นิทานโบราณคดี/นิทานที่ ๘

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

หน้า ๑๓๓–๑๔๑ สารบัญ



นิทานที่ ๘


เรื่อง เจ้าพระยาอภัยราชา (โรลังยัคมินส์)





เมื่อสมเด็จกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการทรงเป็นตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศแต่ยังเป็นกรมหมื่น แรกได้มิสเตอร์เฮนรี อาลบาสเตอร์[1] ซึ่งเคยเป็นข้าราชการอังกฤษแล้วลาออกจากตำแหน่งมารับราชการอยู่ไทยเป็นที่ปรึกษากฎหมายนานาประเทศมาหลายปี ครั้นมิสเตอร์อาลบาสเตอร์ถึงแก่กรรม ทรงพระดำริว่า การที่มีฝรั่งผู้ชำนาญกฎหมายนานาประเทศไว้เป็นที่ปรึกษาในกระทรวงการต่างประเทศเป็นประโยชน์มาก มีพระประสงค์จะหาตัวแทนมิสเตอร์อาลบาสเตอร์ เมื่อหมอเคาแวนซึ่งเป็นราชแพทย์ประจำพระองค์ทูลลาไปยุโรปชั่วคราว สมเด็จกรมพระยาเทวะวงศ์ฯ จึงตรัสสั่งหมอเคาแวนให้ไปสืบหาผู้ชำนาญกฎหมายนานาประเทศถวาย หมอเคาแวนไปหาได้เนติบัณฑิตคนหนึ่งชื่อ มิสเตอร์มิตเชล เข้ามารับราชการเป็นที่ปรึกษากฎหมายในกระทรวงการต่างประเทศ มิสเตอร์มิตเชลเป็นผู้มีอัชฌาสัยก้าวร้าว มิใคร่มีใครชอบ แม้สมเด็จกรมพระยาเทวะวงศ์ฯ ก็ไม่โปรด เมื่อฉันออกไปยุโรปใน พ.ศ. ๒๔๓๔ มิสเตอร์มิตเชลยังรับราชการอยู่ ฉันไปถึงกรุงลอนดอน พักอยู่ที่สถานทูตไทย ได้ข่าวว่า มิสเตอร์มิตเชลลาออกจากราชการ ก็ไม่ประหลาดใจอันใด แต่คิดถึงสมเด็จกรมพระยาเทวะวงศ์ฯ ว่า จะทรงลำบากด้วยต้องหาคนเป็นที่ปรึกษาใหม่ นึกขึ้นว่า เวลานั้น ตัวฉันอยู่ในลอนดอน ได้เข้าสมาคมชั้นสูง มีโอกาสจะสืบหาที่ปรึกษาถวายได้ดีกว่าคนอื่นเช่นหมอเคาแวนหาถวาย จึงปรารภกับมิสเตอร์เฟรเดอริค วิลเลียม เวอนี[2] ผู้เป็นที่ปรึกษาในสถานทูต มิสเตอร์เวอนีก็เห็นเช่นเดียวกัน บอกว่า เพื่อนของเขาคนหนึ่งมีศักดิ์เป็นลอร์ด ชื่อ เร เคยรับราชการในตำแหน่งสูง รู้จักผู้คนมาก จะคิดอ่านให้พบกับฉัน ถ้าลองวานให้ลอร์ดเรช่วยสืบหาเห็นจะได้คนดีดังประสงค์ ต่อมา มิสเตอร์เวอนีนัดเลี้ยงอาหารเย็นที่คลับ (สโมสร) แห่งหนึ่ง เชิญลอร์ดเรกับตัวฉันไปกินเลี้ยงด้วยกันที่นั้น เมื่อได้สนทนาปราศรัยมีไมตรีจิตต่อกันแล้ว ฉันเล่าถึงที่จะใคร่ได้ผู้ชำนาญกฎหมายนานาประเทศมารับราชการเมืองไทยสักคนหนึ่ง ถามลอดร์เรว่า จะช่วยสืบหาผู้ที่สมควรแก่ตำแหน่งให้ได้หรือไม่ ลอร์ดเรรับว่า จะช่วยหาดู ถ้าพบตัวคนเหมาะกับที่ฉันต้องการเมื่อใดจะบอกมาให้ทราบ ฉันได้พบลอร์ดเรเมื่อจวนจะออกจากประเทศอังกฤษอยู่แล้ว ยังไม่แน่ใจว่าลอร์ดเรจะหาคนให้ได้หรือไม่ จนฉันไปราชการตามประเทศต่าง ๆ ในยุโรปเสร็จแล้ว ขากลับแวะดูกิจการต่าง ๆ ในประเทศอียิปต์ เมื่อพักอยู่ ณ เมืองไกโร ประจวบเวลาลอร์ดเรแปรสถานไปเที่ยวประเทศอียิปต์และเผอิญไปพักอยู่ที่โฮเต็ลเดียวกัน พอลอร์ดเรรู้ว่าฉันไปถึงก็ตรงมาหาบอกว่า คนที่ฉันให้ช่วยหานั้นพบตัวแล้ว เป็นชาวเบลเยียมชื่อ โรลังยัคมินส์ เป็นผู้ชำนาญกฎหมายนานาประเทศจนขึ้นชื่อนับถือกันทั่วไปในยุโรปถึงได้เคยไปรับเลือกเป็นนายกของสภากฎหมายนานาประเทศและได้เคยเป็นเสนาบดีในประเทศเบลเยียมด้วย แต่เวลานั้น มองสิเออโรลังยัคมินส์ต้องตกยากโดยมิใช่ความผิดของตนเอง เพราะน้องชายคนหนึ่งทำการค้าขาย ขอให้มองสิเออโรลังยัคมินส์ค้ำประกันเงินที่กู้เขาไปทำการ เผอิญน้องชายคนนั้นล้มละลาย มองสิเออโรลังยัคมินส์ต้องเอาทรัพย์สมบัติของตนจำหน่ายใช้หนี้แทนน้องชายจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว จะอยู่ในประเทศเบลเยียมต่อไปไม่มีกำลังจะรักษาศักดิ์ได้ รู้ข่าวว่า ลอร์ดโครเมอ[3] กำลังแสวงหาชาวยุโรปที่มีวิชาความรู้เข้าเป็นตำแหน่งในรัฐบาลอียิปต์ มองสิเออโรลังยัคมินส์จึงออกมาเมืองไกโร ลอร์ดโครเมอก็อยากได้ไว้ แต่ในเวลานั้น ตำแหน่งชั้นสูงอันสมกับศักดิ์และคุณวิเศษของมองสิเออโรลังยัคมินส์ยังไม่ว่าง