จดหมายเหตุวันวลิต

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
จดหมายเหตุวันวลิต
เรื่องราวทางประวัติศาสตร์

เกี่ยวกับการประชวรและการสวรรคตของพระอินทรราชาเจ้าช้างเผือก (Pra -Inter-Va-Tsia-thiant-Siangh-pheevgh) พระมหากษัตริย์ทรงธรรมเจ้าช้างเผือก และเกี่ยวกับการจลาจลซึ่งเกิดขึ้นในอาณาจักรสยาม ตลอดมาจนถึงการเถลิงถวัลยราชสมบัติของพระองค์ไล ผู้ซึ่งได้ครองราชย์ในเวลานั้น และทรงพระนามว่า พระเจ้าปราสาททอง (Pratiavw Tsangh, Pra-Tiavw Isi angh Ihon - Dengh Pra Thiangh Choboa) ที่เรียกกันว่า พระเจ้าบัลลังก์ทอง พระเจ้าช้างเผือกแดงหางขอด

เขียนขึ้นในปี ค.ศ. ๑๖๔๗[1]
โดย
อิริมี วันวลิต (Ieremie van Vliet)
อุทิศแด่
อันตัวน์ วัน ไดเมน, ผู้สำเร็จราชการรัฐ
ของสหรัฐเนเธอร์แลนด์ ในหมู่เกาะอินเดียตะวันออก

เพื่อความแจ่มกระจ่างของเรื่องที่ข้าพเจ้า[2] จะกล่าวในหัวข้อว่าด้วยการจลาจลซึ่งได้เกิดขึ้นในอาณาจักรสยามชั่วระยะเวลาหนึ่ง ควรบรรยายถึงสภาพความเป็นไปของอาณาจักร ประชาชนในชาติ ศาสนา และการปกครองบ้านเมืองตามนโยบายของอาณาจักร แต่ด้วยเหตุที่มีหลายคนได้เขียนเรื่องนี้ไว้แล้ว และใน ค.ศ. ๑๖๓๘[3] ระหว่างที่ข้าพเจ้าอยู่ที่ปัตตาเวีย ก็ได้เขียนเรื่องราวทั้งหมดไว้ตามคำสั่งของนายฟิลิปป์ ลูคัส ผู้อำนวยการคนก่อน ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงพอใจจะกล่าวแต่เพียงว่า ในอาณาจักรสยามมีกฎหมายสำคัญบทหนึ่ง ซึ่งบ่งว่า พระอนุชาธิราชของพระเจ้าแผ่นดินที่สวรรคตต้องได้ครองราชบัลลังก์ และให้ตัดสิทธิ์พระโอรสออกไป การฝ่าฝืนกฎหมายนี้ได้เกิดขึ้นโดยพระมหากษัตริย์ทรงธรรมเจ้าช้างเผือก พระเจ้าแผ่นดินอาณาจักรสยาม ได้ทรงแต่งตั้งพระราชโอรสของพระองค์ ให้สืบสันตติวงศ์ครองอาณาจักรแทนพระอนุชาซึ่งควรจะได้รับมงกุฎต่อไป การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปโดยความพอพระทัยเป็นส่วนพระองค์มากกว่าที่พระองค์จะทรงเห็นแก่บ้านเมือง

การเปลี่ยนแปลงบางอย่างในพระอนามัยของพระเจ้าแผ่นดิน เริ่มสังเกตได้จากการเปลี่ยนในพระอารมณ์ที่เห็นได้ชัด แต่ก่อนพระองค์ทรงมีพระอารมณ์ดีและทรงเบิกบานอยู่ในหมู่ข้าราชบริพาร และทรงโอบอ้อมอารีต่อไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินและเหล่ามหาดเล็ก ความเกรี้ยวกราดเกิดขึ้นตอนปลายปีเถาะ[4] ข้างแรม เดือน ๑๑ พระอารมณ์ฉุนเฉียวของพระองค์รุนแรงเหลือจะทนทาน จนกระทั่งมุขอำมาตย์และบรรดาขุนนางแห่งราชสำนักไม่กล้าเข้าเฝ้า เพื่อกราบทูลข้อราชการสำคัญและจำเป็นแก่บ้านเมือง ครั้นเริ่มเดือน ๑๒ และปลายเดือนของปีนั้นเอง พระเจ้าแผ่นดินทรงมีพระอาการอ่อนกำลัง พระอาการประชวรของพระองค์เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าไม่มีหวังหายได้ ฉะนั้น พระองค์จึงทรงแสดงพระราชประสงค์ที่จะสงวนมงกุฎไว้ในวังหลวง และเพื่อพระราชโอรสของพระองค์จะได้สืบราชสมบัติและเพื่อกีดกันพระอนุชาผู้ทรงเป็นรัชทายาทที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามความมุ่งหมายนี้ พระองค์ทรงปรึกษาหารือออกญาศรีวรวงศ์[5] เสนาบดีผู้มีความตั้งใจที่แท้จริงในอันที่จะช่วงชิงราชสมบัติมาเป็นของตนเอง โดยแย่งมาจากเจ้าชายผู้เยาว์พระชันษา ซึ่งมีพระชนม์เพียง ๑๕ พรรษา เจ้าชายพระองค์นี้ทรงมีอุปนิสัยต่ำทรามมาก จนออกญาศรีวรวงศ์มั่นใจว่า พระองค์จะต้องเป็นที่รังเกียจของไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ถึงกระนั้น เพื่อให้ปรากฏหลักฐานความยุติธรรมแก่การสืบราชสมบัติใหม่นี้ ด้วยเหตุที่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายสำคัญของบ้านเมือง พระเจ้าแผ่นดินและออกญาศรีวรวงศ์จึงต้องการหยั่งความคิดของบรรดาเสวกามาตย์ และได้เรียกประชุมขุนนางโดยด่วนเพื่อขอความเห็น แต่ไม่มีผู้ใดกล้าพูดอย่างเต็มปาก บางคนก็กล่าวอ้อมแอ้ม ๆ ส่วนคนอื่น ๆ ไม่พูดอะไรเลย จนกระทั่งเสนาบดีเจาะจงตัวบังคับให้พูด ขุนนางทั้งหลายจึงกล่าวว่า พวกตนเชื่อว่าเจ้าชายทรงเจริญวัยพอสมควรจะครองบ้านเมืองและสืบราชสมบัติได้ และกล่าวว่าพระอนุชาธิราชของพระเจ้าแผ่นดินซึ่งทรงมีพระโอรสเช่นกัน ก็สามารถให้สืบตำแหน่งในวังหน้าซึ่งพระเจ้าแผ่นดินคงจะพระราชทานโอกาสให้ในคราวนี้ แต่คนอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งออกญากลาโหม (Oya Galahom) ออกญา Kheeu (Kien) ออกพระท้ายน้ำ (Opera Taynam) ออกพระศรีเสาวราช (Okphra Sri Anerat) ออกพระจุฬา (Opera Tjula) และออกหลวงธรรมไตรโลก (Oloangh Than Aray - lacq) มีความเห็นว่าพระอนุชาของพระเจ้าแผ่นดินทรงมีสิทธิ์ในการสืบราชบัลลังก์และคนเหล่า นี้กล้ากล่าวออกมาว่ากฎหมายดั้งเดิมของบ้านเมืองไม่ควรถูกฝ่าฝืนด้วย การกระทำเยี่ยงนี้ ขุนนางคนอื่น ๆ อ้างว่า แล้วแต่พระราชวินิจฉัยโดยกล่าวว่า ทั้งสองพระองค์ทรงมีคุณสมบัติครบถ้วนเหมาะสมที่จะเป็นกษัตริย์ที่ดี ทั้งนั้น และพวกตนจะยอมจงรักภักดีต่อกษัตริย์ ไม่ว่าองค์ใดที่พระเจ้าแผ่นดินทรงแต่งตั้งให้สืบราชสมบัติต่อจากพระองค์

พระเจ้าแผ่นดินทรงคล้อยตามคำแนะนำของออกญาศรีวรวงศ์โดยมิได้พะวงถึงกฎหมายบ้านเมือง ทรงเลือกพระโอรสองค์ใหญ่ให้เป็นรัชทายาทครองราชบัลลังก์ และในชั่วโมงที่จะสวรรคต ทรงมีรับสั่งให้ออกญาศรีวรวงศ์แจ้งให้บรรดาเสนาบดีทราบถึงพระราชประสงค์ครั้งสุดท้ายของพระองค์โดยทันที ภายหลังที่เสด็จสวรรคตแล้ว ทรงขอให้เสนาบดีผู้นี้ช่วยเหลือพระโอรสให้ได้ครองราชสมบัติ ขอให้ดูแลการกระทำของเจ้าชายและขอให้เอาใจใส่ระมัดระวังเพื่อความสงบสุขของอาณาจักรด้วย ในระหว่างที่พระเจ้าแผ่นดินทรงพระประชวร ออกญาศรีวรวงศ์สั่งให้กวดขันระวังทางเข้าออกพระราชวังทุกด้านโดยเคร่งครัด ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถเข้า ไปในพระราชวังได้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากตนไม่มีขุนนางแม้แต่คนเดียวสามารถเข้าเฝ้าดูพระอาการของพระเจ้าแผ่นดินได้ในระหว่างเวลานั้นเสนาบดีผู้นี้คนเดียวเป็นผู้รับสนองคำสั่งและพระราชโองการ และนำมาแจ้งต่อที่ประชุมเสนาบดีและที่ประชุมขุนนาง และเพื่อที่จะพรางพระอนุชาธิราชและเหล่าขุนนางซึ่งปรารถนาให้การเป็นไปตามกฎหมายบ้านเมือง ออกญาศรีวรวงศ์ได้แสร้งกระจายข่าวว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอาการดีขึ้น และมีเหตุผลควรหวังได้ว่า การประชวรของพระองค์ไม่น่าวิตกอันใด

พระเจ้าแผ่นดินทรงมีพระทัยขุ่นเคืองขุนนางบางคนผู้ที่คัดค้านเจตจำนงของพระองค์ และยิ่งกว่านั้น ออกญาศรีวรวงศ์ได้กราบทูลเตือนว่าออกญากลาโหม แม่ทัพช้างและแม่ทัพทหารราบของอาณาจักรสนับสนุนพระมหาอุปราชพระอนุชา ฉะนั้น เพื่อขจัดอุปสรรคทั้งปวงซึ่งอาจกีดขวางการสืบราชสมบัติของพระราชโอรส พระองค์จึงทรงปรารถนาให้ออกญาศรีวรวงศ์ร่วมมือเกลี้ยกล่อมออกญาเสนาภิมุข (Okya Senaphimoc) แม่กองอาสาญี่ปุ่น ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อน ให้คุมทหารจำนวน ๖๐๐ คน และออกญาศรีวรวงศ์ได้ทำการเกลี้ยกล่อมจนออกญาเสนาภิมุขตกลงให้สัญญาและให้สัตย์สาบานว่าจะช่วยเหลือให้พระโอรสได้ครองราชบัลลังก์ และเพื่อพิสูจน์ให้เห็นความภักดีของตน ออกญาเสนาภิมุขจึงได้ลอบนำทหารญี่ปุ่นจำนวนมากเข้าไปในพระราชวังและบริเวณพระราชฐาน ส่วนออกญากลาโหมนั้น เกรงการหายประชวรของพระเจ้าอยู่หัวมากกว่าการสวรรคต ทั้งนี้ ด้วยเหตุที่ตนได้เสนอคัดค้านการสืบราชสมบัติของพระโอรส จึงพยายามหว่านล้อมออกญาเสนาภิมุขและพรรคพวกให้ ดำเนินการร่วมมือ เพื่อพระมหาอุปราชจะได้ขึ้นครองราชบัลลังก์ แต่ขุนนางญี่ปุ่นได้รับคำออกญาศรีวรวงศ์ไว้แล้ว จึงใช้ปฏิภาณหลีกเลี่ยงไม่ยอมให้สัญญาด้วย แต่ถึงกระนั้นก็มิได้ตัดความหวังของผู้ที่ได้ขอร้องให้ตนเข้าเป็นพวกเสียทีเดียว ยิ่งกว่านั้นออกญาศรีวรวงศ์ยังไม่มั่นใจในการให้ความคุ้มครองของทหารญี่ปุ่นเหล่านี้ จึงได้ลอบนำทหารเข้ามาไว้ในพระราชวัง ๔,๐๐๐ คน และจัดทหารอื่น ๆ อีก ๑๐,๐๐๐ คน ให้มาตั้งอยู่ในบริเวณตัวเมือง เขาได้แถลงว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงมีพระราชประสงค์ใช้ทหารในการเสด็จประพาส ซึ่งพระองค์ทรงตั้งพระทัยจะเสด็จในทันทีที่พระองค์หายประชวร เรื่องนี้ออกญาศรีวรวงศ์สร้างข่าวขึ้นเพื่อลวงคนอื่น ๆ

ออกญาศรีวรวงศ์มีเวลาพอในการเตรียมงานทั้งปวง และจัดการป้องกันทุกสิ่งทุกอย่างก่อนพระเจ้าแผ่นดินสวรรคต พระองค์เสด็จสวรรคตในวันที่ ๒๒ เดือนอ้าย ปีมะโรง[6] ได้ยังความวิปโยคอย่างใหญ่หลวงแก่บรรดาไพร่ฟ้าประชาชน ซึ่งได้อยู่เย็นเป็นสุขมาเป็นเวลานานในระหว่างรัชกาลของพระองค์ พระเจ้าอยู่หัวในพระโกศมีพระชนมายุได้ ๓๘ พรรษา[7] นับว่าพระองค์สวรรคตในวัยที่ยังแข็งแรง หลังจากที่ได้ครองราชย์มาเป็นเวลา ๙ ปีด้วยความสันติสุขเกือบตลอดรัชกาล พระองค์มีมเหสีหลายองค์ มีพระราช โอรส ๙ องค์ พระราชธิดา ๘ องค์ ส่วนมากยังทรงพระเยาว์อยู่ในขณะที่พระราชบิดาสวรรคต พระองค์ทรงมีพระอัธยาศัยดีและโอบอ้อมอารี ทรงเป็นนักปราชญ์มิใช่เป็นนักรบ แต่ทรงเลื่อมใสในพระศาสนา ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นลำดับมาอย่างมากมายเท่ากับที่ทรงเอาพระทัยใส่ในพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมือง พระองค์ทรงบริจาคพระราชทรัพย์แด่พระภิกษุสงฆ์และยาจกผู้ยากไร้ ทรงสร้างและปฏิสังขรณ์วัดวาอารามพระเจดีย์ และพระบรมมหาราชวังกับบรรดาสิ่งประดับสวยงามของพระนคร พระองค์ทรงเบิกบานพระทัยเมื่อทรงทราบว่ามุขอำมาตย์มั่งคั่งร่ำรวย ทรงพอพระทัยที่ได้เห็นบุคคลเหล่านั้นแต่งกายงามสง่า เคหสถานบ้านเรือนโอ่โถงเรียบร้อย โปรดให้สร้างเรือนหลวงขึ้นเป็นจำนวนมากเพื่อให้บรรดาข้าราชสำนักได้อยู่อาศัย พระองค์ทรงรักความยุติธรรมรักความเที่ยงตรงและโปรดปรานคนดีทั้งปวง และทรงเอาพระทัยใส่ดูแล ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของพระองค์อย่างเต็มที่ ตลอดไปจนถึงชาวต่างประเทศ ซึ่งเข้ามาพำนักอยู่ในพระราชอาณาจักร ดังนั้น พระองค์จึงได้รับสมญาว่าเป็นพระโพธิสัตว์ และชาวประเทศใกล้เคียงถวายความเคารพเป็นอย่างสูง อริราชศัตรูไม่หาญกล้ามารุกรานได้ เหตุนี้จึงไม่แปลกประหลาดในเมื่อพระองค์ทรงได้รับยกย่องว่าเป็นพระมหากษัตริย์ทรงธรรม

ในทันทีที่พระเจ้าอยู่หัวสวรรคต ออกญาศรีวรวงศ์มีคำสั่งให้ขุนนางทั้งปวงมาที่พระราชวัง ขุนนางเหล่านั้นเชื่อว่าเป็นรับสั่งของพระเจ้าอยู่หัว ด้วยปรากฏว่าไม่มีใครสักคนเดียวที่ไม่ได้มา ออกญาศรีวรวงศ์บอกขุนนางทั้งหลายว่า พระเจ้าแผ่นดินเพิ่งสวรรคตก่อนหน้านี้สักชั่วโมงหนึ่ง แต่กระนั้นขุนนางส่วนมากก็เชื่อว่าพระองค์สวรรคตนานแล้ว แต่ออกญาศรีวรวงศ์ปิดบังไว้ และเสนาบดีผู้นี้กล่าวว่า ก่อนสวรรคต พระเจ้าอยู่หัวได้แสดงความตั้งพระทัยว่า พระโอรสองค์ใหญ่สมควรได้สืบราชสมบัติ และนอกจากนั้นพระองค์ทรงต้องการให้ออกญาศรีวรวงศ์ช่วยเหลือพระโอรสและแนะนำในการบริหารกิจการบ้านเมือง และแล้วพระราชโอรส เสด็จขึ้นประทับเหนือราชบัลลังก์ ในฐานะกษัตริย์และผู้รับราชสมบัติตามกฎหมาย ต่อหน้าเหล่าเสวกามาตย์ทั้งปวง ออกญาศรีวรวงศ์ได้รับรองให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าอยู่หัวในพระโกศ ด้วยเหตุนั้นมุขมนตรีทั้งมวลจึงจำต้องยอมรับพระองค์เป็นกษัตริย์ ซึ่งบางคนก็เต็มใจ บางคนก็คล้อยตามไป และส่วนคนอื่น ๆ นั้นยอมรับด้วยความเกรงกลัวศัตรู และกองทหารซึ่งท่านเสนาบดีได้นำเข้ามาในพระราชวัง

ขุนนางที่แสดงออกนอกหน้าว่าฝักไฝ่อยู่กับพระมหาอุปราชพระอนุชาธิราชของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ก่อนหรือผู้ที่ไม่ประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่าเป็นพวกใด เมื่อคราวที่พระเจ้าอยู่หัวในพระโกศทรงประสงค์จะทราบความรู้สึกในเรื่องนี้ ต่างถูกจับกุมทันที และถูกพันธนาการอย่างแน่นหนา บ้านเรือนตลอดจนทรัพย์สมบัติถูกปล้นสะดม ข้าทาสบริวารถูกคร่าเอาไปสิ้น ในเวลาเดียวกัน พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ทรงรับสั่งให้นำนักโทษตัวการสำคัญทั้งสามออกมาจากคุก และให้สับออกเป็นท่อน ๆ ที่ท่าช้าง (Thacham) คือทวารหนึ่งของพระราชวัง ในฐานะที่เป็นผู้รบกวนความสงบสุขของประชาชน และในฐานะที่ร่วมกันต่อต่านผู้สืบราชสมบัติที่แท้จริงและถูกต้องตามกฎหมาย ศีรษะและร่างกายส่วนอื่น ๆ ของคน เหล่านั้นถูกเสียบประจานไว้ตามที่สูงในเมืองหลายแห่ง เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจคนทั้งหลาย ซึ่งอาจต้องการขัดขวางต่อต้านการสืบราชสมบัตินอกกฎหมายนี้ ส่วนทรัพย์สมบัติของคนเหล่านั้นทั้งหมดถูกริบราชบาตร และพระเจ้าแผ่นดินได้พระราชทานทรัพย์เหล่านี้ เฉลี่ยกันไปในบรรดาคนโปรดของพระองค์

ขุนนางซึ่งถูกประหารชีวิตทั้งสามคน เป็นผู้ที่มั่งคั่งร่ำรวยที่สุด มีตำแหน่งราชการสูงที่สุดในอาณาจักรและเป็นที่เคารพอย่างสูงของประชาชน ทั้งเป็นที่โปรดปรานยิ่งนักของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลก่อน คนหนึ่งคือออกญากลาโหมแม่ทัพช้างผู้เป็นคนหนึ่งในบรรดาขุนนางสำคัญ ๖ คน และร่ำรวยที่สุดในประเทศ มีข้าทาสมากกว่า ๒,๐๐๐ คน ช้าง ๒๐๐ เชือก และม้างาม ๆ อีกเป็นจำนวนมาก คนที่สองคือออกพระท้ายน้ำ (Opera Taynam) แม่ทัพม้า เป็นออกญาพระคลังมาก่อนเป็นเวลา ๕ ปี กับ ๒ เดือน ในขณะที่อยู่ในตำแหน่งนั้น ได้รวบรวมทรัพย์สินเงินทองไว้มากมาย พระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนทรงยกย่องและโปรดปรานเป็นพิเศษ เพราะเป็นผู้สามารถในราชการและช่างเจรจา คนที่สามคือ ออกหลวงธรรมไตรโลก (Oloangh Thamtraylocq) เจ้าเมืองตะนาวศรี เป็นขุนนางสูงอายุ และได้รับความเคารพนับถืออย่างสูงจากบรรดาขุนนาง ด้วยความจงเกลียดจงชังของออกญาศรีวรวงศ์ ขุนนางเหล่านี้จึงต้องถูกลงทัณฑ์และสิ้นชีวิตอย่างน่าเวทนายิ่งโดยไม่สมควรเลย

ขุนนางอีก ๒ คนถูกนำออกมาจากคุก พาไปยังประตูพระราชวังเพื่อประหารชีวิต ขุนนางสองคนนี้คือ ออกพระศรีเสาวราช (Opera Seray Anerat) และออกพระจุฬา (Okphra Chula) ทั้งสองถูกมัดมือไพล่หลัง ออกญาเสนาภิมุขได้ช่วยชีวิตไว้โดยเอาตัวคล่อมบังขุนนางทั้งสอง ฉะนั้น ดาบเพชฌฆาตจึงไม่อาจฟันตัวนักโทษได้ ในขณะเดียวกันออกญาเสนาภิมุขได้ยื่นอุทธรณ์ไปยังออกญาศรีวรวงศ์ ขอให้อภัยโทษแก่ขุนนางทั้งสองนี้ ด้วยการยื่นมือเข้าไปขอร้องอย่างอาจหาญ ประกอบกับบรรดาพระภิกษุสงฆ์ ได้ช่วยกันอ้อนวอน ขุนนางทั้งสองจึงรอดชีวิต แต่ต้องถูกถอดออกจากตำแหน่ง ทรัพย์สมบัติถูกริบ ถูกถอดยศถาบรรดาศักดิ์ และหมดสิ้นอิสรภาพ เขาถูกขังอยู่ในคุกมืดตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งถึงคราวปฏิวัติการปกครอง บางคนถูกลงโทษ บ้างก็ถูกเนรเทศ และบางคนได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระ ส่วนคนที่ไม่แสดงตนโดยเปิดเผยในเรื่องการสืบราชสมบัติ และคนที่พูดกำกวมเป็นสองนัย กับผู้ที่อ้างว่าแล้วแต่พระเจ้าแผ่นดินจะทรงพอพระทัยแต่งตั้งองค์ใดขึ้นครองบัลลังก์นั้น ได้ถูกจำคุกหมดและถูกริบทรัพย์สมบัติ ต่อมาเมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงมีพระทัยสงสาร จึงโปรดให้ปล่อยตัวไป

วันรุ่งขึ้น ภายหลังที่พระเจ้าแผ่นดินสวรรคตแล้ว พระโอรสาธิราชผู้สืบราชสมบัติ ทรงมีพระราชโองการให้บรรดาเสวกามาตย์และเจ้าเมืองน้อยใหญ่ ตลอดจนมหาดเล็กของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ก่อนมาเฝ้ายังพระราชวัง ให้ถวายบังคมทั้งให้ดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยาถวายสัตย์สาบาน ทรงเฉลิมพระนามพระองค์เองว่า พระเชษฐาธิราช[8] (Thit Terrastia) พระเจ้าอยู่หัวองค์นี้ ทรงสืบราชสมบัติโดยผิดระเบียบประเพณี และขัดต่อกฎมณเฑียรบาล กล่าวได้ว่า เสียเลือดเนื้อแต่น้อยและไม่ปรากฏว่ามีการต้านทานขัดขวาง พระองค์ทรงขึ้นเสวยราชย์เป็นเวลาหลายวัน จึงได้ให้อิสรภาพ และปลดปล่อยขุนนางจำนวนมาก ซึ่งถูกจำคุกหรือถูกเนรเทศ นักโทษเหล่านี้ ถูกจองจำพันธนาการไว้ตั้งแต่รัชกาลของพระราชบิดาของพระองค์ ทั้งนี้ เป็นการเฉลิมพระเกียรติในการขึ้นครองราชย์

เยาวกษัตริย์ได้สวมมงกุฎและเสด็จขึ้นสู่ราชบัลลังก์ ออกญาศรีวรวงศ์ได้แนะนำให้พระองค์แต่งตั้งผู้ที่มีความดีความชอบและเป็นผู้มีคุณสมบัติเป็นที่ประจักษ์ และเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพอย่างสูงของประชาชนเข้าในตำแหน่งที่ว่างของขุนนางซึ่งถูกประหารชีวิตไป ออกญาศรีวรวงศ์ปรารถนาให้พระเจ้าแผ่นดินทรงพระเมตตาต่อเสนาอำมาตย์ที่มีความดีความชอบเป็นพิเศษ หรือผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ถวายความจงรักภักดีโดยน้ำใสใจจริง ด้วยการพระราชทานยศศักดิ์ให้เหมาะสมกับฐานะ แต่เหนืออื่นใดทั้งสิ้น ออกญาศรีวรวงศ์ต้องการให้พระเจ้าแผ่นดินทรงพินิจพิเคราะห์โดย ถี่ถ้วนถึงอุปนิสัย ความจงรักภักดี คุณสมบัติ ชีวิตและการกระทำที่แล้ว ๆ มาของตัวออกญาศรีวรวงศ์ ซึ่งจะได้รับเกียรติดำรงตำแหน่งออกญากลาโหมเพราะว่าได้ทรงมอบหมายความสำคัญและอำนาจให้ในตำแหน่งนี้อยู่แล้ว เนื่องจากในระยะนี้ ควรจะมีความหวั่นวิตกในความไม่ซื่อสัตย์ของฝ่ายเสนาบดีในการแต่งตั้งทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีนี้ย่อมเป็นอันตรายร้ายแรงที่สุด ในฐานะที่ตำแหน่งเสนาบดีกลาโหมนั้นควบคุมทหารทั้งกองทัพ ออกญาศรีวรวงศ์กราบทูลให้ทรงทราบอย่างชัดแจ้งว่า แม้ตำแหน่งที่เขาได้รับแล้วนี้อำนวยประโยชน์แก่เขามากก็ตาม เขาก็จะไม่ปฏิเสธหากจะต้องรับตำแหน่งที่ด้อยกว่าเพื่อความปลอดภัยที่มั่นคงกว่าขององค์พระมหากษัตริย์ และเพื่อความยืนยงของอาณาจักร พระเจ้าแผ่นดินทรงคล้อยตามในคำแนะนำนี้ และพระราชทานทรัพย์สมบัติบรรดาที่ริบเอามาจากขุนนางที่ถูกลงอาญา ถูกเนรเทศ หรือถูกถอด ให้แก่ขุนนางซึ่งออกญาศรีวรวงศ์เสนอชื่อ และส่วนมากนั้นเป็นผู้ที่ขึ้นอยู่กับออกญาศรีวรวงศ์เองยิ่งกว่าที่ขึ้นอยู่กับพระเจ้าอยู่หัว ทรัพย์สินส่วนใหญ่และตำแหน่งออกญากลาโหมนั้น พระราชทานแก่เสนาบดีผู้นี้ และตำแหน่งออกญาศรีวรวงศ์ ได้พระราชทานให้แก่น้องชายของออกญากลาโหมคนใหม่ ด้วยเหตุนี้เขาจึงกลายเป็นแม่ทัพใหญ่ น้องชายของเขาเป็นเสนาบดีจตุสดมภ์วังและหัวหน้าที่ประชุมขุนนาง คนทั้งสองกราบทูลรับรองพระเจ้าแผ่นดินว่าพระองค์ไม่มีสิ่งใดอีกแล้วที่จะต้องทรงเกรง ภายหลังที่ได้พระราชทานตำแหน่งสำคัญสองตำแหน่งนี้ให้อยู่ในมือของเขาทั้งสองคนพี่น้อง

ดูเหมือนพระมหากษัตริย์และออกญากลาโหมยังไม่อาจวางใจในความปลอดภัยได้ ในเมื่อพระมหาอุปราชพระปิตุลา[9] ของพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงพระชนมชีพอยู่ พระองค์ทรงก่อให้เกิดความวิตก โดยทรงปฏิเสธไม่ยอมเสด็จมาวังหลวง แม้จะได้เชิญเสด็จหลายครั้งแล้วก็ตาม เรื่องนี้ ทำให้ออกญากลาโหมยุ่งยากใจ จึงเกลี้ยกล่อมออกญาเสนาภิมุขโดยการขอร้องและให้ของกำนัลแก่ออกญาเสนาภิมุข ออกญาเสนาภิมุขยอมรับสัญญาและให้สาบานว่า จะนำเสด็จพระมหาอุปราชไปสู่ราชสำนักในฉลองพระองค์แบบฆราวาสให้ได้ เพราะถ้ายังทรงอยู่ในสมณเพศแล้วจะไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าไปทำร้ายพระองค์ ออกญาเสนาภิมุขรับสัญญาแล้วก็ไปเฝ้าพระมหาอุปราช และเสแสร้งแสดงความเศร้าเสียใจที่ทราบว่าพระองค์ท่านถูกแย่งชิงมงกุฎไปภายหลังที่พระเชษฐาสวรรคต โดยพูดอย่างโผงผางไม่เห็นด้วยกับการประหาร การเนรเทศ และการจองจำคนดี ๆ และขุนนางจำนวนมาก ยิ่งกว่านั้นยังพูดถึงความเข้มงวดกวดขัน การก่อกรรมทำเข็ญ และความโหดร้ายทางฝ่ายปกครองของพระเจ้าอยู่หัว และพูดถึงอำนาจหน้าที่ซึ่งใหญ่โตเกินขนาดของออกญากลาโหม เขากราบทูลต่อพระมหาอุปราชว่า ตัวเขาและขุนนางอื่น ๆ อีกมากมายได้รับความเดือดร้อนมากในเรื่องนี้ และได้ปรึกษาหารือกันเนือง ๆ ถึงลู่ทางที่จะทำการปลงพระชนม์พระเจ้าแผ่นดินกับออกญากลาโหมเสีย แล้วเชิญเสด็จพระมหาอุปราชขึ้นครองราชบัลลังก์ และกราบทูลสืบไปว่า ถ้าพระมหาอุปราชยินยอมเสด็จไปยังวังหลวงกับตนแล้ว ก็จะใช้ทหารญี่ปุ่นและพรรคพวกของตนถอดพระเจ้าแผ่นดินและจะขับไล่พระองค์กับขุนนางคนโปรดออกเสียจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้พระมหาอุปราชได้สืบราชบัลลังก์ แม้ว่าจะมีผู้กราบทูลแนะนำตักเตือนพระองค์อย่างแข็งขัน พระมหาอุปราชก็ยังหลวมตัวหลงเชื่อคำพูดของออกญาเสนาภิมุข ทรงเตรียมพระองค์และเสด็จไปกับคนทรยศผู้นี้ตรงไปยังวังหลวง เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นทหารญี่ปุ่นรักษาการอยู่ที่ประตูวัง ยิ่งทรงเพิ่มความแน่พระทัยในความจงรักภักดีของออกญาเสนาภิมุขมากขึ้น แต่คนคดผู้นั้นได้เริ่มดำเนินตามแผนการที่ได้สัญญาไว้แก่ออกญากลาโหม กราบทูลพระมหาอุปราชว่า สมัครพรรคพวกที่พระองค์จะทรงพบในวังล้วนถืออาวุธพร้อม เพียงแต่คอยการเสด็จมาของพระมหาอุปราชเท่านั้นเพื่อจะได้ลงมือทำการ จึงสมควรที่พระมหาอุปราชจะกระทำพระองค์ให้อยู่ในลักษณะเดียวกับคนเหล่านั้น และทูลว่าเพื่อแสดงพระองค์เยี่ยงชายชาตรี และเพื่อสะดวกในการกระทำการ พระองค์ควรเปลื้องผ้ากาสาวพัสตร์ออก เพราะผ้านี้จะไม่เป็นประโยชน์อันใดแก่พระองค์อีกแล้ว พระมหาอุปราชมิได้ทรงระแวงสงสัย ทรงปฏิบัติตามคำแนะนำนี้ ทรงเปลื้องผ้าจีวรออกและแสดงพระองค์อย่างฐานะพระมหาอุปราช แต่ครั้นพระองค์ย่างเข้าเขตพระราชวังในลักษณะเช่นนี้กับออกญาเสนาภิมุขและทหารญี่ปุ่น พระองค์ก็ถูกจับมัดและถูกนำตัวไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินในสภาพที่ถูกมัด ออกญากลาโหมเห็นว่าตนหมดศัตรูที่ต้องกลัวแล้ว เพราะว่าขณะนี้ก็ได้ศัตรูมาไว้ในกำมือ เป็นศัตรูซึ่งอาจก่อการกบฏและจลาจลได้ และเป็นเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่อาจก่อความยุ่งยากให้แก่ตน ออกญากลาโหมขอบใจออกญาเสนาภิมุขเป็นอย่างยิ่งที่ช่วยทำงานสำคัญชิ้นนี้และให้รางวัลเป็นอันมาก พระมหาอุปราชถูกตัดสินประหารชีวิต แต่พระเจ้าแผ่นดินไม่ทรงประสงค์ให้โลหิตของพระปิตุลาเปื้อนพระหัตถ์ ที่ประชุมขุนนางจึงเห็นชอบพร้อมกันให้ส่งพระมหาอุปราชไปเมืองเพชรบุรี[10] (Pipry) แล้วจับพระองค์หย่อนลงในบ่อที่ลึกและแห้ง ถวายอาหารให้น้อยลง ๆ ทุกวัน เพื่อให้พระองค์สิ้นพระชนม์ด้วยความหิว หลุมลึกนี้มีเครื่องคุ้มกันแข็งแรงและแต่งตั้งคนมาเฝ้าดูพระมหาอุปราชวันละ ๓ ครั้ง เพื่อนำเรื่องราวกราบทูลถึงความเป็นอยู่ และที่สำคัญก็เพื่อเป็นพยานรู้เห็นวาระสุดท้ายของพระมหาอุปราช

