จดหมายเหตุเรื่องการจลาจลเมื่อปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๘๑
จดหมายเหตุ
เรื่อง
การจลาจลเมื่อปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
หลวงจินดาสหกิจ (ละม้าย ธนะศิริ)
แปลจากเรื่อง
A European Version of the revolution in Siam
at the end of the reign of King Phra Narayana, 1688 A.D. (๑)

บทนำ[แก้ไข]

เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจเรื่องราวในจดหมายเหตุฉบับนี้กว้าขวางยิ่งขึ้นข้าพเจ้าใคร่ขอบรรยายความตามที่เป็นมาให้ทราบไว้ชั้นหนึ่งก่อน คือเมื่อพุทธศักราช ๒๒๒๘ (ค.ศ. ๑๖๘๕) พระเจ้ากรุงฝรั่งเศส (๒) ได้ทรงแต่งทูตมีมองซิเออร์ เดอ โชมอง เป็นเอกอัครราชทูตไปเจริญทางพระราชไมตรีต่อพระเจ้ากรุงสยาม (๓) เป็นครั้งแรก เนื่องในการนี้ ได้มีผู้เขียนจดหมายเหตุขึ้นไว้ ๒ ฉบับ เอกอัครราชทูตเขียนเองฉบับหนึ่ง อีกฉบับหนึ่งบาทหลวงตาชาด์ นักพรตตนหนึ่งในคณะนักพรตทั้ง ๖ ที่พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสโปรดให้ไปกับมองซิเออร์ เดอ โชมองเป็นผู้เขียน จดหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้ได้มีผู้แปลเป็นภาษาอังกฤษสอดด้วยภาพรูปปั้นและพิมพ์เสร็จเมื่อสัก ๒ ปีมานี้ (๔)

ต่อมาเมื่อพุทธศักราช ๒๒๓๐ (ค.ศ. ๑๖๘๗) พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้ทรงแต่ทูตไปเจริญทางพระราชไมตรีต่อพระเจ้ากรุงสยามอีกเป็นคำรบ ๒ ด้วยเมื่อคราวพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสทรงแต่งทูตไปเจริญทางพระราชไมตรีต่อพระเจ้ากรุงสยามคราวก่อนนั้น พระเจ้ากรุงสยามได้ทรงแต่งทูตฝากมองซิเออร์ เดอ โชมอง มาเจริญทางพระราชไมตรีตอบถึงประเทศฝรั่งเศส ครั้นตอนที่ทูตไทยกลับ พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสจึงทรงแต่งให้มองซิเออร์เดอลาลูแบร์ตเป็นเอกอัครราชทูต พร้อมด้วยมองซิเออร์เซเบเรต์ ตามไปเจริญทางพระราชไมตรีตอบยังประเทศสยามอีกคราวหนึ่ง การไปของทูตครั้งนี้ คณะทูตได้นำบรรดานักพรตผู้ชำนาญวิชาคำนวณไปด้วยถึง ๑๒ คน เพื่อเผยแพร่ศาสนาคริสตังและสอนวิชาคำนวณแก่คนไทยในพระนครศรีอยุธยาและละโว้ นอกจากพวกนักพรตแล้ว ยังมีเหล่าทหารทั้งตัวนายและพลทหารอีกเป็นจำนวนมากที่พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสส่งไปในงบทูต จดหมายเหตุเรื่องการเจริญทางพระราชไมตรีต่อพระเจ้ากรุงสยามครั้งที่ ๒ นี้ บาทหลวงตาชาด์เป็นผู้เขียนอีกฉบับหนึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศส และได้พิมพ์เสร็จเมื่อราว ๖ เดือนมาแล้ว บาทหลวงตาชาด์ผู้นี้ได้ไปในคณะทูตฝฝรั่งเศสซึ่งมีมองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ต เป็นหัวหน้า พร้อมกับทูตไทย ในตอนกลับยังได้เชิญอักษรสาส์นของทูตไทยมาถวายพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสกับพระสังฆราชาธิราช (โป๊ป) ด้วย บาทหลวงตาชาด์กลับถึงกรุงปารีสเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๒๓๑ (ค.ศ. ๑๖๘๘) และได้เข้าเฝ้าถวายอักษรสาส์นฉบับนี้ต่อพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ครั้นถึงเดือนมกราคม ๒๒๓๒ (ค.ศ. ๑๖๘๙) จึงเดินทางไปยังกรุงโรม เพื่อเฝ้าถวายอักษรสาส์นของทูตไทยอีกฉบับหนึ่งต่อพระสังฆราชาธิราช แล้วต่อมาในเดือนมีนาคมศกเดียวกัน จึงได้เตรียมเดินทางไปยังกรุงสยามอีกเป็นคำรบ ๓ แต่เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไปหาทราบไม่

จดหมายเหตุทั้ง ๓ ฉบับนี้ ต่างเอ่ยถึงพระราชบุตรีองค์หนึ่งของพระเจ้ากรุงสยามรัชกาลก่อนในสมัยที่พระองค์ยังดำรงพระชนมชีพอยู่ แต่มิได้มีข้อความตอนหนึ่งตอนใดกล่าวถึงเหตุการณ์อันน่าสยดสยองที่บังเกิดขึ้นแก่พระองค์ท่านเลย เป็นแต่ข้าพเจ้าได้อ่านพบในจดหมายต่างๆ ซึ่งมีผู้เขียนส่งข่าวคราวมายังประเทศฝรั่งเศส บรรยายพฤติการณ์ที่พระราชบุตรีพระองค์นั้นถูกปลงพระชนม์อย่างน่าทุเรศยิ่งกว่าพระบิตุลาและพระอนุชาบุญธรรมของพระองค์ (๕) ตามข่าวคราวที่ได้ทราบจากจดหมายเหล่านั้นมีว่า เมื่อออกพระเพทราชาคิดกำจัดพระราชอนุชา ๒ พระองค์ กับพระราชบุตรบุญธรรมของพระเจ้ากรุงสยาม ผู้ซึ่งเป็นเจ้านายที่อาจจะขัดขวางตนในการตั้งตัวเป็นพระเจ้าแผ่นดินได้สำเร็จสมความปรารถนาแล้ว ก็สั่งให้เอาพระราชบุตรีทั้งที่มีอยู่เพียงพระองค์เดียวนั้นยัดใส่ในถุงกำมะหยี่ใบใหญ่ แล้วทุบพระเศียรด้วยท่อนจันทน์ อันเป็นไม้ที่นิยมว่าเป็นของสูงและโยนทิ้งลงไปในแม่น้ำ การที่ออกพระเพทราชาให้ปลงพระชนม์พระราชบุตรีพระเจ้าแผ่นดินโดยวิธีนี้ เพราะถือว่าการปลงพระชนม์เจ้านายฝ่ายในผู้เป็นราชตระกูลแห่งกรุงศรีอยุธยานั้น จะทำโดยปราศจากความเคารพอย่างสามัญชนหาได้ไม่ ดังนี้ผู้ปลงพระชนม์จึงต้องกระทำตามประเพณีชั้นสูงเพื่อให้สมพระเกียรติยศที่เป็นเจ้านาย และมิให้ราชตระกูลเศร้าหมองต้องเสียพระชนม์ด้วยมือบุคคลชั้นต่ำหรือเครื่องประหารอย่างอื่นๆ (๖)

พระเจ้ากรุงสยามเสด็จสวรรคตเมื่อพระชนมายุได้ ๕๙ พรรษา และมีจดหมายเหตุหลายฉบับที่ได้ตีพิมพ์ไว้เป็นภาษาฝรั่งเศส กล่าวยกย่องสรรเสริญพระราชอัธยาศัยของพระองค์อย่างมากมาย ที่ได้ทรงเป็นพระมหากษัตราธิราชอันสุดประเสริฐ ปกครองราชอาณาจักรสยามด้วยความเที่ยงธรรม พระองค์มีพระวรกายค่อนจ้างเล็กกะทัดรัดสมพระองค์ พระราชอัธยาศัยก็ละมุนละม่อมเป็นที่ติดต้องใจแก่บรรดาชาวต่างประเทศ พระกำลังวังชาแข็งแรงว่องไว จนความเกียจคร้านซึ่งมักจะเป็นอุปนิสัยของกษัตริย์และเจ้านายฝ่ายบูรพทิศ มิอาจมาครอบงำพระองค์ได้ ดังนี้จึงนับว่าพระองค์มีพระอุปนิสัยตรงกันข้ามกับเจ้านายองค์อื่นๆ คือโปรดเสด็จประพาสป่าเพื่อทรงกีฬาคล้องช้าง ระหว่างที่ประทับในพระราชวังก็ใฝ่พระทัยบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเกี่ยวแก่การทะนุบำรุงบ้านเมืองและประชาชนพลเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุข มิได้ทรงกระหายที่จะก่อการศึกสงครามรุกรานผู้ใด เพราะทรงเห็นว่า จะเป็นการทำลายล้างประชาชนพลเมืองของพระองค์ที่ทรงรักอย่างยวดยิ่งให้พินาศทรุดโทรมลงไป แต่ถ้าแม้ประชาชนพลเมืองข้าขอบขัณฑสีมาของพระองค์คิดการกบฏกระด้างกระเดื่อง หรือราชอาณาจักรใกล้เคียงแสดงอาการหมิ่นพระเดชานุภาพแม้สักเล็กน้อย ก็ไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดเลยที่จะมีพระทัยอาฆาต มุ่งมาดปราบปรามเสียจนราบคาบ เพื่อไว้พระนามได้ยิ่งไปกว่าพระองค์ นอกจากนี้พระองค์ยังเป็นเจ้านายที่ใฝ่พระทัยศึกษากิจการต่างๆ อยู่เสมอ และด้วยพระปรีชาญาณอันเฉียบแหลมลึกซึ้งนี้ถ้าได้ทรงตั้งพระทัยจะศึกษาเล่าเรียนสิ่งไร ก็ย่อมจักทรงศึกษาเล่าเรียนได้จนสำเร็จเป็นอย่างดีโดยง่ายดาย และมีพระทัยโอบอ้อมอารีสมฐานะแห่งกัลยาณมิตรโดยพร้อมมูล พระจริยาวัตรเหล่านี้แหละ เป็นเครื่องเชิดชูพระเกียรติคุณของพระองค์ กระทำให้พระองค์เป็นที่เคารพนับถือแก่เหล่าประเทศใกล้เคียง เป็นที่ยำเกรงแก่เหล่าปัจจามิตร และเป็นที่นิยมรักใคร่ของประชาชนทั่วทุกตัวคน พระองค์มิได้หมกมุ่นในปาปจริตชนิดที่ดองกมลสันดานของเจ้านายฝ่ายบูรพทิศอยู่ไม่เว้นพระองค์ ส่วนบรรดาเสนาอำมาตย์ราชมนตรีของพระองค์เล่า ถ้าทรงเห็นว่าผู้ใดหลงละเลิงอยู่แต่ในความรื่นรมย์จนเกินควร พระองค์เป็นต้องลงราชทัณฑ์อย่างหนัก ฉะนั้นความลุ่มหลงมัวเมาในสตรีเพศอันเป็นนิสัยซึ่งเจ้านายฝ่ายบูรพทิศไม่สามารถจะเอาชำนะและถอนตัวได้ จึงมิได้มีประจำอยู่ในพระกมลสันดานแม้แต่น้อยเลย

อนึ่ง ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ๆ ได้ทรงศึกษาและประสบความเชื่อที่ผิดพลาดบางประการในพระศาสนาแห่งบรรพบุรุษของพระองค์ พระองค์ไม่ทรงเชื่อตามที่มีผู้เชื่อกันโดยมากกว่า พระพุทธเจ้าเสด็จสู่พระปรินิพพานหรือตามบรรดาเกจิอาจารย์กล่าวกันว่า พระพุทธเจ้าทรงเบื่อหน่ายต่อการเสวยศวรรยาธิปัตย์ มีพระพุทธประสงค์จะทรงหลีกพ้นเพื่อลืมความเป็นไปในโลกียวิสัยเสียให้หมดสิ้น ที่สุดจนเรื่องราวซึ่งปราศจากเหตุผลตั้งร้อยพันประการตามพระธรรมเทศนาที่พระสงฆ์แสดง พระองค์ก็มิได้ทรงเชื่อถือ นอกจากอย่างเดียวว่าพระพุทธเจ้านั้นมีจริง และด้วยพระปัญญาบารมีของพระพุทธองค์ยังทรงปกปักรักษาโลกนี้อยู่ ตลอดจนกิจการทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ย่อมจักดำเนินผันแปรไปตามพุทธประสงค์ พระองค์ทรงเจริญพุทธมนต์เพื่อสรรเสริญคุณพระพุทธองค์ด้วยเบญจางคประดิษฐ์วันละสองเวลาๆ ละสองชั่วโมงเป็นอย่างน้อย คือในตอนเช้าเมื่อตื่นบรรทมครั้งหนึ่ง กับในตอนค่ำก่อนเข้าที่พระบรรทมอีกครั้งหนึ่ง ความเลื่อมใสศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนาของพระองค์ดังกล่าวนี้ มีองค์พยานให้เห็นความจริงได้ ดังปรากฏในพระราชดำรัสซึ่งพระองค์ทรงรับสั่งแก่มองซิเออร์คอนสตันซ์ (๗) อย่างจับใจ เพื่อให้นำความไปแจ้งแก่ทูตฝรั่งเศส เมื่อคราวที่พระองค์ทรงถูกทูตรบเร้าให้นับถือศาสนาคริสตัง มีเนื้อความตามบันทึกของบาทหลวงตาชาด์ ในจดหมายเหตุระยะทางไปเจริญทางพระราชไมตรี ณ กรุงศรีอยุธยา พิมพ์ที่กรุงปารีส เล่ม ๕ หน้า ๓๐๙ และเนื่องด้วยพระราชดำรัสของพระองค์ประกอบด้วยเหตุผลที่มีน้ำหนักแนบเนียนดีเลิศ ข้าพเจ้าจึงเห็นไม่เป็นการเกินสมควรที่จะนำมาลงไว้ในที่นี้ด้วย ดังข้อความต่อไปนี้