ตัวมองสิเออโรลังยัคมินส์ยังอยู่ที่เมืองไกโร (ชะรอยลอร์ดเรจะได้ไปพูดทาบทามแล้ว) ถ้าฉันชวนไปรับราชการเป็นที่ปรึกษากฎหมายในประเทศไทย เห็นจะไป ฉันจึงขอให้ลอร์ดเรเชิญมองสิเออโรลังยัคมินส์มากินอาหารเย็นด้วยกันกับฉันในค่ำวันนั้น สังเกตดูกิริยาเรียบร้อยอย่างเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ อายุเห็นจะเกือบหกสิบปีแล้ว พอได้สนทนากัน ฉันก็ตระหนักใจว่า ทรงคุณวิเศษชั้นสูงสมดังลอร์ดเรบอก ฉันจึงถามมองสิเออโรลังยัคมินส์ว่า ตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมายนานาประเทศในประเทศไทยยังว่างอยู่ ถ้ารัฐบาลให้ท่านเป็นตำแหน่งนั้นจะรับหรือไม่ มองสิเออโรลังยัคมินส์นิ่งอยู่สักประเดี๋ยวตอบว่า ถ้ารัฐบาลไทยปรารถนา ก็จะยอมไป ฉันบอกว่า จะโทรเลขถามรัฐบาลไปในทันที แล้วจึงมีโทรเลขทูลสมเด็จกรมพระยาเทววงศ์ฯ ในค่ำวันนั้นว่า ฉันพบเนติบัณฑิตเบลเยียมอันมีชื่อเสียงในยุโรปและเคยเป็นเสนาบดีในประเทศของตนด้วยคนหนึ่งซึ่งอาจจะเอามารับราชการเป็นที่ปรึกษากฎหมายได้ จะต้องพระประสงค์หรือไม่ขอให้ทรงตอบโดยเร็ว พอรุ่งขึ้น ก็ได้รับพระโทรเลขตอบว่า ให้ฉันตกลงรับมองสิเออโรลังยัคมินส์ทีเดียว เมื่อตกลงกันแล้ว มองสิเออโรลังยิคมินส์ขอกลับไปจัดการบ้านเรือนและรับครอบครัวที่ประเทศเบลเยียมก่อน แล้วจะตามมาให้ถึงกรุงเทพฯ ภายในสามเดือน ส่วนตัวฉันก็ออกจากเมืองไกโรมาในวันที่ตกลงกันนั้น เลยไปอินเดียและเมืองพม่า กลับมาถึงกรุงเทพฯ ปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๔ ก่อนมองสิเออโรลังยัคมินส์มาถึง ทราบว่า พระเจ้าอับบัส[4] ผู้เป็นเคดิฟ[5] ครองประเทศอียิปต์ต่อพระเจ้าติวฟิก[6] มีโทรเลขมาถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า รัฐบาลอียิปต์ใคร่จะตั้งมองสิเออโรลังยัคมินส์เป็นตำแหน่งสำคัญในกระทรวงยุติธรรมของประเทศอียิปต์ แต่มองสิเออโรลังยัคมินส์ไม่ยอมรับ อ้างว่า ได้สัญญาจะเข้ามารับราชการในประเทศไทยเสียแล้ว ถ้ารัฐบาลไทยไม่เพิกถอนสัญญาก็จะรับตำแหน่งในอียิปต์ไม่ได้ เคดิฟจึงทูลขอให้โปรดทรงสงเคราะห์ด้วยเพิกถอนสัญญาปล่อยให้มองสิเออโรลังยัคมินส์รับราชการอยู่ในอียิปต์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชโทรเลขตอบไปว่า ประเทศอียิปต์อยู่ใกล้ยุโรป จะหาคนรับราชการได้ง่ายกว่าประเทศไทยซึ่งอยู่ห่างไกล ขอให้เคดิฟทรงเห็นแก่ประเทศไทยเถิด ทรงตอบเช่นนั้นแล้วก็สิ้นปัญหา เมื่อมองสิเออโรลังยัคมินส์เข้ามาถึงกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. ๒๔๓๕ พอสมเด็จกรมพระยาเทววงศ์ฯ ทรงรู้จัก ก็ตระหนักพระหฤทัยว่า ได้คนทรงคุณวิเศษสูงกว่าชาวต่างประเทศที่เคยมารับราชการแต่ก่อน พาเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนทนาด้วย ก็ประจักษ์พระราชหฤทัยว่า มองสิเออโรลังยัคมินส์ชำนาญทั้งกฎหมายและลักษณะการปกครองในยุโรป ด้วยเคยได้เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในเบลเยียม อาจจะเป็นประโยชน์แก่เมืองไทยได้หลายอย่าง จึงทรงตั้งให้เป็นตำแหน่ง "ที่ปรึกษาราชการทั่วไป" มิใช่เป็นที่ปรึกษาราชการแต่ในกระทรวงการต่างประเทศกระทรวงเดียว ต่อมา ทรงพระราชดำริว่า มองสิเออโรลังยัคมินส์ทำราชการเป็นประโยชน์มาก ด้วยมีความภักดีต่อประเทศไทย และมีอัชฌาสัยเข้ากับไทยได้ดีทุกกระทรวง ทั้งเป็นผู้ใหญ่สูงอายุ และเคยมีบรรดาศักดิ์สูงถึงเป็นเสนาบดีในบ้านเมืองของตนมาแต่ก่อน จึงทรงสถาปนาขึ้นเป็นที่เจ้าพระยาอภัยราชา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙ ได้รับราชการสำคัญต่าง ๆ จนถึงอยู่ในคณะที่ปรึกษาของสมเด็จพระบรมราชินีนาถเมื่อทรงสำเร็จราชการแผ่นดิน นับเป็นฝรั่งคนที่สองซึ่งได้เป็นเจ้าพระยาต่อจากเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

