จดหมายเหตุบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช ๒๔๖๘

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา


วิกิพีตังค่ะ!



เนื้อหางานนี้มีหลายภาษา แต่เก็บไว้ในวิกิซอร์ซภาษาไทย เพราะต้นฉบับเผยแพร่ในประเทศไทยหรือใช้ภาษาไทยเป็นหลัก

This work, even its contents are in several languages, is hosted by Thai Wikisource, for its original is chiefly published inside Thailand or in her language.





ปก

ลง



Prajadhipok's Seal.jpg


จดหมายเหตุบรมราชาภิเษก


พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว


พุทธศักราช ๒๔๖๘



พระยาประกาศอักษรกิจ (เสงี่ยม รามนันทน์) เรียบเรียง



(ออกเป็นราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษ แล้วแก้ไขตาม


พระดำริสมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข ใน


ราชกิจจานุเบกษาฉบับเพิ่มเติม) กับจดหมายเหตุ


ภาษาอังกฤษซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์แจกในงานนั้น



สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ โปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์


เป็นที่ระลึกในการเชิญพระบรมอัฐิเสด็จคืนเข้าสู่พระนคร


พุทธศักราช ๒๔๙๒




(หน้า ๑-๖)

ขึ้นลง



คำนำ


ในการที่จะได้ทรงพระกรุณาโปรดให้เชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กลับเข้ามาประดิษฐานไว้ในพระนครครั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ มีพระราชประสงค์จะได้ทรงพิมพ์หนังสือเป็นที่ระลึกแจกโดยเสด็จงานพระราชพิธี จึ่งมีพระราชเสาวนีย์ดำรัสเหนือเกล้าฯ ให้เลือกเอาจดหมายเหตุงานพระบรมราชาภิเษกในรัชกาลที่ ๗ สองเรื่อง

หนังสือสองเรื่องที่จะพิมพ์นี้ ข้าพเจ้าได้ไปเฝ้าพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต ขอประทานให้ทรงอธิบายเพื่อเป็นคำนำประกอบกับเรื่องพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต ประทานมา มีข้อความต่อไปนี้ คือ

๑.   ราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษซึ่งพระยาประกาศอักษรกิจ (เสงี่ยม รามนันทน์) เจ้ากรมราชกิจจานุเบกษา เรียบเรียงขึ้น

๒.   หนังสืออธิบายงานราชาภิเษกภาษาอังกฤษซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้ามีพระราชดำรัสให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต แต่งขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายทรงแจกในงานบรมราชาภิเษกครั้ง พ.ศ. ๒๔๖๘

พิธีบรมราชาภิเษกเป็นพิธีสำคัญที่สุดในเมืองไทย มีเค้าว่า ลางส่วนจะได้มาจากเขมรหรือมอญซึ่งเลียนแบบมัธยมประเทศ และมีลักษณะลางอย่างคล้ายคลึงกับพิธีราชสูยะของตำรับพราหมณ์ซึ่งเสกให้พระราชาเป็นราชาธิราช การอภิเษกนั้น รูปศัพท์ก็ระบุอยู่แล้วว่า เป็นการรดน้ำ ซึ่งต่างกับแบบตะวันตกแทบทุกประเทศ เพราะของเขามีเคล็ดอยู่ที่สวมมงกุฎ เฉพาะในเมืองไทยก็มีหลักฐานว่า ได้เคยทำอภิเษกให้ครองราชย์ คือ พ่อขุนผาเมืองอภิเษกพ่อขุนบางกลางท่าวซึ่งเป็นสหายในสงครามกู้อิสรภาพจากเขมรให้เป็นกษัตริย์ครองกรุงสุโขทัย (จารึกวัดศรีชุม สุโขทัย) และในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระราชพงศาวดารก็ได้กล่าวถึงการอภิเษกบ้าง เช่น ในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเมื่อ พ.ศ. ๒๒๗๕ มีรายละเอียดแจ้งอยู่ในโคลงจมื่นไวยวรนาถเรื่องปัญจราชาภิเษก (พิมพ์ไว้ท้ายหนังสือกุลสตรี จุลศักราช ๑๒๓๓) ถ้าร่นลงมาถึงสมัยที่ใกล้ปัจจุบัน จึ่งจะมีรายละเอียดขึ้นว่า อภิเษกกันอย่างไร ท่านผู้รู้ เช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เข้าพระทัยว่า พระเจ้ากรุงธนบุรีอาจมิได้ทำพิธีราชาภิเษก หรือมิฉะนั้นก็ทำอย่างลัด มาในรัชกาลที่ ๑ ปรากฏว่า ได้ทรงตั้งกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อสอบสวนและตั้งระเบียบพระราชพิธีราชาภิเษก โปรดให้เจ้าพระยาเพชรพิชัยซึ่งเคยเป็นขุนนางมาแต่ครั้งก่อนเสียกรุงเป็นประธานกรรมการ แล้วจึ่งเสด็จเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มาถึงรัชกาลที่ ๒ ได้ทรงทำพิธีอนุโลมตามแบบที่เคยมาในรัชกาลที่ ๑ ความพิสดารปรากฏอยู่พระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๒ พระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๕๙) งานในรัชกาลที่ ๒ นี้มีต้นเรื่องเป็นหลักฐานอยู่ในหมายรับสั่งของเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช (บุญรอด) แห่งหนึ่ง กับในโคลงยอพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงพระนิพนธ์ไว้ในอีกแห่งหนึ่ง ในรัชกาลที่ ๓ ปรากฏว่า อนุโลมตามแบบรัชกาลที่ ๑ ดั่งมีรายละเอียดอยู่ในรัชกาลที่ ๒ ที่กล่าวอ้างมาแล้วนั้น แต่ในรัชกาลที่ ๔ เข้าใจว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเพิ่มเติมคาถาบาลีและคำแปลเป็นไทยลงไปในพิธีพราหมณ์ต่าง ๆ ทำให้รูปพระราชพิธีแปลกไปจากเดิมไม่น้อยนัก งานบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๕ บัดนี้ มีหลักฐานอยู่ในจดหมายเหตุที่ชื่อ วารสารศิลปากร เล่ม ๑, ๒, ๓ ของปีที่ ๒ ส่วนรัชกาลที่ ๖ นั้นได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีวรวงศ์ (ม.ร.ว.จิตร สุทัศน์) ผู้ช่วยราชเลขานุการ กับพระยาประกาศอักษรกิจ (เสงี่ยม รามนันทน์) เจ้าหน้าที่ราชกิจจานุเบกษา เรียบเรียงขึ้นไว้ เรียกว่า จดหมายเหตุพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ได้พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖)

ในรัชกาลที่ ๗ ก่อนที่จะทำงานบรมราชาภิเษก ทรงพระราชปรารภว่า พวกชาวต่างประเทศที่เข้ามานั่งงานในระหว่างพิธียืดยาวนั้นน่ากลัวจะพากันระอาเพราะไม่เข้าใจ จึ่งโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าธานีนิวัตเขียนคำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษทำนองหนังสือคู่มือเล่มหนึ่งซึ่งพิมพ์ไว้ท้ายสมุดเล่มนี้ แล้วเมื่อเสร็จงานพระราชพิธี ถึงคราสที่จะออกหนังสือราชกิจจานุเบกษา พระยาประกาศอักษรกิจซึ่งยังคงเป็นเจ้าหน้าที่ราชกิจจาฯ ได้เขียนจดหมายเหตุงานนี้ขึ้น สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงทักท้วงว่า มีผิดหลายแห่งที่สำคัญ หากทิ้งไว้จะเสียหลักราชประเพณีและประวัติศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึ่งโปรดให้พิมพ์ข้อทักท้วงแก้ไขเป็นราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษเพิ่มเติม ด้วยความมุ่งหมายว่า หากต่อไปภายหน้า ผู้ใดจะพิมพ์หนังสือเรื่องนี้อีกจะได้แก้เสียให้ถูกต้อง บัดนี้ เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ มีพระราชประสงค์ให้พิมพ์ จึ่งได้จัดการแก้ไขให้ต้องตามพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้วโดยตลอด