"ความที่จะตอบทูตฝรั่งเศสนั้น ท่านจงรับคำของเราไปบอกเขาเถิดว่าเราขอบพระทัยพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสเจ้านายของเขายิ่งนัก ที่ได้ทรงแสดงพระราชอัธยาศัยไมตรีมายังเราในพระราชสาส์น และเมื่อข่าวที่พระองค์ท่านโปรดประทานพระเกียรติอันยิ่งใหญ่นี้แก่เรา ได้กระจายไปในนานาประเทศทั่วเบื้องบุรพทิศ จนเราไม่สามารถจะหาคำใดมาขอบพระทัยให้เพียงพอแก่ความรู้สึกได้ แต่กระนั้นเรื่องนี้เอง กลับทำให้เรากระวนกระวายใจเป็นล้นพ้น ที่พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสพระสหายของเราได้ทรงเสนอสิ่งที่ยากยิ่งแก่เรา โดยเรามิได้เคยเกี่ยวข้องรู้เห็นในสิ่งนั้นมาแม้แต่เล็กน้อย เราจึงขอยกให้อยู่ในพระปัญญาบารมีของพระองค์ ผู้เป็นพระคริสตมหาราชโดยเฉพาะ ได้ทรงพิจารณาด้วยพระปรีชาญาณอันสุขุมคัมภีรภาพของพระองค์เองเถิดว่า การที่เราจะเปลี่ยนลัทธิศาสนา อันบุคคลทั่วทั้งประเทศของเราต่างนิยมนับถือและปฏิบัติกันมาเป็นเวลา ๒๒๒๙ ปี โดยมิได้ว่างเว้นนั้น จะเป็นการยากเย็นและเป็นเหตุสำคัญอันยิ่งยวดสักเพียงไหน

อนึ่ง เรารู้สึกพิศวงงงงวยอยู่ว่า ไฉนพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสพระสหายของเรา จึงมาใฝ่พระทัยนักหนาในเรื่องที่เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งแม้แต่ตัวพระผู้เป็นเจ้าเองก็ดูเหมือนไม่ใคร่สนพระทัยในเรื่องนี้นัก ใครจะนิยมนับถือลัทธิศาสนาของพระองค์หรือไม่ ก็สุดแต่ความเห็นดีเห็นชอบตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดแก่จิตใจของเขา ไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้าดอกหรือ ที่ทรงสร้างสวรรค์พิภพ พร้อมทั้งสรรพสิ่งสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ กับให้คนมีกาย มีใจ แต่ต่างกันในทางความคิดและนิสัยสันดาน ใครจะนับถือศาสนาอะไรหรือกราบไหว้บูชาสิ่งใดย่อมแล้วแต่ใจสมัคร สรุปแล้วผลที่สุดคนทุกชาติทุกภาษาต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตามกฎแห่งธรรมชาติอันเดียวกันสิ้นทั้งมวล

ความเป็นอยู่ของมนุษย์ปุถุชนในการถือศาสนาเป็นหมู่เป็นคณะรวมเป็นอย่างเดียวกันก็ดี หรือแตกต่างกันก็ดี เป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าอาจดลบันดาลให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เองทั้งสิ้น ดังนี้เราจะไม่ควรเชื่อละหรือว่าพระผู้เป็นเจ้าอันแท้จริงทรงมีพระประสงค์ให้เรายอพระเกียรติพระองค์ท่านด้วย พิธีและการเคารพบูชาต่างๆ กัน และกระทำโดยนานาชาติให้มากที่สุดเท่าที่จะพึงมี ด้วยลัทธิและการสรรเสริญเยินยอของแต่ละชาติที่ไม่เหมือนกัน ความสวยสดงดงามและความหลายหลากที่เราพึงชมอย่างดูดดื่มอยู่ในธรรมชาติ จะเลวไปกว่าของทิพย์และไม่เป็นที่สบพระทัยแก่พระผู้เป็นเจ้ากระนั้นหรือ"

พระองค์รับสั่งต่อไปว่า "เรารู้เป็นแน่แท้ว่า พระผู้เป็นเจ้าเป็นเจ้าโลกแต่พระองค์เดียว ไม่มีผู้ใดจะมายิ่งใหญ่กว่าได้อีก และเรามีเหตุผลให้เชื่อว่า สิ่งทั้งหลายจักเกิดขึ้นนอกจากพระบัญชาของพระองค์นั้นมิได้ เราจึงขอมอบกายถวายชีวิตพร้อมทั้งราชอาณาจักรของเราให้อยู่ในอ้อมพระพาหุและพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ขอพระองค์ได้โปรดดลบันดาลให้ข้าพระองค์ตลอดทั้งราชอาณาจักรของข้าพระองค์ จงเป็นไปตามพระราชหฤทัยของพระผู้เป็นเจ้าพระองค์นั้นด้วยเถิด"

กษัตริย์ผู้มีประวัติ อุปนิสัย และความคิดเห็นดังที่กล่าวมานี้ ข้าพเจ้าไม่ทราบพระนามที่ถูกต้องแน่นอน เคยพบแต่ในพระราชสาส์นถึงพระสังฆราชาธิราชและพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๑ (ค.ศ.๑๖๘๘) ซึ่งมีสำเนาปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุระยะทางฉบับที่ ๒ ของบาทหลวงตาชาด์ คือพระราชสาส์นถึงพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ทรงใช้พระนามว่า "สมเด็จพระเจ้ากรุงเทพมหานครภูชัย" ส่วนพระราชสาส์นถึงพระสังฆราชาธิราช ทรงใช้พระนามว่า "สมเด็จพระเจ้าเสือเจ้าไทยภูชัย"

พระองค์ไม่เคยลงพระนามในพระราชสาส์นของพระองค์เลย แต่ได้ทรงใช้แผ่นโลหะชนิดหนึ่งสำหรับจารึกพระราชสาส์น ของพระองค์ และการใช้แผ่นโลหะจารึกพระราชสาส์นเช่นนี้ พระองค์ไม่ทรงอนุญาตให้ผู้ใดในราชอาณาจักรของพระองค์ทำเป็นอันขาด ฉะนั้นเมื่อผู้ใดได้พบเห็น จึงทราบได้ทันทีว่าเป็นพระราชสาส์นอันบริสุทธิ์แท้จริงจากองค์พระมหากษัตริย์ คือถ้าเป็นพระราชสาส์นถึงพระมหากษัตริย์ พระองค์โปรดให้จารึกบนแผ่นทองคำ แต่ถ้าถึงผู้น้อยหรือบุคคลชั้นสามัญ โปรดให้เขียนบนแผ่นกระดาษแล้วประทับพระราชลัญจกร มีขนาดใหญ่น้อยต่างๆ กัน ตามฐานานุรูปของผู้ที่พระองค์ทรงมีไปถึง

ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับมองซิเออร์ คอนสตันซ์ นอกจากที่กล่าวในจดหมายเหตุนั้นแล้ว ยังมีเรื่องราวที่ได้จากผู้เขียนอื่นๆ อีกบ้าง ซึ่งข้าพเจ้าเห็นควรจะนำมากล่าวไว้ในที่นี้ด้วย คือในสมัยที่คอนสตันช์ยังอยู่ในประเทศอังกฤษก่อนไปมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศสยามนั้น คอนสตันซ์นับถือลัทธิศาสนาโปรเต๊สแตนอย่างเคร่งครัด แต่เมื่อตกมาอยู่กับพวกบาทหลวง จึงถูกพวกบาทหลวงชักจูงให้เปลี่ยนเข้าถือลัทธิศาสนาโรมันคาทอลิก ตั้งแต่นั้นคอนสตันซ์ก็แสดงตัวเป็นชาวฝรั่งเศสตลอดมา จนต้องได้รับทุกข์ถึงตายในวาระสุดท้าย คอนสตันซ์เคยเป็นลูกจ้างทำการค้าขายอยู่ในประเทศสยามกับครอบครัวของมิสเตอร์ ไวต์ พ่อค้าใหญ่ฝ่ายอินเดียตะวันออก แต่บัดนี้ มิสเตอร์ ไวต์ได้กลับจากประเทศสยามไปตั้งบริษัททำการค้าขายอยู่ในประเทศอังกฤษแล้ว ส่วนคอนสตันซ์เมื่อดำเนินอาชีพทางรับจ้างจนมีทุนรอนขึ้น จึงคิดตั้งเนื้อตั้งตัวต่อไป คือในชั้นแรกได้ซื้อเรือกำปั่นลำหนึ่งบรรทุกสินค้าไปเที่ยวขายทางทะเล แต่ยังอับโชค อากาศปรวนแปรจึงต้องนำเรือกลับ คราวที่สองถูกพายุกล้าที่ปากน้ำเจ้าพระยา ทำให้สินค้าเสียหายไปเป็นจำนวนมาก คราวที่สามถึงแก่เรือแตกที่ฝั่งเมืองมาลาบา ซึ่งนับเป็นคราวเคราะห์ร้ายแสนสาหัส ทรัพย์สมบัติและสินค้าที่มีอยู่ในเรือพินาศไปอย่างไม่เหลือหลอ ที่คงเหลือติดตัวอยู่บ้างก็แต่เงินไม่เกิน ๒,๐๐๐ เคราน์ เหตุอันน่าสลดใจนี้ กระทำให้คอนสตันซ์ได้รับทุกข์ทรมานอย่างน่าทุเรศ ที่ต้องเสือกกายนอนอยู่บนฝั่งทะเลนั้นเอง จะเป็นเวลาระหว่างหลับหรือตื่นบอกไม่ถูก คอนสตันช์รู้สึกพิศวงเป็นอย่างยิ่ง ด้วยได้แลเห็นภาพมนุษย์คนหนึ่งท่าทางสง่าผ่าเผย สมเป็นผู้ทรงเดชานุภาพมายืนมองและยิ้มแย้ม แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอันอ่อนหวานว่า "กลับเถิด, เจ้าจงกลับไปตามทางเดิมที่เจ้ามานั้นเถิด" ถ้อยคำตามที่ คอนสตันซ์ได้ยินนี้ ทำให้คอนสตันซ์นอนไม่หลับตลอดคืน เพราะเมื่อก่อนที่ตนจะออกทำการค้าขาย ก็ได้มีพวกพ้องเพื่อนฝูงหลายคนทักท้วง ฉะนั้นคนอสตันซ์จึงเฝ้าคิดที่จะหาทางกลับประเทศสยามอย่างเดียว

พอรุ่งขึ้นเช้า ขณะที่คอนสตันซ์เดินไปมาอยู่ริมชายทะเล ครุ่นคำนึงถึงสิ่งที่ตนได้ประสบมาเมื่อตอนกลางคืน แต่ยังไม่ทราบว่าจะคิดอ่านประการใด ก็พอดีแลเห็นสุภาพบุรุษนายหนึ่งสวมเสื้อผ้าที่เปียกน้ำชุ่มไปทั้งตัว เดินหน้าเศร้าเข้ามาหา บุรุษผู้นี้มิใช่ใครอื่น คือท่านราชทูตในพระเจ้ากรุงสยาม ซึ่งเมื่อกลับจากประเทศเปอร์เซียได้ถูกพายุซัดเรือแตกติดอยู่ ณ ที่เดียวกัน ส่วนทรัพย์สิ่งของเป็นอันตรายสูญหายหมด คงเหลือแต่ชีวิตรอดมาได้เท่านั้น คนทั้งสองนี้พูดภาษาไทยเข้าใจกันดี จึงเลยคุ้นเคยกันในฐานที่เป็นผู้พลัดถิ่นด้วยกันแต่นั้นมา และขณะที่ท่านราชทูตได้ปรารภถึงความยากแค้นที่ไม่มีสมบัติอะไรเหลือเลยนั้น ทำให้มองซิเออร์คอนสตันซ์รู้สึกสังเวชในชะตากรรมของท่านราชทูตผู้นี้เป็นอันมาก จึงรับรองว่าตนจะเป็นผู้นำราชทูตกลับประเทศสยามเอง แล้วก็เอาเงิน ๒,๐๐๐ เคราน์ที่เหลือติดตัวอยู่นั้น มาจ่ายซื้อเรือขนาดย่อมๆ เข้าลำหนึ่ง กับเสื้อผ้าเสบียงอาหารเพื่อใช้ในระหว่างเดินทางตามสมควร การที่คอนสตันซ์ปฏิบัติต่อราชทูตสยามเป็นอย่างดีเห็นปานดังนี้ จึงกระทำให้ท่านราชทูตรู้สึกบุญคุณมาตั้งแต่นั้น ครั้นเมื่อคนทั้งสองถึงประเทศสยามแล้ว ราชทูตจึงเข้าไปรายงานตัวแจ้งข้อราชการตลอดจนเหตุการณ์ที่ตนถูกพายุเรือแตกต่อท่านอัครมหาเสนาบดี (๘) และได้เล่าถึงเรื่องราวที่มองซิเออร์คอนสตันซ์ได้อุปการะช่วยเหลือราชทูตตลอดมา เมื่อท่านอัครมหาเสนาบดีก็ได้ทราบว่า คอนสตันซ์เป็นผู้มีน้ำใจโอบอ้อมอารีถึงเพียงนั้น ก็อยากจะรู้จักและได้เห็นตัว ครั้นเมื่อได้พบตามประสงค์แล้ว ก็ยิ่งรู้สึกชอบพอมากขึ้น และรับเอาตัวไว้ใช้ในราชการด้วย ต่อมาไม่ช้านาน คอนสตันซ์ก็ได้เป็นคนสนิทไว้วางใจของท่านอัครมหาเสนาบดีผู้หนึ่ง ท่านอัครมหาเสนาบดีผู้นี้เฉลียวฉลาดปรีชาสามารถในราชการหนักหนากอปรทั้งเป็นผู้รักสงบนิยมในความเพลิดเพลิน ท่านมีความยินดีเป็นอันมากที่ได้คนซึ่งมีความสามารถซื่อสัตย์และเอาการเอางานอย่างคอนสตันซ์ผู้นี้ เพราะคราวใดที่ท่านมอบหมายกิจการงานในหน้าที่ของท่านให้ช่วยทำ ก็ทำได้สำเร็จเรียบร้อยทุกคราว ครั้นต่อมาไม่นาน พระคลังผู้เป็นอัครมหาเสนาบดีก็ถึงอนิจกรรม พระเจ้ากรุงสยามจึงมีพระราชประสงค์จะมอบหมายราชการตำแหน่งนี้ให้แก่คอนสตันซ์ทำต่อไป แต่คอนสตันซ์ไม่ยอมรับ โดยกราบทูลว่า ถ้าตนรับจะทำให้บรรดาข้าราชการผู้ใหญ่มีความริษยา ขออย่าได้ทรงพระกรุณาเลื่อนตำแหน่งให้สูงกว่าที่เป็นอยู่เลย เพราะตำแหน่งเดิมนั้นพอแก่ความปรารถนาและมีความสุขสำราญตามสมควรแก่อัตภาพทุกประการแล้ว

