ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 61/เรื่องที่ 2
ที่นี้จะกล่าวยังวงศาไทยเมืองหนึ่งก่อนแล ยามนั้นมหาศักราชได้ ๑๗ ตัวปีกดไจ้ ยังมีมหากษัตริย์ฮ่อตนหนึ่งชื่อว่า เทวกาล ว่าอั้น[1] เป็นใหญ่กว่าไทยทั้งหลาย อยู่เสวยราชสมบัตินครไทยเทศ คือว่าเมืองราชคฤห์นครหลวงนั้นแล ส่วนเมืองอันนั้นก็บริบูรณ์ด้วยราชสมบัติเข้าของเงินคำ ช้างม้าวัวควายผู้คนรี้พลมนตรีมากหลาย ยดยายคัดคั่ง[2] บ่สังขยาได้ พอแม่ไก่ล่าถึงกันแล ส่วนว่ามหากษัตริย์ตนนั้นก็มีราชบุตร ๓๐ ตน ราชธิดา ๓๐ นาง ทั้งมวลมี ๖๐ แล ราชบุตรผู้เค้า [3] ชื่อว่า พิมพิสารราชกุมารแล ราชบุตรผู้ถ้วน ๒ ชื่อว่าสิงหนวติราชกุมาร เหตุว่ามีลักษณะมีกำลังเป็นดังราชสีห์นั้นแล เมื่อนั้นมหากษัตริย์ตนพ่อนั้นก็แบ่งราชสมบัติหื้อ[4] แก่ลูกทั้ง ๖๐ คนนั้นแล ก็ตั้งยังพิมพิสารราชกุมารผู้เป็นเค้านั้นไว้ในที่เป็นอุปราชากับธิดาหนึ่ง หื้ออยู่ด้วยตนในเมืองราชคฤห์หลวงที่นั้นแล ก็แจกยังลูกชายลูกหญิงทั้งหลาย ๒๙ คนนั้น หื้อไปเสาะหาตั้งบ้านแปลงเมืองอยู่ทั่วทิศ พลันดั่งสิงหนวติกุมารผู้ถ้วน ๒ นั้นกับน้องหญิงหนึ่ง ก็แบ่งเอาราชสมบัติกับด้วยมหากษัตริย์ตนพ่อแล้ว ก็สั่งอำลาคารวะเคารพยำยัง[5]มหากษัตริย์ตนชื่อว่าเทวกาล อันเป็นราชบิดาและราชมารดาแห่งตนแล้ว ก็ริบรวมเอาเข้าของสมบัติช้างม้าวัวควายรี้พลมนตรีคนครัวแสนหนึ่งแล้ว ก็เสด็จออกจากเมืองราชคฤห์นครหลวงแล้ว ก็ข้ามน้ำแม่สาระพูไปทางหนอาคเนย์ คือว่าหนวัน ออกชวยใต้ไปไกลนัก ลำดับไปอรัญประเทศป่าไม้ดงดอยซอกห้วยราวเขาและแม่น้ำใหญ่น้ำน้อยทั้งหลายมากนัก ตั้งแต่เดือนอาสาทออก ๒ ค่ำวันพุธ เสด็จออกจากเมืองราชคฤห์นครหลวงไปได้ ๔ เดือน จึ่งไปฮอด[6] ไปถึงประเทศที่หนึ่งมีสถานอันราบเพียงเรียงงาม มีแม่น้ำใหญ่แม่น้ำฮาม[7] น้ำน้อยมากนัก ก็บ่พอใกล้แม่น้ำขรนที[8]เท่าใด คือว่าแม่น้ำห้วยน้อยอันจักสร้างไร่แต่งนาดีนักแล เป็นแคว้นเมืองสุวรรณโคมคำแต่เก่านั้นแล กาลบัดนี้ก็หากมีแต่มิลักกยู[9]ทั้งหลายอยู่ยังซอกห้วยราวเขาพูดอยไขว่ไปสู่ที่แล ยังมีขุนหลวงผู้หนึ่งชื่อว่าเจ้าลาวกะยูว่า อั้นก็เป็นใหญ่กว่ามิลักขุทั้งหลาย ก็อยู่ยังดอยดินแดนอันมียังหนปัจฉิมทิศประเทศที่นั้นแล ยามนั้นสิงหนวติกุมรก็ไปรอดที่หนึ่งหมดไส[10]กว้างขวางนัก บ่ไกลแม่น้ำใหญ่น้ำฉามไปบ่รอดน้ำแม่ขรนทีนั้นไกลเจ็ดพัน วา เมืองสุวรรณโคมคำเก่านั้นก็มีปากน้ำแม่ขรนทีก้ำหน้านั้นแล เมื่อนั้นท่านก็แปงปาง[11] จอดยั้งเอาชัยอยู่ที่นั้น รอดเดือน ๖ ค่ำ ๑ วันศุกร มหาศักราชขึ้นแถมตัวหนึ่ง เป็น ๑๘ ตัวปีฮวงเป้า วันนั้นยังมีพระยานาคตัวหนึ่งชื่อว่าพันธุนาคราชนั้น ก็เนรมิตตนเป็นพราหมณ์ผู้หนึ่ง แล้วก็เข้ามาสู่ที่อยู่เจ้าสิงหนวติกุมารแล้ว ก็กล่าวเซิง[12]สิงหนวยติกุมารว่า ดูกรเจ้ากุมาร ท่านนี้เป็นลูกท่านพระยากษัตริย์ หรือว่าเป็นเศรษฐี และคหบดีกฎุมพีและพ่อค้าอั้นซา[13] ลุกบ้านใดเมืองใดมาซา เจ้ากุมารมานี้ประโยชน์อันใดซาว่าอั้น เจ้าสิงหนวติกุมารกล่าว่า พราหมณ ดูกรท่านพราหมณ์ เรานี้ก็เป็นลูกมหากษัตริย์ตนชื่อว่า เทวกลาล อัน เป็นเจ้าเมืองราชคฤห์หลวงโพ้นแล เรานี้มาเพื่อจักแสวงหาที่สร้าง แปลงเมืองอยู่แดว่าอั้น เมื่อนั้นนาคพราหมณ์ผู้นั้นกล่าวดีแท้แล ท่าน จุ่งตั้งอยู่สถานที่นี้ให้เป็นบ้านเมืองอยู่เทื้อะ จักวุฒจำเริญดีบรมวน ด้วยเข้าของสมบัติสะแด[14] ประการหนึ่งเล่า ซ้ำเศิกทั้งหลายเป็นต้นว่าเศิกมหานครเมืองใหญ่ทั้งหลายจักมารบก็เป็นอันยาก เหตุนั้นน้ำแม่ใหญ่ทั้งหลายสะเภาโลกาก็มาบ่รอดและว่าอั้นแล้ว[15] เท่าว่าให้มีศักดิ์ มีใจรักยังคนแดสัตว์ทั้งหลายเทอะว่าอั้น เมื่อนั้นเจ้าสิงหนติกุมารจึ่งกล่าวว่า ดูกรท่านพราหมณ์ ท่านนี้อยู่ฐานะที่ใดอยู่บ้านใดเมืองใด ท่านมีชื่อลือชาประการใด นาคพราหมณ์กล่าวว่า ข้านี้มีชื่อว่าพันธุ พราหมณ์อยู่รักษาประเทศที่นี้แต่เช่น[16]ตระกูลเค้ามาแล ท่านจุ่งใช้ สัปปุริสบ่าวเพื่อไปทวย[17]ดูที่อยู่แห่งข้าเทื้อะ ว่าอั้นแล้ว ก็ลาออกจากหนีไปแด สิงหนวติกุมารก็ใช้บ่าวเพื่อน[18]ไปด้วยดูเจ็ดคนแล ครั้นว่าทวยไผหนหรดีไกลประมาณพันวาแล้ว ก็ลวด[19]กลับหายไปเสียแล เมื่อนั้นคนใช้หัน[20] เป็นสันนั้นแล้ว เขาก็กลับคืนมาบอกแก่เจ้าแห่งเขา ตามดังเขาหันนั้นซูอัน[21]แด เมื่อนั้นสิงหนวติกุมารได้ยินคำอันนั้นแล้ว ก็สะดุ้งใจอยู่แล ส่วนนาคพราหมณ์ผู้นั้นก็เอาเพศเป็นพระยานาคแล้ว ก็เที่ยวบุ่น[22] ไปหื้อเป็นเขตต์ชื่อเวียงกว้างสามพันวารอดสู่ก้ำ[23] แล้วก็หนีไปสู่ที่อยู่แห่งตนแล ครั้นว่าคืนนั้นรุ่งแจ้งแล้ว สิงหนวติกุมารท่านก็หันเป็นประการสันนั้น ก็มีใจชมชื่นยินดีแล้ว ก็ให้หาพราหมณาจารย์มาแล้ว ก็ถามพราหมณ์อาจารย์ว่า พราหมณ์ผู้มาบอกให้เรานี้ จักเป็น เทวบุตรเทวดาหรืออินทร์พรหมอั้นซาว่าอั้น เมื่อนั้นพราหมณ์อาจาย์ จึ่งกล่าวว่า ตามดังข้าผู้เฒ่ามาพิจารณาดูนี้ จักเป็นพระยานาคสะแดว่าอั้น[24] เมื่อนั้นก็พร้อมกันเข้าแต่งเรือนหลวงแปลงหอเรือแล้วบรมวน ก็เข้าอยู่เป็นเมืองอันใหญ่แล้ว พราหมณ์อาจารย์ผู้นั้นก็พิจารณาเอา ชื่อพระยานาคว่าพันธุนั้นกับชื่อกุมารผู้เป็นเจ้านั้นชื่อสิงหนวติกุมาร สมด้วยกันแล้ว ก็เรียกว่า เมืองนาคพันธุสิงหนวตินครนั้นแล
เจ้าสิงหนวติกุมารได้เป็นเจ้าเมืองนาคพันธุสิงหนวตินครที่นั้นแล้ว ท่านก็มีอาชญาใช้ไปเรียกร้องเอาขุนหลวงมิลักขุทั้งหลาย ให้เขามาสู่สมภารแห่งตนเลี้ยง[25]แล แต่นั้นไปหน้า ๓ ปี ยังมีเมืองอันหนึ่งอยู่หนหรดี ไกลประมาณ ๔ คืนทาง มีข้างหัวน้ำกุกกุฎนที[26] ที่นั้นมีชื่อว่าเมืองอุโมงค์เสลานครว่าอั้น เมืองอันนั้นเป็นที่อยู่แห่งชาวขอมทั้งหลายแลส่วนว่าเวียงขอมก็เป็นเมืองพร้อมกันกับเมืองสุวรรณโคมคำ แต่เช่นศาสนาพระเจ้ากัสสปมาต่อเท่าบัดนี้ บ่หล่าง[27]แล เหตุนั้นพระยาขอมตนเป็นเจ้าเมืองอุโมงค์เสลานครนั้น จึ่งมีมานะกระด้างแข็งบ่เข้ามาสู่สมภารเจ้าเมืองนาคพันธุสิงหนวตินครเพื่ออั้นแล เมื่อนั้นเจ้าสิงหนวติกุมารท่านก็ยกเอาพลกำลังไปชะนะเอาพระยาขอมแล เมืองอุโมงค์เสลานครได้เข้ามาสู่สมภารแต่นั้นแล มหาศักราชได้ ๒๒ ตัวปีดับไส้ตั้งแล้วได้ ๕ ปี ท่านก็ได้ปราบลานนาไทยทั้งมวลแล้ว เสนาอำมาตย์และพราหมณาจารย์ ทั้งหลาย ก็พร้อมกันเอาอุสาภิเศก[28] ยังเจ้าสิงหนวติกุมารขึ้นเป็นเอกราช มหากษัตราปราบลานนาไทยทั้งมวลมีชื่อว่าพระยาสิงหนวติราชกษัตราเจ้าแต่นั้นมาแล ในเมืองอันนั้นก็บรมวน[29]ด้วยผู้คนช้างม้าวัวควายเข้าของสมบัติมากนัก บังเกิดเมืองใหญ่แต่นั้นมาแล ออกรัฐแห่งท่านหนบุพพทิศมีน้ำแท้เป็นแดน หนปัจฉิมทิศมีดอยรูปช้างขุนน้ำย้อยมาหาแม่คงเป็นแดน หนอุตรทิศมีท่าง[30]หนองแสเป็นแดน หนทักษิณทิศก้ำใต้มี ลวรัฐเป็นแดน แห่งท่านทั้งมวลแล บ้านเมืองที่นั้นก็อยู่เย็นเป็นสุขขึ้น บ้านหาโจรมารบได้สักอันแล ท่านสร้างเมืองนาคพันธุสิงหนวติลูกนี้ อยู่มาได้ ๕๒ ปี มหาศักราช ๖๗ ตัวปีเมิงไค้ เดือน ๑๐ ทุติยเพ็ญวันพฤหัสบดียามรุ่งแจ้ง แผ่นดินไหวหวั่นฟ้าร้องดอยคางมากนักปูน[31]อัศจรรย์ขนคิง[32]ลุกสู่คนแล ศักราชได้ ๖๘ ตัวปีเบิกไจ้ เดือน ๘ เพ็ญวันศุกรยามรุ่งแจ้ง แผ่นดินไหวฟ้าร้องดอยคาง ฝนตกน้ำใหญ่น้ำน้อยปูนอัศจรรย์มากนัก แต่นั้นมารอดศักราช ๙๗ ตัวปีเมิงไส้ เดือน ๑๐ เพ็ญจันทร์ยามค่อนรุ่ง แผ่นดินซ้ำไหวหวั่นฟ้าร้องดอยคางสามทีนี้แล แต่นั้นมารอดมหาศักราชได้ ๑๐๒ ตัวปีเตาเสด เดือน ๘ ออก ๑๔ ค่ำ วันอังคารยามตูดซ้าย[33] แผ่นดินซ้ำไหวหวั่นก้องฟ้าร้องดอยคาง เป็นมหาปางอันใหญ่ปูนอัศจรรย์ใจกว่าทุกทีทั้งหลายแล ท่านตั้งเมืองมาได้ ๕๗ ปีนี้ แผ่นดินไหวใหญ่ ๔ เถื่อ[34]นี้แล เมืองนาคพันธุสิงหนวตินคร ที่นั้นมีน้ำแม่ขรนทีคือว่าห้วยไค้อันไหลมาแต่ท่างหนองหลวงพระยากาจก แต่เมืองมิถิลานคร[35]มาแล เป็นน้ำแม่ใหญ่เมืองพันธุสิงหนวตินครลานนาลูกนี้แล
ทีนี้จักกล่าวให้รู้มูลอันตั้งเป็นเมืองพันธุสิงหนวตินครราชธานี อันมาตั้งอยู่ฝ่ายน้ำขรนทีก้ำวันตกนี้ ยามเมื่อปัญจวิโลกนะจักมาบรมวนแห่งพระพุทธเจ้าโคตมสักยมุณีจักเกิดมานั้นแล เมืองสุวรรณโคมคำ เก่านั้นหากมีแคมฝั่งน้ำแม่ขรนทีฝ่ายก้ำวันออกพู้น แต่เช่นศาสนาพระพุทธเจ้ากัสสปนั้นมาบ่ได้กิตนา[36]แล
พระยาพันธนติเสวยเมืองโยนกนครที่นี้ได้ ๒๙ ปี อายุได้ ๗๑ ก็จุติไปในปีศักราชได้ ๑๔๘ ตัว ปีพระพุทธเจ้านิพพานนั้นแล
อชุตราชตนลูกขึ้นเสวยราชสมบัติแทน ในเมืองโยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแสน ที่นี้ก็ในศักราชเดียวนี้แล ยามนั้นพระยาอชุตราชเจ้าท่าน ก็รู้ประวัติข่าวสารว่านางปทุมวดีลูกพระฤาษีอยู่ดอยดินแดงที่นั้นทรงรูปอันงาม ท่านก็หราง[37]เอาสุวรรณ ๔๐๐,๐๐๐ แล้วรอง[38]รี้พลโยธา ไปขอเอานางปทุมวดีกับฤๅษีเจ้าแล จึ่งจักไหว้ว่า ตาปส ข้าแต่พระดาบสฤๅษีเจ้า จุ่งเมตตาให้นางปทุมาวดีกุมารีแก่ข้าแดเทื้อะ แล้วก็ถวายคำ ๔๐๐,๐๐๐ ตอบคุณฤๅษีเจ้านั้นแล เมื่อนั้นกัมมโลฤๅษีก็กล่าวแก่ราชบุตรีปทุมวดีว่า ดูกรปทุมาวดีเหย บัดนี้พ่อจักปูกยัง[39]เจ้าลูกให้ได้เป็นภริยาบาทบริจาริกากับพระยาเจ้า พ่อนี้ก็เฒ่าแก่เสียแล้ว ก็จักใกล้เลี้ยงอายุอยู่แล้ว ว่าดั่งนั้นแล้ว ก็อุสาราชาภิเศกบุตรีราชธิดากับพระยาอนุชุตราชเจ้าแล้วก็อับ[40]คำ ๔๐๐,๐๐๐ นั้นให้นางแล้ว กล่าวว่านางจุ่งเอาคำ ๔๐๐,๐๐๐ นี้เมื้อหล่อให้เป็นลูกกวางแล้ว สมมุติเป็นแม่คบยำ[41]บูชาทุกวันเทื้อะ นางก็จักสมฤทธิ์มีอายุยืนนัก พระยาอชุตราชเจ้ากับนางปุทมวดีก็กระทำคบยำคารวะยังพระมหาฤาษีเจ้าตนพ่อแล้ว ก็เอากัน[42]เสด็จเมื้อสู่เวียงโยนกนครไชยบุรีศรีช้างแสนแห่งตนแล้ว ส่วน ว่านางปทุมวดีก็หาช่างคำมาหล่อให้เป็นลูกกวางแล้ว ก็แปงมณฑปไว้บนหัวแล้ว ไหว้บูชาทุกเช้าค่ำสมมุติเป็นแม่แห่งตนแล ด้วยเหตุนางคบยำยังคำฤาษีเจ้าตนพ่อและแม่กวางคำนั้น นางก็สัมฤทธิ์ทุกประการแล ส่วนพระยาอชุตราชมหากษัตริย์เจ้านั้น ก็ด้วยเดชะสัทธรรมแห่งท่านและอันบ่ละประเพณีธรรมนั้น เดชะแห่งท่านซาบปราบไปหนอุตระทิศก้ำเหนือมีทางหนองแสเป็นแดน หนทักษิณทิศก้ำใต้เขตต์ลวะรัฐคือสบแม่น้ำ ระมิงเป็นแดนแล หนบุพพทิศก้ำตะวันออกมีสบน้ำแม่มัวแดนเมืองจุฬนีนั้นเป็นแดนแล หนปัจฉิมทิศก้ำตะวันตกมีดอยเขาลูกช้างหัวน้ำย้อยมาตกแม่คงเป็นแดน ก็เป็นอาณาเขตต์แห่งท่านทั้งสิ้น เมืองโยนกนคร ไชยบุรีศรีช้างแสนที่นี้ปรากฎเป็นราชธานีอันใหญ่แล
ครั้งนั้นโบราณศักราชเก่าได้ ๑๔๘ ตัวบ่เสมอแล พระยาอชาตศัตรูก็พร้อมกันกับด้วยมหากัสสปเถรเจ้าตัดเสียแล้ว และตั้งมหาศักราช ใหม่ไว้ตัวหนึ่งในปีเมิงเม็ด เดือน ๕ เพ็ญแล ยามนั้นมหากัสสปเถรเจ้าก็มาคิดในใจว่า อายุปูนนี้ก็ได้ ๑๒๐ เต็มบริบูรณ์แล้ว ในเดือน ๖ เพ็ญนี้กูจักเข้าสู่นิพพานแล พระมหาเถรเจ้าก็เอาธาตุดูกด้ามมีด[43]ก้ำซ้ายแห่งพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง กับธาตุเจ้าทั้งหลายสามสถานคือมหันตามัชฌิมาขุททกาทั้งปวง ๕๐๐ พระองค์ ใส่ลงในพระโกศแก้วพระธรรมราชแล้ว ก็พาอรหันตาทั้งหลาย ๕๐๐ พระองค์ แล้วก็ยกเอามหาธาตุเจ้าสยอง[44] มาด้วยลวง[45] อากาศแล้ว ก็มาสู่เมืองโยนกนครช้างแสนแล้ว ก็เมตตาพระยาอชุตราชตนเป็นเจ้าแก่เมืองโยนกนครช้างแสนแล้ว ก็บอกยังนิทานอันพระพุทธเจ้าทำนายไว้นั้นให้พระยารู้ ๖ ประการ เมื่อนั้นพระยาอชุตราชกษัตริย์เจ้าก็มีใจชมชื่นยินดีบังเกิดศรัทธาแล้ว ก็ให้หาช่างเครื่องทั้งหลายมากระทำพระโกศเงิน พระโกศทอง รับซ้อนเอาพระโกศแก้วธรรมราชนั้นแล้ว ก็บูชาด้วยข้าวตอกดอกไม้เงินดอกไม้ทอง ช่อธงฉัตรจ้อง[46] ปกกางบูชามากนักแล้ว ก็เอาเสนาสกลโยธา แห่แหนยังพระบรมธาตุเจ้า ออกจากเวียงโยนกนครไชยบุรีราชธานีศรี ช้างแสนที่นี้ ก็หามมหาธาตุเจ้าขึ้นไปสู่จอมดอยตายสี คือดอยดินแดงนั้น พร้อมกับด้วยมหากัสสปเถรเจ้าแล้ว มหากัสสปเถรเจ้าก็ยกเอา พระโกศพระมหาธาตุเจ้าขึ้นตั้งไว้เหนือหินก้อนหนึ่ง อันพระพุทธเจ้านั่งเมื่อครั้งก่อนนั้น มหากัสสปเถรเจ้าก็อธิษฐานขอให้มหาธาตุเจ้ามุดจมลงในหินก้อนหนึ่ง ครั้งนั้นมหาชินธาตุเจ้าก็แผ่ปาฎิหาริย์แจ้งทั่วเมือง ทั้งมวลนาน ๗ วัน ๗ คืน แล้วก็พาพระโกศจมลงไปในก้อนหินลึกประ มาณ ๘ ศอกนั้นแล กาลนั้นพระมหาเถรเจ้าก็อธิษฐานคันธงบูชาพระมหาธาตุเจ้าไว้หนขวาเมื่อขึ้นนั้นกางสูงประมาณ ๘,๐๐๐ วา ธงห่างประมาณ ๗,๐๐๐ วา กว้าง ๕๐๐ วา แต่นั้นมาคนทั้งหลายเห็นแล้วจึงจักเรียกว่าดอยธงแต่นั้นมาแล ยามนั้นพระยาอชุตราชมหากษัตริย์เจ้าก็เรียกร้องขุนลวะ คือ ว่าปู่เจ้าลาวจกทั้งสองผัวเมียมาแล้ว ก็ให้คำหมื่นหนึ่งแล้วก็ขอเอาเขตต์แดนด้านไหน ๓,๐๐๐ วาทุกด้าน กับมีมิลักขุ ๕๐๐ ครัวแล เมื่อนั้นปู่เจ้าลาวจกก็ปันเข้าของให้ลูกทั้ง ๓ ชายนั้นแล้ว ผู้เค้าให้ไปกินเมืองควาน ผู้ถัดให้ไปกินเวียงศรีทวง ผู้ปลายนั้นให้ไป กินเมืองระเอกแล้ว ก็รักเอาคำกับอชุตราชเจ้านั้นแล[47] อชุตธรรมิกราชาเจ้าก็เวนถวายให้เป็นทานแก่มหาธาตุเจ้าแล้ว ก็หยาดน้ำตกเหนือแผ่นดินแช่งไว้กับมหาธาตุเจ้าบ่ให้บุคคลผู้ใดม้าง[48]เทแล ใคร่รู้ถี่แท้ให้ดูตำนานดอยทุงนั้นรู้แจ้งทุกประการแล ยามนั้นกัมมโลฤๅษีอันเป็นพ่อเลี้ยงแห่งนางปทุมวดีราชเทวี ก็จุติตายก่อนนั้นสองเดือน แล้วก็ได้ขึ้นไปเกิดยังพรหมโลก เมื่อนั้นอชุตราชมหากษัตริย์เจ้าก็ให้ช่างคำมาหล่อเป็นรูป ฤๅษีเจ้าตนเป็นพ่อไว้ยังดอยมอกมุง[49] เมืองทางตะวันตกนั้นแล้ว อุปัฎฐากมหาธาตุเจ้าตามอัธยาศัยแห่งตนแล ยามนั้นเดือน ๗ เมืองยวนนี้เพ็ญยามสายอรุณขึ้นมาแล้ว มหากัสสปเถรเจ้าก็ไหว้นบเคารพยำยังพระมหาธาตุเจ้าเสร็จแล้ว ก็เสด็จเมื้อสู่เมืองราชคฤห์นคร ยามเช้าบิณฑบาตข้าวมาฉันบริบูรณ์แล้ว ก็เข้าไปสั่งอำลาพระยาอชาตศัตรูเสร็จแล้ว ก็เสด็จเข้าไปสู่นิพพาน วันพุธยามเช้า ยังหว่างดอยเวฬุบรรพตที่นั้น มีดอยหุ้ม[50]อยู่ มีตนบ่มิได้เปื่อยเน่าตั้งอยู่ตลอดศาสนาพระเมตไตยเจ้า จักส่งสการด้วยฝ่ามือแห่งพระองค์นั้นแล ส่วนพระยาอชุตราชเจ้ามหากษัตริย์ก็กระทำทักษิณไหว้นพเคารพยำยังพระมหาธาตุเจ้าเสร็จแล้ว ก็พาเอารี้พลสกลโยธา เสด็จมาสู่เมืองโยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแสนที่อยู่แห่งตนแล้ว กระทำบุญไปบ่มิได้ขาดแล ศักราช ๒ ตัวปีระวายสัน เดือน ๗ เพ็ญ วันอาทิตย์ ครั้งนั้นมหากัจจายนเถรเจ้าก็อธิษ ฐานเอาธาตุกระดูกตาตีนพระพุทธเจ้าก้ำฝายังที่ถ้ำสัตตปัณณคูหาเมือง ราชคฤห์ที่นั้น ก็ได้มาทั้งสามสถานทั้งปวงมี ๒๔ พระองค์แล ก็ใส่พระโกศแก้วมรกตมีวรรณอันเขียวมีอรหันต์ ๕๐๐ ตน ก็เอาธาตุเจ้าเหาะมาทางอากาศแล้วก็มาสู่โยนกนครบบุรีศรีช้างแสนที่นี้แล้ว ก็บอกยังนิทานอันพระพุทธเจ้าทำนายไว้นั้นให้พระยาอชุตธรรมิกราชตนเป็นเจ้าแก่เมืองยวนให้รู้แจ้งทุกประการ ครั้งนั้นธรรมิกราชเจ้าก็มีใจศรัทธายินดียิ่งนัก ก็ให้ช่างคำมาสร้างพระโกศเงินพระโกศคำ รับเอาพระโกศแก้ว อันทรงยังพระบรมธาตุเจ้าแล้ว ก็บูชาด้วยเครื่องสักการะบูชามากนัก ก็เอาขึ้นใส่สีวิกากาญจน์คำแล้ว ก็แห่แหนยังพระบรมธาตุเจ้าไปสู่รัตนกูฏบรรพตดอยกูแก้ว อันมีหนทิศตะวันตกเฉียงเหนือแห่งเวียงโยนก นครช้างแสนที่นั้น ไกลประมาณ ๒ คาวุตแล้ว ก็ขึ้นถึงสันดอย พระมหากัจจายนเถรเจ้า ก็ให้หามสีวิกากาญจน์ประทักษิณที่เกศาธาตุเจ้า ๓ รอบแล้วก็ลงตั้งไว้เหนือแผ่นดิน พระมหากัจจายนะเถรเจ้าก็กระทำไหว้นบเคารพยำด้วยที่ติดที่เท้า ๕ แห่ง[51] แล้วก็อธิษฐานขอให้มหาธาตุเจ้าจงลงในกวง[52] อุโมงค์ที่บรรจุเกศาธาตุนั้นก่อนแล้วก็ก่อดินอิฐใส่ฉัตรบริบูรณ์แล้ว ก็ฉลองทำบุญให้ทานตลอดถึงเดือน ๗ สิ้นเดือนเสร็จการฉลองบริบูรณ์ เดือน ๘ ออกค่ำ ๑ พระมหากัจจายนะ เถรเจ้าก็เหาะขึ้นกลับไปสู่เมืองราชคฤห์นครนั้นแล ส่วนอชุตราชเจ้าก็เสด็จกลับคืนสู่นิเวสน์สถานแห่งตน ศักราชได้ ๘๒ ตัวปีกันไส้ เดือน ๖ ขึ้น ๓ ค่ำ อชุตราชเจ้าก็เอาเสนาอำมาตย์ราชบริวารทั้งหลายออกไปสร้างยังเจดีย์สองหลัง กวมเกศาธาตุเจ้าที่ถ้ำกู่และถ้ำแปลงโปร่งฟ้าสองแห่งนี้เสร็จแล้ว เดือน ๖ วันเพ็ญวันพุธก็กระทำบุญให้ทานบริบูรณ์แล้ว ก็ขึ้นสู่นิเวสน์สถานแห่งตน และกระทำบุญให้ทานตลอดไปมิได้ขาดบ่มิได้ประมาทในทศราชธรรมแต่สักสิ่ง ส่วนว่าพระยาอชุตราช และนางปทุมวดีราชเทวีก็พร้อมด้วยราชบุตรและราชธิดามีอายุยืนมากนักศักราชได้ ๑๐๐ ตัวปีเมิงไค้ พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วได้ ๑๐๐ พระวรรษาวันนั้น พระยาอชุตธรรมิกราชเจ้าเสวยราชสมบัติได้ ๑๐๐ ปี พระองค์ก็มีพระชนมายุได้ ๑๒๐ ปีบริบูรณ์ก็จุติไปแล
พระมังรายนราชตนลูกมีอายุได้ ๔๖ ปี ขึ้นเสวยสมบัติเมืองนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสนที่นี้แทน ศาสนาพระพุทธเจ้าได้ ๑๐๐ พระวรรษา
ครั้งนั้นศาสนาพระพุทธเจ้าก็รุ่งเรืองดีมาเหมือนดั่งแต่ก่อน ในกาลนั้นยังมีอรหันต์เจ้าองค์หนึ่งชื่อมหาวชิรโพธิเจ้าเป็นต้นกับฤๅษี ๕๐๐ ตน ก็ไปนมัสการมหาธาตุเจ้ายังถ้ำสัตตปัณณคูหา อันมียังดอยเวภารบรรพตในเมืองราชคฤห์นครที่นั้นแล้ว ก็อธิษฐานขอเอาพระบรมธาตุเจ้า ก็ได้ ๑๕๐ พระองค์แล้ว ก็เอาใส่พระโกศแก้วพระธรรมราชลูกเท่าหมากน้ำเต้าแล้ว ก็เหาะมาด้วยบนอากาศ ก็เอามาสู่เมืองโยนกนครไชยบุรีศรีช้างแสนแล้ว ก็บอกประวัตินิทานอันพระพุทธเจ้าหากทำ นายไว้นั้น แก่พระองค์มังรายนราชกษัตริย์ให้ทรงรู้ทุกประการ กาลนั้นองค์พระมังรายนราชเจ้าก็มีพระทัยยินดีมากนักแล้ว พระองค์ก็ให้นายช่างทั้งหลายมากระทำยังพระโกศเงินพระโกศทองซ้อนพระโกศแก้ว รับเอายังพระบรมธาตุไว้แล้ว ก็ตกแต่งยังเครื่องบูชาทั้งหลาย มีแก้วแหวนเงินทองมธุบุบผาราชาคันธมาลาจุณจันทน์ ตั้งคันช่อธงและฉัตรบูชาพร้อมเสร็จแล้ว ก็ยกมหาธาตุเจ้าแล้วก็รวมยังรี้พลคนการงานทั้งหลายมาพร้อมแล้ว ก็สมโภชฉลองพระมหาธาตุเจ้าและบริบูรณ์ ก็อัญเชิญพระบรมธาตุเจ้าขึ้นสู่สีวิกากาญจน์ ก็ยกเอายังพระมหาธาตุเจ้าเสด็จแห่แหนพร้อมด้วยเครื่องดุริยางดนตรีแตรสังข์ บัณเฑาะว์ฆ้อง กลองประโคมพระบรมมหาธาตุเจ้า แห่ออกเวียงไปต่อเท่าถึงเกตบรร พตดอยธุง อันเป็นที่พระบรมธาตุบรรจุกระดูกด้ามมีดก้ำซ้ายแห่งพระพุทธเจ้านั้น ก็หามยังพระโกศพระบรมธาตุเจ้าปทักษิณหินศิลาที่ตนพระบรมธาตุเจ้านั้น ๓ รอบแล้ว อรหันตาเจ้ากับฤๅษีทั้งหลายไปพร้อม กันยกเอาโกศพระบรมธาตุเจ้าขึ้นประดิษฐานไว้เหนือหินอันมหาธาตุเจ้าบรรจุไว้ก่อนแล ครั้งนั้นอรหันตาทั้งหลายก็อธิษฐาน ขอให้ธาตุเจ้าพาพระโกศจมลงไปเป็นดั่งมหากัสสปเถรเจ้า หากอธิษฐานแต่ก่อนนั้นแล ในกาลนั้นมหาธาตุเจ้าก็กระทำปาฎิหาริย์รุ่งเรือง ส่องรัศมีทั่วทิศานุทิศแคว้นเมืองโยนกนครทั้งมวล แล้วก็จมลงไปในก้อนหินที่นั้น ลึกประมาณ ๗ ศอก บนพระบรมธาตุเจ้าก่อนนั้นศอกหนึ่ง และธาตุเจ้าทั้งมวล ก็ตั้งอยู่ในหินก้อนนั้นมี ๖๒๐ พระองค์แล พระองค์มังรายนราชเจ้าก็ให้ค่าจ้างแก่ช่างทั้งหลาย ให้ก่อมหาเจดีย์กวมก้อนหินอันทรงไว้ซึ่งพระบรมธาตุเจ้านั้นสูง ๗ ศอก ทาสะทาย[53]แล้วใส่จังโก[54]เงินจังโกคำประดับด้วยแก้ว ๗ ประการใส่ฉัตรหมากชมพูคำแล้วบริบูรณ์ ก็ฉลองกระ ทำบุญให้ทานเป็นสมัยกาลอันใหญ่นานได้ ๓ เดือน ถึงเดือน ๖ เพ็ญ วันพุธก็สำเร็จบริบูรณ์ พระมังรายนราชเจ้าก็ซื้อเอามิลักขุทั้งหลาย ๕๐๐ ครัว อันอชุตราชเจ้าซื้อเอากับปู่เจ้าลาวจก บริจาคไว้รักษาพระบรมธาตุนั้นเป็นราคา ๑,๐๐๐ ตำลึงทองแล้ว ก็เอามาโอกาส[55]หยาด น้ำถวายให้เป็นทานกับพระมหาธาตุเจ้าดั่งแต่ก่อนแล้ว ก็สัมบถสาบานแช่งไว้ว่า บุคคลหญิงชายท้าวพระยามหากษัตริย์ประชานรราษฎร์ผู้ใด มีใจยินดีกับด้วยวัตถุทานและทาสทานแห่งพระองค์เรานี้ดั่งนั้น แม้ว่าบุคคลผู้นั้นปรารถนาเอาอย่างใดก็จงพลันอุดมสมฤทธิตามวิมติมัคค์ทุกอันเทอญบุคคลผู้ใดเบียดเบียนกระทำร้ายของทานแห่งพระองค์นี้ คือว่า ใช้สอยใส่เวียกตกการ[56]ชาวเมืองมิลักขุทั้งหลายเหล่านี้ และริดม้าง[57]เทเสี่ยให้นิราสคลาดเสียจากที่ มิให้เขาได้อุปัฎฐากมหาธาตุเจ้าที่นี้ดั่งนั้นให้บุคคลผู้นั้นวินาสฉิบหายจากภรรยาบุตราบุตรีญาติทั้งหลายแล จากไร่ นาคามเขตต์ประเทศแห่งมัน ตลอดถึงสืบบรมราชภัยไปภายหน้า ก็จุติตายไปแล้วให้ได้ไปจมอยู่ในอเวจีมหานรก พระพุทธเจ้าเกิดมาหมื่นตนแสนตน อย่าให้มันได้รู้ได้เห็นแม้แต่สักตนหนึ่ง แม้ในปัจจุบันชาติเอา เขาไปไว้ประเทศบ้านใด เมืองใด ดั่งนั้นก็ให้ร้อนไหม้ฉิบหายในที่นั้นอย่าให้รุ่งเรืองแก่มันเทอญ เหตุว่าเขาได้เป็นข้าโอกาสหยาดน้ำแต่เช่น อชุตธรรมิกราชเจ้าสืบ ๆ มาแล
