชทูตไปเมืองซีบุ้น เมืองตะน่อ (เมืองตนาวศรี) พวกโจรในแขวงเสี้ยมหลอก๊กจับเอาราชทูตข้าพเจ้าไว้ ต้องให้ชาวเสี้ยมหลอก๊กส่งผู้คนที่จับไว้ให้ข้าพเจ้าก่อน ข้าพเจ้าจึงจะส่งผู้คนแลสิ่งของคืนให้เสี้ยมหลอก๊ก

แผ่นดินเจี่ยท้งปีที่ ๓ โบ้วโหง็ว (ตรงปีมะเมียจุลศักราช ๘๐๐) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาถวายเครื่องบรรณาการ พระเจ้าเองจงฮองเต้รับสั่งให้เจ้าพนักงานมีพระราชสาสน ตามข้อความในราชสาสนเจียมเสียก๊ก ขอให้เสี้ยมหลอก๊กอ๋องส่งผู้คนแลสิ่งของให้เจียมเสียก๊กคืน มอบให้ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กนำไปถวายก๊กอ๋อง

แผ่นดินเจี่ยท้งปีที่ ๑๑ เปี๊ยอิ๋น (ตรงปีขาลจุลศักราช ๘๐๘) เสี้ยมหลอก๊กอ๋องซือลีผอล่อม่อน่อเยาะจีล้า ให้ราชทูตนำสิ่งของในพื้นประเทศมาถวาย

ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ[แก้ไข]

แผ่นดินเก๊งไถ่ปีที่ ๓ หยิมซิน (ตรงปีวอกจุลศักราช ๘๑๔ เก๊งไถ่นั้นนามแผ่นดินพระเจ้าเก๊งฮองเต้กระษัตรที่ ๗ วงษ์เหม็ง อยู่ในรัชกาล ๑๗ ปี) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรี

แผ่นดินเก๊งไถ่ปีที่ ๔ กุ่ยอิ๊ว (ตรงปีรกาจุลศักราช ๘๑๕) พระเจ้าเก๊งฮองเต้รับสั่งให้เกะซือจง (ขุนนางในกระทรวงแบบธรรมเนียม) ชื่อหลิวจู๋ เปนราชทูตนำเครื่องสังเวยไปคำนับพระศพเสี้ยมหลอก๊กอ๋ององค์ก่อน ซึ่งมีพระนามว่าซำไนผอล่อม่อล้าตะติไน กับมีพระราชสาสนไปยกย่องสี่จื๊อ (บุตรที่ได้สมบัติ) บ๋ายล่อลั่งมี้ซุนล้า[26] เปนอ๋อง

แผ่นดินเทียนสูนปีที่ ๑ เตงทิ้ว (ตรงปีฉลูจุลศักราช ๘๑๙ เทียนสูนนั้นนามแผ่นดินพระเจ้าเองจงฮองเต้ครองราชสมบัติครั้งที่ ๒) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาถวายเครื่องบรรณาการ พระเจ้าเองจงฮองเต้ประทานแพรสายอำนาจประดับด้วยทองคำซึ่งทำเปนลวดลาย ให้ราชทูตนำไปให้ก๊กอ๋อง

แผ่นดินเทียนสูนปีที่ ๖ หยิมโหง็ว (ตรงปีมะเมียจุลศักราช ๘๒๔) เสี้ยมหลอก๊กอ๋องปะล้าน่างล่อเจ๊เจะผอจี๋[27] ให้ราชทูตนำสิ่งของในพื้นประเทศมาถวาย

แผ่นดินเสงห่วงปีที่ ๙ กุ่ยจี๋ (ตรงปีมะเสง จุลศักราช ๘๓๕ เสงห่วงนั้น นามแผ่นดินพระเจ้าเหี่ยนจงฮองเต้กระษัตรที่ ๘ วงษ์เหม็ง อยู่ในรัชกาล ๒๓ ปี) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรีแลทูลว่าเครื่องยศที่ประทานให้ไปแต่เมื่อแผ่นดินเทียนสูนปีที่ ๑ นั้น บัดนี้เกิดกินตัวขาดปรุเสียแล้ว จะขอรับประทานอิกใหม่ พระเจ้าเหี่ยนจงฮองเต้ก็ประทานให้

แผ่นดินเสงห่วยปีที่ ๑๑ อิดบี้ (ตรงปีมะแม จุลศักราช ๘๓๗) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กนำบรรณาการมาถวาย

แผ่นดินเสงห่วยปีที่ ๑๖ แกจื๊อ (ตรงปีชวด จุลศักราช ๘๔๒) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาถวายเครื่องบรรณาการ กลับไปประเทศเมื่อแผ่นดินเสงห่วยปีที่ ๑๗ ซินทิ้ว (ตรงปีฉลู จุลศักราช ๘๔๓) ครั้นไปถึงกลางทางก็ลอบลักซื้อเด็กชายเด็กหญิง แลซื้อเกลือที่ยังไม่ได้เสียภาษีบรรจุเรือไปด้วย ครั้นพระเจ้าเหี่ยนจงฮองเต้ทรงทราบ ก็รับสั่งให้เจ้าพนักงานออกหมายประกาศ ห้ามปรามราชทูตทุก ๆ ประเทศที่เคยมาเจริญทางพระราชไมตรี

เดิมมีราษฎรเมืองตินเจียวคนหนึ่งชื่อเจ้บุ๋นบิ๋น เปนพานิชเรือเคยบรรทุกเกลือไปเที่ยวขาย เรือถูกลมซัดไปถึงเสี้ยมหลอก๊ก เจ๊บุ๋นบิ๋นก็เลยอาไศรยอยู่เสี้ยมหลอก๊ก จนได้เปนขุนนางตำแหน่งควนงะ[28] ยศเท่ากันกับตำแหน่งฮกซือ (อุปราช) ของเทียนเฉียว (เทียนเฉียวแปลว่าเมืองสวรรค์ เปนคำของพวกจีนยกย่องประเทศของเขา) เจ้บุ๋นบิ๋นเคยเปนราชทูตมาเจริญทางพระราชไมตรี แลเคยลอบลักซื้อสิ่งของที่ต้องห้ามกลับไป จนรู้ไปถึงนายด่านแลเจ้าเมือง

ตรงแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓[แก้ไข]

แผ่นดินเสงห่วยปีที่ ๑๘ หยิมอิ๋น (ตรงปีขาล จุลศักราช ๘๔๔) สี่จื๊อ (บุตรที่จะได้ราชสมบัติ) เสี้ยมหลอก๊กอ๋องชื่อก๊กโล่งปล้าเลี้ยควนซีล้าเอี่ยวตี๋[29] ให้ราชทูตนำสิ่งของในพื้นประเทศมาถวาย กับมีราชสาสนมาว่าพระบิดาสิ้นพระชนม์

พระเจ้าเหี่ยนจงฮองเต้ รับสั่งให้เกะซือจงชื่อลิ่นเซียว กับฮินเย่นชื่อเอี๋ยวโล่ง (เกะซือจง, ฮินเย่น, สองตำแหน่งนี้ คือตำแหน่งขุนนางในกระทรวงแบบธรรมเนียม) เชิญพระราชสาสนไปยกย่องสี่จื๊อก๊กโล่งปะล้าเลี้ยควนซีล้าเอี่ยวตี๋เปนอ๋อง

ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒[แก้ไข]

แผ่นดินหงตี้ปีที่ ๔ ซินหาย (ตรงปีกุญ จุลศักราช ๘๕๓ หงตี้นั้นนามแผ่นดินพระเจ้าเฮาจงฮองเต้กระษัตรที่ ๙ วงษ์เหม็ง อยู่ในรัชกาล ๑๘ ปี) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาถวายเครื่องบรรณาการ

แผ่นดินหงตี้ปีที่ ๖ กุ่ยทิ้ว (ตรงปีฉลู จุลศักราช ๘๕๕) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรี

แผ่นดินหงตี้ปีที่ ๑๐ เตงจี๋ (ตรงปีมะเสง จุลศักราช ๘๕๙) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาถวายเครื่องบรรณาการ ขณะนั้นในสถานรับราชทูตนานาประเทศ ไม่มีเจ้าพนักงานแปลหนังสือเสี้ยมหลอก๊ก อุปราชชื่อฉีปู๋ทูลขอให้มีหนังสือรับสั่งไปมณฑลกวางตง ให้จงต๊ก (เทศาภิบาล) หาคนที่รู้ภาษาแลหนังสือเสี้ยมหลอก๊กเข้ามารับราชการในเมืองหลวง พระเจ้าเฮาจงฮองเต้ก็ทรงอนุญาต

แผ่นดินเจ่งเต๊กปีที่ ๔ กี๊จี๋ (ตรงปีมะเสง จุลศักราช ๘๕๑ เจ่งเต๊กนั้นนามแผ่นดินพระเจ้าบู๊จงฮองเต้กระษัตรที่ ๑๐ วงษ์เหม็ง อยู่ในรัชกาล ๑๖ ปี) เรือพานิชเสี้ยมหลอก๊กถูกลมซัดเข้ามาในแม่น้ำเมืองกวางตง ข้าหลวงกรมเจ้าท่าชื่อฮินสวง กับเจ้าพนักงานกรมเจ้าท่า หารือกันจะเก็บภาษีสินค้าเอาไว้เปนค่าใช้สอยในฝ่ายทหาร ครั้นพระเจ้าบู๊ฮองเต้ทรงทราบ ก็รับสั่งให้เจ้าพนักงานมีหนังสือรับสั่งไปติเตียนฮินสวงว่ากระทำการ ลเมิด แลให้ย้ายฮินสวงไปอยู่เมืองน่างกิง

