ธัมมปทัฏฐกถา ยมกวรรควรรณนา๙. เรื่องพระนันทเถระ

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
๙. เรื่องพระนันทเถระ [๙]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภท่านนันทะ

ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ" เป็นต้น.

พระศาสดาเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์
ความพิสดารว่า พระศาสดา ทรงมีพระธรรมจักรบวรให้เป็นไป

แล้ว เสด็จไปสู่กรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ในพระเวฬุวัน, บรรดาทูต

๑๐ คน มีบริวารคนละพัน อันพระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงส่งไปด้วย

รับสั่งว่า "ท่านทั้งหลาย จงนำบุตรมาแสดงแก่เราเถิด,' พระกาฬุทายี

เถระ ไปทีหลังกว่าทูตทั้งหมด บรรลุพระอรหัตแล้ว ทราบกาลเป็นที่

เสด็จมาแล้ว พรรณนาหนทางด้วยคาถาประมาณ ๖๐ คาถา นำเสด็จ

[พระศาสดา] ผู้มีพระขีณาสพสองหมื่นแวดล้อมแล้ว ไปสู่กบิลพัสดุ์บุรี,

ทรงทำฝนโบกขรพรรษให้เป็นเหตุเกิดแห่งเรื่องแล้วตรัสมหาเวสสันดร-

(ขุ. ชา. ๒๗/๓๖๕. อรรถกถา. ๑๐/๓๑๕. ขุ. ธ. ๒๕/๓๘.)

ชาดกในสมาคมพระญาติ, วันรุ่งขึ้น เสด็จเข้าไปบิณฑบาต โปรด

พระบิดาให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ด้วยพระคาถาว่า "อุตฺติฏฺเฐ

นปฺปมชฺเชยฺย" เป็นต้น, โปรดพระนางมหาปชาบดีโคตมีให้ดำรงอยู่

ในโสดาปัตติผล และโปรดพระราชา ( พระบิดา) ให้ดำรงอยู่ในสกทา-

คามิผล ด้วยพระคาถาว่า "ธมฺมญฺจเร สุจริตํ"(ขุ. ธ. ๒๕/๓๘.)

เป็นต้น. ก็ในกาล

เสร็จภัตกิจ ทรงอาศัยการพรรณนาพระคุณของราหุลมารดา ตรัสจันท-

(ขุ. ชา. ๒๗/๓๖๘. อรรถกถา ๖/๓๕๗. )

กินนรีชาดก ในวันที่ ๓ แต่วันนั้น ครั้นเมื่อวิวาหมงคลเป็นที่เชิญเสด็จ

เข้าเรือนเพื่ออภิเษกของนันทกุมาร เป็นไปอยู่. เสด็จเข้าไปบิณฑบาต

ประทานบาตรในหัตถ์ของนันทกุมาร ตรัสมงคล (อวยพร ) เสด็จลุก

จากอาสนะแล้วหลีกไป หาได้ทรงรับบาตรจากหัตถ์ของนันทกุมารไม่.

นันทะพุทธอนุชาออกบวช
ฝ่ายนันทกุมารนั้น ด้วยความเคารพในพระตถาคต จึงมิอาจทูล

(เตือน) ว่า "ขอพระองค์รับบาตรไปเถิด พระเจ้าข้า" แต่คิดอย่างนี้

ว่า "พระศาสดา คงจักทรงรับบาตรที่หัวบันได." แม้ในที่นั้นพระ-

ศาสดาก็มิได้ทรงรับ. นันทกุมารนอกนี้ก็คิดว่า "คงจักทรงรับที่ริม

เชิงบันได." แม้ในที่นั้น พระศาสดา ก็ไม่ทรงรับ. นันทกุมารก็คิดว่า

"จักทรงรับที่พระลานหลวง" แม้ในที่นั้น พระศาสดา ก็ไม่ทรงรับ.

พระกุมารปรารถนาจะเสด็จกลับ (แต่ ) จำเสด็จไปด้วยความไม่เต็ม

พระทัย ด้วยความเคารพในพระตถาคต จึงไม่สามารถทูลว่า "ขอ

พระองค์ทรงรับบาตรเถิด" ทรงเดินนึกไปว่า "พระองค์จักทรงรับใน

ที่นี้. พระองค์จักทรงรับในที่นี้." ในขณะนั้น หญิงพวกอื่นเห็นอาการ

นั้นแล้ว จึงบอกแก่นางชนบทกัลยาณีว่า พระแม่เจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงพานันทกุมารเสด็จไปแล้ว, คงจักพรากนันทกุมารจากพระแม่เจ้า."

