ข้ามไปเนื้อหา

ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 11/เรื่อง

จาก วิกิซอร์ซ
พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง

ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานดำเนินเรื่องต้นราชพงษาวดารโดยลำดับโบราณราชกระษัตริย์ ซึ่งครองราชสมบัติสืบ ๆ กันมาในมลาวประเทศเมืองชวา คือกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว หลวงพระบาง แลเมืองเวียงจันทบุรี แต่โดยสังเขป

เดิมยังมีพระมหากระษัตริย์องค์ ๑ ทรงพระนามชื่อว่าขุนบรมราชา ลงมาแต่เมืองแถน มาสร้างเมืองแถนเปนพระนครใหญ่ ขุนบรมราชามีพระมเหษี ๒ องค์ องค์ที่ ๑ ชื่อนางเอตแคง ที่ ๒ ชื่อนางยมภาลา นางเอตแคงนั้นมีพระราชบุตร ๓ องค์ องค์ที่ ๑ ทรงพระนามชื่อขุนลอ ที่ ๒ ชื่อท้าวลุกกรม ที่ ๓ ชื่อท้าวเจตเจื้อง นางยมภาลามีพระราชบุตร ๔ องค์ ผู้ที่ ๑ ทรงพระนามชื่อท้าวยีผาล้าน ผู้ที่ ๒ ชื่อท้าวไชยพงษ์ ผู้ที่ ๓ ชื่อท้าวสามจุสง ผู้ที่ ๔ ชื่อท้าวอัวอิน

ขุนบรมราชามีพระราชบุตร ๗ องค์ดังนี้ แล้วมีช้างงาเกี้ยวงากอดช้าง ๑ (คืองาไขว้) ครั้นช้างตัวนั้นถึงแก่กรรม ขุนบรมราชาจึงเอางาช้างตัวนั้นมาตัดเปน ๗ ท่อน ท่อนที่ ๑ เอาประทานให้ขุนลอ ท่อนที่ ๒ ระทานให้ท้าวยีผาล้าน ท่อนที่ ๓ ประทานให้ท้าวไชยพงษ์ ท่อนที่ ๔ ประทานให้ท้าวสามจุสง ท่อนที่ ๕ ประทานให้ท้าวอัวอิน ท่อนที่ ๖ ประทานให้ท้าวลุกกรม ท่อนที่ ๗ ประทานให้ท้าวเจตเจื้อง ครั้นพระราชบุตรทั้ง ๗ พระองค์มีพระชนม์จำเริญใหญ่ขึ้นมา พอจะครองราชสมบัติได้ทั้ง ๗ พระองค์ ขุนบรมราชาผู้เปนพระราชบิดาจึงมีพระราชอาญาทรงสั่งพระราชบุตรทั้ง ๗ พระองค์ สั่งให้ขุนลอผู้พี่ที่ ๑ มาสร้างเมืองชวา คือกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง สั่งให้ท้าวยีผาล้านไปสร้างเมืองประคึง สั่งให้ท้าวไชยพงษ์ไปสร้างเมืองหงษาวดี สั่งให้ท้าวสามจุสงไปสร้างเมืองบัวชุม สั่งให้ท้าวอัวอินไปสร้างเมืองศรีอยุทธยา สั่งให้ท้าวลุกกรมไปสร้างเมืองอินทปัต สั่งให้ท้าวเจตเจื้องไปสร้างเมืองเชียงขวาง (คือเมืองพวน)[1] แล้วขุนบรมราชาจึงมีราโชวาททรงสั่งสอนยังพระราชบุตรทั้ง ๗ พระองค์นั้นว่า ถ้าผู้ใดไปสร้างบ้านแต่งเมืองมีบุญญานุภาพมาก ให้เร่งตั้งอยู่ในทางยุติธรรม อย่าได้คิดทัพศึกสงครามยกไปรบพุ่งเบียดเบียนตีชิงเอาบ้านเมืองแก่กันแลกัน ผู้ใดไม่ฟังราโชวาทของพระราชบิดาสั่งสอนไว้นี้ ให้ผู้นั้นเกิดการพินาศฉิบหาย ในปัจจุบันโลกปรโลกให้ต้องด้วยคำแช่งดังนี้ ถ้าผู้ใดตั้งอยู่ในยุติธรรมราโชวาทของพระราชบิดานี้ ให้ผู้นั้นมีความศุขความจำเริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป ขุนบรมราชามีราโชวาทไว้ดังนี้ ครั้นถึงศุภวารมหามงคลพิไชยฤกษ์วันดี พระราชบุตรทั้ง ๗ พระองค์ก็พร้อมกันกราบถวายบังคมลา ต่างองค์ก็ต่างพาเอาไพร่พลไปตามราโชวาทของขุนบรมราชาผู้เปนพระราชบิดาทรงสั่งนั้น

ขุนลอผู้เปนพี่ที่ ๑ ก็พาเอาไพร่พลลงมาสร้างเมืองชวา กรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว ขุนลอมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนตาม ขุนลอครองราชสมบัติถึงกาลชนมายุชรานักแล้ว ก็เสด็จถึงแก่พิราไลย ขุนตามผู้เปนพระราชบุตร ได้ขึ้นครองราชสมบัติในกรุงศรีสัตนาคนหุตสืบไป

ขุนตามมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนซวา ขุนตามถึงแก่พิราไลยแล้ว ขุนซวาได้ขึ้นครองราชสมบัติ มีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนซวาย

ขุนซวาถึงแก่พิราไลยแล้ว ขุนซวายได้ขึ้นครองราชสมบัติ ขุนซวายมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนคุ

ขุนซวายถึงแก่พิราไลยแล้ว ขุนคุได้ขึ้นครองราชสมบัติ ขุนคุมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนควง

ขุนคุถึงแก่พิราไลยแล้ว ขุนควงได้ขึ้นครองราชสมบัติ ขุนควงมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนคาง

ขุนควงถึงแก่พิราไลยแล้ว ขุนคางได้ขึ้นครองราชสมบัติ ขุนคางได้มีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนแพง

ขุนคางถึงแก่พิราไลยแล้ว ขุนแพงได้ขึ้นครองราชสมบัติ ขุนแพงมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนเพิน

ขุนแพงถึงแก่พิราไลยแล้ว ขุนเพินได้ขึ้นครองราชสมบัติ ขุนเพินมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนพิน

ขุนเพินถึงแก่พิราไลยแล้ว ขุนพินได้ขึ้นครองราชสมบัติ ขุนพินมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนอุน

ขุนพินถึงแก่พิราไลยแล้ว ขุนอุนได้ขึ้นครองราชสมบัติ ขุนอุนมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนคาน

ขุนอุนถึงแก่พิราไลยแล้ว ขุนคานได้ขึ้นครองราชสมบัติ ขุนคานมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนเคก

ขุนคานถึงแก่พิราไลยแล้ว ขุนเคกได้ขึ้นครองราชสมบัติ ขุนเคกมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อขุนรูง แต่ทรงพระนามเปนขุนได้ขึ้นครองราชสมบัติสืบ ๆ กันมาในเมืองชวา กรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว รวม ๑๕ ขุน ขุนรูงมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อท้าวแทน

ขุนรูงเสด็จถึงแก่พิราไลยแล้ว ท้าวแทนได้ขึ้นครองราชสมบัติ ท้าวแทนมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อท้าวยูง

ท้าวแทนเสด็จถึงแก่พิราไลยแล้ว ท้าวยูงได้ขึ้นครองราชสมบัติ ท้าวยูงมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อท้าวเยือก

ท้าวยูงเสด็จถึงแก่พิราไลยแล้ว ท้าวเยือกได้ขึ้นครองราชสมบัติ ท้าวเยือกมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อท้าวพิน

ท้าวเยือกเสด็จถึงแก่พิราไลยแล้ว ท้าวพินได้ขึ้นครองราชสมบัติ ท้าวพินมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อท้าวพาด

ท้าวพินเสด็จถึงแก่พิราไลยแล้ว ท้าวพาดได้ขึ้นครองราชสมบัติ ท้าวพาดมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อท้าวหลวง

ท้าวพาดเสด็จถึงแก่พิราไลยแล้ว ท้าวหลวงได้ขึ้นครองราชสมบัติ ท้าวหลวงมีพระราชบุตรองค์ ๑ ชื่อท้าวละวัง แต่ทรงพระนามเปนท้าวครองราชสมบัติกรุงศรีสัตนาคนหุต ๖ พระองค์ ๚

ลุศักราช ๖๓๓ ปีมแมตรีศก (พ.ศ. ๑๘๑๔) ท้าวหลวงเสด็จถึงแก่พิราไลย เสนาพฤฒามาตย์ทั้งปวงจึงพร้อมกันอัญเชิญท้าวละวังขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว ถวายพระนามว่าพระยารัง พระยารังมีพระราชบุตรองค์ ๑ ทรงพระนามท้าวสุวรรณคำผง พระยารังครองพระราชสมบัติ ๔๕ ปีก็เสด็จถึงแก่พิราไลย พระชนม์เท่าใดไม่ปรากฎ ๚

ลุศักราช ๖๗๘ ปีมโรงอัฐศก (พ.ศ. ๑๘๕๙) เสนาพฤฒามาตย์ทั้งปวงจึงพร้อมกันอัญเชิญเอาท้าวสุวรรณคำผงขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว ถวายพระนามว่าพระยาสุวรรณคำผง พระยาสุวรรณคำผงมีพระราชโอรสองค์ ๑ ทรงพระนามขุนยักษ์ฟ้า ขุนยักษ์ฟ้ามีพระราชบุตรองค์ ๑ ทรงพระนามท้าวฟ้างุ้มราชกุมาร แต่ท้าวฟ้างุ้มราชกุมารองค์นี้ เมื่อประสูตรออกจากครรภ์แห่งมารดานั้น มีพระทนต์เต็มพระโอษฐออกมาแต่ในครรภ์ เมื่อท้าวฟ้างุ้มราชกุมารมีพระชนม์จำเริญใหญ่ขึ้นมา ขุนยักษ์ฟ้าผู้เปนบิดาไปกระทำชู้ด้วยนางขอม (เขมร) มารดาเลี้ยงอันเปนนางห้ามของพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตผู้เปนพระราชบิดา พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตก็ทรงพระโกรธ จึงมีรับสั่งแก่เสนาบดีทั้งปวงจะให้กุมขุนยักษ์ฟ้าพันธนาไปสำเร็จโทษเสียตามความผิด เสนาพฤฒามาตย์ราชมนตรีผู้ใหญ่ผู้น้อย จึงพร้อมกันกราบทูลขอโทษชีวิตรขุนยักษ์ฟ้าไว้ พระยาสุวรรณคำผงองค์เปนพระเจ้าแผ่นดินก็ทรงอไภยโทษแต่ชีวิตร แล้วมีรับสั่งให้ขับไล่ขุนยักษ์ฟ้าไปจากพระราชอาณาเขตรกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว ท้าวฟ้างุ้มราชกุมารทราบว่า พระยาสุวรรณคำผงองค์เปนพระเจ้าปู่ทรงพระพิโรธขับไล่ขุนยักษ์ฟ้าผู้เปนพระราชบิดา ให้หนีจากพระราชอาณาเขตรกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวดังนั้น ท้าวฟ้างุ้มราชกุมารก็ขอไปตามพระราชบิดา เสนาบดีผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวง มีความเกรงกลัวขุนยักษ์ฟ้า แลท้าวฟ้างุ้มราชกุมารไปเบื้องน่า จึงพร้อมกันแต่งให้เถ้ากะโยยคน ๑ เถ้ากรางคน ๑ เถ้าคำคน ๑ หอไชยคน ๑ โลดังคน ๑ ให้เอาเรือลำ ๑ ไปส่งขุนยักษ์ฟ้ากับท้าวฟ้างุ้มราชกุมารใต้แก่งลีผีเหนือเมืองอินทปัต ๚

ขุนยักษ์ฟ้ากับท้าวฟ้างุ้มราชกุมาร สองกระษัตริย์ก็พากันเสด็จดำเนินไปถึงเมืองอินทปัต ก็ขอเข้าพำนักอาไศรยอยู่ในกุฏิพระป่าขมันมหาเถรองค์ ๑ อันมีอยู่ในเมืองอินทปัต พระผู้เปนเจ้าจึงถามเจ้าราชกุมารทั้ง ๒ ว่า ท่านทั้ง ๒ มาแต่เมืองใด เจ้าราชกุมารทั้ง ๒ จึงนมัสการสำแดงความว่า ข้าพเจ้ามาแต่เมืองชวา คือกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว พระผู้เปนเจ้าก็ทักถามปราไสเจ้าราชกุมารทั้ง ๒ หลายประการ จนดึกในราตรีกลางคืนท้าวฟ้างุ้มราชกุมารประธมหลับไป เสียงกรนนั้นดังไพเราะเหมือนดังเสียงดุริยดนตรี ครั้นรุ่งสว่างแสงอโณไทยขึ้นมา พระป่าขมันมหาเถรองค์นั้นจึงทำนายว่า ท้าวฟ้างุ้มราชกุมารองค์นี้ ภายภาคข้างน่าจะได้ครองราชสมบัติเปนเจ้าเอกเทศ จะมีบุญญานุภาพมาก กิติศัพท์พระป่าขมันมหาเถร ทำนายทราบไปถึงพระยาศิริจุนทราชพระเจ้าอินทปัตจึงมีรับสั่งให้ท้าวฟ้างุ้มราชกุมารเข้าไปเฝ้า พระเจ้าอินทปัตทอดพระเนตรเห็นท้าวฟ้างุ้มราชกุมาร ประกอบไปด้วยลักษณกระษัตริย์ก็ทรงปราไสทักถามตามทางประเพณีขัติยบุราณราชกระษัตริย์หลายประการ ท้าวฟ้างุ้มราชกุมารก็กราบทูลพระเจ้าอินทปัตขอถวายตัวเปนข้าทำราชการฉลองพระเดชพระคุณ พระเจ้าอินทปัตก็ทรงเลี้ยงท้าวฟ้างุ้มราชกุมารไว้ ท้าวฟ้างุ้มก็อยู่ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณได้ ๔ ปี ๕ ปี ไม่ได้มีความรังเกียจ พระเจ้าอินทปัตก็ยิ่งทรงพระเมตตาเปนอันมาก จึงยกเอานางคำหยาดอันเปนพระราชธิดาพระราชทานให้ท้าวฟ้างุ้มราชกุมารเปนภิริยา ให้สมัคสังวาศอยู่ด้วยกัน แล้วพระเจ้าแผ่นดินอินทปัตจึงทรงตรัสถามท้าวฟ้างุ้มราชกุมารว่า คิดถึงกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวบ้างฤๅ ๆ ยังไม่คิดถึง ท้าวฟ้างุ้มกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าคิดถึงกรุงศรีสัตนาคนหุตเปนอันมาก ด้วยได้พลัดพรากมาหลายปี พระเจ้าอินทปัตทรงทราบแล้วก็ทรงสงสารท้าวฟ้างุ้มราชกุมาร จึงตรัสว่าถ้าคิดถึงบ้านเมืองมากดังนั้น เราจะเกณฑ์กองทัพให้ขึ้นไป จะคิดเอากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวจะได้ฤๅมิได้ ท้าวฟ้างุ้มราชกุมารกับขุนยักษ์ฟ้าจึงกราบทูลว่า ถ้าทรงพระเมตตาโปรดดังนั้นข้าพระพุทธเจ้าทั้งสองก็พอจะรับนำทัพฉลองพระเดชพระคุณขึ้นไปได้ ๚

ครั้นลุศักราช ๗๑๓ ปีเถาะตรีศก (พ.ศ. ๑๘๙๔) ได้ศุภวารมหามงคลพิไชยฤกษ์วันดี พระยาศิริจุนทราชพระเจ้าแผ่นดินอินทปัตจึงพระราชทานกองทัพให้ท้าวฟ้างุ้มราชกุมาร ขุนยักษ์ฟ้า ยกขึ้นไปครั้นเดินทัพขึ้นไปถึงหัวเมืองตามรายทาง คือเมืองตระบองหนึ่ง เมืองตีโคฏะบองหนึ่ง เมืองห้วยหลวงหนึ่ง เมืองไผ่หนามหนึ่งท้าวฟ้างุ้ม จึงมีหนังสือเข้าไปเกลี้ยกล่อมขอกองทัพขึ้นไปช่วยตีกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวทุกหัวเมือง พระยาสามเกิงเจ้าเมืองตระบอง พระยาสามคอเจ้าเมืองตีโคฏะบอง ท้าวแก้วเจ้าเมืองห้วยหลวง พระยาเภาเจ้าเมืองไผ่หนาม มีหนังสือตอบว่าซึ่งท่านทั้งสองมีหนังสือมาขอกองทัพให้ขึ้นไปช่วยตีกรุงศรีสัตนาคนหุตนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่ายังไม่ควรแก่ท่านทั้งสองเลย ด้วยพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตพระองค์เปนพระราชบิดา เปนสมเด็จพระเจ้าปู่ พระองค์ยังมีพระชนม์ครองราชสมบัติอยู่ ไม่ควรจะคิดอกตัญญูต่อท่านผู้มีคุณ ด้วยขุนยักษ์ฟ้าเปนคนมีความผิดคิดทุรยศ กระทำชู้ด้วยนางห้ามพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต องค์เปนราชบิดา พระองค์จึงทรงพระพิโรธขับไล่ขุนยักษ์ฟ้าให้หนีจากบ้านเมือง เพราะขุนยักษ์ฟ้ากระทำการไม่ชอบขนบธรรมเนียมแบบแผนพระมหากระษัตริย์ โทษขุนยักษ์ฟ้ามีมาก ซึ่งจะให้ข้าพเจ้าเกณฑ์กองทัพขึ้นไปช่วยท่านตีกรุงศรีสัตนาคนหุตนั้น ข้าพเจ้าเกรงกลัวพระเดชานุภาพของพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต สุดแล้วแต่ท่านทั้งสองเถิด หัวเมืองตามระยะทางมีหนังสือตอบดังนี้ ขุนยักษ์ฟ้ากับท้าวฟ้างุ้มราชกุมารก็โกรธ ตอบว่าท่านไม่ให้กองทัพขึ้นไปช่วยเราตีกรุงศรีสัตนาคนหุตก็ตามใจ ภายภาคน่าคงจะได้เห็นกัน ท้าวฟ้างุ้มกล่าวคำอาฆาฎดังนี้ ๚