แผ่นดินเจ่งเต๊กปีที่ ๑๐ อิดหาย (ตรงปีกุญ จุลศักราช ๘๗๗) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊ก นำราชสาสนซึ่งเขียนอักษรในแผ่นทองคำกับสิ่งของในพื้นประเทศมาถวาย ขณะนั้นในสถานรับราชทูตนานาประเทศไม่มีเจ้าพนักงานแปลหนังสือเสี้ยมหลอก๊ก อุปราชชื่อเลี่ยงจู๋ (อุปราชเลี่ยงจู๋คนนี้มีในหนังสือเจ่งเต๊กอิวกังหนำเรียกว่าเนี้ยถุ) ทูลขอเลือกเอาชาวเสี้ยมหลอก๊กที่มาด้วยราชทูตไว้สักคนหนึ่งหรือสองคน เพื่อจะให้เปนครูโรงเรียนสอนหนังสือเสี้ยมหลอก๊ก พระเจ้าบู๊จงฮองเต้ก็ทรงอนุญาต

แผ่นดินเกียเจ๋งปีที่ ๑ หยิมโหง็ว (ตรงปีมะเมีย จุลศักราช ๘๘๔ เกียเจ๋งนั้น นามแผ่นดินพระเจ้าสี่จง

ฮองเต้กระษัตรที่ ๑๑ วงษ์เหม็ง อยู่ในรัชกาล ๔๕ ปี) เรือพานิชเสี้ยมหลอก๊กกับเรือพานิชเจียมเสียก๊กมาจอดอยู่ในแม่น้ำเมืองกวางตง ข้าหลวงกรมเจ้าท่าชื่องิวอย้งปล่อยให้บ่าวไพร่ลอบซื้อสิ่งของที่ยังไม่เสียภาษี ครั้นพระเจ้าสี่จงฮองเต้ทรงทราบก็รับสั่งให้เจ้าพนักงานประหารชีวิตรงิวอย้งตามกฏหมาย

แผ่นดินเกียเจ๋งปีที่ ๕ เปี๋ยซุด (ตรงปีจอ จุลศักราช ๘๘๘) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรี

ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ[แก้ไข]

แผ่นดินเกียเจ๋งปีที่ ๓๒ กุ่ยทิ้ว (ตรงปีฉลู จุลศักราช ๙๑๕) เสี้ยมหลอก๊กอ๋อง ให้ราชทูตนำช้างเผือกกับสิ่งของในพื้นประเทศจะมาถวาย ครั้นมาถึงกลางทางช้างเผือกนั้นตายเสีย ราชทูตก็เอาเพ็ชรพลอยประดับงาช้างเผือกใส่ถาดทองคำ พร้อมกับหางช้างเผือกมาถวายพระเจ้าสี่จงฮองเต้ก็ยินดีทรงเห็นว่ามีความตั้งใจจริง จึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานเอาสิ่งของตอบแทนให้เปนอันมาก

แผ่นดินเกียเจ๋งปีที่ ๓๗ โบ้วโหง็ว (ตรงปีมะเมีย จุลศักราช ๙๒๐) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรี

แผ่นดินเกียเจ๋งปีที่ ๓๘ กีปี้ (ตรงปีมะแม จุลศักราช ๙๒๑) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรี

แผ่นดินเกียเจ๋งปีที่ ๓๙ แกซิน (ตรงปีวอก จุลศักราช ๙๒๒) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรี

ในระหว่างแผ่นดินโล่งเข่ง (โล่งเข่งนั้นนามแผ่นดินพระเจ้าม๊กจงฮองเต้กระษัตรที่ ๑๒ วงษ์เหม็ง พระเจ้าม๊กจงฮองเต้ครองราชสมบัติเตงเป๊า ตรงปีเถาะ จุลศักราช ๙๒๙ อยู่ในรัชกาล ๖ ปี) ชาวตงมั่งงิวก๊ก (มอญ) ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกันกับเสี้ยมหลอก๊ก มาขอบุตรีเสี้ยมหลอก๊กอ๋อง ๆ ไม่ให้ ชาวตงมั่งงิวก๊กโกรธยกกองทัพมาตีเสี้ยมหลอก๊กแตก ก๊กอ๋องผูกพระสอสิ้นพระชนม์ สี่จื๊อ (บุตรที่จะได้รับราชสมบัติ คือ พระราเมศวร) ถูกชาวตงมั่งงิวก๊กจับเอาไปแลเก็บริบเอาดวงตราซึ่งเทียนเฉียว (เมืองสวรรค์ หมายความว่า ประเทศจีน) ให้ไปด้วย

ครั้นฉื่อจื๊อ (บุตรที่ ๒ คือ สมเด็จพระมหินทราธิราช) ของเสี้ยมหลอก๊กอ๋องขึ้นครองราชสมบัติ ก็ให้ราชทูตนำสิ่งของในพื้นประเทศมาถวาย เมื่อแผ่นดินบ้วนเละปีที่ ๑ กุ่ยอิ้ว (ตรงปีระกา จุลศักราช ๙๓๕ บ้วนเละนั้นนามแผ่นดินพระเจ้าสินจงฮองเต้กระษัตรที่ ๑๓ วงษ์เหม็ง อยู่ในรัชกาล ๔๗ ปี) มีราชสาสนมาขอความยกย่องกับดวงตรา พระเจ้าสินจงฮองเต้ก็ประทานให้[30]

ตรงแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวร[แก้ไข]

แต่นั้นต่อไป ชาวตงมั่งงิวก๊ก (มอญ) ยกกองทัพมาย่ำยีเสมอ สืออ๋อง (เจ้าองค์ที่สืบสมบัติ) ก็มีความมุ่งหมายจะแก้แค้น ไม่ช้านานพวกข้าศึกยกกองทัพมาอิก สืออ๋องก็กระเตรียมพลทหารยกออกต่อสู้โดยความสามารถ ตีพวกข้าศึกพ่ายแพ้ฆ่าลูกตงมั่งงิวก๊กอ๋องตาย[31] พวกข้าศึกก็แตกหนีกลับไป เสี้ยมหลอก๊กมีอำนาจมาแต่ครั้งนั้น ก็เลยยกกองทัพไปตีจินละก๊ก (เมืองลแวก) แตก จินละก๊กอ๋องก็ยอมเปนเมืองขึ้น ตั้งแต่นั้นต่อไป ชาวเสี้ยมหลอก๊กยกกองทัพไปเที่ยวทำสงครามทุก ๆ ปี จนมีอำนาจแผ่ไพศาลไปตลอดถึงประเทศที่ใกล้เคียง

แผ่นดินบ้วนเละปีที่ ๖ โบ้วอิ๋น (ตรงปีขาลจุลศักราช ๙๔๐) เสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ราชทูตนำสิ่งของในพื้นประเทศมาถวาย

แผ่นดินบ้วนเละปีที่ ๒๐ หยิมสิน (ตรงปีมะโรงจุลศักราช ๙๕๔) ชาวเยะป๋าน (ยี่ปุ่น) ยกกองทัพไปตีเฉียวเซียน (เกาหลี) ในปีนั้นเสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ราชทูตนำสิ่งของในพื้นประเทศมาถวาย กับมีราชสาสนมาว่า จะขอยกกองทัพลอบไปตีเยะป๋านก๊ก (ประเทศยี่ปุ่น) ตัดกำลังตอนหลังชาวเยะป่านเสีย พระเจ้าสินจงฮองเต้รับสั่งให้ขุนนางผู้ใหญ่หารือกัน ขณะนั้นจงคี (ขุนนางในที่ว่าการอุปราช) ชื่อเซกเชง เห็นตามข้อความใน ราชสาสนที่มีมา แต่เลี้ยงกวางจงต๊ก (เทศาภิบาลสำเร็จราชการสองมณฑล คือ มณฑลกวางตงกับมณฑลกวางชี) ชื่อเซียวเง่น มีหนังสือบอกมายังเมืองหลวงว่า ขออย่าได้ยอมให้ชาวเสี้ยมหลอก๊กยกกองทัพไปเปนอันขาด พระเจ้าสินจงฮองเต้ทรงเห็นด้วยก็ไม่ยอม [32]

ตรงแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ[แก้ไข]

แผ่นดินบ้วนเละปีที่ ๓๙ ซินหาย (ตรงปีกุญจุลศักราช ๙๗๓) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรี

แผ่นดินบ้วนเละปีที่ ๔๕ เตงจี๋ (ตรงปีมะเสงจุลศักราช ๙๗๙) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรี

แผ่นดินบ้วนเละปีที่ ๔๗ กิ๊บี้ (ตรงปีมะแมจุลศักราช ๙๘๑) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรี

ตรงในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม[แก้ไข]

แผ่นดินเทียนคี้ปีที่ ๓ กุ่ยหาย (ตรงปีกุญจุลศักราช ๙๘๕ เทียนคี้นั้นนามแผ่นดินพระเจ้าฮีจงฮองเต้กระษัตรที่ ๑๕ วงษ์เหม็ง อยู่ในรัชกาล ๗ ปี) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรี

ตรงในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง[แก้ไข]

แผ่นดินชงเจงปีที่ ๗ กะซุด (ตรงปีจอจุลศักราช ๙๙๖ ชงเจงนั้นนามแผ่นดินพระเจ้าจ่างเลียดฮองเต้กระษัตรที่ ๑๖ วงษ์เหม็ง อยู่ในรัชกาล ๑๗ ปี วงษ์เหม็งลำดับ ๑๖ กระษัตร จำนวนปีในรัชกาล ๒๗๗ ปี ต่อวงษ์เหม็งไปนั้น คือวงษ์เชงในปัตยุบันนี้) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรี

แผ่นดินชงเจงปีที่ ๘ อิดหาย (ตรงปีกุญ จุลศักราช ๙๙๗) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรี

แผ่นดินชงเจงปีที่ ๙ เปี๊ยจึ๊อ (ตรงปีชวด จุลศักราช ๙๙๘) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรี

แผ่นดินชงเจงปีที่ ๑๖ กุ่ยบี้ (ตรงปีมะแม จุลศักราช ๑๐๐๕) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรี แต่ในเสี้ยมหลอก๊กนั้นชาวประเทศสร้างศาลซามป๋อทำรูปจงกวาง (ขุนนางในกรมขันที) ชื่อเจียนห้อไว้สักการบูชา [33]