พระองค์มังรายนเจ้าก็สบถแช่งไว้ดั่งนี้แล เดือน ๖ แรมค่ำ ๑ มหาวชิรโพธิเจ้าก็กระทำปทักษิณยังพระมหาธาตุเจ้าแล้ว ก็เหาะเมื้อสู่เมืองราชคฤหนครนั้นแล ส่วนฤาษี ๕๐๐ ตน ก็อยู่ปฏิบัติอุปัฎฐกามหาชินธาตุเจ้าที่นั้นแล ส่วนว่าปู่เจ้าลาวจก ๒ คนผัวเมียก่อนนั้น ครั้นว่าเอาเขตต์แดนถวายเป็นทานพร้อมกับอชุตราชเจ้าก็บ่มิได้หนีไปอยู่แห่งใด ก็มีใจศรัทธาอยู่ปฏิบัติอุปัฏฐากมหาธาตุเจ้าด้วยข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียนทุกค่ำเช้ามิได้ขาด ครั้นว่าจุติก็ได้ไปเกิดเป็นเทวดาเทวบุตรอยู่ปลายเขายุคนธรนั้นแล ส่วนว่าองค์มังรายนเจ้าก็ไหว้นบเคารพยำยังมหาธาตุเจ้า เสร็จแล้วก็เสด็จกลับคืนมาอยู่เมืองโยนกนครราชธานีศรีช้างแสนอันเป็นที่อยู่แห่งตน แล้วก็กระทำบุญให้ทานบ่มิได้ขาด มิได้ประมาทในศีล ๕ ศีล ๘ แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วก็บ่ละยังทศพิธราชธรรมเสียสักอัน ก็บริบูรณ์ด้วยสมบัติแลลูกหญิงลูกชาย ศักราชได้ ๕๐ ตัว พระพุทธเจ้านิพพานไปได้ ๑๒๐ พระวรรษา ท่านก็มีราชบุตร ๒ คน ราชธิดา ๒ คน ราชบุตรผู้พี่มีนามชื่อว่าพระองค์เชืองมีอายุได้ ๕๕ ปี ผู้น้องชื่อว่าไชยนารายณ์ มีอายุได้ ๕๐ ปี
เมื่อนั้นพระองค์มังรายนราชมหากษัตริย์ตนพ่อ ก็กระทำยังพระองค์เชืองตนพี่นั้นให้เป็นมหาอุปราช แล้วกับลูกหญิงผู้หนึ่งให้อยู่ยังเมืองโยนกด้วยตนแล้ว ก็แบ่งยังราชสมบัติข้าคนช้างม้าวัวควายคนครัวแสนหนึ่ง ให้แก่ไชยนารายน์ตนน้องกับลูกหญิงผู้สุดท้องนั้น แล้วก็ แปงให้แต่เมืองที่ใหม่ คือของใต้หนบุพพทิศกว่ามูล[58]เกิดเป็นเกาะดอนอันใหญ่ที่เมืองสุวรรณโคมคำเก่าศักราชได้ ๑๕๑ ตัวปีเบิกยี่ เดือน ๗ ออก ๘ ค่ำวันอาทิตย์ พระองค์ไชยนารายน์ตนเป็นลูกพระองค์มังรายนราชกษัตริย์เมืองโยนกนคร ออกไปตั้งภูกะวาว ดอนมูล ให้เป็นเมืองแล้วเข้าอยู่ที่นั้นแล้ว ก็เรียกชื่อว่าเวียงไชยนารายน์เมืองมูลนั้นแล แต่กาลนั้นมาท่านก็สร้างบุบผารามวิหาร ที่พระพุทธเจ้ามานั่งสถิตอยู่ฉันข้าวบิณฑบาตที่ช่างของดอกไม้ให้ทานนั้น สร้างวิหารแล้วก็สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ใส่รักหาง[59]ติดคำแล้ว ก็ฉลองกระทำบุญให้ทานบริ บูรณ์แล้ว ก็กระทำบุญเป็นปางอันใหญ่ในเดือน ๔ เพ็ญวันพุธแล้ว พระองค์ไชยนารายณ์เจ้าก็อยู่เสวยเมืองไชยนารายณ์เมืองมูลที่นั้นสืบต่อถึงลูกหลานไปภายหน้า คนทั้งหลายที่อยู่ที่นั้นก็สมบูรณ์ไปด้วยเข้าของและเครื่องปลูกของฝังทั้งมวล ก็มั่งมูลพูลเท่าตามดั่งพระพุทธเจ้าทำ นายไว้นั้นแล ที่พระเจ้าหลวงก็ได้ชื่อว่าบุบผารามวิหารสวนดอกแต่กาลนั้นมาแล ศักราชได้ ๑๕๒ ตัวปีเมิงไค้ พระองค์เชืองกษัตริย์เจ้าเสวยเมืองได้ ๑๑ ปีแล้ว ท่านก็เสด็จไปสร้างเจดีย์หลังหนึ่งกวมเกศาธาตุที่ ถ้ำแก้วหัวฝ่ายศรีทวงหนตะวันตกเฉียงเหนือนั้น ก็กระทำบุญฉลองสำเร็จบริบูรณ์ในเดือน ๖ เพ็ญวันศุกร แล้วท่านก็มีพระอาชญาให้คนทั้งหลายขุดเหมืองใหญ่ต่อเอาน้ำแม่ใสนั้น ออกมาเลี้ยงไร่นาแคว้นทรายทั้งมวลแล้ว ก็เสด็จมาสู่เวียงอันเป็นที่อยู่แห่งตนแล ศักราช ๑๘๓ ตัวปีกาบเส็ดพระองค์เชืองเจ้าเสวยเมืองได้ ๓๑ ปี อายุได้ ๘๙ ปีก็จุติไปแล
พระองค์ชินตนลูกมีอายุได้ ๖๑ ปี ได้ขึ้นเสวยราชสมบัติแทนในเมืองโยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแสนต่อไปนั้น แต่นั้นมาศักราช ได้ ๒๐๐ ปีลวงเม้า พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้ ๒๐๐ พระวรรษา พระองค์ชินเสวยเมืองได้ ๒๐ ปี อายุได้ ๘๐ ปีก็จุติไปแล
พระองค์คำตนลูกมีอายุได้ ๕๘ ปี ขึ้นเสวยราชสมบัติในเมืองโยกนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแสนที่นี้สืบต่อมาแล ศักราชได้ ๒๑๖ ตัวพระองค์คำกินเมืองได้ ๑๗ ปี อายุได้ ๗๗ ปีก็จุติไปแล
พระองค์เกิงตนลูกมีอายุได้ ๕๖ ปี ขึ้นเสวยราชสมบัติเมืองแทนในโยนกนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสนจนถึงศักราชได้ ๒๑๘ ตัวปีกาเม้าพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วได้ ๒๑๘ พระวรรษา
ศักราชได้ ๒๗๖ ตัวปีกัดเม้า พระองค์เกิงธิราชเจ้าเสวยเมืองได้ ๖๕ ปี อายุได้ ๑๐๐ ปีก็จุติไปแล
ยกเอาพระองค์ชาติตนลูกอายุได้ ๗๑ ปี ขึ้นเสวยเมืองแทนสืบต่อ ไป พระองค์ชาติกินเมืองได้ ๒๐ ปี ศักราชได้ ๒๙๕ ตัวปีเบิกเสด พระองค์ชาติมีอายุได้ ๙๐ ปีก็จุติตายไป
ยกเอาพระองค์เว้าตนลูกมีอายุดได้ ๖๒ ปี ขึ้นเสวยเมืองแทนสืบต่อไป ศักราชได้ ๒๙๖ ตัวท่านก็ไปสร้างเจดีย์กวมเกศาธาตุเจ้าดอยเว้าแล ก็ฉลองให้ทานบริบูรณ์แล้วก็มาอยู่เวียงแห่งตนตามเดิม ศักราชได้ ๓๑๓ ตัวปีกดสี พระองค์เว้าเสวยเมืองได้ ๑๙ ปี อายุได้ ๘๑ ปี ก็จุติไปแล
ยกเอาพระองค์แว่นตนลูกมีอายุได้ ๖๓ ปีขึ้นกินเมืองสืบต่อไปศักราช ๓๑๔ ตัว ท่านก็เสด็จไปสร้างเจดีย์กวมที่บรรจุเกศาธาตุเจ้าหลังหนึ่ง ฝ่ายน้ำของก้ำตะวันออกแล้วก็กระทำบุญให้ทานเดือน ๕ เพ็ญวันศุก สำเร็จบริบูรณ์แล้วก็มาสู่เวียงแห่งตนแล ศักราชได้ ๓๒๙ ตัว ปีระวายสัน พระองค์แว่นกินเมืองได้ ๑๗ ปีอายุได้ ๘๐ ปีก็ถึงแก่อนิจจกรรมไปแล
แล้วพระองค์แก้วตนลูกมีอายุได้ ๕๘ ปี ก็เสวยเมืองสืบต่อไปศักราชได้ ๓๓๑ ตัว ท่านก็ไปสร้างเจดีย์กวมที่บรรจุเกศาธาตุเจ้าหลังหนึ่ง มีฝายน้ำของก้ำหน้าเรียงหลังที่ตนพ่อสร้างนั้นแล้ว ก็ฉลองกระ ทำบุญให้ทานเดือน ๖ เพ็ญวันพุธ ก็สำเร็จบริบูรณ์แล้วเสด็จกลับมาสู่เวียงที่อยู่แห่งตนแล ศักราชได้ ๓๔๓ ตัวปีกาบเสด พระองค์แก้วเสวยเมืองได้ ๑๕ ปีอายุได้ ๗๒ ปีก็จุติไปแล
พระองค์เงินตนลูกอายุได้ ๕๖ ปีได้เสวยเมืองต่อไป ศักราชได้ ๓๔๕ ตัว ท่านก็เสด็จไปก่อเจดีย์กวมเกศาธาตุเจ้าที่พระพุทธเจ้านอนหลังผารูปเต่านั้น แล้วฉลองกระทำบุญให้ทานบริบูรณ์แล้วเดือน ๖ เพ็ญวันพฤหัสบดี ก็เสด็จกลับมาสู่เวียงโยนกนครอันเป็นที่อยู่แห่งตน ศักราช ได้ ๓๕๗ ตัวปีเบิกไจ้ ท่านเสวยเมืองได้ ๑๕ ปี อายุท่านได้ ๗๑ ปีก็จุติไปตามยถากรรมแล
องค์พระแวนตนลูกอายุได้ ๕๒ ปี ขึ้นเสวยเมืองสืบต่อไปศักราช ได้ ๓๕๘ ตัวท่านก็เสด็จวิหารกวมพระบาทเจ้าที่ผาเรือแล้ว ก็ฉลองกระ ทำบุญให้ทานบริบูรณ์แล้วในวันเดือน ๖ เพ็ญวันศุกรแล้ว ก็เสด็จกลับ มาสู่เวียงโยนกนครแห่งตนแล ศักราชได้ ๓๗๒ ตัวพระองค์แวนเสวยเมืองได้ ๑๖ ปีอายุได้ ๖๗ ปีก็ถึงแก่กรรมไปในกาลนั้นแล
พระองค์งามตนลูกมีอายุได้ ๕๐ ปีขึ้นเสวยเมืองสืบต่อสันตติวงศ์ไป ศักราชได้ ๓๗๔ ตัวปีดับไส้ ท่านก็เสด็จมาสร้างยังเจดีย์กวมเกศาธาตุเจ้าที่พระพุทธเจ้านั่งจอมผาเล็งโลกนั้น และสร้างวิหารและพระพุทธรูปแล้ว ก็ฉลองกระทำบุญให้ทานสำเร็จบริบูรณ์ไปในวันเดือน ๖ เพ็ญวันพุธ แล้วท่านก็เสด็จมาสู่เวียงโยนกนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสนอันเป็นที่อยู่แห่งพระองค์ ในกาลนั้นเมืองโยกนกนครที่นี้ ก็บริบูรณ์รุ่งเรืองเต็มไปด้วยผู้คนทุกชาติทุกภาษา หาเสี้ยนหนามโจรผู้ร้ายมิได้แล รื่นเริงไปด้วยการกระทำบุญให้ทาน ตลอดไปในสมัยพระองค์งามครองราชสมบัตินั้นแล ศักราชได้ ๔๕๐ ตัวปีเบิกเสด พระองค์งามเสวย ได้ ๓๓ ปีอายุ ๘๑ ปีก็ถึงแก่อนิจจกรรมไปแล
พระองค์ลือตนลูกมีอายุได้ ๖๖ ปีท่านมีราชบุตร ๒ ตนแล พระองค์ลือเสวยเมืองแทนไปในศักราช ๔๓๐ ตัวปีระวายสัน พระองค์ลือกินเมืองได้ ๑๗ ปี อายุได้ ๗๗ ปีก็ถึงแก่กรรมไปแล พระองค์รอยตนลูกอายุได้ ๕๘ ปีขึ้นเสวยเมืองแทนแล ศักราชได้ ๔๔๖ ตัวพระองค์รอยกินเมืองได้ ๑๕ ปีอายุได้ ๗๒ ปีก็จุติไปแล
พระองค์เชิงตนลูกมีอายุได้ ๕๒ ปี ขึ้นเสวยเมืองสืบต่อไปในศักราชได้ ๔๖๓ ตัวปีกาบสัน พระองค์เชิงกินเมืองได้ ๑๘ ปี อายุได้ ๖๙ ปีก็จุติตายไปแล
พระองค์พันตนลูกมีอายุได้ ๕๖ ปีก็ขึ้นเสวยเมืองแทนสืบต่อไปในศักราช ๔๖๘ ตัวปีกัดไค้ท่านกินเมืองได้ ๑๖ ปีอายุท่านได้ ๗๑ ปีแล้วก็ถึงแก่กรรมไปแล
พระองค์เกลาตนลูกมีอายได้ ๕๖ ปี ก็ได้ขึ้นเสวยเมืองแทนได้ ๑๗ ปีอายุได้ ๗๒ ปี ก็จุติตายไปในศักราช ๔๙๔ ตัวปีกัดเม้านั้นแล
พระองค์พิงตนลูกมีอายุได้ ๕๒ ปี ขึ้นเสวยเมืองสืบต่อไป ศักราชได้ ๔๙๕ ตัว พระยาทุฏฐคามินีเป็นใหญ่ในลังกาและศาสนาก็รุ่งเรืองในลังกาที่นั้น ในสมัยนั้นมหาเถรเจ้าเป็นใหญ่กระทำจตุตถสังคายนา ก็ยกเอาพระธรรมของพระพุทธเจ้า ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ขึ้นสู่ใบลานแล้วเอาใส่มหาโลหปราสาทแล้วลั่นประแจไว้ในลังกาทวีปที่นั้น เต็ม ๕ ปีบริบูรณ์ ในเมื่อศักราชได้ ๕๐๐ ตัวปีกาบสัน พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วได้ ๕๐๐ พระวรรษาเต็ม ศาสนาภิกขุณีก็สิ้นไปในปีนั้น ครั้งนั้นศาสนาพระพุทธเจ้าแห่งเราเมืองใหญ่ทั้งหลายก็สูญไป เท่ายังรุ่งเรืองอยู่ตั้งแต่เมืองราชคฤห์ล่องมาถึงเมืองยวนช้างแสนเรานี้เท่านั้นแล ศักราชได้ ๕๑๒ ตัวปีเมิงเล้า พระองค์พิงเจ้ากินเมืองได้ ๑๙ ปี อายุได้ ๗๑ ปีก็จุติไปแล
พระองค์สีตนลูกอายุได้ ๕๔ ปีขึ้นเสวยเมืองแทน ศักราชได้ ๕๒๘ ตัวปีเมิงเป้าพระองค์สีกินเมืองได้ ๑๗ ปี อายุได้ ๗๐ ปีก็จุติไปแล
พระองค์สมตนลูกอายุได้ ๕๒ ปีขึ้นเสวยเมืองสืบต่อไป ศักราชได้ ๕๔๐ ตัว ท่านกินเมืองได้ ๑๗ ปี อายุได้ ๖๖ ปีก็ถึงแก่กรรมไปแล
พระองค์สวนตนลูกมีอายุได้ ๕๐ ปี ขึ้นเสวยราชสมบัติสืบต่อไปศักราชได้ ๕๖๐ ตัวปีกาบเสด พระองค์สวนกินเมืองได้ ๑๘ ปี อายุได้ ๖๙ ปีก็จุติไปแล
พระองค์แพงตนลูกมีอายุได้ ๔๘ ปี ก็ขึ้นเสวยราชสมบัติสืบต่อไปศักราช ๕๘๑ ตัวปีดับเม็ด พระองค์แพงกินเมืองได้ ๒๐ ปี อายุได้ ๖๙ ปีก็จุติไปแล
พระองค์พวนตนลูกมีอายุได้ ๕๓ ปีขึ้นกินเมืองแทนสืบต่อไปศักราช ๕๙๓ ตัว ท่านกินเมืองได้ ๑๔ ปี อายุท่านได้ ๖๕ ปีก็จุติไปแล
พระองค์ฟูตนลูกมีอายุได้ ๓๖ ปีขึ้นเสวยเมืองแทนสืบต่อไป ศักราช ได้ ๖๑๕ ตัว ท่านกินเมืองได้ ๑๒ ปี อายุได้ ๔๗ ปีก็จุติไปแล
พระองค์ฝั้นตนลูกมีอายุได้ ๓๐ ปีขึ้นกินเมืองแทนต่อไป ศักราช ได้ ๖๒๒ ตัวปีลวงเป้าศาสนาพระพุทธเจ้าได้ ๖๒๒ ตัว ท่านกินเมืองได้ ๘ ปี อายุได้ ๓๗ ปีจุติไปแล ครั้งนั้นตรีจักขุเมืองภุกามได้เป็นพระยาธรรมแล้ว ก็เล็งเห็นศาสนาพระพุทธเจ้าบ่มิได้รุ่งเรือง ท่านจึ่งจักมาตัดศักราชอันพระยาอชาตศัตรูเมืองราชคฤห์นครตัดแล้วไว้ตัวหนึ่ง ลำดับมาได้ ๖๒๒ ตัวนั้นก็ตัดเสียใหม่ตั้งไว้ตัวหนึ่ง ในเดือน ๖ เพ็ญวันศุกร เป็นปีเตายี่แล ครั้งนั้นพระองค์วรรณลูกพระองค์ฝั้นมีอายุได้ ๑๗ ปี ก็ขึ้นเสวยเมืองโยนกนครราชธานีศรีช้างแสนที่นี้สืบต่อไปถึงพระองค์วรรณ นี้ได้ ๒ ตนแล ศักราชได้ ๕๐ ตัวปีลวงเป้าพระพุทธเจ้านิพพานไปได้ ๖๗๑ พระวรรษาพระองค์วรรณท่านกินเมืองได้ ๕๐ ปี อายุได้ ๖๗ ปีก็จุติตายไปแล
พระองค์มังสิงตนลูกมีอายุได้ ๓๕ ปีขึ้นเสวยราชสมบัติแทน ศักราชได้ ๑๐๐ ปีกาเม้า พระพุทธเจ้านิพานได้ ๗๒๒ พระวรรษา พระองค์มังสิงกินเมืองได้ ๕๐ ปี อายุได้ ๘๕ ปีก็จุติตายแล
ก็ยกเอาพระองค์มังสมตนน้องผู้สุดท้องอายุได้ ๗๒ ขึ้นเสวยราช สมบัติแทน ศักราชได้ ๑๓๔ ตัวปีกดไจ้มังสมกินเมืองได้ ๘ ปี อายุได้ ๗๙ ปีก็จุติตายไปแล
ยกเอาองค์ทิพย์ตนลูกมีอายุได้ ๕๑ ปีขึ้นเสวยราชสมบัติแทน ศักราชได้ ๑๕๐ ตัวปีกดสี ท่านกินเมืองได้ ๑๗ ปี อายุได้ ๖๗ ปีแล้วก็จุติตายไปแล
พระองค์กมตนลูกมีอายุได้ ๔๓ ปีขึ้นเสวยเมืองแทน ศักราชได้ ๑๗๘ ตัว ศาสนาพระพุทธเจ้าได้ ๘๐๐ พระวรรษา พระองค์กมเจ้ากินเมืองได้ ๕ ปี อายุได้ ๔๗ ปีก็จุติตายไป
พระองค์ชายตนลูกมีอายุ ๓๐ ปีขึ้นเสวยเมืองแทน ศักราชได้ ๑๙๗ ตัวปีเมิงเม้า ท่านกินเมืองนานได้ ๒๐ ปี อายุได้ ๕๐ ปีก็จุติไปแล
พระองค์ชินตนลูกมีอายุได้ ๓๒ ปีขึ้นเสวยเมืองแทน ศักราชได้ ๒๑๑ ตัวปีลวงไส้ พระองค์ชินกินเมืองได้ ๑๕ ปี อายุได้ ๔๖ ปีก็จุติตายไปแล
พระองค์ชมตนลูกมีอายุได้ ๒๙ ปีขึ้นเสวยเมืองแทนสืบไป ศักราชได้ ๒๓๐ ตัวปีกดไจ้ ท่านกินเมืองได้ ๒๐ ปีอายุได้ ๔๘ ปีก็จุติไปแล
พระองค์พังตนลูกมีอายุได้ ๒๘ ปีขึ้นเสวยราชสมบัติสืบสันตติวงศ์ต่อไป ศักราชได้ ๒๔๕ ตัวท่านกินเมืองได้ ๑๖ ปีแล้วก็จุติไปแล
พระองค์พิงตนลูกมีอายุได้ ๒๖ ปีขึ้นเสวยราชสมบัติสืบต่อไปศักราชได้ ๒๕๙ ตัวปีกัดไส้ ท่านกินเมืองได้ ๑๕ ปีอายุท่านได้ ๔๒ ปีก็จุติไปแล
พระองค์เพียงตนลูกมีอายุได้ ๒๔ ปีขึ้นเสวยราชสมบัติสืบไป ศักราชได้ ๒๕๙ ตัวปีกัดไส้ ท่านกินเมืองได้ ๑๗ ปีอายุท่านได้ ๔๒ ปีก็จุติไปแล
ก็ยกเอาพระองค์พังตนลูกมีอายุได้ ๑๘ ปีขึ้นเสวยเมืองแทนศักราช ได้ ๒๗๙ ตัวปีกัดเป้า พุทธเจ้านิพพานไปแล้วได้ ๙๐๐ พระวรรษาแล พระองค์พังเจ้าเสวยเมืองโยนกนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสนที่นี้ได้ ๒ ปี อายุท่านพอเต็ม ๒๐ ปี ในกาลนั้นยังมีขอมส่วยใช้เมืองหนึ่ง อยู่หนหรดีเป็นลูกเจ้าเมืองส่วยเช้า แต่เช่นพระยาสิงหนวติราชตนเป็นปฐมมหากษัตริย์ เจ้า มาตั้งเวียงพันธุสิงหนวตินครลูกนี้ ลำดับมาถึงบัดนี้แล
พระยาขอมอยู่เมืองอุโมงค์เสลานครที่นี้ไกล ๕ คืนทางแล พระยาขอม ตนดำนี้มีใจอสัทธรรมหยาบช้าทารุณนัก เห็นพระองค์พังตนเป็นกษัตริย์ จิม[60]โยนกนครช้างแสนที่นี้หนุ่มน้อยดั่งนั้น พระยาขอมดำตนนั้นก็ยกเอากำลังมาแสนหนึ่งแล้วก็มาฟื้น[61]ลุกชิงเอาเมืองที่นี้ เดือน ๕ แรมค่ำหนึ่ง วันอาทิตย์ พระยาขอมได้เข้าเวียงโยนกนครช้างแสนที่นี้ ครั้งนั้นพระองค์พังเจ้ามีใจอันบ่กล้าแข็ง ก็ถวายเมืองให้แก่พระยาขอมคำตนเป็นลูกเมืองนั้นเสียแล กาลนั้นพระยาขอมตนนั้นครั้นมันได้เมืองแล้ว มันก็ ขับพระองค์พังเจ้าตนเป็นกษัตริย์เป็นเค้านั้น และทางเทวีพร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ไพร่ไทยทั้งมวล ให้ออกหนีจากเวียงให้สิ้นแล้ว ส่วนพระยาขอมตนนั้นก็เป็นกษัตริย์เสวยเมืองโยนกนครบุรีช้างแสนที่นั้นแล มันก็ใช้ไปเอาลูกเมียเสนาอำมาตย์และชาวขอมทั้งหลายแห่งมัน อันมีในเมืองเสลานครที่นั้น มาอยู่ในเวียงโยนกนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสน ที่นั้นสิ้นแล แล้วมันก็ขับพระองค์พังเจ้าไปเป็นแก่บ้านตั้งอยู่เวียงลวะ ศรีทวง ริมหนตะวันตกเฉียงเหนือ ริมแม่น้ำใสภายตะวันออกเฉียงใต้ธาตุเจ้าถ้ำแก้วที่นั้น
เหตุใดแลว่าเวียงศรีทวงนั้นจา ยามพระพุทธเจ้ายังธรมานอยู่วันนั้น ยังมีขุนลวะผู้หนึ่งเป็นลูกปู่เจ้าลาวจกเป็นแคว้นดอยธุงนั้น ผู้พี่ชื่อลวะกุมโภนั้นมาตั้งอยู่ที่นั้น แล้วส่วยคำแก่พระยาอชุตราชกษัตริย์เจ้าเวียงโยนกนครที่นั้นแล ปีละสี่ทวง[62]หมากพินหนวยน้อย[62]นั้น จึ่งได้ชื่อว่าเวียงศรีทวงด้วยเหตุอันนั้นแล
ครั้งนั้นพระยาขอมตนนั้นขับพระองค์พังเจ้าไปเป็นแก่บ้านอยู่ที่นั้นแล้ว ก็ให้ส่วยคำให้มันปีละสี่ทวงหมากพินแต่นั้นมา ไทยเราเป็นทุกข์ทั้งเจ้าทั้งไพร่แล เหตุว่าขอมได้เป็นเจ้าก็เป็นทุกข์ได้หาคำท้าวคำ[63]มาส่วยขอมแล พระองค์พังเจ้าไปเป็นแก่บ้านอยู่เวียงศรีทวงได้ปีหนึ่ง ศักราชได้ ๒๘๐ ตัว วันนั้นนางเทวีก็ประสูติลูกชายผู้หนึ่งให้ชื่อว่าทุกขิตกุมารแล ท่านไปตั้งอยู่เวียงศรีทวงได้ ๓ ปีวันนั้น ศักราชได้ ๒๘๒ ตัว ยังมีสามเณรตนหนึ่งเป็นชาวศรีทวงที่นี้มีอายุได้ ๑๙ ปี แล้วท่านก็ลงไปไหว้มหาธาตุเจ้าแล้ว ก็ไปอาศัยนอนอยูอารามหลังหนึ่งในเวียงโยนกนครที่นั้น ในเดือน ๖ ออก ๑๔ ค่ำคืนนั้นรุ่งแจ้งแล้วเป็นเดือน ๖ เพ็ญวันพุธ ท่านลุกแล้วก็ไหว้พระรัตนตรัยทั้งสามแล้ว ก็ถือเอาบาตรไปจะเดินบิณฑบาตได้สามเรือนแล้วลำดับไป ก็ไปถึงคุ้มน้อยแห่งพระยาขอมดำแล้ว ท่านก็เข้าเพื่อจักบิณฑบาตนั้นก็ไปยืนอยู่กลางคุ้มที่นั้น กาลนั้นพระยาขอมเล็งเห็นแล้วก็ถามพวกรั้ง[64]ทั้งหลายว่า สามเณรที่ได้มาบิณฑบาตนั้นจา พวกรั้งทั้งหลายก็ไหว้ว่า เทว ข้าแต่ เป็นสามเณรลูกชาวศรีทวงนั้นจา ครั้งนั้นพระยาขอมคำก็โกรธแล้วกล่าวว่า ลูกข้าส่วยพลอยเข้ามาคุ้มพระองค์กูดังลือจา สูอย่าได้เอาข้าวกูไปใส่บาตรให้มันนะเนอ ขณะนั้นเจ้าสามเณรน้อยตนนั้นได้ยินคำพระยาขอมดำกล่าวดั่งนั้นแล้ว ท่านก็บังเกิดอิจฉามานะโกรธในใจ แล้วก็ถอยหนีออกจากคุ้มพระยาขอมแล้วไปยืนอยู่หนตะวันตกเฉียงเหนือแล้วก็ขึ้นสู่ดอยกู่แก้ว กระทำปทัก ษิณไหว้มหาธาตุเจ้าแล้ว ก็ยกบาตรข้าวขึ้นใส่หัวถวายให้เป็นทานแก่พระ บรมธาตุทั้งบาตรทั้งข้าวนั้น ก็ตั้งคำปรารถนาว่า สาธุ ด้วยเดชะอันผู้ข้าได้เอาข้าวบิณฑบาตให้เป็นทานแก่พระมหาธาตุเจ้าแล้ว ทั้งนี้ไป ๗ วันภายหน้านี้ ขอให้ข้าจุติตายจากชาติอันเป็นสามเณรนี้แล้ว ขอให้ข้าพเจ้าไปเอาปฏิสนธิในท้องแห่งนางเทวีแห่งคามโภชกผู้เป็นแก่บ้านศรีทวงนั้นเทอญ ครั้นว่าผู้ข้าเกิดมาพ้นจากท้องแห่งมารดาแล้ว ขอให้ผู้ข้ามีรูปอันงามและประกอบด้วยกำลังมีอายุมั่นยืน ให้เป็นที่รักจำเริญใจแก่พระยาศรีทวงผู้เป็นบิดาแห่งข้าพเจ้า ครั้นว่าข้าใหญ่ขึ้นมาได้ ๑๖ ขวบเข้าแล้ว ขอให้ข้ามีชัยชนะปราบแพ้[65]ยังพระยาขอมดำตนนี้ด้วยสวัสดีแดเทอญ เหตุว่าพระยาขอมดำนี้อสัทธรรมใจบาปบ่มิรู้จักคุณแก้วทั้งสามแล วันนี้ก็เป็นวันอุโบสถเดือน ๖ เพ็ญแล แล้วก็ป่าวแก่เทวดาทั้งหลายว่า โภนฺโต ดูกรเทวดาเจ้าทั้งหลาย อันอยู่รักษาศาสนาและมหาธาตุเจ้าที่นี้ เป็นเค้าและรักษาบ้านเมืองทั้งมวล จงมาเป็นสักขีพะยานรู้กับด้วยข้าทุกตนเทอญ ว่าดั่งนั้นแล้ว ก็กระทำเคารพยังมหาธาตุเจ้าเสร็จแล้วก็ถวย[66]หนีจากข่วง[67]มหาธาตุเจ้าที่นั้นแล้ว ก็ลงไปถึงตีนดอยกู่แก้วหนตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ไปนั่งอยู่ในร่มไม้ต้นหนึ่งแล้วก็บ่กินยังข้าวน้ำ สักอันแล ครั้นถึง ๗ วันก็รวดจุติตายไปแล ก็ไปเอาปฎิสนธิในท้องนางเทวีพระศรีทวงวันนั้น
ราตรีจักใกล้รุ่งนางก็เห็นยังนิมิตต์ฝันว่า ยังมีช้างเผือกตนหนึ่ง มายืนอยู่ยังบริเวณบ้านที่นั้น ก็ผ่านเวียงล่องไปทางใต้ ครั้นพ้นเวียงแล้วก็ไปไล่กวดแทงคนทั้งหลาย แตกตื่นแล้วนางก็สะดุ้งตื่นขึ้นตกใจกลัว นางก็ไปเล่าให้เจ้าตนเป็นสามีฟังทุกประการ ครั้นว่าพระยาได้ยินคำแล้ว ก็รำพึงกล่าวว่าสัตว์ตัวมีบุญจักมาเกิดในท้องแห่งนางพึงมี ฉะนี้แล นางจงรักษาครรภ์แห่งนางให้ดีเทอญ ว่าดั่งนั้นแล้วนางก็ ทรงครรภ์นั้นไปถึง ๗ เดือนดั่งนั้น นางก็มักใคร่ได้เครื่องสาตราอาวุธทั้งหลาย ก็จึ่งไปไหว้ขอพระยาตนเป็นผัวให้เอาช่างเหล็กมาแปลงเครื่องทั้งหลาย ส่วนพระยาตนเป็นผัวก็กระทำตามคำแห่งนาง เอาช่าง เหล็กทั้งหลายมาตีแปลงเครื่องสาตราวุธทั้งหลาย เป็นต้นว่าดาบ ตาว และหอกซัดสีนาคปืนไฟทั้งมวล แล้วแต่นั้นถึง ๗ เดือน นางก็อยากกินยังเลือดขอมดำติดคมดาบ นางจึ่งไหว้สา[68]พระยาตนเป็นผัวแล้ว ท่านก็ใช้คนไปขวนขวายให้นางได้กินแล้ว นางก็มีใจชมชื่นยินดีมากนัก ถึงศักราช ๒๘๓ ตัว ปีกาไส้ เดือน ๔ แรม ๘ ค่ำ วันอาทิตย์ ยามรุ่งแจ้งครรภ์นางเต็มทศมาศได้ ๑๐ เดือนแล้ว นางก็ประสูติได้ลูกชายผู้หนึ่งเกิดมามีวรรณเนื้อตนอันหมดจดหามลทินมิได้ เป็นดั่งล้างไว้สะอาดแล้ว ครั้งนั้นญาติทั้งหลายฝูงอันมีอยู่ในบ้านศรีทวงนั้น และเสนาอำมาตย์พราหมณ์ปุโลหิตก็มารับเอาแล้ว เบิกบาย[69]นามกรเอานิมิตต์อันงามเหมือนดั่งพรหมลงมาเกิดนั้น จึ่งใส่ชื่อว่าพรหมกุมารนั้นแล แต่นั้นไปภายหน้าพรหมกุมารก็ขึ้นใหญ่มาได้ ๗ ปี หาพยาธิโรคามิได้ กุมารก็มีใจใคร่ได้ยังเครื่องสาตราอาวุธทั้งหลาย ก็เข้าไปอ้อนวอนขอยังพระราชบิดาให้เอาช่างเหล็กทั้งหลายมาแปงแล กาลนั้นพระยาตนพ่อก็กระทำตามคำลูกแห่งตนทุกประการ เอาช่างทั้งหลายมาตีหอกดาบสีนาค ปืนไฟทั้งมวลทุกปีบ่มิได้ขาด ตลอดถึงอายุกุมารได้ ๑๓ ขวบแล้ว