ฝ่ายนางชนบทกัลยาณีนั้นได้ยินคำนั้นแล้ว มีหยาดน้ำยังไหลอยู่เที่ยว

มีผมอันเกล้าได้กึ่งหนึ่ง รีบไปทูลว่า "ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอพระองค์พึง

ด่วนเสด็จกลับ." คำของนางนั้น ประหนึ่งตกไปขวางตั้งอยู่ในหทัยของ

นันทกุมาร. แม้พระศาสดา ก็ยังไม่ทรงรับบาตรจากหัตถ์ของนันทกุมาร

นั้นเลย ทรงนำนันทกุมารนั้นไปสู่วิหารแล้วตรัสว่า "นันทะ เธออยาก

บวชไหน ?" นันทกุมารนั้น ด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้า จึงไม่ทูล

ว่า "จักไม่บวช" ทูลรับว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จักบวชพระเจ้าข้า."

พระศาสดารับสั่งว่า "ภิกษุทั้งหลาย ถ้ากระนั้น เธอทั้งหลายจงให้นันทะ

บวชเถิด."

ราหุลกุมารทูลขอสมบัติกะพระศาสดา
พระศาสดา เสด็จไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์บุรี ในวันที่ ๓ ทรงยัง

นันทกุมารให้บวชแล้ว, ในวันที่ ๗ พระมารดาของพระราหุลทรงตกแต่ง

พระกุมารแล้ว ทรงส่งไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยพระดำรัส

ว่า "พ่อ พ่อจงดูพระสมณะซึ่งมีพระสมณะสองหมื่นแวดล้อมทรงมี

วรรณะประดุจสีทองคำ มีวรรณะแห่งพระรูปประดุจพรหมนั่น, พระ-

สมณะนี้เป็นพระบิดาของพ่อ, หม้อทรัพย์ใหญ่ได้มีแล้วในเวลาที่พระบิดา

ของพ่อนั่นประสูติ, ตั้งแต่เวลาพระองค์ออกบวช แม่ไม่พบเลย" พ่อ

จงไปทูลขอมรดกกะพระองค์ท่านว่า "ข้าแต่เสด็จพ่อ ข้าพระองค์เป็น

กุมาร, ถึงอภิเษกแล้ว จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ, ข้าพระองค์ต้องการ

ด้วยทรัพย์, ขอเสด็จพ่อได้ประทานทรัพย์แก่ข้าพระองค์, เพราะบุตรย่อม

เป็นเจ้าของสมบัติของพระบิดา." พระกุมารเสด็จไปสู่สำนักของพระผู้มี-

พระภาคเจ้าถวายบังคมแล้ว หวนได้ความสิเนหาในพระบิดา สำเริงยินดี

แล้วทูลว่า "ข้าแต่พระสมณะ พระฉายาของเสด็จพ่อสบาย" ได้ยืน

ทูลคำแม้อื่นเป็นอันมากที่สมควรแก่ตน. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำภัตกิจ

แล้ว ทรงอนุโมทนาแล้วเสด็จลุกจากอาสนะหลีกไป. แม้พระกุมาร ก็

ทูลขอว่า "ข้าแต่พระสมณะ ขอได้ประทานมรดกแก่ข้าพระองค์เถิด,

ข้าแต่พระสมณะ ขอได้ประทานมรดกแก่ข้าพระองค์เถิด" ดังนี้แล้วเสด็จ

ติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไป. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ให้พระกุมาร

กลับ. ฝ่ายปริชนก็ไม่สามารถเพื่อจะเชิญพระกุมารผู้เสด็จไปกับพระผู้มี-

พระภาคเจ้าให้กลับได้. พระกุมารนั้นได้เสด็จไปถึงพระอารามทีเดียว

พร้อมด้วยพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประการฉะนี้.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระดำริว่า "กุมารนี้อยากได้

ทรัพย์อันเป็นสมบัติของบิดา. ทรัพย์นั้นไปตามวัฏฏะ มีความคับแคบ;

ช่างเถิด เราจักให้อริยทรัพย์ ๗ ประการ อันเราได้เฉพาะที่ควงไม้โพธิ

แก่เธอ, จะทำเธอให้เป็นเจ้าของมรดกอันเป็นโลกุตระ."

