ธัมมปทัฏฐกถา จิตตวรรควรรณนา๒. เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
๒. เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง [๒๕]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุรูปใด

รูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ทุนฺนิคฺคหสฺส ลหุโน" เป็นต้น.

อุบาสิกาจัดที่อยู่ถวายภิกษุ ๖๐ ปี
ได้ยินว่า ได้มีบ้านตำบลหนึ่ง ชื่อมาติกคาม ใกล้เชิงเขา ใน

แว่นแคว้นของพระเจ้าโกศล. ภายหลังวันหนึ่ง ภิกษุประมาณ ๖๐ รูป

ทูลอาราธนาให้ตรัสบอกพระกัมมัฏฐานจนถึงพระอรหัต ในสำนักของ

พระศาสดาแล้ว ไปสู่บ้านนั้น เข้าไปเพื่อบิณฑบาต. ลำดับนั้นเจ้าของ

บ้านนั้นชื่อมาติกะใด มารดาของเจ้าของบ้านนั้น เห็นภิกษุเหล่านั้นแล้ว

นิมนต์ให้นั่งในเรือน จึงอังคาสด้วยข้าวยาคูและภัตอันมีรสเลิศต่าง ๆ

ถามว่า "พวกท่านประสงค์จะไป ณ ที่ไหน ? เจ้าข้า." ภิกษุเหล่านั้น

บอกว่า " พวกฉันมีความประสงค์จะไปสู่ที่ตามความผาสุก มหาอุบาสิกา."

นางทราบว่า " พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ชะรอยจะแสวงหาสถานที่สำหรับ

จำพรรษา จึงหมอบลงที่ใกล้เท้าแล้วกล่าวว่า " ถ้าพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย

จักอยู่ในที่นี้ตลอด ๓ เดือนนี้ไซร้, ดิฉันจักรับสรณะ ๓ ศีล ๕

(และ) ทำอุโบสถกรรม." ภิกษุทั้งหลายปรึกษากันว่า " เราทั้งหลาย

เมื่ออาศัยอุบาสิกานี้ ไม่มีความลำบากด้วยภิกษา จักสามารถทำการ

สลัดออกจากภพได้" ดังนี้ แล้วจึงรับคำ. นางได้ชำระวิหารอันเป็น

ที่อยู่ถวายแก่ภิกษุเหล่านั้น.

ภิกษุ ๖๐ รูปทำกติกากัน
ภิกษุเหล่านั้นเมื่ออยู่ในที่นั้น วันหนึ่ง ได้ประชุมกันแล้วตักเตือน

กันและกันว่า " ผู้มีอายุ พวกเราไม่ควรประพฤติโดยความประมาท

เพราะว่ามหานรก(มหานรก ๘ ขุม คือ ๑. สัญชีวะ.

๒ กาลสุตะ. ๓. สังฆาฏะ. ๔. โรรุวะ. ๕. มหาโรรุวะ. ๖. ตปะ.

๗. มหาตาปะ. ๘. อเวจี.) ๘ ขุม มีประตูเปิด (คอยท่า) พวกเราเหมือน

อย่างเรือนของตนทีเดียว. ก็แลพวกเราได้เรียนพระกัมมัฏฐานในสำนัก

ของพระพุทธเจ้าผู้ยังทรงพระชนม์อยู่แล้วจึงมา. ก็ธรรมดาพระพุทธเจ้า

ทั้งหลาย อันใคร ๆ ผู้โอ้อวด แม้เที่ยวไปตามรอยพระบาทก็ไม่สามารถ

ให้ทรงโปรดปรานได้. (แต่ ) บุคคลผู้มีอัธยาศัยเป็นปกติเท่านั้น สามารถ

ให้ทรงโปรดปรานได้ ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด. พวกเรา

ไม่ควรยืน ไม่ควรนั่งในที่แห่งเดียวกัน ๒ รูป แต่ว่าในกาลเป็นที่บำรุง

พระเถระในเวลาเย็นแล และในกาลเป็นที่ภิกษาจารในเวลาเช้าเท่านั้น

พวกเราจักรวมกัน, (แต่) ในกาลที่เหลือจักไม่อยู่รวมกัน ๒ รูป.