ในเวลาเดียวกับที่พระมหาอุปราชถูกตัดสินลงทัณฑ์ทรมานให้สิ้นพระชนม์ชีพนั้น มีญาติสนิทของพระองค์คนหนึ่ง ชื่อออกหลวงมงคล (Oloangh Mancough) ได้หนีเร้นออกจากราชสำนักและเร่งร้อนเดินทางไปเพชรบุรีกับน้องชายของเขา เมื่อไปถึงได้เล่าเรื่องให้พระภิกษุทั้งหลายทราบถึงความอยุติธรรมที่พระมหาอุปราชได้รับ และขอร้องให้พระภิกษุเหล่านั้นช่วยเหลือตามแผนการซึ่งตนได้เตรียมมาเพื่อชิงพระมหาอุปราชจากมือของเพชฌฆาตเหล่านั้น แต่เหล่าพระภิกษุกลัวพระเจ้าแผ่นดินจะกริ้วและเห็นว่าพระมหาอุปราชมีโอกาสรอดพ้นได้น้อย เพราะว่ามีผู้คุมและทหารหลายคนเฝ้าอยู่แข็งขัน จึงไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวในเรื่องนี้โดยเปิดเผย ถึงกระนั้นพระภิกษุทั้งหลายยังมีความรักในพระมหาอุปราชองค์นี้ เพราะว่าพระองค์ได้ครองผ้ากาสาวพัสตร์ เพื่อว่าทางวังหลวงไม่อาจหาเหตุว่าพระองค์ทรงทะเยอทะยานริษยาในฐานะผู้สืบราชสมบัติที่แท้จริงได้ และเพื่อป้องกันรักษาพระชนมชีพของพระองค์เอง และทั้งพระองค์ได้หมั่นลงอุโบสถเป็นประจำ แสดงศรัทธาแรงกล้าและยึดมั่นเคารพต่อสมณเพศ ฉะนั้น เหล่าภิกษุจึงได้ช่วยออกหลวงมงคลกับน้องชายและข้าทาสขุดบ่อขึ้นอีกบ่อหนึ่ง ทำอุโมงค์ใต้ดินคล้ายเหมืองถ่านหินไปยังบ่อซึ่งพระมหาอุปราชถูกจับหย่อนลงไป งานดำเนินไปด้วยความภักดีและรีบเร่งเพื่ออิสระภาพของพระมหาอุปราช ในคืนหนึ่งออกหลวงมงคลได้เข้าไปในอุโมงค์ตามลำพังและทำงานต่อไป จนกระทั่งได้ยินเสียงพระมหาอุปราชถอนพระทัยลึกและตรัสว่า "อนิจจาเอ๋ย เขาจะให้น้ำฉันกินสักจอกหนึ่งก่อนวาระสุดท้ายซึ่งใกล้เข้ามาแล้วหรือไม่หนอ" เสียงนี้เป็นแรงหนุนให้ออกหลวงมงคลทำงานด้วยความมานะยิ่งขึ้นและยืนยันแก่พรรคพวกของตนว่า พระมหาอุปราชยังทรงมีพระชนมชีพอยู่ เมื่อได้ปรึกษาหารือกันอยู่ ครู่หนึ่งถึงเหตุการณ์คับขันซึ่งจะมัวช้าลังเลอยู่มิได้แล้ว พระภิกษุก็แนะนำให้ออกหลวงมงคลบีบคอทาสคนหนึ่งด้วยมือของตนเอง แล้วนำร่างนั้นไปทางอุโมงค์เข้าไปในบ่อที่พระมหาอุปราชถูกขังอยู่ แล้วถอดฉลององค์ของพระมหาอุปราชมาสวมให้ เมื่อทำเช่นนี้แล้ว ผู้คุมซึ่งเห็นพระมหาอุปราชมีพระอาการหนักอยู่เมื่อเย็นวานซึ่งเป็นความจริง จึงไม่สงสัยเลยว่า ร่างคนตายที่ก้นบ่อซึ่งเห็นในเช้าวันรุ่งขึ้นจะไม่ใช่องค์พระมหาอุปราช ดังนั้นเมื่อได้กลบบ่อโดยมิได้แตะต้องศพและไม่ได้ถวายความเคารพครั้งสุดท้ายให้สมพระเกียรติแล้ว ก็มุ่งนำข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระมหาอุปราชไปสู่ราชสำนัก ข่าวนี้เป็นที่ยินดีปรีดากันทั่วไป พระเจ้าแผ่นดินและบรรดาเสนาบดีก็คิดว่าบ้านเมืองปราศจากเสี้ยนหนาม และคิดว่าพวกตนปลอดภัยแล้ว

บรรดาภิกษุสงฆ์ทั้งหลายได้เอาใจใส่เยียวยาพระมหาอุปราชเป็นอย่างดียิ่ง ไม่นานพระองค์ก็ทรงแข็งแรงสมบูรณ์ดังแต่ก่อน บรรดาสมัครพรรคพวกของพระองค์และเหล่าราษฎรพากันปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง มีพระภิกษุสงฆ์จำนวนมากและเจ้านายบางองค์ ได้ล่วงรู้ว่าพระมหาอุปราชทรงหลุดพ้นออกมาจากหลุมอย่างมหัศจรรย์เพียงไร และพระองค์ทรงมีพระชนม์อยู่และมีอิสรภาพที่แท้จริงเพียงไร พระมหาอุปราชจะทรงพอ พระทัยกว่านี้ ถ้าหากว่าบุคคลเหล่านั้นรักษาเรื่องนี้ไว้เป็นความลับจนกว่าระบอบการปกครองแบบทรราชของพระเจ้าแผ่นดินจะได้รับผลสนองจากความชั่วซึ่งขุนนางได้กระทำต่อราษฎรและเจ้านายชั้นสูง เพราะจะช่วยให้สมัครพรรคพวกของพระองค์มีกำลังเข้มแข็ง และทั้งนี้ออกหลวงมงคลเป็นผู้สมควรได้รับความสรรเสริญอย่างยิ่ง แต่คนเหล่านั้นซึ่งชอบเข้าพัวพันกับเรื่องของบ้านเมืองและคนซึ่งยึดถือหลักตามความจริง คงจะทำเรื่องให้เป็นอย่างอื่น ข่าวเล่าลือเรื่องความปลอดภัยเป็นอิสระของพระมหาอุปราชได้รับความสนใจจากข้าราชการที่เพชรบุรีเป็นอันมาก พร้อมกันนั้นออกหลวงมงคลซึ่งมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วประเทศเพราะเขามีร่างกายแข็งแรงและกล้าหาญ ได้เดินทางไปตามเมืองใกล้เคียงด้วยตนเอง และส่งม้า เร็วไปยังมิตรสหายเพื่อพยายามสร้างเสริมชุมนุมให้เข้มแข็งและอันที่จริง พระองค์ทรงมีกำลังพอเพียง เพื่อจัดตั้งกองทัพอันมีทหาร ๒๐,๐๐๐ คน มีขุนนางมียศตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชาหลายคน พระมหาอุปราชทรงสถาปนาพระองค์เองเป็นกษัตริย์ของประเทศสยาม และได้ทรงราชาภิเษกและตั้งองค์อยู่ในฐานะเช่นนี้ เมืองเพชรบุรีได้ยอมอ่อนน้อมต่อพระองค์ ๆ ทรงจัดแบ่งหน้าที่การงานของราชสำนัก และตั้งตำแหน่งอันมีเกียรติให้แก่สมัครพรรคพวกในชุมนุมของพระองค์ พระราชทานตำแหน่งจอมทัพให้แก่ออกหลวงมงคล ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงเป็นหนี้ชีวิตของพระองค์ต่อนายทัพผู้นี้ ทั้งเป็นเชื้อพระวงศ์หรือมิฉะนั้นก็เป็นผู้ได้รับการยกย่องสรรเสริญว่าเป็นคนที่กล้าหาญที่สุดของประเทศสยาม นอกจากนี้ ยังเป็นผู้อยู่ยงคงกระพัน ไม่มีปลายแหลมของเหล็กกล้า ตะกั่วและดีบุกจะแทงทะลุเข้าผิวหนังของเขาได้ และไม่มีอาวุธของคนใด สามารถทำให้เขาบาดเจ็บได้ในเวลาอันสั้น พระองค์ทรงเป็นเจ้าปกครองเมืองหลายเมือง มีทีท่าว่าจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินของทั้งอาณาจักร แต่อำนาจส่วนใหญ่ที่สำคัญนั้นตกอยู่แก่ฝ่ายศัตรู

เมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบว่าพระปิตุลายังทรงพระชนม์อยู่และมีอิสรภาพ ทั้งยังสถาปนาพระองค์เองขึ้นเป็นกษัตริย์ และหลายเมืองได้ตั้งแข็งเมืองขึ้น จึงโปรดให้ปิดกั้นทางและถนนทุกสายที่อาจจะเป็นทางให้กองทัพของพระปิตุลาเพิ่มพูนกำลังนั้นเสีย และขณะเดียวกัน พระองค์ส่งกองทัพ มีกำลังทหาร ๑๕,๐๐๐ คน หรือ ๒๐,๐๐๐ คน และทหารญี่ปุ่น ๗๐๐ หรือ ๘๐๐ คนไปเพชรบุรี มีออกญากำแหง (Oya Capheim) เป็นแม่ทัพและออกญาเสนาภิมุขเป็นผู้บังคับบัญชากองทหารญี่ปุ่น เมื่อเดินทางมาถึงใกล้เพชรบุรีก็ทราบว่าข้าศึกป้องกันบ้านเมืองอย่างแข็งแรง จึงไม่กล้าเข้าโจมตีใน ตอนแรก แต่ส่งคนไปกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินเพื่อขอกำลังเพิ่มเติม กองทัพทั้งสองได้เข้ารบกันประปรายหลายครั้ง ซึ่งไม่เกิดผลแต่ประการใด ต่อมาออกญากลาโหมได้ออกอุบายแนะนำและออกญากำแหงยินยอม ออกญาเสนาภิมุขจึงพูดจาทำความตกลงเป็นส่วนตัวกับแม่ทัพของพระมหาอุปราช เขาตกลงกับแม่ทัพฝ่ายนั้นว่า ตนมีแผนการที่จะนำทหารญี่ปุ่นมาสมทบกับกองทัพของพระมหาอุปราช และขอรวมกำลังด้วย เพื่อให้การลุล่วงไป ทั้งสองฝ่ายจะนำทหารเข้าสู่สนามรบเป็นทำนองว่าจะรบกัน แต่ทว่าทหารจะไม่บรรจุลูกปืนในเวลารบ เพื่อจะได้ไม่มีใครบาดเจ็บล้มตาย และใน ขณะที่รบออกญาเสนาภิมุขจะแสร้งทำเป็นแพ้และยอมให้จับเป็นเชลย ข้อตกลงนี้ได้ทำกับออกหลวงมงคลและได้ให้สัตย์สาบานกันโดยคนทั้งสองดื่มเลือดกันคนละครั้ง พระมหาอุปราชและสมัครพรรคพวกมิได้ลังเล รีบให้ความไว้วางใจในข้อสัญญานี้ แต่กลับพบว่าพวกตนถูกหลอกลวงเป็นแน่แท้ เพราะเมื่อกองทัพของทั้งสองฝ่ายมาสู่สนามรบตามวันที่นัดหมายและเริ่มสู้รบกัน ทหารญี่ปุ่นอันมีทหารไทยหนุนเนื่องเข้ามาได้กระโจนเข้าใส่ข้าศึกอย่างดุเดือด จนออกหลวงมงคลต้องหนีเอาตัวรอด ยิ่งกว่านั้นพระเจ้าแผ่นดินได้ส่งทหารเพิ่มเติมมาที่เพชรบุรีเรื่อย ๆ สองสามวันต่อมากองทัพของพระองค์ก็เข้มแข็งมากจนพระมหาอุปราชไม่กล้าเสี่ยงเข้ารบด้วยเป็นครั้งที่สอง ทรงตัดสินพระทัยจะออกเดินทางไปนครศรีธรรมราช (Ligoor) และทรงคิดว่า พระองค์อาจรอดพ้นไปถึงเมืองนั้นได้โดยปลอดภัย พระ มหาอุปราชทรงออกเดินทางไปก่อนกับผู้ติดตามไม่กี่คน แต่ออกญากำแหงรู้เรื่องนี้จากทหารยาม จึงออกติดตามพระองค์ไปโดยเร็ว ออกหลวงมงคลเข้าขัดขวางการติดตามนี้ไว้ ทั้งสองทัพจึงเข้ารบกันประปราย การสู้รบได้ลุกลามไปจนถึงขั้นแตกหัก ออกหลวงมงคลแพ้และสูญเสียขุนนางที่เก่งที่สุดและทหารที่ดีที่สุดของกองทัพไปเป็นจำนวนมาก ชัยชนะครั้งนี้ทำให้ออกญากำแหงสามารถติดตามพระมหาอุปราชไปได้ และจับพระองค์เป็นเชลยก่อนที่จะไปถึงเมืองนครศรีธรรมราช

พระมหาอุปราชถูกนำตัวมากรุงศรีอยุธยาและถูกตัดสินให้สำเร็จโทษโดยเร็ว เมื่อพระองค์ทรงทราบคำตัดสิน พระองค์ทรงขอร้องโดยทันทีว่า ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ ขอให้ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทูลข้อราชการสำคัญหลายประการ พระองค์ทรงได้รับอนุญาต พระองค์ตรัสแก่พระเจ้าแผ่นดินดังนี้ :-

"หม่อมฉันยืนอยู่ที่นี่ เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ในฐานะที่เป็นพระปิตุลาแท้ ๆ ของพระองค์ และเป็นผู้สืบราชสมบัติที่ถูกต้องของอาณาจักรนี้ และแล้วเทพเจ้ากลับทรงหยิบยื่นเคราะห์กรรมมาให้พระมหาอุปราชผู้พ่ายแพ้และเสื่อมสิ้นพระเกียรติ ซึ่งกำลังรอคอยเวลาแห่งความตายที่หลีกหนีไม่พ้น คนกล้าหาญย่อมไม่ชิงชังชีวิตที่ยืนยาวตราบเท่าที่ตนสามารถครองชีวิตอยู่ได้ ดังนั้นเขาจึงไม่หวาดหวั่นต่อความตายในเมื่อถึงเวลาแล้ว เพราะความตายเป็นด่านซึ่งคนได้ปิดกั้นความทุกข์ยากทั้งมวล เหตุผลข้อนี้แหละ ทำให้หม่อมฉันตัดขาดจากอุปาทานยึดมั่นกับชีวิตและไม่กลัวความตาย แม้ว่าสายสัมพันธ์ในฐานะเป็นพระญาติสนิทกับพระเจ้าแผ่นดินได้ส่งผลอันเหี้ยมโหดและทารุณแก่หม่อมฉันก็ตาม หม่อมฉันยินดีพ่ายแพ้ในลักษณะเช่นนี้ ยิ่งกว่าจะเป็นผู้ชนะและทำกับพระองค์เช่นกับที่พระองค์ทรงทำกับหม่อมฉัน ขอพระองค์เพียงแต่ทรงใคร่ครวญถึงภาวะที่หม่อมฉันได้รับอยู่และขอให้ทรงได้ประโยชน์จากการเสื่อมสิ้นยศศักดิ์ของหม่อมฉันเถิด การกระทำที่ดีสุดซึ่งคนสามารถให้แก่มิตรนั้นคือให้คำแนะนำที่ซื่อสัตย์ในเมื่อมิตรต้องการ หากแม้พระองค์ปรารถนามีชื่อเสียงดีงามและอยากให้รัชสมัยของพระองค์ ได้รับผลเช่นเดียวกันแล้ว จงอย่าประมาท หลีกเลี่ยงความเสเพล ตั้งมั่นอยู่ในความยุติธรรม และจงตระหนักว่าคุณงามความดีเป็นเกราะคุ้มกันภัยที่ไม่แตกสลาย เป็นน้ำพุธรรมชาติที่ไม่เคยเหือดแห้ง เป็นเพลิงซึ่งไม่เคยดับ เป็นของหนักซึ่งไม่เคยทำความลำบากให้แก่ผู้ถือ เป็นสมบัติซึ่งไม่ลดจำนวนลงไป เป็นกองทัพที่ไม่มีใครเอาชนะได้ เป็นผู้ชี้ทางซึ่งไม่นำไปในทางที่ผิด และเป็นชื่อเสียงเกียรติคุณที่ไม่กลับมัวหมอง เพื่อถวายข้อพิสูจน์อันแท้จริงและบริสุทธิ์ใจ พร้อมทั้งถวายพระหฤทัยที่สัตย์ซื่อตอบแทนแด่เทพเจ้าที่เคารพสักการะและแด่ราชตระกูลของพระราชบิดาซึ่งพระองค์ทรงสืบสันตติวงศ์มา ขอพระองค์จงบรรลุชื่อเสียงเกียรติคุณอันดีงาม จงให้ความชื่นบานแก่มิตร จงพยายามปลูกฝังความจงรักภักดีจากมิตร และแล้วคนดีก็จะรับใช้พระองค์ด้วยความสามิภักดิ์และกระตือรือร้นอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันคนชั่วก็จะตีตัวออกห่าง ถ้าพระเจ้าแผ่นดินทรงปฏิบัติพระองค์ให้ราษฎรรักใคร่ในคุณงามความดี และหวาดเกรงต่อพระราชอาญาของพระองค์แล้ว ย่อมจะเป็นประโยชน์ยิ่งแก่พระเจ้าแผ่นดินเอง สุดท้ายนี้หม่อมฉันขอแนะนำให้พระองค์ทรงถือความอับโชคของหม่อมฉันเป็นเครื่องเตือนพระทัยและให้เกิดประโยชน์ด้วย ตัวหม่อมฉันนั้นพร้อมแล้วที่จะพบกับวาระสุดท้ายซึ่งหม่อมฉันมิได้คาดคิดมาก่อน และไม่อาจแก้แค้นทดแทนได้ หม่อมฉันควรเป็นทุกข์ในความตาย แต่กลับยินดีถ้าได้รู้ว่าการประหัตประหารร่างของหม่อมฉันสามารถสร้างความมั่นคงให้แก่ฐานะของพระองค์และความสงบสุขของอาณาจักรนี้ แต่หม่อมฉันคาดการณ์ล่วงหน้าว่าวาระสุดท้ายเช่นกับที่พระองค์ได้ทรงทำความทุกข์ทรมานให้แก่หม่อมฉัน ก็จะมาถึงพระองค์เองในไม่ช้า ถ้าพระองค์ปรารถนาจะหนีเคราะห์กรรมซึ่งจะบีบคั้นพระองค์ จงทรงระมัดระวังออกญากลาโหม เพราะคนผู้นี้เป็นคนชั่วมีสันดานทรยศมาตั้งแต่หนุ่ม เพราะฉะนั้นเขาจึงถูกลงพระอาญาอย่างหนักบ่อยครั้ง ด้วยพระราชโองการของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อน เขาจะใช้เล่ห์กระเท่อย่างเฉลียวฉลาดและจะชิงมงกุฎจากพระเศียรของพระองค์ ทั้งจะนำพระองค์ไปสู่ความตาย ตลอดจนเชื้อพระวงศ์ทุก ๆ พระองค์ของพระเจ้าอยู่หัวในพระโกศ ซึ่งทรงเป็นพระเชษฐาของหม่อมฉันและพระราชบิดาของพระองค์ เพื่อตั้งตัวเองเป็นกษัตริย์ครองบัลลังก์ต่อไป"

พระเจ้าแผ่นดินมิได้มีความซาบซึ้งในคำแนะนำ ทั้งมิได้เกิดความสมเพทเวทนาเลย พระองค์ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงความตั้งพระทัยซึ่งได้ยึดมั่นอยู่ ตรงกันข้ามทรงมีรับสั่งให้นำพระมหาอุปราชไปสำเร็จโทษโดยเร็ว พระมหาอุปราชจึงถูกนำตัวไปที่วัดชื่อพระเมรุโคกพญา (Watprahimin Khopirja) ตรงข้ามกับพระราชวัง เพชฌฆาตให้พระองค์นอนลงบนผ้าแดง และทุบพระองค์ที่พระนาภีด้วยท่อนจันทน์ นี้เป็นวิธีสำเร็จโทษที่ใช้กันในประเทศสยาม ซึ่งใช้กับเจ้านายในราชตระกูลเท่านั้น เสร็จแล้วเขาก็ใช้ผ้านั้นห่อพระสรีระและไม้จันทน์ แล้วโยนลงไปในบ่อ ทิ้งให้พระศพเน่าเปื่อยไป นี่เป็นวาระสุดท้ายอันน่าเศร้าสลดของพระมหาอุปราชผู้ไร้สุข ซึ่งสิ้นพระชนม์ลงเพราะทรงกล้าอ้างสิทธิ์ในมงกุฎซึ่งเป็นสิทธิตามกฎหมายของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นพระมหาอุปราชที่ทรงมีความหวังอย่างยิ่งและทรงมีคุณสมบัติดีงามหลายประการ ถ้าหากพระองค์ทรงได้ครองราชบัลลังก์แล้ว พระองค์คงได้รับความเคารพเทิดทูนไม่น้อยกว่าพระเชษฐาธิราชของพระองค์

เกือบไม่มีผู้ใดเลยที่จะไม่โศกเศร้าในการสิ้นพระชนม์ของพระมหาอุปราช แต่ไม่มีใครกล้าแสดงอาการเศร้าสลดได้ เพราะเมื่อผู้ใดมีใจฝักใฝ่หรือเห็นว่าการสิ้นพระชนม์ของพระมหาอุปราชเป็นเรื่องสำคัญแล้ว ไม่ว่าเขาจะเป็นคนชั้นใดก็ตาม คนผู้นั้นจะถูกประหารและทรัพย์สินจะต้องถูกริบ มุขอำมาตย์และทหารที่มีใจฝักใฝ่ถูกถอดลงเป็นไพร่และถูกกระทำอย่างโหดเหี้ยม ภายในเวลาอันสั้น ผู้ที่เป็นมิตรและสมัครพรรคพวกทั้งปวงของพระมหาอุปราชก็สิ้นสูญไป

การพ่ายแพ้สงครามและการสิ้นพระชนม์ของเจ้านายทำให้ออกหลวงมงคลแม่ทัพของพระมหาอุปราชองค์ก่อนสิ้นความหวัง มีผู้ตักเตือนว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงค้นหาตัวเขาทุกหนทุกแห่ง เขาจึงหนีเตลิดเรื่อยไปและเมื่อไม่รู้ว่าจะซ่อนตัวอยู่ที่ใดดีแล้ว ก็ได้หลบเข้ามากรุงศรีอยุธยาในเวลาค่ำคืน เพื่อมุ่งติดตามออกญากลาโหมถึงในบ้าน หวังจะฆ่าเขาเสีย แต่บังเอิญคืนนั้นออกญากลาโหมถูกหน่วงเหนี่ยวไว้ในพระราชวัง แผนการของออกลวงมงคลจึงล้มเหลว ดังนั้น ออกหลวงมงคลจึงไปบ้านของตน และได้พาภรรยาหลวงกับอนุภรรยาอีกคนหนึ่งหนีไปด้วยกัน และไปถึงประสบสะแกกรัง (Pra Sop Sacce Gram) ชายเขตแดนมอญ ได้พำนักอยู่ที่นั่นชั่วระยะเวลาหนึ่ง ใช้ชีวิตอยู่กับป่าเขาอย่างไร้จุดหมาย ในที่สุดมีผู้พบที่ซ่อนตัว เจ้าหน้าที่ผู้ปกครองท้องที่นี้ได้ถือโอกาสตอนที่ออกหลวงมงคลไปล่าสัตว์ไปที่บ้านและพาภรรยามาเสีย ออกหลวงมงคลโกรธแค้นมาก หมดสิ้นความสุขทุกประการและหมดอาลัยในชีวิต จึงไปมอบตัวแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง และขอร้องให้นำตัวไปกรุงศรีอยุธยา เจ้าหน้าที่พันธนาการเขาด้วยโซ่ตรวนใส่ขา มือ แขน คอ และทุก ๆ ส่วนของร่างกาย เพราะได้รับคำตักเตือนมาก่อนในเรื่องพละกำลังมากมายผิดธรรมดาและเรื่องวิทยาคุณตามหลักไสยศาสตร์ ออกหลวงมงคลจึงหัวเราะขบขันคนเหล่านั้น และบอกว่าไม่มีประโยชน์อันใดที่ใส่โซ่ตรวนคนซึ่งยอมมอบตัวเป็นนักโทษโดยสมัครใจ เขากล่าวว่า "ถ้าหากข้าพเจ้าต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไป ก็จะไม่ยอมอยู่ในอำนาจของท่าน จะไม่ให้จับหรือคุมขังข้าพเจ้าได้เลย" กล่าวดังนั้นแล้ว ก็หักโซ่ตรวนออกโดยง่ายดายเหมือนดึงเศษเชือกหรือด้ายเปื่อย ๆ แล้วก็พูดต่อไปว่า "ถ้าข้าพเจ้าต้องการพิสูจน์พละกำลังและวิชาความรู้ของข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าก็สามารถฆ่าท่านได้หลายคนทีเดียว แต่ข้าพเจ้าต้องการตาย ฉะนั้น จงนำข้าพเจ้าไปกรุงศรีอยุธยาโดยอิสระ เพื่อว่าออกญากลาโหมผู้โหดเหี้ยมซึ่งปลงพระชนม์พระมหาอุปราชอาจพึงพอใจในเลือดของข้าพเจ้า เพราะเขากระหายมานานแล้ว"

พระเจ้าแผ่นดินทรงยินดีมากเมื่อทราบว่าออกหลวงมงคลมาถึงกรุงศรีอยุธยาแล้ว เพราะพระองค์โปรดคน ๆ นี้เนื่องจากเป็นผู้มีวิทยาคมและกล้าหาญ พระองค์มีพระประสงค์จะไว้ชีวิต จึงได้ส่งออกญากลาโหมไปพูดจาเกลี้ยกล่อม ถ้าออกหลวงมงคลตัดสินใจถวายความจงรักภักดีแก่พระเจ้าอยู่หัว ขอให้แจ้งให้ออกญากลาโหมทราบ ถ้าหากออกญากลาโหมนำคำสัตย์ปฏิญาณของออกหลวงมงคลไปกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ออกหลวงมงคลก็จะรอดชีวิต แต่ออกญากลาโหมกลับพบว่า ออกหลวงมงคลเย่อหยิ่งทรนงมาก โต้ตอบแต่เพียงว่า "ข้าพเจ้าไม่มีพระเจ้าอยู่หัวที่เคารพอีกแล้ว และพระเจ้าอยู่หัวผิดกฎหมายที่ท่านพูดถึง ทั้งตัวของท่านเองก็ได้ร่วมมือกันปลงพระชนม์ผู้สืบราชสมบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายเสียแล้ว เหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงอยากตายมากกว่าที่จะเชื่อฟังคนใจโหด ฆาตกร คนกบฏ และคนก่อกวนความสงบสุขของบ้านเมืองเช่นพวกท่าน ท่านอย่าหวังเลยว่า ข้าพเจ้าจะยอมให้สัตย์สาบานแก่คนซึ่งข้าพเจ้าไม่ขอเกี่ยวข้อง ให้มาเป็นนายของข้าพเจ้า"

ออกญากลาโหมได้กราบทูลผลการเกลี้ยกล่อมของตนให้พระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ ออกหลวงมงคลจึงถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยดาบ ก่อนจะตายเขาได้แนะนำและชี้แจงให้ราษฎรเห็นว่าบ้านเมืองตกอยู่ในอันตรายและทำนายล่วงหน้าว่า เคราะห์กรรมจะตามมาครอบคลุมบ้านเมืองในภายหลัง ในที่สุดเขาพูดถึงความกล้าหาญของตนเองและวิทยาคุณทางไสยศาสตร์ กับกล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้าหากใครคนใดยังสงสัยเรื่องที่เขาพูดนี้เขาจะพิสูจน์ให้เห็นจริงต่อหน้าคนทั้งหลาย อันที่จริง เมื่อเขาอยู่ในอาการสงบเพื่อรับดาบที่ฟันลงมา เพชฌฆาตก็ไม่สามารถทำให้เกิดบาดแผลในร่างกายของเขาได้ แม้จะได้ฟันเต็มแรงจนใบดาบชนิดโค้งนั้นคดไปก็ตาม ทุกครั้งที่เพชฌฆาตฟันก็เกิดเสียงดังเหมือนคมดาบกระทบทั่งตีเหล็ก หลังจากนั้นออกหลวงมงคลก็ลุกขึ้นดึงเชือกที่มัดตัวออก จับเพชฌฆาตไว้และบีบคอจนตาย เสร็จแล้วก็ขอน้ำ เขาเสกคาถาลงไปในน้ำ แล้วดื่มไปส่วนหนึ่ง ที่เหลือใช้ลูบไล้ร่างกาย และเอานิ้วขวาจุ่มลงไปในน้ำมนต์ และทำเครื่องหมายลงบนลำตัวด้านซ้ายใต้ซี่โครง ในประเทศสยามถ้าผู้ใดถูกตัดสินให้ตายด้วยคมดาบ จะต้องถูกฟันตรงนั้น ซึ่งไส้จะไหลออกมาอย่างเร็วที่สุด แล้วออกหลวงมงคลก็นอนลง แล้วสั่งให้เพชฌฆาตอีกคนหนึ่ง ซึ่งถูกนำตัวมาใหม่ให้ฟันเขาตรงที่ ๆ เขาทำเครื่องหมายเอาไว้ ถ้าหากฟันพลาด ออกหลวงมงคลจะบีบคอให้เหมือนกับที่ทำกับเพื่อนเขาคนก่อน เพชฌฆาตฟันดาบลงไป แต่ด้วยความกลัวพลาด จึงทำให้ฟันผิด ฟันไม่ถึงตาย ออกหลวงมงคลร้องดังลั่นและสั่งให้ฟันตรงหัวใจ มิฉะนั้นจะบีบคอเพชฌฆาตนี้เสียอีกคนหนึ่ง นี่คือวาระสุดท้ายของออกหลวงมงคล บุคคลผู้น่าเกรงขาม ผู้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินและทุกคนในราชสำนักตกอยู่ในความกลัว เมื่อออกหลวงมงคลสิ้นชีวิตแล้ว พระเจ้าแผ่นดินและออกญากลาโหมได้กล่าวอย่างเปิดเผยว่า พระมหาอุปราชและสมัครพรรคพวกสิ้นสูญและพินาศไปด้วยความตายของออกหลวงมงคล แต่ตราบใดที่เขา (ออกหลวงมงคล) ยังมีชีวิตอยู่ ความแค้นเคืองและความจองล้างของพระมหาอุปราช ก็ยังคงคุกรุ่นอยู่เรื่อยไป

พระเจ้าแผ่นดินทรงเห็นว่าพระองค์ทรงรอดพ้นจากศัตรูที่น่าสะพึงกลัวคนนี้แล้ว ก็ทรงปล่อยพระองค์ให้หลงระเริงกับความชั่วและของมึนเมาทุกชนิด บรรดาขุนนางเหลือที่จะทัดทานความทรนงและความน่าเกรงขามของพระองค์ได้ ประชาชนต่างเหลือระอาในความเหี้ยมโหดของพระองค์ พระองค์ไม่มีจริยาวัตรดีงามเหมือนพระราชบิดาเลย ไม่อาจหวัง สิ่งใดจากพระองค์ได้เลยนอกจากความทารุณและความเข้มงวดกวดขัน เพราะว่าพระองค์ประพฤติองค์โดยเห็นแก่ความสนุกสนานทั้งมวล ทรงพอพระทัยทอดพระเนตรการชนช้าง โปรดการขี่ม้าและฟันดาบ พระสุรเสียงขุ่น และพระพักตร์เคร่งอยู่เสมอ ประการฉะนี้จึงทำให้ความจงรักภักดีของไพร่ฟ้าประชาชนที่มีต่อพระองค์เสื่อมคลายลง แม้กระนั้นก็ไม่มีใครกล้าแสดงความไม่พอใจออกมา พระองค์ทรงแทบจะไม่มีส่วนในการบริหารกิจการบ้านเมือง ทรงไว้วางพระทัยให้เป็นไปตามคำแนะนำของออกญากลาโหม พระองค์ไม่ทรงทราบเรื่องคณะกบฏลับซึ่งเหล่าเสวกามาตย์ได้ก่อตั้งขึ้น ไม่ทรงคิดว่าจะมีคนกล้าขับไล่พระองค์ออกจากราชบัลลังก์ หรือพยายามแย่งชิงมงกุฎของพระองค์ ออกญากลาโหมจึงสบโอกาสอันเหมาะที่สุด จึงพร่ำบรรยายในสภาขุนนางถึงพระอารมณ์ร้ายของพระเจ้าแผ่นดิน ความเสเพลและมึนเมา แม้กระทั่งเรื่องความโหดเหี้ยมของพระองค์ ออกญากลาโหมแจ้งแก่เหล่าขุนนางว่า ตนเองต้องปฏิบัติภารกิจของบ้านเมืองทั้งปวงเป็นที่ยุ่งยากมาก แต่ตนก็ยังยึดมั่นในพระราชโองการครั้งสุดท้ายของพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อน ด้วยมีภาระรับผิดชอบทั้งมวลที่สุมตัวอยู่ ในส่วน ที่เป็นหน้าที่ของตนก็จะปฏิบัติไปเรื่อย ๆ โดยเต็มความสามารถเพื่อรักษา ชื่อเสียงเกียรติคุณของพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง คำบรรยายในเรื่องวิธีการทำงานและความตั้งใจดีที่ออกญากลาโหมแสดงให้ทุก ๆ คนทราบ ทำให้ได้รับความรักของประชาชน และขุนนางก็นิยมเขาโดยไม่ยากนัก ผลที่ได้รับคือออกญากลาโหมกลายเป็นคนสำคัญ มีความเป็นใหญ่เหนือกิจการงานเมืองทั้งปวง ทุกคนหันมาแสวงหาความโปรดปรานและซื้อหาเอาโดยให้ทรัพย์สินเป็นกำนัลในงานฉลองหรือวันงานพิธี มีคนติดตามออกญากลาโหมคับคั่งยิ่งกว่าเวลาพระเจ้าแผ่นดินเสด็จเสียอีก

เพื่อจะมิให้มีข้อบกพร่องในเรื่องราวเหล่านี้และเพื่อความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในเรื่องที่จะกล่าวถึงในภายหลัง จึงคงจะไม่เป็นการนอกเรื่องหากจะพูดถึงอดีตของออกญากลาโหม เกี่ยวกับชาติกำเนิดและชีวิต ตลอดจนความวุ่นวายต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากความเกเรในวัยหนุ่ม บิดาของออกญากลาโหมเป็นพี่ชายคนใหญ่ของพระชนนีของพระเจ้าทรงธรรม ชื่อว่าออกญาศรีธรรมาธิราช (Oya Sidarma Thyra) ท่านผู้นี้มียศบรรดาศักดิ์แต่พ้นราชการ และไม่มีส่วนในกิจการบ้านเมืองเลย ถึงกระนั้นก็มิได้ขวางกั้นความโปรดปราน ทั้งนี้ เพราะความมีอารมณ์ดีและความโอบอ้อมอ่อนโยนในการสนทนาปราศรัย

