ข้ามไปเนื้อหา

ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 61/เรื่องที่ 1

จาก วิกิซอร์ซ
พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน

จะกล่าวถึงภุมเทวดาอันมีชื่อว่าลวะจังราช อันมักใคร่ให้เป็นคุณในพระพุทธศาสนา จึ่งพิจารณาดูในเมืองมนุษย์แล้วก็รู้ด้วยปัญญาว่าศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าจะตั้งอยู่ในเมืองยวนตราบเท่า ๕,๐๐๐ พรรษา ส่วนลวะจังกราชก็เจรจาปราศัยกับด้วยเทวธิดาผู้เป็นภรรยาว่า ภทฺเท ดูกรนาง กาเล อันว่ากาลบัดนี้ก็เป็นกาลอันบริสุทธิ์แล้ว ควรเราทั้งสองลงไปเป็นท้าวพระยาในเมืองมนุษย์ แล้วจะได้ยกยอพระพุทธศาสนาก็สมควรแล้ว ส่วนนางเทวดาผู้เป็นภรรยาก็รับคำพระสามีว่า สาธุ สาธุ ดังนี้แล้ว ส่วนลวะจังกราชเทวดาก็เนรมิต อุโภ เหรญฺญเสณิเย มีพะองอันหนึ่งพาดแต่บนเขาถึงกลางทุ่งตรงหินเลาและหินกอง ขณะนั้นชนทั้งหลายแลเห็นด้วยก็เรียกกันมาดูเป็นอันมาก ชาวยวนทั้งหลาย มีพระยายวนเป็นประธาน ทั้งอุปราชเสนาอำมาตย์ราษฎรและนักบวช ทั้งปวงพากันมาดูแล้วก็บูชาด้วยธูปเทียนดอกไม้ทุก ๆ คน เขาสรรเสริญว่า สาธุ สาธุ เทวดาองค์ประเสริฐมาเนรมิตบันไดเป็นอันดีงาม ดั่งนี้ ส่วนเทวดาทั้งสองมีภุมเทวดาพันหนึ่งเป็นบริวาร ก็ลงมาด้วยบันไดนั้น ลวะจังกราชเทวดาผู้เป็นสามีนำหน้า ภรรยาตามหลังกั้นเศวตฉัตรพัดโบกวี สนุกสนานโดยเสียงดนตรีแตรสังข์ ดูเพราะเหมาะแก่หูมนุษย์ ทั้งหลาย ครั้นลงมาถึงแผ่นพสุธาแล้ว ก็เนรมิตอาสนเงินอันหนึ่งกว้าง ๑๒ ศอก ยาว ๑๗ ศอก สูง ๘ ศอก ไว้ใต้ร่มไม้พุดซาต้นหนึ่ง ไม้พุดซาต้นนั้นใหญ่สูงมีร่มกว้างขวางยิ่งนัก ส่วนลวะจังกราชเทวดาก็ ขึ้นยืนอยู่บนอาสนเงินนั้นแล้ว ก็ร้องป่าวประกาศว่า ชนา ดูกรชน ทั้งหลาย มยํ อันว่าเรานี้หากเป็นพระยาเทวดามีชื่อว่า ลวะจังกภุมเทวราช เราจะมาเป็นพระยาแก่ท่านทั้งหลาย เพื่อจะได้สั่งสอนท่านทั้งหลายให้รู้ทำนบทำนองคือธรรมะธรรมโม ให้ตั้งอยู่ในไตรรัตนสรณาคมน์ ทุก ๆ คนจะดีหรือไม่ ส่วนว่าคนทั้งหลายก็รับโดยคำว่า สาธุ สาธุ ดั่งนี้ทุกคน เหตุนั้นจึ่งได้ชื่อว่า เชียงสา มาจนทุกวันนี้แล

บัดนี้จะกล่าวปฐมศักราชก่อนปีมะแม ตรีศก ศักราชได้ ๕๑ ปีต่อมาถึงปีมะเส็งแต่ปีพระพุทธเจ้าเข้าสู่พระปรินิพพาน ต่อมาถึงปีขาล เอา ๕๑๙ มาประสมด้วย เป็น ๘๐๐ พรรษา ยังมีพระยาองค์หนึ่งชื่อตรีจักษุ เป็นเจ้าเมืองลังกาตัดศักราชเก่าเสีย ตั้งใหม่อีกคือ ๑ ปีเถาะเอกศก ตั้งแต่นั้นมาได้ ๘๐๐ พรรษา ต่อมาถึงปีจอ ทสศก พระยาอนุรุธได้ครองเมืองภุกามซ้ำตัดเล่า ตั้งใหม่คือ ๑ ปีกุน เอกศก เป็นตติยศักราชแต่นั้นมามิได้ตัดเลย

จะกล่าวถึงท้าวโอปาปติกรณ์ และท้าวนั้นเกิดมาในวันเสาร์ยามเที่ยง เดือน ๔ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีกุน เอกศก ครั้นเกิดมาแล้วเครื่อง อภิเศกก็เกิดมาด้วยพร้อมทุกประการ ส่วนภุมเทวดาพันหนึ่งและคน ทั้งหลายมีท้าวพระยาเป็นประธาน ก็พากันอภิเศกท้าวโอปาปติให้เป็นพระยา ทรงพระนามว่าลวะจังกราช แล้วมอบสมบัติบ้านเมืองให้ท่านได้เสวยครึ่งหนึ่ง ส่วนเทวดาพันหนึ่งนั้นครั้นแล้วการอภิเศก บ้างก็อยู่ด้วยท้าวลวะจักรราช บ้างก็เสด็จไปที่อยู่ ครั้นถึงที่อยู่แล้ว ส่วนพะอง ที่พาดอยู่นั้นก็กลับหายไป ขณะนั้นคนทั้งหลายที่อยู่ไกลมามิทัน จึ่งร้องถามซึ่งกัน บางคนก็บอกว่าเงินยัง ๆ เมืองนั้นจึ่งได้ชื่อว่า เมืองเงินยัง ต่อมาบัดนี้เรียกกันว่าเมืองเงินยาง จนถึงทุกวันนี้แล

ส่วนท้าวลวะจังกราช ก็มีพระราชอาชญาให้รื้อเอาอาสนเงินนั้นมานีเป็นบ่วงเป็นตราเงินยาง ให้รู้ว่าเป็นเงินทิพย์ แล้วท่านก็จำหน่ายทำบุญให้ทานแก่คนทั้งหลาย และสร้างกุฎีวิหารตามแต่พระราชศรัทธาทุกประการ ส่วนความสรรเสริญก็ปรากฏไปทั่วบ้านน้อยเมืองใหญ่ทุกตำบลโดยคำว่า ท้าวองค์นี้จากเมืองนครสวรรค์มาโดยอุปบัติในเมืองเงินยาง ทำ ให้บ้านเมืองรุ่งเรืองสุขเกษมมากนักหนา ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลายพากันยินดีทุกตัวคน จากนั้นมาได้ ๖ ปี พระยาที่เป็นเจ้าเมืองยวน ก็พร้อมกันประชุมท้าวพระยาเสนาอำมาตย์ราชบัณฑิตและโหรทั้งหลายให้ทาย ดูฤกษ์ยามวันดีอันเป็นมงคลได้แล้ว ก็พากันนำเอาของบรรณการ เป็น ต้นว่าเงินทองเสื้อผ้าช้างม้าโคกระบือนำมาถวายแล้วก็สรงน้ำพระสุคนธ์อันบริสุทธิ์ ยกขึ้นเป็นใหญ่ตั้งพระนามใหม่ว่า ลวะจังกราชเอกกษัตริย์ ครั้นท่านได้เป็นเอกกษัตริย์แล้ว ก็สั่งสอนท้าวพระยาเสนาอำมาตย์ราษฏร ให้ตั้งอยู่ในไตรรัตนสรณาคมน์ทุก ๆ คน ท่านเสวยเมือง เหรัญนคร ก็ขึ้นมนัสการพระเจดีย์คือภูเขาธง (คือดอยตุง) ทุกปีมิ ได้ขาด ท่านก็บังคับให้พวก ทำมีละ คือผู้รักษาพระเจดีย์ ๕๐๐ คนอยู่รักษาพระเจดีย์ตามประเพณีโบราณมาแต่ก่อน บ้านเมืองก็ย่อมมีความเจริญสุขทุกเมื่อ แต่ว่าพระมหากษัตริย์องค์นั้นยังหามีโอรสจะ สืบเชื้อวงศ์ครองสมบัติแทนตนไม่ ท่านพิจารณาดูแล้วจึงบอกให้พระราชเทวีว่า เราเกิดมาในเมืองมนุษย์ปางนี้ ก็ปรารถนาอยากให้ท้าวพระยาที่เที่ยงธรรม มีความเมตตาฝูงอาณาประชาราษฎร์ให้ถาวรไปภายหน้า จะเป็นที่บำรุงพระพุทธศาสนารุ่งเรืองต่อไป บัดนี้เราทั้งสองยังหาบุตรจะสืบเชื้อวงศ์ไม่ เหตุดั่งนี้นางจงอุตส่าห์รักษาเบญจศีล อัฎฐศีลให้เที่ยงแล้ว จงตั้งอธิษฐานซึ่งเทวดาอินทร์พรหมแล้วขอให้มีพระโอรสผู้ประเสริฐ จะได้สืบพระราชวงศานุวงศ์

ฝ่ายว่านางเทวีก็รับคำพระสามีว่า สาธุ สาธุ ดี ดี ดั่งนี้ แล้วนางก็กระทำตามคำพระองค์บอกทุกประการ อยู่มามิช้านานนางก็ทรงครรภ์ข้อนี้จะรวบรัดตัดตอนถอนบท ครั้นถึงกำหนด ๑๐ เดือนถ้วนแล้ว นางก็ประสูติพระโอรสองค์หนึ่ง ในปีวอก อัฐศก วันเดือนไม่ปรากฎ อยู่มา ได้ช้านาน ถึงกุมารผู้นั้นใหญ่มาพอเดินเหินไปมาได้แล้ว พระนางเทวีก็ทรงครรภ์อีก พอถึงกำหนด ๑๐ เดือน นางก็ประสูติธิดา[1] อีกผู้หนึ่งในปีจอ เอกศก ครั้นกุมารีผู้นั้นใหญ่พอเดินไปมาได้แล้ว ยังมีในคืนหนึ่ง พระนางเข้าสู่ที่บรรทมในปรางค์ปราสาท นางก็ทรงพระสุบินนิมิตต์ น่าควรอัศจรรย์ยิ่งนักหนา ฝันว่ายังมีแก้วลูกหนึ่งดูมีรัศมีรุ่งเรืองทั่วไปในเมืองเงินยางทั้งปวง แล้วนางก็มีความโสมนัสยินดี ครั้นตื่นขึ้นแล้ว ก็ไปบอกเล่าให้พระสามีฟังทุกประการ

ส่วนลวะจังกราชมหากษัตริย์ก็พิจารณาดูความฝันนั้นแล้วก็รู้ด้วยปัญญาท่านก็บอกว่า ภทฺเท ดูกรนาง นิมิตต์แห่งนางนี้เป็นอันดีนัก ผู้มีบุญสมภารจะมาถือปฏิสนธิในท้องแห่งนางเป็นแน่ แล้วนางจงรักษาครรภ์แห่งนางไว้ให้ดี บุตรผู้นี้จะเฉลียวฉลาดยิ่งกว่าบุตร ๒ คนที่เกิดก่อนนั้นแล ครั้นว่าครรภ์แห่งนางแก่ได้ ๑๐ เดือนบริบูรณ์แล้ว ก็ ประสูติบุตรอีกผู้หนึ่งเป็นชาย มีลักษณะเนื้อตัวบริสุทธิ์ดูงามหาที่เปรียบ บมิได้ คลอดเมื่อปีชวด เอกศก ตติยศักราชได้ ๖๒ ปี เดือน ๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันพฤหัสบดี ครั้นกุมารผู้นั้นใหญ่มาแล้ว พระบิดาจึ่งตั้งนามว่า ลาวเกลาแก้วมาเมือง ครั้นใหญ่มาพอคิดราชการได้ ขณะ นั้นยังมีปูตัวหนึ่งใหญ่เท่ายุ้งข้าวมีลูก ๒ ตัว เวลากลางคืนมันพาลูกเที่ยวหากินกัดข้าวกล้าในภูมิ์นาแห่งคนทั้งหลาย ก้ามมันคีบช้างก็ตายคีบโคกระบือก็วายชีวิต

ส่วนว่าพระมหากษัตริย์ผู้เป็นบิดาก็ใช้ให้บุตรทั้ง ๓ คนพี่น้องไปทำลายปู ๓ ตัวแม่ลูก กุมารทั้ง ๓ ก็พากันล่องน้ำตามรอยปู ๓ ตัวนั้น ครั้นไปถึงระหว่างเขาแห่งหนึ่งก็มองเข้าไปเห็นปูอยู่ในรูถ้ำ ผู้พี่ ๒ คน ก็ขุดรูปูบังคับให้ผู้น้องเอาสวิงไปดักไว้ใต้น้ำแล้ว ถือตระบองไว้อันหนึ่ง มิฉะนั้นชะรอยปูมีกำลังมันจะโดดออกไป ฝ่ายผู้น้องว่า ไหน ๆ ก็เรามาพบนี่แล้ว ขุดเอาให้ได้มิดีหรือ จะให้ฉันไปใต้น้ำฉันไม่ไป ฝ่ายว่าพี่ทั้ง ๒ ก็ด่าน้องว่าให้ไปจงได้ ผู้น้องเสียไม่ได้ก็ไปตามคำพี่ทั้ง ๒ ก็เอาสวิงไปดักไว้ใต้น้ำ มือถือตระบองอยู่ที่นั้น พอถึงพระอาทิตย์ตกนกร้องทั้ง ๒ พี่น้องขุดปูยังไม่เป็นท่วงเป็นที เหตุว่ารูหินนั้นแข็งเหลือเกิน ครั้นค่ำแล้ว ๒ คนพี่น้อง ก็เกลื่อนหินก้อนใหญ่เข้าทับรูปูไว้ แล้วก็กลับ มาบ้างแต่ ๒ คน หาได้เรียกผู้น้องที่อยู่ใต้น้ำมาด้วยไม่ ครั้นค่ำแล้ว ผู้น้องที่อยู่ใต้น้ำคอยฟังดูเหตุการณ์ ก็มิได้รู้ร้ายรู้ดี นั่งพิจารณาอยู่ว่าจะเป็นประการใดหนอ จำจะไปดูพี่ทั้ง ๒ ดูก่อน คิดดั่งนี้แล้วก็ขึ้นน้ำ ไปที่ปากรูปูก็ไม่เห็นพี่ทั้ง ๒ ผู้น้องคนเดียวก็กลับมาบ้านทั้งกลางคืน ครั้นถึงแล้วก็ไปกล่าวเหตุการณ์ทั้งปวงให้บิดาฟัง ครั้นบิดาได้ฟังผู้น้องบอกดังนั้น ก็เรียกพี่ทั้ง ๒ มา ท่านก็สั่งสอนว่าเจ้ายังหวังใจปรารถนาจะเป็นผู้ดีไปข้างหน้า เหตุไฉนมิได้มีความพิจารณา ทิ้งน้องเสียไม่เรียกมาด้วย เป็นการไม่ดีเลย โบราณว่าคนรักใหญ่เท่ารอยตีนเสือ คนชังคนเบื่อกว้างเท่าเสือลำแพน ลืมตามิเห็นพี่ ขึงตามิเห็นน้อง รุงรังมิ แหนมแถมซ้ำยุ่งใหญ่ บ้างวิ่งขึ้นบก บ้างหกลงน้ำ บ้างคิดให้อยู่ บ้างยุให้หนี บ้างทำให้ได้ บ้างไพล่ให้เสีย บ้างทำให้ถี่ บ้างตีให้ห่าง เป็นการไม่ดี เจ้ายี่ชักไปข้างซ้าย เจ้าอ้ายชักไปข้างขวา น้องก็ว่าน้องจะจี่ พี่ก็ว่าพี่จะเผา มิดีเลย จะเป็นข้าราชการต้องไต่ติดพิจารณาดู ร้ายดีประการใด ครั้นเห็นจะสมควรก็ให้ควร ถ้าไม่สมควรก็ทิ้งเสีย จึงจะเป็นผู้ใหญ่ได้ กุมารทั้ง ๒ ครั้นได้ยินบิดาสอนดังนั้นก็โกรธขึ้ง มิได้เชื่อถ้อยฟังคำของบิดาสั่งสอนเลย

ต่อมาวันหนึ่ง ส่วนลาวเกลาแก้วมาเมืองก็เรียกรี้พลโยธามาให้มาก ให้มีเครื่องอาวุธครบมือทุกคน บ้างก็เอาจอบเสียมไปด้วย ครั้นถึงแล้วก็เอาสวิงลงดักไว้ใต้น้ำ บ้างก็ระวังอยู่ บ้างก็ขุดไปมิได้หยุดมือ ลึกประมาณ ๓๐๐ ศอก ก็ถึงที่อยู่ปู ๓ ตัว ลูกปูตัวหนึ่งวิ่งออกมาก่อนไปถูกสวิงเข้า เขาก็พากันทุบตีทำลายฆ่าให้ตายแล้ว ถอนเอาก้าม ปูนี้มาทำกลอง ส่วนปูตัวพี่กับแม่ปู ๒ ตัวแม่ลูกนั้นวิ่งออกมาทีหลังเขาพากันฟันแทงด้วยหอกดาบก็ไม่เข้า ทุบตีด้วยไม้ตระบองก็ไม่ตาย กระดองมันแข็งนักเหลือที่จะประมาณ มันเอาก้ามคีบถูกจมูกคนขาดไปน่าทุเรศนัก มันฆ่าคนตายหลายคนแล้ว ปูทั้ง ๒ แม่ลูกก็ล่องน้ำแม่หนึ่งไปเมืองละว้า จากแม่ละว้าไปถึงแม่น้ำของ คนทั้งหลายพากันขี่ช้าง ขี่ม้าไปตามฆ่าก็ไม่เห็น ปู ๒ ตัวไปซ่อนกายอยู่ในถ้ำหนึ่งลึกนัก คนทั้งหลายก็เหลือสติกำลังที่จะคิดอ่านฆ่าปูนั้นได้ พากันกลับมาที่อยู่ของตน

