ซูเราะหฺอัลอันอาม

จาก วิกิซอร์ซ

6. ซูเราะหฺอัลอันอาม (บท ปศุสัตว์)

ด้วยพระนามแห่งอัลลอหฺ พระผู้ทรงเมตตายิ่ง พระผู้ทรงปรานียิ่ง

{6:1} มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอหฺ ผู้ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน และได้ทรงบันดาลให้มีความมืดมนและแสงสว่าง แต่แล้วบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา ก็ยังอุปโลกน์ให้(สิ่งอื่น)เท่าเทียมกับพระเจ้าของตน

{6:2} พระองค์คือผู้ที่ทรงบังเกิดพวกเธอจากดิน แล้วได้ทรงกําหนดเวลาตาย และอีกกําหนดเวลาหนึ่งที่ถูกระบุไว้อยู่ที่พระองค์ แต่แล้วพวกเธอก็ยังสงสัยกันอยู่

{6:3} และพระองค์นั้นคืออัลลอหฺ ทั้งในบรรดาชั้นฟ้าและในแผ่นดิน ทรงรู้สิ่งเร้นลับของพวกเธอ และสิ่งเปิดเผยของพวกเธอ และทรงรู้สิ่งที่พวกเธอขวนขวาย

{6:4} และไม่มีสักสัญญาณเลยในบรรดาสัญญาณแห่งพระเจ้าของพวกเขามายังพวกเขา โดยที่พวกเขาไม่ผินหลังให้แก่มัน

{6:5} แน่นอนพวกเขาได้ปฏิเสธความจริง เมื่อความจริงนั้นได้มายังพวกเขา แล้วข่าวคราวของสิ่งที่พวกเขาเคยเย้ยหยันไว้นั้นก็จะมายังพวกเขา

{6:6} พวกเขาเห็นไหมว่ากี่รุ่นชนแล้ว ที่เราได้ทำลายมาก่อนหน้าพวกเขาเหล่านี้ ซึ่งเราได้ประทานอํานาจและความสามารถในแผ่นดินให้แก่พวกเขาเหล่านั้น ที่เราไม่ได้ประทานแก่พวกเธอ และเราได้ส่งฝนมายังพวกเขาอย่างมากมาย และเราบันดาลให้มีแม่น้ำลำธารอยู่เบื้องล่างของพวกเขา แล้วเราก็ทำลายพวกเขา เนื่องด้วยบรรดาความผิดของพวกเขา และเราได้บันดาลให้มีประชาชาติอื่นหลังจากพวกเขา

{6:7} และหากเราได้นำคัมภีร์ในกระดาษลงมาแก่เธอ เพื่อให้พวกเขาได้สัมผัสมันด้วยมือของพวกเขาเอง แน่นอนบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาก็จะยังกล่าวว่า "สิ่งนี้เพียงแต่เป็นมายากลอันชัดแจ้ง"

{6:8} และพวกเขาได้กล่าวว่า "ไฉนเล่าจึงไม่มีมะลักถูกนำลงมาแก่เขา?" และหากว่าเราได้นำมะลักลงมาแล้ว แน่นอนกิจการทั้งหลายก็ย่อมถูกชี้ขาด แล้วพวกเขาก็จะไม่ถูกรอคอย

{6:9} และหากว่าเราจะให้เขานั้นเป็นมะลัก เราก็ต้องให้เขาเป็นคนผู้ชาย และแน่นอนเราก็ยิ่งทำให้สิ่งที่พวกเขาคลุมเครือกันอยู่นั้น เป็นที่คลุมเครือแก่พวกเขาอีก"

{6:10} และแน่นอนบรรดาศาสนทูตก่อนเธอนั้นได้ถูกเย้ยหยันมาแล้ว แล้วสิ่งที่พวกเขาเคยเอามาทำเป็นข้อเย้ยหยัน ก็กลับมาประสบกับพวกที่เคยเย้ยหยันนั้นเอง

{6:11} จงกล่าวเถิดว่า "พวกเธอจงเดินไปในแผ่นดินเถิด แล้วจงดูว่า ผลสุดท้ายของบรรดาผู้ปฏิเสธนั้นเป็นอย่างใด?"

{6:12} จงกล่าวเถิดว่า "สิ่งที่อยู่ในบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินนั้นเป็นของผู้ใด?" จงกล่าวเถิดว่า "เป็นของอัลลอหฺ" พระองค์ได้ทรงกําหนดเมตตาธิคุณเหนือพระองค์เอง แน่นอนพระองค์จะทรงรวบรวมพวกเธอไปสู่วันฟื้นคืนชีพ โดยไม่มีการสงสัยใด ๆ ในวันนั้น บรรดาผู้ที่สูญเสียตัวของพวกเขาเองนั้น พวกเขาก็จะไม่มีศรัทธา

{6:13} และสิ่งที่สงบเงียบอยู่ในราตรีและทิวานั้นเป็นสิทธิของพระองค์ และพระองค์คือพระผู้ทรงได้ยิน พระผู้ทรงรอบรู้

{6:14} จงกล่าวเถิดว่า "ฉันจะยึดถือผู้คุ้มครองอื่นจากอัลลอหฺกระนั้นหรือ? ซึ่งพระองค์เป็นผู้ประดิษฐ์บรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน และพระองค์เป็นพระผู้ทรงให้อาหารและไม่ถูกให้อาหาร" จงกล่าวเถิดว่า "ฉันถูกบัญชาให้เป็นคนแรกในหมู่ผู้ที่สวามิภักดิ์ และพวกเธอจงอย่าอยู่ในหมู่ผู้ตั้งภาคี"

{6:15} จงกล่าวเถิดว่า "ฉันกลัวการลงโทษในวันอันยิ่งใหญ่ หากฉันฝ่าฝืนพระเจ้าของฉัน"

{6:16} ผู้ใดที่การลงโทษถูกหันเหออกจากเขาในวันนั้นแล้ว แน่นอนพระองค์ทรงเมตตาเขา และนั่นคือชัยชนะอันยิ่งใหญ่

{6:17} และหากว่าอัลลอหฺ ทรงให้ความเดือดร้อนอย่างหนึ่งอย่างใดประสบแก่เธอแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดจะปลดเปลื้องมันได้นอกจากพระองค์เท่านั้น และหากพระองค์ทรงให้ความดีอย่างหนึ่งอย่างใดประสบแก่เธอ แท้จริงพระองค์นั้นทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง

{6:18} และพระองค์คือผู้ทรงชนะเหนือปวงบ่าวของพระองค์ และพระองค์คือพระผู้ทรงปรีชาญาณ พระผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน

{6:19} จงกล่าวเถิดว่า "สิ่งใดใหญ่ยิ่งที่สุดในการเป็นพยาน" จงกล่าวเถิดว่า "อัลลอหฺ พระผู้ทรงเป็นพยานระหว่างฉันกับพวกเธอ และอัลกุรอานนี้ก็ได้ถูกเปิดเผยสำแดงแก่ฉัน เพื่อที่ฉันจะได้ใช้อัลกุรอานนี้ตักเตือนพวกเธอและผู้ที่อัลกุรอานนี้ไปถึง พวกเธอจะยืนยันอย่างจริงจังกระนั้นหรือ ว่ามีพระผู้เป็นเจ้าอื่นร่วมกับอัลลอหฺ?" จงกล่าวเถิดว่า "ฉันจะไม่ยืนยัน" จงกล่าวเถิดว่า "พระองค์นั้นคือพระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น และแท้จริงฉันขอปลีกตัวออกจากสิ่งที่พวกเธอตั้งภาคี"

{6:20} บรรดาผู้ที่เราได้ให้คัมภีร์แก่พวกเขานั้น พวกเขารู้จักเขาเช่นเดียวกับที่พวกเขารู้จักลูก ๆ ของพวกเขาเอง บรรดาผู้ที่ทำให้ตนเองสูญเสียนั้น พวกเขาจะไม่มีศรัทธา

{6:21} และผู้ใดเล่า คือผู้อธรรมยิ่งกว่าผู้ที่อุปโลกน์ความเท็จให้แก่อัลลอหฺ หรือปฏิเสธบรรดาโองการของพระองค์? แท้จริงบรรดาผู้อธรรมนั้นจะไม่ได้รับความสำเร็จ

{6:22} และวันที่เราจะชุมนุมพวกเขาทั้งมวล แล้วเราจะกล่าวแก่บรรดาผู้ที่ตั้งภาคีว่า "ไหนเล่า บรรดาภาคีของพวกเธอ ที่พวกเธอเคยอ้างกัน?"