พระเจ้าอยู่หัวในพระโกศทรงให้ความนับถือเขาในฐานะเป็นลุงและโปรดปรานเขามาก แต่ออกญาศรีธรรมาธิราชต้องถูกจำคุกบ่อยครั้งเพราะการกระทำความผิดและความชั่วร้ายต่าง ๆ ของบุตรชาย เขาได้นำออกญากลาโหมมาถวายไว้ในพระราชวังตั้งแต่ยังเยาว์วัย ครั้งแรกได้เป็นมหาดเล็กของพระเจ้าแผ่นดิน ครั้นอายุ ๑๓ ปี ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้ามหาดเล็ก ตั้งแต่นั้นมาก็แสดงให้เห็นน้ำใจและความกล้าหาญ แต่ออกญากลาโหมใช้ชีวิตอย่างเลวทรามมาก มีความสนุกเพลิดเพลินจากการดื่มสุรา และสมรู้ร่วมคิดในการลักทรัพย์ ทั้งนี้ เนื่องจากถูกตั้งให้เป็นหัวหน้าไปกับพวกปล้นทำการปล้นในเวลาค่ำคืนบ่อย ๆ เรื่องนี้เป็นเหตุให้พระเจ้าแผ่นดินต้องทรงสั่งสอน โดยฟันศีรษะด้วยดาบใหญ่หลายทีด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง และส่งไปจำขังในคุกมืด แต่ออกญากลาโหมก็พ้นโทษออกมาและได้รับความโปรดปรานอีก ทั้งนี้ เพราะความช่วยเหลือของน้าสาว คือ พระชนนีของพระเจ้าอยู่หัว เมื่ออายุ ๑๖ ปี ก็ได้เป็นที่จมื่นศรีสรรักษ์ (Pramonsy Saropha) หรือผู้บังคับกองทหารมหาดเล็ก แต่ทว่ามิได้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนี้ดีเท่าที่เคยทำมาก่อน ครั้นอายุ ๑๘ ปี ก็ได้ทำผิดซึ่งมีโทษถึงตาย แต่ก็มีเหตุที่ทำให้รอดชีวิตมาได้ เรื่องราวมีดังนี้

มีประเพณีโบราณในอาณาจักรสยามตั้งขึ้นมาเป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว คือเมื่อถึงฤดูเกี่ยวข้าวและเมื่อเก็บข้าวเสร็จแล้วต้องทำความสะอาดพื้นดินเป็นการกำจัดแมลงและสิ่งปฏิกูลอื่น ๆ ด้วยการจุดไฟที่กอต้นข้าวที่เกี่ยวแล้ว ก่อนการหว่านต้องไถพื้นดินเสียก่อน พระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกไปยังชนบทในพระอิริยาบถสง่างาม และพรั่งพร้อมด้วยข้าราชบริพารจำนวนมาก เพื่อทำพิธีแรกนาขวัญปลดปล่อยพระธรณีให้รอดพ้นจากภูตผี ซึ่งจะได้ไม่เข้าไปปะปนกับเมล็ดข้าวและต้นข้าว ถ้าพระเจ้าแผ่นดินไม่เสด็จในงานพิธีนี้ การเพาะปลูกจะไม่เป็นผลเลย และถ้าหากพระองค์ทรงทำพิธีนี้เอง พระองค์จะดำรงพระชนมชีพไปได้ไม่เกิน ๓ ปี อาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณในแถบนี้ของโลกซึ่งสดับเรื่องราวสำคัญนี้ได้กล่าวว่า ตนได้ตรวจเห็นในวิถีโครจรของดวงดาวว่า ถ้าพระเจ้าแผ่นดินไม่เปลี่ยนประเพณีนี้ และมอบหน้าที่นี้ให้แก่ขุนนางแล้ว พระราชวงศ์จะสิ้นสูญไปในไม่ช้า ฉะนั้น จึงทรงมอบหมายหน้าที่ให้แก่เจ้านายคนหนึ่งของราชสำนัก ซึ่งมีตำแหน่งเป็นสมุหนายก แต่คนผู้นี้ไม่สามารถทำพิธีนี้ได้เพราะได้สิ้นชีวิตลงอย่างกะทันหัน ทรงขอความเห็นในเรื่องเหตุบังเอิญนี้ อาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณได้ทูลตอบว่า ดาวต่าง ๆ เป็นเหตุให้เกิดโชคร้ายทำนองนี้แก่ผู้ได้รับมอบหน้าที่จากพระองค์ทุกคน เพื่อรักษาพิธีนี้ไว้ จำเป็นต้องมอบหน้าที่นี้แก่ขุนนางที่มียศต่ำ โดยให้เหตุผลว่า เหล่าภูตผีพากันกำเริบยะโส เพราะผู้มีเกียรติยศสูงมาทำพิธีขับไล่ และเทพเจ้าไม่ทรงพอพระทัยที่กษัตริย์และสมุหนายกถ่อมตนมากเกินไป โดยมาร่วมในการขับไล่ภูตผี

พระเจ้าแผ่นดินและที่ประชุมเสนาบดีเห็นว่าเหมาะสมแล้วที่เห็นด้วยกับความคิดนี้ซึ่งเป็นไปตามหลักการของโหราจารย์และพระภิกษุสงฆ์ จึงทรงแต่งตั้งผู้มีตำแหน่งเป็นออกญาข้าว[11] เป็นพระยาแรกนา เมื่อได้รับเลือกให้ทำพิธี ออกญาข้าวก็ถูกส่งไปอยู่ตามลำพังในที่ ๆ ห่างไกลพระนคร และไม่ออกจากที่พักหรือบริเวณรอบ ๆ บ้านด้วย จนกระทั่งถึงวันกำหนดสำหรับทำความสะอาดประเทศ จึงได้กลับไปยังราชสำนัก และเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ได้พระราชทานพระภูษาใหม่อันเป็นฉลององค์ของกษัตริย์และให้สวมมงกุฎรูปกรวยแหลมลงบนศีรษะ ออกญาข้าวต้องนั่งในบุษบกเล็ก ๆ ทรงปิระมิด มีคน ๘ คนหาม ออกเดินจากพระราชวังไปตามถนน มีบริวารล้นหลามพร้อมด้วยเครื่องดีดสีตีเป่าติดตามไปยังชนบท ทุก ๆ คนแม้แต่เสวกามาตย์และชาววังคนอื่น ๆ ถวายเกียรติยศทำนองเดียวกับที่ถวายพระเกียรติยศแก่พระเจ้าแผ่นดิน ทั้งนี้ เพราะเขาได้ถูกสมมติให้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ออกญาข้าวไม่ได้รับค่าตอบแทนอื่นใด นอกจากเงินที่เก็บจากค่าปรับไหมจากคนที่พบกลางทาง และคนที่ไม่ปิดประตูบ้านเมื่อขบวนผ่านมาหรือคนที่เปิดร้าน หรือแผงลอยในถนนโล่ง ๆ จ่ายให้ เพราะเขามีสิทธิแย่งยื้อเอาจนกว่าคนเหล่านั้นจะยอมจ่ายเงินชดเชยให้ ทั้งนี้ เขาได้รับเงินรวม ๓ ชั่ง เป็นเงินสยาม ซึ่งมีค่ามากกว่า ๔๐ เหรียญโบราณของเสปญเล็กน้อย สำหรับวันนั้น ในทันทีที่ออกจากพระราชวังก็มีอำนาจและเกียรติยศเช่นเดียวกับพระเจ้าอยู่หัว ยิ่งกว่านั้นเพื่อให้สมเหตุสมผล พระเจ้าแผ่นดินเองจะไม่เสด็จจากพระราชวังเลย และไม่ปรากฏองค์ให้ใครเห็นด้วย พระยาแรกนาเมื่อมาถึงโรงพิธี ก็อนุญาตให้ทุก ๆ คน เข้าโจมตีต่อสู้กับพรรคพวกและบริวารผู้ติดตาม มีกฎอยู่ว่า ผู้ที่เข้าโจมตีจะแตะต้องตัวหรือองครักษ์ของพระยาแรกนาไม่ได้ และถ้าหากพระยาแรกนาได้ชัยชนะในการต่อสู้กับฝูงชนแล้ว จะเป็นสัญญลักษณ์ว่า ปีนั้นข้าวจะอุดมสมบูรณ์ และถ้าการ กลับตรงกันข้าม พระยาแรกนาต้องหนีกระเจิง ก็ทำนายได้ว่าเป็นลางร้าย และเกรงว่าภูตผีจะทำลายพืชผลของแผ่นดิน พิธีขำ ๆ เหล่านี้จบลงอย่างง่าย ๆ แต่มีบ่อยครั้งที่การต่อสู้รุนแรงถึงมีผู้เสียชีวิตหลายคน สุดท้ายของพิธีนี้ พระเจ้าแผ่นดินปลอมได้กลับไปยังพระราชวังในเวลาเย็นเพื่อได้ถอดมงกุฎและเครื่องทรงกษัตริย์อื่น ๆ ออกและกลับมียศตำแหน่งสามัญดังเดิม ตลอดปีนั้นเขาจะอยู่เย็นเป็นสุขหรือว่าเจ็บไข้ ก็แล้วแต่โชคดีร้ายและค่าปรับสินไหมที่ได้รับในวันนั้น

ขณะนั้นออกญากลาโหมเพิ่งมียศเป็นจมื่นศรีสรรักษ์ และมีอายุประมาณ ๑๘ ปี วันหนึ่งเมื่อมีการทำพิธีนี้ เขาได้อยู่ที่ชนบทนั้นด้วย โดยมากับน้องชายซึ่งบัดนี้เป็นฝ่ายหน้าหรือมหาอุปราช ทั้ง ๒ คนขี่ช้างมีบ่าวไพร่ติดตามมาหลายคน และได้เข้าโจมตีพระยาแรกนาอย่างดุเดือด ดูเหมือนว่ามีเจตนาจะฆ่าพระยาแรกนาและกลุ่มผู้ติดตามทั้งหมดด้วย ฝ่ายองครักษ์เห็นดังนั้นก็เข้าต่อสู้ป้องกันพระเจ้าแผ่นดินตัวปลอม ต่อต้านสองขุนนางหนุ่ม และขว้างก้อนหินไปถูกน้องชายได้รับบาดเจ็บ จมื่นศรีสรรักษ์ก็ถอดดาบและโถมเข้าสู้อย่างดุเดือดจนพระยาแรกนาและองครักษ์จำต้องถอยหนี พระยาแรกนากลับมายังพระราชวังและนำความกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัว ถึงเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นโดยจมื่นศรีสรรักษ์เป็นผู้ก่อ

พระเจ้าอยู่หัวกริ้วเป็นกำลังถึงเรื่องความชั่วร้ายที่ได้เกิดขึ้น พระองค์รับสั่งให้ค้นหาตัวจมื่นศรีสรรักษ์ และให้นำมายังพระราชวัง แต่คนชั่วผู้นี้รู้ตัวดีว่ามีผู้ติดตามจับ จึงซ่อนตัวอยู่ในโบสถ์กับบรรดาสงฆ์ และไม่กล้าเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินในขณะที่ทรงพิโรธหนัก เมื่อพระเจ้าแผ่นดินไม่อาจลงโทษให้สมกับพระอารมณ์ขุ่นเคืองได้ ออกญาศรีธรรมาธิราช (Oya Sidarma Thyra) จำต้องได้รับผลการกระทำนี้ พระองค์รับสั่งว่าจะประหารชีวิตเขาถ้าหากไม่นำตัวบุตรชายมาเฝ้า จมื่นศรีสรรักษ์เมื่อทราบข่าว จึงออกจากที่หลบซ่อนมาเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว และทูลขอพระราชทานอภัยโทษ แต่ถูกมหาดเล็กจับตัวไว้ พระเจ้าแผ่นดินทรงฟันเขา ๓ ทีที่ขาทั้ง ๒ าง จากหัวเข่าลงมาถึงข้อเท้า แล้วพระองค์จับเขาโยนเข้าไปในคุกใต้ดิน รับสั่งให้พันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวนที่ส่วนทั้ง ๕ ของร่างกาย จมื่นศรีสรรักษ์ถูกจำขังอยู่ในคุกมืดเป็นเวลา ๕ เดือน จนกระทั่งเจ้าขรัวมณีจันทร์ (Zian Croa Mady Tjan) ชายาม่ายของพระเจ้าอยู่หัวในพระโกศ คือ พระ Marit หรือพระองค์ดำได้ทูลขอ จึงได้กลับเป็นที่โปรดปรานอีก

จมื่นศรีสรรักษ์ไม่อาจลืมการลงอาญาที่โหดร้ายทารุณนี้ได้ แม้ว่าตนสมควรจะได้รับโทษนั้น นับแต่นั้นมา ก็กระหายที่จะแก้แค้นทดแทน ที่สำคัญก็คือต้องการทำลายล้างพระองค์ทอง (Phra Onthong) และพระศรีสิน (Phra Sysingh) พระอนุชาของพระเจ้าแผ่นดินซึ่งเป็นที่โปรดปรานรักใคร่เหนือสิ่งอื่น จมื่นศรีสรรักษ์เชิญสหายสี่คนมาเลี้ยงอาหารเย็นที่บ้าน เพื่อดำเนินการแผนการชั่วร้ายนี้ คนทั้ง ๔ คือ ออกหลวงพิบูล (Oloangh Pibon) ซึ่งเป็นออกญานครราชสีมา (Oya Carassima) แต่เสียชีวิตตั้งแต่ยังหนุ่ม จงใจภักดิ์ (Choen Choenpra) ซึ่งต่อมาได้เป็นออกพระจุฬา (Opra Tiula) อภัยณรงค์ (Eptiongh Omongh) ต่อมาได้เป็นออกญาพิษณุโลก (Oya Poucelouck) และจางใหม่ จางวาง (Tiongh Maytiau Wangh) ต่อมาได้เป็นตำแหน่งพระคลัง (Oya Berckelangh) เมื่อจมื่นศรีสรรักษ์ได้เกลี้ยกล่อมคนเหล่านั้นเป็นอย่างดี และครั้นผีร้ายได้เข้าสิงความคิดของคนพวกนั้นแล้ว จมื่นศรีสรรักษ์จึงขยายให้รู้ถึงแผนการแก้แค้นเจ้านายด้วยความอาฆาตพยาบาท โดยอ้างเหตุที่พระเจ้าแผ่นดินลงพระอาญาเขาในความผิดหนหลัง ฉะนั้น ต่างคนจึงให้สัตย์สาบานไว้ต่อกันเป็นมั่นคงด้วยการดื่มเลือดของแต่ละคนอันเป็นพิธีที่เคยปฏิบัติกันมา ขุนนางทั้ง ๔ คนนี้สัญญาจะช่วยเหลือสนับสนุนจมื่นศรีสรรักษ์ และในที่สุดได้ลงความเห็นว่า สมควรบุกเข้าไปในปราสาทซึ่งเจ้าชายทั้งสองประทับอยู่ เข้าไปในห้องและปลงพระชนม์เสีย ภายหลังที่วางแผนแล้ว ๔ หรือ ๕ วัน ทาสคนหนึ่งของจมื่นศรีสรรักษ์ก็เผยอุบายนั้น พระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งให้หาตัวเขามาเฝ้าและตรัสถามถึงสาเหตุที่เขาคิดการรุนแรงร้ายกาจต่อพระอนุชาทั้ง ๒ ของพระองค์ จมื่นศรีสรรักษ์ทูลปฏิเสธและสาบานอย่างน่ากลัว เพื่อยืนยันคำปฏิเสธของตน แต่พระเจ้าอยู่หัวทรงแน่พระทัยในความจริงของข้อกล่าวหานี้ พระองค์พิโรธหนักและคงจะฆ่าเขาเสียด้วยดาบญี่ปุ่น ถ้าหากดาบไม่ติดสายสะพายเสียซึ่งทำให้ทรงฟันพลาด จมื่นศรีสรรักษ์หาที่หลบซ่อนตัว แต่พระเจ้าแผ่นดินทรงจับเขาได้และฟันลงที่บ่าและหลังด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง แล้วพระองค์รับสั่งให้ขังจมื่นศรีสรรักษ์และสมัครพรรคพวกไว้ในคุกมืด รวมกับพวกหัวขโมยและฆาตกร พระเจ้าแผ่นดินทรงขังออกญาศรีธรรมาธิราช บิดาของจมื่นศรีสรรักษ์ไว้ด้วย แต่ออกญาผู้นี้ไม่มีความผิด พระองค์จึงปล่อยให้เป็นอิสระ

หลายปีต่อมาพระเจ้าอยู่หัวทรงเตรียมกองทัพที่แข็งแกร่งยิ่ง ๒ ทัพทรงมุ่งทำสงครามในประเทศเขมรเพื่อทวงความสวามิภักดิ์ของประเทศนั้น จมื่นศรีสรรักษ์ถือโอกาสอันเหมาะนี้อ้อนวอนออกญาอุปราช[12] ให้ทูลขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระเจ้าแผ่นดิน เพราะว่าเมื่อพ้นจากคุกแล้ว เขาไถ่โทษด้วยการทำการรบอย่างกล้าหาญ โดยให้สัญญาว่าจะตั้งใจทำการสู้รบ ออกญาอุปราชเป็นหัวหน้าขุนนางในประเทศ และได้คุมกองทัพเรือร่วมกับออกญาพระคลังเพราะว่าพระเจ้าแผ่นดินมีพระราชประสงค์คุมกองทัพบกไปด้วยพระองค์เอง เมื่อได้สดับคำทูลอ้อนวอนของขุนนางเหล่านี้ พระเจ้าแผ่นดินจึงทรงปล่อยจมื่นศรีสรรักษ์พร้อมด้วยสมัครพรรคพวกเป็นอิสระภายหลังที่ติดคุกอยู่เป็นเวลากว่า ๓ ปี และส่งตัวไปรบเขมรทางทะเล อันที่จริงแม้สงครามครั้งนี้ไม่สำเร็จดังที่พวกตนได้สัญญาไว้ แต่จมื่นศรีสรรักษ์ก็ทำการรบอย่างเข้มแข็ง และแม่ทัพทั้งหลายได้เสนอความดีความชอบให้ จมื่นศรีสรรักษ์จึงกลับเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าแผ่นดินอีกครั้งหนึ่ง ทรงให้เขากลับเข้ารับราชการในราชสำนักได้ และพระราชทานตำแหน่งให้เป็นจมื่นสรรเพธภักดี (Sompan Meon) แม้กระนั้นก็ดี จมื่นศรีสรรักษ์ก็ไม่เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยสันดาน เพราะมาเป็นชู้กับพระชายาและสนมของเจ้าชายพระอนุชาของพระเจ้าแผ่นดิน พระอนุชาได้กราบทูลร้องทุกข์อย่างขมขื่นในเรื่องนี้ พระเจ้าแผ่นดินทรงกริ้วมากถึงกับตัดสินลงโทษให้ประหารชีวิต และด้วยเห็นแก่คำอ้อนวอนของพระราชมารดา และออกญาศรีธรรมาธิราชบิดาของเขา จึงทรงลดโทษลงเป็นจำคุกตลอดชีวิต จมื่นศรีสรรักษ์ติดคุกอีก ๓ ปี และเกิดความรู้สึกสำนึกตน จากนั้นมาก็ประพฤติตนเป็นที่นิยมของผู้คนและได้แสดงให้เห็นถึงน้ำใจและความแคล่วคล่องในการงาน จนพระเจ้าแผ่นดินพระราชทานตำแหน่งออกญาศรีวรวงศ์ (Oya Siworrawongh) มีหน้าที่ควบคุมดูแลพระราชวัง อาจกล่าวได้ว่าระหว่างปีท้าย ๆ ในรัชกาลของกษัตริย์องค์นี้ ออกญาศรีวรวงศ์เท่านั้นที่ได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้าแผ่นดิน ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยในระหว่างประชวรครั้งสุดท้าย เมื่อเขาจัดการสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปตามแผนการชั่วของตนแล้ว ตอนเริ่มรัชกาลใหม่ ก็ได้เป็นออกญากลาโหม เกียรติยศซึ่งได้รับอยู่ขณะนี้เป็นเสมือนขั้นที่ก้าวไปสู่ตำแหน่งกษัตริย์โดยการยึดบ้านเมืองมาจากพระเจ้าแผ่นดิน และกำจัดราชตระกูลให้สูญสิ้นไป

ได้กล่าวมาแล้วถึงสาเหตุที่ทำให้ออกญาศรีวรวงศ์ได้เป็นออกญากลาโหมผู้ก่อความยุ่งยากขึ้นเพื่อกวาดล้างขุนนางที่มีอำนาจสูงสุด ร่ำรวยที่สุด และสำคัญที่สุด โดยกล่าวหาว่าคนเหล่านั้นเกลียดชังพระเจ้าแผ่นดินและเป็นสมัครพรรคพวกของพระมหาอุปราชพระปิตุลา ขุนนางบางคนถูกประหารชีวิต คนอื่น ๆ ถูกเนรเทศหรือจำคุก ตำแหน่งราชการที่ว่างลง ก็มอบให้แก่คนของออกญากลาโหม ทรัพย์สมบัติของผู้ที่ถูกประหารและผู้ที่ถูกถอดซึ่งริบเอามานั้น ได้แจกจ่ายให้แก่บรรดาคนโปรดซึ่งตนหมายจะใช้ประโยชน์ในโอกาสซึ่งจะมาถึงในไม่ช้าดังจะได้เห็นต่อไป การบริหารกิจการบ้านเมืองทั้งปวงซึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงปล่อยให้เขารับภาระได้อำนวยประโยชน์ให้เขามากในการผูกมิตรไมตรี และด้วยอำนาจหน้าที่ ทำให้ออกญากลาโหมเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป ออกญาศรีธรรมาธิราชถึงแก่กรรมก่อนพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตไม่นาน และน้องชายก็สิ้นชีวิตในเวลาต่อมา ในการจัดงานปลงศพน้องชาย ออกญากลาโหมได้นำอัฐิของบิดาซึ่งฌาปนกิจเรียบร้อยแล้วโดยถูกต้องตามประเพณีมาเผาใหม่อีกครั้งหนึ่ง การกระทำเยี่ยงนี้เป็นเกียรติยศซึ่งใช้เฉพาะพระเจ้าแผ่นดินหรือพระมหาอุปราชซึ่งสืบราชบัลลังก์ เมื่อเจ้านายในราชตระกูลได้พ่ายแพ้ไป ไม่ว่าโดยปราบดาภิเษกหรือโดยได้รับเลือกก็ตาม พระองค์อาจขุดอัฐิของพระราชบิดาหรือพระประยูรญาติขึ้นมาเผาตามราชพิธีได้ เหล่าเสวกามาตย์ และขุนนางผู้ใหญ่อื่น ๆ จำนวนมาก ได้ไปในงานเผาศพน้องชายและเผากระดูกบิดาของออกญากลาโหมอย่างคับคั่ง ทั้งนี้ เพื่อเป็นเกียรติแก่ออกญากลาโหม พิธีนี้ทำอยู่ ๓ วัน และทำอย่างโอ่อ่าหรูหราซึ่งไม่มีขุนนางคนใดเคยทำได้เหมือน ซึ่งเป็นการผิดประเพณีไทย

พระราชมารดาของพระเจ้าแผ่นดินนั้นทรงขุ่นเคืองออกญากลาโหมอยู่แล้ว ที่ให้ตำแหน่งสำคัญ ๆ ของบ้านเมืองแก่คนและสมัครพรรคพวกของตนเอง จึงทรงฉวยโอกาสเพ็ดทูลพระเจ้าแผ่นดินให้เกิดความระแวงสงสัยและเป็นที่เกลียดชังด้วย พระนางทรงปรึกษาหารือและคบคิดกับ เหล่าศัตรูของออกญากลาโหม ทรงชี้แจงถึงความประพฤติชั่วร้ายต่าง ๆ ของออกญากลาโหม ซึ่งไม่ยากเลยที่พระเจ้าแผ่นดินจะเพ่งเล็งสงสัยขุนนางเหล่านั้น และทรงคิดกำจัดเสนาบดีคนโปรดผู้นี้เสีย แต่ทรงสำนึกได้ว่า พระองค์ไม่อาจแก้ไขอำนาจของพระองค์ที่อยู่หลังอำนาจของเสนาบดีผู้นี้ได้ พระองค์ตัดสินพระทัยอย่างกะทันหัน และทรงตัดสินโทษออกญากลาโหมอย่างไม่รอบคอบและหุนหันพันแล่น โดยทรงต้องการให้ออกญากลาโหมถึงพินาศไปดังเช่นที่ได้ทำแก่คนอื่น ๆ

ในวันที่สามของงานปลงศพน้องชายออกญากลาโหม พระองค์เสด็จขึ้นประทับเหนือราชบัลลังก์และทรงบริภาษด้วยความแค้นเคืองจัดว่า ขุนนางทุกคนเป็นอะไรไป ทำไมไม่มาสู่พระราชวังและหมอบเฝ้าตามที่ของตนในเวลาเข้าเฝ้าเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ดังเช่นเคย ออกญาพระคลัง (Oya Berckelangh) ซึ่งเป็นสมัครพรรคพวกและเป็นคนของออกญากลาโหมได้มายังพระราชวังเนือง ๆ เพื่อสังเกตพระอารมณ์ของพระเจ้าแผ่นดินและเพื่อดูว่าพระองค์จะทำประการใด เขากราบทูลว่าออกญากลาโหมติดธุระในการเผาศพน้องชายและกระดูกบิดา ทั้งเพ็ดทูลว่า ขุนนางทั้งหลายได้รับเชิญให้ไปร่วมในพิธีเผาศพนี้ ฉะนั้น พระเจ้าแผ่นดินจึงทรงระบายความกริ้วออกมาอย่างโง่เขลา ตรัสย้อนว่า "ข้าคิดว่าอาณาจักรไทยมีพระเจ้าแผ่นดินเพียงองค์เดียว และคิดว่าตัวข้าเองเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ราชาภิเษกตามกฎหมายจริง ๆ ไพร่ฟ้าประชาชนไม่ว่าจะอยู่ในชั้นใดตำแหน่งใดก็ตาม ต้องให้เกียรติยศเคารพและเชื่อฟังข้า แต่ข้าเห็นว่าข้าเป็นพระเจ้าแผ่นดินแต่ชื่อ อันที่จริงออกญากลาโหมนั่นแหละคือพระเจ้าแผ่นดิน ขุนนางทุกคนพากันหยุดงานที่ต้องปฏิบัติต่อข้า ทอดทิ้งข้าไป และฝักใฝ่อยู่แก่ออกญากลาโหม ข้าจะจัดการให้สาสมทีเดียว เมื่อออกญากลาโหมเข้ามาในวังกับพรรคพวก ข้าจะทำกับมันนี้ให้สมกับที่ละเลยต่อหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวออกญากลาโหมเอง ข้าจะขัดขวางทุกทางไม่ให้มันมีบริวารมากมายในกาลข้างหน้า ไม่ให้มีเกียรติยศที่สร้างให้แก่ตัวเอง โดยเอาพ่อและน้องชายมาบังหน้า" ออกญาพระคลัง (Oya Berckelangh) ต้องการขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ออกญากลาโหม และเพื่อแสดงให้พระเจ้าแผ่นดินทรงเห็นว่าความรักและเคารพที่มีต่อบิดาเป็นเหตุชักจูงให้ออกญากลาโหมกระทำไปเช่นนั้น แต่พระเจ้าแผ่นดินทรงตระหนักดีว่าออกญาพระคลังเป็นพรรคพวกคนหนึ่งของออกญากลาโหม พระองค์ทรงตัดสินลงโทษออกญากลาโหมอย่างโหดร้ายและสั่งให้ประหารชีวิตเสีย กับรับสั่งให้ราชองครักษ์และเหล่าทหารเตรียมพร้อม แล้วพระองค์เสด็จขึ้นด้วยความพิโรธหนัก ซึ่งทำให้ขาดการไตร่ตรองโดยรอบคอบ ว่าออกญากลาโหมอาจจะไม่เลิกชุมนุมพรรคพวกที่เข้มแข็งก็ได้ ในเมื่อได้ล่วงรู้ถึงการกระทำซึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงแสดงออกมา

ออกญาพระคลังหนีพ้นภาวะยุ่งยากไปได้อย่างลอยนวล เมื่อออกจากพระราชวัง ก็รีบร้อนไปพบออกญากลาโหม และเล่าให้ออกญากลาโหมฟังถึงข้อความที่เขาได้ยินจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าแผ่นดิน รวมทั้งการกระทำและผลเสียที่ตนและมิตรสหายหวั่นว่าจะได้รับ ออกญากลาโหมแสดงความประหลาดใจอย่างใหญ่หลวง มีอาการถอนใจ โศกเศร้าจนบรรดาขุนนางที่อยู่ใกล้ๆ ไต่ถามถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงโดยกะทันหันที่พวกตนได้เห็น ออกญากลาโหมเล่าให้ขุนนางเหล่านั้นฟังถึงเรื่องที่ออกญาพระคลังเพิ่งแจ้งให้ทราบ เขาพูดด้วยถ้อยคำที่จับใจและคาดคะเน ว่าพระเจ้าแผ่นดินคงจะทรงขัดเคืองพวกเขาเหล่านั้น ออกญากลาโหมได้กล่าวเสริมว่า ตนพร้อมที่จะตาย ถ้าหากเลือดของตนสามารถดับเพลิงพิโรธที่รุมล้อมพระเจ้าแผ่นดินและสามารถทำให้พระองค์คืนดีกับขุนนางทั้งปวง "แต่เมื่อพระเจ้าอยู่หัวสั่งประหารข้าพเจ้าซึ่งเป็นคนที่พระองค์พระราชทานความโปรดปรานอย่างลึกซึ้งและเป็นถึงหัวหน้าเสนาบดีแล้ว ท่านทั้งหลายจะไม่หวาดหวั่นต่อความพินาศทั้งนี้หรือ และท่านจะรักษาตัวให้พ้นจากเงื้อมมือของคนใจโหดผู้นี้ได้อย่างไร แล้วใครจะอยู่ในวังคอยขัดขวางมิให้พระองค์ทรงกระทำไปตามการอันชั่วร้ายของพระองค์ และข้อสำคัญนั้น ข้าพเจ้าขอให้ท่านทั้งหลายคิดดูเถิดว่าสถานการณ์บ้านเมืองนี้จะเป็นอย่างไร ภายหลังที่พระองค์ทรงประหารชีวิตพวกเราทุกคนแล้ว เพราะท่านย่อมทราบดีอยู่แล้วถึงพระชนมายุของพระองค์ ท่านย่อมรู้ถึงพระราชประสงค์อันเป็นไปตามพระนิสัยที่เลวร้าย ตลอดจนพระอารมณ์ ความมีอคติหลงมัวเมา และความโหดร้ายของพระองค์ได้ดีกว่าข้าพเจ้า และถ้าหากสิ่งนี้เป็นความประพฤติของพระองค์ในขณะนี้ พระองค์จะเป็นเช่นไรเมื่อพระองค์ได้ประหารชีวิตมุขมนตรีส่วนใหญ่เสีย และไม่ได้รับความช่วยเหลืออีกต่อไปจากเหล่าเสนาบดีที่ปรึกษาซึ่งแวดล้อมพระองค์อยู่ในขณะนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เมื่อเหตุการณ์เหล่านั้นได้เกิดขึ้นแล้ว บ้านเมืองของเราจะไม่ยุ่งเหยิงอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง และบางทีอาจต้องทำสงครามกับต่างชาติก็ได้ ซึ่งจะเป็นเหตุให้เราต้องอยู่ใต้การปกครองของประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศบ้านเมืองก็อาจจะสิ้นสุดลงอย่างน่าเศร้าสลด"

สุนทรพจน์ที่ออกญากลาโหมกล่าวด้วยน้ำเสียงสะอื้นแสดงอาการโศกาดูรนี้ บีบคั้นจิตใจบรรดาขุนนางทหารอย่างยิ่ง จนคนเหล่านั้นยินยอมผูกมัดตนเองเข้าเป็นมิตรเพื่อผลประโยชน์ของออกญากลาโหมอีกครั้งหนึ่ง ต่างทำสัญญากันในระหว่างพวกตนและกำชับรับรองกันด้วยการสาบานอย่างมั่นเหมาะโดยดื่มโลหิตซึ่งกันและกัน คนพวกนี้ทำสัญญากับตนเองว่าจะไม่ยอมให้พระเจ้าแผ่นดินจับพวกตนคนใดคนหนึ่งไป และจะร่วมกันกับ พวกพ้องต่อต้านปฏิกิริยาที่พระเจ้าแผ่นดินปรารถนาจะกระทำต่อพวกตน

เพื่อให้แน่ใจในความตั้งพระทัยมั่นของพระเจ้าแผ่นดิน และเพื่อจะได้ทราบว่าพระองค์ทรงหายกริ้วแล้วหรือยัง หรือพระองค์ทรงตัดสินพระทัยเด็ดเดี่ยวที่จะต่อต้านออกญากลาโหมและขุนนางคนอื่น ๆ อย่างไรบ้าง ออกญากลาโหมจึงให้ออกญาพระคลังไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินเพื่อฟังความคิดเห็นของพระองค์ และให้พยายามทูลขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ออกญากลาโหมและมิตรสหาย ด้วยออกญาพระคลังผู้นี้เป็นคนบึกบึนช่างเจรจา อันเป็นนิสัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่หนุ่มเมื่อครั้งอยู่ในวังในฐานะที่เป็นแม่กองมหาดเล็กของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อน ในการมาพระราชวังครั้งนี้ออกญาพระคลังกล้ากราบบังคมทูลถึงความมุ่งหมายที่ตนมา และหาวิธีหว่านล้อมพระเจ้าแผ่นดินว่า พระองค์ทรงรับฟังคำเพ็ดทูลที่ต่ำช้าในเรื่องเจตนาและความประพฤติของออกญากลาโหมและขุนนางอื่น ๆ แต่กลับได้เห็นว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงพิโรธมากขึ้นเป็นทวีคูณ ถึงกับทรงห้ามมิให้ออกญาพระคลังกราบทูลเรื่องนี้แก่พระองค์อีก และตรัสว่า ออกญาพระคลังเป็นพรรคพวกคนหนึ่งของออกญากลาโหมด้วยเหมือนกัน พระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งให้ออกญาพระคลังไปให้พ้นจากราชสำนัก ให้กลับไปหาพวกตน ซึ่งเป็นคนทรยศต่อพระองค์เช่นเดียวกัน แล้วพระองค์ทรงดำเนินการเป็นปรปักษ์ต่อออกญากลาโหมและพรรคพวกต่อไปอีก เมื่อเห็นพระเจ้าแผ่นดินทรงมีพระอารมณ์เช่นนี้ ออกญาพระคลังก็หวาดกลัวและออกจากพระราชวังไป และรายงานให้ออกญากลาโหมและขุนนางทั้งปวงทราบเรื่องตามที่ได้ประสบมา แล้วออกญาพระคลังแนะนำให้ขุนนางทั้งหลายกลับไปยังบ้านเรือนของตนเพื่อนำอาวุธ แล้วจึงกลับมาชุมนุมกันใหม่ตามเวลาที่กำหนดไว้ เพื่อจะได้มุ่งตรงไปยังพระราชวังเข้าจู่โจมและคุมอำนาจไว้ทั้งหมด และจับพระเจ้าแผ่นดินมาเป็นนักโทษ ทุกคนเห็นพ้องกับคำแนะนำนี้ ต่างแยกย้ายกันกลับไปบ้านเรือนเพื่อเตรียมอาวุธและบ่าวไพร่ และจะได้กลับมาพบกันอีกตามเวลาที่นัดหมายกันไว้ อย่างไรก็ตามออกญาพระคลังกล้ากลับไปที่พระราชวังอีกเป็นครั้งที่สาม ดูเผิน ๆ ก็เพื่อไปทูลอ้อนวอนต่อพระเจ้าแผ่นดินซ้ำอีกครั้งหนึ่งเพื่อออกญากลาโหม แต่ความจริงแล้วต้องการจะสืบดูว่าเหตุการณ์ที่พระราชวังเป็นเช่นไร และเพื่อกันมิให้พระเจ้าแผ่นดินสงสัยในเจตนารมณ์ของบรรดาขุนนาง และเพื่อจะเตือนให้ขุนนางเตรียมพร้อมที่จะรับการต่อต้านขัดขวางถ้าหากว่าแผนการของตนรั่วไหลออกไป

