ประกาศพระราชบัญญัติแลพระราชกำหนดต่าง ๆ รัชกาลที่ 5/เล่ม 6/เรื่อง 6
มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรัสเหนือเกล้าฯ ให้ประกาศจงทราบทั่วกันว่า ทุกวันนี้การปกครองข้างฝ่ายพระราชอาณาจักรก็ได้ทรงพระราชดำริห์แก้ไขและจัดตั้งแบบแผนการปกครองให้เรียบร้อยเจริญดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเปนหลายประการแล้ว
และฝ่ายพระพุทธจักรนั้น การปกครองสงฆมณฑลย่อมเปนการสำคัญทั้งในประโยชน์แห่งพระสาสนาและในประโยชน์ความเจริญของพระราชอาณาจักรด้วย ถ้าการปกครองสงฆมณฑลเปนไปตามแบบแผนอันเรียบร้อย พระสาสนาก็จะรุ่งเรืองถาวร และจะชักนำประชาชนทั้งหลายให้เลื่อมไสศรัทธาในพระพุทธสาสโนวาท ประพฤติสัมมาปฏิบัติ และร่ำเรียนวิชาคุณในสงฆสำนักยิ่งขึ้นเปนอันมาก มีพระราชประสงค์จะทรงทำนุบำรุงสงฆมณฑลให้เจริญคุณสมบัติมั่นคงสืบไปในพระสาสนา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติไว้สืบไปดังนี้ว่า
มาตรา๑พระราชบัญญัตินี้ให้มีนามว่า พระราชบัญญัติลักษณปกครองคณะสงฆ์ รัตนโกสินทรศก ๑๒๑ และพระราชบัญญัตินี้จะโปรดให้ใช้ในมณฑลใดเมื่อใด จะได้ประกาศในหนังสือพิมพ์ราชกิจจานุเบกษาเปนสำคัญ
มาตรา๒ตั้งแต่วันที่ใช้พระราชบัญญัตินี้ในที่ใด ให้ยกเลิกบรรดากฎหมายแบบแผนประเพณีที่ขัดขวางต่อพระราชบัญญัตินี้ มิให้ใช้ในที่นั้นสืบไป
มาตรา๓พระราชบัญญัตินี้ไม่เกี่ยวด้วยนิกายสงฆ์ กิจและลัทธิฉะเพาะในนิกายนั้น ๆ ซึ่งเจ้าคณะหรือสงฆนายกในนิกายนั้นได้เคยมีอำนาจว่ากล่าวบังคับมาแต่ก่อนประการใด ก็ให้คงเปนไปตามเคยทุกประการ แต่การปกครองอันเปนสามัญทั่วไปในนิกายทั้งปวง ให้เปนไปตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา๔สมเด็จเจ้าคณะใหญ่ทั้ง ๔ ตำแหน่งคือ เจ้าคณะใหญ่คณะเหนือ ๑ เจ้าคณะใหญ่คณะใต้ ๑ เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุติกา ๑ เจ้าคณะใหญ่คณะกลาง ๑ ทั้งพระราชาคณะเจ้าคณะรอง คณะเหนือ คณะใต้ คณะธรรมยุติกา คณะกลาง ทั้ง ๔ ตำแหน่งนั้น ยกเปนพระมหาเถระที่ทรงปฤกษาในการพระสาสนาและการปกครองบำรุงสงฆมณฑลทั่วไป ข้อภาระธุระในพระสาสนาหรือในสงฆมณฑลซึ่งได้โปรดให้พระมหาเถระทั้งนี้ประชุมวินิจฉัยในที่มหาเถระสมาคมตั้งแต่ ๕ พระองค์ขึ้นไป คำตัดสินของมหาเถระสมาคมนั้นให้เปนสิทธิ์ขาด ผู้ใดจะอุทธรณ์หรือโต้แย้งต่อไปอีกไม่ได้
มาตรา๕วัดกำหนดตามพระราชบัญญัตินี้เปน ๓ อย่าง คือพระอารามหลวงอย่าง ๑ อารามราษฎร์อย่าง ๑ ที่สำนักสงฆ์อย่าง ๑
๑พระอารามหลวงคือวัดที่พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้างหรือทรงพระกรุณาโปรดให้เข้าจำนวนในบาญชีนับว่าเปนพระอารามหลวง
๒อารามราษฎร์นั้นคือวัดซึ่งได้พระราชทานวิสุงคามสีมาแต่มิได้เข้าบาญชีนับว่าเปนวัดหลวง