ศักราชได้ ๒๑๓ ตัวปีดับไส้เดือน ๕ ออก ๘ ค่ำวันอังคาร ยามจะใกล้รุ่ง ครั้งนั้นพรหมกุมารท่านก็เห็นนิมิตต์ฝันว่าเทวดามากล่าวว่า ดูกรพรหมกุมาร ท่านยังใคร่ได้ยังช้างตัววิเศษดั่งนั้น ครั้นรุ่งแจ้งแล้วให้ท่านตัดเอาขอไม้ไล่[70]แล้วไปล้างหน้าเอายังน้ำแม่ของนั้นเทอญ ช้างเผือก ๓ ตัวจะล่องน้ำมาแล ครั้นว่าได้ตัวต้นนั้นก็จักได้ปราบทวีปทั้งสี่ ครั้นว่าได้ตัวสองนั้นจักปราบชมพูทวีปได้แท้ ครั้นว่าได้ตัวที่สามนั้นจักได้ปราบลานนาและขอมดำทั้งมวล ในกาลนั้นพรหมกุมารก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา แล้วท่านก็เรียกเอาเด็กน้อยทั้งหลายพาไปเป็นบริวาร ๕๐ คนแล้ว ก็ตัดเอายังขอไม้ไล่ก็เสด็จไปล้างหน้าที่น้ำแม่ของนั้นแล้ว ก็พากันยั้งอยู่ยังฝั่งน้ำที่นั้นครู่หนึ่ง กาลนั้นยังมีงูตัวหนึ่งใหญ่เท่าเทนซาว[71]ข้าวเป็นเบื้อ[72]เป็นเหลื้องยาว ก็ลอยล่องน้ำมาริมฝั่งที่นั้น ครั้งนั้นเจ้ากุมารกับด้วยบริวารทั้งหลายเห็นแล้วก็สะดุงตกใจกลัวมากนัก ก็พากันสยดสยองอยู่ในที่นั้น ฝ่ายงูตัวนั้นก็เลยล่วงไปครู่หนึ่ง แล้วซ้ำล่องมาแถมอีกตัวหนึ่ง ใหญ่ประมาณเท่าต้นตาลนั้น มีวรรณเลื่อมสว่างทั่วทิศพึงกลัวยิ่งนักมีเนื้อตนสั่นไปทั้งกาย งูตัวนั้นก็ลอยน้ำล่องไปนั้นแล กาลนั้นพรหมกุมารเจ้าก็มารำพึงว่า เทวดากล่าวนิมิตต์ให้แก่กูว่าจักมีช้างเผือก ๓ ตัวลอยล่องน้ำมานั้น บัดนี้ก็บ่ได้เห็นช้างสักตัวพลอยมาเห็นแต่งู ๓ ตัว นี้แล ชะรอยจักเป็นงู ๓ ตัวนี้และก็หากเป็นนิมิตต์แท้จริง ครั้นว่ากูบ่เอาก็บ่ได้ กล่าวกับบริวารแห่งตนดั่งนี้แล้ว ครั้นว่าเราจักจับคองูตัวนี้ก็ ให้ตามเราเทอญ ตายก็ตายด้วยกันเทอญ ว่าดั่งนั้นแล้วงูก็มาใกล้ในที่ นั้น ท่านก็กระโดดลงไปจับคองูตัวนั้นแล้ว ครั้งนั้นหมู่บริวารทั้งหลายก็ตามลงไปจับตัวงูนั้นพร้อมกันแล้ว กาลนั้นงูตัวนั้นก็บังเกิดเป็นช้าง เผือกขึ้นในบัดเดี๋ยวนั้นแล ครั้งนั้นพรหมกุมารเจ้าก็มีใจยินดียิ่งนัก ท่านก็เอาขอไม้ไล่เกาะให้ออกจากแม่น้ำที่นั้น ช้างตัวนั้นก็มิได้ออกลอยไปตามน้ำมาอยู่ริมฝั่งที่นั้น ครั้งนั้นท่านก็ใช้ลูกน้องกลับคืนไปกราลทูลพระบิดาแห่งตนให้รู้ ครั้งนั้นพระบิดารู้แล้วก็เอาหมอมาทำนายดู หมอก็ทำนายว่า ให้ได้เอาคำพันหนึ่งตีเป็นพานแล้วไปแห่แหนนำหน้าก่อนจึ่งจักขึ้นจากแม่น้ำ กาลนั้นโภชกแก่บ้านผู้พ่อนั้น ก็รีบเอาช่างมาตียังคำพันหนึ่งให้เป็นพานแล้ว ก็ให้ทุกขิตกุมารผู้เป็นพี่นั้นเอาไปให้แก่พรหมกุมารผู้น้อง ครั้นไปถึงแล้วก็ตีต่อยยังพานคำลูกนั้น ส่วนว่าช้างเผือกตัวนั้นได้ยินเสียงพานคำแล้ว ก็ออกจากน้ำแม่ของด้วยสวัสดีแล สถานที่ช้างทวนน้ำอยู่นั้นก็ได้ชื่อว่าควานทนนั้นแล ช้างตัวนั้นก็ให้นามชื่อว่า ช้างพานคำนั้นแล
ครั้นว่าเอาช้างตัวนั้นมาถึงบ้านศรีทวงแล้ว ก็เข้าไปบอกแก่พระบิดาว่า ข้าแต่พ่อพระยาเป็นเจ้า ตั้งแต่วันนี้ไปภายหน้า ขอพ่อพระยาเป็นเจ้าอย่าได้ส่งส่วยแก่พระยาขอมตนนั้นต่อไป แม้ว่ามันจักมากระทำดังลือก็ดี จงไว้ธุระแก่ลูกเทอญ ว่าดั่งนั้นแล้ว ในกาลนั้นคามโภชก แก่บ้านศรีทวงผู้เป็นบิดามีนามว่าพระองค์พังนั้น ก็มีใจยินดีกับด้วยลูกยิ่งนักแล้ว ก็ให้คนทั้งหลายแปงโรงให้เป็นที่ช้างมงคลอยู่แล้ว ก็ให้ ช่างคำมาตีเครื่องช้าง คือ ว่าภาชนะใส่หญ้าและรวงทวง[73]ขี้ทวงเยี่ยวให้แล้วไปด้วยคำทั้งสิ้น กาลนั้นพรหมกุมารเจ้าก็แต่งให้คนอุปนิขิต ไปอยู่ยังเวียงโยนกนครที่นั้น ให้ฟังข่าวร้ายข่าวดีแห่งพระยาขอมดำ เปลี่ยนกันไปมาบ่มิได้ขาด ครั้งนั้นแก่บ้านศรีทวงตนพ่อก็ให้คนทั้งหลายขุดคูเวียงให้ดีแล้ว ก็แปงน้ำมาใส่ให้เต็มคูเวียง แล้วก็แปงประตู หับไขให้ดีแล้ว ก็ให้ชื่อว่าเวียงพานแต่นั้นมา ส่วนพรหมกุมารนั้นก็ให้หัดช้างมงคลตัวนั้นแล้ว ก็หัดพวกสีนาคและปืนไฟทั้งมวลไปทุกวันมิได้ขาด ตลอดมาถึงอายุได้ ๑๖ ขวบ แต่นั้นมาก็มิได้ส่งส่วยแก่พระยาขอมดำต่อไปถึงสามปี ครั้งนั้นพระยาขอมดำก็บังเกิดความโกรธต่อโภชกแก่บ้านศรีทวง จึ่งกล่าวแก่เสนาอำมาตย์ทั้งหลายว่า บัดนี้ข้าส่วยเมืองศรีทวงนี้ดั่งลือ หาได้มาส่งส่วยเหมือนแต่ก่อนไม่ขาดไปได้สามปีแล้ว มันพลอยกระด้างกระเดื่องแข็งเมืองอยู่นั้นจา สูท่านทั้งหลายจงเร่งแต่งเอารี้พลคนหาญทั้งหลาย ให้พร้อมเสร็จในภายในสามวันนี้ เราพระองค์จักไปชำระข้าศึกหมู่นี้เสีย อย่าไว้ให้เสี้ยนหนามต่อไปว่าดั่งนั้นแล้ว กาลนั้นไทยยวนทั้งหลายอันเป็นอุปนิขิตแห่งพรหมกุมารนั้น ได้ทราบแล้วก็รีบนำข่าวสาส์นอันนั้นไปกราบทูลแก่พรหมกุมาร และพระยาเจ้าตนเป็นพระบิดาให้รู้เหตุกาลสิ้นทั้งนั้น ครั้นพระยาเจ้าทั้งสองได้รู้แล้ว ก็เร่งตระเตรียมเอายังรี้พลคนหาญทั้งหลาย มาไว้มีประมาณแสนหนึ่ง ไทยเหล่านี้ก็มีมากกว่าล้านคนเท่าว่าแคว้นหลวงและแคว้นขวานั้นก็อยู่ใกล้พระยาขอมดำ ครั้นได้คนหาญมาแล้ว ก็ขัดสีคันไชยอันกล้า มีมือถือธนูกับแล่งปืน แล้วก็เสด็จขึ้นขี่ช้างเผือกแก้วพานคำ มีหมอควานขี่พร้อมสรรพถือพานคำตีนำหน้ายกพลออกจากเวียงพานคำที่นั้นลงต่อรบพระยาขอมดำตนนั้น ก็ไปพบกันกลางทุ่งสันชายที่นั้น ครั้งนั้นพระยาขอมดำปรารถนาจักต่อรบกับเจ้าพรหมกุมาร ก็ไป่ทันรบช้างที่นั้นพระยาขอมดำนั้น ก็เห็นช้างมงคลพานคำณที่นั้นอันพรหมกุมารเจ้าขี่อยู่นั้น พระยาขอมดำก็มีความสะดุ้งตกใจหวั่นไปทั้งตัว แล้วก็หันหน้ากลับคืนวิ่งหนีไป ครั้งนั้นหมู่ช้างแห่งพระยาขอมดำทั้งหลายก็แตกตื่น เหยียบย่ำหัวขอมดำทั้งหลายตายมากนักแตกกระจัดกระจายพ่ายหนีไปสู่เวียง ส่วน เจ้าพรหมกุมารก็ขี่ช้างพาคนหาญเลยไล่ไปกำจัดขอม ไปตลอดถึงเวียงโยนกนครหลวงนั้นแล พระยาขอมดำก็พาลูกน้องเข้าในเวียง แล้วปิดประตูเวียงเสียทุกแห่ง ครั้งนั้นพรหมกุมารเจ้าก็ไสช้างพานคำเข้าแทงประตูเวียงทะลุ เข้าไปกำจัดขับไล่พระยาขอมในเวียงที่นั้นผู้คนบ่าวไพร่แห่งพระยาขอมดำก็ฉิบหายตายมากนักแล ครั้งนั้นพระยาขอมดำก็บ่อาจจักทรงอยู่ได้ก็ขับต้อนเอาพลและลูกเมีย พาออกหนีจากเวียงโยนกเชียงแสนแล้ว ก็ล่องไปทักษิณหนใต้นั้นแล
ส่วนพรหมกุมารท่านก็ขี่ช้างพานคำตัวกล้า พาเอาคนหาญไล่ติดตามกำจัดพระยาขอมดำและพวกขอมบริวารทั้งหลาย ลำดับผ่านบ้านมิลักขุทั้งหลายไปไกลยิ่งนัก ฝ่ายมิลักขุทั้งหลายครั้นได้เห็นแล้ว ยังพลโยธาก็แตกกระจักกระจาย เข้าซ่อนอยูในซอกห้วยเราเขาสิ้นแล พรหมกุมารกำจัดขอมไปมิได้หยุดหย่อน พ้นจากเขตต์แดนพ่อแห่งตน ไปได้เดือนหนึ่ง ถึงแดนเมืองลวะรัฐเก่ามาต่อกันนั้นมิได้ย่นย่อ ครั้งนั้นพรหมกุมารก็พักรี้พลนอนอยู่นั้นคืนหนึ่ง ส่วนพระยาอินทร์ก็เล็งดูรู้ยังเหตุอันนั้น แล้วก็มารำพึงว่าพรหมกุมารนี้เที่ยวกำจัดพระยาขอมดำและพลขอมทั้งหลายไปถึงที่ใด ก็มิได้หยุดหย่อนดั่งนี้จักฉิบหายสิ้นแล ควรกูจักโปรดเอาชีวิตชาวขอมทั้งหลายไว้เทอญ ว่าดั่งนั้นแล้วก็บังคับยังเทวบุตร ให้ลงมาเนรมิตกำแพงหินศิลากั้นหน้าแห่งพรหมกุมารไว้ส่วนพรหมกุมารก็กลับเสียในที่นั้น ครั้งนั้นเหล่าขอมดำทั้งหลายก็ได้ยังชีวิตพ้นจากความตายเล็กน้อย ก็พากันพ่ายหนีเลียบตามลำน้ำแม่ระมิง ไปไกลนักตลอดถึงริมน้ำแม่สมุทรแล้ว ก็ไปพักอยู่กลางทุ่งหลวงแห่งหนึ่ง เป็นเขตต์แดนแห่งเมืองอินทปัฐานครที่นั้นก็อยู่ประจำยังที่นั้น ครั้งนั้นส่วนพรหมกุมารเจ้าก็ได้ชัยชนะยังขอมทั้งหลายสำเร็จแล้ว ก็เอารี้พลสกลโยธาแห่งตนกลับคืนมา เก็บเอายังเข้าของเงินคำอันขอมทั้งหลายหากทิ้งเสียนั้น ใส่ช้างใส่ม้ากลับมาได้ ๒๐ วัน ก็มาถึงเวียงโยนกนครไชยบุรีศรีช้างแสน อันเป็นที่อยู่เก่าแห่งขอมนั้นแล ส่วนว่าขอม นี้ย้ายหนีจากเมืองอุโมงค์เสลานครที่อยู่เก่าแห่งมัน แล้วก็มาชิงกินเมืองโยนกนครเชียงแสนที่นี้อยู่ได้ ๑๙ ปี พรหมกุมารเจ้ากำจัดพวก ขอมพ่ายหนีไปอยู่ริมสมุทรสิ้น เมืองขอมก็หาคนอยู่มิได้แต่นั้นมา ครั้งนั้นพรหมกุมารก็ให้บริวารทั้งหลาย ตบแต่งยังเวียงโยนกนครเชียงแสนที่นั้นให้เรียบร้อยแล้ว ก็เสด็จกลับคืนมาสู่เวียงพานคำที่อยู่แห่งตนนั้นแล ส่วนว่าช้างแก้วพานคำตัวนั้น ครั้นว่าไปถึงเมืองแล้ว พรหมกุมารเจ้าก็ลงจากหลังเปลื้องเครื่องแต่งองค์เสร็จแล้ว ก็เสด็จแล้วหนีออก จากเวียงพานคำไปหนอาคเนย์แล้ว ท่านก็ใช้ให้คนทั้งหลายไล่ตามไป ก็เห็นยังช้างตัวนั้นกลับกลายเป็นงูไปดังเก่าก็หนีเข้าสู่ดอยไปแล้ว กาลนั้นคนทั้งหลายก็ไปไหว้สาตามเขาที่นั้น เหตุดั่งนั้นดอยอันนั้นตั้งอยู่กลางทุ่ง ที่นั้นจึ่งได้ชื่อว่าดอยช้างงูแต่นั้นมาแล
ครั้งนั้นพรหมกุมารเจ้าก็บังคับเสนาอำมาตย์ประชานรราษฎร์ทั้ง หลายให้แผ้วถางหนทางหลวงตั้งแต่เวียงบ้านพานคำที่นั้น ตลอดไปถึงเวียงหลวงที่เก่าแล ศักราชได้ ๒๙๙ ตัวปีกัดเฮ้า พระองค์พังกษัตริย์เจ้าพ่ายขอมหนีไปเป็นแต่บ้านศรีทวงอยู่นานได้ ๑๙ ปีเดือน ๘ เพ็ญวันจันทร์ ก็ได้เสด็จยาตราพลโยธามาเสวยเมืองโยนกนครไชยบุรีศรีช้างแสนเวียงหลวงที่เก่า ได้เป็นมหากษัตริย์เจ้าซ้ำสองครั้งวันนั้นแล ครั้งนั้นท่านก็ ให้พรหมกุมารตนลูกเป็นอุปราชาครองเมือง ส่วนพรหมกุมารเจ้าก็มิ รับ ยกให้ทุกขิตผู้พี่เป็นอุปราชาแสนเมือง อยู่รองมหากษัตริย์ตนพ่อนั้นแล
ที่นี้จักกล่าวด้วยกษัตริย์ทั้งหลายตั้งแต่พระยาสิงหนวติราชเจ้าตนเป็นปฐมตั้งเวียงพันธุสิงหนตินครราชธานีที่นี้ลำดับมาได้ ๓๕ ตน ก็มิได้ เอาไพร่เมืองมาเป็นเทวีแต่สักคนแล ก็เอาแต่วงศ์เดียวกันนั้นมาทุก พระองค์ และถึงพระองค์พนนี้ไพร่เมืองมาเป็นเทวีตลอดถึงพระองค์พังเจ้านี้แล ครั้งนั้นท่านก็ไปขอเอาลูกพระยาเรืองแก้วเวียงไชย นารายน์เมืองมูล อันเป็นตระกูลเดียวกันแต่ชั่วพระองค์นารายน์นั้น ลำดับมาได้ ๓๑ ตนมาถึงพระยาเรืองแก้วกินเมืองนี้ มีลูกชื่อว่านางแก้วสุภานั้น ก็เอามากระทำอาวาหมงคลให้แก่พระองค์พรหมราชเจ้าตนเป็นราชบุตรนั้นแล ครั้งนั้นพระองค์พรหมกุมารเจ้าก็มารำพึงว่า กลัว ข้าศึกเก่าขอมทั้งหลายนั้นพลิกคืนมาเบียดเบียนพระยาเจ้าตนเป็นบิดาแห่งตนต่อไปภายหน้า ก็ขออนุญาตกับด้วยพระเจ้าตนเป็นพ่อ แล้วจักไปตั้งเวียงเกิดอยู่นั้นแล เดือน ๒ เพ็ญวันพุธพระองค์พรหมราชเจ้า ก็เอานางเทวีและยศบริวารแห่งตนได้แล้ว ก็เสด็จไปตั้งเวียงอยู่ฝ่ายน้ำกุกกุฎ นทีทักษิณสถานก้ำใต้ ครั้นไปถึงแล้ว ก็ขุดคูเวียงให้เป็นเวียงอันมั่นคงดีแล้ว ก็เข้าตั้งอยู่ในที่นั้นเรียกว่าเวียงไชยปราการนั้นแล ลุกแต่เวียงโยนกนครหลวงไปหาเวียงไชยปราการนั้นไกลกันคืนทางหนึ่ง และใน เวียงลูกนี้ คือว่า เวียงโยนกนครหลวงหนึ่ง เวียงไชยนารายน์แคว้นขวาหนึ่งเวียงไชยปราการหนึ่ง เวียงบ้านพานคำแคว้นซ้ายหนึ่ง ก็ตั้งอยู่ปานกลางและนาติดกันพอแม่ไก่ล่าถึงกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวแล
กาลนั้นศาสนาพระพุทธเจ้าล่วงไปได้ ๙๔๙ พระวรรษา ยังมีมหา เถรเจ้าตนหนึ่งชื่อพุทธโฆษาจารย์ อยู่บ้านโกศลยังเมืองสุธรรมวดีฝ่าย น้ำแม่คงก้ำตะวันตก ท่านลงไปม้าง[74]ธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ในมหาปราสาทในลังกาทวีป จักเอามาแผ่อยู่ในทวีปตั้งแต่เมืองไชยปราการแล้วได้ ๓ ปี ถึงศักราชได้ ๓๐๒ ตัว ปีเตาไจ้เดือน ๖ ออก ๘ ค่ำ วันจันทร์ มหาพุทธโฆษาเถรเจ้ายกเอาธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์แห่ลำดับมายังเมืองสุธรรมวดีหงษาวดีและภุกามมลราชทั้งมวล อ้อม มาถึงเมืองโยนกไชยบุรีศรีช้างแสนที่นี้ พระมหาเถรเจ้าตนนี้ก็นิมนต์เอาพระมหาธาตุกระดูกหน้าผากแห่งพระพุทธเจ้าแต่ลังกาทั้งสามสถาน คือ ว่ามหันตา มัชฌิมา ขุททกา ทั้งปวงมี ๑๖ พระองค์ ครั้งนั้นพระพังคราช กษัตริย์เป็นประธานและพระไชยนารายน์กับทั้งพระองค์พรหมราชเจ้า ก็พร้อมกันกระทำพระโกศเงินพระโกศทอง รับเอายังพระโกศแก้วใส่พระบรมธาตุนั้นแล้ว มหาพุทธโฆษาเถรเจ้า ก็เอาธาตุเจ้าให้พระยาเรือน แก้วนั้นมหันตาองค์หนึ่ง มัชฌิมาสององค์แล้ว ให้มหาเถรเจ้าตนชื่อว่ายากะเป็นประธานและพระยาเรือนแก้ว ให้พร้อมกันเอาไปบรรจุไว้กลางเวียงไชยนารายน์เมืองมูลที่นั้น ชื่อว่าธาตุเจ้าจอมทองนั้นแล ส่วนว่ามหาพุทธโฆษาเถรเจ้าเป็นประธาน และพระองค์พังกษัตริย์เจ้าและพระองค์พรหมราชเจ้าก็พร้อมกันนิมนต์เอายังพระบรมธาตุเจ้าทั้งสามสถานรวม ๑๑ พระองค์ ก็หามพระโกศมหาธาตุเจ้าไปบรรจุไว้ยังดอยน้อยที่หนึ่งที่พระพุทธเจ้าฐาปนาเกศาธาตุเจ้าแล้ว ก็ทำนายว่าภายหน้าจักได้ชื่อว่าจอมกิตติแล แล้วก็พร้อมกันก่อเจดีย์กว้าง ๓ วา สูง ๖ วา ๒ ศอก ในเดือน ๖ เพ็ญวันจันทร์ก็สำเร็จบริบูรณ์แล ให้ฉลองพร้อมกันทั้งสองหลัง คือว่าจอมกิตติและจอมทองกลางเวียงไชยนารายน์ที่หนึ่ง ณวันเดือน ๗ เพ็ญวันพุธ ท่านให้เป็นมหาปางอันใหญ่บริบูรณ์แล้ว มหาเถรเจ้าลำดับแจกไปทำพระพุทธเจ้าแจกไปทุกประเทศราช ส่วนพระยามหากษัตริย์เจ้าทั้งสามพ่อลูกก็เสด็จไปสู่เวียงแห่งตนแล้ว ก็อยู่กระทำบุญให้ทานบ่มิได้ขาด ศักราชได้ ๓๔๔ ตัวปีดับเฮ้า พระองค์พังเจ้ากินเมืองนานได้ ๕๔ ปี อายุได้ ๗๖ ปีก็จุติตายไป
ยกเอาอุปราชาทุกขิตตนลูกอายุได้ ๕๕ ปีขึ้นเสวยราชสมบัติเมือง นครโยนกเชียงแสนสืบต่อไป พุทธศักราชล่วงไปได้ ๙๖๘ พระวรรษา ศักราชได้ ๓๔๙ ตัวปีกดไจ้ทุกขิตพระองค์กินเมืองได้ ๑๖ ปี อายุท่านได้ ๗๐ ปีก็จุติตายไปแล
ยกเอาพระองค์มหาวรรณตนลูกมีอายุได้ ๔๖ ปี ขึ้นเสวยราชสมบัติเมืองโยนกนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสนแทนสืบต่อไป ส่วน พระองค์พรหมราชเจ้าตนเป็นน้าท่าน ก็อยู่เสวยเมืองไชยปราการที่นั้น มิได้กลับคืนมากินเวียงโยนกนครหลวงแล บ้านเมืองทั้งปวงก็รุ่งเรืองตลอดมาเป็นลำดับ พระองค์พรหมราชเจ้าเป็นต้นศาสนา บ้านเมืองทั้งปวงก็น้อมนำมาสู่มหากษัตริย์ ประดุจดั่งบิดาให้ได้เป็นกษัตริย์เจ้าแห่งลานนาไทยถ้วนสองปีดั่งเก่าวันนั้นแล พระองค์สร้างเวียงไชยปราการแล้ว อยู่เสวยมานานได้ ๕๙ ปีบ่มีสัง[75]มาราวีหึงสาเบียดเบียนแล ศักราชได้ ๔๕๖ ตัวปีเมิงเมด พระองค์พรหมราชเจ้ามีอายุได้ ๗๗ ปีก็ถึงซึ่งทิวงคตไปแล แล้วยกเอาพระองค์ไชยสิริตนลูก มีอายุได้ ๔๘ ปีขึ้นเสวยราชสมบัติยังเวียงไชยปราการที่นั้นสืบต่อไป พระไชยสิริเสวยเมืองมาได้ ๗ ปี เมืองโยนกนครศรีช้างแสนและเวียงไชปราการทั้ง สองนี้ ก็รุ่งเรืองฤๅชาปรากฎไปทั่วทิศานุทิศ ครั้งนั้นยังมีกษัตริย์ตน หนึ่งเป็นใหญ่ในเมืองสุธรรมวดีเมืองเมง อันมีหนหรดีฝ่ายน้ำแม่น้ำคงก้ำ ตะวันตก ยกเอารี้พลข้ามน้ำแม่คงมามีกำลังล้านเจ็ดแสน เพื่อจักมา รบเอาเวียงไชยปราการที่นี้ มาทางศรีสี่ต้นมีอันมิลักขุทั้งหลายก็มาไหว้ บอกกล่าวแก่พระองค์ไชยสิริเจ้า ครั้นพระองค์รูข่าวศาสน์อันนั้นแล้ว ก็เร่งใช้ให้ไปไหว้สาปฎิบัติแก่กษัตริย์เจ้าตนเป็นลูกลุง ยังเวียงโยนก ไชยบุรีศรีช้างแสนหลวงที่นั้นให้รู้เหตุการณ์นั้น แล้วขอเอากำลังหัวศึก ทั้งมวลได้แล้ว ก็เร่งเกณฑ์เอาคนศึกทั้งสองเวียงนั้น ได้มากแล้วเดิน กระบวนทัพออกจากเวียงณวันอังคารเดือน ๘ ออกค่ำ ๑ ก็แต่ให้ขุน แกล้วขุนหาญทั้งหลายยกกำลังออกไปต้อนรับข้าศึกแห่งเมืองสุธรรมวดี ที่ดอยขุนน้ำห้วยเปล้าโปร่งมอญนั้นแล ศึกแห่งพระสุธรรมวดีนั้น ก็ แข็งแรงนักก็ล้ำล่วงหน้าล่วงหลังเข้ามา เหตุว่าท่ามีระบู[76]นักศึกเหล่านี้ ก็ทอรนา[77]ระบูหลวงท่านบ่ได้ คนท่านมาทั้งวันทั้งคืนได้เดือนหนึ่ง ก็ใช้มาไหว้สาพระยาพรหมไชยสิริราชเจ้า ว่าบัดนี้ผู้ข้าทั้งหลายรบท่านก็ บ่ได้ชัยชนะท่านก็ล้ำเข้ามาถึงป่าสีถอยและหนองขวางหินเสียแล้ว ก็ เหมือนจักถึงเวียงนี้แล ขอให้องค์เป็นเจ้ากรุณารีบและเทอญ ครั้ง นั้นพระองค์ไชยสิริเจ้าก็กล่าวว่าเราบ่ได้เป็นข้าผู้ใดแล เรียกเอาหมอมา คอยชาตาเมืองเราดูจักร้ายดีประการใด ครั้งนั้นหมอดูแล้วก็ทำนายว่ามหาราชาเจ้าชาตาเวียงเราลูกนี้ถูกสูญ สามถานเคราะห์ร้ายตกพูมเหมือนจักได้เป็นข้าท่าน ถ้ามิเช่นนั้นก็จักเสียเมืองเป็นมั่นคง ขอให้องค์พระ เป็นเจ้าพิจารณารีบเทอญ พระองค์ไชยสิริเจ้าได้ทราบเหตุดั่งนั้น ก็ กล่าวว่าเราบ่ได้เป็นข้าผู้ใด เราจักสละเมืองให้เขาเสียนั้นก็เห็นจักสมควร แล้วก็ป่าวร้องเสนาอำมาตย์ประชานรราษฎร์ทั้งหลาย ให้ตำเอาข้าวใส่ ไถ้ใส่ถุงพอประมาณแล้ว ศักราชได้ ๓๖๖ ตัวปีเมิงไส้ศาสนาพระพุทธเจ้า ล่วงไปพันเต็มบริบูรณ์นั้นเดือน ๘ แรมค่ำ ๑ วันพฤหัสบดี ท่านก็มีอาชญาให้ไปปองเอาตนครัวหนีไปนั้นแล กาลนั้นส่วนว่าพระยาสุธรรมวดีก็มา ได้เวียงเปล่าหามีผู้คนไม่ เห็นแต่เท่าไฟข้าวและเรือนนั้นก็บ่อาจจัก ตามไปได้ ก็พาเอารี้พลโยธาหนีกลับคืนเมือหาบ้านนั้นแด ส่วน พระองค์ไชยสิริเจ้าก็ปองเอาคนครัวหนีไป จักหนีไปหาเวียงโยนกนคร ราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสนหลวงนั้น ก็ไปบ่ได้เหตุว่าฝนตกแม่น้ำกุกกุฏ นทีนองมากนัก ก็พากันพ่ายหนีไปทางตะวันออก ล่องใต้ไปทางผาหมื่น ผาแสนแล้วล่องไปทางตะวันออกด เข้าชมพู คือว่าดอยด้วยนั้นก็อยู่บ่อได้ กลัวข้าศึกจะติดตามมาทัน ก็พากันหนีไปทางตะวันออกนานได้เดือน ๑ ก็ไปถึงที่พระพรหมราชตนพ่อแห่งท่านไล่ขอมไปถึงที่นั้น
ครั้งนั้นก็ร้อนถึงที่นั่งพระยาอินทร์ ครั้นพระยาอินทร์ได้ทราบเหตุการณ์ดั่งนั้น ก็ลงมาเนรมิตเป็นตาผ้าขาวตนหนึ่ง แล้วก็มาอยู่ใกล้ช้าง ที่นั่งกล่าวว่า ดูกร มหาราช ท่านจงตั้งเมืองอยู่ฐานะที่นี้เทอญ เป็นชัย ภูมิดีบ่มีข้าศึกสัตรูจักมาเบียดเบียนท่านแด ว่าดั่งนั้นแล้ว พระยาอินทร์ก็กลับหายไปในกาลนั้น พระองค์ก็ยับยั้งหมู่บริวารอยู่ที่นั้นสามวันแล้ว เดือน ๙ แรม ๔ แรม ค่ำ วันอังคาร ท่านก็สร้างเวียงอยู่ที่นั้นแล้ว เรียกชื่อ ว่าเมืองกำแพงเพ็ชร์นั้นแล เหตุเอานิมิตต์พระยาอินทร์เนรมิตกำแพง หินกั้นพรหมกุมารผู้เป็นพี่ราชบิดาของท่าน ครั้งเมื่อไล่พระยาขอมดำ ไปนั้นแล มีคนแสนครัวก็ตั้งอยู่ริมน้ำแม่ระมิงตราบแถวสบแล ก็ เปลี่ยนนามว่าพระองค์ไชยสิริเชียงแสนนั้นแล แต่นั้นมามหากษัตริย์เจ้า ทั้งสองเมืองพี่น้องก็พลัดพรากไกลกันไปแต่นั้นมา กษัตริย์ไทยเราเลย แตกเป็นสองกษัตริย์แต่นั้นมาเวียงไชยปราการแคว้นใต้ก็รกร้างบ่มีผู้คน แต่นั้นมาแล ศักราชได้ ๔๖๙ ตัวปีกดสัน พระองค์มหาวรรณเจ้ากิน เมืองนานได้ ๒๑ อายุได้ ๖๗ ปี แล้วก็จุติตายไปแล
