ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 13/เรื่องที่ 2
๏ เท๎วเม ภิก์ขเว ปุค์คลา ทุล์ลภา โลกัส๎มิํ กตเม เท๎ว โย จ ปุพ์พการี โย จ กตัญ์ญูกตเวที อิเมโข ภิก์ขเว เท๎ว ปุค์คลา ทุล์ลภา โลกัส๎มิน์ติ ๚
บัดนี้สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ทรงพระปรารภซึ่งพระบรมญาติที่สวรรคตสิ้นพระชนม์ล่วงไปแล้ว คือกรมพระราชวังบวร ฯ ๓ พระองค์ แลพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว แลกรมหลวง เทพหริรักษ์ กรมหลวงพิทักษมนตรี กรมขุนอิศรานุรักษ์ กรมขุน อนัคฆนารี ๘ พระองค์นี้ ให้เปนอารัมมณูปัตติเหตุ จึงได้ทรงบำเพ็ญ พระราชกุศลมีทานมัยเปนต้น ทรงอุทิศกัลปนาผลให้เปนบุพพเปตพลี ทักขิณานุปปทานส่วนญาติสงเคราะห์ครั้งนี้ ตามสมควรแก่ประฏิบัติ ของโบราณบัณฑิตย์ในวงษ์กรรมวาทีกิริยวาที
ข้อที่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ทรงบำเพ็ญพระราช กุศลญาติสังคหะนี้ ก็สำเร็จด้วยอำนาจพระปัญญาบารมีซึ่งทรงพระราชดำริห์ ในพระกตัญญุตา กตเวทิตาคุณสมบัติเปนบุพพภาค จึงได้ทรง พระอุสาหะบำเพ็ญพระราชกุศลบุพพเปตพลีทักขิณานุปปทานส่วนญาติสังคหะดังนี้ บุคคลที่สันดานดีเปนกตัญญูกตเวทีนี้ เปนมนุษรัตน ผู้วิเศษหาได้ด้วยยากยิ่งนักในโลกย์ เพราะเหตุนั้นสมเด็จพระสุคตทศพลเจ้าจึงตรัสเทศนาแก่ภิกษุสงฆ์ดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้วิเศษสองจำพวกนี้เปนบุคคลหาได้ด้วยยากในโลกย์ บุคคล สองจำพวกนั้นเปนไฉน บุคคลใดได้ทำอุปการคุณไว้แก่ผู้อื่นก่อน คือสงเคราะห์ด้วยสั่งสอนให้รู้ศิลปสาตรแลวิชาต่าง ๆ ก็ดี ฤๅให้ เรือกสวนไร่นาทรัพย์สมบัติพัศดุสิ่งของใด ๆ ก็ดี ฤๅสร้างพระนคร ตามสถานที่พักที่อาไศรยใด ๆ ก็ดี ให้เปนประโยชน์แก่ญาติสาโลหิต แลประชุมชนซึ่งเกิดในภายหลัง บุคคลผู้นี้ชื่อว่าบุพพการี ทำอุปการ คุณไว้แก่ผู้อื่น เปนผู้วิเศษหาได้ด้วยยากในโลกย์ บุคคลผู้ใดได้รู้ อุปการคุณที่ท่านได้ทำไว้แล้วแก่ตนว่าท่านผู้นี้มีคุณแก่เรา ก็สนอง คุณแทนคุณท่านให้ประชุมชนได้เห็นชัด ส่อแสดงซึ่งคุณสมบัติของตน ให้ปรากฏ บุคคลผู้นี้ชื่อว่า กตัญญูกตเวที รู้คุณแทนคุณท่านให้ ปรากฏแก่มหาชน เปนผู้วิเศษหาได้ด้วยยากในโลกย์ บุคคลผู้ วิเศษสองจำพวก คือบุพการีแลกตัญญูกตเวทีนี้ สมเด็จพระผู้ ทรงพระภาคย์ ทรงตรัสสรรเสริญว่าเปนผู้วิเศษหาได้ด้วยยากยิ่งนัก ในโลกย์ด้วยประการฉนี้ เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมประกอบไปด้วย อวิชชาแลตัณหากล้าหนานักในสันดาน มุ่งหาแต่ประโยชน์ตนภาย เดียว ไม่เหลียวแลดูผู้อื่นเลยโดยมาก อนึ่งนรชาติใดมารฦกถึง อุปการคุณของบุญกุศลที่ตนได้ทำไว้แล้ว ว่ามีคุณใหญ่ยิ่งมากนัก นำเอาศุขสมบัติมาให้ตามประสงค์ได้ทุกอย่าง ประหนึ่งขุมทรัพย์อันประเสริฐ ก็ไม่ประมาทแทนคุณบุญกุศลนั้น คือก่อสร้างบำเพ็ญให้ทวียิ่ง ๆ ขึ้นไป นรชาตินี้ก็ชื่อว่ากตัญญูกตเวที รู้คุณแทนคุณ ของบุญกุศลหาได้ด้วยยากในโลกย์ อนึ่งกตัญญูกตเวทีบุคคลนี้ พระองค์ก็ทรงตรัสสรรเสริญว่าเปนสัปปุรุษตั้งอยู่ในธรรมของสัปปุรุษ ว่า เปนรัตนให้เกิดความยินดีอย่างหนึ่ง ยากที่จะเกิดจะมีขึ้นในโลกย์ ประหนึ่งคชรัตนอัสสรัตนเปนต้น อันหาได้ด้วยยากยิ่งนักฉนั้น อนึ่ง กตัญญูกตเวทิตาคุณนี้ พระองค์ก็ทรงตรัสว่าเปนภูมิของสัปปุรุษแล เปนอปริหานิยธรรม เปนเหตุให้เจริญยิ่ง ๆ แห่งความศุขแลสมบัติ ฝ่ายเดียว ก็ซึ่งสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ดำรงอยู่ใน กตัญญูกตเวทิตาคุณ จึงได้ทรงพระอุสาหบำเพ็ญพระราชกุศลบุพพ เปตพลีญาติสังคหะนี้ ได้ชื่อว่าทรงสถิตย์ในสัปปุริสภูมิแลอปริหา นิยธรรม ควรเปนที่ตั้งแห่งศุภอรรถอิฏฐวิบุลผล ดังพระราช หฤไทยประสงค์ทุกประการ
บัดนี้จะได้รับพระราชทานถวายวิสัชนาในโบราณวงษ์ประวัติ ของกรมพระราชวังบวร ฯ ๓ พระองค์ แลพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวในรัชกาลทั้ง ๔ โดยสังเขป สนองพระเดชพระคุณตามพระราช ประสงค์ เพื่อให้เกิดภาวนามัยกุศลอันพิเศษ คือมรณสติแลอนิจจ สัญญาซึ่งเปนทางพระนฤพาน ก็ในโบราณวงษ์ประวัติของกรมพระ ราชวังบวร ฯ พระองค์ซึ่งเปนปฐมในรัชกาลที่ ๑ นั้น ดำเนินความโดยสังเขปดังนี้ว่า ครั้นเมื่อจุลศักราช ๑๑๔๔ ปีขาลจัตวาศกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติปราบดาภิเศก เปนปฐมบรมมหาราชาธิราชพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ ในสยามรัฐมหาชนบทนี้แล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้า ดำรงในที่อุปราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ให้รับอุปราชาภิเศก ตามโบราณจารีตราชประเพณีกษัตราธิราชเจ้าแต่ก่อนมา ครั้นสมเด็จ พระอนุชาธิราช ได้ดำรงในที่อุปราช กรมพระราชวังบวร ฯ แล้ว จึงมีพระราชบัณฑูรดำรัสสั่งให้สถาปนาพระราชวังขึ้นใหม่ ใกล้บุราณ คามคฤหสถานที่เดิมเปนพระบวรราชวังแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรด เกล้า ฯ ตั้งแต่งเสนามาตย์ราชบริพารให้มียศศักดิฐานันดร ตาม สมควรแก่ความชอบโดยลำดับ ครั้นกาลล่วงมาภายหลัง กรม พระราชวังบวร ฯ ทรงพระราชศรัทธาดำรัสสั่งให้สถาปนาพระอารามขึ้น ใหม่ พระราชทานนามว่าวัดตองปุ อาราธนาพระสงฆ์รามัญมาอยู่ ให้พระมหาสุเมธาจารย์เปนเจ้าอาราม ครั้งหนึ่งพระองค์มีพระราช บัณฑูรดำรัสสั่งให้ปฏิสังขรณ์วัดสลัก ให้ทำพระอุโบสถวิหารการ บุเรียนแลพระมณฑปขึ้นใหม่ แล้วให้ก่อพระเจดีย์บรรจุพระบรม ธาตุไว้ภายในพระมณฑป ก่อพระระเบียงล้อมรอบแล้ว สร้างเสนาศนะ กุฎีฝากระดานถวายพระสงฆ์ แล้วให้ก่อตึกสามหลังถวายพระ วันรัตผู้เจ้าอาวาศ แล้วทรงพระราชทานนามว่าวัดนิพพานาราม ครั้ง หนึ่ง มีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งสมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระ ราชวังบวร ฯ ให้เสด็จไปสถาปนายกพระมณฑปพระพุทธบาท สมเด็จ พระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวร ฯ ก็เสด็จพระราชดำเนินโดยทาง ชลมารควิถี ถึงที่ประทับท่าเจ้าสนุก จึงมีพระราชบัณฑูรดำรัสสั่ง ให้เกณฑ์ข้าราชการขนตัวไม้เครื่อง บนพระมณฑปขึ้นไปยังเขาพระพุทธบาท ส่วนพระองค์ก็ทรงพระอุสาหด้วยกำลังพระราชศรัทธา เสด็จ พระราชดำเนินด้วยพระบาท ทรงยกตัวลำยองเครื่องบนพระมณฑป ตัวหนึ่งด้วยพระหัดถ์ ขึ้นประดิษฐานเหนือพระอังษา ทรงแบกด้วย พระองค์ เสด็จพระราชดำเนินโดยสถลมารถวิถี ให้ตั้งขาหยั่ง แลพลับพลาไว้ณที่ประทับ ครั้นเสด็จถึงก็ทรงวางตั้งตัวไม้ไว้บนขา หยั่ง แล้วเสด็จขึ้นประทับบนพลับพลานั้น ทรงประทับในระหว่าง ๆ อย่างนี้โดยลำดับ จนถึงเขาพระพุทธบาท ด้วยอำนาจกำลังพระ ราชศัรทธาทรงพระอุสาหะ มิได้คิดแก่ลำบากพระกาย ด้วย พระราชประสงค์จะให้เปนพระราชกุศลอันพิเศษไพศาล ครั้นเสด็จ ถึงเขาพระพุทธบาทแล้ว จึงรับสั่งให้นายช่างยกเครื่องบนแลยอด โดยลำดับ ให้จับการลงรักปิดทองประดับกระจกแล้ว ให้ทำ พระมณฑปน้อยกั้นรอยพระพุทธบาท ภายในพระมณฑปใหญ่ เสา ทั้ง ๔ กับทั้งเครื่องบน แลยอดพระมณฑปน้อย ล้วนแผ่ทองคำหุ้ม ทั้งสิ้น การพระมณฑปใหญ่น้อยสำเร็จบริบูรณ์แล้ว ก็เสด็จกลับ ยังกรุงเทพมหานคร ขึ้นเฝ้าสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชเจ้า กราบ ทูลถวายพระราชกุศล ในกาลเมื่อสำเร็จพระมณฑปนั้น จุล ศักราช ๑๑๕๐ ปีวอกสัมฤทธิศก อนึ่งเมื่อกัตติกบุรณมีดิถีเพ็ญเดือน ๑๒ ในปีวอกสัมฤทธิศกนั้น สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชเจ้า ทรงอาราธนา ให้พระสงฆ์ราชาคณะถานานุกรม ปเรียญ อนุจร รวม ๒๑๘ รูป กับ ราชบัณฑิตยาจารย์ ๓๒ คน สันนิบาตประชุมกันในอุโบสถวัดพระศรี สรรเพชดาราม ชำระพระไตรปิฎกซึ่งนับเนื่องเข้าในนวมะสังคายนายนั้น สมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวร ฯ ก็ได้ช่วยสมเด็จพระ บรมเชษฐาธิราชเจ้า เปนสาสนูปถัมภก จนสำเร็จการสังคายนาย นั้น ครั้งหนึ่งสมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวร ฯ เสด็จไป ปราบปรามอริราชไพรี คือ พม่าข้าศึกซึ่งมาล้อมเมืองเชียงใหม่อยู่นั้น ครั้นมีไชยชนะแก่อริราชไพรีแล้ว จึงเสด็จไปประทับณพลับพลาน่าเมืองเชียงใหม่ พระเจ้าเชียงใหม่ออกมาถวายบังคมทูลแถลงกิจ ราชการเสร็จสิ้นทุกประการแล้ว จึงทูลถวายพระพุทธรูปพระสิหิงค์ องค์หนึ่ง พระองค์จึงมีพระราชบัณฑูรดำรัสสั่ง ให้เจ้าพนักงาน เชิญพระพุทธรูปพระสิหิงค์นั้น ขึ้นประดิษฐานบนหลังคชสารกับพระ ไชยนำเสด็จมา ส่วนพระองค์ก็เสด็จพระราชดำเนินทัพหลวงกลับมา ยังกรุงเทพมหานคร
ครั้งหนึ่งสมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวร ฯ พร้อมด้วยมุข มาตยานิกร เสด็จยาตราพยุหทัพหลวงจะไปปราบปรามภุกามประจา มิตร ซึ่งมาย่ำยีเขตรแดนด้านอุตรทิศประเทศเชียงใหม่ ครั้นดำเนิน กองทัพไปถึงเมืองเถิน ก็ทรงประชวรโรคขัดพระบังคนเบาให้มีพิศม์ ร้อน ต้องเสด็จลงแช่อยู่ในชลประเทศ จะเสด็จไปเมืองเชียงใหม่ ก็ยังมิได้ จึงมีพระราชบัณฑูรดำรัสสั่งให้นายทัพนายกองคุมพลนิกร ล่วงไปก่อน ครั้นพระอาการที่ทรงพระประชวรนั้นค่อยคลายแล้ว ก็เสด็จ พระราชดำเนินกองทัพหลวงขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่ ครั้นถึงเมืองเชียง ใหม่แล้วก็ทรงปราบปรามอริราชไพรีให้เรียบร้อยเปนปรกติแล้วก็เสด็จ กลับยังกรุงเทพมหานคร ครั้นถึงอาสาฬหมาศ พระโรคก็กลับกำเริบกล้าขึ้น สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชเจ้า ก็เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมประชวรณพระราชวังบวร ฯ ครั้นถึงกัตติกมาศพุฒวารกาฬปักขดิถีที่ ๔ เพลายามหนึ่งกับ ๕ บาท สมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวร ฯ ก็เสด็จสวรรคตล่วงไป พระองค์ประสูตรเมื่อเดือน ๑๑ ขึ้นค่ำหนึ่งวัน พฤหัศบดี ปีกุญเบญจศก จุลศักราช ๑๑๐๕ ขณะเมื่อรับพระอุปราชา ภิเศกนั้น พระชนม์ได้ ๓๘ พรรษา ได้ดำรงอยู่ในตำแหน่งกรม พระราชวังบวร ฯ ๒๑ พรรษา กับ ๔ เดือน ๕ วัน รวมพระชนม์ได้ ๖๐ พรรษากับเดือนหนึ่ง พระองค์ได้ทรงสถาปนาวัดสลักวัด ๑ พระราชทานนาม ว่า วัดนิพพานาราม เมื่อทำสังคายนายนั้นพระราชทานนามใหม่ ว่าวัดศรีสรรเพชดาราม ครั้นกาลล่วงมาถึงเดือนยี่ปีกุญเมื่อพระสงฆ์ ประชุมกันแปลหนังสือ พระราชทานนามใหม่อิกว่าวัดมหาธาตุ บุรณ วัดตองปุวัด ๑ พระราชทานนามว่า วัดชนะสงคราม บุรณวัด สามเพ็งวัด ๑ อุทิศถวายสมเด็จพระบรมชนกาธิบดี พระราชทานนาม ว่า วัดประทุมคงคา รวมเปนสามวัด สิ้นความในโบราณวงษ์ประวัติ ของกรมพระราชวังบวร ฯ พระองค์ซึ่งเปนปฐมในรัชกาลที่ ๑ โดยสัง เขปแต่เท่านี้
