ธัมมปทัฏฐกถา อัปปมาทวรรควรรณนา๘. เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
๘. เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง [๒๒]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุ

รูปใดรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อปฺปมาทรโต ภิกฺขุ"

เป็นต้น.

ภิกษุนั่งพิจารณาไฟไหม้ป่าเป็นอารมณ์
ดังได้สดับมา ภิกษุรูปนั้นเรียนกัมมัฏฐาน ตราบเท่าถึงพระอรหัต

ในสำนักพระศาสดาแล้ว เข้าป่าเพียรพยายามอยู่ ก็ไม่อาจบรรลุพระอรหัต

ได้. ท่านนึกว่า " เราจักไปทูลพระศาสดาให้ตรัสบอกกัมมัฏฐานให้วิเศษ

(ขึ้นไป) " ดังนี้แล้ว ออกจากป่านั้น กำลังเดินมายังสำนักพระศาสดา

เห็นไฟป่าตั้งขึ้น ( ลุกลาม) มากมาย ในระหว่างหนทาง รีบขึ้นยอดเขา

โล้นลูกหนึ่ง นั่งดูไฟซึ่งกำลังไหม้ป่า ยืดเอาเป็นอารมณ์ว่า " ไฟนี้

เผาเชื้อทั้งหลายมากและน้อยไป ฉันใด; แม้ไฟคืออริยมรรคญาณ ก็จัก

พึงเผาสังโยชน์ทั้งหลายมากและน้อยไป ฉันนั้น."

ปฏิปทาตัดสังโยชน์
พระศาสดา ประทับนั่งในพระคันธกุฎีนั่นแล ทรงทราบวาระจิต

ของเธอแล้ว ตรัสว่า " อย่างนั้นแล ภิกษุ สังโยชน์ทั้งหลายละเอียด

และหยาบ ซึ่งเกิดอยู่ในภายในของสัตว์เหล่านี้ ดุจเชื้อมากบ้างน้อยบ้าง

ฉะนั้น, ควรเผาสังโยชน์เหล่านั้นด้วยไฟคือญาณเสียแล้ว ทำให้เป็นของ

ไม่ควรเกิดอีก" ดังนี้แล้ว ทรงเปล่งพระรัศมี ปรากฏประหนึ่งว่า

ประทับนั่ง ณ ที่จำเพาะหน้าของภิกษุนั้น ตรัสพระคาถานี้ว่า

๘. อปฺปนาทรโต ภิกฺขุ ปมาเท ภยทสฺสิ วา
สญฺโญชนํอณุํ ถูลํ ฑหํ อคฺคีว คจฺฉติ.
" ภิกษุยินดีแล้วในความไม่ประมาท หรือมีปกติ
เห็นภัยในความประมาท ย่อมเผาสังโยชน์ ทั้ง
ละเอียดและหยาบไป ดุจไฟเผาเชื้อมากและน้อย
ไปฉะนั้น."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปมาทรโต ความว่า ยินดีคืออภิรมย์

แล้วในความไม่ประมาท ได้แก่ ยังกาลให้ล่วงไปด้วยความไม่ประมาท.

บาทพระคาถาว่า ปมาเท ภยทสฺสิ วา ความว่า ผู้เห็นภัยใน

ความประมาท มีการเข้าถึงนรกเป็นต้น, อีกประการหนึ่ง ชื่อว่าผู้เห็น

ความประมาทโดยความเป็นภัย เพราะความประมาทนั้นเป็นรากเหง้าแห่ง

ความอุบัติเหล่านั้น.

บทว่า สญฺโญชนํ ความว่า สังโยชน์ ๑๐ อย่าง(สักกายทิฏฐิ ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน ๑

วิจิกิจฉา ความลังเล ไม่แน่ใจ ๑ สีลัพพตปรามาส ความลูบคลำศีลและพรต ๑

กามราคะ ความกำหนัดด้วยอำนาจกิเลสกาม ๑ ปฏิฆะ

ความกระทบกระทั่งแห่งจิต ๑ รูปราคะ ความติดใจในรูปธรรม ๑ อรูปราคะ ความติดใจในอรูป-

ธรรม ๑ มานะ ความถือตัวว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ๑ อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน ๑ อวิชชา ความหลงเป็น

เหตุไม่รู้จริง ๑.) เป็นเครื่องประกอบ เครื่องผูก ( หมู่สัตว์) ไว้กับทุกข์ในวัฏฏะ สามารถยังสัตว์

ให้จมลงในวัฏฏะได้.

บทว่า อณุํ ถูลํ คือมากและน้อย.
บาทพระคาถาว่า ฑหํ อคฺคีว คจฺฉติ ความว่า ภิกษุนั้นยินดี

แล้วในความไม่ประมาท ย่อมเผาสังโยชน์นั่นด้วยไฟคือญาณ ซึ่งตน

บรรลุแล้วด้วยความไม่ประมาท คือทำให้เป็นของไม่ควรเกิดขึ้นอีกต่อไป

ดุจไฟเผาเชื้อมากและน้อยนั้นแลไปฉะนั้น.

ในกาลจบคาถา ภิกษุนั้น นั่งอย่างเดิมเทียว เผาสังโยชน์ทั้งหมด

แล้ว บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย มาทางอากาศ

(เหาะมา) ชมเชยสรรเสริญพระสรีระของพระตถาคต ซึ่งมีพรรณะดุจ

ทองคำแล้ว ถวายบังคม หลีกไป ดังนี้แล.

เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง จบ.

ดูเพิ่ม[แก้ไข]


งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เพราะลิขสิทธิ์หมดอายุแล้ว ตามมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งบัญญัติว่า

  "มาตรา ๑๙ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
  ในกรณีที่มีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ร่วม และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย
  ถ้าผู้สร้างสรรค์หรือผู้สร้างสรรค์ร่วมทุกคนถึงแก่ความตายก่อนที่ได้มีการโฆษณางานนั้น ให้ลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก
  ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

  มาตรา ๒๐ งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยผู้สร้างสรรค์ใช้นามแฝงหรือไม่ปรากฏชื่อผู้สร้างสรรค์ ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก
  ในกรณีที่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ให้นำมาตรา ๑๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม"