ซูเราะหฺอัลอะฮฺกอฟ

จาก วิกิซอร์ซ
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ด้วยพระนามแห่งอัลลอหฺ พระผู้ทรงเมตตายิ่ง พระผู้ทรงปรานียิ่ง

{46:1} ฮามีม

{46:2} การประทานลงมาของคัมภีร์นี้จากอัลลอหฺ พระผู้ทรงอํานาจ พระผู้ทรงปรีชาญาณ

{46:3} เราไม่ได้สร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน และสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสอง เพื่ออื่นใดเว้นแต่ด้วยความสัจจะและวาระที่ถูกกําหนดไว้ แต่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเป็นผู้ผินหลังให้จากสิ่งที่พวกเขาถูกตักเตือน

{46:4} จงกล่าวเถิด "พวกเธอเห็นไหม? สิ่งที่พวกเธอวิงวอนขออื่นจากอัลลอหฺ จงแสดงให้ฉันเห็นเถิดว่า พวกมันได้สร้างอะไรในแผ่นดินนี้ หรือว่าพวกมันมีภาคีในบรรดาชั้นฟ้า จงนำคัมภีร์ก่อนหน้านี้มาให้ฉันดูเถิด หรือจงแสดงร่องรอยแห่งความรู้ หากพวกเธอแน่จริง!"

{46:5} และผู้ใดเล่าจะลุ่มหลงยิ่งกว่าผู้ที่วิงวอนขอ อื่นจากอัลลอหฺ ที่มันจะไม่ตอบรับเขาจนถึงวันฟื้นคืนชีพ และพวกมันเฉยเมยต่อการวิงวอนขอของพวกเขา

{46:6} และเมื่อมนุษย์ถูกรวมให้มาชุมนุมกัน พวกมันจะเป็นศัตรูกับพวกเขาและจะเป็นผู้ปฏิเสธการสักการะบูชาของพวกเขา

{46:7} และเมื่อบรรดาโองการอันชัดแจ้งของเราถูกอ่านแก่พวกเขา บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้กล่าวเกี่ยวกับสัจธรรมที่ได้มีมายังพวกเขาว่า "นี่คือไสยศาสตร์อย่างชัดแจ้ง"

{46:8} หรือพวกเขากล่าวว่า "เขาได้ปั้นแต่งอัลกุรอานนั้น" จงกล่าวเถิด "ถ้าฉันได้ปั้นแต่งอัลกุรอานขึ้น พวกเธอก็ไม่มีอํานาจอันใดที่จะช่วยเหลือฉันให้พ้นจากอัลลอหฺได้ พระองค์ทรงรู้ดียิ่งถึงสิ่งที่พวกเธอกําลังง่วนอยู่ในเรื่องนี้ พอเพียงแล้วที่พระองค์ทรงเป็นสักขีพยานระหว่างฉันกับพวกเธอ และพระองค์เป็นพระผู้ทรงอภัย พระผู้ทรงเมตตาเสมอ

{46:9} จงกล่าวเถิด "ฉันไม่ได้เป็นคนแรกในบรรดาศาสนทูต และฉันไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแก่ฉันและแก่พวกเธอ ฉันไม่ได้ปฏิบัติตามสิ่งใดนอกจากสิ่งที่ถูกวิวรณ์ให้แก่ฉัน และฉันไม่ใช่ผู้ใดอื่น นอกจากเป็นผู้ตักเตือนอันชัดแจ้ง"

{46:10} จงกล่าวเถิด "พวกเธอเห็นไหม? ถ้าหากอัลกุรอานมาจากอัลลอหฺ และพวกเธอปฏิเสธอัลกุรอานนั้น ทั้ง ๆ ที่สักขีพยานคนหนึ่งจากวงศ์วานของอิสรออีลเคยให้คำสักขีต่อ(คัมภีร์ที่มี)ลักษณะเดียวกันนี้ แล้วเขาก็ศรัทธา แต่พวกเธอกลับดื้อรั้นหยิ่งยะโส แท้จริงอัลลอหฺจะไม่ทรงนำทางแก่หมู่ชนผู้อธรรม"