ด้วยเหตุที่คอนสตันซ์เป็นผู้มีความสงบเสงี่ยมเจียมตัว มีความเชี่ยวชาญอุตสาหะ ปฏิบัติงานในหน้าที่และจัดการภาษีอากรอันเป็นรายได้ของแผ่นดินโดยเที่ยงธรรม ไม่มักมากในลาภยศ ทะเยอทะยานในตำแหน่งหน้าที่อันสูงศักดิ์ และไม่โลภรับของกำนัลของผู้ใด พระเจ้ากรุงสยามจึงทรงไว้วางพระราชหฤทัยในคอนสตันซ์มากยิ่งขี้น นอกจากนี้กิริยามารยาทของคอนสตันซ์ก็สุภาพอ่อนโยนและพยายามเอาอกเอาใจชาวอังกฤษอยู่เสมอ สิ่งไรที่พอมีสิทธิจะทำได้โดยหน้าที่ก็กระทำให้อย่างฐานมิตร คิดจะให้ประเทศสยามกับประเทศอังกฤษได้เป็นไมตรีทำการค้าขายติดต่อกันให้มากยิ่งขึ้น แต่หากยังมีข้ออุปสรรคอยู่บางอย่างจึงยังทำไปไม่สำเร็จ

ในราว ๒ ปีมานี้ คอนสตันซ์ได้ส่งราชบรรณาการไปถวายพระเจ้าเยมซ์ที่ ๒ มากมาย ล้วนแล้วแต่ที่เป็นของหายากและมีค่าในภาคบุรพทิศทั้งสิ้น ของเหล่านี้ถ้าประมาณเป็นราคาเงินก็อยู่ในราว ๖,๐๐๐ ปอนด์

กล่าวถึงเครื่องราชบรรณาการแล้ว จะหารายใดเยี่ยมไปกว่ารายที่พระเจ้ากรุงสยามทรงแต่งไปถวายพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๘ เป็นไม่มี โดยถ้าจะคิดมูลค่า ก็คงตกเป็นเงินราว ๖๐,๐๐๐ ปอนด์ ส่วนพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสก็ได้ทรงแต่งเครื่องราชบรรณการ ซึ่งประดิษฐ์ขั้นในประเทศฝรั่งเศสไปถวายพระเจ้ากรุงสยาม เพื่อเป็นปฏิการหลายสิ่งหลายอย่าง มีผ้าหุ้มห่อไปอย่างงดงาม คือ กระจกเงา นาฬิกาพก นาฬิกาตั้งและสิ่งของซึ่งมีค่าอีกเป็นอันมาก คิดเป็นราคาเงินเกินกว่า ๓๐๐,๐๐๐ เคราห์ สิ่งของเหล่านี้ไม่มีสิ่งใดที่ดีเลิศเหมาะสำหรับพระเจ้ากรุงสยามเท่าผ้าปูหลังช้างซึ่งทำด้วยกำมะหยี่ปักดิ้นเงินดิ้นทองและประดับด้วยไข่มุก ส่วนตามหัวสายสัปคับและห่วงต่างๆ นั้น เป็นทองคำล้วน สิ่งของซึ่งงดงามและมีมูลค่าสูงสุดนี้ พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสพระราชทานไปเป็นเครื่องประดับช้างเผือกมิ่งมงคลของประเทศสยาม


เชิงอรรถ

(๑) จดหมายเหตุฉบับนี้ รวบรวมจากบรรดาจดหมายต่างๆ ที่เขียนขึ้นในระหว่างเดือนตุลาคม ค.ศ. ๑๖๘๘ ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๖๘๙ ซึ่งส่งไปจากประเทศสยาม และจากฝั่งทะเลคอร์แมนเดล (Cormandel) ชั้นเดิมเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส แต่ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน แล้วมีผู้แปลเป็นภาษาอังกฤษ ที่ผู้แปลๆ เป็นไทยนี้ แปลขึ้นจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ
(๒) พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔
(๓) สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
(๔) จดหมายเหตุฉบับที่ท่านอ่านอยู่นี้ เข้าใจว่าคงเขียนขึ้นในราวเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๒๓๒ หรือหลังจากนั้นไม่นานนัก
(๕) ตอนนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงบันทึกไว้ว่า "พระราชอนุชา ๒ พระองค์นั้น สอบได้ความว่า เจ้าฟ้าอภัยทศพระองค์หนึ่ง พระอินทราชาหรือพระองค์อินท์พระองค์หนึ่ง พระราชบุตรบุญธรรมนั้นหรือ พระปิยะ"
(๖) ตอนนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงบันทึกไว้ว่า "เรื่องที่ว่าปลงพระชนม์พระราชบุตรี นี้ เป็นความเท็จทั้งสิ้น เจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาเทพพระราชบุตรีสมเด็จพระนารายณ์ ต่อมาได้เป็นพระมเหสีสมเด็จพระเพทราชา มีพระราชโอรสทรงพระนามว่า เจ้าฟ้าตรัสน้อย ถึงรัชกาลหลัง เจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาเทพออกทรงผนวชเป็นรูปชี ประทับอยู่ที่ตำหนักริมวัดพุทไธศวรรย์ มาสิ้นพระชนม์ต่อในรัชกาลพระเจ้าบรมโกศ เมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๒ มีจดหมายเหตุเรื่องงานพระศพโดยพิสดาร ซึ่งหอพระสมุดฯ ได้พิมพ์แล้ว"
(๗) เจ้าพระยาวิชเยนทร์
(๘) เจ้าพระยาพระคลัง

จดหมายเหตุเรื่องราวจลาจลครั้งใหญ่ในกรุงศรีอยุธยาและการขับไล่ชาวฝรั่งเศสออกจากกรุง[แก้ไข]

ตามเรื่องราวในจดหมายเหตุต่างๆ มีจดหมายเหตุทางพระราชไมตรีระหว่างสยามกับฝรั่งเศส จดหมายเหตุการแต่งทูตไปเจรจาความเมือง และจดหมายเหตุระยะทางไปประเทศสยาม บรรดาที่แพร่หลายขึ้นเมื่อ ๕ ปีล่วงมานี้ พอปรากฏชัดแก่ตาโลกแล้วว่า บรรดานักพรตฝรั่งเศสที่เข้าไปพำนักอยู่ในกรุงศรีอยุธยานั้นมีกุศโลบายแยบคายอย่างไรบ้าง กุศโลบายดั่งว่านี้ ผู้ดำริริเริ่มดำเนินการไปได้ ก็ด้วยอาศัยสติปัญญาของชนชาติกรีกผู้ถือศาสนาคริสตัง ชื่อ คอนสตันซ์ติน ฟอลคอน ซึ่งชาวฝรั่งเศสพากันยกย่องว่า เป็นผู้มียศศักดิ์สูงส่งจนถึงมีคำนำนามว่า "ฮิสเอ็กซิเล็นซีไมลอร์ดคอนสตันซ์" (๑) มิใช่ใครอื่น คอนสตันซ์ติน ฟอลคอนผู้นี้เกิดที่หมู่เกาะกรีกเกาะหนึ่งชื่อเกาะเซฟาโลนี อันเป็นนิวาสสถานของชนชาวเวนิส บิดาเป็นชาวเวนิสผู้มีตระกูลอันสูงศักดิ์และทางฝ่ายมารดาก็เป็นเยาวสตรีแห่งตระกูลอันเก่าแก่ของประเทศนั้นเช่นเดียวกัน ในราว พ.ศ. ๒๒๐๓ (ค.ศ. ๑๖๖๐) เมื่อฟอลคอนมีอายุได้ ๑๐ ปี ก็บังเกิดความรู้สึกสำนึกตนว่า อีกไม่ช้าครอบครัวและตระกูลของตนคงจะต้องถึงแก่ความพินาศทรุดโทรมลง เนื่องแต่ผู้เป็นชนกปล่อยปละละเลย มิได้ฝักใฝ่ทะนุบำรุงผดุงฐานะแห่งตระกูลไว้เป็นล่ำเป็นสัน ฟอลคอนจึงปลงใจจะเที่ยวพเนจรไปในที่ต่างๆ เพื่อแสวงหาโชคลาภของตนโดยลำพัง ด้วยมาแลเห็นว่า ถึงตนจะขืนทนอยู่ในบ้านเกิดเมืองเดิม ก็คงไม่สามารถดำเนินชีวิตให้สมแก่ฐานะที่เป็นเทือกเถาเหล่ากอผู้มีตระกูลอันสูงศักดิ์เช่นนั้นได้ ในชั้นต้นฟอลคอนท่องเที่ยวอยู่ในประเทศอังกฤษ และสำนักอยู่ในกรุงนั้นนานหลายปี ภายหลังออกจากประเทศอังกฤษไปยังอินเดียภาคบูรพทิศ แล้วจึงได้มีชาวอังกฤษพ่อค้า คณะหนึ่ง จ้างให้เป็นผู้แทนบริษัทไปทำการค้าขายอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ฟอลคอนทำงานอยู่ในบริษัทนี้ไม่กี่ปี ก็ประสบโชคลาภที่ได้รู้จักมักคุ้นกับท่านอัครมหาเสนาบดีแห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีผู้เรียกกันว่า "พระคลัง" และเพราะเหตุที่ท่านผู้นี้สังเกตุเห็นว่า ฟอลคอนเป็นผู้มีความอุตสาหะวิริยะอย่างเพียบพร้อมสามารถประกอบกิจการงานใดๆ ได้สำเร็จดังประสงค์ จึงเรียกตัวให้เข้าไปรับราชการอยู่ในบังคับบัญชาของท่าน โดยพฤติการณ์นี้ ต่อมาฟอลคอนก็เลยเป็นคนสำคัญ ซึ่งพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาจำเป็นต้องอาศัยสติปัญญาให้ช่วยเหลือราชการสำคัญๆ หลายอย่าง ใช่ว่าพระองค์จะได้ทรงชุบเลี้ยงเพียงฐานที่ทรงพระกรุณาเยี่ยงสามัญชนก็หามิได้ อาศัยเหตุที่ฟอลคอนได้รับการอบรมศึกษามาตามแบบอย่างของชาวยุโรป ประกอบทั้งเป็นผู้มีความรอบรู้ชำนิชำนาญต่อกิจการอันเป็นอติเรกเป็นอย่างดี เพราะได้เคยทำการค้าขายมามากต่อมากทั้งในยุโรปและภาคพื้นบูรพทิศ ดังนี้จึงเป็นปัจจัยเครื่องส่งเสริมให้ฟอลคอนเฟื่องฟู เป็นคนสำคัญในราชการแผ่นดินขึ้นโดยรวดเร็ว ทั้งพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาก็ทรงยกย่องโปรดปราน จนในตอนหลังต่อมา เมื่อพระคลังถึงอนิจกรรมแล้ว พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาจึงโปรดให้เลื่อนตำแหน่งฟอลคอนขึ้นเป็นอัครมหาเสนาบดี ว่าการต่างประเทศแทนพระคลังสืบไป (๒)