๓ที่สำนักสงฆ์นั้นคือวัดซึ่งยังไม่ได้รับพระราชทานที่วิสุงคามสีมา
มาตรา๖ที่วัดและที่ขึ้นวัดนั้นจำแนกตามพระราชบัญญัตินี้เปน ๓ อย่าง คือที่วัด ๑ ที่ธรณีสงฆ์ ๑ ที่กัลปนา ๑
๑ที่วัดนั้นคือที่ซึ่งตั้งวัดจนตลอดเฃตร์วัดนั้นเรียกว่าที่วัด
๒ที่ธรณีสงฆ์นั้นคือที่แห่งใด ๆ ซึ่งเปนสมบัติของวัด
๓ที่กัลปนานั้นคือที่แห่งใด ๆ ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงพระราชอุทิศเงินอากรค่าที่แห่งนั้นขึ้นวัดก็ดี หรือที่ซึ่งเจ้าของมิได้ถวายกรรมสิทธิ์ อุทิศแต่ผลประโยชน์อันเกิดแต่ที่นั้นขึ้นวัดก็ดี ที่เช่นนั้นเรียกว่าที่กัลปนา
มาตรา๗ที่วัดก็ดี ที่ธรณีสงฆ์ก็ดี เปนสมบัติสำหรับพระสาสนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้เปนอรรคสาสนูปถัมภกทรงปกครองรักษาโดยพระบรมราชานุภาพ ผู้ใดผู้หนึ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ที่นั้นไปไม่ได้
มาตรา๘วัดใดร้าง สงฆ์ไม่อาไศรย ให้เจ้าพนักงานฝ่ายพระราชอาณาจักรเปนผู้ปกครองรักษาวัดนั้น ทั้งที่ธรณีสงฆ์ซึ่งขึ้นวัดนั้นด้วย
มาตรา๙ผู้ใดจะสร้างวัดขึ้นใหม่ ต้องได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตก่อนจึงจะสร้างได้ และพระบรมราชานุญาตนั้นจะพระราชทานดังนี้ คือ
ข้อ๑ผู้ใดจะสร้างที่สำนักสงฆ์ขึ้นใหม่ในที่แห่งใด ให้ผู้นั้นมีจดหมายแจ้งความต่อนายอำเภอผู้ปกครองท้องที่แห่งนั้น ให้นายอำเภอปฤกษาด้วยเจ้าคณะแขวงนั้นตรวจและพิเคราะห์ข้อความเหล่านี้ก่อน คือ
๑ที่ดินซึ่งจะเปนวัดนั้น ผู้ขออนุญาตมีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะยกให้ได้หรือไม่
๒ถ้าสร้างวัดในที่นั้นจะเปนความขัดข้องอันใดในราชการฝ่ายพระราชอาณาจักรหรือไม่
๓วัดสร้างในที่นั้นจะเปนที่ควรสงฆ์อาไศรยหรือไม่
๔สร้างวัดขึ้นในที่นั้นจะเปนประโยชน์แก่ประชุมชนในท้องที่นั้นหรือไม่
๕วัดสร้างในที่นั้นจะเสื่อมประโยชน์แห่งพระสาสนาด้วยประการใดบ้าง เปนต้นว่าจะมาให้วัดที่มีอยู่แล้วร่วงโรยหรือร้างไปหรือไม่
ถ้านายอำเภอและเจ้าคณะแขวงเห็นพร้อมกันว่าไม่มีข้อขัดข้องอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๕ ข้อนั้นแล้ว ก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เจ้าคณะแขวงมีอำนาจที่จะทำหนังสืออนุญาตให้สร้างที่สำนักสงฆ์นั้นขึ้น และให้นายอำเภอประทับตรากำกับในหนังสือนั้นด้วย และเจ้าของที่ดินนั้นจะต้องการโอนโฉนดเนื้อที่วัดถวายแก่สงฆ์ตามกฎหมายก่อน จึงจะสร้างที่สำนักสงฆ์ได้
ข้อ๒ในการที่จะขอรับพระราชทานที่วิสุงคามสีมาสำหรับอารามเดิมที่ได้ก่อสร้างปฏิสังขรณ์ใหม่ก็ดี หรือจะสร้างที่สำนักสงฆ์ขึ้นเปนอารามก็ดี ให้ผู้ขอทำจดหมายยื่นต่อผู้ว่าราชการเมืองนั้น ๆ ให้มีใบบอกเข้ามากราบบังคมทูลฯ ถ้าในจังหวัดกรุงเทพฯ ก็ไห้ยื่นจดหมายนั้นต่อกระทรวงธรรมการให้นำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อจะได้พระราชทานใบพระบรมราชานุญาต