เจ้าพระยาอภัยราชา (โรลังยัคมินส์) รับราชการอยู่ได้สักเจ็ดปี เกิดป่วยเจ็บด้วยชราภาพและจะทนอากาศร้อนอยู่ต่อไปไม่ไหว จึงจำใจต้องทูลลาออกจากราชการ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเสียดาย แต่ก็ต้องพระราชทานพระบรมราชานุญาต ด้วยทรงพระราชดำริว่า มีความจำเป็นเช่นนั้นจริง เจ้าพระยาอภัยราชา (โรลังยัคมินส์) กลับออกไปอยู่บ้านเดิมได้สักสองสามปีก็ถึงอสัญกรรม คุณหญิงอภัยราชาก็ถึงอนิจกรรมในเวลาใกล้ ๆ กัน แต่มีบุตรรับราชการของเมืองไทยต่อมาสองคน บุตรคนใหญ่เป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายคล้ายบิดา มีชื่อเสียงจนพระเจ้าแผ่นดินเบลเยียมทรงตั้งให้มียศเป็นบารอน คนนี้ได้เป็นผู้พิพากษาของเมืองไทยที่ในศาลต่างประเทศ ณ กรุงเฮก บุตรคนที่สองได้เป็นกงสุลเยเนอราล[7] ไทยอยู่ ณ กรุงบรุสเซล[8] ชาวเบลเยียมยังนับถือตระกูลโรลังยัคมินส์อยู่จนบัดนี้