ส่วนนักพรตคณะนี้ก็ร่วมคิดดำเนินแผนอุบายอยู่ภายในพระราชสำนัก โดยอ้างเหตุขึ้นมาเป็นโล่บังหน้าว่า ตนจะช่วยเหลือฝ่ายไทย เพื่อคิดอ่านให้อ่าวสยามได้หลุดพ้นจากอำนาจการยึดครองของชาวฮอลันดาเสียสักที เพราะชาวฮอลันดามีเกาะมะละกาเป็นปราการมั่นคง กีดขวางการไปมาทางอ่าวสยามอยู่ ฉะนั้นถ้ามีเรื่องกำปั่นจากอินเดียไปมาค้าขาย หรือจะเดินทางผ่านเข้าไปในอ่าวนี้ พวกออลันดาก็คอยแต่จะทำการขัดขวางเรียกเก็บภาษีเอาโดยพลการเสมอ แต่ใครๆ ย่อมจักรู้เท่าทันว่า ความมุ่งหมายอันจริงใจของบุคคลจำพวกนี้มิได้เป็นเช่นนั้นเลย ในชั้นต้นใคร่จะรวบเอาประเทศสยามไว้เป็นราชอาณาจักรของฝรั่งเศสก่อน แล้วภายหลังก็คงจะปฏิวัติลัทธิศาสนา อันเป็นรากเง่าเค้าเดิมของประเทศสยามได้อย่างสะดวกดายฉะนี้ ด้วยความหวังที่จะให้การลุล่วงสมความมุ่งหมาย ชนชาติกรีกซึ่งได้ออกนามมาแล้วนี้ จึงเข้าไปเพ็ดทูลแนะนำพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาผู้ไร้พระราชโอรสรัชทายาท มีแต่พระอนุชา ๒ พระองค์ ให้ทรงรับเอาบุรุษหนุ่มบุตรผู้มีตระกูลคนหนึ่ง มาชุบเลี้ยงเป็นพระราชบุตรบุญธรรม เพื่อรับรัชทายาทสืบสันติวงศ์ต่อไป บุรุษนี้มิใช่ใครอื่น คือผู้ที่ได้รับการศึกษาอบรมในทางคริสตศาสนามาจากพวกนักพรตฝรั่งเศสที่ได้ทำการสั่งสอนไว้ และในกาลต่อมาบุรุษผู้นี้ก็เป็นปัจจัยก่อให้เกิดการจลาจลอย่างขนานใหญ่นั้นขึ้น

สมัยนั้นชาวฝรั่งเศสออกจะเรืองอำนาจอย่างเต็มที่ และได้ยึดครองเมืองสำคัญๆ ซึ่งเป็นด่านช่องทางเข้าสู่ พระราชอาณาจักรสยามไว้ในกำมือแล้วถึง ๒ แห่ง คือ เมืองบางกอกซึ่งมีป้อมปราการใหญ่และมั่นคงประจำอยู่ทางปากน้ำเจ้าพระยาแห่งหนึ่ง กับเมืองมะริด ซึ่งเป็นเมืองพรมแดนอีกแห่งหนึ่ง แม้กระนั้นฝรั่งเศสก็ยังแสดงประหนึ่งว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุธยามิได้มีปฏิกิริยาต่อชนชาวฝรั่งเศสให้สมเกียรติยศและความปรารถนา พระองค์จึงเลยต้องจำยอมมอบอำนาจให้บุคคลจำพวกนี้ เข้าควบคุมบังคับบัญชากองทหารรักษาพระองค์ด้วยอีกหน้าที่หนึ่ง

เหตุฉะนี้ จึงมีผู้พากันกระวนกระวายเป็นเดือดเป็นแค้นนักว่า เหตุไฉนบรรดาอำมาตย์ราชเสนาและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกรุงช่างนิ่งดูดาย ปล่อยให้พฤติการณ์ทุจริตอันอาจเป็นภัยพินาศดำเนินอยู่ได้ถึงเพียงนั้น ท่านเหล่านี้ไม่เล็งเห็นบ้างเทียวหรือว่า การที่ฝรั่งเศสตระเตรียมเรือรบสะพรั่งพร้อมด้วยไพร่พลและอาวุธยุทธภัณฑ์ประหนึ่งจะกระทำศึกสงคราม ย่อมจักมีเลศนัยอันใดสักอย่าง คงมิใช่เพียงแต่จะคอยระวังรักษาผลประโยชน์การค้าขายของพ่อค้าวาณิชชาวฝรั่งเศสอย่างเดียวเท่านั้นเป็นแน่ เพราะถึงแม้ฝรั่งเศสจะมีผลประโยชน์อยู่ในเมืองไทยมากมายเพียงไร ก็ไม่น่าจะถึงต้องลงทุนเสียค่าใช้จ่ายบำรุงกองทัพเรือทั้งกองทัพเป็นการเอิกเกริกใหญ่โตถึงเพียงนั้น อีกประการหนึ่ง จะลงเอาว่าพวกข้าราชการเหล่านี้เป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา ไม่คุ้นเคยต่อรัฐประศาสโนบายของต่างประเทศโดยต่างพากันหลงงมงายกว่า การที่ฝรั่งเศสแต่งเครื่องราชบรรณาการเป็นก่ายกองแล้วล้วนด้วยสิ่งของอันมีค่า ส่งไปถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาอยู่เนืองๆ นั้น ก็เพื่อจะรักษาทางพระราชไมตรีระหว่างพระเจ้ากรุงศรีอยุธยากับกรุงฝรั่งเศสให้มั่นคงถาวรสืบไปโดยบริสุทธิ์ใจแต่อย่างเดียวก็ไม่ถนัด ด้วยปรากฏว่าบุคคลเหล่านี้ทั่วทุกตัวคนต่างพากันชิงชังถ้อยคำของพวกนักพรตอยู่มาก ที่นักพรตเหล่านี้กล่าวในเชิงประเล้าประโลมใจประชาชนว่า การที่พวกเขาท่องเที่ยวมาจากหนทางอันห่างไกล และต้องทนเหนื่อยยากบากบั่นฝ่าภยันตรายมา ก็ด้วยความจำนงจงหมายเพียงอย่างเดียวที่จะช่วยเหลืออบรมให้ประชาชนชาวไทยถึงซึ่งความเจริญ มีความรอบรู้ในศิลปวิทยาตามที่รู้กันอยู่แพร่หลายแล้วในทวีปยุโรป เช่น วิทยาศาสตร์ ศัลยศาสตร์ ดาราศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เป็นต้น และนอกจากนี้นักพรตยังสามารถชี้ช่องทางชักนำให้สาธุชนขึ้นสู่สวรรค์ได้ด้วย คำกล่าวเหล่านี้ บรรดาขุนนางข้าราชการในกรุงศรีอยุธยาเห็นว่าเหลวไหล เข้าใจว่าพวกนักพรตแสร้งเอาคำเท็จมาแอบอ้างเพื่อแกล้งให้รัฐบาลสยามล่มจมอย่างได้เคยกระทำมาแล้วแก่ประเทศญี่ปุ่น จนประเทศญี่ปุ่นต้องตกเป็นเมืองขึ้นของสเปญ ซึ่งในสมัยนั้นก็เป็นประเทศที่มั่นคงแข็งแรง มีราชอาณาจักรกว้างใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่งในโลก กรณียกิจทำนองเช่นว่านี้ พวกนักพรตตั้งใจทำมากกว่าที่จะบำเพ็ญตนตามพระบัญญัติแห่งพระเยซูคริสต์เจ้า แต่กระนั้นลัทธิศาสนาคริสตังก็ยังเจริญแพร่หลายอยู่มากในประเทศญี่ปุ่น จนถึงกับมีเจ้านายบางพระองค์และบุคคลชั้นสูงๆ บางท่าน รวมทั้งประชาชนพลเมืองตั้งแสน ต่างพากันนิยมนับถือ และยอมตัวเป็นสานุศิษย์ของนักพรตผู้สอนศาสนาเหล่านั้นเป็นจำนวนมาก

ขณะนั้นบรรดาขุนนางข้าราชการฝ่ายกรุงศรีอยุธยา ก็เฝ้าแต่ครุ่นคิดที่จะกำจัดนักพรตเหล่านี้อยู่เงียบๆ ยังไม่กล้าจะทำอะไรให้โจ่งแจ้งลงไปได้ ต่อเมื่อไรพระเจ้าแผ่นดินเสด็จสวรรคตแล้ว เมื่อนั้นแหละจึงจะลงมือกวาดล้างอำนาจของชาวต่างประเทศเหล่านี้เสียให้หมดไป

ครั้นถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๒๓๑ (ค.ศ. ๑๖๘๘) พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาเริ่มประชวรอยู่ในพระราชวังเมืองละโว้ ข่าวประชวรยังมิทันจะได้ทราบแพร่หลายทั่วถึงกัน อัครมหาเสนาบดีผู้มีนามว่า "เพทราชา" ก็ก่อการจลาจลขึ้น ท่านอัครมหาเสนาบดีผู้นี้ นอกจากจะมีเกียรติยศเป็นขุนนางผู้ใหญ่คนหนึ่งแล้ว ยังมีตำแหน่งเป็นผู้รักษาพระราชวังทั่วทุกแห่งทั้งในกรุงศรีอยุธยาและละโว้ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "ออกพระ" ซึ่งนับว่าเป็นเกียรติยศชั้นสูงของเมืองไทย มูลเหตุแห่งการจลาจลตลอดจนวิธีดำเนินการและผลแห่งการจลาจลครั้งนี้ มีประวัติการณ์ตามที่ได้มาจากจดหมายรายงานข่าวคราวหลายฉบับ ซึ่งมีผู้เขียนส่งเข้ามาจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๒๓๑ (ค.ศ. ๑๖๘๘) มีข้อความดังต่อไปนี้

ในราตรีกาลวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๒๓๑ (ค.ศ. ๑๖๘๘) ออกพระเพทราชาได้จัดกองทัพมีจำนวนพลมากมาย เข้ายึดและรักษาพระราชวังที่เมืองละโว้ไว้ แล้วก็ตั้งตัวเป็นผู้พิทักษ์รักษาพระองค์พระเจ้าแผ่นดิน เข้าทำการจับกุมพระราชบุตรบุญธรรมของพระเจ้าแผ่นดินไปคุมขัง และชี้แจงแก่พระราชอนุชาทั้ง ๒ พระองค์ให้ทรงทราบว่าการที่ตนทำการครั้งนี้ก็เพื่อจะช่วยป้องกันพระชนมชีพพระเจ้าแผ่นดินให้พ้นจากเงื้อมมือราชศัตรูผู้เป็นกบฏ ตามซึ่งสืบรู้มาว่าได้คอยจะล้างผลาญพระองค์อยู่ แต่แล้วออกพระเพทราชาก็แสร้งไปทูลเจ้านาย ๓ พระองค์นั้นทีละพระองค์แล้ว พระเจ้าแผ่นดินทรงพระประชวรไม่มีหวังที่จะคงพระชนมชีพได้แล้ว จึงเป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องสถาปนาเจ้านายแต่ละพระองค์นั้นขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ การที่ออกพระเพทราชาออกอุบายเช่นนี้ ก็เพื่อให้เจ้านายเหล่านั้นปล่อยให้ตนดำเนินการตามโครงการที่คิดไว้ได้โดยสะดวกและในที่สุดการก็เป็นผลสำเร็จสมความมุ่งหมายของออกพระเพทราชาทุกประการ

ส่วนมองซิเออร์ คอนสตันซ์ ยังไม่ทราบหนเหนือหนใต้ว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้น และพฤติการณ์ทางในพระราชสำนักจะเป็นไปอย่างไรก็ไม่ทราบเสียเลย มัวแต่จะรีบเข้าไปในพระราชวังด้วยอาการอันเร่งร้อน พร้อมด้วยหมู่มิตรสหายซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศสเป็นอันมาก ในจำนวนชาวฝรั่งพวกนี้ มีที่เป็นนายทหารผู้มีชื่อเสียงอยู่ด้วย คือมองซิเออร์ เดอบัวชอง มองซิเออร์ เดอเฟรตะวิล มองซิเออร์ เดอร์ฟูร์บัง มองซิเออร์ วังดรีย์ กับมองซิเออร์ เดอลุยซ์ และก่อนที่คอนสตันซ์จะย่างเข้าในบริเวณพระราชวังนั้น คอนสตันซ์ได้ไปแจ้งความจำนงแก่เจ้าหน้าที่ซึ่งรักษาการรอบนอกพระราชสำนักแล้วว่า จะไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน แต่เข้าไปยังมิทันจะล่วงล้ำพระทวาร ก็ถูกจับพร้อมกับนายทหารฝรั่งเศสเหล่านั้นทั้งหมด พวกที่ถูกจับเหล่านี้ ต้องถูกส่งตัวไปคุมขังรวมกันไว้ในห้องแห่งหนึ่งภายในพระราชวัง

ครั้นวันรุ่งขึ้น ออกพระเพทราชาจึงให้เบิกตัวคอนสตันซ์เข้าไปพบ และสั่งให้นำความกลับไปบอกนายทหารฝรั่งเศสนั้นว่า ออกพระเพทราชามิได้มุ่งหมายที่จะจับกุมมาคุมขังอย่างนักโทษ ที่ต้องทำไปก็เพราะได้ทราบว่ามีผู้ประพฤติผิดคิดมิชอบ กำลังจะก่อการกบฏประทุษร้ายต่อพระเจ้าแผ่นดิน ในระหว่างนี้ยังสืบสวนไม่ได้ความแน่ชัดว่า ใครเป็นผู้มีมลทินเกี่ยวข้องในการนี้บ้าง จึงจำเป็นต้องควบคุมตัวคนสำคัญๆ ไว้เสียก่อน จนกว่าจะสืบสวนได้ความปรากฏชัดเจนต่อไป "ส่วนตัวท่านมองซิเออร์ คอนสตันซ์" ออกพระเพทราชาพูดอย่างเฉียบขาด "ฉันขอกำชับว่า ท่านต้องนำความตามถ้อยคำที่ฉันพูดนี้ ไปแจ้งให้นายทหารฝรั่งเศสเหล่านั้นฟังให้ถูกต้อง จะต่อเติมเสริมสอดอย่างไรอีกไม่ได้เป็นอันขาด และขอบอกให้รู้ตัวเสียด้วยว่า เวลาที่ท่านพูดจากันนั้น ฉันคงจะให้ผู้หนึ่งผู้ใดไปคอยสอดส่องด้อมฟังอยู่ด้วยเป็นแน่" การที่ออกพระเพทราชาให้มองซิเออร์ คอนตันซ์ เข้าไปพบปะเยี่ยมเยียนชาวฝรั่งเศสพวกนี้ เป็นอุบายที่จะไม่ให้ชาวฝรั่งเศสแค้นเคืองและคิดการต่อสู้ป้องกันตัว ส่วนมองซิเออร์ คอนสตันซ์ เมื่อได้รับคำสั่งเช่นนั้นแล้ว ก็นำความไปแจ้งแก่ชาวฝรั่งเศสตามคำสั่งของออกพระเพทราชาทุกประการ