ในโบราณวงษ์ประวัติของกรมพระราชวังบวร ฯ ที่ ๒ ในรัชกาลที่ ๑ นั้นดำเนินความโดยสังเขปดังนี้ว่า ครั้นสมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวร ฯ ซึ่งเปนปฐมสวรรคตล่วงไปแล้ว จึงมีพระบรมราชโองการโปรด เกล้า ฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ขึ้นประดิษฐานในที่อุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ให้รับอุปราชาภิเศกตามโบราณจารีตราชประเพณี เปนลำดับมา แล้วจึงทรงพระ กรุณาโปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าพระองค์น้อย ซึ่งเปน กรมหลวงเสนานุรักษ์ ให้รับที่พระบัณฑูรน้อย ครั้งนั้นเสนามาตย์ ราชบริพารทั้งหลายจะกราบทูลพระกรุณา ก็ออกพระนามว่าพระบัณฑูรใหญ่ พระบัณฑูรน้อย เท่านั้น
ครั้นกาลล่วงมาถึงปีมเสงเอกศก จุลศักราช ๑๑๗๑ เดือน ๙ แรม ๑๓ ค่ำ วันพฤหัศบดี เพลาราตรี สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ซึ่งเปนปฐมบรมธรรมิกมหาราชาธิราชเสด็จสวรรคตแล้ว ครั้นรุ่งขึ้น วันที่ ๒ กรมพระราชวังบวร ฯ กับสมเด็จพระอนุชาธิราชพระบัณฑูร น้อย พร้อมด้วยพระบรมวงษานุวงษ์ฝ่ายน่าฝ่ายใน เสด็จไปโสรจสรง พระบรมศพด้วยอุทกวารี แล้วทรงเครื่องปิลันทนาภรณ์สำหรับพระบรม ศพพระเจ้าแผ่นดินใหญ่เสร็จแล้ว จึงเชิญเข้าสู่พระลองเงินแล้วประกอบ พระโกษฐทองคำจำหลักลายกุดั่นประดับพลอยนพรัตน์ แล้วเชิญ ขึ้นประดิษฐานบนพระยานุมาศ ตั้งขบวนแห่ไปประดิษฐานณพระที่นั่ง ดุสิตมหาปราสาทด้านมุขปัจฉิมทิศ ประดับด้วยมหาเสวตรฉัตรแล เครื่องสูง ตั้งเครื่องต้นแลเครื่องราชูปโภคเฉลิมพระเกียรติยศตาม บุรพราชประเพณีพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ ครั้งพระนครศรีอยุทธยา ฉนั้น ครั้นกรมพระราชวังบวร ฯ ซึ่งดำรงที่พระบัณฑูรใหญ่ได้สำเร็จ ราชการแผ่นดินแล้ว ก็เสด็จประทับแรมอยู่ณพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ครั้นถึงเพลาบุพพัณหสมัย สายัณหสมัย เสด็จพระราชดำเนินไปถวายบังคมพระบรมศพ ถวายไทยธรรมพระสงฆ์สดัปกรณ์
ครั้นถึงเดือน ๑๐ ขึ้น ๙ ค่ำวันอังคาร ได้อุดมฤกษ์แล้ว จึงพระราชวงษานุวงษ์เสนาบดี แลสมเด็จพระสังฆราช แลพระราชาคณะ ผู้ใหญ่ผู้น้อย พร้อมกันเชิญเสด็จกรมพระราชวังบวร ฯ ขึ้นเถลิงถวัลย ราชสมบัติปราบดาภิเศก เปนบรมมหาราชาธิราชพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ ในสยามรัฐมหาชนบทนี้ ทรงพระนามว่าสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สิ้นความในโบราณวงษ์ประวัติของกรมพระราชวังบวร ฯ ที่ ๒ ในรัชกาล ที่ ๑ โดยสังเขปแต่เท่านี้
ในโบราณวงษ์ประวัติของกรมพระราชวังบวร ฯ ที่ ๓ ในรัชกาลที่ ๒ นั้นดำเนินความโดยสังเขปว่า เมื่อสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้เถลิงถวัลยราชสมบัติเปนบรมมหาราชาธิราชแล้ว จึงทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้า เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนา นุรักษ์ รับพระบัณฑูรน้อยนั้น ดำรงในที่อุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ให้รับอุปราชาภิเศกตามโบราณจารีตราชประเพณีกระษัตรา ธิราชเจ้าแต่ก่อนมา อยู่มาณกาลครั้งหนึ่ง มีอริราชไพรีคือพม่าข้าศึก มาย่ำยีพระราชอาณาเขตร ทางหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายทเล ๔ ตำบล คือ เมืองชุมพร เมืองตะกั่วทุ่ง เมืองตะกั่วป่า เมืองฉลาง สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระอนุชา ธิราช กรมพระราชวังบวร ฯ เสด็จยกพยุหโยธาทัพหลวงไปปราบปราม ประจามิตรที่มาย่ำยีเขตรแดนเหล่านั้น ครั้นกองทัพไปถึงเมืองชุมพร แล้วก็ได้สู้รบกับพม่าข้าศึกเปนสามารถ ด้วยเดชะอำนาจบุญฤทธิ์ พวกพม่าประจามิตรที่มาย่ำยีเขตรแดนทั้ง ๔ ตำบลเหล่านั้น ก็ปราไชยพ่ายแพ้หนีไป แล้วจับได้พม่าที่ตกค้างอยู่ณเมืองชุมพรบ้าง เมือง ตะกั่วป่าบ้าง ส่งเข้ามายังกรุงเทพมหานคร แล้วทรงพระกรุณา โปรดให้พระยาจ่าแสนยากร อยู่รักษาเมืองชุมพร ส่วนพระองค์ ก็เสด็จกลับยังกรุงเทพมหานคร ครั้นถึงแล้วจึงขึ้นเฝ้าสมเด็จพระ บรมเชษฐาธิราชเจ้า ทูลแถลงราชกิจการสงครามให้ทรงทราบทุก ประการ ครั้นอยู่มาในอปรภาคสมัย ก็ทรงพระประชวรไข้พิศม์ พระอาการมาก จนถึงบนพระองค์ทรงผนวช ครั้นพระโรคเสื่อม คลายหายเปนปรกติแล้ว ก็ได้ทรงผนวชเสด็จประทับอยู่ณวัดมหาธาตุ ปุรณะ ๗ ทิวา แล้วก็ลาผนวชในปีมเมียโทศกนั้น