{6:23} แล้ว(ผลแห่ง)การทดสอบพวกเขาก็ไม่ได้เป็นอย่างอื่น นอกจากพวกเขากล่าวว่า "พวกเราขอสาบานต่ออัลลอหฺ ผู้เป็นพระเจ้าของพวกเราว่า พวกเราไม่เคยตั้งภาคี"

{6:24} จงดูเถิดว่า พวกเขาได้โกหกแก่ตัวพวกเขาเองอย่างใด? และสิ่งที่พวกเขาเคยอุปโลกน์ขึ้นก็ได้หลงหายไปจากพวกเขา

{6:25} และในหมู่พวกเขานั้นมีผู้ที่สดับฟังเธอ แต่เราได้บันดาลให้มีฝาปิดกั้นบนหัวใจของพวกเขา ในการที่พวกเขาจะเข้าใจอัลกุรอาน และบันดาลให้มีความหนวกอยู่ในหูของพวกเขา และหากพวกเขาเห็นสัญญาณทุกอย่าง พวกเขาก็จะยังไม่มีศรัทธา จนกระทั่งเมื่อพวกเขาได้มาหาเธอ พวกเขาก็โต้เถียงกับเธอ บรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธานั้นจะกล่าวว่า "นี่เป็นเพียงแต่เหล่านิยายแห่งบรรพชน"

{6:26} และพวกเขาหักห้ามไม่ให้ตามเขา และพวกเขาก็ปลีกตัวออกห่างจากเขา และพวกเขาจะไม่ก่อความพินาศ นอกจากแก่ตนเอง แต่พวกเขาไม่รู้ตัว

{6:27} และหากเธอได้เห็น ขณะที่พวกเขาถูกยั้งให้หยุดยืนเบื้องหน้าเพลิงนรก แล้วพวกเขากล่าวว่า "โอ้ ถ้าเราถูกนำกลับไปก็คงดี! และเราก็จะไม่ปฏิเสธบรรดาสัญญาณแห่งพระเจ้าของเราอีก และเราก็จะได้กลายเป็นผู้ที่อยู่ในหมู่ผู้มีศรัทธา"

{6:28} ทว่าสิ่งที่พวกเขาเคยปกปิดแต่กาลก่อนได้ปรากฏออกมา และแม้ว่าพวกเขาถูกนำกลับไป พวกเขาก็กลับกระทำในสิ่งที่พวกเขาถูกห้ามอีก และแท้จริงพวกเขาคือผู้ที่กล่าวเท็จ

{6:29} และพวกเขากล่าวว่า "มันเป็นเพียงแต่ชีวิตของเราในโลกนี้เท่านั้น และเรานั้นไม่ใช่ว่าจะเป็นผู้ถูกให้ฟื้นคืนชีพ"

{6:30} และหากเธอได้เห็น ขณะที่พวกเขาถูกยั้งให้หยุดยืนอยู่เบื้องหน้าพระเจ้าของพวกตน โดยที่พระองค์ทรงกล่าวว่า "นี่ไม่ใช่ความจริงดอกหรือ?" พวกเขาตอบว่า "ใช่แล้ว พวกข้าฯขอสาบานด้วยพระเจ้าของพวกข้าฯ" พระองค์ตรัสว่า "พวกเธอจงลิ้มรสการลงโทษกันเถิดเนื่องจากการที่พวกเธอปฏิเสธศรัทธา"

{6:31} แน่นอนบรรดาผู้ที่ปฏิเสธต่อการพบอัลลอหฺนั้นได้สูญเสีย จนกระทั่งเมื่อวันฟื้นคืนชีพได้มายังพวกเขาอย่างฉับพลัน แล้วพวกเขาก็กล่าวว่า "โอ้ ความเสียใจของเรา ต่อสิ่งที่เราได้ทำให้บกพร่องในโลก!" โดยที่พวกเขาแบกมวลบาปของพวกเขาเองไว้บนหลังของตน มิหรือ สิ่งที่พวกเขากําลังแบกอยู่นั้น ช่างเลวร้ายยิ่งนัก?

{6:32} และชีวิตโลกนี้เป็นเพียงแต่การละเล่น และความเพลิดเพลินเท่านั้น และแน่นอนที่พำนักแห่งปกโลกนั้นดียิ่งกว่าสำหรับบรรดาผู้ที่ยำเกรง พวกเธอไม่ได้ใช้ปัญญาดอกหรือ?

{6:33} เรารู้ดีว่า สิ่งที่พวกเขากล่าวกันนั้นทำให้เธอเสียใจ แท้จริงพวกเขาไม่ได้ปฏิเสธเธอดอก ทว่าบรรดาผู้อธรรมนั้นปฏิเสธบรรดาสัญญาณของอัลลอหฺต่างหาก

{6:34} และแน่นอนบรรดาศาสนทูตก่อนเธอนั้นได้ถูกปฏิเสธมาแล้ว แล้วพวกเขาอดทนต่อสิ่งที่พวกเขาถูกปฏิเสธและถูกทำร้าย จนกระทั่งการช่วยเหลือของเราได้มายังพวกเขา และไม่มีผู้ใดเปลี่ยนแปลงพจนารถของอัลลอหฺได้ และแท้จริงข่าวคราวบางอย่างของเหล่าศาสนทูตนั้นได้มาถึงเธอแล้ว

{6:35} และหากว่าการผินหลังของพวกเขานั้นมันใหญ่โตแก่เธอนัก หากเธอสามารถที่จะแสวงหาอุโมงใต้ดินหรือบันไดสู่ฟากฟ้า แล้วนำสัญญาณหนึ่งมายังพวกเขา และหากว่าอัลลอหฺทรงประสงค์แล้ว แน่นอนพระองค์ก็ทรงรวบรวมพวกเขาให้อยู่บนทางนำแล้ว ดังนั้นเธอจงอย่าเป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้โฉดเขลาเลย

{6:36} อันที่จริง ผู้ที่จะตอบรับนั้นก็คือบรรดาผู้ที่รับฟังเท่านั้น และบรรดาผู้ที่ตายนั้น อัลลอหฺจะทรงให้พวกเขาฟื้นคืนชีพ แล้วพวกเขาก็จะถูกนำกลับไปยังพระองค์

{6:37} และพวกเขากล่าวว่า "ไฉนเล่าจึงไม่มีอภินิหารสัญญาณสักอย่างจากพระเจ้าของเขาถูกนำลงมาแก่เขา?" จงกล่าวเถิดว่า "แท้จริงอัลลอหฺนั้นทรงสามารถที่จะนำอภินิหารสัญญาณใดก็ได้ลงมา ทว่าพวกเขาส่วนมากนั้นไม่รู้"

{6:38} และไม่มีสัตว์ใด ๆ ในแผ่นดิน และไม่มีสัตว์ปีกใด ๆ ที่บินด้วยสองปีกของมัน นอกจากว่าจะเป็นประชาชาติเยี่ยงพวกเธอ เราไม่ได้บั่นทอนสิ่งใดสักอย่างในคัมภีร์นี้ แล้วยังพระเจ้าของพวกเขานั้น พวกเขาจะถูกชุมนุม

{6:39} และบรรดาผู้ที่ปฏิเสธบรรดาสัญญาณของเรานั้น คือผู้ที่หูหนวกและเป็นใบ้ ซึ่งอยู่ในความมืดมน ผู้ใดที่อัลลอหฺทรงประสงค์ พระองค์ก็จะทรงให้เขาหลงทางไป และผู้ใดที่พระองค์ประสงค์ ก็จะทรงให้เขาอยู่บนทางอันเที่ยงตรง

{6:40} จงกล่าวเถิดว่า "เห็นกันบ้างไหม? หากการลงโทษของอัลลอหฺมายังพวกเธอ หรือวันโลกาวินาศได้มายังพวกเธอ อื่นจากอัลลอหฺกระนั้นหรือ ที่พวกเธอจะวิงวอนขอ? หากพวกเธอสัตย์จริง"

{6:41} หามิได้! เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกเธอจะวิงวอนขอ แล้วพระองค์ก็จะทรงปลดเปลื้องสิ่งที่พวกเธอวิงวอนขอความช่วยเหลือ หากพระองค์ทรงประสงค์ และพวกเธอก็จะลืมสิ่งที่พวกเธอได้ตั้งเป็นภาคีขึ้น

{6:42} และแท้จริงเราได้ส่งไปยังประชาชาติก่อนหน้าเธอ แล้วเราก็ได้ลงโทษพวกเขาด้วยความแร้นแค้นและความเจ็บป่วย เพื่อว่าพวกเขาจะได้นอบน้อม

{6:43} แล้วไฉนเล่า เมื่อการลงโทษของเราได้มายังพวกเขา พวกเขาจึงไม่นอบน้อม ทว่าหัวใจของพวกเขาแข็งกระด้าง และชัยฏอนก็ได้ประดับสิ่งที่พวกเขาเคยทำนั้น ให้พวกเขาเห็นดีเห็นงาม

{6:44} ครั้นเมื่อพวกเขาลืมสิ่งที่พวกเขาเคยถูกเตือนให้รำลึกถึง เราก็เปิดเหล่าประตูของทุกสิ่งให้แก่พวกเขา จนกระทั่งเมื่อพวกเขาระเริงต่อสิ่งที่พวกเขาได้รับ เราก็ลงโทษพวกเขาโดยกระทันหัน แล้วทันใดนั้น พวกเขาก็หมดหวัง

{6:45} แล้วคนสุดท้ายของกลุ่มชนที่อธรรมก็ได้ถูกกำจัดจนสูญสิ้น และมวลการสรรเสริญนั้นเป็นสิทธิ ของอัลลอหฺ พระเจ้าแห่งสากลโลก

{6:46} จงกล่าวเถิด "พวกเธอเห็นไหม? หากอัลลอหฺทรงเอาหูของพวกเธอ และตาของพวกเธอไป และได้ทรงประทับตราบนหัวใจของพวกเธอด้วยแล้ว พระผู้เป็นเจ้าใดเล่า อื่นจากอัลลอหฺ ที่จะนำมันมาให้แก่พวกเธอได้?" จงดูเถิดว่า เราแจกแจงบรรดาสัญญาณอย่างใด แต่แล้วพวกเขาก็ยังหันเหไปได้

{6:47} จงกล่าวเถิด "เห็นกันบ้างไหม? หากการลงโทษของอัลลอหฺมายังพวกเธอโดยกระทันหันหรือโดยเปิดเผย ก็จะไม่มีผู้ใดถูกทำลาย นอกจากกลุ่มชนผู้อธรรมเท่านั้น"

{6:48} และเราจะไม่ส่งบรรดาศาสนทูตมานอกจากในฐานะผู้แจ้งข่าวดีและผู้ตักเตือนเท่านั้น ดังนั้นผู้ใดที่มีศรัทธาและปรับปรุงแก้ไขแล้ว ก็ไม่มีความกลัวใด ๆ แก่พวกเขา และพวกเขาก็จะไม่เศร้าโศก

{6:49} และบรรดาผู้ที่ปฏิเสธบรรดาโองการของเรานั้น การลงโทษจะประสบแก่พวกเขา เนื่องจากการที่พวกเขาละเมิด

{6:50} จงกล่าวเถิดว่า "ฉันจะไม่บอกแก่พวกเธอ ว่าบรรดาคลังสมบัติของอัลลอหฺมีอยู่กับฉันดอก และทั้งฉันก็ไม่รู้สิ่งเร้นลับ และฉันก็จะไม่บอกแก่พวกเธอว่า ฉันคือมะลัก ฉันจะไม่ปฏิบัติตาม นอกจากสิ่งที่ถูกเปิดเผยสำแดงแก่ฉันเท่านั้น" จงกล่าวเถิด "คนตาบอดกับคนตาดีนั้นจะเท่าเทียมกันหรือ? พวกเธอไม่ใคร่ครวญดอกหรือ?"