ข้อ๓ถ้าจะสร้างอารามขึ้นใหม่ทีเดียว ต้องขออนุญาตอย่างสร้างที่สำนักสงฆ์ก่อน ต่อได้อนุญาตนั้นแล้วจึงจะขอรับพระราชทานที่วิสุงคามสีมาได้
มาตรา๑๐วัดหนึ่งให้มีพระภิกษุเปนเจ้าอาวาศรูปหนึ่ง การเลือกสรรและตั้งเจ้าอาวาศพระอารามหลวงนั้นแล้วแต่จะทรงพระราชดำริห์เห็นสมควร แม้อารามราษฎร์และที่สำนักสงฆ์แห่งใด ถ้าทรงพระราชดำริห์เห็นสมควร จะทรงเลือกสรรและตั้งเจ้าอาวาศก็ได้
มาตรา๑๑วัดในจังหวัดกรุงเทพฯ วัดหลวงก็ดี วัดราษฎร์ก็ดี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเลือกและตั้งเจ้าอาวาศ ให้เปนหน้าที่ของพระราชาคณะผู้กำกับแขวงที่วัดนั้นตั้งอยู่ที่จะปฤกษาสงฆ์และสัปปุรุษทายกแห่งวัดนั้นเลือกสรรพระภิกษุซึ่งจะเปนเจ้าอาวาศ ถ้าและพระราชาคณะนั้นเห็นว่าพระภิกษุรูปใดสมควรจะเปนเจ้าอาวาศ ก็ให้มีอำนาจที่จะทำตราตั้งพระภิกษุรูปนั้นเปนเจ้าอาวาศวัดนั้น และตราตั้งนั้นต้องให้ผู้บัญชาการกระทรวงธรรมการประทับตราเปนสำคัญในฝ่ายพระราชอาณาจักรด้วย
มาตรา๑๒การเลือกสรรเจ้าอาวาศวัดในหัวเมืองซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเลือกและตั้งเองนั้น ให้เปนหน้าที่ของเจ้าคณะแขวงที่จะปฤษาสงฆ์และสัปบุรุษทายกแห่งวัดนั้นเลือกสรรพระภิกษุซึ่งสมควรจะเปนเจ้าอาวาศ ถ้าปฤกษาเห็นพร้อมกันในพระภิกษุรูปหนึ่งรูปใดก็ดี หรือเห็นแตกต่างกันเปนพระภิกษุหลายรูปก็ดี ให้เจ้าคณะแขวงนำความเสนอต่อเจ้าคณะเมือง ๆ เห็นว่าพระภิกษรูปใดสมควรจะเปนเจ้าอาวาศ ก็ให้มีอำนาจที่จะทำตราตั้งพระภิกษุรูปนั้นเปนเจ้าอาวาศวัดนั้น และตราตั้งนั้นต้องให้ผู้ว่าราชการเมืองประทับตราตำแหน่งเปนสำคัญในฝ่ายพระราชอาณาจักรด้วย
อนึ่งเจ้าอาวาศทั้งปวงนั้น ถ้าไม่ได้อยู่ในสมณะศักดิ์ที่สูงกว่า ก็ให้มีสมณะศักดิ์เปนอธิการ
มาตรา๑๓เจ้าอาวาศมีหน้าที่ดังนี้ คือ
ข้อ๑ที่จะทำนุบำรุงรักษาวัดนั้นตามกำลังและความสามารถ
ข้อ๒ที่จะตรวจตราอย่าให้วัดนั้นเปนที่พำนักแอบแฝงของโจรผู้ร้าย
ข้อ๓ที่จะปกครองบรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งอาไศรยอยู่ในวัดนั้น
ข้อ๔ที่จะรักษาความเรียบร้อยและระงับอธิกรณ์ในหมู่บรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งอาไศรยอยู่ในวัดนั้น
ข้อ๕ที่จะเปนธุระในการสั่งสอนพระสาสนาแก่บรรพชิตและคฤหัสถ์ให้เจริญในสัมมาปฏิบัติตามสมควรแก่อุปนิสัย
ข้อ๖ที่จะเปนธุระให้กุลบุตรซึ่งอาไศรยเปนศิษย์อยู่ในวัดนั้นได้ร่ำเรียนวิชาความรู้ตามสมควร
ข้อ๗ที่จะเปนธุระแก่สัปปุรุษและทายกผู้มาทำบุญในวัดนั้นให้ได้บำเพ็ญกุศลโดยสดวก
ข้อ๘ที่จะทำบาญชีบรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งอาไศรยในวัดนั้น และทำรายงานการวัดยื่นต่อเจ้าคณะ
