ข้ามไปเนื้อหา

ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 24/คำนำ

จาก วิกิซอร์ซ
คำนำ

นายพลตรี พระยาสุรวงศ์วิวัฒน ราชองครักษ์ กับคุณหญิง (หม่อมหลวงวงศ์) รับฉันทะท่านผู้หญิงบดินทรเดชานุชิต มาแจ้งความยังหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร ว่าทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จะพระราชทานเพลิงศพเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต ที่พระเมรุท้องสนามหลวง เนื่องในงานพระศพสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เจ้าภาพประสงค์จะพิมพ์หนังสือเปนของแจกสักเรื่อง ๑ แลได้ทราบอยู่ว่าเมื่อเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตยังมีชีวิตอยู่นั้น ได้เคยพูดกับข้าพเจ้าไว้ถึงการที่จะให้แต่งเรื่องประวัติของท่านเพราะฉนั้นขอให้ข้าพเจ้าช่วยเลือกเรื่องหนังสือ แลแต่งเรื่องประวัติของเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตให้ด้วย

ข้อที่ว่าเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตได้เคยพูดกับข้าพเจ้าถึงเรื่องที่จะให้แต่งประวัติของท่านนั้นเปนความจริง ท่านได้เคยปรารภกับข้าพเจ้ามาสัก ๓ ปีแล้ว จะเปนในเวลางานศพของผู้ใด ข้าพเจ้าจำหาได้ไม่ เมื่อท่านได้อ่านคำนำแลเรื่องประวัติที่ข้าพเจ้าแต่งในหนังสือซึ่งพิมพ์แจกในงานนั้น ท่านชอบใจจึงว่า ถ้าท่านถึงอสัญกรรมเมื่อใด ขอให้ข้าพเจ้าช่วยจัดการพิมพ์หนังสือแจกในงานศพ แลแต่งเรื่องประวัติของท่านพิมพ์ในหนังสือนั้นด้วย แต่ส่วนเรื่องประวัตินั้น ท่านว่าแต่งเมื่อตายแล้วผู้ตายไม่ได้อ่าน อยากจะให้ข้าพเจ้าแต่งเรื่องประวัติของท่านแต่ในเวลาตัวท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะได้มีโอกาศอ่านทราบความที่แต่งข้าพเจ้าได้ตอบว่า ข้าพเจ้าไม่เคยแต่งประวัติของผู้ใดในเวลาที่ยังมี ชีวิตอยู่ แต่เมื่อท่านประสงค์ก็จะลองแต่งดู บางทีก็จะดีกว่าแต่งต่อ เมื่อสิ้นชีพแล้ว เพราะตัวเจ้าของประวัติมีโอกาสที่จะชี้แจงฤๅแก้ไข คัดค้านความที่จะกล่าวในเรื่องประวัตินั้นได้ เมื่อได้พูดกันวันนั้นแล้ว ต่อมาเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตมาที่บ้านข้าพเจ้า ได้เอาหัวข้อเรื่องประวัติของท่านมามอบไว้ ด้วยหวังใจว่าจะได้อ่านเรื่องประวัติของท่าน ที่ข้าพเจ้าแต่ง แต่ความหวังใจนั้นไม่เปนผลสำเร็จ เพราะข้าพเจ้ามิได้ แต่งให้ทันท่านได้อ่าน ข้อนี้ข้าพเจ้ารู้สึกทั้งเสียใจแลลอายใจยิ่งนัก ใช่ว่าข้าพเจ้าออกปากรับแล้ว จะไม่ได้ตั้งใจทำดังวาจานั้นหามิได้ แท้จริงได้ลองตั้งต้นแต่งแต่ในหมู่นั้น แต่เกิดขัดข้องขึ้น ๒ ประการ ประการ ที่ ๑ ข้าพเจ้าไม่เคยแต่งประวัติคนเปน ครั้นมาลองแต่งเข้า จะเปนด้วยเหตุใดก็หาทราบไม่ ให้เกิดอุทัจ ได้เริ่มแต่งหลายครั้งก็หาลุล่วงไม่ อิกประการ ๑ นั้น ตัวข้าพเจ้ากับเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต ถึงชอบชิดสนิทสนมกันฉันมิตรสหายก็จริง แต่หาได้เคยรับราชการอยู่ร่วมกันไม่ เรื่องประวัติของท่านที่เนื่องในราชการ ข้าพเจ้ายังรู้น้อยนัก จึงคิดว่าจะต้องศึกษาหาความรู้เสียให้เพียงพอก่อนจึงจะแต่ง ทั้งตั้งอยู่ในความประมาท นึกว่าท่านคงจะมีอายุอยู่ยั่งยืนไปอิกนาน ไม่จำเปนจะต้องรีบแต่ง ครั้นท่านถึงอสัญกรรมลง เสียใจแล้วกลับประมาทอิกเล่า ว่ากว่าจะพระราชทานเพลิงเห็นจะยังนาน ด้วยสำคัญว่าจะปลงศพที่เมรุวัดครั้นมาทราบว่าจะพระราชทานเพลิงศพ เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตที่พระเมรุกลางเมืองสิใกล้กับวันกำหนดเสียแล้ว จะทำอย่างอื่นนอกจากเพียงให้หนังสือแจกทันงานเท่านั้นไม่ได้ ข้าพเจ้าจึงขอบอกไว้ในที่นี้ ถ้าท่านผู้ใดเห็นว่าหนังสือแจกในงานศพเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตไม่ดีดังสมควรจะเปนไซ้ ขอให้เข้าใจว่าข้าพเจ้ารับผิด จะพยายามแก้ไขดูตามที่สามารถจะทำได้