ราหุลกุมารบรรพชา
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า รับสั่งให้หาท่านพระสารีบุตร

มาแล้วตรัสว่า "สารีบุตร ถ้ากระนั้น เธอจงให้ราหุลกุมารบวชเถิด."

พระเถระยังพระกุมารนั้นให้ผนวชแล้ว . ก็เมื่อพระกุมารผนวชแล้ว. ทุกข์

มีประมาณยิ่งได้เกิดขึ้นแก่พระราชาเพราะได้ทรงสดับข่าวนั้น.

พระราชาไม่ทรงสามารถเพื่อจะกลั้นความทุกข์นั้นไว้ได้ เสด็จไป

สู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลชี้แจงแล้วขอประทานพรว่า " พระเจ้าข้า

หม่อมฉัน ขอประทานพระวโรกาส พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไม่พึงยังบุตรที่

มารดาบิดาไม่อนุญาตให้บวช."

พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทานพรนั้นแด่ท้าวเธอแล้ว, รุ่งขึ้นวันหนึ่ง

เสวยพระกระยาหารเข้าในพระราชนิเวศน์แล้ว เมื่อพระราชาประทับอยู่

ณ ส่วนข้างหนึ่ง ทูลเล่าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในเวลาที่พระองค์

ทรงทำทุกรกิริยา เทวดาองค์หนึ่ง เข้ามาหาหม่อมฉันบอกว่า พระโอรส

ของพระองค์ทิวงคตแล้ว" หม่อนฉันไม่เชื่อถ้อยคำของเทวดานั้น จึง

คัดค้านเทวดานั้นว่า 'บุตรของข้าพเจ้ายังไม่บรรลุโพธิญาณ ย่อมไม่ทำ

กาละ" ดังนี้แล้ว, ตรัสว่า "มหาบพิตร บัดนี้ พระองค์จักเชื่อได้

อย่างไร ? แม้ในกาลก่อน เมื่อเขาแสดงร่างกระดูกแก่พระองค์ ทูลว่า

'บุตรของพระองค์ทิวงคตแล้ว' พระองค์ยังไม่ทรงเชื่อ" ได้ตรัสมหา-

ธรรมปาลชาดก(ขุ. ชา. อรรถกถา. ๕/๔๑๘.)

เพราะอุบัติเหตุแห่งเรื่องนี้. ในกาลจบกถา พระราชา

ดำรงอยู่ในอนาคามิผล.

พระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดพระบิดาให้ดำรงอยู่ในผล ๓ ด้วย

ประการฉะนี้แล้ว มีภิกษุสงฆ์แวดล้อม เสด็จกลับไปลู่กรุงราชคฤห์อีก,

แต่นั้น ทรงรับปฏิญญาไว้กับอนาถบิณฑิกเศรษฐี เพื่อประโยชน์แก่การ

เสด็จมาสู่กรุงสาวัตถี, ครั้นเมื่อพระเชตวันมหาวิหารสำเร็จแล้ว, เสด็จ

ไปจำพรรษาในพระเชตวันมหาวิหารนั้น.

พระนันทะอยากสึก
เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ในพระเชตวันอย่างนี้นั่นแล, ท่าน

พระนันทะกระสันขึ้นแล้ว จึงบอกเนื้อความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

"ผู้มีอายุ ข้าพเจ้าไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์, ไม่สามารถที่จะสืบต่อ

พรหมจรรย์ไปได้, ข้าพเจ้าจักกล่าวคืนสิกขาแล้วสึก."

(หีนายาวตฺติสฺสามิ จักเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว.) พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงสดับความเป็นไปนั้นแล้ว รับสั่งให้หาท่านพระนันทะมาเฝ้าแล้ว

ตรัสคำนี้ว่า "จริงหรือนันทะ ? ได้ยินว่า เธอบอกกล่าวแก่ภิกษุหลายรูป

อย่างนี้ว่า 'ผู้มีอายุ ข้าพเจ้าไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สามารถ

จะสืบต่อพรหมจรรย์ไปได้, ข้าพเจ้าจักกล่าวคืนสิกขาแล้วสึกหรือ ?"

น. จริงอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
ภ. นันทะ ก็เธอไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์. ไม่สามารถจะสืบต่อ

พรหมจรรย์ไปได้, จะกล่าวคืนสิกขาสึกไปเพื่อเหตุอะไร ?

น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์ออกจากเรือน นาง

ชนบทกัลยาณีผู้ศากิยะ มีผมอันเกล้าได้กึ่งหนึ่ง ได้ร้องสั่งคำนี้กะข้า

พระองค์ว่า 'ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอพระลูกเจ้าพึงด่วนเสด็จมา,' ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นั้นแล หวนระลึกถึงคำนั้นอยู่ จึงไม่ยินดี

ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สามารถจะสืบต่อพรหมจรรย์ไปได้, จักกล่าว

คืนสิกขาสึกไป."

พระศาสดาทรงทรมานพระนันทะ
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงจับท่านพระนันทะที่พระพาหา

แล้ว นำไปสู่ดาวดึงสเทวโลกด้วยกำลังพระฤทธิ์, ในระหว่างทางทรง

แสดงนางลิงลุ่นตัวหนึ่ง ซึ่งมีหูจมูกและหางขาด นั่งเจ่าอยู่บนปลายตอไม้

ที่ไฟไหม้ ในนาที่ไฟไหม้แห่งหนึ่งแล้ว ทรงแสดง นางอัปสร ๕๐๐

ซึ่งมีเท้าดังเท้านกพิราบผู้มาสู่ที่บำรุงของท้าวสักกเทวราชในภพดาวดึงส์.

(บทว่า กกุฏปาทนิ ได้แก่ มีเท้าเช่นกับเท้านกพิราบ เพราะมีสีแดง.)

ก็แลครั้นทรงแสดงแล้ว ตรัสอย่างนี้ว่า "นันทะ เธอสำคัญ

ความข้อนั้นเป็นไฉน ? ฝ่ายไหนหนอแล ? มีรูปงามกว่า น่าดูกว่า

และน่าเลื่อมใสกว่ากัน, นางชนบทกัลยาณีผู้ศากิยะหรือนางอัปสร ๕๐๐

ซึ่งมีเท้าเช่นกับเท้านกพิราบนี้." พระนันทะได้สดับพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว

ทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางลิงลุ่นมีหูจมูกและหางขาดนั้น แม้

ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางชนบทกัลยาณี ผู้ศากิยะ ก็เหมือน

กันฉันนั้น, เพราะการเปรียบเทียบกัน นางย่อมไม่ถึงการนับบ้าง ไม่ถึง

เสี้ยวหนึ่งบ้าง ไม่ถึงส่วน ( หนึ่ง ) บ้าง แห่งนางอัปสร ๕๐๐ นี้,

ที่แท้นางอัปสร ๕๐๐ นี้แล มีรูปงามกว่า น่าดูกว่า และน่าเลื่อมใสกว่า."

ภ. นันทะ เธอจงยินดี, นันทะ เธอจงยินดี, เราจะเป็นผู้

ประกันของเธอ เพื่ออันได้เฉพาะนางอัปสร ๕๐๐ ซึ่งมีเท้าดุจเท้า

นกพิราบ.

น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นประกันของ

ข้าพระองค์ เพื่ออันได้เฉพาะนางอัปสร ๕๐๐ ผู้มีเท้าดุจเท้านกพิราบ

ไซร้, ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักยินดีในพรหมจรรย์.

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพาท่านนันทะไป หายวับไป

ในที่นั้น ได้ปรากฏในพระเชตวันดังเดิม.

ภิกษุทั้งหลายได้สดับแล้วแลว่า "ข่าวว่า ท่านนันทะเป็นพระ-

ภาดาของพระผู้มีพระภาคเจ้า(น้องชาย.) โอรสพระน้านาง ประพฤติพรหมจรรย์

เพราะเหตุแห่งนางอัปสรทั้งหลาย; นัยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเป็น

ผู้ประกันของพระนันทะนั้น เพื่ออันได้เฉพาะนางอัปสร ๕๐๐ ผู้มีเท้าดุจ

เท้านกพิราบ."