แผ่นดินสูนตี้ปีที่ ๙ หยิมสินจับยี่ง้วย (ตรงณเดือนยี่ปีมะโรง จุลศักราช ๑๐๑๔) เสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ราชทูตนำเครื่องบรรณาการมาถวาย ขอเปลี่ยนตรา พระเจ้าสี่โจ๊วเจียงฮองเต้รับสั่งให้เจ้าพนักงานเปลี่ยนให้ตามประสงค์ ตั้งแต่นั้นก็ส่งเครื่องบรรณาการมาเสมอ [34]

ตรงในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราช[แก้ไข]

แผ่นดินฆังฮีปีที่ ๓ กะสินชิดง้วย (ตรงณเดือนเก้าปีมะโรง จุลศักราช ๑๐๒๖ ปี) ขุนนางเผ่งหลำอ๋องชื่อเสียงค้อฮี้ ทูลพระเจ้าเสี่ยโจ๊วหยินฮองเต้ว่า เสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ราชทูตเอาของกำนันมาให้ แต่หาได้รับไว้ไม่ แลขออนุญาตว่าแต่นี้ต่อไปห้ามไม่ให้ผู้ใดรับของกำนันต่างประเทศ พระเจ้าเสี่ยโจ๊วหยินฮองเต้ก็อนุญาต พวกขุนนางเปียนพวน (ขุนนางรักษาปลายเขตรแดน) ต๊กบู๊ (เทศาภิบาลแลปลัดเทศา) ก็ประพฤติตามรับสั่ง

แผ่นดินฆังฮีปีที่ ๔ อิดจี๋จับอิดง้วย (ตรงณเดือนอ้ายปีมะเสง จุลศักราช ๑๐๒๗ ปี) เสี้ยมหลอก๊กอ๋องเซียนเลีดพะละเจียวกู๊โล่งพะละม้าฮู้ลกควนสืเอี่ยวธีย่าพูอาย (สมเด็จพระเจ้ากรุงพระมหานครศรีอยุทธยาผู้ใหญ่) ให้ขุนนางควนสืสิงลาเย่ไหมติ (ออกขุนศิริราชไมตรี) เปนราชทูตนำราชสาสนซึ่งเขียนอักษรในแผ่นทองคำกับเครื่องบรรณาการลงเรือข้ามทะเลมาถวาย ราชสาสนมีความว่า

เสี้ยมหลอก๊กอ๋องเซียนเลียดพะละเจียวกู๊โล่งพะละม้าฮู้ลกควนสืเอี่ยวธีย่าพูอาย ขอถวายคำนับทูลไต้เชงฮองเต้กระษัตรองค์ใหม่ซึ่งขึ้นดำรงโลก อานุภาพแผ่ไพศาลประหนึ่งพระอาทิตย์ส่องอยู่กลางอากาศ ต่างประเทศทั้งสี่ทิศก็สยดสยองขอพึ่งบุญบารมี ข้อความที่ได้สั่งสอนหมื่นประเทศก็ขอบคุณ ข้าพเจ้าผู้เปนเจ้าประเทศน้อย ขอบคุณเทียนเฉียว (เมืองฟ้า) ประหนึ่งน้ำที่ประพรมรฦกอยู่ในใจเสมอทุกเวลามิได้ขาด บัดนี้ตั้งใจให้ราชทูตมาถวายเครื่องบรรณาการโดยความเคารพนับถือด้วยมิได้หมายแลกเปลี่ยนสิ่งของที่ตอบแทน จึงแต่งให้ราชทูตอกควนสืสิงลาเย่ไหมติลี้ (ออกขุนศิริราชไมตรี ราชทูต) อุปทูตอกควนซิดมุตอัวดิ (ออกขุนสมุทวาที) ตรีทูตอกควนสืเซียะเภาะอัวดิ (ออกขุนศรีศุภวาที) ไถ่ทงสือ (ล่าม) สีเกียดเต้เต๊น กับขุนนางอิกหลายนาย ลงเรือข้ามทเลนำราชสาสนซึ่งเขียนอักษรในแผ่นทองคำ กับคำแปลเปนภาษาจีน กับสิ่งของในพื้นประเทศมาก้วงแซ้ (มณฑลก้วงตัง) ขุนนางเจ้าพนักงานนำราชทูตกับสิ่งของมาถวายณเกียซือ (กรุงปักกิง) ถวายความเคารพโดยความตั้งใจ ตามตำแหน่งประเทศที่อยู่ไกล แล้วแต่จะโปรด ข้าพเจ้าผู้น้อยนบนอบเทียนเสี่ย (เจ้าฟ้า) ขอเดชานุภาพเปนที่พึ่งด้วย จึงได้มีราชสาสนมาทูลให้ทรงทราบ [35]

พระเจ้าเสี่ยโจ๊วหยินฮองเต้รับสั่งให้เจ้าพนักงานเอาสิ่งของตอบแทนให้ตามธรรมเนียม

แผ่นดินฆังฮีปีที่ ๗ โบ๊วซินจับอิดง้วย (ตรงณเดือนอ้ายปีวอก จุลศักราช ๑๐๓๐ ปี) เสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ราชทูตอกควนสืสิงลาเย่ไหมติลี้ นำเครื่องบรรณาการมาถวาย

ขณะนั้นขุนนางผู้ใหญ่หารือกันว่า เสี้ยมหลอก๊กส่งเครื่องบรรณาการมาไม่ถูกต้องเหมือนทุกครั้ง ต้องสั่งว่าคราวหลังจะมาส่งเครื่องบรรณาการ ให้เอาสิ่งของมาใช้คราวนี้ด้วย[36]

ในทันใดนั้นขุนนางผู้ใหญ่ได้รับสั่งพระเจ้าเสี่ยโจ๊วหยินฮองเต้ว่า เสี้ยมหลอก๊กอ๋องเปนประเทศน้อย เครื่องบรรณาการที่เคยเอามาส่งครั้งก่อน ๆ เอามาจากประเทศอื่นก็มี เพราะฉนั้นจึงคราวนี้ไม่ถูกต้อง แม้ว่าเครื่องบรรณาการที่เอามาคราวนี้จะขาดสิ่งใด ก็อย่าให้เอามาใช้อิกเลย แต่นี้ต่อไปให้เอาแต่สิ่งของในประเทศมาเปนเครื่องบรรณาการก็ได้

แผ่นดินฆังฮีปีที่ ๑๑ หยิมจื้อซาง้วย (ตรงณเดือนห้าปีชวด จุลศักราช ๑๐๓๔ ปี) เสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ราชทูตนำเครื่องบรรณาการมาถวาย ขุนนางเจ้าพนักงานรับ ๆ สั่งพระเจ้าเสี่ยโจ๊วหยินฮองเต้ว่า ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมีสินค้าจะเอามาขายณะเกียซือก็สุดแล้วแต่เขาจะเอามา หรือเขาจะขายที่เมืองก้วงตง ก็ให้ตักบู๊จัดขุนนางเปนผู้ดูแลด้วย

แผ่นดินฆังฮีปีที่ ๑๒ กุ่ยทิ้วยี่ง้วย (ตรงณเดือนสี่ปีฉลู จุลศักราช ๑๐๓๕ ปี) ควนสืสิงลาเย่ไหมติลี้ราชทูตเสี้ยมหลอก๊ก นำเครื่องบรรณาการมาถวาย สี่ง้วย (ตรงณเดือนหกในปีฉลู) พระเจ้าเสี่ยโจ๊วหยินฮองเต้ยกย่องเซียนเลียดพะละเจียวกู๊โล่งพะละม้าฮู้ลกควนสืเอี่ยวธีย่าพูอายเปนเสี้ยมหลอก๊กอ๋อง ประทานตราทำด้วยเงินกับหนังสือยกย่อง ให้อกควนสืสิงลาเย่ไหมติลี้นำกลับไป

ข้อความในคำยกย่องมีว่า อ๋องมาเคารพขอให้ความศุขบริบูรณ์ภูลเกิด ด้วยธรรมเนียมโบราณเจ้าประเทศน้อยต้องเคารพเจ้าประเทศใหญ่ตามน่าที่ผู้ใหญ่กับผู้น้อย เราผู้เปนเจ้าประเทศใหญ่ก็เมตตาเจ้าประเทศน้อยที่อยู่ไกลโดยทางชอบธรรม เราได้รับมรฎกขึ้นครองราชสมบัติ หวังจะเผื่อแผ่ความเมตตากรุณาไปทั่วทั้งสี่ทิศมาเข้าเปนสามัคคีเดียวกันจะได้รับความศุขสำราญทั่วหน้า ข้อที่ยกย่องยศศักดิ์ ถ้ามีชื่อเสียงปรากฏอยู่ในหนังสือลำดับเจ้าประเทศที่มีทางพระราชไมตรีแล้ว เราก็ยกย่องให้ตามธรรมเนียม บัดนี้ เสี้ยมหลอก๊กท่านเซียนเลียดพะละเจี่ยวกู๊โล่งพะละม้าฮู้ลกควนสืเอี่ยวธีย่าพูอาย ถือความซื่อสัตย์ตามขนบธรรมเนียม ยอมตั้งพระไทยเปนไมตรีกับประเทศเราโดยสุจริต ให้ราชทูตข้ามทเลมาขอเปนมิตรอยู่ในขอบเขตรขัณฑเสมาปลายเขตรแดนของเรามั่นคงประหนึ่งหินต่อเนื่องแม่น้ำของเรายาวออกไปประการหนึ่งเชือก รักษาขนบธรรมเนียมเจ้าประเทศที่มีราชไมตรีโดยชอบธรรม การที่ท่านตั้งใจให้ราชทูตมาเคารพเรายินดีมาก บัดนี้ยกให้ท่านเปนเสี้ยมหลอก๊กอ๋อง แลส่งคำยกย่องมาให้ด้วย ท่านต้องถือเอาทางยุติธรรมปกครองอาณาเขตรรับเอาความยกย่องนี้ไว้ด้วยเปนชั้นสูง จะได้ระงับศุขทุกข์ในขอบเขตร ตามน่าที่อ๋องอยู่ปกครองราษฎร รักษาประเทศซึ่งมีอยู่ในโลกนี้อย่าให้มีเหตุเกิดขึ้นได้ ยศที่เรายกย่องนั้นจงรุ่งเรือง ตามความนิยม ท่านจงรับเอาพรนี้ไว้อย่ากระทำผิดถ้อยคำของเรา[37]