ข้อ๙ถ้าพระภิกษุสามเณรในวัดนั้นปราถนาจะไปอยู่วัดอื่นก็ดี หรือจะไปทางไกลก็ดี เปนหน้าที่ของเจ้าอาวาศจะต้องให้หนังสือสุทธิไปเปนสำคัญ เว้นแต่ถ้าเจ้าอาวาศเห็นว่าภิกษุสามเณรรูปใดจะไปเพื่อประพฤติอนาจารในที่อื่น จะไม่ยอมให้หนังสือสุทธิก็ได้ แต่ต้องแจ้งเหตุให้พระภิกษุหรือสามเณรรูปนั้นทราบด้วย
มาตรา๑๔เปนหน้าที่ของบรรพชิตและคฤหัสถ์บรรดาซึ่งอาไศรยอยู่ในวัดนั้นจะต้องช่วยเจ้าอาวาศในการทั้งปวงอันเปนภาระของเจ้าอาวาศนั้น
มาตรา๑๕บรรดาพระภิกษุสามเณรต้องมีสังกัดอยู่ในบาญชีวัดใดวัดหนึ่งทุกรูป
มาตรา๑๖คฤหัสถ์ซึ่งอาไศรยอยู่ในวัดย่อมมีหน้าที่และความรับผิดต่อพระราชกำหนดกฎหมายเหมือนพลเมืองทั้งปวง
มาตรา๑๗เจ้าอาวาศมีอำนาจเหล่านี้ คือ
ข้อ๑มีอำนาจที่จะบังคับว่ากล่าวบรรดาบรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งอยู่ในวัดนั้น
ข้อ๒อธิกรณ์เกิดขึ้นในวัดใด ถ้าเปนความตามลำพังพระวินัย เจ้าอาวาศวัดนั้นมีอำนาจที่จะพิพากษาได้ ถ้าเปนความแพ่ง แม้คู่ความทั้งสองฝ่ายยอมให้เจ้าอาวาศเปรียบเทียบ ก็เปรียบเทียบได้
ข้อ๓บรรพชิตก็ดี คฤหัสถ์ก็ดี ถ้ามิได้รับอนุญาตของเจ้าอาวาศ จะเข้าไปบวชหรือไปอยู่ในวัดนั้นไม่ได้
ข้อ๔บรรพชิตก็ดี คฤหัสถ์ก็ดี ที่อยู่ในวัดนั้น ถ้าไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาศ ๆ จะไม่ให้อยู่ในวัดนั้นก็ได้
ข้อ๕ถ้าเจ้าอาวาศบังคับการอันชอบด้วยพระวินัยบัญญัติหรือพระราชบัญญัติ และพระภิกษุสามเณรในวัดนั้นไม่กระทำตามก็ดี หรือฝ่าฝืนคำสั่งหมิ่นประมาทเจ้าอาวาศก็ดี เจ้าอาวาศมีอำนาจที่จะกระทำทัณฑกรรมแก่พระภิกษุสามเณรผู้มีความผิดนั้นได้
ข้อ๖ถ้าเจ้าอาวาศกระทำการตามหน้าที่โดยชอบด้วยพระราชกำหนดกฎหมาย ถ้าและคฤหัสถ์ผู้ใดขัดขืนหรือลบล้างอำนาจหรือหมิ่นประมาทเจ้าอาวาส ผู้นั้นมีความผิด ต้องระวางโทษปรับครั้งหนึ่งเปนเงินไม่เกิน ๒๐ บาท หรือจำขังเดือนหนึ่ง หรือทั้งปรับและจำด้วยทั้ง ๒ สถาน
มาตรา๑๘ผู้ใดจะอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าอาวาศ ถ้าวัดในจังหวัดกรุงเทพฯ ให้อุทธรณ์ต่อพระราชาคณะผู้กำกับแขวง ถ้าวัดในหัวเมือง ให้อุทธรณ์ต่อเจ้าคณะแขวง
มาตรา๑๙วัดใดจำนวนสงฆ์มากก็ดี หรือเจ้าอาวาศวัดใดไม่สามารถจะกระทำการตามหน้าที่ได้ทุกอย่าง ด้วยความชราทุพลภาพเปนต้นก็ดี ในจังหวัดกรุงเทพฯ
เมื่อพระราชาคณะผู้กำกับแขวงเห็นจะตั้งพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเปนรองเจ้าอาวาศสำหรับรับภาระทั้งปวงหรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่งช่วยเจ้าอาวาศ ก็ตั้งรองเจ้าอาวาศได้ รองเจ้าอาวาศจะมีอำนาจได้เท่าที่พระราชาคณะซึ่งกำกับแขวงได้มอบนั้น แต่จะมีอำนาจเกินเจ้าอาวาศหรือกระทำการฝ่าฝืนอนุมัติของเจ้าอาวาศไม่ได้ ส่วนวัดในหัวเมือง ก็ให้เปนอำนาจและหน้าที่ของเจ้าคณะเมืองจะตั้งรองเจ้าอาวาศเปนผู้ช่วยเจ้าอาวาศได้เหมือนเช่นนั้น รองเจ้าอาวาศนี้ ถ้าไม่ได้อยู่ในสมณะศักดิ์ที่สูงกว่า ให้มีสมณะศักดิ์เปนรองอธิการ