ก็อีกอย่างหนึ่งแล เมื่อภิกษุผู้ไม่มีความผาสุกมาตีระฆังในท่ามกลางวิหาร

ขึ้นแล้ว พวกเราจึงจักมาตามสัญญาแห่งระฆังแล้ว ทำยาให้แก่ภิกษุนั้น."

ภิกษุมาประชุมกันด้วยเสียงระฆัง
เมื่อภิกษุเหล่านั้นทำกติกากันอย่างนี้อยู่, วันหนึ่งอุบาสิกานั้นให้

บุคคลถือเภสัชทั้งหลาย มีเนยใสและน้ำอ้อยเป็นต้น อันชนทั้งหลาย

มีทาสและกรรมกรเป็นต้น แวดล้อมเดินไปสู่วิหารนั้นในเวลาเย็น ไม่เห็น

ภิกษุทั้งหลายในท่ามกลางวิหารแล้ว จึงถามพวกบุรุษว่า " พระผู้เป็นเจ้า

ทั้งหลาย ไปเสีย ณ ที่ไหนหนอแล ?" เมื่อพวกเขาบอกว่า "แม่คุณ

พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจักเป็นผู้นั่งอยู่ในที่พักกลางคืน และที่พักกลางวัน

ของตน ๆ (เท่านั้น)" จึงกล่าว (ต่อไป) ว่า "ฉันทำอย่างไร

เล่าหนอ จึงจักสามารถพบ (พวกพระผู้เป็นเจ้า) ได้."

ลำดับนั้น มนุษย์ทั้งหลายที่รู้กติกวัตรของภิกษุสงฆ์ จึงบอกกะ

อุบาสิกานั้นว่า "คุณแม่ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจักประชุมกัน ในเมื่อ

บุคคลมาตีระฆัง." นางจึงให้ตีระฆัง ภิกษุทั้งหลายได้ยินเสียงระฆังแล้ว

ออกจากที่ของตน ๆ ด้วยสำคัญว่า " ภิกษุบางรูปจักไม่มีความผาสุก,"

จึงประชุมกันในท่ามกลางวิหาร. ภิกษุชื่อว่า เดินมาโดยทางเดียวกันแม้

๒ รูป ย่อมไม่มี.

อุบาสิกาเจริญสมณธรรมตามที่ภิกษุบอก
อุบาสิกาเห็นภิกษุรูปหนึ่ง ๆ เท่านั้นเดินมาจากที่แห่งหนึ่ง ๆ จึง

คิดว่า "(ชะรอย) พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นบุตรของเราจักทำความทะเลาะ

วิวาทแก่กันและกัน" ดังนี้แล้ว ไหว้ภิกษุสงฆ์กล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ

ท่านทั้งหลายได้ทำความทะเลาะกันหรือ ?"

ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า " พวกฉันหาได้ทำความทะเลาะวิวาทกันไม่

มหาอุบาสิกา."

อุบาสิกา. ท่านผู้เจริญ ถ้าพวกท่านไม่มีความทะเลาะวิวาทกันไซร้,

เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไรพวกท่านจึงไม่มา เหมือนเมื่อมาสู่เรือนของดิฉัน

มาโดยรวมกันทั้งหมด, (นี่กลับ) มาทีละองค์ ๆ จากที่แห่งหนึ่ง ๆ.

ภิกษุ. มหาอุบาสิกา พวกฉันนั่งทำสมณธรรมในที่แห่งหนึ่ง ๆ.
อุบาสิกา. พ่อคุณทั้งหลาย ชื่อว่าสมณธรรมนั้นคืออะไร ?
ภิกษุ. มหาอุบาสิกา พวกฉันทำการสาธยายอาการ ๓๒ เริ่มตั้ง

ซึ่งความสิ้นและความเสื่อมในอัตภาพอยู่.

