ทสกนิบาต - ทุติยปัณณาสก์ - ๒. ยมกวรรค - นฬกปานสูตรที่ ๑

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ทสกนิบาต - ทุติยปัณณาสก์ - ๒. ยมกวรรค - นฬกปานสูตรที่ ๑

พระไตรปิฎก ฉบับธรรมทาน
นฬกปานสูตรที่ ๑
[๖๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นโกศล พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่

ใหญ่ ได้เสด็จถึงนิคมของชาวโกศล ชื่อว่านฬกปานะ ทราบมาว่าพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่

ปลาสวัน ใกล้นฬกปานนิคมนั้น ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคผู้อันหมู่ภิกษุแวดล้อมประทับนั่ง

แล้วในวันอุโบสถ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน

ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา สิ้นส่วนแห่งราตรีเป็นอันมาก ทรงตรวจดูภิกษุสงฆ์ผู้นิ่ง

เงียบอยู่แล้วตรัสกะท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรสารีบุตร ภิกษุสงฆ์ปราศจากถีนมิทธะแล้ว

ธรรมีกถาเพื่อภิกษุทั้งหลายจงแจ่มแจ้งกะเธอ เราเมื่อยหลัง จักเอนหลัง ท่านพระสารีบุตรกราบ

ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ปูผ้าสังฆาฏิสี่ชั้น ทรงสำเร็จสีหไส

ยาโดยพระปรัสเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า ทรงมีสติสัมปชัญญะ ทรงกระทำอุฏฐานสัญญา

ไว้ในพระทัย

ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรเตือนภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุ

ทั้งหลายรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่าดูกรอาวุโสทั้งหลาย ผู้ใดผู้หนึ่ง

ไม่มีศรัทธาในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ ไม่มีวิริยะ ไม่มีปัญญาในกุศลธรรม

ทั้งหลาย กลางคืนหรือกลางวันของผู้นั้นย่อมผ่านพ้นไป ผู้นั้นพึงหวังได้ความเสื่อมในกุศลธรรม

ทั้งหลาย ไม่หวังได้ความเจริญเลย ฯ

ดูกรอาวุโสทั้งหลาย เปรียบเหมือนกลางคืนหรือกลางวันของพระจันทร์ในกาลปักษ์

ย่อมผ่านพ้นไป พระจันทร์ย่อมเสื่อมจากวรรณะ ย่อมเสื่อมจากมณฑลย่อมเสื่อมจากแสงสว่าง

ย่อมเสื่อมจากด้านยาวและด้านกว้าง ฉันใด ผู้ใดผู้หนึ่งไม่มีศรัทธาในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีหิริ

ไม่มีโอตตัปปะ ไม่มีวิริยะไม่มีปัญญาในกุศลธรรมทั้งหลาย กลางคืนหรือกลางวันของผู้นั้น

ย่อมผ่านพ้นไปผู้นั้นพึงหวังได้ความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่หวังได้ความเจริญเลย

ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรอาวุโสทั้งหลาย คำว่าบุคคลผู้ไม่มีศรัทธานี้ เป็นความเสื่อมคำว่าบุคคล

ผู้ไม่มีหิรินี้เป็นความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้ไม่มีโอตตัปปะนี้ เป็นความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้เกียจ

คร้านนี้ เป็นความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้มีปัญญาทรามนี้เป็นความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้มักโกรธนี้

เป็นความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้ผูกโกรธนี้เป็นความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้มีความปรารถนาลามกนี้

เป็นความเสื่อม คำว่าผู้มีมิตรชั่วนี้ เป็นความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฐินี้ เป็นความ

เสื่อม ฯ

ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ผู้ใดผู้หนึ่งมีศรัทธาในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริมีโอตตัปปะ

มีวิริยะ มีปัญญาในกุศลธรรมทั้งหลาย กลางคืนหรือกลางวันของผู้นั้นย่อมผ่านพ้นไป ผู้นั้นพึง

หวังได้ความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่หวังได้ความเสื่อมเลย ดูกรอาวุโสทั้งหลาย เปรียบ

เหมือนกลางคืนหรือกลางวันของพระจันทร์ในปักษ์ข้างขึ้นย่อมผ่านพ้นไป พระจันทร์นั้นย่อมเจริญ

ด้วยวรรณะ ย่อมเจริญด้วยมณฑล ย่อมเจริญด้วยแสงสว่าง ย่อมเจริญด้วยด้านยาวและด้านกว้าง

ฉันใด ผู้ใดผู้หนึ่งมีศรัทธาในกุศลธรรมทั้งหลายมีหิริ มีโอตตัปปะมีวิริยะ มีปัญญาในกุศล