ก็ยกเอาพระองค์มหาชัยชนะเจ้าตนลูกมีอายุได้ ๔๒ ปีขึ้นเป็นกษัตริย์เสวยเมืองแทน ในเมืองโยนกนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสนแทบสืบไป ศักราชได้ ๔๖๗ ตัวปีเมิงเม้าศาสนาพระพุทธเจ้าล่วงไปได้ ๑๐๐๓ ปี พระ องค์มหาชัยชนะเป็นกษัตริย์มาได้ปีหนึ่งอายุได้ ๗๐ ปี เดือน ๗ แรม ๗ ค่ำ วันเสาร์ ครั้งนั้นคนทั้งหลายก็ไปเที่ยวยังแม่น้ำกุกกุฎนทีได้เห็นยังปลา ตะเพียนเผือกตัวหนึ่ง ใหญ่เท่าต้นตาลยาวประมาณ ๗ วา แล้วเขาก็พา กันไปทุบปลาตัวนั้นตายแล้ว ก็พากันลากมาถวายมหากษัตริย์เจ้า พระ องค์ก็มีอาชญาให้ตัดเป็นท่อนแจกกันกินทั่วทั้งเวียงนั้นแล ครั้นว่าบริโภคกันเสร็จแล้วดั่งนั้น สุริยอาทิตย์ก็ตกไปแล้ว ก็ได้ยินเสียงเหมือน ดั่งแผ่นดินดังสนั่นหวั่นไหว ประดุจดังว่าเวียงโยนกนครหลวงที่นี้จักเกลื่อนจักพังไปนั้นแล แล้วก็หายไปครั้งหนึ่ง ครั้นถึงมัชฌิชมยามก็ซ้ำ ดังมาเป็นคำรบสองแล้วก็หายนั้นแล ถึงปัจฉิมยามก็ซ้ำดังมาอีกเป็น คำรบสาม หนที่สามนี้ดังยิ่งกว่าทุกครั้งทุกคราวที่ได้ยินมาแล้ว กาลนั้น เวียงโยนกนครหลวงที่นั้นก็ยุบจมลงเกิดเป็นหนองอันใหญ่ ยามนั้นคนทั้ง หลายอันมีในเวียงที่นั้น มีพระมหากษัตริย์เป็นประธาน ก็วินาสฉิบหาย ตกไปในน้ำที่นั้นสิ้น ยังเหลืออยู่แต่เรือนยายแม่หม้ายเฒ่าหลังเดียวนั้น แล คืนนั้นรุ่งแจ้งแล้วดั่งนั้นขุนพันนาและนายบ้านทั้งหลายอันอยู่นอกเวียงนั้น เขาก็กล่าวกันว่าในคืนที่แล้วไปนี้ เป็นเหตุสิ่งใดได้ยินเสียง เหมือนดั่งเสียงฟ้าร้องสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งเวียง ควรเราทั้งหลายจะ เข้าไปปฏิบัติดูให้รู้แจ้งว่าดั่งนั้นแล้ว ขุนพันนาและนายบ้านทั้งหลาย ครั้นบริโภคข้าวงายเสร็จแล้ว ต่างก็พากันเข้ามาสู่เวียงเพื่อจักดูยังเหตุ การณ์นั้น ๆ ครั้นมาถึงแล้วก็มิได้เห็นสิ่งใด เห็นแต่น้ำท่วมไปทั้งนั้น กับ เห็นเรือนยายแม่หม้ายเฒ่าหลังหนึ่ง เขาก็พร้อมกันเรียกเอายายแม่หม้ายเฒ่านั้นมาแล้ว ก็ถามว่า ดูกรแม่เฒ่า เป็นเหตุการณ์อย่างใดเวียง และเจ้านายของเราจึ่งจมลงฉิบหายเสียสิ้นดั่งนี้ ป้ายังได้รู้เห็นเหตุการณ์สิ่งใดจา กาลนั้นยายเฒ่าแก่ก็ขานว่า เออป้าก็ยังรู้ดั่งกล่าวแล ในวัน วานนี้เจ้านายทั้งหลายท่านก็เอาปลาตะเพียนเผือกตัวหนึ่ง มาถวายพระมหากษัตริย์เจ้า ก็เอาปลานั้นแจกจ่ายกันกินทั่วทั้งเวียง ในวันนั้นถึง เวลาเย็นมายังมีมาณพชายหนุ่มผู้หนึ่งลุกที่ใดมาก็บ่รู้ ก็มาขอจอดเรือน ป้าที่นี้แล้วป้าก็เอาข้าวน้ำให้เขาบริโภค เขาก็มิได้บริโภคยังอาหารของป้าเขาก็ถามป้าว่า ดูกรป้าชาวเวียงที่นี้พากันเอาสิ่งใดบริโภคดูหอมยิ่ง นักทั่วทั้งเวียงนี้จา ป้าก็บอกเขาว่าชาวเมืองทั้งหลายได้ปลาตะเพียนเผือกใหญ่ตัวหนึ่งมาแบ่งกันกินทั่วทั้งเวียง ว่าดั่งนั้นมาณพผู้นั้นก็ถามว่า ป้า ยังได้กินกับเขาหรือว่ามิได้กินนั้นจา ป้าก็กล่าวว่า ป้านี้คนเฒ่าคนแก่ เป็นแม่ร้างแม่หม้าย บ่มีลูกมีหลานผู้ใดใครเขาจะให้ป้ากินหลานเอ๋ย มาณพนั้นกล่าวแก่ป้าว่า ป้ามิได้กินก็ดีแล้ว ป้าอย่าได้อยากกินกับเขา เทอญว่าดั่งนั้นแล้ว ประมาณครู่หนึ่งมาณพก็กล่าวว่า ข้าจักไปเที่ยวสัก ครู่หนึ่ง พอมาณพผู้นั้นจะไปก็กล่าวสั่งกับยายแม่หม้ายว่า ถ้าหากหลาน ไปแล้วมีเหตุการณ์สิ่งใดบังเกิดขึ้นก็ดี ถ้ามิได้เห็นหน้าหลานอย่าได้ลง เรือนไปแห่งใด ว่าดั่งนั้นแล้วก็หนีไป แล้วป้านี้ก็เข้าไปนอนอยู่ประมาณครู่หนึ่ง แล้วก็ได้ยินเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเป็นดั่งเรือนหล่มลงไปเป็นที่กลัวยิ่งนัก ก็ลุกจากที่นอนขึ้นแล้วก็มาคิดแต่ในใจถึงคำซึ่งมาณพผู้นั้นสั่งไว้ ก็กลับเข้านอนเสียดั่งเก่า เสียงอันนั้นก็ดังไปถึงกลางคืนค่ำเช้า ดังมาถึงสองทีป้าก็ลุกออกไปดูถึงประตูเรือน ก็คิดถึงคำหลานผู้นั้นอีกครั้งหนึ่ง ก็กลับเข้ามานอนเป็นคำรบสองเสียงอันนั้นก็ดังไป ๆ จวนถึง ย่ำรุ่งยิ่งดังกว่าแต่เก่าก่อน ป้าก็ยิ่งกลัวหนักขึ้น ก็ลุกออกไปถึงหัวบันได ก็มองไปทางทิศใต้ทิศเหนือก็เห็นแต่น้ำท่วมไปตลอดทั้งเวียง ขุนพันนา และนายบ้านทั้งหลายก็ถามว่าปลาตะเพียนเผือกตัวนั้นโตประมาณเท่าใดจา ย่าเฒ่าแก่ก็กล่าวว่าเท่าใดก็มิได้เห็นปลานั้น แต่ว่าเขาทั้งหลายได้ลากเอาปลาตัวนั้นมาพอเป็นทางน้ำว่าดั่งนั้น ที่นั้นก็ได้ชื่อว่าแม่น้ำลากแต่นั้นมาแล เมื่อนั้นเขาโจทนากันว่าประมาทคนเฒ่านี้ผิดแท้หนอ บ่ควร เราจักประมาท ว่าดั่งนั้นแล้ว เขาก็พร้อมกันเอายายเฒ่าผู้นั้นไปเลี้ยงดูเสียให้บริบูรณ์แล้ว เขาก็กลัวแต่ว่าท้างพระยาต่างประเทศ ประการ หนึ่งเขาก็กลัวแต่พระยาเวียงไชยนารายน์เมืองมูลแคว้นขวานั้นมาชิงเอาราชสมบัติบ้านเมืองแล ครั้งนั้นพระยาสร้อยหล้าลูกพระยาสร้อยฟ้ากิน เวียงไชยนารายณ์ที่นั้น ต่อกันมาบ่มิได้ขาด เหตุดั่งนั้นเขาก็ปรึกษา พร้อมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว ก็ยกเอาโภชกแม่บ้านบูมผู้หนึ่งชื่อ ว่า ขุนลังนั้นให้เป็นใหญ่แก่เขาทั้งปวง ศักราชได้ ๓๗๖ ตัวปีเมิงเม่า เดือน ๘ ออก ๗ ค่ำวันอังคาร เขาทั้งหลายก็พร้อมกันสร้างเวียงลูก หนึ่งริมฝั่งน้ำแม่ของ ก้ำตะวันตกมีหนตะวันออกเวียงโยนกนครเก่าคือ ว่าเวียงอันจมลงไปแล ครั้นสร้างบริบูรณ์แล้วก็ให้ขุนลังตั้งอยู่เป็นใหญ่ แก่บ้านเมืองแห่งเขาแล้ว ก็เรียกว่าเวียงปรึกษานั้นแล แต่นั้นมามหา กษัตริย์เจ้าอันเสวยราชสมบัติเมืองโยนกนครเชียงแสนที่นี้ ตั้งแต่ปฐม มีสิงหนวติกุมารเป็นต้นมา ตั้งให้เป็นเมืองพันธุสิงหนตินคร[78] ลำดับ สืบสายมาได้ ๔๕ ราชวงศ์ และมาสิ้นเสียคราวนี้แล แต่นั้นไปภายหน้า วงศามหากษัตริย์ก็เป็นอันสิ้นสุดลง
ตั้งแต่นี้ต่อไปไพร่แต่งเมืองต่อไปแล ศักราชได้ ๓๗๘ ตัวปีกัดไส้ ขุนลังนั้นได้เป็นเจ้าเมืองแล้วก็ชักชวนไพร่บ้านพลเมืองทั้งหลาย ก่อ สร้างมหาเจดีย์กวมที่พระพุทธเจ้ามานอน แล้วเอาเกศาธาตุบรรจุไว้ที่นั้นพระองค์ทำนายว่า สถานที่นี้จักได้ชื่อว่าธาตุเจ้าดอยชันนั้นแล ก็มีใน ที่จิ่มใกล้เวียงแห่งตนนั้นแล กระทำเสร็จแล้วก็ฉลองทำบุญให้ทานสำเร็จบริบูรณ์เดือน ๖ เพ็ญวันศุกร ศักราชได้ ๓๘๖ ตัวปีเมิงเป้า ขุน ลังกินเมืองมาได้ ๑๑ ปีก็จุติตายไปแล ยังมีนายบ้านผู้หนึ่งว่าขุนชาง ขึ้นกินเมืองต่อไปได้ ๗ ปี ศักราชได้ ๔๙๒ ตัวก็จุติตายไปแล ขุนลาน ขึ้นกินเมืองต่อไปได้ ๙ ปี ศักราชได้ ๕๐๐ ตัวปีลวงเม่าก็จุติตายไป ขุนทานกินต่อไปได้ ๘ ปี ศักราชได้ ๕๐๗ ตัวปีเมิงเล้าก็จุติตายไป ขุนตามกินต่อไปนานได้ ๑๐ ปี ศักราชได้ ๕๑๖ ตัวปีระวายซง้าก็จุติตาย ไป ขุนตนเมืองต่อไปได้ ๕ ปีก็ตายไปแล ขุนติมกินเมืองต่อไป ศักราชได้ ๕๒๐ ตัวกินนานได้ ๗ ปีก็ตายไปแล ขุนแตงกินต่อไปได้ ๕ ปีศักราชได้ ๕๓๐ ตัวตายไปแล ขุนจันกินต่อไปได้ ๔ ปีศักราชได้ ๕๓๓ ตัวตาย ขุนคงกินต่อไปได้ ๕ ปีศักราช ๕๓๗ ตัวตาย ขุนจอม กินต่อไปได้ ๖ ปีศักราช ๕๔๑ ตัวตาย ขุนชงกินต่อไปได้ ๓ ปีตาย ขุนชิงกินต่อไปได้ ๘ ปีศักราชได้ ๕๕๐ ตัวปีระวายไจ้ก็จุติไป ขุนอิทธิ กินต่อไปได้ ๔ ปีตาย ขุนสุทธิกินต่อไปได้ ๕ ปีตาย ขุนสุขกินต่อไปได้ ๒ ปีมาถึงศักราชได้ ๕๕๙ ตัวปีเบิกเสด ทั้งมวลรวมได้ ๑๑ เช่นขุนกิน เมืองแล ตั้งแต่ศักราช ๑๑๑๘ พระวรรษานั้นมาตลอดถึงศักราช ๕๕๙ ตัวนี้ ชาติเชื้อขัตติยราชวงศ์มหากษัตริย์ อันเสวยราชสมบัติในเมือง โยนกนครที่นี้ แต่เช่นสิงหนวติราชกุมารปฐมกษัตริย์ลำดับมานั้น ก็ สิ้นสุดหม่นหมองบ่รุ่งเรืองมาแล กล่าวร้องตำนานนิทานเมืองโยนกนครทั้งมวลตั้งแต่ปฐมมูลสิงหนวติราชกุมาร มาแต่เมืองราชคฤห์หลวงไทยเทศมาตั้งให้เป็นเมืองพันธุสิงหนตินคร ตลอดมาถึงพระพุทธเจ้าแห่งเราได้ตรัสสัพพัญญุตญาณแล้วเสด็จมาโปรดในที่นั้น ครั้น ต่อมาก็กลายเป็นเมืองโยนกนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสนตลอดมาถึง ตั้งเป็นเวียงปรึกษา และอยู่มาได้ ๙๓ ปีนี้แล กล่าวตำนานเมืองโยนก นครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสนก็สิ้นห้อง[79]หนึ่งแต่เท่านี้ก่อนแล
พระพุทธเจ้าแห่งเรานิพพานไปได้ปีหนึ่งโบราณศักราชได้ ๔๒๐ ตัวพระยาอชาตศัตรูเมืองราชคฤห์ตัดเสียครั้งหนึ่งแล้ว ตั้งไว้ตัวหนึ่งในกัด เมดลำดับไปถึงปีระวายสันศักราชได้ ๙๙ ตัว อรหันตาทำทุติยสังคายนาธรรมยังเมืองเวสาลี ศาสนาล่วงไปได้ ๒๑๘ ศักราช ๒๑๗ ตัว พระยาศรีธรรมอโศกราชได้ปราบชมพูทวีปศักราชได้ ๒๒๓ ตัว มหา โมคคลีบุตรเถรเจ้ากระทำตติสังคายนาธรรม ศักราชล่วงไป ๖๔ ตัว ปีเบิกยี่ พระยาตรีจักขุตัดเสียตั้งทุติยศักราชไว้ตัวหนึ่ง ลำดับไป ทุติยศักราชล่วงไปได้ ๙๖๐ ตัว พระพุทธเจ้านิพพานไปได้ ๑๑๘๒ พระ วรรษาวันนั้น ยังมีมหานครอันหนึ่งมีหนอาคเนย์กับราชธานีทั้งปวงมีพัน เมือง มีขัตติยราชวงศาหากหมดสิ้นไปหาท้าวพระยาที่จะสืบต่อไปมิได้ ทั้งพันเมือง มีเมืองยวนเชียงแสนเป็นประธาน อาฬวี ๑ จุลณี ๑ จันทบุรี ๑ โกสัมพี ๑ หงษาวดี ๑ กลิงคราช ๑ สังกตา ๑ เท่านี้เป็นประธานแล ครั้งนั้นยังมีพระยาตนหนึ่งชื่อว่าอนุรุธธรรมราชเป็นใหญ่ในเมืองมลราชและเป็นใหญ่กว่าเมืองทั้งหลาย สมัยนั้นเมือง ใหญ่ทั้งหลายในชมพูทวีปมี ๘,๔๐๐ เมือง ที่มีท้าวพระยามหากษัตริย์ นั้น ก็พร้อมกันณที่พระยาธรรมตนนั้นสิ้นทุกเมือง ที่นั้นพระยาอินทร์ก็ใช้ ยังเทวบุตรตนหนึ่งลงบอกให้พระยาธรรมิกราชตนนั้นว่า ให้ได้ตัดศักราช เสียนั้นแล ครั้งนั้นท้าวพระยามหากษัตริย์ทั้งหลายก็ไปพร้อมกันไว้สา พระยาธรรมิกราชว่า เมืองไทยยวนทั้งหลายมีพันเมือง เขาหาเจ้าที่จะ ครองเมืองมิได้ เขาก็ได้มาพร้อมในที่นี้ กาลนั้นพระยาธรรมอนุรุธก็ เจรจากับด้วยเทวบุตรตนนั้นว่า ขอเทวบุตรเจ้าจงหาท้าวพระยาตนมีบุญสมภารควรเป็นขัตติยราชวงศานั้นให้แก่เขาด้วยเทอญ ว่าดั่งนั้นแล้ว เทวบุตรตนนั้นก็เสด็จกลับไปกราบทูลแก่พระยาอินทร์ตนเป็นใหญ่ให้รู้ แจ้งเหตุการณ์ดั่งนั้นแล้ว พระยาอินทร์ก็จึ่งให้ปฎิญญาณแก่เทวบุตรทั้ง หลายพันตน มีลวะจังกราชเทวบุตรเป็นประธาน ให้ลงมาเอาปฎิสนธิ โอปปาติกเป็นเจ้าในพันเมืองแล แล้วก็ใช้มาตลีเทวบุตรลงมายืนอยู่ยัง อากาศ ป่าวร้องแก่คนทั้งหลายฝูงอันอยู่ยังเวียงปรึกษาเชียงแสนที่นั้น ว่า ๗ วันข้างหน้านี้ลวะจังกราชเททวบุตรจักลงมาเป็นเจ้าแก่สูท่านทั้งหลาย สูท่านทั้งหลายจึ่งเอารถไปสู่หนเหนือแห่งเวียงสูนี้ประมาณพันวา คอยท่ารับเอาเทอญ ว่าดั่งนั้นแล้วมาตลีเทวบุตรก็กลับคืนยังที่อยู่แห่งตนนั้นแล กาลนั้นชาวเวียงทั้งหลายจึ่งปรึกษากันว่า เราควรจะกระทำตามคำ แห่งเทวบุตรหากมาบอกกล่าวนั้นทุกประการ กาลนั้นลวะจังกราชเทวบุตรตนนั้น ก็พร้อมด้วยบริวารมีเทวดาและเทวบุตรทั้งหลายพันตนก่ายเกิน[80]เงินลงมาแต่จอมเขายุคนธร มาสู่ต้นไม้หมากทันต้นหนึ่งแล้ว ลวะจังกเทวบุตรพร้อมด้วยบริวารทั้งหลายพันหนึ่ง ก็ยืนอยู่เหนือแท่นเงินอัน หนึ่งร้องกล่าวแก่คนทั้งหลายว่า เรานี้ชื่อว่าลวะจังกภุมเทวดา จักมาเป็น เจ้าสั่งสอนสูท่านทั้งหลาย ว่าดั่งนั้นแล้ว ก็อันตรธานกลับหายเสียจากที่ อันเป็นเทวบุตรเทวดานั้น แล้วก็เอาโอปปาติกชาติเหมือนแท่นเงินลูกหนึ่ง อันมีภายใต้ร่มไม้หมากทันที่นั้น แล้วก็เกิดเป็นมนุษยชาติใหญ่ประมาณ ๑๖ ปีพร้อมด้วยราชธิดานั้นแล ส่วนว่าเหรัญญเสนียา[81]เกินเงินอันนั้นก็สูญหายไปแล ฝ่ายชาวเวียงปรึกษาทั้งมวลก็พร้อมกันอาราธนาขึ้นขี่ราชรถอันเชิญมาสู่เวียงแห่งเขาแล้ว ก็อุสาราชภิเศกให้เป็นเจ้าเขาทั้งหลายไทยเมืองทั้งมวลในกาลนั้นแล ท่านก็รับเอาคำพระยาอินทร์และพระยาธรรมอนุรุธมาแล้ว ก็ป่าวร้องท้าวพระยาทั้งหลายมี ๙๙๘ เมืองมีแต่ เมืองหริภุญไชยกับเมืองสุโขทัยเท่านั้นมิได้มา เหลือจากนั้นก็มาพร้อม กันกับด้วยพระยาลาวเจ้าสิ้นแล ท่านก็ตัดศักราชอันพระยาตรีจักขุตั้งไว้ ได้ ๕๖๐ ตัวนั้นเสียในวันกลางคืนเดือน ๕ ออกค่ำ ๑ วันอาทิตย์ยามจัก ใกล้รุ่งแล้ว ตั้งศักราชใหม่ไว้ตัว ๑ ยามรุ่งแจ้งแล้วเป็นตติยศักราช ตกปีใหม่ปีกัดไค้นั้นแล แล้วก็ผ่อ[82]ขึ้นเมื้อภายบนเห็นเกินเงินนั้นค่อยผุดขึ้นเมื้อบ่เสี้ยง[83]ยังเห็นเงื่อนยังอยู่แล กาลนั้นพระยาเจ้าท่านก็พร้อมกับด้วยเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย สร้างเวียงขุดคูกว้าง ๗ วา ยาว ๑,๑๐๐ วา ยาวไปตามแม่น้ำนั้น ก่อเบ็กปราการกวมแท่นเงินและต้นไม้หมากทันที่ท่านเอาโอปปาติกชาตินั้นแล้ว ก็เรียกชื่อว่าเวียงเหรัญนครเงินยางเชียง แสนว่าดั่งนั้นแล เหตุเอานิมิตต์เทินเงินนั้นตั้งแล ที่ต้นไม้หมากทันนั้น ท่านก็ก่อสร้างให้เป็นมหาเจดีย์ธาตุและวิหารทั้งมวลแล้ว ก็เรียกว่าเอา รามสังกาแก้วดอนทันนั้นแล นัยหนึ่งเรียกว่าวัดสังกาแก้วยางเงินก็เรียก แล เหรัญญบัลลังก์แท่นเงินนั้น พระยาเจ้าท่านก็ม้างเอาสละสร้างและ ให้ทาน เดือน ๖ ออก ๕ ค่ำ วันอังคารยามเที่ยง พระยาเจ้าก็เสด็จเข้า อยู่ในราชโรงหลวงที่นั้นแล นามวิเศษก็ปรากฎชื่อว่าพระยาลวะจังกราช ว่าดั่งนั้น ครั้งนั้นท้าวพระยาทั้งหลาย ๙๙๘ เมืองนั้น ก็รับเอาพระ ราชอาชญาพระยาเจ้าแล้วก็สั่งอำลาพระยาลวะจังกราชเจ้าแล้ว ก็หนี เมื้อสู่บ้านเมืองที่อยู่แห่งเขาทุกคนนั้นแล
แล้วก็กระทำบุญไป ส่วนบ้านเมืองศาสนาพระพุทธเจ้าก็การกุง[84]รุ่งเรืองมากนัก แต่นั้นมาเมืองยวนลานนาและเมืองจ่าลานช้างทั้งสอง เมืองนี้ จึ่งเรียกว่าลาวลาวดั่งนั้นแต่นั้นมาแล ต่อแต่นั้นมาศักราชได้ ๒ ตัวปีกดไจ้ ยังมีพระมหาเถรเจ้าตนหนึ่ง มีนามบัญญัติว่า ญาณรังสี ท่านก็รู้ประวัติข่าวศาสน์ ว่าศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าอันตั้งอยู่ในโยนก ประเทศ คือว่าเมืองยวนเชียงแสนที่นั้นรุ่งเรืองว่าดั่งนั้น พระมหา เถรเจ้าก็ไปนิมนต์เอามหาธาตุเจ้าองค์หนึ่งใหญ่ประมาณเท่าเม็ดในหมาก ทัน เป็นธาตุวามหนุก คือ ว่าธาตุกะดูกคางก้ำซ้ายแห่งพระพุทธเจ้านั้น แต่อโศการามยังเมืองปาตลวีบุตนคร แล้วก็มาถึงพระยาลวะจังกราชเจ้าตนเป็นเจ้าเมืองเหรัญญนครเงินยางไชยบุรีเชียงแสนที่นี้แล้ว ครั้งนั้น พระยาลวะจังกราชเจ้าตนเป็นเจ้าเมืองเหรัญญนครเงินยางไชยบุรีเชียง แสนที่นี้แล้ว ครั้งนั้นพระยาลวะจังกราชเจ้าท่านก็มีใจชมชื่นยินดีกับพระ มหาธาตุเจ้าแล พระมหาเถรเจ้าโยดยิ่งจึ่งจักแปลงยังพระโกศคำรับ เอามหาธาตุเจ้าแล้ว ก็กระทำสักการะบูชามานักแล
กาลนั้นพระยาเจ้าก็ไหว้สามหาเถรเจ้าว่า สถานที่ใดควรตั้งยัง มหาธาตุเจ้าที่ใดดี ขอให้เจ้ากูจงบอกให้แก่เข้าทั้งหลายแลเทอญ ครั้ง นั้นมหาเถรเจ้าจึ่งนิมนต์เอาพระธาตุเจ้าขึ้นใส่สีวิกากาญจน์ แล้วก็นำ เอาตนพระยาเป็นประธาน และเสนาอำมาตย์ทั้งหลายพร้อมกันนิมนต์ อาราธนามหาธาตุเจ้าเสด็จขึ้นไปถึงหัวเวียงจักใกล้สุดนั้นแล้ว กาลนั้น พระญาณรังสีเถรเจ้าก็เห็นที่จักตั้งบรรจุพระบรมธาตุเจ้าและเจดีย์กวม นั้นฐานะที่นั้นเป็นดอนงามนัก มีสัณฐานเป็นดั่งหลังเต่านั้นแล ดังลือ และมหาเถรเจ้าพลอยว่าให้ตั้งเจดีย์และบรรจุพระมหาธาตุเจ้าในที่นั้นจา ก็เหตุว่ายามพระพุทธเจ้ายังธรมานอยู่วันนั้น ก็เสด็จเข้ามาเมตตาพระยา ตนเป็นเจ้าเมืองโยนกลูกเค้านั้น วันนั้นต่อกาลนั้นช้างมงคลแห่งเจ้าเมือง นั้นได้เห็นยังพระพุทธเจ้าและสาวกเจ้าทั้งหลายนั้น ก็สะดุ้งแล่นหนีมา ถึงที่นี้แล้ว ก็ร้องแสนแล่นพลิกคืนไปร้องแสนสะเคียน[85]อยู่ท่ามกลางสันดรที่นั้นถ้วนสามทีแล ในกาลนั้นพระสัพพัญญูเจ้าก็ทำนายว่า ภายหน้า เมืองจักไปตั้งอยู่ที่นั้น จักได้ชื่อว่าเมืองไชยบุรีเชียงแสนว่าดั่งนั้นแล้ว เหตุนั้นพระมหาเถรเจ้า พร้อมกับด้วยพระยาเอามหาธาตุเจ้าไปบรรจุตั้ง ไว้ที่นั้น ให้ก่อเป็นเจดีย์สถูปและวิหารกำแพงปราการบริบูรณ์แล้วฉลอง ให้ทานในวันเดือน ๔ เพ็ญวันพฤหัสบดีสำเร็จบริบูรณ์ก็ให้ชื่อว่ามหาอาราม เชียงมั่นช้างคุ้ง แต่นั้นไปศักราชได้ ๓ ตัวปีเป้า พระยาลวะจังกราชเจ้า ท่านก็ไปสร้างเจดีย์หลังหนึ่งกวมที่เกษาธาตุพระพุทธเจ้า ที่พระพุทธเจ้าทำนายว่าจักได้ชื่อว่าดอยฟ้านั้นแล เดือน ๖ เพ็ญวันศุกร์สำเร็จแล้วบริบูรณ์ แต่นั้นไปท่านก็เสด็จไปสร้างเวียงแถมลูกหนึ่งมีหนหรดีไกลสี่คืนทาง สร้างกวมแม่น้ำอันไหลมาแต่หนตะวันตก มีสัณฐานเป็นดั่งฝักฝางนั้น จึ่งเรียกชื่อว่าเวียงฝางแต่นั้นมาแล ตามเหตุนิมิตต์แห่งพระพุทธเจ้ามาทำนายไว้ว่าภายหน้าจักได้ชื่อว่าเมืองฝางนั้น เหตุดั่งนั้นพระยาลวะจังกราชเจ้าสร้างเวียงยาวเป็นดั่งฝักฝางนั้น เพื่อเหตุนั้นด้วยเดชะอาชญา แห่งท่านคุ้มสิบสองพันนาเงินยางและเมืองฝางสามพันนา เมืองสาทห้าร้อยนา ชวาดเมืองหางร้อยนา ชวาดน้อยยางมานร้อยนา รวมกันเป็นสามหมื่นสี่พันนา เมืองสาทห้าร้อยนา ชวาดเมืองหางร้อยนา ชวาดน้อยยางมานร้อยนา รวมกันเป็นสามหมื่นสี่พันนา แต่นั้นควานช้างมงคล แห่งท่านไปหาช้างก็หายรายรอยเสีย มันก็ไปหนทักษิณไปไกลคืนทางหนึ่ง ก็ได้เห็นรอยช้างตัวหนึ่งรอยใหญ่ ๓ ศอก เที่ยวไปตามริมน้ำแม่กก ไป ไกล ๕๐๐ วา แล้วก็หายรอยไปเสีย มันก็แผวไป[86]ภายหน้าได้ ๓ คืนไปถึงริมน้ำแม่ขระ มันก็ไปพบพรานป่าผู้หนึ่งร้อยเต่าหาบมา มันก็ถามพรานป่าผู้นั้นว่า ป่าที่นี้ช้างป่าทั้งหลายหรือไม่มี พรานป่าผู้นั้นกล่าวว่า แคว้นนี้ช้างป่าบ่มีแท้แล ว่าดั่งนั้นแล้ว ที่นั้นจึ่งเรียกว่าร้อยเต่าแต่นั้นมา แล ฝ่ายควานช้างคนนั้นก็กลับคืนมา พอมาถึงที่รอยช้างหลวงนั้นมันก็ บ่เห็นยังรอยช้างหลวง ก็เท่ามาเห็นรอยช้างมันดั่งเก่า มันก็ได้ช้างแห่งมัน แล้วมันก็มาถึงสำนักพระยาเจ้าแล้วก็เข้าไปไหว้สาพระยาเจ้าตามดั่งมัน ได้เห็นนั้นทุกประการ ในกาลนั้นพระยาลวะจังกราชเจ้า ก็มีอาชญาให้ไป สร้างเวียงที่รอยช้างหลวงนั้นลูกหนึ่งแล้ว ก็ใส่ชื่อเวียงนั้นว่าเวียงเชียง รอย ที่พรานป่าร้อยเต่าหาบมานั้นก็ให้ไปตั้งบ้านที่นั้นบ้านหนึ่ง ให้ชื่อว่า บ้านร้อยเต่านั้นแล ครั้นต่อมาภายหลังเชียงรอยนั้นก็กลับหายไป เรียกชื่อว่าเชียงรายต่อมาถึงกาลบัดนี้ เหตุว่าพระพุทธเจ้ายังธรมานอยู่ วันนั้นมาทำนายชีร้ายนั้น เหตุอันนั้นจึ่งได้ชื่อว่าเชียงรายด้วยเหตุอันนั้นแล ที่ร้อย เต่านั้นก็กลายไปว่าเชียงของด้วยเหตุอันนั้น ส่วนว่าพระยาลวะจังกราช เจ้าท่านก็อยู่เวียงเงินยางบุรีเชียงแสนแล ที่ร้อยเต่านั้นก็กลายไปว่าเชียง ของด้วยเหตุอันนั้น ส่วนว่าพระยาลวะจังกราชเจ้าท่านก็อยู่เวียงเงินยาง บุรีเชียงแสนและเมืองขวางเชียงร้อยทั้งสามเวียงนั้นแล ท่านก็มีราชบุตร ๓ คน และคนผู้พี่ชื่อว่าลาวกอ ผู้กลางชื่อว่าลาวเกือ ผู้น้องช้อยชื่อว่า ลาวเก้านั้นแล ในกาลนั้นยังมีขา[87]เจ้าพี่น้องก็ชวนกันไปแอ่ว ที่สบห้วย ตมไหลมาต่อน้ำแม่น้ำของที่นั้น ก็เห็นยังปูหลวงตัวหนึ่งใหญ่เท่าเยีย[88]เข้า ขาเจ้าก็ไล่จับเอา ปูตัวนั้นก็พ่ายเข้ารูดินอันหนึ่งไปนั้นแล ขาสองคนผู้พี่นั้นก็ขุดแล้วว่าให้น้องเอาน่างไปกางไว้ทางห้วยภายใต้นั้นแล้วให้เฝ้าอยู่ที่นั้น ฝ่ายน้องนั้นก็ไปตามคำพี่บอกนั้นทุกประการ ส่วนขาผู้พี่ทั้งสองก็ขุดปูได้แล้วก็พากันลักหนีผู้น้องนั้นเสีย ฝ่ายผู้น้องนั้นก็กำค้อนแร่เฝ้านั่งอยู่เสี้ยงสองวันจนค่ำ ขาทั้งสองเป็นพี่นั้นก็เอาปูหลวงตัวนั้นมาถวายพระยาเจ้าตนเป็นพ่อแล้วก็กล่าวฟ้องตูข้านั้น ก็ไล่ปูไปผู้เดียวมันก็หลงหมู่เสีย ผู้ขาทั้งสองเสาะหาผับ[89]ทุกที่ก็บ่เห็นมันแล ส่วนพระยาตนพ่อครั้นได้ทราบดั่งนั้นแล้ว ก็มีอาชญาให้คนไปตามเสาะหาทั้งคืนก็บ่เห็น ที่ใดสักแห่งแล ครั้นว่าคืนนั้นรุ่งแจ้งแล้ว ส่วนว่าผู้น้องก็กำค้อนแร่ เฝ้านั่งอยู่ ครั้นค่ำมาแล้วก็หนีมาหาพี่ทั้งสองก็บ่เห็นพี่เท่าเห็นแต่รูอันเขาขุดเอาปูนั้น เหตุดั่งนั้นที่อันนั้นจึ่งได้ชื่อว่าควาน[90]ปูเข้านั้นแล ผู้น้องมาผ่อ[91]หาพี่ทั้งสองบ่เห็นแล้วก็กลับหนีมาหอปราสาทในคืนวันนั้น ก็มาร้อง ไห้ร่ำไรต่อพระยาตนพ่อว่า ตูข้าพี่น้องหากันไปขุดปูนี้ ครั้นได้ปูแล้วก็ยังหนีละกันเสียได้ดาย ตูข้านี้จักอยู่ด้วยกันบ่ได้และว่าดั่งนั้นแล้ว ในกาลนั้นเจ้าพระยาตนพ่อ ครั้นได้ยินแล้วดั่งนั้นก็เคียดแก่ข้าทั้งสองอันเป็นพี่นั้น แล้วก็ให้หาลาวกอผู้พี่เค้านั้นไปอยู่เสียบ้านถ้ำนั้นแล แล้วก็ให้ลาวเกือผู้พี่กลางนั้นไปกินเมืองขาลาวผาพวงนั้นแล ส่วนลาวเก้าผู้ น้องช้อย[92]นั้นให้อยู่ไชยบุรีกับด้วยตนนั้นแล ส่วนว่าปูหลวงตัวนั้นพระยาเจ้าก็กระทำสักการบูชาแล้วก็ให้อยู่ไชยบุรีกับด้วยตนนั้นแล ส่วนว่าปูหลวงตัวนั้นพระยาเจ้าก็กระทำสักการบูชาแล้วก็ให้เอาไปปล่อยไว้ที่เก่านั้นแล ฝ่ายลาวกอผู้ไปอยู่บ้านถ้ำนั้น พระยาเจ้าตนพ่อก็ซ้ำให้ย้ายไปกินแคว้นกวาง คือ ว่าเมืองน่านเสียนั้นแล พระยาลวะจังกราชเจ้าอยู่เสวยราชสมบัติกับด้วยราชบุตรแห่งตนผู้ชื่อว่าลาวเก้าผู้ช้อยนั้นยังเวียงเหรัญญเงินยางไชยบุรีเชียงแสนที่นี้นานได้ ๑๒๐ ปี แล้วก็จุติไปสู่ปรโลกเสียในปีเบิกเสดศักราชได้ ๑๒๐ ปี อายุก็ได้เท่านั้นแล