ส่วนเรื่องหนังสือที่จะพิมพ์นั้น ข้าพเจ้าคิดเห็นว่า ถ้าเปนเรื่องใน ทางการทหารจึงจะเหมาะสมแก่งานศพของเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตเพราะผู้ที่จะได้รับแจกคงมีนายทหารมากด้วยกัน ข้าพเจ้าจึงปฤกษาเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ท่านให้ค้นหาเรื่องหนังสือในกรมตำรา ได้จดหมายเหตุปราบฮ่อในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตได้เคยไปในกองทัพครั้ง ๑ แต่เมื่อยังเปนนายร้อยทหารปืนใหญ่ ให้ ส่งมายังหอพระสมุดฯ ข้าพเจ้าตรวจดูก็เห็นเหมาะ แต่จดหมายเหตุนั้นเรียบเรียงความพิศดารข้างตอนท้าย แต่บกพร่องข้างตอนต้น แลมีเคลื่อนคลาศกับเรื่องราวที่ข้าพเจ้าทราบว่าเปนความจริงอยู่บ้าง จะให้รวบรวมพิมพ์ตามความที่ปรากฎอยู่ในหนังสือยุทธโกษฐ์ แม้จะเปนการสดวกแก่ข้าพเจ้าดูก็หาสมควรไม่ จึงได้ลงแรงแต่งเสียใหม่ทีเดียว ตอนต้นแต่งตามเรื่องซึ่งข้าพเจ้ารู้มาจากที่อื่น ตอนหลัง ๆ แต่งตาม เนื้อความที่ปรากฎในจดหมายเหตุ แก้ที่ผิดแลตัดรายการอันเปน พลความไม่สำคัญออกเสีย โดยประสงค์จะให้ผู้อ่านหนังสือเรื่องนี้ เข้าใจเหตุการณ์เรื่องปราบฮ่อแจ่มแจ้งกว่าที่ได้เคยทราบมาแต่ก่อน หวังใจว่าจะเปนประโยชน์ได้ดังประสงค์.

เรื่องประวัติเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต

เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต มหิศรมหาสวามิภักดิ์ สุรินทรศักดิ ประพัทธพงศ จตุรงคเสนาบดี ยุทธวิธีสุขุมวินิต ธรรมสุจริตศิริสวัสดิ์พุทธาธิรัตนสรณธาดา อุดมอาชวาธยาศรัย อภัยพิริยปรากรมพาหุ มีนามเดิมว่า หม่อมราชวงศอรุณ เปนบุตรหม่อมเจ้านิล ในพระเจ้า บรมวงศเธอชั้น ๑ กรมหมื่นสุรินทรรักษ พระองค์ซึ่งเปนต้นสกุล ฉัตรกุล ณกรุงเทพ มารดาชื่อหม่อมราชวงศสุ่น บ่าลกวงศ ณกรุงเทพเปนนัดาของกรมหมื่นนราเทเวศร ในกรมพระราชวังหลัง

เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต เกิดที่บ้านบิดาเมื่อยังอยู่วังกรมหมื่น สุรินทรรักษ อันตั้งอยู่ณตำบลท่าเตียนในจังหวัดพระนคร เมื่อวันอาทิตย์เดือน ๕ ขึ้น ๙ ค่ำ ปีมโรง พ.ศ. ๒๓๙๙ ในรัชกาลที่ ๔ ครั้นรัฐบาลต้อง การที่จะสร้างศาลต่างประเทศ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ เมื่อยังเปนเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ ที่สมุหพระกลาโหม จึงให้หม่อมเจ้า นิลแลหม่อมเจ้าองค์อื่นในกรมหมื่นสุรินทรรักษย้ายข้ามฟากไปอยู่ที่สวน ริมวัดบุบผาราม (หมู่บ้านที่เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตอยู่เมื่อถึง อสัญกรรมนั้น) อันใกล้กับจวนของท่าน

ตรงนี้จะต้องอธิบายความย้อนถอยหลังไปถึงเรื่องประวัติของกรมหมื่นสุรินทรรักษ จึงจะเข้าใจว่าเหตุใดสมเด็จเจ้าพระยาฯ จึงเอาเปนธุระแก่หม่อมเจ้าในกรมนั้น กรมหมื่นสุรินทรรักษทรงพระนามว่า พระ องค์เจ้าฉัตร เปนพระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เจ้าจอมมารดาชื่อตานี เปนธิดาเจ้าพระยามหาเสนาบุนนาคแต่เกิดด้วยภรรยาเดิม เมื่อสิ้นภรรยาคนนั้นแล้ว เจ้าพระยามหา เสนาบุนนาคจึงมาได้เจ้าคุณพระราชพันธ์นวลเปนภรรยา เจ้าจอมมารดาตานีเปนพี่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ แลสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ เปนแต่ต่างมารดากัน เพราะฉนั้นหม่อมเจ้าในกรมหมื่นสุรินทรรักษจึงนับว่าเปนหลานสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ

อนึ่งวังกรมหมื่นสุรินทรรักษที่ท่าเตียนนั้น ได้ทราบว่าเมื่อใน รัชกาลที่ ๑ โปรดฯ ให้สร้างวังแต่ท้ายเขตรตำหนักแพลงไปจนท่าเตียน ๒ วัง ๆ เหนือพระราชทานเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรี วังใต้พระราชทานเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ อันเปนพระโอรสสมเด็จพระพี่นางพระองค์น้อย ถึงรัชกาลที่ ๒ ไฟไหม้วังเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรี แลเวลานั้นพระราชวังเดิมที่ใต้วัดอรุณฯ ว่างอยู่ พระบาทสมเด็จฯ พระพุทธเลิศหล้านภาไลยจึงโปรดฯ ให้เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรีเสด็จไปประทับที่พระราชวังเดิม ที่วังที่ไฟไหม้นั้นโปรดฯ ให้สร้างเปนโรงวิเสทกับคลังสินค้า ยังคงอยู่แต่วังใต้ซึ่งเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษเสด็จ ประทับอยู่ วังที่กรมหมื่นสุรินทรรักษประทับอยู่เมื่อในรัชกาลที่ ๑ แล รัชกาลที่ ๒ นั้นจะอยู่ที่ใดสืบยังไม่ได้ความ ต่อในรัชกาลที่ ๓ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษเสด็จย้ายข้ามฟากไปอยู่ (กล่าวกันว่าโดยซื้อ) วังเจ้าฟ้ากรมหลวงนรินทรรณเรศที่ใต้พระราชวังหลัง พระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานวังเดิมของเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษที่ท่าเตียนให้เปนที่ประทับของกรมหมื่นสุรินทรรักษ เพราะทรงสนิทชิด ชอบพระราชอัธยาศรัย ไว้วางพระราชหฤไทยมาแต่ในรัชกาลที่ ๒ แลกรมหมื่นสุรินทรรักษนั้น ได้ทรงกำกับราชการกรมเมืองมาแต่รัชกาล ที่ ๒ ครั้นมาถึงรัชกาลที่ ๓ โปรดให้ทรงกำกับราชการกรมมหาดไทยแลกรมท่าด้วย