พระนันทะสำเร็จอรหัตผล
ครั้งนั้นแล พวกภิกษุผู้สหายของท่านพระนันทะ เรียกท่านพระ-

นันทะด้วยวาทะว่า คนรับจ้างบ้าง ด้วยวาทะว่า คนอันพระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงไถ่ไว้บ้าง ว่า "นัยว่า ท่านพระนันทะเป็นคนรับจ้าง, นัยว่า

ท่านพระนันทะเป็นผู้อันพระศาสดาทรงไถ่ไว้, พระนันทะประพฤติ

พรหมจรรย์ เพราะเหตุแห่งนางอัปสร ๕๐๐, ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงเป็นผู้ประกันของเธอ เพื่ออันได้เฉพาะนางอัปสร ๕๐๐ ผู้มีเท้าดุจ

เท้านกพิราบ."

ครั้งนั้นแล ท่านพระนันทะขวยเขิน ละอาย รังเกียจด้วยวาทะว่า

คนรับจ้างบ้าง ด้วยวาทะว่าคนที่พระศาสดาทรงไถ่ไว้บ้าง ของเหล่า

ภิกษุสหาย เป็นผู้ ๆ เดียว หลีกออกไปแล้วไม่ประมาท มีความเพียร

มีตนส่งไปอยู่. ต่อกาลไม่นานเลย ได้ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์อัน

ยอดเยี่ยม ซึ่งกุลบุตรทั้งหลาย (ออก) จากเรือน บวชไม่มีเรือน

โดยชอบต้องการ ด้วยความรู้ยิ่งเอง สำเร็จแล้ว อยู่ในทิฏฐธรรม

(อีกนัยหนึ่ง:- ได้ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม เป็นที่ต้องการแห่งกุลบุตร

ทั้งหลายผู้ (ออก) จากเรือนโดยชอบ บวชไม่มีเรือน ด้วยความรู้ยิ่งเอง. )

รู้ชัดว่า "ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจจำต้องทำ ๆ เสร็จแล้ว,

กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี." เป็นอันว่าท่านพระนันทะ ได้เป็น

พระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย.

ครั้งนั้น เทวดาองค์หนึ่ง ยังพระเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง ในส่วน

แห่งราตรีแล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระนันทะ เป็นพระภาดาของพระผู้มี-

พระภาคเจ้า โอรสพระน้านาง ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ(พ้นจากกิเลสด้วยอำนาจใจ.)

ปัญญาวิมุตติ(พ้นจากกิเลสด้วยอำนาจปัญญา)

อันหาอาสวะมิได้ เพราะสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยความรู้ยิ่งเอง

สำเร็จแล้วอยู่ในทิฏฐธรรม. ญาณได้เกิดขึ้นแม้แก่พระผู้มีพระภาคเจ้า

(เหมือนกัน) ว่า "นันทะ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ

อันหาอาสวะมิได้ เพราะสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยความรู้ยิ่งเอง

สำเร็จแล้วอยู่ในทิฏฐธรรม." ท่านพระนันทะแม้นั้น โดยล่วงไปแห่ง

ราตรีนั้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้ว ได้กราบทูล

คำนี้ว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเป็นผู้ประกัน

ของข้าพระองค์ เพื่ออันได้เฉพาะซึ่งนางอัปสร ๕๐๐ ซึ่งมีเท้าดุจเท้า

นกพิราบ ด้วยการรับรองใด, ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เปลื้อง

พระผู้มีพระภาคเจ้าจากการรับรองนั่น." พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "นันทะ

แม้เราก็กำหนดใจของเธอด้วยใจ ( ของเรา) ทราบแล้วว่า 'นันทะ

ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะสิ้นไป

แห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยความรู้ยิ่งเอง สำเร็จแล้วอยู่ในทิฏฐธรรม."