อนึ่ง ควรจะบันทึกไว้ให้ผู้ใฝ่ใจค้นคว้าทราบไว้ด้วยว่า หลักฐานงานบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๗ นอกจากหนังสือสองเรื่องที่กล่าวมาแล้วนี้ ยังมี ๑. โคลงลิลิตสุภาพงานพระบรมราชาภิเษกสัปตมหาราชจักรีวงศ์ (พ.ศ. ๒๔๖๙) สองเล่มจบ พระนิพนธ์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ซึ่งเป็นหนังสือแบบฉบับสมควรยึดถือเป็นหลักงานพิธีได้ เรื่องหนึ่ง และ ๒. เรื่อง Siamese State Ceremonies ของ ดร.ควอริตซ์ เวลส์ แต่งเป็นหลักทางประวัติศาสตร์กับสังคมศาสตร์นั้น อีกเรื่องหนึ่ง กับ ๓. La Cérémonie du Couronnement au Siam นายเรอเน นิโคลาส์ แปลจากเรื่องของพระองค์เจ้าธานีนิวัตลงพิมพ์ในวารสารชื่อ Extrême Asia (เล่ม ๑๓)

พิธีราชาภิเษกนี้นับว่าเป็นมฤดกของชาติตกทอดมาแต่ครั้งโบราณ ถือกันว่า ทำประโยชน์แก่บ้านเมืองและสวัสดิภาพของประชาชน อีกเหตุหนึ่งที่จัดว่าเป็นเหตุทางการเมืองอันสำคัญนั้นก็คือ เป็นการยืนยันพระมหากษัตริย์ ปัดเป่าความทะเยอทะยานของบุคคลบางจำพวกที่จะแย่งชิงเอาราชบัลลังก์ ซึ่งแท้จริงก็เป็นเหตุสำคัญอันหนึ่ง เพราะว่า ถ้ามีการแก่งแย่งกันก็จะต้องมีผลให้บ้านเมืองยับเยินเป็นแน่แท้ โดยเฉพาะบรรดาประชาชนเรานี่เองซึ่งเป็นหญ้าแพรกสำหรับแต่จะแหลกลาญลงไปในเมื่อผู้มีอำนาจแก่งแย่งกัน มาในสมัยปัจจุบัน เพียงแต่การทำพิธีย่อมไม่คุ้มความแก่งแย่ง แต่พิธีนี้เป็นมฤดกตกทอดมาช้านานแล้ว เป็นเครื่องแสดงว่า ชาติเรามิใช่ป่าเถื่อน มีขนบธรรมเนียมประเพณีสืบต่อกันมาหลายชั่วคน ย่อมมีประโยชน์ทางสังคมศาสตร์ที่จะเร่งเร้าให้ประชาชนรักษาไว้ซึ่งความภาคภูมิใจในชาติบ้านเกิดเมืองนอนของตนฉะนี้

โดยที่พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต ได้ทรงอธิบายประกอบไว้กว้างขวางแล้ว จึงไม่มีข้อความอื่นใดจะต้องเพิ่มเติมอีกนอกจากคำอธิบายที่มาของหนังสือทั้งสองเรื่องนั้นแล้ว พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต ยังได้ทรงเขียนพระราชประวัติสังเขปของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้ในหนังสือนี้ด้วย นับเป็นพระกรุณาของท่านอย่างยิ่ง

สำหรับพระบรมรูปถ่ายขณะพระราชทานรัฐธรรมนูญที่ปรากฏในหนังสือนี้ คุณหญิงพิชัยญาติได้กรุณาเอื้อเฟื้อให้ยืมมาจำลอง จึงขอขอบคุณไว้ในที่นี้ด้วย

ข้าพเจ้าได้รับพระราชเสาวนีย์จากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ให้ทูลขอบพระทัยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงอนุโมทนาในพระราชกุศลบุญราศีในพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดให้มีขึ้น ขออำนาจพระราชกุศลที่ได้ทรงบำเพ็ญในวาระนี้จงบันดาลอิฐคุณมนุญผลขงสัมฤทธิแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวสมดังพระราชปณิธานทุกประการเทอญ



Wisitsawatdirak Sawatdiwat.jpg
(หม่อมเจ้าวิศิษฎ์สวัสดิรักษ์ สวัสดิวัตน์)
ในฐานะผู้แทนพระองค์สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ



หน้า ก-ท (หน้า ๗-๓๘)

ขึ้นลง



แม่แบบ:จดหมายเหตุบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ/๗


หน้าแทรก ๑ (หน้า ๘)

ขึ้นลง



Prajadhipok's coronation records - 001.jpg


พระราชทานรัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๖



หน้าแทรก ๒ (หน้า ๑๑)

ขึ้นลง



Prajadhipok's coronation records - 002.jpg


ทรงถ่ายเมื่อทรงพระเยาว์-ประทับกับสมเด็จพระราชชนนี พระพันปีหลวง



หน้าแทรก ๓ (หน้า ๑๔)

ขึ้นลง



Prajadhipok's coronation records - 003.jpg


ทรงถ่ายพร้อมกับสมเด็จพระราชชนนี (สมเด็จพระพันปีหลวง)

เมื่อทรงเป็นนักเรียนนายร้อยทหารบก



หน้าแทรก ๔ (หน้า ๑๗)

ขึ้นลง



Prajadhipok's coronation records - 004.jpg


ทรงถ่ายเมื่อทรงประทับเป็นนักเรียนในโรงเรียนอีตัน

ประเทศอังกฤษ



หน้าแทรก ๕ (หน้า ๒๐)

ขึ้นลง



Prajadhipok's coronation records - 005.jpg


ทรงถ่ายเมื่อทรงเป็นนักเรียนนายร้อยทหารบก

ที่รอแยลมิลิตารี่อาคาเดมี, วูล์ฟลิช, ประเทศอังกฤษ



หน้าแทรก ๖ (หน้า ๒๓)

ขึ้นลง




ทรงถ่ายเมื่อเสด็จกลับจากประเทศอังกฤษ

ทรงรับราชการมียศเป็นร้อยโทประจำกรมเสนาธิการทหารบก



หน้าแทรก ๗ (หน้า ๒๖)

ขึ้นลง




ทรงถ่ายเมื่อเสด็จออกทรงผนวชที่วัดบวรนิเวศวิหาร



หน้าแทรก ๘ (หน้า ๒๙)

ขึ้นลง




พระบรมรูปทรงถ่ายเมื่อคราวทรงอภิเษก



หน้าแทรก ๙ (หน้า ๓๒)

ขึ้นลง




ทรงเครื่องพระบรมราชาธิเษกเมื่อเสด็จขึ้นทรงราชย์



หน้าแทรก ๑๐ (หน้า ๓๕)

ขึ้นลง




ทรงเครื่องเต็มยศทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์



หน้าแทรก ๑๑ (หน้า ๓๘)

ขึ้นลง




ทรงเครื่องเต็มยศจอมพลทหารบก



ปกราชกิจจานุเบกษา (หน้า ๓๙)