ข้อนี้ยกไว้ จะกลับกล่าวถึงลาวเกลาแก้วมาเมืองก่อน ส่วนลาวเกลาแก้วมาเมือง จึ่งกราบทูลพระบิดาเจ้าลาวหลวงว่า ครั้นเราจะอยู่ด้วยกันทั้ง ๔ คนพ่อลูก ก็จะไม่กว้างขวางยืดยาวไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นขอบิดาจงได้มีความกรุณาตั้งแต่งให้ลูกทั้ง ๓ ไปอยู่คนละแห่งละที่ จะอยู่ด้วยกันอุปัฎฐากบิดามารดาหรือ ครั้นและบิดามารดาแก่ชราไปแล้ว ลูกก็กลัวภัยอันตรายจะมีภายหน้า เหตุที่พี่ทั้ง ๒ นั้นเป็นคนดื้อดึงนัก ส่วนลวะจังกราชครั้นได้ฟังลูกว่าดังนั้น ก็พิจารณาดูรู้แจ้งแล้ว แบ่งราชสมบัติ คือช้างม้าเงินทองให้ได้เสมอกันทั้ง ๓ คนพี่น้อง แล้วแจกให้ไปอยู่หัวเมือง ผู้พี่ให้ไปอยู่เมืองม้าเชียงของ ผู้กลางให้อยู่เมืองยอง ผู้น้องให้อยู่ในเมืองว่าราชการแทนบิดา ส่วนลวะจักราชผู้เป็นบิดาก็ให้ไปนำเอานางแก้วรูปทิพย์ อันเป็นลูกสาวพระยาเมืองหลายปู่คา มาเป็นอัครมเหสีแก่ลาวเกลาแก้วมาเมือง แล้วบิดาก็สั่งสอนให้ลาวเกลา แก้วมาเมืองตามประเพณีธรรมทุกประการ แล้วท่านก็อยู่เสวยสมบัติ ถึงอายุได้ ๑๒๓ ในปีฉลู ตรีศก ตติยศักราชได้ ๑๒๓ ปี พระพุทธศาสนาล่วงแล้วได้ ๑๓๐๓ พรรษา ลาวเกลาแล้วมาเมืองครองสมบัติแทนบิดาได้ ๕๒ ปี ก็ประชวร ถึงแก่กรรมล่วงไป แล้วบุตรหลาน อันเป็นเชื้อราชวงศานุวงศ์สืบแทนต่อ ๆ กันมา ตั้งแต่ลวะจังกราชมา ถึงลาวเคียงได้ ๑๐ ชั่วท้าวแล้ว

ส่วนลาวเคียงก็รำพึงว่า บ้านเมืองใดไม่มีรั้วบ้านกำแพงเมืองแน่นหนานั้น เมืองนั้นก็หาเป็นราชธานีใหญ่ไม่ ครั้นและข้าศึกมา หาที่ พึ่งมิได้ ชายธงของปู่กูตกไหนก็สมควรจะสร้างกำแพงเมืองที่นั้น ครั้นพิจารณาดั่งนี้แล้ว ก็ไปตรวจดูถิ่นฐานที่จะสร้างกำแพงเมือง ท้าว ก็ให้นักการไปตัดเอาหัวยางอันหนึ่งเกี่ยวกับถ้ำแห่งหนึ่ง แล้วเดินไป ทิศเหนือถึงแม่น้ำแห่งหนึ่งชื่อแม่ละว้า ทิศตะวันออกเอาแม่น้ำแดน ครั้นขึงเชือกหมายเขตต์แดนแล้ว ก็เร่งให้ราษฎรทั้งหลายทำให้ราบเสมอดีทุกที่ทุกแห่ง แล้วก็นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มาสวดมนต์ทำให้เป็น สวัสดิมงคล ที่จะสร้างวังแห่งหนึ่ง ที่กลางใจเมืองแห่งหนึ่ง แล้ว ลำดับไปประตูเมืองทั้ง ๓ แห่งและในเมืองทุกที่เอาสายสิญจน์วงรอบกำ แพงเมืองแล้ว ขุดให้เป็นหลุมที่จะฝังเสาอินทขีละและกำแพงเมืองก็ให้รดด้วยน้ำมนต์ แล้วนิมนต์พระท่านสวดมหาสมัยและมงคลทั้ง ๗ ประการและธรรมจักร ครั้นกระทำเสร็จแล้วจึ่งเอาแก้ว ๗ ประการมีรัศมีต่าง ๆ และยันต์ตะกรุดมีชื่อว่าฝนแสนห่า ฟ้าทำลายกำแพงแสนชั้นใสไว้ใน ให้เอารองตีนเสาทุกต้น แล้วให้ทำรูปช้างม้าโคกระบือทำด้วยทองคำ แล้วเอาฝังไว้ทั้ง ๔ ทิศ ครั้นได้ฤกษ์วันดีแล้วก็ให้พวกดนตรีพิณพาทย์ประโคมกลอง เสียงครึกครื้นเป็นทีสนกุยินดี ราษฎรทั้ง หลายก็พากันปีติทุกคน แล้วก็พากันปลูกเสาขึ้นให้พร้อมกัน แล้วเอาเพ็ชร์นิลจินดาค่าควรเมือง ๓ ลูก มหานิล ๓ ลูก มรกต ๓ ลูก ทับทิมค่าควรเมือง ๓ ลูก แล้วเอาใส่ในไหทองคำใบหนึ่งฝังไว้ใต้หอสรง ตะวันออกหัวนอนเพราะว่าจะให้เป็นมงคลต่อไปข้างหน้าชั่วลูกชั่วหลาน เหตุดั่งนั้นเมืองนั้นจึงได้ชื่อว่า ยางสาย ถ้ำนั้นชื่อว่าถ้ำเกี่ยว น้ำแม่ละว้า ได้ชื่อว่าแม่สาย ต่อมาถึงบัดนี้แล เมื่อลาวเคียงสร้างเมืองเหรัญนคร ตติยศักราชได้ ๑๕๓ ปีมะแม ตรีศก วันอาทิตย์เดือน ๔ ขึ้น ๑๕ ค่ำแล ตั้งแต่ท้าวลาวเคี่ยงมาถึงขุนเงินได้ ๑๑ ชั่วท้าวต่อ ๆ กันมาแล

ฝ่ายลาวก่อลาวเกือะไปอยู่เมืองม้าเชียงของและเมืองยองนั้นก็มีบุตรหลานแพร่หลายขึ้นแล้ว เขาก็แต่งให้ไปอยู่หัวเมืองทุกตำบล บางคนก็ไปสร้างบ้านสร้างเมืองอยู่ตามชอบใจแห่งเขา ส่วนขุนเงินเสวย สมบัติแทนบิดาก็มีบุตรชาย ๒ คน ผู้พี่ชื่อขุนชื่น ผู้น้องชื่อขุนจอมธรรม ขุนเงินผู้เป็นบิดาก็รำพึงว่า ชาติช้างสาร ๒ ตัวอยู่ร่วมโรงเดียวกัน รู้แต่ จะเป็นอริซึ่งกันมิได้ขาดเลย ส่วนบุตรกูทั้งสองนี้ควรจัดแจงให้อยู่คน ละเมืองถึงจะดี คิดแล้วก็แบ่งสมบัติให้ คือ ช้างม้าเงินทองและสิ่งของต่าง ๆ ให้เสมอกันแล้ว ให้ขุนจอมธรรมไปเสวยเมืองภุกาม ท่านก็ จัดแจงแต่งรี้พลทหารไปตามเสด็จขุนจอมธรรม ไปตามระยะทางนานได้ ๗ ราตรี จึงไปถึงบ้านเชียงหมั้นที่ระวางเขาแล้ว ก็พักอยู่ที่นั้น ตามโบราณประเพณีท้าวพระยาแต่ก่อน ครั้นจะเสวยราชสมบัติย่อมพักอยู่บ้านเชียงหมั้นเสียก่อน เหตุบ้านนั้นเป็นเค้ามูลของเมืองนั้น แล้วท่านก็ให้เสนา ๓ คน ผู้หนึ่งชื่อพันธเสนา ผู้หนึ่งชื่อบัณฑิตเสนา ผู้หนึ่งชื่อว่าสามปัญญา ใช้ให้ไปพิจารณาดูในเมืองเชียงแก่นให้ทั่วทุกที่ทุกตำบลยังจะมีไชยมงคลหรือไม่ ท่านก็พักอยู่ที่นั้นได้หลายราตรี ที่พักนั้นก็ไกลน้ำ ท่านก็ได้ขุดคลองน้ำ ชาวเหนือว่าขุดเหมือง ขุดตั้งแต่แม่น้ำสายตามาจนถึงที่พัก เพราะว่ารี้พลช้างม้าจะได้กินได้อาบตามชอบใจ น้ำนั้นจึ่งได้ชื่อว่า แม่เหมือง เท่าถึงทุกวันนี้แล

ฝ่ายว่าพันธเสนาและสามปัญญาก็พิจารณาดูในเมืองก็ขึงเชือก ดูกระบวนหน้ากว้างมีอยู่ ๑๐๐๐ วา หน้ายาวมี ๑๒๐๐ วา ร่องกำแพงลึก ๗ วา ประตูเมืองมี ๘ แห่ง กำแพงทิศตะวันตกสูง ทิศตะวันออกต่ำ สระใหญ่มี ๒ แห่ง สระหนึ่งมีทิศอิสาน สระหนึ่งมีทิศพายัพ พันธเสนาและสามปัญญาก็รู้ได้ว่าเมืองนี้เป็นมงคลอันประเสริฐ กำแพงเมืองตั้งอยู่ริมตีนเขาข้างประตูตะวันออกมีไม้ ๓ ต้น ตามคัมภีร์ว่าเมืองนี้นามสีหราช แล้วก็พากันกราบทูลขุนจอมธรรมทุกประการ แล้วท่านประกาศป่าวให้เสนาอำมาตย์ราษฎรทั้งปวงทำให้เป็นการมงคล คือ ฉลองเมืองตามเทศกาลโบราณแต่ก่อนแล้ว ให้ไปนิมนต์พระสังฆราชมาตั้งพระยาที่จะเสวยเมือง แล้วให้บูชาด้วยธูปเทียนดอกไม้ทุกตำบล แล้วให้นำมายังสิริลุทกมังคลามีเสตสิระเป็นประธาน ในรัตนสุวัณณราชสมาเป็นมงคล แล้วไปฝังไว้ที่ประตูเมืองประตูวังใหญ่วังน้อย แล้วให้เอาสิริรุกขนามฝังเป็นเสาประตูเมืองทั้ง ๗ ทิศ แล้วบูชาท้าวทั้ง ๔ เสียก่อน แล้วนิมนต์พระภิกษุสงฆ์สวดมนต์ให้เป็นมงคล แล้วขับส่งจัญไรทั้ง ๘ ทิศ มีเครื่องส่งสิ่งละ ๑๐๐ แล้วปล่อยสัตว์ ๔ เท้า ๒ เท้า แล้วตรวจน้ำถึงท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ แล้วบูชาเทวดาเมืองทั้ง ๔ ทิศ ให้ทำหอโรงไว้ในเมือง ๔ ทิศ คือ ทิศใต้ เหนือ ตะวันตก ตะวันออก ตามธรรมเนียมโบราณแต่ก่อนทุกประการแล

ครั้นเสร็จแล้วเสนาอำมาตย์ราษฎรทั้งปวง ก็ยกขุนจอมธรรมให้เป็นเจ้าเป็นใหญ่แก่อาณาประชาราษฏรครองสมบัติในเมืองนั้น ครั้นถึงเวลากลางคืนท้าวจอมธรรมก็พิจารณาแต่ในใจว่า เมืองนี้ต่อไปข้างหน้าจะร้ายหรือดีเป็นประการใดหนอ พิจารณาดั่งนี้แล้วก็หลับไป ปัจจุสมัยก็ใกล้รุ่งท้าวก็ทรงพระสุบินนิมิตต์ ฝันว่ามีเทวดาองค์หนึ่ง มากล่าวว่า ท่านอยากรู้ว่าบ้านเมืองจะร้ายและดีหรือ ครั้นท่านอยาก รู้จงพิจารณายังอักขระ ๓ ตัวนี้เทอญ สุ ธัญญะ ว่าดังนี้ แล้วก็หายไปจากที่นั้น ครั้นรุ่งสว่างแล้วท่านเรียกหมอโหร ๘ คน และเสนาผู้ชื่อสามปัญญาเป็นประธาน แล้วท้าวก็เล่านิมิตต์ฝันให้ฟังทุกประการ หมอ โหรทั้งหลายครั้นได้ฟังแล้ว ก็รู้ด้วยปัญญาด้วยกันทุกคน จึ่งกราบทูลว่า นิมตต์ดั่งนี้ดีนักแล บทว่า สุ นั้นคือ ว่าสุวัณณมณีรัชฎ ท้าวพระยาองค์ใดเสวยเมืองนี้ย่อมมีศีล ๕ ศีล ๘ และทรงพระปัญญารู้จักประเพณีธรรม เจริญแก่ประชาราษฎรและสมณชีพราหมณ์ ย่อมตั้ง อยู่ในธรรม ๔ ประการ คือ อายุยืน วัณณะ มีเนื้อตัวอันงาม ปัญญาสุขสวัสดิ์ โภคามีเครื่องบริโภคเป็นต้น เสนา โยธา ดุจดังทองคำ และเงินแก้วแหวนแสนสิ่งปนกันนั้นแล บทว่า ธัญญะ คือ ธญฺญาธญฺญสาตจฺจคณฺเฐน ฐิโต ท้าวพระยาที่ครองสมบัติในเมืองนี้ และเสนาอำมาตย์ราษฎรสมณชีพราหมณ์ทั้งปวงตั้งอยู่ในทางอันดีเสมอกัน เมื่อใดท้าวพระยามิได้ตั้งอยู่ในทางอันดีแล้ว คือ ร้ายบ้าง ดีบ้าง เสนาราษฎรและสมณชีพราหมณ์ก็ตามกันมิตั้งอยู่ตามประเพณีธรรม อปริหานิยธรรม ย่อมเบียดเบียนกันร้ายนัก เป็นต้นว่า ปสัยหาวหาร อทินนาทาน อภิภวิตฺวา คณฺหาติ ผจญชนะแล้ว เอาโบราณประเพณีธรรมเป็นใหญ่ เจริญแก่ประชาราษฎรตามบ้านเมืองแต่ก่อน ภินฺทติ ทิ้งเสีย พาลมญฺญติ ตั้งไว้ให้เดือดร้อนแก่ประชาราษฎรมีเมื่อใด ใน เมื่อนั้นท้าวพระยาก็ย่อมเดือดร้อนด้วยกันในบทคัมภีร์ว่าพุฑฺฒาภิกตวา เอโก ราชา วิหญฺญเร นครํ สํสุญฺญภเว ตํ เป็นท้าวพระยามหากษัตริย์ หากอยู่ยังเมืององค์เดียว ไม่มีเสนาและราษฎร ใครเล่าจะมาเรียกท่านเป็นเจ้าเป็นนาย ท่านจะสร้างบ้านสร้างเมืองคนเดียวให้รุ่งเรืองได้หรือ บ้านเมืองจะไม่สูญร้างห่างเป็นอันตรายไปหรือ

ฝ่ายว่าขุนจอมธรรมครั้นท่านได้รู้นิมตต์ ๓ ประการดั่งนี้แล้วก็มีความยินดีเป็นอันมาก ท่านก็ให้เสนาเอาพงศาวดารบุราณเมืองมาเล่าให้ฟัง ท่านก็จำไว้ทุกประการ แล้วก็เรียกเสนาอำมาตย์ข้าราชการและหัวเมืองใหญ่น้อย เป็นต้นว่า เมืองงาว กาวสะเอบ เชียงมอนสะปง ออยงิม สะลาว ครอบเชียงแรง หงาวลอเทิง แช่เหียง แช่ลุง ปากบ่อง หนองขวาง เชียงแช่ต๊อด เมืองวังแช่หลวง แช่หม มาประชุมพร้อมกันแล้ว ท่านจึ่งมีอาชญาให้นับดูในเขตต์แขวงเมืองภุกามยาว และลูกเมืองขึ้นทุกตำบล พวกข้าราชการก็จัดแจงกันไปตรวจ จดหมายกำหนดคนในเมืองภุกามมี ๑๘๐,๐๐๐ รวมทั้งหัวเมืองขึ้นมี ๑,๓๒๓,๐๐๐ ลำสกัน แล้วจึ่งตั้งทุ่งนาไว้ ๓๖ ตำบล ตำบลไหนให้ปลูก ๕ ชั่งข้าวเปลือก