ขณะนั้นท้าวเถียมคำยอ ลูกยีหินเจ้าเมืองพวน กระทำชู้ด้วยมารดาเลี้ยง ยีหินเจ้าเมืองพวนผู้เปนบิดาก็โกรธจะจับเอาท้าวเถียมคำยอไปฆ่า ท้าวเถียมคำยอกลัวบิดาจะฆ่า ก็หนีลงมาอาไศรยพำนักอยู่กับพระยาเภาเจ้าเมืองไผ่หนาม ครั้นท้าวฟ้างุ้มเดินทัพขึ้นไป ถึงเมืองไผ่หนาม ท้าวเถียมคำยอก็เข้าไปเฝ้าท้าวฟ้างุ้ม อ้อนวอนขอกองทัพขึ้นไปตีเมืองพวน ถ้าได้เมืองพวนแล้ว รับจะเกณฑ์เอาเวียนควานกุมการไพร่พลไปช่วยตีกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว ถ้าได้ราชสมบัติแล้วเมื่อใดจะขอเปนเมืองขึ้น ท้าวฟ้างุ้มเสียคำอ้อนวอนมิได้ก็รับเอาเปนธุระ ขุนยักษ์ฟ้าแลท้าวฟ้างุ้มราชกุมารกับท้าวเถียมคำยอบุตรเจ้าเมืองพวนเห็นดีด้วยกันแล้ว พร้อมกันสั่งพระยาเภาเจ้าเมืองไผ่หนาม ครั้นได้พิไชยฤกษ์มหามงคลวันดีก็ยกกองทัพเข้าไปทางแม่น้ำเนียกน้ำซัน เถ้าดำน้ำเจ้าเมืองเนียกแลเถ้าดำน้ำมิดเจ้าเมืองซัน เกณฑ์ไพร่พลออกต่อรบเปนสามารถ ท้าวฟ้างุ้มราชกุมารก็เร่งกองทัพเข้าตี เจ้าเมืองเนียกเมืองซันทนฝีมือมิได้ ก็พากันแตกหนีไปเมืองโม้ ท้าวฟ้างุ้มเร่งกองทัพตีเข้าไปถึงเมืองโม้ จับได้ท้าววังท้าวคลังเจ้าเมืองปลัดเมืองฆ่าเสีย แล้วเร่งกองทัพขึ้นไปตีเมืองเซียงดี เมืองเซียงขวาง ยีหินเจ้าเมืองเซียงขวาง เวียนควานกุมการ คุมไพร่พลออกต่อรบเปนสามารถ กองทัพเจ้าเมืองพวน ก็พ่ายแพ้แก่กองทัพท้าวฟ้างุ้มอพยพครอบครัวทิ้งบ้านเมืองหนีไป ท้าวฟ้างุ้มจึงยกกองทัพเข้าไปตั้งอยู่ลาดฮวงนาปลา แต่งพลทหารตามยีหินเจ้าเมืองเซียงขวางจับได้ เอามาสำเร็จโทษเสีย แล้วท้าวฟ้างุ้มราชกุมาร ก็ตั้งท้าวเถียมคำยอได้เปนพระยาคำยอครองสมบัติในเมืองพวน เมื่อลุศักราช ๗๑๔ ปี (พ.ศ. ๑๘๙๕) มโรงจัตวาศก ๚

ถึงปีมเสงเบญจศก จุลศักราช ๗๑๕ (พ.ศ. ๑๘๙๖) ขุนยักษ์ฟ้ากับท้าวฟ้างุ้มจึงสั่งพระยาคำยอ เกณฑ์เอากองทัพเมืองพวนตามสมควรแก่การได้แล้ว พระยาคำยอเจ้าเมืองพวนแต่งให้หมื่นนามเปนแม่กอง ครั้นได้ศุภวารมหาพิไชยฤกษ์วันดี ท้าวฟ้างุ้มราชกุมารกับขุนยักษ์ฟ้าก็พาเอาไพร่พล ยกออกจากเมืองพวนพร้อมกันทั้งสองทัพ ขุนยักษ์ฟ้าผู้เปนพระบิดายกกองทัพขึ้นไปตีทางหัวน้ำเชืองน้ำแชง ให้ลงมาบรรจบกันในกรุงศรีสัตนาคนหุต กองทัพท้าวฟ้างุ้มยกตีไปทางน้ำคาน ครั้นไปถึงพรมแดนกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว ท้าวฟ้างุ้มจึงแต่งราชทูตานุทูตทูลราชสาสนเข้าไปเฝ้าพระยาสุวรรณคำผงองค์เปนพระเจ้าปู่ ใจความในพระราชสาสนนั้นว่า จะขอเอาราชสมบัติกรุงศรีสัตนาคนหุต พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตทรงทราบราชสาสนแล้วก็ทรงพระโกรธ จึงมีรับสั่งให้เสนาบดีเร่งเกณฑ์กองทัพยกออกต่อรบกับกองทัพท้าวฟ้างุ้มหลายครั้ง กองทัพพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตก็พ่ายแพ้กองทัพท้าวฟ้างุ้มทุกครั้ง พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตสุวรรณคำผง มีความลอายแก่พระราชนัดดาเปนอันมาก พระองค์จึงเอาเชือกผูกพระสอแขวนขื่อในหอสูง ก็เสด็จถึงแก่พิราไลย พระยาสุวรรณคำผงอยู่ในราชสมบัติ ๓๗ ปี พระชนมายุเท่าใดมิได้ปรากฎ เสนาบดีทั้งปวงจึงพร้อมกันอันเชิญท้าวฟ้างุ้มราชกุมารขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตถวายพระนาม พระยาฟ้างุ้มแถลงหล้าธรณี ๚

ลุศักราช ๗๑๕ (พ.ศ. ๑๘๙๖) ปีมเสงเบญจศก แต่กองทัพขุนยักษ์ฟ้าผู้เปนพระราชบิดานั้น ตีลงมาทางน้ำเชืองน้ำแชง ครั้นเดินทัพมาถึงปากห้วยสานในลำแม่น้ำเชือง ขุนยักษ์ฟ้าเจ็บวรรณโรคป่วยลงก็ถึงแก่กรรมไป พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตฟ้างุ้มทรงทราบว่า ขุนยักษ์ฟ้าผู้เปนพระราชบิดาสิ้นพระชนม์ จึงทรงสั่งเสนาบดีจัดการเมรุมาศให้สมควรแก่อิศริยยศ แล้วก็ปลงศพพระราชบิดา พระยาฟ้างุ้มครองราชสมบัติอยู่ ๓ ปี มีพระราชบุตรองค์หนึ่งทรงพระนามท้าวอุ่นเรือน ๚

ครั้นลุศักราช ๗๑๘ (พ.ศ. ๑๘๙๙) ปีวอกอัฐศก พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตพระยาฟ้างุ้ม คิดถึงความได้พยาบาทท้าวพระยาเมืองเวียงจันท์ เมืองไผ่หนาม เมืองห้วยหลวง เมืองตีโคฏะตระบอง เมืองตระบอง จึงทรงสั่งเสนาบดีเกณฑ์กองทัพหลายหมื่น ครั้นได้มหามงคลฤกษ์วันดี พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ก็เสด็จลงเรือพระที่นั่งพร้อมกันทั้งทัพเรือทัพบก ยกพยุหโยธาไปตีเมืองเวียงจันท์ เมืองห้วยหลวง เมืองตีโคฏะตระบอง เมืองตระบอง เมืองไผ่หนาม ได้กระทำสงครามแก่กันเปนสามารถ พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตคุมพลทหารเข้าปล้นเอาเมืองเวียงจันท์ เมืองห้วยหลวง เมืองตีโคฏะตระบอง เมืองตระบองได้ แต่เมืองไผ่หนามนั้นหาได้ไม่ ด้วยปลูกไม้ไผ่เปนระเนียดล้อมเมืองไว้ ถึงจะยิงปืนเข้าไปสักเท่าใด ไม่อาจจะทำลายระเนียดไม้ไผ่นั้นได้ พระยาฟ้างุ้มพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีสัตนาคนหุต จึงทรงเห็นกลอุบายจะทำลายไม้ไผ่ระเนียดเมืองนั้นได้ด้วยปัญญาของพระองค์ จึงทรงสั่งเจ้าพนักงานคลังมหาสมบัติเอาทองมาทำเปนลูกกระสุนปืน ยิงเข้าไปในโคนระเนียดไม้ไผ่ แล้วก็แต่งเสือป่าด้อมมองคอยดู พระยาฟ้างุ้มก็เลิกทัพกลับไปเที่ยวตีเมืองนานาประเทศที่ยังไม่อ่อนน้อมนั้นต่อไป ไพร่ราษฎรเมืองไผ่หนามทั้งปวงแลเห็นลูกกระสุนปืนทองคำอยู่ในโคนระเนียดไม้ไผ่ มิได้มีความวิตกสิ่งใด ต่างคนต่างเอาพร้ามีดเสียมขวานเข้าถางโคนไม้ไผ่ระเนียดเมืองจนเตียนแล้ว เอาไฟเผาแย่งกันเก็บลูกกระสุนปืนทองคำ พวกเสือป่าที่ด้อมมองคอยดูอยู่นั้น แลเห็นราษฎรเมืองไผ่หนามถางระเนียดเมืองเตียนแล้ว ก็พากันเอาอาการตามไปกราบทูลพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตพระยาฟ้างุ้มให้ทรงทราบ พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตทรงทราบแล้ว ก็เสด็จพระราชดำเนินยกกองทัพกลับคืนมาตีพระยาเภาเจ้าเมืองไผ่หนาม ๆ เกณฑ์กองทัพออกต่อรบเปนสามารถ พระยาฟ้างุ้มก็เข้าหักเอาเมืองได้ พระยาฟ้างุ้มจึงว่าแก่พระยาเภาว่า เรารบกันด้วยพลทหารท่านก็แพ้แก่เรา คราวนี้เราจะอนุญาตให้แก่ท่าน ท่านกับเราจึงขึ้นขี่ช้างออกต่อรบตีกันตัวต่อตัว ถ้าใครดีก็จะได้เห็นกัน พระยาฟ้างุ้มกับพระยาเภาจึงขึ้นทรงช้างออกต่อรบตีกันด้วยพระแสงขอเปนสามารถ ไม่มีใครแพ้แลชนะแก่กัน พระยาฟ้างุ้มกับพระยาเภาเจ้าเมืองไผ่หนาม ก็ลงจากฅอช้างมาสถิตย์เหนืออาศน์ พระยาฟ้างุ้ม จึงทรงตั้งพระยาเภาเจ้าเมืองไผ่หนามให้เปนพระยาเวียงคำ เหตุเสร็จได้เมืองไผ่หนามเพราะลูกกระสุนปืนทองคำ ครั้นเสร็จการแล้ว พระยาฟ้างุ้มก็เลิกทัพกลับขึ้นไปกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว ครองราชสมบัติอยู่ตามเดิม ๚

กิติศัพท์ทราบถึงพระยาศิริจุนทราช พระเจ้าแผ่นดินเมืองอินทปัตผู้เปนพ่อตา ว่าพระยาฟ้างุ้มบุตรเขยยกกองทัพไปเที่ยวตีหัวเมืองนานาประเทศมิให้อยู่เย็นเปนศุขได้ พระเจ้าแผ่นดินเมืองอินทปัตจึงทรงแต่งให้ราชทูตานุทูต ถือราชสาสนขึ้นไปรับสั่งให้หาพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตบุตรเขยลงไปเฝ้า พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตทรงทราบพระราชสาสนนั้นแล้ว จึงให้ท้าวพระยาข้าเฝ้าจัดไพร่พลตามเสด็จโดยกระบวนอย่างเปนเจ้าเอกเทศ ครั้นถึงศุภวารมหามงคลฤกษ์ก็เสด็จลงไปตามรับสั่ง ครั้นถึงเมืองอินทปัต พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตเข้าเฝ้า พระเจ้าแผ่นดินอินทปัต จึงตรัสถามพระยาฟ้างุ้มว่ามีคนเล่าฦๅลงมาว่า เจ้ายกกองทัพไปเที่ยวตีเมืองนานาประเทศทั้งปวง มิให้อยู่เย็นเปนสุขได้จริงฤๅ พระยาฟ้างุ้มจึงกราบบังคมทูลว่า ข้าพเจ้าได้รบพุ่งหัวเมืองน้อยใหญ่เหมือนพระองค์ทรงทราบฉนั้น พระเจ้าแผ่นดินอินทปัตจึงตรัสห้ามพระยาฟ้างุ้มว่า แต่วันนี้ไปภายน่าอย่าคิดเบียดเบียนหัวเมืองนานาประเทศเลย ให้ตั้งอยู่ในทางยุติธรรมเถิด พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตก็ยอมอยู่ในราโชวาท พระเจ้าอินทปัตจึงให้พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตเข้าไปรับศีลห้ากับพระป่าขมันมหาเถรในมหาวิหารพระบาง แล้วพระเจ้าอินทปัตจึงยกบรรดาหัวเมืองขึ้นแก่กรุงอินทปัตฝ่ายเหนือ กำหนดแต่แก่งลีผีขึ้นไป พระราชทานให้ไปขึ้นแก่พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตทั้งสิ้น แล้วพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ก็กราบบังคมทูลขอเอาพระพุทธรูปอันทรงพระนามว่าพระบางขึ้นไป กับพระป่าขมันมหาเถรองค์ ๑ พระภิกษุสงฆ์ ๔ องค์ สามเณร ๓ องค์ ราชบัณฑิตย์ ๔ คน กับต้นพระศรีมหาโพธิซึ่งเอามาแต่ลังกาทวีปนั้นต้น ๑ พระเจ้าอินทปัตก็พระราชทานให้ตามปราถนา พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตก็กราบถวายบังคมลาพาพระบาง แลพระป่าขมันมหาเถร ภิกษุสงฆ์ สามเณรบัณฑิตย์พระศรีมหาโพธิแห่ขึ้นไป ครั้นไปถึงเมืองเวียงคำ พระยาเวียงคำก็มีความโสมนัศศรัทธายิ่งนัก จึงเข้ามาเฝ้าทูลอ้อนวอนขอนิมนต์พระบางไว้กราบไหว้สักการบูชา พระยาฟ้างุ้มเสียคำอ้อนวอนมิได้ก็ยกพระบางให้พระยาเวียงคำไว้สักการบูชาตามศรัทธา แล้วพระยาฟ้างุ้มก็พาเอาเสนาพฤฒามาตย์ราชบัณฑิตย์ ข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปครองราชสมบัติอยู่ในกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวตามเดิม ๚

ครั้นทีหลังพระยาฟ้างุ้มหาตั้งอยู่ในยุติธรรมไม่ เห็นลูกเมียเสนาพฤฒามาตย์ราษฎรผู้ใดรูปงาม ก็รับสั่งให้หาเอามาสมัคสังวาศอยู่ด้วย เสนาพฤฒามาตย์ราษฎรทั้งปวงเห็นว่าพระเจ้าแผ่นดินมิได้ตั้งอยู่ในยุติธรรม ก็พร้อมกันไล่พระยาฟ้างุ้มหนีไปนอกพระราชอาณาเขตรกรุงศรีสัตนาคนหุต พระยาฟ้างุ้มจึงหนีไปพึ่งพระยาคำตันอยู่ที่เมืองน่าน พระยาฟ้างุ้มอยู่ในราชสมบัติกรุงศรีสัตนาคนหุต ๔๑ ปี พระชนม์ได้ ๗๐ ก็เสด็จถึงแก่พิราไลย ๚

ลุศักราช ๗๕๕ (พ.ศ. ๑๙๓๖) ปีรกาเบญจศก สมณะพราหมณาจารย์เสนาพฤฒามาตย์ จึงพร้อมกันอัญเชิญท้าวอุ่นเรือนผู้เปนพระราชโอรสของพระยาฟ้างุ้ม ขึ้นเสวยราชสมบัติเปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ถวายพระนาม พระเจ้าสามแสนไทไตรภูวนาธิปัติ ด้วยเหตุมีพระราชรับสั่งให้เสนาพฤฒามาตย์ตรวจดูคนที่มีตระกูลในกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว กำหนดได้สามแสนตระกูลที่คนไม่มีตระกูลนั้นหาเอาไม่ พระเจ้าสามแสนไทไตรภูวนาธิปัติ ได้ครองราชสมบัติเปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว ครั้งนั้นบ้านเมืองอยู่ศุขเกษมเปรมปรีดิ์มากนัก ด้วยพระองค์ทรงตั้งอยู่ในยุติธรรม แล้วพระองค์มีพระราชโอรส ๖ พระองค์ ทรงพระนามท้าวล้านคำแดงองค์ ๑ ท้าวคำบากองค์ ๑ ท้าวฦๅไชยองค์ ๑ ท้าวหมื่นไชยองค์ ๑ ท้าวไชยสารองค์ ๑ ท้าวฟ้าคืนองค์ ๑ พระเจ้าสามแสนไทครองราชสมบัติได้ ๒๓ มี พระชนม์ได้ ๖๐ ก็ถึงแก่พิราไลย ๚

ลุศักราช ๗๗๗ (พ.ศ. ๑๙๕๘) ปีมแมสัปตศก จึงสมณะพราหมณาจารย์เสนาพฤฒามาตย์ พร้อมกันอัญเชิญเอาท้าวล้านคำแดงขึ้นเสวยราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว พระองค์มีพระราชโอรส ๒ พระองค์ ทรงพระนาม ท้าวยู่ครององค์ ๑ ท้าวพรหมทัตองค์ ๑ พระเจ้าล้านคำแดงครองราชสมบัติอยู่ ๑๒ มี พระชนม์ ๕๒ ก็เสด็จถึงแก่พิราไลย ๚

ลุศักราช ๗๘๙ (พ.ศ. ๑๙๗๐) ปีมแมนพศก เสนาพฤฒามาตย์ จึงพร้อมกันอัญเชิญเอาท้าวพรหมทัต อันเปนพระราชบุตรของพระเจ้าล้านคำแดงขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต อยู่ในราชสมบัติ ๔ เดือนก็เสด็จถึงถึงแก่พิราไลย เสนาพฤฒามาตย์จึงพร้อมกันอัญเชิญเอาพระยาปากห้วยหลวง พระราชบุตรพระเจ้าสามแสนไทขึ้นครองราชสมบัติได้ ๕ เดือนก็เสด็จถึงแก่พิราไลย ในปีมแมนพศกนั้น แล้วเสนาพฤฒามาตย์จึงอัญเชิญเอาพระยาหมื่นไชยพระราชบุตรของพระเจ้าสามแสนไท ขึ้นครองราชสมบัติได้ ๔ เดือนกับ ๒๐ วันก็เสด็จถึงแก่พิราไลย ๚

ลุศักราช ๗๙๐ (พ.ศ. ๑๙๗๑) ปีวอกสัมฤทธิศก เสนาพฤฒามาตย์ จึงพร้อมกันอัญเชิญท้าวฟ้าไค พระราชนัดดาของพระเจ้าล้านคำแดงขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตอยู่ในราชสมบัติได้ ๘ ปี ก็เสด็จถึงแก่พิราไลย ๚

ลุศักราช ๗๙๘ (พ.ศ. ๑๙๗๙) ปีมโรงอัฐศก จึงสมณะพราหมณาจารย์ เสนาพฤฒามาตย์อัญเชิญท้าวเชียงสาพระราชนัดดาของพระเจ้าสามแสนไทขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต อยู่ในราชสมบัติ ๗ เดือน ก็เสด็จถึงแก่พิราไลยในปีมโรงอัฐศกนั้น เสนาพฤฒามาตย์ทั้งปวง จึงอัญเชิญท้าวยู่ครองพระราชบุตรของพระเจ้าล้านคำแดงขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต อยู่ในราชสมบัติ ๘ เดือนก็เสด็จถึงแก่พิราไลย ๚

ลุศักราช ๗๙๙ (พ.ศ. ๑๙๘๐) ปีมเสงนพศก เสนาพฤฒามาตย์ราชปโรหิต จึงพร้อมกันอัญเชิญเอาพระยาคำเกิดพระราชนัดดาของพระเจ้าสามแสนไทขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต อยู่ในราชสมบัติ ๓ ปี ก็เสด็จถึงแก่พิราไลย ๚

ลุศักราช ๘๐๒ (พ.ศ. ๑๙๘๓) ปีวอกโทศก สมณะพราหมณาจารย์เสนาพฤฒามาตย์ทั้งปวง จึงพร้อมกันอัญเชิญเอาท้าวฦๅไชย อันเปนพระราชบุตรของพระเจ้าสามแสนไทขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ถวายพระนาม พระยาไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้ว ท้าวลอพระเจ้าน้องเธอ ให้เปนมหาอุปราชฝ่ายน่า แล้วพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้ว จึงทรงแต่งเสนาพฤฒามาตย์ ผู้สมควรแก่ราชการพร้อมไปด้วยยศศักดิบริวาร ให้ไปบูชาเชิญพระบางแห่ขึ้นมาแต่เมืองเวียงคำ ครั้นมาถึงแก่งจันใต้เมืองเชียงคาน เรือที่รับพระบางมานั้นบังเอินให้ล่มที่แก่งจัน พระบางก็พลัดตกจมอยู่ในน้ำ บรรดาคนที่แห่พระบางขึ้นไปนั้นก็มิได้เปนอันตราย จึงพร้อมกันนำเอาอาการขึ้นไปกราบบังคมทูลพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตทรงทราบแล้ว ก็ทรงพระโทมนัศเสียพระไทยเปนอันมาก แต่พระบางที่จมอยู่ในน้ำนั้น เดชะบุญญานุภาพของพระบาง เทพยเจ้าทั้งปวงอัญเชิญเอาพระบางขึ้นจากน้ำคืนไปไว้พระวิหารเมืองเวียงคำตามเดิม ๚