{6:51} และเธอจงตักเตือนด้วยอัลกุรอานแก่บรรดาผู้เกรงกลัวว่า พวกเขาจะถูกนำไปชุมนุมยังพระเจ้าของพวกตน โดยที่อื่นจากพระองค์แล้ว พวกเขาจะไม่มีผู้ช่วยเหลือและไม่มีผู้รับรอง เพื่อว่าพวกเขาจะได้ยำเกรง

{6:52} เธอจงอย่าขับไล่บรรดาผู้ที่วิงวอนต่อพระเจ้าของพวกเขาทั้งในยามเช้าและยามเย็น โดยปรารถนาความโปรดปรานจากพระองค์ การชำระบัญชีพวกเขาไม่ใช่ภาระสำหรับเธอสักอย่าง และการชำระบัญชีเธอก็ไม่ใช่ภาระของพวกเขาสักอย่าง อันจะเป็นเหตุให้เธอขับไล่พวกเขา แล้วให้เธอกลายเป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้อธรรม

{6:53} และในทำนองนั้นเราได้ทดสอบพวกเขาบางคนด้วยอีกบางคน เพื่อพวกเขาจะได้กล่าวว่า "ชนเหล่านี้กระนั้นหรือที่อัลลอหฺทรงกรุณาแก่พวกเขาในระหว่างพวกเรา" อัลลอหฺนั้นพระผู้ทรงรู้ยิ่งต่อบรรดาผู้ที่กตัญญูไม่ใช่หรือ?

{6:54} และเมื่อบรรดาผู้มีศรัทธาต่อบรรดาสัญญาณของเราได้มาหาเธอ ก็จงกล่าวเถิดว่า "ขอความปลอดภัยจงมีแต่พวกเธอเถิด พระเจ้าของพวกเธอได้กําหนดเมตตาธิคุณเหนือพระองค์เองว่า ผู้ใดในหมู่พวกเธอกระทำความชั่วโดยไม่รู้ แล้วเขาสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวหลังจากนั้น และปรับปรุงแก้ไขแล้ว แท้จริงพระองค์คือพระผู้ทรงอภัยโทษ พระผู้ทรงเอ็นดูเมตตา"

{6:55} และในทำนองนั้นเราจะแจกแจงโองการทั้งหลาย และเพื่อที่วิถีทางของผู้กระทำผิดจะได้ประจักษ์ชัด

{6:56} จงกล่าวเถิดว่า "ฉันถูกห้ามไม่ให้เคารพสักการะบรรดาผู้ที่พวกเธอวิงวอนกันอยู่ อื่นจากอัลลอหฺ" จงกล่าวเถิด "ฉันจะไม่ปฏิบัติตามตัณหาของพวกเธอ มิฉะนั้น ฉันก็ต้องหลงผิดไปด้วย และฉันก็จะไม่เป็นคนหนึ่งในหมู่ผู้ได้รับการชี้นำอีก"

{6:57} จงกล่าวเถิดว่า "ฉันอยู่บนหลักฐานอันชัดเจนจากพระเจ้าของฉัน ในขณะเดียวกันพวกเธอก็ปฏิเสธหลักฐานนั้น ณ ที่ฉันนี้ไม่มีสิ่งที่พวกเธอเร่งรีบกันดอก แท้จริงการชี้ขาดนั้นเป็นแต่ของอัลลอหฺ โดยที่พระองค์จะทรงแจ้งความจริง และพระองค์เป็นผู้ที่เยี่ยมที่สุดในบรรดาผู้ชี้ขาด"

{6:58} จงกล่าวเถิด "หากที่ฉันมีสิ่งที่พวกเธอเร่งรีบกันแล้ว บรรดากรณีพิพาทระหว่างฉันกับพวกเธอก็ต้องถูกชี้ขาดแล้วเป็นแน่ และอัลลอหฺเป็นผู้ทรงรู้ยิ่งต่อปวงผู้อธรรม"

{6:59} และที่พระองค์นั้นมีบรรดากุญแจแห่งความเร้นลับ โดยที่ไม่มีผู้ใดรู้กุญแจเหล่านั้น นอกจากพระองค์เท่านั้น และพระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่ในหล้าและในทะเล และไม่มีใบไม้สักใบที่ร่วงหล่น โดยที่พระองค์ไม่ทรงรู้มัน และไม่มีเมล็ดพืชใดในความมืดมนของแผ่นดิน และไม่มีสิ่งที่อ่อนนุ่มใด และไม่มีสิ่งที่แห้งใด ที่ไม่อยู่ในบันทึกอันชัดแจ้ง

{6:60} และพระองค์คือผู้ที่ทรงให้พวกเธอตายในเวลาราตรี และทรงรู้สิ่งที่พวกเธอได้ประกอบในเวลาทิวา แล้วก็ทรงให้พวกเธอฟื้นคืนชีพในเวลานั้น เพื่อว่าอายุที่ถูกลิขิตจะได้ถูกใช้ให้หมดไป แล้วยังพระองค์นั้นคือการกลับคืนของพวกเธอ แล้วพระองค์จะทรงบอกแก่พวกเธอ ในสิ่งที่พวกเธอเคยกระทำ

{6:61} และพระองค์คือผู้ทรงชนะเหนือปวงบ่าวของพระองค์ และทรงส่งบรรดาผู้บันทึกความดีและความชั่วมายังพวกเธอด้วย จนกระทั่งเมื่อความตายได้มายังคนใดในพวกเธอ บรรดาทูตของเราก็จะเอาชีวิตของพวกเขาไป โดยไม่บกพร่อง

{6:62} แล้วพวกเขาก็ถูกนำกลับไปยังอัลลอหฺผู้เป็นเจ้านายอันแท้จริงของพวกเขา มิหรือการชี้ขาดนั้นเป็นสิทธิของพระองค์เท่านั้น และพระองค์เป็นผู้ที่รวดเร็วยิ่งในหมู่ผู้ชําระทั้งหลาย?

{6:63} จงกล่าวเถิดว่า "ผู้ใดเล่า จะช่วยพวกเธอให้พ้นจากความมืดมนแห่งหล้าและทะเล โดยที่พวกเธอวิงวอนขอต่อพระองค์ด้วยความนอบน้อมและแผ่วเบาว่า ถ้าหากพระองค์ทรงช่วยพวกข้าฯให้รอดพ้นจากสิ่งนี้แล้ว แน่นอนพวกข้าฯก็จะอยู่ในหมู่ผู้กตัญญูรู้คุณ"

{6:64} จงกล่าวเถิดว่า "อัลลอหฺจะช่วยพวกเธอให้รอดพ้นจากมัน และจากความทุกข์ยากทุกอย่าง อีกด้วย แต่แล้วพวกเธอก็กลับตั้งภาคี"

{6:65} จงกล่าวเถิดว่า "พระองค์คือผู้ทรงสามารถที่จะส่งการลงโทษมายังพวกเธอจากเบื้องบนของพวกเธอหรือจากใต้ฝ่าเท้าของพวกเธอ หรือให้พวกเธออยู่ปะปนกันเป็นหมู่เหล่า และทรงให้พวกเธอบางส่วนลิ้มรสการรุกรานของอีกบางส่วน จงดูเถิดว่า เราแจกแจงบรรดาสัญญาณอย่างใด? เพื่อว่าพวกเขาจะได้เข้าใจ

{6:66} และหมู่ชนของเธอนั้นได้ปฏิเสธอัลกุรอาน ทั้ง ๆ ที่อัลกุรอานนั้นเป็นสัจธรรม จงกล่าวเถิดว่า "ฉันไม่ใช่ผู้พิทักษ์พวกเธอดอก"

{6:67} สำหรับแต่ละข่าวคราวนั้น ย่อมมีเวลาที่เกิดขึ้น และพวกเธอจะได้รู้

{6:68} และเมื่อเธอเห็นบรรดาผู้ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์บรรดาสัญญาณของเราแล้ว ก็จงออกห่างจากพวกเขา จนกว่าพวกเขาจะวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องอื่นจากนั้น และถ้าชัยฏอนทำให้เธอลืมแล้ว ก็จงอย่านั่งร่วมกับพวกที่อธรรมเหล่านั้นต่อไป หลังจากที่มีการรำลึกได้

{6:69} และการชำระบัญชีพวกเขาไม่ใช่ภาระสำหรับบรรดาผู้ที่ยำเกรงสักอย่าง ทว่าเป็นการตักเตือนเพื่อว่าพวกเขาจะได้ยำเกรง