ขณะนั้นออกญากำแหง (Oya Capheim) เป็นคนหนึ่งในบรรดาขุนนางที่มีอำนาจมากที่สุดในอาณาจักร เป็นที่เคารพยำเกรงอย่างยิ่งโดยชาติกำเนิด ความจงรักภักดี และทรัพย์สมบัติ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเขามีช้างมากกว่า ๒๐๐ เชือก มีข้าทาส ๒,๐๐๐ คน และมีม้าอีกเป็นจำนวนมาก ออกญากำแหงมิได้มาร่วมในพิธีเผาศพน้องชายของออกญากลาโหม และ ไม่มีส่วนสมรู้ร่วมคิดในแผนอุบายนี้ และมีเหตุผลควรกลัวเกรงได้ทีเดียว เพราะออกญากำแหงเป็นคนที่ภักดีต่อราชสำนัก คงจะเข้าฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินต่อต้านขัดขวางพวกขุนนางร่วมกับพระองค์ ออกญากลาโหมกับออกญาศรีวรวงศ์น้องชาย จึงไปหาออกญากำแหงที่บ้านออกญากลาโหม คร่ำครวญอย่างขมขื่นถึงเรื่องที่พระเจ้าอยู่หัวกำลังแสดงพระองค์เป็นปฏิปักษ์ต่อตนและบรรดามุขมนตรีผู้มาร่วมงานอย่างบริสุทธิ์ใจในพิธีเผาศพซึ่งพระองค์ทรงอนุญาตแล้ว และพูดเสริมว่าตนพร้อมที่จะตายอย่างทรมานไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ๆ ที่พระเจ้าแผ่นดินมีพระราชประสงค์ แต่ตนรู้สึกอับอายขายหน้ามากในเรื่องที่ขุนนางจำนวนมากจะถูกพระราชอาญาเพราะมีความนิยมชมชอบในตน ทั้งนี้ เป็นการโหดร้ายมากและกล่าวว่าพระราชประสงค์อันเลวร้ายของพระเจ้าแผ่นดินครั้งนี้ไม่อาจหลีกพ้นต่อการต่อสู้ขัดขวางอย่างกล้าหาญเสียได้ ออกญากลาโหมมิได้ปิดบังเรื่องความจำเป็นที่ได้บีบคั้นให้ตนตัดสินใจต่อต้านพระเจ้าอยู่หัว ในเมื่อไม่เห็นประโยชน์ทางอื่นที่จะรักษาชีวิตพวกตนไว้ได้ ทั้งหมดนี้ออกญากลาโหมพูดอย่างแสดงความภักดีและมีไมตรีจิตอย่างยิ่ง เมื่อเห็นออกญากำแหงซาบซึ้งในถ้อยคำแล้ว ตนและน้องชายก็หมอบลงแทบเท้าของออกญากำแหง แสดงความเคารพเช่นกับเป็นบิดาของตนทั้งสอง ทั้งขอร้องให้ออกญากำแหงรับเขาไว้ในฐานะบุตรบุญธรรม ขอให้ช่วยคุ้มครองชีวิตของตนให้พ้นจากความโหดเหี้ยมของกษัตริย์ชั่วร้ายพระองค์นี้ ออกญากลาโหมสัญญาว่า จะพยายามต่อสู้เพื่อยกออกญากำแหงขึ้นสู่ราชบัลลังก์และตนจะให้ความเคารพเชื่อฟังออกญากำแหงโดยแท้จริงเยี่ยงคนใช้และทาสของเขา และกล่าวว่าเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะรักษาประเทศสยามเอาไว้ได้ มิฉะนั้นก็จะต้องชะตาร้ายเนื่องจากความหุนหันขาดสติสัมปชัญญะของพระเจ้าแผ่นดิน ออกญากำแหงไม่เฉลียวใจในแผนการของออกญากลาโหมซึ่งสองพี่น้องแสร้งทำขึ้น ออกญากำแหงจึงเข้าสวมกอดคนทั้งสอง และรับไว้เป็นบุตรบุญธรรม ฉะนั้น จึงมีการกระทำสัตย์ปฏิญาณต่อกันโดยการดื่มโลหิตของกันและกัน เมื่อประสบผลดีแน่นอนในตัวขุนนางผู้นี้แล้ว ออกญากลาโหมก็กลับบ้านเพื่อเตรียมข้าทาส ศัสตราวุธ แล้วไปยังที่ซึ่งกำหนดนัดหมายไว้กับสมัครพรรคพวกของตน

ขณะที่ออกญาพระคลังกำลังหลอกลวงพระเจ้าแผ่นดินอยู่โดยเพ็ดทูลอ้อนวอนขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ออกญากลาโหม หรือกราบทูลให้ทราบเหตุผลถึงความจำเป็นของออกญากลาโหมอยู่นั้น ออกญากลาโหมได้ชุมนุมทหารอันมีมิตรสหายของตนเป็นกำลังสำคัญ และแล้วได้มุ่งตรงมาที่พระราชวัง พร้อมพรั่งด้วยช้างม้าและแม้กระทั่งทหารซึ่งตนมีอำนาจบังคับบัญชาเป็นแม่ทัพช้างและแม่ทัพม้า เมื่อทอดพระเนตรเห็นคนเหล่านั้น พระเจ้าแผ่นดินทรงฉงนพระทัยและไม่ทรงทราบต้นสายปลายเหตุ จึงตรัสถามออกญาพระคลังว่า ออกญากลาโหมกำลังจะเข้าโจมตีพระราชวังใช่หรือไม่ แต่ออกญาพระคลังต้องการให้พระเจ้าแผ่นดินมั่นพระทัยไปในทางตรงกันข้ามกับความเป็นจริง และเพื่อขจัดความระแวงทั้งมวล เขาจึงทูลพระเจ้าอยู่หัวว่า เขาขอเอาชีวิตเป็นประกันในเรื่องความซื่อสัตย์จงรักภักดีของออกญากลาโหม ถ้าแม้ออกญากลาโหมทำการสิ่งใดแม้เพียงเล็กน้อยที่สุด ให้เป็นการเสื่อมพระราชอำนาจของพระองค์แล้ว เขาปรารถนาให้พระองค์ลงพระอาญาฟันร่างของเขาออกเป็นชิ้น ๆ และทิ้งให้สัตว์ร้ายกินด้วยเหตุ นี้พระเจ้าแผ่นดินจึงทรงวางพระทัยในความปลอดภัยของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง จนมิได้ตรัสสั่งให้ทหารของพระองค์เข้าต่อสู้ป้องกันสถานการณ์แต่ประการใด อย่างไรก็ตาม ออกญากลาโหมได้เข้าโจมตีพระราชวังอย่างดุเดือด จนพระเจ้าแผ่นทรงตระหนักว่าพระองค์ถูกหลอกลวงและหมดสิ้นอำนาจวาสนาเป็นแน่แท้ พระองค์หมดความกล้าหาญอย่างน่าประหลาด และเกือบไม่มีพระหฤทัยที่จะสั่งให้ทหารองครักษ์เข้าต่อสู้และป้องกันพระทวารวังไว้อย่างเข้มแข็ง ออกญาพระคลังรู้เรื่องที่เกิดขึ้นได้ดีกว่าคนอื่น ๆ และเห็นว่าตนเองอยู่ในห้วงอันตรายถึงชีวิต จึงกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า ตัวเขาจะไปดูเหตุการณ์และจะกลับมากราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบอีกครั้งหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินมิได้ทรงระแวงสงสัยในความทรยศของคนผู้นี้ จึงทรงอนุญาตให้ไป

เมื่อออกจากที่ประทับของพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ออกญาพระคลังก็ตรงไปที่ประตูใหญ่ของพระราชวัง ซึ่งเขารู้ว่าออกญากลาโหมอยู่ที่นั่นพร้อมด้วยขุนนางคนอื่น ๆ และสมัครพรรคพวก ข้าทาส และเหล่าทหารญี่ปุ่น ออกญาพระคลังได้เปิดประตูบานนี้ เมื่อรับพวกกบฏเข้ามาข้างในแล้ว ก็นำคนเหล่านั้นตรงไปยังพระราชมนเทียรซึ่งพระเจ้าแผ่นดินประทับ อยู่ก่อนที่เขาจะออกไป ทั้งนี้ ด้วยความตั้งใจจะจับกุมพระองค์ แต่พระเจ้าอยู่หัวเสด็จเข้าพระราชฐานชั้นในตั้งแต่ขณะที่ออกญาพระคลังปล่อยพระองค์ไว้ตามลำพัง ทั้งนี้เป็นการดำเนินการพลาดเป้าหมาย อย่างไรก็ตามทหารคนอื่น ๆ ไม่ทราบว่าประตูใหญ่ถูกเปิดรับออกญากลาโหมแล้ว จึงได้เข้าโจมตีพระราชวังจากด้านอื่นและฆ่าฟันทุกคนที่เขาพบ ด้วยเหตุนี้การฆ่ากันครั้งใหญ่และการนองเลือดอย่างน่ากลัวจึงเกิดขึ้นในคืนนั้น พระเจ้าแผ่นดินทรงต่อสู้ขัดขวางร่วมกับเหล่าทหารองครักษ์และบรรดาข้าราชสำนักของพระองค์ ฉะนั้นการสู้รบจึงดำเนินไปจนกระทั่งรุ่งเช้าแต่ทรงเห็นว่าออกญาพระคลังได้หลอกลวงพระองค์ และพระองค์รู้สึกหมดความหวังใด ๆ ที่จะสามารถต้านทานความดุเดือดของทหารญี่ปุ่นไว้ได้เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่าสายจนเกินที่จะสู้รบต่อไปแล้ว จึงทรงทิ้งพระราชวังเสด็จทรงช้างหนีข้ามแม่น้ำซึ่งเป็นคูเมืองไปโดยปราศจากบริวารติดตาม ทรงหลบซ่อนองค์อยู่ในวัดมเหยงค์[13] (Monply Mecangh Jongh) ซึ่งอยู่ทางด้านเหนือของตัวเมือง วัดนี้เป็นวัดมีชื่อเสียงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธา บรรดาภิกษุสงฆ์ ซึ่งได้พำนักอยู่ในวัดนั้นได้สงเคราะห์ช่วยเหลือพระองค์ตามมีตามเกิดอยู่หลายวัน ในวันรุ่งขึ้นเมื่อออกญากลาโหมเห็นว่าตนเป็นใหญ่อยู่ในพระราชวังแล้ว ก็จัดการรวบรวมเพชรนิลจินดาและพระราชทรัพย์ไว้เป็นของตน เขาแจกจ่ายทองและเงินเป็นถุง ๆ และดาบด้ามทองฝังเพชรให้แก่บรรดาสมัครพรรคพวก เฉพาะอย่างยิ่ง ได้ปูนบำเหน็จรางวัลแก่คนซึ่งพิสูจน์ให้เห็นความสามารถและความจงรักภักดีในการปฏิบัติงานครั้งนี้ ด้วยเหตุนี้ผู้คนจำนวนมากจึงมั่งคั่งร่ำรวยขึ้น และเปลี่ยนแปลงฐานะความเป็นอยู่จากบ่าวไพร่มาเป็นขุนนาง หรือจากขุนนางมาเป็นเสนาบดี

ออกญากำแหงรู้ว่าพระเจ้าแผ่นดินหายสาบสูญไป พระองค์อาจสิ้นพระชนม์หรือมิฉะนั้นก็อาจหลบหนีไป และออกญากำแหงรู้สึกมั่นใจในคำมั่นสัญญาที่ออกญากลาโหมได้ให้ไว้ว่าจะแต่งตั้งให้ตนเป็นกษัตริย์ ออกญากำแหงจึงขึ้นนั่งบนราชบัลลังก์ สวมมงกุฎกษัตริย์ไว้บนศีรษะ แขนพาดเหนือหมอนอิง ดาบอาชญาสิทธิ์วางอยู่ข้าง ๆ และมือถือพัดวิชนีทอง ทั้งยกตนขึ้นในตำแหน่งพระเจ้าแผ่นดินและได้กล่าวแก่ออกญากลาโหมว่า "ลูกเอ๋ย โชคได้เข้าข้างเราแล้วในวันนี้ จงมาอวยพรให้แก่ผู้ที่เจ้าเลือกให้เป็นบิดาและผู้ซึ่งรับเจ้าไว้เป็นบุตรบุญธรรมเถิด จงให้เกียรติยศแก่พ่อซึ่งเจ้าสมควรให้แก่พ่อในฐานะเป็นพระเจ้าแผ่นดินของเจ้า เพื่อว่าขุนนางคนอื่น ๆ จะได้ทำตามตัวอย่างของเจ้าและให้เกียรติยศแก่พ่อตามที่ควรจะได้รับจากคนเหล่านั้น ซึ่งอาจเคารพพ่อเป็นพระเจ้าแผ่นดินและรับรองอำนาจของพ่อ ถ้าเจ้าทำดังนี้แล้วพ่อจะยกเจ้าเป็นเจ้านายและประกาศตั้งเจ้าเป็นรัชทายาทของอาณาจักรสยาม"

ออกญากลาโหมประหลาดใจมากที่เห็นออกญากำแหงขึ้นนั่งบนบัลลังก์ สวมมงกุฎกษัตริย์ สวมฉลององค์และเครื่องทรงของพระเจ้าแผ่นดิน ทั้งรบเร้าให้ตนเคารพอย่างกษัตริย์ ทั้งนี้ เพราะเป็นเจตนาของตัวออกญากลาโหมเองในอันที่จะเข้าสวมหน้าที่นี้และสถาปนาตนเองขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน อย่างไรก็ดี ออกญากลาโหมได้ซ่อนความไม่พอใจเอาไว้ และกล่าวแก่ออกญากำแหงว่า ยังไม่ถึงเวลาที่จะขึ้นครองบัลลังก์และประกาศตัวออกญากำแหงขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินเพราะยังไม่ทราบแน่ว่า พระเจ้าแผ่นดินเป็นประการใด ยังดำรงชีวิตอยู่หรือไม่ เขากล่าวต่อไปว่า ยิ่งกว่านั้นยังมีเจ้าชายอีกหลายองค์ซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อน เจ้าชายองค์หนึ่งมีพระชนม์ ๑๑ พรรษาและการยกเจ้าชายองค์นี้ขึ้นเป็นกษัตริย์ คนทั้งปวงก็จะไม่ตำหนิติเตียนในการกระทำของตน ไม่มีใครจะกล้ากล่าวโทษได้ว่าพวกตนนำทหารเข้าแย่งชิงมงกุฎขององค์รัชทายาทที่ถูกต้องตามกฎหมาย ออกญากำแหงคัดค้านว่าบัลลังก์สยามเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยิ่งและเป็นที่เคารพ ย่อมไม่บังควรที่จะให้เจ้าชายผู้เยาว์ชันษาขึ้นปกครอง ทั้งไม่ควรให้แผ่นดินว่างกษัตริย์อยู่นานไป เพื่อว่าความเที่ยงธรรม จะได้ไม่ขาดไปในการบังคับบัญชาบ้านเมือง เขากล่าวต่อไปว่า "ถ้าอย่างนั้น หากเจ้าไม่ประสงค์ที่จะสวมมงกุฎให้แก่ข้าหรือนับถือข้าซึ่งเป็นบิดาของเจ้าในฐานะพระเจ้าแผ่นดินแล้ว จงเข้ามาใกล้ ๆ และจงรับเกียรติยศนี้จากมือของข้า ข้าจะสวมมงกุฎลงบนศีรษะของเจ้าและจะยกเจ้าขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน" แต่ออกญากลาโหมปฏิเสธเกียรติยศนี้ แสร้งทำเป็นไม่พอใจที่เห็นขุนนางเสนอตนขึ้นครองบัลลังก์โดยที่ตนมิได้มีสิทธิจะทำเช่นนั้น จึงขอร้องให้ออกญากำแหงลงมาเสียจากบัลลังก์เพื่อป้องกันการครหาติเตียน และเคราะห์กรรมซึ่งอาจเกิดขึ้น และเพื่อที่จะให้บรรดาขุนนางปฏิบัติงานร่วมกันเพื่อความมั่นคงเรียบร้อยของกิจการงาน และเพื่อค้นหาพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงหลบซ่อนอยู่ เมื่อเห็นว่าจะทำไปไม่สำเร็จ ออกญากำแหงจึงลงจากบัลลังก์และปฏิบัติตามความประสงค์ของออกญากลาโหม

อย่างไรก็ตาม การค้นหาพระเจ้าแผ่นดินได้กระทำอย่างเข้มงวดกวดขันมาก ผลที่สุดจึงรู้ว่าพระองค์หลบซ่อนอยู่ที่วัดมเหยงค์ (Monply Mecangh Jongh) พระองค์ถูกนำตัวมาจากวัดนั้นอย่างนักโทษ และถูกพาไปยังพระราชวัง ณ ที่นั้นขุนนางทั้งหลายร่วมกันประกาศว่าพระองค์ไร้คุณสมบัติที่จะครองราชสมบัติ คำประกาศนี้เป็นไปตามข้ออ้างที่ออกญากลาโหมทำขึ้น ประเด็นสำคัญก็คือ ข้อที่พระองค์ทรงหนีออกจากพระราชวังซึ่งเป็นประหนึ่งว่าทรงสละราชอาณาจักรแล้ว อันที่จริงด้วยเหตุที่พระองค์เสด็จหนีไปนี้ พระองค์จึงถูกประกาศว่าไร้คุณสมบัติในการครองราชย์หรือในการที่จะดำรงพระชนม์อยู่

ที่ประชุมทั้งหมดลงความเห็นให้ปลงพระชนม์พระเจ้าแผ่นดินเสีย ออกญากลาโหมคัดค้านและแสร้งทำเป็นว่าต้องการรักษาพระชนม์ชีพของพระองค์ไว้ แต่ในที่สุดทำเป็นยอมตามความเห็นของคนหมู่มาก

เมื่อทรงทราบว่าพระองค์จะต้องสวรรคต พระเจ้าแผ่นดินมิได้ทรงแสดงความประหลาดพระทัยหรือมีอาการกระสับกระส่ายเลย แต่ตรัสว่าพระองค์มิได้มุ่งหวังอะไรจากเหล่าเสวกามาตย์ผู้ซึ่งเป็นคนทรยศและก่อการกบฏ พระองค์ประนามออกญาพระคลังในความผิดฐานทรยศ และประนามขุนนางทุกคนในความผิดฐานก่อการกบฏ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระองค์ทรงติเตียนคำแนะนำอันเลวร้ายซึ่งออกญากลาโหมได้กราบทูลแนะนำแก่พระเจ้าแผ่นดินพระราชบิดาของพระองค์ในเรื่องการสืบราชบัลลังก์ แล้วพระองค์ตรัสแก่ออกญากลาโหมโดยเฉพาะว่า "เจ้าเกิดมาในโลกนี้เพื่อทำลายล้างประเทศบ้านเมือง เจ้าปลงพระชนม์พระชนกของข้าด้วยการวางยาพิษ และด้วยอุบายชั่วร้ายของเจ้า เจ้าเป็นต้นเหตุให้พระมหาอุปราชพระปิตุลาของข้าต้องสิ้นพระชนม์อย่างน่าสังเวช ขณะนี้เจ้ากำลังจะล้างเลือดกษัตริย์ของข้า และข้าขอสาบานว่า ข้าจะตายโดยไม่เสียใจเลย ถ้าหากการหลั่งเลือดของข้าสามารถทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างจบสิ้นกันที และถ้าหากว่าการฆ่าฟันที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้เข้าใจกันว่าเนื่องมาจากตัวข้า แต่เจ้าจะเป็นผู้นำความพินาศมาสู่บ้านเมืองและราษฎร ข้าจะอ้อนวอนต่อปวงเทพเจ้าให้ทรงแก้แค้นทดแทนในความตายของข้า และขอให้ปิศาจจงมาจิกหัวของเจ้าไป ตามที่เจ้าได้ทำกรรมไว้และซึ่งเจ้าจะทำต่อไปอีก"

หลังจากนั้น พระองค์ทรงขอร้องเหล่าขุนนางให้ไว้ชีวิตพระราชมารดา และทรงขออนุญาตตรัสกับพระมารดาก่อนที่พระองค์จะสวรรคต ออกญากลาโหมระงับความโกรธแค้นไว้อย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และได้อ้างเหตุให้พระองค์อัมฤทธิ์ (Praongo Marit) พระราชชนนีของพระเจ้าแผ่นดินติดร่างแหไปด้วย โดยกล่าวตำหนิพระนางอย่างร้ายกาจยิ่ง และลงความเห็นว่าพระนางเป็นต้นเหตุสำคัญของการใส่ร้ายอย่างไม่เป็นธรรมในเรื่องการนองเลือดครั้งใหญ่และความยุ่งยากทั้งหลายซึ่งเป็นอยู่ในอาณาจักร อีกประการหนึ่ง เนื่องจากว่าพระนางทรงให้กำเนิดพระโอรสที่เลว และพระนางมีส่วนทำให้พระโอรสกล้าแข็งโหดร้าย ทั้งนี้ ด้วยคำแนะนำของพระนาง เขากล่าวต่อไปว่า พระนางไม่สมควรดำรงพระชนมชีพอยู่ต่อไป แต่เขาเสริมว่า ถ้าหากพระนางสมัครใจปฏิเสธพระโอรสของพระนาง สะกดกลั้นความรักของแม่ที่มีต่อลูกเสีย และแสดงความพอใจในความตายซึ่งจะมาถึงพระโอรสแล้ว พวกตนทั้งหลายจะสงวนพระชนมชีพของพระนางไว้ และจะให้ดำรงอยู่ในอิสริยยศตามตำแหน่งของพระนาง พระพันปีหลวงมิได้ทรงแสดงอารมณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ทรงตอบอย่างสงบเยือกเย็นว่า "การที่พระเจ้าอยู่หัวต้องทรงประสบกับวาระสุดท้ายในขณะที่ยังทรงพระเยาว์นั้น เนื่องมาจากความชั่วและคำแนะนำที่ผิดทำนองคลองธรรม ซึ่งเจ้าชักจูงพระเจ้าอยู่หัวในพระโกศ เพื่อให้พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงกฎของการสืบราชสมบัติซึ่งจารึกไว้ในกฎหมายบ้านเมือง แต่ด้วยความโหดร้ายและความทะเยอทะยานของเจ้าต้องการปลงพระชนม์พระเจ้าอยู่หัว ข้าก็ประสงค์จะตายกับพระองค์ยิ่งกว่าจะต้องการได้รับเลี้ยงดูจากมือที่เปื้อนเลือดของเจ้า ความกลัวความเจ็บปวดจากความตายนั้นไม่อาจบังคับข้าให้ปฏิเสธโอรสซึ่งข้าได้ให้กำเนิดมาในอุทรของข้า และข้าได้ถนอมเลี้ยงมาด้วยความเอาใจ.ส่ทุกประการได้ ข้าไม่อาจสะกดกลั้นความรักของมารดา ซึ่งธรรมชาติได้ปลูกฝังไว้ในตัวของข้า แม้ว่าข้าจะตายไปสักกี่สิบกี่ร้อยชาติก็ตาม เพราะถ้าหากข้าถึงกับลืมตัวเองปฏิเสธโอรสได้ ข้าก็ควรจะเข้าเป็นสมัครพรรคพวกกับผู้โหดร้ายของเจ้าเสียแล้ว และไม่ช้าเจ้าจะพาลหาเหตุฆ่าเสียในฐานะคนผิด ฉะนั้นข้าจะขอตายอย่างคนบริสุทธิ์ในขณะนี้ อายุข้าไม่ยืนนักดอก แต่ก็มากพอที่จะรู้สึกถึงความทุกข์ระทมและได้ลิ้มรสความขมขื่นของชีวิตแล้ว ฉะนั้นความตายจึงไม่เป็นของน่ากลัวสำหรับข้า ในเมื่อข้ารู้สึกว่ามันจะเป็นการเริ่มต้นของความสงบของข้า ข้าอุทิศชีวิตให้แก่โอรสของข้า คือข้าต้องการจบชีวิตของข้าไปกับโอรสของข้าด้วย

หลังจากนั้นพระเจ้าแผ่นดินและพระราชมารดาก็ถูกนำตัวไปยังวัดปรักหักพังรกร้างวัดหนึ่ง ชื่อว่าวัดพระเมรุโคกพญา เพชฌฆาตให้พระองค์นอนลงบนพรมสีแดง และทุบพระองค์ด้วยท่อนไม้จันทน์ที่พระนาภี และโยนพระสรีระของทั้งสองพระองค์ลงในบ่อ ซึ่งพระองค์ได้สิ้นพระชนม์ที่นั่น เมื่อมาถึงสถานที่สำเร็จโทษ พระเจ้าแผ่นดินผู้ซึ่งครองราชสมบัติเพียง ๘ เดือน ทรงคร่ำครวญด้วยพระสุรเสียงดังในเคราะห์กรรมของพระราชมารดาผู้บริสุทธิ์ ซึ่งจะต้องมาสิ้นพระชนม์เพราะความรักพระองค์พระองค์ ทรงรำลึกถึงคำตักเตือนที่พระมหาอุปราชพระปิตุลาตรัสประทานไว้ เมื่อพระองค์มีรับสั่งให้นำพระปิตุลาไปสำเร็จโทษ และถูกสำเร็จโทษในสถานที่เดียวกันและในลักษณะเดียวกันกับที่พระองค์เองถูกสำเร็จโทษ[14] อยู่ในขณะนี้ ส่วนพระราชมารดามิได้แสดงความรู้สึกอันใด ได้ตรัสแก่โอรสว่า อย่างน้อยในวาระสุดท้ายและสำคัญที่สุดในชีวิตของพระองค์ พระองค์ก็สามารถรำลึกได้ว่า พระองค์เป็นกษัตริย์ เพราะพระองค์กำลังมีความทุกข์ในโชคเคราะห์ ซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ภายหลังการสำเร็จโทษพระเจ้าแผ่นดินและพระราชมารดาแล้ว ออกญากลาโหมมีคำสั่งให้ประหารชีวิตทุกคนที่เป็นพวกพ้องของพระเจ้าแผ่นดิน รวมทั้งผู้ที่มิได้เข้าร่วมในการกบฏของตน คนอื่น ๆ นอกนั้นได้ถูกเนรเทศบ้าง ถูกย้ายสังกัดกรมกอง หรือถูกถอดออกจากตำแหน่งบ้าง ทรัพย์สมบัติของผู้ที่ถูกประหารชีวิตหรือผู้ที่ถูกถอด ต้องถูกริบราชบาตร และนำไปแจกจ่ายกันในบรรดาพรรคพวกของออกญากลาโหม โดยวิธีนี้ ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จึงเกิดขึ้นในอาณาจักรสยาม เพราะว่าขุนนางผู้ใหญ่หลายคนต้องสูญสิ้นอิสรภาพและทรัพย์สิน ในขณะเดียวกัน พวกไพร่จำนวนมากกลับกลายเป็นเสนาบดี และเป็นพวกที่มีอำนาจที่สุดในราชสำนัก

พระเจ้าแผ่นดินได้ถูกสำเร็จโทษในลักษณาการดังที่ได้บรรยายมาแล้ว สองออกญาคือ ออกญากลาโหมและออกญาพระคลัง ได้ถือโอกาส ในเวลาค่ำคืนลงเรือมาตามลำพังโดยไม่มีทหารคุ้มกันหรือข้าทาสตามมาแม้ แต่สักคน ทั้งนี้เพื่อลอบไปหาออกญาเสนาภิมุข[15] แม่กองอาสาญี่ปุ่นเพื่อหยั่งความรู้สึกในใจในเรื่องการเลือกผู้ที่จะสืบราชบัลลังก์ต่อไป ออกญากลาโหมกล่าวต่อหน้าออกญาเสนาภิมุขว่า บ้านเมืองไม่อาจตั้งอยู่ได้โดยปราศจากพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ก่อน[16] ผู้เป็นพระราชบิดาของพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่เพิ่งสวรรคตนี้ ได้ทิ้งพระราชโอรสและธิดาเล็ก ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก และเขากล่าวว่า การที่จะไว้วางใจยกเจ้าชายองค์น้อย ๆ ขึ้นเป็นกษัตริย์นั้น น่าที่จะเป็นอันตรายเป็นที่น่าสังเวชที่จะเห็นเด็กปกครองอาณาจักรที่ยิ่งด้วยอำนาจ เขาขอร้องให้ออกญาเสนาภิมุขลงความเห็นว่าจะเป็นการโง่เขลาหรือไม่ที่จะเลือกขุนนางที่มีอำนาจสูงสุดคนหนึ่งซึ่งสมควรปกครองแผ่นดิน และสมควรได้สวมมงกุฎชั่วคราว จนกว่า เจ้าชายจะอยู่ในภาวะที่จะปกครองประเทศด้วยพระองค์เองได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันความยุ่งยากทั้งมวล ตามความคิดนี้ ขุนนางผู้ที่ได้รับเลือกจะต้องไม่เห็นแก่เกียรติยศและเข้าปฏิบัติหน้าที่นี้ในอำนาจของรัชทายาทที่แท้จริง ออกญาเสนาภิมุขล่วงรู้ในเจตนาของออกญากลาโหมดี จึงตอบว่าถ้ามีความจำเป็นที่จะเลือกคัดขุนนางคนใดคนหนึ่งแล้ว ควรจะเลือกตัวออกญากลาโหมเองด้วยเหตุที่เป็นเชื้อพระวงศ์และเป็นขุนนางที่มีอำนาจมากที่สุด ไม่มีคนใดกล้าขัดขวางได้ เขากล่าวว่า "อีกประการหนึ่งถ้าคนทั้งหลายเลือกท่านแล้ว ทุกคนก็จะถือเหตุกล่าวโทษการกระทำของเรา และเชื่อว่าเราก่อการกบฏขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือตามแผนการทุจริตของท่าน และเพื่อให้อำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครองตกอยู่ในมือของท่าน ถ้าหากว่าเลือกขุนนางคนอื่น ๆ ก็เกรงว่าเขาจะต้องการเป็นผู้ครองแผ่นดินตลอดไป แม้ว่าเจ้าชายจะทรงเจริญพระชันษาถึงขีดที่จะมีพระสติรอบคอบแล้วก็ตาม ทั้งนี้เพื่อที่จะได้ยึดมงกุฎไว้เป็นของตนเองและวงศ์ตระกูล บุคคลผู้นั้นจะทำลายล้างพระราชวงศ์เสียสิ้น" ออกญาเสนาภิมุขกล่าวต่อไปว่า คนทั้งหลายจะต้องลงความเห็นว่ากษัตริย์สองพระองค์ได้สวรรคตไปแล้ว การนองเลือดก็มีมาก จึงควรจะยุติการยุ่งเหยิงเสียที เพื่อจะได้สร้างความสงบสุขให้แก่บ้านเมือง ออกญาเสนาภิมุขแนะนำว่า ขุนนางทั้งหลายควรจะสถาปนาเจ้าชายพระองค์หนึ่ง ผู้เป็นพระอนุชาองค์ใหญ่ที่สุดของพระเจ้าแผ่นดินที่เพิ่งสวรรคตขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินแทน และว่าคนทั้งหลายควรถวายการพิทักษ์รักษาพระองค์ท่าน และตำแหน่งผู้สำเร็จราชการของประเทศควรได้แก่ออกญากลาโหม ซึ่งเป็นอัครมหาเสนาบดีของรัชกาลที่แล้ว ให้เป็นผู้ถวายคำแนะนำที่สมควรแก่พระเจ้าแผ่นดิน และเพื่อช่วยดำเนินกิจการบ้านเมืองด้วย ออกญาเสนาภิมุขกล่าวคัดค้านสำหรับตนเองว่า ตนจะไม่ยอมให้คนอื่นแปลกปลอมได้สวมมงกุฎเลย ในเมื่อยังมีเจ้าชายแห่งราชตระกูลซึ่งสมควรกับพระเกียรติยศยิ่งใหญ่นี้โดยชาติกำเนิด และว่าตนจะคัดค้านข้อเสนอเช่นนั้นอย่างเต็มที่ เมื่อเห็นว่าจะไม่ได้รับผลประการใดแล้ว ออกญากลาโหมจึงได้กระทำไปตามความเห็นชอบในอารมณ์และเหตุผลของออกญาเสนาภิมุข ที่ให้คัดเลือกตัวเจ้าชายผู้เยาว์ แต่ออกญากลาโหมปฏิเสธตำแหน่งผู้พิทักษ์รักษาตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เขาไปยังพระบรมมหาราชวังและเรียกประชุมเสวกามาตย์ทั้งปวงในวันรุ่งขึ้น และแถลงแก่ขุนนางทั้งหลายว่า อาณาจักรสยามไม่อาจดำรงอยู่ได้โดยปราศจากพระเจ้าแผ่นดิน และโดยที่ยังมีเจ้าชายหลายพระองค์ที่เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าทรงธรรม และเป็นพระอนุชาของพระเจ้าอยู่หัวที่สวรรคตไปแล้ว ในบรรดาเจ้าชายองค์อื่น ๆ ๓ องค์ มีอยู่องค์หนึ่งซึ่งสมควรขึ้นครองราชย์ เจ้าชายพระองค์นี้พระชนม์ ๑๐ พรรษาหรือราว ๆ นั้น เขาเชื่อว่าขุนนางทั้งหลายคงไม่อาจเลือกคัดเจ้าชายองค์ใดดีกว่าเจ้าชายองค์นี้ และแสดงความเห็นว่าขุนนาง ทั้งหลายคงจะยกย่องพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์ ที่ประชุมทั้งหมดเห็นพ้องในข้อเสนอนี้ เฉพาะอย่างยิ่งออกญาเสนาภิมุขแสดงความยินดีเต็มใจด้วย ฉะนั้นเจ้าชายผู้เยาว์วัยจึงได้ราชาภิเษกเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่าพระองค์อาทิตย์จักราวงศ์[17] (Phraongh Athit Socras Wangh) การเลือกนี้เป็นที่พึงพอใจไม่เพียงแต่ในบรรดาขุนนางเท่านั้น แม้ราษฎรก็พอใจ เพราะหวังว่างานสำคัญครั้งนี้จะช่วยให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขดังแต่ก่อนมา ที่ประชุมเดียวกันนี้ได้พร้อมใจกันแต่งตั้งให้ออกญากลาโหมเป็นผู้คุ้มครองดูแลพระเจ้าแผ่นดิน และเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ตามความเหมาะสมแห่งเกียรติ โดยชาติกำเนิดออกญากลาโหมเป็นเชื้อพระวงศ์และเป็นพระญาติสนิทของพระเจ้าแผ่นดิน เขาปฏิเสธไม่ยอมรับตำแหน่งนี้อยู่นาน และในที่สุดก็ยอมรับ เมื่อที่ประชุมทั้งหมดอ้อนวอนและยืนยันให้เขารับตำแหน่งนี้