อุบาสิกา. ท่านเจ้าขา การทำการสาธยายอาการ ๓๒ (คือ ผม ขน

เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด

ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด

เหงื่อ มันข้น น้ำตา น้ำมันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร

ถ้าเติมมัตถลุงคัง มันสมองเข้าด้วย เป็น ๓๒ ตามคัมภีร์วิสุทธิมรรค. )และการเริ่ม

ตั้งความสิ้นความเสื่อมในอัตภาพ ย่อมสมควรแก่พวกท่านเท่านั้น หรือ

ย่อมสมควรแก่พวกดิฉันด้วยเล่า ?

ภิกษุ. มหาอุบาสิกา ธรรมนี้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงห้าม

แก่ใคร ๆ.

อุบาสิกา. ถ้าอย่างนั้น ขอพวกท่านจงให้อาการ ๓๒ และขอจง

บอกการเริ่มตั้งซึ่งความสิ้นและความเสื่อมในอัตภาพ แก่ดิฉันบ้าง.

ภิกษุ. มหาอุบาสิกา ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเรียนเอา. แล้วให้เรียน

เอาทั้งหมด.

อุบาสิกาบรรลุมรรค ๓ ผล ๓ ก่อนภิกษุ
จำเดิมแต่นั้น อุบาสิกานั้นก็ได้ทำการสาธยายซึ่งอาการ ๓๒ (และ)

เริ่มตั้งไว้ซึ่งความสิ้นไปและความเสื่อมไปในตน ได้บรรลุมรรค ๓ ผล ๓

ก่อนกว่าภิกษุเหล่านั้นทีเดียว. ปฏิสัมภิทา ๔ และโลกิยอภิญญา ได้มา

ถึงแก่อุบาสิกานั้นโดยมรรคนั่นแล. นางออกจากสุขอันเกิดแต่มรรคและ

ผลแล้ว ตรวจดูด้วยทิพยจักษุใคร่ครวญอยู่ว่า " เมื่อไรหนอแล ? พระผู้

เป็นเจ้าผู้เป็นบุตรของเราจึงจักบรรลุธรรมนี้ " แล้วรำพึง (ต่อไป ) ว่า

" พระผู้เป็นเจ้าเหล่านี้ทั้งหมด ยังมีราคะ ยังมีโทสะ ยังมีโมหะ, พระผู้

เป็นเจ้าเหล่านั้นมิได้มีคุณธรรมแม้สักว่าฌานและวิปัสสนาเลย อุปนิสัยแห่ง

พระอรหัตของพระผู้เป็นเจ้าผู้บุตรของเรา มีอยู่หรือไม่หนอ ?" เห็นว่า

"มี" ดังนี้แล้ว จึงรำพึง ( ต่อไป ) ว่า " เสนาสนะเป็นที่สบาย จะมี

หรือไม่มีหนอ ?" เห็นแม้เสนาสนะเป็นที่สบายแล้ว จึงรำพึง ( ต่อไป

อีก) ว่า "พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายของเรายังไม่ได้บุคคลเป็นที่สบายหรือ

หนอ ? เห็นแม้บุคคลเป็นที่สบายแล้ว จึงใคร่ครวญอยู่ว่า " พระผู้

เป็นเจ้าทั้งหลายยังไม่ได้อาหารเป็นที่สบายหรือหนอ ?" ก็ได้เห็นว่า

อาหารเป็นที่สบายยังไม่มีแก่พวกเธอ." จำเดิมแต่นั้นมา ก็จัดแจงข้าวยาคู

(แปลตามพยัญชนะว่า......ยังข้าวยาคูมีอย่างต่าง ๆ ด้วย ยังของเคี้ยวมีประการมิใช่น้อยด้วย

ยังโภชนะมีรสอันเลิศต่าง ๆ ด้วย ให้ถึงพร้อมแล้ว.)