จะกล่าวตำบลนาก่อน ๑. ตำบลนาเชียงดี ๒. นาโคกหลวง ๓. นาคืนมี ๔. นาเกง ๕. นาแช่ตาก ๖. นาพิม ๗. นามอง ๘. นาแลง ๙. นาพันคิม ๑๐. นาทุ่งหลวง ๑๑. นาไชย ๑๒. นาลอ ๑๓. นาเชียงเคียน ๑๔. นาธัญญ์ ๑๕. นาเอียน ๑๖. นาเชา ๑๗. นาพุชวย ๑๘. นาควะ ๑๙. นาเชียงฮี ๒๐. นาสาเลา ๒๑. นาชานาด ๒๒. นาช้าง ๒๓. นาแช่โหว่ ๒๔. นาแน่นเชา ๒๕. นาแช่ช้าง ๒๖. นาเชียงเคิ่ง ๒๗. นาแช่หาด ๒๘. นาตอไคร้ ๒๙. นาริน ๓๐. นาเริง ๓๑. นาสางหลวง ๓๒. นาพันมูล ๓๓. นาแคว่นอ้อย ๆ มี ๓ ตำบลเป็น ๓๖ ตำบล รวมทั้งหัวเมืองขึ้นมี ๑๒๔ ตำบล เขตต์แดนเมืองภุกามยาวทิศหรดี หินหลักไก่เป็นแดนตัดไปหนตะวันออกไปถึงห้วยหินกาด จากนั้นไปถึงชำวอน จากนั้นไปถึงตาดมาน จากนั้นถึงปรางค์ศรีค้ำ จากนั้นถึงไทรสามอย่าง แล้วถึงห้วยน้ำพะ แล้วถึงน้ำพุงรุง แล้วถึงน้ำยม แล้วถึงปากน้ำบัง แล้วถึงปากน้ำห้วยทอง แล้วถึงห้วย ๒๐ วา แล้วถึงขมิ่น แล้วถึงกิ่วมอง แล้วถึงกิ่วแก้ว แล้วถึงกิ่วสามท่า ฝังหินไว้นั้นสามลูกให้เป็นคติภายหน้าชั่วลูกชั่วหลาน ตัดค่าไว้ว่าพันตำลึงทอง จากนั้นไปถึงกิ่วฤาษีตัวน้อย แล้วถึงน้ำสายตารอด แล้วถึงกิ่วช้างทุม แล้วถึงกิ่วขาเปีย แล้วถึงภูเขาปรางค์ แล้วถึงขุนแม่พรากทิศปัจฉิมไปถึงสันกลาง แล้ว ถึงปงพุด แล้วถึงน้ำแก้ว แล้วถึงกิ่งแก้วเขาพูย แล้วถึงแม่คาว แล้วถึงกิ่วม่วง ทิศใต้ถึงกิ่วรูเหลา แล้วถึงม่อนจิกจ้อง แล้วถึง กิ่วขุนธรรม แล้วไปถึงเขาตังบาย ทิศตะวันตกไปถึงเขาหม้อ แล้ว ถึงเขาคอกวัว แล้วถึงทุ่งแชม่าน แล้วไปประจบหินหลักไก่ ท้าว องค์นี้มีฤทธิ์เดชาปราบบ้านน้อยเมืองใหญ่ทั่วไป ทิศหรดีเขา ๗ ก้อนเส้าเป็นแดน ทิศทักษิณประตูหินเป็นแดน ประจิมเขาลังกาเป็นแดน ถ้าบุคคลผู้ใดอยากจะรู้ชัดจะแจ้ง ก็ให้ไปดูในแบบใหญ่นั้นเทอญ แล้วท้าวก็สอนประเพณีธรรมอปริยหานิยธรรมให้ท้าวพระยาเสนาอำมาตย์ราษฎรทั้งหลายว่า ประเพณีธรรมอปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ บ้านเมืองใดมีแต่ราษฎรไม่มีเจ้านาย ท้าวพระยาบ้านเมืองนั้นก็หาได้มีความเจริญไม่ เขาก็จะเบียดเบียนซึ่งกัน เปรียบเหมือนดังสัตว์ที่อยู่ป่าหาเจ้ามิได้ ตัวใดมีกำลังแข็งแรง ตัวนั้นชนะ ไม่ว่าลูกเมียใครเที่ยวคุมเหงเอาตามอำเภอใจ และกัดกันรบกันอยู่เสมอมิได้ขาด เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงพิจารณาดังนี้ เทอญ

ประการหนึ่ง มีเจ้านายไม่มีราษฎรก็จะเป็นเจ้าเป็นนายด้วยใครหรือจะเป็นเอาเองก็ได้ แต่ว่าราชการใหญ่น้อยเกิดขึ้นในเมือง ท่านจะทำเอาเองจะตลอดหรือไม่ เพราะฉะนั้นโทษควรฆ่าก็จงตีเสีย โทษควร ตีจงด่า โทษควรด่าจงสอนโดยความดี เป็นขุนหมื่นให้คิดถึงหมื่นชั้นเป็นแสนให้คิดแสนชั้น เป็นท้าวให้มีแสนตา เป็นพระยาให้มีแสนหู ของดีหรือร้ายให้ฟังเต็มหูให้ดูเต็มตา ให้พิจารณาเต็มใจ ที่สมควรก็ ให้สมควร ไม่สมควรก็ทิ้งเสีย เป็นเจ้านายท้าวพระยาให้มีความเมตตากรุณาราษฎร เพราะเขาเป็นรั้วบ้านกำแพงเมืองของท้าวพระยาป้องกันอันตรายไว้ เหตุว่าหมื่นหูแสนตา ครั้นราษฎรมีความเจริญ บ้านเมืองก็รุ่งเรืองขึ้น เหตุนั้นเจ้านายท้าวพระยาควรที่จะรักไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินและให้สร้างรั้วบ้านกำแพงเมืองเสียให้ดี เวลาเกิดศึกขึ้นแล้วจะได้ เป็นที่พึ่ง

อนึ่งให้ป่าวประกาศราษฎรทำบุญให้ทานและทำไร่ไถนาไว้ข้างถนน หรือทางน้อยทางใหญ่ สร้างศาลาและบ่อน้ำไว้ให้คนไปมาได้อาศัย ทำเช่นนี้บ้านเมืองจะได้รุ่งเรืองไปข้างหน้า นี่เป็นเจริญเมืองที่ ๒

อนึ่งว่า อาญา จ วตฺตํ คือว่าอาชญาตั้งไว้แต่ก่อน แต่ลวะจังกราชสอนต่อ ๆ มา ตโต ครุกํ อันว่าฉัตรหินของพระอินทร์ว่าเป็นของหนัก ยังมิเท่าโอวาทอาชญาของท้าวพระยาตั้งไว้ก่อน หนึ่งคำโบราณว่า ทำเรือไว้หลายท่า เลี้ยงม้าไว้หลายตัว ดั่งนี้ ให้ผูกไมตรี กับด้วยท้าวพระยาต่างประเทศผู้มีความฉลาดในทางคดีโลกหรือคดีธรรมนี่เป็นเจริญเมืองดีที่ ๓

อนึ่งราษฎรผู้ใดทำเป็นการรุ่งเรืองแก่บ้านเมือง เป็นต้นว่าสร้างบ้านใหม่และทำไร่นาหรือทำสวนให้ถาวรไปข้างหน้า คนผู้นั้นเป็นการดี ท้าวพระยาอย่าได้ถอดถอนของมันเลย นี่เป็นเจริญเมืองที่ ๔

บ่าวของท้าวพระยาไปได้ไพร่เมืองเป็นเมีย มีบุตรชายบุตรหญิงกี่คนก็อย่าเอาบุตรมันเป็นทาสไม่ควรแล ถึงว่าราษฎรทั้งปวงก็เป็นข้าแผ่นดินของท้าวพระยาทั้งสิ้น หรือบุตรมันไม่มีตัวมันตายก่อนเมีย ควรแบ่งเอามรดกมันครึ่งหนึ่ง ไว้ให้เมียมันครึ่งหนึ่ง แล้วอย่าได้เอาเมีย มันเป็นทาส ปล่อยมันเป็นไพร่เมืองเทอญ นี่เป็นเจริญเมืองที่ ๕

อนึ่งเสนาผู้ใดรู้คดีโลก คดีธรรม ประเพณีธรรม อปริหานิยธรรมและดับความร้อนของราษฎร และตัดสินความตามชอบธรรมไม่รับสิน จ้างสินบน เสนาผู้นี้ดี ครั้นมันตายให้เลี้ยงบุตรภรรยาของมันต่อไป คือคนเช่นนี้หายาก นี่เป็นเจริญเมืองที่ ๖

ประการหนึ่งแพทย์หรือโหรทายและผู้ไต่สวนความ คน ๓ จำพวกนี้ ครั้นเขาตายอย่าสืบแทนของเขา ลูกหลานเขามีก็ให้สืบแทนต่อ ๆ กันไป ลูกหลานไม่มีก็ให้เอาเผาไฟไหลน้ำเสีย นี่เป็นเจริญเมืองที่ ๗

จะกล่าวอปริหานิยธรรมก่อนมี ๗ ประการ ดั่งนี้ คือ อภิณหา สนนิปตนติ เป็นท้าวพระยาและข้าราชการให้พร้อมประชุมวันละ ๓ เวลา เพื่อจะได้พิจารณาข่าวสารและเหตุการณ์ที่จะบังเกิดขึ้นในเมืองก็ดี หรือหัวเมืองอื่น ประชุมดั่งนี้ เป็นอปริหานิยธรรมแล สมคฺคาวุฏฺฐหาปเนน ครั้นพร้อมประชุมแล้ว เมื่อจะลุกก็ให้ลุกขึ้นพร้อมกัน เมื่อเหตุการณ์ เกิดขึ้น ก็ให้พร้อมเป็นใจเดียวกัน นี่เรียกว่า อปริหานิยธรรมที่ ๒ อปญฺญตฺตํ น ปญฺญเปสฺสนฺติ ปญฺญตฺตํ น สมุจฺฉินฺทิสฺสนฺติ อาชญาต่าง ๆ ที่ท้าวพระยาตั้งไว้แต่โบราณมีอย่างใด ให้ถืออย่างนั้น อย่าเอาธรรมเนียมใหม่มาตั้งให้เดือดร้อนราษฎรมิควร นี่เป็นอปริยหานิยธรรมที่ ๓ แล ปณฺฑิตโปราณเก มหลฺลเก สกฺกโรนฺติ เตสํ วจนํ โสตพฺพํ มญฺญิสฺสนฺติ คนใดเป็นผู้เฒ่าผู้แก่รู้ธรรมเนียมโบราณบ้านเมืองแต่ก่อนและมีความสัตย์ วาจาเป็นมงคล ควรนับถือผู้นั้นเอาเป็นที่ปรึกษาถ้อยความ นี่เป็นอปริหานิยธรรมที่ ๔ กุลตฺถิโย กุลกุมาริโย น โอกฺกสฺส ปสยฺห วาเสสฺสนฺติ หญิงใดมีรูปร่างงดงาม เจ้านาย ท้าวพระยาชอบพอใจอยากได้ แต่หญิงนั้นไม่สมัคร ก็อย่าคุมเหงเอาด้วยอำนาจไม่ควรเลย เจ้านายท้าวพระยาถือได้ดั่งนี้ ชื่ออปริหานิยธรรมที่ ๕ อนฺโต พหิทฺธา เจติยานํ พลิธมฺมิกํ อปฺปริหาเปสฺสนฺติ ในเขตต์บ้านแดนเมืองแห่งใดตำบลใด เป็นที่คำนับของท้าวพระยาองค์ใดได้ครองเมืองเป็นเจ้าเป็นใหญ่ ก็จงทำตามโบราณประเพณีแต่ก่อน บ้านเมืองจะได้มีความรุ่งเรืองขึ้น นี่เป็นอปริหานิยธรรมที่ ๖ สีลวนฺตานํ ธมฺมิกสมณพฺรหฺมณานํ ธมฺมิการกฺขาวรณคุตฺติ สุสวิหิตา พระภิกษุสงฆ์ ผู้ทรงศีลได้สวดเรียนบำเพ็ญผลตามกิจธุระของสงฆ์ คือคันถธุระวิปัสสนาธุระ ท่านอยู่ที่ใดตำบลใด เจ้าผู้ครองเมืองต้องแต่งให้ผู้ใหญ่ที่อยู่ บ้านนั้น ตำบลนั้นดูแลรักษา อย่าให้มีอันตรายต่าง ๆ เป็นต้นว่าโจรภัยโรคภัย ให้ท่านได้ทำกิจธุระของสงฆ์ตามสะดวก นี่เป็นอปริหานิยธรรมที่ ๗ และท้าวสั่งสอนเสนาอำมาตย์ราษฎรทุกประการ และหัวเมือง ทั้งหลายก็กระทำตามคำสอนของท่าน บ้านเมืองก็รุ่งเรืองมีความเจริญขึ้นทุกเดือนทุกปีแล

ท้าวครองสมบัติได้ ๓ ปี ก็ได้บุตรชายผู้ ๑ ในวันอังคารเดือน ๕ กลางเดือน ปีเถาะ ตรีศก ยามจะย่ำรุ่ง ครั้นเกิดมาแล้วท้าวก็เรียก โหรทายมาทายดูกุมารผู้นี้จะดีหรือร้าย โหรทายยามก็เอาปีเดือนวันยามมาประสมกันเข้า แล้วคูณหารตามตำราก็ได้รู้ว่า จันทร์กับเสาร์อยู่เมษราหูอยู่กุมภ์ อังคารอยู่มังกร พุธพฤหัสอยู่กรกฎ ศุกรอยู่ดุลย์ ลัคน์อยู่มีน คนไหนเกิดมาได้ดั่งนี้ ตามคัมภีร์ว่าคนนั้นจะได้เป็นกษัตริย์ แล้วโหรก็กราบทูลว่าพระราชกุมารองค์นี้ ครั้นใหญ่มาจะได้เป็นเอกราชปราบชมพูทวีปทั้งปวง แต่ว่าเหาะเหินเดินอากาศยังมิได้แล ครั้นกุมารผู้นั้นเกิดมาได้ ๑ เดือนถ้วน ท้าวก็เรียกเสนาอำมาตย์ญาติวงศ์ทั้งปวงอันอยู่ในเมืองเงินยาง มากระทำมหารหะ คือว่า ทำขวัญผูกมือแห่ง กุมารให้เป็นมงคลแล้ว ตั้งพระนามว่า ขุนเจียง ครั้นถึงเวลากลางคืนเครื่องทิพย์ ๓ ประการก็เกิดมาเทียมขุนเจียง คือว่าพระแสงทิพย์เล่มตระบองทิพย์ ๑ คนโทหิน ๑ เกิดมาพร้อมกันทั้ง ๓ อย่าง เมื่อตติยศักราชได้ ๔๒๑ มาถึงตติยศักราช ๔๒๓ ปีเถาะ จัตวาศก พระนางเทวีก็ประสูติได้บุตรชายผู้หนึ่ง ทรงพระนามว่า ขุนจอม

ครั้นกุมารทั้ง ๒ เจริญใหญ่ขึ้นแล้ว ฝ่ายขุนเจียงก็เที่ยวหาเรียนวิชาต่าง ๆ คือหัดเพลงจับช้างจับม้าและเพลงอาวุธต่าง ๆ ได้ชำนาญแล้ว ครั้นถึงอายุได้ ๑๖ ปีไปคล้องช้างเมืองน่าน พระยาน่านองค์ชื่อพลเทวะมีความชอบยกลูกสาวผู้ชื่อนางจันทาให้แก่ขุนเจียงกับช้าง ๕๐ เชือก ต่อมาได้ปี ๑ ถึงอายุได้ ๑๗ ปี ไปคล้องช้างเมืองแพร่ พระยาแพร่องค์ชื่อพรหมวังโส ยกลูกสาวผู้ชื่อนางแก้วอิสัตรีให้ขุนเจียงกับช้าง ๕๐ เชือก ขุนเจียงมีช้าง ๓๐๐ เชือก มีช้างเชือก ๑ ชื่อพานทองเป็นประธาน เมื่อเวลาขุนเจียงจะได้ช้างพานทองนั้น เวลากลางคืนจะใกล้รุ่งเทวดามาบอกว่า มหาราช อยากได้ช้างเผือกประเสริฐหรือ ยังมี ๓ เชือก ๆ ๑ ชื่องาไฟ ครั้นทรงเสด็จไปทางใดย่อมไหม้ทั้งโลก ตัวที่ ๒ ชื่ออ้ายก่ำ งาเขียวแทงคนเดียวตายทั้งทวีป ตัวที่ ๓ ชื่อพานทองย่อมนำท่านปราบทวีปได้ ครั้นท่านอยากได้ตัวใดก็เลือกเอาตามชอบใจเทอญ ฝ่ายขุนเจียงมิได้พิจารณาพลาดออกปากว่า เราจะเอาช้างพานทอง เทวดาก็ว่าพรุ่งนี้เช้าท่านจงไปอยู่ท่าน้ำคอยเอา ครั้นเห็นนาค ๓ ตัวล่องน้ำมาท่านจงจับเอาตัวที่ ๓ นั้นเทอญ หากแม้ว่าช้างพานทองแล้วแล ว่าเท่านั้นแล้วก็หายไป เทวดาพูดเป็นปัญหาว่า ช้างงาไฟเสด็จไปทางไหนย่อมไหม้ไปทั้งโลกนั้น ปัญหาว่า ได้เมืองหนึ่งแล้วย่อมได้ทั้งโลก ช้าง ก่ำงาเขียวแทงคนเดียวตายทั้งทวีปนั้น ครั้นได้เมืองหนึ่งแล้ว ย่อมได้ทั้งทวีป ช้างพานทองจะนำท่านไปปราบทวีปนั้น คือว่าทรงช้างพานทองไปถึงไหนย่อมปราบได้แต่เพียงนั้น ถ้าแม้นขุนเจียงจะเอาตัวอื่นก็ได้ แต่ว่าออกปากจะเอาช้างพานทอง เพราะฉะนั้นนาคที่มาก่อน ๒ ตัวไม่เอา จับเอาตัวที่มาตามหลัง ครั้นขุนเจียงได้ช้างพานทองแล้ว ก็อยู่เป็นอุปราชรองขุนจอมธรรมในเมืองภุกามยาว

ฝ่ายขุนจอมธรรมครองสมบัติได้ ๒๑ ปี อายุ ๕๙ ปี ก็สวรรคตขุนเจียงครองเมืองแทนต่อมาได้ ๖ ปี ทัพแกวมาต่อสู้เมืองเงินยางเชียงแสน มีท้าวกวาและเองกาเป็นประธานแก่ท้าวพระยาทั้งปวง มีรี้พล ๓ ล้าน ช้างม้ากว่าแสน ฝ่ายพระชื่นผู้ครองเมืองเงินยางเชียงแสน จึ่งใช้เสนาผู้หนึ่งชื่อหมื่นพิจิตรารับราชศาสน์ได้แล้วก็รีบด่วนไป ครั้นถึงแล้วก็เอาราชศาสน์ยื่นถวายขุนเจียง ๆ รับแล้วก็อ่านดูเนื้อความว่า บัดนี้ท้าวกวาและเององกาพากันเอารี้พลมาเป็นอันมากมาย ขอหลานจงรีบขึ้นมา ส่วนว่าราชสมบัติทั้งปวงและนางโอคาแพงเมืองนั้น ปู่ก็จะยกมอบให้หลานทุกประการ ขุนเจียงครั้นอ่านหนังสือจบแล้วก็ชอบใจขึ้นทันใดเปรียบดังพระอินทร์จะได้รบกับอสูร แล้วท่านก็ให้ตีกลองมงคลพลเภรีร้องป่าวรี้พลโยธา และท้าวพระยาเมืองน้อยเมืองใหญ่ คือเมืองกอ เมืองเทิง เมืองกวา เมืองงาว เมืองคอบ เมืองคำ เมืองเชียงแลง เมือง ชะเอียบ เมืองมวน เมืองสะ เมืองปง เมืองอ้อย เมืองงิม เมืองหงาว แช่หุ่ม แช่หลวง เมืองวัง ปากบ่อง หนองขวาง แช่เลียง เชียงแช่ แช่ก๊อด แช่หาน แช่ลุง ครั้นมาพร้อมแล้วก็ตั้งกองทัพอยู่แห่งหนึ่ง นับ ดูกำหนดรี้พลมีแสนสามหมื่นสามพัน ช้าง ๗,๐๐๐ ม้า ๓๐,๐๐๐ ตัว ท่านพักเอาชัยอยู่ที่นั้น จึ่งได้ชื่อว่าดอนไชย คือว่าบ้านแม่ไชย ทหารไปสอบซ้อมเพลงอาวุธที่หนองหลวง ๆ นั้นจึ่งได้ชื่อว่าหนองหารต่อมาบัดนี้ ปากคนไม่อยู่ที่เรียกกันว่าหนองหาง จนถึงทุกวันนี้แล ครั้นจัด รี้พลพร้อมแล้วก็ยกออกไปถึงแม่หนาด คือห้วยคอกหมู ฝ่ายนาง อัครมเหษีทั้ง ๒ ครั้นส่งทางไปถึงที่นั้นแล้วก็เอาช้างไปรวมกัน แล้ว จึ่งกราบลาว่าจะกลับมาเมือง ก็ถวายพรแก่พระเจียงว่า สามิ ข้าแต่ พระสามี ท่านไปครั้งนี้จงมีความเจริญสุขทุกประการ ให้ชะนะศัตรูทั่วโลก แล้วจงกลับมาบ้านเมืองเราอย่าให้ช้านานเทอญ เหตุดั่งนั้นตำบลนี้จึ่งได้ชื่อว่ารวมช้าง คือเดิมว่าแม่ก็อดยาวเหนือห้วยคอกหมู ต่อมา บัดนี้ปากคนไม่เที่ยงเรียกกันว่า คล้องช้างจนเท่าทุกวันนี้แล

