ซูเราะหฺอัรรูม

จาก วิกิซอร์ซ
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

30. ซูเราะหฺอัรรูม (บท โรมัน)

ด้วยพระนามแห่งอัลลอหฺ พระผู้ทรงเมตตายิ่ง พระผู้ทรงปรานียิ่ง

{30:1} อะลิฟ ลาม มีม

{30:2} พวกโรมันถูกพิชิตแล้ว

{30:3} ในดินแดนอันใกล้นี้แต่หลังจากการปราชัยของพวกเขาแล้วพวกเขาจะได้รับชัยชนะ

{30:4} ในเวลาไม่กี่ปีต่อมา พระบัญชาเป็นสิทธิของอัลลอหฺ ทั้งก่อนและหลัง(ชัยชนะ) และวันนั้นบรรดาผู้มีศรัทธาจะดีใจ

{30:5} ด้วยการช่วยเหลือของอัลลอหฺ พระองค์ทรงช่วยเหลือผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และพระองค์คือพระผู้ทรงอํานาจ พระผู้ทรงปรานีเสมอ

{30:6} (นั่นคือ) สัญญาของอัลลอหฺ อัลลอหฺจะไม่ทรงบิดพริ้วสัญญาของพระองค์ แต่มนุษย์ส่วนมากไม่รู้

{30:7} พวกเขารู้แต่เพียงผิวเผินในเรื่องการดํารงชีวิตในโลกนี้ และพวกเขาไม่คํานึงถึงการมีชีวิตในปรโลก

{30:8} พวกเขาไม่ได้ใคร่ครวญ ในตัวของพวกเขาดอกหรือว่า อัลลอหฺไม่ได้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสอง เพื่อสิ่งอื่นใดเลย เว้นแต่เพื่อความจริงและเวลาที่ถูกกําหนดไว้ และแท้จริง มนุษย์ส่วนมากเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อการพบพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา

{30:9} พวกเขาไม่ได้ท่องเที่ยวไปตามแผ่นดินดอกหรือ? แล้วพิจารณาดูว่าบั้นปลายของประชาชาติในยุคก่อนหน้าพวกเขาเป็นเช่นใด! เขาเหล่านั้นมีพลังที่เข้มแข็งกว่าพวกเขา เขาเหล่านั้นขุดพรวนดินและก่อสร้าง(เคหสถาน)มากกว่าพวกเขาก่อสร้างมัน และบรรดาศาสนทูตของพวกเขาได้มาหาพวกเขาด้วยหลักฐานอันชัดแจ้ง ดังนั้น แน่นอนอัลลอหฺไม่ได้ทรงอธรรมต่อพวกเขา ทว่าพวกเขาอธรรมต่อตัวของพวกเขาเองต่างหาก

{30:10} แล้วบั้นปลายของบรรดาผู้กระทำความชั่วก็คือความชั่ว โดยที่พวกเขาปฏิเสธต่อสัญญาณทั้งหลายของอัลลอหฺและพวกเขาเย้ยหยันมัน

{30:11} อัลลอหฺทรงเริ่มการบังเกิด(มนุษย์) แล้วทรงให้มันกลับมาเกิดอีก แล้วพวกเธอจะถูกนำกลับไปยังพระองค์

{30:12} และวันที่วาระสุดท้ายจะเกิดขึ้น พวกทำผิดก็จะหมดหวัง

{30:13} และจะไม่มีผู้ใดจากบรรดาภาคีของพวกเขาเป็นผู้ช่วยเหลือพวกเขา และพวกเขาก็เป็นผู้ปฏิเสธบรรดาภาคีของพวกเขาด้วย

{30:14} และวันที่วาระสุดท้ายจะเกิดขึ้น วันนั้นพวกเขาจะแยกออกจากกัน

{30:15} ดังนั้น สำหรับบรรดาผู้มีศรัทธาและประกอบความดี พวกเขาก็จะชื่นชมยินดีอยู่ในสวนสวรรค์

{30:16} และส่วนบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและไม่ยอมเชื่อต่อสัญญาณทั้งหลายของเรา และการพบ(เรา)ในวันปรโลก ชนเหล่านั้นแหละเป็นผู้อยู่ในการลงโทษอย่างถาวร

{30:17} ดังนั้น พระพิสุทธิคุณแห่งอัลลอหฺ เมื่อพวกเธอย่างเข้าสู่ยามเย็น และพวกเธอย่างเข้าสู่ยามเช้า

{30:18} มวลการสรรเสริญในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ และในยามพลบค่ำ และเมื่อพวกเธอย่างเข้าสู่ยามบ่าย

{30:19} พระองค์ทรงให้มีชีวิตหลังจากการตาย และทรงให้ตายหลังจากมีชีวิต และทรงให้แผ่นดินมีชีวิตขึ้นหลังจากความแห้งแล้งของมัน และเช่นนั้นแหละพวกเธอจะถูกนำออกมา