{6:70} และเธอจงปล่อยไปเถิด บรรดาผู้ที่ยึดเอาศาสนาของพวกตนเป็นของเล่นและความเพลิดเพลิน และชีวิตโลกนี้ได้หลอกลวงพวกเขา และเธอจงเตือนด้วยอัลกุรอาน การที่ชีวิตใดหนึ่งจะถูกสังกัดอยู่กับสิ่งที่มันเองได้ประกอบไว้ โดยที่มันจะไม่มีผู้คุ้มครองคนใดและไม่มีผู้ช่วยเหลือคนใด อื่นจาก อัลลอหฺ และถ้ามันจะไถ่ถอนด้วยค่าไถ่ทุกอย่าง มันก็จะไม่ถูกรับจากชีวิตนั้น ชนเหล่านี้คือบรรดาผู้ที่ได้ถูกให้สังกัดอยู่กับสิ่งที่พวกเขาได้ประกอบไว้ ซึ่งพวกเขาจะได้รับเครื่องดื่มจากน้ำร้อน และจะได้รับการลงโทษอันเจ็บแสบ เนื่องจากการที่พวกเขาปฏิเสธการศรัทธา

{6:71} จงกล่าวเถิดว่า "เราจะวิงวอนขอต่อสิ่งที่ไม่ให้คุณแก่เราและไม่ให้โทษแก่เรา อื่นจากอัลลอหฺ และเราจะถูกผินกลับบนส้นเท้าของเรา หลังจากที่อัลลอหฺได้ทรงนำทางเราแล้วกระนั้นหรือ?" ดั่งผู้ที่พวกชัยฏอนได้ทำให้เขาหลงไปในแผ่นดินในสภาพที่งงงวย ซึ่งเขามีเพื่อนฝูงเรียกร้องเขาให้ไปสู่ทางนำ ว่า "จงมาหาพวกเราเถิด" จงกล่าวเถิดว่า "การนำทางของอัลลอหฺเท่านั้นคือการนำทาง และพวกเราได้ถูกบัญชาให้สวามิภักดิ์ต่อพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลก"

{6:72} และว่า "จงดํารงการนมาซ และจงยำเกรงพระองค์เถิด และยังพระองค์ พวกเธอจะถูกรวบรวม"

{6:73} และพระองค์คือ ผู้ที่ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินด้วยความจริง และวันที่พระองค์ตรัสว่า "จงเป็นขึ้น" แล้วมันก็จะเป็นขึ้น พระดํารัสของพระองค์คือความจริง และอํานาจทั้งหลายนั้นเป็นของพระองค์ในวันที่แตรถูกเป่า พระผู้ทรงรอบรู้ในสิ่งเร้นลับและในสิ่งเปิดเผย และพระองค์คือพระผู้ทรงปรีชาญาณ พระผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน

{6:74} และจงรำลึกขณะที่อิบรอฮีมได้กล่าวแก่คืออาซัร บิดาของเขาว่า "ท่านจะยึดถือเอาบรรดาเจว็ดเป็นสิ่งบูชากระนั้นหรือ? แท้จริงฉันเห็นว่าท่านและกลุ่มชนของท่านนั้นอยู่ในความหลงผิดอันชัดแจ้ง"

{6:75} และในทำนองนั้นแหละ เราจะให้อิบรอฮีมเห็นอํานาจอันยิ่งใหญ่ในบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินและเพื่อที่เขาจะได้เป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้เชื่อมั่น

{6:76} ครั้นเมื่อราตรีปกคลุมเขา เขาได้เห็นดาวดวงหนึ่ง เขากล่าวว่า "นี้คือพระเจ้าของฉัน" แต่เมื่อมันลับหายไป เขาก็กล่าวว่า "ฉันไม่ชอบบรรดาสิ่งที่ลับหาย"

{6:77} ครั้นเมื่อเขาเห็นดวงจันทร์กําลังขึ้น เขาก็กล่าวว่า "นี้คือพระเจ้าของฉัน" แต่เมื่อมันลับหายไป เขาก็กล่าวว่า "ถ้าพระเจ้าของฉันไม่ได้ทรงชี้นำฉันแล้ว แน่นอนฉันก็จะกลายเป็นคนหนึ่งในกลุ่มชนที่หลงผิด"

{6:78} ครั้นเมื่อเขาเห็นดวงอาทิตย์กําลังขึ้น เขาก็กล่าวว่า "นี้แหละคือพระเจ้าของฉัน อันนี้แหละใหญ่กว่า แต่เมื่อมันได้ลับหายไป เขาก็กล่าวว่า "โอ้ กลุ่มชนของฉัน! แท้จริงฉันขอปลีกตัวออกจากสิ่งที่พวกเธอตั้งภาคี"

{6:79} "แท้จริงฉันผินหน้าของฉันแด่พระผู้ที่ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน ในฐานะผู้ใฝ่หาความจริง ผู้สวามิภักดิ์ โดยที่ฉันไม่ใช่คนหนึ่งในหมู่ผู้ตั้งภาคี"

{6:80} และกลุ่มชนของเขาได้โต้เถียงเขา เขาได้กล่าวว่า "พวกเธอจะโต้เถียงฉันในเรื่องอัลลอหฺกระนั้นหรือ? และแท้จริงพระองค์ได้ทรงชี้นำฉันแล้ว และฉันจะไม่กลัวสิ่งที่พวกเธอตั้งขึ้นเป็นภาคี นอกจากพระเจ้าของฉันจะทรงประสงค์สิ่งหนึ่งสิ่งใดเท่านั้น พระเจ้าของฉันนั้นมีความรู้กว้างขวางทั่วทุกสิ่ง แล้วพวกเธอไม่รำลึกกันหรือ?"

{6:81} "และฉันจะกลัวสิ่งที่พวกเธอได้ตั้งภาคีอย่างใดกัน ทั้ง ๆ ที่พวกเธอไม่กลัวต่อการที่พวกเธอได้ตั้งภาคีต่ออัลลอหฺ ซึ่งสิ่งที่พระองค์ไม่ได้ทรงให้มีหลักฐานใด ๆ ลงมาแก่พวกเธอในสิ่งนั้น แล้วฝ่ายใดเล่าในสองฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายที่สมควรต่อความปลอดภัยยิ่งกว่า? หากพวกเธอรู้"

{6:82} บรรดาผู้ที่มีศรัทธา โดยที่ไม่ได้ให้การศรัทธาของพวกเขาปะปนกับการอธรรมนั้น ชนเหล่านี้แหละพวกเขาจะได้รับความปลอดภัย และพวกเขาคือผู้ที่ได้รับการชี้นำ

{6:83} และนั่นคือหลักฐานของเรา - ที่เราได้ให้มันแก่อิบรอฮีม - ต่อกลุ่มชนของเขา เราจะเชิดชูผู้ที่เราประสงค์ขึ้นหลายฐานันดร แท้จริงพระเจ้าของเธอนั้น คือพระผู้ทรงปรีชาญาณ พระผู้ทรงรอบรู้

{6:84} และแก่เขา เราได้ให้อิสฮากและยะอฺกูบ ทั้งหมดนั้นเราได้นำทางแล้ว และนูฮฺเราก็ได้นำทางแล้วก่อนหน้านั้น และจากลูกหลานของเขานั้น คือ ดาวูด และสุลัยมาน และอัยยูบ และยูสุฟ และมูซา และฮารูน และในทำนองนั้นแหละ เราจะตอบแทนแก่มวลผู้กระทำดี

{6:85} และซะกะรียา และยะฮฺยา และอีซา และอิลยาส ทุกคนนั้นอยู่ในหมู่คนดี

{6:86} และอิสมาอีล และอิลยะสะอฺ และยูนุส และลูฏ แต่ละคนนั้น เราได้เชิดชูเหนือสากลโลก

{6:87} และอีกทั้งส่วนหนึ่งจากบรรดาบิดาของพวกเขา และลูกหลานของพวกเขา และพี่น้องของพวกเขา และเราได้เลือกเอาพวกเขา และได้นำทางพวกเขาสู่หนทางอันเที่ยงตรง

{6:88} นั่นแหละคือทางนำของอัลลอหฺ โดยที่พระองค์จะทรงนำทางผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ในหมู่บ่าวของพระองค์ด้วยทางนำนั้น และหากพวกเขาได้ตั้งภาคีขึ้นแล้ว แน่นอนสิ่งที่พวกเขาเคยประกอบมา ก็สูญสิ้นไปจากพวกเขา

{6:89} ชนเหล่านี้คือผู้ที่เราได้ให้คัมภีร์แก่พวกเขา และให้คําพิพากษา และให้การเป็นนบี แต่ถ้าชนเหล่านี้ปฏิเสธศรัทธาต่อมัน แน่นอนเราก็ได้มอบมันไว้แล้วแก่กลุ่มชนหนึ่ง ที่พวกเขาไม่ใช่เป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อมัน

{6:90} ชนเหล่านี้คือผู้ที่อัลลอหฺได้ทรงนำทาง ดังนั้นด้วยทางนำของพวกเขา เธอจงเจริญรอยตามเถิด จงกล่าวเถิดว่า "ฉันจะไม่ขอต่อพวกเธอ ซึ่งค่าจ้างใด ๆ ในการสั่งให้มีศรัทธาต่ออัลกุรอาน มันเพียงแต่เป็นคําตักเตือนสำหรับสากลโลก"

{6:91} และพวกเขาไม่ได้ประเมินอัลลอหฺให้สมกับความยิ่งใหญ่ของพระองค์ จงรำลึกขณะที่พวกเขากล่าวว่า "อัลลอหฺไม่ได้ทรงประทานสิ่งใดแก่มนุษย์ธรรมดาคนใด" จงกล่าวเถิดว่า "ผู้ใดเล่าที่ได้ทรงประทานมา ซึ่งคัมภีร์ที่มูซานำมาเป็นแสงสว่าง และการชี้นำแก่มนุษย์ ซึ่งพวกเธอได้บันทึกไวในม้วนกระดาษ โดยที่จะได้เปิดเผยมันและก็ปกปิดมันไว้มากมาย และพวกเธอถูกสอนในสิ่งที่ทั้งพวกเธอและบรรพบุรุษของพวกเธอไม่ได้รู้มาก่อน" จงกล่าวเถิดว่า "คืออัลลอหฺนั่นเอง" แล้วจงปล่อยพวกเขาสนุกสนานกันในการวิพากษ์วิจารณ์ของพวกเขาต่อไป