ฝ่ายว่าพระเจียงก็สั่งนางทั้ง ๒ ว่าพี่ไปครั้งนี้ ครั้นนานหลายปีไม่กลับมา นางทั้ง ๒ จงไปอยู่ด้วยบิดามารดาของนางเทอญ กล่าวเท่า นั้นแล้วก็ยกไปถึงเมืองครัว ครั้นถึงแล้วก็ผูกพรานป่าผู้หนึ่งแช่น้ำไว้คืนหนึ่ง เมืองนั้นจึ่งได้ชื่อว่าแช่พรานจนทุกวันนี้แล จากนั้นไปถึงเชียงตังเชียงช้าง ลำดับไปจนถึงเมืองเงินยางเชียงแสนแล้ว เข้าประตูเมือง ทิศตะวันตก ครั้นถึงแล้วพระชื่นก็มอบสมบัติทั้งปวงให้ และนางโอคาแพงเมืองให้เป็นอัครเทวีแก่ขุนเจียง แล้วท่านก็ทำขวัญรี้พลขุนเจียง ๓ วัน แล้วจึ่งออกรบด้วยแกว ขุนเจียงก็ทรงช้างพานทองเข้าต่อสู้ช้างพระยาจันทบุรี ๆ ก็ทรงช้างตัวชื่อสุรสงครามเข้าต่อสู้ช้างขุนเจียง ๆ ก็เอาง้าวฟันคอพระยาจันทบุรี ๆ ก็ตายอยู่บนคอช้างนั้นแล

ฝ่ายพระยาแก้วผู้เป็นพี่จึงร้องว่า อย่าพึ่งรีบฟันกันโดยง่ายซิน่ะ ช้างแพ้ตัว ๑ ก็คงได้ชนะตัว ๑ ช้างดีเรายังมีอยู่หลายตัว เล่นกันให้สนุก ๆ ว่าแล้วก็ขึ้นช้างตัวชื่อแก้วคุณเมืองเข้าต่อสู้ช้างพานทอง ๆ ก็บ่ายงารับจับแทง ถูกต้นคอช้างแก้วคุณเมือง ๆ ก็ล้มละลายตายเสีย เปล่า พระยาแกวก็วิ่งไปเอาช้างแก้วปราบเมืองมาอีก ช้างพานทองก็แทงตาย พระยาแกวก็ไปเอาช้างตัวชื่อแก้วบุญเรือง เข้าต่อสู้ช้างพานทอง ๆ ก็แทงด้วยงาถูกต้นคอช้างแก้วบุญเรืองล้มลงกับที่ ขุนเจียงก็เอาง้าวฟันพระยาแกวตายทั้งช้างทั้งคน ฝ่ายรี้พลแกวก็แตกตื่นไป ทหารเมืองเงินยางเชียงแสนและเมืองฝางก็ขับไล่ตามทัน จับได้แกว (คือชาติฮ่อ) หมื่นคน ได้ทั้งช้างม้า เอาขับไว้ในเมืองเงินยางเชียงแสนที่นั้นแล

เมื่อจะเกิดศึกนั้นเกิดด้วยประการใด ผู้อ่านผู้ฟังยังมิได้รู้เค้ามูล เพราะฉะนั้นจะกลับกล่าวให้รู้ชัดก่อน ต้นเหตุว่า เมื่อนางโอดาแพงเมืองและนางอามแพงจันผงสองคนพี่น้องนั้น ใหญ่มาพอประมาณอายุ ๑๕ ปี มีรูปร่างงดงามหาที่เปรียบมิได้ ขณะนั้นความปรากฎไปทุกบ้านทุกเมืองว่า นางรูปทิพย์เกิดที่เมืองเงินยางเชียงแสน ทุกท้าวพระยาก็มีความปรารถนาอยากได้เป็นเทวี คือเมืองโกสัมพี เมืองกลิงคราช เมือง สาวัตถี เมืองกบิลพัสดุ์ เมืองหงสาวดี เมืองอโยธยา ต่างองค์ก็ อยากได้จึงยกรี้พลมาทุกบ้านทุกเมือง

ส่วนพระยาจันทบุรีและเองกาทั้งสองพี่น้องพูดกันว่า เราจะเอาให้ ได้ พี่เอานาง ๑ น้องเอานาง ๑ ว่าแล้วก็ยกรี้พลมาเป็นอันมาก ฝ่ายท้าวพระยาที่มาจากทิศใต้ต่างองค์ก็ต่างกล้าหาญแข็งแรงเหมือนกัน เข้า ต่อสู้แกวและลาวล้านช้างก็แพ้แกวและลาวล้านช้าง ฝ่ายแกวและลาวล้านช้างก็ว่าท่านทั้งหลายจะรบพวกข้าพเจ้าเห็นจะไม่สมนึกโดยง่าย เพราะ ว่ารี้พลของข้าพเจ้ามีมาก มิฉะนั้นให้ท่านมาชนช้างด้วยกันตัวต่อตัวเทอญ ฝ่ายแกวและลาวล้านช้างพูดท้าทายแข็งแรงดั่งนี้ หาใครจะชนช้างต่อเขามิได้ ท้าวพระยาทั้งหลายก็กลับมาบ้านเมืองแห่งตน เหตุว่าสู้แกวและลาวล้านช้างมิได้

ฝ่ายพระยาชื่นผู้ครองเมืองเงินยางเชียงแสนจึ่งได้ใช้เสนามาเชิญขุนเจียง ครั้นขุนเจียงมารบได้ชะนะแล้ว พระยาชื่นก็มีความชอบใจ จึ่งยกนางทั้ง ๒ ให้ขุนเจียงแล้วมอบสมบัติบ้านเมืองทั้งปวงให้แล้ว ตั้งพระนามขึ้นใหม่ว่า พระยาเจียงธรรมิกราช ให้อยู่เสวยเมืองเงินยางเชียงแสนที่นั้นแล

ฝ่ายว่าท้าวพระยาเมืองใหญ่เมืองน้อยที่จะมารบเอานางทั้งสองคน นั้น ก็แพ้แกวและลาวล้านช้างแล้วแตกไป ครั้นรู้ข่าวว่าพระยาเจียงธรรมิกราชได้ชะนะแกวและลาวล้านช้างแล้วดั่งนั้น เขาก็น้อมตัวเข้าพึ่งสมภาร ก็พากันอภิเศกแล้วยกพระนามว่า พระเจืองฟ้าสธรรมิกราช และสร้างหออุทุมพรขึ้นสูง ๑๐๐ ศอกแล

ขณะนั้นพระยาลุ่มฟ้าเคล้าพิมานวิเทหราชและพระยาจุฬนีทั้งสองพี่น้องหวังใจว่า จะมาเอานางทั้งสองพอมาถึงกลางทาง ก็ทราบเหตุการณ์ว่าพระยาเจียงได้นางแล้วเขาก็กลัวอำนาจ ฝ่ายพระยาทั้งสององค์ ก็มีของ บรรณาการสิ่งละ ๑๐๘ เป็นต้นว่าเงินทองของต่าง ๆ และอ่าง เงิน ๒ อ่าง แล้วเติมหอขึ้น ๑๒ ศอก ฮ่อก็มาเติมขึ้นอีก ๑๒ ศอกเป็น ๑๒๔ แล้วอภิเศกขึ้นใหม่ ตั้งพระนามว่า ไชยนารายณ์สธรรมิกราช ตามออกบัตรหมายลายแทงหินเงา ๑๒ ศอก มี ๒ ที่ เป็น ๑๔๐ ศอกแล แต่นั้นมาฮ่อและแกวทิศตะวันออก ทิศเหนือ ทิศใต้ เมืองโกสัมพี กลิงคราช หงสาวดี อโยธยา ก็น้อมถวายดอกไม้เงินทองแต่นั้นมาแล

ฝ่ายว่าพระยาธรรมิกราชท่านกลัวจะเดือดร้อนบุตรลูกหลานต่อไปข้างหน้า จึ่งยกแกวไปเป็นเจ้าเมืองว้อง แล้วตัดส่วยไร่ฮ่อเสียให้เป็นเมืองเสมอกัน แล้วก็จารึกอักษรใส่ในศิลา ไว้ในเมืองมิถิลานคร ใน ปีวอกเอกศก ศักราชได้ ๕๐๒ ปี เมื่อท่านปราบชมพูทวีปนั้น พระชนม์ท่านได้ ๒๗ กำลังกล้าหาญแข็งแรงนัก จึ่งรับสั่งให้พวกลูกค้าต่างประเทศว่า ท่านทั้งหลายเที่ยวหัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวง ท่านทราบข่าวว่าเมืองไหนจะชนช้างบ้าง ครั้นทราบแล้วจงแจ้งความให้เราด้วยเทอญ ท่านก็สั่งลูกค้าไปทั่วทุกตำบล ฝ่ายท้าวพระยาหัวเมืองทั้งปวงไม่แข็งแรงต่อสู้อำนาจท่านได้ ก็พากันอ่อนน้อมพึ่งสมภารทั้งสิ้น ต่อมาพระชนม์ท่านได้ ๕๐ ปี ยังมีลูกค้าแกวพวกหนึ่งไปค้าเมืองแมนตาตอกครอบฟ้าตาหยืด เสนาเมืองนั้นครั้นเห็นแกวเข้าไปในเมือง ก็ต้อนรับเชื้อเชิญจับมือเข้าไปพูดที่สงัดล่อลวงเอาใจความได้แล้ว ก็นำความไปกราบทูลเจ้าของตนทุกประการครั้นพระยาแมนตาตอกครอบฟ้าตาหยืด ได้ทราบความแล้ว ก็ให้หาตัวลูกค้ามาแจ้งความให้ลูกค้าฟังว่า เราอยากชนช้างต่อพระยาธรรมิกราชนักว่าเท่านั้นครั้นลูกค้าทั้งหลายทราบแล้วก็พากันกลับ พอถึงเมืองแล้วก็เข้ากราบทูลพระยาธรรมิกราช

ฝ่ายว่าพระยาธรรมิกราชได้ยินเนื้อความของพวกลูกค้ามากราบทูล ดั่งนั้น จะตรัสว่าตนของพระองค์นี้แก่ชราเสียแล้ว ก็ตรัสไม่ได้ เหตุ ว่าเป็นผู้ใหญ่ ออกปากแล้วกลับก็ได้ แต่ไม่ควร ท่านก็เรียกราชโอรสทั้ง ๕ พี่น้องมาประชุมพร้อมแล้ว ก็แต่งให้ลาวเงินเรืองผู้พี่อันเป็นบุตรนางอามแพงจันผงนั้นเป็นกษัตริย์ครองสมบัติเมืองเงินยางเชียงแสน และหัวเมืองขึ้นทั้งปวง ฝ่ายลาวเจืองผู้เป็นพี่และบริวารพัน ๑ ให้ไปเสวยเมืองแกวหลวง แล้วทำหอสรงที่ภูเขาเหมือนเมืองแกวสูง ๑๐๐ ศอก แล้วอภิเศกให้เป็นเจ้าแก่ราษฎรในเมืองแกวทั้งปวง แล้วแต่งลาวปาวผู้น้องและบริวารพัน ๑ ให้ไปเสวยเมืองจันทบุรี ให้เป็นเจ้าเป็นใหญ่แก่ลาวทั้งปวง

ฝ่ายบุตรนางโอคาแพงเมืองนั้นผู้พี่ชี่อขุนคำร้อย ๆ นั้นให้เสวยเมืองไชยนารายเมืองมูล ให้เป็นเจ้าเป็นใหญ่ฝ่ายหัวเมืองทิศอาคเนย์ทั้งสิ้นแล้วแต่งเจ้าสร้อยเบี้ยพี่น้องให้เป็นอุปราชในเมืองเชียงเรืองทิศตะวันตกเสร็จการแล้ว ท่านก็ยกรี้พลทหารรวมมี ๔,๔๐๐,๐๐๐ คน ครั้นได้ฤกษ์ก็เสด็จออกจาเมืองเหรัญนครเงินยางเชียงแสนไปได้หลายราตรี พอไป ถึงเมืองแมนตาตอกครอบฟ้าตาหยืดแล้ว ท่านก็เห็นเมืองนั้นเป็นหินคมยิ่งนักทางจะเข้าไปเมืองนั้นก็จำเพาะมีทางเดียวจะเข้าไปก็เป็นที่กันดารนัก ส่วนตนของพระองค์ก็ชราแล้ว ทั้งช้างก็ชราด้วยกัน ที่จะได้ชนะเขานั้นก็เห็นยาก มองไม่เห็นเสียแล้ว พิจารณาดั่งนี้แล้ว ก็เปลื้องเสื้อและผ้าพันพระเศียรใส่ผะอบทองคำ แล้วใช้อำมาตย์ผู้ ๑ เอากลับมาให้พระนางอัครเทวี

ฝ่ายนางอัครเทวีอยู่หลังก็เหตุเกิดขึ้นอย่างอัศจรรย์ ๑๐ ประการ คือ (๑) หนูกระโดดลงมากลับเป็นกระบือชนกัน (๒) ถ้วยชามอยู่บนโต๊ะพลัดตกลงมาเป็นตะพาบน้ำ (๓) เรืออยู่ท่าน้ำกลับเป็นตะกวดวิ่งไปซ่อนตัวอยู่รูหิน (๔) คามุงเรือนย้อยตากลงกลับเป็นภมร (๕) ผึ้งมาทำรังติดอยู่พระเขนยของพระองค์ (๖) ภูเขาเกลื่อนพัง (๗) ก้อนหินกลับเป็นเงือก (๘) เห็นปลาตัวหนึ่งดำใหญ่เท่าเรือ (๙) เสือโคร่งเข้าในเมือง (๑๐) พระเขนยอิงของพระองค์ตากไว้ลืมเก็บ ฝนตกใส่ถึง ๒๔ วัน นิมิตต์เกิดมีดั่งนี้ มิหนำซ้ำได้เห็นภูษาผ้าเสื้อของพระองค์ ซ้ำยิ่งตกใจก็พากันโทมนัสเสียใจร้องให้ทั่วทั้งพระนคร ว่าแต่นี้ไปข้างหน้าจะมิได้เห็นหน้าพระองค์ต่อไปแล้ว

จะกล่าวถึงพระยาแมนตาตอกครอบฟ้าตาหยืดก่อน ฝ่ายพระยาแมนตาตอกครอบฟ้าตาหยืดนั้นก็มีอาชญาให้เสนาราษฎรทำชานหินแล้ว ทำสะพานพาดไว้ให้หมิ่นพอทำเสร็จแล้ว พระยาก็ขึ้นทรงช้างตัวชื่อ ไชยนารายณ์คอยพระยาธรรมิกราช ๆ ทรงช้างชื่อพานทองแล้วไต่ชานหินไป พอเท้าเหยียบสะพานประมาณเงาจดกัน สะพานก็พลาดตกลงหลุม ช้างชื่อพานทองก็ตกไปตามสะพานงาแทงเข้าดิน ฝ่ายพระยาแมนตาตอกครอบฟ้าตาหยืดก็เอาง้าวช้างตัดคอพระยาธรรมิกราช ๆ ก็สิ้นชีพอยู่ที่นั้น ฝ่ายทหารพระยาธรรมิกราชก็เข้าแย่งชิงเอาพระเศียรของพระยาธรรมิกราชได้แล้ว ก็เอาใส่หีบหามกลับพอมาถึงเมืองเชียงราย เสนาก็แตกกันมาคนละที่ละทาง พระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชสวรรคตเมื่อศักราชได้ ๕๒๔ ปีชวด อายุท่านได้ ๗๔ ปี เสวยสมบัติได้ ๕๓ ปี และพวกเสนาอำมาตย์ข้าราชการทั้งปวงก็พากันเอาพระเศียรก่อเป็นเจดีย์ไว้ในเมืองเหรัญนครเชียงแสนนั้นแล แต่นั้นมา ท้าวจอมผาเรืองครองราชสมบัติแทนได้ ๑๕ ปีก็สวรรคต แล้วขุนแพงองค์เป็นบุตรคองสมบัติแทนได้ ๗ ปีก็สวรรคต ส่วนว่าในเมืองเงินยางเชียงแสนก็สิ้นเชื้อวงศ์ไม่มีใคร จะสืบแทนแล