สมัยนั้นพระเจ้ากรุงศรีอยุธยามีกองทหารรักษาพระองค์หลายกองด้วยกัน แต่กองหนึ่งเป็นชาวยุโรปที่ไปจากประเทศต่างๆ ล้วน และโดยมากเป็นชนชาติฝรั่งเศส ทหารกองหนึ่งๆ มีจำนวนพล ๑๕๐ คน มีนายทหารฝรั่งเศสเป็นผู้บังคับบัญชา กองหทารเหล่านี้ประจำอยู่ที่ทะเลชุบศรใกล้ๆ กับเมืองละโว้ และที่ทะเลชุบศรนี้ พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาได้ทรงสร้างพระที่นั่งไว้องค์หนึ่ง เพื่อเป็นที่ประทับทรงพระสำราญพระราชอิริยาบถ ฉะนั้นออกพระเพทราชาจึงได้จัดส่งกองทัพมีไพร่พลจำนวนมาก ไปตั้งค่าย คอยที่อยู่ที่ตำบลนั้น เพื่อเมื่อสบโอกาสจะได้ทำการทันท่วงที อยู่มาอีก ๒ วัน ออกพระเพทราชาก็ให้ทหารกองหนึ่งคุมตัวนายทหารฝรั่งเศสที่คุมขังในเมืองละโว้กับมองซิเออร์ คอนสตันซ์ มากักขังไว้ที่นี่ด้วย

ต่อจากนี้ ออกพระเพทราชาก็ให้เบิกตัวมองซิเออร์ คอนสตันซ์ ออกมาหา และกล่าวบริภาษด้วยถ้อยคำอันหยาบช้าสามานย์ว่า มองซิเออร์ คอนสตันซ์ เป็นผู้คิดทรยศกบฏต่อพระมหากษัตริย์และรัฐบาลสยาม แล้วก็สั่งให้ทำทารุณกรรมด้วยประการต่างๆ ตามวิธีเคยทำกันมา และซ้ำยังแสนสาหัสกว่านั้นด้วย เพื่อเป็นการขู่บังคับให้คอนสตันซ์ยอมระบุชื่อผู้ที่สมรู้เป็นใจ ช่วยเหลือดำเนินอุบายอันทุจริต คิดจะให้พระมหากษัตริย์นิยมนับถือศาสนาคริสตัง และจะให้กรุงสยามตกอยู่ใต้อำนาจของฝรั่งเศส แต่เมื่อได้เพียรทรมานอยู่หลายชั่วนาฬิกาแล้ว จึงให้นำตัวพระราชบุตรบุญธรรมออกมาตัดพระเศียร แล้วก็เอาเชือกร้อยพระเศียรผูกห้อยคอมองซิเออร์ คอนสตันซ์ ไว้ ราวกับผูกผ้าพันคอแบบยุโรป

ออกพระเพทราชาเริ่มทำทารุณกรรมแก่มองซิเออร์ คอนสตันซ์ มาตั้งแต่วันที่ ๒๘ พฤษภาคม รุ่งขึ้นวันที่ ๒๙ และ ๓๐ คอนสตันซ์ยังต้องถูกทรมานเช่นนั้นอีก นับว่าเป็นการทรมานอย่างทารุณร้ายกาจซึ่งสุดแล้วแต่จะนึกทำเอา ส่วนพระเศียรพระราชบุตรบุญธรรมก็ยังคงให้ผูกแขวนคออยู่ตลอดวันตลอดคืน มองซิเออร์ คอนสตันซ์ ต้องถูกทรมานอย่างแสนสาหัสอยู่ด้วยอาการเช่นเดียวกันจนวันที่ ๔ มิถุนายน จึงถึงแก่ความตายด้วยความทุกข์ทรมานนั้น

ทรัพย์สมบัติและสัมภาระต่างๆ ตลอดจนครอบครัวของคอนสตันซ์ต้องถูกจับยึด และให้ส่งครอบครัวไปกักขังไว้ในคุก ส่วนตัวนางผู้เป็นภรรยานั้นให้เบิกตัวมาพิสูจน์สอบสวนหลายอย่างหลายประการโดยปราศจากความปรานี ทั้งไม่แจ้งเหตุผลต้นปลายให้ทราบด้วยว่ามีความประสงค์อย่างไรจึงทำเช่นนั้น แล้วในที่สุดก็ให้ทรมานด้วยประการต่างๆ อยู่หลายวัน จึงส่งตัวไปคุมขังไว้ในคุก และจำจองด้วยโซ่ตรวนเครื่องพันธนาการทั้งมือและเท้าอยู่เป็นเวลารวม ๓ เดือน เมื่อพ้น ๓ เดือนแล้ว จึงให้ลดฐานะภรรยาและครอบครัวของคอนสัตนซ์ทั้งหมดลงมาเป็นทาส และเพราะทาสก็เป็นชาติสกุนอันต่ำช้าน่าบัดสีอยู่เพียงพอแล้ว ออกพระเพทราชาจึงผ่อนผันให้ถอดโซ่ตรวนและปลดปล่อยออกจากคุกไป

ที่จริงออกพระเพทราชามุ่งหมายอยู่แล้วว่า จะขึ้นครองราชย์สมบัติเสียเอง ฉะนี้เมื่อตนคิดการสำเร็จโทษพระราชบุตรบุญธรรมของพระเจ้าแผ่นดิน และกำจัดมองซิเออร์คอนสตันซ์ได้แล้ว จึงเริ่มหาวิธีที่จะกำจัดพระอนุชาสองพระองค์ผู้เป็นเจ้านาย ซึ่งน่าจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานขั้นต่อไป วิธีที่ออกพระเพทราชาคิดกำจัดพระอนุชาจนเป็นผลสำเร็จ ก็ด้วยการออกอุบายหลอกลวงให้พระอนุชาแต่ละองค์ต่างทรงมั่นพระทัยใฝ่ฝันว่า ออกพระเพทราชาจะช่วยเหลือชิงราชสมบัติมามอบให้แก่ตน แต่เนื่องจากเหตุการณ์ยังไม่สงบราบคาบ จึงจำเป็นต้องให้เสด็จย้ายไปประทับอยู่เสียที่ทะเลชุบศรชั่วคราว เพื่อออกพระเพทราชาจะได้จัดการทางพระนครให้เป็นที่เรียบร้อยก่อน พระเจ้าน้องยาเธอผู้มีเคราะห์กรรมทั้งสองพระองค์จึงพะวงหลงเชื่อในกลอุบายของออกพระเพทราชาอย่างง่ายดายและพากันออกเดินทางมุ่งตรงไปยังสถานที่นั้น แต่พอเสด็จไปไม่ได้ถึงไหน พวกที่ออกพระเพทราชาสั่งไปซุ่มซ่อนไว้ ก็เข้ากลุ้มรุมสำเร็จโทษเสียทั้งสองพระองค์ แม้จนผู้ใกล้ชิดมิตรสหายซึ่งติดตามไปด้วยก็ต้องพลอยรับเคราะห์กรรมถูกจับไปขังคุกบ้าง ถูกประหารด้วยอาการเช่นเดียวกับพระองค์บ้างตามๆ กัน

กรณียกิจขั้นต่อจากนี้ก็คือออกพระเพทราชากระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อชนชาติที่นับถือศาสนาคริสตังทั่วทุกคน เพื่อขับไล่ให้ออกไปนอกพระราชอาณาจักรและเพื่อสะดวกแก่การดำเนินงาน ออกพระเพทราชาจึงบังคับชาวโปรตุเกสผู้นับถือศาสนาคริสตังทั้งหมดให้อพยพออกไปอยู่รวมกันที่เกาะย่อมๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ไกลจากพระราชอาณาจักรสยาม และคาดโทษไว้ด้วยว่า ถ้าผู้ใดพยายามหลบหนีจะฆ่าเสียให้สิ้น

ส่วนชนชาติอังกฤษก็พลอยได้รับเคราะห์ถูกขึ้งเคียดเกลียดชัง และมิหนำซ้ำกลับเป็นชาติแรกที่ต้องถูกริบทรัพย์และจับไปขังคุกก่อนเพื่อน แต่ส่วนชนชาติฝรั่งเศสซึ่งตั้งภูมิลำเนาอยู่ในกรุงศรีอยุธยาและละโว้นั้น ในตอนต้นๆ ออกพระเพทราชามิได้กระทำการประทุษร้ายโดยเปิดเผยอย่างไร เพราะมีกำลังอยู่เป็นจำนวนมาก จะทำเหมือนอย่างชนชาติอื่นๆ ไม่ถนัด จึงใคร่จะลอบลงมือทำแก่พวกที่อยู่ในบางกอกและมะริดโดยมิให้ทันรู้ตัวเสียทีหนึ่งก่อน แล้วจึงจะโจมตีโดยเปิดเผยภายหลัง ชาวฝรั่งเศสคนสำคัญซึ่งตกค้างอยู่ทางทะเลชุบศรในเวลานั้นคือ มองซิเออร์ เดอคาร์จีส์ และมองซิเออร์ เฟรตะวิล นายทหารม้า มองซิเออร์ เดอวังดรีย์ มองซิเออร์ เดอลุยซ์ มองซิเออร์ แบรสเลย์ อินยิเนียร์ กับอินยิเนียร์ผู้มีชื่ออีกคนหนึ่ง ชาวฝรั่งเศสเหล่านี้ยังไม่สามารถจะหลบหนีจากเมืองละโว้ไปได้จนในภายหลังจึงบังเกิดความรู้สึกว่า ถ้าการจลาจลลุกลามยิ่งขึ้น ตนก็จะต้องถูกรับเคราะห์เหมือนอย่างชนชาติที่ถือศาสนาคริสตังอื่นๆ ซึ่งกระจัดกระจายกันอยู่ตามที่ต่างๆ ในพระราชอาณาจักรนั้นบ้าง ดังนี้ชาวฝรั่งเศสเหล่านั้นจึงตัดสินใจพากันหลบหนีไป และเป็นเคราะห์ดีอยู่หน่อยที่หนีรอดไปได้จนถึงโรงงานบริษัทฝรั่งเศส การที่มุ่งหนีไปยังบริษัทนี้ก็เพื่อจะลงเรือกำปั่นหรือเรือใดๆ ของบริษัทล่องไปยังที่ตั้งกองทหารฝรั่งเศส ซึ่งประจำอยู่ที่เมืองบางกอก และแจ้งเหตุการณ์ต่อมองซิเออร์ เดอฟารจซ์ แม่ทัพฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้บังคับการทหารกองนี้ให้ทราบ แต่ออกพระเพทราชาได้รับรายงานข่าวนี้เเสียก่อน จึงรีบดำเนินการป้องกันทันท่วงทีเพื่อมิให้หนีต่อไปได้ โดยได้ส่งกองทัพมีจำนวนพลราว ๖,๐๐๐ หรือ ๗,๐๐๐ คน สรรพเครื่องศัสตราวุธ พร้อมที่จะกระทำสงคราม มาดักขัดขวางคอยทีอยู่