เมื่อจุลศักราช ๑๑๗๖ ในเดือน ๕ นั้น สมเด็จพระบรมเชษฐา ธิราชเจ้า ทรงพระราชดำริห์เห็นว่าทางลัดที่ต้นโพธินั้น กรมพระ ราชวังบวร ฯ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ลงไป ทำยังค้างอยู่ จะเปนที่ไว้ใจแก่การศึกสงครามทางทเลมิได้ จะ ต้องทำเสียให้สำเร็จ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระ อนุชาธิราชกรมพระราชวังบวร ฯ ไปเปนแม่การ แบ่งเอาแขวงกรุงเทพ ฯ แลแขวงเมืองสมุทปราการต่อกัน สร้างเปนเมืองขึ้นที่ปากลัดนั้น พระราชทานนามว่าเมืองนครเขื่อนขันธ์ ยกเอาครัวรามัญเมืองประทุม ธานี พวกพระยาเจ่งลงไปตั้งอยู่ มีชายฉกรรจ์สามร้อยคน ครอบ ครัวด้วย แล้วสร้างป้อมสามป้อม กับป้อมเก่าป้อมหนึ่ง บรรจบเปน ๔ ป้อม แล้วสร้างข้างฝั่งตะวันออกอิก ๕ ป้อม บรรจบเปน ๙ ป้อมด้วยกัน แล้วให้ชักกำแพงถึงกัน ข้างหลังเมืองก็ให้มีกำแพงล้อมรอบ ตั้งยุ้งฉาง พลับพลา ศาลาไว้เครื่องสาตราวุธแลตึกดินมีพร้อมทุก ประการ แล้วให้ทำสายโซ่ลูกทุ่นไว้สำหรับจะได้ขึงกันสู้รบกับข้าศึก ที่มาทางทเล แลทรงสร้างพระอารามขึ้นในเมืองพระอารามหนึ่ง พระราชทานนามว่าวัดทรงธรรม โรงพระอุโบสถเปนเครื่องไม้ฝา กระดาน แล้วโปรดให้เอาสมิงธอมา บุตรพระยาเจ่ง ซึ่งเปน พระยาพระราม น้องเจ้าพระยามหาโยธา มาตั้งเปนพระยานครเขื่อน ขันธ์ผู้รักษาเมือง แล้วตั้งแต่งกรมการพร้อมทุกตำแหน่ง ครั้นสร้าง เมืองนครเขื่อนขันธ์เสร็จแล้ว ก็เสด็จกลับยังกรุงเทพมหานคร ขึ้น เฝ้าสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชเจ้า ทูลแถลงกิจราชการที่ได้สร้าง เมืองนครเขื่อนขันธ์เสร็จสิ้นทุกประการ
ครั้นอยู่มาณกาลภายหลัง ทรงพระประชวรพระยอดที่พระที่นั่ง โปรดให้แพทย์ผ่า พระโรคก็ยิ่งกำเริบมีพิศม์กล้าไม่เสื่อมถอย ครั้น ถึงจุลศักราช ๑๑๗๙ ปีฉลูนพศก เดือนแปดอุตราสาธ ขึ้นสามค่ำ วันพุฒ เพลา ๕ โมงเช้ากับแปดบาท พระองค์ก็เสด็จสวรรคต ณพระที่นั่งวายุสถานอมเรศ พระองค์ประสูตรจุลศักราชได้ ๑๑๓๕ ปีมเสงเบญจศก เดือนห้า ขึ้นเจ็ดค่ำ วันจันทร์ ขณะเมื่อได้รับอุปราชา ภิเศกนั้น พระชนม์ได้ ๓๖ พรรษากับ ๔ เดือน ๒๐ วัน ได้ดำรง อยู่ในตำแหน่งกรมพระราชวังบวร ฯ ๗ พรรษากับ ๑๑ เดือน รวมสิริ พระชนม์ได้ ๔๔ พรรษา พระองค์ได้ทรงสถาปนาวัดลิงขบที่บางจาก วัด ๑ พระราชทานนามว่าวัดบวรมงคล วัดประโคนวัด ๑ พระราชทานนามว่าวัดดุสิตาราม กับวัดทรงธรรมที่เมืองนครเขื่อนขันธ์วัด ๑ รวมสามวัด สิ้นความในโบราณวงษ์ประวัติ ของกรมพระราชวังบวร ฯ (พระองค์ ๓) ในรัชกาลที่ ๒ โดยสังเขปแต่เท่านี้
ในโบราณวงษ์ประวัติของกรมพระราชวังบวร (ที่ ๔) ในรัชกาลที่ ๓ นั้นดำเนินความโดยสังเขปดังนี้ว่า กาลเมื่อพระบาทสมเด็จพระ นั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเศก เปนพระ เจ้าแผ่นดินใหญ่ในสยามรัฐมหาชนบทนี้แล้ว จึงได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ ให้พระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ ซึ่งเปน พระราชปิตุลา ประดิษฐานณตำแหน่งที่อุปราช กรมพระราชวังบวร สถานมงคล ให้รับอุปราชาภิเศกตามโบราณจารีตราชประเพณีกระษัตรา ธิราชเจ้าแต่ก่อนมา แลกรมพระราชวังบวร ฯ พระองค์นี้ มีพระหฤไทยประกอบด้วยศรัทธาแลเมตตากรุณาเปนอันมาก ได้ทรงถวายนิตยภัตร แก่ปเรียญสามประโยค ที่ยังไม่มีนิตยภัตร เดือนละตำลึง ที่แปลได้ สองประโยค พระราชทานเดือนละสามบาท ที่แปลได้ประโยคหนึ่ง พระราชทานเดือนละกึ่งตำลึง แลทรงพระราชทานจีวรสมณะบริขาร แก่ภิกษุที่มาไล่ปาฏิโมกข์ได้ แลทรงบริจาคพระราชทรัพย์จ้างอาจารย์ บอกปริยัติในพระบวรราชวัง แลทรงคิดสร้างตาลปัตรเลื่อมถวาย ปเรียญเปนตัวอย่างมา
ครั้นกาลล่วงมาถึงปีจออัฐศก ฝ่ายข้างมลาประเทศ เจ้าอนุผู้ ครองนครศรีสัตนาคนหุต เมืองเวียงจันท์ เปนคนอกะตัญญูมีจิตรคิดประทุษฐร้าย เปนขบถต่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ๆ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้กรมพระราชวังบวร ฯ เปนแม่ทัพ ถืออาญาสิทธ์ยกพยุหาทัพหลวงพร้อมด้วยเสนานิกรใหญ่น้อยทั้งปวง เสด็จโดยชลมารค สถลมารควิถี ครั้นถึงเมืองเวียงจันท์แล้ว ได้ ปราบปรามหมู่ขบถลาวอริราชไพรีในมลาประเทศให้สงบเรียบร้อยแล้ว โปรดให้ข้าราชการเข้าไปค้นหาพระบาง ก็หายไปหาพบไม่ ได้ทราบ ข่าวว่าข้าพระเอาไปฝังเสีย ได้แต่ พระรัศมี พระศุกร พระไส พระแส้คำ พระแก่นจันทน์ พระสรงน้ำ พระเงินหล่อ พระเงินบุ รวม ๘ พระองค์ แต่จะเอาลงมากรุงเทพมหานครได้แต่พระแส้คำองค์หนึ่ง ได้พระบรมธาตุบรรจุไว้ในพระแส้คำนั้นหลายร้อยพระองค์ กับได้พระ ฉันผลสมอน่าตัก ๑๐ นิ้วองค์ ๑ พระนากสวาดใหญ่น่าตัก ๑๐ นิ้วองค์ ๑ พระนากสวาดเล็กน่าตัก ๘ นิ้วองค์ ๑ พระนาคปรกศิลาน่าตัก ๕ นิ้วองค์ ๑ แลพระที่ส่งมากรุงเทพ ฯ มิได้นั้น ก็ให้ก่อพระเจดีย์ณค่ายหลวงเมือง พันพร้าว เหนือวัดซึ่งสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ทรงสร้างไว้ เมื่อครั้งเสด็จไปตีเวียงจันท์ครั้งก่อน ฐานกว้าง ๕ วา สูง ๘ วา ๒ ศอก บรรจุพระพุทธรูปที่เชิญลงมาไม่ได้นั้น ไว้เปนที่สักการ บูชา ครั้นก่อเจดีย์เสร็จแล้ว จึงพระราชทานนามว่า พระเจดีย์เจ้า ปราบเวียง แลให้จารึกนามไว้ที่พระเจดีย์นั้นด้วย แล้วพระองค์ ก็ทรงพระปรารภการที่จะเสด็จกลับยังกรุงเทพมหานคร จึงมีพระ ราชบัณฑูรดำรัสสั่งให้ส่งตัวราชบุตร เจ้าสุวรรณ ซึ่งจับไว้ได้นั้น ให้ ข้าราชการคุมตัวลงมายังกรุงเทพมหานครก่อน แล้วโปรดให้พระยา ราชสุภาวดีอยู่จัดแจงกวาดต้อนครอบครัวพวกลาวเสียให้เรียบร้อย แล้วพระราชทานอาญาสิทธิการสงคราม แลขุนนางทั้งวังน่าวังหลวง ตามแต่ชอบใจ ให้เลือกไว้ตามปรารถนา ครั้นพระองค์ดำรัสสั่งพระ ยาราชสุภาวดีเสร็จแล้ว พระองค์ก็เสด็จพระราชดำเนินกองทัพหลวง กลับจากเมืองศรีสัตนาคนหุตเวียงจันท์ มาประทับแรมอยู่ณเมือง นครราชสิมา ได้ปฏิสังขรณ์กำแพงเมืองนครราชสิมา ที่พวกเจ้าอนุทำ ลายเสียด้านหนึ่งให้บริบูรณ์ขึ้นใหม่ แลขุดคูรอบนอกกำแพงเมือง นครราชสิมา ให้กว้างฦกกว่าของเก่าเปนปรกติแล้ว จึงมีพระราช บัณฑูรดำรัสสั่งพระยาอร่าม ให้เปนแม่กองปฏิสังขรณ์พระอารามใน กำแพงเมืองนครราชสิมาขึ้นใหม่ ๒ พระอารามเสร็จแล้ว ก็เสด็จกลับ ยังกรุงเทพมหานคร ครั้นถึงแล้วขึ้นเฝ้าสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทูลแถลงกิจราชการสงคราม ให้ทรงทราบทุกประการเสร็จแล้ว จึงทูล เสนอความชอบในการสงครามให้พระยาราชสุภาวดี ครั้งนั้นเจ้าพระยา อภัยภูธรคุมกองทัพไปถึงเมืองพันพร้าว ก็ถึงแก่อสัญกรรม พระเจ้าอยู่ หัวจึงทรงพระกรุณาโปรด ฯ ให้มีท้องตราขึ้นไปตั้งพระยาราชสุภาวดีเลื่อน ยศขึ้นไป ให้เปนที่เจ้าพระยาราชสุภาวดีที่สมุหนายก (แล้วโปรดให้ พระสุริยภักดีเลื่อนเปนที่พระราชวรินทร์) ด้วยมีความชอบครั้งเมื่อไป ศักเลขที่เมืองยโสธร ได้ทราบข่าวว่าในมลาประเทศกำเริบ แล้วจึง กลับมากราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทราบโดยเร็ว
ครั้นอยู่มาในอปรภาคสมัย กรมพระราชวังบวร ฯ ก็ทรงพระ ประชวรมารโรคช้านานประมาณปีเศษ พระอาการมากขึ้น แพทย์ หมอประกอบพระโอสถถวาย พระอาการก็ไม่คลาย ครั้นถึงกาลเมื่อจุลศักราช ๑๑๙๔ ปีมโรงจัตวาศก เดือน ๖ ขึ้น ๙ ค่ำ วันอังคาร กรมพระราชวังบวร ฯ ก็เสด็จสวรรคตล่วงไป พระองค์ประสูตรเมื่อปี มเสงสัปตศกจุลศักราช ๑๑๔๗ เดือน ๑๑ แรม ๓ ค่ำ วันศุกร ขณะเมื่อได้รับอุปราชาภิเศกนั้น พระชนม์ได้ ๓๙ พระพรรษากับเศษเดือน ๑๑ เดือน ดำรงอยู่ในตำแหน่งกรมพระราชวังบวร ฯ ๗ ปีกับ ๘ เดือน รวมพระชนม์ได้ ๔๖ พรรษากับ ๔ เดือน พระองค์ได้ทรงสถาปนา พระอาราม ๖ พระอาราม คือวัดบวรนิเวศน์วิหารวัด ๑ วัดบวรสถานที่ บวรราชวังวัด ๑ แต่ยังหาสำเร็จไม่ วัดโปรดเกษแลวัดไพชยนต์พลเสพ ที่เมืองนครเขื่อนขันธ์ ๒ วัด วัดที่เมืองนครราชสิมา ๒ วัด บรรจบเปน ๖ พระอาราม กับพระเจดีย์ที่เมืองศรีสัตนาคนหุตเวียงจันท์องค์ ๑ อนึ่งพระองค์ได้ทรงสถาปนาท้องพระโรงขึ้น ต่ออุตราภิมุขออกมาองค์ หนึ่ง พระราชทานนามว่าพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย สิ้นความในโบราณ วงษ์ประวัติของกรมพระราชวังบวร ฯ (ที่ ๔) ในรัชกาลที่ ๓ โดยสังเขป แต่เท่านี้
ในโบราณวงษ์ประวัติของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ ๔ นั้น มีความโดยสังเขปดังนี้ว่า กาลเมื่อพระบาทสมเด็จ พระปรเมนทรมหามกุฏพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเถลิงถวัลย ราชสมบัติบรมราชาภิเศกเปนพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ ในสยามรัฐมหา ชนบทนี้แล้ว จึงทรงพระราชดำริห์เห็นว่า เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ซึ่งเปนสมเด็จพระอนุชาธิราชนั้น ทรงพระปรีชารอบรู้ในพระนคร แลต่างประเทศ แลขนบธรรมเนียมต่าง ๆ แลชำนาญในสรรพอาวุธในการณรงค์สงครามเปนอันมาก แลแคล่วคล่องชัดเจนในการทรง พาหนะมีคชสารเปนต้น อนึ่งเปนที่นิยมนับถือของพระบรมวงษานุวงษ์ ข้าทูลลอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยเปนอันมาก ครั้นทรงพระราชดำริห์ ฉนี้แล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระอนุชาธิราช ดำรงที่พระมหาอุปราช ให้รับพระบวรราชโองการ พระราชทาน พระเกียรติยศใหญ่ยิ่งกว่ากรมพระราชวังบวร ฯ ทุก ๆ แผ่นดิน มิได้ รับพระราชบัณฑูรดังกรมพระราชวังบวร ฯ ทุก ๆ พระองค์มา แลการ พระราชพิธีอุปราชาภิเศกโปรดให้เรียกบวรราชาภิเศก ครั้นเสร็จการ พระราชพิธีแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระ ราชทานพระสุพรรณบัตร ซึ่งจารึกพระนามอันพิเศษคล้ายกับพระนาม ของพระองค์นั้น พระราชทานพระนามว่า สมเด็จพระปวเรนทราเมศวร์ มหิศเรศรังสรรค์ มหันตวรเดโชไชย มโหฬารคุณอดุลยเดช สรรพ เทเวศรานุรักษ์ บวรจุลจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธ เคราะหณี จักรีบรมนารถ อิศรราชรามวรังกูร บรมมกุฏนเรนทร์สูร โสทรานุชาธิบดินทร์ เสนางคนิกรินทรปวราธิเบศร์ พลพยุหเนตร นเรศวรมหิทธิวรนายก สยามาทิโลกยดิลกมหาบุรุษรัตน์ ไพบูลย์ พิพัฒน์สรรพศิลปาคม สุนทโรดมกิจโกศล สับดปดลเสวตรฉัตร ศิริรัตโนปลักษณมหาบวรราชาภิเศกาภิสิต สรรพทศทิศพิชิตไชย อุดมมไหสวริยมหาสวามินทร์ สเมกธรณินทรานุราช บวรนารถ ชาติอาชาวไสย ศรีรัตนไตรยสรณารักษ์ อุกฤษฐศักดิสรรพรัษฎาธิ เบนทร์ ปวเรนทรธรรมิกราชบพิตร พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงตั้งอยู่ในสัปปุริสธรรม คือ กตัญญูกตเวทิตาคุณ แลให้เสด็จเลียบ พระนครโดยคชพยุหแลอัศวพยุหวันหนึ่ง แลพระราชทานเงินเบี้ย หวัดข้าราชการเพิ่มขึ้นปีละพันชั่ง รวมทั้งที่กรมพระราชวังบวร ฯ ได้ เคยรับพระราชทานมาแต่เดิมเปนส่วนพันชั่ง แลเงินภาษีอากรนั้น ๆ ก็พระราชทานขึ้นอิกเปนอันมาก สำหรับรักษาพระเกียรติยศซึ่งยิ่ง ใหญ่ขึ้นไป แลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ ทรงรับพระอัษฐิกรมพระราชวัง ฯ ซึ่งอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ขึ้นไปประดิษฐานในพระราชวังบวร ฯ แต่ครั้งนั้นมา พระบาทสมเด็จพระปิ่น เกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสร้างเรือรบกลไฟไว้สำหรับแผ่นดินสองลำ คือเรืออาสาวดีรศ ๑ แลเรือยงยศอโยชฌิยา ๑
ก็การธรรมเนียมเลียบพระนครในกรมพระราชวังบวร ฯ แต่ก่อน ๆ มาก็มิได้เคยมี แต่ครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรง พระกรุณาโปรดให้สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเลียบพระนครด้วย ให้เหมือนอย่างพระองค์ทรงเลียบพระนครเช่นนั้น จึงมีพระบรมราช โองการดำรัสสั่งเสนามาตย์ราชบริพาร ให้จัดขบวนแห่พยุหายาตรา ที่จะเลียบพระนครเปนขบวนแห่ห้าแถว ขบวนช้าง ขบวนม้า ขบวนเดินเท้า แต่งตัวถือเครื่องสาตราวุธต่าง ๆ แลให้เจ้าพนักงานแต่งวิถีทางซึ่ง พระองค์จะเสด็จทรงเลียบพระนครนั้น
ครั้นณเดือน ๗ ขึ้น ๔ ค่ำ เจ้าพนักงานจัดขบวนแห่เสร็จแล้ว จึงผูกช้างพระที่นั่ง ชื่อเจ้าพระยาไชยานุภาพพลาย สูง ๖ ศอกคืบ มีรัตคนพานหน้าซองหางเครื่องมั่น ติดประจำยามทองคำจำหลักลายกุดั่นประดับพลอยต่างสี มีผ้าปกหลัง ภู่ห้อยหูตาข่ายทองปกหน้า แล้วเอา ช้างมาประทับไว้ที่น่าเกย นายปราบไตรภพเปนควาญท้ายช้าง ครั้นย่ำ รุ่งแล้ว ๔ นาฬิกา สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องรณยุทธ ทรงพระมหามาลประดับเพ็ชร เสด็จขึ้นเกยสถิตย์เหนือตอช้างพระที่ นั่งต้น ทรงพระแสงของ้าว ฝรั่งแม่นปืนเปนกระบวนน่า ก็ยิงปืนคำนับ มาต่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมมหาราชวัง ๒๑ นัด มีช้างดั้งช้างเขนไปน่าเปนอันมาก พลทหารแห่น่าหลังพรั่งพร้อม เดินขบวนแห่ประทักษิณเวียนไปตามกำแพงพระบวรราชวังมาถึงท้อง สนามไชยน่าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จทอดพระเนตรอยู่บนพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ ครั้นเสด็จมาตรงน่าพระที่นั่ง ก็ผันหน้าช้างพระยาไชยานุภาพเข้าไป ส่งพระแสงของ้าวให้นายควาญ ช้างรับไว้แล้วถวายบังคม ๓ ครั้ง แล้วทรงรับพระแสงของ้าว บ่าย หน้าช้างพระที่นั่งเสด็จเลยไปถึงวัดพระเชตุพน ประทับช้างพระที่นั่งที่ เกย แล้วเสด็จลงจากตอช้างพระที่นั่งมาขึ้นพลับพลาพัก แล้วเสด็จ พระราชดำเนินเข้าไปในพระอุโบสถ ทรงนมัสการพระพุทธรูป ถวาย ไทยธรรมแก่พระสงฆ์ทั่วทุกองค์เสร็จแล้ว เสด็จพระราชดำเนินกลับ มาพลับพลาที่พัก ทรงฉลองพระองค์พระกรน้อย ทรงพระอนุราช มงกุฎ เหน็บพระแสงศร ขึ้นทรงม้าพระที่นั่งพระยาราชสินธพผ่านดำ ผูกเครื่องอานพานหน้า ซองหางภู่ห้อย ใบโพธิปิดหน้าทำด้วยทองคำ จำหลักลายกุดั่นประดับพลอยต่างสี เสด็จอ้อมประทักษิณวัดพระเชตุพนแลพระบรมมหาราชวัง มาสู่พระบวรราชวัง แลเมื่อเสด็จพระราชดำเนิน ไปทางสถลมารคนั้น ก็ทรงโปรยเงินพระราชทานให้ประชาราษฎรชาย หญิงใหญ่น้อย ซึ่งมาคอยกราบถวายบังคมชมเชยพระบรมโพธิสมภาร แลพวกแขกเมืองต่าง ๆ ซึ่งมาคอยดูนั้น ก็ได้รับพระราชทานเงินตรา แลดอกไม้ทองดอกไม้เงินด้วย สิ้นพระราชทรัพย์เปนอันมาก อันนี้เปน พระราชพิธีเลียบพระนครของสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็คล้าย ๆ กันกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลียบพระนครฉนั้น ต่างกับแต่ที่ทรงช้างพระที่นั่ง แลทรงม้าพระที่นั่งเท่านั้น แล้วโปรดให้ อันเชิญพระอัษฐิขึ้นไปประดิษฐานไว้ณพระที่นังวังจันทร์ ได้รับพระ ราชทานพรรณาความตามพระราชประวัติ แห่งสมเด็จพระบวรราชเจ้า ทั้ง ๔ พระองค์ โดยสังเขปเพียงเท่านี้
อนึ่งกาลเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในการพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลฉลอง พระเดชพระคุณในการพระบรมศพนั้นจนเสร็จสิ้นทุกประการ เมื่อ พระองค์ได้ดำรงอยู่ในบวรราชสมบัตินั้น ได้เสด็จประทับอยู่ในพระ บวรราชวังบ้าง เสด็จไปประทับที่สีทาบ้าง แลได้ทรงช่วยสมเด็จ พระบรมเชษฐาธิราชเจ้าทำนุบำรุงรักษาพระนคร ให้พันไภยนิราศ ปราศจากอุปัทวันตรายต่าง ๆ ครั้นอยู่มาในอปรภาคสมัย พระ องค์ก็ทรงพระประชวรวิชามยโรคช้านานประมาณ ๕ พรรษา แพทย์ หมอประกอบพระโอสถถวาย พระอาการก็ไม่คลาย มีแต่ทรุดหนักลงถ่ายเดียว ครั้นถึงปีฉลูสัปตศกจุลศักราช ๑๒๒๗ ปี เดือนยี่แรม ๖ ค่ำ วันอาทิตย์ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จ สวรรคตล่วงไป พระองค์ประสูตรเมื่อปีมโรงสัมฤทธิศกจุลศักราช ๑๑๗๐ พรรษา เดือน ๑๐ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันอาทิตย์ ขณะเมื่อรับบวรราชา ภิเศกนั้น พระชนม์ได้ ๔๓ พรรษา กับ ๑๐ เดือน ได้ดำรงอยู่ ในบวรราชสมบัติ ๑๔ พรรษา รวมพระชนม์ได้ ๕๗ พรรษา กับ ๔ เดือน สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชโปรดพระราชทานพระลองเงินให้ทรงพระศพ แลทำพระเมรุท้องสนามหลวงโดยราชประเพณี พระองค์ได้ทรงสถาปนา วัดส้มเกลี้ยงวัด ๑ กับทรงปฏิสังขรณ์พระอารามไว้ ๔ พระอาราม คือ วัดบวรสถาน ที่ค้างอยู่ให้สำเร็จบริบูรณ์ขึ้น ๑ วัดหงษาราม ๑ วัด โมฬีโลกย์ ๑ วัดศรีสุดาราม ๑ รวมเปน ๔ พระอาราม สิ้นความ ในโบราณวงษ์ประวัติของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัชกาล ที่ ๔ โดยสังเขปแต่เท่านี้