ครั้นลุศักราช ๘๓๘ (พ.ศ. ๒๐๑๙) ปีวอกอัฐศก บัวขวางชุนแลเนิกองค์ ยกเอากองทัพญวนมาตีกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว กำหนดพลทหารญวนห้าร้อยห้าสิบหมื่น พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตแลเจ้าอุปราชก็เกณฑ์พลทหารออกต่อรบเปนสามารถ บัวขวางชุนแลเนิกองค์แม่ทัพญวนเข้าปล้นเอาเมือง รบกันจนถึงอาวุธสั้น พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตเห็นว่าทัพญวนมีกำลังมากนัก ก็เลิกอพยพครอบครัวเสด็จลงเรือพระที่นั่งล่องลงมาพักอยู่เมืองเชียงคาน แต่เจ้าอุปราชนั้นทรงช้างเผือก กอบไปด้วยทหารเอก ๔ คน ชื่อท้าวนรสิงห์ ๑ ท้าวนรสาร ๑ ท้าวนรเคร ๑ ท้าวนรนารายน์ ๑ แต่ทหารเอก ๔ คนนี้มีกำลังกระโดดขึ้นได้ถึง ๘ ศอก รบญวนในกลางเมืองถึงตลุมบอนพลทหารกองทัพญวนล้มตายเปนอันมาก แต่เจ้าอุปราชทรงเห็นทหารเหน็ดเหนื่อยนัก ก็เสด็จลงจากฅอช้าง ลงเรือพระที่นั่งจะข้ามน้ำโขงมาฟากฝั่งตวันตก เรือพระที่นั่งล่มในกลางแม่น้ำโขง เจ้าอุปราชก็ถึงแก่อสัญกรรมไปในกลางน้ำ ช้างเผือกก็ตายลอยน้ำไปด้วยกัน แล้วบัวขวางชุนแลเนิกองค์แม่ทัพญวน ยกพลทหารติดตามพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตลงมาถึงปากแม่น้ำพูล พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้ว จึงแต่งให้ท้าวแท่งคำอันเปนพระราชโอรสยกกองทัพขึ้นไปตีบัวขวางชุนแลเนิกองค์ที่ปากน้ำพูล กองทัพญวนทนฝีมือมิได้ก็แตกกระจัดพลัดพรายหนีไป ครั้งนั้นพลทหารกองทัพญวนล้มตายเปนอันมาก บัวขวางชุนแลเนิกองค์ตรวจดูพลทหารที่ยกมายังเหลืออยู่แต่ห้าสิบหมื่น บัวขวางชุนแลเนิกองค์ก็พากันตกใจจึงรีบเร่งกองทัพกลับคืนไป ครั้นเดินทัพไปถึงแว่นแคว้นแดนเมืองบัวชุม[2] บังเอินให้ฟ้าฝ่ากองทัพบัวขวางชุนแลเนิกองค์ล้มตายเปนเอนกอนันต์ เหตุนี้เพราะพระเจ้าบัวชุมมิได้ตั้งอยู่ในยุติธรรมตามบุราณราชประเพณี ขุนบรมราชาทรงแช่งไว้แต่ก่อนนั้น จึงบังเอินให้เกิดพินาศฉิบหายต้องด้วยความแช่ง แต่พระยาไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้วครองราชสมบัติได้ ๓๗ ปี พระชนม์ ๖๕ ก็เสด็จถึงแก่พิราไลยกับเมืองเชียงคาน ๚

ลุศักราช ๘๓๙ (พ.ศ. ๒๐๒๐) ปีรกานพศก ท้าวแท่งคำที่เปนพระราชโอรส แลเสนาพฤฒามาตย์ราษฎรกรุงศรีสัตนาคนหุตแลเมืองเชียงคานก็พร้อมกันปลงพระศพตามสมควร อันเปนพระเจ้าแผ่นดินเอกเทศ ท้าวแท่งคำทรงศรัทธาสร้างพระเจดีย์องค์หนึ่ง พระวิหารหลังหนึ่ง กับรูปพระพุทธปฏิมากรเสร็จแล้ว ก็เอาพระอัฐิของพระราชบิดาเข้าฐาปนาประดิษฐานไว้ในพระเจดีย์ จึงเรียกวัดศพเชียงคานตราบเท่าบัดนี้ ท้าวแท่งคำจึงเลิกอพยพกวาดเอาตระกูลราชวงนุวงษ์ แลราษฎรทั้งปวงขึ้นไปตั้งกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวตามเดิม จึงสมณะพราหมณาจารย์เสนาพฤฒามาตย์ราชบัณฑิตย์ พร้อมกันราชาภิเศกท้าวแท่งคำให้ขึ้นเสวยราชสมบัติเปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ถวายพระนาม พระยาสุวรรณบัลลังก์ ครองราชสมบัติได้ ๑๒ ปี พระชนม์ได้ ๔๑ ก็เสด็จถึงพิราไลย ๚

ลุศักราช ๘๕๑ (พ.ศ. ๒๐๓๒) ปีรกาเอกศก สมณะ พราหมณาจารย์เสนาพฤฒามาตย์ จึงพร้อมกันอัญเชิญเอาท้าวหล้าแสนใต้ ผู้เปนพระราชอนุชาของพระยาไชยจักพรรดิแผ่นแผ้ว ขึ้นเสวยราชสมบัติเปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ถวายพระนาม พระยาหล้าน้ำแสนไทไตรภูวนารถ ครั้นพระองค์ครองราชสมบัติอยู่แล้ว พระองค์จึงทรงแต่งให้เสนาพฤฒามาตย์ราษฎร ลงไปสักการบูชาเชิญแห่เอาพระบางเมืองเวียงคำ ขึ้นไปไว้วัดเชียงกลางในกรุงศรีสัตนาคนหุต พระยาหล้าน้ำแสนไท ทรงพระศรัทธาสร้างพระวิหารหลังหนึ่งชื่อว่าวัดมโนรมยศรัทธาราม แล้วจึงเชิญเอาพระบางขึ้นไปไว้ในวัดมโนรมย์ พระยาหล้าน้ำแสนไทครองราชสมบัติได้ ๑๔ ปี พระชนม์ ๓๓ ก็เสด็จถึงแก่พิราไลย ๚

ลุศักราช ๘๖๕ (พ.ศ. ๒๐๔๖) ปีกุญเบญจศก สมณะ พราหมณาจารย์เสนาพฤฒามาตย์ จึงอัญเชิญเอาท้าวชมภูราชกุมารผู้เปนพระราชโอรสของพระยาหล้าน้ำแสนไทครองราชสมบัติ ในกรุงศรีสัตนาคนหุตได้ ๔ ปี พระชนม์ได้ ๑๔ ก็ถึงแก่พิราไลย ๚

ลุศักราช ๘๗๙ (พ.ศ. ๒๐๖๐) ปีเถาะนพศก สมณะ พราหมณาจารย์เสนาพฤฒามาตย์ จึงพร้อมกันราชาภิเศกท้าวภูไภราชกุมาร อันเปนพระราชโอรสของพระยาไชยจักพรรดิแผ่นแผ้วขึ้นเสวยราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ถวายพระนามพระยาวิชุณราชธิปัติ วันเมื่อราชาภิเศกนั้น เกิดมหัศจรรย์ในพื้นปัตุลาอากาศ มีแสงฟ้าแลบรุ่งเรืองสำแดงรัศมีต่าง ๆ เพราะเดชานุภาพของพระองค์ได้สร้างพระบารมีมาแต่ปางก่อน จึงเกิดมหัศจรรย์ดังนั้น เมื่อพระยาวิชุณราชได้ครองราชสมบัติ จึงทรงพระศรัทธาสร้างพระอุโบสถหลังหนึ่งกว้างขวางใหญ่โตเปนที่รโหฐาน ครั้นสำเร็จแล้วจึงอัญเชิญเอาพระบางเข้าไว้ในพระอุโบสถวัดวิชุณราชศรัทธารามเปนที่สักการบูชาปรากฎแก่หัวเมืองนานาประเทศ พระองค์มีพระราชโอรสองค์หนึ่งทรงพระนาม พระโพธิสารกุมาร พระยาวิชุณราชครองราชสมบัติได้ ๒๓ ปี พระชนม์ ๕๓ ก็เสด็จถึงแก่พิราไลย ๚

ลุศักราช ๙๐๒ (พ.ศ. ๒๐๘๓) ปีชวดโทศก สมณพราหมณาจารย์เสนาพฤฒามาตย์ จึงพร้อมกันอัญเชิญเอาท้าวโพธิสารกุมารอันเปนพระราชโอรสของพระยาวิชุณราชขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ถวายพระนาม พระยาโพธิสาระมหาธรรมิกราชาธิราช พระองค์ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม มีบุญญานุภาพเปนอันมากพระแซกคำสถิตย์อยู่ในพระวิหารเมืองเชียงใหม่ ก็เสด็จไปสู่พระบรมโพธิสมภาร เสด็จเข้าสถิตย์อยู่ในพระมหาอุโบสถวัดวิชุณราชศรัทธารามที่พระบางอยู่นั้น พระยามหาพรหมราชเจ้าเมืองเชียงใหม่ทราบว่าพระแซกคำหายไป ไม่ทราบว่าจะเสด็จไปอยู่แห่งใด พระยาพรหมราชจึงทรงแต่งให้คนไปเที่ยวหาพระพุทธรูป ตามหัวเมืองนานาประเทศพวกละ ๒๐ คน ครั้นไปถึงกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว จึงเห็นพระแซกคำสถิตย์อยู่ในวัดวิชุณราชศรัทธาราม คนใช้เมืองเชียงใหม่ ๒๐ คนนั้น สังเกตแม่นมั่นในสันดานด้วยกันทุกคนแล้ว พอเวลาค่ำดึกประมาณ ๓ ยาม ก็พร้อมกันเอาเลื่อยตัดน่าต่างเข้าไปยกเอาพระลงจากแท่น พระแซกคำกระทำปาฏิหารเปนมหัศจรรย์ต่าง ๆ บรรดาเลขวัดที่นอนรักษาอยู่นั้นรู้สึกขึ้น ก็พร้อมกันจับเอาพวกเมืองเชียงใหม่ได้ทั้ง ๒๐ คน จองจำตามธรรมเนียมโทษแล้วก็เข้าไปเฝ้ากราบทูลตามสาเหตุ พระยาโพธิสารราชทรงทราบแล้วก็ตรัสว่า คนเมืองเชียงใหม่ ๒๐ คนนี้มากระทำการประมาทไม่มีความยำเกรง เราก็เปนพระเจ้าเอกเทศ คนพวกนี้มีโทษอันหนักควรเราจะประหารชีวิตร แต่ว่าเราจะยกโทษให้สักครั้งหนึ่งปล่อยให้ไป เพราะเราเห็นแก่พระยามหาพรหมราชเจ้าเมืองเชียงใหม่ แต่พระพุทธรูปนั้นเราจะเอาไว้ไหว้สักการบูชา ด้วยเรามิได้ไปลักเอามานี่หากเปนบุญญาธิการหนหลังของเราค้ำชูอุดหนุน พระพุทธรูปจึงเสด็จมาโปรดเราแลราษฎรทั้งปวงได้ไหว้สักการบูชา แล้วพระองค์จึงมีรับสั่งให้ปล่อยคนโทษ ๒๐ คนนั้นกลับคืนไป ครั้นไปถึงเมืองเชียงใหม่พร้อมกันเข้าเฝ้ากราบทูลเจ้าเชียงใหม่ แจ้งความตามคดีทุกประการพระยามหาพรหมราชเจ้าเมืองเชียงใหม่ทรงทราบแล้ว ก็มีความสรรเสริญถึงพระยาโพธิสารราช พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว ว่าพระยาโพธิสารราชองค์นี้ตั้งอยู่ในยุติธรรม อุส่าห์ทรงเมตตาถึงกับเราผู้กระทำผิด พระคุณนั้นไม่มีที่เปรียบได้ ควรเรายกเอาพระราชธิดาไปถวายจึงสมควรแก่คุณ พระยามหาพรหมราชเจ้าเมืองเชียงใหม่ จึงแต่งเสนาผู้ใหญ่แสนท้าวพระยาลาวทั้งปวงแห่เอานางยอดคำอันเปนพระราชธิดา ไปถวายพระยาโพธิสารราชพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตให้เปนอรรคมเหษี พระยาโพธิสารราชก็สมัคสังวาศอยู่ด้วยนางยอดคำ เกิดพระราชโอรส ๓ องค์ ทรงพระนามเชษฐวงษาราชกุมารองค์ ๑ เจ้าท่าเรือองค์ ๑ เจ้าวรวังโสองค์ ๑ มีพระราชธิดา ๓ องค์ ทรงพระนามนางแก้วกุมารีองค์ ๑ นางคำเล่าองค์ ๑ นางคำใบองค์ ๑ ๚

ครั้นลุศักราช ๙๑๕ (พ.ศ. ๒๐๙๖) ปีฉลูเบญจศก พระยามหาพรหมราชเจ้าเมืองเชียงใหม่ก็ถึงแก่พิราไลย เสนาบดีเมืองเชียงใหม่จึงนำเอาอาการไปกราบบังคมทูล พระยาโพธิสารราช พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ก็ทรงพระโทมนัศเสียพระไทย จึงทรงตรัสปราไสต่อราชทูตานุทูต ตามประเพณีขัติยบุราณราชกระษัตริย์ราชทูตเมืองเชียงใหม่จึงพร้อมกันกราบบังคมทูล ขอเอาเจ้าเชษฐวงษาราชกุมารไปครองราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่[3] พระเจ้ากรุงศรีสัตนา คนหุตก็ยกให้ ครั้นได้วันไชยมงคลนักขัตฤกษ์วันดี พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ก็พาเอาเจ้าเชษฐวงษาอันเปนพระราชโอรส แลเสนาพฤฒามาตย์ พร้อมด้วยยศศักดิบริวารแห่ตามเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไป ครั้นถึงเมืองเชียงใหม่แล้วก็ประชุมพร้อมกันไปด้วยสมณะ พราหมณาจารย์เสนาพฤฒามาตย์ทั้งปวง ราชาภิเศกเจ้าเชษฐวงษา ถวายพระนามพระยาไชยเชษฐาธิราช เสวยราชย์ในเมืองรัตนตึงษาอภินวพิงคบุรีศรีเชียงใหม่ ครั้นเสร็จการราชาภิเศกพระราชโอรสแล้ว พระยาโพธิสารราช พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตก็เสด็จพระราชดำเนินกลับคืนมาครองราชสมบัติอยู่ตามเดิม พระยาโพธิสารราชอยู่ในราชสมบัติได้ ๒๘ ปี พระชนม์ ๔๒ ก็เสด็จถึงแก่พิราไลย[4]

ลุศักราช ๙๐๙ (พ.ศ. ๒๐๙๐) ปีมแม เสนาพฤฒามาตย์จึงนำเอาอาการขึ้นไปกราบบังคมทูลพระยาไชยเชษฐาธิราช พระเจ้าแผ่นดินเมืองเชียงใหม่ทรงทราบ ก็ทรงพระกรรแสงเศร้าโศกเสียพระไทยเปนอันมาก จึงทรงตรัสสั่งจัตุรงคเสนา ว่าเราจะไปครอบครองกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวแทนพระราชบิดาของเรา จงเร่งจัดไพร่พลโยธาแห่ตามเสด็จโดยขบวน ให้สมควรแก่เราผู้เปนเจ้าเอกเทศ พระยาไชยเชษฐาธิราชอยู่ในราชสมบัติเมืองเชียงใหม่ ๑๕ ปี ก็เสด็จพระราชดำเนินคืนมา ครอบครองกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางแทนพระราชบิดา เมื่อปีวอกจุลศักราช ๙๑๐ พ.ศ. ๒๐๙๑ (แลครั้งนั้นเชิญพระแก้วมรกฏมาจากเมืองเชียงใหม่ด้วย)

พระยาไชยเชษฐาธิราชครองราชสมบัติอยู่ ๖ ปี แล้วพาเอาไพร่พลเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปครองราชสมบัติอยู่ในเมืองเชียงแสน ๙ ปี ก็เสด็จกลับคืนมาครองราชสมบัติกรุงศรีสัตนาคนหุตอยู่ ๒ ปี พระองค์ก็เวนเมืองให้สมเด็จเจ้าราชาคณะทั้งปวง แล้วทรงสั่งให้เสนาพฤฒามาตย์ผู้สมควรให้อยู่ประจำรักษาเมือง พระยาไชยเชษฐาธิราชก็อัญเชิญพระแก้วมรกฏ พระแซกคำ อพยพกวาดเอาเจ้านายบุตรหลานตระกูลราชวงษานุวงษ์ เสด็จพระราชดำเนินลงไปสร้างเมืองเวียงจันทบุรี ๚

(เหตุที่พระยาไชยเชษฐาย้ายพระนครที่กล่าวตอนนี้ ในพงษาวดารเมืองเชียงใหม่ว่า เดิมเมื่อพระยาไชยเชษฐากลับไปครองกรุงศรีสัตนาคนหุตนั้น จะครองทั้งประเทศลานนาเชียงใหม่ด้วย แต่พวกท้าวพระยาเมืองเชียงใหม่ไม่ยอมเปนเมืองขึ้นศรีสัตนาคนหุต จึงไปเชิญเจ้าเมกุติจากเมืองนายมาครองเมืองเชียงใหม่ พระยาไชยเชษฐาไปตั้งอยู่เมืองเชียงแสนนั้นไปทำสงคราม เพื่อจะเอาเมืองเชียงใหม่คืน แต่ไม่ชนะพวกเมืองเชียงใหม่ ประจวบเวลาพระเจ้าหงษาวดีมีอำนาจขึ้นทางเมืองพม่า พระยาไชยเชษฐาเห็นว่าถ้ามีศึกสงครามมาติดกรุงศรีสัตนาคนหุต จะเอาเมืองหลวงพระบางซึ่งเปนราชธานีเดิมเปนที่ตั้งต่อสู้ไม่มั่นคง จึงย้ายลงมาตั้งเมืองเวียงจันท์เปนราชธานีของกรุงศรีสัตนาคนหุต)

ลุศักราช ๙๒๖ (พ.ศ. ๒๑๐๗) ปีชวด เมืองเวียงจันท์จึงมีนามชื่อว่า จันทบุรีศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว แต่พระบางนั้นพระไชยเชษฐาธิราชมิได้เอาลงไปเมืองเวียงจันท์ เอาไว้ในพระมหาอุโบสถวัดวิชุณราชศรัทธาราม (ภายหลัง) จึงเติมนามขึ้นว่า กรุงศรีสัตนาคนหุต อุตมรัตนบุรีรมย์ พรหมจักรพรรดิศรีมหานครราชธานี ล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง พระยาไชยเชษฐาธิราชครองราชสมบัติเมืองเวียงจันทบุรีศรีสัตนาคนหุต พระองค์ก็ทรงทศพิธราชธรรมมา จึงทรงพระศรัทธาเอาอิฐปูนก่อหุ้มพระเจดีย์ (ที่บรรจุ) พระบรมธาตุของศรีธรรมมาโศกราช[5] แล้วก็เอาทรัพย์สิ่งของทองเงินทั้งปวงเข้าประดิษฐานฐาปนาไว้เปนที่นมัสการบูชาปรากฎแก่หัวเมืองนานาประเทศ ๚

พระยาไชยเชษฐาธิราช ได้พระมเหษีพระราชธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่องค์ ๑ พระราชธิดาพระเจ้ากรุงอยุทธยา ๒ องค์ พระราชธิดาพระเจ้าหงษาวดีองค์ ๑ ได้พระราชธิดาเจ้าเมืองเชียงรุ้ง ๒ องค์ ได้พระราชธิดาเจ้าเมืองเขมรองค์ ๑ บุตรเสนาผู้ใหญ่เมืองญวน ๓ คน ๚

ครั้นลุศักราช ๙๒๖ (พ.ศ. ๒๑๐๗) ปีชวด พระเจ้าหงษาวดีคุมกองทัพพม่ายกมาตีเมืองเชียงใหม่ เจ้าเมืองเชียงใหม่ทนฝีมือมิได้ก็แตกกระจัดพลัดพรายหนีไป พระยาสามล้าน พระยาจ่าบ้านก็อพยพกวาดไพร่พลหนีไปพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระไชยเชษฐาธิราช พระเจ้าหงษาวดีจึงแต่งให้อิมมาเล (คือพระมหาอุปราชา) พระราชโอรสกับพระยาอังวะผู้เปนพระราชอนุชา คุมกองทัพยกตามพระยาสามล้าน พระยาจ่าบ้านตีเข้ามาจนถึงกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างเวียงจันท์ จับได้เจ้ามหาอุปราช กับพระเจ้าน้องนางเธอของพระยาไชยเชษฐาธิราช ๒ องค์ นางแท่งคำองค์ ๑ กับทั้งมารดานางแท่งคำองค์ ๑ รับขึ้นไปเมืองหงษาวดี ๚

ลุศักราช ๙๓๐ (พ.ศ. ๒๑๑๑) ปีมโรง พระเจ้าหงษาวดีซ้ำยกกองทัพพม่าลงมาตีเมืองเวียงจันทบุรีศรีสัตนาคนหุตอิก พระไชยเชษฐาธิราชจึงอพยพกวาดเอาไพร่พลหนีลงไปตั้งค่ายอยู่ปากน้ำงืม พระเจ้าหงษาวดียกกองทัพตามลงไปล้อมตีค่ายปากน้ำงืมได้รบกันเปนสามารถ เดชะบุญญานุภาพพระไชยเชษฐาธิราช ค่ายนั้นไม่เปนอันตราย พม่าก็เหลือปัญญาที่จะรบพุ่ง ก็พากันเลิกทัพกลับคืนไปเมืองหงษาวดีพระไชยเชษฐาธิราช ก็กวาดเอาครอบครัวคืนมาอยู่เมืองเวียงจันทบุรีศรีสัตนาคนหุตตามเดิม แต่พระไชยเชษฐาธิราชได้เปนพระเจ้าแผ่นดินครองราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่ ๑๕ ปี ครองราชสมบัติในเมืองล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง ๗ ปี ครองราชสมบัติเมืองเชียงแสน ๙ เดือน อยู่ในราชสมบัติเมืองเวียงจันทบุรี ๑๒ ปี ครั้นถึงพระชนม์ ๕๖ ปี ก็พาเอาข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท เสด็จพระราชดำเนินออกไปพิพาศป่าพระองค์ก็เลยหายไปในกลางป่า พวกข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทก็พากันเที่ยวค้นหาไม่พบ ก็พากันกลับเข้าเมืองเวียงจันท์ ๚

ลุศักราช ๙๓๓ (พ.ศ. ๒๑๑๔) ปีมแม พระราชบุตรของพระไชยเชษฐาธิราชองค์ ๑ ชื่อพระหน่อแก้วยังทรงพระเยาว์อยู่ แล้วมีเสนาบดี ๒ คน ๆ หนึ่งชื่อ พระยาแสนสุรินทรขว้างฟ้า คนหนึ่งชื่อ พระยาจันทสิงหราช เสนาทั้งสองก็แย่งกันเอาพระหน่อแก้วราชกุมารองค์นี้ไปเลี้ยง ก็เกิดความวิวาทรบพุ่งกันขึ้น พระยาแสนสุรินทรขว้างฟ้าฆ่าพระยาจันทสิงหราชถึงแก่กรรมบนฅอช้าง ๚

ลุศักราช ๙๓๕ (พ.ศ. ๒๑๑๖) ปีระกา เสนาพฤฒามาตย์ราษฎรทั้งปวง จึงเอาพระยาแสนสุรินทรขว้างฟ้าขึ้นครองราชสมบัติ มีพระนามชื่อว่า พระมังคลโพธิสาระราชาประเทศ พระเจ้าปู่หลานพระยาแสนสุรินทรขว้างฟ้าครองราชสมบัติในเมืองเวียงจันทบุรีได้ ๓ ปี

ลุศักราช ๙๓๗ (พ.ศ. ๒๑๑๘) ปีกุญ พระเจ้าหงษาวดียกกองทัพมาตีเมืองเวียงจันทบุรี ครั้งนั้นไพร่ราษฎรล้มตายเปนอันมากพม่าจับได้พระยาแสนสุรินทรขว้างฟ้าขึ้นไปไว้เมืองหงษาวดี พระเจ้าหงษาวดีจึงให้เจ้ามหาอุปราชของพระยาไชยเชษฐาธิราช ซึ่งได้ขึ้นไปครั้งก่อนนั้น ลงมาครองราชสมบัติในเมืองเวียงจันทบุรี ศรีสัตนาคนหุต ๚

ลุศักราช ๙๔๑ (พ.ศ. ๒๑๒๒) ปีเถาะ มีคน ๆ หนึ่งมากล่าวเปนกลอุบายสำแดงตัวว่า เปนพระไชยเชษฐาธิราช มาคิดเกลี้ยกล่อมเอาผู้คนหัวเมืองได้หลายเมือง แล้วก็ยกเปนกองทัพตีเข้ามาถึงเมืองมั้นคำทอง มหาอุปราชองค์เปนพระเจ้าแผ่นดินเมืองเวียงจันทบุรีศรีสัตนาคนหุต จึงให้พระยาเชียงใต้ พระยาเชียงเหนือ พระสักรนคร แสนท้าวพระยาลาวทั้งปวง คุมกองทัพยกไปตีชาวแอกกระบือ รบกันเปนสามารถ ทนฝีมือชาวแอกกระบือมิได้ ก็พากันแตกกระจัดกระจายหนีเข้ามาเมืองเวียงจันทบุรี ชายอุบายคนนั้นก็คุมกองทัพชาวแอกกระบือแลเมืองมั้นคำทอง ยกเข้ามาตั้งณเมืองนครพนม แล้วก็ยกเข้ามาตีเมืองเวียงจันทบุรี ได้ทำสงครามต่อกันเปนสามารถ พลทหารเมืองเวียงจันท์ทนฝีมือชาวแอกกระบือมิได้ ก็แตกกระจัดพลัดพรายต่างคนต่างหนี พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างเวียงจันท์ พาเอาพระราชธิดาทั้งสองลงเรือพระที่นั่งขึ้นไปถึงแก่งแห่ง ๑ เรือพระที่นั่งล่ม พระเจ้าเมืองเวียงจันท์กับพระราชธิดาทั้งสอง ก็ถึงแก่พิราไลยไปในน้ำ ๚

ลุศักราช ๙๔๒ (พ.ศ. ๒๑๒๓) ปีชวด กิติศัพท์ทราบขึ้นไปถึงเมืองหงษาวดี พระมหาอุปราชาหงษาวดี จึงตั้งพระยาแสนสุรินทรขว้างฟ้าขึ้นเปนเจ้าเมืองเวียงจันทบุรี ศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว แล้วคืนครอบครัวเมืองล้านช้างเวียงจันทบุรีซึ่งพระเจ้าหงษาวดีได้ขึ้นไปครั้งก่อนนั้น กลับลงมาตั้งเมืองเวียงจันท์ตามเดิม ๚

ครั้นลุศักราช ๙๔๔ (พ.ศ. ๒๑๒๕) ปีมเมีย พระยาแสนสุรินทรขว้างฟ้าถึงแก่กรรมไป เสนาพฤฒามาตย์ทั้งปวง จึงเอาพระยานครน้อยบุตรพระยาแสนสุรินทรขว้างฟ้าขึ้นครองราชสมบัติ ไม่ตั้งอยู่ในยุติธรรม เสนาบดีทั้งปวงจึงพร้อมกันให้ขึ้นไปกราบทูลพระเจ้าหงษาวดี ๆ ทรงทราบแล้ว จึงให้พม่าลงมากุมเอาตัวพระยานครน้อยขึ้นไปไว้เมืองหงษาวดี ๚

ลุศักราช ๙๔๕ (พ.ศ. ๒๑๒๖) ปีมแม เมืองเวียงจันทบุรีศรีสัตนาหุตก็ว่างเปล่าอยู่ได้ ๘ ปี ไม่มีพระเจ้าแผ่นดิน ๚

ครั้นลุศักราช ๙๔๖ (พ.ศ. ๒๑๒๗) ปีวอก สมเด็จเจ้าราชาคณะทั้งปวงจึงพร้อมกันขึ้นไปถวายพระพรพระเจ้าหงษาวดีอิมมาเล ขอเอาพระหน่อแก้ว[6] อันเปนพระราชบุตรของพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต พระยาไชยเชษฐาธิราช พระเจ้าหงษาวดีก็โปรดพระราชทานให้ จึงทรงตั้งพระหน่อแก้วให้เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างเวียงจันท์ แล้วให้สมเด็จเจ้าราชาคณะทั้งปวงพาลงมาครองราชสมบัติเปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างเวียงจันท์ พระหน่อแก้วครองราชสมบัติเมืองเวียงจันท์ได้ ๕ ปี พระชนม์ ๒๖ ก็ถึงแก่พิราไลย ๚

ลุศักราช ๙๗๑ (พ.ศ. ๒๑๕๒) ปีระกา เสนาบดีทั้งปวงจึงเอาพระธรรมิกราชกุมารบุตรของน้าพระหน่อแก้ว ในตระกูลพระยาไชยเชษฐาธิราชขึ้นครองราชสมบัติ มีพระราชบุตร ๒ องค์ ทรงพระนาม พระอุปยุองค์ ๑ พระหม่อมแก้วองค์ ๑ พระธรรมิกราชครองราชสมบัติได้ ๒๖ ปีก็เสด็จถึงแก่พิราไลย แต่พระชนม์เท่าใดมิได้ปรากฎ เสนาบดีจึงเอาพระกระษัตริย์ ในตระกูลพระราชวงษาขึ้นครองราชสมบัติสืบ ๆ กันมาโดยลำดับ ๔ พระองค์มิได้ปรากฎพระนาม

(ตรงนี้ ฉบับที่ได้มาแปลเห็นจะบกพร่อง ในพงษาวดารล้านช้างฉบับหอพระสมุดว่า พระธรรมิกราชมีราชโอรสชื่อพระอุปยุวราช พ่อลูกครองเมืองด้วยกัน)

ลุศักราช ๙๘๓ (พ.ศ. ๒๑๖๔) ปีระกา มีคนส่อเสียดให้พระธรรมิกราชกับพระอุปยุวราชผู้เปนราชโอรสแตกกัน เกิดรบกันขึ้น พระอุปยุวราชได้ครองเมืองเวียงจันท์เมื่อวันอาทิย์เดือน ๔ ขึ้น ค่ำ ๑ ปีจอ ศักราช ๙๘๔ พระธรรมิกราชพิราไลยที่น่าเชียงแคง หม่อมไชยแลพระยานุชิตลูกท้าวทั้งหลายก็ถูกฆ่าตายหมด ๚

ลุศักราช ๙๘๕ (พ.ศ. ๒๑๖๖) ปีกุญ พระอุปยุวราชพิราไลยเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย จึงราชาภิเศกพระยามหานามผู้เปนพระยานครขึ้นเปนเจ้าล้านช้าง ถวายพระนามว่า พระบัณฑิตโพธิสาร ๚

ลุศักราช ๙๘๙ (พ.ศ. ๒๑๗๐) ปีฉลู พระบัณฑิตโพธิสารพิราไลย เสนาอำมาตย์จึงเชิญพระหม่อมแก้วลูกพระธรรมิกราช น้องพระอุปยุวราชขึ้นเปนเจ้าล้านช้าง เจ้าล้านช้างหม่อมแก้วพิราไลย จึงยกพระอุปยุวราชลูกพระหม่อมแก้วขึ้นเปนเจ้าล้านช้าง ๚

พระอุปยุกุมารเปนพระราชบุตรของพระหม่อมแก้วได้ ขึ้นเสวยราชสมบัติเปนพระเจ้าจันทบุรีศรีสัตนาคนหุต มีพระราชบุตร ๒ องค์ พระนามเจ้าตอนคำองค์ ๑ เจ้าวิไชยองค์ ๑ ๚

พระอุปยุอยู่ในราชสมบัติ ๑๒ ปี ก็ถึงแก่พิราไลย (ปีเถาะ ศักราช ๑๐๐๑ พ.ศ. ๒๑๘๒) พระชนม์เท่าไรมิได้ปรากฎ แล้วเจ้าตอนคำได้ขึ้นเสวยราชสมบัติ เปนพระเจ้าจันทบุรีศรีสัตนาคนหุต มีพระราชบุตร ๓ องค์ ทรงพระนาม เจ้าชมภูองค์ ๑ เจ้าบุญชูองค์ ๑ เจ้าสุริยองค์ ๑ เจ้าวิไชยผู้เปนอนุชามีพระราชบุตร ๒ องค์ ทรงพระนามเจ้าปุองค์ ๑ เจ้าซ้อยองค์ ๑ เจ้าตอนคำครองราชสมบัติได้ ๑๕ ปี พระชนม์เท่าใดมิได้ปรากฎ ถึงแก่พิราไลย ๚

(ปีมะเมียศักราช ๑๐๑๖ พ.ศ. ๒๑๙๗) เจ้าสุริยราชกุมารลูกเจ้าตอนคำองค์เปนพระอนุชาได้ขึ้นเสวยราชสมบัติ ทรงพระนาม พระยาสุริยวงษาธรรมิกบรมบพิตรสมเด็จพระเจ้าล้านช้างร่มขาว พระองค์ทรงพระวิตกเกรงพระเชษฐาทั้ง ๓ พระองค์จะชิงเอาราชสมบัติ จึงมีรับสั่งให้เสนาบดีทั้งปวงขับไล่พระเชษฐาทั้ง ๓ พระองค์ หนีจากกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างเวียงจันท์ เจ้าชมภูพาเอาภิริยาคนหนึ่งกับแสนทิพนาบัวหนีขึ้นไปพึ่งเมืองเวียดนามญวน ก็เกิดบุตรองค์ ๑ ทรงพระนามชื่อพระไชยองค์เวียด[7] เจ้าชมภูก็ถึงแก่อสัญกรรมในเมืองเวียดนามญวน แสนทิพนาบัว จึงเอามารดาของพระไชยองค์เวียดเปนภิริยาสมัคสังวาศอยู่ด้วยกัน เกิดบุตรคนหนึ่งขื่อท้าวนอง เจ้าบุญชูหนีไปทรงผนวชอยู่ณะเขาภูหอภูโรง เจ้าปุหนีไปอยู่เมืองนครพนม เกิดบุตรคนหนึ่งชื่อเจ้านันทราช เจ้าปุก็ถึงแก่กรรมในเมืองนครพนม

พระสุริยวงษาครองราชสมบัติเปนพระเจ้าจันทบุรีศรีสัตนาคนหุต ล้านช้างร่มขาว พระราชอาณาเขตรก็ยังปรกติอยู่ตามเดิม กำหนดข้างใต้ตั้งแต่แก่งลีผีขึ้นไปข้างเหนือถึงผาบันได ข้างซ้ายพรมแดนต่อแขวงกรุงศรีอยุทธยา กำหนดเอาแต่ไม้ประดู่สามต้นอ้นสามขอยข้างขวาพรมแดนต่อแขวงเมืองญวน กำหนดเอาต้นสานสามงาน้ำม้าสามแควเปนอาณาเขตร ครั้งนั้นไพร่ราษฎรบ้านเมืองเขตรแดนลาวก็อยู่ศุขเกษมเปรมปรีดิ์ พระองค์มีพระราชบุตรองค์ ๑ พระราชธิดา ๒ องค์ ทรงพระนามนางกุมารีโรงธรรมองค์ ๑ นางสมังองค์ ๑ ๚

ในขณะนั้นฮ่อหัวขาวยกกองทัพมาตีเมืองแฉวนหวีฟ้าสิบสองปันนาลื้อ เจ้าอินทกุมารกับนางจันทกุมารี สองพี่น้องเปนบุตรเจ้าเมืองแฉวนหวีฟ้า หนีศึกฮ่อหัวขาวพาเอาไพร่พลลงมาพึ่งพระยาสุริยวงษาธรรมิกราช พระเจ้าล้านช้างเวียงจันท์ เจ้าราชบุตรเธอจึงขอเอานางจันทกุมารีเปนภิริยา สมัคสังวาศอยู่ด้วยกันเกิดบุตร ๒ องค์ชื่อเจ้ากิงกิศราชองค์ ๑ เจ้าอินทโสมองค์ ๑ เจ้าราชบุตรผู้เปนบิดากระทำมิจฉาจารกับภิริยาท้าวโกมหาดเล็ก พระยาสุริยวงษาธรรมิกราชพระเจ้าแผ่นดินผู้เปนบิดา มีรับสั่งให้เอาไปสำเร็จโทษเสีย เจ้าอินทกุมารเมืองแฉวนหวีฟ้า มาได้ลูกตระกูลนางลาวคนหนึ่งเปนภิริยา สมัคสังวาศอยู่ด้วยกันเกิดบุตรองค์ ๑ ชื่อเจ้าองค์นก ๚

พระยาสุริยวงษาธรรมิกราชอยู่ในราชสมบัติได้ ๕๘ ปี พระชนม์ ๘๓ ก็เสด็จถึงแก่พิราไลย ขณะนั้นพระยาเมืองจันทร์เปนเสนาบดีผู้ใหญ่ เห็นว่าเจ้ากิงกิศราช เจ้าอินทโสม เจ้าองค์นกยังเยาว์อยู่ พระยาเมืองจันทร์ก็เลยชิงเอาราชสมบัติได้เปนเจ้าเมืองเวียงจันท์กิติศัพท์ดังไปถึงเจ้านันทราชบุตรเจ้าปุ อันหนีไปอยู่เมืองนครพนมแต่ก่อนนั้น ได้เปนเจ้าเมืองนครพนม ทราบกิติศัพท์ว่าพระยาเมืองจันทร์ได้ขึ้นครองราชสมบัติเปนเจ้าเมืองเวียงจันทบุรี จึงเกณฑ์เอากองทัพเมืองนครพนม กับเกลี้ยกล่อมเอาหัวเมืองขึ้นกับเมืองเวียงจันท์ได้หลายเมือง ยกขึ้นมาตีพระยาจันทบุรี ๆ ทนผีมืองกองทัพเจ้านันทราชมิได้ ก็แตกกระจัดกระจายหนีไป เจ้านันทราชจับได้พระยาจันทบุรีเอาไปประหารชีวิตรเสีย แล้วเจ้านันทราช[8]ก็ขึ้นเสวยราชสมบัติเปนพระเจ้าจันทบุรีศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว พระไชยองค์เวียดบุตรเจ้าชมภูที่หนีไปอยู่เมืองเวียดนามแต่ก่อนนั้น ทราบว่าเจ้านันทราชได้ขึ้นครองราชสมบัติ ก็ขอเอากองทัพญวนกับพระเจ้าเวียดนาม ยกลงมาตีเมืองจันทบุรี เจ้านันทราชก็เกณฑ์พลทหารออกต่อรบเปนสามารถ ทนฝีมือกองทัพพระไชยองค์เวียดมิได้ก็แตกกระจัดกระจายหนีไป พระไชยองค์เวียดจับได้เจ้านันทราชรับสั่งให้เอาไปสำเร็จโทษเสีย พระไชยองค์เวียดขึ้นครองราชสมบัติเปนพระเจ้าจันทบุรีศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว ๚

ฝ่ายเจ้ากิงกิศราชกุมาร เจ้าอินทโสม หลานพระยาสุริยวงษาธรรมิกราชกับเจ้าองค์นก สามองค์พี่น้องก็คิดเกรงกลัวพระไชยองค์เวียดด้วยความพยาบาทปู่มาแต่ก่อน ก็พากันเสด็จหนีไปเมืองแฉวนหวีฟ้าสิบสองปันนา เจ้ากิงกิศราช เจ้าองค์นกเข้าพักอาไศรยอยู่เมืองล่าเมืองพง เจ้าอินทโสมขึ้นไปพำนักอาไศรยอยู่เมืองแผ พระไชยองค์เวียดพระเจ้าแผ่นดินเมืองจันทบุรี จึงให้ท้าวนองผู้เปนอนุชาต่างบิดาขึ้นไปอยู่ประจำรักษาเมืองหลวงพระบาง เจ้ากิงกิศราชกับเจ้า องค์นกก็คิดเกลี้ยกล่อมเอาไพร่พลเมือง ล่าเมืองพงได้พร้อมมือแล้วก็ยกกองทัพลงมาถึงกลางทาง ท้าวนองผู้อยู่รักษาเมืองหลวงพระบางทราบข่าวว่าศึกเจ้ากิงกิศราชยกมา ก็มีใจเกรงกลัวบุญญานุภาพเปนอันมาก ท้าวนองก็อัญเชิญเอาพระบางหนีลงมาเมืองล้านช้างเวียงจันท์ จึงสมณะพราหมณาจารย์เสนาพฤฒามาตย์ราชปโรหิตพร้อมกันอัญเชิญเอาเจ้ากิงกิศราชขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว (อยู่เมืองหลวงพระบาง) ถวายพระนาม พระเจ้ากิงกิศรธรรมิกราช แล้วอัญเชิญเอาเจ้าองค์นกพระราชอนุชาขึ้นครองราชสมบัติเปนอุปราชฝ่ายน่า (กรุงศรีสัตนาคนหุตจึงได้แยก ๒ อาณาเขตร คือเวียงจันท์แลหลวงพระบางแต่นั้นมา) ๚

ลุศักราช ๑๐๖๑ ปีเถาะเอกศก ณวันเดือน ๘ ขึ้น ๑๔ ค่ำ พระเจ้ากิงกิศรธรรมิกราช พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง พระไชยองค์เวียดพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างเวียงจันท์ จึงทรงผูกทางพระราชไมตรีแบ่งปันพระราชอาณาเขตรให้แก่กันแลกัน[9] อาณาเขตรพระเจ้าล้านช้างเวียงจันท์ น้ำของฝ่ายตวันตก กำหนดเอาปากน้ำเหืองเหนือเมืองเชียงคาน น้ำของฝ่ายตวันออกกำหนดเอาปากน้ำมี้ใต้เมืองเชียงคานลงไปถึงเมืองแก่งลีผี เปนพระราชอาณาเขตรของพระเจ้าล้านช้างเวียงจันท์ อาณาเขตรของพระเจ้าล้านช้างหลวงพระบาง น้ำของฝ่ายตวันออก กำหนดเอาปากน้ำมี้ ต่อพรมแดนเวียงจันท์ น้ำของฝ่ายตวันตก กำหนดเอาฟากน้ำเหืองพรมแดนเมืองเวียงจันท์ ต่อกันขึ้นไปจนถึงผาบันไดใต้เมืองเชียงของ ฝ่ายซ้ายพรมแดนต่อแขวงกรุงศรีอยุทธยา กำหนดเอาภูเขาไม้ประดู่สามต้นอ้นสามขอยขึ้นไป ฝ่ายขวาพรมแดนต่อแขวงพระเจ้าเวียดนาม กำหนดเอาต้นสารสามงาน้ำน่าสามแคว หัวพันทั้งหกแลสิบสองน่าด่านจุไท เปนพระราชอาณาเขตรของพระเจ้าล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง พระมหากระษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์แบ่งปันอาณาเขตรให้แก่กันแลกันแล้ว จำเดิมแต่นั้นมาพระเจ้ากิงกิศราชครองราชสมบัติ บ้านเมืองก็เจริญบริบูรณ์เปนมโหรฐาน พระองค์มีพระราชธิดา ๓ องค์ ทรงพระนามเจ้านางแทนสาวองค์ ๑ เจ้านางแทนคำองค์ ๑ เจ้านางอัคชารายคำองค์ ๑ พระเจ้ากิงกิศรธรรมิกราชอยู่ในราชสมบัติได้ ๑๒ ปี ก็เสด็จถึงแก่พิราไลย พระชนม์เท่าใดมิได้ปรากฎ ๚

ลุศักราช ๑๐๗๓ ปีเถาะตรีศก เสนาพฤฒามาตย์ราชปโรหิตพร้อมกันอัญเชิญเอาเจ้าอุปราชองค์นกขึ้นครองราชสมบัติ ทรงพระนามสมเด็จพระบรมเชษฐขัตยสุริย พระราชวงษามหาไชยจักรพรรดิภูมินทร์ นรินทาธิปัติราชศักดิ บรมธรรมิกมหาราชาธิราชบรมบพิตรสมเด็จพระเปนเจ้า สถิตย์อยู่เหนือเกล้า ฯ ในอุตมวรวงษ์ขงศรีสัตนาคนหุตรัตนบุรี มหานครราชธานีล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง พระองค์ครองราชสมบัติอยู่ได้ ๑๐ ปี เกิดพระราชบุตร ๑๐ องค์ ๚

เจ้าอินทโสมคิดเกลี้ยกล่อมเอาไพร่พลในเมืองแผ เมืองล่าเมืองพงได้พร้อมมือแล้ว ก็ยกกองทัพลงมาตั้งอยู่เมืองงอยในน้ำอู่ เจ้าองค์นกทราบว่าเจ้าอินทโสมยกกองทัพลงมาดังนั้น จึงปฤกษาต่อเสนาบดีทั้งปวงว่า ถ้าเราจะคิดเกณฑ์กองทัพขึ้นไปต่อรบป้องกันก็คงจะได้ แต่เห็นว่าจะเกิดพินาศฉิบหายแก่ไพร่ราษฎรทั้งสองฝ่าย อิกอย่างหนึ่งก็จะขาดทางไมตรีอันเปนญาติพี่น้องกัน ทรงปฤกษาเห็นดังนี้แล้ว จึงนิมนต์เอาสมเด็จเจ้าราชาคณะทั้งปวงให้ขึ้นไปตั้งคำสาบาลอัญเชิญเสด็จเอาเจ้าอินทโสมลงมาว่าราชการด้วยกัน เจ้าอินทโสมก็ทรงเชื่อคำสาบาลแล้วก็เสด็จลงมา ครั้นถึงเมืองหลวงพระบาง เจ้าองค์นกเจ้าอินทโสมพร้อมกันเข้าไปสาบาลทำสัตย์ ในพระอุโบสถวัดวิชุณราชศรัทธารามให้แก่กันแลกัน เฉภาะพระภักตร์พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆเจ้า ครั้นสำเร็จการทำสัตย์แล้วก็สิ้นความวิตกทั้งสองพระองค์ ๚

ครั้นทีหลังมามีพระยาเมืองซ้ายคนหนึ่งคบคิดกับเจ้าอินทโสม เห็นเจ้าองค์นกพระจ้าแผ่นดิน เธอพาเอาพวกมหาดเล็กเสด็จออกไปประพาศป่า ต่อนกเขาที่นานกแขวงบ้านเมืองไทย เจ้าอินทโสมกับพระยาเมืองซ้าย ก็พาเอาพรรคพวกปิดประตูเมืองเสีย แล้วแห่เอาเจ้าอินทโสมขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีสัตนา คนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง ครั้นเวลาบ่าย เจ้าองค์นกพระเจ้าแผ่นดินพาเอาพวกมหาดเล็กเสด็จกลับคืนมา ทอดพระเนตรเห็นปิดประตูเมืองเข้าไม่ได้ พระองค์ก็เสด็จขึ้นไปอยู่วัดภูเหมือดจึงทรงแช่งเจ้าอินทโสม ตามความที่ได้สาบาลให้แก่กันมาแต่ก่อนนั้น แลัวจึงตรัสถามพวกมหาดเล็กว่า พระองค์เราจะเสด็จไปเมืองเชียงใหม่ พวกมหาดเล็กข้าหลวงเดิมใครจะไปด้วยเราก็ไป ถ้าใครไม่ไปคิดถึงบุตรภรรยาจะอยู่ก็ตามใจ ทรงตรัสถามฉนี้ พวกมหาดเล็กแลข้าหลวงเดิมกราบบังคมทูลว่า ขอไปตามเสด็จทั้งสิ้น พระองค์ก็พาเอาพระราชบุตร ๗ องค์กับพวกมหาดเล็กข้าหลวงเดิมเสด็จไปเมืองเชียงใหม่ ครั้นไปถึงเมืองเหลือก จึงรับสั่งให้พวกมหาดเล็กไปตัดเอาไม้เบญมอนต้นหนึ่งใหญ่ประมาณสามกำเศษ มาทอดเปนตะพานแห่งหนึ่ง พระองค์จึงทรงอธิฐานต่อเทพยเจ้าทั้งปวงว่า ถ้าข้าพเจ้ายังจะมีบุญญานุภาพจะได้ครองราชสมบัติ เปนเจ้าแก่เมืองนานาประเทศต่อไปเบื้องน่าแล้ว ข้าพเจ้าไต่ตะพานนี้ขอให้หักลง พระองค์ทรงอธิฐานดังนี้แล้ว ก็เสด็จไต่ตะพาน เดชะบุญญานุภาพของพระองค์ เทพยเจ้าบันดาลให้ตะพานนั้นหักลง พระองค์จึงทรงผนวชในวัดเมืองเหลือกแล้วก็เสด็จไปเมืองเชียงใหม่ เข้าพำนักอาไศรยอยู่วัดช้างเผือก ๚

ขณะนั้นพระเจ้าเชียงใหม่ถึงแก่พิราไลย มีพระราชบุตรสององค์ พระเจ้าอังวะแต่งกองทัพพม่ายกมาตีล้อมเมืองเชียงใหม่ไว้หลายชั้น กำหนดทัพพม่าถึงสิบเจ็ดหมื่น เสนาบดีเมืองเชียงใหม่คุมกองทัพออกต่อรบเปนหลายครั้งก็ไม่ชนะฝีมือพม่า หนีกลับเข้ามาทุกครั้ง เสนาพฤฒามาตย์ทั้งปวงทราบว่า พระเจ้าแผ่นดินเมืองล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางทรงผนวช หนีมาอยู่วัดช้างเผือก จึงพร้อมกันเอาขันทองคำสามใบ จาฤกพระนามเจ้าราชบุตรทั้งสองใส่องค์ละใบ จาฤกพระนามเจ้าองค์นก พระเจ้าแผ่นดินเมืองล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางใส่ใบหนึ่ง แล้วเอาลงไปริมแม่น้ำปิง พร้อมกันอธิฐานว่ากระษัตริย์สามพระองค์นี้ ถ้าพระองค์ใดจะมีบุญญาธิการได้ครองราชสมบัติเปนเจ้าแก่ไพร่ฟ้าประชาชนทั้งปวง ขอจงบังเอินให้ขันทองคำพระนามองค์นั้นลอยทวนน้ำขึ้นไปข้างเหนือ ถ้าองค์ใดหาบุญญาธิการมิได้ ขอให้ขันทองคำพระนามองค์นั้นลอยตามน้ำลงไปข้างใต้ อธิฐานแล้วก็เอาลงลอย ขันพระนามกุมารทั้งสองบุตรเจ้าเมืองเชียงใหม่ก็ลอยล่องลงไปตามแม่น้ำ แต่ขันทองคำพระนามพระเจ้าล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางองค์นกนั้น เทพยเจ้าทั้งปวงบันดาลให้ลอยทวนน้ำขึ้นไปข้างเหนือ เสนาพฤฒามาตย์ราษฎรทั้งปวง มีความโสมนัศยินดีเปนอันมาก จึงพร้อมกันไปนิมนต์เชิญเสด็จลาผนวชอัญเชิญขึ้นครองราชสมบัติเมืองเชียงใหม่พักอยู่ ๗ วัน พระองค์จึงมีรับสั่งให้เสนาบดีเกณฑ์กองทัพออกไปต่อรบพม่าเปนสามารถ พม่าทนผีมือไม่ได้ก็แตกกระจัดพลัดพรายล้มตายเปนอันมาก ครั้นเสร็จการสงครามแล้ว พระองค์ก็อยู่ครอบครองราชสมบัติบ้านเมือง ก็อยู่ศุขเกษมเปรมปรีดิ์ พระองค์มีพระราชบุตรกับนางยวงเมืองเชียงใหม่ ๓ องค์ ชื่อเจ้าตันองค์ ๑ เจ้าวงองค์ ๑ เจ้าติดองค์ ๑ ซึ่งพระราชบุตรทั้ง ๗ พระองค์ที่ตามเสด็จไปแต่เมืองล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง กับพระราชบุตรที่เกิดเมืองเชียงใหม่ทั้ง ๓ นั้น ก็ได้ครองราชสมบัติสืบ ๆ กันมา ๚

เจ้าอินทโสมครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางอยู่ได้ ๑๓ ปี เจ้าโนชา เจ้าไชยสาร กับพระยาเชียงใต้ ท้าวอินทร์น้ำงา ทิดสุวรรณ คบคิดเปนขบถซุ่มผู้คนไว้ได้ ๘๐๐ เศษ นัดกันว่าณวันเดือน ๑๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำจะทำการ ขณะนั้นข้าทาษพระยาเชียงใต้คนหนึ่งเก็บเอาความที่นัดกันไว้นั้น เข้าไปสำแดงต่อเสนาบดีขึ้นกราบทูลเจ้าอินทโสมให้ทรงทราบ จึงเกณฑ์คนออกจับพวกขบถเหล่านั้น พวกขบถก็ออกต่อรบเปนสามารถ เจ้าโนชา เจ้าไชยสาร พระยาเชียงใต้สู้มิได้ก็แตกกระจัดกระจายหนีไป จับเจ้าโนชา เจ้าไชยสาร พระยาเชียงใต้ได้ รับสั่งให้เอาไปสำเร็จโทษเสีย เจ้าอินทโสมครองราชสมบัติเปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต มีพระราชบุตร ๙ องค์ ชื่อเจ้าโชติกะกุมารองค์ ๑ เจ้าอนุรุทธกุมารองค์ ๑ เจ้านาคะกุมารองค์ ๑ เจ้านารัทธกุมารองค์ ๑ เจ้าเชฐวังโสองค์ ๑ เจ้าองค์เอกองค์ ๑ เจ้าสุริยวงษาองค์ ๑ เจ้าสุรวงษาองค์ ๑ เจ้าอินทวงษากุมารองค์ ๑ มีพระราชธิดา ๖ องค์ เจ้านางแก้วรัตนพิมพาองค์ ๑ เจ้านางศรีคำกององค์ ๑ เ จ้านางสุชาดาองค์ ๑ เจ้านางสุธรรมมาองค์ ๑ เจ้านางสุนันทาองค์ ๑ เจ้านางแว่นแก้วสามผิวองค์ ๑ เจ้าอินทโสมอยู่ในราชสมบัติได้ ๒๖ ปี ก็ถึงแก่พิราไลย แต่พระชนม์เท่าใดมิได้ปรากฎ ๚

ขณะนั้นพระเจ้าเวียดนาม แต่งให้องเจียวเทียมตาเทียมเจดเปนแม่ทัพ คุมพลทหารญวนยกลงมาตีกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง เสนาพฤฒามาตย์ทั้งปวงจึงเสี่ยงทายได้เจ้าอินทวงษากุมาร ยกพลทหารออกต่อรบทัพญวน ทัพญวนทนฝีมือมิได้ ก็แตกกระจัดพลัดพรายล้มตายเปนอันมาก จึงเสนาพฤฒามาตย์สมณะพราหมณาจารย์ทั้งปวง พร้อมกันอัญเชิญเจ้าอินทวงษากุมารขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง พระองค์ครองราชสมบัติอยู่ ๘ เดือน พระองค์ก็กลัวโทษานุโทษแก่พระเชษฐาทั้ง ๘ พระองค์จะคิดกระทำอันตรายเจ้าอินทวงษาก็ยกสมบัติถวายเจ้าโชติกะกุมารองค์เปนพระเชษฐาผู้ใหญ่นั้น แล้วก็เสด็จไปปลูกโรงอยู่บ้านพันหลวงฟากน้ำคานฝ่ายตวันออก เจ้าโชติกะกุมารจึงขึ้นครองราช เปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง ๚

ขณะนั้น เมืองเวียงจันท์ลอบมีศุภอักษรขึ้นไปกราบทูลพระเจ้าหงษาวดี เปนใจความว่า ขอเอากองทัพลงมาตีเมืองล้านช้างหลวงพระบาง พระเจ้าหงษาวดีทรงทราบแล้ว จึงแต่งให้โปน่านอเปนแม่ทัพคุมพม่าลงมาตีเมืองล้านช้างหลวงพระบาง พระเจ้าล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง ก็เกณฑ์กองทัพออกต่อรบเปนสามารถ แล้วให้คนขึ้นประจำรักษาน่าที่เชิงเทินป้องกันเมือง ยิงปืนใหญ่น้อยโต้ตอบกันอยู่หลายวัน พม่าจึงเอาบันไดพาดกำแพงเข้าปล้นเอาเมือง จับได้เจ้าสุริยวงษากับไพร่ประมาณสี่ร้อยห้าร้อยคน เอาขึ้นไปถวายพระเจ้าหงษาวดี แต่พระเจ้าล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางนั้นจับหาได้ไม่ ครั้นพม่าเลิกทัพกลับไปแล้ว พระเจ้าล้านช้างร่มขาวก็กวาดต้อนเอาเจ้านายบุตรหลานตระกูลพระราชวงษานุวงษ์ไพร่ราษฎรเข้ามาตั้งเมืองอยู่ตามเดิม เจ้าโชติกะกุมารครองราชสมบัติได้ ๑๔ ปี ๚

ลุศักราช ๑๑๒๕ (พ.ศ. ๒๓๐๖) ปีมแม เจ้าสุริยวงษาองค์[10]เปนพระราชอนุชาที่พม่าจับขึ้นไปแต่ก่อนนั้น พระเจ้าหงษาวดีใช้ให้เปนแม่ทัพคุมพม่าขึ้นไปตีหัวเมืองล่าเมืองแม้น เจ้าสุริยวงษาจึงพาเอาไพร่พลเมืองหลวงพระบางที่ขึ้นไปด้วยนั้น หักออกจากพม่าหนีลงมาตั้งอยู่เมืองแถง ๚

ครั้นลุศักราช ๑๑๒๘ ปีจออัฐศก เจ้าสุริยวงษาจึงมีหนังสือแต่งให้คนถือลงมาถึงเสนาบดีขึ้นกราบทูลพระเจ้าโชติกะกุมาร ที่เมืองหลวงพระบางว่า จะขอเข้ามาช่วยทำนุบำรุงราชการ พระเจ้าเมืองหลวงพระบางไม่ให้มา เจ้าสุริยวงษาก็โกรธ จึงเกณฑ์กองทัพตามแว่นแคว้นหัวเมืองได้พร้อมมือแล้วก็ยกลงมา ครั้นมาถึงเมืองหลวงพระบางดึกประมาณสองยามเศษก็เข้าปล้นเอาเมือง พระเจ้าเมืองหลวงพระบางเสนาบดีราษฎรทั้งปวงรู้สึกตัวต่างคนก็ต่างแตกตื่นหนีไป พระเจ้าเมืองหลวงพระบางโชติกะ เจ้าอุปราชอนุรุทธก็อพยพกวาดเอาเจ้านายบุตรหลานหนีลงมาอยู่บ้านน้ำรุ้ง (น้ำฮุง) ครั้นสว่างขึ้นเจ้านางศรีคำกององค์เปนพี่หญิงจึงเสด็จมาถามเจ้าสุริยวงษา ผู้น้องว่า เจ้ายกกองทัพเข้ามาครั้งนี้หมายจะมาฆ่าญาติพี่น้องหมดฤๅ ๆ ว่าคิดประการใด เจ้าสุริยวงษาจึงตอบว่า มิใช่จะมาคิดกระทำร้ายแก่เจ้านายญาติพี่น้อง คิดถึงเจ้าพี่เจ้าน้องจึงหนีพม่าลงมา ครั้นมีหนังสือให้คนถือลงมาถึงเสนาบดีให้กราบบังคมทูลทรงทราบแล้วมีหนังสือรับสั่งตัดขึ้นไปว่าไม่ให้ลงมา ครั้นจะไม่คิดเกณฑ์พลทหารยกลงมา ก็จะไม่ได้มาเห็นหน้าเจ้านายญาติพี่น้อง เจ้านางศรีคำกองจึงว่า ถ้าน้องคิดดังนั้นก็ชอบแล้วแต่เจ้านายญาติพี่น้องที่หนีไปนั้น จะให้กลับคืนมาอยู่ด้วยกันฤๅ ๆ จะคิดประการใด เจ้าสุริยวงษาจึงว่าจะใช้ให้สังฆการีไปนิมนต์เอาสมเด็จเจ้าราชาคณะทั้งปวงเจ้ามาถวายพระพรเอาสัตย์ เจ้าสุริยวงษาก็ทรงสาบาลให้สมเด็จเจ้าราชาคณะว่าข้อยไม่ทำร้ายให้แก่เจ้าพี่เจ้าน้อง ถ้ากระทำร้ายขอให้ต้องคำสาบาล แล้วจึงนิมนต์สมเด็จเจ้าราชาคณะลงไปถวายพระพร อัญเชิญเสด็จพระเจ้าเมืองหลวงพระบางโชติกะแลเจ้าอุปราชอนุรุทธกับเจ้านายบุตรหลาน ที่หนีลงไปอยู่น้ำรุ้งนั้นขึ้นมา ครั้นถึงเมืองหลวงพระบางแล้ว เจ้าโชติกะพระเจ้าแผ่นดินก็มอบราชสมบัติให้แก่เจ้าสุริยวงษา ขึ้นครองราชสมบัติเปนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง เจ้าโชติกะก็เสด็จไปปลูกโรงอยู่บ้านวิชุณฟากเขาทิศทักษิณ ๚

ครั้นลุปีเถาะศักราช ๑๑๓๓ (พ.ศ. ๒๓๑๔ ตรงในสมัยครั้งกรุงธนบุรี) เจ้าสุริยวงษาอันเปนพระเจ้าเมืองหลวงพระบาง คิดมีความพยาบาทกับเมืองล้านช้างเวียงจันท์แต่ก่อนนั้น ด้วยเมืองล้านช้างเวียงจันท์ลอบมีหนังสือ ขึ้นไปขอกองทัพพม่าลงมาตีเมืองล้านช้างหลวงพระบาง จึงมีรับสั่งให้เสนาบดีเกณฑ์พลทหารห้าพันยกลงไปตีเมืองล้านช้างเวียงจันท์ เข้าล้อมกำแพงเมืองไว้ เจ้าบุญสารอันเปนพระเจ้าล้านช้างเวียงจันท์ ก็เกณฑ์พลทหารออกต่อรบเปนสามารถ แล้วขึ้นประจำรักษาน่าที่เชิงเทินปราการป้องกันเมืองไว้มั่นคง เจ้าสุริยวงษาพระเจ้าล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางคุมพลทหารเข้าหักเอาเมืองเปนหลายครั้งหาได้ไม่ แต่ต่อรบกันอยู่ได้ ๓ เดือน เจ้าบุญสารพระเจ้าล้านช้างเวียงจันท์เหลือกำลังอดทนที่จะคุมไพร่พลออกต่อรบ ด้วยไพร่พลราษฎรได้ความทุกข์ลำบาก จึงมีศุภอักษรแต่งให้เสนาบดีถือลอบขึ้นไปถึงกรุงอังวะ ขอกองทัพลงมาช่วย พระเจ้าอังวะมังกะระจึงให้ซึกซึงโปคุมพลทหารสองพันเปนทัพน่า ให้โปสุพลา เปนแม่ทัพคุมพลสามพันยกลงมาตีเมืองหลวงพระบาง เจ้าสุริยวงษาพระเจ้าแผ่นดินเมืองหลวงพระบางทราบว่า พม่ายกกองทัพลงมาตีเมืองข้างหลัง ก็เลิกทัพกลับคืนไปต่อรบพม่าประมาณ ๑๕ วัน พม่าก็เข้าปล้นเอาเมืองได้ เจ้าสุริยวงษาพระเจ้าเมืองหลวงพระบาง ก็ขอยอม ขึ้นแก่เมืองอังวะ พม่าก็เลิกทัพกลับไป ๚

ครั้นลุปีมเมียศักราช ๑๑๓๖ (พ.ศ. ๒๓๑๗) กรุงเทพมหานครศรีอยุทธยา ครั้งแผ่นดินขุนหลวงพระเจ้าตากนั้น มีพระราชสาสนกับเครื่องราชบรรณาการ แต่งให้ราชทูตานุทูตอัญเชิญขึ้นไปถึงเจ้าสุริยวงษา พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง ในพระราชสาสนนั้นว่า ขอให้เปนเมืองทางพระราชไมตรีไปมาหากันเจ้าสุริยวงษาพระเจ้าเมืองหลวงพระบางทรงทราบแล้ว ก็มีความยินดีเปนอันมาก ก็ทรงรับเปนทางพระราชไมตรีกับกรุงธนบุรี ๚

ครั้นลุปีชวดศักราช ๑๑๓๘ (พ.ศ. ๒๓๑๙) พระเจ้าเมืองหลวงพระบาง จึงมีศุภอักษรกับเครื่องมงคลราชบรรณาการแต่งให้เสนาบดีถือลงมาเจริญทางพระราชไมตรีณกรุงธนบุรี สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว จึงโปรดพระราชทานสรรพสิ่งของให้แก่เสนาบดีผู้เปนทูตานุทูตตามสมควร กับสิ่งของราชบรรณาการตอบแทนให้ราชทูตถือขึ้นไปประทานให้พระเจ้าเมืองหลวงพระบางเปนอันมาก ๚

ลุปีจอศักราช ๑๑๔๐ (พ.ศ. ๒๓๒๑) เจ้าบุญสารพระเจ้าล้านช้างเวียงจันท์ แต่งให้พระยาสุโพเปนนายทัพ คุมพลทหารลงไปตีเมืองนครมดแดง จับพระวอเจ้าเมืองนครมดแดงได้ประหารชีวิตรเสีย[11] แล้วก็เลิกทัพกลับไปเมืองล้านช้างเวียงจันท์ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวกรุงธนบุรีทรงทราบว่า พระเจ้าล้านช้างเวียงจันท์แต่งให้พระยาสุโพไปประหารชีวิตรพระวอเจ้าเมืองนครมดแดงเสีย ก็ทรงพระพิโรธเปนอันมาก ด้วยพระวอถวายตัวเปนข้าขึ้นแก่กรุงเทพมหานคร พระเจ้าล้านช้างเวียงจันท์ไม่มีความเกรงกลัวพระเดชเดชาบารมี ครั้นณวันเดือนอ้ายปีจอสัมฤทธิศกนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวกรุงเทพมหานครพระเจ้าตาก ทรงแต่งให้สมเด็จเจ้าพระยามหากระษัตริย์ศึก แลเจ้าพระยาสุรสีห์ คุมพลทหารในกรุงนอกกรุงเปนอันมาก ยกขึ้นไปตีเมืองล้านช้างเวียงจันท์ สมเด็จเจ้าพระยามหากระษัตริย์ศึก จึงแต่งให้ข้าหลวงเชิญศุภอักษรขึ้นไปถึงเจ้าสุริยวงษา พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง ว่าขอเอากองทัพลงมาช่วยตีเมืองล้านช้างเวียงจันท์ พระเจ้าหลวงพระบางทรงทราบแล้ว ก็มีความโสมนัศยินดีในพระบารมีเปนอันมาก จึงแต่งให้เสนาบดีผู้ใหญ่คุมพลทหารสามพัน ยกลงไปช่วยตีเมืองล้านช้างวียงจันท์ เข้าคุมเอาด้านทิศอิสาณ ครั้นตีเมืองล้านช้างเวียงจันท์สำเร็จการสงครามแล้ว พระเจ้าหลวงพระบางก็ขอเปนเมืองขึ้นแก่กรุงเทพมหานคร แล้วก็เลิกทัพกลับคืนไปเมืองหลวงพระบาง เจ้าสุริยวงษาอยู่ในราชสมบัติ ๒๕ ปี พระชนม์เท่าใดมิได้ปรากฎก็ถึงแก่พิราไลย ๚

ลุปีกุญศักราช ๑๑๕๓ (พ.ศ. ๒๓๓๔ ในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร) สมณะพราหมณาจารย์เสนาพฤฒามาตย์ จึงพร้อมกันราชาภิเศกเจ้าอุปราชอนุรุทธขึ้นครองราชสมบัติ ถวายพระนาม สมเด็จพระเจ้าล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง เจ้านาคะกุมารเปนที่อุปราช ครองราชสมบัติอยู่ได้ปี ๑ ๚

ครั้นลุปีชวดศักราช ๑๑๕๔ (พ.ศ. ๒๓๓๕) เจ้านันทเสนอันเปนพระเจ้าล้านช้างเวียงจันท์ มีความพยาบาทกับพระเจ้าล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางมาแต่ก่อน จึงเกณฑ์พลทหารยกขึ้นไปตีพระเจ้าล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง พระเจ้าล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางก็เกณฑ์พลทหารออกต่อรบเปนสามารถ แล้วก็ขึ้นประจำรักษาน่าที่เชิงเทินปราการป้องกันเมืองไว้มั่นคง แต่ต่อรบกันอยู่ได้สิบสี่สิบห้าวัน เจ้าอุปราชเมืองเวียงจันท์ต้องปืนพวกเมืองหลวงพระบางถึงแก่อสัญกรรมในที่รบ กองทัพเมืองเวียงจันท์จะเข้าหักเอาเมืองก็หาได้ไม่ จึงแต่งหนังสือกลมารยาล่อลวงมีเข้าไปถึงเจ้านางแทนคำ อันเปนพระมเหษีพระเจ้าเมืองหลวงพระบางสุริยวงษา ที่ถึงแก่พิราไลยไปนั้นเปนใจความว่า การสงครามครั้งนี้ขอให้เจ้านางแทนคำช่วยสงเคราะห์เอาเปนธุระให้มาก ๆ ครั้นสำเร็จราชการได้เมืองหลวงพระบางแล้วเมื่อใด จะขอเอาเปนมเหษีมอบสมบัติให้ เจ้านางแทนคำทราบความลับในหนังสือแล้ว ก็หลงไปด้วยกลมารยา มีความโสมนัศยินดีเปนอันมาก ก็ให้หาหัวพันเมืองวาคนสนิทเข้ามากระซิบบอกแนะนำให้หัวพันเมืองวาคุมไพร่พลไปประจำรักษาน่าที่เชิงเทินประตูปากม้าวด้านทิศอาคเณย์ ครั้นพลทหารเมืองเวียงจันท์เข้ามาเมื่อใดอย่าได้ป้องกันไว้ จงเปิดประตูปล่อยให้เข้ามาโดยสดวก เปนใจความแนะนำดังนี้ แล้วมีหนังสือกำหนดนัดให้หัวพันเมืองวา แต่งคนถือลอบออกไปส่งให้พลทหารเมืองเวียงจันท์ นำเข้าไปถวายเจ้านันทเสนผู้เปนพระเจ้าเมืองเวียงจันท์ทราบความในหนังสือแล้ว ถึงวันนัดก็ยกพลทหารเข้ามา หัวพันเมืองวาคิดอกตัญญูขบถต่อแผ่นดิน ก็เปิดประตูให้เข้ามา พระเจ้าเวียงจันท์ก็คุมพลทหารเข้าปล้นเอาเมืองจับได้พระเจ้าร่มขาว แลเจ้าอุปราชนาคะเจ้านายบุตรหลานหลายองค์ ครั้งนั้นไพร่ราษฎรล้มตายเปนอันมาก เจ้าเวียงจันท์ก็กวาดเอาครอบครัวเมืองหลวงพระบางลงไปไว้เมืองเวียงจันท์ เจ้าเวียงจันท์จึงแต่งให้เสนาบดีคุมเอาพระเจ้าร่มขาว เจ้าอุปราชนาคะ เจ้านายบุตรหลานหลายองค์ลงมาถวายณกรุงเทพมหานคร ครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระดำรัสสั่งให้จำพระเจ้าร่มขาว แลเจ้าอุปราชนาคะใส่คุกไว้[12]

เจ้าเมืองเวียงจันท์ตีเอาเมืองหลวงพระบางได้ครั้งนั้น เพราะเจ้านางแทนคำหัวพันเมืองวาเปนไส้ศึกคิดอกตัญญูขบถต่อแผ่นดิน อิกอย่างหนึ่งเล่า ก็ด้วยอายุแผ่นดินกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางถึงกาลขาด เทพยเจ้าจึงอาเภทให้เห็นประหลาดเปนนิมิตร พระประธานวัดภูเหมือดน้ำพระเนตรเปนโลหิตไหลลงกระทั่งจนพระนาภี วัดเชียงเหล็กพระพุทธรูปแก่นจันทน์แดงพระภักตร์แตกแต่พระนลาตจนถึงพระโอษฐ ปลวกก็กัดพื้นฝ่าพระบาทดั้นขึ้นไปจนทลุออกพระอังษา พระพุทธรูปแลพระอุโบสถวิหารเหงื่อก็ไหลออกทุกพระอาราม อนึ่งเทพารักษ์ภูเขาทรวงก็ปลูกธงแดงขึ้นบนยอดเขาให้ปรากฎแก่ตาคนทั้งหลาย อนึ่งมีพระยานาคสองตัวออกมาว่ายน้ำโขงแข่งกันอยู่น่าเมืองถึง ๗ วัน อนึ่งพอเวลาจะย่ำค่ำมีปิศาจไม่มีศีศะออกมารำอยู่ริมน้ำโขงท่าใต้ขั้นน่าเมืองหลายวัน อนึ่งน้ำในแม่น้ำโขงพลุ่งขึ้นแต่ศีศะเมือง ตลอดลงไปจนท้ายเมืองดังเหมือนเสียงปืนใหญ่ อาเภทบอกเหตุบอกลางดังนี้ จึงเสียกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางไปแก่เมืองเวียงจันท์ เมืองหลวงพระบางก็ว่างเปล่าอยู่ได้ ๔ ปี ไม่มีเจ้าแผ่นดิน ๚

ครั้นปีเถาะลุศักราช ๑๑๕๗ (พ.ศ. ๒๓๓๘) อุปราชเจ้าเมืองไชยเปนหัวเมืองขึ้นกับเมืองหลวงพระบาง คิดถึงพระเดชพระคุณพระเจ้าร่มขาว ซึ่งเจ้านันทเสนเอาลงมาถวายติดคุกอยู่ในกรุงเทพมหานคร จึงนำของบรรณาการขึ้นไปเมืองแฉวนหวีฟ้าสิบสองปันนาลื้อ อุปราชาเจ้าเมืองไชยจึงอ้อนวอนพึ่งพาเจ้าเมืองแฉวนหวีฟ้าสิบสองปันนา ให้ขึ้นไปกราบทูลพระเจ้ากรุงปักกิ่งขอให้คิดเอาพระเจ้าร่มขาว เจ้าเมืองแฉวนหวีฟ้าก็รับเปนภารธุระขึ้นไปกราบทูลฉลองพระเจ้าปักกิ่ง ๆ ทรงทราบแล้ว จึงมีรับสั่งทรงแต่งให้ฮ่อพระยาศรีป่องว้องเมืองเชียงรุ้ง สั่งให้แต่งพระยาสิณะพรมพร้อมกัน ถือเอาพิณลายจูมยีนกับสิ่งของมงคลเครื่องราชบรรณาการ มาทางเมืองน่านลงเรือที่ท่าแฝกล่องมาถึงกรุงเทพมหานคร พึ่งเจ้าพระยาสมุหนายกนำขึ้นเฝ้ากราบบังคมทูล แด่พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ขอพระราชทานพระเจ้าร่มขาว เจ้าอุปราชเจ้านายบุตรหลานขึ้นไปตั้งบ้านเมืองให้เหมือนเช่นแต่ก่อน สมเด็จพระพทุธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ทรงทราบแล้ว จึงทรงปราไสด้วยราชทูตานุทูตตามทางขัติยบุราณราชประเพณี แล้วมีพระราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาทดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ทรงพระเมตตาชุบเลี้ยงพระเจ้าร่มขาวแลเจ้าอุปราชให้อยู่ตามเดิม แล้วจึงทรงพระดำรัสโปรดให้ส่งขึ้นไปตั้งเมืองหลวงพระบาง กับทรงสั่งให้มีศุภอักษรขึ้นไปยังเมืองเวียงจันท์ ให้ส่งครอบครัวคืนขึ้นไปเมืองหลวงพระบาง แล้วทรงพระราชทานสิ่งของให้ฮ่อพระยาศรีป่องว้อง พระยาสิณะพรมตามสมควร พระเจ้าร่มขาวแลเจ้าอุปราชนาคะเจ้านายบุตรหลาน ฮ่อพระยาศรีป่องว้อง พระยาสิณะพรม ก็พร้อมกันถวายบังคมลากลับไปเมืองหลวงพระบาง[13]

พระเจ้าอนุรุทธล้านช้างร่มขาวมีพระราชบุตร ๖ องค์ เจ้ามังธาตุราชกุมารองค์ ๑ เจ้าสุทธิราชกุมารองค์ ๑ เจ้าไชยราชกุมารองค์ ๑ เจ้าอภัยราชกุมารองค์ ๑ เจ้าอุ่นแก้วองค์ ๑ เจ้าช้างองค์ ๑ มีราชธิดา ๓ องค์ เ จ้านางทูมองค์ ๑ เจ้าคำหลาองค์ ๑ เจ้าศรีไวยกาองค์ ๑ เจ้ามังธาตุราชนั้นได้เปนเจ้าราชวงษ์ ๚

เจ้าอุปราชนาคะมีบุตรชาย ๗ องค์ เจ้าอภัยองค์ ๑ เจ้าสุทธิองค์ ๑ เจ้าอินทร์องค์ ๑ เจ้าพรหมองค์ ๑ เจ้ามั่งองค์ ๑ เจ้าสารองค์ ๑ เจ้าสญไชยองค์ ๑ เจ้าอภัยบุตรเจ้าอุปราชนั้นให้เปนเจ้าหัวน่าช่วยบำรุงราชการ ๚

เจ้าหัวน่ามีบุตรชาย ๕ องค์ เจ้าโงนคำองค์ ๑ เจ้าแก่นคำองค์ ๑ เจ้าต่อมคำองค์ ๑ เจ้าศรีวรวงษ์องค์ ๑ เจ้าเหง่าองค์ ๑ ๚

เจ้าสุทธิมีบุตรชายองค์ ๑ ชื่อเจ้าคำบัว บุตรหญิงชื่อเจ้าคำตัน ๚

เจ้าอินทร์มีบุตรชายองค์ ๑ ชื่อเจ้าคำโป้ บุตรหญิงชื่อเจ้าคำอ้นองค์ ๑ เจ้าโสภาองค์ ๑ เจ้าคำตื้อองค์ ๑ ๚

เจ้ามั่งมีบุตรชายองค์ ๑ ชื่อเจ้าคำปาน มีบุตรหญิง ๒ องค์ ชื่อเจ้าคำป้ององค์ ๑ เจ้าคำด้วงองค์ ๑ ๚