ตามความที่ปรากฎในจดหมายเหตุเก่า แม้ที่ชาวต่างประเทศแต่ง สรรเสริญกรมหมื่นสุรินทรรักษว่าทรงพระปรีชาสามารถมาก เมื่อ ในรัชกาลที่ ๓ นั้น ถัดกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ก็ถึงกรมหมื่น สุรินทรรักษที่ยกย่องว่าเปนหลักในราชการ ข้อนี้ปรากฎอยู่ในครั้ง เมืองเวียงจันท์เปนขบถ กองทัพใหญ่ที่ยกไปปราบปรามข้าศึก โปรดฯ ให้กรมพระราชวังบวรฯ เสด็จเปนจอมพลทัพ ๑ ให้กรมหมื่นสุรินทรรักษเสด็จเปนจอมพลทัพ ๑ มีอำนาจเหนือเจ้านายและเสนาบดีที่ไปในกองทัพทั้งนั้น แต่กองทัพกรมหมื่นสุรินทรรักษต้องเรียกกลับมารักษาทาง ปากน้ำ ด้วยครั้งนั้นระแวงจะมีกองทัพอังกฤษยกมาอิกทาง ๑ เพราะ เกิดวิวาทขึ้นกับไทยด้วยเรื่องเมืองไทรในเวลาร่วมกับศึกเวียงจันท์ คน ที่ทันรับราชการในสมัยนั้นมักกล่าวกันว่า ถ้ากรมหมื่นสุรินทรรักษยังทรงพระชนม์อยู่ภายหลังกรมพระราชวังบวรฯ พระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเห็นจะโปรดฯ ให้เปนพระมหาอุปราช แต่กรมหมื่น สุรินทรรักษสิ้นพระชนม์เสียเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๓ มีพระชัณษาเพียง ๔๐ ปี แต่เจ้าจอมมารดาตานียังมีชีวิตอยู่ต่อมาอิกช้านาน คนทั้งหลายเรียกกันว่าเจ้าคุณวัง เพราะท่านเปนพี่เจ้าคุณราชินิกุลที่เปนธิดาของเจ้าคุณ พระราชพันธ์นวล คือเจ้าคุณนุ่น ซึ่งเรียกกันว่าเจ้าคุณวังหลวง แล เจ้าคุณคุ้ม ซึ่งเรียกกันว่าเจ้าคุณวังน่าเปนต้น เจ้าคุณวังออกมาอยู่ที่วังกรมหมื่นสุรินทรรักษจนถึงอสัญกรรม หม่อมเจ้าในกรมหมื่นสุรินทรรักษจึงอยู่ที่วังนั้นต่อมาจนย้ายไปอยู่ฟากข้างโน้น เมื่อในรัชกาลที่ ๔

เมื่อเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตยังเด็ก ได้เล่าเรียนอักขรสมัยในสำนักหม่อมเจ้าสุบรรณซึ่งเปนอาว์ และครูอื่น ๆ อิก แต่การเล่าเรียนในสมัยนั้นยังสอนแต่เพียงให้อ่านหนังสือออกกับเขียนหนังสือได้ เจ้าพระยา บดินทรเดชานุชิตได้เรียนเพียงเท่านั้น ไม่ได้รับประโยชน์ในการศึกษาภาษาต่างประเทศ ฤๅแม้วิชาชั้นสูงในภาษาไทยเหมือนเช่นคนที่เกิด ในชั้นหลัง ข้อนี้เมื่อมาพิเคราะห์ดูตามเรื่องประวัติของท่านที่ปรากฎความสามารถในราชการ และกิจการอย่างอื่นเมื่อชั้นหลัง คิดดูก็ เห็นเปนอัศจรรย์ ด้วยอาศรัยแต่ลำภังคุณความดีที่เปนอุปนิสัยของท่านชักจูงเปนข้อสำคัญอย่างเดียว.

ถึงรัชกาลที่ ๕ เมื่อพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้ตั้งกรมทหารมหาดเล็กขึ้นนั้น ทรงพระราชดำริห์ว่าหม่อม เจ้าหม่อมราชวงศ อันเปนเชื้อสายในราชตระกูล เที่ยวกระจัดกระจาย อยู่ตามอำเภอใจโดยมาก ถ้าไปประพฤติชั่วร้ายก็เสื่อมเสียพระเกียรติยศขึ้นชื่อมาถึงราชตระกูล ควรจะรวบรวมมาฝึกหัดให้ได้โอกาศหาคุณความดี ฤๅแม้อย่างต่ำก็พอป้องกันอย่าให้ไปประพฤติเสื่อมเสีย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมหม่อมเจ้าหม่อมราชวงศใน ต่างกรมที่รุ่นหนุ่ม มาฝึกหัดในกรมทหารมหาดเล็ก ในเวลานั้นเจ้า พระยาบดินทรเดชานุชิตอายุได้ ๑๖ ปี จึงอยู่ในหม่อมราชวงศซึ่งเข้ามาเปนทหารมหาดเล็ก ในชั้นแรกเปนพลทหารอยู่ในกองร้อยที่ ๖