ธรรมทั้งหลาย กลางคืนหรือกลางวันของผู้นั้นย่อมผ่านพ้นไป ผู้นั้นพึงหวังได้ความเจริญในกุศล

ธรรมทั้งหลาย ไม่หวังได้ความเสื่อมเลยฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรอาวุโสทั้งหลาย คำว่าบุคคลผู้มี

ศรัทธานี้ ไม่ใช่ความเสื่อมคำว่าบุคคลผู้มีหิรินี้ ไม่ใช่ความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้มีโอตตัปปะนี้

ไม่ใช่ความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้ปรารภความเพียรนี้ ไม่ใช่ความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้มีปัญญานี้

ไม่ใช่ความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้ไม่โกรธนี้ ไม่ใช่ความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้ไม่ผูกโกรธนี้ ไม่ใช่

ความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้ปรารถนาน้อยนี้ ไม่ใช่ความเสื่อมคำว่าบุคคลผู้เป็นสัมมาทิฐินี้

ไม่ใช่ความเสื่อม ฯ

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จลุกขึ้นแล้ว ตรัสชมท่านพระสารีบุตรว่า ดีละ ดีละ

สารีบุตร ผู้ใดผู้หนึ่งไม่มีศรัทธาในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีหิริไม่มีโอตตัปปะ ไม่มีวิริยะ ไม่มี

ปัญญาในกุศลธรรมทั้งหลาย กลางคืนหรือกลางวันของผู้นั้นย่อมผ่านพ้นไป ผู้นั้นพึงหวังได้ความ

เสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลายไม่หวังได้ความเจริญเลย ดูกรสารีบุตร เปรียบเหมือนกลางคืน

หรือกลางวันของพระจันทร์ในกาลปักษ์ย่อมผ่านพ้นไป พระจันทร์นั้นย่อมเสื่อมจากวรรณะ ย่อม

เสื่อมจากมณฑล ย่อมเสื่อมจากแสงสว่าง ย่อมเสื่อมจากด้านยาวและกว้างฉันใด ดูกรสารีบุตร

ผู้ใดผู้หนึ่งไม่มีศรัทธาในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีหิริ ฯลฯไม่มีปัญญาในกุศลธรรมทั้งหลาย

กลางคืนหรือกลางวันของผู้นั้น ย่อมผ่านพ้นไปผู้นั้นพึงหวังได้ความเสื่อม ไม่หวังได้ความเจริญ

เลย ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรสารีบุตร คำว่าบุคคลผู้ไม่มีศรัทธานี้ เป็นความเสื่อม คำว่าบุคคล

ไม่มีหิริ ...ผู้ไม่มีโอตตัปปะ ... ผู้เกียจคร้าน ... ผู้มีปัญญาทราม ... ผู้มักโกรธ ...ผู้ผูกโกรธ ...

ผู้มีความปรารถนาลามก ... ผู้มีมิตรชั่ว ... ผู้เป็นมิจฉาทิฐินี้เป็นความเสื่อม ฯ

ดูกรสารีบุตร ผู้ใดผู้หนึ่งมีศรัทธาในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริมีโอตตัปปะ มีวิริยะ

มีปัญญาในกุศลธรรมทั้งหลาย กลางคืนหรือกลางวันของผู้นั้นย่อมผ่านพ้นไป ผู้นั้นพึงหวังได้

ความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่หวังได้ความเสื่อมเลย ดูกรสารีบุตร เปรียบเหมือนกลางคืน

หรือกลางวันของพระจันทร์ในปักษ์ข้างขึ้นย่อมผ่านพ้นไป พระจันทร์นั้นย่อมเจริญด้วยวรรณะ

ย่อมเจริญด้วยมณฑล ย่อมเจริญด้วยแสงสว่าง ย่อมเจริญด้วยด้านยาวและกว้าง ฉันใดดูกร

สารีบุตร ผู้ใดผู้หนึ่งมีศรัทธาในกุศลธรรมทั้งหลาย ... ผู้นั้นพึงหวังได้ซึ่งความเจริญในกุศลธรรม

ทั้งหลาย ไม่หวังได้ความเสื่อมเลย ฉันนั้นเหมือนกันดูกรสารีบุตร คำว่าบุคคลผู้มีศรัทธานี้

ไม่ใช่ความเสื่อม คำว่าบุคคลผู้มีหิริ ...ผู้มีโอตตัปปะ ... ผู้ปรารภความเพียร ... ผู้มีปัญญา ... ผู้ไม่

มักโกรธ ...ผู้ไม่ผูกโกรธ ... ผู้มีความปรารถนาน้อย ... ผู้มีคนดีเป็นมิตร ... ผู้เป็นสัมมาทิฐินี้ ไม่ใช่

ความเสื่อม ฯ

จบสูตรที่ ๗