{6:92} นี้คือ คัมภีร์ที่เราได้ให้ลงมาอันเป็นคัมภีร์ที่มีความจําเริญ ที่ยืนยันสิ่งซึ่งอยู่เบื้องหน้าคัมภีร์นี้และเพื่อที่เธอจะได้ตักเตือนมารดาแห่งบ้านเมือง และผู้ที่อยู่รอบ ๆ มัน และบรรดาผู้ที่มีศรัทธาต่อปรโลกนั้น พวกเขาย่อมศรัทธาต่อคัมภีร์นี้ และขณะเดียวกันพวกเขาก็จะรักษาการนมาซของตน

{6:93} และผู้ใดเล่าคือผู้อธรรมยิ่งกว่าผู้ที่อุปโลกน์ความเท็จให้แก่อัลลอหฺ หรือกล่าวว่า "ได้มีการเปิดเผยสำแดงแก่ฉัน" ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีสิ่งใดถูกเปิดเผยสำแดงแก่เขา และผู้ที่กล่าวว่า "ฉันจะประทานลงมาเช่นเดียวกับสิ่งที่อัลลอหฺได้ทรงประทานลงมา" และหากเธอเห็น ขณะที่บรรดาผู้อธรรมอยู่ในภาวะคับขันแห่งความตาย และมะลาอิกะหฺกําลังแบมือของพวกตน (โดยกล่าวว่า) "จงเอาชีวิตของพวกเธอออกมา วันนี้พวกเธอจะได้รับการตอบแทนด้วยการลงโทษแห่งความอัปยศ เนื่องจากที่พวกเธอกล่าวใส่ร้ายแก่อัลลอหฺโดยปราศจากความจริง และเนื่องจากการที่พวกเธอหยิ่งยะโสต่อบรรดาสัญญาณของพระองค์"

{6:94} และแน่นอนพวกเธอได้มายังเราโดยลําพังเยี่ยงที่เราได้บังเกิดพวกเธอมาในครั้งแรก และพวกเธอได้ละทิ้งสิ่งที่เราได้ให้แก่พวกเธอไว้เบื้องหลังของพวกเธอ และเราไม่เห็นอยู่กับพวกเธอเลย บรรดาผู้ที่จะรับรองพวกเธอ ที่พวกเธอเคยอ้างว่า พวกเขาเป็นผู้มีหุ้นส่วนในพวกเธอ แน่นอนความสัมพันธ์ระหว่างพวกเธอ และสิ่งที่พวกเธอที่เคยอ้างก็หลงหายจากพวกเธอ

{6:95} แท้จริง อัลลอหฺเป็นผู้ทรงให้เมล็ดพืชและเมล็ดอินทผาลัมปริออก ทรงให้สิ่งที่มีชีวิตออกมาจากสิ่งที่ไม่มีชีวิต และทรงให้สิ่งที่ไม่มีชีวิตออกมาจากสิ่งที่มีชีวิต นั่นแหละคืออัลลอหฺ แล้วพวกเธอถูกหันเหไปได้อย่างใดเล่า?

{6:96} ผู้ทรงเผยอรุโณทัย และทรงให้ราตรีเป็นเวลาพักผ่อน และทรงให้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นการคํานวณ นั่นคือการกำหนดของพระผู้ทรงเดชานุภาพ พระผู้ทรงปรีชาญาณ

{6:97} และพระองค์คือพระผู้ที่ทรงเนรมิตมวลดวงดาวให้แก่พวกเธอ เพื่อพวกเธอจะได้รับการนำทางด้วยดวงดาวเหล่านั้น ทั้งในความมืดแห่งหล้าและทะเล แน่นอนเราได้แจกแจงนานาสัญญาณสำหรับกลุ่มชนที่รู้

{6:98} และพระองค์คือพระผู้ที่ทรงบันดาลพวกเธอให้เกิดขึ้นจากชีวิตหนึ่ง โดยให้มีที่พักและให้มีที่ฝาก แน่นอนเราได้แจกแจงนานาสัญญาณสำหรับกลุ่มชนที่เข้าใจ

{6:99} และพระองค์นั้นคือ ผู้ที่ทรงนำน้ำลงมาจากฟากฟ้า แล้วด้วยน้ำนั้น ทรงให้พันธุ์พืชของทุกสิ่งออกมา และจากพันธุ์พืชนั้น เราได้นำพฤษชาติสีเขียวออกมา ซึ่งจากมันเราได้นำเมล็ดที่ซ้อนทับออกมา และจากต้นอินทผาลัมนั้น มีช่อห้อยระย้าลงต่ำจากจั่นของมัน อีกทั้งสวนองุ่นและมะกอก และทับทิม โดยมีสภาพคล้ายกันและไม่คล้ายกัน พวกเธอจงมองดูผลของมันเมื่อมันเริ่มออกผลและเมื่อมันแก่สุก แท้จริงในสิ่งเหล่านั้นย่อมมีสัญญาณมากมายสำหรับหมู่ชนผู้มีศรัทธา

{6:100} และแก่อัลลอหฺ พวกเขาได้ตั้งบรรรดาภาคีแห่งญิน ทั้ง ๆ ที่พระองค์ทรงบังเกิดพวกเขา แต่พวกเขาอุปโลกน์บรรดาบุตรชายและบรรดาบุตรหญิงให้แก่พระองค์โดยปราศจากความรู้ พระองค์ทรงบริสุทธิ์และทรงสูงส่งเกินกว่าที่พวกเขาจะพรรณนา

{6:101} พระผู้ทรงประดิษฐ์บรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน พระองค์จะทรงมีพระบุตรโดยที่พระองค์ไม่ได้ทรงมีคู่ครองอย่างใดเล่า? และพระองค์นั้นทรงบังเกิดทุกสิ่งทุกอย่าง และพระองค์ก็ทรงรู้ในทุกสิ่งทุกอย่างด้วย

{6:102} นั่นแหละคืออัลลอหฺ ผู้เป็นพระเจ้าของพวกเธอ ไม่มีผู้ควรได้รับการเคารพสักการะ นอกจากพระองค์เท่านั้น พระผู้ทรงบังเกิดทุกสิ่งทุกอย่าง พวกเธอจงเคารพสักการะพระองค์เถิด และพระองค์ทรงเป็นผู้รับมอบหมายให้คุ้มครองรักษาในทุกสิ่งทุกอย่าง

{6:103} สายตาทั้งหลายย่อมไม่ถึงพระองค์ แต่พระองค์ทรงถึงสายตาเหล่านั้น และพระองค์ก็คือพระผู้ทรงปรานี พระผู้ทรงรอบรู้อย่างถี่ถ้วน

{6:104} "แท้จริงบรรดาหลักฐานจากพระเจ้าของพวกเธอนั้นได้มายังพวกเธอแล้ว ดังนั้นผู้ใดมองเห็น ก็ย่อมได้แก่ตัวของเขา และผู้ใดมองไม่เห็น ก็ย่อมเป็นภัยแก่ตัวของเขา และฉันไม่ใช่เป็นผู้พิทักษ์รักษาพวกเธอ"

{6:105} และในทำนองเดียวกัน เราจะแจกแจงโองการทั้งหลายไว้ และเพื่อพวกเขาจะได้กล่าวว่า เธอได้เรียนรู้มา และเพื่อเราจะสาธยายแก่กลุ่มชนที่รู้

{6:106} จงปฏิบัติสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เธอจากพระเจ้าของเธอเถิด ไม่มีพระผู้เป็นเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์เท่านั้น และเธอจงผินหลังให้แก่บรรดาผู้ตั้งภาคี

{6:107} และหากอัลลอหฺทรงประสงค์ พวกเขาก็ไม่อาจตั้งภาคี และเราก็ไม่ได้ทำให้เธอเป็นผู้พิทักษ์รักษาพวกเขา และเธอก็ไม่ใช่เป็นผู้รับมอบหมายเพื่อ(ดูแล)พวกเขา

{6:108} และพวกเธอจงอย่าด่าทอบรรดาพวกที่วิงวอนขออื่นจากอัลลอหฺ มิฉะนั้นพวกเขาก็จะด่าทออัลลอหฺอย่างละเมิดโดยปราศจากความรู้ ในทำนองนั้นแหละเราได้ประดับการงานของทุกประชาชาติให้พวกเขาเห็นดีเห็นงาม และยังพระเจ้าของพวกตน คือการกลับคืนของพวกเขาแล้วพระองค์ก็จะทรงบอกแก่พวกเขาในสิ่งที่พวกเขาเคยกระทำ

{6:109} และพวกเขาได้สาบานต่ออัลลอหฺหนักแน่นอย่างยิ่งว่า ถ้าหากมีอภินิหารสัญญาหนึ่งมายังพวกเขา พวกเขาก็จะมีศรัทธา เนื่องด้วยอภินิหารสัญญาณนั้น จงกล่าวเถิดว่า "มวลอภินิหารสัญญาณนั้นอยู่ที่อัลลอหฺเท่านั้น พวกเธอรู้ไหมว่า หากอภินิหารสัญญาณมาถึง พวกเขาก็ไม่ศรัทธา"

{6:110} และเราจะพลิกหัวใจของพวกเขาและตาของพวกเขาเช่นเดียวกับที่พวกเขาไม่ได้มีศรัทธาต่อสิ่งนั้นในครั้งแรก และเราจะปล่อยพวกเขา ให้ระเหเร่ร่อนอยู่ในความละเมิดของพวกตนต่อไป

{6:111} ถึงแม้ว่าเราได้นำมะลาอิกะหฺลงมายังพวกเขา และบรรดาคนตายได้พูดสนทนากับพวกเขา และเราได้รวบรวมทุกสิ่งไว้เบื้องหน้าพวกเขา พวกเขาก็จะยังไม่มีศรัทธาดอก นอกจากอัลลอหฺจะทรงประสงค์เท่านั้น ทว่าส่วนมากในหมู่พวกเขานั้นไม่รู้