การที่เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตได้เข้ามาเปนทหารมหาดเล็กครั้งนั้น เมื่อคิดดูในเวลานี้ดูเปนการประสบโชคสำคัญ เหมือนหนึ่ง ว่ากุศลหนหลังชักนำท่านเข้าสู่ทางที่จะถึงคุณวิเศษ ซึ่งเหมาะแก่อุปนิสัยของท่าน รับราชการอยู่ไม่ช้าก็ปรากฎความสามารถ ได้เปนนาย สิบตรีทหารมหาดเล็กกองร้อยที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๖ ต่อมาอิกปีหนึ่ง ได้เลื่อนขึ้นเปนนายสิบโทในกองร้อยที่ ๕ นั้น

ถึง พ.ศ. ๒๔๒๑ เจ้าพระยาสุรวงศวัฒนศักดิ (โต บุนนาค) ซึ่งได้ไปเล่าเรียนวิชาทหารปืนใหญ่ในประเทศอังกฤษ จนได้เปนนาย ร้อยทหารอังกฤษแล้ว กลับเข้ามารับราชการ จึงทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯ ให้เปนที่พระอมรวิสัยสรเดช ตำแหน่งนายพันตรีผู้บังคับการ กรมทหารปืนใหญ่ญวน ซึ่งได้จัดตั้งตามแบบเก่ามาแต่ครั้งรัชกาลที่ ๔ เมื่อเจ้าพระยาสุรวงศวัฒณศักดิจะจัดการกรมทหารปืนใหญ่ให้เข้าระเบียบแบบแผนอย่างใหม่ ไม่มีตัวนายร้อยพอจะรับราชการในกรมทหาร ปืนใหญ่ จึงกราบบังคมทูลฯ ขอนายสิบทหารในกรมทหารมหาดเล็ก ไปเปนนายทหารปืนใหญ่ ด้วยพวกผู้ดีมีสกุลรับราชการเปนทหารมหาดเล็กอยู่โดยมาก เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตเมื่อยังเปนนายสิบ โทอยู่ในผู้หนึ่ง ซึ่งได้รับเลือกไปรับราชการเปนนายทหารปืนใหญ่ จึงออกจากกรมทหารมหาดเล็กย้ายไป รับราชการเปนตำแหน่งนายร้อยโท มาแต่นั้น ในระหว่างเวลาที่รับราชการอยู่ในกรมทหารปืนใหญ่ เจ้า พระยาบดินทรเดชานุชิตได้มีโอกาศไปราชการทัพกับเจ้าพระยาสุรวงศวัฒณศักดิครั้งปราบฮ่อเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ ได้ขึ้นไปถึงทุ่งเชียงคำ ในแขวงเมืองพวน แต่หาได้มีโอกาศรบพุ่งไม่ เพราะพวกฮ่อทิ้งค่ายหนีไปเสียก่อนกองทัพขึ้นไปถึง.

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมยุทธนาธิการบัญชาการกรมทหารบกทหารเรือรวมกัน กรมยุทธนา ธิการจัดตั้งโรงเรียนนายร้อยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๒ ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้เจ้าพระยาสุรวงศวัฒณศักดิ เวลานั้นเปนนายพลตรี พระยาสีหราชเดโชไชย ย้ายจากกรมทหารปืนใหญ่มาเปนผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตเวลานั้นเปนนายร้อยเอก ก็ได้ย้ายมาเปนปลัดกองโรงเรียนนายร้อยด้วย ต่อมาได้เปนผู้บังคับการโรงเรียน เลื่อนยศเปนนายพันตรี มีบันดาศักดิเปนหลวงสรวิเศษเดชาวุธ และเปนราชองครักษเวรเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ แล้วเลื่อนบันดาศักดิขึ้นเปน พระสรวิเศษเดชาวุธ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๑

ถึง พ.ศ. ๒๔๔๒ เริ่มจัดการทหารบกประจำเปนมณฑล เจ้าพระ ยาบดินทรเดชานุชิตได้ย้ายจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกมาเปนผู้บัญชาการทหารบกมณฑลกรุงเทพฯ เลื่อนยศขึ้นเปนนายพันโท