แม้เทวดาก็บอกเนื้อความนี้แก่เราว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านนันทะ

ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะสิ้นไปแห่ง

อาสวะทั้งหลาย ด้วยความรู้ยิ่งเอง สำเร็จแล้วอยู่ในทิฏฐธรรม." นันทะ

เมื่อใดแล จิตของเธอ พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะมีความไม่

ยึดมั่น, เมื่อนั้น เราก็พ้นจากการรับรองนั้น." ครั้งนั้นแล พระผู้มี

พระภาคเจ้า ทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

"เปือกตมคือกามอันผู้ใดข้ามได้แล้ว, หนาม
คือกามอันผู้ใดย่ำยีได้แล้ว ผู้นั้น บรรลุความ
สิ้นไปแห่งโมหะ ย่อมไม่หวั่นไหวในเพราะ
สุขและทุกข์."
พระนันทะถูกฟ้อง
ต่อมาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ถามท่านพระนันทะว่า "นันทะ

ผู้มีอายุ เมื่อก่อน ท่านกล่าวว่า 'ข้าพเจ้าเป็นผู้กระสันแล้ว' บัดนี้

จิตของท่านเป็นอย่างไร ?" พระนันทะตอบว่า "ผู้มีอายุ ความห่วงใย

ในความเป็นคฤหัสถ์ของเราไม่มี." พวกภิกษุได้ฟังคำนั้นแล้ว กล่าวกัน

ว่า "ท่านนันทะ พูดไม่จริง ย่อมพยากรณ์พระอรหัตผล, ในวันที่

แล้ว ๆ มา กล่าวว่า 'ข้าพเจ้าเป็นผู้กระสันแล้ว' ( แต่ ) บัดนี้

กล่าวว่า ความห่วงใยในความเป็นคฤหัสถ์ของเราไม่มี" ดังนี้แล้ว

ไปกราบทูลความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า

"ภิกษุทั้งหลาย ในวันที่แล้ว ๆ มา อัตภาพของนันทะได้เป็นเช่นกับ

เรือนที่เขามุงไม่ดี, (แต่) บัดนี้เป็นเช่นกับเรือนที่เขามุงดีแล้ว เพราะ

ว่านันทะนี้ จำเดิมแต่กาลที่ตนเห็นนางเทพอัปสรแล้ว พยายามเพื่อบรรลุ

ที่สุดแห่งกิจของบรรพชิตอยู่ ได้บรรลุกิจนั้นแล้ว" ได้ทรงภาษิต

พระคาถาเหล่านี้ว่า .

๙. ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ วุฏฺฐี สมติวิชฺฌติ
เอวํ อภาวิตํ จิตฺตํ ราโค สมติวิชฺฌติ.
ยถา อคารํ สุจฺฉนฺนํ วุฏฺฐี น สมติวิชฺฌติ
เอวํ สุภาวิตํ จิตฺตํ ราโค น สมติวิชฺฌติ.
"ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดีได้ฉันใด, ราคะ
ย่อมเสียดแทงจิตที่ไม่ได้อบรมแล้วได้ฉันนั้น.
ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วไม่ได้ฉันใด, ราคะ
ก็ย่อมเสียดแทงจิตที่อบรมดีแล้วไม่ได้ฉันนั้น."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคารํ คือซึ่งเรือนชนิดใดชนิดหนึ่ง.
บทว่า ทุจฺฉนฺนํ คือที่เขามุงห่าง ๆ มีช่องเล็กช่องน้อย.
บทว่า สมติวิชฺฌติ คือเม็ดฝนย่อมรั่วรดได้.
บทว่า อภาวิตํ เป็นต้น ความว่า ราคะย่อมเสียดแทงจิตที่ชื่อว่า

ไม่ได้อบรม เพราะเป็นธรรมชาติเหินห่างภาวนา ราวกะว่าฝน (รั่วรด)

เรือนนั้นได้ฉะนั้น, ใช่แต่ราคะอย่างเดียวเท่านั้นหามิได้, สรรพกิเลส

ทั้งหลายมีโทสะ โมหะ และมานะเป็นอาทิ ก็เสียดแทงจิตเห็นปานนั้น

เหมือนกัน.

บทว่า สุภาวิตํ ได้แก่ ที่อบรมดีแล้ว ด้วยสมถภาวนาและ

วิปัสสนาภาวนา; กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น ย่อมไม่อาจเสียดแทงจิต

เห็นปานนั้นได้ ราวกะว่าฝนไม่อาจรั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วได้ฉะนั้น.