อันมีอย่างต่าง ๆ และของขบเคี้ยวเป็นอเนกประการ และโภชนะมีรส

ต่าง ๆ อันเลิศแล้ว นิมนต์ภิกษุทั้งหลายให้นั่งแล้ว จึงถวายน่าทักษิโณทก(แปลว่า น้ำเพื่อทักษิณา.)

แล้ว มอบถวายด้วยคำว่า " ท่านผู้เจริญ พวกท่านชอบใจสิ่งใด ๆ

ขอจงถือเอาสิ่งนั้น ๆ ฉันเถิด."

ภิกษุเหล่านั้น รับเอาวัตถุทั้งหลายมีข้าวยาคูเป็นต้นแล้ว บริโภค

ตามความชอบใจ.

ภิกษุ ๖๐ รูปบรรลุพระอรหัต
เมื่อภิกษุเหล่านั้นได้อาหารอันเป็นที่สบาย จิตก็เป็นธรรมชาติ มี

อารมณ์เดียว ( แน่วแน่ ). พวกเธอมีจิตแน่วแน่เจริญวิปัสสนา ต่อกาล

ไม่นานนัก ก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย แล้วคิดว่า

" น่าขอบคุณ ! มหาอุบาสิกาเป็นที่พึ่งของพวกเรา; ถ้าพวกเราไม่ได้

อาหารอันเป็นที่สบายแล้วไซร้, การแทงตลอดมรรคและผล คงจักไม่ได้

มีแก่พวกเรา ( เป็นแน่ ); บัดนี้ พวกเราอยู่จำพรรษาปวารณาแล้ว จัก

ไปสู่สำนักของพระศาสดา."

พวกเธออำลามหาอุบาสิกาว่า " พวกฉันใคร่จะเฝ้าพระศาสดา."

มหาอุบาสิกากล่าวว่า " ดีแล้วพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย " แล้วตามไปส่ง

ภิกษุเหล่านั้น, กล่าวคำอันเป็นที่รักเป็นอันมากว่า " ขอท่านทั้งหลาย พึง

(มา) เยี่ยมดิฉันแม้อีก" ดังนี้เป็นต้น แล้วจึงกลับ.

พระศาสดาตรัสถามสุขทุกข์กะภิกษุเหล่านั้น
ฝ่ายภิกษุเหล่านั้นแล ถึงเมืองสาวัตถีแล้ว ถวายบังคมพระศาสดา

แล้ว นั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง อันพระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย

(สรีรยนต์มีจักร ๔ มีทวาร ๙) พวกเธอพออดทนได้ดอกหรือ ? พวก

เธอพอยังอัตภาพให้เป็นไปได้ดอกหรือ ? อนึ่ง พวกเธอไม่ลำบากด้วย

บิณฑบาตหรือ ?" จึงกราบทูลว่า " พออดทนได้พระเจ้าข้า พอยัง

อัตภาพให้เป็นไปได้ พระเจ้าข้า, อนึ่ง ข้าพระองค์ทั้งหลาย มิได้

ลำบากด้วยบิณฑบาตเลย, เพราะว่าอุบาสิกาคนหนึ่ง ชื่อมาติกมาตา

ทราบวาระจิตของพวกข้าพระองค์. เมื่อพวกข้าพระองค์คิดว่า ' ไฉนหนอ

มหาอุบาสิกาจะพึงจัดแจงอาหารชื่อเห็นปานนี้เพื่อพวกเรา.' (นาง) ก็

ได้จัดแจงอาหารถวายตามที่พวกข้าพระองค์คิดแล้ว" ดังนี้แล้ว ก็กล่าว

สรรเสริญคุณของมหาอุบาสิกานั้น.