บัดนี้จะกล่าวจึงขุนจององค์น้อง ท่านครองสมบัติเมืองพะเยาก็รุ่งเรืองสุขเกษมยิ่งนัก เหตุท่านได้เรียนอปนิหาริยธรรมและประเพณีธรรมด้วยบิดา แล้วก็กระทำตามคำบิดาสั่งสอนทุกประการ เพราะฉะนั้นบ้าน เมืองก็มีความเจริญขึ้น อยู่มาได้ช้านาน ก็มีราชบุตร ๒ องค์กล้าหาญยิ่งนัก องค์พี่ชื่อขุนเหิง องค์น้องชื่อขุนแก้วแว่นเมือง และจะกล่าวถึงเมืองเงินยางก่อน ครั้นขุนแพงถึงแก่กรรมแล้ว ไม่มีใครสืบแทนพระราชสมบัติ ฝ่ายเสนาทั้งปวงประชุมตกลงกันแล้ว ไปเชิญเอาพระ ราชโอรสของขุนจององค์ชื่อขุนเหิง พี่ขุนแก้วแว่นเมืองในเมืองพะเยา มาเสวยสมบัติเมืองเงินยางเชียงแสน ฝ่ายขุนจองเสวยสมบัติในเมืองพะเยาได้ ๒๐ ปี อายุ ๖๙ ก็สวรรคต ขุนแก้วแว่นเมืองเสวยสมบัติแทนบิดา และจะพรรณนาท้าวพระยาตั้งแต่ท้าวจอมผาเมืองมาถึง งำเมืองได้ ๑๓ ชั่วท้าวแล้ว ย่อมเสวยเมืองพะเยาทุกองค์ และท้าว งำเมืองประสูติจากครรภ์มารดาเมื่อศักราชได้ ๖๐๐ ปีจอ ทศศกเดือน ๔ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันพฤหัสบดี ยามรุ่ง ๕ อยู่กรกฎ ๑. ๒. ๔. ๖. ๗. ๘. ลัคน์ อยู่กัญญ์ ๓. อยู่ธนู ๑. อยู่เมษ. ฤกษ์ ๑๗ ดวง ชื่ออนุราชะ ตามคัมภีร์ว่าท้าวองค์นี้จะมีปัญญามาก

อยู่มาถึงอายุได้ ๑๕ ปีไปเรียนวิชาด้วยฤาษีองค์ ๑ ชื่อเทพอยู่ภูเขายอดด้วน เรียนได้ปี ๑ พอชำนิชำนาญคล่องแล้ว ถึงอายุได้ ๑๖ ปี ได้เรียนด้วยสุกกทันธฤาษีที่อยู่ภูเขาเมืองละโว้ได้จบบริบูรณ์ บรรดา มนต์ทั้งปวง สององค์ด้วยกัน พระร่วงเป็นครูเดียวกัน งาเมืองอยู่พะเยา พระร่วงอยู่สุโขทัย ฝ่ายงำเมืองพอกลับถึงเมืองแล้วก็อยู่เป็นอุปราชรองบิดา ครั้นบิดาสวรรคตแล้ว งำเมืองก็ครองสมบัติแทนบิดา ในปีมะเมียทศศก ศักราชได้ ๖๒๐ ปี ครั้นท่านได้ครองสมบัติแล้ว บ้านเมืองก็มีความเจริญสุขเกษมยิ่งนัก เหตุว่าท้าวงำเมืององค์นี้มีเดชา นุภาพเสด็จไปทางใด แดดก็มิร้อนฝนก็มิได้ตก ท่านว่าให้แดดก็แดด ท่านว่าให้บดก็บด เพราะฉะนั้นจึ่งได้ชื่อว่างำเมืองแล เมืองพะเยาและเมืองเงินยางเชียงแสนเป็นไมตรีกันตั้งแต่ขุนชื่นมาถึงขุนจอง ต่อ ๆ มาถึงมังรายและท้าวงำเมืองก็สืบไมตรีมิให้ขาด แต่ลาวเหิงมาถึงมงคลมังรายได้ ๑๒ ชั่วราชวงศ์แล เมื่อมังรายประสูติจากครรภ์มารดายาม รุ่ง วันอาทิตย์ แรม ๙ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีจอ ทศศก ศักราชได้ ๖๐๐ ต่อมาถึงปีมะแมเอกศก ศักราชได้ ๖๒๑ ท่านได้ครองสมบัติแทนบิดาแล้วท่านก็มีความกตัญญูคิดถึงญาติวงศ์พงศา ท่านก็ใช้เสนาไปถามข่าวดูดีร้ายประการใด ก็ให้มาเป็นสามัคคีพร้อมด้วยกัน

ฝ่ายว่าท้าวพระยาทั้งปวงก็ว่าพวกข้าพเจ้านี้ เป็นเชื้อวงศ์ท้าวลวะ จักราช ใครคุมเหงมิได้ ไม่ต้องประชุมใคร ว่าดั่งนี้ทุกเมือง ฝ่าย มังรายก็พิจารณาดูว่า บ้านเมืองอยู่ใกล้กันไม่เป็นสามัคคีด้วยกันรักษาราษฎรก็ยาก ท้าวจึ่งยกรี้พลไปตีได้เมืองบวก เมืองเชียงไร่ เมืองบงเชียงคำ เชียงเงิน เชียงช้าง เชียงของ เมืองเทิง ๑๘ หัวเมือง ถึงศักราชได้ ๖๒๔ ปีจอ จัตวาศก มังรายมาสร้างเมืองเชียงราย เดือน ๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันอังคาร เวลาเช้าลงมือทำกำแพงถึงย่ำค่ำ แต่ย่ำค่ำเท่าถึงแสงทองขึ้น จึ่งเสร็จบริบูรณ์ แล้วท่านก็ใช้มนตรีผู้หนึ่งชื่ออ้ายฟ้าม้านไปขอเอาเมืองแช่พราน และเชียงเคียน ด้วยท้าวงำเมือง ๆ ก็ว่าโอ้เหตุไฉน แช่เหยิง แช่ลุง ปากบ่อง หนองขวาง อีตาท้าวเจ้าขุนเหิง ลาวเอาไปเสียแล้ว บัดนี้เกลอเจ้าซ้ำมาขออีกเล่า ฝ่ายว่าอ้ายฟ้าม้านก็เป็นคนเข้าใจพูดก็กราบทูลว่า กระหม่อมฉันเห็นสมควรให้ ครั้นไม่ให้ก็เห็นจะขาดไมตรีกัน ต่อภายหลังเอาคืนมาอีกก็ได้ เมืองเชียงรายนี้เห็นจะไม่ถาวรไปข้างหน้า เหตุว่าแรกจะสร้างเมืองนั้น นิมิตต์เกิดขึ้นอย่าง ๑ ก็เคลื่อนคลาดไปเสียแล้ว นิมิตต์นั้น คือ พระยานาคองค์หนึ่งมาบอกให้มังรายว่า พรุ่งนี้ให้มังรายไปหาที่ท่าน้ำ อย่าให้ทันอรุณขึ้น ฝ่ายมังรายก็บรรทมตื่นสาย ครั้นไปถึงท่าน้ำก็ไม่เห็นพระยานาค เห็นแต่รอยเพราะฉะนั้นกระหม่อมฉันนึกว่าเมืองเชียงรายคงจะไม่ถาวรไปข้างหน้าเลยฝ่ายงำเมืองจึ่งว่า ครั้นท่านจะเอาก็ให้เอามนตรีอ้ายฟ้าม้านมารับเอาเมื่อจะเอาไปก็มีในท่าน จะได้คืนมาก็มีในท่านเทอญ ครั้นเราให้ก็จะเสียของ ครั้นไม่ให้จะหมองใจ ท้าวงำเมืองพูดเท่านั้นอ้ายฟ้าม้านก็ ทูลลา ครั้นถึงเชียงรายแล้วก็คัดเอาใจความที่ดีมากราบทูลท้าวมัง ราย ๆ ก็พิจารณาดูเนื้อความว่า ท้าวงำเมืองเกลอกูว่ามานี้ก็ถูกแล้ว ฝ่ายมังรายก็แบ่งเอาตามชอบใจของตนแล

จะกล่าวถึงพระร่วงผู้ครองเมืองสุโขทัยก่อน ฝ่ายพระร่วงก็คิดถึงงำเมืองผู้เป็นเกลออยู่เมืองพะเยา ก็เสด็จออกจากสุโขทัยมาเยี่ยมดูงำเมือง ครั้นถึงแล้วก็สนทนากันด้วยถ้อยคำต่าง ๆ พระร่วงแลเห็นนางเทวีของงำเมืองมีรูปร่างงดงามบริสุทธิ์ดุจดั่งเทพธิดา พระร่วงปรารถนาจะเพียรพยายามเอาให้สมหวัง ยังมีคืนหนึ่งพระร่วงก็แต่งตัวให้เหมือนงำเมืองแล้วเข้าไปถึงที่นอนของนางนั้น ก็ทำสมพาสด้วยนางพระยา ฝ่ายว่านางไม่รู้ก็หวังใจว่า งำเมืองก็นิ่งเสีย ครั้นพระร่วงกระทำกามคุณด้วยนางแล้ว ก็รีบออกจากห้องนาง มิช้านานในทันใดนั้นงำเมืองก็เข้าไปหานางอีก ฝ่ายนางเทวีก็ว่าในคืนนี้ดูแปลกประหลาดนัก พระองค์เข้าห้องหม่อมฉัน ๒ ครั้ง ฝ่ายงำเมืองพิจารณาดูก็เข้าใจได้ว่านอกจากพระร่วงแล้วไม่มีใครจะแปลกปลอมมาได้ พระร่วงคิดกบฎ ต่อกูแล้ว ครั้นรุ่งเช้างำเมืองก็เรียกรี้พลสุรเสนามาประชุม เหตุว่าจะ จับพระร่วงให้ได้ ฝ่ายพระร่วงรู้ได้ว่าท่านจะจับตน ก็จำแลงเพศ เป็นนกขุนทอง คือนกเอี้ยงบินไป ฝ่ายงำเมืองก็ตั้งอธิษฐานอินทร์พรหมตามความสัตย์ได้ตั้งไว้ด้วยกันแล้วเสกมนต์ไป ฝ่ายว่านกนั้นอ่อนกำลังก็ตกลงในหนองนั้น ๆ จึ่งได้ชื่อว่าหนองเอี้ยงจนเท่าทุกวันนี้ มีในแขวงเมืองพระเยานั้นแล แล้วนกนั้นก็กลับเป็นโคแดงโดดไปในสระแห่งหนึ่งอ่อนกำลังเสียในที่นั้น สระนั้นจึ่งได้ชื่อว่าหนองวัวแดงจนเท่าทุกวันนี้ พอคนทั้งหลายจะใกล้ทัน วัวนั้นก็กลับเป็นตุ่นดันเข้าดินไป ฝ่ายงำเมืองก็เสกเสียมด้วยทิพมนต์ขุดด้วยทันใด จำเพาะที่นั้นเป็นตีนเขาหินแข็งเหลือเกิน ตุ่นตัวนั้นดันไม่ไหวท้าวงำเมืองจับได้เป็นพระร่วงขึ้นมาแล้ว ให้พะทำมะรงจำคุกไว้จัดให้ยายแก่ผู้หนึ่งอุปัฎฐากสำรับกับข้าวทุกเวลา

ยังมีวันหนึ่งยายแก่ผู้นั้นไม่มีกับข้าวจะใส่สำรับให้พระร่วงเสวย ยายก็แลเห็นไม่ตาหีบคือตับปิ้งปลาอันหนังปลาติดอยู่นั้น ก็เอาใส่สำรับไปให้พระร่วงเสวย พระร่วงเห็นดังนั้นก็มีความน้อยใจหนักอกพูดไม่ออกก็รำพึงว่า โอ้ตัวกูหนอ จะมาสิ้นชีพเสียที่นี่หรือว่าไร ยายผู้นี้มาดูถูกกูถึงปานนี้ แล้วท่านก็ตั้งอธิษฐานขึ้นว่า ถ้าและอายุข้าพเจ้าจะยืดยาวต่อไปข้างหน้านมนาน จะได้เป็นท้าวพระยาอย่างเดิมนั้น จงให้ไม้ตาหีบนี้ออกรากออกใบขึ้นเดี๋ยวนี้ ว่าแล้วก็เอาไม้ตาหีบปักลงดิน ไม้ตาหีบก็ออกใบขึ้นทันใดนั้น จึ่งได้ชื่อว่าไม้ตาหีบพระร่วงมาจนทุกวันนี้ ที่พระร่วงจำแลเพศเป็นตุ่นดันเข้าดินไปนั้น จึ่งได้ชื่อว่าบ้านตุ่นจนถึง ทุกวันนี้ ที่งำเมืองเอาเสียมขุดตามหาตุ่น รอยขุดนั้นเป็นร่องไป ต่อภายหลังน้ำเดินได้ คนทั้งหลายจึงเรียกกันว่า น้ำแม่ตุ่นต่อมาเท่า ถึงทุกวันนี้

ฝ่ายท้าวงำเมืองก็ใช้ราชศาสน์ไปเชิญพระยามังรายผู้เป็นเกลอมาพิจารณาดูเหตุการณ์ที่พระร่วงคิดนอกใจ ฝ่ายพระยามังรายก็เสด็จมาด้วยเสนาบดีทั้ง ๔ และข้าราชการทั้งปวงมาพักอยู่บ้านเชียงหมั้นฝ่ายท้าวงำเมืองและเสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็พากันเอาพระร่วงไปสู่พระยามังราย ๆ ก็ชี้แจงแสดงความผิดและชอบหลายประการต่าง ๆ ให้พระยาทั้งสองฟังเพื่อจะตัดความโทสะโมหะของพระยาทั้งสองให้เป็นเกลอเป็นมิตรกันต่อไปอย่างเดิม ตัดสินให้พระร่วงเสียทองคำหนักเท่าตัวนางให้งำเมืองแล้ว พาเอางำเมืองและพระร่วงทั้งสองไปในบ้านแห่งหนึ่ง ตั้งให้เป็นเกลอสหายกันอย่างเดิม คือว่าเกณฑ์ให้เป็นสหายกันเหมือนเก่า ตำบลนั้นจึ่งได้ชื่อว่าบ้านเกณฑ์เท่าถึงทุกวันนี้แล แล้วเอาพระยาทั้งสองลงไปแม่น้ำสายตา แล้วให้เอาหลังพิงหรืออิงแม่น้ำสายตาอยู่ แล้วพระยามังรายก็ให้โอวาทว่า ตั้งแต่นี้ภายหน้าท่านทั้งสองอย่าคิดคดกบฎร้ายด้วยกันต่อไป แล้วก็ให้พระยาทั้งสองถือน้ำพิพัฒน์สาบานต่อกันไว้ ท้าวทั้งสองลงอิงอยู่น้ำนั้น แม่น้ำนั้นจึ่งได้ชื่อว่า แม่อิงจนเท่าทุกวันนี้ เมื่อแห่ท้าวทั้งสามมาถึงท่านั้น ๆ จึ่งได้ชื่อว่าท่าแห่จนถึงเท่าทุกวันนี้ ที่พระยามังรายตั้งโรงศาลหรือกว้านที่เอาท้าวทั้งสองไปตัดสินความนั้น ตำบลนั้นจึ่งได้ชื่อว่าบ้านกว้านจนเท่าถึงทุกวันนี้แล เมื่อราษฎรทั้งหลายไปคอยฟังคำตัดสินพระร่วงนั้นไปประชุมกันอยู่ตำบล ๑ หรือป้อกันอยู่ก็ว่า ตำบลนั้นจึ่งได้อชื่ว่าบ้านป้อจนถึงทุกวันนี้แล ฝ่ายงำเมืองก็ปุจฉาด้วยมังรายว่า พระร่วงนี้บิดาของเธอชื่อพระยาลือ ฝ่ายมารดาก็เป็นผีเสื้อ เธอดูมีฤทธิมากจำแลงเพศเป็นอย่างใดก็ได้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจะคืนทองคำหนักเท่าตัวนางให้เธอดีหรือไม่ ฝ่ายมังรายก็ว่าตามใจท่านเทอญ ฝ่ายงำเมืองก็คืนทองคำให้พระร่วงดั่งเก่าแล้วเอากันเป็นมิตรต่อไป

ฝ่ายมังรายก็กลับเมืองของตน ต่อมาได้ ๔ ปี พระยามังรายก็มาสร้างเมืองฝาง ท่านก็ทราบข่าวว่าเมืองลำพูนเจริญขึ้นมาก ก็มี ความปรารถนาอยากได้ ก็ใช้ให้ฟ้าม้านไปกระทำเพียรพยายามเอาเมืองลำพูน อ้ายฟ้าม้านรับสั่งแล้วก็ไปตามคำพระยามังรายหากใช้ตน พอถึงเมืองลำพูนแล้วก็คิดตามปัญญา เห็นท่วงทีว่าจะได้โดยง่ายก็ใช้ลูกน้องมากราบทูลพระยามังราย ๆ ก็เอารี้พลเสนาลงมาเอาเมืองลำพูน เมื่อศักราช ๖๓๖ ปี ต่อมาได้ ๕ ปี ไปสร้างเมืองภุกาม ๆ แล้วได้ ๓ ปี ไปตีเอาเมืองหงสาได้นางพาโคมาเป็นอัครเทวีมังราย ต่อมาได้ปี ๑ ไปตีเมืองอังวะแล้วเอาช้างฆ้องมา ๓๐๐ ครัวมาไว้เมืองเชียงแสน ต่อมาได้ ๖ ปี ศักราชได้ ๖๕๘ ปีวอก อัฐศกเดือน ๓ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันพฤหัสบดียามจะใกล้รุ่ง แรกสร้างเมืองเชียงใหม่ตั้งตลาดขายของตั้งแต่นั้นมา คนทำงานที่หมื่นคนทำประมาณได้เดือนหนึ่ง เมื่อจะสร้างเชียงใหม่นั้น มังรายก็ให้เสนาไปเชิญงำเมืองที่เมืองพะเยา และพระร่วงที่เมืองสุโขทัยมาช่วยพิจารณา ครั้นงำเมืองและพระร่วงมาถึงเชียงใหม่แล้ว ท้าว ทั้ง ๓ ก็พากันขึ้นอยู่บนยอดเขาสามยอดดูขะบวรเมือง พระยามังรายจึ่งถามพระร่วงว่า เมืองนี้จะเป็นมงคลหรือไม่ พระร่วงจึ่งกล่าวว่า เมืองนี้ข้าศึกจะเบียดเบียนกระทำร้ายมิได้ คนไหนมีเงินพันหนึ่งมาอยู่เมืองนี้จะมีเงินหมื่น ครั้นมีเงินหมื่นมาอยู่จะมีเงินแสน ฝ่ายมังรายจึ่งว่า เกิดมาเป็นมนุษย์กลังมันทำไมข้าศึก แล้วมังรายจึ่งถามงำเมืองว่าดีหรือในเขตต์แขวงเมืองนี้ งำเมืองจึ่งตอบว่าดีจริง เหตุว่าเนื้อดินมีพรรณรังสี ๕ ประการ มีไชย ๗ ประการ เมืองนี้มีสิทธินักแล แล้วท้าวทั้ง ๓ ก็ปุจฉากันโดยถ้อยความต่าง ๆ แล้วก็พากันลงมาในเมือง ครั้นกระทำสำเร็จทั่วบริบูรณ์แล้ว ยังมีฤๅษีองค์หนึ่งและท้าวงำเมืองและพระร่าวงทั้ง ๓ ก็กระทำไชยมงคลให้พระยามังรายเป็นเอกราชเมืองเชียงใหม่ ครั้นเสร็จแล้วพระร่วงก็เสด็จกลับเมืองของตน ฝ่ายงำเมือง ก็อยู่ด้วยมังรายนานประมาณเอกมาสคือเดือนหนึ่ง พระยามังรายก็ยกเทวีให้งำเมืองผู้หนึ่ง แก้วลูกหนึ่ง สืบมาแต่พระยาลวะจังกราช และ คืนเมืองแช่พราน เมืองเชียงเคียนให้งำเมืองดั่งเก่าแล