แลในการพระราชกุศลครั้งนี้ สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ทรงพระปรารภพระบรมญาติราชสัมพันธวงษ์เธอ แลพระเจ้าบวรวงษ์ เธอ แลพระเจ้าวรวงษ์เธอ อันมีพระอัษฐิประดิษฐานอยู่ในพระราชวัง บวร ฯ แลในวังต่าง ๆ ซึ่งได้ดำรงพระยศเปนพระองค์เจ้าต่างกรม ฤๅ ที่ได้ทรงรู้จักคุ้นเคย โปรดให้เชิญพระอัษฐิมาประดิษฐาน ทรง บำเพ็ญพระราชกุศลด้วยณบัดนี้ คือสมเด็จพระสัมพันธวงษ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ แลเจ้าฟ้ากรมหลวงอนัคฆนารี อันเปนพระเชษฐาธิบดี แลพระเชษฐภคินี แห่งกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรา มาตย์ แลสมเด็จพระสัมพันธวงษ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรี เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ อันเปนพระอนุชาของกรมสมเด็จพระศรี สุริเยนทรามาตย์ แลพระเจ้าบวรวงษ์เธอชั้น ๑ กรมหมื่นเสนีเทพ ๑ พระองค์เจ้าดวงจันทร์ ๑ พระองค์เจ้าดารา อันเปนพระอรรคชายากรม พระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ๑ กรมขุนนรานุชิต ๑ พระองค์เจ้า ปัทมราช ๑ แลพระเจ้าบวรวงษ์เธอชั้น ๒ กรมขุนธิเบศร์บวร ๑ กรมหมื่นอมรมนตรี ๑ พระองค์เจ้าขนิษฐา ๑ กรมหมื่นกระษัตริย์ศรี ศักดิเดช ๑ กรมหมื่นอมเรศรัศมี ๑ พระองค์เจ้าพัน ๑ พระองค์เจ้า ใย ๑ พระองค์เจ้าชุมแสง ๑ กรมหมื่นอนันตการฤทธิ อันได้รับ ราชการกำกับกรมช่างทหารใน ๑ พระองค์เจ้านุ่ม ๑ กรมหมื่นสิทธิ สุขุมการ อันได้ทรงรับบังคับการโรงทอง ๑ พระเจ้าบวรวงษ์เธอชั้น ๓ กรมหมื่นอานุภาพพิศาลศักดิ ๑ เจ้าฟ้าอิศราพงษ์ เกวลวงษ์วิสุทธิ์ สุรสีหุตมศักดิ อภิลักษณปวโรภยาภิชาติ บริสัษยนารถนราธิบดี ซึ่งได้รับราชการบังคับกรมช่างแลราชการต่าง ๆ ในพระบวรราชวัง ครั้งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ๑ พระเจ้าบวรวงษ์เธอชั้น ๔ พระองค์เจ้าเบญจางค์ ๑ พระองค์เจ้ากระจ่าง ๑ พระวรวงษ์ เธอชั้น ๕ พระองค์เจ้าปฐมพิศมัย อันเปนพระธิดาใหญ่ในกรม พระราชวังบวร ฯ ๑ รวม ๒๕ พระองค์ มาตั้งในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ แล้วทรงบำเพ็ญพระราชกุศล โปรดให้นิมนต์พระสงฆ์มีพระราชาคณะ เปนประธาน ๔๕ รูป มารับพระราชทานฉัน แล้วพระราชทานไตรจีวร ๒๔ รูป ทรงพระราชอุทิศเปนส่วน ๆ ถวายกรมพระราชวังบวร มหาสุรสีหนาท ๕ ส่วน กรมพระราช วังบวรมหาเสนานุรักษ์ ๕ ส่วน กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ๕ ส่วน พระบาทสมเด็จพระปิ่น เกล้าเจ้าอยู่หัว ๕ ส่วน สมเด็จพระสัมพันธวงษ์เธอ ๔ พระองค์ ทรง พระราชอุทิศพระราชทานองค์ละ ๑ ส่วน ยังจีวรสบงอิก ๒๑ ส่วนนั้น ทรงพระราชอุทิศพระราชทานพระเจ้าบวรวงษ์เธอทั้ง ๔ ชั้น แลพระ วรวงษ์เธออันได้ออกพระนามมาแล้วพระองค์ละส่วน แล้วสดัปกรณ์ รายใหญ่ ๕๐๐ รูป แลให้มีพระธรรมเทศนาเครื่องกัณฑ์กระจาดใหญ่ ซึ่งพระราชทานพระราชทรัพย์ ให้ขุนนางในพระราชวังบวร ฯ ทำขึ้น เปนธรรมเทศนาบูชา ครั้นเพลาค่ำพระสงฆ์จะได้เจริญพระพุทธมนต์ แลพระราชทานไทยธรรมต่าง ๆ ตามสมควร ทรงพระราชอุทิศส่วน พระราชกุศล ถวายสมเด็จพระบวรราชเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ แลพระราช ทานพระราชกุศลแด่พระสัมพันธวงษ์แลพระบวรวงษ์พระวรวงษ์ทั้งหลาย อันได้บรรยายพระนามมาแล้วนั้น ให้ได้ทรงยินดีอนุโมทนาในอภิลักขิต สมัยณครั้งนี้
รับพระราชทาน พระบวรราชประวัติกถาซึ่งถวายวิสัชนามานี้ เปนเหตุให้เกิดสังเวชแลมรณสติอนิจจสัญญา แก่ผู้ที่ได้สดับแล้วมาทำใน ใจ ดังนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายที่บริบูรณ์มั่งคั่งด้วยโภคทรัพย์สมบัติก็ดี ที่จน ไม่บริบูรณ์มั่งคั่งด้วยโภคทรัพย์สมบัติก็ดี หมดทั้งสิ้น ย่อมมีมรณภัย เปนธรรมดา ล่วงมรณภัยไปไม่ได้ ถึงเราทั้งหลายก็มีมรณภัยเปน ธรรมดา ล่วงมรณภัยไปไม่ได้เหมือนกัน เหตุนั้นควรที่เราทั้งหลายจะพึงยังทานศีลภาวนาบุญกุศลที่เปนที่พึ่งของตน ให้ถึงพร้อมบริบูรณ์ ด้วยดีด้วยความไม่ประมาทฝ่ายเดียวจึงจะชอบ เพราะว่าในมรณภัยนี้ สิ่งอื่นนอกจากบุญกุศลแล้วที่จะเปนที่พึ่งของตนไม่มี อนึ่งสมเด็จพระผู้ ทรงพระภาคย์เมื่อจะปรินิพพาน พระองค์ก็ได้ทรงตรัสไว้แด่ภิกษุสงฆ์ว่า วยธัม์มา สํขารา ดังนี้เปนต้น ความว่าสังขารธรรม คือ นามรูปที่ ปัจจัยประชุมแต่งทั้งสิ้น มีอันเสื่อมสิ้นไปเปนธรรมดา เปนของไม่ เที่ยง เกิดขึ้นแล้วดับไป เหตุนั้นท่านทั้งหลายจงยังศีลสมาธิปัญญา ไตรสิกขากุศลที่ให้เกิดวิบุลยผลแก่ตนให้ถึงพร้อมให้บริบูรณ์ด้วยดีด้วย ความไม่ประมาทเถิด ฯ อนึ่ง สังขาร คือ เบญจขันธที่ปัจจัยประชุม สร้างขึ้นทั้งสิ้น มีอันเกิดขึ้นเสื่อมไปเปนธรรมดาเปนของไม่เที่ยง ย่อม เกิดขึ้นแล้วดับไปไม่ถาวรยั่งยืนอยู่ได้ ความเข้ารำงับสังขารเหล่านั้น เสียสิ้นเปนศุขอย่างยิ่ง ปัญญาที่มาพิจารณาเห็นจริงว่า สังขารทั้งสิ้น เปนของไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วดับไป มีแล้วหายไป ไม่ถาวรยั่งยืนอยู่ได้ ดังนี้ก็ดี เห็นจริงว่า สังขารทั้งสิ้นเปนทุกข์ทนยาก เพราะอันความเกิด ดับเบียดเบียนบีบคั้นอยู่เปนนิจ แลรุ่มร้อนอยู่ด้วยเพลิงกิเลศแลเพลิง ทุกข์ดังนี้ก็ดี