มาตรา๒๐ในท้องที่อำเภอหนึ่ง ให้กำหนดตามพระราชบัญญัตินี้เปนแขวงหนึ่ง ในจังหวัดกรุงเทพฯ จะโปรดให้พระราชาคณะเปนผู้กำกับคณะแขวงละรูป ส่วนท้องที่ในหัวเมืองนอกจังหวัดกรุงเทพฯ นั้น แขวงหนึ่งให้มีเจ้าคณะแขวงรูปหนึ่ง แต่ถ้าแขวงใดมีวัดน้อย จะรวมหลายแขวงไว้ในหน้าที่เจ้าคณะแขวงใดแขวงหนึ่งก็ได้ ทั้งนี้แล้วแต่เจ้าคณะมณฑลจะเห็นควร
มาตรา๒๑พระราชาคณะผู้กำกับแขวงในจังหวัดกรุงเทพฯ นี้ จะโปรดให้พระราชาคณะรูปใดเปนผู้กำกับคณะแขวงใด แล้วแต่จะทรงพระราชดำริห์เห็นสมควร
ส่วนการเลือกตั้งเจ้าคณะแขวงในหัวเมืองนั้น เปนหน้าที่เจ้าคณะเมืองจะเลือกสรรเจ้าอาวาศวัดซึ่งอยู่ในแขวงนั้นเสนอต่อเจ้าคณะมณฑล แล้วแต่เจ้าคณะมณฑลจะเห็นสมควร และให้เจ้าคณะมณฑลมีอำนาจที่จะทำตราตั้งเจ้าคณะแขวง และตราตั้งนั้นต้องให้ข้าหลวงใหญ่ซึ่งสำเร็จราชการมณฑลประทับตรากำกับเปนสำคัญข้างฝ่ายพระราชอาณาจักรด้วย อนึ่งเจ้าคณะแขวงนี้ ถ้าไม่ได้อยู่ในสมณะศักดิ์ที่สูงกว่า ให้มีสมณะศักดิ์เปนพระครู ถ้าทรงพระราชดำริห์เห็นสมควร จะทรงเลือกสรรหรือจะพระราชทานสัญญาบัตร์ราชทินนามตั้งเจ้าคณะแขวงให้มีสมณะศักดิ์ยิ่งขึ้นไปก็ได้
มาตรา๒๒บรรดาวัดในจังหวัดกรุงเทพ⟨ฯ⟩ อยู่ในแขวงใด ให้ขึ้นอยู่ในพระราชาคณะผู้กำกับแขวงนั้น ส่วนวัดในหัวเมือง วัดอยู่ในแขวงใด ก็ให้ขึ้นอยู่ในเจ้าคณะแขวงนั้น เว้นแต่วัดทั้งในกรุงเทพฯ และในหัวเมืองที่โปรดให้ขึ้นอยู่ฉะเพาะคณะหรือเฉภาะพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งซึ่งทรงพระราชดำริห์เห็นสมควร
มาตรา๒๓ให้พระราชาคณะผู้กำกับแขวงในจังหวัดกรุงเทพฯ มีถานานุศักดิ์ถานานุกรมตำแหน่งพระสังฆรักษ์ได้อีกรูปหนึ่ง เว้นแต่ถ้าพระราชาคณะรูปนั้นมีถานานุศักดิ์ควรตั้งถานานุกรมเกิน ๓ รูปอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องตั้ง
ข้อ๒๔พระราชาคณะผู้กำกับแขวงมีหน้าที่ดังนี้ คือ
ข้อ๑ที่จะตรวจตราอำนวยการวัดและการสงฆ์บรรดาซึ่งอยู่ในปกครองให้เรียบร้อย เปนไปตามพระวินัยบัญญัติและพระราชบัญญัติ
ข้อ๒ที่จะเลือกและตั้งรองเจ้าคณะแขวง เจ้าอาวาศ และรองเจ้าอาวาศอันมีอำนาจเลือกตั้งได้ตามพระราชบัญญัตินี้
ข้อ๓ที่จะตรวจตราทำนุบำรุงการสั่งสอนพระสาสนาและการศึกษาในวัดซึ่งอยู่ในความปกครอง
ข้อ๔ที่จะไปดูแลตรวจตราการตามวัดขึ้นในแขวงนั้นเปนครั้งเปนคราวตามสมควร
ข้อ๕ที่จะช่วยระงับอธิกรณ์แก้ไขความขัดข้องของเจ้าอาวาสและวินิจฉัยข้ออุทธรณ์เจ้าอาวาศ
ข้อ๒๕พระราชาคณะผู้กำกับแขวงในจังหวัดกรุงเทพฯ มีอำนาจดังนี้