จะกล่าวถึงนางอัครเทวีของงำเมืองอยู่เมืองพะเยา ครั้นได้ทราบข่าวงำเมืองเอาเมืองเชียงใหม่ ก็โกรธเคืองดั่งท่านเอาหอกแทงอุรา ออกปากว่าจะตามฆ่าเมียน้อยงำเมืองเสีย ว่าแล้วก็ทรงม้าออกจากเมืองไป พอถึงกลางทางก็ตายอกแตกเสียที่นั้น แล้วเสนาอำมาตย์ก็เอาเนื้อความไปกราบทูลงำเมืองที่เชียงใหม่ทุกประการ ครั้นงำเมืองทราบแล้ว ก็เข้ากล่าวเหตุการณ์ทั้งนั้นกะมังรายทุกประการ แล้วก็ ลากลับเมืองของตน ครั้นถึงแล้วปลงศพนางเทวีตามธรรมเนียม แล้วท่านก็อยู่เสวยสมบัติเมืองพะเยา ตามโบราณท้าวพระยาต่อ ๆ กันมาแต่ก่อน ย่อมขึ้นนมัสการพระเจดีย์จอมทองทุกปีและยกมินละขุ ๗๐ ครัวให้อุปัฎฐากพระเจดีย์ตามโบราณท้าวพระยาแต่ก่อน แล้วท่านอยู่เสียเมืองพะเยาได้ ๖ ปี แล้วไปอยู่เมืองงาวแต่งให้โอรสองค์หนึ่งชื่อคำแดงอยู่รักษาเมืองพะเยาเป็นอุปราชรองบิดา ครั้นงำเมืองผู้เป็นบิดาสวรรคตแล้ว ฝ่ายคำแดงก็ครองสมบัติเมืองพะเยาแทนบิดา ต่อมาถึงศักราช ได้ ๖๘๐ ปีมะเมีย ทศศก ขุนเฟื้อเจ้าเมืองนายมาคิดจะทำร้ายต่อเชียง ใหม่ ท้าวคำฟูมีความกลัวมิต่อสู้จึ่งหลบหนีไปพึ่งบิดาที่เมืองเชียงราย ขุนไชยสงครามผู้บิดาจึ่งไปอ้อนวอนท้างคำแดงเมืองพะเยา ท้าวคำแดงจึ่งให้โอรสของคนผู้ชื่อคำรือไปป้องกันเมืองเชียงใหม่ ครั้นชะนะข้าศึกคำรือแล้วก็กลับเมืองของตน ครั้นถึงพะเยาแล้วเข้ากราบทูลบิดาโดยเนื้อความต่าง ๆ ที่ตนได้มาป้องกันเมืองเชียงใหม่ตามเหตุการณ์แล

ฝ่ายท้าวคำแดงผู้เป็นบิดาก็ใช้ราชศาสน์ไปถึงเมืองเชียงราย ขอเอานางแก้วพอตาผู้เป็นธิดาขุนไชยสงครามมาเป็นเทวีคำรือ ฝ่ายว่าขุนไชยสงครามก็ให้เสนาจัดรี้พล ๓๐๐ ครัวให้ไปตามนาง ครั้นถึงแล้วก็ให้คน ๓๐๐ ครัวนั้นตั้งบ้านอยู่แช่พรานและเชียงเคียน ครั้นแต่งงานคำรือด้วยนางแก้วพอตาแล้ว ฝ่ายท้าวคำแดงก็ตั้งให้คำรือเป็นอุปราชแล ครั้นคำแดงสวรรคตแล้ว คำรือก็ครองสมบัติแทนบิดา

จะพรรณนาท้าวพระยาเสวยเมืองพะเยา ตั้งแต่ท้าวงำเมืองมาถึงพระยาเมืองยี่ได้ ๑๑ ชั่วท่านแล้ว ต่อมาถึงศักราชได้ ๑๐๑๙ ปีมะแมนพศก พระพุทธศักราชล่วงแล้วได้ ๑๒๓๑ พรรษา เดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ในราตรีคืนนั้น ๒ ยามเศษ ยังมีพญานาคองค์ ๑ เอาทองคำมาจากเมืองนาค น้ำหนักถึง ๒๑๕,๐๐๐ เอาไว้กลางสระที่นั้นคือหนองเอี้ยงแล้ว จำแลงเพศเป็นบุรุษผู้ ๑ ทรงเครื่องขาวบริสุทธิ์แล้วเข้าไปในเรือนสองยายตาที่เลี้ยงเป็ด เลี้ยงห่านขายเลี้ยงชีพนั้น พญานาคจึ่งเล่าเหตุการณ์นิทานที่ตนได้รับคำสั่งสอนของพระพุทธองค์นั้น ให้ยายตาฟังทุกประการ ท่านว่าให้ยายตาสองคนนี้สร้างรูปของพระตถาคตไว้กลางสระนี้แล แล้วพญานาคก็เนรมิตตนเป็นพระพุทธเจ้าใหญ่เท่าพระพุทธโกนาคมน์ นั่งอยู่สูง ๓๒ ศอก แล้วเนรมิตตนเป็นพญานาค เอาหินที่พระพุทธเจ้า นั่งนั้นออกมาแสดงให้สองยายตาได้เห็นแล้ว พญานาคก็ยกเอาทองคำนั้นให้สองยายตา แล้วกลับไปเมืองของตน ต่อนาน ๆ ออกมาเยี่ยม ดูคนทั้งหลายยังเป็นที่คำนับอยู่บ้างหรืออย่างไร เมื่อพญานาคออกมานั้น ท่านออกมาจากภูเขา คนทั้งหลายก็เห็นอยู่ ที่เขาว่านาคออกดอย ๆ คือ นาคตัวนี้แล

ฝ่ายว่าสองยายตาถมสระมุจลินทร์ คือหนองเอี้ยงนานได้ ๒ ปี ๗ เดือน สำเร็จบริบูรณ์ราบเสมอดีแล้ว สองยายตาก็พากันปั้นอิฐได้แสนหนึ่ง ก็เหนื่อยลำบากใจ ก็เอาทองคำออกให้รางวัลคนทั้งหลาย ทำได้อิฐ ๓๐๐,๐๐๐ สิ้นทองคำ ๒๐๐ ขณะนั้นพระยายอดเสวยเมืองเชียงใหม่ พระยาเมืองยี่เสวยเมืองพะเยา พระยา ๒ องค์ก็ปรึกษากันตกลงกันแล้ว ก็พากันปั้นอิฐเผาแล้วเสร็จบริบูรณ์ ถึงปีกุน ตรีศก เดือน ๑ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันพุธ เวลาเช้าตรู่ เมื่อแรกลงมือทำพระประธานองค์ใหญ่และต่อมาถึงปีเถาะ สัปตศก พระยาเมืองยี่สวรรคตปีนั้น พระยา เมืองยอดก็สวรรคตปีนั้น เดือน ๑๐ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันอาทิตย์ ยกให้พระยาเมืองแก้วครองสมบัติเชียงใหม่ แล้วให้พระยาหัวเคียนไปเสวยเมืองพะเยาได้ ๒๐ ปีก็ถึงแก่กรรม แล้วพระยาเมืองแก้วก็แต่งให้ พระยาเมืองตู๋ไปเสวยเมืองพะเยาในปีขาล ทศศกแล เมื่อสองตายาย แรกสร้างพระประธานตั้งแต่ปีกุน ตรีศก อายุผัวได้ ๕๕ อายุเมียได้ ๕๒ มาถึงปีมะแม เอกศก เดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เวลาเช้า ตั้งแต่ลงมือทำมาได้ ๑๑ ปี อายุตาได้ ๖๖ ปี อายุยายได้ ๖๓ ปี จึ่งก่อแล้ว และมา ถึงปีวอก โทศก เดือน ๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ลงมือโบกปูน และในทองคำ ๒๐๐,๐๐๐ นั้นจ้างให้รางวัลคนช่วยทำสิ้น ๒,๐๐๐ ทองคำ ซื้อรักสิ้น ๒๐๐ ทองคำ ซื้อปูนสองล้าน (สิ้นทองเท่าใดไม่ปรากฎ) ซื้อน้ำอ้อยล้านปายหมื่น ทองคำยังเหลือเอาพอกพระเศียรลงถึงคางแล พอแล้วทั่วบริบูรณ์ ฝ่ายสองยายตาก็ถึงแก่กรรม ท่านทั้ง ๒ ก็ได้ไปเกิดเมืองสวรรค์นั้นแล

เมื่อปั้นพระพักตร์ พระอินทร์ลงมาปั้นแล ฝ่ายพระเมืองตู๋ครองเมืองพะเยาก็ใช้หมื่นตางตาเอาส่วนกุศลที่ได้สร้างพระประธานใหญ่นั้นไปถวายพระเมืองแก้วเชียงใหม่ให้ท่านโมทนาด้วย แล้วเล่านิทานต้นเหตุ ให้ท่านฟังทุกประการ ฝ่ายพระเมืองแก้วก็มีความปิติยินดีในทันใด ก็เรียกกรมการคลังเอาทรัพย์ออกมา ทองคำ ๓,๐๐๐ เงิน ๖,๐๐๐ ให้เอาสร้างพระวิหาร นานได้ ๓ ปีจึ่งสำเร็จบริบูรณ์ พระเมืองแก้วจึ่งยกบ่าวของท่าน ๑๐ ครัว พระเมืองตู๋ ๑๐ ครัวถวายให้พระปฎิมากร ให้อยู่อุปัฎฐากชั่วลูกหลานตราบเท่า ๕๐๐๐ พรรษา แล้วพระเมืองแก้วก็ ชักเขตต์หมายแดน คือทิศเหนือมีคนเขาจอมทองเป็นแดน ทิศใต้หน้าวัดอุหลา ตัดไปทิศตะวันออก ๑,๐๐๐ วา ทิศตะวันตก ๕๐๐ วา เขตต์แดนที่กล่าวมานี้เป็นหน้าที่ของพระปฏิมากรทั้งสิ้นแล

บัดนี้จะแก้ความสนเท่ห์ของชนทั้งหลายที่ได้อ่านได้ฟังก่อน มิฉะนั้นก็คงจะมีความสงสัยว่า เหตุไฉนพระพุทธองค์จึงได้ฝากความให้พญานาคเอาทองคำออกมาให้สองยายตาสร้างพระรูปของท่านนั้น แต่ครั้งไหน ผู้รู้ไม่ถึงก็คงจะแก้ไม่ตลอดได้เป็นแน่ เพราะฉะนั้นตำหรับนี้ จึ่งปนกันอยู่ทั้งคดีโลกคดีธรรมแล

ตทา กาเล ในกาลเมื่อพระพุทธเจ้ายังธรมานจะเสด็จเที่ยวโปรดบรรพสัชทุกบ้านน้อยเมืองใหญ่ทั้งหลาย ท่านก็เสด็จมาจากเมือง พาราณสีลำดับมาด้วยเจ้าอานนท์และโสณะอุตตระเป็นสงฆ์ มีพระยาอโศกราชและพระอินทร์ตามอุปัฎฐาก ครั้นถึงไชยภูมิท่านก็บิณฑบาต ที่แม่ครัว แล้วก็เสด็จขึ้นมาตามฟากน้ำแม่คงละมิง คือ แม่น้ำปิงที่ เรียกกันทุกวันนี้ ครั้นเสด็จถึงลำพูนท่านก็ได้เกศพระธาตุที่นั้นแล้วเสด็จขึ้นเขาสุเทพ จากนั้นลงวัดบุบผาราม คือ วัดอุปา ที่เรียกกันทุกวันนี้ แล้วเสด็จไปกระทำกิจที่ถ้ำเชียงดาว จากนั้นไปถ้ำตับเต่า แล้วเสด็จไปสบฝาง แล้วถึงแม่น้ำคง ท่านก็เลียบฟากน้ำคงขึ้นไปถึงแสนหวี แล้วไปถึงเมืองวิเทหราช จำพรรษาอยู่ป่าอัมพวัน เทศนาเนมิราชและ สุธนราชและพลิทัทธชาดก ครั้นออกพรรษาแล้ว ท่านก็เสด็จมาเมืองลื้อไว้เกศพระธาตุที่นั้น แล้วเสด็จถึงเมืองสีหระไว้เกศพระธาตุที่จอมยองแล้วเสด็จขึ้นเขาพยัคฆ์ จากนั้นแล้วขึ้นภูเขาธง คือ ดอยตุง แล้วไปเขากู่แก้ว แล้วไปจอมกิติ แล้วไปสบจน แล้วไปผาเรือไว้พระธาตุที่นั้นแล้ว ท่านยืนอยู่ครองจีวรแล้วไปพักไสยาสน์อยู่เนินหินก้อนหนึ่ง แล้วขึ้นไปบนเขาที่นั้น แล้วก็เล็งแลดูโลกทั้งปวง แล้วก็เสด็จไป สันซายไว้รอยพระบาทที่นั้น แล้วไปเมืองพรง แล้วไปเมืองนาย ไว้ รอยพระบาทที่นั้น แล้วไปถึงหัวภูเขาด้วนไว้รอยพระบาทที่นั้น ให้ยักษ์อยู่อุปัฎฐาก จากนั้นแล้วไปจอมแว แล้วไปบ่อกง แล้วไปภูเท่า แล้วเสด็จเข้าเมืองพะเยา ขณะนั้นยังมียักษ์ตัวหนึ่งมันอดอาหารได้ ๗ วันมาแล้ว มันเห็นพระพุทธองค์ก็มีความปรารถนาว่าจะกินเป็นภักษ์ พระพุทธองค์ท่านก็มิได้มีความกลัวมัน ท่านก็ยืนอยู่ที่เดียวนั้นมิได้หลีกหนี ฝ่ายว่ายักษ์นั้นดุจดังบ้าไล่ต้อนพระพุทธองค์ มันก็เลยไปเลยมาเป็นหลายเที่ยวหลายหน พระพุทธองค์ท่านเหยียบศิลาหินก้อนหนึ่งเป็นรอยเส้นพระบาทพอยักษ์ไปเห็นแล้ว มันก็ว่าชายผู้นี้แข็งแรงนักเหยียบหินพอยุบลงเป็นรอยตีนอยู่ กูกินมันไม่ได้เลย พระพุทธองค์ให้ยักษ์เห็น ตนแล้ว ท่านก็กระทำปาฏิหาริย์ให้ยักษ์เห็น ครั้นยักษ์เห็นแล้วมันก็ รู้ว่าเป็นองค์ตถาคต แล้วท่านก็ให้มันรักษาเบ็ญจศีล ท่านจึ่งถามมันดูว่า ดูกรยักษ์ ตถาคตหากอยู่ที่เดียว ทำไมท่านไล่ต้อนเลยไปเลยมา เป็นหลายหน แล้วท่านก็ว่าดูกรอานนท์ ตีนเขาที่นี้ภายหน้า ขะโมยโจรทั้งหลายจะมาตั้งบ้านเรือนอยู่ตำบลนี้ จะได้ชื่อเมืองเลยแล แล้วท่านก็ไต่ไปบนเขานั้น ไปถึงที่สองคนผัวเมียทำไร่อยู่ที่นั้น ครั้นเห็นพระพุทธเจ้าเข้ามา ทั้งสองตายายไม่มีสิ่งไรจะทำบุญ ผู้ผัวจึงถามว่า พลูเรามีหรือ ผู้เมียจึ่งตอบว่า เออพลูเรายังพอทำบุญ แล้วสองยายตาก็เอาพลูมาถวายพระพุทธเจ้า แล้วก็บอกว่าดิฉันนี้เป็นคนแก่ชรา ฟันก็หักถอนไปหมดแล้ว จึ่งได้เอาครกนี้บดหมากกิน แต่เดี๋ยวนี้เจตนาบังเกิดขึ้นขอเอาครกตำหมากใบนี้ถวายให้พระผู้เป็นเจ้า ๆ จงเอาไปบดหมากกินอย่างดิฉันนี้เทอญ แล้วก็ยกเอาครกหินบดหมากถวาย พระมหากรุณาธิคุณเจ้าท่านก็รับเอาแล้ว จึ่งกล่าว่า ดูกรอานนท์ สอง ผัวเมียพูดกันว่า พลูเราพอทำบุญดั่งนี้ ตำบลนี้ภายหน้าจะได้ชื่อว่า พลูพอแล สองผัวเมียเอาครกหินถวายตถาคตดั่งนี้ เมืองนี้ต่อไปข้างหน้าทำการใดจะสำเร็จด้วยหินมาก ตรัสเท่านั้นท่านก็เสด็จไปตามบนเขาแล้วไปพบช่างทองผู้หนึ่งตีทองขายเลี้ยงชีวิต ครั้นเห็นพระพุทธองค์ก็เอาข้าวมาตักบาตร ท่านก็ฉันจังหันที่บ้านช่างทองแล้ว ไม่มีน้ำจะฉัน ท่านจึ่งกล่าวว่า ดูกรอานนท์ ตำบลนี้ดีนัก สมควรตั้งศาสนาไว้ที่นี้ และท่านอานนท์ก็ขอพระธาตุ พระพุทธเจ้าก็เอาพระหัตถ์ขวาลูบคลำพระ เศียรได้เกศเส้น ๑ แล้ว ท่านก็เอาให้อานนท์ ๆ ก็รับเอาแล้วเอาให้ พระยาอโศกราช ๆ ก็เอาให้ช่างทอง ๆ ก็เอาใสไว้ในตลับไม้รวก พระพุทธองค์จึ่งตรัสว่า ท่านจงเอาพระธาตุของตถาคตบรรจุไว้ยังภูเขา ที่นี้ เทอญ