ขึ้นลง



Garuda Emblem of Thailand (Monochrome).svg


ราชกิจจานุเบกษาพิเศษ


กรุงเทพมหานคร ในพระบรมมหาราชวัง




ณ วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๘




พระราชพิธี


บรมราชาภิเษก เฉลิมพระราชมนเทียร


ปีฉลู สัปตศก พุทธศักราช ๒๔๖๘


(จุลศักราช ๑๒๖๗ รัตนโกสินทรศก ๑๔๔)



พระยาประกาศอักษรกิจ (เสงี่ยม รามนันทน์) เรียบเรียง



พิมพ์โดยกระแสพระบรมราชโองการ



สารบัญ (หน้า ๔๐-๔๑)

ขึ้นลง



แม่แบบ:จดหมายเหตุบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ/๔๐


หน้า ๑-๒ (หน้า ๔๒-๔๓)

ขึ้นลง



Prajadhipok's Reign Fate.jpg



กรมพระราชพิธี กระทรวงวัง


วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พระพุทธศักราช ๒๔๖๘


ข้าพระพุทธเจ้า เสวกโท พระยาโหราธิบดี กับโหรมีชื่อ พร้อมกันขอพระราชทานคำนวณพระฤกษ์บรมราชาภิเษกขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาโดยทางสุริยคติกาลแลจันทรคติวารดฤถีตามคัมภีร์ฎีกาโหราศาสตรนิยมว่า พระฤกษ์วันนี้ได้จัตุรงคโชค ประกอบด้วยราชาแลลาภฤกษ์ แลศรีจรร่วมพระราชลักขณาแลเป็นลาภกับพระฤกษ์ ทั้งกาลกิณีจรเป็นมรณะ นับว่าพระฤกษ์วันนี้สมบูรณ์ดียิ่งทุกประการ ซึ่งจะหาพระฤกษ์วันใดมาเทียบเทียมมิได้ ในคัมภีร์กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจักทรงพระเจริญตบเดชะเกริกไกร พระราชกฤษฎาภินิหารไพศาลไปในทิศานุทิศ ราชศัตรูหมู่ปัจจามิตรภายนอกภายในจักพ่ายแพ้พระบรมเดชานุภาพทุกเมื่อ อีกพระบรมวงศานาวงศ์แลสมณะชีพราหมณ์ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั้งหลายจักอยู่ร่มเย็นเป็นสุขโดยพระบรมโพธิสมภารปกเกล้าฯ ทั่วพระราชอาณาจักรสยาม

เพราะฉะนั้น ขอพระราชทานกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๘ ตรงกับเดือน ๔ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ได้มหาศุภมงคลพระฤกษ์ เวลา ๙ นาฬิกา กับ ๕๓ นาที ๕๒ วินาที ก่อนเที่ยง ขอพระราชทานอัญเชิญเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสู่พระแท่นสรง ทรงแปรพระพักตร์สู่เบื้องมหามงคลทิศอีสาน พราหมณ์จะได้ถวายน้ำกลดแลน้ำพระมหาสังข์ชำระพระองค์ ทรงเครื่องพระมูรธาภิเษกสนานตามจารีตแบบอย่างสมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิกษัตราธิราชเจ้าสืบ ๆ มา

ครั้นถึงเวลา ๑๐ นาฬิกา กับ ๕๒ นาที ๕๒ วินาที ก่อนเที่ยง เป็นประถมพระฤกษ์ ขอพระราชทานเชิญเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงพระแท่นภัทรบิฐไปจนถึงเวลา ๑๑ นาฬิกา กับ ๑๒ นาที ๕๒ วินาที ก่อนเที่ยง เป็นที่สุดแห่งพระฤกษ์

เพื่อทรงพระเจริญพระราชสิริสวัสดิ์ พิพัฒนมงคล เมทนีดล สกลราชศัตรูกษัย

ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ



ข้าพระพุทธเจ้า


(เซ็นนาม) เสวกโท พระยาโหราธิบดี


เสวกตรี พระญาณเวท


รองเสวกเอก หลวงโลกทีป


รองเสวโท หลวงไตรเพทพิสัย


รองเสวกโท ขุนโลกพยากรณ์



หน้า ๓-๖ (หน้า ๔๔-๔๗)

ขึ้นลง



เตรียมการพระราชพิธี




วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๖๘ (วันพุธ แรมหกค่ำ เดือนสาม ปีฉลู) กำหนดสวดมนต์จารึกพระสุพรณรบัฏในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตั้งโต๊ะจำลักลายปิดทองบนธรรมาสน์ศิลาหน้าบุษบกพระมหามณีรัตนปฏิมาประดิษฐานแผ่นทองคำสำหรับจารึกพระสุพรณบัฏบรมนามาภิธัย และแผ่นทองคำที่จะจารึกดวงพระชนมพรรษา และงากลึงสำหรับแกะพระราชลัญจกรสำหรับแผ่นดิน ประดิษฐานบนพานทองสองชั้นสำรับใหญ่ตั้งบนโต๊ะนั้น มีเครื่องนมัสการทองใหญ่ กับพระแท่นทรงกราบตรงหน้าธรรมาสน์ศิลาออกมา และตั้งอาสน์สงฆ์ข้างผนังด้านเหนือในพระอุโบสถ ที่ชาลาหน้าพระอุโบสถตั้งศาลบูชาเทวดาคู่หนึ่ง เวลา ๕ ล.ท. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา เสด็จยังในพระอุโบสถ ทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการแทนพระองค์ พระสงฆ์ราชาคณะสิบรูป มีพระธรรมวโรดม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน เป็นประธาน เจริญพระพุทธมนต์ โหรบูชาเทวดา