{30:20} และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ ทรงสร้างพวกเธอจากดิน แล้วพวกเธอเป็นมนุษย์แพร่กระจายออกไป

{30:21} และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ ทรงสร้างคู่ครองให้แก่พวกเธอจากตัวของพวกเธอ เพื่อพวกเธอจะได้มีความสุขอยู่กับนาง และทรงมีความรักใคร่และความเมตตาระหว่างพวกเธอ แท้จริงในการนี้แน่นอน ย่อมเป็นสัญญาณแก่หมู่ชนผู้ใคร่ครวญ

{30:22} และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ การสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และการแตกต่างของภาษาของพวกเธอและผิวพรรณของพวกเธอ แท้จริงในการนี้แน่นอน ย่อมเป็นสัญญาณสำหรับบรรดาผู้มีความรู้

{30:23} และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ การหลับนอนของพวกเธอในยามราตรีและทิวา และการแสวงหาของพวกเธอซึ่งความโปรดปรานของพระองค์ แท้จริงในการนี้ย่อมเป็นสัญญาณแก่หมู่ชนผู้สดับฟังเพื่อใคร่ครวญ

{30:24} และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ ทรงให้พวกเธอเห็นสายฟ้าแลบเป็นที่หวาดกลัวและเป็นความหวัง และทรงหลั่งน้ำลงมาจากฟากฟ้า และทรงให้แผ่นดินมีชีวิตด้วยมัน หลังจากการแห้งแล้งของมัน แท้จริงในการนั้น ย่อมเป็นสัญญาณแก่หมู่ชนผู้ใช้สติปัญญา

{30:25} และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ ชั้นฟ้าและแผ่นดินมั่นคงอยู่ตามพระบัญชาของพระองค์ ครั้นเมื่อพระองค์ทรงร้องเรียกพวกเธออีกครั้งหนึ่งให้ออกจากแผ่นดิน เมื่อนั้นพวกเธอก็จะออกมากัน

{30:26} และผู้ที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ทั้งมวลเป็นผู้จงรักภักดีต่อพระองค์

{30:27} และพระองค์คือผู้ทรงเริ่มแรกในการสร้าง แล้วทรงนำมันกลับคืนมาอีก และมันเป็นการง่ายยิ่งแก่พระองค์ และคุณลักษณะอันสูงส่งในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ และพระองค์คือพระผู้ทรงอํานาจ พระผู้ทรงปรีชาญาณ

{30:28} พระองค์ทรงยกอุทธาหรณ์แก่พวกเธอที่มาจากตัวของพวกเธอเอง จะมีไหม ที่พวกเธอยอมเป็นหุ้นส่วนกับ(เหล่าทาส)ที่มือขวาของพวกเธอครอบครอง ในสิ่งที่เราได้ให้เครื่องยังชีพแก่พวกเธอ แล้วพวกเธอ(กับพวกเขา)ก็เท่าเทียมกันในสิทธิ โดยพวกเธอกลัวพวกเขาเหมือนกับการกลัวของพวกเธอกันเอง? เช่นนั้นแหละ เราจําแนกสัญญาณทั้งหลายแก่หมู่ชนผู้ใช้ปัญญาเพื่อไตร่ตรอง

{30:29} ไม่ดอก! ทว่าบรรดาผู้อธรรมได้ปฏิบัติตามตัณหาของพวกเขาโดยปราศจากความรู้ แล้วผู้ใดเล่าจะแนะแนวทางแก่ผู้ที่อัลลอหฺทรงปล่อยให้เขาหลงทางไปแล้ว และสำหรับพวกเขาจะไม่มีผู้ช่วยเหลือ

{30:30} ดังนั้น เธอจงผินหน้าของเธอสู่ศาสนาที่เที่ยงแท้ นั่นเป็นธรรมชาติของอัลลอหฺ ซึ่งพระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในการสร้างของอัลลอหฺ นั่นคือศาสนาอันเที่ยงตรง แต่มนุษย์ส่วนมากไม่รู้

{30:31} และจงยำเกรงพระองค์และจงดํารงไว้ ซึ่งการนมาซ โดยเป็นผู้ผินหน้ากลับไปสู่พระองค์และอย่าอยู่ในหมู่ผู้ตั้งภาคี

{30:32} (คือ) ในหมู่ผู้แบ่งแยกศาสนาของพวกเขาออกเป็นนิกายต่าง ๆ และแต่ละหมู่คณะก็พอใจต่อสิ่งที่พวกเขามีอยู่

