ธัมมปทัฏฐกถา ปุปผวรรควรรณนา๑. เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้ขวนขวายในปฐวีกถา

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
๔. ปุปผวรรควรรณนา

๑. เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้ขวนขวายในปฐวีกถา [๓๓]

ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุ

๕๐๐ รูป ผู้ขวนขวายในปฐวีกถา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "โก

อิมํ ปฐวึ วิเชสฺสติ" เป็นต้น.

ควรปรารภแผ่นดินภายใน
ดังได้สดับมา ภิกษุเหล่านั้น เที่ยวจาริกไปในชนบทกับพระผู้มี-

พระภาคเจ้า มาถึงพระเชตวันแล้วนั่งในหอฉันในเวลาเย็น เล่าถึงเรื่อง

แผ่นดินในสถานที่ตนไปแล้ว ๆ ว่า "ในสถานเป็นที่ไปสู่บ้านโน้น จาก

บ้านโน้น เสมอ ไม่เสมอ มีเปือกตมมาก มีกรวดมาก มีดินดำ มีดิน

แดง."

พระศาสดา เสด็จมาตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอ

นั่งสนทนากันด้วย เรื่องอะไรหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า

" ด้วยเรื่องแผ่นดินในสถานที่พวกข้าพระองค์เที่ยวไปแล้ว พระเจ้าข้า"

ดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย นั่นชื่อว่าแผ่นดินภายนอก, การ

ที่พวกเธอทำบริกรรมในแผ่นดินภายในจึงจะควร" ดังนี้ แล้วได้ทรง

ภาษิต ๒ พระคาถามนี้ว่า :-

๑. โก อิมํ ปฐวึ วิเชสฺสติ ยมโลกญฺจ อิมํ สเทวกํ
โก ธมฺมปทํ สุเทสิตํ กุสโล ปุปฺผมิว ปเจสฺสติ.
เสโข ปฐวึ วิเชสฺสติ ยมโลกญฺจ อิมํ สเทวกํ
เสโข ธมฺมปทํ สุเทสิตํ กุสโล ปุปฺผมิว ปเจสฺสติ.
"ใคร จักรู้ชัดซึ่งแผ่นดินนี้ และยมโลกกับ
มนุสสโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก, ใคร จักเลือก
บทธรรม อันเราแสดงดีแล้ว เหมือนนายมาลาการ
ผู้ฉลาดเลือกดอกไม้ฉะนั้น. พระเสขะจักรู้ชัดแผ่นดิน
และยมโลกกับมนุสสโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก. พระ-
เสขะจักเลือกบทธรรมอันเราแสดงดีแล้ว เหมือน
นายมาลาการผู้ฉลาดเลือกดอกไม้ฉะนั้น."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า โก อิมํ ความว่า ใคร (จักรู้

ชัด) ซึ่งแผ่นดินนี้ กล่าวคืออัตภาพ.

บทว่า วิเชสฺสติ ความว่า จักรู้แจ้ง คือแทงตลอด ได้แก่ ทำให้

แจ้ง ด้วยญาณของตน.

บทว่า ยมโลกญฺจ ได้แก่ อบายโลก ๔ อย่างด้วย.
สองบทว่า อิมํ สเทวกํ ความว่า ใคร จักรู้ชัด คือจักทราบชัด

ได้แก่ แทงตลอด ทำให้แจ้งซึ่งมนุสสโลกนี้กับเทวโลกด้วย พระศาสดา

ย่อมตรัสถามดังนี้.

บาทพระคาถาว่า โก ธมฺมปทํ สุเทสิตํ ความว่า ใคร จัก

เลือก คือคัด ได้แก่พิจารณาเห็น แทงตลอด ทำให้แจ้ง ซึ่งบทธรรม

กล่าวคือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ(คือ สติปัฏฐาน ๔

สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗

มรรคมีองค์ ๘.) ที่ชื่อว่าอันเราแสดงดีแล้ว เพราะ

ความเป็นธรรมอันเรากล่าวแล้วตามความเป็นจริง เหมือนนายมาลาการผู้

ฉลาดเลือกดอกไม้อยู่ฉะนั้น.

บทว่า เสโข เป็นต้น ความว่า พระอริยบุคคล ๗ จำพวก

ตั้งแต่ท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค จนถึงท่านผู้ตั้งอยู่ในอรหัตมรรค

ชื่อว่าพระเสขะ เพราะยังศึกษาสิกขา ๓ เหล่านี้ คือ อธิสีลสิกขา อธิจิตต-

สิกขา อธิปัญญาสิกขา คร่าออกอยู่ซึ่งฉันทราคะ

(ฉันทราคะ แปลว่า ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ.)จากอัตภาพนั้น ด้วย

อรหัตมรรค ชื่อว่าจักรู้ชัด คือจักทราบชัด ได้แก่แทงตลอด ทำให้แจ้ง

ซึ่งแผ่นดินนี้ กล่าวคืออัตภาพ.

บทว่า ยมโลกญฺจ เป็นต้น ความว่า พระเสขะนั้นนั่นแหละ

จักรู้ชัด คือจักทราบชัด ได้แก่แทงตลอด ทำให้แจ้ง ซึ่งยมโลก มี

ประการอันกล่าวแล้วอย่างนั้น และมนุสสโลกนี้ กับทั้งเทวโลกทั้งหลาย

ชื่อว่าพร้อมทั้งเทวโลก. พระผู้ยังต้องศึกษา ๗ จำพวกนั้นแหละ ชื่อว่า

เสขะ. อธิบายว่า นายมาลาการผู้ฉลาด เข้าไปสู่สวนดอกไม้แล้ว เว้น

ดอกไม้ที่อ่อนและตูม ที่สัตว์เจาะ ที่เหี่ยว และที่เกิดเป็นปมเสียแล้ว

เลือกเอาเฉพาะแต่ดอกไม้ที่งาม ที่เกิดดีแล้ว ชื่อฉันใด พระเสขะ จักเลือก

คือคัด ได้แก่พิจารณาเห็น แทงตลอด ทำให้แจ้ง แม้ซึ่งบทแห่งโพธิ-

ปักขิยธรรมนี้ ที่เรากล่าวดีแล้ว คือแสดงดีแล้ว ฉันนั้นนั่นแล.

พระศาสดาทรงเฉลยปัญหาเองทีเดียว. ในเวลาจบเทศนา ภิกษุ

๕๐๐ รูป บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายแล้ว, เทศนา

ได้มีประโยชน์แม้แก่บริษัทผู้ประชุมกัน ดังนี้แล.

เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้ขวนขวายในปฐวีกถา จบ.

ดูเพิ่ม[แก้ไข]