เนื่องจากวัยวุฒิของพระเจ้าแผ่นดินรวมทั้งอำนาจที่มีเหนือพระองค์และอำนาจหน้าที่ที่ตั้งตนขึ้นสูงในอาณาจักรโดยอาศัยหน้าที่สำคัญในการปกครองดูแลพระเจ้าแผ่นดิน และเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ทำให้ความหวังของออกญากลาโหมมั่นคงขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์เป็นที่ภาคภูมิใจในความสามารถ ออกญากลาโหมมองเห็นล่วงหน้าโดยแจ่มชัดว่า ตนจะมีอำนาจสมบูรณ์สูงสุดไม่ได้เลย ถ้าหากตนไม่มีสายตาไกลและเร่งกำจัดผู้มีอำนาจที่เป็นอุปสรรคทั้ง ๒ คนคือ ออกญากำแหงและออกญาเสนาภิมุข ก่อนหน้านี้ออกญากลาโหมสัญญาจะให้ตำแหน่งกษัตริย์แก่ออกญากำแหง อีกผู้หนึ่งคือออกญาเสนาภิมุขซึ่งขัดขวางโดยแสดงอย่างเปิดเผยว่าจะไม่ยอมให้ราชบัลลังก์ตกอยู่แก่ขุนนางคนหนึ่งคนใด ในเมื่อเจ้าชายแห่งราชตระกูลยังดำรงชนมชีพอยู่ ออกญากลาโหมมีเหตุผลบางประการที่จะกราบทูลพระเจ้าอยู่หัวว่า ออกญากำแหงมีใจอาจเอื้อมอยากได้ตำแหน่งกษัตริย์โดยที่ได้เข้าสวมตำแหน่งนั้นโดยไม่รั้งรอ ภายหลังที่พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่แล้วทรงหลบหนีไป และยังขอร้องออกญากลาโหมให้ยกย่องตนในฐานะพระเจ้าแผ่นดินและให้สวมมงกุฎให้ ออกญากลาโหมพยายามยุแหย่ในเรื่องนี้ เพื่อให้ออกญากำแหงเป็นที่รังเกียจและเป็นผู้กระทำความผิดในสายพระเนตรของพระเจ้าแผ่นดินเพื่อเป็นการทำลายล้างออกญากำแหง อันที่จริงก็เพื่อมิให้อำนาจและทรัพย์สมบัติของออกญากำแหงเป็นอุปสรรคต่อแผนการทะเยอทะยานของเขาได้ต่อไป ดังนั้น ออกญากลาโหมจึงเปิดเผยวัตถุประสงค์ของตนให้ออกญาพระคลังรู้ และทั้งสองเห็นพ้องต้องกันที่จะใส่ความออกญากำแหงและจะกราบทูลให้พระเจ้าแผ่นดินทรงทราบว่า ขุนนางผู้นี้กล้าหาญชาญชัยที่จะยกตนขึ้นครองบัลลังก์ในรัชสมัยของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อน และยังมีความทะเยอทะยานสูงพอที่จะตั้งตนเป็นศัตรูกับพระเจ้าแผ่นดินองค์ปัจจุบัน และว่าความผิดที่ออกญากำแหงก่อขึ้นในการแสวงหาลู่ทางที่จะได้ เป็นพระเจ้าแผ่นดินนี้สมควรลบล้างด้วยความตาย สำหรับงานครั้งนี้ออกญากลาโหมรับหน้าที่เป็นผู้กล่าวโทษ และออกญาพระคลังรับหน้าที่เป็นพยาน

ครั้นแล้วออกญากลาโหมได้ไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน กราบทูลว่าออกญากำแหงเป็นตัวการสำคัญในการหลบหนีและการสวรรคตของพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อน และว่าออกญากำแหงเป็นผู้ยุยงส่งเสริมขุนนางทั้งหลายโดยใช้กำลังอำนาจ ข้าทาส บริวาร ช้าง และบังคับให้ขุนนางจำนวนมากก่อการกบฏขึ้น ซึ่งภายหลังที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จหนีไปแล้ว ตัวออกญากำแหงได้ขึ้นนั่งบนบัลลังก์ แต่งกายด้วยเครื่องทรงของกษัตริย์และบังคับให้ตน (ออกญากลาโหม) สวมมงกุฎให้และแต่งตั้งให้ออกญากำแหงเป็นกษัตริย์ ทั้งทูลอีกว่า ออกญากำแหงคงจะบรรลุความประสงค์ ถ้าหากไม่ถูกพวกตนเข้าขัดขวางไว้ เขาได้กล่าวต่อไปว่า ออกญากำแหงชอบให้มีการชุมนุมและมีใจฝักใฝ่อยู่ในพระมหาอุปราชเนือง ๆ และมีแผนการที่จะรวมกำลังของพระมหาอุปราชเข้ากับกองทัพของพระเจ้าแผ่นดินซึ่งตนปกครองอยู่ในฐานะแม่ทัพ ถ้าหากไม่ถูกออกญาเสนาภิมุขและทหารญี่ปุ่นขัดขวางไว้ ออกญากลาโหมกราบทูลต่อไปว่า ออกญากำแหงแสดงความเศร้าโศกเสียใจอย่างใหญ่หลวงในการสวรรคตของพระมหาอุปราช และกล้ากล่าวว่าการสำเร็จโทษครั้งนี้จะต้องได้รับการลงโทษและแก้แค้นทดแทน กับเสริมว่าออกญากำแหงปฏิบัติงานทุกอย่าง ๆ เสียมิได้ เพราะไม่อาจจะหวังความดีความชอบ ออกญากำแหงเป็นศัตรูของพระราชโอรสของพระเจ้าทรงธรรม ยังมีใจนิยมในคุณงามความดีของพระมหาอุปราช แต่ทว่าเก็บซ่อนความเกลียดชังที่มีต่อบรรดาคนซึ่งตนเรียกว่าพวกชิงราชสมบัติเอาไว้ในใจ เป็น ไปไม่ได้ที่ความเกลียดชังจะหมดสิ้นไป ฉะนั้นออกญากำแหงควรได้รับโทษถึงตายในการกระทำทั้งปวง ออกญาพระคลังรับรองถ้อยคำที่ออกญากลาโหมกราบทูลทุกประการ เพราะทั้งสองร่วมกันกราบทูลจึงเป็นเหตุให้พระเจ้าแผ่นดินทรงเชื่อว่าจำเป็นต้องจัดการกับออกญากำแหง เพื่อความปลอดภัยของพระองค์เองและเพื่อความยืนยงของบ้านเมือง เยาวกษัตริย์ซึ่งที่แท้ก็เป็นเพียงเด็กเท่านั้นได้ทรงเห็นชอบด้วยในเรื่องนี้ และทรงออกคำสั่งจับออกญากำแหงขังคุก ให้พันธนาการเท้า มือ แขน และคอด้วยโซ่ตรวน บ้านเรือนของออกญากำแหงถูกปล้น และข้าทาสบริวารถูกแบ่งปันกันในบรรดามิตรสหายของออกญากลาโหม ฉะนั้นเพียงครู่เดียวออกญากำแหงก็เห็นว่าตนเองไร้ทั้งทรัพย์อับทั้งเพื่อน แต่แม้จะถูกกระทำถึงเพียงนี้ออกญากำแหงก็มิได้รู้สึกทุกข์ร้อนมากมายนัก ด้วยเชื่อว่าเป็นผลมาจากความกริ้วของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งถูกศัตรูของออกญากำแหงเองชักนำให้พระองค์เขวไป และเชื่อว่าออกญากลาโหมลูกชายคนดีของตนคงจะนำความสงบสุขมาให้ในไม่ช้า และตนเองคงจะได้เป็นอิสระออกจากคุกพร้อมด้วยเกียรติยศแลได้รับชดเชยค่าเสียหาย

ออกญากลาโหมไปเยี่ยมออกญากำแหงในคุก แสร้งทำเป็นประหลาดใจอย่างยิ่งที่ออกญากำแหงถูกถอดและแสดงความฉงนใจมากที่พระเจ้าแผ่นดินกระทำถึงเช่นนี้ ออกญากลาโหมปลอบออกญากำแหงและแนะนำให้อดทนและรับรองว่าออกญากำแหงจะได้พ้นจากที่คุมขังโดยเร็ววัน ออกญากลาโหมชี้แจงว่าการกระทำของพระเจ้าแผ่นดินเป็นไปอย่างเจ้าชายหนุ่ม และว่าราษฎรโชคไม่ดีที่อยู่ภายใต้อำนาจกษัตริย์หนุ่ม แต่ก็สัญญาว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้และให้เป็นธุระของตนและออกญากำแหงจะได้ออกจากคุกในไม่ช้า โดยรับรองว่าจะต้องได้เป็นอิสระไม่พ้นคืนนี้ ออกญากลาโหมไม่เสียคำพูดเพราะประมาณ ๒ ชั่วโมงก่อนตะวันตกดิน ออกญากำแหงถูกนำตัวออกจากคุกตรงไปยังประตูท่าจ้าวหรือท่าช้าง (Sachem) ที่ฝั่งแม่น้ำเพื่อประหารชีวิต เมื่อทราบว่าตนกำลังเผชิญกับความตายและถูกออกญากลาโหมหลอกลวง ออกญากำแหงจึงพูดต่อว่าออกญากลาโหมอย่างรุนแรงและสาธยายถึงความคิดคดกบฏของออกญากลาโหมที่เจาะจงให้ตนเป็นบิดา ด้วยเจตนาที่จะฆ่าฟันตนซึ่งเป็นคนบริสุทธิ์ ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล แย่งชิงทรัพย์สมบัติ และเอาบุตรภรรยาของตนไปเป็นข้าทาส ออกญากำแหงกล่าวว่า ออกญากลาโหมเป็นผู้ยุแหย่พระเจ้าแผ่นดินให้ทรงมีอคติ โดยกล่าวใส่ไคล้ตนอย่างไม่ตรงกับความจริง ด้วยความโลภและความมักใหญ่ใฝ่สูงของออกญากลาโหม และว่าออกญากลาโหมใช้ตนเป็นบันไดก้าวขึ้นไปสู่ฐานันดรศักดิ์กษัตริย์ เมื่อได้ระบายความโกรธแค้นในชั้นแรกนี้แล้ว ออกญากำแหงได้ขอร้องให้นำตนไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ และขอร้องให้มีการแต่งตั้งตุลาการพิจารณาตัดสินคดีให้เป็นไปตามกฎหมายบ้านเมือง แต่ทว่าคดีนี้หมดปัญหาในเรื่องพิจารณา มีแต่การประหารชีวิตอย่างเดียว ดังนั้นเพชฌฆาตจึงมัดออกญากำแหงติดกับหยวกกล้วย วางให้นอนลงบนพื้นดินและฟันด้วยดาบโค้งที่สีข้างด้านซ้าย ไส้พุงก็ไหลออกมา การฆ่าออกญากำแหงจบลงด้วยการเอาหวายแทงที่คอ แล้วเสียบประจานร่างไว้บนขาหยั่งทำด้วยไม้ไผ่ลำใหญ่ เพื่อให้เป็นตัวอย่างของผู้ถูกลงโทษในฐานสมรู้ร่วมคิดต่อต้านองค์พระมหากษัตริย์

ออกญาเสนาภิมุขไม่ได้อยู่ที่พระราชวังในวันนั้น แต่ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นแก่ออกญากำแหง และทราบว่าออกญากำแหงถูกประหารโดยวิธีใด ออกญาเสนาภิมุขโกรธแค้นเป็นอย่างยิ่งและโดยเฉพาะโกรธออกญากลาโหม เพราะถ้าออกญากลาโหมมิได้เป็นผู้ทูลยุยงให้ประหารชีวิตออกญากำแหง อย่างน้อยก็คงสามารถทัดทานเอาไว้ได้ด้วยอำนาจของตน โดยการขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระเจ้าแผ่นดิน แรกทีเดียวเขาไม่เชื่อว่าออกญากลาโหมเป็นผู้กล่าวโทษออกญากำแหง แต่ออกญาเสนาภิมุขโกรธแค้นเพราะว่าออกญากลาโหมไม่ทูลเตือนทั้ง ๆ ที่สามารถจะทำได้ ครั้นเมื่อ ไปถึงพระราชวัง ออกญาเสนาภิมุขจึงสั่งให้ปลดร่างของออกญากำแหงลงจากขาหยั่งและให้นำไปฝังเสีย ออกญาเสนาภิมุขร้องไห้อาลัยรักออกญากำแหงผู้เป็นเพื่อน ความสงสารที่ออกญาเสนาภิมุขแสดงออกมานี้ไม่เป็นที่พอใจออกญากลาโหม แต่ออกญากลาโหมไม่กล้าแสดงความโกรธเคืองออกมา เพราะเกรงอำนาจยิ่งใหญ่และความสำคัญในตำแหน่งหน้าที่ที่ออกญาเสนาภิมุขธำรงอยู่ อสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินอื่น ๆ ของออกญากำแหงที่ไม่ได้ถูกปล้นสะดม เป็นต้นว่า ช้างม้า เครื่องศัตราวุธ เหรียญ ทอง เงิน ซึ่งคนไทยชอบฝังดินไว้และข้าทาสบริวารที่ไม่อยู่ในเวลาที่เข้าปล้นนั้น ตกเป็นของออกญากลาโหมและออกญาพระคลังสิ้น คนทั้งสองแจกจ่ายทรัพย์สมบัติเหล่านี้ไปในทางบำรุงความสุขให้แก่พรรคพวกและบริวาร ซึ่งยังมีความสำคัญต่อผลประโยชน์ของตนมาก แล้วนำภรรยาเอก ๆ และอนุภรรยาของออกญากำแหงรวมทั้งบุตรสาวไปยังพระราชวัง เพื่อให้เป็นนางรับใช้พระราชินีในฐานะนางทาส ส่วนคนอื่น ๆ นั้นยกให้กับมิตรสหายที่ใกล้ชิด คนทั้งสองพาบุตรชายบางคนของออกญากำแหงไปยังพระราชวังและแบ่งเฉลี่ยกันในบรรดาขุนนาง ที่ทำดังนี้เพราะบุตรสาวหรือภรรยาไม่อาจเรียกร้องสิทธิในทรัพย์มรดกได้ และบุตรชายเท่านั้นที่สามารถเรียกร้องสิทธิได้ในภายหน้า

ความเวทนาสงสารที่ออกญาเสนาภิมุขกล้าแสดงออกต่อศพของออกญากำแหงซึ่งถูกประหารตามคำพิพากษาและพระเจ้าแผ่นดินไม่ทรงสนพระทัยนี้เป็นข้อที่น่าสงสัยอย่างยิ่ง ในสายตาของออกญากลาโหมซึ่งลงความเห็นว่าความเข้าอกเข้าใจกันระหว่างขุนนางทั้ง ๒ นี้ต้องมีอยู่ใหญ่หลวงเกินกว่าที่ตนคิดหรือมากกว่าที่คนทั้งสองแสดงออกมาให้ปรากฏ ด้วยความกลัวการเข้าใจผิดกันทางด้านทหารญี่ปุ่น ทำให้ออกญากลาโหมต้องการให้ตนเองมีกำลังกล้าแข็งเพราะได้ความรักใคร่ไมตรีของขุนนางทั้งปวง ทั้งนี้เพื่อจะได้ต่อต้านพวกทหารญี่ปุ่นได้ ออกญากลาโหมก็ตั้งตนให้เป็นที่ชอบพอของขุน นางให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทางฝ่ายออกญาเสนาภิมุขนั้นก็มีข้อพิสูจน์มากหลายในเรื่องความทุจริตคดโกงและความเจตนาร้ายของออกญากลาโหม จึงงดไม่ไปพระราชวัง ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการพบปะกับออกญากลาโหม แต่ออกญากลาโหมไม่อาจจะอดทนรอพบออกญาเสนาภิมุขที่พระราชวังได้ จึงตกลงใจไปหาที่บ้านหมายจะปรับทุกข์เรื่องตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง ออกญากลาโหมตัดสินใจจะออกปากพูดว่ามันเป็นงานที่เหลือจะทนทานได้ เพราะตนถูกบังคับให้เหนี่ยวรั้งความวิตถารของพระเจ้าแผ่นดินผู้ยังเยาว์พระชันษา ไม่อาจจะหวังได้ว่าพระองค์จะทรงพระปรีชาฉลาดขึ้น เขาใคร่จะพูดว่าหน้าที่ที่เขารับอยู่ ย่อมทำให้เขาเป็นที่ไม่ไว้วางใจของศัตรู ซึ่งปล่อยภาระทุกอย่างให้ตนรับผิดชอบต่อสิ่งซึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงปฏิบัติโดยขัดต่อคำแนะนำของตน ออกญากลาโหมต้องการแสดงความบริสุทธิ์ของตนในเรื่องมรณกรรมของออกญากำแหง แต่ออกญาเสนาภิมุขล่วงรู้ในเจตนาของการมาเยี่ยมเยียนครั้งนี้ จึงสั่งให้ปิดประตูไม่ยอมเจรจาด้วย ออกญากลาโหมมีความโกรธแต่มิได้แสดงความรู้สึกแค้นเคืองออกมา

ในขณะนั้นนายเซบอลด์ วันเดอเรียร์ (Sebald Wondereer) นายพาณิชผู้ทำการค้าโดยเสรีซึ่งเป็นกัปตันเรือรับส่งสินค้าชื่อ "เพิล" (Pearl) และเป็นผู้เก็บผลประโยชน์รายได้ของบริษัทอินเดียตะวันออกที่เมืองปัตตาเวีย ได้เดินทางมาถึงแม่น้ำของไทย ณ กรุงศรีอยุธยา (Judia)

ออกญากลาโหมเกรงว่า ออกญาเสนาภิมุขอาจจะใช้พวกฮอลันดาให้ดำเนินการบางอย่างเพื่อลบหลู่ตนและเกียรติยศของตน เพื่อเป็นการแก้แค้นในมรณกรรมของออกญากำแหง ดังนั้นออกญากลาโหมจึงได้แจ้งให้นายเรือผู้นี้ทราบถึงสถานการณ์มิสู้ดีภายในบ้านเมือง เพื่อให้กัปตันเรือระมัดระวังและไม่กระทำการใด ๆ หากถูกบีบบังคับให้เข้าเป็นพรรคพวกของฝ่ายใด แต่ให้พิจารณาเฉพาะเรื่องที่จะเป็นประโยชน์ของพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น และเพื่อสร้างความนิยมในข้างตน ออกญากลาโหมได้ให้ดาบโค้งเล่มหนึ่งจากพระคลังหลวงเป็นของกำนัลแก่ชาวฮอลันดาผู้นี้ ดาบเล่มนี้มีกระบังและลวดลายที่ฝักดาบเป็นทองฝังพลอย ในวาระนั้นออกญากลาโหมก็ปล่อยข่าวลือแพร่ไปว่า ออกญาเสนาภิมุขได้ทำความตกลงกันเป็นพิเศษกับกัปตันเรือผู้นี้ และว่าออกญาเสนาภิมุขมีเจตนาจะรวมกำลังลูกเรือสินค้าเข้ากับกองทหารญี่ปุ่นของตน เพื่อเข้าโจมตีพระเจ้าแผ่นดินในพระราชวังหลวง ข่าวลือนี้ทำความหวั่นวิตกให้แก่ขุนนางและราษฎรจนคนเหล่านั้นเริ่มพกศัตราวุธไว้กับตัว แต่นั้นมิใช่ความมุ่งหมายของออกญากลาโหมซึ่งต้องการประโยชน์จากข่าวลือเพียงเพื่อหาโอกาสเหมาะที่จะพูดจาตกลงกับออกญาเสนาภิมุข และจะได้กล่อมเกลาความรู้สึกข้องใจซึ่งออกญาเสนาภิมุขอาจยังคงมีอยู่ในเรื่องมรณกรรมของออกญากำแหง และเพื่อกระชับไมตรีจิตรมิตรภาพกันไว้ อย่างไรก็ตาม ข่าวเล่าลือนี้ทำให้ออกญาเสนาภิมุขเป็นที่สงสัยมากในสายพระเนตรของพระเจ้าแผ่นดินและเหล่าขุนนาง ออกญาเสนาภิมุขจึงถูกเรียกตัวมาที่พระราชวังเพื่อให้ความกระจ่างในเจตนารมณ์ของตน แต่ออกญาเสนาภิมุขอ้างว่าป่วย อันเป็นข้อแก้ตัวสามัญของขุนนางไทยในเมื่อไม่ปรารถนาจะเข้าเฝ้าเพื่อปิดบังความหวาดกลัวของตน ออกญากลาโหมจึงฉวยโอกาสอันเหมาะนี้ไปเยี่ยมออกญาเสนาภิมุขที่บ้าน และเมื่อออกญาเสนาภิมุขไล่เลียง ออกญากลาโหมชำนิชำนาญพอที่จะอ้างเหตุผลมากหลายประการให้เขาฟัง และอ้อนวอนออกญาเสนาภิมุขอย่างหนักหน่วงจนชาวญี่ปุ่นผู้นี้ยอมจำนน และเกิดความ เข้าใจอันดี สลัดความรู้สึกขุ่นเคืองออกไป และหันมาสร้างมิตรภาพอันดียิ่งเพื่อสนับสนุนผลประโยชน์ของออกญากลาโหมในทุกกรณี คนทั้งสองต่างให้คำมั่นสัญญาและกระทำสัตย์สาบานต่อกันตามพิธีที่ปฏิบัติกันในประเทศนี้

เมื่อสันติภาพได้เกิดขึ้นระหว่างเสนาบดีทั้งสอง และมิตรภาพที่มีต่อกันได้กระชับเกลียวสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นแล้ว ออกญากลาโหมก็ได้วางแผนเพื่อจะกำจัดออกญาเสนาภิมุขซึ่งเปนเพียงคนเดียวที่กล้าขัดขวางการดำเนินแผนการชิงอำนาจกษัตริย์ เพื่อให้บรรลุความประสงค์ในเรื่องนี้และเพื่อให้ออกญาเสนาภิมุขเสียชีวิตในที่ห่างไกลจากเมืองหลวง ออกญากลาโหมจึงเสนอความเห็นต่อที่ประชุมเสนาบดีว่า เนื่องด้วยความยุ่งยากที่ผ่านมารวมทั้งการกบฏและความไม่เชื่อถ้อยฟังคำของขุนนางจำนวนมาก ทำให้มีความจำเป็นต้องเรียกตัวบรรดาเจ้าเมืองตามหัวเมืองไกล ๆ เข้ามายังราชสำนักเพื่อถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาต่อพระเจ้าอยู่หัวอีกครั้งหนึ่ง ที่ประชุมเสนาบดีก็เห็นคล้อยตามไปด้วย เมื่อที่ประชุมเห็นชอบพร้อมกันแล้ว ออกญากลาโหมจึงมีคำสั่งส่งไปยังออกญานครศรีธรรมราช (Oya Ligoor) ที่ทำดังนี้เพราะออกญากลาโหมรู้ว่าออกญานครคงจะปฏิเสธไม่ยอมมาเมืองหลวง เนื่องจากสถานการณ์ของเมืองนครเอง เพราะชาวปัตตานีกำลังบีบคั้นรุกรานที่จะทำสงครามด้วยและชาวเมืองนครเองก็กำลังจะลุกฮือขึ้นเป็นกบฏ ฉะนั้น ออกญากลาโหมจะได้มีสาเหตุกล่าวหาว่าเจ้าเมืองนครเป็นกบฏและจะได้ถือโอกาสนี้ส่งออกญาเสนาภิมุขออกไปจับกุม กับให้ส่งพระบรมราชโองการประทับตราสำคัญคือตราราเชนทรธิบดี (Thirak Hidra The Bidy) ไปโดยเร่งด่วน ซึ่งทำให้ออกญานครรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อออกญานครพิจารณาสถานการณ์ของเมืองนี้ ซึ่งล่อแหลมต่อภัยอันตรายในระหว่างตนไม่อยู่แล้ว ก็ตัดสินใจงดการเดินทางไปยังเมืองหลวงตามคำแนะนำของมิตรสหาย และมอบหมายให้นักการผู้ถูกส่งตัวไปนั้นนำข้อแก้ตัวของตนกลับไปกราบทูล ทั้งให้กราบทูลถึงความเป็นจริงที่ออกญานครมีความจงรักภักดีต่อพระเจ้า อยู่หัวในฐานะพระมหากษัตริย์ที่ถูกต้องตามกฎหมายของอาณาจักรสยาม

คำตอบนี้เป็นที่พอใจของออกญากลาโหมอย่างที่สุด เพราะเปิดโอกาสให้ตนกล่าวตำหนิติเตียนการกระทำของขุนนางผู้นี้ต่อพระเจ้าแผ่นดิน เพราะทำให้เห็นว่าเป็นขุนนางที่ขาดความมิเชื่อฟังและมีน้ำใจคิดคดเป็นกบฏ ทั้งเป็นทางให้ตัดสินลงไปว่า ควรจะส่งเจ้าเมืองคนใหม่ไปแทนพร้อมด้วยคำสั่งจับออกญานครโดยเร็วที่สุด และส่งตัวออกญานครมาขังกรุงศรีอยุธยาเพื่อลงโทษฐานเป็นกบฏ ครั้นตกลงใจดังนี้แล้วออกญากลาโหมจึงแถลงต่อที่ประชุมเสนาบดีว่า การปกครองของออกญานครนี้สำคัญที่สุดในอาณาจักร เนื่องจากภูมิประเทศที่ตั้งของตัวเมืองเองซึ่งมีท่าเรือชายทะเลหลายแห่ง ทั้งมีแม่น้ำสำคัญอยู่หลายสาย เหตุผลอีกประการหนึ่งคือการรุกรานขู่เข็ญของชาวปัตตานี และชาวเมืองนครที่กระด้างกระเดื่อง จึงต้องการบุคคลที่เข้มแข็งและอาจหาญเพื่อให้เป็นที่หวาดหวั่นครั่นคร้ามของศัตรูและเข้ามายอมอ่อนน้อมด้วยความเคารพยำเกรง บุคคลผู้นี้จะต้องสามารถจับกุมตัวออกญานครซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลกอปรด้วยกำลังทหารน้อยใหญ่ ออกญากลาโหมกล่าวต่อไปว่าคุณสมบัติทั้งปวงที่จำเป็นสำหรับงานนี้มีอยู่ในตัวออกญาเสนาภิมุข และว่าเพียงแต่อำนาจหน้าที่ของออกญาเสนาภิมุขและชื่อเสียงของกองทหารญี่ปุ่น ก็ย่อมสามารถรักษาพระราชอำนาจของพระเจ้าอยู่หัวในหัวเมืองไว้ได้ ออกญาเสนาภิมุขต้องการบอกปัดที่จะรับหน้าที่อันนี้ และอยากจะอยู่ในพระราชวังมากกว่า เพราะมีความสงสัยในความสัตย์ซื่อของออกญากลาโหม ทั้งเริ่มเชื่อว่าออกญากลาโหมมีเจตนาที่จะกีดกันตนออกไปเสียจากราชสำนัก เพื่อว่าอำนาจของทหารญี่ปุ่นจะได้ไม่อาจขัดขวางต่อการขึ้นครองราชย์บัลลังก์ของออกญากลาโหม

ความไม่เต็มใจรับตำแหน่งเจ้าเมืองนครของออกญาเสนาภิมุขทำให้ออกญากลาโหมเกิดความสงสัยแคลงใจและแค้นเคืองมาก ฉะนั้น ออกญากลาโหมจึงใช้เล่ห์เหลี่ยมและเพทุบายอันชาญฉลาดที่สุดของตนเพื่อชนะใจออกญาเสนาภิมุข โดยแสดงความเคารพนบนอบออกญาเสนาภิมุขอย่างออกนอกหน้าที่สุด และไปเยี่ยมที่บ้านทุกวัน ซึ่งเป็นการขัดต่อกฎและขนบธรรมเนียมของไทย ออกญากลาโหมปรับทุกข์กับออกญาเสนาภิมุขอยู่เนือง ๆ ถึงภาระในการบริหารกิจการบ้านเมืองทั้งปวงของตน และบอกออกญาเสนาภิมุขว่า ตนไม่ต้องการให้ออกญาเสนาภิมุขมีความลำบากต้องไปพระราชวังทุกวัน และต้องแสดงความเคารพตนในฐานะบุคคลผู้ซึ่งเป็นตัวแทนของพระมหากษัตริย์ และว่าตนจะไม่ยอมรับหน้าที่นี้เลยถ้าไม่เป็นเพราะถูกบังคับให้ต้องทำตามประเพณีที่มีมา เพื่อควบคุมดูแลพวกขุนนางให้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตน อย่างไรก็ตามเพื่อปล่อยให้ออกญาเสนาภิมุขพ้นจากความหนักอก และการอยู่ใต้บังคับบัญชาที่พระราชวังซึ่งเป็นความจำเป็น ออกญากลาโหมกล่าวว่าตนได้กราบทูลขอให้พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานตำแหน่งเจ้าเมืองนครให้ ในฐานะที่เป็นคนกล้าหาญที่สุดในประเทศ และมีความสามารถปฏิบัติพระราชกิจของพระเจ้าอยู่หัวได้ดีที่สุด คำป้อยอนี้หลั่งไหลเข้าหูออกญาเสนาภิมุขอย่างได้ผล จนออกญากลาโหมเห็นว่าออกญาเสนาภิมุขมีอารมณ์ดีแล้วจึงรีบกลับไปยังพระราชวังทันที และได้ส่งข้าราชบริพารคนสำคัญให้มาตามออกญาเสนาภิมุขโดยรับสั่งให้เข้าเฝ้าของพระเจ้าอยู่หัว ๆ ทรงต้อนรับอย่างมีพระทัยดียิ่ง ทรงประกาศแต่งตั้งให้ออกญาเสนาภิมุขเป็นเจ้าเมืองนคร พร้อมด้วยพิธีการอย่างที่เคยปฏิบัติกันมาและทรงสวมชฎารูปกรวยแหลมให้ นี่เป็นพิธีการมอบเกียรติยศซึ่งไม่เคยกระทำให้แก่บุคคลสามัญมาก่อนเลย จึงทำให้ออกญาเสนาภิมุขไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งต่อเกียรติยศพิเศษผิดธรรมดานี้จน ไม่อาจเก็บงำความไม่พอใจทั้งมวลให้ลอดสายตาออกญากลาโหมเพื่อที่จะชนะใจโดยสิ้นเชิง ออกญากลาโหมจึงให้ของกำนัลด้วยสิ่งของมีค่าแก่ออกญาเสนาภิมุขเป็นจำนวนมาก อันมีทองคำเงินเหรียญ เครื่องรูปพรรณ เพชรนิลจินดา และสิ่งล้ำค่าที่หาได้ยากอื่น ๆ สิ่งเหล่านี้ออกญากลาโหมได้สั่งให้นำไปใส่ไว้ในเรือที่ออกญาเสนาภิมุขนั่งมายังพระราชวังจนเต็มเพียบ

เมื่อออกญาเสนาภิมุขซึ่งได้เป็นออกญานครนั่งเรือมาตามลำแม่น้ำจวนจะถึงบ้านนั้นได้เกิดมีพายุใหญ่พัดขึ้น ซึ่งถ้าทหารญี่ปุ่นบางคนไม่กระโดดลงไปในน้ำและเอาบ่าประคองเรือไว้ แม่กองชาวญี่ปุ่นคงจะจมน้ำตายไปพร้อมกับของกำนัลทั้งปวงรวมทั้งเครื่องยศที่เพิ่งได้รับมา ชาวไทยส่วนมากที่เห็นออกญาเสนาภิมุขขึ้นฝั่งและพ้นภัยแล้ว กล่าวขวัญถึงเหตุการณ์นี้ว่าเป็นลางร้าย และไม่นานนักเหตุร้ายจะเกิดขึ้น ออกญากลาโหมมิได้มีความสุขเลย จนกระทั่งออกญาเสนาภิมุขหรือออกญานครได้ถวายสัตย์ปฏิญาณรับตำแหน่งใหม่ และจนกระทั่งได้มอบหมายทหารที่จำเป็นในการเดินทางเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงได้โล่งใจ และเพื่อให้ออกญาเสนาภิมุขมีอำนาจยิ่งขึ้นอีกในตำแหน่งเจ้าเมือง ออกญากลาโหมจึงตกลงใจให้ออกญาเสนาภิมุขนำทหารญี่ปุ่นทั้งหมดในประเทศไปกับตนด้วย ทุกคนปีติยินดีที่ออกญากลาโหมตัดสินใจเช่นนี้ ทุกคนดีใจที่เห็นว่าพระราชวังไม่มีคนพวกนี้อีก แต่ไม่มีใครมองทะลุเข้าไปถึงเจตนาของท่านเสนาบดี