วันรุ่งขึ้น เจ้าพนักงานได้ตั้งโต๊ะจำลักลายปิดทองตรงประตูกลาง ในพระอุโบสถตั้งบายศรีแก้ว ทอง เงินสำรับใหญ่ พร้อมด้วยเครื่องสำหรับเวียนเทียนสมโภช และบายศรีตองลองทองขาวขวาซ้ายคู่หนึ่ง กับมะพร้าวอ่อน ศีรษะสุกรซ้ายขวาคู่หนึ่งสำหรับบูชาพระฤกษ์ เวลา ๑๐ ก.ท. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา เสด็จมาทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการ พระราชาสิบรูปถวายพรพระ ครั้นเวลาใกล้พระฤกษ์ ทรงจุดเทียนทองธูปเงินที่โต๊ะทองสำหรับจารึกซึ่งตั้งอยู่ตรงหน้าอาสน์สงฆ์ตอนต้นเรียงกันอยู่สามโต๊ะ โต๊ะสำหรับจารึกพระสุพรรณบัฏพระบรมนามาภิธัยอยู่กลาง โต๊ะสำหรับจารึกพระดวงพระชนมพรรษาอยู่ด้านเหนือต่อหน้าอาสน์สงฆ์ โต๊ะสำหรับแกะพระราชลัญจกรอยู่ข้างด้านทักษิณ ผู้จารึกแต่งตัวนุ่งห่มขาว ห่มผ้าเฉียงบ่า นมัสการพระมหามณีรัตนปฏิมา แล้วบ่ายหน้ากราบถวายบังคมสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วพาดด้ายสายสิญจน์คล้องคอ ผันหน้าสู่มงคลทิศอีสาน โหรบูชาพระฤกษ์ ถึงเวลาพระฤกษ์ ๑๐:๓๔ ก.ท. พระยาโหราธิบดีลั่นฆ้องชัย พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา พราหมณ์เป่าสังข์ พนักงานประโคมแตรสังข์ดุริยางคดนตรี จางวางโท พระยามหานามราช (หม่อมราชวงศ์จำนง นพวงศ์ ณ อยุธยา) เปรียญ ปลัดพระมุรธาธร ในหน้าที่สมุกพระอาลักษณ์ จารึกพระสุพรรณบัฏพระบรมนามาภิไธยลงในแผ่นทองคำเนื้อแปด กว้าง ๑๕.๒๔ เซนติเมตร ยาว ๔๐.๖๔ เซนติเมตร ทองหนักสามตำลึง สามบาท สี่สิบหกกรัม อำมาตย์ตรี พระญาณวิจิตร (สิทธิ์ โลจนานนท์) เปรียญ ราชบัณฑิต จารึกดวงพระชะตาพระชนมพรรษาลงในแผ่นทองคำเนื้อแปด กว้าง ๑๕.๒ เซนติเมตร ยาว ๓๐.๔๘ เซนติเมตร หนักสามตำลึงถ้วน ว่าที่รองเสวกตรี จำรัส ทิพโยธา ช่างแกะกรมศิลปากร แกะพระราชลัญจกรประจำรัชกาล เมื่อจารึกและแกะเสร็จแล้ว กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชาทรงประเคนอาหารภัตเลี้ยงพระสงฆ์ เสวกโท พระยาโหราธิบดี (แหยม วัชรโชติ) เสวกตรี พระญาณเวท (ศุข ศุขโชติ) โหร ถวายเจิมจุรณ พราหมณ์ มหาเสวกตรี พระราชครูวามเทพมุนี (หว่าง รังสิพราหมณกุล) เสวกเอก พระสิทธิชัยบดี (อิน ศิริพราหมณกุล) หลั่งน้ำสังข์ที่พระสุพรรณบัฏและแผ่นทองคำจารึกพระดวงพระชนมพรรษา และที่พระราชลัญจกร จึงพระราชครูวามเทพมุนี พราหมณ์พิธี ม้วนแผ่นพระสุพรรณบัฏพันไหมเบญจพรรณและพันผ้าแพรแดง พระยาโหราธิบดีม้วนแผ่นทองจารึกดวงพระชาตาพระชนมพรรษา พันด้วยไหมเบญจพรรณและพันผ้าแพรแดง เชิญถวายกรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชาทรงรับบรรจุในพระราชกรัณฑ์ทองคำจำลักลายลงยาราชาวดีทั้งสองนั้น แล้วเชิญลงรวมในพระหีบทองคำลงยาสวมถุงโหมดผูกประจำตราไว้ แล้วเชิญประดิษฐานบนพานทองสองชั้นสำหรับใหญ่ปิดคลุมพื้นตาดปักดิ้นเลื่อม พระยาอุทัยธรรม ภูษามาลา เชิญขึ้นประดิษฐานบนโต๊ะจำลักปิดทองเหนือธรรมาสน์ศิลา กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชาทรงประเคนเครื่องไทยธรรมแก่พระสงฆ์ พระสงฆ์สิบรูปถวายอนุโมทนากลับไป พราหมณ์เบิกแว่นเวียนเทียน ข้าทูลละอองธุลีพระบาทรับแว่นเวียนเทียนสมโภชและเจิมจุรณแล้ว คงประดิษฐานพระสุพรรณบัฏและดวงพระชนมพรรษาไว้ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ในวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๖๘ นี้ ที่หัวเมืองมณฑลต่าง ๆ ในพระราชอาณาจักรได้ตั้งพิธีเสกน้ำมูรธาภิเษก คือ

๑.   มณฑลอยุธยา ตั้งที่พระพุทธบาท

๒.   มณฑลพิษณุโลก ตั้งที่วิหารพระพุทธชินราช วัดพระมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก แห่งหนึ่ง ที่วัดพระมหาธาตุ จังหวัดสวรรคโลก อีกแห่งหนึ่ง

๓.   มณฑลนครชัยศรี ตั้งที่พระปฐมเจดีย์

๔.   มณฑลนครศรีธรรมราช ตั้งที่พระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช

๕.   มณฑลพายัพ ตั้งที่พระธาตุหริภุญชัย วัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครลำพูน

๖.   มณฑลอุดร ตั้งที่พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม

๗.   มณฑลมหาราษฎร์ ตั้งที่พระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่

๘.   มณฑลร้อยเอ็ด ตั้งที่บึงพระลานชัย จังหวัดร้อยเอ็ด

๙.   มณฑลราชบุรี ตั้งที่วัดพระมหาธาตุ จังหวัดเพชรบุรี

๑๐.   มณฑลนครสวรรค์ ตั้งที่วัดพระบรมธาตุ จังหวัดชัยนาท

๑๑.   มณฑลปราจีน ตั้งที่วัดโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา

๑๒.   มณฑลนครราชสีมา ตั้งที่วัดกลาง จังหวัดนครราชสีมา

๑๓.   มณฑลอุบล ตั้งที่วัดศรีทอง จังหวัดอุบลราชธานี

๑๔.   มณฑลจันทบุรี ตั้งที่วัดพลับ จังหวัดจันทบุรี

๑๕.   มณฑลสุราษฎร์ ตั้งที่วัดพระมหาธาตุ จังหวัดไชยา

๑๖.   มณฑลปัตตานี ตั้งที่วัดตานีนรสโมสร จังหวัดปัตตานี

๑๗.   มณฑลภูเก็ต ตั้งที่วัดพระทอง จังหวัดถลาง

รวมสิบเจ็ดมณฑล สิบแปดแห่ง ในวันนี้ได้มีประชุม สงฆนายกในมณฑลนั้นเป็นประธาน พร้อมด้วยอุปราชสมหุเทศาภิบาลในมณฑลนั้น ๆ และข้าราชการทุกหมู่เหล่าแต่งกายด้วยเครื่องเต็มยศขาว พระสังฆนายกประกาศเทวดาแล้วจุดเทียนชัย พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์และสวดภาณวารจนเสร็จการพระราชพิธี

ครั้นรุ่งขึ้น เลี้ยงอาหารภัตแก่พระสงฆ์ พระสังฆานุนายกดับเทียนชัย พระสังฆนายกในมณฑลนั้น ๆ เสกน้ำพระพุทธมนต์เจือลงในน้ำที่เข้าพระราชพิธีด้วยอีกครั้งหนึ่ง แล้วมอบให้ผู้เป็นประธานในมณฑลนั้นจัดการเวียนเทียนสมโภชอีกตอนหนึ่ง เสร็จแล้ว จัดให้ข้าราชการเชิญน้ำพระพุทธมนต์เข้ามากรุงเทพพระมหานครรอคอยวันพระราชพิธี

วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘ เวลา ๕ นาฬิกา ๓๐ นาที หลังเที่ยง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องขาวก่อนเสด็จออกพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลประจำวันตามราชประเพณี เสด็จพระราชดำเนิน ณ หอพระธาตุมนเทียร ทรงจุดเทียนทองเงิน มีพานทองประดับดอกไม้สดด้วยหกสำรับ กราบถวายบังคมพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสามรัชกาลต้นและพระราชินี กับพระอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกด้วย เป็นการเคารพในการที่จะเสด็จเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แล้วเสด็จเข้าสู่พระวิมานในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทซึ่งประดิษฐานพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมอัยกาธิราช สมเด็จพระบรมชนกนาถ และพระราชินีทั้งสองรัชกาล ทรงสักการะเช่นเดียวกัน แล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ทรงจุดเทียนทองเงิน มีพานดอกไม้สด กราบถวายบังคมพระบรมศพอีกเป็นพิเศษเพื่อเคารพในการที่จะเสด็จเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เสร็จแล้วเสด็จกลับ