{46:11} และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้กล่าวแก่บรรดาผู้ศรัทธาว่า "หากว่าอัลกุรอานนี้มีความดี พวกเขา(ผู้ศรัทธา)ก็จะไม่รุดหน้าไปยังอัลกุรอานก่อนเราเป็นแน่" และเนื่องจากว่าพวกเขา(พวกปฏิเสธศรัทธา)ไม่ได้รับการชี้แนะทางด้วยอัลกุรอาน พวกเขาจึงกล่าวว่า "นี่คือเรื่องโกหกเก่าแก่"

{46:12} และก่อนหน้านี้ มีคัมภีร์ของมูซาเป็นแบบอย่างและความเมตตา และนี้คืออัลกุรอานเป็นคัมภีร์ที่ยืนยัน เป็นภาษาอาหรับ เพื่อตักเตือนบรรดาผู้กระทำความผิด และเป็นข่าวประเสริฐสำหรับผู้กระทำความดี

{46:13} แท้จริงบรรดาผู้ที่กล่าวว่า อัลลอหฺคือพระเจ้าของพวกเรา แล้วพวกเขาก็ยืนหยัดตามคํากล่าวนั้น จะไม่มีความหวาดกลัวใด ๆ แก่พวกเขา และพวกเขาก็จะไม่เศร้าโศก

{46:14} ชนเหล่านั้นคือชาวสวนสวรรค์ พวกเขาเป็นผู้พำนักอยู่ในนั้นนิรันดร เป็นการตอบแทนที่พวกเขาได้กระทำไว้

{46:15} และเราได้สั่งเสียมนุษย์ให้ทำดีต่อบิดามารดาของเขา มารดาของเขาได้อุ้มครรภ์เขาด้วยความเหนื่อยยากและได้คลอดเขาด้วยความเจ็บปวด และการอุ้มครรภ์เขาและการหย่านมเขาในระยะเวลาสามสิบเดือน จนกระทั่งเมื่อเขาบรรลุวัยฉกรรจ์ของตนและมีอายุถึงสี่สิบปี เขาจะกล่าววิงวอนว่า "พระเจ้าของข้าฯ! โปรดประทานโอกาสแก่ข้าฯ เพื่อให้ข้าฯได้ขอบพระคุณต่อความโปรดปรานของพระองค์ ซึ่งได้ทรงโปรดปรานแก่ข้าฯและแก่บิดามารดาของข้าฯ และให้ข้าฯได้ทำความดีที่พระองค์พอพระทัย และโปรดปรับปรุงแก้ไขวงศ์ตระกูลของข้าฯ แท้จริงข้าฯขอลุแก่โทษต่อพระองค์ และแท้จริงข้าฯอยู่ในหมู่ผู้สวามิภักดิ์"

{46:16} ชนเหล่านี้คือ บรรดาผู้ที่เรารับเอาส่วนที่ดียิ่งจากสิ่งที่พวกเขาได้ปฏิบัติไว้ และเราจะละเลยมวลความผิดของพวกเขา โดยอยู่ร่วมกับชาวสวรรค์ เป็นการสัญญาอันสัจจะ ซึ่งพวกเขาได้เคยถูกสัญญาไว้

{46:17} และผู้ที่กล่าวแก่บิดามารดาของเขาว่า "อุฟ แก่ท่านทั้งสอง ท่านทั้งสองขู่ฉันว่าฉันจะถูกให้ออกมาฟื้นคืนชีพอีกกระนั้นหรือ? ทั้ง ๆ ที่หลายรุ่นชนก่อนหน้าฉันได้ล่วงลับไปแล้ว" และเขาทั้งสองร้องขอความช่วยเหลือต่ออัลลอหฺ พลางกล่าวแก่ลูกว่า "ความหายนะจงประสบแก่เธอ จงศรัทธาเถิด แท้จริงสัญญาของอัลลอหฺนั้นเป็นความจริง" แล้วเขาก็พูดว่า "เรื่องนี้ไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากเป็นนิยายแห่งบรรพชน"