{6:112} และในทำนองนั้นแหละเราได้ให้นบีทุกคนมีศัตรู คือบรรดาชัยฏอนแห่งมนุษย์และแห่งญินโดยที่พวกเขาต่างก็จะกระซิบกระซาบคําพูดที่เสริมแต่ง เพื่อหลอกลวงให้แก่กันและกัน และหากว่าพระเจ้าของเธอทรงประสงค์แล้ว พวกเขาก็ไม่อาจจะกระทำสิ่งนั้นได้ดอก เธอจงปล่อยพวกเขาและสิ่งที่พวกเขาอุปโลกน์ขึ้นนั้นเถิด

{6:113} และเพื่อที่หัวใจของบรรดาผู้ที่ไม่มีศรัทธาต่อปรโลกจะได้โน้มเอียงไปสู่คําพูดที่ตกแต่งนั้นและเพื่อที่พวกเขาจะได้พึงพอใจในคําพูดนั้น และเพื่อที่พวกเขาจะได้กระทำในสิ่งที่พวกเขาเป็นผู้กระทำกันอยู่

{6:114} "อื่นจากอัลลอหฺกระนั้นหรือ ที่ฉันจะแสวงหาผู้ชี้ขาด ทั้ง ๆ ที่พระองค์เป็นผู้ทรงประทานคัมภีร์ลงมาแก่พวกเธออย่างละเอียดถี่ถ้วน?" และบรรดาผู้ที่เราได้ให้คัมภีร์แก่พวกเขานั้น พวกเขารู้ดีว่า มันถูกประทานลงมาจากพระเจ้าของเธอ ด้วยความเป็นจริง ดังนั้นเธอก็จงอย่าอยู่ในหมู่ผู้สงสัย

{6:115} และพระพจนารถแห่งพระเจ้าของเธอนั้นครบถ้วนแล้ว ซึ่งความสัจจะและความยุติธรรม จะไม่มีผู้เปลี่ยนแปลงบรรดาพระพจนารถของพระองค์ได้ และพระองค์นั้นคือพระผู้ทรงได้ยิน พระผู้ทรงรอบรู้

{6:116} และหากเธอเชื่อฟังผู้คนส่วนมากในแผ่นดินแล้ว พวกเขาก็จะทำให้เธอหลงออกจากทางของ อัลลอหฺไป พวกเขาจะไม่ปฏิบัติตามนอกจากการนึกคิดเอาเอง และพวกเขาไม่ได้ตั้งอยู่บนสิ่งใด นอกจากพวกเขาจะคาดคะเนเอาเองเท่านั้น

{6:117} แท้จริงพระเจ้าของเธอนั้นคือพระผู้ที่ทรงรู้ยิ่งเกี่ยวกับผู้ที่กําลังหลงออกจากทางของพระองค์ และคือพระผู้ที่ทรงรู้ยิ่งเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่ได้รับทางนำ

{6:118} ดังนั้นพวกเธอจงบริโภคจากสิ่งที่พระนามของอัลลอหฺถูกกล่าวในยามที่เชือดมันเถิด หากพวกเธอเป็นผู้มีศรัทธาต่อบรรดาโองการของพระองค์

{6:119} และไฉนเล่าพวกเธอจึงไม่บริโภคเฉพาะจากสิ่งที่พระนามของอัลลอหฺถูกกล่าวในยามที่เชือดมัน ทั้ง ๆ ที่พระองค์ทรงแจกแจงแก่พวกเธอแล้ว ซึ่งสิ่งที่พระองค์ได้ทรงบัญญัติห้ามแก่พวกเธอ นอกจากว่าพวกเธอจะอยู่ในภาวะคับขันมีความจำเป็นต่อมัน และแท้จริงมีผู้คนมากมายหลอกลวงด้วยตัณหาของตนโดยปราศจากความรู้แท้จริง พระเจ้าของเธอนั้นคือพระผู้ที่ทรงรอบรู้ยิ่งเกี่ยวกับผู้ละเมิดทั้งหลาย

{6:120} และพวกเธอจงสละบาปที่เปิดเผยและบาปที่ปกปิด แท้จริงบรรดาผู้ที่ขวนขวายกระทำสิ่งที่เป็นบาปกันอยู่นั้น พวกเขาจะได้รับการตอบแทน ตามที่พวกเขากระทำกัน

{6:121} และพวกเธอจงอย่าบริโภคจากสิ่งที่พระนามของอัลลอหฺไม่ได้ถูกกล่าวยามที่เชือดมัน และแท้จริงมันเป็นการละเมิดแน่นอน และแท้จริงบรรดาชัยฏอนนั้นจะกระซิบกระซาบแก่บรรดาสหายของมัน เพื่อพวกเขาจะได้โต้เถียงกับพวกเธอ และถ้าหากพวกเธอเชื่อฟังพวกเขา พวกเธอก็เป็นผู้ตั้งภาคี

{6:122} และผู้ที่เคยตาย แล้วเราได้ให้เขามีชีวิตขึ้น และเราได้ประทานแสงสว่างแก่เขา ซึ่งเขาพาแสงสว่างนั้นเดินไปในหมู่มนุษย์ จะเหมือนกับผู้ที่เสมือนตกอยู่ในความมืดมน โดยที่ไม่อาจออกมาจากมันได้กระนั้นหรือ? ในทำนองนั้นแหละ สิ่งที่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธากระทำกันอยู่นั้น ได้ถูกประดับให้ตนเองเห็นดีเห็นงาม

{6:123} และในทำนองนั้นแหละ เราได้ปล่อยให้มีบรรดาอาชญากรใหญ่ในแต่ละเมือง เพื่อที่พวกเขาจะได้วางอุบายหลอกลวงในเมืองนั้น และพวกเขาจะไม่วางอุบายหลอกลวงผู้ใด นอกจากตนเอง แต่พวกเขาไม่รู้ตัว

{6:124} และเมื่อได้มีสัญญาณใดมายังพวกเขา พวกเขาก็กล่าวว่า "เราจะไม่ศรัทธาเป็นอันขาด จนกว่าเราจะได้รับเยี่ยงสิ่งที่บรรดาศาสนทูตของอัลลอหฺได้รับมาแล้ว" อัลลอหฺเป็นผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง ณ ที่ใด ที่พระองค์จะทรงให้มีสาส์นของพระองค์ขึ้น ปวงความต่ำต้อยและการลงโทษอันรุนแรงจาก อัลลอหฺนั้นจะประสบแก่บรรดาผู้ที่กระทำความผิด เนื่องจากการที่พวกเขาเคยวางอุบาย

{6:125} ผู้ใดที่อัลลอหฺทรงต้องการจะชี้นำเขา ก็จะทรงเปิดหัวอกของเขาสู่อิสลาม และผู้ใดที่พระองค์ทรงต้องการจะปล่อยให้เขาหลงทาง ก็จะทรงให้ทรวงอกของพวกเขาคับอึดอัด ประหนึ่งว่าเขากําลังขึ้นไปบนฟ้า ในทำนองนั้นแหละอัลลอหฺจะทรงให้มีความโสมมแก่บรรดาผู้ที่ไม่มีศรัทธา

{6:126} และนี่แหละคือทางแห่งพระเจ้าของเธอ ที่เที่ยงตรง แท้จริงเราได้แจกแจงโองการเหล่านั้นสำหรับกลุ่มชนที่รำลึก

{6:127} พวกเขาจะได้รับนิวาสแห่งความปลอดภัย ณ พระผู้เป็นเจ้าของพวกตน และขณะเดียวกันพระองค์ก็ทรงเป็นผู้คุ้มครองพวกเขา เนื่องจากสิ่งที่พวกเขาเคยกระทำ

{6:128} และวันที่พระองค์จะทรงเกณฑ์พวกเขาไว้ทั้งหมด "ดูกร หมู่ญินทั้งหลาย! แท้จริงพวกเธอได้กระทำต่อหมู่มนุษย์มากมาย" และบรรดามิตรของพวกเขาจากหมู่มนุษย์ได้กล่าวว่า "พระเจ้าของพวกข้าฯ! พวกข้าฯต่างก็ได้รับผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน และกําหนดเวลาของพวกข้าฯที่พระองค์ได้ทรงกําหนดไว้แก่พวกข้าฯก็ได้มาถึงพวกข้าฯแล้ว" พระองค์ตรัสว่า "นรกนั้นคือที่อยู่ของพวกเธอ โดยที่จะเป็นผู้อยู่ในนั้นนิรันดร นอกจากสิ่งที่อัลลอหฺทรงประสงค์เท่านั้น แท้จริงพระเจ้าของเธอคือพระผู้ทรงปรีชาญาณ พระผู้ทรงรอบรู้

{6:129} ในทำนองนั้นแหละเราจะให้ผู้อธรรมบางส่วนเป็นสหายกับอีกบางส่วน เนื่องจากสิ่งที่พวกเขาขวนขวายกัน

{6:130} "ดูกร หมู่ญินและหมู่มนุษย์! บรรดาศาสนทูตจากพวกเธอไม่ได้มายังพวกเธอเพื่อสาธยายสัญญาณต่าง ๆ ของฉันแก่พวกเธอ และกล่าวเตือนพวกเธอถึงการพบในวันของพวกเธออันนี้ดอกหรือ? พวกเขากล่าวว่า "พวกข้าฯขอยืนยันแก่ตัวของพวกข้าฯเอง" และชีวิตโลกนี้ได้หลอกลวงพวกเขา และพวกเขาก็ได้ยืนยันแก่ตัวของพวกเขาเองว่า พวกเขานั้นเป็นผู้ปฏิเสธการศรัทธา