เห็นจริงว่าธรรมทั้งสิ้นเปนอนัตตาใช่ตัวใช่ตน ตัวตน สัตว์บุคคลไม่มี เปนแต่ขันธ์อายัตนะธาตุนามแลรูปไปหมดสิ้นดังนี้ก็ดี ปัญญาที่มาพิจารณาเห็นจริงอย่างนี้ประเสริฐยิ่งนักเปนยอดในกุศลธรรม ทั้งสิ้น สมเด็จพระผู้ทรงพระภาคย์ ตรัสสรรเสริญว่ามีผลอานิสงษ์ ใหญ่ยิ่งกว่าทานศีลเมตตาภาวนาพรหมวิหารหมดทั้งสิ้น เพราะวิปัสนาปัญญานี้ ย่อมเปนไปเพื่อความบริสุทธิพิเศษจากกิเลศเครื่องเศร้าหมองของสัตว์ เปนมรรคาให้บรรลุมรรคผลทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน เพราะเหตุนั้น สมเด็จพระสุคตผู้ทรงพระภาคย์เปนผู้ฉลาดในมรรคา จึง ได้ภาสิตแสดงซึ่งทางแห่งความบริสุทธิพิเศษจากกิเลศด้วยพระคาถาทั้ง สามว่า สัพ์เพ สังขารา อนิจ์จาติ ดังนี้เปนต้น ความในคาถา ทั้งสามนั้นว่า เมื่อใดผู้มีปรีชามาเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารคือธรรมที่ ปัจจัยประชุมแต่งทั้งสิ้นไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วดับไปฉนี้แล้ว เมื่อนั้น ผู้มีปรีชาญาณ ก็ย่อมเหนื่อยหน่ายในทุกข์ที่เปนของไม่เที่ยง ก็ ความเบื่อหน่ายในทุกข์ด้วยนิพพิทาญาณนั้น เปนมรรคาแห่งความ บริสุทธิหมดจดพิเศษจากกิเลศ เปนเหตุให้บรรลุมรรคผลทำให้แจ้งซึ่ง พระนิพพาน เมื่อใดผู้มีปรีชามาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งสิ้นเปน ทุกข์ อันสัตว์ทนยากฉนี้แล้ว เมื่อนั้นผู้มีปรีชาญาณก็ย่อมเบื่อหน่าย ในทุกข์ที่สัตว์ทนยาก ก็ความเบื่อหน่ายในทุกข์ด้วยนิพพิทาญาณนั้น เปนมรรคาแห่งความบริสุทธิหมดจดพิเศษจากกิเลศเปนเหตุให้บรรลุ มรรคผลทำให้แจ้งซึ่งพระนฤพาน เมื่อใดผู้มีปรีชามาเห็นด้วยปัญญา ว่า ธรรมทั้งสิ้นเปนอนัตตาใช่ตัวใช่ตนไม่เปนไปในอำนาจฉนี้แล้ว เมื่อ นั้นผู้มีปรีชาญาณ ก็ย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ที่ใช่ตัวใช่ตน ก็ความเบื่อ หน่ายในทุกข์ด้วยนิพพิทาญาณนั้น เปนธรรมดาแห่งความบริสุทธิ หมดจดพิเศษจากกิเลศเปนเหตุให้บรรลุมรรคผลทำให้แจ้งซึ่งพระนฤพาน สมเด็จพระผู้ทรงพระภาคย์ทรงแสดงซึ่งวิปัสนาญาณว่าเปนทางแห่ง ความบริสุทธิหมดจดพิเศษจากกิเลศด้วยประการฉนี้ ก็ความบริสุทธิ หมดจดพิเศษจากกิเลศทั้งสิ้น เปนนฤพานดับเสียจากทุกข์ทั้งสิ้น นิพ์พานํ ปรมํ สุญ์ญํ นิพพานเปนธรรมสูญอย่างยิ่ง เพราะเปนธรรมสูญ จากสังขารทุกข์ทั้งสิ้น นิพ์พานํ ปรมํ สุขํ นิพพานเปนศุขอย่างยิ่ง ด้วย เปนธรรมดับเครื่องรัอนคือเพลิงกิเลศเพลิงทุกข์เสียสิ้น เอเตน สัจ์จัวช์ เชน ด้วยสัจจภาสิตที่กล่าวอ้างคุณคือพระนิพพานนี้ก็ดี ด้วยอำนาจ รัตนัตยคุณานุภาพแลพระราชกุศลที่ทรงบำเพ็ญนี้ก็ดี ขอสรรพศิริ สวัสดิพิพัฒมงคลพระชนมศุภอัตถอิฏฐวิบุลยผล จงประสิทธิแด่สมเด็จ บรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ทั้งพระบรมวงษานุวงษ์แลเสนามาตย์ ราชบริพาร ข้าราชการทั้งฝ่ายน่าฝ่ายใน จงถึงซึ่งความเกษมศุข สำราญนิราศปราศจากภยุปัททวันตรายทั้งสิ้น ดังพระราชหฤไทยประสงค์ทุกประการ
อรหํ สัม์มาสัม์พุท์โธ ฯลฯ อิจ์เจตํ ตรนัต์ตยํ พระอรหันตสัมมา สัมพุทธเจ้า ได้บรรลุถึงธรรมอันอุดมแล้ว ให้สงฆ์หมู่ใหญ่ตรัสรู้ตื่นจาก กิเลศนิทรา เบิกบานปรีชาคุณขึ้นได้ พระรัตนไตรยอุดมสูงสุดกว่ารัตนอื่น แม้ถึงต่าง ๆ กันโดยวัตถุว่า พุท์โธ ธัม์โม สํโฆ ฉนี้ ก็จริงอยู่แล ก็ แต่เปนอันเดียวกัน โดยเนื้อความ เพราะไม่พรากจากกันได้ พระพุทธ เจ้าผู้ตรัสรู้ตื่นเบิกบานได้ก่อน ก็สอนให้ผู้อื่นตรัสรู้ธรรม ธรรมเล่า พระสงฆ์ได้ทรงไว้ พระสงฆ์เล่าก็เปนสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ตื่น เบิกบานได้ก่อน สามรัตนนี้ เนื่องเปนอันเดียวกันฉนี้ รัตนทั้งสามนี้ บริสุทธิสูงสุดประเสริฐในโลกย์ ย่อมเปนไปด้วยดีเพื่อความบริสุทธิ พิเศษอย่างยิ่งแก่สัตว์ผู้เลื่อมใสแล้ว ผู้ปราถนาความบริสุทธิแก่ตนปฏิบัติโดยชอบอยู่ ความบริสุทธิหมดจดพิเศษจากกิเลศทั้งปวง เปน นฤพานดับจากทุกข์ทั้งหลาย นฤพานเปนธรรมสูญอย่างยิ่ง นฤพาน เปนศุขอย่างยิ่ง ด้วยสัจจวาจาภาสิตนี้ ขอสวัสดิศุภวิบูลยผลจงเกิด มีเปนวิบากสมบัติ ด้วยเดชานุภาพพระรัตนไตรยเปนปฏิพาหโนบาย กางกั้น ขออุปัททวันตรายอุปสัคขัดข้องทั้งหลาย จงอย่าได้ถูกต้อง พ้องพานสยามรัฐมหาชนบทนี้เลย จงนิราศบำราศไกลด้วยประการ ทั้งปวง ความศุขสำราญปราศจากโรคคันตราย แลความเปนผู้มี อายุยืนนานแลบริบูรณ์แห่งวัตถุทั้งหลาย ซึ่งจะเกื้อกูลแก่ความไม่มี โรคแลอายุยืนนั้น ทั้งศุขโสมนัศแลสวัสดิศุภผล จงเกิดมีพร้อม บริบูรณ์แด่สมเด็จพระบรมราชสมภารเจ้า กับทั้งพระบรมวงษานุวงษ์ แลข้าทูลลอองธุลีพระบาททั้งปวง ซึ่งอภิบาลบำรุงสยามรัฐมหาชนบทนี้ ขอเทพยเจ้าทั้งหลายผู้สิงสถิตย์ณสยามรัฐนี้ ซึ่งสมเด็จพระบรมราช สมภารเจ้าได้บูชา ด้วยธรรมพลีอามิศพลีเนืองนิตย์ จงตั้งไมตรีจิตร อภิบาลรักษาสมเด็จพระบรมราชสมภารเจ้า กับทั้งรัฐมณฑลทั่วทั้ง จังหวัดพระราชอาณาเขตร ให้สถาพรพ้นสรรพอันตราย สิท์ธมัต์ถุ สิท์ธมัต์ถุ สิท์ธมัต์ถุ อิทํ ผลํ เอตัส๎มิํ รตนัต๎ยัส๎มิํ สัม๎ปสาสาทน เจตโส ขอผลแห่งจิตรที่เลื่อมใส ในพระรัตนไตรยอุดมวัตถุนั้น จงเปนผลสัมฤทธิ จงเปนผลสัมฤทธิ จงเปนผลสัมฤทธิ ตามพระบรม ราชประสงค์ทุกประการ เอวํก็มี ๚