ฝ่ายว่าพระยาอโศกราชและพระอินทร์ก็เอาใสผะอบแก้วแล้วใส่ผะอบเงิน แล้วใส่ผะอบหิน ได้ ๔ ชั้น แล้วเอาลงไว้ในถ้ำลึก ๗๐ วา พระอินทร์ก็จุดประทีปบูชาแล้วใส่ยนต์กงจักรทิพย์ไว้ให้ถึง ๕๐๐๐ พรรษาพระพุทธเจ้าจึ่งกล่าวว่า ดูกรอานนท์ เราเห็นช่างทองอยู่ที่นี้ภายหน้าจะได้ชื่อว่าจอมทองแล เรามาฉันจังหันที่นี้ ช่างทองไม่เอาน้ำมาทำบุญอานนท์จงไปตีนเขาไปขอน้ำด้วยพญานาคที่กลางทุ่งโน้นมา ฝ่ายท่านอานนท์ก็เอาฝาบาตรลงไปเพื่อจะตักน้ำ ครั้นถึงกลางทุ่งที่สระน้ำ ก็เห็นพญานาคเล่นน้ำอยู่ ท่านอานนท์ก็เข้าไปปรารภเพื่อจะเอาน้ำ พญานาคจึ่งร้องว่ามึงจะมาลักน้ำกูทำไม พญานาคองค์นั้นชื่อว่าธุมสิขิ มีหงอนเป็นควัน ว่าแล้วก็จำแลงให้หงอนเป็นควันปกปิดสระไว้ให้มิด ท่านอานนท์เอาน้ำมิได้ก็กลับมากราบทูลพระพุทธองค์ฟังทุกประการ ครั้นท่านทรงทราบแล้ว ก็รู้ด้วยพระปัญญาว่า สระนี้ตั้งแต่พระกกุสนธ์ พระโกนาคมน์ พระกัสสป ท่านเที่ยวไปรดบรรพสัชทั้งหลายมาถึงที่นี้ ย่อมฉันจังหันที่นี้ทุกองค์ และเพราะว่าศาสนาจะมาตั้งกลางสระที่นี้ภายหน้าแล แล้วท่านก็เสด็จลงไปสู่สระนั้น ก็กล่าวซึ่งพญานาคว่า ดูกร นาคมึงไม่รู้จักกูบ้างเลยหรือ พญานาคจึ่งถามว่า ท่านมีชื่อดังฤๅ พระพุทธเจ้าจึ่งกล่าวว่า กูมีชื่อว่าตถาคตแล แต่ครั้งเมื่อพระกกุสนธ์ พระโกนาคมน์ พระกัสสป ล่วงแล้ว ท่านก็ย่อมมาฉันจังหันที่นี้ มึง ก็ยังได้เอาหินก้อน ๑ ออกจากเมืองนาคมาให้พระกกุสนธ์ พระโกนาคมน์ พระกัสสปนั่งฉันจังหันที่นี้แล พญานาคจึ่งว่าครั้นมีเป็นดั่งท่านว่านั้น ก็เหตุไฉน พระพุทธเจ้า ๓ องค์มีตนอันสูงใหญ่นัก ท่านว่าเป็นตถาคต ทำไมตัวน้อยไม่สูงใหญ่เหมือนพระพุทธเจ้า ๓ องค์ที่ล่วงแล้ว ฝ่ายว่าพระพุทธเจ้าก็เนรมิตตนให้ใหญ่สูงเท่าพระกกุสนธ์ พระโกนาคมน์ พระกัสสป มีตนสูง ๓๒ ศอก แล้วเหยียบหัวพญานาคให้จมลงในสระที่นั้น พญานาคก็สิ้นความสงสัยก็รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าแน่ จึ่งลง ไปเมืองนาคเอาหินที่พระพุทธเจ้า ๓ องค์นั่งนั้นออกมาให้พระพุทธองค์นั่งครั้นท่านขึ้นนั่งบนกินก้อนนั้นแล้ว ท่านก็รับน้ำที่ท่านอานนท์เอาถวาย พระพุทธเจ้าฉันน้ำนั้นแล้ว อานนท์ก็นมัสการว่า ข้าแต่พระพุทธเจ้า กาเล ในกาลเมื่อพระพุทธเจ้ากกุสนธ์ พระโกนาคมน์ พระกัสสปท่าน ก็มาฉันจังหันที่นี้ ส่วนพระผู้เป็นเจ้าก็มาชำระตนที่นี้ ตำบลนี้สมควร ตั้งศาสนาไว้ พระพุทธเจ้าจึ่งกล่าวว่า ดูกรอานนท์ พระพุทธเจ้า ๓ องค์ ครั้นอายุค่อนแล้วก็ย่อมมาฉันอุทกังที่นี่ทุกองค์ ส่วนตนของตถาคตนี้ก็อายุค่อนแล้วจึ่งมาถึงที่นี่ เดี๋ยวนี้ตำบลนี้ยังเป็นสระใหญ่กว้างลึกนัก ยังมิควรตั้งศาสนาเลย ต่อไปข้างหน้าตถาคตนิพพานไปแล้วจะไว้ศาสนา ๕๐๐๐ พรรษา ครั้นและศาสนาของตถาคตตั้งไว้กึ่งค่อนไปแล้ว สระนี้ก็จะเต็มขึ้นแล้ว ยายตาสองผัวเมียที่เอาพลูถวายให้ตถาคตนั้น ก็จะเอาศาสนามาตั้งในถิ่นฐานที่นี้แล

พระพุทธเจ้าก็สั่งพระอินทร์และพญานาคไว้ว่า ดูกรพระอินทร์เมื่อตถาคตนิพพานไปแล้วจะไว้ศาสนา ๕๐๐๐ พรรษา ครั้นและศาสนากึ่งค่อนไปแล้ว สองยายตาผัวเมียที่เอาพลูถวายตถาคตนั้นจะมาเอากำเนิดเกิดในตำบลนี้ จะได้เลี้ยงเป็ดเลี้ยงห่านอยู่ในสระนี้ขายเลี้ยงชีวิต เมื่อนั้นท่านจงเอาทองคำแต่เมืองนาคออกมาไว้สระนี้แล้ว แสดงความ ให้ยายตาฟังให้สองยายตาสร้างรูปพระตถาคตใหญ่เท่าพระกกุสนธ์ พระโกนาคมน์ พระกัสสป สร้างไว้ในสระที่นี้จะได้รุ่งเรืองต่อไปข้างหน้าถึง ๕๐๐๐ พรรษา และพระพุทธเจ้าสั่งพระอินทร์และพญานาคไว้ดั่งนี้แล้วท่านก็ลุกขึ้นเอาเท้าเหยียบหินก้อนนั้น แล้วให้พญานาคเอาไปรักษาไว้เมืองนาคดั่งเก่าแล

แล้วพระพุทธเจ้าทำนายไว้ว่า ตถาคตฉันจังหันที่บ้านช่างทองมิได้ฉันอุทกัง ครั้นชนะพญานาคแล้วจึ่งได้ฉันน้ำ ดั่งนี้ภายหน้าเมืองนี้ครั้นถึงฤดูร้อนหาน้ำใหญ่มิได้แล แล้วท่านก็เสด็จไปภูเขาน้อย คือ ดอยน้อย และแช่โว ม่อนจอมสิล ภูขวาง จอมไคร้ จอมแจ้ง แล้วเสด็จ ไปขิงแกง แล้วไปสบแวน แล้วไปแช่แห้ง แล้วไปช่อแร แล้วไป ขวยปู แล้วไปภูทับ แล้วไปแหลมลี แล้วไปร้องอ้อ แล้วเสด็จไป ข้วมหม้อ แล้วไปลำปาง แล้วไปจอมทอง แล้วไปเมืองหอด แล้ว ไปภูเขาบัง คือ ดอยเกิ้ง แล้วไปเมืองงุม ท่านเที่ยวโปรดสัตว์ทั้งหลายแล้ว ก็เสด็จไปสู่ป่าเชตวันอาราม และจากนั้นมาสองตายายที่ได้เอาพลูทำบุญด้วยพระพุทธองค์นั้น ตายแล้วเกิด ๆ แล้วตายได้หลายชั่ว หลายชาติแล้ว ชาติหนึ่งสองยายตาไปเกิดเมืองฝางเมื่อพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว พระพุทธศาสนาได้ ๘๐๐ สองผัวเมียตายจากเมืองฝางได้มาเกิดเมืองพะเยา ในปีวอกทศศก จุลศักราชได้ ๘๐๐ พระพุทธศาสนาล่วงแล้วได้ ๑๐๘๒ พรรษา จากนั้นถึงปีมะแม นพศก อายุผัวได้ ๔๐ ปี อายุเมียได้ ๓๘ ทั้งสองผัวเมียตั้งบ้านเรือนอยู่ทิศเหนือไกลที่จะสร้างพระพุทธรูปนั้น ๒๐ วา สองคนผัวเมียพากันเลี้ยงเป็ดเลี้ยงห่านขายเลี้ยงอาตมา ขณะนั้นจุลศักราชได้ ๘๔๐ ปี ศาสนาล่วงได้ ๒๐๓๘ พรรษา เดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เวลากลางคืนประมาณ ๒ ยามเศษ ฝ่ายว่าพญานาคก็คิดถึงที่ตนได้รับรับสั่งพระพุทธเจ้า แล้วก็เอาทองคำ ๒๑๕,๐๐๐ น้ำหนักจากเมืองนาคออกมาไว้กลางสระ แล้วเนรมิตรตนเป็นบุรุษผู้หนึ่งทรงเครื่องขาวบริสุทธิ์ เข้าไปในเรือนสองผัวเมียที่เลี้ยงเป็ด เลี้ยงห่านนั้น แล้วเล่าเหตุการณ์ที่ตนได้รับรับสั่งพระพุทธเจ้าให้สอง คนผัวเมียฟังทุกประการ แล้วฉุดมือผู้ผัวลงเรือนไปที่สระแล้ว ชี้ ทองคำนั้นให้ดู แล้วบอกว่าให้สร้างพระรูปเหมือนเช่นอย่างที่จะทำให้ท่านดูนี้ เทอญ

ว่าแล้วก็เนรมิตให้คนเป็นพระประธานใหญ่สูง ๓๒ ศอก เช่นอย่างพระกกุสนธ์ แล้วเนรมิตตนเป็นนาคลงไปเอาหินก้อนที่พระพุทธ เจ้านั่งนั้น ออกมาให้เห็นแล้ว ก็ลงไปเมืองนาคอันเป็นที่อยู่ของตนแล ที่สองยายตาสร้างพระพุทธรูปนั้นดั่งพรรณนามาแต่ต้นนั้นแล ต่อมาได้หลายชั่วท้าวพระยาต่อ ๆ กันมา ในคน ๒๐ ครัวที่พระยายอดเชียงใหม่ และพระยาเมืองยี่พะเยายกถวายพระปฎิมากรให้เป็นคนอุปัฎฐากรักษาพระปฏิมากรองค์ใหญ่ที่ตั้งอยู่ในวัดศรีครมคำหนองเอี้ยงเมืองพะเยา คนเหล่านั้นก็สืบต่อกันมาชั่วลูกชั่วหลานตราบเท่าถึงเสนามังธา ได้ขณะปราบเมืองลานนาไทยคือเมืองเชียงใหม่ และเมืองอโยธยากรุงสยามและเมืองจัน ในปีกุน โทศก (ศักราช วัน เดือน ไม่ปรากฏ) เวลานั้นเสนามังธาจับเอาลาวไปไว้เมืองหงสา ๑๑๓,๐๐๐ ครัว แต่นั้นมาถึงปีมะเส็ง มังธาก็ถึงแก่กรรม ต่อมาถึงปีจอ ทศศก ลาวอยู่เมืองหงสากบฎต่อเจ้าฟ้าอิเม พากันหลบหนีมาถึงลำพูน แล้วมาพบเพื่อน ที่แตกกันมาอยู่ตามบ้านน้อยเมืองใหญ่นั้น พากันมาเมืองพะเยาทั้งสิ้นถึงเดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำ ก็พาพวกชาวพะเยาหนีไปเมืองจันมิได้เหลือสักคน พวกที่รักษาวัดศรีครมคำพระประธานองค์ใหญ่ ก็พาเอาพงศาวดารโบราณวัดศรีครมดำ ทุ่งเอี้ยง เมืองพะเยาไปตกอยู่เมืองจันทบุรีได้นานนัก ชาวจันทบุรีก็ถามพวกรักษาวัดว่า พระปฏิมากรองค์ใหญ่นั้นยังบริบูรณ์ดีอยู่หรือว่าทรุดโทรมบ้าง พวกเหล่านั้นก็มิได้รู้ร้ายรู้ดีสักคน และชาวจันทบุรีก็คัดสำเนาพงศาวดารฉะบับนี้แล้ว ให้หมื่นอุตตระเชียงของเอามาไว้ให้ปรากฏแก่ฝูงชนทั้งหลายในเมืองพะเยา เพื่อจะให้กว้างขวางต่อไปข้างหน้า พงศาวดารเป็นของจริงคัดตามตำหรับเดิมมิได้แผลงใหม่เลย

จะเป็นศักราชเท่าใดไม่ปรากฎ สิงห์กุฎฎะอำมาตย์เอาธง คือตุง ไปบูชาพระประธานองค์ใหญ่และพระเจดีย์คีรี ครั้นสิ้นอายุจะไปตกนรก พระยายมราชก็แสดงธงนั้นให้เห็น แล้วพระยายมราชจึ่งกล่าวว่า เมื่อท่านทำบุญวันนั้น ท่านยังตรวจน้ำแผ่กุศลมาถึงเรา และบัดนี้ท่านจงขึ้น ไปบนสวรรค์ เทอญ

แต่นั้นมายังมีพรานเนื้อผูหนึ่ง มันฆ่าเนื้อเบื่อปลาตั้งแต่อายุมันได้ ๑๕ ปี จนถึงอายุได้ ๕๘ ปี ยังมีวันหนึ่ง มันเข้าไปป่าเพื่อประสงค์จะหาเนื้อ พอไปถึงที่วัดศรีครมคำ พระปฏิมากรองค์ใหญ่ ก็เห็นท่านแขวนธง คือ ตุงไว้ที่นั้นอันพายุพัดไปพัดมามันเห็นดูงามแก่ตานัก พอมาถึงบ้านก็จัดแจงหาผ้ามาทำธง คือ ตุง แล้วเอาไปบูชาพระประธานใหญ่ อยู่มาครั้นมันตาย พระยายมราชมิทันได้พิจารณา ก็เอามันโยนลงนรกในทันใดนั้นธงที่มันทำนั้นก็มาพันเอาตัวมันออกจากนรกเสีย พระยายมราชจึ่งพิจารณาดูรู้แล้วก็บอกให้มันขึ้นไปบนสวรรค์แล เมื่อตติยศักราชได้ ๙๐๘ ปีชวด อัฐศก เดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ขณะนั้นยังมีชาวขานผู้หนึ่ง มีธงรูปภาพผืน ๑ มาบูชาพระประธานใหญ่ พอถวายทานแล้วก็เอาขึ้นแขวนบนเพดาน แล้วก็พลาดตกลงมาตาย ธงผืนนั้นก็รับเอาท่านผู้นั้นขึ้นไปบนสวรรค์ไปปรากฎที่พระเกศแก้วจุฬามณี ขณะนั้น เทวดาทั้งปวงมีพระอินทร์เป็นประธาน พากันมานมัสการพระเกศแก้วจุฬามณี ก็เห็นเทวดาใหม่องค์ ๑ ปรากฎอยู่ที่นั้น ทรงเครื่องประดับตนดูงามยิ่ง เทวดาทั้งหลาย พระอินทร์จึ่งถามไปว่า ท่านได้ทำบุญสิ่งไรบ้าง แกก็บอกอาการที่ได้ทำบุญให้พระอินทร์ฟังทุกประการ พระอินทร์ก็ตรัสว่าพระประธานใหญ่องค์นั้นประเสริฐนัก เมื่อพระมหากรุณาธิคุณเจ้ายังธรมานอยู่นั้นท่านก็ทำนายไว้แล

เมื่อแรกเข้าสร้างนั้น เราพระอินทร์ก็ยังได้ลงไปช่วยเขาทำพระพักตร์ให้งามเหมือนพระกกุสนธ์ พระโกนาคมน์ พระกัสสปแล แล้วพระอินทร์ก็บอกให้มันผู้นั้นว่า อายุของท่านยังไม่ถึงที่ตายเลย ท่านจงกลับไปเมืองมนุษย์เสียก่อน ให้สร้างการกุศลให้มากยิ่งกว่านี้ พระอินทร์ ตรัสเท่านี้เทอญ คนผู้นั้นก็กลับหายจากที่นั้นลงมาเมืองมนุษย์ แล้ว มาเข้าร่างกายของตนดั่งเก่า เขาตายเวลาเช้าถึงเวลาค่ำจึ่งคืนเป็นคนแล แล้วเขาก็เล่าเหตุการณ์ที่ตนได้รู้ได้เห็นนั้นให้คนทั้งหลายฟังทุกประการแล