หน้า ๖-๑๔ (หน้า ๔๗-๕๕)

ขึ้นลง



แม่แบบ:จดหมายเหตุบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ/๔๗


หน้า ๑๔-๔๙ (หน้า ๕๕-๙๐)

ขึ้นลง



แม่แบบ:จดหมายเหตุบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ/๕๕


หน้า ๔๙-๖๑ (หน้า ๙๐-๑๐๒)

ขึ้นลง



แม่แบบ:จดหมายเหตุบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ/๙๐


หน้า ๖๑-๙๔ (หน้า ๑๐๒-๑๒๘)

ขึ้นลง



แม่แบบ:จดหมายเหตุบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ/๑๐๒


หน้า ๙๕-๑๐๑ (หน้า ๑๒๙-๑๓๔)

ขึ้นลง



แม่แบบ:จดหมายเหตุบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ/๑๒๙


หน้า ๑๐๒-๑๐๕ (หน้า ๑๓๕-๑๓๘)

ขึ้นลง



แม่แบบ:จดหมายเหตุบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ/๑๓๕


ปกอังกฤษ (หน้า ๑๓๙)

ขึ้นลง



Prajadhipok's Seal.jpg


The Coronation


of


His Majesty King


Prajadhipok,


King of Siam



By


His Highness Prince Dhani Nivat



B.E. 2492


Second Edition


All Rights Reserved



สารบัญ (หน้า ๑๔๐)

ขึ้นลง



แม่แบบ:จดหมายเหตุบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ/๑๔๐


หน้า ๑-๓ (หน้า ๑๔๑-๑๔๔)

ขึ้นลง



Introduction.




The ceremony of coronation in Siam dates, in so far as authentic records place us, only from the foundation of the present dynasty, nearly a century and a half ago. In can however be almost safely assumed that it was known and practised during the period at least of Ayudhya. Stray references indeed from certain literature mention celebrations of the Coronation of some of the last kings of Ayudha.[1] If we examined the forms and prescriptions of the ceremony we should find it to be an altogether Hindu ritual with interstices of Buddhist and local modifications. Now, the source of our Indian civilisation has been proved to be traceable from three directions— (1) Peninsula Hinduism, with vague data as to date, which may probably be reckoned downwards from the time the Kingdom of Sri Vijaya between the 8th and 12th centuries of the Christian Era, possibly modified by fresh streams of Indian immigrations from time to time to an inestimable[2] extent, which from its mediaeval centre of Nagor Sri Dharmaraj has furnished us our Sivaite Brahmins (พราหมณ์พิธี) and their ceremonies, among which the very one of anointment is said to have been known and practised in the time of Sukhodaya[3], this latter having had direct intercourse with that centre; (2) Khmer Hinduism, probably influencing the Siamese pioneers of freedom in the Sukhodaya period from the middle of the 13th to the middle of the 14th centuries of the Christian Era, possibly revivified at different times such as after the victory of Siamese arms at Angkor Thom in A.D. 1431, and it was from this source that we later got our Vishnite Brahmins (พราหมณ์พฤฒิบาศ); and (3) Mon Buddhism originating from the Hindu civilisation of the Maurya dynasty of Magadha (3rd century B.C.), but modified a great deal by time before it reached Siam in the 16th century A.D. during the Burmese protectorate of Ayudhya after their victory in the Great Burmese War. It follows then that the ritual of anointment, which is the basis of a coronation, must have come to use through one or other of the above channels. For the ceremony of coronation however—that is the ceremony proper when the king sits on the Bhadrapith Throne—we should have to rule out the third source, since originating, as it did, from the time of the Maurya dynasty, it could not have resulted in such forms of Mantras as are used by our Brahmin priests for the obvious reason that they had not developed so far in Indian belief at all till much later. Now we know from history that after the fall of Ayudhya in A.D. 1767 Brahmins and their Court etiquette were lost sight of. It has been presumed, on the argument of absence of evidence, that Phya Tak was never crowned; nor was Rama I upon his assumption of the affairs of state. The latter however a short time after managed to gather together whatever remnants of ceremonial etiquette as were still existing, together with some Brahmins-Siamese descendants of Indian Brahmins—from Nagor Sri Dharmaraj and Cambodia; and with the aid of the former especially of these, managed to revive and perform a ritual of coronation which has been our precedent ever since. And so, although it is undoubtedly a fact that both Sukhodaya and Aydhya had their Brahmins and their ceremonies, yet our ceremony of coronation as existing can only claim an origin dating from the first reign, which in turn may be reckoned as having as its basis a late form of Peninsula Hinduism. The Buddhist and local modifications, however, could have been added on at any period, especially under Rama IV.


Nature.


The nature of the ceremony resolves itself into two categories: (1) the anointment and coronation (บรมราชาภิเษก)—Hindu with Buddhist modifications; and (2) the assumption of the Royal Residence (เถลิงพระราชมนเทียร) purely Buddhist of the local type. The two categories are not performed separately but are interwoven to form a conglomerate whole.

In the last two reigns, however, a need arose of holding two coronations. His late Majesty, as Crown Prince studying in Europe, had travelled and attended numerous functions at many European Courts, and consequently wished to reciprocate hospitality to his former hosts. At the same time according to Siamese theory, when a king dies, his heir through assuming the full reins of Government, does so merely as a regent and is not a king until duly anointed. Hence a king was bound to hold his coronation, even during the period of mourning for his predecessor. A compromise was then arrived at through the late King’s initiative by going through the formal and necessary ceremonies as soon after his accession as possible, to be in conformity with established usage. And then after the period of mourning he again held a festival of coronation in full splendour before an assemblage of royalty, which was according to some accounts, “never before witnessed in Asia.” It was made a regular occasion of rejoicing with banquets, balls and galas. This was the raison d’être of the two coronations.

Now, however, the world is not yet recovered from the effects of the Great War, and His Majesty has accordingly ordered a return to old custom, in order to curtail undue expenditure, to be in keeping with the times, with the addition of few necessary modifications.


Scene.


In view of the intimate connection between the ceremonies that are to take place and the various sections of the older Residences, where the coronation will be held, it is thought that some explanation as to their respective standing should be given of these sections.

The group of buildings, where coronations are held, is collectively designated as the Maha Mondira (พระมหามนเทียร), which might perhaps be rendered as the “Chief Residence”. It was built by Rama I, and actually resided in by the first three kings of the present dynasty. It is made up of 3 principal sections, the southern most is named Chakrabarti Biman, which is the residence proper, containing the state bedchamber; to the north of this is the Baisal Hall, a kind of inner or private hall of audience; and still to the north of Baisal is the Hall of Amarindra, the outer or public hall of audience.


Paraphernalia.


Some explanation should also be given of the various paraphernalia of State which will take prominent parts in the ceremony. In order to avoid confusion the various articles for domestic use as employed in the Assumption of the Residence are here separated and will be dealt with afterwards.

First of all, come of course the crowns. In this ceremony the headgear prescribed for royal use varies in accordance with the solemnity of each occasion. Not counting of course the occasions on which the King is in military or naval uniforms, he will have to use no less than three different crowns, beside 3 royal Siamese hats for coming to and from the scene of ceremony. The three crowns are (i) the Great Crown of Victory (พระมหาพิชัยมงกุฎ) with which will be also worn at the grand audience and again when the King is borne in procession to the Chapel Royal of the Emerald Buddha, and the thence later to the Hall of Dusit; (ii) the Kathin Crown (พระชฎามหากฐิน) presumably worn in olden times on gala occasions of Kathin-presentation, which on this occasion will be worn at the Queen’s investiture when the King receives ladies of the Royal Family and Household and other ladies of rank in audience; this crown dates from the time of Rama I; and (iii) the personal Kathin-Crown (พระชฎามหากฐินน้อย), made severally for every individual sovereign and worn on occasions of his state progresses through the City and on the River, as well as on certain later occasions during the reign such as gala presentations of the Kathin robes.