อุบาสิกาจักของถวายตามที่ภิกษุต้องการ
ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง สดับถ้อยคำสรรเสริญคุณของมหาอุบาสิกานั้น

แล้ว เป็นผู้ใคร่จะไปในที่นั้น เรียนกัมมัฏฐานในสำนักของพระศาสดา

แล้ว ทูลลาพระศาสดาว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักไปยัง

บ้านนั้น" แล้วออกจากพระเชตวัน ถึงบ้านนั้นโดยลำดับ ในวันที่ตน

เข้าไปสู่วิหาร คิดว่า " เขาเล่าลือว่า อุบาสิกานี้ ย่อมรู้ถึงเหตุอันบุคคล

อื่นคิดแล้ว ๆ. ก็เราเหน็ดเหนื่อยแล้วในหนทางจักไม่สามารถกวาดวิหาร

ได้, ไฉนหนอ อุบาสิกานี้จะพึงส่งคนผู้ชำระวิหารมาเพื่อเรา."

อุบาสิกานั่งในเรือนนั่นเองรำพึงอยู่ ทราบความนั้นแล้ว จึงส่งคน

ไป ด้วยคำว่า " เจ้าจงไป, ชำระวิหารแล้วจึงมา."

ฝ่ายภิกษุนอกนี้อยากดื่มน้ำ จึงคิดว่า " ไฉนหนอ อุบาสิกานี้

จะพึงทำน้ำดื่มละลายน้ำตาลกรวดส่งมาให้แก่เรา." อุบาสิกาก็ได้ส่งน้ำนั้น

ไปให้. เธอคิด (อีก) ว่า " ขออุบาสิกา จงส่งข้าวยาคูมีรสสนิทและ

แกงอ่อมมาเพื่อเรา ในวันพรุ่งนี้แต่เช้าตรู่เถิด." อุบาสิกาก็ได้ทำอย่างนั้น.

ภิกษุนั้นดื่มข้าวยาคูแล้ว คิดว่า " ไฉนหนอ อุบาสิกาพึงส่งของขบเคี้ยว

เห็นปานนี้มาเพื่อเรา." อุบาสิกาก็ได้ส่งของเคี้ยวแม้นั้นไปแล้ว เธอคิดว่า

" อุบาสิกานี้ส่งวัตถุที่เราคิดแล้ว ๆ ทุก ๆ สิ่งมา ; เราอยากจะพบอุบาสิกา

นั่น, ไฉนหนอ นางพึงให้คนถือโภชนะมีรสเลิศต่าง ๆ เพื่อเรา มาด้วย

ตนเองทีเดียว." อุบาสิกาคิดว่า " ภิกษุผู้บุตรของเราประสงค์จะเห็นเรา

หวังการไปของเราอยู่," ดังนี้แล้ว จึงให้คนถือโภชนะไปสู่วิหารแล้วได้

ถวายแก่ภิกษุนั้น.

ภิกษุนั้นทำภัตกิจแล้ว ถามว่า " มหาอุบาสิกา ท่านหรือ ? ชื่อว่า

มาจิกมาตา."

อุบาสิกา. ถูกแล้ว พ่อ.
ภิกษุ. อุบาสิกา ท่านทราบจิตของคนอื่นหรือ ?
อุบาสิกา. ถามดิฉันทำไม ? พ่อ.
ภิกษุ. ท่านได้ทำวัตถุทุก ๆ สิ่งที่ฉันคิดแล้วๆ, เพราะฉะนั้น ฉัน

จึงถามท่าน.

อุบาสิกา. พ่อ ภิกษุที่รู้จิตของคนอื่น ก็มีมาก.
ภิกษุ. ฉันไม่ได้ถามถึงคนอื่น, ถาม (เฉพาะตัว) ท่านอุบาสิกา.
แม้เป็นอย่างนั้น อุบาสิกาก็มิได้บอก (ตรง ๆ) ว่า " ดิฉันรู้จิต

ของคนอื่น " (กลับ) กล่าวว่า " ลูกเอ๋ย ธรรมดาคนทั้งหลายผู้รู้จิต

ของคนอื่น ย่อมทำอย่างนั้นได้."