{46:18} ชนเหล่านี้คือ บรรดาผู้ที่พระดํารัส(แห่งการลงโทษ)กลายเป็นจริงแก่พวกเขา ที่จะเข้าร่วมอยู่กับหมู่ชนต่าง ๆ แห่งพวกญินและมนุษย์ที่ได้ล่วงลับไปก่อนพวกเขา แท้จริงพวกเขาเป็นผู้สูญเสีย

{46:19} และทุกกลุ่มย่อมมีลําดับชั้นตามที่พวกเขาได้กระทำไว้ และพระองค์จะทรงตอบแทนพวกเขาอย่างครบถ้วนตามผลงานของพวกเขา โดยที่พวกเขาจะไม่ถูกอยุติธรรม

{46:20} และวันที่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะถูกนำมาอยู่ต่อหน้าไฟนรก "พวกเธอได้ใช้สิ่งดีงามของพวกเธอในชีวิตแห่งโลกของพวกเธอไปจนหมดแล้ว และพวกเธอได้เสพสำราญกับมันแล้ว ฉะนั้นวันนี้ พวกเธอจะได้รับการตอบแทนด้วยการลงโทษอันอัปยศ เนื่องด้วยพวกเธอ หยิ่งยะโสในแผ่นดินโดยไม่เป็นธรรมและเนื่องด้วยพวกเธอฝ่าฝืน"

{46:21} จงรำลึกถึง (ฮูด) พี่น้องคนหนึ่งของพวกอาด ขณะที่เขากล่าวเตือนหมู่ชนของเขาที่เนินเขาอัลอะฮฺกอฟ และแน่นอน บรรดาผู้ตักเตือน(ศาสนทูต) ก่อนหน้าเขาและภายหลังเขา(ได้กล่าวตักเตือนว่า) "พวกเธออย่าเคารพสักการะผู้ใดนอกจากอัลลอหฺ แท้จริง ฉันกลัวแทนพวกเธอถึงการลงโทษแห่งวันอันยิ่งใหญ่"

{46:22} พวกเขากล่าวว่า "ท่านมาหาพวกเราเพื่อจะหันห่างพวกเราจากการเคารพสักการะบรรดาสิ่งบูชาของเรากระนั้นหรือ? ดังนั้นจงนำ(การลงโทษ) ตามที่ท่านได้สัญญากับเราไว้เถิด หากท่านอยู่ในหมู่ผู้สัตย์จริง

{46:23} เขา (ฮูด) กล่าวว่า "แท้จริงความรู้ (เรื่องการลงโทษ) นั้นอยู่ที่อัลลอหฺ และฉันขอประกาศแก่พวกเธอตามที่ฉันได้ถูกส่งมาเพื่อการนี้ แต่ฉันเห็นว่าพวกเธอเป็นหมู่ชนผู้งมงาย"

{46:24} ครั้นเมื่อพวกเขาเห็นเมฆทึบเคลื่อนมายังหุบเขาของพวกเขา พวกเขากล่าวว่า "นี่คือเมฆที่จะให้น้ำฝนแก่เรา" เปล่าเลยมันคือสิ่งที่พวกเธอเร่งขอให้เกิด มันคือลมพายุ ในนั้นมีการทรมานอันเจ็บปวด

{46:25} มันจะทำลายทุกสิ่งตามพระบัญชาของพระเจ้าของมัน แล้วพวกเขาก็กลายเป็นว่า ไม่มีอะไรให้เห็น นอกจากบ้านพักอาศัยของพวกเขาเท่านั้น เช่นนี้แหละเราจะตอบแทนหมู่ชนผู้กระทำผิด

{46:26} และแน่นอน เราได้ประทานความมั่งคั่งแก่พวกเขา ที่เราไม่เคยให้พวกเธอถึงขนาดนั้นเลย และเราได้ทำให้พวกเขามีโสตหู มีดวงตา และมีหัวใจ ทว่าโสตหูของพวกเขา ดวงตาของพวกเขา และหัวใจของพวกเขาไม่ได้อํานวยประโยชน์อันใดแก่พวกเขาเลย พวกเขาจึงปฏิเสธสัญญาณต่าง ๆ ของอัลลอหฺ และสิ่งที่พวกเขาได้เคยเยาะเย้ยไว้นั้นก็กลับมาหาพวกเขาเอง