Next to the crowns, comes perhaps the so called Great White Umbrella of State (พระมหาเศวตฉัตร), made of plain white cloth trimmed with gold, consisting of 9 tiers, as mark of full sovereignty.

The Sword of Victory (พระแสงขรรค์ชัยศรี), with a heavy gold scabbard profusely enamelled, supposed to be an emblem of sovereignty of the ancient Khmer Empire, which would date from no less than about the 10th Century A.D. is another royal emblem of the foremost rank, as is also the Fan (พัดวาลวีชนี), and the Slippers—these with the Great Crown constituting the traditional quintette of classical regalia.[4] The other regalia borne after the king on full ceremonial occasions are the Sceptre (ธารพระกร), the whisk of the Yak’s tail (พระแส้จามรี), and the whisk of the White Elephant’s tail. Among articles of personal use are the “Brahmin Girdle” of strings, a traditional attribute of Siva[5], and the personal sword (พระแสงฝักทองเกลี้ยง) which is borne after His Majesty on almost every occasion, even prior to Coronation Day by the Steward of the Household.

The “eight weapons of sovereignty” (พระแสงอัษฎาวุธ) which bring up the rear of the royal party deserve some mention on account of their historical interest. The discus and trident are of course the respective attributes of Vishnu and Siva. Many of the other weapons are reputed to date from some event or other, especially in connection with King Naresvara (A.D. 1590-1605). It was he who is said to have fired the “Gun of the Satong” across the river Satong (now in Burma) at a Burmese pursuing column, killing their leader with the first shot.

The articles of domestic use as prescribed by local custom for a house-warming are: the cat (signifying Domesticity), the grinding stone (Firmness), the gherkin (Cool, therefore Happiness), and grains, peas and sesamum (Prosperity and Fertility).



หน้าแทรก ๑๒ (หน้า ๑๔๕)

ขึ้นลง




Royal regalia.


หน้า ๕-๑๘ (หน้า ๑๔๖-๑๖๐)

ขึ้นลง



The Ceremony.





Preliminary Rites.


The ceremony may be said to have begun on the 3rd February when a chapter of priests held a service of benediction in preparation for the inscription of His Majesty’s full official style and title on the next day. The inscription was made on a gold tablet by a royal scribe in the Chapel Royal of the Emerald Buddha in presence of the above Sacerdotal Chapter and a deputy of the King. At the end of which due Brahminical ceremonies of blessing were held.

Meanwhile water for the King’s anointment was consecrated at various shrines in the 17 circles and conveyed in urns by special delegates to the Capital to be used on the day of coronation. Places where consecrations took place were chosen some on account of their being the surviving centres of ancient civilisations and others, in absence of the above qualifications, from being conveniently situated near present seats of the Administration. Among the former may be mentioned the following: “The Buddha’s Footprint” (Phrabad), the surviving centre of the former kingdoms of Lavo and Ayudhya; the Vihara of the “Victorious Lord” (พระพุทธชินราช), Bisnulok, once a Siamese Capital; Mahadhatu Monastery of Svargalok, representing the kingdom of Sajjanalaya-Sukhodaya; the Pathom Chetiya of Nagor Pathom, representing the kingdom of Sri Vijaya; Mahadhatu Monastery of Nagor Sri Dharmaraj, once seat of a former Siamese kingdom; Mahadhatu Monastery of Lampun, once the seat of the old kings of Haripunjaya, and taken also to represent the various kingdoms of the North, viz. Khelanga, Chiengsaen, Chiengrai, Chiengmai and Payao; and the Chetiya of Nagor Pnom, the former seat of an old kingdom of the Upper Mekhong.

On the 21st February, a preliminary evening service will be held in Baisal Hall by 30 priests, at which the Royal Family and officials of state will attend upon His Majesty. The service will be followed by the usual presentation of food to the celebrants on the next morning in the Hall of Amarindra, when His Royal Highness Prince Jinavara, Patriarch of the Kingdom will light the Candle of Victory in presence of the King and all the priests who are to take part in the Benediction Service hereafter.

Evening Benediction Services will be held for 3 days from the 22nd February, in all three sections of the Chief Residence. At the commencement of the service in Baisal Hall the Right Reverend Phra Sasanasobhon will make a public oration every evening. His Majesty will attend some parts of every service, each of which will be followed by the usual presentation of food on the next day, this series terminating on the morning of the 25th, the morning of the coronation proper, when the Most Reverend Somdech Phra Vanarat, Archbishop of the North will extinguish the Candle of Victory in the Hall of Amarindra. This will mark the end of the Buddhist part of the coronation.

Meanwhile Brahmin priests will tend the sacrificial fires in honour of the Hindu Trinity in a pavilion apart and generally make sacrificial preparations for the coming rites. They will offer to the King, each evening at the Buddhist services of Benediction, purificatory water from conch shells and leaves with which the King will brush himself in a manner symbolical of an idea of purification according to Brahminical tradition.


Coronation.


On the morning of the 25th the King will proceed to Baisal Hall, where Pricnes of the Blood Royal, Foreign Representatives of Ministerial Rank, and higher officials of state are assembled. After the profession of the Faith on the King’s part, at 9:53 a.m. the time being auspicious, the High Priest of Siva will invite His Majesty to take a ceremonial bath of purification and anointment on a specially erected pavilion between Baisal Hall and the Residence of Chakrabarti Biman. The anointment will consist of (a) Water from the five principal rivers of the Kingdom—the Menam Chao Phya, the Nagor Jaisri river (Meklong), the Rajapuri river, the Bejrapuri river and the Bangpakong river—supposed to be in analogy for the famous classical five of ancient India-the Ganga, Mahi, Yamuna, Sarabhu and Airavati; (b) Water of the 4 ponds of Subarna which are sanctified through constant usage in every State ceremony where there is an anointment (murdhabhisek); and (c) some of the water from the 17 circles which had been consecrated as already mentioned above. Before rising the King will receive benediction and anointment from their Royal Highness Prince Bhanurangsi and the Prince of Nagor Svarga as well as from the Prince Patriarch.

During the time while the King is to be anointed there will be a fanfare of drums and trumpets, and Siamese music; ancient guns will be fired within the Grand Palace. The 80 priests, assembled in the Chief Residence, will recite stanzas of Benediction. Thereafter the King will retire and again appear in Baisal Hall in full regal robes, preceded by Brahmin priests and learned men of the Court (Pandits) in the following order:—

แม่แบบ:จดหมายเหตุบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ/๑๔๖/๑

The King will now seat himself upon the Octagonal Throne made of fig-wood under the White Umbrella of State to receive further anointments from Brahmins, who, with Court Pandits, represent the eight cardinal points of the Kingdom, as follows:—

East: H.R.H. Prince Vividh, Court Pandit, and Phra Rajaguru Vamadeb, High Priest of Siva, (water from Prachin Circle).

South East: Luang Yodhadharmanides, Court Pandit, and Phraguru Astacharya, Brahmin Priest, (water from Chandapuri).

South: Phya Vichitradharm, Court Pandit, and Phraguru Satananda Muni, Brahmin Priest. (Circles of Nagor Sri Dharmaraj and Pattani).

South West: Phra Rajabhirom, Court Pandit, and a Brahmin Priest. (Circles of Jumbor and Bhuket).