ภิกษุลาอุบาสิกากลับไปเฝ้าพระศาสดา
ภิกษุนั้นคิดว่า "กรรมนี้หนักหนอ, ธรรมดาปุถุชน ย่อมคิดถึง

อารมณ์อันงามบ้าง ไม่งามบ้าง; ถ้าเราจักคิดสิ่งอันไม่สมควรแล้วไซร้,

อุบาสิกานี้ ก็พึงยังเราให้ถึงซึ่งประการอันแปลก เหมือนจับโจรที่มวยผม

พร้อมด้วยของกลางฉะนั้น; เราควรหนีไปเสียจากที่นี้" แล้วกล่าวว่า

" อุบาสิกา ฉันจักลาไปละ."

อุบาสิกา. ท่านจักไปที่ไหน ? พระผู้เป็นเจ้า.
ภิกษุ. ฉันจักไปสู่สำนักพระศาสดา อุบาสิกา.
อุบาสิกา. ขอท่านจงอยู่ในที่นี้ก่อนเถิด เจ้าข้า.
ภิกษุนั้นกล่าวว่า " ฉันจักไม่อยู่ อุบาสิกา จักต้องไปอย่างแน่นอน"

แล้วได้เดินออก ( จากที่นั้น ) ไปสู่สำนักของพระศาสดา.

พระศาสดาแนะให้รักษาจิตอย่างเดียว
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามเธอว่า " ภิกษุ เธออยู่ในที่นั้น

ไม่ได้หรือ ?"

ภิกษุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่สามารถอยู่ใน

ที่นั้นได้.

พระศาสดา. เพราะเหตุไร ? ภิกษุ.
ภิกษุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ( เพราะว่า) อุบาสิกานั้น ย่อม

รู้ถึงเรื่องอันคนอื่นคิดแล้ว ๆ ทุกประการ, ข้าพระองค์คิดว่า " ก็ธรรมดา

ปุถุชน ย่อมคิดอารมณ์อันงามบ้าง ไม่งามบ้าง; ถ้าเราจักคิดสิ่งบางอย่าง

อันไม่สมควรแล้วไซร้, อุบาสิกานั้น ก็จักยังเราให้ถึงซึ่งประการอันแปลก

เหมือนจับโจรที่มวยผมพร้อมทั้งของกลางฉะนั้น" ดังนี้แล้วจึงได้มา.

พระศาสดา. ภิกษุ เธอควรอยู่ในที่นั้นแหละ.
ภิกษุ. ข้าพระองค์ไม่สามารถ พระเจ้าข้า ข้าพระองค์จักอยู่ใน

ที่นั้นไม่ได้.

พระศาสดา. ภิกษุ ถ้าอย่างนั้น เธอจักอาจรักษาสิ่งหนึ่งเท่านั้น

ได้ไหม ?

ภิกษุ. รักษาอะไร ? พระเจ้าข้า.
พระศาสดา ตรัสว่า " เธอจงรักษาจิตของเธอนั่นแหละ ธรรมดา

จิตนี้บุคคลรักษาได้ยาก, เธอจงข่มจิตของเธอไว้ให้ได้ อย่าคิดถึงอารมณ์

อะไร ๆ อย่างอื่น, ธรรมดาจิตอันบุคคลข่มได้ยาก" ดังนี้แล้วจึงตรัส

พระคาถานี้ว่า

๒. ทุนฺนิคฺคหสฺส ลหุโน ยตฺถ กามนิปาติโน
จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ.
"การฝึกจิตอันข่มได้ยาก เป็นธรรมดาเร็ว
มักตกไปในอารมณ์ตามความใคร่ เป็นการดี (เพราะ
ว่า ) จิตที่ฝึกแล้ว ย่อมเป็นเหตุนำสุขมาให้.
แก้อรรถ
บัณฑิตพึงทราบวิเคราะห์ในพระคาถานั้น (ดังต่อไปนี้). ธรรมดา

จิตนี้ อันบุคคลย่อมข่มได้โดยยาก เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ทุนฺนิคฺคหํ.

จิตนี้ย่อมเกิดและดับเร็ว เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ลหุ ซึ่งจิต

อันข่มได้ยาก อันเกิดและดับเร็วนั้น.