เมื่อครั้งก่อน ๆ เรือเครื่องบรรณาการงั่วเอี๋ย (ต่างประเทศ) มาถึงแขวงมณฑลก้วงตง เจ้าพนักงานรักษาน่าที่ตรวจดูถูกต้อง แล้วก็ปล่อยให้เรือเข้าจอดในลำแม่น้ำ ส่งเครื่องบรรณาการขึ้นไปเมืองหลวง แต่สินค้าขนเข้าไว้ในตึกใส่กุญแจ คอยหนังสือบอกลิปู๋ (กระทรวงขนบธรรมเนียม) มาถึงจึงอนุญาตให้จำหน่าย สินค้าก็เปื่อยผุเสียมาก

แผ่นดินฆังฮีปีที่ ๒๓ กะจื้อลักง้วย (ตรงณเดือนแปดปีชวด จุลศักราช ๑๐๔๖ ปี) เสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ราชทูตนำเครื่องบรรณาการมาถวาย กับซอ (หนังสือ) หนึ่งฉบับ มีความว่า

เรือเครื่องบรรณาการมาถึงเมืองก้วงตง ราชทูตชี้แจงต่อเจ้าพนักงานแล้ว จึงเข้าจอดเรือในลำแม่น้ำ ขออนุญาตจำหน่ายสินค้าโดยเร็ว แลขออนุญาตซื้อเครื่องใช้สอย ขอประทานโปรดมีรับสั่งไปถึงเจ้าพนักงานออกหนังสืออนุญาตให้ จะได้จ่ายแลซื้อสิ่งของ แต่เรือเครื่องบรรณาการต้องกลับไปเสี้ยมหลอก๊กเสียก่อน ถึงปีใหม่จึงจะให้เรือมารับหนังสือตอบราชสาสนแลราชทูตกลับไปเสี้ยมหลอก๊ก เจ้าพนักงานก็นำข้อความนี้ขึ้นทูล พระเจ้าเสี่ยโจ๊วหยินฮองเต้รับสั่งให้เจ้าพนักงานหารืออนุญาตให้ตามความประสงค์

แผ่นดินฆังฮีปีที่ ๒๔ อิดทิ้วจับยี่ง้วย (ตรงณเดือนยี่ปีฉลู จุลศักราช ๑๐๔๗ ปี) ขุนนางผู้ใหญ่หารือเพิ่มเติมของตอบแทนเครื่องบรรณาการเสี้ยมหลอก๊ก แพรตึ้งแพรปี๋รวมห้าสิบม้วน (ชาวประเทศจีนมักชอบใช้เสื้อสองชั้น แพรตึ้งทำชั้นนอก แพรปี๋ทำชั้นใน) สั่งเจ้าพนักงานให้ตอบแทนตามข้อความหารือนี้

ตรงในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ[แก้ไข]

แผ่นดินฆังฮีปีที่ ๔๗ โบ๊วจื๊อลักง้วย (ตรงณเดือนแปดปีชวด จุลศักราช ๑๐๗๐ ปี) เสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ราชทูตนำเครื่องบรรณาการมาถวาย พระเจ้าเสี่ยโจ๊วหยินฮองเต้รับสั่งแก่ขุนนางผู้ใหญ่ว่า ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมีสินค้ามาก็สุดแล้วแต่เขาจะซื้อขาย อย่าเก็บค่าภาษี

แผ่นดินฆังฮีปีที่ ๖๑ หยิมอิ๋นสี่ง้วย (ตรงณเดือนหกปีขาล จุลศักราช ๑๐๘๔ ปี) เสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ราชทูตนำเครื่องบรรณาการมาถวาย พระเจ้าเสี่ยโจ๊วฮองเต้ประทานแพรแซแพรติ้ง (แพรแซ ใช้ฤดูร้อน แพรตึ้งใช้ฤดูหนาว) ให้ราชทูตนำไปถวายเสี้ยมหลอก๊กอ๋อง กับให้อ๋องฮุย (พระสนม) แลรับสั่งแก่ราชทูตว่าจงเอาเข้าสารสามแสนเจียะ (สิบถังเรียกว่าเจียะ) ไปขายเมืองฮกเกี๋ยน เมืองก้วงตง เมืองเหล็งปอ ด้วยไต้หักสือ (ผู้ช่วยปลัดทูลฉลอง กระทรวงขนบธรรมเนียม) เขาว่าชาวเสี้ยมหลอก๊กพูดว่าบ้านเมืองเขานั้นเข้าสารบริบูรณ์ เงินสองสามสลึงซื้อเข้าสารได้เจียะหนึ่ง เราจึงสั่งให้เอาเข้าสารไปขายที่เมืองก้วงตงแลเมืองอื่น ๆ จะได้เปน ประโยชน์แก่หัวเมืองเหล่านั้น แต่เข้าสารสามแสนเจียะนี้ ขุนนางเอามา ไม่ต้องเสียค่าภาษี

แผ่นดินโยองเจียะปีที่ ๒ กะสินจับง้วย (ตรงณเดือนสิบสอง ปีมะโรงจุลศักราช ๑๐๘๖ ปี) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊ก นำพืชพรรณ เข้า แลแก่นไม้หอมมาถวายเปนเครื่องบรรณาการ พวกเดินเรือเก้าสิบหกคนชาติห่างหยิน (คนจีน ที่จริงลูกจีน) ขออนุญาติถอนชื่อออกจากบาญชีสำมโนครัว

พระเจ้าสี่โจ๊วหยินฮองเต้รับสั่งแก่ขุนนางผู้ใหญ่ว่า ชาวเสี้ยมหลอก๊กไม่รังเกียจว่าทางไปมาไกลลำบาก อุส่าห์เอาพืชเข้าแลแก่นไม้หอมมาให้โดยความเคารพนับถือเรายินดีมาก ที่ได้เอาเข้าสารมานั้นให้เจ้าพนักงานสั่งไปถึงขุนนางหัวเมืองดูแลจำหน่ายโดยยุติธรรม ห้ามไม่ให้ชาวบ้านร้านตลาดกดราคา สินค้าสิ่งอื่นมีมาด้วยก็อย่าเก็บภาษี พวกเดินเรือเก้าสิบหกคนไปอยู่เสี้ยมหลอก๊กหลายชั่วคนมาแล้ว จะเอากลับคืนมาก็เปนการลำบาก ควรให้เจ้าพนักงานถอนบาญชีสำมโนครัวออกเสีย ให้เห็นว่าเรากรุณา แลรับสั่งให้เจ้าพนักงานเพิ่มแพรหมังตึ้ง เครื่องใช้ทำด้วยหยก ถ้วยชาม ให้ราชทูตนำไปถวายก๊กอ๋อง

แผ่นดินโยองเจี่ยปีที่ ๖ โบ๊วซินยี่ง้วย (ตรงณเดือนสี่ปีวอก จุลศักราช ๑๐๙๐ ปี) ชาวเสี้ยมหลอก๊กเอาเข้าสารบรรทุกเรือมาขายที่เอ๋หมึง (ปากน้ำมณฑลฮกเกี๋ยน)

แผ่นดินโยองเจี่ยปีที่ ๗ กิ๊อิ๊วลักง้วย (ตรงณเดือนแปดปีระกา จุลศักราช ๑๐๙๑ ปี) ชาวเสี้ยมหลอก๊กเอาเข้าสารบรรทุกเรือมาถูกลมคลื่น สิ่งของที่เก็บได้คืนเจ้าพนักงานไม่เก็บค่าภาษี

ชิดง้วย (ตรงณเดือนเก้าในปีระกา) เสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ราชทูตนำเครื่องบรรณาการมาถวาย พระเจ้าสี่โจ๊วหยินฮองเต้รับสั่งให้เจ้าพนักงานเอาสิ่งของตอบแทนให้ตามธรรมเนียม ประทานเพิ่มแพรหมังติ้ง เครื่องใช้ทำด้วยหยก ถ้วยชาม กระดานป้าย ๆ หนึ่ง มีอักษรว่าเทียนหลำลกก๊ก (เทียนว่าฟ้า หลำว่าทิศหัวนอน ลกว่าศุขสำราญ ก๊กว่าประเทศ ใจความว่าประเทศศุขสำราญอยู่ข้างฟ้าฝ่ายทิศใต้) ให้ราชทูตนำไปถวายเสี้ยมหลอก๊กอ๋อง แลรับสั่งว่าทางมาจากเสี้ยมหลอก๊กต้องข้ามทเลไกลลำบาก นำสิ่งของในพื้นประเทศมาให้ก็ไม่ง่าย เราขอให้ผ่อนลงเสียบ้าง เจ้าประเทศที่อยู่ไกลจะได้เห็นว่าเรากรุณา แต่คราวนี้ได้นำสิ่งของมาแล้ว จะ ให้เอากลับไปเสี้ยมหลอก๊กก็ลำบาก เพราะฉนั้นจึงได้รับไว้ตามธรรมเนียม แต่สิ่งของในพื้นประเทศที่เอามาเปนเครื่องบรรณาการคราวนี้ มีผ้าสบงจีวร ธูป ผ้าม้วน ธูปหอม ครั้งหลังอย่าเอาของที่กล่าวนี้มาเปนเครื่องบรรณาการเลย

ในปีนั้นราชทูตมาถึงเมืองก้วงตง ขออนุญาตซื้อลวดทองเหลือง พระเจ้าสี่จงเหียนฮองเต้รับสั่งให้เจ้าพนักงานอนุญาต

ตรงในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ[แก้ไข]

แผ่นดินเขียนหลงปีที่ ๑ เบี๋ยสินลักง้วย (ตรงณเดือนแปดปีมะโรงจุลศักราช ๑๐๙๘ ปี) เสี้ยมหลอก๊กอ๋อง เซียนเลียดพะละเจี่ยวก้งพะละม้าฮู้ลกควนสืเอี่ยวธีย่าพูอาย ขึ้นครองราชสมบัติ ให้ขุนนาง หลงซามลิบกวาธี (หลวงสำฤทธิวาที) เปนราชทูตนำราชสาสนกับสิ่งของในพื้นประเทศมีช้างมาช้างหนึ่ง ถวายเปนเครื่องบรรณาการ

ราชทูตพูดกับลีปู๋ (เสนาบดีกระทรวงขนบธรรมเนียม) ว่า เหตุด้วยต้องข้ามทเลลำบากจึงเอาช้างมาแต่ช้างหนึ่ง แลเมื่อครั้งก่อน ๆ ประทานหมังเหล็งไต๊เผา (เสื้อยศดำแพรหมังตึ้งปักลายมังกร) ไปให้ก็เก็บเอาไว้ที่เสงอึนเต๋ง (หอไว้ของพระราชทาน) ช้านานหลายชั่วคนมาแล้ว เหลือกำลังจะรักษาอันตราย ขอความกรุณารับประทานอิกเสื้อหนึ่งหรือสองเสื้อ

บัดนี้ก๊กอ๋องทำบุญสร้างวัดทุกปีต้องการใช้ทองเหลือง ขอความกรุณาเลิกข้อบังคับเสียชั่วคราว จะได้หาซื้อที่เมืองก้วงตง

ขุนนางผู้ใหญ่หารือไม่ยอมอนุญาต แต่ได้รับสั่งพระเจ้าเกาจงสุนฮองเต้ว่า ทางมาจากเสี้ยมหลอก๊กต้องข้ามทเลไกล เขามีความตั้งใจมาส่งเครื่องบรรณาการ สิ่งของตอบแทนเพิ่มเติมตามธรรมเนียมเอาแพรหมังตึ้งเพิ่มขึ้นให้อิกสี่ม้วน ที่ขออนุญาตซื้อทองเหลือง ว่าก๊กอ๋องจะใช้ในการทำบุญสร้างวัด เราให้ทองเหลืองหนักแปดร้อยชั่งเปนรางวัลโดยความกรุณา แต่ครั้งหลังอย่าเอาของสิ่งนี้ตั้งเปนธรรมเนียม (บาญชีรายเลอียดเพิ่มของตอบแทนมีอยู่ตอนปลาย)

แผ่นดินเขียนหลงปีที่ ๘ กุ่ยหายเก้าง้วย (ตรงณเดือนสิบเอ็ดปีกุญ จุลศักราช ๑๑๐๕ ปี) ขุนนางเจ้าพนักงานรับรับสั่งพระเจ้าเกาจงสุนฮองเต้ว่า พานิชเสี้ยมหลอก๊กเอาเข้าสารบรรทุกเรือมาจำหน่ายที่หมัง (เมืองฮกเกี๋ยน) มาโดยความตั้งใจ เราเพิ่มกรุณาพิเศษนั้นควรตั้งขึ้นเปนธรรมเนียม ต่อไปภายน่าเรือพวกงั่วเอี๋ย (ต่างประเทศ) มีเข้าสารมาถึงหมื่นเจียะแล้ว เงินค่าภาษีสิบส่วนให้ลดเสียห้าส่วน แม้นมีเข้าสารมาแต่ห้าพันเจียะ เงินค่าภาษีสิบส่วนให้ลดเสียสามส่วน

แผ่นดินเขียนหลงปีที่ ๑๑ เปี๊ยอิ๋นเก้าง้วย (ตรงณเดือน ๑๑ ปีขาลจุลศักราช ๑๑๐๘ ปี) พานิชเสี้ยมหลอก๊กเอาเข้าสารบรรทุกเรือมาจอดทอดสมออยู่ที่หมังไฮ้ (ปากน้ำเมืองฮกเกี๋ยน) จำนวนเข้าสารสี่พันสามร้อยเจียะก็มี สามพันแปดร้อยเจียะเศษก็มี สินค้าสิ่งอื่นมีตะกั่วอ่อน ตะกั่วแขง ไม้ฝางมาด้วย

ขุนนางฮกเกี๋ยนเจียงกุน (นายทหาร) ชื่อเซียนเถียว ทูลพระเจ้าเกาจงสุนฮองเต้ว่า เรือบรรทุกเข้าสารมาแต่เสี้ยมหลอก๊ก ไม่ถึงห้าพันเจียะตามกำหนด มีสินค้าสิ่งอื่นมาด้วย แต่ยังไม่ได้เก็บภาษี ธรรมเนียมที่ตั้งไว้นั้นต้องผ่อนผันเสียใหม่

พระเจ้าเกาจงสุนฮองเต้รับสั่งว่า ชาวเสี้ยมหลอก๊กล่องเรือข้ามทเลมาไกลควรเพิ่มกรุณาพิเศษให้ ค่าภาษีสินค้าที่มีมาในเรือ สิบส่วนให้ลดเสียสองส่วน

ต่อมาอิกปีหนึ่ง (ตรงกับจุลศักราช ๑๑๐๙ ปี) ขุนนางฮกบู๊ (ปลัดเทศาภิบาลมณฑลฮกเกี๋ยน) ชื่อตันไต๊สิว ทูลพระเจ้าเกาจงสุนฮองเต้ว่า พวกพานิชหมัง (เมืองฮกเกี๋ยน) ไปซื้อเข้าสารเสี้ยมหลอก๊กกลับมาพูดว่า เครื่องไม้ในเสี้ยมหลอก๊กราคาถูกที่สุด ควรไปต่อเรือเอามาไว้ใช้ เมื่อให้เจ้าพนักงานไต่สวนก็ถูกต้อง แต่นั้นมาเรือพานิชเสี้ยมหลอก๊กก็ไปมามิได้ขาด

แผ่นดินเขียนหลงปีที่ ๑๔ กิ๊จี๋ชิดง้วย (ตรงณเดือนเก้าปีมะเสง จุลศักราช ๑๑๑๑ ปี) เสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ราชทูตนำเครื่องบรรณาการมาถวาย พระเจ้าเกาจงสุนฮองเต้ประทานป้ายกระดานป้ายหนึ่ง อักษรมีว่าเอี่ยมฮกผินพวน (เอี่ยม ร้อนแรง, กล้าหาญ ฮกว่าพร้อมยอม, เคารพ ผินว่าพึ่งพิง พวนว่าเจ้าประเทศน้อย ในความว่า ความกล้าหาญควรเปนที่เคารพของเจ้าประเทศน้อยทั้งปวง) ให้ราชทูตนำไปถวายเสี้ยมหลอก๊กอ๋อง (บาญชีรายเลอียดเพิ่มของตอบแทนมีอยู่ตอนปลาย)

แผ่นดินเขียนหลงปีที่ ๑๖ ซินบี้ (ตรงปีมะแมจุลศักราช ๑๑๑๓ ปี) ขุนนางหมังต๊ก (เทศาภิบาลมณฑลฮกเกี๋ยน) ทูลพระเจ้าเกาจงสุนฮองเต้ว่า พวกพานิชไปซื้อเข้าสารมาแต่เสี้ยมหลอก๊กประมาณสองพันเจียะ ให้เจ้าพนักงานไปตรวจดูก็ถูกต้อง ขุนนางผู้ใหญ่หารือว่าจะรางวัลยศศักดิ์ให้ พระเจ้าเกาจงสุนฮองเต้ก็อนุญาต

แผ่นดินเขียนหลงปีที่ ๑๘ กุ่ยอิ๊วยี่ง้วย (ตรงณเดือนสี่ปีระกา จุลศักราช ๑๑๑๕ ปี) เสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ราชทูตนำเครื่องบรรณาการมาถวาย ทูลขอประทานหยินเซียม (โสมคน) เองหงู (ขนจามรี) เหลียงเบ๊ (ม้ามีฝีเท้า) แลขอดูธรรมเนียมขุนนางไหลก่ำ (ขันที) ด้วย ขุนนางผู้ใหญ่หารือไม่ยอมอนุญาต แลสั่งราชทูตว่ากลับไปเสี้ยมหลอก๊กแล้ว แจ้งแก่เสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ระมัดระวังรักษาขนบธรรมเนียมเคารพโดยซื่อสัตย์ พระเจ้าเกาจงสุนฮองเต้มีรับสั่งถึงขุนนางผู้ใหญ่ว่า สิ่งของในพื้นประเทศที่ส่งมานั้นรับไว้ตามธรรมเนียม สิ่งของตอบแทนก็ตามธรรมเนียมครั้งก่อน แต่เพิ่มหยินเซียมให้ไปด้วย รางวัลราชทูตนั้น เลี้ยงโต๊ะ (บาญชีรายเลอียดเพิ่มของตอบแทนมีอยู่ตอนปลาย)

แผ่นดินเขียนหลงปีที่ ๒๒ เตงทิ้ว (ตรงปีฉลูจุลศักราช ๑๑๑๙ ปี) เสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ราชทูตนำเครื่องบรรณาการมาถวาย (บาญชีรายเลอียดเพิ่มของตอบแทนมีอยู่ตอนปลาย)

ตรงในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร[แก้ไข]

แผ่นดินเขียนหลงปีที่ ๒๗ หยิมโง็ว (ตรงปีมะเมียจุลศักราช ๑๑๒๔ ปี) เสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ราชทูตนำเครื่องบรรณาการมาถวาย