{46:27} และแน่นอน เราได้ทำลายบ้านเมืองต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ พวกเธอ และเราได้แจกแจงสัญญาณต่าง ๆ หลายต่อหลายครั้ง หวังว่าพวกเขาจะกลับมาสำนึกผิด

{46:28} เหตุใดเล่าเหล่าสิ่งบูชา อื่นจากอัลลอหฺ ที่พวกเขายึดถือเพื่อความใกล้ชิด(กับอัลลอหฺ) จึงไม่ช่วยเหลือพวกเขา? แต่พวกมันได้หายสาปสูญไปจากพวกเขา และนั่นคือการกล่าวเท็จของพวกเขาและสิ่งที่พวกเขากุขึ้น

{46:29} และจงรำลึกเมื่อเราได้ให้ญินจํานวนหนึ่งมุ่งไปยังเธอ เพื่อฟังอัลกุรอาน ครั้นเมื่อพวกเขามาปรากฏตัวต่อหน้าอัลกุรอาน พวกเขากล่าวว่า "จงเงี่ยสดับฟังเถิด" เมื่อจบลงแล้ว พวกเขาก็หันกลับไปยังหมู่ชนของพวกเขา เป็นผู้ตักเตือน

{46:30} พวกเขากล่าวว่า "โอ้หมู่ชนของเราเอ๋ย แท้จริงเราได้ฟังคัมภีร์ (อัลกุรอาน) ถูกประทานลงมาหลังจากมูซา เป็นการยืนยันในสิ่งที่ได้มีมาก่อนอัลกุรอาน เพื่อชี้แนะทางไปสู่สัจธรรม และ แนวทางที่เที่ยงตรง"

{46:31} "โอ้ หมู่ชนของเราเอ๋ย จงตอบรับต่อผู้เรียกร้องของอัลลอหฺเถิด และจงศรัทธาต่อเขา พระองค์ก็จะทรงอภัยโทษจากความผิดของพวกเธอให้แก่พวกเธอ และจะทรงให้พวกเธอรอดพ้นจากการลงโทษอันเจ็บปวด"

{46:32} "และผู้ใดที่ไม่ตอบรับผู้เรียกร้องของอัลลอหฺ เขาก็ไม่ใช่จะหนีรอดไปไหนในแผ่นดินนี้ได้ และเขาจะไม่มีผู้คุ้มครองอื่นจากพระองค์ ชนเหล่านี้อยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้ง"

{46:33} และพวกเขาไม่เห็นดอกหรือว่า อัลลอหฺซึ่งทรงสร้างเหล่าชั้นฟ้าและแผ่นดินนี้และไม่ทรงอ่อนเพลียต่อการสร้างสิ่งเหล่านั้น ย่อมทรงเป็นพระผู้มีอานุภาพที่จะชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นขึ้นมาอีก แท้จริง พระองค์เป็นพระผู้ทรงอานุภาพเหนือทุก ๆ สิ่ง

{46:34} และวันซึ่งบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะถูกนำมาอยู่ต่อหน้าไฟนรก "นี่ไม่ใช่ความจริงดอกหรือ?" พวกเขากล่าวว่า "แน่นอน ขอสาบานต่อพระเจ้าของพวกข้าฯ" พระองค์ตรัสว่า "ดังนั้นก็จงลิ้มรสการลงโทษตามที่พวกเธอได้ปฏิเสธศรัทธา"

{46:35} ดังนั้นเธอจงอดทนดังเช่นบรรดาผู้ตั้งจิตมั่นแห่งศาสนทูตทั้งหลายได้เคยอดทนมาก่อนแล้ว และอย่ารีบเร่ง(ให้มีการลงโทษ)แก่พวกเขา วันที่พวกเขาจะเห็นสิ่งที่เคยถูกสัญญาไว้แก่พวกเขา ประหนึ่งว่าพวกเขาไม่ได้พำนักอยู่(ในโลกนี้)เว้นแต่เพียงยามหนึ่งของทิวาเท่านั้น นี้คือการประกาศตักเตือน ดังนั้นความหายนะจะไม่ประสบแก่ผู้ใดนอกจากหมู่ชนผู้ฝ่าฝืนเท่านั้น

กลับไปที่สารบัญ