{30:33} และเมื่อทุกขภัยอันใดประสบแก่มนุษย์ พวกเขาก็วิงวอนขอต่อพระเจ้าของพวกเขา โดยเป็นผู้ผินหน้ากลับไปสู่พระองค์ ครั้นเมื่อพระองค์ได้ทรงให้พวกเขาลิ้มรสความเมตตาจากพระองค์ ณ บัดนั้นหมู่หนึ่งจากพวกเขาก็ตั้งภาคีต่อพระเจ้าของพวกเขา

{30:34} ก็จงเนรคุณต่อสิ่งที่เราได้ให้แก่พวกเขา แล้วก็จงร่าเริงกันต่อไปเถิด แล้วพวกเธอจะได้รู้

{30:35} หรือว่าเราได้ให้หลักฐานอันใดแก่พวกเขา เพื่อมันจะได้พูดในสิ่งที่พวกเขาตั้งภาคีต่อพระองค์

{30:36} และเมื่อเราได้ให้มนุษย์ลิ้มรสความเมตตา พวกเขาก็ดีใจต่อมัน และเมื่อทุกข์ร้ายอันใดประสบแก่พวกเขา เนื่องด้วยสิ่งที่มือของพวกเขาประกอบไว้ แล้วพวกเขาก็หมดอาลัย

{30:37} แท้จริงในการนี้แน่นอน ย่อมเป็นสัญญาณแก่หมู่ชนผู้มีศรัทธา

{30:38} จงบริจาคแก่ญาติสนิทซึ่งสิทธิของเขา และแก่ผู้ขัดสนและผู้เดินทาง นั่นแหละเป็นการดียิ่งสำหรับบรรดาผู้ปรารถนาพระพักตร์ของอัลลอหฺ และชนเหล่านั้นแหละพวกเขาเป็นผู้ประสบชัยชนะ

{30:39} และสิ่งที่พวกเธอจ่ายออกไปจากทรัพย์สิน(ดอกเบี้ย)เพื่อให้มันเพิ่มพูนในทรัพย์สินของคนอื่น มันจะไม่เพิ่มพูน ณ ที่อัลลอหฺ และสิ่งที่พวกเธอจ่ายไปจากซะกาต โดยพวกเธอปรารถนาพระพักตร์ของอัลลอหฺ ชนเหล่านั้นแหละพวกเขาคือผู้ได้รับการตอบแทนอย่างทวีคูณ

{30:40} อัลลอหฺคือผู้ทรงสร้างพวกเธอ แล้วทรงให้ปัจจัยยังชีพแก่พวกเธอ แล้วทรงให้พวกเธอตาย แล้วทรงให้พวกเธอเป็น จะมีผู้ใดบ้างในหมู่ภาคีของพวกเธอกระทำสักอย่างหนึ่งจากสิ่งเหล่านั้น พระพิสุทธิคุณแห่งพระองค์ และพระองค์ทรงสูงส่งจากสิ่งที่พวกเขาตั้งภาคี

{30:41} การบ่อนทำลายได้เกิดขึ้นทั้งในแหล่งหล้าและแหล่งน้ำ เนื่องจากสิ่งที่มือของมนุษย์ได้ขวนขวายไว้ เพื่อที่พระองค์จะให้พวกเขาลิ้มรสบางส่วนที่พวกเขาประกอบไว้ บางทีพวกเขาอาจสำนึกผิด

{30:42} จงกล่าวเถิด "พวกเธอจงท่องเที่ยวไปตามแผ่นดิน แล้วจงพิจารณาดูว่าบั้นปลายของกลุ่มชนในอดีตเป็นเช่นใด พวกเขาส่วนมากเป็นผู้ตั้งภาคี

{30:43} ดังนั้น จงมุ่งหน้าของเธอเพื่อศาสนาอันเที่ยงธรรม ก่อนที่วันหนึ่งของอัลลอหฺจะมาถึง ซึ่งไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ วันนั้นพวกเขาจะแตกแยกกัน

{30:44} ผู้ใดปฏิเสธศรัทธา การปฏิเสธศรัทธาก็ตกอยู่กับเขา และผู้ใดกระทำความดี พวกเขาก็เตรียมที่พักไว้สำหรับตัวของพวกเขาเอง

{30:45} เพื่อที่พระองค์จะทรงตอบแทนบรรดาผู้มีศรัทธาและกระทำความดีทั้งหลายด้วยความดีของพระองค์ แท้จริง พระองค์ไม่ทรงชอบพวกปฏิเสธศรัทธา

{30:46} และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ พระองค์ทรงส่งลมเป็นการแจ้งข่าวดีทั้งหลาย และเพื่อพระองค์จะทรงให้พวกเธอได้ลิ้มรสความเมตตาของพระองค์ และเพื่อนาวาจะได้แล่นไปโดยพระบัญชาของพระองค์ และเพื่อพวกเธอจะได้แสวงหาจากความโปรดปรานของพระองค์ และเพื่อพวกเธอจะได้ขอบพระคุณ