เจ้าสญไชยมีบุตรชาย ๖ องค์ เจ้าเง่าองค์ ๑ เจ้าคำแสนองค์ ๑ เจ้าคำเมฆองค์ ๑ เจ้าคำขะองค์ ๑ เจ้าคำยิ่งองค์ ๑ เจ้าคำอ้วนองค์ ๑ บุตรหญิง ๕ องค์ เจ้าคำตันองค์ ๑ เจ้าคำสุทธิองค์ ๑ เจ้าคำทิพย์องค์ ๑ เจ้าคำแจ้งองค์ ๑ ๚

ครั้นเจ้าอุปราชนาคะถึงแก่กรรมแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ จึงทรงชุบเลี้ยงเจ้าราชวงษ์มังธาตุราชให้เปนเจ้าอุปราชพระเจ้าร่มขาว ๚

ลุปีกุญศักราช ๑๑๗๗ (พ.ศ. ๒๓๕๘ ในรัชกาลที่ ๒) พระเจ้าอนุรุทธร่มขาวหลวงพระบางถึงพิราไลย อยู่ในราชสมบัติ ๒๘ ปี อายุได้ ๘๒ ปี ๚

ลุปีชวดศักราช ๑๑๗๘ (พ.ศ. ๒๓๕๙) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย จึงทรงชุบเลี้ยงเจ้าอุปราชมังธาตุราช[14] ให้เปนเจ้าเมืองหลวงพระบาง เจ้าสุทธราชให้เปนเจ้าอุปราช เจ้าอภัยให้เปนเจ้าราชวงษ์ ๚

เจ้าหลวงพระบางมังธาตุราชมีบุตร ๙ องค์ ชื่อเจ้าสุขะเสิมองค์ ๑ เจ้าจันทราชองค์ ๑ เจ้าโพเนื้อทององค์ ๑ เจ้าอุ่นคำองค์ ๑ เจ้าคำบัวองค์ ๑ เจ้าบัวละพัน (บวรพันธุ์) องค์ ๑ เจ้าสุทธิสารองค์ ๑ เจ้าโพธิสารองค์ ๑ เจ้าโงนคำองค์ ๑ บุตรหญิง ๗ องค์ เจ้าสุพรรณองค์ ๑ เจ้ายอดคำองค์ ๑ เจ้าฉิมมาองค์ ๑ เจ้าทองทิพย์องค์ ๑ เจ้าเบงคำองค์ ๑ เจ้าฉิมพลีองค์ ๑ เจ้าทองสุกองค์ ๑ ๚

เจ้าอุปราชสุทธิสารมีบุตรชาย ๗ องค์ ชื่อเจ้าราชภัยองค์ ๑ เจ้ามุดไตองค์ ๑ เจ้าคำม้าวองค์ ๑ เจ้าศรีวิไชยองค์ ๑ เจ้าคำแก่นองค์ ๑ เจ้าคำบัวองค์ ๑ เจ้าคำสิงองค์ ๑ ๚

เจ้าราชวงษ์อภัยมีบุตรชาย ๔ องค์ ชื่อเจ้าสุริยวงษ์องค์ ๑ เจ้าคำปานองค์ ๑ เจ้าไชยองค์ ๑ เจ้าคำสุกองค์ ๑ มีบุตรหญิง ๔ องค์ ชื่อเจ้าคำป้ององค์ ๑ เจ้าคำแว่นองค์ ๑ เจ้าบัวแก้วองค์ ๑ เจ้าคำผิวองค์ ๑ ๚

เจ้าไชยราชมีบุตรชายองค์ ๑ ชื่อเจ้าคำ เจ้าช้างมีบุตรชาย ๒ องค์ ชื่อเจ้าคำพันองค์ ๑ เจ้าคำตันองค์ ๑ ๚

ลุปีมะโรงศักราช ๑๑๘๒ (พ.ศ. ๒๓๖๓) เมืองแฉวนหวีฟ้าสิบสองปันนาลื้อ เจ้ามหาน้อยเจ้ามหาวังเกิดวิวาทรบกัน เจ้ามหาน้อยหนีลงมาพึ่งเมืองหลวงพระบาง ขอกองทัพเจ้าหลวงพระบาง มังธาตุราช ขึ้นไปตีเมืองแฉวนหวีฟ้าปันนา เจ้าเมืองหลวงพระบางแต่งให้อุปราชสุทธิสารเปนแม่ทัพ แลเจ้าอุ่นแก้วเสนาบดีหลายคนคุมพลทหารยกขึ้นไปตั้งอยู่เมืองปูนเหนือ เจ้าอุปราชจึงแต่งให้พระยาเชียงใต้ พระยาเชียงเหนือ คุมพลทหารยกขึ้นไปตีเมืองล่า เมืองพง เมืองบาน เมืองขอน เมืองนูน เมืองเชียงฟ้า ได้หลายหัวเมือง ครั้นทีหลังเจ้ามหาวังเมืองเชียงรุ้ง เกณฑ์พลทหารมาต่อรบเปนสามารถ พระยาเมืองขอนเมืองนูนต้องปืนถึงแก่กรรมในที่รบ เจ้ามหาวังจับได้พระยาเชียงใต้ พระยาเชียงเหนือ เมืองหลวงพระยาบางขึ้นไปเมืองเชียงรุ้ง พวกเมืองหลวงพระบางก็แตกหนีกลับคืนมาเมืองปูนเหนือ ๚

เทพยเจ้าบังเอินให้ฟ้าผ่าหอรบเจ้าอุปราช ฝ่ายเมืองเชียงรุ้งเล่าบังเอินให้เกิดไฟขึ้นไหม้เมืองหมด ด้วยเทพยเจ้าทั้งปวงนิยมให้เห็นอยัมภทันตา เดิมแต่ก่อนเมืองหลวงพระบาง กับเมืองแฉวนหวีฟ้าสิบสองปันนาลื้อ เปนบ้านพี่เมืองน้องได้สาบาลความสัตย์ได้แก่กันไว้ทั้ง ๒ ฝ่ายว่า ถ้าข้างใดยกพลทหารการศึกมาตีก่อน ให้ข้างนั้นต้องด้วยคำสาบาล ครั้งนั้นเจ้าเมืองหลวงพระบางมังธาตุราชหาตั้งอยู่ตามคำสาบาลเดิมนั้นไม่ เกณฑ์กองทัพขึ้นไปต่อรบก่อน เทพยเจ้าจึงอาเภทให้เห็นประหลาดเปนนิมิตร เจ้าอุปราชจึงส่งเจ้ามหาน้อยขึ้นไปเมืองฮ่อ แล้วก็เลิกทัพกลับลงมาเมืองหลวงพระบาง ๚

ครั้นลุปีชวดศักราช ๑๑๙๐ (พ.ศ. ๒๓๗๑ ในรัชกาลที่ ๓) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาททรงพระดำรัสตรัสโปรดเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมให้พระยาพิไชยขึ้นไปคุมเอาตัวเจ้าอุปราชสุลงมา ด้วยต้องพระราชดำริห์ว่า เจ้าอุปราชสุป้องกันปกปิดครอบครัวเมืองเวียงจันท์ไว้[15]มิได้เกรงกลัวพระบารมี ขณะเมื่อพระยาพิไชยจะขึ้นไปคุมเอาตัวเจ้าอุปราชสุลงมาในกรุงนั้น เทพนิยมบังเอินให้เห็นประหลาดเปนนิมิตร พระประธานวัดสุวรรณภูมิ น้ำพระเนตรเปนโลหิตไหลลงจนพระนาภี พระพุทธรูปในวงพระเจดีย์วัดพระธาตุ ก็กระเด็นตกลงมาคว่ำพระภักตร์อยู่เหนือน่าปัถพี เจ้าอุปราชต้องกักขังอยู่จนถึงแก่อนิจกรรมในกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงชุบเลี้ยงเจ้าราชวงษ์อภัยให้เปนเจ้าอุปราช เจ้าราชบุตรเสิมให้เปนเจ้าราชวงษ์ เจ้าจันทราชให้เปนเจ้าราชบุตร ๚

ครั้นลุปีฉลูศักราช ๑๑๙๑ (พ.ศ. ๒๓๗๒) เจ้ามหาวังเมืองแฉวนหวีฟ้าสิบสองปันนาลื้อ คิดพยาบาทจะแก้แค้นตอบแทนเมืองหลวงพระบาง จึงเกณฑ์พลทหารลงมาตีหัวเมืองปลายเขตรปลายแดนเมืองหลวงพระบาง เจ้าเมืองหลวงพระบางมังธาตุราช จึงแต่งเจ้าอุปราชอภัยเปนแม่ทัพ แลเจ้าอุ่นแก้ว เสนาบดีหลายคน คุมพลทหารยกขึ้นไปต่อรบกันเปนสามารถ ได้ประมาณสิบสี่สิบห้าวัน กองทัพมหาวังทนฝีมือมิได้ ก็เลิกทัพกลับไปเมืองเชียงรุ้ง เจ้าอุปราชอภัยก็เลิกทัพกลับลงมาเมืองหลวงพระบาง ๚

ลุปีมแมศักราช ๑๑๙๗ (พ.ศ. ๒๓๗๘) เจ้าพระยาธรมาเปนแม่ทัพ คุมไพร่พลยกขึ้นไปเมืองหลวงพระบาง แล้วจึงแต่งให้เจ้าอุปราชอภัยเปนแม่ทัพ แลเสนาบดีหลายคนยกขึ้นไปเมืองพวน กับแต่งให้เจ้าอุ่นแก้วเปนแม่ทัพ แลเจ้าชนะไชย เจ้าแก่นคำ เจ้าคำปาน พระยาเพี้ยแสนท้าวขุนหลายคน ยกขึ้นไปตีเมืองแถง ได้พวกทรงดำลงมาไว้เมืองหลวงพระบาง[16]

ลุปีชวดศักราช ๑๑๙๘ (พ.ศ. ๒๓๗๙) เจ้าเมืองหลวงพระบางมังธาตุราช อยู่ในราชสมบัติ ๒๐ ปี พระชนม์ได้ ๖๔ ก็ถึงแก่พิราไลย สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระดำรัสแต่งให้ปลัดวังคุมของไทยทานขึ้นไป มีผ้า ๓๐ ไตร ร่มกระดาษ ๒๐๐ คัน พัดหางปลา ๒๐๐ เล่ม กระดาษฟาง ๒๐๐ ม้วน เครื่องเขียนสีต่าง ๆ ๑๐๐ ห่อ น้ำตาลทรายหนัก ๒ หาบ เงิน ๔๐๐ เฟื้อง ทองอังกฤษ ๒๐๐ ม้วน ในการฌาปนกิจ ๚

ครั้นเสร็จการปลงศพเจ้าหลวงพระบางมังธาตุราชแล้ว เจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ จึงแต่งให้เจ้าอุ่นแก้วถือหนังสือกับคุมเอาต้นดอกไม้ทองเงิน เครื่องราชบรรณาการลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว จึงทรงชุบเลี้ยงเจ้าอุ่นแก้วให้เปนราชวงษ์ขึ้นไปอยู่รักษาเมือง ให้เจ้าอุปราชอภัย เจ้าราชวงษ์เสิมลงไปเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ๚

ในขณะนั้นเมืองหืบ เมืองด่อย เมืองดวน พร้อมกันคิดขบถต่อเมืองหลวงพระบาง เจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์ จึงแต่งให้เสนาบดีคุมไพร่พลยกขึ้นไปตี เมืองหืบ เมืองด่อย เมืองดวน ได้พวกทรงดำส่งลงมาเมืองหลวงพระบาง เจ้าอุปราช เจ้าราชวงษ์จึงแต่งให้พระยาศรีมหานามคุมลงมาถวาย ๚

ครั้งนั้นเจ้าอุปราชอภัยกับเจ้าราชวงษ์เสิมวิวาทกัน ต่างลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท เมื่อปีจอศักราช ๑๒๐๐ (พ.ศ. ๒๓๘๑) เจ้าราชวงษ์เสิมนั้น คุมพวกทรงดำลงมาถวายในครั้งนั้นด้วย ข้อความเจ้าอุปราชอภัย กับเจ้าราชวงษ์เสิมเกี่ยงข้องกันนั้น เปนใจความว่า เจ้าอุปราชอภัย แต่งให้ท้าวคำพันไปเมืองญวน ๚

ครั้นลุปีกุญศักราช ๑๒๐๑ (พ.ศ. ๒๓๘๒) สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงชุบเลี้ยงเจ้าราชวงษ์เสิมให้เปนเจ้าเมืองหลวงพระบาง เลื่อนเจ้าอุปราชให้เปนเจ้าอภัยสุริยวงษา เจ้าราชวงษ์อุ่นแก้วให้เปนเจ้าอุปราช เจ้าราชบุตรจันทราชให้เปนเจ้าราชวงษ์ เจ้าแก่นคำ บุตรเจ้าอุปราชให้เปนเจ้าราชบุตร ๚

ขณะเมื่อเจ้าอุปราชอภัยจะถอยยศลงเปนเจ้าอภัยสุริยวงษา แลเจ้าราชวงษ์เสิมจะได้เปนเจ้าเมืองหลวงพระบางนั้น เทพยเจ้าบังเอินให้เห็นประหลาดเปนนิมิตร พระประธานวัดภูเหมือดโลหิตไหลออกใต้รักแร้ลงมาจนพระแท่น วัดสุวรรณภูมิ์เหงื่อก็ไหลออกตามเสาทุกเสาทั่วอารามเหมือนดังตักน้ำรด ต้นพระศรีมหาโพธิวัดโพนไชยโลหิตก็ไหลลงจนถึงพสุธา อนึ่งหินผาแท่งใหญ่ประมาณ ๔ อ้อม สูงประมาณ ๕ ศอกเศษ เคลื่อนออกจากที่ตกลงน้ำไป อนึ่งหินศิลาอยู่กลางไร่พวกบ้านปากหลิ่งใหญ่ประมาณ ๓ อ้อม สูงประมาณ ๓ ศอกเศษ ราษฎรปลูกเข้าล้อมไว้ หินศิลาลูกนั้นบังเอินให้เลื่อนลงมาอยู่นอกไร่ แต่ต้นเข้าที่ล้อมไว้นั้นหาเปนอันตรายไม่ อนึ่งครกตำเข้าอยู่บ้านช้างฆ้องลูกหนึ่งอยู่ข้างบน ลูกหนึ่งอยู่ข้างล่างลูกที่อยู่ข้างล่างกลิ้งขึ้นไปโดนเอาลูกที่อยู่ข้างบนกลิ้งลงมา เทพยเจ้าอาเภทให้เห็นประหลาดเปนนิมิตรดังนี้ ๚

ครั้นเจ้าอภัยสุริยวงษาขึ้นไปถึงท่าปากลายแล้ว ก็กลับหนีลงไปอยู่เมืองเชียงคาน เจ้าเมืองหลวงพระบางเสิมจึงแต่งให้พระยาเมืองขวา พระยาตีนแท่น พระยาหมื่นน่า ลงไปจับเอาเจ้าสุริยวงษาใส่ตรวนคุมขึ้นไปเมืองหลวงพระบาง เจ้าเมืองหลวงพระบางจึงแต่งเจ้าราชวงษ์จันทร์กับเจ้าโพธิสาร คุมเอาเจ้าอภัยสุริยวงษาลงมาถวายเจ้าอภัยสุริยวงษาก็ถึงแก่อสัญกรรมไปในกรุงเทพมหานคร ๚

เจ้าเมืองหลวงพระบางเสิมมีบุตรชาย ๖ องค์ ชื่อเจ้าคำเง้าองค์ ๑ เจ้าบุญเพ็ชองค์ ๑ เจ้าพรหมจักรองค์ ๑ เจ้าคำแสงองค์ ๑ เจ้าพรหมาองค์ ๑ เจ้าอินทจักรองค์ ๑ มีบุตรหญิง ๘ องค์ ชื่อเจ้ากัลยาองค์ ๑ เจ้าคำอ้นองค์ ๑ เจ้าบุดดีองค์ ๑ เจ้าบับภาองค์ ๑ เจ้าคำษรองค์ ๑ เจ้าคำสีองค์ ๑ เจ้าอุ่นคำองค์ ๑ เจ้าโสมสีองค์ ๑ ๚

เจ้าอุปราชอุ่นแก้วมีบุตรชาย ๔ องค์ ชื่อเจ้าสิวิษาองค์ ๑ เจ้าสุวรรณพรหมาองค์ ๑ เจ้าทองคำองค์ ๑ เจ้าคำมาองค์ ๑ มีบุตรหญิง ๓ องค์ ชื่อเจ้าสุพรรณองค์ ๑ เจ้าปิ่นคำองค์ ๑ เจ้าคำซาวองค์ ๑ ๚

เจ้าราชบุตรแก่นคำมีบุตรชาย ๗ องค์ ชื่อเจ้าคำเหล็กองค์ ๑ เจ้าคำเพ็งองค์ ๑ เจ้าพรหมาองค์ ๑ เจ้าคำย่นองค์ ๑ เจ้าคำสนองค์ ๑ เจ้าเสิมองค์ ๑ เจ้าขอดแก้วองค์ ๑ มีบุตรหญิง ๖ องค์ ชื่อเจ้าทองดีองค์ ๑ เจ้าคำด้วงองค์ ๑ เจ้าคำหล้าองค์ ๑ เจ้าคำตือองค์ ๑ เจ้าคำซาวองค์ ๑ เจ้าหนูจีนองค์ ๑ ๚

ลุปีวอกศักราช ๑๒๑๐ (พ.ศ. ๒๓๙๑) เจ้าหน่อคำ เจ้ามหาไชยงาดำ ยกกองทัพมาตีเจ้าอุปราชามหาไชยเมืองเชียงรุ้ง ได้รบกันเปนสามารถ ขณะนั้นเจ้าเมืองหลวงพระบางเสิม ลงไปเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทณกรุงเทพมหานคร ถวายบังคมลากลับขึ้นไปถึงท่าปากลายจึงแต่งให้พระยาเมืองขวาถือหนังสือขึ้นไป ให้เจ้าอุปราชอุ่นแก้วเปนแม่ทัพ เจ้าอุ่นคำ เจ้าสิวิษา เจ้าสุวรรณพรหมา แลเสนาท้าวเพี้ยหลายคนคุมไพร่พลห้าพันเศษยกขึ้นไปตั้งอยู่เมืองไชย ณวันเดือนยี่ ปีวอก เจ้าอุปราชอุ่นแก้ว จึงแต่งให้เจ้าอุ่นคำคุมไพร่พลพันหนึ่งขึ้นไปตั้งอยู่บ้านแพ้ง เจ้าสิวิษาคุมพลพันหนึ่งขึ้นไปตั้งอยู่เมืองเงิน เจ้าสุวรรณพรหมา พระยาจ่าบ้านคุมพล ๘๐๐ เศษขึ้นไปตั้งอยู่เมืองวา พระยาศรีมหาโน พระยานาเหนือคุมพล ๘๐๐ เศษขึ้นไปตั้งอยู่เมืองปูนใต้ แต่บรรดากองทัพตั้งลำดับอยู่ตามหัวเมือง เปนพรมแดนต่อกันกับเมืองแฉวนหวีฟ้าสิบสองปันนาลื้อ ครั้นถึงณเดือนสี่ปีวอกสัมฤทธิศก เจ้าอุปราชาจึงอพยพครอบครัวหนีเข้ามาถึงเมืองไชย เจ้าอุปราชแลนายทัพนายกองทั้งปวง ก็คุมเอาเจ้าอุปราชาครอบครัวลงมาถึงเมืองหลวงพระบางเมื่อเดือนห้าปีวอกสัมฤทธิศก ๚

ลุปีระกาศักราช ๑๒๑๑ (พ.ศ. ๒๓๙๒) เจ้าเมืองหลวงพระบางเสิม จึงแต่งให้เจ้าอุปราชอุ่นแก้ว เจ้าอุ่นคำ เจ้าสิวิษา เจ้าสุวรรณพรหมา เจ้าสุก เจ้าสิง พระยาเชียงใต้ ถือศุภอักษรแลคุมเอาต้นดอกไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการ กับพาเอาเจ้าอุปราชาลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ณกรุงเทพมหานคร ๚