ข้อ๑รองเจ้าคณะแขวงก็ดี เจ้าอาวาศก็ดี รองเจ้าอาวาศก็ดี ที่พระราชาคณะนั้นตั้งได้ตามพระราชบัญญัตินี้ แม้ไม่สมควรจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปเพราะความประพฤติก็ดี เพราะไม่สามารถก็ดี พระราชาคณะผู้กำกับแขวงมีอำนาจที่จะเอาออกจากตำแหน่งได้
ข้อ๒มีอำนาจที่จะตัดสินข้ออุทธรณ์หรือการเกี่ยงแย่งในคำสั่งและคำวินิจฉัยของเจ้าอาวาศวัดขึ้นในแขวงนั้น
ข้อ๓มีอำนาจที่จะบังคับว่ากล่าวพระภิกษุสามเณรในวัดซึ่งขึ้นอยู่ในแขวงนั้นในกิจอันชอบด้วยพระวินัยบัญญัติและพระราชบัญญัติ
มาตรา๒๖พระครูเจ้าคณะแขวงหัวเมืองมีหน้าที่ดังนี้ คือ
ข้อ๑ที่จะตรวจตราอำนวยการวัดและการสงฆ์บรรดาที่อยู่ในปกครองให้เรียบร้อยเปนไปตามพระวินัยบัญญัติและพระราชบัญญัติ
ข้อ๒ที่จะเลือกเจ้าอาวาศและรองเจ้าอาวาศตามความในพระราชบัญญัตินี้
ข้อ๓ที่จะตรวจตราทำนุบำรุงการสั่งสอนพระสาสนาและการศึกษาในวัดซึ่งอยู่ในปกครอง
ข้อ๔ที่จะไปดูแลตรวจตราตามวัดขึ้นในแขวงนั้นเปนครั้งเปนคราวตามสมควร
ข้อ๕ที่จะช่วยแก้ไขความขัดข้องของเจ้าอาวาศ และวินิจฉัยข้ออุทธรณ์คำสั่งของเจ้าอาวาศ
ข้อ๖ถ้าเกิดเหตุหรืออธิกรณ์อย่างใดใดในการวัดหรือการสงฆ์ในแขวงนั้นอันเหลือกำลังที่ระงับได้ ก็ให้รีบนำความเสนอต่อเจ้าคณะเมือง
มาตรา๒๗เจ้าคณะแขวงมีอำนาจดังนี้ คือ
ข้อ๑มีอำนาจที่จะตัดสินข้ออุทธรณ์หรือการเกี่ยงแย่งในคำสั่งและคำวินิจฉัยของเจ้าอาวาศวัดขึ้นในแขวงนั้น
ข้อ๒มีอำนาจที่จะบังคับว่ากล่าวพระภิกษุสามเณรตลอดท้องที่แขวงนั้นในกิจอันชอบด้วยพระวินัยบัญญัติและพระราชบัญญัติ
มาตรา๒๘เจ้าคณะแขวงมีถานานุศักดิ์ตั้งถานานุกรมผู้ช่วยการคณะได้ ๒ รูป คือพระสมุห์รูป ๑ พระใบฎีการูป ๑ ถ้าเจ้าคณะแขวงนั้นได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเปนพระครูมีราชทินนาม ตั้งพระปลัดได้อีกรูป ๑
มาตรา๒๙แขวงใดในจังหวัดกรุงเทพฯ ก็ดี ในหัวเมืองก็ดี มีวัดมาก พระราชาคณะผู้กำกับแขวงในจังหวัดกรุงเทพฯ หรือเจ้าคณะเมืองนั้นเห็นสมควรจะมีผู้ช่วยตรวจตราอยู่ประจำท้องแขวง จะตั้งเจ้าอาวาศวัดใดวัดหนึ่งในแขวงนั้นให้เปนรองเจ้าคณะแขวงกำกับตรวจตราการวัดในตำบลหนึ่งหรือหลายตำบลก็ได้ และในแขวงหนึ่งจะมีรองเจ้าคณะแขวงกี่รูปก็ได้ตามสมควร แต่รองเจ้าคณะแขวงรูป ๑ ต้องมีจำนวนวัดอยู่ในหมวดนั้นไม่น้อยกว่า ๕ วัด จึงควรตั้ง และรองเจ้าคณะแขวงมีหน้าที่ฟังคำสั่งและเปนผู้ช่วยเจ้าคณะแขวง อนึ่งรองเจ้าคณะแขวงนั้น ถ้าไม่ได้อยู่ในสมณะศักดิ์ที่สูงกว่า ให้มีสมณะศักดิ์เปนเจ้าอธิการ
มาตรา๓๐หัวเมืองหนึ่งให้มีพระราชาคณะหรือพระครูเปนเจ้าคณะเมืองรูป ๑ การเลือกสรรและตั้งตำแหน่งเจ้าคณะเมืองนี้ แล้วแต่จะทรงพระราชดำริห์เห็นสมควร
มาตรา๓๑เจ้าคณะเมืองมีหน้าที่ดังนี้ คือ
ข้อ๑ที่จะตรวจตราอำนวยการวัดและการสงฆ์บรรดาอยู่ในเขตร์เมืองนั้นให้เรียบร้อยและเปนไปตามพระวินัยบัญญัติและพระราชบัญญัติ