ฝ่ายเสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็อุสาราชาภิเศกยังเจ้าลาวเก้าขึ้นเสวย ราชแทนบิดาสืบต่อไปในศักราช ๑๒๐ นี้ แล้วก็เบิกบายนามกรว่าลาวเก้าแทนนาเมืองนั้นแล ท่านเสวยราชสมบัติได้ปีหนึ่งถึงศักราช ๑๒๑ ตัวปีกัดไค้ พระยาลาวเก้าแผ่นมาเมือง ท่านก็บังเกิดเจตนาศรัทธาไปสร้างพระเจดีย์สถูปยังที่จอมดอยที่ปูเข้านั้น เหตุว่ายามเมื่อพระพุทธเจ้ายังธรมานพระองค์มาฉันข้าวและบ้วนปาก ผู้ลงไปยังฝั่งน้ำที่นั้นแล้ว ถาปนาเกศาธาตุไว้ที่นั้นเส้นหนึ่งแล้ว พระองค์ก็ทำนายว่าที่นี้ต่อไปจักได้ชื่อว่าดอยภูเข้าว่าดั่งนั้น เหตุนั้นพระยาลาวเก้าแผ่นมาเมือง จึ่งจักได้ไป สร้างมหาเจดีย์กวมธาตุเจ้าที่นั้นให้บริบูรณ์แล้วกระทำบุญให้ทาน จึ่งเรียกที่อันนั้นชื่อว่าธาตุเจ้าดอยภูเข้านั้นแล ถัดนั้นมาถึงศักราชได้ ๑๒๓ ตัวปี ลวงเป้าเดือน ๖ เพ็ญวันอังคาร ในกาลนั้นยังมีตาผ้าขาวผู้หนึ่งลงไปอาบน้ำชำระตนในที่นั้นน้ำก็พาพัดไหลไป ก็ไปพานอยูที่หนึ่งแล้วท่าน ก็ตายในที่นั้นแล้วก็บังเกิดศรัทธา[93] ก็พร้อมกับด้วยพระยาเจ้าลาว เก้าแผ่นมาเมืองเป็นเค้าแล ฝ่ายเสนาอำมาตย์ประชานรราษฎร์ทั้งมวลก็พร้อมกันสร้างพระเจดีย์หลังหนึ่งสูง ๔ วาอก[94] แล้วบรรจุพระธาตุเจ้า ๑,๐๕๐ พระองค์แล้วก็กระทำบุญให้ทานบริบูรณ์ ให้ชื่อว่าวัดผ้าขาวพานนั้นแล เรียงวัดสังกาแก้วดอนทันหลังอันพระยาลวะจังกราชตนพ่อสร้างไว้นั้นแล พระยาลาวเก้าแผ่นมาเมืองเสวยเมืองเหรัญญนครเชียงแสนแทนพ่อ มานานได้ ๑๒ ปี แล้วก็ถึงอนิจกรรมไปในปีกัดเป้า ศักราชได้ ๑๗๒ ตัว อายุได้ ๘๐ ปี
ต่อแต่นั้นมา ลาวเส้ากินเมืองแทนไปได้ ๔๐ ปี ก็ถึงอนิจกรรมไปในปีเบิกสี ศักราช ๒๑๘ ตัว อายุได้ ๗๑ ปีแล
ลาวพังกินเมืองต่อไปได้ ๓๐ ปี ก็ถึงอนิจกรรมไปในปีเมิงเม่า ศักราชได้ ๒๔๗ ตัว อายุได้ ๕๙ ปีแล
ลาวหลวงกินเมืองต่อไปได้ ๓๐ ปี ก็อนิจจกรรมไปในปีระวายยี่ศักราชได้ ๒๙๖ ตัว อายุได้ ๖๗ ปีแล
ลาวแหลวกินเมืองแทนได้ ๒๗ ปี ก็ถึงอนิจกรรมไปในปีเต่าสี ศักราชได้ ๒๙๒ ตัว อายุได้ ๕๙ ปี
ลาวกัดกินเมืองแทนได้ ๑๙ ปี ก็ถึงอนิจกรรมไปในปีกดเสด ศักราชได้ ๓๑๐ ตัว อายุได้ ๖๑ ปี
ลาวพิงกินเมืองแทนได้ ๑๗ ปีก็ถึงอนิจกรรมไปในปีระวายสี ศักราชได้ ๓๒๖ ตัว อายุได้ ๕๓ ปี
ลาวตนกินเมืองแทนได้ ๑๘ ปี ก็ถึงอนิจกรรมไปในปีกาเม็ดศักราชได้ ๓๔๓ ตัว อายุได้ ๕๗ ปี
ลาวจอมกินเมืองแทนได้ ๑๕ ปี ก็ถึงอนิจกรรมในปีกาบซง้า ศักราชได้ ๓๕๖ ตัว อายุได้ ๕๑ ปี
ลาวขวักกินเมืองแทนได้ ๓๐ ปี ก็ถึงอนิจกรรมไปในปีกาไค้ ศักราชได้ ๓๘๕ ตัว อายุได้ ๕๓ ปี
ตั้งแต่ลวะจังกราชปฐมโอปปาติกลำดับมาถึงพระยาลาขวักนี้ เทียระย่อมลูกกินเมืองแทนพ่อมาบ่สังกวน[95]แล แต่นั้นมาพระยาลาวขวักตายแล้วละลูกไว้แทน มีชื่อว่าลาวจังกวาเรือนคำแก้ว กินเมืองแล้ว ท่านก็มีลูกผู้หนึ่ง ชื่อว่าลาวควักวาว ท่านก็ให้ไปกินเมืองฝาง และในกาลครั้งนั้นยังมีท้าวตนหนึ่งอยู่แคว้นกวาว คือ ว่าเมืองน่านเป็นตระกูลลาวกอแต่ก่อน มีชื่อว่าท้าวกีลานคำ ก็เอารี้พลมารบพระยาจังกวา เรือนคำแก้ว ๆ ท่านก็ออกรบยังกลางทุ่งเชียงรายนั้นแล ฝ่ายชาวเชียง รายเสียเจ้าแม่ทัพ ก็พร้อมกันพ่ายหนีเข้าไปในเวียงที่นั้น ครั้งนั้นท่านก็ ใช้ไปหาพระยาควักวาวตนลูกอยู่ยังเมืองฝางให้รู้แล้ว พระยาควักวาว ครั้นได้ทราบเหตุดั่งนั้นแล้ว ก็ยกเอารี้พลมาสามหมื่นจักมาเตือตนพ่อไป่ทันถึง พระยาตนพ่อก็ถูกฆ่าเสียในที่รบเสียก่อนแล ครั้นท่านมา ถึงแล้วก็รวบรวมเอายังรี้พลของพ่อกับรี้พลของท่านพร้อมแล้ว ก็ ยกออกแหวกเข้ารบท้าวกีคำลานแพ้แล้วท่านก็ได้ตัดเอาหัวท้าวกีคำลานนั้นแล พระยาลาวจังกวาเรือนคำแก้วตนพ่อนั้นกินเมืองได้ ๓๒ ปี อายุได้ ๕๓ ปีตาย เขาฆ่าเสียยังกลางทุ่งเชียงรายนั้นในปีกาบสัน ศักราช ได้ ๔๐๖ ตัว เดือน ๕ ออก ๗ ค่ำ วันเสาร์นั้นแล คนในเวียงเชียงราย ทั้งปวงก็แตกพ่ายเสียร้ายแต่ครั้งนั้นมาแล
ลาวควักวาวเป็นอุปราชาครองเมืองอยู่เมืองฝางมารบท้าวกีคำลานแพ้แล้ว ก็ได้เป็นพระยาแทนพ่อแห่งตนอยู่ในเวียงเงินยางเขียงแสนแต่นั้นมา ท่านก็มีลูกผู้หนึ่งชื่อว่าขุนเทือง ท่านกินเมืองได้ ๖ ปีตาย ศักราชได้ ๔๒๑ ตัวปี กัดไค้อายุได้ ๗๓ ปี ต่อแต่นั้นมาขุนเทืองกินเมืองแทนพ่อสืบต่อไปแล้ว ท่านก็ย่อมประสงค์ไปไล่เนื้อในป่า ในกาลวันหนึ่งพระยาขุนเทืองไปเยี่ยวไว้บวกผา[96] ที่แห่งหนึ่ง ครั้งนั้นยังมีลูกผีเสื้อผู้หนึ่งชื่อ ว่า นางแอกไค่ก็เนรมิตเป็นมักกฎ[97]ตัวหนึ่งไปแอ่วเล่นในที่นั้น ก็ไปกินยังน้ำเยี่ยวขุนเทืองในบวกผานั้นก็มีความยินดีล้ำยิ่งนัก ก็บังเกิดทรงครรภ์ขึ้นตั้งแต่นั้นมา นางทรงครรภ์มาประมาณเดือนหนึ่ง นางก็มารำพึงดูก็รู้ว่าตั้งแต่ได้กินน้ำเยี่ยวแห่งขุนเทืองยังที่บวกผานั้น ก็ตั้งครรภ์ขึ้นมาดั่งนั้น นางก็รู้ด้วยผยา[98]สรัญญา ชาติก่อนนั้นเคยได้เป็นผัวนาง นางก็มีใจปฏิพัทธ์กับด้วยพระยาขุนเทือง นางก็เนรมิตตนเป็นนางผู้หนึ่งงามประดุจดั่งนางเทพธิดานั้น ก็อยู่ยังวิมานคำเหนือค่าไม้หลวงต้นหนึ่งกระทำเสียงเป็นดั่งคนอือลูกนั้น ฝ่ายพระยาขุนเทืองครั้นได้ยินแล้วก็ใช้ให้ลูกน้องไปผ่อดู ก็เห็นยังวิมานแห่งนางแล้ว ก็มาบอกแก่พระยา ขุนเทืองให้รู้ดังนั้น ครั้งนั้นพระยาขุนเทืองก็ไล่ยังกวางคำตัวหนึ่ง อันนางหากเนรมิตมาจุ[99]เอานั้น ลูกน้องก็บ่ทันแล ส่วนพระยาขุนเทืองครั้นไปถึงยังวิมานแห่งนางนั้นแล้ว ก็ขึ้นไปผ่อดูก็เห็นยังนางอยู่ในที่นั้น ฝ่ายนางครั้นได้เห็นยังพระยาขุนเทือง แล้วก็เข้าสวมกอดเอาไว้เป็นผัวดั่งเก่านั้นแลพระยาขุนเทืองอยู่กับด้วยนางเป็นอันนานนัก หมู่บริวารทั้งหลาย ก็พากันเสาะหาก็บ่พบ ก็ฟังฟ้าว[100]พากันพ่ายหนีมายังบ้านเมืองแห่งตนนั้น แล ส่วนนางนั้นก็ใคร่เล่นตามภาษาผีเสื้อแห่งนางนั้น นางก็ขอเอาผ้ามากั้งแวดพระยาแล้ว ยิบ[101]ติดพื้นปราสาทไว้แล้วก็พากันเล่นมะโหรสพตามต้นไม้ที่นั้น ครั้งนั้นพระยาก็เอามีดน้อยยังขันหมาก[102]มาแทงผ้ากั้งแล้วผ่อคอยดู ก็เห็นเป็นวอก[103]ก็มี บ้างเป็นงูเหลือมลายเต็มป่าแล ในกาลนั้นพระยาก็ยิ่งหน่ายนักนั้นแล ครั้นนางเห็นคลายแล้วก็มาเห็นรอยพะยาแทงผ้ากั้งนั้น นางก็ถามพระยาว่ามหาราชเจ้าเห็นแล้วยินหน่ายนักแลนอ ฝ่ายพระยาขุนเทืองก็กล่าวว่าเอาหน่ายนัก และว่าดั่งนั้นแล้วนางก็เอามือเตก[104] ท้องแล้วก็เอาแท่งชิ้นอันหนึ่งออก งามเป็นดั่งแท่ง คำนั้น ก็เอาตอง[105]ทึงห่อแล้วก็เอาน้ำนมใส่บอกไม้อ้อสามบอก ก็เอาให้พระยาแล้วกล่าวว่าเจ้าจึ่งเอาห่ออันนี้เมื้อรักษาไว้ ตั้งแต่วันนี้ไปได้สามเดือนแล้วให้ไข[106]ห่อดู ครั้นเห็นเป็นเด็กน้อยดั่งนั้นจงเอาบอกน้ำไม้อ้อนี้ให้กินแลเทื่อ[107]และน้อยและเดือนและบอกเทอญ ครั้นสิ้นแล้วยังให้อยู่ดั่งนั้น ให้คนเอาไปไว้ตีนป่าแพะเทอญ ว่าดั่งนั้นแล้ว ในที่นั้นก็บังเกิดขึ้นมีป่าทึงขึ้น พระยาก็เอาห่อนั้นแล้วก็กลับมาสู่เมืองแห่งตนนั้นแล ครั้นกลับถึงก็เอาห่อนั้นให้คนรักษาไว้พอถึงกำหนดสามเดือนแล้ว ก็ไขผ่อดูก็เห็นเป็นกุมารน้อยงามยิ่งนัก พระยาก็ให้คนเอาไปช่วย[108]เสียแล้วก็เอาผ้ามาห่อพกไว้ ครั้นร้องไห้เมื่อใดก็เอาน้ำบอกไม้อ้อนั้นให้กิน พอถึงกำหนดสามเดือนก็เลี้ยงทั้งสามบอกไม้อ้อนั้น กุมารนั้นก็ยังร้องไห้อยู่พระยาก็ให้คนเอาไปนอนไว้ริบ[109]ป่าพุ้นแล้ว ยังมีฟานคำ[110]ตัวหนึ่งมาให้กิน นมคู่เทื่อ ๆ แล กุมารผู้นั้นก็ขึ้นใหญ่มา พระยาตนพ่อและเสนาคนใช้ ทั้งหลายก็พร้อมกันใส่ชื่อว่าขุนทึง เอายังนิมิตต์ตองทึงห่อมานั้นแล
แต่นั้นไปพระยาก็ยินหน่ายนางแอกไค่นั้นนัก พระยาก็หานางเมืองคนเรานี้เป็นมเหสีแล้ว ก็มีลูกด้วยกันผู้หนึ่งใส่ชื่อว่าขุนแลงกวานั้นแล ครั้นขุนทึงใหญ่มาได้ ๑๖ ปี พระยาตนพ่อก็อุภิเศกชื่อว่า พระยาขุนทึง แล้วก็ขอยังลูกอาว์[111]ให้เป็นเมีย นางนั้นมีนามชื่อว่านางศรีสุภานั้นแล ในกาลนั้นพระยาขุนเทืองตนพ่อกินเมืองได้ ๑๖ ปี ก็ตายในปีเบิกสะง้า ศักราชได้ ๔๔๐ ตัว อายุได้ ๖๐ ปีแล ขุนทึงเป็นพระยาแทนพ่อ ก็ประ สงค์ไปไล่เนื้อเถื่อนกวางฟาน ก็ยิงได้กวางคำตัวหนึ่งถูกแล้วบ่ตาย ก็ ทวย[112]รอยกวางไปทางทุ่งดอยทุงแคมเมืองเงินยางแห่งตนทางตะวันตกนั้นแล ในกาลนั้นนางแอกไค่ผู้เป็นมารดาก็ยังอยู่วิมานคำอันนั้น ครั้นนางได้เห็นยังลูกแห่งตนก็มีความยินดียิ่งนัก แล้วก็เรียกเอายังพระยาขุนทึงตนลูกขึ้นเมือสู่วิมานคำ แล้วก็ปราศรัยกับด้วยพระยาตนลูกแล้วก็พาเข้าไปในถ้ำ นางก็สัญญาแก่ลูกตนว่า แม่จักส่งเจ้าไปหาตานาย[113] เจ้าอย่าได้กลัวเนอ เจ้าจงขอเอาหม้อแกงทองรองบ่จ่าย กับขอขวักขว่าย[114]ให้เป็นเมือง สองอันนี้เทอญ ว่าดังนั้นแล้ว ครั้นว่าไปถึงปู่ย่าตานาย แท้ก็เป็นงูจอง[115]ใหญ่เท่าเทนซาวข้าว เกล็ดดำยัวยวาด[116]ตาใหญ่เท่า แว่น ท่านก็ขอเอาเป็นดังแม่สัญญาให้นั้นแท้ ครั้งนั้นปู่ย่าตานายก็ให้สิ่งของนั้นทุกประการแล้ว ก็ออกมาหาแม่แห่งตนนั้นแล นางแอกไค่กล่าวฤทธิ์ของวิเศษแก่ลูกว่า หม้อแกงทองรองบ่จ่ายนี้ จักเลี้ยงแขกรี้พล นับหมื่นนับแสน ข้าวแกงชิ้นปลาอาหารก็หากมีมาเต็มทุกเมื่อบ่เสี้ยงแล รองขวักขว่ายให้เป็นเมืองนี้เจ้าจงเอากวัดแกว่ง ครั้นว่าขอนี้ไปร้องที่ใดเจ้าจงจักนอนที่นั้นเทอญ ว่าดังนั้นแล้วก็ส่งลูกตนให้กลับคืนเมือง นั้นแล ส่วนพระยาขุนทึงครั้นมาถึงที่แห่งหนึ่งป่าราบเพียงงาม ท่านก็เอาของขวักขว่ายนั้นกวัดแกว่งไป ขอนั้นก็เกี่ยวเกาะต้นไม้แล้วท่าน ก็นอนในที่นั้น ครั้นถึงกลางคืนสถานที่นั้นก็บังเกิดเป็นเมืองอันหนึ่ง มีทั้งรั้วเวียงเชียงแช่เย้าเรือนช้างม้า ก็บังเกิดพร้อมทั้งไพร่ฟ้าข้าเมืองมากนักแล ส่วนพระยาขุนทึงตื่นรุ่งเช้าก็เห็นเป็นเมืองรุ่งเรืองงามเป็นดังแผ่นเงินนั้น ท่านก็ใส่ชื่อเมืองอันนั้นว่าเวียงเชียงเรืองแต่นั้นมาแล ส่วนพระยาขุนทึงก็กลับคืนมายังเมืองเก่าแห่งตนแล้วก็ขนเอาครอบครัว ลูกเมียและเสนาอำมาตย์ไปอยู่ยังเวียงเชียงเรืองที่นั้นแล้ว ก็แต่งให้ น้องท่านผู้ชื่อว่าขุนเรงกวานั้นเป็นพระยาจักรวัติในชมพูทวีป ฝ่ายท้าวพระยาสามันตราชทั้งหลายก็เข้ามาสู่สมภาร มีบรรณาการช้างม้าข้าคนมนตรีมาถวายมากนัก ไผ[117]บ่ได้นึ่งข้าวหุงแกงกินก็เท่าให้รับประทานทุกคน ๆ แม้ว่าสัตว์ป่าทั้งหลายคือว่าละมั่งกวางฟานเสือหมีจ้อน[118]วอก ค่างนางนี นกรุ้งแหลว[119]ทั้งหลาย ก็ว่าลูกหลานเจ้าเราได้เป็นเจ้า ปราบ ปฐวีเราก็ควรไปปฏิบัติและว่าดั่งนั้นแล้ว ก็ลงมาสู่เมืองเสี้ยงนั้นแล หมู่คนและท้าวพระยาทั้งหลาย ท่านก็มีอาชญาตีกลองร้องป่าวในเวียงและนอกเวียงทั้งมวลว่า สัตว์ป่ามาสู่เมืองนี้ก็หากเป็นบริวารปู่ย่าแห่งเราทั้งสิ้นแล ใครอย่าได้กระทำร้ายแก่เขาเนอ ว่าดังนั้นแล้ว ในกาลนั้นหมูเถื่อนทั้งหลายก็ไปกินข้าวในนาในไร่แห่งชาวเมืองทั้งหลาย ชาวเมืองทั้งหลายก็เข้าไปไหว้สาพระยาขุนทึง ๆ ก็แต่งให้คนเฝ้าแหนบ่ยั้ง หมูเถื่อนทั้งหลายก็ยังมากินอยู่ดังเก่า เขาก็เมือสำแดงแก่พระยาเจ้าอีกแล ท่านก็ให้เขาเอาไม้ใส่คันยาวไปแขวนทุกที่ ครั้นลมมาตีไม้นั้นก็ท่าวไปสัตว์ก็เข้าไปกินข้าวดังแต่ก่อนนั้นแล เขาก็เมือไหว้สาขออาชญากรุณาแด่พระยาเจ้า ๆ ก็ว่าแหลวหลวงเฝ้านาหลวง แหลวน้อยเฝ้านาน้อย ครั้นว่าเขาเห็นหมูกวางมาเข้านา แหลวก็อยู่ต้นไม้สูงห้ามเสีย สัตว์ทั้งหลายก็พ่ายหนีไปแล บ่มากินข้าวยังนาสักทีแล สัตว์ทั้งหลายไปตามข้างบ้าน ข้างเมืองข้างตูบ[120]รั้วตูบเรียง ผีเสื้อหลุหลาง[121]ไปเสี้ยงแล เสื้อบ้านเสื้อเมืองก็เคียด ก็แต่งให้เป็นอันตรายแก่แหลวหลวงแหลวน้อยอันเฝ้านานั้นตายไปเสียเสี้ยงแล้ว สัตว์ทั้งหลายก็มากินข้าวไร่ข้าวนาดังนั้น ท่านก็มีอาชญาให้สานตาแหลว[122] สานเป็นสองตาสามตาเรียงกันแล้ว เอาตาหนึ่งขัดขึ้นเมื้อบนเหน็บปลายไม้หมายไว้ที่ไร่นานั้น สัตว์ทั้งหลายจึ่ง บ่มากินข้าวไร่ข้าวนาต่อเท่ากาลบัดนี้แล พระยาเจ้าขุนทึงเป็นเจ้าเสวยเมืองเชียงเรือง ท่านบ่มีลูกผู้ชายเท่ามีแต่ลูกหญิงหนึ่งชื่อว่านางมนุสส อรุณนั้นแล พระยาขุนเรงกวาตนนั้นมีลูกสองชาย ผู้พี่ชื่อว่าลาวชิน ได้นางพระติสสกุลเป็นเมียแล้วให้อยู่เงินยางกับด้วยตน ให้ใจรู้[123]คนภายตะวันออกล่องใต้เวียงไชยนารายน์คือว่าดอนมูลทั้งมวลแล หนเหนือภายตะวันตก ให้ตนน้องชื่อว่าจอมผาเรืองท้าวได้ลูกพระยาขุนทึงเป็นเมียอยู่เวียงเชียงเรืองนั้นแล พระยาขุนทึงกินเมืองได้ ๔๑ ปี ตายในปีกัดไค้ ศักราชได้ ๔๖๑ ตัว อายุได้ ๕๕ ปีแล
จอมผาเรืองตนหลานกินเมืองแทนอยู่เวียงเชียงเรืองที่นั้นได้ ๘ ปีแล้ว ก็มีราชบุตรสองตน ตนพี่ชื่อว่าท้าวอ้ายเจือง ก็ให้กินเมืองอยู่ยัง เวียงเชียงเรืองกับตนแล้ว ให้เอาใจรูคนในเมืองและเชียงรายและแคว้นใต้แล้ว ก็แต่งให้เจ้าขุนเรืองน้องนั้นเป็นอุปราชาแสงเมืองไปกิน เมืองฝางแล้ว ให้ใจรู้คนภายตะวันตกทั้งมวลแล
ที่นี้จักจาด้วยเจ้าขุนเจืองก่อนแล ท่านได้เป็นอุปราชาแสงเมืองแล้ว ในคืนอันท่านจัดยกไปเมืองฝางอันนั้น ท่านนอนในราตรีคืนวันนั้นก็เห็นยังนิมิตต์ฝันว่า ยังมีชายเฒ่าแก่ผู้หนึ่ง นุ่งผ้าขาวแล้วเอาแก้วมาให้ลูกหนึ่ง แล้วก็สะดุ้งตื่นแจ้งดีแล้ว ศักราชได้ ๖๔๘ ตัว ปีระวายซง้า เดือน ๒ ออก ๘ ค่ำวันอังคาร ท่านก็เสด็จออกไปเมืองฝางแล ท่านยกไปถึงน้ำแม่คำท่าทับที่นั้นยังมีช้างตัวหนึ่งมีงาอันแดงมีเล็บตีนอัน เขียวงามใหญ่ประมาณ ๔ ศอก เดินเลียบริมน้ำแม่คำก้ำหน้าล่องมาถัดล่องหน้าท่าน ๆ เห็นแล้วก็ไล่ตามเอาช้างตัวนั้นไปหนตะวันตกชวยใต้ไกลประมาณ ๕๐๐ วา ช้างตัวนั้นก็ไปเหนี่ยวกิ่งไม้ศรี[124]น้อยต้นหนึ่งอยู่ ท่านก็ขึ้นต้นไม้ศรีต้นนั้นแล้วก็เต้นไส่คอช้างตัวนั้นได้แล้ว อุปราชาเจืองเจ้า ท่านก็มีใจยินดีนักแล้วท่านก็ใส่ชื้อช้างตัวนั้นว่าพานคำ เหตุว่าได้ที่น้ำแม่คำนั้นแล ไม้ศรีต้นนั้นก็ได้ชื่อว่าศรีช้างน้าวแต่นั้นมาแล ท่านก็เลย ไปกินเมืองฝางนั้นแล
ทีนี้จักจาด้วยพระยาลาวชินตนพี่ อันกินเมืองเงินยางและไชยนา รายน์เมืองมูลนั้น บ่มีลูกชายมีแต่ลูกหญิงสองคน ผู้พี่ชื่อว่าอามแพงจันทน์ผงมีอายุได้ ๑๒ ปี ผู้น้องชื่อว่านางโอคาแพงเมืองอายุได้ ๑๐ ปี ฝ่ายพระยาจอมผาเรืองตนน้อง ก็ใช้ไปขอเอาจักให้แก่ราชบุตรทั้งสองพี่น้อง พระยาลาวชินตนพี่กล่าวว่าลูกเขายังน้อยอยู่ไป่ช่างว่าสังเทือ[125] เอาบุญข้าเข้าเป็นภายหน้าเทอญ พระยาจอมผาเรืองกินเมืองได้ ๑๗ ปี ศักราชได้ ๔๗๘ ตัวก็ตายในปีที่ใช้คนไปขอนางทั้งสองนั้นอายุท่านได้ ๖๐ ปีแล ส่วนพระยาอ้ายเจืองตนลูกกินเวียงเชียงเรืองแทนสืบไป แต่นั้นมาคำ[126]ลือชาปรากฎไปในบ้านน้อยเมืองใหญ่ทั้งหลายว่า ยังมีนางทิพย์ ๒ นางพี่น้องเกิดมีในเวียงเงินยางช้างแสนนั้น งามนักหาผู้ใดจักเสมอบ่มิได้ เป็นลูกเจ้าเชียงเรืองนั้นมี ๒ คน หาท้าวพระยาบ่ได้เท่าเว้นไว้แต่เจ้าตนบุญใหญ่มหานครจึ่งจักรทรงได้แล ครั้งนั้นท้าวพระยาสามนตราชทั้งหลาย เป็นต้นว่าเมืองโกสัมพี กลึงคราช สาวัตถี หงสาวดี อโยธยา ต่างตนก็ต่างห้าง[127]มีรี้พลมากหลาย ว่าจักยกพลมาชิงเอายังนางทั้งสอง นั้นทุกหัวเมือง ฝ่ายพระยาจันทบุรีกับพระยาแกวหลวงตนพี่ ก็พูดว่าสองราพี่น้องจักไปเอานางทิพย์มาคนละนางเทอญ ว่าดังนั้นแล้ว ก็ห้างยังหมู่รี้พลเป็นอันมากนัก ท้าวพระยาหนใต้และตะวันตก ต่างตนก็ว่าต่างคัดหาญนัก มารบแกวและลาวลานช้างบ่แพ้ เขาก็ว่าจักรบด้วยหมู่ บ่แพ้[128]ตูแลเหตุว่าหมู่ตูหลายนักมาชนช้างต่อกันเทอญ ก็หาไถจับชนช้างต่อแกวบ่ได้ แกวก็ว่าวันพรุกนี้ ตูจักเข้าเอานางทิพย์ในเวียงเงินยางเชียงแสนนั้นแล ครั้งนั้นพระยาลาวชินเจ้าตนพ่อแห่งนางทั้งสองก็ใช้ให้อำ มาตย์ ไปหาเจ้าทั้งสองพี่น้องยังเวียงเชียงเรืองและเวียงฝาง ให้เอา รี้พลยกมาช่วยทั้งสองเมือง ตนน้องทั้งสองเมืองมาไป่ทันถึง พระยา อ้ายเจืองตนพี่จึ่งเอาคนชาวเชียงเหรัญญเงินยางและเวียงเชียงเรืองได้พร้อมแล้ว ก็ขี่ช้างออกชนช้างแกวบ่แพ้แกว เสียแกวฟันตายกับหัว ช้างนั้นแล ครั้งนั้นเจ้าอุปราชาขุนเจืองตนน้องลุกเมืองฝางมาถึงแล้ว ก็ขึ้นขี่ช้างชะพานคำไสช้างเข้าต่อ พระยาจันทบุรีก็ไสช้างตัวชื่อว่าสุรสงครามเข้าต่ออุปราชาเจ้าขุนเจืองเคียดนัก ก็จึ่งเอาง้าวช้างฟันหัวพระ ยาเวียงจันทน์ตายกับหัวช้างนั้นแล ฝ่ายพระยาแกวเป็นพี่นั้นจึ่งกล่าวว่าอย่ารีบฟันกันด้วยง่ายเทอญ ช้างบ่แพ้ตัวหนึ่งก็จักเปลี่ยนตัวหนึ่งเข้าชนช้างเรายังมีหลายตัวดาย[129] ค่อยเล่นกันไปให้สนุกก่อนว่าดังนั้นแล้ว พระยาแกวก็ซ้ำขึ้นขี่ช้างตัวชื่อว่าแก้วคูณเมืองเข้าชนช้างเจ้าอุปราชาตัวชื่อว่าชะพานคำ เข้าชนหงายงารับจับเค้าคอช้างแก้วคูณเมืองแห่งพระยาแกวท่าวไปแล พระยาแกวซ้ำขี่ช้างปราบเมืองเข้ามาชนอีก ช้างชะพานคำก็กระทำฉันเดียวนั้น ช้างแก้วปราบเมืองก็ท่าวไป พระยาแกวก็เปลี่ยนเอาช้างตัวชื่อว่าแก้วบุญเรือง เข้าต่อแถมช้างชะพานคำก็แทงเค้าคอช้างแก้วบุญเรืองท่าวไปแล้ว ครั้งนั้นเจ้าอุปราชาขุนเจืองก็เอาง้าวช้างฟันหัวพระยาแกวตายกับคอช้างนั้นแล ฝ่ายพลแกวทั้งหลายก็แตกพ่ายพลัดกัน ส่วนชาวเวียงเงินยางเชียงแสนเชียงเรืองเมืองฝางเชียงรายทั้งปวงก็พร้อมกันไล่เกิดเอาแกวได้สามหมื่นคนกับทั้งช้างม้าเข้าของสาตราอาวุธทั้งมวลพร้อมสิ้น แล้วก็เอาคนเหล่านั้นเข้าไปขังไว้ในเวียงเงินยางนั้นแล ครั้งนั้นพระยาลาวชินตนลุงก็มีใจยินดียิ่งนั้น ก็ประดับลูกหญิงทั้งสองพี่น้องด้วยเครื่องอลังการเสร็จแล้ว ก็นำออกไปถวายแก่เจ้าอุปราชาขุนเจืองตนหลานให้เป็นอัครมเหสีฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาทั้งสองนางนั้นแล้ว ก็เอาน้ำมาอุภิเษกให้เสวยเมืองเหรัญญนครเชียงแสนนั้นแล แต่นี้ไปจึ่งได้เรียกชื่อว่าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชแล
ส่วนว่าท้าวพระยาเมืองใหญ่ทั้งหลาย อันมาตะวันตกหนใต้ ว่าจักมาชิงเอานางนั้น ก็มาคาน[130]แกวเสียก็เลยน้อมเข้าสู่สมภารแห่งท่านก็กระทำการอุภิเษกอีกครั้งหนึ่ง จึ่งได้ชื่อว่าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชาแล้ว ก็ปก[131]หออุทุม[132]พลขึ้นสูงร้อยศอกก่อนแล้ว ฝ่ายพระยาอ้ายเจืองตนพี่ท่านก็เสวยเมืองเชียงเรืองแทนพ่อนั้นได้ ๗ ปีตาย พระยาแกวฆ่ากับหลังช้างเสียในปีกดสัน ศักราชได้ ๔๘๓ ตัว อายุได้ ๑๙ ปี พระยาลาวชินตนลุงอันเป็นพ่อแห่งนางอามแพงจันทน์ผงและนางโอคาแพงเมืองนั้น เสวยเมืองเงินยางได้ ๒๗ ปีแล้วตายในปีลวงเล้า ศักราชได้ ๔๘๔ ตัว อายุได้ ๗๐ ปีแล
แต่นั้นมาพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชาก็อยู่เสวยราชสมบัติในเมืองเหรัญญนครไชยบุรีเงินยางเชียงแสนที่นั้น ครั้นต่อมาพระยาหลุ่มฟ้าเก้าพิมาน เมืองวิเทหราช กับพระยาจุฬณีสองตนพี่น้อง ก็เอาหมู่รี้พลล่องมาว่าจักมาชิงเอานางและตนและนางนั้น ครั้นมาถึงกลางทางก็รู้ข่าวว่าบรรดาหัวเมืองทั้งหลายที่ยกพลมาชิงเอานางนั้น พระยาเจืองแพ้แล้วได้นางทั้งสองมาเป็นมเหสี ตนก็มีความกลัวเดชอำนาจนั้นมากนักก็พร้อมกันแต่งเครื่องบรรณาการแลอย่าง[133]แล ๑๐๘ ทั้งสองตนพี่น้องคือว่าหอยสังข์เงิน หอยสังข์คำ หอยสังข์ปกติ อ่างเงินอ่างทอง หอก็มาตื่มขึ้น[134]แถม ๑๐ ศอกสองเทือง เป็น ๑๒๐ ศอกแล้ว ก็อุภิเษกเรียกชื่อว่าไชยนารายน์สธรรมิกราชนั้นแล ตามออกมาสผาเง้านั้น ๑๒ ศอก มี ๒ ทีเป็น ๑๒๔ ศอกนั้นแล แต่นั้นมาฮ่อและแกวฝ่ายตะวันออกฝ่ายเหนือก็ได้ส่วยแต่นั้นมาแล โกสัมพี, กลิงคราช, และหงสาวดีอโยธยาก็ได้ส่วยแต่นั้นมาแล