{6:131} นั่นก็เพราะว่า พระเจ้าของเธอนั้นไม่เคยเป็นผู้ทำลายบ้านเมืองด้วยความอธรรม โดยที่ชาวเมืองเหล่านั้นไม่รู้เรื่อง

{6:132} และแต่ละคนนั้นจะได้รับฐานันดรหลายชั้น เนื่องจากสิ่งที่พวกเขาได้ประกอบไว้ และพระเจ้าของเธอนั้น ไม่ทรงเผอเรอต่อสิงที่พวกเขากระทำ

{6:133} และพระเจ้าของเธอนั้นคือพระผู้ทรงมั่งมี พระผู้ทรงเป็นเจ้าแห่งความเมตตา หากทรงประสงค์ ก็จะทรงกำจัดพวกเธอให้หมดสิ้นไป และจะทรงให้สิ่งที่ทรงประสงค์มาสืบแทนพวกเธอ ดั่งที่ได้ทรงบังเกิดพวกเธอมาจากลูกหลานของกลุ่มชนอื่น

{6:134} แท้จริงสิ่งที่พวกเธอถูกสัญญาไว้นั้นจะมาแน่นอน และพวกเธอนั้นไม่สามารถที่จะรอดพ้นไปได้

{6:135} จงกล่าวเถิดว่า "โอ้ ประชาชาติของฉัน! จงปฏิบัติตามสภาพของพวกเธอเถิด แท้จริงฉันก็จะเป็นผู้ปฏิบัติด้วย และพวกเธอจะได้รู้ว่าผู้ใดกัน บั้นปลายแห่งปรโลกจะเป็นของเขา แท้จริงบรรดาผู้อธรรมนั้นจะไม่ได้รับความสำเร็จ"

{6:136} และพวกเขาได้สละพลีส่วนหนึ่งสำหรับอัลลอหฺ ซึ่งสิ่งที่พระองค์ได้บังเกิดขึ้นอันได้แก่พืชและปศุสัตว์ โดยที่พวกเขากล่าวว่า "นี้สำหรับอัลลอหฺ" ตามการอ้างของพวกเขา "และนี้สำหรับบรรดาภาคีของพวกเรา" แล้วส่วนที่เป็นของบรรดาภาคีแห่งพวกเขานั้นก็จะไม่ถึงอัลลอหฺ แต่ส่วนที่เป็นของอัลลอหฺนั้นจะถึงบรรดาภาคีของพวกเขา ช่างชั่วช้ายิ่งนัก สิ่งที่พวกเขาตัดสินกัน!

{6:137} และในทำนองนั้นแหละ บรรดาภาคีของพวกเขาได้ประดับให้เหล่าผู้ตั้งภาคีจำนวนมากมายเห็นดีเห็นงามต่อการฆ่าลูก ๆ ของพวกตน เพื่อที่จะทำลายพวกเขา และเพื่อที่จะทำให้ศาสนาของพวกเขาเป็นที่สับสนสำหรับพวกเขา และหากอัลลอหฺประสงค์แล้ว พวกเขาย่อมไม่อาจทำมัน เธอจงปล่อยพวกเขากับสิ่งที่พวกเขาเสกสรรปั้นแต่งนั้นเถิด

{6:138} และพวกเขากล่าวว่า "นี่คือปศุสัตว์และพืชผลที่หวงห้ามไว้ ซึ่งไม่มีผู้ใดจะบริโภคมันได้นอกจากผู้ที่เราประสงค์เท่านั้น" ด้วยการอ้างของพวกตน และปศุสัตว์ที่หลังของมันถูกห้าม และปศุสัตว์ที่พวกเขาจะไม่กล่าวพระนามอัลลอหฺใน(ยามเชือด)มัน ทั้งนี้เป็นการอุปโลกน์ความเท็จแก่พระองค์ ซึ่งพระองค์จะทรงตอบแทนลงโทษพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาเคยอุปโลกน์ความเท็จขึ้น

{6:139} และพวกเขากล่าวว่า "สิ่งที่อยู่ในท้องของปศุสัตว์เหล่านั้น เฉพาะบรรดาผู้ชายของเราเท่านั้น และเป็นสิ่งที่ต้องห้ามแก่บรรดาภรรยาของเรา และหากว่ามันตาย พวกเขาก็เป็นผู้มีหุ้นส่วนในมัน และพระองค์จะทรงลงโทษพวกเขา เนื่องจากสิ่งที่พวกเขาพรรณนา แท้จริงพระองค์คือพระผู้ทรงปรีชาญาณ พระผู้ทรงรอบรู้

{6:140} แท้จริงผู้ที่สูญเสียก็คือบรรดาผู้ที่ฆ่าลูก ๆ ของพวกตน เพราะความโง่เขลาโดยปราศจากความรู้ และบัญญัติห้ามสิ่งที่อัลลอหฺได้ทรงประทานให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา ทั้งนี้เป็นการอุปโลกน์ความเท็จให้แก่อัลลอหฺ แท้จริงนั้นพวกเขาหลงผิดไป และพวกเขาไม่เคยได้รับการชี้นำ

{6:141} และพระองค์นั้นคือผู้ที่ทรงบันดาลเหล่าเรือกสวน ทั้งที่มีร้านและที่ไม่มีร้าน และต้นอินทผาลัม และพืช โดยที่ผลของมันแตกต่างกัน และต้นมะกอก และต้นทับทิมโดยที่มีความละม้ายคล้ายกัน และไม่ละม้ายคล้ายกัน จงบริโภคจากผลของมันเถิด เมื่อมันออกผล และจงจ่ายส่วนที่เป็นหน้าที่ของมันด้วย ในวันแห่งการเก็บเกี่ยวมัน และจงอย่าฟุ่มเฟือย

{6:142} และหลังจากหมู่ปศุสัตว์นั้น(ได้ทรงให้มี) ที่ใช้บรรทุกและเชือด จงบริโภคจากสิ่งที่อัลลอหฺได้ทรงให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเธอเถิด และจงอย่าตามฝีก้าวของชัยฏอน แท้จริงมันคือศัตรูอันชัดแจ้งของพวกเธอ

{6:143} และ(ได้ทรงให้มี)สัตว์แปดตัวเป็นคู่ ๆ คือจากแกะสองตัว และจากแพะสองตัว จงกล่าวเถิดว่า "ตัวผู้สองตัวนั้นหรือที่พระองค์ทรงห้าม หรือว่าตัวเมียสองตัวนั้น? หรือว่าที่มดลูกของตัวเมียทั้งสองนั้นได้คุ้มครองรักษาไว้? พวกเธอจงแจ้งให้ฉันทราบด้วยความรู้อันใดอันหนึ่ง หากพวกเธอพูดจริง"

{6:144} และจากอูฐสองตัว และจากวัวสองตัว จงกล่าวเถิดว่า "ตัวผู้สองตัวนั้นกระนั้นหรือ ที่พระองค์ทรงห้าม หรือว่าตัวเมียทั้งสองนั้น? หรือที่มดลูกของตัวเมียทั้งสองนั้นได้คุ้มครองรักษาไว้? หรือว่าพวกเธอร่วมอยู่ด้วย ขณะที่อัลลอหฺได้ทรงบัญชาพวกเธอในสิ่งนี้? ก็ผู้ใดเล่าคือผู้ที่อธรรมยิ่งกว่าผู้ที่ได้อุปโลกน์ความเท็จให้แก่อัลลอหฺ เพื่อจะทำให้ปวงมนุษย์หลงผิดโดยปราศจากความรู้ แท้จริงอัลลอหฺนั้นจะไม่ทรงชี้นำกลุ่มชนที่อธรรม

{6:145} จงกล่าวเถิดว่า "ฉันไม่พบว่าในสิ่งที่ถูกเปิดเผยสำแดงแก่ฉันนั้น มีสิ่งต้องห้ามแก่ผู้บริโภคที่จะบริโภคมัน นอกจากสิ่งนั้นเป็นสัตว์ที่ตายเอง หรือโลหิตที่ไหลออก หรือเนื้อสุกร แท้จริงมันเป็นสิ่งโสมม หรือเป็นสิ่งละเมิด ซึ่งถูกเปล่งนามอื่นจากอัลลอหฺใน(ยามที่เชือด)มัน ถ้าผู้ใดได้รับความคับขัน โดยไม่ใช่เป็นผู้แสวงหา และไม่ใช่ผู้ละเมิดแล้วไซร้ แท้จริงพระเจ้าของเธอนั้น เป็นพระผู้ทรงอภัยโทษ พระผู้ทรงปรานี"

{6:146} และแก่บรรดาผู้เป็นยิวนั้น เราได้บัญญัติห้ามสัตว์ทุกชนิดที่กีบไม่แยกจากกัน และจากวัวและแกะนั้น เราได้ห้ามแก่พวกเขา ซึ่งไขมันของมัน นอกจากไขมันที่หลังของมัน หรือลําไส้ได้อุ้มไว้หรือที่ปะปนอยู่ที่กระดูก นั่นแหละ เราได้ลงโทษพวกเขา เนื่องด้วยความอธรรมของพวกเขา และแท้จริงเรานั้นเป็นผู้พูดจริง

{6:147} หากพวกเขาปฏิเสธเธอ ก็จงกล่าวเถิดว่า "พระเจ้าของพวกเธอนั้นเป็นผู้ทรงเป็นเจ้าแห่งเมตตาอันกว้างขวาง และการลงโทษของพระองค์นั้นจะไม่ถูกโต้กลับให้พ้นจากกลุ่มอาชญากร