แผ่นดินเขียนหลงปีที่ ๓๐ อิดอิ๊วจับง้วย (ตรงณเดือน ๑๒ ปีรกา จุลศักราช ๑๑๒๗ ปี) เสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ขุนนางปี๋เอี้ยซ่งท้งออพ่ายเปนราชทูต (พระยาสุนทรอภัย) นำราชสาสนกับเครื่องบรรณาการมาถวาย

แผ่นดินเขียนหลงปีที่ ๓๑ เปี๋ยซุด (ตรงปีจอจุลศักราช ๑๑๒๘ ปี) เสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ราชทูตนำเครื่องบรรณาการมาถวาย สิ่งของตอบแทนนั้นตามธรรมเนียมแลให้เพิ่มเติมอิกบ้างเล็กน้อย

บาญชีรายเลอียดเพิ่มเติมของตอบแทน[แก้ไข]

เมื่อแผ่นดินเขียนหลงปีที่ ๑

เพิ่มเสื้อยศทำด้วยแพรหมังตึ้ง ๔ เสื้อ

แผ่นดินเขียนหลงปีที่ ๑๔

เพิ่มแพรหมังตึ้งเผี่ยน ๒ ม้วน
เพิ่มแพรกิมจึงตึ้ง ๒ ม้วน
เพิ่มแพรเซี้ยมตึ้ง ๒ ม้วน
เพิ่มแพรกิ๊ม ๔ ม้วน
เครื่องใช้ทำด้วยหยก ๖ ชุด
เครื่องใช้ทำด้วยกระเบื้องม้าเล้า (พื้นคล้ายแก้วลายแดงสูงโปนเปนดอก) ๒ ชุด
เครื่องใช้ทำด้วยกระเบื้องฮวบลัง (พื้นคล้ายแก้วลายสีต่าง ๆ สูงโปนเปนดอก) ๔ ชุด
หินฝนหมึกทำด้วยหินสงฮวย ๒ สำรับ
เครื่องแก้ว ๑๐ ชุด
ถ้วยชาม ๑๔๖ ชุด

ในปีนั้นส่งหมี ชนีเผือก มาเปนเครื่องบรรณาการ เพิ่มเติมแพรโขว่ตึ้ง ๒๐ ม้วน

แผ่นดินเขียนหลงปีที่ ๑๘

เพิ่มหยินเซียม หนัก ๔ ชั่งจีน
เพิ่มแพรตึ้ง ๑๐ ม้วน
เพิ่มแพรกิ๊ม ๑๐ ม้วน
เพิ่มเครื่องใช้ทำด้วยหยก ๔ ชุด
เพิ่มเครื่องใช้ทำด้วยกระเบื้องม้าเล้า ๒ ชุด
เพิ่มเครื่องใช้ทำด้วยกระเบื้องฮวบลัง ๖ ชุด
เพิ่มตังล้วนอี้ (ทำด้วยทองเหลืองสำหรับผิงไฟฤดูหนาว) ๒ สำรับ
เพิ่มเครื่องแก้ว ๑๐ ชุด
เพิ่มถ้วยชาม ๑๔๐ ชุด

แผ่นดินเขียนหลงปีที่ ๒๒

เพิ่มแพรหมังตึ้ง ๒ ม้วน
เพิ่มแพรกิ๊มตึ้ง ๒ ม้วน
เพิ่มแพรเซี้ยมตึ้ง ๑ ม้วน
เพิ่มแพรเผี่ยนกิ๊ม ๑ ม้วน
เพิ่มแพรโป้ยซีตึ้ง ๔ ม้วน
เพิ่มเครื่องใช้ทำด้วยหยก ๑ ชุด
เพิ่มเครื่องใช้ทำด้วยกระเบื้องม้าเล้า ๑ ชุด
เพิ่มเครื่องใช้ทำด้วยกระเบื้องฮวบลัง ๑๓ ชุด
เพิ่มถ้วยชาม ๑๔๐ ชุด

แผ่นดินเขียนหลงปีที่ ๒๗ แลปีที่ ๓๑ เพิ่มเติมของตอบแทนนั้นเหมือนปีที่ ๒๒

ตรงในแผ่นดินกรุงธนบุรี[แก้ไข]

แผ่นดินเขียนหลงปีที่ ๔๖ ซินทิ้วเจี่ยง้วย (ตรงณเดือนสามปีฉลูจุลศักราช ๑๑๔๓ ปี) เสี้ยมหลอก๊กเจี๋ยงแต้เจียว (พระเจ้ากรุงสยาม เรียกว่าเจี๋ยงนั้นกรุงจีนยังไม่ได้ยกย่อง แต้เจียวพระนามเจ้ากรุงธนบุรีที่บอกไปในภาษาจีน) ให้หลงปีไช่ซาณี (หลวงพิไชยธานีหรือเพ็ชรปาณี) กับเฮอ้กบู้ตุด (อุปทูต) สองนายเปนราชทูต นำเครื่องบรรณาการมาถวาย ทูลว่าตั้งแต่ถูกพวกเมี้ยนฮุ้ย (โจรพม่า) มาย่ำยีแล้ว ถึงได้แก้แค้นทดแทนตีได้อาณาเขตรมาก็จริง แต่เชื้อวงษ์ของเจ้านายนั้นสูญสิ้น พวกขุนนางพร้อมใจกันยกแต้เจียวขึ้นเปนใหญ่ จึงจัดสิ่งของในพื้นประเทศส่งมาถวายเปนเครื่องบรรณาการตามธรรมเนียม

ขุนนางผู้ใหญ่รับรับสั่งพระเจ้าเกาจงสุนฮองเต้ว่า เราแจ้งว่าเสี้ยมหลอก๊กเจี๋ยงให้ราชทูตลงเรือข้าทเลมาแต่ทางไกล เห็นได้ว่ามีความเคารพนับถือ แล้วขุนนางผู้ใหญ่ก็เขียนหนังสือตอบราชสาสนตามข้อความราชสาสนเดิม

พระเจ้าเกาจงสุนฮองเต้ทรงเห็นว่า ทางมาแต่เสี้ยมหลอก๊กต้องข้ามภูเขาที่สูงแลข้ามทเลที่กว้าง ประทานโต๊ะเลี้ยงราชทูตสองวัน

ระยะทางเสี้ยมหลอก๊กมาส่งเครื่องบรรณาการ ทางผ่านเมืองก้วงตงมาเกียซือ (กรุงปักกิง) กรุงเสี้ยมหลอก๊กอยู่ทิศตวันตกเฉียงหัวนอนมณฑลก้วงตง เดินเรือไปทางทเลสี่สิบห้าวันสี่สิบห้าคืนจึงถึง ลงเรือที่แม่น้ำอำเภอเฮียงซัวกุ้ยแขวงมณฑลก้วงตง ตั้งเข็มตรงอักษรโง็ว (ทิศหัวนอนหรือทิศใต้) ใช้ใบตามลมทิศปลายตีนหรือทิศเหนือออกทเลชิดจิวเอี๋ย (ทเลจีน) สิบวันสิบคืนจึงถึงทเลอานหลำ (ทเลญวน) ในระหว่างนั้นมีภูเขาชื่องั่วหลอภูเขาหนึ่ง ไปอิกแปดวันแปดคืนถึงทเลเมืองเจียมเสีย ไปอิกสิบสองวันสิบสองคืนถึงภูเขาใหญ่ชื่อคุนหลุนภูเขาหนึ่ง ต้องกลับใบตามลมทิศตวันออกเฉียงปลายตีนหรือเฉียงเหนือ เหศีศะเรือไปฝ่ายทิศตวันตก ตั้งเข็มอักษรบี้กินอักษรซินสามส่วน (ทิศตวันตกเฉียงหัวนอนหรือเฉียงใต้) ไปอิกห้าวันห้าคืนถึงทเลแม่น้ำจีนชี่วกั่งไหลตก ไปอิกห้าวันห้าคืนถึงปากน้ำแม่น้ำเสี้ยมหลอกั๋ง ใช้เรือเข้าไปในแม่น้ำเสี้ยมหลอกั๋งระยะทางสองร้อยลี้ถึงน้ำจืด ไปอิกห้าวันก็ถึงเสียมหลอเสีย (เมือง)

เสี้ยมหลอก๊กมีภูเขาใหญ่อยู่ฝ่ายทิศตวันตกเฉียงหัวนอนหรือเฉียงใต้ น้ำในเสี้ยมหลอก๊กออกจากภูเขาฝ่ายทิศหัวนอนหรือทิศใต้ไหลมาลงทเล

เมืองขึ้นเสี้ยมหลอก๊ก เมืองโซ้งกาล้า (สงขลา) หนึ่ง เมืองเซกเกีย (ไชยา) หนึ่ง เมืองลกคุน (นครศรีธรรมราช) หนึ่ง เมืองไต๊หนี (ตานี) หนึ่ง ข้อความต่อไปนี้เปนถ้อยคำของเจ้าพนักงานเรียบเรียงหนังสือบุ๋นเหี่ยนทงเค้า

ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ตรวจดูเรื่องเสี้ยมหลอก๊ก มีต่อเนื่องมาแต่ครั้งวงษ์สุยวงษ์ถัง สมัยโน้นเรียกว่าเชียะโท้วก๊ก ด้วยครั้งพระเจ้าสุยทางเต้ (พระเจ้าสุยทางเต้ขึ้นครองราชสมบัติปีอิดทิ้ว ตรงปีฉลู พุทธศักราช ๑๑๔๘ ปีก่อนจุลศักราช ๓๓ ปี) ลำดับกระษัตรที่ ๒ วงษ์สุย ขนานนามแผ่นดินเรียกว่าไต๊เงียบ (แผ่นดินไต๊ ๑๒ ปี) ขุนนางสุนฉังจู๊ซื่อชื่อเสียงจุ่นไปถึงเชียะโท้วก๊ก ได้ความว่าเชียะโท้วก๊กอ๋องแซ่ขืหุน หรือเห็นว่าเชียะโท้วก๊กอ๋องนับถือหุดก่า (พุทธสาสนา) จึงคาดคเนว่าก๊กอ๋องมีแซ่เหมือนหุด

ครั้นตรวจดูประวัติสถานราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมีปรากฏว่า ชาวเสี้ยมหลอก๊กมีชื่อไม่มีแซ่ การก็ล่วงเลยช้านานมาพันปีเศษแล้ว จะมีแซ่หรือไม่มีแซ่ข้อความก็ไม่ถูกต้องกัน แต่ชาวเสี้ยมหลอก๊กนั้นเชื้อสายชาวหูหลำ[38] ด้วยหนังสือหลำซื้อมีเรื่องนานาประเทศซึ่งอยู่ชายทเลหัวนอนหรือทิศใต้ ว่าหูหลำก๊กนั้นเดิมสัตรีเปนอ๋อง ขนานนามว่าสิ้วเหียะ หนังสือเหมงอ๋องก่ายสกทงเค้า ยกย่องผู้หญิงเสี้ยมหลอก๊กว่ามีสติปัญญายิ่งกว่าผู้ชาย หรือจะเปนขนบธรรมเนียมชาวหูหลำต่อเนื่องมา

เสี้ยมหลอก๊กได้เปนไมตรีกับตงหัว (กรุงจีน) มาแต่ครั้งวงษ์หงวนวงษ์เหม็ง ครั้นถึงวงษ์เชงเดชานุภาพก็แผ่ไพศาล แลรับสั่งให้ราชทูตบรรทุกเข้าสารมาจำหน่าย ประหนึ่งว่าทำทานให้ราษฎรในอาณาเขตรรับความร่มเย็น ถึงเมื่อครั้งเจียนห้อขุนนางในวงษ์เหมง ไปเที่ยวเก็บเอาของพิเศษตามประเทศซึ่งอยู่ชายทเลมาก็ไม่มีประโยชน์ จะเอามาเปรียบนั้นผิดกันประหนึ่งฟ้ากับดิน

แต่เสี้ยมหลอก๊กอ๋องดำรงประเทศอันไพบูลย์ ความซื่อสัตย์ไม่มีผู้ใดเสมออยู่ในระหว่างนานาประเทศฝ่ายทิศหัวนอนหรือทิศใต้ก็ก้ำกึ่งกันกับอานหลำก๊ก (ประเทศอันหนำ คือญวน)

เชิงอรรถ[แก้ไข]