ตั้งแต่นั้นมาพระยาธรรมิกราชเจ้าท่านก็กลัวผานใจ[135]ลูกเต้าหลานเหลนเมื่อน่า ก็จึงจักย้ายเอาแกวเมื้อเป็นเจ้าเมืองวองเสียแล้ว ก็ดัก ส่วยแก่ฮ่อเสียแล้ว ก็ตอกหน้าแป้นหินไว้ในเวียงมิถิลานครนั้น ในปี กดสัน ศักราชได้ ๕๐๒ ตัวแล ครั้นเมื่อท่านได้ปราบชมพูทวีปนั้น อายุท่านได้ ๒๗ ปี ยิ่งกล้าหาญแข็งแรงนัก ก็มีอาชญาให้พ่อค้าต่างเมือง ว่ากูชนช้างก็ยังสนุกอยู่แล ก็ยักจักใคร่ชนช้างอยู่ สูยังรู้ที่ใดจักชนต่อ กู ครั้นสูยังรู้ที่ใดจักชนมาบอกกูเทอญ กูจักไปชนจักให้แพ้เขาทุก หลายฝูงนั้นเขาบ่แข็งต่อได้ เขาก็เข้ามาอ่อนน้อมสู่สมภารท่านสิ้นทุกเมืองนั้นแล ท่านได้เป็นเอกราชเสวยเมืองมาได้ ๕๐ ปี ยังมีพ่อค้าแกว หมู่หนึ่งก็ไปถึงเมืองแมนตาตอกขอกฟ้าตายืนแล้ว เขาก็ออกสู่รับ จึ่ง เอาข้อมือไปโฟ[136]เอาคำอันนั้นแล้ว เขาก็มาบอกข่าวศาส์นอันนั้นแก่กันอยู่เสมอแล้ว เขาก็สืบขึ้นไหว้สาเจ้าแห่งเขาแล้ว ก็จึ่งปลงคำลงว่าเรา จักชนช้างต่อพระยาธรรมตนนั้นแล้ว ฝ่ายพ่อค้าทั้งหลายได้ยินคำอย่างนั้นแล้ว ก็มาไหว้สาถึงพระยาธรรมิกราชแท้ พระยาธรรมิกราชได้ยิน ยังคำอันนั้นแล้ว จักว่าเราเฒ่าแก่เสียแล้ว บ่ไปแลก็ว่าบ่ได้ เหตุให้ ออกปากล้ำเสีย
ครั้งนั้นท่านก็ร้องเรียกยังลูกทั้งห้าตนมาแล้ว ก็แต่งลาวเงินเรืองผู้พี่เค้าอันเป็นลูกนางอามแพงจันทน์ผงนั้น ให้เป็นเจ้าเวียงเงินยางและไชยนครกับบ้านเมืองทั้งมวลแล้ว ก็แต่งลาวเจืองผู้กลางนั้นกับบริวารพันหนึ่งแล้ว ให้ไปกินเมืองแกวหลวง ก็ปกหอสูงยังที่ดอยภูเหมือด เมืองแกวสูงร้อยศอกแล้ว ก็อุภิเษกให้เป็นเจ้าแก่เมืองแกวทั้งมวล ก็แต่งลาวพาวผู้น้องช้อยนั้นกับบริวารร้อยหนึ่งให้ไปกินเมืองจันทบุรีให้เป็นเจ้าแก่จักรวา[137]ทั้งมวล แล้วแต่งให้ลูกนางโอคำแพงเมือง ผู้พี่ ชื่อว่าขุนคำร้อยนั้นให้ไปกินเมืองไชยนารายน์เมืองมูลแล ให้ใจรู้คน ภายตะวันออกล่องใต้ แล้วก็แต่งให้เจ้าสร้อยเมียผู้น้องนั้น เป็นอุปราชาให้อยู่เวียงเชียงเรืองแลให้ใจ้รู้คนภายตะวันตกทั้งมวลแล แล้วก็เป่า เอารี้พลคนหาญทั้งหลายได้เก้าล้านเก้าแสนแล้ว ก็เสด็จออกจากเวียงเหรัญญนครเงินยางไปหนตะวันออก ออกไปไกลนักก็ไปถึงเมืองแมน ตาตอกขอกฟ้าตายืนแท้ ในกาลนั้นพระยาธรรมิกราชท่านก็เห็นยังเมืองอันนั้น มีหินผามากนักเป็นหินชา[138]ผาคมทางอันจักเข้าหาเวียงนั้น ก็มีทางเดียวที่จะเข้าก็เป็นอันลำบากยิ่งนัก เวียงเพื่อนก็สูงนัก บ่อาจ จักแพ้เพื่อนได้ อนึ่งช้างก็เท่าเลยแรงตัวก็เฒ่าเสียแล้ว ก็จึงจัดแก้ เสื้อผ้าคาดหัวในอูกคำแล้ว ก็ใช้ให้อำมาตย์ผู้หนึ่งนำเอาคืนมาให้แก่ลูกและเมีย ว่าให้ดมเสื้อผ้านี้ต่างตนเราเทอญ ฝ่ายนางเทวีอยู่ภายหลังพระยาเจ้าก็มีเหตุลางใหญ่ ๑๐ ประการ คือ (๑) หูกเต้นลงร้านกลายเป็นควายชนกัน (๒) ถ้วยชามเต้นตำร้านเป็นปลาฝา,[139] (๓) เรือกลายเป็นแลน[140]ไปลี่อยู่แก่หินผา, (๔) ชายคากลายเป็นต่อแตนไล่เดียด[141]คน, (๕) ผึ่งซามเข้าติดหมอนหนุนหัวหมอนอิงพระยา, (๖) ฝนตกรินอยู่ ๑๐ วันบ่อเอื้อน[142] (๗) ภูดอยทะลายเกื่อนพังไป, (๘) ก้อนหินผากลาย เป็นเงือกไปอยู่น้ำ, (๙) เห็นปลาดำตัวเท่าเรือ (๑๐) เสือโคร่งแล่นเข้าเวียง, เหตุลางทั้งหลายเกิดมีดั่งนี้ จักเสียพระยาเจ้าหรือ ๆ ว่าจะเป็นประการใด นางพญาและนักสนมทั้งหลายฝูงอยู่ถ้าคอยฟังเหตุร้ายดีอยู่ในที่นั้น ก็พากันเป็นทุกข์ถึงพระยาเจ้ายิ่งนัก ต่อนั้นมาก็เห็นอำมาตย์ผู้หนึ่งนำเอาผะอบคำใส่ผ้าโพกหัวเข้ามาถึงเขา ก็ยิ่งร้องไห้ทั่วไปทั้งเมืองเหตุลางต่าง ๆ ก็มีมากหลาย ท่านก็ซ้ำฝากผ้าโพกหัวมาถึงอีกนอ คนทั้งหลายก็ซ้ำร้องไห้ดมกลิ่นขวัญแล้ว ก็ว่าต่อนี้ไปบ่ห่อนจักได้เห็นหน้าแท้นอว่าดังนั้น ส่วนว่าคำอันพระยาแมนตาตอกรับว่าจักชนช้างต่อพระยานั้น แต่นั้นมาก็มีอาชญาให้แม่ทัพนายกองทั้งหลายแต่ชานหินชาน ผาแล้ว ก็ก่ายขัวขวิดไว้ให้หมิ่นแล้ว ก็ขึ้นขี่ช้างตัวชื่อว่าไชยนารายน์อยู่คอยท่าพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชาเจ้าแล ๆ ก็ขึ้นขี่ช้างชะพานคำ ไสเข้าชนช้างพระยาแมนตาตอกค้อมก่อปลายงาถึงกัน หินลูกอันช้างชะพานคำย่ำนั้นก็พลาดตกไปในขุมนั้น ช้างชะพานคำก็ซัดตกลงไปตามนั้น งาก็ปักเข้าเงื้อมหินผานั้นแลฝ่ายพระยาแมนตาตอกก็เอาง้าวช้างฟันพระยาธรรมิกราชาตายในที่นั้น แลคนหาญแห่งพระยาธรรมิกราชาก็หลุมกุม ลู่เอาหัวและตัวพระยาธรรมิกราชาได้แล้ว ก็บ่เอาใส่หีบหาบเอามาเผาเสียยังเวียงเชียงรายแล คนทั้งหลายก็แตกพ่ายหนีมาสิ้นแล พระยา เจืองฟ้าธรรมิกราชาตายในปีเตาใจ้ ศักราชได้ ๕๕๔ ตัว กินเมืองได้ ๕๓ ปี อายุได้ ๗๙ ปี พระยาแมนตาตอกขอกฟ้าตายืนฆ่าเสีย เอา กะดูกก่อเจดีย์ไว้ในเวียงเหรัญญนครเชียงแสนนั้นแล ส่วนลาวเงินเรืองเป็นพระยาอยู่ในเมืองไชยนารายน์นั้นบางทีก็อยู่เวียงเงินยางและได้ ๒๐ ปีตาย ในปีลวงเม็ด ศักราชได้ ๕๗๓ ตัว อายุได้ ๖๙ ปี
ลาวเคียงกินเมืองแทนพ่อตนได้ ๑๖ ปี ตายในปีระบายยี่ ศักราช ได้ ๕๘๙ ตัว อายุได้ ๖๕ ปี
ลางเมงเสวยเมืองแทนพ่อตนได้ปีหนึ่ง ก็ใช้ไปเอานางเทพคำข่าย ลูกพระยาเชียงรุ้งแก้วซ้ายเมืองเล่าลืองามก็เอามาเป็นเทวีแล วันอัน นางทรงครรภ์นางก็ฝันว่าดาวประกายลงมาตั้งอยู่เหนือท้องแห่งนางเทวีแล้วก็เปล่งรัศมีไปภายหนใต้ทั่วทิศทั้งมวลแล้วแตกเป็นสองดวง นาง ก็สะดุ้งตื่นแล้วก็บอกแก่พระยา ๆ ก็หาหมอโหรมาดู หมอทำนายว่า ลูกมหาราชเจ้าจักได้ปราบหนใต้แท้แล ครั้นครรภ์นางถ้วนทศมาสแล้ว นางก็ประสูติออกมา วันนั้นยังมีฤๅษีตนหนึ่งชื่อว่าปัทมังกร แต่ก่อนยินดีในศาสนาพระพุทธเจ้า บวชเป็นภิกษุภาวะปฏิบัติตามคลองวินัย ยากยิ่งนัก จึ่งปลงสิกขาบถเสียแล้วก็ทรงเพศเป็นฤๅษีอยู่นั้นแล ในวันอันใส่ ชื่อราชบุตรนั้น ท่านก็มาสูคุ้มพระยานั้นแล ฝ่ายพระยาลาวเมงมหากษัตริย์ตนพ่อ จึ่งจักไหว้เจ้าฤๅษีว่ากุมารน้อยลูกผู้ข้านี้ยังจักมีบุญหรือว่าหาบุญบ่ได้นั้นจา ฝ่ายฤๅษีก็ส่องรู้ด้วยญาณแห่งท่าน ๆ ก็รู้แจ้ง จึ่งกล่าวว่าดูกรมหาราชเจ้า กุมารน้อยผู้นี้มีบุญมากนัก จักได้อยู่ในเมืองมหาราชที่นี้ได้ ๑๖ ปี แล้วก็จะได้ไปสร้างเวียงลูกหนึ่ง มีในทักษิณ สถานแห่งเมืองมหาราชที่นี้ คือ ว่าเมืองเชียงรายที่นั้น ให้รุ่งเรืองกว่า เก่าแท้แล จักอยู่ที่นั้น ๒๔ ปีแล้ว อายุได้ ๘๐ ปีจักตายด้วยความคำ จักจับแล เหตุท่านว่าจักได้กระทำผิดจักเอาลูกท่านเป็นเมียนั้นแล เจ้าฤๅษีทำนายดั่งนี้แล้ว ก็พร้อมกันหาชื่อราชกุมารให้จับทั้งสามประการ คือ ว่าชื่อพ่อและชื่อฤๅษีและชื่อแม่ทั้งสามประการนั้น แล้วเอาเจ้าฤๅษี ว่าปัทมังกรกับชื่อพ่อว่าลาวเมงนั้นสมกันว่า มํ เอาชื่อแห่งแม่ชื่อว่าเทพคำข่าย เป็นลูกท้าวเชียงรุ้งแก้วชายเมืองนั้นว่า รายให้สมกันแล้ว จึ่ง เรียกว่าเจ้ามังรายนั้น ตั้งแต่ปฐมลวะจังกราชเจ้าลำดับมาได้ ๒๕ เช่นท้าวชื่อว่าพระองค์ลาวแล
แต่นี้ไปภายนี้หน้าบ่ชื่อว่าลาวสักคนแล หน่อฟ้ามังรายเจ้าท่านก็จำเริญขึ้นใหญ่ได้ ๑๖ ขวบแล้ว พระยาเจ้าบิดาตนพ่อ ก็ไปนำเอานาง ผู้หนึ่งเป็นลูกเจ้าเชียงเรืองนั้น มากระทำอาวาหมงคลให้เป็นเมียแล้ว ก็แต่งให้เป็นอุปราชาครองเมือง แล้วให้ใจรู้คนภายหนใต้ทั้งมวล ยัง มีในวันหนึ่งท่านก็พาบริวารไปแอ่วตั้งไกลป่า ก็ไปเห็นเวียงเชียงรายร้างอยู่ก็เป็นที่พึงใจยิ่งนัก ครั้นถึงปีเมืองไค้ ศักราชได้ ๖๑๐ ตัว เดือน ๕ ออก ๗ ค่ำ วันพุธท่านก็ออกไปตั้งอยู่เวียงเชียงรายก้ำใต้แห่งเวียงเงิน ยางเชียงแสนที่นั้น พระยาลาวเมงตนพ่อท่านก็กินเมืองเงินยางเชียงแสนได้ ๒๕ ปี ศักราชได้ ๖๑๓ ตัว ปีกดยี่ อายุได้ ๖๗ ปีก็จุติไปแล
เจ้ามังรายตนลูกก็แต่งมหาปราสาทส่งสักการพ่อแห่งตนเสร็จบริ บูรณ์แล้ว ก็เรียกร้องเอาราชเศวตฉัตรและเสนาอำมาตย์ประชานรราษฎร์ และราชสมบัติในเวียงเงินยางเชียงแสนทั้งมวลมาแล้ว ก็อยู่เสวยราชสมบัติเป็นเอกราชอยู่ยังเวียงเชียงรายที่นั้นแทนพ่อตนแล้ว ก็ บ่คืนเมื้ออยู่เวียงยางแถม[143] ก็อยู่ยังเมืองเชียงรายที่นั้น พระเจ้ามัง รายราชเจ้าได้เป็นเอกราชแทนพ่อแล้ว ก็มีคำกิตติลือชาปรากฎมากนักพระยามังรายเจ้า ท่านก็หุ้ม[144]ไปไล่เนื้อ ยังมีในวันหนึ่ง ท้าวก็พาเอาบริวารแห่งตนไปไล่เนื้อ ก็ไปตีเหล่า[145]ทีหนึ่งแล
ที่นี้จักกิตตนาจาด้วยเขินก่อนแล ที่แท้มีในตำนานหลวงนั้นแล ที่นี้พอกิตตนาให้รู้ทีมังรายราชเจ้าจักได้ปราบนั้นแล ยามเมื่อศักราช ได้ ๒๒๕ ตัวเดือน ๔ ออกค่ำ ๑ วันนั้นยังมีฤาษีสี่ตนเป็นลูกพระยา วองตีฟางโพธิญาณนั้น ตนพี่นั้นชื่อว่าพาสุเทพแล ตนถ้วนสองชื่อว่า สุทันตะแล ตนถ้วนสามชื่อปพานแล ตนถ้วนสี่ชื่อว่าจันทสิกขตุครฤๅษีแล เขาเจ้าเกิดมาเป็นลูกพ่อเดียวกันคนละแม่แล ยามเมื่อเขาเจ้าจัก ลาพระยาตนพ่อไปกระทำสมณธรรมวันนั้น พระยาตนพ่อก็สั่งว่าเขาว่า ครั้นว่าเจ้าทั้งหลายเห็นที่ใดจักควรตั้งบ้านแปงเมืองดีนั้น ขอให้เจ้าลูก ทั้งหลายอย่าละพ่อเสีย จิ่มพ่อคิดให้เป็นเมือง จิ่มเทอญว่าดั่งนั้นแล้ว เขาก็พากันสยองไปด้วยลวงบนหนอากาศ ด้วยอิทธิฤทธิ์อานุภาพแห่งตนก็ไปหนใต้แล้วไปถึงด่าน[146]ป่าที่หนึ่งราบเพียงเรียงงาม ควรเป็นที่สนุกยินดีนัก ฝ่ายฤๅษีทั้งสี่ตนครั้นไปถึงแล้วก็พร้อมกันลงนอนใต้ร่มไม้แห่ง หนึ่ง พอถึงเที่ยงคืนก็เห็นเป็นดั่งสายสุริยอาทิตย์พุ่งขึ้นเจ็ดชั่วตัวคน ปูนอัศจรรย์มากนัก ก็จึ่งไปผ่อดูก็เห็นยังเกศาธาตุแห่งพระพุทธเจ้าเปล่งรัศมีพุ่งขึ้นมาแต่พื้นแผ่นดินสูงชั่วต้นตาล ดูวิลาศองอาจงามมากนัก ส่วนเจ้าฤๅษีทั้งสี่ก็พร้อมกันนบน้อมไหว้ด้วยที่ติดที่เท้าห้าแห่ง ยังเกศาธาตุแห่งสัพพัญญูพุทธเจ้าณที่นั้น คือว่า หริภุญไชยนั้น ก็ยังเป็นป่า ไม้ไผ่อยู่ ครั้นเจ้าฤๅษีรู้แจ้งแล้ว ก็พร้อมกันอธิษฐานว่า ตูข้าจักเอาธาตุพระพุทธเจ้าออกสรง ขอให้เทพยดาเจ้าทั้งหลายลงให้ปรากฏมีน้ำอันประเสริฐ ไหลหลั่งลงมาพอให้ตูข้าได้สรงเกศาธาตุแห่งพระพุทธเจ้าแด่เทอญ ว่าดั่งนั้นแล้ว ในกาลนั้นเทพยดาอันรักษาอยู่ในที่นั้น ก็พร้อมกันเนรมิตลิน[147]คำ ก่ายแต่ดอยอุชชุบรรพตลงมาทางหนตะวันตกเฉียงเหนือจึ่งเรียกว่าห้วยลินแต่นั้นมาแล ครั้นฤๅษีทั้งสี่ตนได้สรงพระเกศาธาตุเจ้าแล้วดั่งนั้น ก็ไหว้นบเคารพยำเจ้าฤาษีทั้งสี่ก็พากันผัด[148]ขึ้นไปหนเหนือชวยตะวันตกโพ้นแล เจ้าฤๅษีก็เข้าจตุถฌานแล้วก็เหินไปด้วยหนอากาศ ก็ไปถึงเถื่อนถ้ำภูดอยหลวงแห่งหนึ่งแล้ว ก็พร้อมกันลงยั้งอยู่ปากถ้ำแห่งหนึ่งแล้ว ครั้นถึงเที่ยงวันแล้วฤๅษีตนหนึ่งก็เลงขึ้นเมื้อบน ก็ได้เห็นนักขัตตฤกษ์กรกฎดาวเต็มฟ้า สุทันตฤๅษีก็กล่าวแก่ฤๅษีทั้งสามพี่น้องว่า เจ้าทั้งหลายจงผ่อดูภายบนนั้นเทอญ ยามนี้เป็นเมื่อวันใดพลอยว่ามีนักขัตตฤกษ์กรกฎดาวมากนัก ดูรุ่งเรืองงามเป็นที่อัศจรรย์แท้ ฐานะที่นี้คนทั้งหลายจักมาสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ที่นี้จักรุ่งเรืองมากนัก และจักเรียกว่าเชียงดาวแท้แล เหตุดั่งนั้นตูข้าทั้งสองอันเป็นพี่นี้ก็ จักอยู่กระทำสมณธรรมในที่นี้ เจ้าทั้งสองอันเป็นน้องจึ่งผัดเลียบไปหนเหนือนั้นเทอญ ภายหน้าหากจักเห็นเป็นฉันใด จึ่งสัญญากันให้รู้นั้นเทอญ ส่วนปพานฤๅษีและจันทสิกขตุงคฤๅษีก็สั่งอำลาพี่ทั้งสองแล้ว ก็เหินมาทางหนเหนือ มาเห็นหนองหลวงลูกหนึ่ง เจ้าฤๅษีทั้งสองก็เจรจากันว่าควรเรา[149]ทั้งสองพากันข่างหนองลูกนี้ให้แห้ง แล้วคืนเมื้อบอกให้เจ้าวองตีฟางตนเป็นพ่อราให้เอาไพร่พลทั้งหลายมาตั้งแต่ให้เป็นบ้านเมืองดีแล ปพานฤาษีก็เอาไม้เท้าอันประดับด้วยแก้วปัดหลอด[150]นั้นมาขีดภายทางใต้นั้น พอน้ำไหลซึมแต่เล็กน้อยคนก็เรียกว่าดอยสันซึมแต่นั้นมาแล ฤๅษีทั้งสองก็ผัดไปตะวันตกเกี้ยวไปหนเหนือ แล้วจันทสิกขตุงคฤๅษีก็เอาไม้เท้าตั้งสัตยาธิษฐานว่า ขอให้น้ำแห้งเขินหนองให้พ่อข้าชื่อว่าพระยาวองโพธิญาณนั้น ได้ตั้งให้เป็นลูกช้างห้างเมืองแค่เทอญ ขอเทพยดาเจ้าทั้งหลายจงมาค้ำชูข้าข่างให้ลุไหลไปหนเหนือนั้นแลว่าดั่งนั้นแล้วก็เอาไม้เท้าไม้จันทน์ขีดทางหนเหนือนั้น น้ำก็ไหลลงไปเขินฝั่งริมนั้นแล คนทั้งหลายจึ่งเรียกว่าถ้ำปูเข้าแต่นั้นมาแล ส่วนฤๅษีทั้งสองก็ไปเลียบคอยดูที่น้ำหนองอันแห้งเขินนั้นทุกแห่งแล้ว ก็มาถึงปากถ้ำที่ปูเข้านั้นแล้วก็ยั้งอยู่ปากถ้ำที่นั้น ครั้งนั้นปูตัวนั้นก็เนรมิตเป็นชายหนุ่มผู้หนึ่ง แล้วก็เข้ามาไหว้ยังเจ้าฤาษีทั้งสองว่า เจ้ากูมาข่างหนองอันนี้จักมีประโยชน์สังจา ว่าดั่งนั้นแล้ว เจ้าฤๅษีจึ่งกล่าวว่า ดูกรมา ณวชายหนุ่ม ท่านจักมาถามเราด้วยอันข่างหนองนี้ด้วยเหตุอันใดจา เราจักข่างให้แห้งให้เขินแล้ว จักเมื้อบอกพ่อเราชื่อว่าพระยาวองตีฟางโพธิญาณ ให้แต่งให้คนมาตั้งอยู่ให้เป็นลูกช้างห้างเมืองแท้แล ว่าดั่ง นั้นแล้ว ฝ่ายมาณวชายหนุ่มผู้นั้นก็ไหว้เจ้าฤาษีว่า สาธุ สาธุ ดีแท้แล ตัวข้านี้บ่ใช่ลุกใดมาบ่มีแล ผู้ข้านี้ก็เป็นผู้รักษาหนองที่นี้ แต่เช่นปู่และย่ามาตลอดถึงตัวผู้ข้านี้ เรียกว่าเป็นผีเสื้อหนองที่นี้ด้วยเหตุนี้แล แต่นี้ไปภายหน้าคนทั้งหลายมาสร้างให้เป็นบ้านเป็นเมืองแล้วดั่งนั้น ขอเจ้ากูจงเมตตาเขาทั้งหลายให้ได้สร้างเจดีย์วิหารวัดวาอารามไว้เป็นที่สักการบูชาให้วุฒิจำเริญ แก่คนบ้านเมืองไปภายหน้าเทอญ ครั้งกลียุคอุณหากาลเพื่อนต่างเมืองจักมารบดั่งนั้น ก็ให้ท้าวพระยาเสนาอำมาตย์ทั้งหลายแต่งเครื่องทั้งหลาย มีต้นว่าเสื้อผ้าร้อยผืน พร้าวตาลร้อยทะลาย กล้วยร้อยหวี อ้อยร้อยลำ ข้าวต้มขนมข้าวแคบ[151]ร้อยแผ่น ข้าวสุกร้อยก้อน หมากพลูสิ่งละร้อยทุกอันแล เอาไปบูชาที่ถ้ำปูเข้านั้นเทอญ แม้ว่า เพื่อนมีหมื่นเรามีพัน ก็จักพ่ายเราแล ไหว้เจ้าฤๅษีดั่งนี้แล้วก็หนีไปอยู่ถ้ำแห่งตนนั้นแล ส่วนเจ้าฤๅษีก็จากันว่า เราข่างหนองที่นี้ก็เขินดีแล้ว ก็ควรไปเมตตาพ่อเราให้รู้แจ้งและว่าดั่งนั้นแล้ว ก็พากันสยองเมื้อก็ถึงเมืองวิเทหราชแล้ว ครั้งนั้นพระยาวองตีฟางโพธิญาณตนพ่อก็ตายเสียแล้ว ยังเหลือแต่ลูกชายผู้พี่เค้าเสวยเมืองเป็นเจ้าวองสืบต่อมา ครั้นเจ้าฤาษีทั้งสองไปถึงแล้วก็เข้าไปเมตตาพี่แห่งตนให้รู้แจ้งดั่งนั้น ครั้นเจ้าตนพี่รู้แจ้งแล้วก็แต่งให้ไพร่ผู้หนึ่งชื่อว่าควานเดื่อ ให้เอาหมู่บริวาร ลงมามีจำนวน ๓๐๐ ครัว มาตั้งอยู่หนองเรือที่นั้นแล้ว ก็มาสร้างไร่ แต่งนาหว่านกล้าก็บ่แตกงอกออกมาได้ ก็แห้งแล้งบ่เป็นต้นเป็นรวง ฉิบหายไปสิ้นแล้ว ก็ใช้ให้คนไปขอเอายังข้าวเชื้อข้าวกินมาแถมถึง ๒ หน ๓ หน ก็บ่ออกบ่เป็นต้นเป็นลำได้ อยู่มาได้ ๓ ปีก็หายังข้าวอันจักกิน บ่ได้ ก็ลวดบ่อเป็นบ้านเมืองก็ฉิบหายตายซ้ำ ยังหลออยู่ ๓๐ คน เขาจักตั้งอยู่ในที่นั้นก็บ่ได้ก็พากันหนีคืนเมืองสู่เมืองวิเทหราช อันเป็นที่อยู่แห่งเขานั้นแล ที่หนองเรือที่อยู่แห่งควานเดื่อนั้นคนทั้งหลายก็เรียก ว่าหนองเดื่อแต่นั้นมาแล เจ้าฤๅษีทั้งสองจึ่งจากันว่าเราจักตั้งอยู่กระทำสมณธรรมอยู่ในที่นี้ ควรเราทั้งสองพี่น้องไปเลียบหาดูดีแล ว่าดั่งนั้น แล้ว เจ้าฤาษีตนชื่อปพานฤาษีก็ไปเลียบดูหนเหนือล่า[152]น้ำ ก็เห็นถ้ำอันหนึ่ง เจ้าก็อยู่กระทำสมณธรรมในที่นั้น ส่วนจันทสิกขตุงคฤๅษีตนน้อง ก็ผัดเกี้ยวไปตะวันตกหนใต้หัวน้ำก็เห็นยังด่านป่าที่หนึ่งควรสนุกยินดี มากนัก ตุงคฤาษีก็อยู่กระทำสมณธรรมในที่นั้นแล คนทั้งหลายก็เรียกว่าดอยจอมตุงค์แต่นั้นมาแล ถ้ำอันปพานฤๅษีอยู่นั้น คนทั้งหลายก็เรียก ว่าถ้ำผาแสงแต่นั้นมาแล
เจ้าฤๅษีทั้งสองจึ่งเมตตาพญานาคตนเป็นใหญ่และผีเสื้อหนองทั้ง หลายว่า แต่นี้ไปภายหน้าคนทั้งหลายมาสร้างบ้านให้เป็นเมืองแล เขาทั้งหลายอยู่บ่วุฒิจำเริญ เป็นต้นว่าศึกเพื่อนมายุทธกรรมดั่งนั้น ให้ท้าวพระยาชาวเมืองทั้งมวลพากันแต่งเครื่องบูชาพร้าวตาล ๗ กล้วย ๗ เครือ อ้อย ๗ ลำ ข้าวต้มข้าวขนม ข้าวสุกสิ่งละ ๗ ๆ เทียน ๗ คู่ หมาก พลู ๘ ประทีป ๗ แล้วให้บูชาทั้งสองที่ คือว่าผาแสงและดอยจอม ตุงค์ ให้พ่ำกันวันเดียวยามเดียวเทอญ แม้ว่าเพื่อนมีหมื่น เรามี พันก็บ่แพ้เราแล อันตรายทั้งหลายก็จักระงับกลับหายไปสิ้นแล เจ้า ฤๅษีเมตตาพญานาคและผีเสื้อหนองทั้งสองพ่อลูกดั่งนี้แล้ว แต่นั้นไปภายหน้าบ่นานเท่าใดผีเสื้อหนองเรือนั้น เขาทั้งหลายก็จากันว่าเมืองอันนี้ภายหน้าก็จักวิเศษแท้แล คนทั้งหลายเขาจักสร้างให้เป็นบ้านเป็นเมืองก็ดูยากแท้นอ เหตุว่าออกยัง[153]ตำนานหลวงนั้น เหตุสัพพัญญูพระพุทธเจ้า จากับด้วยมหาอานนท์ทำนายว่า ลูกศิษย์กูตถาคตจักมาอยู่ที่นี้พอ ๕๐๐ ตนนั้นแท้แล ว่าดั่งนั้นดาย ในกาลนั้นผีเสื้อหนองทั้งหลายเขาก็แต่งกันไปหา พันธุ์หมากน้ำเตาทะกาน[154]ก็ได้มาเม็ดหนึ่ง เขาก็ปลูกไว้นาน ได้สามเดือน จึงแตกออกมาเป็นเบี้ยนานได้สามปีปลายสามเดือน เครือจึ่งแพร่ไปได้สามห้อยสามมอน[155] ก็จึ่งเห็นหน่วยหนึ่งแล้วนานได้สามปีสามเดือนจึ่งใหญ่เท่าเทนข้าว แต่นั้นไปนานได้สามปีปลายสามเดือนหมากน้ำเต้านั้นก็แตกแล้ว แก่นพันธุ์มันก็กระเด็นไปผับมอนดอย แล้ว ก็ตกอยู่ในรอยตีนหมูเถื่อนและกวางฟาน นำร่องรูทั้งหลายนานได้สามเดือน ก็แตกมาเป็นลูกอ่อนน้อยไปสิ้นแล เขาก็ร้องไห้อยู่ผับห้อยผับดอยแล ผีเสื้อก็ได้ยินเข้าก็ไปเก็บรอยมาเลี้ยงไว้เป็นโอปปาติกะแล เนื้อตัวเขาเป็นอันมืดเส้าก่ำดำ เหตุว่าพันธุ์หมากน้ำเต้านั้นกระเด็นไปตกน้ำรากน้ำขุ่นก็กลับดำก่ำเส้าด้วยเหตุนั้นแล แต่นั้นไปอายุเขาขึ้นใหญ่มาได้ ๑๖ ปี คำปากเขาทั้งหลายก็เรียนจากหมูเถื่อนกวางฟานจ้อนแจ้วอกค่าง ทั้งหลายร้องในป่าในดงนั้นเขาก็เรียนเอามาเป็นคำปากเขาแต่นั้นมาจนถึงกาลบัดนี้แล
กาลนั้นเมืองจอมตุงคที่นั้นเป็นลวะอยู่เต็มสิ้นทุกแห่งทุนหนแลยัง มีชายผู้หนึ่งใหญ่สูงกว่าเพื่อน คำคิด[156]ก็หลักกว่าเพื่อน ยังเหลือเพื่อนทั้งหลายแล เขาก็พร้อมกันปลูกให้เป็นใหญ่ในถิ่นนั้น แล้วใส่ชื่อว่ามาง หอยให้อยู่เชียงแก้วแล ผู้หนึ่งชื่อมางทองให้อยู่จอมทองแล ผู้หนึ่ง ชื่อมางคงก็ให้อยู่เชียงคงแล ผู้หนึ่งชื่อมางสักก็ให้อยู่จอมสักแล ผู้อยู่จอมตุงชื่อว่ามางตุง มางกาก็อยู่เชียงกาแล ค้างเหล่าหลวงก็ให้อยู่เชียงค้าง สวนผักก็ให้อยู่เชียงตาง ค้างมุดก็ให้อยู่เชียงแสนคือค้ำผาแสง มางสังก็ให้อยู่เมืองสังแล
ยังมีไทยหมู่หนึ่งลุกแต่เมืองวิเทหราชนั้นมา เขาก็หลงเข้ามามี ๖๙ คน มาตายเสียผู้หนึ่ง ยังค้างอยู่ ๖๘ คน เขาก็มีเบี้ยมาจ่ายกาด จายรี[157]ทั้ง ๖๘ คน ชายเข้าให้เป็นร้อยแล เขานั้นตัดลากและผ้านุ่งเจียมที่กุบดานลูกแคว้นมางสัง[158]เขานี้มาแต่เมืองขึ้นหลวงฟ้าวองภายหน้าโพ้นมาแล ค้างมางใหญ่ทั้งหลาย ๑๑ คน ล้ำ[159]นั้นเป็นผู้น้อยสิ้นแล