West: Phaya Mahanam, Court Pandit, and a Brahmin Priest. (Circles of Nagor Jaisri and Rajapuri).

North West: Phra Nanavichitra, Court Pandit, and a Brahmin Priest. (Circles of Bayab, Maharashtra, Nagor Svarga and Bisnulok).

North: Chao Phaya Yomaraj, Court Pandit, and a Brahmin Priest. (Circles of Ayudhya and Uttara).

North East: Phaya Pariyati, Court Pandit, and a Brahmin Priest. (Circles of Nagor Rajasima, Ubol and Roi-Et).

The procedure for this part of the ceremony will be thus: after the King has seated himself with his face turned to the East, the Pandit for this point advances the foot of the throne and having made due obeisance addresses the sovereign in Pali to the following effect:—

“May it please Your Majesty! May the Sovereign here give me leave to pronounce his victory.

“May the Sovereign, turning now towards the East, seated upon his royal throne, extend his protection and exercise royal authority over all those realms situated to (the east) and all beings that therein dwell.

“May he remain on earth further protecting this kingdom, as well as her Buddhist Religion and her people.

“May he remain long in sovereignty, without ills, accomplishing success, and may his years number a hundred.

“May the Sovereign Guardian of the East, renowned as Dhatarath, gently protect the king and his realms. Whoever create evil in this eastern quarter, may the Sovereign, through his might, triumph over them all in a righteous manner.”

The Pandit then hands a cup of anointment water from the Eastern Circle (Prachin) while reciting the following stanza:—

“Through the power of the Triple Gems (the Buddha, the Lore, the Brotherhood), and through this water poured down (upon[6] him), may (the King be awarded with) success in the way therefore invoked.”

The king answers in Pali verse as follows:—

“Yours auspicious speech, going right to the hearts of kings, I fain accept. May it come to pass as you have said. I (shall) extend my protection and exercise royal authority over all those realms to the East and all beings that dwell therein. I (shall) remain on earth further protecting this kingdom, and her Buddhist Religion and her people.”

The Pandit then says:—

“Good, my Lord.”

The Brahmin of the quarter will then anoint His Majesty in due form.

The King then turns to the South-East, where the same dialogue is repeated with modifications as to names of the Quarters and their traditional celestial guardians.[7]

The King thus turns round in order until he finally comes to the East, completing the round, when Prince Vividh, the Pandit of the quarter, will sum up the benediction and the King will answer in a strain rather similar to the above replies.

The King will then rise from the Octagonal Throne, the Brahmins and the learned men of the Court preceding with chamberlains and pages bearing the regalia following His Majesty in the following order.

แม่แบบ:จดหมายเหตุบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ/๑๔๖/๒

His Majesty will then proceed in the procession detailed above from here to another throne in the west part of Baisal Hall, which is called the Bhadrapith (the Noble Throne) under the canopy of an Umbrella of State, which, by the way, is not yet of 9 tiers but only 7, because the King is not yet crowned. The Umbrella over the Octagonal Throne is also of 7 tiers for the same reason. Having seated himself on this, facing east, the King will receive the homage of the Court from the High Priest of Siva who will also offer him his style and title inscribed on a golden tablet, which had been duly prepared and consecrated in the Chapel Royal of the Emerald Buddha (cf. above p. 5), as well as the regalia and all their appurtenances, the procedure in detail being as follows:—

As soon as the King is seated, the High Priest of Siva advances to the front of His Majesty and, after rendering due homage, pronounces a set of Sanskrit Mantras called the “Opening of the Portals of Kailasa,’ the substance of which is an eulogy of Siva, the Lord of Kailasa, and may be found in full in the appendix. The Priest then offers homage, &c., in Pali as translated in the following words[8], at the same time handling the golden tablet.

“May it please Your Majesty to grant me leave to address Your Majesty! Since Your Majesty has received full anointment and become the King of Siam, we therefore beg in unanimity to present Your Majesty Your full style and title as engraved upon this tablet of gold as also to hand to Your Majesty these regalia befitting Your high dignity. May Your Majesty to be known by that style and accept these regalia. Having done so, may Your Majesty take upon Yourself the business of government, and, for the good and happiness of the populace, reign on in righteousness!”

The King says, also in Pali,—

“Be it so, Brahmin.”

The Pali dialogue is again repeated in Siamese.

The priest now takes the Royal Crown from the bearer in the procession and hands it to the King, who puts it on his head, thereby signalising the supreme moment of this Coronation. Salutes will be fired, and the usual music and fanfare will resound in the palace, and in the whole Kingdom. Buddhist priests, awaiting the other parts of the Chief Residence, will recite the Blessing. The High Priest of Siva will go on to hand other regalia to His Majesty, whilst the High Priest of Vishnu will hand him the ninetiered White Umbrella of State, the symbol of authority, with a similarly constructed speech, to which the King will make an almost identical reply, with again Siamese repetition. A Brahmin priest will then chant hymns in praise of Siva with accompanying music on ceremonial instruments, viz. conches, Pandava drums, metal drums and the gong of Victory. Another Brahmin priest will chant hymns in praise of Vishnu, with the usual accompaniments on ceremonial instruments. At the conclusion of this, all Brahmin priests will render homage before His Majesty, and the High Priest of Siva, kneeling in front, will thus pronounce a final benediction:—

“May His Majesty, the Supreme Lord, who now reigns over the kingdom here, triumph over all and everywhere always.”

His Majesty will pronounce his first command as a fully anointed and crowned king thus:—

“Brahmins, now that I have assumed the full responsibility of government, I shall reign in righteousness for the good weal of the populace. I extend my royal authority over yon and your goods and your chattels, and as your sovereign do hereby provide for your righteous protection, defence and keeping Thust me and live at ease.”

The High Priest of Siva will be the first man to formally receive the King’s command thus:—

“I do receive the first command of Your Majesty.”

The symbolism all through this ceremony is, in the author’s opinion, clearly along the lines of an assumption that the chief deities, especially Siva, are invited down to the Earth to become merged in the person of the crowned king. Hence the hymn “Opening the Portals of Kailasa,” by way of an invitation; the anushtubh hymns in praise of the two high gods; the presence among the regalia of such articles as the Brahmin girdle of strings (พระสังวาลพราหมณ์ธุรำ), Vishnu’s discus, and Siva’s trident, &c.; the epithet, within the full style of the king, of the “Incarnation of celestial gods” (Dibyadebavatara); and finally the use of the mystic contraction, referring to the Hindu Trinity in the phrase “Omkara,” to denote the command of the crowned king, whereas before coronation his command never ranked as an Omkara.

Being now fully crowned, the King will symbolically scatter riches and plenty, represented by gold and silver flowers and coins among the Brahmins, a process which he will again repeat later during his progress from the hall of audience. He will now pour out a libation as a vow of his undertaking to take up the reins of government for the good of all; and then, doffing the crown, will proceed up the residence chamber, with chamberlains and pages bearing the regalia after him. here the King will receive the first royal blessing from the Prince Patriarch, in full assembly of the clergy who have been taking part since the 22nd inst.

At 1 p.m. the King will receive homage of the Royal Family and the official world. The occasion will be on a full ceremonial scale, guards of honour lining the grounds within the Palace, the King’s mount fully caparisoned, the royal Elephant ready at the mounting platform on the outer walls of the Hall of Amarindra. Princes of the Blood Royal, the Diplomatic Corps and the whole officialdom will await His Majesty in the Hall of Amarindra where at the time stated, curtains at the south end will be drawn, and the King already seated upon the Throne under the ninetiered White Umbrella of State will receive the homage of all assembled.