บาทพระคาถาว่า ยตฺถ กามนิปาติโน ความว่า มักตกไปใน

อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งนั่นแล. จริงอยู่ จิตนี้ ย่อมไม่รู้จักฐานะอันตน

ควรได้ หรือฐานะอันไม่ควรได้, ฐานะอันสมควรหรือฐานะอันไม่สมควร

ย่อมไม่พิจารณาดูชาติ ไม่พิจารณาดูโคตร ไม่พิจารณาดูวัย; ย่อมตกไป

ในอารมณ์ที่ตนปรารถนาอย่างเดียว. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงตรัสว่า " มักตกไปในอารมณ์ตามความใคร่."

การฝึกจิตเห็นปานนี้นั้น เป็นการดี คือความที่จิตอันบุคคลฝึกฝน

ด้วยอริยมรรค ๔ (อริยมรรค ๔ คือ โสดาปัตติมรรค ๑ สกทาคามิมรรค ๑ อนาคามิมรรค ๑

อรหัตมรรค ๑) ได้แก่ ความที่จิตอันบุคคลทำแล้วโดยประการที่จิตสิ้น

พยศได้ เป็นการดี.

ถามว่า " เพราะเหตุไร ? "
แก้ว่า " เพราะว่า จิตนี้อันบุคคลฝึกแล้ว ย่อมเป็นเหตุนำสุขมา

ให้ คือว่า จิตที่บุคคลฝึกแล้ว ได้แก่ทำให้สิ้นพยศ ย่อมนำมาซึ่งความ

สุขอันเกิดแต่มรรคผล และสุขคือพระนิพพานอันเป็นปรมัตถ์."

ในกาลจบเทศนา บริษัทที่มาประชุมกันเป็นอันมาก ได้เป็นอริย-

บุคคลมีพระโสดาบันเป็นต้น, เทศนาสำเร็จประโยชน์แก่มหาชนแล้ว.

ภิกษุนั้นกลับไปสู่มาติกคามอีก
พระศาสดาครั้นประทานโอวาทนี้แก่ภิกษุนั้นแล้ว จึงทรงส่งไปด้วย

พระดำรัสว่า " ไปเถิด ภิกษุ เธออย่าคิดอะไรๆ อย่างอื่น จง

อยู่ในที่นั้นนั่นแหละ." ภิกษุนั้นได้พระโอวาทจากสำนักของพระศาสดา

แล้ว จึงได้ไป (อยู่ ) ในที่นั้น, ไม่ได้คิดอะไร ๆ ที่ชวนให้คิด

ภายนอกเลย.

ฝ่ายมหาอุบาสิกา เมื่อตรวจดูด้วยทิพยจักษุ ก็เห็นพระเถระแล้ว

กำหนด (รู้) ด้วยญาณของตนนั่นแลว่า " บัดนี้ ภิกษุผู้บุตรของเรา

ได้อาจารย์ให้โอวาทแล้วจึงกลับมาอีก " แล้วได้จัดแจงอาหารอันเป็นที่

สบายถวายแก่พระเถระนั้น.

พระเถระบรรลุพระอรหัตและระลึกชาติได้
พระเถระนั้นได้โภชนะอันเป็นที่สบายแล้ว โดย ๒-๓ วันเท่านั้น

ก็ได้บรรลุพระอรหัต ยับยั้งอยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่มรรคและผลคิดว่า

" น่าขอบใจ มหาอุบาสิกาได้เป็นที่พึ่งของเราแล้ว เราอาศัยมหาอุบาสิกา

นี้ จึงถึงซึ่งการแล่นออกจากภพได้, แล้วใคร่ครวญอยู่ว่า มหาอุบาสิกา

นี้ได้เป็นที่พึ่งของเราในอัตภาพนี้ก่อน, ก็เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร

มหาอุบาสิกานี้เคยเป็นที่พึ่งในอัตภาพแม้อื่น ๆ หรือไม่ ? แล้วจึงตาม

ระลึกไปตลอด ๙๙ อัตภาพ.