ถึงแม้นายทหารฝรั่งเศสสองสามนายนี้ จะมีความองอาจกล้าหาญจนเป็นที่สรรเสริญเยินยอในหมู่ชนชาวฝรั่งเศสอยู่มากมายเพียงไร ยังไม่วายที่จะตระหนกตกใจ เพราะพอถึงเวลาเช้าตรู่ก็แลเห็นกองทัพไทยตั้งขนาบหน้าหลัง อยู่ห่างจากกรุงศรีอยุธยาราว ๒๔๐ เส้น เพื่อขัดขวางมิให้กองทัพฝรั่งเศสตีหักเข้ากรุงศรีอยุธยาได้ เมื่อเข้าตาจนดังนี้แล้ว ทหารฝรั่งเศสจึงต่างปลงใจที่จะพลีชีพบากบั่นกระทำการต่อสู้อย่างทรหดโดยมิได้คิดแก่ชีวิต แต่ในไม่ช้าก็มีขุนนางไทยออกมาขอเจรจาและรับรองว่าการที่ไทยยกกองทัพมาทั้งนี้ มิได้มีเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างหนึ่งอย่างใดเลย ที่มาก็เพื่อคอยพิทักษ์รักษาและให้ความปลอดภัยแก่ชาวฝรั่งเศสเท่านั้น แล้วในที่สุดจึงเชิญชาวฝรั่งเศสเหล่านี้ให้กลับไปยังเมืองละโว้ โดยอ้างว่าพระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งให้หา เมื่อนายทหารฝรั่งเศสเห็นการจะไม่รุนแรง และยิ่งได้ฟังถ้อยคำอันอ่อนหวานเช่นนั้นจึงยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี เพราะถึงแม้จะทำอย่างอื่นก็เห็นไม่ไหว ทั้งจำนวนพลฝรั่งเศสก็มีอยู่น้อยจนไม่สามารถจะเปรียบปานและต้านทานกำลังกองทัพไทยซึ่งมีไพร่พลเป็นก่ายกองนั้นได้ ฝรั่งเศสพวกนี้ในวันแรกก็ดูได้รับความกรุณาปรานีและเอาอกเอาใจเป็นอย่างดี แต่พอถึงวันที่สองการเป็นไปอย่างกลับหน้าเป็นหลัง คือทุกคนต้องถูกเปลื้องผ้าผ่อน แล้วเอาตัวผูกโยงกับหางม้าให้เดินเปลือยกายตามกันไปจนถึงเมืองละโว้ด้วยอาการอันน่าทุเรศเป็นอย่างยิ่ง และใช่แต่เท่านั้น แม้ระหว่างทางที่เดินไป ยังถูกทารุณกรรมต่างๆ นานา จนมองซิเออร์ แบรสเลย์ ซึ่งเป็นนายช่างวิศวกรรมไม่สามารถจะทนความเจ็บป่วยได้ จึงถึงแก่ความตายกลางทาง ส่วนผู้ที่มีชีวิตทนรอดไปได้ ยังต้องรับทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสตลอดทางไป พอถึงเมืองละโว้ พวกไทยก็จัดการเอาโซ่มาล่ามคอติดกันไว้เป็นคู่ๆ แล้วส่งตัวไปจำขังที่ในคุก แม้บรรดาบ่าวไพร่และครอบครัวของคนพวกนี้ ตลอดจนชาวฝรั่งเศสที่ยังตกค้างอยู่ทางเมืองละโว้ ก็ต้องถูกจำขังด้วยอาการเช่นเดียวกัน ออกพระเพทราชาคิดทำการทั้งนี้ด้วยความพากเพียรและลี้ลับที่สุด ซึ่งใครๆ ต่างพากันพิศวง และแม้ชาวฝรั่งเศสที่อยู่ในบางกอกและเมืองมะริดเองก็ไม่ทราบวี่แววว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นในกรุงศรีอยุธยาและละโว้ทั้ง ๒ พระนครนี้ขึ้นเลย

เมื่อออกพระเพทราชาทำการสำเร็จถึงขั้นนี้แล้ว จึงคิดที่จะกำจัดชาวฝรั่งเศสเสียให้หมดสิ้นไป ไม่ด้วยวิธีใดก็วิธีหนึ่งจนได้ แต่ที่จะกระทำเป็นการเปิดเผยซึ่งหน้านั้น คงเกรงพลาดพลั้งจึงแสร้งเพทุบายใช้หม่อมปาน ซึ่งเมื่อก่อนเกิดเหตุนี้สักปีหนึ่ง เคยเป็นราชทูตมาเจริญทางพระราชไมตรีต่อประเทศฝรั่งเศสและเมื่อกลับจึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นที่พระคลัง หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า อัครมหาเสนาบดีแห่งกรุงศรีอยุธยา ให้ล่องลงไปยังเมืองบางกอก เพื่อหลอกลวงมองซิเออร์ เดอฟารจซ์ แม่ทัพฝรั่งเศส ให้ขึ้นไปหา โดยกำชับให้พระคลังแจ้งแก่มองซิเออร์ เดอฟารจซ์ว่า พระเจ้าแผ่นดินมีพระราชประสงค์จะหารือในข้อราชการบางอย่าง ให้รีบเข้าไปยังเมืองละโว้เร็วที่สุดที่จะเร็วได้

แม่ทัพฝรั่งเศสผู้นี้ไม่ทราบว่าได้เกิดการจลาจลใหญ่หลวงขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนเช่นนั้น จึงมิได้ระแวงสงสัยว่าจะมีเลศนัยอย่างไร เลยพาซื่อเชื่อถ้อยคำของพระคลังอย่างสนิทว่า พระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งให้หาตนจริง เพราะแต่ก่อนมาเคยมีรับสั่งให้หาอยู่บ่อยๆ ดังนี้ ในวันที่ ๗ มิถุนายน ท่านแม่ทัพจึงลงเรือจากเมืองบางกอก มุ่งตรงไปยังกรุงศรีอยุธยาเป็นการด่วน แต่พอเดินทางไปได้ไม่ทันจะถึง ๒๔๐ เส้น ก็ประสบเหตุวิปริตต่างๆ จึงพลันรู้สึกว่าตนหลงกลออกพระเพทราชา และคงได้รับภัยอย่างใหญ่หลวงเป็นแน่ มิฉะนั้นไฉนเลยจะต้องมีเรือใหญ่น้อยพรักพร้อมไปด้วยไพร่พลเครื่องศัสตราวุธปืนผาหน้าไม้ติดตามห้อมล้อมไปจนถึงกรุงศรีอยุธยาเล่า และมิหนำซ้ำเมื่อเรือถึงท่า เจ้าหน้าที่ก็ยังรีบนำไปขึ้นเสลี่ยงที่ปกปิดเสียจนมิดชิดฉับพลันและหามไปยังเมืองละโว้ทันที ระหว่างทางที่ไปนั้นมีกองทหารถือศัสตราวุธคอยระวังรักษาอยู่เป็นจำนวนมาก พฤติการณ์ต่างๆ เหล่านี้ กระทำให้ท่านแม่ทัพทวีความตื่นเต้นประหลาดใจยิ่งขึ้นเป็นลำดับ เพราะแต่ก่อนแต่ไรมา เมื่อพระเจ้าแผ่นดินมีพระราชประสงค์จะพบปะ หรือมีพระกระแสรับสั่งให้หา ก็ไม่ถึงต้องเร่งร้อนหรือมีกองทหารติดตามเป็นเกียรติยศไปเหมือนคราวนี้ เคยแต่เฝ้าได้โดยอิสระเสรี ไม่ต้องมีผู้หนึ่งผู้ใดคอยติดตามควบคุม

ครั้นถึงเมืองละโว้ คนพวกนี้ก็พาท่านแม่ทัพตรงไปยังพระราชวังทันทีหาได้ยอมปล่อยไปพักผ่อนหย่อนใจให้สดชื่น ณ สำนักของบรรดานักพรตฝรั่งอย่างแต่ก่อนไม่ ที่จริงท่านแม่ทัพก็อยากจะไปไต่ถามให้รู้ต้นสายปลายเหตุอยู่เหมือนกัน เพราะสังเกตเหตุการณ์เห็นเป็นที่น่าแปลกใจมาก ในวันที่ท่านแม่ทัพถึงเมืองละโว้นั้น มีพวกขุนนางไทยมาเยี่ยมเยียนหลายคน พอรับประทานอาหารเย็นเสร็จ ออกพระเพทราชาก็เข้ามาเยี่ยมและสนทนาด้วย แต่เรื่องที่พูดจากันนั้นมีตอนหนึ่งที่ออกพระเพทราชากล่าวอย่างไว้อำนาจ และแสดงท่าทางอันเย่อหยิ่งยะโสผิดกว่าเคยว่า "พระเจ้าแผ่นดินทรงโปรดให้ประหารชีวิตมองซิเออร์ คอนสตันซ์ เสียแล้ว เพราะพิจารณาเป็นสัตย์ว่า กระทำความผิดล่วงพระราชอาชญาในหน้าที่ราชการซึ่งทรงไว้วางพระราชหฤทัยหลายบทหลายกระทง และบัดนี้ได้มีพระราชประสงค์จะให้ท่านแม่ทัพรับตำแหน่งนั้นแทน เพราะเคยทรงเชื่อถือไว้วางพระราชหฤทัยว่า ท่านเป็นคนซื่อสัตย์ มีกตเวทิธรรมและความรอบรู้ในกิจการบ้านเมืองดีมาก"

ออกพระเพทราชากล่าวต่อไปว่า "ขณะนี้พระเจ้ากรุงศรีอยุธยากำลังทำสงครามกับเมืองญวนและลาว จำเป็นต้องเรียกระดมทหารฝรั่งเศสส่งออกไปสมทบกับกองทัพไทย เพื่อรวมกำลังกันเข้าโจมตีตัดกำลังข้าศึกไม่ให้เข้ามาย่ำยีพระราชอาณาจักรสยามได้" ออกพระเพทราชยังเสริมท้ายอีกว่า "ทางเมืองมะริดข้าพเจ้าก็ได้บอกไปยังมองซิเออร์ บรูฮัม เจ้าเมือง ให้รีบส่งกองทหารฝรั่งเศสมายังเมืองละโว้ด้วยเหมือนกัน" คำกล่าวเหล่านี้ มองซิเออร์ เดอฟารจซ์ พอจะรู้เท่าทันว่าเป็นอุบายของออกพระเพทราชาเพื่อล่อลวงให้เขาหลงอย่างที่เคยทำคราวก่อน ซ้ำเขายังได้รับคำบอกเล่าอย่างกระจ่างแจ้งจากเพื่อนฝูงหลายคนที่ออกพระเพทราชาให้มาเยี่ยมเยียน ตลอดจนนายทหารผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาอีกหลายนาย ก็ได้ส่งข่าวมาให้ทราบเช่นเดียวกัน เมื่อเป็นที่แน่ชัดว่า ผลแห่งการที่ตนเป็นผู้ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงไว้วางพระราชหฤทัย กลับเป็นภัยอันใหญ่หลวงแก่ตนขึ้นเช่นนี้แล้ว มองซิเออร์ เดอฟารจซ์ ก็ต้องคิดบ่ายหน้าหนี และตอบออกพระเพทราชาไปตามที่นึกคิดในบัดดลนั้นว่า

"ตัวข้าพเจ้านี้ พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสผู้เป็นเจ้านายได้ทรงแต่งตั้งให้มารับราชการสนองพระเดชพระคุณในพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา เมื่อพระองค์มีพระราชประสงค์อย่างไร ข้าพเจ้าก็จะปฏิบัติตามพระราชประสงค์ทุกเมื่อ แต่ข้าพเจ้าจำเป็นต้องกลับบางกอกก่อน เพื่อนำกองทัพฝรั่งเศสขึ้นมาด้วยตนเอง เพราะถ้าเพียงแต่บอกให้ส่งลอยๆ นายทหารซึ่งบังคับบัญชากองทหารแทนตัวข้าพเจ้าอยู่ทางนั้น คงไม่ยินยอมถอนทหารออกจากป้อมปราการเป็นแน่" คำกล่าวของมองซิเออร์ เดอฟารจซ์ ตอนนี้น่าจะเหตุผลที่ควรฟังโดยปราศจากข้อโต้แย้ง ออกพระเพทราชาจึงยอมปล่อยตัวกลับ แต่คงยึดบุตรชาย ๒ คนที่ติดตามไปด้วยไว้เป็นตัวจำนำ เพื่อให้มองซิเออร์ เดอฟารจซ์ ปฏิบัติการไปตามคำมั่นสัญญาต่อไป ก่อนหน้าที่มองซิเออร์ เดอฟารจซ์ จะออกจากเมืองละโว้ ออกพระเพทราชาพยายามเคี่ยวเข็ญให้เขียนจดหมายไปถึงมองซิเออร์ เดอบรูฮัม เจ้าเมืองมะริดด้วย แต่มองซิเออร์ เดอฟารจซ์ กลับตอบบ่ายเบี่ยง เพื่อให้ออกพระเพทราชายับยั้งไม่เคี่ยวเข็ญว่า "แม้จะเป็นจดหมายของข้าพเจ้าก็ตาม ถ้าไม่มีทหารผรั่งเศสถือไปแล้ว มองซิเออร์ เดอบรูฮัม คงไม่เชื่อถือและปฏิบัติตามอย่างแน่นอน"

แต่ถึงจะหลีกเลี่ยงเบี่ยงบ่ายอย่างไรก็เปล่าประโยชน์ ออกพระเพทราชาคงบังคับให้เขียนจนได้ เพราะขณะนั้นมองซิเออร์ เดอฟารจซ์ ตกอยู่ในที่คับขันไม่มีทางหลีกเลี่ยงเลย แม้กระนั้นยังได้พยายามพลิกแพลงลายมือและรูปลักษณะแห่งตัวอักษรให้วิปลาสคลาดเคลื่อนไปจากที่เคย ที่สุดจนประโยคประธานและสำนวนโวหาร ก็ดัดแปลงเสียจนฟังเยิ่นเย้อผิดปรกติ เพื่อเมื่อมองซิเออร์เดอบรูฮัมได้รับจดหมายนี้แล้ว จะได้ทราบทันทีว่า มีปริศนาลี้ลับเคลือบแฝง ซึ่งไม่บังควรจักเชื่อถือเป็นความจริง และบังเอิญเคราะห์ดีนักหนาที่พอมองซิเออร์บรูฮัมได้รับ ก็เข้าใจความมุ่งหมายถี่ถ้วนทุกประการ