Thereupon Field Marshal His Royal Highness Prince Bhanurangsi will read an address of congratulation and formal avowal of loyalty in the name of the assemblage, to which the King will reply thanking and enjoining all to carry on the government in their respective spheres as heretofore, assuring at the same his readiness to see and hear every official as far as opportunity allows for the carrying out of his respective duties. The curtain will again be drawn, and the King will retire to the inner Hall of Audience. The Lord Privy Seal will read a proclamation of investiture, by which the King, now fully crowned and hereby empowered, raises his royal consort to sovereign rank. The King will anoint Her Majesty with consecrated water from the royal conch and invest her with paraphernalia of rank, including the insignia of the Royal Family Order of the House of Chakri. The Queen will now sit by side of His Majesty. They will then receive the congratulations of the ladies, to which the King will make a reply thanking all and again giving the customary permission of access of his person. Their Majesties will then retire.


Protection of Buddhism.


At 4 p.m. the King, seated on a palanquin of State, will make a state-progress to the Chapel Royal of the Emerald Buddha, where, in full congregation of the higher clergy of the Kingdom, he will make a formal declaration of his religion and his willingness to become the “Upholder of the Faith” in the following formula.

“My Lords! Whereas being a believer and one pleased (with the religion of the Buddha), having taken refuge in the Trinity in due form, and now having been anointed in sovereignty, I therefore give myself up to the Buddha, the Lore and the Brotherhood; I shall provide for the righteous protection, defence and keeping of the Buddhist Religion. If agreeable, my Lords, may the Brotherhood recognise me as ‘Upholder of the Buddhist Faith.’”

The whole clergy will then signify their acceptance.

The president of the Sacerdotal Chapter will then pronounce the supreme blessing as follows:—

“May the Great King Paraminda Maha Prajadhipok of Siam live to a full century of years in happiness and good health. May all his duties and deeds be crowned with success, may wealth and victory be his forever!”

The King will then proceed in full state to the Hall of Dusit where he and the Queen will render homage to the memory of their august predecessors as well as before the remains of his late Majesty in presence of the Royal Family, and officials of state. During his royal progress to the Chapel, Foreign Representatives and the Diplomatic Corps will be accommodated in the Sahadaya Reception Hall, where they will be able to see the procession. The leading members will then enter the Chapel and await His Majesty in their respective places.

The above will terminate the public ceremony for the day.


Assumption of the Residence.


For the King, however, there is still the assumption of the Royal Residence to be gone through. It will be remembered that for the past three days there have been services of benediction in all three parts of the Chief Residence, to consecrate the water of anointment as well as to bless the various buildings, more especially the residence section of Chakrabarti Biman. All these having been accomplished, their Majesties will proceed to the State Bedchamber in the Residence of Chakrabarti Biman attended by young ladies of the Royal Family bearing various articles of personal and domestic use, as already referred to above (p. 4). Their Majesties Queen Sawang Vadhana, and Queen Sukhumal, as senior relatives of the King, will hand to His Majesty the whisk of the white Elephant’s tail and a golden bunch of Areca Flowers, and then Her Excellency Thao Varagananand, one of the senior Dames of the Palace, will also hand to His Majesty a golden key, the symbolic inference of which being that the King is now entrusted with the royal residence and the private treasury therein. The King will then lie down formally on the royal couch and receive blessing from the two Queens.

On the 26th February at 4 p.m. the King will receive in audience the special envoys and the diplomatic corps, who will submit an address of congratulations in the Hall of Chakri, after which the King will repair to the Hall of Amarindra, where he will hand royal letters patent to three priests, one each from a chief section of the Clergy, namely the Mahanikaya, the Dharmayutika, and the Mon, promoting them to the rank of abbot, by way of the first act of grace after his coronation. He will then receive traditional offerings of flowers, incense and candles from members of the Royal Family and officials of State. The Right Reverend Phra Sasanasobhon, Lord Abbot of Debisirindhara Monastery and Deputy Archbishop of the Dharmayutika Section, will then deliver a sermon of Benediction which will conclude the day’s proceedings.


State Progresses.


The next day (27 February) is also set apart from a further reception of similar offerings from officials of State in the Hall of Amarindra, where the Supreme patriarch will also deliver another sermon on the ten virtues of a king, &c.

On the 1st March, the King will make a state progress through the Capital to pay his respects and worship at the principal shrines namely the Bovoranivesana and Jetubon monasteries where the Buddhist clergy will await and receive His Majesty.

The royal procession will star from the Grand Palace by way of the Vises Jayasri gate in the following order:—

แม่แบบ:จดหมายเหตุบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ/๑๔๖/๓

On the 3rd March the King will proceed to the Royal Landing by way of the gate opposite to the Hall of Dusit. At the landing pavilion there will be accommodations for the Royal Family, while tents will be put up along the river front, to seat members of the Diplomatic Corps, the officials of state and the general public. The King and Queen will witness the process of the state barges filing past until the Royal Barge comes to along the landing. His Majesty will then embarks, and, donning the personal Kathin crown, seat himself under the golden canopy (บุษบก) attended by their Excellencies the Minister of the Royal Household and the Chief Aide-de-Camp General as well as by chamberlains bearing the regalia, &c. The state barge will then proceeded down the river and cross over to the Monastery of Arun where the King will worship at the principal shrine and then return in the same manner to the Royal Landing and thence into the Grand Palace.

แม่แบบ:จดหมายเหตุบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ/๑๔๖/๔


หน้าแทรก ๑๓ (หน้า ๑๕๔)

ขึ้นลง




The royal elephant at the platform.



หน้า ๑๙-๒๔ (หน้า ๑๖๑-๑๖๖)

ขึ้นลง



แม่แบบ:จดหมายเหตุบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ/๑๖๑


ปกหลัง (หน้า ๑๖๖)

ขึ้น






Thai Kasem Publishing House.jpg


พิมพ์ที่ โรงพิมพ์ไทยเขษม ถนนเฟื่องนคร พระนคร ขุนพิจารณ์ราชหัตถ์ ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา ๒๔๙๒







เชิงอรรถ[แก้ไข]

  1. cf. Prince Damrong’s History of Rama II p.p. 16-17. — [Original note].
  2. Originally “unestimable.” — [Note by Wikisource].
  3. cf. The Year’s Ceremonies by H.M. Rama V (พระราชพิธี ๑๒ เดือน) p. 77. — [Original note].
  4. cf Maha Vanisa, XI. — [Original note].
  5. cf Prince Damrong’s History of Rama II p. 28 Ed. B.E. 2459. — [Original note].
  6. Originally “up on.” — [Note by Wikisource].
  7. Attention should perhaps be called here of the historian or student of mythology that the “Guardians of the Quarters” here invoked are, in accordance with the tradition Buddhist idea of Hindu mythology. That is to say Dhataratha (East), Virulhaka (South), Virupakkha (West) and Kuvera (North); the subsidiary quarters in between are entrusted to the respective followings of the above four, i.e. Bhuta or genii (south-east), Deva or celestials (south-west), Naga or serpents (north-west), Yakkha or giants (north-east). Classical Hindu mythology is of course rather different. This phenomenon may be of some use for researches into the date of this ceremony in Siam. — [Original note].
  8. Originally “astrandstrated in ated following words.” — [Note by Wikisource].

ดูเพิ่ม[แก้ไข]




ขึ้น

งานนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะมีลักษณะตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งบัญญัติว่า

"มาตรา ๗ สิ่งต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้
(๑)   ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสารอันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
(๒)   รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
(๓)   ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
(๔)   คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
(๕)   คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (๑) ถึง (๔) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่นจัดทำขึ้น"