ถึง พ.ศ. ๒๔๔๓ ย้ายไปรับราชการในตำแหน่งยกรบัตรทัพบก ได้เลื่อนบันดาศักดิขึ้นเปนพระยาพหลพลพยุหเสนา รับราชการอยู่ในตำแหน่งนี้ ๒ ปี ถึง พ.ศ. ๒๔๔๔ ย้ายไปเปนปลัดทัพบก และได้ เปนตำแหน่งองครักษมนตรี ต่อมาอิก ๒ ปี ถึง พ.ศ. ๒๔๔๖ ได้ เลื่อนยศ ขึ้นเปนนายพันเอกตำแหน่งรองผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ แล้วเลื่อนขึ้นเปนนายพลตรี รับพระราชทานสัญญาบัตรเปนพระยาสีห ราชเดโชไชย และได้พระราชทานพานทองด้วย

ในระยะนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ซึ่งเปนผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ เสด็จออกไปราชการณประเทศยุโรป ทางนี้เกิดเหตุพวกเงี้ยวก่อการจลาจลขึ้นในมณฑลภาคพายัพ เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต เปนผู้รั้งราชการกรมยุทธนาธิการต้องรับน่าที่จัดกองทหารส่งขึ้นไปปราบพวกผู้ร้ายเงี้ยว เปนการปัจจุบันในชั้นต้น จัดการได้รวดเร็วเรียบร้อยทันราชการเกินกว่าที่คนคาดหมายกันโดยมาก เมื่อเสร็จราชการครั้งนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนยศขึ้นเปนนายพลโท คนทั้งหลายอันอยู่นอกกรมทหารก็เห็นพร้อมยอมกันในคราวนี้ ว่าเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตเปนผู้มีความสามารถ ในข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คน ๑ ไม่มีเสียงสอดแคล้วคัดค้านในเวลาที่ท่านได้มีตำแหน่งสำคัญยิ่งขึ้นในชั้นต่อมา

นอกจากน่าที่ต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมา เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต ได้รับราชการในน่าที่พิเศษเมื่อรัชกาลที่ ๕ อิกหลายครั้ง คือได้เปนแม่ทัพพิเศษในการรวมพลสวนสนาม รับเสด็จพระบาทสมเด็จฯ พระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อเสด็จกลับจากยุโรปทั้งคราวแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ และคราวหลังเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ และเปนแม่ทัพพิเศษคราวตรวจพลสวนสนามเปนการพิเศษ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๑ อิกคราว ๑ ได้เปนข้าหลวงทหาร ไปตรวจราชการมณฑลบุรพาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ คราว ๑ ไปตรวจราชการมณฑลภาคพายัพเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘ คราว ๑ ไปปราบจีนอั้งยี่ที่ตำบลดอนกระเบื้องแขวงจังหวัดราชบุรีเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘ คราว ๑ ได้บังคับการ ทหารรักษาพระราชวังดุสิต เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ คราว ๑

ถึงรัชกาลปัจจุบันนี้ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จอมพลพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช เปนตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยา บดินทรเดชานุชิต เมื่อยังเปนพระยาสีหราชเดโชไชย เปนตำแหน่ง ผู้ช่วยเสนาบดีกระทรวงกลาโหม แล้วเลื่อนยศขึ้นเปนนายพลเอก ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๔ ตำแหน่งผู้บัญชาการกรมพระคชบาลว่าง โปรดฯ ให้รั้งตำแหน่งนั้นอยู่คราว ๑

ถึง พ.ศ. ๒๔๕๖ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดชสิ้นพระชนม์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต เปนผู้รั้งตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม อยู่จน พ.ศ. ๒๔๕๗ ทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯ ให้เปนเสนาบดีเต็มตำแหน่ง ต่อมาในปีนั้นถึงงานพระราชพิธีฉัตรมงคล พระราชทานสุพรรณบัฏเลื่อนขึ้นเปนเจ้าพระยาบดินทรเดชา นุชิต มีราชทินนามตามที่ปรากฎอยู่ข้างต้นประวัติ แลเลื่อนยศขึ้นเปน จอมพล

ในรัชกาลปัจจุบันนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน เกียรติยศพิเศษในตำแหน่งทหาร แก่เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตหลายอย่าง คือเปนราชองครักษพิเศษอย่าง ๑ เปนนายทหารพิเศษประจำ กรมทหารรักษาวังอย่าง ๑ เปนนายทหารพิเศษประจำโรงเรียนนายร้อยชั้นปฐมอย่าง ๑

เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตได้พระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ต่าง ๆ โดยลำดับมาดังนี้

ในรัชกาลที่ ๕
วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๐ เบญจมาภรณ์ช้างเผือก
วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ จัตุร์ถาภรณ์มงกุฎสยาม
วันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๔ ตริตาภรณ์ช้างเผือก
วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๖ ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ
วันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๗ ประถมาภรณ์มงกุฎสยาม
ในรัชกาลปัจจุบันนี้
วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ประถมาภรณ์ช้างเผือก
วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๕ ปฐมจุลจอมเกล้า
วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ รัตนวราภรณ์
วันที่ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๙ มหาปรมาภรณ์
วันที่ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ มหาโยธินแห่งเครื่องราชอิศริยาภรณ์รามาธิบดี
วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ นพรัตน์ราชวราภรณ์
เหรียญต่าง ๆ ที่ได้พระราชทานในรัชกาลที่ ๕
วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๖ เหรียญรัชฎาภิเศกมาลา
วันที่ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ เหรียญจักรมาลา
วันที่ ๑๙ กรกฏาคม พ.ศ. ๒๔๔๐ เหรียญประพาศมาลา
วันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๔๑ เหรียญปราบฮ่อ
วันที่ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๖ เหรียญทวีธาภิเศก (ทอง)
วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๐ เหรียญรัชมงคล (ทอง)
วันที่ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๑ เหรียญรัชมังคลาภิเศก(ทอง)
เหรียญต่าง ๆ ได้พระราชทานในรัชกาลปัจจุบัน
วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ เหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลปัตยุบัน ชั้นที่ ๓
วันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๔ เหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ ๕ ชั้นที่ ๓
วันที่ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ เหรียญบรมราชาภิเศก (ทอง)
วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๗ เหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลปัตยุบัน ชั้นที่ ๒
วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ เหรียญดุษฎีมาลา เข็มราชการแผ่นดิน
เข็มต่าง ๆ ที่ได้พระราชทาน
วันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๐ เข็มอักษรเสด็จพระราชทานดำเนิรประพาศยุโรปรักษาพระนครคราวหลัง (เข็มเงิน)
วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๒ เข็มพระชนมายุศมงคลชั้น ๒ (ทองคำ)
วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๙ เข็มข้าหลวงเดิม

ในเครื่องราชอิศริยาภรณ์ที่เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตได้พระราชทานนั้น เปนแปลกพิเศษอยู่อย่าง ๑ ที่ได้พระราชทานนพรัตนราชวราภรณ์อันเครื่องราชอิศริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์นี้ แม้ในเจ้านายจะได้รับพระราชทานก็แต่เจ้าฟ้าและพระองค์เจ้าต่างกรมชั้นผู้ใหญ่แต่บางพระองค์ส่วนขุนนางนั้นที่ได้รับพระราชทานมีปรากฎแต่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหา ศรีสุริยวงศ์ กับเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ ที่สมุหพระกลาโหมได้พระ ราชทานในรัชกาลที่ ๕ ในรัชกาลปัตยุบันนี้มีแต่เจ้าพระยาบดินทรเดชา นุชิตผู้เดียว ในข้าราชการที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ นพรัตนราชวราภรณ์ ยังหามีผู้อื่นได้พระราชทานไม่ อนึ่งตั้งแต่เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตมีอายุครบ ๖๐ ทัศ เมื่อปีมโรง พ.ศ. ๒๔๕๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานรดน้ำเวลาปีใหม่ทุกปีมามิได้ขาด โดยทรงยกย่องว่าเปนผู้ที่ทรงเคารพ ผู้หนึ่ง ซึ่งน้อยตัวที่จะได้พระราชทาน