จะกล่าวลักษณะพระปฏิมากรองค์ใหญ่ก่อน สร้างเมื่อศักราชได้ ๘๔๓ ปีกุน ตรีศก ศาสนาล่วงแล้วได้ ๒๐๓๔ พรรษา เดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันพุธ เวลาเช้า ปลูกแกนพระประธานใหญ่วัดศรีครมคำหนองเอี้ยง เมืองพะเยาวันนั้นแล พระเกศโมลีใหญ่ ๒๐ กำ องค์สูง ๓๒ ศอก พระเศียรใหญ่ ๒๔ ศอก เกศมี ๑๕๐๐ คัดไว้เป็น ๔ จำพวก ๆ หนึ่งใหญ่ ๔ กำ จำพวกหนึ่งใหญ่ ๓ กำ จำพวกหนึ่งใหญ่ ๒ กำ จำพวกหนึ่งใหญ่ ๑ กำแล พระพักตร์ยาว ๘ ศอก กว้าง ๘ ศอก พระขนงยาว ๓ ศอกคืบ หว่างพระขนงกว้าง ๑ ศอก พระเนตรยาว ๓ ศอก กว้าง ๑ คืบ พระฆานะยาว ๓ ศอก ใหญ่ ๖ กำ พระโอษฐ์ยาว ๒ ศอก กว้าง ๑ คืบ พระโสตยาว ๖ ศอก กว้างศอกคืบ พระศอยาว ๒ ศอกคืบ กลม ๑๒ ศอก ไหล่ยาว ๓ ศอก แต่อุราถึงคาง ๒ วา แต่พระเต่าถึงไหล่ ๒ วา แต่นาภีถึงอุรา ๑๐ ศอก อุรากว้าง ๘ ศอก พระกรยาว ๓๖ ศอก กลม ๙ กำ นิ้วพระหัตถ์ใหญ่ ๙ กำ ยาว ๔ ศอก เอวกลม ๓๖ ศอก ฝ่าพระบาทยาว ๘ ศอก กว้าง ๓ ศอก หน้าตักกว้าง ๒๘ ศอก หัทยังใหญ่ ๗ กำ ตั้งแต่ที่นั่งถึงพระเกศโมลีสูง ๓๒ ศอกแล พระปฏิมากรองค์นี้ ลัคน์อยู่เมถุน ๑ กับ ๔ อยู่ พฤษภ ๒ อยู่พฤศจิก ๓ อยู่กันย์ ๕ อยู่ดุลย์ ๖ อยู่เมษ ๘ อยู่มิน ๗ อยู่กุมภ์แล พระมหาเถรเจ้าองค์ชื่อธัมมปาละจารึกไว้ ที่วัดศรีครมคำหนองเอี้ยง เมืองพะเยานั้นแล

จะกล่าวนิทานเค้ามูลทุ่งเอี้ยงหนองเอี้ยง ก่อนเดิมเมื่อพระโพธิสัตว์ ยังวนเวียนอยู่ในสงสารสมภารยังมิแก่กล้า ชาติเป็นนกสาลิกา คือนกเอี้ยง ค่ำวันนั้นก็อาศัยอยู่ไม้ขอนสักต้นหนึ่งที่บนเขาจอมทอง ก็ได้ลงมาอาศัยซึ่งสระหนองนั้น มากินอาบอยู่นั้นทุกวัน ยังมีในวันหนึ่งอาบน้ำแล้วก็บินไปจับอยู่ไม้ต้นหนึ่ง ใกล้ที่อยู่ของตนแผ่ปีกและหางอยู่ที่นั้น ขณะนั้นยังมีเหยี่ยวตัวหนึ่งมาตีกินเป็นอาหารแล ครั้นท่านได้ตรัสเป็นพระสัพพัญญูแล้ว มาฉันจังหันที่ช่างทองตำบลเขาจอมทอง ท่าน ก็เทศนาให้พระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ตำบลนี้เป็นป่าช้าของตถาคตแห่งหนึ่งแล เหตุดั่งนี้สระนี้ ทุ่งนี้จึงได้ชื่อว่า หนองเอี้ยง ทุ่งเอี้ยง ร้องตามนามนกเอี้ยงนั้นแล พระพุทธโฆสเถรเจ้าจึ่งแต่งบาลีไว้ว่า สาลิกา มตฺตาโล ปพฺพตํ ดั่งนี้แล

บัดนี้จะกล่าวแรกสร้างกำแพงเมืองตะวันตกก่อน ท้าวพระยาเสวยสมบัติเมืองพะเยาต่อ ๆ กันมา ถึงพระยาสิงคราช ในขณะตติยศักราช ๕๓๖ ปีกุน นพศก พระยาองค์นั้นมีราชโอรสองค์ ๑ สอนยากมิอยู่ในถ้อยคำของบิดาเลย ไปตั้งโรงชนไก่อยู่ทิศตะวันตกเมือง ร้องป่าวให้เจ้านายผู้ใหญ่ผู้น้อยและราษฎรทั้งหลายมาเล่นการพะนันชนไก่ที่นั่นทุกวัน ๆ และเล่นเบี้ยเล่นมะแกวทุกวันคืนมิขาดสักเวลา ฝ่ายพระ ยาสิงคราชผู้เป็นบิดาจึ่งรับสั่งให้มาเฝ้าถึง ๒ ครั้ง ๓ ครั้งจึ่งมา แล้วบิดาก็สั่งสอนให้ตั้งตนเป็นผู้ดี ถึงหลายครั้งแล้วก็หาได้ฟังคำสั่งสอนบิดาไม่ พระยาสิงคราชผู้เป็นบิดาก็โกรธจึ่งถอดพระแสงไล่ฟันมิให้อยู่ในเมือง ฝ่ายพระราชโอรสสององค์นั้นครั้นรู้ว่าบิดาโกรธมิให้ตนได้เข้าเมืองดั่งนั้น ก็เกลี้ยกล่อมประชาชนทั้งปวงว่า ท่านทั้งหลายจะทิ้งเราเสียหรือ ๆ จะโกรธด้วยบิดาเรา หรือมีความรักเรา ฝ่ายคนทั้งหลายนั้นก็กล่าวว่าพวกข้าพเจ้าทั้งปวงมีความคิดถึงพระราชบุตรเจ้ามาก พระราชบุตรเจ้าเสด็จไปตำบลใด พวกข้าพเจ้าทั้งปวงจะขอตามไปตำบลนั้น ฝ่ายว่าบุญเมืองราชบุตรก็ให้คนทั้งหลายที่จะเป็นพรรคพวกด้วยท่านนั้นให้เข้าถือน้ำพิพัฒน์ต่อกัน แล้วท่านจึ่งกล่าวซึ่งคนทั้งหลายว่า พวกเราจงพากันสร้างกำแพงเมืองอยู่ที่นี้เทอญ

ท่านชี้แจงให้คนทั้งปวงทำให้เรียบร้อยดีแล้ว จึ่งตั้งโรงศาลตัดสินความที่สนามชนไก่ สร้างวังอยู่ที่บ่อนเล่นมะแกว สร้างวัดหลวงขี้เหล็กที่ป่าไม้ขี้เหล็กนั้น ตรงกะหลักเมือง แล้วเอาน่างมาขึงไว้ น่าง นั้นเป็นเครื่องดักกระต่าย แล้วก่อกำแพงเมืองให้เหมือนแบบนั้นแล ประตูมี ๘ ประตู คือ (๑) ประตูไชย (๒) ประตูหอกลอง (๓) ประตูเหล็ก (๔) ประตูท่านาง (๕) ประตูศรี (๖) ประตูปราสาท (๗) ประตูแป้น (๘) ประตูอ่อมป่อม มี ๘ ประตูแล ตั้งแต่ประตูหอกลอง ทิศเหนือไปถึงประตูปราสาททางทิศใต้ยาว ๕๒๓ วา แต่ประตูไชยทิศตะวัน ออกไปถึงประตูเหล็กตะวันตกยาว ๗๓๑ วาแล สระที่ราชบุตรบุญเมืองไปต่อนกเป็ดนั้นคือหนองเอี้ยง สระภูมิเมืองมีทิศอิสาณ ทุกวันนี้เรียกกันว่าหนองแว่น แต่เดี๋ยวนี้ถมดินขึ้นราบเสมอกันแล้วแล ไชยภูมิเมืองมีที่เขาพระเจดีย์จอมทอง คือเป็นจอมเกศเกล้าเมืองพะเยาแล

ฝ่ายว่าบุญเมืองราชบุตรองค์นั้น ครั้นสร้างกำแพงเมืองเสร็จทั่วบริบูรณ์แล้ว ท่านก็รู้สึกว่าตัวกูหนอมิได้อยู่ร่วมบิดามารดา ก็เหตุกูนี้ ชั่วร้ายใจนักเลง อย่ากระนั้นเลย แต่นี้ไปกูจะกระทำตัวเป็นผู้ดี แล้วท่านก็ไปกราบทูลพระยาสิงคราชผู้เป็นบิดา ขอขมาโทษที่คนได้ประพฤติร้ายแต่ก่อนนั้น แล้วท่านก็ช่วยบิดาทนุบำรุงบ้านเมืองให้รุ่งเรืองขึ้น ครั้นพระยาสิงคราชผู้เป็นบิดาพิราลัยไปแล้ว ราชบุตรบุญเมืองครองสมบัติแทนบิดา ท่านก็ตั้งอยู่ตามชอบธรรมและปฏิสังขรณ์วัดวาศาสนา พระพุทธ พระบาท พระเจดีย์ กุฎิวิหาร การเปรียญชำรุดทรุดโทรม ท่านก็ได้ทนุบำรุงให้รุ่งเรืองถาวรไปข้างหน้า แล้วท่านก็แช่งไว้ว่า ท้าวพระยาองค์ใดเสวยสมบัติในเมืองพะเยานี้ ทำลามกประพฤติร้ายเช่นอย่าง ข้าพเจ้าเมื่อเป็นแต่ก่อนล่วงมาแล้ว ก็ให้ท้าวพระยาองค์นั้น อายุสั้น บ้านเมืองก็ให้เป็นอันตรายไปต่าง ๆ ท่านแช่งไว้เมื่อวันฝังพัทธสีมา วัดหลวงขี้เหล็กกลางประชุมสงฆ์ทั้งปวงแล

ตั้งแต่พระยาเมืองตู๋เสวยสมบัติเมืองพะเยา มาถึงเจ้าฟ้ามังธา เมืองหงสาได้ปราบเมืองลานนาไทยนานได้ ๗ ปี ตราบเท่าถึงเจ้าฟ้าสุทโธเมืองอังวะได้ปราบลานนาไทยนานได้ ๔๐ ปี ต่อมาถึงเจ้าฟ้าเมืองได้ครองสมบัติเมืองพะเยา เมื่อศักราช ๑๑๔๙ ปีมะแม นพศก ขณะนั้นเมืองพะเยา เมืองเชียงราย เมืองฝาง เมืองปุ เมืองสาด เมืองปาย ๖ หัวเมืองนี้คิดกบฎต่อพม่า แล้วเมืองพะเยามิสมนึก เมืองพะเยาก็แตก เจ้าฟ้าเมืองผู้ครองเมืองพะเยาก็หลบตัวมาอยู่นครลำปาง ได้ไปนอบน้อมรับเอาราชการพระเจ้ากรุงสยาม

จะกล่าวเมื่อกลับจากนครลำปางขึ้นตั้งเมืองพะเยาก่อน

ถามว่า จากนครลำปางขึ้นตั้งเมืองพะเยานั้นปีใด
ตอบว่า ปีเถาะ เบญจศก ศักราช ๑๒๐๕ ปีแล
ถามว่า เจ้าหลวงวงศ์ขึ้นมาถึงเมืองพะเยาเดือนไร
ตอบว่า เดือน ๓ ใต้ เป็นเดือน ๕ เหนือ ขึ้น ๑๓ ค่ำ วันพฤหัสบดี
ถามว่า ปีนี้เจ้าขึ้นพักอยู่บ้านไหน
ตอบว่า พักอยู่บ้านตุ่น
ถามว่า เสด็จเข้าตั้งอยู่ในเมืองปีใด
ตอบว่า ปีมะโรง ฉศก วันพุธขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เป็นเดือน ๒ ใต้ ศักราชได้ ๑๒๐๖ ปีแล
ถามว่า เจ้าหลวงวงศ์เสียตาไปปีใด
ตอบว่า ศักราช ๑๒๐๖ ปีมะโรง ฉศก คือปีเข้าตั้งอยู่เมืองนั้นแล
ถามว่า เจ้าหลวงวงศ์ครองสมบัติได้กี่ปี
ตอบว่า ได้ ๖ ปีแล
ถามว่า เจ้าหลวงวงศ์ถึงแก่กรรมปีใด
ตอบว่า เมื่อศักราชได้ ๑๒๑๐ ปีวอก ทศศก
ถามว่า เจ้าหลวงยศลงไปรับสัญญาบัตรปีใด
ตอบว่า ศักราช ๑๒๑๑ ปีระกา เอกศก
ถามว่า เจ้าหลวงยศครองเมืองได้กี่ปี
ตอบว่า ได้ ๗ ปี
ถามว่า เจ้าหลวงยศได้สร้างการบุญสิ่งใด
ตอบว่า ปฏิสังขรณ์บำรุงพระพุทธรูปองค์ใหญ่ วัดศรีครมคำ ทุ่งเอี้ยง และสร้างวิหารมุงคาไว้ ไฟไหม้เสีย พระพุทธ รูปก็เศร้าดำไป
ถามว่า เจ้าหลวงยศถึงแก่กรรมปีใด
ตอบว่า ศักราช ๑๒๑๗ ปีเถาะ สัปตศกแล
ถามว่า เจ้าหลวงบุรีขัตติยวงศ์ลงไปรับสัญญาบัตรปีใด
ตอบว่า ศักราช ๑๒๑๗ ปีเถาะ สัปตศก วันอังคารแรม ๘ ค่ำ เดือน ๑ แล
ถามว่า เจ้าหลวงบุรีขัตติยวงศ์ล่วงไปนานกี่ปี
ตอบว่า ได้ ๑ ปีกับ ๑๐ เดือนแล
ถามว่า เจ้าหลวงบุรีขัตติยวงศ์จากกรุงเทพ ฯ มาถึงพะเยาปีใด
ตอบว่า ปีมะเส็ง นพศก ศักราช ๑๒๑๙ เดือน ๓ สิ้นเดือนมาถึงพะเยา
ถามว่า เจ้าหลวงขัตติยวงศ์ครองเมืองได้กี่ปี
ตอบว่า ได้ ๖ ปีนับทั้งปีไปรับสัญญาบัตร
ถามว่า เจ้าหลวงขัตติยวงศ์ได้สร้างการกุศลสิ่งใด
ตอบว่า บำรุงซ่อมแซมพระพุทธรูปองค์ใหญ่ วัดศรีครมคำ ทุ่งเอี้ยง ปิดทองใหม่ และสร้างพระเจดีย์จอมทองและวิหารจอมทอง และสร้างโบสถ์ใหม่
ถามว่า เจ้าหลวงบุรีขัตติยวงศ์ถึงแก่กรรมปีใด
ตอบว่า ศักราช ๑๒๒๒ ปีวอก โทศก
ถามว่า เจ้าหัวหน้าอินทรชมภูไปรับสัญญาบัตรปีใด
ตอบว่า ศักราช ๑๒๒๒ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ ปีวอก โทศกแล
ถามว่า เจ้าหัวหน้าอินทรชมภูครองเมืองได้กี่ปี
ตอบว่า ได้ครองเมือง ๑๑ ปีนับทั้งปีไปรับสัญญาบัตรนั้นแล
ถามว่า เจ้าหัวหน้าอินทรชมภูได้สร้างการกุศลสิ่งใดไว้บ้าง
ตอบว่า ได้สร้างพระวิหารใหญ่ไว้ในเมือง และสร้างวิหารพระพุทธองค์ใหญ่ คือ ต่อวิหารใหญ่นั้นออกอีก และ สร้างศาลาวัดจอมทองและสร้างระฆังใหญ่ไว้วัดหลวง ในเมือง ๑ ใบ วัดศรีครมคำ พระปฏิมาใหญ่ ๑ ใบ สร้างรสธรรมเทศนาได้ ๕๐ กัป
ถามว่า เจ้าหัวหน้าอินทรชมภูถึงแก่กรรมปีใด
ตอบว่า ศักราช ๑๒๓๒ ปีมะเมีย โทศก วันเสาร์ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๒
ถามว่า เจ้าหลวงอริยะไปรับสัญญาบัตรปีใด
ตอบว่า ปีกุน สัปตศก ศักราช ๑๒๓๗
ถามว่า เจ้าหลวงอิรยะครองเมืองได้กี่ปี
ตอบว่า ได้ ๒๐ ปี
ถามว่า เจ้าหลวงอริยะได้สร้างการกุศลสิ่งใดไว้บ้าง
ตอบว่า ได้สร้างพระวิหารวัดสุง และสร้างสะพานที่สบตำเดี๋ยวนี้ชำรุดทรุดโทรมเสียแล้ว
ถามว่า เจ้าหลวงอริยะถึงแก่กรรมปีใด
ตอบว่า ศักราช ๑๒๕๕ ปีมะเมีย เบ็ญจศก
ถามว่า เจ้าหลวงมหาประเทศอุดรทิศไปรับสัญญาบัตรปีใด
ตอบว่า ศักราช ๑๒๕๕ ปีมะเมีย เบ็ญจศกแล
ถามว่า เจ้าหลวงมหาประเทศอุดรทิศครองเมืองได้กี่ปี
ตอบว่า ได้ ๑๑ ปี นับทั้งปีรับสัญญาบัตร
ถามว่า เจ้าหลวงมหาประเทศอุดรทิศ ได้สร้างการกุศลสิ่งใดไว้บ้าง
ตอบว่า ได้สร้างพระเจดีย์ม่อนจิมศิลบ้านถำ แล้วจากนั้นมา สร้างพระเจดีย์แช่โหว่ พระเจดีย์วัดราชคฤห์วิหาร วัดราชคฤห์ และวิหารวัดศรีครมคำ เหล่านี้มิทันสำเร็จท่านก็พิราลัยไปเสียก่อน และท่านได้สร้างมหาคัณฑิคือ ระฆังใหญ่ไว้ในวัดจอมทอง ๑ ใบ และบำรุงกำแพงเมืองขึ้น
ถามว่า เจ้าหลวงมหาประเทศอุดรถึงแก่กรรมปีใด
ตอบว่า ศักราช ๑๒๖๗ ปีมะเส็ง สัปตศก วันจันทร์ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๙ เวลาบ่าย ๑ โมง ตั้งแต่ปีเถาะ ฉศก ตกมาถึงปีมะเส็ง สัปตศก ศักราช ๑๒๖๗ นั้นได้กี่ปี
ตอบว่า ได้ ๓๖ ปี
ถามว่า ในระวาง ๓๖ ปีนั้น เจ้าผู้ครองเมืองพะเยาล่วงไปกี่องค์
ตอบว่า ๖ องค์
ถามว่า เจ้าหลวงมหาประเทศอุดรทิศเกิดปีใด
ตอบว่า ปีชวด เอศก ศักราช ๑๒๐๒ ณวันจันทร์ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๒ ราตรีนั้นจะสู่เที่ยงนาม ๓ แล

  1. น่าจะเป็นโอรส