ข้อ๒ที่จะตั้งรองเจ้าคณะแขวง เจ้าอาวาศ และรองเจ้าอาวาศวัดในเขตร์เมืองนั้นซึ่งมีอำนาจตั้งได้ตามพระราชบัญญัตินี้
ข้อ๓ที่จะตรวจตราทำนุบำรุงการสั่งสอนพระสาสนาและการศึกษาในบรรดาวัดในเขตร์เมืองนั้น
ข้อ๔ที่จะช่วยแก้ไขความขัดข้องของเจ้าคณะแขวง และระงับอธิกรณ์วินิจฉัยข้ออุทธรณ์คำสั่งและคำวินิจฉัยของเจ้าคณะแขวงในเมืองนั้น
ข้อ๕ที่จะเลือกเจ้าอาวาศซึ่งสมควรเปนเจ้าคณะแขวงเสนอต่อเจ้าคณะมณฑล
มาตรา๓๒เจ้าคณะเมืองมีอำนาจดังนี้ คือ
ข้อ๑มีอำนาจที่จะบังคับบัญชาว่ากล่าวสงฆมณฑลตลอดเมืองนั้นในกิจอันชอบด้วยพระวินัยบัญญัติและพระราชบัญญัติ
ข้อ๒รองเจ้าคณะแขวงก็ดี เจ้าอาวาศก็ดี รองเจ้าอาวาศก็ดี ซึ่งเจ้าคณะเมืองตั้งได้ตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าไม่สมควรจะคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปเพราะความประพฤติก็ดี หรือเพราะขาดความสามารถก็ดี เจ้าคณะเมืองมีอำนาจที่จะเอาออกจากตำแหน่งได้
ข้อ๓มีอำนาจที่จะตัดสินข้ออุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของเจ้าคณะแขวง
มาตรา๓๓เจ้าคณะเมืองมีถานานุศักดิ์ตั้งถานานุกรมได้ ๕ รูป คือพระปลัด ๑ พระวินัยธร ๑ พระวินัยธรรม ๑ พระสมุห์ ๑ พระใบฎีกา ๑ สำหรับช่วยในการคณะ
มาตรา๓๔หัวเมืองใดมีกิจภาระมาก จะทรงพระกรุณาโปรดตั้งพระครูเจ้าคณะรองเปนผู้ช่วยเจ้าคณะเมืองรูป ๑ หรือหลายรูป ตามแต่จะทรงพระราชดำริห์เห็นสมควร
มาตรา๓๕หัวเมืองมณฑล ๑ จะทรงพระกรุณาโปรดให้พระราชาคณะผู้ใหญ่เปนเจ้าคณะมณฑลรูป ๑ พระราชาคณะรูปใดควรจะเปนเจ้าคณะมณฑลไหนนั้น แล้วแต่จะทรงพระราชดำริห์เห็นสมควร
มาตรา๓๖ถ้ามณฑลใดมีกิจภาระมาก จะทรงพระกรุณาโปรดให้มีพระราชาคณะเปนเจ้าคณะรองผู้ช่วยภาระมณฑลนั้นอีกรูป ๑ หรือหลายรูป ทั้งนี้แล้วแต่จะทรงพระราชดำริห์เห็นสมควร
มาตรา๓๗เจ้าคณะมณฑลมีหน้าที่ดังนี้ คือ
ข้อ๑ที่จะรับพระบรมราชานุมัติไปจัดการทำนุบำรุงพระสาสนาและบำรุงการศึกษาตามวัดในมณฑลนั้นให้เจริญรุ่งเรืองตามพระราชประสงค์
ข้อ๒ที่จะออกไปตรวจตราการคณะสงฆ์และการศึกษาในมณฑลนั้น ๆ บ้างเปนครั้งเปนคราว
ข้อ๓ที่จะตั้งพระครูเจ้าคณะแขวงตามหัวเมืองในมณฑลนั้นบรรดาซึ่งมิได้รับพระราชทานสัญญาบัตร
ข้อ๔ที่จะช่วยแก้ไขความขัดข้องของเจ้าคณะเมืองในมณฑลนั้น
มาตรา๓๘เจ้าคณะมณฑลมีอำนาจดังนี้ คือ
ข้อ๑มีอำนาจที่จะบังคับบัญชาพระภิกษุสามเณรทั่วทั้งมณฑลนั้นในกิจอันชอบด้วยพระวินัยบัญญัติและพระราชบัญญัติ
ข้อ๒ที่จะมอบอำนาจให้เจ้าคณะรองออกไปตรวจจัดการในมณฑลได้ตามเห็นสมควรจะให้มีอำนาจเท่าใด แต่มิให้เกินแก่อำนาจและฝ่าฝืนอนุมัติของเจ้าคณะมณฑล