{30:47} และโดยแน่นอน เราได้ส่งบรรดาศาสนทูตก่อนหน้าเธอไปยังหมู่ชนของพวกเขา และเขาเหล่านั้นได้นำหลักฐานต่าง ๆ มาให้ พวกเขาแล้ว ดังนั้น เราได้ตอบแทนบรรดาผู้กระทำความผิดอย่างสาสม และหน้าที่ของเราคือการช่วยเหลือบรรดาผู้มีศรัทธา

{30:48} อัลลอหฺทรงเป็นผู้ส่งลมทั้งหลาย แล้วมันได้รวมตัวกันขึ้นเป็นเมฆ แล้วพระองค์ทรงให้มันแผ่กระจายไปตามท้องฟ้า เท่าที่พระองค์ทรงประสงค์ และพระองค์ทรงทำให้มัน เป็นกลุ่มก้อน แล้วเธอจะเห็นฝนตกลงมาจากท่ามกลางมัน เมื่อมันได้ตกลงมายังผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากปวงบ่าวของพระองค์ เมื่อนั้นพวกเขาก็ดีใจ

{30:49} และทั้ง ๆ ที่พวกเขา ก่อนที่ฝนจะตกลงมาแก่พวกเขานั้น พวกเขาเป็นผู้หมดหวัง

{30:50} ดังนั้น เธอจงพิจารณาดูร่องรอยแห่งความเมตตาของอัลลอหฺ ว่าพระองค์ทรงให้แผ่นดินมีชีวิตชีวาหลังจากความแห้งแล้งของมันอย่างใด แท้จริง ในการนั้น แน่นอน พระองค์ย่อมเป็นผู้ทรงให้มีชีวิตแก่คนที่ตายไปแล้ว และพระองค์คือพระผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง

{30:51} และหากเราได้ส่งลมไป แล้วพวกเขาได้เห็นมัน(พืชผล)เป็นสีเหลือง แน่นอนพวกเขาจะกลายเป็นผู้เนรคุณหลังจากนั้น

{30:52} ดังนั้น แท้จริงเธอจะไม่ทำให้คนตายได้ยิน และเธอจะไม่ทำให้คนหูหนวกได้ยินการเรียกร้องได้ เมื่อพวกเขาเป็นผู้ผินหลังกลับ

{30:53} และเธอก็ไม่ใช่ผู้ชี้นำทางแก่คนตาบอดหลังจากการหลงทางของพวกเขา เธอไม่ได้ทำให้ผู้ใดได้ยิน นอกจากผู้มีศรัทธาต่อสัญญาณทั้งหลายของเราโดยที่พวกเขาเป็นผู้นอบน้อมยอมจํานน

{30:54} อัลลอหฺทรงเป็นผู้สร้างพวกเธอในสภาพอ่อนแอ แล้วหลังจากความอ่อนแอพระองค์ก็ทรงทำให้มีความแข็งแรง แล้วหลังจากความแข็งแรงทรงทำให้อ่อนแอและชราภาพ พระองค์ทรงสร้างสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์และพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ อานุภาพ

{30:55} และเมื่อวันโลกาวินาศเกิดขึ้นผู้กระทำผิดทั้งหลายจะสาบานว่า พวกเขาไม่ได้พำนักอยู่(ในโลกนี้) นอกจากเพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น เช่นนั้นแหละ พวกเขาถูกให้หันออก

{30:56} และบรรดาผู้มีความรู้และศรัทธากล่าว(ตอบโต้)ว่า "โดยแน่นอน พวกท่านได้พำนักอยู่ตามกําหนดของอัลลอหฺจนกระทั่งวันฟื้นคืนชีพ ดังนั้นนี่คือวันฟื้นคืนชีพแต่พวกท่านไม่ยอมเชื่อ"

{30:57} ในวันนั้นการแก้ตัวของพวกเขาจะไม่อํานวยประโยชน์แก่บรรดาผู้อธรรม และพวกเขาจะไม่ถูกขอร้องให้กลับเนื้อกลับตัว

{30:58} และโดยแน่นอนในอัลกุรอานนี้ เราได้ยกอุทาหรณ์ไว้ทุกอย่างสำหรับมนุษย์ และหากว่าเธอนำมาให้พวกเขาสัญญาณหนึ่ง แน่นอน บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะกล่าวว่า พวกท่านไม่ใช่ผู้ใดอื่น นอกจากเป็นผู้หลอกลวง

{30:59} เช่นนั้นแหละ อัลลอหฺทรงประทับตราบนหัวใจของบรรดาผู้ไม่ยอมรับรู้

{30:60} จงอดทนเถิด แท้จริงสัญญาของอัลลอหฺนั้นเป็นจริงเสมอ และอย่าให้บรรดาผู้ไม่มีความเชื่อมั่นนั้นทำให้เธอกังวลใจ

กลับไปที่สารบัญ