ลุปีจอศักราช ๑๒๑๒ (พ. ศ. ๒๓๙๓) ณเดือน ๑๐ เจ้าหลวงพระบางเสิมก็ถึงแก่พิราไลยณเมืองหลวงพระบาง ครั้นณวันเดือนอ้ายแรมสามค่ำ เจ้าอุปราชอุ่นแก้วก็ถึงแก่อนิจกรรม ณกรุงเทพมหานคร ในปีจอโทศกทั้ง ๒ องค์ ๚

ลุปีกุญศักราช ๑๒๑๓ (พ.ศ. ๒๓๙๔ ในรัชกาลที่ ๔) เดือน ๑๐ ข้างขึ้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้เจ้าอุปราชา เจ้าสุวรรณพรหมา ขึ้นไปเมืองหลวงพระบาง ครั้นเจ้าราชวงษ์จันทราชจะลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทจึงพาเอาอุปราชาลงมาด้วย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดตั้งเจ้าราชวงษ์จันท์ให้เปนเจ้าเมืองหลวงพระบางเจ้าอุ่นคำให้เปนเจ้าอุปราช เจ้าบัวคำให้เปนเจ้าราชวงษ์ แล้วจึงมีพระราชดำรัสสั่งให้พาเจ้าอุปราชาเมืองเชียงรุ้งขึ้นไปเมืองหลวงพระบาง ครั้นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท เสด็จเปนแม่ทัพคุมพลทหารในกรุงนอกกรุงยกขึ้นไปตีเมืองเชียงตุง เจ้าเมืองหลวงพระบางจึงแต่งให้อุปราช เจ้าราชวงษ์ เจ้าคำม้าว เจ้าสิวิษา เจ้าอุปราชา เจ้านายบุตรหลานเสนาบดีหลายคน คุมพลทหารสามพัน ขึ้นไปตามเสด็จพระเจ้าน้องยาเธอ ฯ ตีเมืองเชียงตุง เจ้าสิวิษาก็ต้องปืนถึงแก่กรรมในที่รบ ครั้นเลิกทัพกลับมาเจ้าคำม้าวก็หายไป ครั้งนั้นเจ้าอุปราชาก็เลยตามเสด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ลงมายังกรุงเทพ มหานคร ๚

ลุปีขาลศักราช ๑๒๑๖ (พ. ศ. ๒๓๙๗) นายเชียงจำปาเมืองหลวงพระบาง ท้าวบุญคง ท้าวอินทร์เมืองน่าน พวกเมืองเชียงตุงจับได้ไปแต่เมื่อปีฉลูเบญจศก หนีลงมาแจ้งความต่อเมืองหลวงพระบางเมืองน่าน ว่าพม่าจะยกกองทัพมาตีเมืองหลวงพระบางแสนหนึ่ง จะมาตีเมืองเชียงใหม่สองแสน เมืองหลวงพระบาง เมืองน่าน จึงมีหนังสือบอกลงมายังกรุงเทพมหานคร เจ้าพระยาสมุหนายกนำขึ้นกราบบังคมทูลแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้ว ไม่ทรงไว้พระไทย ครั้นถึงเดือนอ้ายข้างขึ้นในปีขาลฉศกนั้น จึงมีพระบรมราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาทเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ให้พระยาสีหราชเดโชไชย พระยาราช วรานุกูล คุมไพร่พลในกรุงนอกกรุงสองพันเศษ ยกขึ้นไปเมืองหลวงพระบาง กับพาเอาเจ้าอุปราชาเมืองเชียงรุ้ง เจ้าพรหมาเมืองหลวงพระบางขึ้นไปด้วย ครั้นพระยาสีหราชเดโชไชย พระยาราชวรานุกูล พาเอาเจ้าอุปราชาขี่ช้างเดินทัพขึ้นไปถึงศาลเจ้าเมืองน่าน ใต้เมืองหลวงพระบางระยะทาง ๒ คืน เจ้าอุปราชาไม่ลงช้างคำนับศาลเจ้าเทพารักษ์เจ้าสิงสู่เอาเจ้าอุปราชาข้ามลงทางศีศะช้าง หนีเข้าป่าไป พระยาราชวรานุกูลมีบัญชาแต่งให้ท้าวเพี้ยเมืองหลวงพระบาง แลนายทัพนายกองคุมไพร่เที่ยวค้นหาเจ้าอุปราชาตามในป่าถึง ๑๔ วัน ๑๕ วัน จึงได้เจ้าอุปราชาคืนมา เจ้าอุปราชาไม่ได้สติสมประดี ไม่ได้รับประทานเข้าถึง ๑๔ วัน ๑๕ วัน ดูหน้าตาแลร่างกายของเจ้าอุปราชาเหลืองเหมือนกับคนทาขมิ้น เสนาท้าวเพี้ยจึงพร้อมกันแต่งขันษมาโทษไปไถ่แก่เทพารักษ์ตามธรรมเนียมแล้ว เจ้าอุปราชาจึงได้สติสมประดี พระยาสีหราชเดโชไชย พระยาราชวรานุกูล ขึ้นไปถึงเมืองหลวงพระบางเดือน ๔ ข้างขึ้น พักทัพตั้งค่ายอยู่ใต้วัดพระมหาธาตุศรีธรรมอโศกราชแล้วพระยาสีหราชเดโชไชย จึงคุมเอาพลทหารขึ้นไปตั้งค่ายอยู่คกจองใต้ปากแม่น้ำเชืองแห่งหนึ่ง ขึ้นไปตั้งค่ายเหนือบ้านราชหาญแห่งหนึ่ง ๚

ลุปีมโรงศักราช ๑๒๑๘ (พ.ศ. ๒๓๙๙) ณวันเดือน ๖ พระยาสีหราชเดโชไชย พระยาราชวรานุกูล ก็พาเอาเจ้าอุปราชาไพร่พลเลิกทัพกลับลงมายังกรุงเทพพระมหานคร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงเจ้าอุปราชาเมืองเชียงรุ้ง พระราชทานนามสัญญาบัตร ทรงโปรดให้เปนเจ้ามหาอุปราชา พระราชทานพานหมากทองคำ เครื่องในทองคำ คนโททองคำ กระโถนทองคำ สัประทนอัดตลัด แลพระราชทานเสื้อผ้าตามสมควร เปนเครื่องยศบันดาศักดิ์ แล้วโปรดให้พระยาราชพินิจจัยเชิญศุภอักษรกับพาเอาเจ้ามหาอุปราชาขึ้นไปส่งถึงเมืองหลวงพระบาง ณวันเดือน ๔ ปีมโรงอัฐศก ใจความในศุภอักษรนั้นโปรดเกล้า ฯ ว่า ให้เจ้าเมืองหลวงพระบาง มีบัญชาแต่งให้เสนาบดีผู้มีสติปัญญาสมควรแก่ราชการพาเอาเจ้ามหาอุปราชาแลมารดาญาติพี่น้อง ท้าวพระยาครอบครัวขึ้นไปส่งถึงเมืองเชียงรุ้ง อนึ่งท้าวพระยาครอบครัวผู้ใดจะสมัคอยู่กับเมืองหลวงพระบางก็ให้อยู่ พวกใดจะสมัคกลับคืนไปบ้านเมืองก็ให้เจ้าเมืองหลวงพระบางมีบัญชาสั่งเสนาบดีจัดส่งขึ้นไปตามเจ้ามหาอุปราชา อย่าให้เจ้าเมืองหลวงพระบางมีความเสียใจ อย่าเสียดายแก่เงินทองสิ่งของเล็กน้อยเลย เจ้าเมืองหลวงพระบางก็กราบถวายบังคมรับพระบรมราชโองการใส่เหนือเกล้า ฯ พระยาราชพินิจจัยเห็นราชการเรียบร้อยแล้วเดือน ๕ ข้างแรมก็พาเอาไพร่พลกลับคืนลงมายังกรุงเทพมหานคร ๚

ครั้นถึงเดือน ๖ ปีมเสงนพศก ศักราช ๑๒๑๙ (พ.ศ. ๒๔๐๐) เจ้าเมืองหลวงพระบาง จึงสั่งให้พระยาศรีมหานามตาแสงเชียงรุ้ง พาเอาเจ้ามหาอุปราชา แลมารดาญาติพี่น้องท้าวพระยาครอบครัวขึ้นไปส่ง ครั้นไปถึงเมืองปูใต้ เจ้านางแว่น ๑ เจ้านางสนทลา ๑ พี่สาวน้องหญิงของเจ้ามหาอุปราชาก็ถึงแก่กรรมตายทั้ง ๒ คน เจ้ามหาอุปราชาจึงให้พระปรีมหานามตาแสงเมืองฮูนพักอยู่เมืองปูนเหนือ เจ้ามหาอุปราชาก็พาเอามารดาท้าวพระยาครอบครัวทั้งปวงขึ้นไปเมืองเชียงรุ้ง แล้วเจ้ามหาอุปราชากับมหาไชย เกิดอริวิวาทรบพุ่งกันในปีมเสงนพศกนั้น มหาไชยจึงอพยพครอบครัวเมืองพง หนีเข้ามาพึ่งเมืองหลวงพระบางพำนักอาไศรยอยู่เมืองไชย แล้วมหาไชยเกณฑ์เอากองทัพกลับคืนไปตีเมืองเชียงรุ้ง จับได้เจ้ามหาอุปราชาเอาไปสำเร็จโทษเสียแล้ว มหาไชยยกขึ้นไปตีเมืองแจ่ ได้ทำสงครามแก่กันเปนสามารถ มหาไชยต้องปืนพวกเมืองแจ่ถึงแก่กรรมในที่รบ นายยงบุตรมหาไชยแลท้าวพระยานายทัพนายกอง ก็พากันแตกกระจัดพลัดพรายลงมาเมืองไชย เจ้าเมืองหลวงพระบางจึงสั่งให้พระยาเมืองซ้าย พระเชียงใต้คุมเอาไพร่พลยกขึ้นไปตั้งอยู่เมืองไชย เมืองอ่าย ประจำรักษาเขตรแดน ๚

ลุปีวอกศักราช ๑๒๒๓ (พ.ศ. ๒๔๐๔) เดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ นายยงบุตรมหาไชยแต่งให้นางอกคำมารดาเลี้ยง ลงมาเมืองหลวงพระบาง แล้วนายยงก็พาเอาท้าวพระยาไพร่พลคิดการขบถ ตีทัพพระยาเมืองซ้าย พระยาเชียงใต้ ที่ตั้งอยู่เมืองไชย เมืองอ่าย แตกกระจัดพลัดพราย แล้วก็อพยพกวาดเอาครอบครัวหนีขึ้นไปเมืองพง เจ้าเมืองหลวงพระบางจันทร์จึงสั่งให้เจ้าราชวงษ์คำบัว เจ้าราชบุตรแก่นคำ เจ้าพรมหา คุมเอาไพร่พลยกขึ้นไปตามนายยงแลท้าวพระยาครอบครัวหาทันไม่ ก็พากันเลิกทัพกลับลงมาเมืองหลวงพระบาง ๚

ลุปีระกาศักราช ๑๒๒๔ (พ.ศ. ๒๔๐๕) ณวันอาทิตย์ เดือน ๑๐ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เจ้าเมืองหลวงพระบางจันทร์รำฦกถึงพระเดชพระคุณพระบารมีแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงจัดได้เจ้าโฉมศรีบุตรเจ้าเมืองหลวงเสิม กับช้างทายล่าวช้างหนึ่ง แลต้นดอกไม้ทองเงินสิ่งของมงคลเครื่องราชบรรณาการ ลงมาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ๚

ครั้นถึงเดือน ๒ ขึ้น ๘ ค่ำ ในปีรกาตรีศกนั้น ตาแสงเมืองไชยมีหนังสือบอกลงมายังเสนาบดี ในเมืองหลวงพระบางว่า นายยงบุตรมหาไชยเมืองพง กับพระยาพระวิชา แลพระยากบิลยักษ์คุมเอาไพร่พลเมืองล่าเมืองพงยาเข้ามาตั้งค่ายอยู่บ้านนาหินเมืองไชยบอกว่าจะมากวาดเอาครัวพระยาไชยวงษ์เมืองล่า กับตัวเจ้าไชยวงษ์ขึ้นไปเมืองล่าเมืองพง เสนาบดีได้นำหนังสือขึ้นเฝ้าเจ้าอุปราชอุ่นคำผู้อยู่รักษาเมืองทราบแล้ว ไม่ไว้ใจแก่ราชการ จึงแต่งให้พระยาเมืองขวา พระยาศรีมหาโน เพี้ยจ่าหมื่นคุมไพร่พล ๙๐๐ เศษยกขึ้นไปน้ำบากน้ำอูทางหนึ่ง แล้วให้เจ้าพรหมาเปนทัพน่า เจ้าคำปานเปนทัพหลัง ยกขึ้นไปเมืองงานาคะให้ถึงเมืองไชยทางหนึ่ง ให้เจ้าราชวงษ์คำบัว เปนแม่ทัพยกขึ้นไปตั้งอยู่ราชหาญทัพหนึ่ง พระยาเมืองขวา พระยาศรีมหาโน เพี้ยจ่าหมื่น ได้รบทัพนายยงวัน ๑ พระยาเมืองขวา พระยาศรีมหาโน เพี้ยจ่าหมื่น ก็ล่าทัพหนีลงมาทางราชลืมเชียงดาหัวแม่น้ำงำ เจ้าพรหมา เจ้าคำปาน ยกขึ้นไปถึงบ้านเทียวเมืองไชย ได้รบทัพหลวงนายยงเวลา ๑ พอพลบค่ำสิ้นแสงอัษฎงค์ ดึกประมาณ ๓ ยามเศษ นายยงก็พาเอาท้าวพระยาไพร่พลเลิกทัพหนีไปทั้งกลางวันกลางคืนมิได้หยุด เจ้าพรหมา เจ้าคำปาน จึงแต่งให้พระยาศรีวรวงษ์ เมืองไชย เพี้ยคำชมภู นายอาสาคุมพล ๘๐๐ เศษ ตามนายยงขึ้นไปถึงเมืองปูนเหนือหาทันนายยงไม่ ครั้นถึงณวันเดือน ๖ ปีจอ จัตวาศก (ศักราช ๑๒๒๔ พ.ศ. ๒๔๐๕) เจ้าพรหมา เจ้าคำปานก็เลิกทัพกลับลงมาเมืองหลวงพระบาง แต่นายยงยกกองทัพเข้ามาตีเขตรแดนเมืองหลวงพระบางครั้งนั้น เจ้าเมืองหลวงพระบางลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทณกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงพระราชทานสัญญาบัตรเพิ่มยศขึ้น ให้เปนพระเจ้าจันทรเทพประภาคุณศุภสุนทรธรรมธาดาพระเจ้านครหลวงพระบาง แล้วก็กราบถวายบังคมลาพาเอาเจ้านายบุตรหลานกลับขึ้นไป ๚

พระเจ้าเมืองหลวงพระบางจันทร์มีบุตรชาย ๔ องค์ ชื่อเจ้าสุวรรณองค์ ๑ เจ้าคำบัวองค์ ๑ เจ้าคำแสงองค์ ๑ เจ้ากัญญาองค์ ๑ มีบุตรหญิง ๗ องค์ ชื่อเจ้าคำป่ององค์ ๑ เจ้าคำด้วงองค์ ๑ เจ้าคำแว่นองค์ ๑ เจ้าคำผุยองค์ ๑ เจ้าทองดีองค์ ๑ เจ้าโสภาองค์ ๑ เจ้าคำอ้นองค์ ๑ ๚

เจ้าอุปราชอุ่นคำมีบุตรชาย ๒ องค์ ชื่อเจ้าคำสุกองค์ ๑ เจ้าศรีสุพรรณองค์ ๑ มีบุตรหญิง ๔ องค์ ชื่อเจ้าหนูคิ้มองค์ ๑ เจ้าหนูคำองค์ ๑ เจ้าคำหลาองค์ ๑ เจ้าอ่อนแก้วองค์ ๑ ๚

เจ้าราชวงษ์คำบัวมีบุตรชาย ๗ องค์ ชื่อเจ้าพรหมาองค์ ๑ เจ้าสุวรรณคำองค์ ๑ เจ้าคำดูองค์ ๑ เจ้าสุวรรณองค์ ๑ เจ้าดวงจันทร์องค์ ๑ เจ้าคำตันองค์ ๑ เจ้าคำอุ่นองค์ ๑ มีบุตรหญิง ๕ องค์ ชื่อเจ้าบุดดีองค์ ๑ เจ้าคำชาวองค์ ๑ เจ้าขนคำองค์ ๑ เจ้าทองวันองค์ ๑ เจ้าจันทสมุทองค์ ๑ ๚

พระเจ้าจันทรเพทประภาคุณเจ้าเมืองหลวงพระบางอยู่ในสมบัติ ๑๙ ปี ชนมายุ ๗๑ ถึงแก่พิราไลย (ในรัชกาลที่ ๕) เมื่อ ณวันพุฒเดือน ๙ แรม ๑๒ ค่ำ ปีมเมีย ศักราช ๑๒๓๒ (พ.ศ. ๒๔๑๔) ๚

สิ้นฉบับเดิมเท่านี้

  1. ในพงษาวดารล้านช้างว่า ขุนลอสร้างเมืองชะวา คือเมืองหลวงพระบาง ท้าวยี่ผาล้านสร้างเมืองหนองแส ท้าวไผสง (ตรงกับไชยพงษ์) สร้างเมืองลานนา (เชียงใหม่) ท้าวสามจุสงสร้างเมืองญวนแกว ท้าวงัวอินสร้างเมืองอโยทธยา ท้าวลก กรมสร้างคำเถิดท้าวผอสาม (ตรงกับเจตเจือง) สร้างเมืองเชียงขวางในเขตรพวน
  2. ที่เรียกเมืองบัวชุม หมายว่าเมืองญวนนั้นเอง
  3. ในพงษาวดารเชียงใหม่ ว่าพระเจ้าตาขอไปเลี้ยงไว้เชียงใหม่แต่เล็ก จึงได้ครองเมืองเชียงใหม่
  4. ในพงษาวดารล้านช้างว่า ท้าวโพธิสารพิราไลย ปีมแมจุลศักราช ๙๐๙
  5. คือพระธาตุพนม ที่เมืองนครพนม
  6. บางฉบับเรียก พระหน่อเมือง
  7. ในฉบับอื่นเรียก พระไชยองค์แวบ้าง องค์เว้บ้าง
  8. เจ้านันทราชนี้ในบางฉบับว่า เจ้านครเมืองน่าน เห็นจะสมจริง ถ้าเปนเจ้าปุเห็นจะแก่นัก
  9. ในพระราชพงษาวดารว่าเมื่อปีกุญจุลศักราช ๑๐๕๗ ถวายราชธิดาแก่สมเด็จพระเพทราชาธิราช ขอกองทัพไทยไปช่วยรบเจ้าหลวงพระบาง มีศุภอักษรกรุงศรีอยุทธยาไปห้าม ทั้ง ๒ ฝ่ายก็เลิกรบพุ่งกัน
  10. ในบางฉบับเรียกแต่ว่า เจ้าวงษ์
  11. เรื่องพระวอมีพิศดารในหนังสือพระราชพงษาวดาร ตอนที่แผ่นดินกรุงธนบุรี
  12. ในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า เจ้านครเวียงจันท์บอกมาว่าเจ้าหลวงพระบางไปเข้ากับพม่า รับทูตพม่ามาถึงเมือง จึงโปรดให้ไปตีเมืองหลวงพระบาง
  13. ในหนังสือพระราชพงษาวดารว่าพระราชทานโทษเจ้านครหลวงพระบาง แต่หาปรากฎเหตุที่พระราชทานโทษไม่
  14. เรียกกันเปนสามัญว่า เจ้ามั่ง
  15. คราวปราบอนุเวียงจันท์เปนขบถ
  16. คราวไทยรบกับญวนในรัชกาลที่ ๓