ฝ่ายมองซิเออร์ เดอฟารจซ์ พอกลับถึงบางกอก ก็สั่งให้กองทหารฝรั่งเศสทิ้งป้อมเล็กเสียป้อมหนึ่ง แล้วถอนทหารทั้งหมดออกไปประจำที่ป้อมใหญ่แต่แห่งเดียว เพราะเห็นว่าฝ่ายตนไม่มีกำลังทหารพอจะรักษาป้อมถึง ๒ แห่งไว้เป็นที่มั่นได้ ส่วนอาคารบ้านเรือนซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับป้อมเล็ก ให้พังทำลายและจุดไฟเผา แม้จนปืนใหญ่ๆ บางกระบอกที่ใช้การไม่ได้หรือไม่สามารถจะลากเข็นไป ก็ให้ทุบทำลายหรือเอาตะปูตีตรึงไว้เพื่อมิให้ใช้การต่อไป คงเหลือแต่ตัวป้อมซึ่งมองซิเออร์ เดอฟารจซ์ ไม่ทันทำลายหรือบูรณะให้มั่นคงขึ้นได้เพราะขณะนั้นกองทัพอันมหึมาของออกพระเพทราชากำลังเร่งรุกเข้ามาเพื่อยึดเอาป้อมเล็กนี้เป็นที่มั่น มองซิเออร์ เดอฟารจซ์ จึงจำเป็นต้องสั่งให้ทหารยิงด้วยปืนใหญ่จนพังพินาศย่อยยับลง ออกพระเพทราชาคงจะทราบทันทีว่า มองซิเออร์ เดอฟารจซ์ ล่วงรู้เท่าทัน และทราบอย่างชัดแจ้งว่า ตนเป็นผู้ก่อการจลาจลนี้ขึ้น ฉะนั้นความหวังที่จะให้มองซิเออร์ เดอฟารจซ์ นำกองทหารฝรั่งเศสไปยังกรุงศรีอยุธยาจึงเป็นอันล้มเหลว และในทันใดนั้นเอง ออกพระเพทราชาก็สั่งให้กองทัพซึ่งมีจำนวนพลประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน ล้วนเป็นชาวมะหาหมัด มลายู และจีนออกไปล้อมประชิดป้อมที่กองทหารฝรั่งเศสยึดเป็นที่มั่นนั้นไว้ แล้วให้ตีหักเข้าไปเพื่อจับทหารฝรั่งเศสตัดศีรษะเสียให้สิ้น แต่ด้วยความกล้าหาญของทหารฝรั่งเศสในการต่อต้าน และต่างแจ้งในแผนอุบายของออกพระเพทราชาอยู่แล้ว ตั้งแต่ที่หลอกให้มองซิเออร์ เดอฟารจซ์ เข้าไปยังกรุงศรีอยุธยา กองทัพออกพระเพท-ราชาจึงไม่สามารถตีหักเข้าไปได้ ออกพระเพทราชาล้อมป้อมนี้อยู่ถึง ๒ เดือนและได้พยายามเข้าโจมตีหลายคราว แต่ทุกๆ คราวต้องพ่ายแพ้ถอยกลับและเสียไพร่พลคราวละไม่น้อย ด้วยฝีมือทหารฝรั่งเศสเพียง ๓๐๐ คนเศษเท่านั้น ในที่สุดเมื่อออกพระเพทราชาเห็นจะเอาชัยชนะมิได้แล้ว จึงให้เชิญตัวแม่ทัพฝรั่งเศสมาเจรจาขอทำสัญญาสงบศึก

ระหว่างที่กองทหารฝรั่งเศสถูกล้อมอยู่ทางบางกอกนั้น ทหารฝรั่งเศสที่อยู่ทางกรุงศรีอยุธยาและละโว้ก็ต้องถูกจับกุมเป็นเชลย และถูกทรมานอย่างโหดร้ายทารุณ โดยมิได้เลือกว่าเป็นบุคคลชั้นไหน มีอายุมากน้อยเพียงใด แม้แต่ท่านสังฆราชแห่งเมเต็ลโลโปลิสที่เคยอยู่กับคนไทยมาช้านาน และเป็นเจ้าคณะใหญ่ผู้ปฏิบัติงานทางศาสนาอย่างกว้างขวางอยู่ในแถบบูรพทิศ ก็ยังไม่พ้นที่จะได้รับความทุกข์ทรมานอันโหดร้ายทารุณเยี่ยงนักพรตอื่นๆ และชนร่วมชาติของเธอ โดยเมื่อออกพระเพทราชาเห็นว่า ตนไม่สามารถจะตีเอาเมืองบางกอกกลับคืนมาได้ด้วยกำลังทหารแล้ว จึงสั่งให้ส่งตัวท่านสังฆราชผู้ชราจากกรุงศรีอยุธยามายังป้อมค่ายสนามรบ แล้วให้เปลื้องผ้าผ่อนและเอาเชือกบ่วงคล้องคอผูกติดไว้กับหลัก ให้ได้กับระยะกระสุนปืนใหญ่ของฝรั่งเศสที่เคยยิงถูกทหารไทยบาดเจ็บล้มตายไปมากต่อมาแล้วนั้น ทั้งนี้ก็เพื่อจะให้ทหารฝรั่งเศสบังเกิดพะว้าพะวังสังเวชสงสารในตัวท่านสังฆราชผู้ชรา ถึงกับสงบการระดมยิงและยินยอมทำสัญญาสงบศึกแต่โดยดี บรรดานักพรตฝรั่งเศสและผู้ประกาศศาสนาไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใด ฝ่ายไทยระดมจับมาคุมขังที่เมืองละโว้ โดยข้อหาว่าเป็นกบฏประทุษร้ายต่อรัฐบาลสยาม ที่สุดจนทรัพย์สินและสัมภาระต่างๆ ของผู้ต้องหา ก็ให้จับยึดและริบไว้เป็นของหลวงทั้งสิ้น

การที่ไทยคิดกระทำกับฝรั่งเศสครั้งนี้ มองซิเออร์ บรูฮัม ผู้สำเร็จราชการเมืองมะริดได้ทราบวี่แววอยู่บ้างแล้ว ฉะนั้น ทันใดที่ได้ทราบละเอียดว่า เหตุการณ์ปรากฏสมจริงขึ้นทางกรุงศรีอยุธยาและเมืองละโว้แล้ว จึงจำเป็นต้องหาลู่ทางเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นมหันตภัยที่จะประดังมาโดยรอบด้านในไม่ช้า ขณะนั้นมองซิเออร์ บรูฮัม มีพลทหารอยู่เพียง ๕๒ คน นายทหารชั้นนายร้อยอีก ๓ คน นายร้อยโท ๓ คน กับคนธงอีก ๓ คนเท่านั้น เพื่อพิทักษ์รักษาป้อมปราการอันตั้งอยู่ในที่โล่งเตียนทั่วด้าน ลู่ทางที่คิดได้ในปัจจุบันทันด่วนอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อถึงคราวอับจนเหลือสติกำลังต่อสู้แล้ว ก็จะชิงเอาเรือกำปั่นของหลวงสักลำหนึ่ง ซึ่งมีอาวุธปืนรวม ๒๖ กระบอก เป็นพาหนะนำทหารฝรั่งเศสทั้งหมดถอยหนี และต่อสู้ป้องกันตัวไปพลางหนีไปพลางจนกว่าจะพ้นภัย แต่กว่ามองซิเออร์ เดอบรูฮัม จะกระทำการที่คิดไว้ได้สำเร็จ ก็จวนสิ้นเดือนมิถุนายนเสียแล้ว และในขณะเดียวกัน กองทหารไทยซึ่งมีไพร่พลถึง ๑๒,๐๐๐ คนได้เข้าโจมตีและล้อมประชิดป้อมปราการนี้อยู่อย่างแน่นหนาถึง ๑๗ วัน กองทหารฝรั่งเศสต้องเป็นฝ่ายรับบ้างรุกบ้างอยู่ตลอดเวลา จนน้ำท่าและเสบียงอาหารร่อยหรอลงทุกที ไม่มีหวังว่าจะได้ที่ไหนมาเจือจุนให้สดชื่นขึ้นได้ ในที่สุดจึงเป็นอันต้องละทิ้งที่มั่น คุมทหารซึ่งเหลืออยู่ลงกำปั่นรบของไทยหนีเอาตัวรอดไป

ต่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ท่านสังฆราชแห่งเมเต็ลโลโปลิสจึงเป็นอันหลุดพ้นจากการทรมานอันโหดร้ายล่อแหลมต่ออันตรายมาได้ โดยฝ่ายไทยต้องการส่งตัวเธอเข้าไปเจรจากับท่านแม่ทัพเดอฟารจซ์ และรับมอบอำนาจออกมาทำสัญญาสันติภาพกับผู้ที่ออกพระเพทราชาแต่งตั้งไว้ การเจรจาคราวนี้บรรลุผลสำเร็จรวดเร็ว และในวันรุ่งขึ้นก็กลับไปเซ็นสัญญากันที่กรุงศรีอยุธยา

จากนั้นมาอีกไม่กี่วัน จึงได้รับข่าวว่าพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาเสด็จสู่สวรรคตแต่ไม่ปรากฏวันคืนหรือพระอาการป่วยไข้อย่างไรเลย ฝ่ายออกพระเพทราชาก็ตระเตรียมพิธีการเพื่อราชาภิเษกตนเองขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินต่อไป ต่อมาอีก ๕ วัน คือราวต้นเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๒๓๑ (ค.ศ. ๑๖๘๘) จึงมีการแห่แหนออกพระเพทราชาโดยขบวนพยุหยาตรา อันเป็นพิธีที่ทรงเกียรติยศอย่างสูงเข้าสู่พระนครศรีอยุธยา แล้วขึ้นเถลิงราชสมบัติโดยปราศจากอุปสรรคหรือข้อขัดแย้งแต่ประการใด

ครั้นวันที่ ๓๐ กันยายน ก็มีข่าวต่อมาว่า ได้ตกลงเซ็นสัญญาสงบศึกกันเสร็จเรียบร้อยแล้วระหว่างพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่กับฝรั่งเศส มีข้อตกลงคือ :-

๑. ฝรั่งเศสยอมคืนป้อมที่บางกอกให้แก่ไทย

๒. ไทยยอมให้ฝรั่งเศสทุกคนออกไปจากราชอาณาจักรได้

๓. ไทยยอมคืนเรือกำปั่นซึ่งเป็นของบริษัทฝรั่งเศส ๒ ลำ กับของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสชื่อออริฟลัมอีก ๑ ลำ ให้แก่ฝรั่งเศส และพระเจ้ากรุงศรีอยุธยายอมมอบเรือซึ่งมีปืน ๗๔ กระบอกให้แก่มองซิเออร์ เดอฟารจซ์ เพื่อลำเลียงคนออกนอกราชอาณาจักรสยาม

ข้อความตามที่ปรากฏแต่ต้นจนอวสานนี้ ได้จากจดหมายหลายฉบับซึ่งมีผู้เขียนส่งข่าวมาจากประเทศไทยในระหว่างเวลา ๑๒ เดือน นับแต่เดือนตุลาคมศกก่อน และต่อมาเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ศกนี้ ก็ได้มีผู้ส่งข่าวมาจากฝั่งทะเลโครามันเด็ลอีกทางหนึ่งว่า มองซิเออร์ เดอฟารจซ์ เดินทางมาถึงพร้อมกับเรือกำปั่น ๔ ลำ มีชนชาติฝรั่งเศส ทั้งฝ่ายทหารพลเรือนและบรรดานักพรตซึ่งไปพำนักอยู่ ณ ที่ต่างๆ ในราชอาณาจักรสยามติดตามมาด้วย นอกจากนี้ยังปรากฏด้วยว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาได้ทรงประกาศห้ามอย่างเด็ดขาดมิให้ฝรั่งเศสเข้าเมืองไทยอีกต่อไป ถ้าผู้ใดขัดขืน จับตัวได้จงลงโทษถึงประหาร หรือถ้าปรากฏว่ามีผู้ใดฝักใฝ่ช่วยเหลือให้ที่พำนักอาศัย หรือปกปิดซ่อนเร้นไว้ ก็จะต้องมีโทษเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ยังปรากฏจากจดหมายฉบับอื่นๆ อีกว่า ก่อนที่มองซิเออร์ เดอฟารจซ์ จะออกจากบางกอกนั้น ได้พาภรรยาผู้ประสบเคราะห์กรรมของมองซิเออร์ คอนสตันซ์ ไปถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาพระองค์ใหม่ด้วย เพราะพวกนักพรตเคยแนะนำไว้ว่า นางเป็นผู้นับถือศาสนาคริสตังอย่างเคร่งครัดและพระโอรสของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้ทรงหลงรักนางเป็นที่สุด ชะดีชะร้ายนางอาจได้เป็นหม่อมห้ามในภายหน้าและคงพยายามเกลี้ยกล่อมให้พระองค์มีพระทัยนิยมนับถือศาสนาคริสตังจนได้ หากเป็นดังว่านี้ การก็จะสมตามแผนนโยบายที่บรรดานักพรตเหล่านั้นได้พยายามดำเนินมา และได้เป็นโอกาสให้การเผยแพร่คริสตศาสนาในราชอาณาจักรสยามได้คืบหน้าเป็นปึกแผ่นแน่นหนา มีอำนาจและความเชื่อถือดีขึ้นกว่าแต่ก่อน

ส่วนบรรดาชาวฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งต้องถูกคุมขังเป็นเชลยอยู่ทางเมืองละโว้นั้น พอรุ่งขึ้นจากวันที่พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาและแม่ทัพฝรั่งเศสได้เซ็นสัญญากันสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ก็มีผู้นำตัวเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา และปลดปล่อยให้เป็นอิสระไป.