ตั้งแต่นี้ไปจักจาด้วยท้าวมังรายเจ้าไปไล่กวางคำแล้วก็ไปเห็นยังบ้านเมืองลวะทั้งหลายก่อนแล ท่านไปทางดอยจอมตุงค์นั้นในปีดับเม็ดศักราชได้ ๖๒๓ ตัวท้าวมังรายเจ้าก็เอาหมู่รี้พลไปถึงเหล่าที่หนึ่ง ก็เห็นยังกวางคำตัวหนึ่ง มันเต้นออกมาหาท้าวมังรายเจ้าก็เอาหมู่ไล่ก็บ่เขิ๊ด[160]กวางตัวนั้นก็แล่นขึ้นไปภายหนเหนือ ท้าวมังรายก็ไล่ตามไปถึงดอยแห่งหนึ่งสุมกันอยู่ดั่งหัวคนนั้น จึงเรียกว่าดอยจอมหงส์ ท้าวมังรายเจ้าอยู่ที่นั้นก็ผ่อดูก็เห็นยังเมืองเขิน คือว่าภูมิที่นี้เป็นอันชุ่มเย็นมีร่มไม้อันกว้างขวางเขียวงาม ก็ชวนลวะทั้งหลายอยู่ แลเขินเสียน้อยหนึ่ง ยังพอสร้างบ้านแปงเมืองให้เป็นลูกช้างหางเมืองควรแท้แล ก็ให้เพื่อนต้อง[161]รูปเป็นพรานแบกหอกจูงหมาพาไถ้ไว้ปลายดอยลูกนั้น ไว้ให้เป็นสักขีโบราณ ไว้ ต่อเท่ากาลบัดนี้แล ท้าวมังรายเจ้าก็หนีเสียจากที่นั้นก็ติดไต่ไล่ตามรอยกวางคำ แต่ดอยลูกนั้นไปก็ไปแผ้วสันดอยแห่งหนึ่งเป็นป่าไม้รวกเขาก็ตัดเอาไม้รวกแปงเป็นคันหอกแล้ว เขาก็เรียกว่าบ้านรวกแต่นั้นมาแล ก็หนีจากที่นั้นไต่ตามรอยกวางไปถึงที่อีกแห่งหนึ่ง คันหอกเขา ยาวก็ไปค้างเคิงเสียไปบ่ได้ คนทั้งหลายก็เรียกว่าบ้านเคิงแต่นั้นมาแล กวางตัวนั้นก็ไต่ไปตามสันดอยลูกนั้น ก็ไปเกลือกอยู่มวกผาแห่งหนึ่ง คนทั้งหลายเห็นแล้ว เขาก็ไปเกิดทางภายหน้ากวางตัวนั้นก็แล่นไปทางตะวันออก เขาก็ไล่ไป กวางตัวนั้นก็เต้นหกงอบ[162]ตกห้วยแห่งหนึ่ง คนทั้งหลายก็เรียกว่ากวางงอบดั่งนั้นแล ภายหน้าคนจักมาสร้างให้เป็นบ้านเป็นเมืองแล้วจักแผ่ชื่อไปว่าเมืองงอบนั้นแล กวางตัวนั้นก็พลิกไป ทางตะวันตก เขาก็ไล่ไปคนทั้งหลายก็เรียกว่าห้วยไล่กวางสืบมา ภายหน้าต่อไปคนทั้งหลายจักมาสร้างให้เป็นบ้านเป็นเมืองแล้ว ก็จักเรียกว่าเมืองไล่แล ครั้งนั้นท้าวมังรายเจ้าป่าวให้คนทั้งหลายแปงขวากหลาวไปปักไว้ภายหน้านั้นดีแล้ว คนก็แหลมขวากหลาวไปปักไว้แท้ กวางตัวนั้นก็ขึ้นไปในห้วยอันนั้นแท้ ก็บ่ถูกยังขวากหลาวแต่สักอันแล ห้วยอันนั้นคนทั้งหลายจึ่งเรียกว่าห้วยล่วงทวง[163]หลาวแต่นั้นมาแล ถึงวันลุนรุงเช้าก็ตามรอยกวางคำตัวนั้น ขึ้นไปตามปลายดอยแล้วผ่อเห็นเมือง กวางตัวนั้นมันก็ไปทน[164]ดอยอยู่ ฝ่ายท้าวมังรายท่านก็ตามไปก็ค่ำเสียใน ที่นั้น ก็พากันนอนอยู่ณะที่นั้นคนทั้งหลายจึ่งเรียกที่นั้นว่าดอยบ้านค่ำแต่ นั้นมาแล ครั้นรุ่งแจ้งแล้วท้าวมังรายเจ้าก็เอาหมู่บริวารทั้งหลายไล่ตามกวางคำตัวนั้นไปตามสันดอยลงแผ้วเมือง ท้าวมังรายก็ไล่ตามไปถึงตีนดอยลูกนั้น คนทั้งหลายจึ่งเรียกว่าตีนรอยไล่แต่นั้นมาแล กวางคำตัว นั้นก็ตกแผวลงเมืองแล้ว ก็เลาะตีนดอยคืนมาทางหนใต้ ท้าวมังราย เจ้าก็พาหมู่บริวารไล่ตามไป ก็มาถึงที่แห่งหนึ่งเป็นป่ามะขามป้อมขามแคงมีมากนัก ท่านก็ว่าเรายั้งกินหมากส้มเสียก่อนเทอญ พอให้หายอิดเหนื่อยก่อน ว่าดั่งนั้นแล้ว ที่อันนั้นคนทั้งหลายจึ่งได้เรียกว่าบ้านขามแต่นั้นมาแล ครั้นกินส้มแล้วก็พากันไล่ตามรอยกวางไปหนใต้ ก็ไปถึงห้วยน้อยแห่งหนึ่ง ท้าวมังรายเจ้าก็ว่ากวางคำลงมาถึงห้วยนี้แล คนทั้งหลายจึ่งเรียกห้วยนั้นว่าห้วยหัวลัง ครั้นต่อมาภายหลังคนเรียกว่าเมืองลังแต่นั้นมาแล กวางตัวนั้นก็ไต่ตามตีนดอยลูกนั้นมาถึงน้ำแม่น้อยแห่งหนึ่งกวางก็ขึ้นไปถึงถ้ำเงื้อมผาแห่งหนึ่ง แล้วก็เข้าไปหายเสียในถ้ำที่นั้นแล กวางคำตัวนั้นบ่ใช่ว่าเป็นกวางเถื่อนแท้ หากเป็นเทพยดาอันรักษาบ้านเมืองที่นั้น หากเนรมิตเป็นเหตุให้ท้าวมังรายเจ้าได้เห็นนั้นแล ส่วนว่าท้าวมังรายเจ้าก็พาหมู่บริวาร ไล่ตามรอยตีนกวางคำตัวนั้นไปก็ไปหายเสียในถ้ำที่นั้น ฝ่ายท้าวมังรายเจ้าก็หวังว่าจักได้ลาบได้แกงกิน ก็พลอยบ่ได้ลาบได้แกงกินตามความคิดเดิมดั่งนั้น รู้ว่าจักมาหายเสียในถ้ำที่นี้แท้บ่ไล่ติดตามก็จะดีกว่านี้พลอยมาหายเสียริมแม่น้ำอันไหลล่องมาตามหลงนี้ คน ทั้งหลายจึ่งเรียกแม่น้ำนั้นว่า แม่น้ำลาบเมืองลับแต่นั้นมาแล ถ้ำอันนั้นก็ได้ชื่อว่าถ้ำกวางคำหัวลับแต่นั้นมาแลส่วนท้าวมังรายเจ้าก็พาหมู่บริวารไปถึงที่แห่งหนึ่ง เป็นยาง[165]อันน้อยหนึ่ง จึ่งว่าเราทั้งหลายควรล้างหอก ดาบสีนาดเสียในที่นี้ว่าดั่งนั้นแล้ว ที่อันนั้นจึงเรียกว่ายางขาแต่นั้นมาแล ครั้นถึงวันรุ่งเช้าก็ไปถึงห้วยแห่งหนึ่ง ท้าวมังรายเจ้าก็ป่าวว่าเราทั้งหลายพร้อมกันยั้งพักให้หายอิดเหนื่อยก่อนดีแล้ว ที่อันนั้นคนทั้งหลายก็มาตั้งบ้านแปงเมืองอยู่ในที่นั้น ครั้นต่อมาที่อันนั้นก็เรียกว่าเมืองพักแต่นั้นมาแล มังรายเจ้าก็ถก[166]เอาหมู่รี้พลคืนมาหาบ้านหาเมืองแห่งตนนั้นแล ในกาลนั้นท้าวมังรายเจ้าก็ให้หาอุตรพราหมณ์ผู้จบเพทให้เอาเพศเป็นพ่อค้าแล้วให้ไปเลียบดูขะบวนเมืองอันชุ่มเย็นนั้นยังจักรุ่งเรืองไปภายหน้าฉันใด ส่วนอุตรพราหมณ์ก็ไปกล่าวด้วยคำว่า "อิทํ รฏฺฐํ เขมํ สุสิกฺขํ" ดั่งนี้แล้ว ก็รู้ว่าจักดีแล้วก็มาไหว้สายังท้าวมังรายเจ้าว่า ฐานะที่นั้นจักตั้งให้เป็นเมืองก็จักรุ่งเรืองแท้แล ศักราชได้ ๖๑๒ ตัวปีลวงเม้าเดือน ๑๒ ออก ๕ ค่ำ วันเสาร์ ท้าวมังรายเจ้าก็แต่งให้ขุนคงพาหมู่รี้พลขึ้น เมื้อทางเมืองกาย ตก[167]ไปไล่งอบไปถึงกระทั่งหัวรัง ก็รบลวะพาย[168]เชียงเหล็ก ขุนลังเข้าทางเมืองพัก ลวะก็หนีเสียปง[169]เมืองเค็ม เมือง ลาบเมืองลัง เขาก็หนีเข้ามาหาขุนเวียงหลวงสิ้น ขุนคงรบพายเชียงกาเท่าตาทอง[170]บ่ชนะเขินสัง คนทั้งหลายตั้งเป็นรีด[171]โบราณไว้ว่าตกคงดูคงตกลังดูลัง เพื่อเหตุอันนั้นแล ขุนคงขุนลังรบลวะ บ่แพ้[172]ก็ถกเอาหมู่ รี้พลคืนมาไหว้สา ท้าวมังรายเจ้าว่าเขาทั้งหลายนักเช่น[173]ข้าทั้งหลายรบบ่แพ้แล ในกาลนั้นมังรายเจ้าจึ่งพิจารณาดู หาผู้จักรบลวะให้แพ้บ่มิ นานได้ ๓ ปี ถึงปีเมิงเล้าเจ้าก็พาเอารี้พลไปไล่เนื้อเถื่อนตีนดอยธุง มางคุ้มมางเคียนสองขาพี่น้องก็มีของยื่นของถวายแล้ว มังรายเจ้าจึ่งว่าแก่สองขาพี่น้องว่า เราจักให้สองเขือเจ้าเมืองพร่อง[174]เอาเมืองเขินยังจักได้ บ่ได้นั้นจา สองขาว่าตูข้าหากเป็นลวะดั่งกัน เมือพร่องก็พึงจักได้แล มังรายเจ้าว่าครั้นเขือเจ้าเมือพร่องเอาได้ ก็จักให้สองเขือเมืองกินเมือง ที่นั้นแล สองขาก็ไหว้ว่าครั้นเหนือหัวมีอาชญาฉะนี้ เขือข้าทั้งสองขอ เมื้อพร้อมกันดูก่อน ครั้นบ่ได้ด้วยง่ายควรรบก็จักรบเอาแล ตูข้าก็จัก แต่งคนมาไหว้เจ้าเหนือหัว ขอเอาหมู่รี้พลเมื้อช่วยรบ มังรายเจ้าว่าฉันใดจักดี เมื้อพร่องดูก่อนเทอญ สองขาพี่น้องก็เอาครัวพี่น้องลูก เมียหนีไปทางเมืองบุเลง ไปถึงเมืองภูเมืองเพียงแล้ว ก็กล่าวว่าไทย ทั้งหลายขับตูข้าหนีแล ตูข้ามาพึ่งมาพิงค้างมางทั้งหลาย พอกรุณาดู ข้าพร่องแด่เทอญ ส่วนชาวเมืองทั้งหลายนั้นเขาก็คิดว่าซื่อแท้ ก็ให้ อยู่ด้วยง่ายนั้นแล ครั้นอยู่มาถึงปีลวงเป้าก็สร้างไร่แตงนาอยู่กินในภูเพียงก่อนแล้ว ครั้นว่าคนทั้งหลายเต็มแล้วในที่นั้น ถึงปีเตายี่ก็สร้าง นาปั้นกาสามสี่สร้างไร่นาแล้ว[175] มางคุมมีลูกสองหญิง ผู้หนึ่งชื่อว่าเอื้อเข็ม ผู้หนึ่งชื่อว่าอามเข็ม ก็มาตายเสียฝังไว้ที่หัวดอยมอนหัวช้างงา แล้ว ก็แต่งคนไว้เฝ้า เรียว[176]นางทั้งสองบ้านหินอย่าเป็นเค้า[177]บ้านรวก นาตมบ้านอ่างบ้านกรวด คา[178]นี้ไว้เฝ้าเรียวนางทั้งสองแล มางทั้งสอง ก็ใช้ไปไหว้สาเจ้ามังรายว่าขอเจ้าเหนือหัวแต่งคนมาค้ำเขือข้าแด่ มังรายเจ้าก็แต่งคนมื้อค้ำสามหมื่น ทั้งช้างม้าอะม๊อกสินาดและคนแกว่นล่า[179]ให้มาค้ำม่าง[180]ทั้งสอง เดือน ๑๒ ออก ๖ ค่ำ วันอาทิตย์ ลงสร้างเวียง พุยเป็นเค้าแล้ว ก็รบลวะทั้งหลายขับเมื้อถึงน้ำทางตะวันตก ลวะก็มา ต้อนรบอยู่ที่นั้นมากนัก มางทั้งสองขึ้นเกิดพบเยียะแท้จึ่งจักแพ้ แล้ว ใส่ชื่อว่าน้ำขืนต่อเท่าบัดนี้แล ก็เข้าถึงที่เวียงหลวงทั้งหลาย ลวะทั้งหลายก็อยู่บ่ได้ก็เอากันหนีไปทางหลายข้าง ก็ขับได้มางหอยที่กลางทุ่งกลางเมืองแล้วก็บ่ฆ่า ก็ให้ตั้งอยู่ตามขอบเมืองยาย[181] อยู่ทุกแห่งทุกหน มางทั้งสองจึ่งคืนมาตั้งอยู่เวียงพุยที่เก่าก็ใช้คนเมื้อไหว้สาท้าวมังรายเจ้าแล้ว ท่านก็ให้อุตรพราหมณ์ผู้จบเพทมาดูที่จักสร้างเวียงให้เป็นไชยมงคลและไชยภูมิ อุตรพราหมณ์ผู้นั้นก็มาหว่านข้าวเขียมทิด[182]พุยที่นั้นแล้ว อธิษฐานว่า บ้านเมืองที่นี้ยังจักรุ่งเรืองภายหน้า จงให้ข้าวหนึ้ง งอกออกมาเป็นต้นเป็นลำและว่าดั่งนั้นแล้ว ในกาลนั้นข้าวเขียมทิดนั้นก็งอกออกมาแท้ดั่งนั้น คนทั้งหลายก็เรียกหนองตากล้าแต่นั้นมาแล ฝ่ายอุตรพราหมณ์ผู้นั้นก็ว่าบ้านเมืองนี้จักรุ่งเรืองภายหน้าแท้แล แล้วก็ขึ้น สู่ดอยที่สูงแล้วก็ผ่อดูทิศทั้งสี่ก็เห็นมีอยู่สามที่ จักสร้างบ้านสร้างเมือง ดีในที่ใกล้ดอยหลวงนัก สร้างเป็นเวียงก็จักมีเดชฤทธิอานุภาพ ท้าวพระยาในชมพูทวีปจักมาเข้าย่ำยีรบกวนบ่ได้ แต่ว่าบ่มีข้าวของ ท้าว พระยาในเมืองบ่รุ่งเรือง จักสร้างเวียงเชียงเหล็กนั้นก็ยังจักมีเดชฤทธิ์ เพื่อนก็หุ้มมารบ แต่ว่าบ่แพ้เราสักที ยังจักมีเข้าของสมบัติแต่ไพร่บ่ แพร่พรอกออกหลาย ท้าวพระยาบ่มีหลายเชื้อชาติราชวงศ์ อายุท้าว พระยาบ่พอสิบปีสักตน ช้างม้าก็บ่แพร่แล ที่จอมตุงนี้บ่ร้ายบ่ดี สร้าง ก็ยังจักมีข้าคนมนตรีช้างม้ามากหลาย เข้าของก็ยังจักมีตามอันพึงอันควรบ่รังบ่ไร้ ผู้นามสองจักกินเมือง ผู้หญิงกินเมืองเพิน[183]มาถามอันใด ก็จักได้ตามใจอันมักเพิน[184]แล ฝูงนามอันอื่นกินเมืองเพื่อนจักมาถามมารบเอาอันใดบ่สู่ได้ดั่งใจแล อุตรพราหมณ์ทำนายดั่งนี้แล้ว มางทั้งสอง ก็ใช้คนมาไว้สายังท้าวมังรายเจ้าแล้ว ๆ ก็ว่ามางทั้งสองผู้หนึ่งอายุเป็นสามบ่อเป็นสังง่าย ก็ให้ตั้งเวียงที่จอมตุงค์นั้นแท้ ในปีกาเม้าศักราช ได้ ๖๒๔ ตัว เดือน ๗ เพ็ญเมงวันอาทิตย์ไทยเตายี่ยามตูดซ้ายฤกษ์ได้ ๑๖ ตัวชื่อวิสาขาและชาตาเมือง ๑๔ อยู่พฤษภ ๗ อยู่เมถุน ๓ อยู่สิงห์ ๙ อยู่กันย์ ๒๕ อยู่ดุล ๘ อยู่มังกรแล สร้างเวียงเลี้ยงคนสิ้นควาย ๑๗ ตัว ม้า ๓ ตัว ข้าวสาร ๓ ร้าน เกลือ ๓ แสน หมาก ๕ แสน สร้างได้ ๖ เดือนปลายเก้าวันสำเร็จบริบูรณ์ คือ หอหิ้งหอเรือแล้วทุกอันจึ่งเรียกชื่อว่าเชียงตุงคบุรี เป็นคำไทยว่าเวียงเชียงตุงแล ด้วยคติสามประการ คือ ประการที่ ๑ ชื่อกับด้อยหนองตุงอันมีในเวียง ประการที่ ๒ ชื่อเชียงกับอุตรพราหมณ์และมางทั้งสองลูกดอยธุงเชียงแสนไปสร้าง ประการ ที่ ๓ ชื่อกับตุงคฤๅษีมาข่างหนองไว้ให้เป็นเมืองแล หัวที่ชื่อว่าเมืองเขินตั้งแต่นั้นเจ้าฤๅษีมาข่างหนองให้แห้งรอดไหนว่าเขินนั้นแล ก็ให้ชื่อเมืองเขินแต่นั้นมาแล อันชื่อว่าเมืองเขียมนั้นด้วยคติ ๓ ประการ คือ ประการที่ ๑ ชื่อกับอุตรพราหมณ์มากล่าวว่า "อิทํ รฎฐํ เขมํ สุภิกขํ" นั้น ประการที่ ๒ ชื่อกับนางเอื้อยเข็ม อามเข็มมาตายเสียในเมืองที่นั้นประการที่ ๓ ชื่อกับเขียมงอกออกมาเป็นต้นเป็นลำนั้น ด้วยเหตุคดี ๓ ประการนี้จึ่งได้ชื่อเมืองเข็มแล อนึ่งชื่อว่าเมืองขืนนั้น ด้วยคติ ๓ ประการ คือ ประการที่ ๑ ชื่อกับคำมังรายเจ้ามาเห็นหัวที่ว่าจักขึ้นเอาได้เสียจักพอสร้างบ้านสร้างเมืองแล ประการที่ ๒ ชื่อกับมางทั้งสองมาขืนกันรบหนีไปที่ข่างน้ำเยียะแท้จึ่งจักแพ้ จึ่งจักได้เมืองแล อนึ่งชื่อกับน้ำขืนที่นั้น แล ประการที่ ๓ ชื่อกับชาวบ้านไทยแต่เมืองขืน ด้วยเหตุนี้ จึ่งได้ชื่อว่าเมืองขืนแต่นั้นมาแล ลักษณะคำปากคำจาขับมาดฉลาดเอ่ยตัดผมตัดลากผ้านุ่งเจียนให้เหมือนชาวขืนเก่านั้น ก็ได้ชื่อว่าเมืองขืนนั้นแล ชาวขืนบ้านนั้นมี ๖๙ คน ตายเสียคนหนึ่งก็จ่ายเบี้ย ๖๘ เบี้ยให้ค่าคนเขานั้นแล นัยหนึ่งว่าขุนมาตั้งเมืองนี้ มี ๖๙ คน ตายเสียคนหนึ่งก็จ่ายเบี้ย ๖๘ เบี้ยเป็นร้อยแล ด้วยคติ ๒ ประการนี้แล ครั้งนั้นมางทั้งสองก็ แต่งคนเฝ้าเมือง ๔๒๙ คนแล้ว ก็เอาหมู่แกล้วหาญขับรบลวะหนีเสีย คือ ห้างหมู่ตามไล่ไปทั้งหลวยยางแสนทีบ ขากานุงเชียงแข็งเงินมาง ขางข้า[185] ถ้ายากแล้วก็แต่งคนอยู่เฝ้าบ้านแปงเมืองทุกแห่งแล้ว ก็พอก[186]คืนมาดูถ้ำที่หนึ่ง ข้างหลวยนั้นก็ว่าถ้ำมางคุ้มมางเคียนแต่นั้นมาแล มางคุ้มผู้พี่กินเมืองเขินปีนั้นแล
ฝ่ายท้าวมังรายเจ้าก็แต่งให้มางคุ้มกินปากน้ำขึ้นภายตะวันออกทั้งมวลก็ไว้ให้มังเคียนผู้น้องเป็นผู้ครองเมืองกินปากน้ำขึ้นภายหน้านับสิ้นแล
ทีนี้จักจาด้วยมังรายเจ้าก่อนแล ตั้งแต่เสี้ยงเช่นพระเจืองฟ้า ธรรมิกราชไปนั้น เมืองทั้งหลายหนใต้ คือ ว่าเมืองเทิง เมืองล่อพราน เมืองน่าน เมืองหลวงพระบางฝูงนี้ เขาก็ตัดส่วยไร่เสียบ่มาส่วยแล ถึงพระยาลาวเม็งพ่อท่านนี้ ก็ได้ปราบแต่เวียงเงินยางเชียงแสนเป็นต้นแลเมืองเชียงเรืองไชยนารายน์ เมืองฝาง เมืองสาทหางชาดน้อยยางมันเมืองตวนบุเรงก๊กก็มีผาพวง เมืองไร พยาก เมืองเลนปลาแล้วเชียงลากเมืองยอง เมืองมาง เมืองนาง เมืองสิง ภูคาดทาง เชียงของเท่านี้แล มังรายเจ้าได้กินเมืองแทนพระยาตนพ่อแล้ว ท่านก็แต่งมางคุ้มมางเคียนให้ไปรบเมืองเขินแล้ว ส่วนตนท่านก็เอาหมู่รี้พลลงไปรบเอาเมืองเทิง ล่อเมืองพราน เมืองน่าน เมืองหลวงสิ่งเดียวแล บางครั้งก็ได้เมืองใหญ่ บางครั้งก็ได้แต่ลูกบ้านหางเมือง สองปีสามปีจึ่งได้เมืองเค้าก็มี ครั้น ได้ก็ฆ่าเจ้าเมืองเสียแล้ว ก็แต่งให้เสนาอำมาตย์ไปอยู่เฝ้าเมืองก็มี แต่งให้กินเมืองแทนก็มี แล้วก็แต่งคนมาเอาการภายเมืองเชียงรายสิ้นทุกเมือง ถึงว่าเมืองเขินก็ลงมารับราชการพร้อมในเมืองเชียงรายแล แม้ ว่าพระยางำเมืองผู้กินเมืองพะเยา พระยาสองตนนี้ ก็เป็นสหายกันแต่เช่นปู่มาตลอดถึงพระยามังรายนี้ก็เป็นสหายกันแล แม้ว่าพระยางำเมืองเมืองพะเยา ก็มาพร้อมกับด้วยพระยามังรายแล
พระยามังรายเจ้ามีลูก ๗ คน เป็นชาย ๖ เป็นหญิง ๑ ผู้ช้อย ตายไปเสียชายหนึ่ง ผู้เค้าชื่อขุนอ้ายเครือคำลก ขุนคามเอ็ด ขุนเครือพระยามังรายเจ้าแต่งให้อ้ายเครือคำลกไปกินเมืองฝางได้ ๒ ปี อ้าย เครือคำลกคิดคดต่อพระยามังรายผู้เป็นพ่อแล้วดั่งนั้น พระยามังรายก็แต่งให้พวกแม่นธนูไปยิงตายเสียในที่กวาวเมืองขวางนั้น ในที่นั้นก็ได้ ชื่อว่ากวาวเมืองยิงแต่นั้นมาแล ครั้งนั้นพระยามังรายเจ้าได้ทราบข่าวว่าเมืองลำพูนสนุกสนานมากนัก มีใจใคร่ได้ แต่บ่อาจจักไปรบพระยาบากับเวียงลำพูนเมืองพิงได้ ก็คิดอยู่แต่ในใจทุกวันทุกคืนมิได้ขาด วันหนึ่งจึ่งพูดกับอำมาตย์และไพร่ไทยทั้งหลายว่า ผู้ใดจักไปพร่องเอาได้ จาว่าดั่งนั้น ให้กาลนั้นหาอำมาตย์ผู้ใดจักรับอาสาก็บ่ได้แต่สักคนแล อยู่มาวันหนึ่ง มังรายเจ้าท่านก็เสด็จไปตั้งค่ายอยู่ถึงบ้านตีนดอยธุง ยังมีลวะ ผู้หนึ่งชื่อว่าอ้ายฟ้าเป็นลูกแคว้นมางธุง มันเป็นผู้ฉลาดรู้หลักนักปราชญ์ มันก็รู้ว่าพระยามังรายเจ้ามาตั้งค่ายอยู่ในที่ใกล้บ้าน มันก็ไปอัญเชิญมาสู่เรือนแห่งมัน ครั้นพระยามังรายได้ยินยังคำปากจาแห่งมันดั่งนั้น ก็มีความยินดียิ่งนัก ก็จึ่งให้มันพาเอาครัวลูกเมียแห่งมันลงมาปฏิบัติอยู่ในเวียง พระยามังรายเจ้าก็ตั้งชื่อว่าหมื่นฟ้า ครั้นอยู่นานได้ ๓ ปี พระยา มังรายเจ้าก็จากับด้วยหมื่นฟ้าว่า เราจักให้ท่านไปพร่องเอาเมืองพิงยังจักได้หรือบ่ได้นั้นจา ฝ่ายว่าหมื่นฟ้าก็ให้สาว่า ครั้นจักให้ข้าไปพร่อง เอาก็หากจักได้ แต่ว่าจักเนินนานสักหน่อยแล ส่วนพระยามังรายก็ว่า ดีแท้แล อ้ายหมื่นฟ้าก็ว่าครั้นมหาราชเจ้าจะให้ข้าไปแล้ว มหาราชเจ้า จงว่าข้านี้บ่บี ขับหนีแล้วริบเอาครัวลูกเมียข้านี้ไปไว้ยังเรือนหลวงเสียแล้ว ข้าก็จักหนีไปพึ่งพิงอยู่ยังพระยาลำพูน บอนแก่พระยาแล้ว ควร จักได้เมืองเมื่อใด ข้าเจ้าก็หากจักสัญญาใส่หนังสือมาไหว้สามหาราชเจ้านั้นแล ครั้นพระยามังรายเจ้าได้ทราบดั่งนั้นแล้ว ก็กระทำตามคำแห่งอ้ายหมื่นฟ้าทุกประการ มันก็หนีไปพึ่ง พระยายีบาในปีกาเม้า ศักราชได้ ๖๒๙ ตัว ครั้นไปถึงพระยายีบาแล้ว พระยายีบาก็ปราศัยทักถามอ้ายหมื่นฟ้าว่า ท่านมานี้เหตุการณ์มีอย่างใดจา ส่วนอ้ายหมื่นฟ้าก็ไหว้สาว่าข้าแต่มหาราชเจ้า พระยามังรายว่าข้าเจ้านี้บ่มีโทษขับหนีแล้วลากเอาลูกเมียข้าพเจ้าไปไว้ยังเรือนหลวงสิ้น ครั้นพระยายีบาได้ทราบเหตุดั่งนั้นก็หาได้พิจารณาต่อไปอีก จึ่งถามว่าแต่ก่อนท่านได้เคยปฏิบัติราชการเหยื่องใดจา ส่วนอ้ายหมื่นฟ้าก็ไหว้สาว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า แต่ก่อน พระยามังรายเจ้าเทียรย่อมให้ข้าพเจ้าไต่ถ้อยจากคำกระทำเหมืองฝายไร่นาคาวาส[187]ทุกอันแล อันชอบท่านก็พลอยว่าผิด อันผิดท่านพลอยว่าชอบ แล้วฟังแต่คำท่านมาส่อทุกอันว่าข้าเจ้านี้ร้ายบ่ดี ก็ให้เป็นโทษ แล้วเอาลูกเมียข้าเจ้าไปเสียสิ้น ครั้นพระยายีบาได้ยินคำกล่าวดั่งนั้น ก็คิดว่าซื่อแท้จึ่งกล่าวว่าดี ๆ ตัวเราก็จักให้ท่านไต่ถ้อยตัดคำเหมือนอย่างที่ท่านเคยทำมาแล้ว ส่วนอ้ายหมื่นฟ้ามันก็กล่าวว่า ครั้นมหาราชเจ้าบ่ฟังคำไผมาส่อดั่งนั้น ข้าพเจ้าก็จักรับทำตาม ครั้นให้คนก่ายสิน เอาน้ำเจ็ดสินมาตกชานที่หออาบน้ำแห่งพระยายีบา แล้วมันก็ตรีมาง[188]เรือนหลวงแห่งพระยายีบา มันก็กล่าวว่าเรือนหลวงแห่งมหาราชเจ้าหลังเก่า นี้ดูบ่มีเดชานุภาพ ไปภายหน้าจักกลายเป็นภัยเสีย ว่าดังนี้แล้ว พระยา ยีบาก็ปง[189]อาชญาให้มันคิดล้ำ[190]ทุกประการ ครั้นมันได้รับอาชญาแล้วมันก็ป่าวร้องคนทั้งหลายไปเอาไม้ ก็บ่ป้ำ[191]แต่สักต้ม ให้ขุดบั่นเค้าให้คูด แล้ว จึ่งตัดเค้าตัดปลายไม้ใหญ่น้อยแล้ว ก็ให้ลากทุกเล่ม แม้ว่าก่อน ที่จะให้ลาก ครั้นว่าคนจักมัดทางเค้าก็ว่ามัดตีนพระยา ครั้นว่าจักมัด ทางปลายก็ว่ามัดหัวพระยา ลากบ่ดี ก็ให้มัดท่ามกลางลาก ให้ลากฝ่า ข้ามทุ่งนากำลังข้าวกำลังกมกำลังมาน[192]ก็บ่ให้มาทางเดียว ให้ต่างตน ต่างลากมาจนสิ้นไม้ กระทำให้ข้าวของราษฎรในนาเสียหายไปทุกแห่ง ครั้นเมื่อจักปก[193]เสานั้นเล่า ก็บ่ให้เอาเชือกชักโยงเอาเสาขึ้น ให้เอาแต่ไม้ค้ำจุนขึ้นอย่างเดียว แล้วให้ตั้งอยู่เหนือดินแล้ว จึ่งขุดขุม[194]แล้วเอา เสาลงใส่จึ่งให้สิ่วรู[195]ท่านยังจักฟังหลายปากหลายคำอยู่ ข้าเจ้าก็บ่คิดจัก ทำแล ส่วนพระยายีบาก็มีอาชญาว่า ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลาย สูจง ฟังคำอ้ายหมื่นฟ้าทุกประการเทอญ ตั้งแต่นั้นมาอ้ายหมื่นฟ้ามันน็ไต่ถ้อยตัดคำทั้งมวล คำน้อยก็ให้เป็นคำใหญ่คำไพร่ก็ให้เป็นคำขุน หลวง[196]ไหมน้อยพลอยว่าไหมหนัก ได้เข้าของมาถวายพระยายีบามากนัก พระยา ยีบามักใคร่โลภได้เข้าของมามากก็ว่ามันดี บ่คิดต่อไพร่บ้านไทยเมืองอนึ่งบ่รู้รำพึงว่า เพื่อนจักมาพร่องให้ตัวฉิบหาย ตายจากเมืองตน ก็ คิดว่าเป็นคนดีแท้ แต่นั้นมาก็ให้ชื่อว่าแสนฟ้าพร่องเมืองแล มันก็ให้ คนทั้งหลายแต่าเหมืองฝายภายใต้พิงน้ำขึ้นไปภายเหนือนา บ้างก็น้ำท่วมแล้งไป ใส่ค่าเข้าค่าน้ำก็มาก ที่บ่ควรได้มากก็ว่าได้มาก เอาอาชญา ข่มเหงชาวเมืองพิง มันก็แต่งขุดเหมืองแก้วกว้างได้ ๑๐ วา ยาว ๑๔,๐๐๐ วา พอนอนค้างคราวคืนหนึ่งขุดเอาน้ำพิงไปตะวันออกแล้วแวงแล้วจึงปักเดียวเสา ขี่แปร[197]ตั้งคาบลอยลิ่วก่อนกั้นฝาให้เวียก[198]สัก อัน เพื่อจะให้ชาวเมืองเกลียดชังพระยายีบา ก็หากแต่งอาชญาเจ้า เหนือหัว หากเยียะกระทำให้เป็นทุกข์แก่ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลาย เหมือนดั่งว่าพระยามังรายเจ้านั้นก็บ่ใช่กระทำให้เป็นทุกข์แก่ชาวบ้านและชาวเมืองแล ผู้ใดทุกข์เข็ญใจท่านก็ยังเลี้ยงดูให้เป็นสุขทุกคน ครั้งนั้นชาวเมืองพิงเป็นทุกข์นัก เขารู้ว่าพระยามังรายประกอบชอบในทศพิธราชธรรม เขาก็ปรารถนาใคร่เห็นหน้าใคร่ได้มาไว้เป็นเจ้าอยู่ในเมือง พิงทุกคน ครั้งนั้นแสนฟ้าก็จึ่งใส่หนังสือลัดดั้นไปหาพระยามังราย ให้เอาหมู่รี้พลยกมารบเมืองพิง ครั้งนั้นพระยามังรายเจ้าก็เอาหมู่รี้พลมามากหลายมีประมาณ ๔๐,๐๐๐ ในปีลวงไส้ ศักราชได้ ๖๔๓ ตัว พระยามังรายเจ้าก็เอารี้พลเสด็จออกจากไชยนครณวันอังคาร ท่านก็มาถึงแช่สักก็ตั้งอยู่ในที่นั้นก่อน พระยายีบาก็รู้ข่าวว่าศึกมาก็แต่งให้แสนฟ้าครองเมืองเอาชาวเมืองพิงออกไปรบ แสนฟ้ามันก็ใส่หนังสือไปหาเจ้า มังรายให้รู้แล้ว พระยามังรายก็แต่งเอาหน้าเอาหลังแล้ว แสนฟ้าก็ แต่งเอาหมู่รี้พลออกรบ ก็คร้านพระยามังรายหนี้ทะลังทะลาย ที่อันนั้น ก็ให้ชื่อว่าทะลังทะลายต่อเท่ากาลบัดนี้แลแสนฟ้าก็ใช้คนมาไหว้สาพระยา ยีบาว่า ข้าศึกเพื่อนมามากหลายนักเหมือนจักแพ้เราบ่สงสัย เชิญเจ้าเหนือหัวเอาครัวลูกครัวเมียออกหนีเสียจากเมืองก่อนเทอญ ครั้นพระยา ยีบาได้ยินคำบ่ดีดั่งนั้น ก็เอาครัวลูกครัวเมียข้าคนตามอันพึงใจได้แล้ว ก็หนีออกจากเมืองลำพูนไปถึงดอยแห่งหนึ่ง แล้วก็ผ่อเห็นเวียงก็เห็น แสงไฟรุ่งเรืองสว่างทั่วทั้งเมือง ก็พาหมู่ชาวเมืองทั้งมวลเข้าน้อมพระยามังราย ในกาลนั้นพระยายีบาจึ่งรู้ว่าเพื่อนมาร้องปองเอาเมืองแห่งตน ก็เคียดมากนัก แล้วก็เอาดาบพันหินลูกหนึ่งก็เป็นรอยสำคัญไว้ในที่นั้นพระยายีบากินข้าวแล้วก็ตั้งสัตยาธิษฐานขอให้คืนมากินเมืองที่เก่า ก็จงให้ตองห่อข้าวแห่งข้าลงมาตั้งอยู่เหนือแผ่นดินที่เก่านั้นเทอญ ก็โยนห่อข้าวนั้นขึ้นไปบนอากาศ ลมก็มาพัดเอาตองห่อข้าวนั้นไปค้างค่าไม้เสียแล้ว นิมิตต์พระยายีบาจักเสียเมืองนั้น เหตุพระยายีบาบ่มิได้พิจารณาฟังคำคนต่างประเทศอันเข้ามาอาศัยอยู่ใหม่ คือว่าหมื่นฟ้ามาริลองปอง เอาเงินให้ก็มีความยินดีกับด้วยมัน พาเสียบ้านเสียเมืองชาติเชื้อวงศาแห่งตนแล้ว ก็หนีไปหาพระยาเบิกตนเป็นน้อง อันอยู่เสวยเมืองละครลำปางนั้นแล