  1. แผนที่เมืองที่พรรณาในหนังสือนี้เปนแผนที่กรุงเก่า
  2. ตอนพรรณาว่าด้วยสยามประเทศนี้ จีนเห็นจะเอาจดหมายเหตุบรรดามีจดไว้เรื่องเมืองไทยตั้งเต่เก่าที่สุดลงมาจนถึงเวลาที่แต่งหนังสือนี้ มาเก็บเนื้อความรวบรวมลงในที่อันเดียวกัน ไม่ได้แก้ไขตัดทอนการที่เปลี่ยนแปลงในบ้านเมือง เช่น พรรณาว่าไทยไว้ผมยาวเกล้ามวยเปนต้น
  3. เมื่อครั้งราชวงษ์หงวนเปนใหญ่ในเมืองจีน ยกกองทัพมาปราบปรามตีได้ทั้งเมืองญวนและเมืองพม่า ส่วนเมืองไทยจีนคงจะได้ความว่า พระเจ้าขุนรามคำแหงเข้มแขงในการศึกสงคราม ทั้งภูมิประเทศก็อยู่ห่าง จึงแต่งทูตมาเกลี้ยกล่อมให้เปนไมตรี
  4. ควรจะสังเกตว่า ครั้งพระเจ้ารามคำแหงครองกรุงศุโขไทยนั้น เสี้ยมก๊กกับหลอฮกก๊กยังแยกกันอยู่ ข้อนี้มีเนื้อความในจาฤกพ่อขุนรามคำแหงประกอบ ด้วยในจาฤกนั้นชื่อเมืองขึ้นนครศุโขไทยไม่มีชื่อเมืองอโยทธยาเมืองละโว้แลเมืองอื่น ๆ ซึ้งต่อไปทางตวันออก จนนครราชสีมา อาจจะยังมีผู้ปกครองเมืองละโว้เปนอาณาจักร ๑ ต่างหากซึ่งเรียกในที่นี้ว่า “หลอฮกก๊ก” แต่เปนไมตรีกับจีนมาก่อนแล้ว.
  5. ตรงนี้ทำให้เข้าใจว่า ทูตจีนมาครั้งแรกเปนแต่มาฟังลาดเลา พึ่งมาทำไมตรีกันในคราวนี้
  6. ที่จีนเรียกพระนามเสียมก๊กอ๋องว่า กังมกตี๋ง จะมาแต่อะไรยังคิดไม่เห็น แต่ศักราชนั้นตรงกับแผ่นดินพระเจ้ารามคำแหง
  7. พระเจ้ารามคำแหงเสด็จไปเมืองจีน ๒ ครั้งนี้ ที่ไปเอาจีนเข้ามาทำเครื่องถ้วยสังกโลก
  8. ความตอนนี้ศักราชก็อยู่ในแผ่นดินพระเจ้ารามคำแหง เปนแต่คัดมาจากหนังสือเรื่องอื่น
  9. ม่าลี้อี๋เอ้อก๊กนี้ เข้าใจว่ามลายู
  10. ตรงนี้ควรสังเกตว่า ในปลายแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดี อู่ทอง จีนเรียกประเทศสยามว่า เสี้ยมหลอฮกก๊ก เหมือนหนึ่งว่าได้รวมเสี้ยมก๊กข้างเหนือกับหลอฮกก๊กข้างใต้เข้าเปนอันเดียวกันแล้ว ตามที่ปรากฎในหนังสือพระราชพงษาวดารพึ่งรวมกันต่อในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ บางทีตรงนี้ผู้เขียนจดหมายเหตุจีนชั้นหลังจะเรียกรวมกันเร็วไป
  11. คำ “เซียนเลียดเจี่ยวปีเอ๎งีย” ดูเสียงตรงกับสมเด็จพระยามากกว่าคำอื่น หรือจะใช้ยศอย่างนั้นในสมัยนั้น ข้อนี้รู้ไม่ได้
  12. ที่เรียกว่า “นางเซียนเลียะซือลิ่ง” เซียนเลียะนั้นตรงกับสมเด็จเปนแน่ แต่ซื่อลิ่งเหลือที่จะเดา ที่ว่าเปนพระพี่นางนั้นก็ตรงกัน แต่พระราชพงษาวดารว่าเปนน้องนาง คือ พระราชมารดาของสมเด็จพระราเมศวร
  13. ตรงนี้เรื่องก็ตรงกับพระราชพงษาวดาร ที่จีนเรียกว่า “เซียนเลียะเป๋าบี๊เอ๎งียสือ ลี่ตอล่อหลก” นี้ ถ้าจะเดาตามเสียงที่เห็นใกล้ก็คือ สมเด็จเจ้าพระยาสุรินทรารักษ์ แต่หมายความว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ นั้นเปนแน่ ตรงนี้ว่าเปนพระเจ้าลุงตรงตามพระราชพงษาวดาร
  14. ประเพณีจินก้ง หรือจิ้มก้องนี้ เปนการที่เข้าใจผิดกันในข้อสำคัญเรื่องทางพระราชไมตรีในระหว่างจีนกับประเทศอื่น ไม่ใช่แต่ไทยเท่านั้น จีนตั้งประเพณีว่า ชาวต่างประเทศที่ไปค้าขายเมืองจีนนั้น ต่อมีเครื่องราชบรรณาการไปถวายพระเจ้ากรุงจีนจึงให้ไปมาค้าขาย ต่างประเทศต้องการประโยชน์ในทางค้าขาย จึงจัดเครื่องราชบรรณาการไปถวายพระเจ้ากรุงจีน ถึงต่างประเทศที่มาค้าขายเมืองไทย ก็มีราชบรรณาการมาถวายเช่นนั้น แต่จีนตีขลุมเอาว่า ประเทศที่ถวายเครื่องราชบรรณาการนั้นยอมขึ้นเมืองจีน เครื่องราชบรรณาการเปนทำนองของส่วย เช่น ถวายต้นไม้ทองเงิน แต่ประเพณีทั้ง ๒ อย่าง ผิดกันมาก ว่าโดยย่อ เครื่องราชบรรณการจิ้มก้องไม่จำกัด แต่ของส่วยถวายกับต้นไม้ทองเงินจำกัดจะขาดไม่ได้
  15. จะเห็นได้ในความตอนนี้ ว่าจีนจะตีขลุมเอาเมืองต่างประเทศที่เปนไมตรีให้แลเห็นว่าเปนประเทศราชขึ้นเมืองจีน ที่ว่าไปถวายของทุกปีนั้น คือถึงฤดูมรสุมที่เรือเมืองต่างประเทศไปค้าขายเมืองจีน ก็ส่งราชบรรณการไปถวายพระเจ้ากรุงจีนปีละครั้ง ๑ เพื่อประโยชน์แก่การค้าขาย จีนเห็นไม่ตรงกับแบบส่งส่วย จึงแก้กำหนดให้ถวาย ๓ ปี ครั้ง ๑ มิใช่เพราะความกรุณา ดังจะแลเห็นผลได้ในความต่อไปข้างน่าว่าประเทศเหล่านั้นก็ยังถวายปีละครั้งเสมอ
  16. ที่จีนเรียก ซูมั่นบังอ๋อง คือพระเจ้าสุพรรณบุรีเปนแน่ ที่เรียก เจียวหลกควานอิน นั้น ก็คือเจ้านครอินทร์ตรงกับในพระราชพงษาวดาร พระราชพงษาวดารว่าเจ้านครอินทร์เปนหลานเธอของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ได้ความในจดหมายเหตุจีนแจ่มแจ้งว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชให้น้องยาเธอพระองค์ ๑ ครองเมืองสุพรรณบุรีที่เปนพระบิดาของเจ้านครอินทร์
  17. ที่เรียกว่า เจี่ยวปะล่อยก เดาได้แต่ว่าเจ้าพระอะไร ต่อไปเดาไม่ถูก แต่หมายความว่า พระรามราชาที่เปนพระราชโอรสของพระราเมศวรนั้นเปนแน่ ควรจะสังเกตเห็นได้อิกอย่าง ๑ ว่า การถวายบรรณาการพระเจ้ากรุงจีนนั้น ในประเทศอัน ๑ เจ้านายเมืองไหน ๆ จะไปถวายก็ได้ คือ พระองค์ไหนแต่งเรือไปค้าขายเมืองจีน ก็ฝากบรรณาการไปถวายพระเจ้ากรุงจีน ไม่เปนบรรณาการของรัฐบาลนั้นตรงทีเดียว
  18. เจ้านครอินทร์นี้ต่อมาได้ครองราชสมบัติต่อแผ่นดินสมเด็จพระรามราชา เพราะฉนั้น เปนพระเจ้าแผ่นดินไทยพระองค์ที่ ๒ รองแต่พระเจ้ารามคำแหงที่ได้เสด็จไปเมืองจีน.
  19. ควรสังเกตความตรงนี้ บรรณาการเมืองจีนไม่ได้ส่งเปนกำหนดเสมอที่จีนว่านาน ๆ จึงไปเจริญทางพระราชไมตรีครั้ง ๑ ที่จริงแปลว่า ในตอนนั้นการค้าขายกับเมืองจีนซาไป
  20. อ๋ององค์ที่ล่วงลับไปนั้น คือพระเจ้านครสุพรรณบุรีที่เปนพระบิดาของเจ้านครอินทร ๆ ได้ครองเมืองสุพรรณบุรีต่อพระบิดา ก็สมด้วยพระราชพงษาวดาร แล้วจึงได้เข้ามาเสวยราชย์ในกรุงศรีอยุทธยา ต่อแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราช
  21. อ๋ององค์นี้ คือเจ้านครอินทร ตรงกับพระราชพงษาวดาร เมื่อเสวยราชย์แล้ว จึงเรียกว่าเจ้านครอินทราธิราช คงจะเรียกตามพระราชสาสนที่มีไป แต่ในพระราชพงษาวดารเรียกสมเด็จพระอินทรราชาบ้าง สมเด็จพระนครอินทราชบ้าง
  22. เห็นได้ในหนังสือเรื่องนี้ ว่าสมเด็จพระนครอินทราธิราชสนิทสนมกับจีนยิ่งกว่าพระเจ้าแผ่นดินสยามพระองค์อื่น
  23. ในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชสามพระยาไปตีกรุงกัมพูชาต่อปีกุญ จุลศักราช ๗๙๓ ที่ว่ายกกองทัพไปตรอาณาเขตรจำปาคราวนี้ ไม่มีในพระราชพงษาวดาร
  24. ที่จีนเรียกพระนามว่า “ซีลึ้ม่อกับไน” ดังนี้ เดาได้แต่ว่าสมเด็จคำ ๑ ต่อนั้นเดาไม่ถูก แต่คงหมายว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชสามพระยานั้นเอง
  25. ที่ว่าราชทูตไทยชื่อ ไนซำจ๊ะ”, นี้ ชอบกลหนักหนา ด้วยในหนังสือตำนาน แลจดหมายเหตุเก่าทางเมืองนครศรีธรรมราช มีชื่อคน ๆ หนึ่ง เรียกว่า “นายสามจอม” ตามเรื่องว่าเปนข้าหลวงลงไปทำการงานอะไรหลายอย่าง แลยังมีชื่อนายสามขลาอิกชื่อ ๑ ในกฎหมาย ที่เปนผู้กราบทูลเรื่องราวอันเปนมูลเหตุที่ตั้งกฏหมายบางบท ข้าพเจ้าสันนิฐานว่า ชื่อนายสามจอมแลนายสามขลานี้ จะเปนชื่อตำแหน่งขุนนางในกรุงเก่าชั้นแรกมิใช่ชื่อตัว ที่จีนเรียกว่า “ไนซำจ๊ะ” ตรงนี้ น่าจะตรงกับนายสามจอม
  26. ที่จีนเรียกพระนามสมเด็จพระบรมราชาธิราชสามพระยาแห่ง ๑ ว่า “ซีลี้ม่อกับไน” ต่อมาอิกแห่ง ๑ เรียกว่า “ซือลีผอล่อม่อน่อเยาะจีล้า” เรียกหนหลังว่า “ ซำไนผอล่อม่อล้าตะติไน” พอสังเกตได้ว่า เปนพระนามพระองค์เดียวกัน มีคำพอเดาได้บ้าง คือ ซีลี้, ซืลี, ซำไน ๓ คำนี้ คือสมเด็จเปนแน่ ผอล่อ คือพระ จีล้า คือธิราช นอกจากนี้ข้าพเจ้าเดาไม่ถูก ขอแรงท่านผู้อ่านช่วยเดาด้วย ส่วนพระนามพระยุวราชจีนเรียกว่า “บ๋ายล่อลั่งนี้ซุนล้า” นั้น บ๋ายล่อ ดูใกล้กับบรม สั่งนี้ซุนนั้น คือราเมศวรเปนแน่ ตรงกับพระราชพงษาวดารด้วย แต่คำว่า ล้า ที่อยู่ข้างท้ายจะว่า ราช ก็เห็นพอจะได้ ตรงกับคำว่า บรมราเมศวรราช บางทีจะใช้พระนามอย่างนี้ในราชสาสนบอกข่าวเปลี่ยนรัชกาลไปยังเมืองจีน
  27. จีนเรียกพระนามสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถว่า “ปะล้า (พระ) น่างล่อเจ๊เจะผอจี๋” ข้าพเจ้ายังเดาไม่ถูก
  28. ตำแหน่ง “ควนงะ” ยังเดาไม่ถูกว่าจะเปนตำแหน่งขุน หรืออะไร
  29. ที่จีนเรียกพระนามพระยุวราชว่า “ก๊กโล่งปะล้าเลี้ยควนซีล้าเอี่ยวตี๋” ตรงนี้ที่จริงคือ กรุงพระนครศรีอยุทธยา มิใช่ซื่อคน แลศักราชตรงนี้เร็วไป ๖ ปี ตามพระราชพงษาวดาร สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถสวรรคตปีวอก จุลศักราช ๘๕๐
  30. ตรงนี้จดหมายเหตุจีนเห็นจะผิด สำคัญสมเด็จพระมหาธรรมราชาว่าเปนพระองค์เดียวกับสมเด็จพระมหินทราธิราช
  31. คือที่สมเด็จพระนเรศวรชนช้างชนะพระมหาอุปราชา
  32. ความตรงนี้ที่ปรากฏว่า สมเด็จพระนเรศวรรับจะยกกองทัพไทยไปตีเมืองยี่ปุ่นช่วยจีน ปลาดหนักหนา
  33. ที่ชาวต่างประเทศสร้างศาลทำรูปจงกวางไว้บูชาในเมืองไทย น่าจะเปนศาลเจ้าจีนอะไรแห่ง ๑ ดูไม่มีเค้าเงื่อนอย่างอื่น
  34. ปรากฏตรงนี้ว่า การที่ไปมากับเมืองจีนห่างไปเสียคราว ๑ พึ่งมาจับสนิท ขึ้นอิกเมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ความข้อนี้สมกับจดหมายเหตุฝรั่งตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระเอากาทศรถตลอดมาจนแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ฝรั่งไปมาค้าขายทางเมืองจีนยาก ด้วยโปรตุเกตไปทำหยาบควายร้ายแรงให้จีนเกลียดฝรั่งทั่วไป ฝรั่งต้องมาอาไศรยไทยเปนนายหน้าพากไปค้าขายเมืองจีนแลยี่ปุ่นด้วย
  35. ความที่กล่าวตรงนี้น่าเข้าใจว่า พระราชสาสนไทยมีไปแต่ก่อนเปนภาษาไทยไปแปลที่เมืองจีน พึ่งทำสำเนาแปลเปนภาษาจีนส่งไปจากเมืองไทยในชั้นแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราช แต่ที่จริงเชื่อได้ว่า ไม่มีไทยที่รู้ภาษาจีนพอจะแต่งหนังสือจีนได้ในครั้งนั้น ต้องวานเจ๊กแต่ง เจ๊กจะแต่งว่ากะไรไทยก็ไม่รู้ เพราะฉนั้น พระราชสาสนที่ไทยมีไปเมืองจีน จะเปนในชั้นแรกเมื่อจีนเอาไปแปลในเมืองจีนก็ดี ที่จีนแต่งให้ในเมืองไทยก็ดี จึงพินอบพิเทาอ่อนน้อมตามอัชฌาไศรยของจีนผู้แต่ง เรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชนิพนธ์บ่นไว้มาก แจ้งอยู่ในหนังสือประชุมพระบรมราชาธิบายที่พิมพ์แล้วน่า ๕๗
  36. จะเห็นได้ตรงนี้ว่า ของบรรณาการที่ไทยส่งหมายเพียงเปนของเจริญพระราชไมตรี ข้างจีนพยายามจะให้เปนของส่วยอย่างเมืองประเทศราช
  37. พระราชสาสนจีนฉบับนี้ ความทำนองเปนหนังสือหองเมื่อแรกราชาภิเศก แต่ศักราชอยู่ระหว่างกลางรัชกาลสมเด็จพระนารายน์มหาราช ๆ ผ่านพิภพปีวอก จ.ศ. ๑๐๑๘ สวรรคตปีมโรง จ.ศ. ๑๐๕๐ เหตุใดพระเจ้ากรุงจีนจึงมีราชสาสนอย่างนี้ยังคิดไม่เห็น
  38. คือเมืองไทยเดิม
กลับไปหน้าหลัก
Gtk-go-back-ltr.svg ก่อนหน้า ถัดไป Gtk-go-forward-ltr.svg