{6:148} บรรดาผู้ที่ตั้งภาคีนั้นจะกล่าวว่า "หากว่าอัลลอหฺทรงประสงค์แล้วไซร้ พวกเราก็ไม่อาจจะตั้งภาคีขึ้นมา อีกทั้งบรรพบุรุษของพวกเราอีกด้วย และพวกเราก็ไม่อาจจะบัญญัติห้ามสิ่งใด" ในทำนองนั้นแหละบรรดาผู้คนก่อนหน้าพวกเขาได้เคยปฏิเสธ จนกระทั่งพวกเขาได้ลิ้มรสการลงโทษของเรา จงกล่าวเถิดว่า "พวกเธอมีความรู้สักอย่างไหม ที่พวกเธอจะเอามันออกมาให้แก่เรา? พวกเธอจะไม่ปฏิบัติตามสิ่งใด นอกจากการคาดคิดเอาเท่านั้น และพวกเธอไม่มีอื่นใด นอกจากจะกล่าวเท็จเท่านั้น"

{6:149} จงกล่าวเถิดว่า "อัลลอหฺนั้นทรงมีหลักฐานอันทั่วถึง หากพระองค์ทรงประสงค์ พระองค์ก็คงนำทางพวกเธอทั้งมวล"

{6:150} จงกล่าวเถิดว่า "พวกเธอจงนำมา ซึ่งบรรดาสักขีพยานของพวกเธอ ที่จะยืนยันว่า อัลลอหฺได้ทรงบัญญัติห้ามสิ่งนี้แล้ว" ถ้าพวกเขายืนยัน เธอก็อย่ายืนยันกับพวกเขา และอย่าตามตัณหาของบรรดาผู้ที่ปฏิเสธบรรดาสัญญาณของเรา และ(ตัณหาของ)บรรดาผู้ที่ไม่มีศรัทธาต่อปรโลก และขณะเดียวกันพวกเขาก็ให้สิ่งอื่นเท่าเทียมกับพระเจ้าของพวกตน

{6:151} จงกล่าวเถิดว่า "พวกเธอจงมากันเถิด ฉันจะอ่านให้ฟัง สิ่งที่พระเจ้าของพวกเธอได้บัญญัติห้ามแก่พวกเธอ คือพวกเธออย่าตั้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นเป็นภาคีกับพระองค์ และจงทำดีต่อผู้บิดามารดาและอย่าฆ่าลูกของพวกเธอเนื่องจากความยากจน เราเป็นผู้ให้ปัจจัยยังชีพแก่พวกเธอและแก่พวกเขา และจงอย่าเข้าใกล้บรรดาสิ่งชั่วช้า ทั้งที่เปิดเผยและที่ปกปิด และอย่าฆ่าชีวิตที่อัลลอหฺได้ทรงห้ามไว้นอกจากด้วยสิทธิอันชอบธรรมเท่านั้น นั่นแหละที่พระองค์ได้ทรงสั่งเสียมันไว้แก่พวกเธอ เพื่อว่าพวกเธอจะใช้ปัญญา

{6:152} และจงอย่าเข้าใกล้ทรัพย์สมบัติของเด็กกำพร้า นอกจากด้วยวิถีทางที่ดียิ่ง จนกว่าเขาจะบรรลุวัยฉกรรจ์ และจงให้ครบเต็มซึ่งเครื่องตวงและเครื่องชั่งด้วยความเที่ยงตรง เราจะไม่กำหนดภาระแก่ชีวิตใด นอกจากเท่ากำลังความสามารถของมันเท่านั้น และเมื่อพวกเธอพูด ก็จงยุติธรรม และแม้ว่าเขาจะเป็นญาติที่ใกล้ชิดก็ตาม และต่อสัญญาของอัลลอหฺนั้นก็จงปฏิบัติตามให้ครบถ้วน นั่นแหละที่พระองค์ได้ทรงสั่งเสียมันไว้แก่พวกเธอ เพื่อว่าพวกเธอจะได้รำลึก

{6:153} และแท้จริงนี้คือทางของฉันอันเที่ยงตรง พวกเธอจงปฏิบัติตามมันเถิด และอย่าปฏิบัติตามหนทางอื่น เพราะมันจะทำให้พวกเธอแตกแยกออกจากทางของพระองค์ นั่นแหละที่พระองค์ได้สั่งเสียมันไว้แก่พวกเธอ เพื่อว่าพวกเธอจะยำเกรง

{6:154} แล้วเราได้ให้คัมภีร์แก่มูซา ทั้งนี้เป็นการครบถ้วนแก่ผู้ที่กระทำดี และเป็นการแจกแจงในทุกสิ่งทุกอย่าง และเพื่อเป็นการชี้นำ และเป็นการเอ็นดูเมตตา เพื่อว่าพวกเขาจะได้มีศรัทธาต่อการพบกับพระเจ้าของพวกตน

{6:155} และนี้แหละคือคัมภีร์ ที่เราได้นำมันลงมา ที่มีความจําเริญ จงปฏิบัติตามคัมภีร์นั้นเถิด และจงยำเกรง เพื่อว่าพวกเธอจะเป็นที่เมตตา

{6:156} (มิเช่นนั้น)พวกเธอจะกล่าวว่า "คัมภีร์ได้ถูกประทานลงมาให้แก่สองพวกก่อนหน้าพวกข้าฯเท่านั้น และแท้จริงพวกข้าฯไม่รู้เรื่องในการอ่านของพวกเขา"

{6:157} หรือไม่พวกเธอก็จะกล่าวว่า "พวกข้าฯนี้ หากได้มีคัมภีร์ถูกประทานลงมาแก่พวกข้าฯแล้วไซร้ พวกข้าฯก็ต้องเป็นผู้ที่ได้รับทางนำดียิ่งกว่าพวกเขา" แท้จริงหลักฐานอันชัดแจ้งและการชี้นำ และความเมตตากรุณาจากพระเจ้าของพวกเธอได้มายังพวกเธอแล้ว ดังนั้นผู้ใดเล่าจะเป็นผู้อธรรมยิ่งกว่าผู้ที่ปฏิเสธต่อบรรดาสัญญาณของอัลลอหฺและผินหลังให้แก่มัน เราจะตอบแทนบรรดาผู้ที่ผินหลังให้แก่บรรดาสัญญาณของเรา ด้วยการลงโทษอันเลวร้าย เนื่องจากการที่พวกเขาเคยผินหลัง

{6:158} พวกเขาไม่ได้รอคอยอันใด นอกจากการที่มะลาอิกะหฺจะมายังพวกเขา หรือการที่พระเจ้าของเธอจะมา หรือการที่สัญญาณบางอย่างแห่งพระเจ้าของเธอจะมา วันที่สัญญาณบางอย่างแห่งพระเจ้าของเธอมานั้น การศรัทธาของชีวิตหนึ่งจะไม่อํานวยประโยชน์แก่ตนแต่อย่างใด หากมันไม่ได้เคยมีศรัทธามาก่อน หรือไม่เคยได้รับความดีเลยในการศรัทธาของตน จงกล่าวเถิดว่า "พวกเธอจงรอกันเถิด แท้จริงพวกเราก็เป็นผู้รอคอย"

{6:159} แท้จริงบรรดาผู้ที่แบ่งแยกศาสนาของพวกเขา และพวกเขาได้กลายเป็นนิกายต่าง ๆ นั้น เธอไม่ได้อยู่ในพวกเขาแต่อย่างใด แท้จริงเรื่องราวของพวกเขานั้นย่อมไปสู่อัลลอหฺ แล้วพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกเขาในสิ่งที่พวกเขากระทำ

{6:160} ผู้ใดที่นำความดีมา เขาก็จะได้รับสิบเท่าของความดีนั้น และผู้ใดนำความชั่วมา เขาจะไม่ถูกตอบแทน นอกจากเท่าความชั่วนั้นเท่านั้น และพวกเขาจะไม่ถูกอธรรม

{6:161} จงกล่าวเถิดว่า "แท้จริงฉันนี้ พระเจ้าของฉันได้ชี้นำฉันไปสู่ทางอันเที่ยงตรง คือศาสนาที่เที่ยงแท้ อันเป็นแนวทางของอิบรอฮีมผู้ใฝ่หาสัจธรรม และเขาก็ไม่เป็นผู้อยู่ในหมู่ผู้ตั้งภาคี"

{6:162} จงกล่าวเถิดว่า "การนมาซของฉัน และการเคารพสักการะของฉัน และการมีชีวิตของฉัน และการตายของฉัน เพื่ออัลลอหฺผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลกเท่านั้น"

{6:163} "ไม่มีภาคีเลยสำหรับพระองค์ และด้วยสิ่งนั้นแหละข้าฯถูกบัญชา และข้าฯคือคนแรกในหมู่ผู้สวามิภักดิ์"

{6:164} จงกล่าวเถิดว่า "อื่นจากอัลลอหฺกระนั้นหรือ ที่ฉันจะแสวงหาพระเจ้า? ทั้ง ๆ ที่พระองค์คือพระเจ้าของทุกสิ่ง และแต่ละชีวิตนั้นไม่ว่าจะเสาะหาสิ่งใดมาได้ ก็ล้วนแต่จะเป็นภาระแก่ตนเอง และไม่มีผู้แบกภาระคนใดจะแบกภาระของผู้อื่น ยังพระเจ้าของพวกเธอนั้น คือการกลับคืนของพวกเธอ แล้วพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกเธอในสิ่งที่พวกเธอขัดแย้งกัน

{6:165} และพระองค์นั้นคือผู้ที่ทรงให้พวกเธอเป็นผู้สืบแทนในแผ่นดิน และได้ทรงเชิดชูพวกเธอบางคนเหนือกว่าอีกบางคนหลายขั้น เพื่อที่พระองค์จะทรงทดสอบพวกเธอในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงประทานแก่พวกเธอ แท้จริงพระเจ้าของเธอนั้น คือพระผู้ทรงรวดเร็วในการลงโทษ และแท้จริงพระองค์เป็นพระผู้ทรงอภัยโทษ พระผู้ทรงปราณี

กลับไปที่สารบัญ