เชิงอรรถ

(๑) His Excellency My Lord Constance
(๒) คอนสตันซ์ติน ฟอลคอน ผู้นี้ คือเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ การที่สมเด็จพระนารายณ์ฯ ทรงชุบเลี้ยงพระราชทานยศศักดิ์ให้จนถึงชั้นเจ้าพระยานาหมื่นเช่นนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ รับสั่งว่าเป็นพระปรีชาสามารถในการดำเนินรัฐประศาสโนบายของสมเด็จพระนารายณ์ฯ โดยแท้ ด้วยขณะนั้นพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงยกย่องคอนสตันซ์ติน ฟอลคอน ต่อพระองค์ว่า เป็นเชื้อพระวงศ์ ได้รับพระราชทานตราชั้นสูง และมีอิสริยยศถึงชั้นคาวต์น สมเด็จพระนารายณ์ฯ จึงทรงยกย่องให้ทัดเทียมกัน และสูงกว่ายศคาวน์ตในที่สุด เพื่อสนองพระราชไมตรีต่อพระเจ้าหลุยส์ฯ และเพื่อเอาใจคอนซ์ตันซ์ติน ฟอลคอน ให้มีความจงรักภักดีต่อพระองค์ด้วย
ส่วนพระเจ้าหลุยส์ฯ ก็เช่นเดียวกัน ที่ได้ทรงยกย่องพระราชทานเกียรติยศแก่คอนสตันซ์ติน ฟอลคอน ถึงปานนั้น ก็เพราะทรงมีพระประสงค์จะให้ช่วยเพ็ดทูลกิจการของพระองค์ต่อสมเด็จพระนารายณ์ฯ และช่วยเหลือสนับสนุนให้ชาวฝรั่งเศสได้มีโอกาสเข้าใกล้ชิดสนิทสนมกับพระองค์ท่านเยี่ยงชาวต่างประเทศทั้งหลาย เพราะขณะนั้น ทั้งอังกฤษและฮอลันดามามีทางพระราชไมตรีใกล้ชิดสนิทสนมอยู่ก่อนตน

จดหมายเหตุรายวันของนายทหารฝรั่งเศสผู้หนึ่งซึ่งประจำการอยู่ที่เมืองมะริด[แก้ไข]

จดหมายเหตุรายวัน
ของนายทหารฝรั่งเศสผู้หนึ่ง
ซึ่งประจำการอยู่ที่เมืองมะริด ในบังคับบัญชาของ
มองซิเออร์ บรูฮัม
มีข้อความหลายตอนเกี่ยวกันเรื่องที่บรรยายมาแล้วในเบื้องต้น

วันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๒๓๑ (ค.ศ. ๑๖๘๘) ขณะที่ข้าพเจ้าคุมทหารไทย ๑ หมวด มีจำนวนพล ๕๐ คน ขึ้นไปรักษาการณ์อยู่บนป้อมเล็ก ณ เมืองมะริดนั้น ข้าพเจ้าถูกทหารไทยในบังคับบัญชาของข้าพเจ้าจับตัวมัดไว้กับหลักและจองจำด้วยโซ่ตรวนทั้งมือและเท้าเป็นเวลาถึง ๔ วัน

วันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๒๓๑ นายทัพไทยได้นำตัวข้าพเจ้าออกไปจากที่คุมขังเพื่อให้ตรวจดูซากศพชาวฝรั่งเศสที่เสียชีวิต เมื่อมองซิเออร์บรูฮัม ทำการต่อสู้ฟ้องกันที่ป้อมนั้นอย่างทรหด จนที่สุดต้องถอนทหารออกจากป้อมหนีลงเรือไป ว่าจะเป็นใครที่ข้าพเจ้ารู้จักบ้างหรือไม่ เพราะมีซากศพทิ้งอยู่ในบริเวณนั้นถึง ๑๓ ศพ แต่เมื่อข้าพเจ้าแย้งว่าเขาควรไปตรวจดูเอง ขุนนางผู้เป็นนายทัพนั้นก็สั่งทรมานข้าพเจ้าและคาดคั้นให้ขยายความลับ ซึ่งข้าพเจ้าเคยได้ยินจากถ้อยคำของมองซิเออร์บรูฮัมบ่อยๆ ว่า "การที่มองซิเออร์บรูฮัมเข้ามาเป็นผู้สำเร็จราชการเมืองมะริดนั้น พระเจ้ากรุงศรีอยุธยามิได้ทรงทราบเลย หากเป็นคำสั่งออกจากมองซิเออร์คอนสตันซ์แต่ลำพัง ด้วยความประสงค์ที่จะแสดงความเป็นใหญ่เป็นโตในประเทศสยามเท่านั้น" อนึ่ง ในขณะนั้นมองซิเออร์บรูฮัมกำลังรอเรือรบที่จะส่งมาจากประเทศฝรั่งเศสหลายลำ มีไพร่พลอาวุธยุทธภัณฑ์พร้อมเพื่อช่วยเหลือ ข้าพเจ้าต้องถูกคาดคั้นซักถามและทรมานอยู่เป็นเวลาถึง ๔ ชั่วโมงเต็มๆ จึงได้เลิกราไป

วันที่ ๗ เดือนกรกฎาคม นายทัพไทยส่งตัวข้าพเจ้าไปยังกรุงศรีอยุธยาพร้อมกันพลทหารฝรั่งเศสอีกคนหนึ่งชื่อบิการ์ด ผู้ประสบเคราะห์กรรมถูกจับกุมเมื่อวันที่มองซิเออร์บรูฮัมหนีออกจากเมืองมะริดพอดี ถึงแม้เราทั้ง ๒ จะถูกจองจำด้วยโซ่ตรวนเต็มที่แล้ว ฝ่ายไทยก็ยังไม่วางใจ ต้องให้ทหารควบคุมไปด้วยถึง ๖๐ คน

วันที่ ๑๗ ถึงกรุงศรีอยุธยา พอวันที่ ๑๙ ก็เข้าไปยังเมืองละโว้ แห่งแรกที่ไปถึงเป็นท้องพระโรงขนาดใหญ่ มีท่านพระคลังพร้อมด้วยขุนนางอื่นๆ อีกเป็นอันมากนั่งเคียงกันอยู่ เขาพยายามคาดคั้นสอบถามปากคำข้าพเจ้าในเรื่องที่เกี่ยวกับมองซิเออร์ บรูฮัมหลายข้อหลายกระทง

ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น มีนักพรตตนหนึ่งเผอิญมาพบที่ซึ่งข้าพเจ้าถูกคุมขังและได้เล่าให้ฟังว่า ท่านสังฆราชเมเต็ลโลโปลิสกำลังเดินทางเข้าบางกอก เพราะออกพระเพทราชาเจาะจงเรียกตัวไปเจรจาเรื่องสัญญาที่จะทำกับมองซิเออร์ เดอฟารจซ์ แม่ทัพฝ่ายเรา เวลานี้ยังคอยฟังข่าวอยู่ว่าได้ตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วหรือประการใด ในทันที่นั้นเองทำให้ข้าพเจ้าบังเกิดความหวังขึ้นเป็นครั้งแรกว่า อย่างไรเสียก็คงไม่ตายเป็นแน่ ผิดกับเมื่อแรกถูกจับกุมมา ในตอนนั้นข้าพเจ้าถึงแก่ทอดอาลัยในชีวิต มิได้เคยนึกฝันเลยว่าจะมีชีวิตรอดอยู่ได้

วันที่ ๒๕ ท่านสังฆราชกลับมายังเมืองละโว้อีกครั้งหนึ่ง โดยมองซิเออร์ เดอฟารจซ์ มอบอำนาจเด็ดขาดให้มาเป็นผู้เจรจาทำทางไมตรีกับไทย ตั้งแต่วันนั้นมา ออกพระเพทราชาก็เป็นยุติการทำทารุณกรรมแก่ชาวฝรั่งเศสและผู้อื่นที่นับถือลัทธิคริสตศาสนาซึ่งออกพระเพทราชาคุมขังไว้

ในเดือนกรกฎาคม พระเจ้ากรุงศีอยุธยาเสด็จสู่สวรรคตโดยไม่มีผู้ใดทราบถึงพระอาการและวันคืนที่สวรรคตเลย พอสิ้นเดือน ออกพระเพทราชาจึงออกจากเมืองละโว้ไปยังกรุงศรีอยุธยา และกระทำพิธีราชาภิเษกที่กรุงนั้นเป็นการเอกเกริกใหญ่โตโดยมิได้มีผู้ใดกีดกันขัดขวาง รุ่งขึ้นจากวันราชาภิเษกแล้วชาวฝรั่งเศสและอังกฤษที่ถูกคุมขังอยู่ในกรุงศรีอยุธยาและละโว้ก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษปลดปล่อยเป็นอิสระทุกคน

วันที่ ๓ สิงหาคม ข้าพเจ้าถึงพระนครศรีอยุธยาพร้อมกับนายทหารฝรั่งเศสอีก ๔ นาย คือ มองซิเออร์เฟรตะวิล มองซิเออร์เดอวังดรีย์ มองซิเออร์เดซ์ครีซ และมองซิเออร์เดอเลซ

วันที่ ๙ ออกพระเพทราชาซึ่งขณะนี้เป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ได้จัดส่งพวกเรารวม ๕ คน ไปยังเมืองบางกอก เดิมเข้าใจกันว่าเขาคงจะส่งให้แก่แม่ทัพฝ่ายเรา แต่การหาเป็นเช่นนั้นไม่ เขากลับส่งให้แม่ทัพฝ่ายเขาซึ่งควบคุมทหารมลายูอยู่ ทำเอาเราต้องถูกแม่ทัพผู้นี้ควบคุมตัวไว้ในฐานะเป็นเชลยเกือบหนึ่งเดือน ส่วนชาวฝรั่งเศสที่อยู่ในกรุงศรีอยุธยานั้น เขามอบตัวให้กับนักพรตและหัวหน้าบริษัทค้าขายของฝรั่งเศสเป็นผู้รับผิดชอบควบคุมดูแล

ฝ่ายพระเจ้ากรุงสยามนั้น ทรงมีพระประสงค์ที่จะทำสัญญากับฝรั่งเศสเสียให้เสร็จไป ดังนั้นในตอนหลังต่อมา พระองค์จึงส่งพวกเราไปให้มองซิเออร์ เดอฟารจซ์ เพราะถ้าไม่ส่งเพื่อให้พวกเรามีโอกาสรู้เห็นในข้อสัญญานี้ด้วย มองซิเออร์ เดอฟารจซ์ ก็จะมิยอมเปิดการเจรจาทำความตกลงในเรื่องนี้แต่ประการใดเหตุฉะนี้ เราจึงได้คืนอิสรภาพพ้นจากที่คุมขังไปได้

วันที่ ๓๐ กันยายน เป็นวันที่ได้เซ็นสัญญา และต่อมาอีก ๒ วัน มองซิเออร์ เดอฟารจซ์ แม่ทัพฝรั่งเศสก็ให้ข้าพเจ้าออกจากบางกอกไปเมืองมะริด เพื่อฟังข่าวคราวมองซิเออร์ เดอบรูฮัม เมื่อพบตัวจะได้แจ้งให้ทราบว่า เราได้ตกลงเซ็นสัญญากันเรียบร้อยแล้ว และการที่ข้าพเจ้าไปเมืองมะริดคราวนี้ พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาทรงโปรดให้ขุนนางไทยคนหนึ่งไปด้วย ทั้งยังทรงประทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต้องใช้ต้องในระหว่างทางเป็นอันมาก

วันที่ ๑๒ ตุลาคม ข้าพเจ้าถึงเมืองมะริด พักอยู่ที่นั่นไม่กี่วันก็กลับ เพราะไม่ทราบข่าวคราวมองซิเออร์เดอบรูฮัมเลย

วันที่ ๑ พฤศจิกายน ข้าพเจ้าลงเรือรบหลวงของพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาเพื่อติดตามเสาะหามองซิเออร์เดอบรูฮัมอีกต่อไป ตามลำแม่น้ำตะนาวศรี, Musavan(๑) และ Sorian(๒) ซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรกรุงหงสาวดี โดยคาดหมายว่าคงจะต้องได้พบไม่แห่งใดก็แห่งหนึ่งตามลุ่มน้ำเหล่านี้ แต่เมื่อไม่พบ ก็เลยเดินทางต่อไปจนถึงเกาะ Rey(๓) และขึ้นบกที่ Seroide(๔) จึงพลันประสบร่องรอยบางอย่างพอที่จะสันนิษฐานได้สนิทว่า มองซิเออร์ เดอบรูฮัม ได้หลบหนีมาทางนี้เพราะมีเสื้อผ้าของพวกทหารฝรั่งเศสตกหล่นอยู่อย่างจะแสร้งทิ้งไว้เป็นสัญญาณให้ทราบว่า พวกทหารฝรั่งเศสได้เล็ดลอดหนีออกไปทางนี้แล้ว

ครั้นวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ข้าพเจ้าจึงย้อนกลับมายังเมืองมะริดอีกคราวหนึ่ง พอดีพบเรือกำปั่นไฟของบริษัทแห่งรัฐบาลฝรั่งเศสชื่อคอก ซึ่งมองซิเออร์ดามายังเป็นผู้บังคับการ แล้วต่อมาอีก ๒ วัน ข้าพเจ้าจึงโดยสารเรือลำนี้ไปยังปอนดิเชอรี เพื่อคอยพบมองซิเออร์ เดอฟารจซ์ ตามที่ท่านได้สั่งและนัดแนะกันไว้ เมื่อตอนที่ข้าพเจ้าจะออกจากบางกอกไป.


เชิงอรรถ

(๑) และ (๒) แม่น้ำทั้งสองนี้ไม่ปรากฏชื่อในแผนที่ประเทศพม่าปัจจุบัน อาจเป็นสาขาเล็กๆ ของแม่น้ำตะนาวศรีก็ได้
(๓) ในแผนที่ประเทศพม่าปัจจุบันมีเกาะๆ หนึ่ง ชื่อ Hay และชื่อใหม่ของเกาะนี้เรียกว่าเกาะ Kayo สันนิษฐานว่าอาจเป็นเกาะเดียวกันกับเกาะ Rey ก็ได้
(๔) ไม่ปรากฏชื่อในแผนที่ประเทศพม่าปัจจุบัน