ในกาลจบคาถา ชนเป็นอันมากได้บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-

ปัตติผลเป็นต้น. เทศนาได้สำเร็จประโยชน์แก่มหาชนแล้ว.

พระนันทะเคยถูกล่อด้วยมาตุคาม
ต่อมา ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภาว่า "ผู้มีอายุ ชื่อว่า

พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอัจฉริยบุคคล. ท่านพระนันทะ ชื่อว่าอาศัยนาง

ชนบทกัลยาณีกระสันแล้ว พระศาสดาทรงทำเหล่านางเทพอัปสรให้เป็น

อามิสแนะนำได้แล้ว." พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย

บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้น

กราบทูลว่า "ด้วยกถาชื่อนี้" ดังนี้แล้ว ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย

ไม่ใช่แต่บัดนี้เท่านั้น, แม้ในกาลก่อน นันทะนี้เราก็ได้ล่อด้วยมาตุคาม

แนะนำแล้วเหมือนกัน" ดังนี้แล้ว อันภิกษุเหล่านั้นทูลอ้อนวอน จึง

ทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัสว่า)

บุรพกรรมของพระนันทะ
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี

ได้มีพ่อค้าชาวเมืองพาราณสี (คนหนึ่ง ) ชื่อกัปปกะ. ลาผู้ของเขาตัว

หนึ่งนำภาระ (สิ่งของ) ไปได้กุมภะหนึ่ง, มันเดินไปได้วันละ ๗ โยชน์,

สมัยหนึ่ง เขาไปเมืองตักกสิลา ( พร้อม) ด้วยภาระที่นำไปด้วยลา

ปล่อยลาเที่ยวไปจนกว่าจำหน่ายสิ่งของหมด. ครั้งนั้น ลาของเขานั้น

เที่ยวไปบนหลังดูพบนางลาตัวหนึ่ง จึงเข้าไปหา. นางลาเมื่อจะทำ

ปฏิสันถารกับลาผู้ตัวนั้น จึงกล่าวว่า "ท่านมาแต่ไหน ?"

ลาผู้. มาแต่เมืองพาราณสี.
นางลา. ท่านมาด้วยกรรมอะไร ?
ลาผู้. ด้วยกรรมของพ่อค้า.
นางลา. ท่านนำภาระไปได้เท่าไร ?
ลาผู้. ภาระประมาณกุมภะหนึ่ง.
นางลา. ท่านเมื่อนำภาระประมาณเท่านั้นไป ไปได้กี่โยชน์.
ลาผู้. ได้ ๗ โยชน์.
นางลา. ในที่ซึ่งท่านไปแล้ว นางลาไรๆ ผู้ทำการนวดเท้า หรือ

ประคบประหงมให้แก่ท่านมีอยู่หรือ ?

ลาผู้. หามีไม่ นางผู้เจริญ.
นางลา. เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านคงได้รับทุกข์มากนะ ?
จริงอยู่ ชื่อว่าผู้ทำกรรมมีการนวดเท้าเป็นต้น สำหรับสัตว์ดิรัจฉาน

ทั้งหลายย่อมไม่มีแม้โดยแท้ แต่นางลา กล่าวคำเห็นปานนั้นเพื่อพาดพิง

ถึงกามสังโยชน์. ลาผู้นั้นกระสันขึ้นด้วยคำของนางลานั้นแล้ว.

ฝ่ายกัปปกพาณิช ขายภัณฑะหมดแล้ว ไปยังที่ลาพำนักอยู่กล่าวว่า

"มาเถิด พ่อ เราจักไป." ลาผู้ตัวนั้นตอบว่า " ท่านจงไปเถิด,

ข้าพเจ้าจักไม่ไป," ลำดับนั้น นายกัปปกะ อ้อนวอนลานั้นแล้ว ๆ เล่าๆ

คิดว่า "เราจะยังลานั้นซึ่งไม่ปรารถนาจะไปให้กลัวแล้วจักนำไป" ดังนี้

แล้ว กล่าวคาถานี้ว่า

"เราจักทำปฏักมีหนามแหลมยาว ๑๖ นิ้วแก่เจ้า,
เราจักทิ่มแทงกายของเจ้า, แน่ะเจ้าลา เจ้าจงรู้
อย่างนี้."
ลาได้ฟังคำนั้นแล้ว กล่าวตอบว่า "เมื่อเป็นเช่นนั้น, ข้าพเจ้า