แม้มหาอุบาสิกานั้น ก็เป็นนางบาทบริจาริกา (ภริยา) ของ

พระเถระนั้นใน ๙๙ อัตภาพ เป็นผู้มีจิตปฏิพัทธ์ในชายเหล่าอื่น จึงให้

ปลงพระเถระนั้นเสียจากชีวิต.

พระเถระครั้นเห็นโทษของมหาอุบาสิกานั้นเพียงเท่านี้แล้ว จึงคิดว่า

" น่าสังเวช มหาอุบาสิกานี้ได้ทำกรรมหนักมาแล้ว."

อุบาสิกาใคร่ครวญดูบรรพชิตกิจของพระเถระ
ฝ่ายมหาอุบาสิกานั่งในเรือนนั่นเอง พลางใคร่ครวญว่า " กิจแห่ง

บรรพชิตของภิกษุผู้บุตรของเรา ถึงที่สุดแล้ว หรือยังหนอ ?" ทราบว่า

พระเถระนั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว จึงใคร่ครวญยิ่งขึ้นไป ก็ทราบว่า

" ภิกษุผู้บุตรของเราบรรลุพระอรหัตแล้ว คิดว่า ' น่าปลื้มใจจริง อุบาสิกา

นี้ได้เป็นที่พึ่งของเราอย่างสำคัญ ' ดังนี้แล้วใคร่ครวญ (ต่อไปอีก) ว่า

" แม้ในกาลล่วงแล้ว อุบาสิกานี้ได้เคยเป็นที่พึ่งของเราหรือเปล่าหนอ ?"

ตามระลึกไปตลอด ๙๙ อัตภาพ; แต่เราแลได้คบคิดกับชายเหล่าอื่น ปลง

พระเถระนั้นเสียจากชีวิตใน ๙๙ อัตภาพ, พระเถระนี้แลเห็นโทษมีประมาณ

เท่านี้ของเราแล้ว คิดว่า 'น่าสังเวช อุบาสิกาได้ทำกรรมหนักแล้ว '

นางใคร่ครวญ (ต่อไป) ว่า " เราเมื่อท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร เรามิได้

เคยทำอุปการะแก่ภิกษุผู้เป็นบุตรเลยหรือหนอ ?" ได้ระลึกถึงอัตภาพที่

ครบ ๑๐๐ อันยิ่งกว่า ๙๙ อัตภาพนั้น ก็ทราบว่า "ในอัตภาพที่ครบ

๑๐๐ เราเป็นบาทบริจาริกาแห่งพระเถระนั้น ได้ให้ชีวิตทานในสถาน

เป็นที่ปลงจากชีวิตแห่งหนึ่ง. น่าดีใจ เรากระทำอุปการะมากแก่ภิกษุผู้

บุตรของเรา" นั่งอยู่ในเรือนนั่นเองกล่าวว่า " ขอท่านจงใคร่ครวญดู

ให้วิเศษยิ่งขึ้น."

พระเถระนิพพาน
พระเถระนั้น ได้สดับเสียง ( ของอุบาสิกานั้น) ด้วยโสตธาตุ

อันเป็นทิพย์แล้ว ระลึกถึงอัตภาพที่ครบ ๑๐๐ ให้วิเศษขึ้น แล้วเห็น

ความที่อุบาสิกานั้นได้ให้ชีวิตแก่ตนในอัตภาพนั้น จึงคิดว่า " น่าดีใจ

อุบาสิกานี้ได้เคยทำอุปการะแก่เรา " ดังนี้แล้ว มีใจเบิกบานกล่าวปัญหา

ในมรรค ๔ ผล ๔ แก่อุบาสิกาในที่นั้นนั่นเอง ได้ปรินิพพานแล้วด้วย

นิพพานธาตุอันเป็นอนุปาทิเสส.

เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง จบ.

(อญฺเญหิ สทฺธึ เอกโต หุตฺวา แปลตามพยัญชนะว่า เป็นโดยความเป็นอันเดียวกันกับบุรุษ

ทั้งหลายเหล่าอื่น.)

ดูเพิ่ม[แก้ไข]