ธัมมปทัฏฐกถา สหัสสวรรควรรณนา๔. เรื่องอนันถปุจฉกพราหมณ์

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
๔. เรื่องอนันถปุจฉกพราหมณ์ [๘๔]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภอนัตถปุจฉก-

พราหมณ์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อตฺตา หเว" เป็นต้น.

ความฉิบหายย่อมมีแก่ผู้เสพกรรม ๖ อย่าง
ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นคิดว่า "พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบ

สิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างเดียวหรือหนอแล ? หรือทรงทราบแม้สิ่งมิใช่

ประโยชน์; เราจักทูลถามพระองค์" ดังนี้แล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา

ทูลถามว่า "พระเจ้าข้า พระองค์เห็นจะทรงทราบสิ่งที่เป็นประโยชน์

อย่างเดียว. ไม่ทรงทราบสิ่งที่มิใช่ประโยชน์."

พระศาสดา. พราหมณ์ เราะรู้ทั้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทั้งสิ่งที่มิใช่

ประโยชน์.

พราหมณ์. ถ้าเช่นนั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกสิ่งที่มิใช่ประโยชน์

แก่ข้าพระองค์เถิด.

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสพระคาถานี้ แก่พราหมณ์นั้นว่า
"การนอนจนตะวันขึ้น (นอนตื่นสาย) ความ
เกียจคร้าน ความดุร้าย การผัดวันประกันพรุ่ง(ทีฆโสตฺติยํ หมายความว่า
การผัดเพี้ยนกาลเวลา, การผันวันประกันพรุ่ง ) การ
เดินทางไกลของคนคนเดียว การเข้าไปเสพภรรยาของ
ผู้อื่น พราหมณ์ ท่านจงเสพกรรม ๖ อย่าง นี้เถิด,
สิ่งมิใช่ประโยชน์ [ความฉิบหาย] จักมีแก่ท่าน."
พราหมณ์ฟังพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว ได้ให้สาธุการว่า "ดีละ

ดีละ ท่านผู้เป็นอาจารย์ของคณะ ท่านผู้เป็นใหญ่ในคณะ, พระองค์เทียว

ย่อมทรงทราบทั้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทั้งสิ่งที่มิใช่ประโยชน์."

พระศาสดา. อย่างนั้น พราหมณ์, ขึ้นชื่อว่าผู้รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์

และสิ่งมิใช่ประโยชน์ เช่นกับด้วยเราไม่มี.

ลำดับนั้น พระศาสดาทรงตรวจดูอัธยาศัยของพราหมณ์นั้นแล้ว

จึงตรัสถามว่า "พราหมณ์ ท่านเป็นอยู่ (เลี้ยงชีพ) ด้วยการงานอะไร ?"

พราหมณ์. ด้วยการงานคือเล่นสกา (การพนัน) พระโคดมผู้เจริญ
พระศาสดา. ก็ท่านชนะหรือแพ้เล่า ?
ชนะตนเป็นการชนะประเสริฐ
เมื่อพราหมณ์นั้นทูลว่า "ชนะบ้าง แพ้บ้าง" ดังนี้แล้ว พระ-

ศาสดาจึงตรัสว่า "พราหมณ์ นั่นยังมีประมาณน้อย. ขึ้นชื่อว่าความ

ชนะของบุคคลผู้ชนะผู้อื่นไม่ประเสริฐ; ส่วนผู้ใดชนะตนได้ ด้วยชนะ

กิเลส, ความชนะของผู้นั้นประเสริฐ; เพราะว่าใคร ๆ ไม่อาจทำความ

ชนะนั้นให้กลับพ่ายแพ้ได้" เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัส

พระคาถาเหล่านั้นว่า :-

๔. อต ตา หเว ชิตํ เสยฺโย ยา จายํ อิตรา ปชา
อตฺตทนฺตสฺส โปสสฺส นิจฺจํ สญฺญตจาริโน
เนว เทโว น คนฺธพฺโพ น มาโร สห พฺรหฺมุนา
ชิตํ อปชิตํ กยิรา ตถารูปสฺส ชนฺตุโน.
"ตนนั่นแล บุคคลชนะแล้ว ประเสริฐ, ส่วน
หมู่สัตว์นอกนี้ บุคคลชนะแล้ว ไม่ประเสริฐเลย,
(เพราะ) เมื่อบุรุษฝึกตนแล้ว ประพฤติสำรวมเป็น
นิตย์, เทวดา คนธรรพ์ มาร พร้อมทั้งพรหม พึง
ทำความชนะของสัตว์เห็นปานนั้น ให้กลับแพ้ไม่ได้
เลย."
แก้อรรถ
ในพระคาถานั้น ศัพท์ว่า หเว เป็นนิบาต.
ศัพท์ว่า ชิตํ เป็นลิงควิปลาส. ความว่า ตนอันบุคคลชนะแล้ว

ด้วยความชนะกิเลสของตน ประเสริฐ.

บาทพระคาถาว่า ยา จายํ อิตรา ปชา ความว่า ส่วนหมู่สัตว์

นี้ใด คือ ที่เหลือ พึงเป็นผู้อันเขาชนะ ด้วยการเล่นสกาก็ดี ด้วยการ

ฉ้อทรัพย์ก็ดี ด้วยการครอบงำพลในสงครามก็ดี, ความชนะที่บุคคลผู้ชนะ

หมู่สัตว์นั้นชนะแล้ว ไม่ประเสริฐ.

ถามว่า "ก็เหตุไร ? ความชนะนั้นเท่านั้นประเสริฐ, ความชนะนี้

ไม่ประเสริฐ."

แก้ว่า "เพราะเมื่อบุรุษฝึกตนแล้ว ฯลฯ ของสัตว์เห็นปานนั้น

ให้กลับแพ้ไม่ได้."

พระศาสดาตรัสคำนี้ไว้ว่า "เพราะว่า เมื่อบุรุษผู้ชื่อว่าฝึกตนแล้ว

เพราะเป็นผู้ไร้กิเลส ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน มีปกติประพฤติสำรวม

ทางกายเป็นต้นเป็นนิตย์, เทวดาก็ดี คนธรรพ์ก็ดี ก็หรือมารพร้อม

ทั้งพรหม แม้พากเพียรพยายามอยู่ว่า ' เราจักทำความชนะของผู้นั้นให้

กลับแพ้, จักทำกิเลสทั้งหลายที่เขาละได้ด้วยมรรคภาวนาให้เกิดอีก, ก็ไม่

พึงอาจเลย เพื่อจะทำ ( ความชนะ) ของสัตว์เห็นปานนั้น คือ ผู้สำรวม

แล้ว ด้วยการสำรวมทางกายเป็นต้น เหล่านั้น ให้กลับแพ้ เหมือนผู้แพ้

ด้วยทรัพย์เป็นต้นแล้วเป็นปรปักษ์ ชนะผู้ที่คนนอกนี้ชนะแล้ว พึงทำให้

กลับแพ้อีกฉะนั้น"

ในเวลาจบเทศหา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-

ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องอนัตถปุจฉกพราหมณ์ จบ.

ดูเพิ่ม[แก้ไข]