เมื่อคิดดูตามความที่ปรากฎมาข้างต้นประวัติ คือว่าเจ้าพระยา บดินทรเดชานุชิตก็มิได้มีโอกาศศึกษาวิชาความรู้ลึกซึ้งอย่างคนชั้นหลังแลไม่รู้ภาษาต่างประเทศ ฤๅได้เคยไปดูแบบธรรมเนียมในนานาประเทศเหตุใดจึงสามารถจะรับราชการทหารได้ดีทุกน่าที่ตลอดมา จนได้เปน ถึงจอมพล แลเปนตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม แลที่สุดได้ รับพระราชทานถึงเครื่องราชอิศริยาภรณ์นพรัตน อันเปนเกียรติยศสูงพิเศษควรนับว่าเปนยอดประวัติของท่าน ข้าพเจ้าสันนิษฐานโดยได้ เปนมิตรคุ้นเคยกับเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตมาช้านาน เห็นว่าเปนเพราะท่านทรงคุณสมบัติอันเกิดแต่อุปนิสัย ๓ อย่างเปนเครื่องประกอบกับสติปัญญาของท่าน คือ ความซื่ออย่าง ๑ ความสัตย์อย่าง ๑ แลความเพียรอย่าง ๑ คุณสมบัติทั้ง ๓ อย่างนี้เปนสำคัญในอัธยาศรัยของเจ้า พระยาบดินทรเดชานุชิต ความซื่อนั้นเปนบรรทัดทางปฏิบัติของท่าน ทั้งในน่าที่ราชการ แลการที่ประพฤติต่อมิตรสหาย ความสัตย์นั้นเปนอย่างนิจศีลของท่าน มิได้ปล่อยให้โลกธรรมครอบงำให้ผันแปรไป ด้วยประการใด ๆ แลความเพียรนั้นเปนเกียรติคุณของท่านที่ประกอบกิจการทั้งปวง ไม่ว่าการยากง่ายใหญ่น้อยอย่างใด ลงได้ทำแล้วคงพยายามให้การสำเร็จตามประสงค์ ฤๅตามคำสั่งของผู้ใหญ่ในเวลาเมื่อท่านยังเปนผู้น้อย นอกจากคุณสมบัติทั้ง ๓ ประการที่กล่าวมาเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตยังทรงคุณความดีอิกหลายอย่าง คือที่มีไมตรีจิตรต่อผู้อื่นทั่วไปเปนต้น เพราะฉนั้นจึงเปนที่เคารพรักใคร่ไว้ วางใจของผู้อื่น ทั้งญาติแลมิตรแลผู้ที่ร่วมราชการตั้งแต่ผู้ใหญ่ลง มาจนผู้น้อย เมื่อเปนเช่นนี้การงานทั้งปวงที่ท่านทำ คือราชการใน น่าที่เปนต้น ก็ย่อมจะเปนศุภผล เปนเหตุให้ท่านได้รับความเจริญ รุ่งเรืองมาจนตลอดอายุของท่าน

เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตป่วยเปนโรคปอดอักเสบ ถึงอสัญกรรม เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๔ คำณวนอายุได้ ๖๖ ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชอุสาหะเสด็จไปทรงรดน้ำศพ พระราชทานโกฐมณฑป แลเครื่องประโคมกลองชนะ มีจ่าปีจ่ากลองแลแตรงอนแตรฝรั่งตามบันดาศักดิเจ้าพระยาเสนาบดีชั้นสูง ครั้นต่อมาเมื่อสร้างพระเมรุท้องสนามหลวงถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรสแล้ว ทรงพระราชดำริห์ว่าเจ้าพระยาบดินทร เดชานุชิตก็เปนเสนาบดีมีเกียรติยศเนื่องในราชตระกูล ทั้งได้รับราช การสนองพระเดชพระคุณมีความชอบความดีมาเปนอันมาก สมควรจะพระราชทานเพลิงศพที่พระเมรุกลางเมืองได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดการแห่ศพเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต ด้วยกระบวรทหารตามเกียรติยศจอมพลมายังพระเมรุ แลพระราชทานเพลิงศพเมื่อณวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๕ สิ้นเรื่องประวัติของเจ้าพระยา บดินทรเดชานุชิตเพียงนี้

หวังใจว่าท่านทั้งหลายที่ได้รับหนังสือนี้ไป คงจะอนุโมทนาในการ ซึ่งท่านผู้หญิงบดินทรเดชานุชิตให้พิมพ์หนังสือเรื่องนี้ทั่วกัน

  • ลายมือชื่อของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ สภานายก
  • หอพระสมุดวชิรญาณ
  • วันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๕
  • จอมพล เจ้าพระยาบดินทรนุชิตฯ (ม.ร.ว.อรุณ
  • ฉัตรกุลณกรุงเทพ) ราชองครักษ์ น.ร, ร.ว, ม.ช, ป.จ, ป.ม, ม.ร ฯลฯ
  • เสนาบดีกระทรวงกลาโหม