ขณะนี้ออกญากลาโหมได้กำจัดข้อสงสัยต่าง ๆ ออกไปสิ้น และเกือบไม่มีอุปสรรคอันใดในวิถีทางของตน ทั้งนี้ เป็นเพราะมรณกรรมของออกญากำแหงและการจากไปของออกญาเสนาภิมุขพร้อมด้วยทหารญี่ปุ่นที่ทรนง ออกญากลาโหมจึงหันมายุยงเกลี้ยกล่อมบริวารและพรรคพวกของตนทีละน้อย ๆ ว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นเด็ก มีอุปนิสัยสันดานหยาบ ชั่วร้ายและไร้สมรรถภาพ ทั้งเสริมว่าเป็นการขัดต่อกฎหมายบ้านเมือง ขนบประเพณี และสามัญสำนึก ที่จะมอบความเป็นใหญ่และอาณาจักรที่มีอำนาจให้ตกอยู่ในมือของเด็ก ออกญากลาโหมปรับทุกข์ให้คนเหล่านั้นฟังว่าตนคงตกอยู่ภายใต้หน้าที่ซึ่งพวกขุนนางบังคับให้ต้องทำ และว่ามีเหตุผลหลายประการที่ทำให้ตนอยากจะพ้นไปเสียจากหน้าที่นี้ กับกล่าวว่ามีเหตุผลที่น่าเกรงต่อไปว่า เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงได้อำนาจเต็มในการปกครองแล้ว พระองค์จะทรงเชื่อบรรดาคนที่อิจฉาในความมีโชคดีของตน และคงจะทรงเชื่อฟังคำพูดของศัตรูลับของตน ซึ่งจะเพียรเพ็ดทูลถึงความเกลียดชังที่มี ต่อตนโดยส่วนตัวจนเป็นที่ระแวงสงสัย และคงจะกล่าวติเตียนการบริหารงานแผ่นดินในระหว่างที่รับตำแหน่ง เขากล่าวว่าผลที่เกิดคงจะทำให้เขาไม่สามารถรักษาตัวให้พ้นภัยจากเงื้อมหัตถ์ที่โหดร้ายของพระเจ้าแผ่นดิน ผู้ซึ่งแม้ในเวลาที่ทรงพระเยาว์อยู่นี้ยังทรงแสดงให้เห็นโดยแจ่มแจ้งถึงสิ่งที่ตน หวังว่าจะได้รับจากพระองค์ เพื่อที่จะป้องกันความยุ่งยากซึ่งทั่วทั้งอาณาจักรอาจหวั่นกลัวว่าจะเกิดขึ้นเนื่องจากพระอารมณ์ขุ่นมัวของพระองค์ ออกญากลาโหมจึงคิดว่า น่าจะเป็นการเหมาะสมถ้าหากจะส่งพระองค์ให้ได้รับการศึกษา โดยให้อยู่ในความดูแลของพระภิกษุสงฆ์ผู้ซึ่งอาจจะแก้ไขกล่อมเกลาพระอารมณ์ของพระองค์ โดยวิธีการสั่งสอนอบรมอันดีตามครรลองแห่งคุณธรรม ออกญากลาโหมพูดว่า บรรดาขุนนางควรจะเลือกประมุขขึ้นคนหนึ่งซึ่งจะปกครองประเทศในตำแหน่ง "พระเจ้าแผ่นดิน" จนกว่าพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่แท้จริงทรงบรรลุนิติภาวะ ครั้นแล้วผู้สำเร็จราชการแผ่นดินก็จะมอบอำนาจหน้าที่ทั้งปวงและสิทธิทุกอย่างในการเป็น พระเจ้าแผ่นดิน ตลอดจนฐานันดรศักดิ์กษัตริย์คืนให้แก่พระองค์ เมื่อออกญากลาโหมแจ้งข้อเสนอนี้แก่สมุนและพรรคพวกและได้รับการยินยอม เห็นดีด้วยทั่วไปในบรรดาคนเหล่านั้นแล้ว เขาก็ไม่หวาดหวั่นที่จะเสนอเรื่องนี้อย่างเปิดเผยต่อที่ประชุมขุนนางทั่วไป โดยแสดงเหตุผลว่า เพื่อสถานการณ์อันดีงามของบ้านเมือง และเพื่อความสงบสุขของราษฎร ทั้งเพื่อรักษาความเคารพนับถือที่มีต่อราชอาณาจักรนี้ของบรรดากษัตริย์และเจ้านายประเทศใกล้เคียง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเชิญเสด็จเยาวกษัตริย์ไปประทับอยู่ในพระอารามเสียชั่วระยะเวลาหนึ่ง เพื่อจะได้เลือกออกญากลาโหมขึ้นเป็นประมุขและผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแห่งราชอาณาจักรพร้อมด้วยฐานันดรศักดิ์ "กษัตริย์" และให้มีอำนาจทุกอย่างตามความจำเป็นสำหรับตำแหน่งนี้ ออกญากลาโหมแสร้งทำเป็นร้อนรนปฏิเสธตำแหน่งนี้และถึงกับยืนกรานว่า ตนควรจะได้พ้นจากตำแหน่งราชองครักษ์และผู้สำเร็จราชการแผ่นดินซึ่งคนเหล่านั้นมอบให้ตน ออกญากลาโหมกล่าวว่า ตนจะไม่ยอมถูกบังคับให้รับหน้าที่ที่สูงกว่าตำแหน่งที่ได้รับอยู่แล้ว แต่ด้วยเหตุที่ ๆ ประชุมมองเห็นอย่างแจ่มชัดแล้วว่าออกญากลาโหมปฏิเสธเช่นนั้นเป็นการเสแสร้งกลบเกลื่อนเท่านั้น จึงไม่มีผู้ใดที่จะไม่สนับสนุนการเลือกคราวนี้ บางคนก็เลือกด้วยความรักใคร่ ส่วนคนอื่น ๆ เลือกด้วยความหวาดกลัว ฉะนั้น พระเจ้าแผ่นดินจึงถูกส่งไปประทับอยู่ ณ วัดเตมี (Watdemi) อันเป็นวัดซึ่งพระสังฆราชเป็นเจ้าอาวาสอยู่ และออกญากลาโหมได้รับเลือกเป็นประมุขและผู้สำเร็จราชการแผ่นดินโดยรับฐานันดรศักดิ์กษัตริย์ ข้าราชบริพารชุดใหม่ก็ถวายเกียรติยศและสนองข้อรับสั่งเป็นอันดี ออกญากลาโหมก็ยังสงวนท่าทีและแสร้งทำเป็นว่าจำยอมรับเกียรติยศนี้

เมื่อได้รับเลือกแล้ว ออกญากลาโหมได้ปฏิบัติตนในระยะเริ่มแรกที่รับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการอย่างดีเยี่ยมและดำเนินงานปกครองด้วยความระมัดระวังยิ่ง ตั้งอยู่ในศีลในธรรมและเที่ยงตรง จนขุนนางเป็นอันมากลงความเห็นว่า สมควรจะมอบอาณาจักรและมงกุฎกษัตริย์ให้ ด้วยเหตุที่เป็นผู้เหมาะสมในตำแหน่งกษัตริย์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ขุนนางบางคน ลงความเห็นในเรื่องนี้โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่จะสร้างโชคลาภของตน ส่วนคนอื่น ๆ เห็นคล้อยตามเพราะกลัวความโกรธของออกญากลาโหม โดยส่วนตัวของออกญากลาโหมเองนั้นก็บอกแก่พรรคพวกของตนว่าอาณาจักรหนึ่งจะมีกษัตริย์ ๒ พระองค์ ไม่ได้ และว่าตนเองคงจะประสบอันตรายทำนองเดียวกันกับที่ได้รับตำแหน่งราชองครักษ์และผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน วันหนึ่งข้างหน้าคงจะต้องกลับมาเป็นข้าแผ่นดินอีก เมื่อเยาวกษัตริย์ขึ้นครองราชบัลลังก์ และพระองค์คงจะหาทางจับผิดและมีใจอิจฉาริษยาเช่นเดียวกัน ดังนั้น เพื่อสงวนชีวิตไว้ในภายภาคหน้า ออกญากลาโหมจึงตกลงใจที่จะลาออกจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการและฐานันดรศักดิ์ ซึ่งคนเหล่านั้นประสงค์จะยกย่องให้เกียรติ ประการสำคัญนั้นเพราะเล็งเห็นล่วงหน้าแล้วว่า ขุนนางส่วนมากย่อมอยู่ในภาวะล่อแหลมต่ออันตรายเช่นเดียวกับตน บรรดาขุนนางจึงประชุมปรึกษาหารือกันเป็นพิเศษหลายครั้งในเรื่องนี้ และภายหลังที่ได้พิจารณาเหตุผลที่ออกญากลาโหมได้แนะชี้ไว้ก่อนแล้ว ขุนนางทั้งปวงจึงเห็นพ้องต้องกันกับความคิดเห็นของเสนาบดีที่ปรึกษาและขุนนางสำคัญบางคน มตินี้ได้ผ่านที่ประชุมนายทหารทั้งปวงซึ่งลงความเห็นว่า การมีพระเจ้าแผ่นดิน ๒ องค์ในประเทศเดียวนั้น เป็นอันตรายอย่างใหญ่ หลวงอันจะเป็นผลร้ายแก่อาณาจักร ไม่เพียงแต่จะก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองและสงครามภายนอกประเทศเท่านั้น แต่ยังทำความหายนะให้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเพื่อป้องกันอันตรายทั้งสองประการนี้จึงจำต้องกำจัดเยาวกษัตริย์ซึ่งไร้ความสามารถในการครองราชย์ และเลือกบุคคลซึ่งเคยประกอบคุณงามความดีปกครองบ้านเมืองด้วยความยุติธรรมและได้แสดง ให้เห็นแล้วว่ามีคุณค่าสมกับเกียรติยศสูงส่งนี้ขึ้นเป็นกษัตริย์แทน

ครั้นที่ประชุมทั้งหมดยอมรับข้อเสนอนี้แล้ว ก็จัดดำเนินการตามข้อตกลงซึ่งมีผลลัพธ์ที่อยุติธรรมยิ่ง มีผู้สำเร็จราชการ (ออกญากลาโหม) คนเดียวเท่านั้นที่แสร้งทำเป็นรักใคร่อาลัยในเยาวกษัตริย์ ด้วยการแสดงว่าไม่เต็มใจอย่างยิ่งและไม่ยอมทำตามข้อเสนอนี้ จนกระทั่งเห็นว่าตนจำต้องฝืนใจยอมจำนนต่อเสียงข้างมาก พระเจ้าแผ่นดินผู้เยาว์ถูกนำมาจากสำนักศึกษาโดยทันที แล้วใช้อุบายเล่ห์กลให้พระองค์ทรงเปลื้องผ้ากาสาวพัสตร์ แล้วนำพระองค์ไปยังสถานที่เดียวกับที่พระมหาอุปราชพระปิตุลาและพระเชษฐากับพระราชมารดาถูกสำเร็จโทษอย่างไร้มนุษยธรรม ทั้งนี้ ก่อให้เกิดความเศร้าโศกอย่างใหญ่หลวงในหมู่ราษฎรผู้จงรักภักดีทั้งปวง เยาวกษัตริย์องค์นี้ได้ขึ้นเสวยราชย์เพียง ๓๖ วันเท่านั้น เมื่อพระองค์ทรงถูกถอดออกจากราชบัลลังก์เพื่อมาสู่ตะแลงแกง เมื่อพระองค์เสด็จมาถึงสถานที่ประหารชีวิตได้ทรงคร่ำครวญร่ำไห้และตรัสว่า "ทำไมฉันจึงต้องตายตั้งแต่อายุยังไม่ถึง ๑๑ ปีด้วยเล่า? ยังไม่เพียงพออีกหรือที่ ๆ ประชุมกระหายเลือดได้สำเร็จโทษพระปิตุลา พระเชษฐา และพระราชมารดาของฉัน แล้วจะแย่งมงกุฎไปจากฉันโดยไม่ต้องสำเร็จโทษฉันมิได้รึ? ปล่อยให้คนซึ่งได้รับเลือกให้เป็นกษัตริย์เขาครองราชสมบัติไปซิ แล้วให้เขาเหล่านั้นยอมให้ฉันมีชีวิตอยู่ต่อไปเถิด" ถ้อยคำเหล่านี้สั่นสะเทือนหัวใจของคนทุกคนซึ่งอยู่ ณ ที่นั้น และแม้แต่เหล่าเพชฌฆาตก็แสดงความโศกเศร้าร่ำไห้สะอึกสะอื้น ด้วยรู้สึกว่าเป็นคำสั่งสำเร็จโทษที่โหดร้าย อย่างไรก็ตาม คนเหล่านั้นก็จำต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามคำสั่ง และเยาวกษัตริย์พระองค์นี้จึงต้องสวรรคต[18]

ในปี ค.ศ. ๑๖๒๙ (พ.ศ. ๒๑๗๒) ภายหลังที่พระเจ้าแผ่นดินสวรรคตแล้ว ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินได้ประกาศตนเป็นพระเจ้าแผ่นดินโดยสมบูรณ์ มีพิธีราชาภิเษกใหญ่โตโอ่อ่า ขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุได้ ๓๐ พรรษา เมื่อราชาภิเษกได้เฉลิมพระนามว่า พระองค์ศรีธรรมราชาธิราช[19] (Praongsry Dharma Raetsia Thyara) และเพื่อให้ราชบัลลังก์มั่นคงด้วยการสร้างความสัมพันธ์กับวงศ์กษัตริย์ พระองค์จึงนำพระธิดาคนโตของพระกนิษฐาของพระเจ้าทรงธรรมมาเป็นชายาองค์ที่ ๔ ต่อจากชายาเอก ๓ องค์ พระองค์พระราชทานพระธิดาองค์ที่ ๒ (ของพระกนิษฐาของพระเจ้าทรงธรรม) ให้แก่พระอนุชา ซึ่งพระองค์ประกาศสถาปนาในคราวเดียวกันนั้นให้เป็นรัชทายาทสืบราชบัลลังก์ พระองค์ปรารถนาจะได้พระราชมารดาของพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่เพิ่งสวรรคตซึ่งเป็นสตรีที่งามที่สุดคนหนึ่ง ในอาณาจักรมาเป็นสนม แต่พระนางแสดงความรังเกียจ ทรงปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ไม่ยอมไปยังพระราชวังตามกระแสรับสั่งที่มีมาถึงพระนาง ในที่สุด เมื่อเห็นว่าพระเจ้าแผ่นดินจะบังคับพระนางโดยพละกำลัง พระนางได้ตรัสว่า "พระเจ้าแผ่นดินเจ้าชีวิตของฉันไม่มีอีกแล้ว และโอรสของฉันก็สวรรคตแล้วด้วย ฉันก็เหนื่อยหน่ายต่อชีวิต ฉันเห็นว่าไม่มีประโยชน์อันใดที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อทั้งสองพระองค์นั้นอีก แต่ขณะที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ ร่างกายของฉันจะต้องอยู่อย่างบริสุทธิ์และจะไม่ยินดีในโจรแย่งราชสมบัติและทรราชผู้นี้เลย" พระเจ้าแผ่นดินทรงกริ้วต่อการปฏิเสธคำตอบที่เผ็ดร้อน และการตำหนิติเตียนอันรุนแรงยิ่งนั้น ถึงกับทรงมีรับสั่งให้คร่าตัวพระนางไปที่ริมฝั่งน้ำ ให้สับร่างของพระนางออกเป็น ๒ ท่อน ร่างส่วนที่มีหัวติดอยู่ให้ตรึงติดกับขาหยั่งไม้ไผ่ อย่างไรก็ตาม เมื่อพระภิกษุสงฆ์กราบทูลขอร้อง พระองค์จึงอนุญาตให้ปลดร่างนี้ลงภายหลังที่ประจานอยู่ ๒ วันแล้ว และได้จัดการเผาโดยปราศจากพิธีรีตอง พระองค์ยังรับเอานางสนมคนอื่น ๆ และพระธิดาของพระเจ้าทรงธรรมที่ยังสาวและมีโฉมสะคราญมาเป็นนางสนม ผู้ที่ปฏิเสธตำแหน่งนี้จะถูกประหารอย่างทารุณ สตรีชราก็ถูกกักกันอยู่ในวังอันเป็นที่อยู่ของนางสนม และได้รับการเลี้ยงดูอย่างแร้นแค้น

การประหัตประหารพระชนมชีพของกษัตริย์ผู้มีอำนาจถึง ๓ พระองค์ติดต่อกันชั่วระยะเวลาอันสั้น นับเป็นเรื่องกระทบกระเทือนความรู้สึกของผู้ที่มีมนุษยธรรมเหลืออยู่เป็นอย่างยิ่ง แต่ไม่มีผู้ใดกล้าแสดงความรู้สึกเช่นนั้นหรือแม้แต่ร้องไห้ในการที่ต้องสูญเสียเลือดเนื้อของคนบริสุทธิ์เป็นอันมากเลย เพราะเพียงแต่สงสัยเท่านั้น คนเหล่านี้ก็ต้องได้รับโทษเสียแล้ว ในกรุงศรีอยุธยามีพี่น้อง ๒ สาว ซึ่งเคยรับใช้พระราชมารดาของพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สวรรคตองค์ที่แล้วในตำแหน่งนางพระกำนัล ได้นั่งร่ำไห้อยู่ในบ้านของตนเนื่องจากการสิ้นพระชนม์ของพระมารดาของพระเจ้าแผ่นดินและพระโอรสของพระนาง มีผู้กราบทูลเรื่องนี้ต่อพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ พระองค์มีรับสั่งทันที ให้จิกผมนางทั้งสองลากไปยังฝั่งน้ำ และให้ผูกเข้ากับหลัก เอาต้นกกรัดรอบคอ ดึงไว้มิให้เท้าแตะดิน แล้วพระองค์มีรับสั่งให้แหวะร่างออกเป็นสองซีกแล้วใส่เครื่องถ่างปากไว้ นางทั้งสองถูกปล่อยให้ตายในลักษณะเช่นนี้ด้วยความทรมานอย่างสุดพรรณนา เมื่อบิดาของหญิงทั้งสองทราบเรื่องที่เกิดกับบุตรสาว ก็ไปยังที่ประหารชีวิต และแสดงความโศกเศร้าเสียใจ อันเป็นธรรมดาที่ต้องเกิดความรู้สึกเช่นนั้น เมื่อได้เห็นภาพอันน่าสังเวชสยดสยอง เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงทราบเรื่อง ก็มีรับสั่งให้ผ่าชายคนนี้ตลอดตัว แล้วแขวนไว้บนขาหยั่งนั้นเข้า ความเหี้ยมโหดร้ายกาจในการลงพระอาญาเหล่านี้ย่อมปิดปากคนอื่น ๆ ทั้งปวง ทั้งปิดกั้นความโศกเศร้าเสียใจในความตายของมิตรสหายหรือญาติพี่น้องไว้โดยสิ้นเชิง

เมื่อได้บรรยายถึงการกบฏซึ่งเกิดขึ้นในกรุงศรีอยุธยาและการประหัตประหารอย่างไร้ความยุติธรรมและโหดร้ายทารุณ เพื่อให้การสืบราชสมบัติของราชอาณาจักรสยามมีเสถียรภาพมั่นคงแล้ว คราวนี้ขอให้มาดูความเป็นไปของออกญาเสนาภิมุขบ้าง ว่าออกญาเสนาภิมุขกับทหารญี่ปุ่นทำอะไรที่นครศรีธรรมราช และพระเจ้าแผ่นดินผู้ขึ้นครองราชย์ได้ทรงมีพฤติการณ์อย่างไร เพื่อที่จะประหัตประหารบุคคลผู้จะบังอาจก่อความยุ่งยากและขัดขวางการตั้งตนเป็นกษัตริย์ครอบครองอำนาจของพระองค์ เจ้าเมืองนครคนเก่าเมื่อทราบข่าวแน่นอนว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่ราชสำนักเกี่ยวกับเรื่องของตนและทราบว่าเจ้าเมืองนครคนใหม่กำลังเดินทางมาก็รอคอยด้วยความอดทนและยังคงถือตำแหน่งเจ้าเมืองนั้นอยู่ ที่ทำเช่นนั้นก็เพราะมีความหวั่นเกรงต่อแรงพิโรธของพระเจ้าอยู่หัว และหวังว่าตนคงจะสามารถแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อออกญาเสนาภิมุขผู้มารับตำแหน่งใหม่ได้สำเร็จ และออกญาเสนาภิมุขคงจะให้คำมั่นสัญญาที่จะให้ความคุ้มครองตน หากว่าจะต้องถูกส่งตัวไปยังกรุงศรีอยุธยา และตนคงจะได้รับการดูแลอย่างดีในระหว่างเดินทาง และคงจะมีข้อแก้ตัวอันหนักแน่นกับพระเจ้าแผ่นดิน ครั้นเมื่อออกญาเสนาภิมุขเจ้าเมืองนครคนใหม่มาถึงนครศรีธรรมราช ก็แสดงความโหดเหี้ยมทารุณให้ทุกคนเห็น โดยดำเนินการปราบจลาจลทั้งปวงโดยทันทีจนกระทั่งไม่มีพวกกบฏคนใดกล้าแสดงตน ถึงกระนั้นก็หาได้หยุดยั้งออกญาเสนาภิมุขไว้จากการเจาะจงลงโทษตัวหัวหน้าและผู้นำในการจลาจลไม่ โดยออกญาเสนาภิมุขให้ประหารชีวิตเสีย บางคนก็ถูกลงโทษด้วยวิธีอื่นๆ หรือด้วยการขับไล่เนรเทศ ทั้งนี้แล้วแต่ความผิดหนักเบา โดยทั่ว ๆ ไปคนเหล่านั้นถูกริบทรัพย์สมบัติหมดสิ้นและให้แจกจ่ายกันไปในบรรดาทหารญี่ปุ่นของตน ผลที่ได้รับก็คือชั่วระยะเวลาอันสั้นออกญาเสนาภิมุขได้กวาดล้างสิ่งซึ่งอาจจะรบกวนความสงบสุขของตนในดินแดนภาคนี้ แล้ววางรากฐานอำนาจสิทธิ์ขาดของตน กับดูแลรักษาความมั่นคงของหัวเมืองนี้ไว้เพื่อพระมหากษัตริย์ และเนื่องจากออกญาเสนาภิมุขได้รับคำแนะนำอันมีประโยชน์ยิ่งในทุก ๆ อย่างจากเจ้าเมืองคนก่อน จึงตกลงใจให้เจ้าเมืองคนเก่าอยู่ได้ต่อไปอีกในตำแหน่งหัวหน้าที่ปรึกษา

ภายหลังจากที่ออกญาเสนาภิมุขวางรากฐานงานปกครองสำเร็จลงโดยรีบด่วนที่สุดแล้ว และมิได้ทราบเหตุการณ์แต่อย่างหนึ่งอย่างใดที่เกิดขึ้นที่กรุงศรีอยุธยาเลย ออกญานครคนใหม่ก็ได้ส่งม้าเร็วไปยังราชสำนักเพื่อรายงานสถานการณ์ซึ่งตนได้ประสบในมณฑลนี้เมื่อตอนเดินทางมาถึง และรายงานถึงวิธีการที่ได้ลงโทษพวกกบฏ เพื่อให้การปกครองบ้านเมืองสงบราบคาบ และเพื่อรักษาสวัสดิภาพของมณฑลนี้ไว้แด่พระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยาม พระเจ้าแผ่นดินทรงคาดคะเนว่า กิจการงานเมืองของนครศรีธรรมราชคงจะเพิ่มภาระความยุ่งยากแก่ออกญาเสนาภิมุขมากขึ้น และไม่ทรงพอพระทัยนักในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ แต่พระองค์ก็มิได้แสดงความรู้สึกออกมาให้ประจักษ์ พระองค์แสร้งทำเป็นว่าทรงพอพระทัยอย่างใหญ่หลวงในการปฏิบัติงานของเจ้าเมืองนคร แม้ในการที่ออกญาเสนาภิมุขกระทำตามคำแนะนำของเจ้าเมืองนครคนเก่า และพระองค์เองทรงเสนอต่อที่ประชุมขุนนาง ว่าสมควรจะปูนบำเหน็จรางวัลเป็นพิเศษยิ่งกว่าธรรมดาสำหรับงานอันสำคัญยิ่งนี้ พระองค์ตรัสว่าที่พระองค์ทรงทำดังนั้น ก็เพราะพระราชวินิจฉัยของพระองค์ มักจะก่อความสยดสยองให้แก่คนชั่วร้าย ดังนั้น จึงใคร่จะแสดงความโปรดปรานและความเมตตาปรานีของพระองค์บ้าง โดยทรงยกย่องเจ้าเมืองคนนี้ให้เป็นตัวอย่างของราษฎรคนดีทั้งปวง แต่ข้อสำคัญ คือเพื่อเป็นการส่งเสริมบรรดานายทหารของพระองค์ ให้ปฏิบัติตนเป็นอย่างดีในหน้าที่ ๆ ได้รับมอบหมายไว้ในความรับผิดชอบ ที่ประชุมขุนนางทั้งหมดมีความเห็นชอบตามพระราชประสงค์นี้ ได้ตกลงกันว่าเจ้าเมือง (นคร) จำเป็นจะต้องถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาต่อพระเจ้าแผ่นดินผู้ครองราชย์นี้ด้วย และขุนนางทั้งหลายควรส่งของกำนัลจำนวนมากไปให้ พร้อมด้วยเหล่าสาวงามจำนวนหนึ่งในนามของพระเจ้าแผ่นดิน โดยเฉพาะมีคนหนึ่งซึ่งเจ้าเมืองนครจะทำการสมรสด้วยตามประเพณีของสยาม

ข้อตกลงในเรื่องนี้ได้ดำเนินการเป็นที่เรียบร้อยอย่างรวดเร็ว มีการแห่แหนหญิงสาวหลายคน รวมทั้งของกำนัลมากมายไปยังเมืองนครศรีธรรมราชอย่างหรูหราใหญ่โต แต่ขณะเดียวกันพระเจ้าแผ่นดินทรงมีรับสั่งให้ออกอาญาพระคลังมีหนังสือไปถึงเจ้าเมืองคนเก่า ซึ่งถูกปลดออกจากตำแหน่งแล้วว่า ถ้าหากตน (เจ้าเมืองคนเก่า) สามารถกำจัดเจ้าเมืองชาวญี่ปุ่นได้และทำให้บ้านเมืองรอดพ้นจากความหยาบคายโอหังของชนชาตินั้นได้แล้ว อาจจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระมหากษัตริย์และ จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองใหม่ ออกญาเสนาภิมุขซึ่งควรเรียกชื่อว่าออกญานครนั้นปีติยินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นของกำนัลจำนวนมาก แต่ก็รู้สึกสะเทือนใจในการสวรรคตของเยาวกษัตริย์ ออกญานครแสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมากที่ได้ทราบความจริงว่าขุนนางทั้งหลายได้เลือกและราชาภิเษกออกญากลาโหมโดยมิได้ฟังคำแนะนำของตนเลย อันที่จริงออกญานครมีความเศร้าเสียใจอย่างลึกซึ้ง และทำให้เขาลืมตัวถึงกับกล่าวว่า การปลงพระชนม์และการเลือกตั้งกษัตริย์โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายนี้ คงจะต้องมีผู้คิดทำการแก้แค้นทดแทนกันอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม เมื่อออกญานครแสดงอารมณ์อันรุนแรงแล้วก็รู้สึกตัวระงับความไม่พอใจของตนไว้ และแสดงความยินดีในชัยชนะของงาน ทั้งจัดให้มีงานรื่นเริงอื่น ๆ อีก เป็นการฉลองการสืบราชสมบัติของพระเจ้าแผ่นดินซึ่งครองราชย์ในเวลานั้น

ออกญานครเริ่มเกิดความคิดไม่ไว้วางใจเจ้าเมืองคนเก่าอย่างยิ่ง จนได้สั่งห้ามเจ้าเมืองคนเก่ามาที่จวน และไม่ต้องการเห็นหน้าเขาอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม เขามิได้ตัดสัมพันธ์กับออกพระมะริด (Opra Marit) น้องชายของเจ้าเมืองคนเดิม ซ้ำอนุญาตให้มาเยี่ยมได้ตลอดเวลา ในระยะเวลานั้นเรื่องมีว่าขณะที่ออกญานครคุมกองทัพไปปราบชาวปัตตานี ออกญานครได้รับบาดเจ็บที่ขาและแผลนั้นปวดระบมมาก ออกพระมะริดจัดหายาให้ใส่รักษาแผล ทำให้ความเจ็บปวดทุเลาลงไป และบาดแผลก็เกือบจะหายแล้ว ดังนั้นออกญานครจึงจัดงานฉลองการสมรสของตนกับหญิงสาว ที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานมาให้ แต่ขณะที่ออกญานครเชื่อว่าตนกำลังจะสดชื่นในความรักนั้น ความจริงตนเองใกล้จะถึงคราวตายอยู่แล้ว เพราะขณะที่งานรื่นเริงในพิธีแต่งงานดำเนินไปอย่างสนุกสนานถึงขีดสุด ออกพระมะริดได้ใช้ผ้าพันแผลอาบยาพิษปิดให้ที่ขาซึ่งทำให้ออกญานคร[20] ถึงแก่ความตายในเวลา ๒-๓ ชั่วโมงต่อมา

บุตรชายของออกญานครผู้ถึงแก่กรรมชื่อว่าออกขุนเสนาภิมุข (Ockon Senaphimocq) และคงจะมีอายุประมาณ ๑๘ ปี เป็นผู้เกิดในตระกูลผู้ดีและหวังที่จะเป็นใหญ่ในอนาคต ออกขุนเสนาภิมุขประกาศตนเป็นเจ้าเมืองของมณฑลนี้ด้วยแรงผลักดันของวัยหนุ่ม และเชื่อแน่ว่าเจ้าเมืองคนก่อนเป็นผู้วางยาพิษบิดาของตน จึงสั่งให้จับตัวมาเป็นนักโทษและตัดสินใจจะประหารชีวิตเสียเพื่อเซ่นสรวงวิญญาณ ("Manes")ของบิดาของตน แต่ชายเฒ่าเจ้าเล่ห์คนนี้รู้วิธีประจบประแจงเจ้าเมืองหนุ่มคนนี้ด้วย ซึ่งในเวลาต่อมา ไม่เพียงแต่ว่าเจ้าเมืองหนุ่มจะสิ้นความเคลือบแคลงในทุกสิ่ง ทุกอย่างเท่านั้น แต่ยังได้สมรสกับบุตรสาวคนโตของผู้ที่ฆ่าบิดาของตน และสาบานว่าจะซื่อสัตย์ต่อกันและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทุกกรณี หลังจากนั้น เจ้าเมืองคนเก่าได้เริ่มทำให้บุตรเขยของตนเชื่อว่าพระเจ้าแผ่นดินพระราชทานดินแดนนี้ให้แก่บิดาของตน มิได้ให้ปกครองเฉย ๆ แต่ให้ปกครองที่นี้ในฐานะกษัตริย์ผู้มีอำนาจเต็มโดยไม่ขึ้นแก่เมืองหลวงแต่ประการใด และว่ามณฑลนี้เป็นเหมือนอาณาจักรมรดกในตระกูลวงศ์ของตน การสืบทอดมรดกก็ตกเป็นของตนในฐานะที่เป็นบุตรชายคนโตของตระกูล คำพูดเหล่านั้นเป็นที่ชื่นชมของเจ้าเมืองหนุ่มผู้ได้ฟังเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้รับการสนับสนุนของคนประจบสอพลออีกหลายคน ก็ทำให้เขาหลงเชื่ออย่างง่ายดาย หรือทำให้คลายความรู้สึกในเรื่องความตายของบิดา ออกขุนเสนาภิมุขได้เริ่มจัดการให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามแผนการนี้โดยบรรจุคนเข้าในตำแหน่งที่ว่าง ให้บำเหน็จรางวัลเป็นอันมากแก่คนโปรดปราน ตั้งตำแหน่งออกญาและออกพระ แต่งตั้งขุนนางทั้งกำหนดวันเพื่อเฉลิมฉลองพิธีราชาภิเษกเพื่อให้ตนเองเป็นที่เคารพยกย่องในฐานะกษัตริย์ และเพื่อให้ข้าแผ่นดินใหม่ ๆ ดื่มน้ำพระพุทธมนต์ในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาต่อตน แต่ในขณะที่คนทรยศกำลังชักจูงบุตรเขยให้กระทำการซึ่งได้เล่ามานี้, เจ้าเมืองคนเก่าได้ไปเยี่ยมนายกองญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งเป็นคนที่น่าเกรงขามที่สุดของกองทัพ นายกองผู้นี้ชื่อออกขุนศรีไวยาวุธ ( Okkhun Sri Waiyawut) และแจ้งให้ทราบว่าเจ้าเมืองหนุ่มหย่อนความสามารถ ไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งนั้น และกล่าวต่อไปว่า อำนาจบังคับบัญชานั้นเป็นของนายกองผู้นี้ซึ่งเป็นผู้ที่มีคุณงามความดี และเป็นผู้ที่กล้าหาญที่สุดและสำคัญที่สุด ของชาวญี่ปุ่นทั้งปวง ออกขุนศรีไวยาวุธมีใจเอนเอียงไปตามคำพูดนี้ และปรารถนาจะแย่งชิงอำนาจมาเป็นของตน จึงออกคำสั่งให้แจกจ่ายอาวุธยุทธภัณฑ์ให้แก่บรรดาพรรคพวก และประกาศตนเป็นปรปักษ์ต่อเจ้าเมืองหนุ่ม ฉะนั้น กองทัพญี่ปุ่นจึงแบ่งแยกกันเป็น ๒ ฝ่าย และมีการปะทะกันบ่อย ๆ ทำให้มีกำลังร่อยหรอลงทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายเจ้าเมืองคนเก่าเมื่อได้ทำการยุยงชาวญี่ปุ่นให้จับอาวุธเข้ารบสู้กันแล้ว ก็แสวงหาวิธีการอย่างอื่นที่จะกำจัดและทำให้คนเหล่านั้นถูกทำลายให้หมดสิ้นไป โดยการยุยงส่งเสริมคนอีกฝ่ายหนึ่งคือพวกขุนนางและพวกราษฎรนครศรีธรรมราชถึงความหยาบช้าโอหังของชาวญี่ปุ่น และโดยการบอกเล่าแก่คนเหล่านั้นว่าการปฏิบัติการของเจ้าเมืองหนุ่มเป็นการกระทำของโจรชิงราชสมบัติโดยแท้ และเป็นความพยายามที่จะมีอำนาจอย่างกษัตริย์ เขาชี้ให้เห็นว่า ตำแหน่งเจ้าเมืองของมณฑลนี้ไม่เคยมีการสืบเชื้อสาย หากแต่ขึ้นอยู่กับพระราชประสงค์โดยเด็ดขาดของพระเจ้าอยู่หัว และว่า การเพิกเฉยของคนเหล่านั้นไม่เพียงแต่จะทำให้ไม่เป็นที่พอพระทัยเท่านั้น แต่ทว่าการเพิกเฉยอาจจะเป็นความผิดและนำพวกตนไปสู่เคราะห์กรรมของโทษทัณฑ์อันรุนแรง เขากล่าวว่า ฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องกระทำการอย่างรอบคอบและเพื่อต่อต้านแผนการของชาวญี่ปุ่น ชาวเมืองนครพอใจในเหตุผลเหล่านั้นเป็นอันมาก จนกระทั่งขุนนางทั้งปวงตัดสินใจไม่ไปที่จวนเจ้าเมืองในวันที่กำหนดไว้เพื่อทำการราชาภิเษก ไม่ยอมรับนับถือเจ้าเมืองชาวญี่ปุ่นในกิจการบ้านเมืองและไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจอีก อย่างไรก็ตาม ชาวญี่ปุ่นยังคงตระเตรียมการที่จำเป็นทุกอย่างเพื่อพิธีราชาภิเษกต่อไป แต่การไม่ไปร่วมในงานของพวกขุนนางก็ไม่อาจยับยั้งพิธีราชาภิเษกได้ และงานได้ดำเนินไปด้วยดี ออกขุนเสนาภิมุขได้รับยกย่องเป็นกษัตริย์เมืองนครศรีธรรมราชและได้มีคำสั่งออกไปว่า ราษฎรจะต้องให้ความยกย่องเคารพในฐานะเช่นนั้นและต้องให้เกียรติยศตามประเพณีนิยม ทั้งต้องถวายความเคารพและดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยาด้วย ชาวนครศรีธรรมราชขัดขืนไม่ยอมกระทำตามและกล่าวว่าออกขุนเสนาภิมุขเป็นเพียงโจรชิงราชสมบัติ และเป็นกบฏต่อกษัตริย์สยาม และว่าพวกตนจะไม่ปฏิบัติตามและไม่ยอมเคารพในตำแหน่งหรือเกียรติยศสูงส่ง เพราะออกขุนเสนาภิมุขไม่ได้รับยกย่องจากเมืองหลวง