จักรู้จักกิจที่ควรทำแก่ท่านบ้าง" ดังนี้แล้ว กล่าวคาถานี้ว่า

"ท่านจักทำปฏักมีหนามแหลมยาว ๑๖ นิ้ว แก่
ข้าพเจ้า, ข้าพเจ้าจักยันข้างหน้า ยกข้างหลังขึ้น
แล้ว ยังภัณฑะของท่านให้ตกไป, กัปปกะ ท่าน
จงรู้อย่างนี้."
พ่อค้าได้ฟังคำนั้น จึงดำริว่า "ด้วยเหตุไฉนหนอแล ? ลานี้จึง

กล่าวอย่างนี้กะเรา" ดังนี้แล้ว เมื่อแลดูข้างโน้นข้างนี้ เห็นนางลานั้น

แล้วคิดว่า "เจ้านี่คงจะถูกนางลาตัวนี้ ให้สำเหนียกแล้วอย่างนี้, เราต้อง

ล่อมันด้วยมาตุคามว่า ' ข้าจักนำนางลาชื่อมีรูปอย่างนี้มาให้เจ้า.' แล้ว

จักนำไป" ดังนี้แล้ว จึงกล่าวคาถานี้ว่า

"เราจักนำนางลาสาว มีเท้า ๔ มีหน้าดุจสังข์
มีสรรพางค์กายงาม มาเป็นภรรยาเจ้า, แน่ะลา
เจ้าจงรู้อย่างนี้."
ลาได้ฟังคำนั้น มีจิตยินดี กล่าวคาถานี้ว่า
"ท่านจักนำนางลาสาว มีเท้า ๔มีหน้าดุจสังข์
มีสรรพางค์กายงาม มาเป็นภรรยาข้าพเจ้า,ข้าแต่
กัปปกะ ท่านจงรู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าจักไปให้เร็วขึ้น
ถึง ๑๔ ประโยชน์น่ะ กัปปกะ".
ทีนั้น นายกัปปกะจึงกล่าวกะลานั้นว่า "ถ้ากระนั้น เจ้าจงมาเถิด"

ดังนี้แล้ว ได้จูงไปสู่ที่ของตน. ลานั้น โดยกาลล่วงไปสองสามวัน จึง

กล่าวกับนายกัปปกะว่า "ท่านได้พูดกะข้าพเจ้าว่า ' จักนำภรรยามา

ให้เจ้า,' ดังนี้ มิใช่หรือ ?" นายกัปปะตอบว่า "เออ เรากล่าวแล้ว,

เราจักไม่ทำลายถ้อยคำของตน, จักนำภรรยามาให้เจ้า, แต่เราจะให้อาหาร

แก่เจ้าเฉพาะตัวเดียว, อาหารนั้นจงเพียงพอแก่เจ้า ซึ่งมีตนเป็นที่สอง

หรือไม่มีก็ตาม(หมายความว่า สองตัวผัวเมีย.)ที.

เจ้าพึงรู้ตัวเองเถอะ แม้ลูกทั้งหลาย อาศัยการสังวาส

ของเจ้าทั้งสองก็จักเกิดขึ้น, อาหารนั้นจงเพียงพอแก่เจ้ากับลูกเป็นอันมาก

แม้เหล่านั้นหรือไม่ก็ตามที, เจ้าพึงรู้เองเถอะ." ลาเมื่อนายกัปปกะนั้น

กล่าวอยู่เช่นนั้น, ได้เป็นผู้หมดหวังแล้ว.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงยังชาดก

ให้จบลงด้วยพระดำรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย นางลาในคราวนั้นได้เป็น

นางชนบทกัลยาณี, ลาผู้ได้เป็นนันทะ, พ่อค้าได้เป็นเราเอง, แม้ใน

กาลก่อน นันทะนี้ เราก็ได้ล่อด้วยมาตุคามแนะนำแล้ว ด้วยประการ

อย่างนี้" ดังนี้แล.

เรื่องพระนันทเถระ จบ.

ดูเพิ่ม[แก้ไข]