เมื่อเจ้าพระยาอภัยราชาถึงอสัญกรรมแล้วกว่ายี่สิบปี ฉันไปยุโรปครั้งหลังใน พ.ศ. ๒๔๗๓ ไปถึงกรุงบรุสเซล ราชธานีของประเทศเบลเยียม พวกสมาชิกในสกุลโรลังยัคมินส์ บุตรเจ้าพระยาอภัยราชา ทั้งสองคนที่ได้กล่าวมาแล้ว และธิดาที่เคยเข้ามาอยู่ในเมืองไทยสองคน กับที่เป็นชั้นหลายด้วยกันรวมกว่าสิบคน พร้อมกันมาแสดงความขอบใจและขอเลี้ยงเวลาค่ำให้แก่ฉันด้วย เมื่อเลี้ยงแล้ว เขาอยากจะรู้เรื่องเดิมที่ฉันพาเจ้าพระยาอภัยราชาเข้ามารับราชการเมืองไทย ขอให้ฉันเล่าในเวลาประชุมกันวันนั้น ฉันได้เล่าเรื่องที่เขายังไม่รู้ให้เขาฟังตามความประสงค์ แต่ยังมิได้เขียนลงไว้ จึงมาเขียนในนิทานเรื่องนี้ ด้วยเห็นเป็นคติควรนับเข้าในนิทานโบราณคดีได้เรื่องหนึ่ง






เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ[แก้ไข]

  1. "เฮนรี อาลบาสเตอร์" คือ เฮนรี อาลาบาสเตอร์ (Henry Alabaster; ๒๒ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๘๓๖ – ๙ สิงหาคม ค.ศ. ๑๘๘๔)
  2. "เฟรเดอริค วิลเลียม เวอนี" คือ เฟรดริก วิลเลียม เวอร์นีย์ (Frederick William Verney; ๒๖ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๘๔๖ – ๒๖ เมษายน ค.ศ. ๑๙๑๓)
  3. "ลอร์ดโครเมอ" คือ อีฟลีน แบริง เอิร์ลที่ ๑ แห่งโครเมอร์ (Evelyn Baring, 1st Earl of Cromer; ๒๖ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๘๔๑ – ๒๙ มกราคม ค.ศ. ๑๙๑๘) หรือภายหลังได้เลื่อนเป็นลอร์ด (Lord) เป็นข้าราชการชาวอังกฤษซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นอุปราชแห่งอียิปต์ (Controller-General of Egypt) ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๘๘๓ ถึง ค.ศ. ๑๙๐๗
  4. "พระเจ้าอับบัส" คือ อับบัสที่ ๒ (Abbas II; ๑๔ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๘๗๔ – ๑๙ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๔๔) เป็นโอรสพระเจ้าติวฟิก ปาชา แห่งอียิปต์ และสืบราชย์ต่อจากพระบิดา
  5. "เคดิฟ" คือ เคดีฟ (Khedive) แปลว่า อุปราช เดิมเป็นชื่อตำแหน่งผู้ปกครองประเทศอียิปต์ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิออตโตมัน (Ottoman Empire) แต่เมื่อประกาศเอกราชใน ค.ศ. ๑๘๖๗ แล้ว ผู้ปกครองอียิปต์ก็ยังใช้ชื่อตำแหน่งนี้ต่อมาจนถึง ค.ศ. ๑๙๑๔
  6. "พระเจ้าติวฟิก" คือ ติวฟิก ปาชา (Tewfik Pasha; ๓๐ เมษายน หรือ ๑๕ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๘๕๒ – ๗ มกราคม ค.ศ. ๑๘๙๒) เป็นพระเจ้าแผ่นดินแห่งอียิปต์และซูดานตั้งแต่ ค.ศ. ๑๘๗๘ จนสิ้นพระชนม์
  7. "กงสุลเยเนอราล" คือ "consul general" หรือที่ปัจจุบันเรียก "กงสุลใหญ่"
  8. "กรุงบรุสเซล" คือ กรุงบรัสเซลส์ (Brussels)




ขึ้น