อย่างไรก็ตาม เจ้าเมืองคนเก่าได้ยุยงคนญี่ปุ่นทั้ง ๒ พวกด้วยเล่ห์เพทุบายต่าง ๆ มากยิ่งขึ้นอีก ความเกลียดชังซึ่งกันและกันของคนเหล่านั้น มีมากจนไม่มีทางคืนดีกันได้ และคนเหล่านั้นได้เริ่มทำการป้องกันตนเอง เพื่อจะให้อีกฝ่ายหนึ่งย่อท้อและเสียเปรียบ แต่ละฝ่ายมีความระแวงซึ่งกันและกันและคอยคุมเชิงกันอยู่ ครั้นแล้วออกขุนศรีไวยาวุธมาสำนึกตนว่าถูกเจ้าเมืองคนเก่าหลอกลวง และเจ้าเมืองคนเก่ากำลังหาทางให้ตนเองได้เป็นเจ้าเมืองอีกครั้งโดยอาศัยความหายนะของชาวญี่ปุ่น ดังนั้นออกขุนศรีไวยาวุธจึงรวมกำลังกับบุตรชายของออกญานครคนที่ถึงแก่กรรม (ออกญาเสนาภิมุข) และคนญี่ปุ่น แล้วเข้าโจมตีบ้านออกญานครคนเก่าโดยไม่ให้รู้ตัว และฆ่าเจ้าเมืองคนเก่าเสียด้วยมือของตนเอง กับสั่งให้เชือดคอคนทุกคนที่พบในบ้านนั้น ในวาระนั้นได้มีการสู้รบกันอย่างดุเดือดระหว่างชาวญี่ปุ่นและชาวเมืองนครศรีธรรมราช ผู้คนของทั้งสองฝ่ายล้มตายลงเป็นอันมาก แต่ในที่สุดความสิ้นหวังทำให้ชาวญี่ปุ่นฮึดสู้บุกเข้าฆ่าฟันชาวไทยด้วยความดุร้าย จนทำให้ชาวไทยต้องล่าถอยและหนีจากเมืองไป ฉะนั้น จึงทิ้งเมืองไว้ให้ชาวญี่ปุ่นปล้นสะดมและบางแห่งก็เผาทำลายลงเป็นเถ้าถ่าน กระนั้น ด้วยเหตุที่ชาวญี่ปุ่นไม่อาจเลี้ยงตัวเองโดยลำพังได้ พระราชากำมะลอจึง สั่งให้ออกประกาศนิรโทษกรรม เชื้อเชิญให้พวกที่อพยพไปกลับมายังเมืองนี้อีก สัญญาว่าจะคืนทรัพย์สมบัติที่เหลือให้แก่ทุกคน แต่ความไม่ไว้วางใจนั้นมีอยู่มาก จนไม่มีใครสนใจที่จะเสี่ยงกลับมาอีก นอกจากชาวจีน ไม่กี่คน ทุกคนยังคงอยู่ในชนบทหรือหนีไปอยู่เมืองใกล้เคียง ฉะนั้นเมืองนครจึงเป็นเมืองร้างและปรักหักพัง ซึ่งออกขุนเสนาภิมุขและออกขุนศรีไวยาวุธยังคงต่อสู้แย่งชิงอำนาจการปกครองกันอยู่เรื่อยไป ผลที่ได้รับคือ ชาวญี่ปุ่นลดจำนวนลงทุกวัน ๆ ในการสู้รบครั้งหนึ่ง หัวหน้าของอีกฝ่ายหนึ่ง คือ ออกขุนศรีไวยาวุธถูกฆ่าตาย ชาวญี่ปุ่นเห็นว่าการพำนักอยู่ที่นครศรีธรรมราชไม่ได้ประโยชน์อันใด และใคร่ครวญเห็นว่าพระเจ้าแผ่นดิน สยามคงจะไม่ยอมให้พวกตนอยู่ในอาณาจักรของพระองค์ และไม่นานนัก คงจะเข้าโจมตีด้วยกองทัพทั้งหมดของประเทศ ฉะนั้น ชาวญี่ปุ่นจึงทิ้งเมืองและถอนตัวไปยังประเทศเขมร (Cambodia) การที่ชาวญี่ปุ่นหนีไปนี้เป็นที่พอใจอย่างยิ่งของชาวไทย ซึ่งยินดีที่ตนเองหลุดพ้นจากคนเลวทรามเหล่านี้ได้ เพราะความห้าวหาญด้วยความสิ้นหวังของคนพวกนี้เป็นที่หวาดหวั่นของราษฎร

การจลาจลวุ่นวายซึ่งเกิดขึ้นในนครศรีธรรมราช อันมีทั้งการฆ่าฟันซึ่งเกิดขึ้นที่นั่น หรือความหายนะของเมืองนั้นมิได้เป็นความโศกเศร้าเสียใจมากนัก เพราะว่าความปีติยินดีนั้นมีเหนือกว่าความหายนะ และการหนีไปของชาวญี่ปุ่น ถึงว่าความประพฤติของคนพวกนี้จะโอหังและโหดร้ายทารุณเป็นที่สุด ก็ยังมีชาวญี่ปุ่นบางคนกล้าอพยพจากประเทศเขมรกลับมาที่นครศรีธรรมราชอีก และจากนครศรีธรรมราชก็เข้ามายังกรุงศรีอยุธยา เมื่ออยู่ที่กรุงศรีอยุธยาก็มิได้รับโทษและไม่มีใครทำอันตราย นอกจากว่าราษฎรรังเกียจไม่ค้าขายหรือคบหาสมาคมด้วย อย่างไรก็ตาม คนพวกนี้ได้บรรทุกทรัพย์สินทั้งมวล กับศพของแม่ทัพญี่ปุ่นคนที่ถึงแก่กรรม (ออกญาเสนาภิมุข) ลงในเรือเพื่อส่งไปยังประเทศญี่ปุ่น แต่พระเจ้าแผ่นดินทรงมีรับสั่งด่วนให้จับกุมเรือลำนี้ ทั้งให้รังควาญหรือขับไล่ไสส่งคนเหล่านี้ออกไปเสียจากอาณาจักรสยาม อย่างไรก็ตาม ในที่สุดทรงกลัวว่าจะเป็นการขับไล่ชาวญี่ปุ่นไปอย่างสุนัขจนตรอก พระองค์จึงทรงคืนเรือสำเภาให้และอนุญาตให้ค้าขายอยู่ในประเทศสยามได้ แต่แทนที่จะสำนึกถึงบุญคุณในไมตรีจิต ชาวญี่ปุ่นกลับอวดดีหนักขึ้น และไม่ตะขิดตะขวงใจพูดออกมาดัง ๆ ว่า พวกตนจะเข้าโจมตีพระเจ้าแผ่นดิน และจะทำให้บ้านเมืองตกอยู่ในสภาพเดียวกับในสมัยพระเจ้าทรงธรรม (The Great King) อีก มีผู้ทูลเตือนพระเจ้าแผ่นดินในเรื่องความโอหังของคำพูดของชาวญี่ปุ่น พระองค์ทรงกลัวผลของความมุมานะจนตรอก จึงตัดสินพระทัยโจมตีชาวญี่ปุ่นก่อน ทรงมีรับสั่งให้จุดไฟเผาหมู่บ้านของชาวญี่ปุ่นในคืนวันที่ ๒๖ ตุลาคม ค.ศ. ๑๖๓๒ (พ.ศ. ๒๑๗๕) ในขณะนั้นน้ำในแม่น้ำไหลเอ่อท่วมถนนทุกสายในเมือง ยิ่งกว่านั้น ในเวลาเดียวกันทรงให้ยิงปืนใหญ่เข้าไปในบ้านของชาวญี่ปุ่นอย่างดุเดือด จนคนเหล่านั้นต้องถอยหนีลงเรือสำเภาของตน แต่เนื่องด้วยไม่มีคนพอที่จะติดเรือสำเภาทั้ง ๒ ลำได้ จึงติดอาวุธเรือเพียงลำเดียว คนเหล่านั้นลงเรือและล่องไปตามลำแม่น้ำ สู้พลางถอยพลาง พระเจ้าแผ่นดินทรงมีรับสั่งให้โจมตีและติดตามต่อไปไม่ละลด ทำให้เสียชีวิตคนไทยไปอีกมาก หลังจากนั้น ทรงให้ค้นหาชาวญี่ปุ่นที่เหลือซึ่งอาศัยอยู่ในตำบลอื่น ๆ ในเมืองโดยแข็งขัน และให้ประหารชีวิตอย่างเหี้ยมโหด ซึ่งเป็นที่พอใจของผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากความยะโสหยาบช้าของคนพวกนี้ยิ่งนัก

ฝ่ายชาวนครศรีธรรมราชเห็นว่าตนเองหลุดพ้นจากชาวญี่ปุ่นแล้ว ก็ต้องการสลัดแอกจากการปกครองของไทย เหตุนั้นจึงลุกฮือขึ้นเป็นกบฏ และปฏิเสธไม่ยอมเคารพนับถือพระเจ้าแผ่นดินโดยฐานะกษัตริย์และเจ้านายที่ถูกต้องตามกฎหมาย คนเหล่านั้นมีความประสงค์ที่จะแยกตนเองออกจากพระมหากษัตริย์และตั้งตนเป็นรัฐอิสระ แต่ก็ต้องขับเคี่ยวกับเจ้านายที่รู้วิธีทำให้ผู้อื่นเชื่อฟังเป็นอันดี และเพื่อการนี้ได้ทรงส่งกองทัพ มีกำลังทหาร ๑๐,๐๐๐ คน พร้อมด้วยแม่ทัพสำคัญของประเทศ ๓ คน คือออกพระศักดาพลฤทธิ์ (Soupa Pontrook) บังคับบัญชากองทหารทัพหน้าจำนวน ๓,๒๐๐ คน ออกญาท้ายน้ำ (Oya Tainam) แม่ทัพหลวงคุมพลจำนวน ๔,๐๐๐ คน และออกญานคร (Oya Ligoor) ซึ่งเรียกว่าเจ้าเมืองนครคนใหม่เป็นแม่กองระวังหลัง ทั้ง ๓ ทัพได้เข้าโจมตีเมืองนครศรีธรรมราชพร้อม ๆ กัน และยึดเมืองได้ในคราวเข้าโจมตีครั้งแรก ได้จับตัวพวกกบฏได้ในหมู่บ้านซึ่งพวกนั้นมาซ่องสุมกันอยู่ และได้ส่งตัวนักโทษสำคัญ ๑๗ คนไปกรุงศรีอยุธยา ณ ที่นี้ไม่มีการฟังข้อแก้ตัวใด ๆ ทั้งสิ้นและไม่มีการพิจารณาไต่สวนความผิด พวกนักโทษถูกแผ่นเหล็กร้อนเผา จนแดงนาบเท้า ทั้งถูกล่ามและฝังไว้ในดินลึกแค่บ่าเป็นการประจานแก่คนที่เดินผ่านไปมา ซึ่งถูกบังคับให้เขกศีรษะนักโทษคนละที ในประเทศสยาม การเขกศีรษะถือว่าเป็นการสบประมาทกันอย่างร้ายที่สุด แต่เมื่อถูกทรมานในลักษณะเช่นนี้เป็นเวลา ๒๔ ชั่วโมงแล้ว พระภิกษุได้มาทูลขอพระราชทานอภัยโทษ นักโทษเหล่านั้นจึงถูกนำขึ้นมาจากพื้นดินและให้ปล่อยตัวไป

ขณะนั้น พระเจ้าเชียงใหม่ (King of Ischeen Mey) และเจ้านครน่าน (Naan) ซึ่งเป็นพี่น้องกัน เกิดมีเรื่องบาดหมางกันอย่างรุนแรง เพราะพระเจ้าเชียงใหม่เชษฐา ผู้ได้ปกครองดินแดนมรดกในภาคที่ดีกว่า มีพระประสงค์จะรุกรานดินแดนส่วนแบ่งของพระอนุชา ทรงขับไล่อนุชาออกจากอาณาจักรที่ครองอยู่ และบีบบังคับให้เจ้านครน่านต้องร่นหนีเข้ามาใน อาณาจักรสยามพร้อมด้วยข้าทาสบริวารไม่กี่คน แต่ภายหลังจากที่ได้พำนักอยู่ในความคุ้มครองของสยามชั่วระยะเวลาหนึ่ง ราษฎรของพระองค์ประมาณ ๕๐๐ คน ซึ่งอาศัยอยู่ในดินแดนละว้า (Lauwa) พากันหนีและ มุ่งไปสู่เชียงใหม่ เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเหตุให้พระเจ้าแผ่นดินสยามทรงยุ่งยากพระทัย เพราะทรงเกรงว่าพระเจ้าเชียงใหม่จะถูกราษฎรเหล่านั้นยุยงแล้วอาจจะไปยุยงพระเจ้าอังวะ (King of Awa) ให้เป็นปรปักษ์ต่อพระองค์ด้วย และทรงเกรงว่ากษัตริย์ ๒ องค์นี้อาจรวมกำลังกันทำสงครามกับพระองค์ เพราะเหตุนั้นพระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยทำสงครามกับพวกนี้ก่อน และเพื่อให้เป็นไปตามพระประสงค์ พระองค์จึงทรงมีรับสั่งให้ประชุมพล ๙๐,๐๐๐ คน ทหารเดินเท้าและทหารม้ารวมไปกับช้างศึกเป็นจำนวนมากและปืนใหญ่กับสิ่งจำเป็นอื่น ๆ ทั้งปวง รวมกันเปนกองทัพหลวง ซึ่งอาจยึดได้ทั้งอาณาจักรเชียงใหม่ ท้าวพญา (Iauphia) เป็นจอมทัพของทัพนี้ ออกญากลาโหมและออกญาพิชัย (Oya Pithey) เป็นแม่ทัพนำพล ๙,๐๐๐ คน มีทหารญี่ปุ่นซึ่งนำตัวมาจากคุกปะปนอยู่บ้าง ส่วนพระเจ้าแผ่นดิน เสด็จร่วมกับกองทัพที่เหลืออยู่ตามไปเป็นทัพหลังในเวลา ๓ วันต่อมา ก่อนที่จะเสด็จออกจากพระราชวัง พระองค์ทรงกล่าวคำสาบานว่า พระองค์จะ ใช้ผู้หญิง ๔ คนแรกที่ทรงพบเป็นเครื่องเซ่นสังเวย โดยจะสับหญิงเหล่านี้เป็นท่อน ๆ และจะชโลมเรือพระที่นั่งของพระองค์ด้วยเลือด ไขมัน และไส้พุงของสตรีทั้ง ๔ นี้ พระองค์มิค่อยยอมเสด็จออกจากพระราชวังจนกระทั่งพบสตรี ๔ คนในเรือลำหนึ่ง พระองค์ก็ได้ทรงปฏิบัติตามสาบานนั้น ครั้นแล้วจึงให้เคลื่อนกองทัพต่อไปด้วยความปีติอย่างยิ่งที่ได้พบหญิงเหล่านี้ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นลางดีซึ่งทำให้มั่นพระทัยว่าจะได้ชัยชนะแก่ข้าศึก ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่เมื่อทรงทราบว่าพระเจ้าแผ่นดินสยามกำลังยกทัพอันมีแสนยานุภาพยิ่งใหญ่ขึ้นมา ก็ละทิ้งบ้านเมืองเสด็จหนีไปกับข้าราชบริพารทั้งปวง โดยมิได้รอคอยความช่วยเหลือซึ่งกษัตริย์อังวะอาจจะส่งมาให้

เมื่อพระเจ้าแผ่นดินสยามเสด็จมาถึง มิได้พบข้าศึก พระองค์ไม่ประสงค์จะยกทัพกลับโดยมิได้ทำการสู้รบในสงครามสำคัญแต่อย่างใด จึงทรงตกลงพระทัยเข้าโจมตีนครลาว (Lycon Lawa) เพราะกษัตริย์ของมณฑลนั้นเป็นเจ้าประเทศราชของเชียงใหม่และถวายความจงรักภักดีแก่พระเจ้าเชียงใหม่ เพื่อให้เป็นไปดังพระราชประสงค์ พระองค์ทรงมีรับสั่ง ให้ออกญาพิษณุโลก (Oya Pouceloucq) คุมกองทัพบางส่วนเดินทางไปล่วงหน้า และทรงสัญญาว่าจะทรงยกทัพที่เหลืออยู่ติดตามไป แต่ออกญาพิษณุโลกคิดว่าจะเป็นการเสื่อมเสียเกียรติยศของตน ถ้าจะให้พระเจ้าแผ่นดินเสด็จมาด้วยความลำบาก จึงเข้าโจมตีเมืองนครลาวทุกด้าน ทลายประตูเมืองและจุดไฟเผาบ้านเรือนราษฎรเสีย เหตุการณ์นี้เป็นที่ตื่นตระหนกของชาวเมือง แม้ว่าจะมีกำลังป้องกันเมืองเกินกว่า ๒,๐๐๐ คนก็ตาม พระเจ้าแผ่นดินลาวก็ได้เสด็จหนีไปกับข้าราชบริพาร แต่ถูกติดตามอย่างเร่งรีบและถูกจับได้ อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยและเสียพระทัยมากเกินไป จึงสิ้นพระชนม์เสียก่อนที่พระองค์จะถูกนำกลับมายังเมือง ฝ่ายกษัตริย์สยามนั้นเสด็จตามมาในระยะทางห่างจากเมืองนครลาว ใช้เวลาเดินทาง ๓ วัน ได้ทรงทราบเรื่องการเข้ายึดเมือง การจับตัวพระเจ้าแผ่นดินลาวได้และสิ้นพระชนม์เสียแล้ว พระเจ้าแผ่นดินสยามก็ไม่ประสงค์จะรุกรบไกลออกไปอีก พระองค์ไม่ประสงค์จะเดินทางต่อไป จึงหยุดยั้งกองทัพอยู่ที่นั่น และทรงมีพระราชดำรัสให้ปิดประกาศทั่วทุกถนนหนทางว่า ถ้าหากโอรสของเจ้าลาวที่สิ้นพระชนม์ ประสงค์จะถวายความจงรักภักดีแก่พระองค์แล้ว ก็อาจจะกลับมายังพระราชวังได้โดยปลอดภัย และจะให้ปกครองอาณาจักรของบิดา แต่เจ้าชายหนุ่มก็มิได้ปรากฏองค์ ดังนั้น เมื่อออกญาพิษณุโลกพักอยู่ในเมืองนั้นได้ ๑๐ วันก็ทิ้งเมือง ทำการปล้นสะดมและกวาดต้อนครัวลาวจำนวนหนึ่งไปกับตน พร้อมทั้งทรัพย์สมบัติทั้งมวล อาวุธยุทธภัณฑ์ และเสบียงอาหารทั้งหมดในเมือง และเหลือคนไว้ราว ๑,๐๐๐ คน เพื่อให้จัดการถวายเพลิงพระศพพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนตามประเพณี ในทันทีที่ออกญาพิษณุโลกยกมาสมทบกับทัพหลวง พระเจ้าแผ่นดินสยามก็ทรงให้ยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา พระองค์เสด็จเข้าเมืองอย่างภาคภูมิในชัยชนะ มีเชลยมาในกระบวนทัพ ๑๐,๐๐๐ คน รวมทั้งพวกที่ละทิ้งเจ้านครน่านไปเข้ากับพระเจ้าเชียงใหม่ด้วย เชลยเหล่านี้จำนวนมากถูกประหารชีวิตด้วยพิธีพิสดาร คือถูกเสียบเข้ากับไม้ไผ่ผ่าซีก ซึ่งขึ้นเป็นลำอยู่บนดิน คนพวกนี้ตายอย่างทนทุกข์เวทนา คนที่ยังมีชีวิตอยู่จนถึงเย็นวันที่สี่หรือที่ห้า ถูกตัดสินให้เอาไฟคลอก แต่พระสงฆ์ได้ทูลขอชีวิตคนเหล่านั้นไว้ จึงได้รับอภัยโทษ

ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินสยาม เมื่อทรงเห็นว่าพระองค์มีชัยแก่อริราชศัตรู ทั้งได้ทรงวางรากฐานกิจการบ้านเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ใช้กลอุบายกำจัดขุนนางคนสำคัญ ๆ ของประเทศเสียเป็นจำนวนมาก แม้แต่ผู้ที่ได้ช่วยเหลือสนับสนุนเป็นอย่างดียิ่งในการขึ้นครองราชบัลลังก์ ที่พระองค์ทรงทำดังนั้น เพราะทรงเกรงว่าคนเหล่านั้นอาจกระทำการทุจริตต่อพระองค์ เช่นเดียวกับที่ได้กระทำกับพระเจ้าแผ่นดินที่ถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมืองมาแล้ว เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ.๑๖๓๓ (พ.ศ.๒๑๗๖) ภายหลังที่ทรงครองราชย์มาแล้ว ๓ ปี พระองค์เสด็จประทับเหนือบัลลังก์และตรัสถามเหล่าขุนนางซึ่งพระองค์มีรับสั่งให้มาประชุมเป็นการด่วนว่า มีขุนนางผู้ใดในที่ประชุมต้องการดื่มสุราบ้าง เมื่อไม่มีใครทูลตอบ พระองค์จึงทรงตั้งปัญหาถามอีกข้อหนึ่งว่า ขุนนางทั้งหลายเห็นว่าสุราอย่างไหนจะดีกว่ากัน สุราเก่าหรือใหม่ เมื่อบางคนได้กราบทูลถึงความรู้สึกของตนแล้ว พระองค์จึงตรัสว่า ยังมีสุราเหลืออยู่อีก ๒ ขวดในตำหนักของพระเจ้าทรงธรรม และตรัสว่า พระองค์ยินดีฟังความเห็นแนะนำว่าควรจะทำเช่นไรกับสุรานี้ และควรจะเทสุรานั้นทิ้งไปเสียดีกว่า เพราะเกรงว่าอายุเวลาและความแรงฉุนของมันจะทำให้ขวดระเบิด พระองค์ตรัสเสริมอีกว่าไม่มีใครใช้ประโยชน์จากสุรานี้แล้ว ออกญาอุปราช (Oya Onbrat) และออกญายมราช (Oya lmmerat) ซึ่งเข้าใจในเจตนาของพระเจ้าแผ่นดิน จึงถวายบังคมและกราบทูลว่า ขอได้โปรดพระราชทานอภัยโทษแก่พระโอรสทั้งสองนั้นเพราะว่ายังทรงพระเยาว์นัก พระชันษาของพระราชโอรสทั้งสององค์ของพระเจ้าทรงธรรมนั้นรวมกันแล้วก็ยังไม่ถึง ๑๒ ปี คงจะไม่มีความทรงจำถึงอำนาจราชศักดิ์ใด ๆ ที่พระราชบิดาของทั้งสองพระองค์เคยมีดอก แต่พระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าถ้อยคำกราบทูลตอบนี้เป็นการตำหนิพระองค์ยิ่งกว่าจะเป็นการแนะนำชี้แจง ความพิโรธจัดทำให้ทรงลืมองค์จนถึงกับจับพระแสงขึ้นฟันศีรษะออกญาทั้งสองเสียหลายแผลด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง แล้วมีรับสั่งให้เอาตัวไปขังในคุกมืด ให้จัดการริบทรัพย์สมบัติบ้านเรือนและข้าทาสหมดสิ้น ครั้นแล้วก็ทรงให้ส่งคนไปคุมตัวเจ้าชายน้อย ๆ ทั้งสองพระองค์มาโดยมิได้ทรงปรึกษาหารือผู้ใดอีก เจ้าชายองค์หนึ่งมีพระชันษาไม่ถึง ๗ ขวบ และอีกพระองค์หนึ่งมีพระชันษา ๕ ขวบ เจ้าชายทั้งสองถูกนำไปยังสถานที่สำเร็จโทษอย่างเคย และสำเร็จโทษด้วยวิธีการเดียวกันกับที่ให้ทรงทำกับพระมหาอุปราชพระเจ้าแผ่นดินทั้งสองพระองค์และเจ้านายองค์อื่น ๆ แห่งราชตระกูล พระศพของเจ้าชายทั้งสองถูกโยนลงในบ่อและทิ้งไว้เช่นนั้นนานกว่าหนึ่งปี ครั้นแล้วจึงได้นำเอาอวัยวะที่เน่าเปื่อยและกระดูกขึ้นจากบ่อ และเผาเสียที่ริมฝั่งแม่น้ำ และโยนเถ้าถ่านทิ้งลงในแม่น้ำเพื่อไม่ให้มีอนุสรณ์ใดๆ เหลืออยู่

ในปีเดียวกันนั้นพระเจ้าอยู่หัวทรงพบพระโอรสองค์อื่น ๆ ของพระเจ้าทรงธรรมอีก ๓ องค์ องค์โตที่สุดมีชันษาไม่เกิน ๖ ขวบพร้อมด้วยพระสนมคนหนึ่งของพระเจ้าอยู่หัวในพระโกศ ซึ่งพระองค์ทรงอนุญาตให้พำนักอยู่ในพระราชวัง เมื่อทรงเห็นว่าคนนี้เศร้าหมองมาก จึงทรงจินตนาการว่า คงเป็นเพราะคิดถึงความเป็นอยู่ของตนในอดีต พระองค์จึงมีรับสั่งให้หาตัวออกญาจักรี (Oya Siery) ซึ่งขณะนี้เป็นออกญาพระคลัง (Oya Berckelangh) ตรัสกับออกญาพระคลังว่า ต้นไม้อ่อนซึ่งมีหัวเป็นเส้นเสี้ยนมาแต่แรกแล้วย่อมกินไม่อร่อย จำเป็นต้องถอนรากถอนโคนทิ้งไปโดยเร็ว พระองค์ตรัสต่อไปว่า พระองค์เห็นพระโอรสเหล่านี้กับพระสนมของพระเจ้าอยู่หัวในพระโกศ อยู่ในอารมณ์ที่นำให้พระองค์พิเคราะห์เห็นว่า เพียงอายุเท่านี้ก็ยังกล้าแสดงความหม่นหมองเคืองขุ่นในเรื่องที่แล้ว ๆ มาได้ หากโตขึ้นมีความคิดและสติปัญญามากกว่านี้ ก็คงจะไม่หยุดกระทำการอย่างอื่นอีก ฉะนั้น พระองค์ทรงเห็นว่าสมควรกำจัดเสียดีกว่า เจ้าชายเหล่านี้จึงถูกนำมายังสถานที่เดียวกับเจ้าชายองค์อื่น ๆ ถูกสำเร็จโทษวิธีการสำเร็จโทษก็เป็นอย่างเดียวกัน ส่วนพระสนมถูกลากตัวไปยังแม่น้ำ และถ่วงน้ำเสีย ณ ที่นั้น

ยังมีเจ้าชายอีกองค์หนึ่งที่ยังมีพระชนม์อยู่ เจ้าชายองค์นี้เป็นพระโอรสองค์ใหญ่ที่สุดของพระเจ้าทรงธรรม (The Great King) พระราชบิดาของพระองค์ตั้งพระทัยจะให้สืบราชสมบัติ แต่ทว่าพระมะริด (Marit) หรือที่เรียกกันว่า พระองค์ดำ ได้ทรงทำให้พระเนตรของเจ้าชายพิการโดยรับสั่งให้เอาไฟจี้ เจ้าชายได้สละราชบัลลังก์และทรงพำนักอยู่แต่ในพระราชวังของพระองค์ พระองค์ทรงมีมเหสีเพียงองค์เดียวกับมีข้าทาสบริวารไม่กี่คน ทรงมีภารกิจเพียงอย่างเดียว คือ เข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินวันละหลายครั้ง ขณะนั้นเป็นเดือนมีนาคม ค.ศ.๑๖๓๘ (พ.ศ.๒๑๗๘) ไฟได้ไหม้ทำลายพระนครส่วนใหญ่และลุกลามไปหมดเมือง ภายหลังที่ไฟดับหมดแล้วเจ้าชายองค์นี้ได้รับอนุญาตให้เสด็จไปในเมือง เพื่อทอดพระเนตรภาพที่น่าสลดใจต่าง ๆ แต่ในทันทีที่ทรงปรากฏพระองค์ในท้องถนน บรรดาราษฎรซึ่งทราบว่าพระองค์ทรงเป็นเจ้านายในราชตระกูลเพียงองค์เดียวที่เหลืออยู่ ก็พากันถวายความเคารพจงรักภักดี และเทิดทูนพระเกียรติยศ สูงสุดยิ่งอันไม่เคยทำมาก่อนแม้แต่กับพระเจ้าแผ่นดินเอง ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้กษัตริย์ทรราชทรงริษยาเป็นที่ยิ่ง จนทรงตัดสินพระทัยจะให้สำเร็จโทษเจ้าชายเสีย อย่างไรก็ตาม เพื่อจะได้จัดการอย่างมีข้ออ้างที่ยุติธรรม พระเจ้าแผ่นดินจึงมีรับสั่งให้เหล่าทหารรักษาวังซึ่งสักลวดลายตามแขนไปพูดจาก้าวร้าวหมิ่นประมาทเจ้าชาย พวกทหารรักษาวังได้กระทำต่อเจ้าชายอย่างน่าละอาย และกล่าววาจาล่วงเกินพระองค์มากจนเหลือจะกลั้นได้ พระองค์จึงทรงชกต่อยทหารรักษาวังคนหนึ่ง มีผู้กราบทูลเรื่องนี้ต่อพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์มีรับสั่งให้หาเจ้าชายและทรงกล่าวตำหนิติเตียนอย่างรุนแรง พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า ความเก่งกล้าไม่เกรงต่อข้อครหาของเจ้าชาย ทำให้ไม่อาจอุปการะเลี้ยงดูได้ และพระองค์หมดความนับถือที่มีอยู่ต่อเจ้าชายเพราะเหตุที่วิวาทกับทหารสักเครื่องหมายของกษัตริย์ ซึ่งเป็นผู้ดูแลความสงบของประชาชนและลงโทษผู้ทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ยิ่งกว่านั้น เมื่อพระองค์ประพฤติผิดโดยชกต่อยคนเหล่านี้แล้ว องค์ของพระมหากษัตริย์เอง พระมเหสี และพระโอรสธิดาย่อมจะไม่ปลอดภัย ดังนั้น เพื่อป้องกันเหตุร้ายซึ่งหวั่นเกรงกันว่าจะเกิดขึ้นในเวลาข้างหน้า จึงจำเป็นจะต้องปลงพระชนม์เจ้าชายเสีย เมื่อเจ้าชายถูกตัดสินให้สำเร็จโทษแล้ว ก็ถูกนำมายังสถานประหารชีวิต แต่พระนางผู้ซึ่งเป็นพระอัยกีของพระเจ้าอยู่หัวได้อ้อนวอนร้องขอชีวิตของเจ้าชายไว้ อย่างไรก็ตาม กลับเท่ากับทำให้เจ้าชายเคราะห์ร้ายหนักขึ้นไปอีก เพราะว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงให้เจ้าชายเสวยยาซึ่งทำให้มีพระสติฟั่นเฟือน พระเนตรและพระกรรณพิการและทำลายส่วนสมองด้วย ผลที่ได้รับคือหมดโอกาสที่เจ้าชายองค์นี้จะสามารถขึ้นครองราชย์สมบัติได้

สุดท้ายในวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ปีที่แล้ว พระเจ้าแผ่นดินทรงปรารถนาจะกำจัดทุกสิ่งที่อาจเป็นภัยแก่พระองค์ ๆ จึงทรงตัดสินพระทัยให้ประหารชีวิตพระโอรสที่เหลือสุดท้าย ๒ องค์ ของพระเจ้าอยู่หัวในพระโกศเสีย เจ้าชายองค์หนึ่งพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษาและอีกองค์หนึ่งมีพระชนม์ ๑๘ พรรษา ฉะนั้นในเวลากลางคืนพระองค์จึงให้นำเจ้าชายไปที่หน้าวัดพระเมรุโคกพญา อันเป็นที่ซึ่งกษัตริย์และเจ้านายองค์อื่น ๆ ถูกสำเร็จโทษ ด้วยทรงตั้งพระทัยที่จะให้ประหารเจ้าชายทั้งสองเสียโดยวิธีเดียวกัน พระอัยกีองค์เดียวกันของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งทรงเป็นผู้ทักท้วงในการประหารชีวิตเป็นส่วนมาก พร้อมทั้งมเหสีเอก ๒ องค์ และพระพี่นาง ๒ องค์ ของเจ้าชายทั้งสองทรงเพ็ดทูลขอความกรุณาให้แก่เจ้าชาย แต่พระเจ้าแผ่นดินไม่ฟังเสียง จนกระทั่งพระมารดาทรงขู่ว่าจะกระโดดลงไปในแม่น้ำ และพระมเหสีทั้งสองเตรียมเสวยยาพิษ หากพระเจ้าแผ่นดินยังคงยืนกรานกระทำตามความประสงค์ที่โหดเหี้ยมของพระองค์ ดังนั้นพระองค์จึงจำยอมสั่งให้งดการประหารไว้

ตั้งแต่นั้นมาเจ้าชายทั้งสองก็ถูกบังคับให้ออกจากพระราชวังไปพำนักอยู่ ณ ฝั่งแม่น้ำอีกฟากหนึ่ง เจ้าชายองค์ใหญ่ได้สมรสกับหญิงสาวตระกูลต่ำคนหนึ่ง เจ้าชายทั้งสองมีข้าทาสใช้สอยไม่กี่คนและมีรายได้น้อยจนแทบจะไม่พอเลี้ยงชีวิต เจ้าชายทั้งสองถูกบังคับให้ไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินที่พระราชวังทุกวัน และเมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกให้ราษฎรเฝ้า เจ้าชายจะต้องตามเสด็จโดยนั่งบนหลังช้างตัวงาม หรือถ้าพระเจ้าแผ่นดินเสด็จทางชลมารค เจ้าชายจะต้องนั่งอยู่ในเรือปิดทองประดับประดางดงาม ในเวลานั้นราชตระกูลทั้งหมดที่มีชีวิตอยู่ เหลือเพียงพระราชินีซึ่งเป็นมเหสีที่สามของพระเจ้าแผ่นดิน พระขนิษฐาของพระนาง เจ้าชายสองพระองค์ที่ได้เล่ามาแล้ว และพระญาติที่เป็นสตรีบางองค์ซึ่งเป็นพระญาติห่าง ๆ เท่านั้น เจ้านายองค์อื่น ๆ นอกนั้นทั้งหมดถูกปลงพระชนม์ด้วยน้ำมือของพระเจ้าแผ่นดินนี้ผู้ซึ่งเป็นหนี้ชีวิตแก่เจ้าชายเหล่านี้ ก็ควรจะเป็นหน้าที่ของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้ที่จะรับหน้าที่พิทักษ์รักษาชีวิตของเจ้าเหล่านั้น

พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ทำให้อาจกล่าวได้ว่าเป็นเวลาหลายศตวรรษทีเดียวที่ไม่เคยมีกษัตริย์สยามพระองค์ใดขึ้นครองบัลลังก์อย่างกล้าหาญชาญชัย มีความระแวดระวังเป็นเยี่ยมหรือมีอุบายฉลาดหลักแหลมมาก เช่นกษัตริย์พระองค์นี้ ดังนั้น นอกเหนือไปเสียจากความโหดเหี้ยม ซึ่งพระองค์แสดงให้เห็นในตอนเริ่มต้นรัชกาลของพระองค์แล้ว ก็อาจกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงมีคุณสมบัติเพียบพร้อมทุกประการที่จำเป็นสำหรับการครองราชย์ที่ดี ถึงแม้พระองค์ไม่มีฐานันดรศักดิ์ที่จะสืบราชสมบัติ พระองค์ก็มีคุณวุฒิของกษัตริย์โดยแท้จริง ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่า ความสำเร็จที่น่ายินดีทั้งมวลทางด้านกิจการงานเมืองที่ยิ่งใหญ่นั้น เป็นผลของการปฏิบัติงานอย่างดีเยี่ยมของพระองค์ยิ่งกว่าจะเป็นเพราะโชคอำนวย

ชาวเมืองปัตตานีปฏิเสธไม่ยอมถวายความจงรักภักดี ตามที่เคยปฏิบัติต่อกษัตริย์สยามเสมอมา ดังนั้นเพื่อที่จะไม่ให้คนเหล่านี้แสวงหาพรรคพวกจากเพื่อนบ้านประเทศใกล้เคียงมาช่วยเสริมกำลังในการก่อกบฏหรือ รบกวนความสงบสุขของประเทศด้วยการสงครามกับต่างประเทศ พระองค์ จึงส่งคณะทูตสำคัญไปยังกษัตริย์แห่ง Athein[21] และกษัตริย์แห่งยะไข่ (Arracan) ในระยะแรกที่ขึ้นครองราชย์เพื่อต่อสัญญาพันธมิตร พันธไมตรีและการติดต่อซึ่งก่อน ๆ ทรงทำไว้กับกษัตริย์ทั้งสองนี้กับได้ทำสนธิสัญญาสันติภาพกับประเทศนั้นด้วย ถึงแม้เหตุการณ์ต่อมามีทีท่าว่าสนธิสัญญานี้จะไม่ยืดยาวต่อไปถึงที่สุดก็ตาม พระเจ้าแผ่นดินก็ยังคงใช้สนธิสัญญานี้ เป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งชาวปัตตานีให้กลับมาถวายความเคารพและเชื่อฟังต่อพระองค์

ในปี ค.ศ. ๑๖๓๔ (พ.ศ. ๒๑๗๗) พระองค์ส่งทหารไปปัตตานี ๓๐,๐๐๐ คน พระองค์ได้เสริมกำลังทหารด้วยทหารต่างด้าวจำนวนหนึ่ง เพื่อให้กองทัพเข้มแข็ง ทหารต่างด้าวเหล่านี้มีโปรตุเกส คนเชื้อชาติผสม ญี่ปุ่น มลายู และชาติอื่นๆ ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศ และพระองค์ทรงเตรียมกองทัพนี้พร้อมสรรพด้วยช้าง ม้า ศัสตราวุธ เสบียงอาหารและสัมภาระที่จำเป็นสำหรับการสงครามใหญ่ กองทัพนี้มีแม่ทัพ ๔ คน คือ ออกญานคร (Oya Ligoor) ออกญาพระคลัง (Oya Berckelangh) ออกญากลาโหม (Oya Calahom) และออกญารามสิทธิ์ (Oya Rabasit) แต่ความไม่เรียบร้อยของกองทัพซึ่งเกิดจากการวิวาทระหว่างกัน ทั้งความต้องการได้เปรียบในการรบ และความประพฤติอันเสื่อมเสียของบรรดาทหารกลับเป็นผลประโยชน์กับฝ่ายปัตตานี กล่าวคือ กองทัพเหล่านี้ต้องประสบกับการต้านทานอย่างเข้มแข็งจนทำให้ต้องล่าถอย เนื่องจากกองทัพบางเหล่าต้องการนำทัพเข้าโจมตีข้าศึกตามลำพังโดยไม่ใช้กองทหารต่างด้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารชาวฮอลันดา ซึ่งเป็นทหารที่ดีที่สุดและสำคัญที่สุดเข้าร่วมโจมตีด้วย เป็นเหตุให้พระเจ้าแผ่นดินต้องส่งกองทัพที่สองมาอีก ทัพที่เข้มแข็งเป็นที่หวาดกลัวมากจนนางพญาตานี (Queen of Patania) ยอมจำนนเมื่อกษัตริย์ไทรบุรี (Queda) เข้าไกล่เกลี่ย และปฏิบัติหน้าที่ ๆ เคยกระทำโดยส่งทูตมาถวายบรรณาการดอกไม้เงินดอกไม้ทองมายังราชสำนักสยามใน ปี ค.ศ. ๑๖๓๖ (พ.ศ. ๒๑๗๙) และทำพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นข้าขอบขัณฑสีมาตามประเพณี

ต่อมานั้น ทรงมีพระประสงค์ที่จะเสริมสร้างความสงบสุขของประเทศ พระองค์ได้ทรงผูกสัมพันธไมตรีกับเจ้านายอินเดียทุกองค์ตลอดจนแว่นแคว้นทั้งปวงในหมู่เกาะอินเดีย เพื่อให้ได้ส่งเรือสำเภาของพระองค์และของไพร่ฟ้าไปทำการค้าขายได้โดยเสรีตามเมืองท่าต่างประเทศเหล่านั้น แม้พระองค์จะได้ขับไล่และกระทำการทารุณต่อชาวญี่ปุ่น พระองค์ก็มิได้เพิกเฉยที่จะชักนำชาวญี่ปุ่นให้กลับมาอีกในภายหลัง หรือส่งทูตไปยังประเทศญี่ปุ่นเพื่อทำสัญญากับพระจักรพรรดิผู้มีอำนาจแห่งภูมิภาคสำคัญยิ่งของตะวันออก ราชทูต[22] นั้นเป็นผู้ถือพระราชสาส์นซึ่งจารึกเป็นตัวทอง พร้อมกับนำเครื่องราชบรรณาการอันมีค่าไปด้วยเป็นอันมาก แต่ในขณะที่ข้าพเจ้าออกจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อ ๒ ปีมาแล้ว ราชทูตยังไม่กลับมา ข้าพเจ้าจึงไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้ในเรื่องผลของการเจรจา

เป็นเวลาช้านานมาแล้วที่กษัตริย์จามปา (Chiampa) เป็นเจ้าประเทศราชของพระเจ้าแผ่นดินสยาม และในเมื่อพระองค์ทรงปฏิเสธไม่ยอมถวายความจงรักภักดีในรัชสมัยของพระ Marit หรือพระองค์ดำ[23] เมื่อประมาณ ๕๐ ปีมาแล้วนั้น พระองค์ดำได้ทรงกรีฑาทัพเข้ายังประเทศนี้ ได้ชัยชนะในการสงคราม และทรงบังคับให้กษัตริย์จามปาถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา แต่ในทันทีที่พระองค์ดำกษัตริย์ผู้ทรงมีพระบรมเดชานุภาพเป็นที่ครั่นคร้ามของประเทศใกล้เคียงเสด็จสวรรคต กษัตริย์จามปาก็ปฏิเสธไม่ยอมอ่อนน้อมต่อกษัตริย์สยามอีก เมื่อพระเจ้าอยู่หัวองค์นี้ขึ้นครองราชบัลลังก์ พระองค์ได้ส่งทูตานุทูตไปเฝ้ากษัตริย์จามปาโดยทันที มีพระโกษาธิบดี (Trackousa Tsibidi) เป็นหัวหน้า พระองค์ทรงให้จัดเครื่องบรรณาการมอบให้คณะทูตไปถวายแก่กษัตริย์จามปาเป็นการเตือนให้ระลึกถึงหน้าที่ และได้เชื้อเชิญให้กษัตริย์จามปาถวายความจงรักภักดีดังที่กษัตริย์องค์ก่อน ๆ ของประเทศนั้นได้ปฏิบัติต่อกษัตริย์สยามตลอดมา กษัตริย์จามปา ทรงต้อนรับคณะทูตานุทูตเป็นอย่างดี และให้การรับรองอย่างสมเกียรติยศ และทรงสัญญาว่า จะส่งคนของพระองค์มากรุงศรีอยุธยาโดยเร็วเพื่อทำพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา แต่พระองค์มิได้ปฏิบัติตามที่ทรงสัญญาไว้ พระ เจ้าแผ่นดินสยามจึงส่งทูตไปอีกในเดือนธันวาคมต่อมา พระโกษาธิบดีคนเดียวกันนั้นได้นำของบรรณาการไปถวายกษัตริย์จามปาเพื่อเชิญให้มาทำพิธีตามหน้าที่ แต่ความสำเร็จของคณะทูตครั้งที่สองนี้ยังไม่ทราบได้ขณะเมื่อข้าพเจ้าจากกรุงศรีอยุธยามา

พระเจ้าแผ่นดินสยามพระองค์นี้ ทรงปฏิบัติต่อชาวโปรตุเกสอย่างโหดร้ายมาก และในตอนต้นรัชกาล ทรงให้กักขังคนพวกนี้ไว้ในคุกเป็นเวลานาน แต่ในปี ค.ศ. ๑๖๓๖ (พ.ศ.๒๑๗๙) พระองค์ได้ส่งคณะราชทูตไปยังมะละกา (Malacca) และมะนิลา (Manila) เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีกับเจ้าผู้ครองรัฐทั้งสองนั้น และเพื่อให้เกิดความสงบสุขต่อกัน อย่างไรก็ตาม สันติภาพนี้ได้สิ้นสุดลงในปี ค.ศ. ๑๖๓๙ (พ.ศ. ๒๑๘๒) เนื่องจากการเข้าแทรกแซงของราชทูตจีนแห่งเมืองมาเก๊า (Macao) ในตอนเริ่มรัชสมัยของพระองค์ได้ทรงส่งราชทูตไปเฝ้ากษัตริย์อังวะ[24] (Ava) กษัตริย์มอญ (Pegu) และกษัตริย์ลานช้าง (Langhianch) ด้วยพระองค์ทรงผูกสัมพันธไมตรีกับประเทศใกล้เคียง เพื่อความมั่นใจในความสงบสุขของอาณาจักรของพระองค์เองโดยคณะทูตเหล่านี้ และโดยการทำสนธิสัญญาไว้ต่อกัน แต่ความระแวงภัยของกษัตริย์มอญและกษัตริย์ลานช้างนั้นมีอยู่มาก และไม่เคยมีความไว้วางพระทัยเลย ต้องคอยระวังพระองค์อยู่เสมอ เพราะเกรงว่ากษัตริย์สยามจะเข้าโจมตีและจู่โจมเอาโดยไม่รู้ตัว อันที่จริงพระองค์ไม่น่าหวาดระแวงถึงเช่นนั้น เพราะว่ากษัตริย์สยามเองนั้นทรงร้อนพระทัยที่จะรักษาราชบัลลังก์ไว้สำหรับราชวงศ์ของพระองค์อยู่แล้ว และพระองค์มีพระประสงค์ที่จะสร้างความนิยมรักใคร่ในบรรดาไพร่ฟ้าประชาชน จึงทรงพยายามหาทางให้บ้านเมืองได้รับความร่มเย็นเป็นสุขและมีความเจริญมั่งคั่งด้วยการค้าขาย

ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินสยามเมื่อได้ทรงปราบปรามผู้ก่อการจลาจล และทำสัญญาไมตรีกับประเทศใกล้เคียง ทั้งจัดการเกี่ยวกับเมืองปัตตานีซึ่งเป็นประเทศราชเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้พระองค์ยุ่งยากพระทัยอีก นอกจากชีวิตของออกญาพระคลังซึ่งพระองค์ทรงตั้งให้เป็นออกญาพิษณุโลก (Oya Pouceloucq) ออกญาพระคลังผู้นี้เป็นผู้บอกแผนการที่พระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนเตรียมประหารชีวิตพระองค์ เป็นผู้ที่ยอมเสี่ยงชีวิตบ่อยครั้งเพื่อคุ้มครองพระชนมชีพของพระองค์เมื่อครั้งยังเป็นออกญากลาโหม ความกล้าหาญ ความรอบคอบและการกระทำการต่าง ๆ ของออกญาพระคลังนั้นเป็นประโยชน์อย่างที่สุดต่อพระองค์ในการแย่งชิงราชบัลลังก์ เมื่อเป็นเช่นนี้พระเจ้าอยู่หัวจึงทรงกระทำสัตย์สัญญาสาบานต่อออกญาพิษณุโลกอย่างเป็นพิธีตามประเพณีว่า เมื่อได้ขึ้นครองราชบัลลังก์แล้ว พระองค์จะทรงประกาศสถาปนาออกญาพระคลังขึ้นเป็นเจ้าฝ่ายหน้าหรือมหาอุปราชของอาณาจักรสยาม แต่พระองค์มิได้ทรงรักษาสัญญานั้นเพราะทรงประกาศตั้งพระอนุชาขึ้นเป็นฝ่ายหน้าหรือรัชทายาทที่จะได้สืบราชสมบัติ ทรงแต่งตั้งออกญาพระคลังเป็นออกญาสวรรคโลก (Oya Souarcolouq) และต่อมาทรงตั้งให้เป็นออกญาพิษณุโลก ออกญาพระคลังไม่พอใจในตำแหน่งนี้ ในประเทศสยามตำแหน่งผู้ปกครองมณฑลพิษณุโลกจะแต่งตั้งให้แก่โอรสของกษัตริย์หรือเจ้าชายแห่งราชตระกูลเท่านั้น

ออกญาพระคลังมิได้เว้นที่จะบ่นว่าต่อการกระทำของพระเจ้าอยู่หัวและตำหนิความอกตัญญูของพระองค์ เมื่อใดที่ได้เข้าเฝ้า ออกญาพระคลังจะเร่งรัดพระองค์ในเรื่องนี้ และกล่าวว่าที่พระองค์ทรงมีราชอิสริยยศเช่นนี้ เพราะความกล้าหาญของตน พระเจ้าแผ่นดินมิได้ทรงปฏิเสธ แต่ทว่าตำแหน่งนั้นมิได้อยู่ในกำมือของพระองค์แล้ว จึงไม่สามารถที่จะแต่งตั้งออกญาพิษณุโลกเป็นผู้สืบสันตติวงศ์ได้ เนื่องจากพระองค์ทรงมีพระทัยเอนเอียงที่จะมอบราชสมบัติให้แก่พระอนุชา อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงให้คำมั่นสัญญาว่า พระองค์จะยอมรับนับถือว่าออกญาพระคลังเป็นผู้ที่มีบุญคุณต่อพระองค์มากที่สุดในโลก และจะทรงเลื่อนยศตำแหน่งให้จนถึงขั้นสูงที่สุดในประเทศ

แต่ภายหลังที่ได้ชัยชนะนครลำปางซึ่งออกญาพระคลังเป็นผู้ได้รับความดีความชอบไว้ทั้งสิ้นแล้ว ชื่อเสียงคุณงามความดีและความประพฤติของออกญาพระคลัง ไม่เพียงแต่จะเริ่มเป็นที่สงสัยเท่านั้น ยังเป็นที่ประหวั่นพรั่นพรึงแก่พระมหาอุปราชพระอนุชาของพระเจ้าแผ่นดินด้วย จนพระอัยกีของพระเจ้าอยู่หัว พระราชมารดาและพวกประจบสอพลอบางคนได้ยุแหย่พระเจ้าอยู่หัวจนเป็นผลสำเร็จ และโดยมิได้คำนึงถึงบุญคุณท่วมท้นที่พระองค์ทรงเป็นหนี้แก่ออกญาพิษณุโลก หรือต่อคำสัตย์สาบานที่คนทั้งสองได้กระทำไว้ต่อกัน เมื่อประมาณ ๓ เดือนก่อนหน้านี้ พระเจ้าอยู่หัวทรงสั่งให้ทหารคุมตัวออกญาพิษณุโลกมา ทรงให้เอาไฟนาบฝ่าเท้า และตลอดร่างถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน ครั้นแล้วให้นำไปโยนทิ้งไว้ในคุกสกปรกซึ่งมีออกญายมราช (Oya Iumerat) ซึ่งเป็นศัตรูกันอย่างออกหน้าออกตาเป็นผู้ควบคุม บ้านเรือนถูกปล้นสะดม ข้าทาสและช้างม้าถูกยึดเอาไป และทรัพย์สมบัติข้าวของมีค่าของออกญาพิษณุโลกถูกขนไปยังพระราชวัง พระเจ้าอยู่หัวทรงกระทำการรุนแรงถึงที่สุด ก็เพราะโหราจารย์บางคนได้ทำนายไว้ ว่าเวลาตกฟากของออกญาพิษณุโลกนั้นมีดวงดาวโคจรเข้ามาอยู่ในราศีที่ดียิ่งนัก เป็นที่มั่นใจได้ว่า ต่อไปข้างหน้าจะมีอำนาจเท่าเทียมกษัตริย์และจะได้สวมมงกุฎกษัตริย์ ฉะนั้น เมื่อทรงเห็นว่าออกญาพิษณุโลกมีผู้คนเคารพยำเกรงมาก ทั้งมีอำนาจ ร่ำรวย และเฉลียวฉลาด พระเจ้าอยู่หัวจึงทรงเริ่มหวั่นเกรงและเกลียดชัง

เมื่อออกญาพิษณุโลกตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ พระสงฆ์บางองค์ได้แนะนำให้บุตรชายออกญาพิษณุโลกไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน คุกเข่าอ้อนวอนขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ เด็กน้อยคนนี้มีอายุเพียง ๙ ขวบก็ได้เข้าไปกราบบังคมทูลขอพระมหากรุณาธิคุณให้แก่บิดา ข้อเรียกร้องได้กระทบกระเทือนพระทัยของพระเจ้าแผ่นดินเป็นอย่างยิ่ง จนกระทั่งพระองค์ทรงให้สัญญาอย่างเป็นทางการว่าจะปล่อยบิดาของเด็กเป็นอิสระและกลับบ้านได้ในวันนั้น แต่ผลที่ตามมาภายหลังได้ทำลายความหวังยิ่งนี้เสีย เพราะเมื่อเด็กกลับไปแล้วพระเจ้าแผ่นดินซึ่งเสวยน้ำจัณฑ์ไปมึน ๆ ได้ตรัสถามออกญายมราชว่า ออกญายมราชจะแนะนำให้พระองค์ทำอย่างไรกับออกญาพิษณุโลก ออกญายมราชซึ่งครุ่นแต่จะกำจัดศัตรูของตน ได้กราบทูลว่า งูซึ่งคนเลี้ยงดูมาตั้งแต่ตัวยังเล็ก ก็ยังไม่วายขบกัดคนเลี้ยงที่ไปเหยียบหางมันเข้า พระเจ้าแผ่นดินทรงพอพระทัยในคำตอบนี้อย่างยิ่ง ถึงกับมีรับสั่งในทันทีให้ออกญายมราชประหารชีวิตออกญาพิษณุโลกเสีย

ในขณะที่ออกญายมราชกลับจากเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน ก็ไม่ต้องการละโอกาสที่จะกำจัดศัตรูของตนให้หมดสิ้นไป เมื่อมาถึงระเบียงข้างหน้า ก็พบพระสงฆ์ซึ่งนั่งคอยผลของคำสัญญาที่พระเจ้าแผ่นดินทรงให้ไว้แก่บุตร ชายของออกญาพิษณุโลก ออกญายมราชพูดหลอกลวงพระสงฆ์เหล่านั้นว่า พระภิกษุทั้งหลายควรกลับไปยังพระอารามได้แล้ว เพราะพระเจ้าแผ่นดินทรงให้ปลดปล่อยออกญาพิษณุโลกแล้ว และตนเองกำลังจะไปปล่อยให้เป็นอิสระจากคุก แต่เมื่อให้นำออกญาพิษณุโลกออกมาจากคุกมืด ออกญายมราชก็ลงมือฆ่าออกญาพิษณุโลกเสียเอง โดยแทงด้วยกริชที่ลำตัวด้านขวา ทั้งนี้เพราะเกรงว่า พระเจ้าแผ่นดินอาจจะทรงเปลี่ยนพระทัย และไว้ชีวิตออกญาพิษณุโลกตามคำทูลอ้อนวอนของพระสงฆ์

เมื่อออกญาพิษณุโลกเห็นว่าตนจะต้องตายก็กล่าวประนามอย่างเกรี้ยวกราดถึงความอกตัญญู ความทรยศ และความโหดร้ายของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเป็นหนี้บุญคุณตนทั้งชีวิตและราชบัลลังก์ และมาสั่งประหารชีวิตตนโดยไม่มีความผิด อันเป็นการกระทำที่ตรงข้ามกับคำสาบานซึ่งทรงให้ไว้ใหม่เมื่อ ๒ - ๓ เดือนที่แล้ว ออกญาพิษณุโลกพูดต่อไปว่า ตนไม่กลัวเกรงต่อความตายดอก แต่ทว่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่มิได้คิดต่อสู้ในยามที่ยังมีอำนาจ และบรรดามิตรสหายก็อาจช่วยให้ขึ้นครองราชย์สมบัติ ออกญาพิษณุโลกต้องการจะพูดมากกว่านี้ แต่ออกญายมราชให้นำตัวไปยังที่ประหารชีวิตและให้สับร่างออกเป็น ๓ ท่อน บรรดาพระสงฆ์ได้จัดการเผาศพให้และบรรจุเถ้าไว้รวมกับพระอังคารของเจ้านาย พระเจ้าแผ่นดินทรงเสียพระทัยในมรณกรรมของออกญาพิษณุโลก แต่ขณะเดียวกันทรงริดรอนฐานะภรรยาออกญาพิษณุโลกลงเป็นทาส และไม่ทรงอนุญาตให้รับบุตรชายของออกญาพิษณุโลกที่ถึงแก่กรรมมาเลี้ยงดูอยู่ในพระราชวังรวมกับเหล่ามหาดเล็กของพระองค์ แต่ตรงกันข้าม กลับทรงบีบบังคับให้บรรดาญาติของเด็กชายให้การเลี้ยงดูอย่างลำบากยากแค้น ออกญายมราชผู้ประหารชีวิตออกญาพิษณุโลกนั้น พระมารดาของพระเจ้าแผ่นดินได้นำมาเลี้ยงไว้ตั้งแต่เล็กกับพระเจ้าแผ่นดิน แต่อยู่ในฐานะต่ำต้อยและได้ทำงานที่สำคัญ ๆ ให้พระองค์ในคราวแย่งราชสมบัติ พระองค์ทรงให้บำเหน็จรางวัลสำหรับงานที่ทำนี้ด้วยการแต่งตั้งให้เป็นออกญาจักรี (Oya Siery) อันเป็นตำแหน่งชั้นสูงตำแหน่งหนึ่งของประเทศ เมื่ออยู่ในตำแหน่งนี้ก็ได้มีชื่อเสียงเป็นที่ยกย่อง เนื่องจากเป็นผู้มีอัธยาศัยดีและมีความสัตย์ซื่อ ความจริงออกญาจักรีได้รับความนิยมรักใคร่เหมือน ๆ กัน ทั้งจากชาวต่างประเทศและชาวไทย จนพระเจ้าแผ่นดินทรงเริ่มแคลงใจในอำนาจหน้าที่ของออกญาจักรี แต่ก็ทรงพอพระทัยเก็บความระแวงไว้ ด้วยทรงเห็นความอิจฉาริษยากันในหมู่ขุนนาง ทรงต้องการให้คนเหล่านั้นถ่วงอำนาจของกันและกันไว้ ในที่สุดออกญาจักรีถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดก่อการร้ายต่อประเทศและต่อองค์พระมหากษัตริย์ ออกญาจักรีได้จัดเลี้ยงอาหารค่ำที่บ้านของตนแก่ออกญา ๓ คน ออกพระ ๓ คน และออกหลวง ๒ คน ทำให้ถูกกล่าวหาว่า ได้พูดจาอวดอ้างว่ามีสมัครพรรคพวกเพื่อนฝูงเพียงพอที่จะหักโค่นพระเจ้าแผ่นดิน ทำนองเดียวกับที่พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงกระทำต่อกษัตริย์ ๒ - ๓ พระองค์ที่แล้ว ๆ มา ทั้งยังถูกกล่าวหาต่อไปอีกว่า ได้กระทำสัญญาต่อกันว่า จะสถาปนาออกญาจักรีเป็นพระเจ้าแผ่นดิน มีผู้ทูลเตือนพระเจ้าแผ่นดินในเรื่องนี้และทรงให้คุมตัวออกญาจักรีพร้อมด้วยขุนนางทุกคนที่ร่วมเลี้ยงอาหารด้วยกันมาสอบสวนโดยใกล้ชิด และแล้วเมื่อทรงบริภาษคนพวกนั้นในความผิดฐานกบฏแล้ว พระองค์ทรงขึ้นขี่ช้างตกมันด้วยความตั้งพระทัยที่จะให้พวกคนคดเป็นเหยื่อแก่สัตว์ดุร้ายนี้ ช้างคงได้เหยียบคนเหล่านี้ตายไปหมดแล้ว ถ้าหากออกญาพิษณุโลกมิได้ทัดทานเอาไว้ด้วยการเสี่ยงอันตรายเข้าไปกราบทูลขอร้องให้พระองค์เสด็จลงจากคชาธารเสีย แต่เมื่อพระองค์ขึ้นประทับบนบัลลังก์แล้ว กลับมีรับสั่งให้ออกญาพิษณุโลกนำออกญาจักรี และพรรคพวกไปประหารชีวิตเสียด้วยมือของตนเอง

เมื่อออกญาจักรีเห็นว่า พระเจ้าแผ่นดินทรงกริ้วหนักและชีวิตของพวกตนอยู่ในอันตรายอย่างที่สุด จึงวิงวอนออกญาพิษณุโลกให้ช่วยชีวิต โดยให้ช่วยกราบบังคมทูลทัดทานไว้ ออกญาพิษณุโลกได้ทูลเรื่องนี้แก่พระพันปีหลวงและพระภิกษุสงฆ์ ๒ - ๓ รูปได้ร่วมไปช่วยกราบทูลด้วย ฉะนั้น คนเหล่านี้ทั้งหมดจึงได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่ต้องถูกจำอยู่ในคุกสกปรก ให้ริบบ้านช่องทรัพย์สมบัติของออกญาจักรีให้หมด ออกญาพิษณุโลก ออกญาพระคลัง และพระเพทราชา (Pitterasia) ได้ถือรับสั่งให้มาควบคุมดูแลเพื่อมิให้พระอารามซึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงสร้างไว้ กับคลังแสงสรรพาวุธ ซึ่งอยู่ใกล้เคียงบ้านออกญาจักรีต้องถูกปล้นสะดมไปด้วย

ในเรื่องนี้ออกญาพิษณุโลกไม่สามารถซ่อนเร้นความเกลียดชังอย่างลับ ๆ ที่ตนมีต่อออกญาจักรีได้ จึงออกคำสั่งให้รื้อประตูบ้านออกญาจักรีออกเสียและกล่าวว่า ตนจะไม่ยอมเข้าไปในบ้านโดยทางประตูซึ่งคนทรยศได้ผ่านเข้าออก ภายหลังที่ออกญาจักรีติดคุกอยู่เป็นเวลานานแล้วก็ได้พิสูจน์ตนเองในความผิดซึ่งได้ถูกกล่าวหาด้วยการลุยไฟ ฉะนั้น พระเจ้าอยู่หัวจึงทรงประกาศว่า ออกญาจักรีเป็นผู้บริสุทธิ์ และรับสั่งให้คืนบุตรภรรยา ข้าทาสและทรัพย์สมบัติสิ่งของให้ และทรงแต่งตั้งให้เป็นออกญายมราช เวลาล่วงมาจนออกญาพิษณุโลกถูกจับและถูกมอบให้อยู่ในความควบคุมดูแลของตน แต่ออกญายมราชมิได้รำลึกถึงว่าตนเป็นหนี้ชีวิตแก่นักโทษของตน และได้กระทำต่อออกญาพิษณุโลกดังที่ได้บรรยายมาแล้ว ข้าพเจ้า[25] เล่าเรื่องที่ผ่านมาเพื่อแสดงให้เห็นนโยบายของพระเจ้าแผ่นดิน ในการใช้คนบางคนให้ทำลายคนอื่น ๆ เพื่อประสงค์ที่จะกำจัดคนซึ่งอาจจะกระทำการย้อนรอยพระองค์ ในสิ่งซึ่งคนพวกนั้นได้กระทำการหักโค่นกษัตริย์ที่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อพระองค์เองมาแล้ว

นอกจากนั้น ยังได้ทรงถอดถอนยศผู้ซึ่งอาจมีความปรารถนาเป็นใหญ่ และทรงริดรอนอำนาจของบรรดาเสนาบดีและถอดลงเป็นไพร่ จนกระทั่งทุก ๆ วัน ไม่มีใครสักคนที่จะกล้าขาดเฝ้าพระองค์ที่พระราชวังและถวายความเคารพพระองค์ พระองค์ไม่ทรงอนุญาตให้ขุนนางไปเยี่ยมเยียนกันอีกต่อไป และไม่ยอมให้สนทนาปราศรัยเมื่อพบปะกัน เว้นแต่จะพูดคุยกันดัง ๆ และอยู่ต่อหน้าบุคคลอื่น ๆ ซึ่งอาจเป็นพยานได้ว่าพูดกันเรื่องอะไร ฉะนั้นด้วยความเฉียบขาดของพระองค์จึง ทำให้พวกขุนนางหมดหนทางร่วมหัวกันคิดร้ายต่อพระองค์

พระเจ้าแผ่นดินทรงมีกระบวนข้าราชบริพารที่สง่างาม พระราชดำริของพระองค์เป็นไปอย่างไพศาล ทรงใฝ่พระทัยบูรณะปราสาทที่ชำรุดทรุดโทรมและโปรดให้สร้างพระที่นั่งขึ้นใหม่ด้วย แต่ทว่า ทรงบังคับให้ขุนนางและราษฎรออกเงินช่วยสมทบด้วย เป็นผลให้ประชาชนถูกกดขี่ได้รับความทุกข์ยากและทำให้หมดหนทางกระด้างกระเดื่อง พระองค์ทรงเปลี่ยนตัวขุนนางที่มียศศักดิ์สูงสุดของประเทศบ่อย ๆ จนไม่มีขุนนางคนใดแน่ใจในตำแหน่งหน้าที่ของตน และบรรดาผู้ครองมณฑลและเจ้าเมืองสำคัญ ๆ ก็ถูกบังคับให้อยู่ในกรุงศรีอยุธยา และต้องเข้าเฝ้าในพระราชวังทุกวัน ทำให้บรรดาผู้ช่วยต้องปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนี้แทน นี่เป็นวิธีการซึ่งพระองค์รักษาสวัสดิภาพของพระองค์และของราชบัลลังก์ไว้ ทั้งนี้ อาจจะกล่าวได้ว่า นับเป็นศตวรรษ ๆ ทีเดียว ที่ไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดในประเทศสยามโหดร้ายเกินกว่ากษัตริย์องค์นี้เลย

เชิงอรรถ[แก้ไข]

  1. พ.ศ. ๒๑๙๐
  2. ข้าพเจ้าในที่นี้คือ วันวลิต ผู้เขียนจดหมายเหตุนี้
  3. พ.ศ. ๒๑๘๑
  4. พ.ศ. ๒๑๗๐
  5. Oya Siworrawongh
  6. ตรงกับ พ.ศ. ๒๑๗๑
  7. สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมประสูติ พ.ศ. ๒๑๓๔ เสด็จขึ้นครองราชย์ พ.ศ. ๒๑๖๓ เสด็จสวรรคต พ.ศ. ๒๑๗๑
  8. สมเด็จพระเชษฐาธิราช ตามพระราชพงศาวดารฉบับราชหัตถเลขา มีพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชาที่ ๒
  9. ตามพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวถึงชื่อพระพันปีศรีศิลป์ ผู้เป็นพระอนุชาเสด็จหนีไปอยู่เมืองเพชรบุรี
  10. เดิมเรียกชื่อเมืองนี้ว่า พริบพรี
  11. คงจะเป็นออกญาพลเทพ ซึ่งเป็นอธิบดีกรมนา
  12. Oya Ombrat
  13. พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า พระองค์เสด็จหนีไป ณ ปากโมกน้อย แล้วถูกล้อมจับได้
  14. สมเด็จพระเชษฐาธิราชหรือสมเด็จพระบรมราชาที่ ๒ ราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเสด็จขึ้นครองราชย์ พ.ศ. ๒๑๗๑ เสด็จสวรรคต พ.ศ. ๒๑๗๓ อยู่ในราชสมบัติ ๑ ปี ๖ เดือน
  15. Oya Senaphimoc
  16. พระเจ้าทรงธรรม
  17. ตามพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระอาทิตย์วงศ์ เป็นพระอนุชาของสมเด็จพระเชษฐาธิราช
  18. พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า สมเด็จพระอาทิตยวงศ์ถูกถอด แล้วต่อมาถูกจับสำเร็จโทษฐานเป็นกบฏ
  19. สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เสด็จขึ้นครองราชย์ พ.ศ. ๒๑๗๓
  20. ออกญาเสนาภิมุข แม่กองอาสาญี่ปุ่นที่มี่ชื่อว่า ยามาดา
  21. ตั้งอยู่ในเกาะสุมาตรา เมืองนี้มีชื่อว่า อัดแจ
  22. ราชทูตไทยไปญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. ๒๑๗๙ แต่ญี่ปุ่นไม่ยอมรับราชทูต เพราะเริ่มนโยบายปิดประตูประเทศ
  23. สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
  24. พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า ทรงมีพระราชสาส์นไปยังกรุงอังวะให้ใช้ศักราชที่ทรงลบแล้ว เมื่อจุลศักราช ๑๐๐๐ (พ.ศ. ๒๑๘๑) พระเจ้ากรุงอังวะทรงตอบพระราชสาส์นไม่ยอมใช้ศักราชที่ทรงลบแล้วนั้น
  25. คือ วันวลิต