ข้อ๓ผู้มีตำแหน่งสมณะศักดิ์ชั้นใด ๆ ในมณฑลนั้น นอกจากที่ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรแล้ว ถ้าไม่สมควรจะอยู่ในตำแหน่งเพราะความประพฤติก็ดี เพราะขาดความสามารถก็ดี เจ้าคณะมณฑลมีอำนาจที่จะเอาออกจากตำแหน่งได้
ข้อ๔เจ้าคณะมณฑลมีอำนาจที่จะตัดสินข้ออุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของเจ้าคณะเมือง
มาตรา๓๙เจ้าคณะมณฑลมีถานานุศักดิ์ตั้งถานานุกรมได้ ๖ รูป คือพระครูปลัด ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูวินัยธรรม ๑ พระสังฆรักษ์ ๑ พระสมุห์ ๑ พระใบฎีกา ๑ แต่ถ้าในถานานุศักดิ์เดิมมีตำแหน่งใดแล้ว ไม่ต้องตั้งตำแหน่งนั้น
มาตรา๔๐เปนหน้าที่ของเจ้ากระทรวงธรรมการและเจ้าพนักงานผู้ปกครองท้องที่จะช่วยอุดหนุนเจ้าคณะให้ได้กำลังและอำนาจพอที่จะจัดการให้เปนไปตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา๔๑พระภิกษุสามเณรต้องฟังบังคับบัญชาเจ้าคณะซึ่งตนอยู่ในความปกครองตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าไม่ฟังบังคับบัญชาหรือหมิ่นเลมิดต่ออำนาจเจ้าคณะ มีความผิด เจ้าคณะมีอำนาจที่จะทำทัณฑกรรมได้
มาตรา๔๒ถ้าเจ้าคณะกระทำการตามหน้าที่ในพระราชบัญญัติ และคฤหัสถ์ผู้ใดลบล้างขัดขืนต่ออำนาจเจ้าคณะ ผู้นั้นมีความผิด ต้องระวางโทษฐานขัดอำนาจเจ้าพนักงาน
มาตรา๔๓คดีที่จำเลยเปนเจ้าอาวาศก็ดี หรือเปนคดีอุทธรณ์คำตัดสินหรือคำสั่งของเจ้าอาวาศก็ดี หรือจำเลยเปนรองเจ้าคณะแขวงหรือเปนถานานุกรมของเจ้าคณะแขวงก็ดี หรืออุทธรณ์คำสั่งรองเจ้าคณะแขวงหรือถานานุกรมเจ้าคณะแขวงก็ดี ถ้าข้อวินิจฉัยคดีนั้นอยู่ในลำพังพระวินัยบัญญัติหรือในการบังคับบัญชาตามพระราชบัญญัตินี้ คดีเกิดขึ้นในแขวงใด ให้เจ้าคณะแขวงนั้นมีอำนาจที่จะตัดสินคดีนั้นได้
คดีเช่นนั้น ถ้าจำเลยหรือผู้ต้องอุทธรณ์เปนเจ้าคณะแขวง หรือรองเจ้าคณะเมือง หรือถานานุกรมเจ้าคณะหัวเมืองใด ให้เจ้าคณะเมืองนั้นมีอำนาจที่จะตัดสินได้ ถ้าจำเลยหรือผู้ต้องอุทธรณ์เปนเจ้าคณะเมือง หรือรองเจ้าคณะมณฑล หรือถานานุกรมของเจ้าคณะมณฑลของรองเจ้าคณะมณฑลใด ให้เจ้าคณะมณฑลนั้นมีอำนาจตัดสินได้ ถ้าจำเลยหรือผู้ต้องอุทธรณ์เปนเจ้าคณะมณฑลหรือเปนพระราชาคณะผู้กำกับแขวง ให้โจทย์หรือผู้อุทธรณ์ทำฎีกายื่นต่อกระทรวงธรรมการให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณา
มาตรา๔๔พระราชาคณะหรือสงฆนายกซึ่งโปรดให้ปกครองคณะพิเศษนอกจากที่ได้กล่าวมาในพระราชบัญญัตินี้ เช่นพระราชาคณะซึ่งได้ว่ากล่าววัดในจังหวัดกรุงเทพฯ หลายวัด แต่มิได้กำกับเปนแขวง เปนต้นก็ดี มีอำนาจและหน้าที่ในการปกครองวัดขึ้นเหมือนพระราชาคณะผู้กำกับแขวงฉนั้น
มาตรา๔๕ให้เปนหน้าที่เสนาบดีกระทรวงธรรมการที่จะรักษาการให้เปนไปตามพระราชบัญญัตินี้
ประกาศมาณวันที่ ๑๖ มิถุนายน รัตนโกสินทรศก ๑๒๑ เปนวันที่ ๑๒๒๗๐ ในรัชกาลปัตยุบันนี้