ทีนี้จักจาด้วยพระยามังรายเจ้า ท่านก็เสด็จออกมาจากเมือง เหรัญญนครเชียงแสนและเชียงรายเมืองฝางทั้งสามเมืองนั้นแล้ว ก็มาเสวยเมืองหริภุญไชยบุรีในปีเตาซง้า เดือน ๘ ออก ๔ ค่ำวันอาทิตย์ยามกลองงาย[199]ศักราชได้ ๖๔๒ ตัว ท่านก็อยู่เป็นเอกราชในเมืองหริภุญไชยที่นั้น ก็บ่คืนมาหาบ้านเมืองเก่าแห่งตนแล แต่นั้นมามหากษัตริย์เจ้าก็บ่อยู่ยังเมืองเชียงแสนเชียงราย ให้แต่ราชบุตรทั้งสองตนพี่น้องอยู่นั้น แล มังรายเจ้าท่านก็เสวยเมืองหริภุญไชยที่นั้น ส่วนพระยายีบาก็พ่ายไปหาพระยาเบิกตนน้องอันกินเมืองละครลำปางนั้น ก็ใช้ให้คนเมืองอโยธยาด่านใต้แล้ว ก็บอกกิจราชการอันเพื่อนได้เมืองนั้นแล้ว เจ้ามหามิตร เมืองอโยธยาท่านก็มีอาชญาป่าวเอาคนศึกได้สองแสนช้างม้าสองพัน มา ค้ำเมืองแพร่พระยาบอนตนเป็นลูกพระยายีบานั้น ก็ป่าวเอาคนศึกได้เจ็ดพัน เมืองละครได้คนหมื่นสองพัน กับคนตามพระยาแปดพันทั้งมวลรวมเข้าด้วยกันเป็นสองแสนสองหมื่นเจ็ดพันคน ก็ผัดกันมารวมกันยังเมืองละครที่นั้น พระยามังรายเจ้าท่านก็ให้คนอุปนิกขิตไปอยู่กับด้วยชาวเมืองละคร ฟังข่าวร้ายข่าวดีให้รู้แจ้งแล้วก็มาไหว้สาพระยามังรายเจ้าให้รู้ ท่านก็ป่าวเอาคนศึกในเมืองพิงได้แสนหนึ่งแล้ว ก็ใช้ให้คนไปหาขุนคามตนลูก ให้ป่าวเอาคนทหารในเมืองเชียงแสนเชียงรายและเมืองฝางหางสาดเมืองชวาดหมื่นสี่พันนา ได้คนแสนสองหมื่นแล้ว ก็ใช้ไปหาพระยางำเมืองเจ้าเมืองพะเยาเป็นต้น แล้วก็ให้ป่าวเอาคนฝ่ายก้ำตะวันออกคือว่าเมืองพะเยาเมืองล่อเมืองเทิงเมืองน่านเชียงของทั้งมวล ได้คนแสนหนึ่งมารวมเข้ากันเป็นคนสามแสนสองหมื่นแล้ว ก็ผัดให้มาถึงเมืองพิงในเดือน ๒ ออก ๑๔ ค่ำ แล้วก็แต่งเป็นซุ้มอยู่สี่ทิศคอยท่าพระยายีบาและพระยาเบิกอยู่ในที่นั้น ครั้งนั้นพระยาบอนก็ยกเอาหมู่รี้พลออกจากละครมาถึงเมืองลำพูน ในปีเตาซง้าเดือน ๒ เพ็ญมาถึงทุ่งข้าวสารที่นั้น ฝ่ายขุนคามตนลูกก็เอาหมู่รี้พลชาวเมืองพิงทั้งมวล เข้ากวนรบฟันชาวละครเมืองแพร่และชาวอโยธยาตายมากนัก น้ำเลือดพอท่วมหลังเล็บช้าง ก็ขี่ช้างเข้ารบพระยาเบิกก็ยิงพระยาเบิกตายกับหลังช้างในที่รบ แล้วก็ได้ฆ่าพระยาบอนเสียที่ทุ่งข้าวสารที่นั้นแล ส่วนว่าชาวละครและชาวแพร่ ก็แตกกระจัดกระจายพ่ายหนีไป เขาก็รวมกันเอาช้างอันต่างซากพระยาเบิกนั้นลงหนีไปแล้ว ขุนคามท่านก็เอาหมู่รี้พลไล่ตามไปถึงริมน้ำแม่ตะยูที่นั้นแล้ว เขาก็เอาลงฝังเสียในที่นั้นแล้วก็หนีเข้าเวียงไป ฝ่ายพระยายีบาครั้นรู้ว่าเพื่อนไล่ตามมาก็พ่ายหนีออกจากเวียงละครแล้ว ก็ไปตั้งอยู่หนใต้ที่สบน้ำแม่ซางที่นั้น ขุนคามก็เข้าเวียงละครแล้ว ท่านก็ปงให้เสนาเมืองที่นั้นผู้หนึ่งชื่อว่าแสนพิงไชยกินเมืองละคร แล้วท่านก็หนีมาเมืองพิง สามเท้ามารวมกันที่ทุ่งข้าวสารคือพระยางำเมืองเจ้าเมืองพะเยาและพระยาร่วงเมืองอโยธยาท่านก็บ่ฆ่า ในปีเตาซง้านั้นพระยามังรายท่านก็แต่งส่งพระยาอโยธยา และพระยาร่วงเมืองสุโขทัยไปถึงเมืองใต้แล้ว พระยาอโยธยาพระยาสุโขทัย และพระยางำเมืองเจ้าเมืองพะเยาก็พลิกมาพร้อมกัน อุภิเษกยังพระยามังรายเจ้าให้เป็นท้าวเอกราช ในปีกาเม็ดเดือน ๗ ศักราชได้ ๖๔๕ ตัว พระเจ้าฟ้ามังรายได้ปราบลานนาลำพูนละครแพร่ทั้งมวลแล้ว พระยามังรายเจ้าท่านก็แต่งยังเจ้าขุนคามตนลูกให้ขึ้นเป็นมังคราม แล้วให้เสวยราชสมบัติในเมืองเชียงแสนเชียงรายเมืองฝางเมืองสาดหางชวาดน้อยยางมันทั้งมวลแล้ว ก็ให้กินเครื่องเสมอศักดิ์เสมอดังตนท่านแล ขุนเครือตนพี่นั้นก็แต่งให้ไปกินเมืองพลองแล้วชาวพลองทั้งหลายก็ว่าเจ้าลานนาท่านก็ปันลูกท่านมาเป็นเจ้าเป็นนายแก่เราแล เราก็ควรสร้างเมืองให้อยู่เป็นนายเราแล ว่าดังนั้นแล้วก็พร้อมกันสร้างเมืองให้อยู่แล้ว เรียกชื่อว่าเมืองนายแต่นั้นมาแล พระยามังรายเจ้าท่านก็อยู่ยังเมืองลำพูนได้สองปีแล้ว ก็มาคำนึงในใจว่าเวียงลูกนี้เป็น เวียงงามเป็นที่มหาธาตุเจ้า อนึ่งน้ำแม่ก็ผ่ากลางเวียงบ่ดีแล เป็นท้าวพระยาใหญ่บ่ควรอยู่แล พระยายีบาเป็นพระยาได้ ๑๐ ปีกู้ก็มาได้เมืองเสียพระยามังรายท่านจึงเจรจากับด้วยหมื่นฟ้าว่า ดูกรหมื่นฟ้าเมืองหริภุญไชยที่นี้เป็นเมืองมหาธาตุเจ้ากูบ่อยู่แล กูจักออกไปอยู่บ้านแช่สักโพ้นแล ท่านจึงอยู่เป็นใหญ่ในเมืองหริภุญไชยเทอญ พระยามังรายว่าดังนั้นแล้วท่านก็เสด็จออกไปตั้งอยู่ยังบ้านแช่สักที่นั้น ก็สร้างยังที่โรงยั้งที่มาตั้งตำหนักอยู่เมื่อหัวที่นั้น ให้เป็นมหาอารามแล้วใส่ชื่อว่าชัยปราการ ถัดที่นั้นคนทั้งหลายก็เรียกว่าแช่ ถัดนั้นไปถึงศักราชได้ ๖๔๘ ตัวปีระวายเสด พระยามังรายเจ้าก็ยกเอาหมู่รี้พลไปตั้งอยู่บ้านเชียงกุ่มกวมน้ำแม่ระมิง ตั้งบ้านอยู่ ๓ แห่ง แห่งที่ ๑ ชื่อว่าบ้านกลาง แห่งที่ ๒ ชื่อว่าบ้านลุ่มแห่งที่ ๓ ชื่อว่าบ้านแห้มแล ถึงยามกลางวรรษาน้ำท่วมฉิบหายมากนัก ครั้นออกวรรษาแล้วถึงเดือน ๕ พระเจ้าฟ้ามังรายท่านก็มีอาชญาให้เสนาอำมาตย์ป่าวไพร่บ้านไทยเมืองทั้งหลาย ถมกวมแม่น้ำบ้านพิงเป็นเวียงเชียงกุ่มกวมอยู่ก็ได้ ในศักราช ๖๔๘ ตัวปีระวายเสดนี้แล ครั้งนั้นชาวเมืองเขินก็ได้มาเอาราชการแลส่วยไล[200]ในเวียงกุมกามเมืองพิงทุกเมื่อแลตั้งแต่มังรายเจ้าลงมาอยู่เมืองพิงแล้ว ลูกท่านเจ้ามังครามอยู่เสวย เชียงแสนเชียงรายเมืองฝางทั้งมวลแทนแล้ว ท่านก็มีราชบุตรสามตนลูกอ้ายชื่อว่าเจ้าแสนพู ผู้ถ้วนสองชื่อว่าน้ำท่วม ผู้ถ้วนสามชื่อว่าน้ำ นานแล ในกาลนั้นพระยามังรายเจ้าและมังครามทั้งสองพ่อลูกจึงปรึก ษากันว่า ควรเราจะมีอาชญาให้เจ้าแสนพูตนเป็นหลานนั้นไปเลือกตั้ง เวียงเงินยางเชียงแสนให้คืนเป็นเวียงแถมแล ให้เจ้าน้ำท่วมไปกินเมืองฝาง แล้วก็ให้เจ้าน้ำนานไปกินเชียงของแล
ที่นี้จักจากด้วยเจ้าแสนพูหลานผู้เค้านั้นก่อนแล ท่านก็ไหว้สายังพระยามังรายเจ้าตนปู่และพระมังครามเจ้าตนเป็นบิดาว่า ส่วนเวียงเงินยางเชียงแสนลูกเค้านั้น ๑ มหาราชเจ้าตนเป็นปู่หากว่าบ่ควรไว้แล้วจึงจักไปเลือกลอน[201]เอามารวมไว้เสียยังเมืองเชียงรายที่นี้แล้ว ละไว้ให้เป็นเมืองร้างไป บัดนี้พลอยมีอาชญาให้ผู้ข้าน้อยคืนไปเลือกตั้งแถมใหม่ ข้าน้อยก็หนักอกหนักใจแท้แล ในกาลนั้นพระยามังรายเจ้าและพระมังคราม ทั้งสองพ่อลูกก็จากันว่า จักเติมเมืองนั้นให้แถมบ้านหนึ่งแล เจ้าลูก รักแต่พ่อ จงอดใจไปตั้งให้เป็นเมืองดังเก่านั้นเทอญ ส่วนเจ้าแสนพู ท่านก็รับเอาอาชญาท้าวตนปู่และพระบิดาทั้งสองแล้ว เหตุนั้นน้ำห้วยอันนั้นจึงได้ชื่อว่าห้วยเผื่อแต่นั้นมาแล ศักราชได้ ๖๔๙ ตัวปีเมิงได้เดือน ๓ ออก ๕ ค่ำวันอังคาร ยามแตรสู่เที่ยง[202]พระแสนพูเจ้าก็เอาครัวภรรยาบุตรธิดาเสนาอำมาตย์ประชาราษฎรทั้งมวลลงสู่เรือพ่วงแล้วก็เสด็จ ล่องไปตามน้ำแม่กก ลำดับไปได้ ๗ คืนทางแล้วก็ถึงน้ำแม่ของ ก็ขึ้น ตามลำน้ำของไปหน่อยหนึ่ง เดือนออก[203] ๑๒ ค่ำวันอังคารก็ขึ้นไปถึงท่าเชียงเหล้าหัวดอนมอนแล้ว ก็ยั้งเอาชัยอยู่ยังเวียงเปิกสาที่แคมน้ำของก้ำตะวันตกที่นั้นก่อน แล้วพระยาแสนพูเจ้าก็ให้ผู้เฒ่าผู้แก่นักปราชญ์อาจารย์ผู้รู้โบราณมาแล้ว ก็ให้ไปแผ้วถางล้อมรั้วแปงประตูและที่อยู่แล้ว ส่วนประตูทั้งมวลมี ๑๑ ประตู คือพายหัวเวียงนั้นชื่อว่าประตู ยาง ๑ ถึงพายริมของนั้นชื่อว่าประตูรั้วปีก ๑ ประตูท่าอ้อย ๑ ประตู ท่าสุกัม ๑ ประตูท่าหลวง ๑ ประตูท่าเสาดิน ๑ ประตูท่าคาว ๑ คือว่า ที่ขึ้นเรือไปยั้งคาวอยู่ที่นั้น ชื่อประตูท่าม้าพายหางเวียง ๑ ประตูดินขอ หนตะวันตกเฉียงใต้ ๑ ประตูเชียงแสนด้านตะวันตก ๑ ประตูหนองมุดหนตะวันตกเฉียงเหนือเวียงแจ่งหัวริมนั้น ๑ ทั้งมวลเป็นประตู ๑๑ ประตูแล ครั้นเสร็จแล้วถึงเดือน ๓ เพ็ญวันศุกร์ยามกลองงาย พระ ยาเจ้าแสนพูก็ยกหมู่รี้พลลงสู่เรือแล้วก็เสด็จขึ้นไปถึงท่าแจ้งสีแล้ว ก็จอดยั้งคาวเอาแรงอยู่ที่นั้น แล้วก็ยกขึ้นไปถึงท่าควานภูเขาก็เสด็จออกจากเรือแล้ว ก็ขึ้นไปสักการบูชานมัสการไหว้มหาธาตุเจ้าดอยภูเขากระทำปทักษิณสามรอบบริบูรณ์แล้ว ก็จึงล่องมาเสด็จเข้าสู่เวียงยามตะวันเที่ยง ครั้นไปถึงในเวียงแล้วก็เข้าอยู่เอาชัยมงคลที่ริมประตูยางถึงพายตะวันตกคลองนั้นก่อน ถัดนั้นเจ้าก็ให้เสนาอำมาตย์ทั้งหลาย แรกก่อกำแพงเวียงและตั้งแต่งคุ้มน้อยกลางเวียงเป็นที่เก่า แต่เช่นปฐมพระองค์ลาวเค้านั้นมาแล ต่อแต่นั้นเจ้าก็ให้ปันแดนเมืองให้เป็นเขตต์เป็นแดนไว้ ภายใต้ตั้งแต่น้ำแม่ตมล่องลงไปถึงสบฝ่ายน้ำแม่กก ก้ำหน้ามีสบน้ำเผือเป็นแดน ตัดไปหาขุนห้วยไลเป็นที่สุดเป็นเขตต์ต่อเขตต์เชียงรายภายตะวันตกเฉียงใต้มีกิ่วคอหมาเป็นแดนต่อแดนเมืองฝาง ทางตะวันตกมีดอยผาตาแหลวเป็นแดนต่อแดนเมืองสาดทางตะวันตกเฉียงเหนือมีดอยผาช้างเป็นแดนต่อแดนเชียงตุง ภายหนเหนือลวง[204]เมืองมีหัวเมืองก่ายตัดไปหาบ้านท่าสามท้าวเป็นแดนต่อแดนเชียงตุง ภายหนเหนือชีมีเมืองม้าและเมืองเชียงขางเป็นแดนต่อแดนเชียงรุ้ง ภายตะวันออกเฉียงเหนือมีดอยหลวงหัวเมืองภูคาเป็นแดนต่อบ่แห้บ่หลวงต่อแดนเชียงรุ้ง ทางตะ วันออกมีดอยเชียงคีเป็นแดนต่อแดนเมืองหลวงพระบาง ทางตะวันออกเฉียงใต้มีกิ่วคางหวายหัวหนองงัวเป็นแดนต่อแดนเชียงของ เฉียงใต้ชี มีดอยขุนห้วยตาดควันเป็นแดนต่อแดนเมืองเทิงแล แต่สร้างคุ้มน้อย หอโรงที่อยู่บริบูรณ์แล้ว ถึงเดือน ๖ เพ็ญวันอังคารยามแตร เจ้าพระยาแสนพูท่านก็เข้าสถิตอยู่ในโรงหลวงแล้ว ก็ให้เสนาอำมาตย์นักปราชญ์อาจารย์ทั้งหลายกระทำอุภิเษกมงคลกรรมแก่ตนเป็นเจ้าแก่รัฐไชยบุรี วันนั้น แล้วท่านก็เล็งเห็นยังที่หอสำนักนั้นเป็นที่อารามเก่า ท่านก็รู้แล้ว ก็มีอาชญาให้แรกแต่งให้เป็นอาราม ก่อแรกวันเดือน ๖ เพ็ญนั้นไปได้ ๔ เดือนก่อเจดีย์และวิหารกำแพงศาลาการเปรียญบริบูรณ์แล้ว มีการฉลองเป็นมหกรรมในวันเดือน ๑๐ ปฐมเพ็ญ แล้วก็เรียกชื่อว่าอารามเชียงมั่นดังเก่านั้นแล ต่อแต่นั้นมาพระราชเจ้าแสนพูท่านก็ยกเอายังลูกขุนเครือดำ อันเป็นพี่เค้าบิดาแห่งท่านอันตายเสียที่เมืองยิงเมื่อก่อนนั้นท่านก็ยกเอาหมื่นเจดตราผู้พี่นั้นให้เป็นที่เจ้าครองเมืองพันนาขวาแล้ว ก็ยกเอาวัฒกีการถมผู้น้องให้เป็นเจ้าเมืองพันนาซ้ายนั้นแล ท่านก็ตั้งยัง เสนาอำมาตย์ไว้ให้เป็นพวกเป็นต่อเป็นชูเป็นตาเป็นขุนใหญ่ขุนรามขุนน้อยแล คือว่าตั้งไว้ให้เป็นเจ้าเชียงยน ๑ เจ้าเชียงคำ ๑ เจ้าเชียงลาว ๑ เจ้าเชียงรายแล แล้วก็ตั้งให้เป็นพระยาเฒ่าสีเมือง ๑ เป็นพระยาสีสะธรรม ๑ บาทน้ำนาหลัง ๑ สิงสาคร ๑ แล้วตั้งให้เป็นพระยาไชยชิต ๑ เป็นพระยาสุทธฤๅไชย ๑ เป็นพระยาหลวงเศรษฐี ๑ เป็นพระยายอง ๑ แล้วตั้งให้เป็นอาชญาเชียงของ ๑ อาชญาพะเยา ๑ อาชญาเมืองสาด ๑ อาชญาเมืองไล ๑ แล้วตั้งให้เป็นแสนหลวงต่าง ๑ แสนหลวงเทิง ๑ แสนหลวงดอน ๑ แสนหลวงนาวาหวายท่า ๑ ตั้งเป็นแสนไชยภารม ๑ แสนขวางเมืองมูล ๑ เมืองแพง ๑ เมืองแสนเมืองราบ ๑ ตั้งให้เป็น หมื่นฟ้อนหลวง ๑ หมื่นฟ้อนน้อย ๑ หมื่นฟ้อนขวา ๑ หมื่นฟ้อนซ้าย ๑ ตั้งให้เป็นเชียงมวนใน ๑ เชียงมวนนอก ๑ ให้เป็นหมื่นบวกขวา ๑ หมื่นบวกซ้าย ๑ สามสิบสองตำแหน่งเท่านี้ไว้ให้เอาใจรู้ราชการเมือง แล ตั้งให้เป็นหาญราชวังให้เอาใจใส่ราชการคุมน้อยแล ตั้งให้เป็นหาญราชโกฏิ์ให้เอาใจใส่เล่มฉางแล ตั้งให้เป็นหาญบ้านไว้ให้รักษาราชวัตรแล้ว ตั้งให้เป็นพรานเมืองไว้ใช้เอาราชการต่างเมืองแล แต่นั้นเจ้าพระราชแสนพูตนเป็นอธิบดีมาเลิกเวียงเหรัญญนครเงินยางเชียงแสนลูกเค้าให้คืนเป็นเมืองดังเก่าถ้วนสองทีแล้ว ท่านก็มีพระราชอาชญาให้หาผู้เฒ่า ผู้แก่ อันรู้ยังเขตต์แดนปักแคว้นเมืองเชียงแสนทั้งมวลทุกแห่งทุกที่นั้น มาถามดูแล้ว ในเดือน ๖ ออก ๒ ค่ำวันจันทร์ ยามนั้นแสนคารมจึง เอาหนังสือพื้นของใต้มาให้หมื่นฟ้อนหลวงแล้ว หมื่นฟ้อนหลวงจึงพา กันไปไหว้สาว่าตั้งแต่เวียงสองแถมสบกกเป็นที่เจ้าเมืองแล ตั้งแต่สบ กกล่องใต้ถึงงิ้วเก่าทั้งแคว้นหลวงเป็นที่ขวา ทั้งแคว้นน้อยถึงหาดนางแสนวัดเป็นที่ฟ้อนสวนหลวง ตั้งแต่งิ้วเก่าล่องไปถึงงิ้วแจ่มแห้แดนเกิ่ง น้ำวันออกแผ้วดอยน้อยเป็นที่เท่าสีเมือง เกิ่งน้ำไปวันตกล่องถึงหัวหนอง งัวถึงแจ่มแห้เป็นที่ฟ้อนสวนน้อยขวา ตั้งขาสรงล่องถึงวัดฮาทรายเป็น ที่แสนขวางเมืองมูล ตั้งแต่ท่าวัดหาดทรายถึงท่าวัดเชียงยืนเป็นที่แคว้นเจ้าเมืองขวา ตั้งแต่ท่าหาดห่อท่าวัดเชียงยืนล่องถึงผาหักเป็นที่เมืองหลวง ตั้งแต่ผาหักล่องถึงผาแนเป็นที่เจ้าเมืองขวา ตั้งแต่ผาแงล่องถึงแจ่มแกดเป็นที่เจ้าเชียงของ ตั้งแต่แจ่มแกดล่องถึงหาดตันเป็นที่ขวาตั้งแต่หาดตันล่องถึงคกควานและผาเกิงเป็นที่เมืองหลวง ตั้งแต่หลายหน้าสบแชมเป็นที่เจ้าเชียงของ ตั้งแต่แจ่มแห้ล่องไปถึงกองช้างเป็นที่สี สะธรรม คืนมาตั้งเอาลองสีล่องไปถึงผาหงอเป็นที่พระยาทั้งหลาย ตั้งแต่หางดอนมูลล่องถึงหาดหลวงเป็นที่เรือนดอน ตั้งแต่หาดหลวงล่องถึง ผาแนผาเกิงเป็นที่เจ้าเมือง ตั้งแต่ผาแนเอาเกิ่งหนึ่งภายตะวันออกล่องใต้ถึงทุ่งมอนคำผ่ากลางเป็นไชยชิต ตั้งแต่ทุ่งมอนคำล่องถึงคกแวนเป็นที่เจ้าเมืองหลวง ทางบกตั้งแต่กิ่งน้ำย้อยไปตะวันออกเป็นที่เท่าสีเมืองตั้งแต่น้ำย้อยไปตะวันตกเป็นที่เมืองหลวง ตั้งแต่คกแวนขึ้นเมื้อถึง สีออกม้าออกไปจับดอยเชียงชีดอนมูลกับแก้ ตัดไปกิ่วคานหวายไปจับหนองงัวเป็นเขตต์แดนเจ้าเมืองเชียงแสนหลวงแล ตั้งเกิ่งดอยน้อยเป็นแดนเขื่อนเชือกไปใต้เป็นที่ฟอนสวนขวา ตั้งแต่เกิ่งภายเหนือเป็นที่เจ้า ขวา ตั้งแต่เกิ่งดอนมูลล่องใต้เป็นที่เรือดอน ตั้งแต่เกิ่งภายเหนือเป็นที่ฟอนสวนหลวง ตั้งแต่ขอบงับถัดหางหาดแขงไปทางบกถึงหนองอ่าง เป็นบวกขวา ตั้งแต่สบห้วยบุ่งแถวหัวน้ำเป็นที่ไชยคารม ตั้งแต่แดน ลองสีขึ้นมากวมเชียงเหล้าเป็นเรือไหว้ท่า ตั้งแต่สบลองแวนแก้วไป กวมราวดอยไปถึงลองเดื่อเป็นที่เทิง ตั้งแต่ลองแวนตัดขึ้นไปตะวันออก ถึงหัวหนองงัวเป็นที่เท่าสีเมือง ตั้งแต่หนองงัวตัดเข้าไปเมืองคางตัด แถวดอยเชียงชีเกี้ยวขึ้นเมื้อแปรดอย ภายตะวันออกเมืองโยดตัดขึ้นไปเมืองหลวงภูคา ตัดเมืองสิงน้ำเกี้ยวมาดอยก้าวง้ำผาบุงเป็นเขตต์แดนเจ้าเมืองเชียงแสนหลวงแล พลิกคืนมาตั้งเอาหัววัดปลาหลัวเชียงต่ายสันคูเวียงออกไปวัดแจ้ง ขวัวรินขึ้นไปตามราวดอยจอมกิตติลงมาจับห้วยหอมแล้ว ขึ้นไปจับล่องหล่านผาหม่าน จับดอยกาไปจับหนองชีแวนแดนนั้นล่องมาจับสบล่องมาเป็นหลวงต่าง ตั้งแจ่งขวัวรินตัดไปจับท่าข้าวเปลือกน้ำแม่ค้าไปไม้ สีช้างง้าวไปทุ่งฟ้ารามทุ่งกลาดทดไปถึงผากอดดอยกู่แก้วไปถึงบ้านเถียงแรงบ้านผึ้งบ้านหนองคงคายทั้งกิ่วพร้าวไปจับกิ่วดอยควาย มาจับแจ่งป่าเมียงเป็นที่เมืองซ้าย ตั้งแต่แจ่งประตูดินขอออกไปกิ่วดอยควาย ไปหาบ้านลุงเถิงหัวหนองหลวงตีนดอยกู่แก้วภายใต้ ตัดไปน้ำแม่พวดไปหาผากิ่วช้างคับ ไปถึงผาลานข้างน้ำกกล่องมาท่าช้างเป็นที่แพง ตั้งแต่บ้านฟ้าบ้านแผ่แหลวไปถึงเกิ่งน้ำแม่แพงเป็นที่เมืองซ้าย ตั้งแม่แพงไปตะวันตกถึงสบแม่ตมไปจับทับเมียงจอมแก้วเป็นที่เชียงมวน นัยหนึ่งตั้งแต่ดอยแกดขึ้นไปดอยจันไกรดอยเถียงคานและดอยข้า ให้ตัดไปหาบางก่อแดงน้ำย้อยไปถึงน้ำแม่ทัน ทางบกตั้งแต่ โป่งแม่ชันหวายไปหาล่องเหมืองหมาตกแม่เพินมาจับกิ่วหว่างหมามาเบื้องตะวันออกเป็นที่ยอง ตั้งแต่ดอยแกดมาดอยจันไกรดอยเถียงค้านดอยข้าให้ปางก่อแดงน้ำย้อยไปแม่ชันแดนโป่งแม่ชันทางบก หวายไปจับล่องเหมืองหมาตกแม่เพินมาจับกิ่วหว่างหมา ภายตะวันตกเป็นที่ดอนภายตะวันออกเป็นที่ยอง ถึงสบแม่คีต่อที่พันนาซ้ายดังกล่าวแล้ว ภายหนเหนือเป็นที่เชียงคำติดแดนเชียงคำภายตะวันตกเป็นที่ฟอนหลวงทางตะวันออกเป็นที่เชียงคำดั่งกล่าวแล้ว ตั้งแต่กิ่วบ้านหมาลงจับหัวเชียงคำมาจับแม่ชะลองขึ้นห้วยตาดเป็นที่บาดน้ำนาหลัง ขึ้นห้วยตาดถึงสบห้วยกั้งล่องตีนดอนผาม้าตกแม่น้ำคำภายตะวันตกถึงขุนน้ำเป็นที่ฟอนน้อย ทางตะวันออกเป็นที่เชียงคำดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่ดอยผาม้าล่องมาแม่คำกวมเวียงเรืองเป็นที่เจ้าเชียงราย เลียบตีนดอยถึงสบแม่ไลเลียบตีนดอยขึ้นถึงแม่บวบถึงถ้ำป่าเป็นที่พะเยา ตั้งแต่แม่บวบถึงแม่ชาดเป็นที่บวกซ้ายตั้งแต่แม่ชาดถึงแม่สายเลียบล่องถึงบ้านชาดลองหมอเป็นที่เจ้าเงินยางซ้าย ตั้งแต่สบแม่ไลมาตะวันออกมาบ้านเล็กบ้านแห้บ้านชายน้อยบ้านยางคำไปถึงบ้านแสงเหมืองเป็นที่พระยาหลวงเศรษฐี ตั้งแต่บ้านห้อม บ้านลุง บ้านหัวน้ำ บ้านหก บ้านบง บ้านแพรว บ้านจ่ายาง บ้านสีทาแร่ บ้านกาดกดมา บ้านกาดเหงียนสบเหมือง บ้านยางถึง บ้านกล้วย บ้านกู่ร้อน บ้านชอนหนองแหลง บ้านต่อหนองคำ บ้านหัวทุ่งหัวดอยชะงู้ เป็นที่เมืองใน ตั้งแต่สบลองแวนแก้ว บ้านแจ่มยางสีท่าแร่ บ้านแก่น บ้านพร้าว บ้านเทิงท่าดอกไม้ มาถึงแปรราวดอยจอมกิตติเป็นที่มวนน้อย ตั้งแต่แม่พิดท่าซ้ายบ้านเหล้าช้างเป็นที่เชียวราก ตั้งแต่ทางท่าล่อเป็นที่เมืองขวา ตั้งแต่ดอยยนท่าค้อมท่าดอยเมืองแปงเถื่อนท่าผาควมเป็นที่เชียงยน ตั้งแต่นั้นไปถึงขุนน้ำแม่ละว้าเป็นที่เมืองไล ตั้งแต่บ้านเวียงบ้านม้าล่องตูนหงโป่งนาโคเป็นที่เจ้าเมืองซ้าย ตั้งแต่หนองงิ้วจับวัดจำยองจับบ้านเท่าจับกิ่วแล้วจับยางสีจ้อย จับไม้หม้อแขวจับกิ่วถางต่อเท่าถึงผาสิง ลงจับสบแขวนแล้วจับผ่าหาญรางทอง จับโป่งก้าวง้อมขึ้นไปจับไม้ม่วงสองสิ่งลงจับน้ำบังไปจับไม้สีนากาด ไปถึงหาญรางทอง จับโป่งก้าวง้อมขึ้น ไปไม้ม่วงสองสิ่งลงจับน้ำบัง ไปจับไม้สีนากาด ไปถึงผาบุ่งผาม่องขึ้นไปดอยรวมจับวัดหลวงเมือง จับบ้านแควนหวายไปแจ่ง[205]เหนือต่อถึงแพรวตั้งแต่ไม้ลุงพันเซ่าไต่สันโป่งไปจับไม้ไร่พันกอ ตั้งแดนน้ำย้อยไปตะวันตกถึงหัวโป่งเป็นที่คับคายสิงสาคร ตั้งแต่น้ำไปตะวันออกเป็นที่แคว้นเจ้าเมืองตั้งแต่แปรดอยถัดหัวโป่งตัดไปตะวันออกไต่สันไปจับไม้ขูดเกี้ยวลง ไปจับมาค้อมจับน้ำหลวง ไปจับห้วยไค้ออกไปจับห้วยลิงพิง ทางใต้เป็นคับคายภายเหนือเป็นที่เจ้าเมืองตัดของไปฝ่ายหน้า ภายตะวันออกตัดไปจับวังว้างน้ำเกิงออกไปผ่าวัดจอมแถ้ออกปากก่อ ภายทางเหนือเป็นที่เมืองทางใต้เป็นที่แงคือว่าเท่สีเมือง ตัดไปตะวันออกขึ้นหวยเลยไปผ่า บ้านเพียนออกไปกระจับกิ่วปางสา ขึ้นดอยหลวงไปหลายน้ำเกิ่งไปตะวันออกไต่สันหลวงไปจับห้วยคู ตกบ้านคะหลวงขึ้นดอยจอมเทงลงไปจับเกี่ยวเติมไปภายตะวันออกเป็นที่หลวงเทิง ภายหนเหนือตลอดถึงผาสิงเป็นที่เจ้าเมืองทั้งมวล ภายตะวันตกจับบ่อกไกลเป็นที่หลวงต่างแล จาด้วยพื้นพันนาในเมืองเงินยางเชียงแสนมีดั่งนี้แล
พระราชาเจ้าแสนพูได้ตรัสรู้แล้ว ท่านก็มีพระราชกรุณาว่าจารีตโบราณแห่งท้าวพระยามหากษัตริย์สืบ ๆ มามีฉันใด พระองค์เราก็อนุญาตไว้ตามด้วยจารีตท้าวพระยามหากษัตริย์เจ้าทั้งหลาย ฝูงเป็นแล้วนั้นทุกประการแล ว่าดังนั้นแล้ว ครั้นอยู่ต่อมาพระราชเจ้าแสนพูท่านก็สร้างเมืองแล้วได้สองปี ท่านก็มาพิจารณาเห็นจารึกเป็นหินที่วัดแจ้งสีบุญเรืองนั้น เป็นวัดพระยาศิริอโศกธรรมราชสร้างเจดีย์นั้น บรรจุพระธาตุเจ้า ๖๐ พระองค์ทั้งสามสถานแล ศักราชได้ ๖๕๑ ตัว เดือน ๕ เพ็ญวันอังคาร ท่านก็พร้อมกับด้วยกันสร้างเจดีย์กวมที่เจดีย์เก่านั้น สูง ๘ วาสำเร็จบริบูรณ์ ครั้นต่อมาท่านสร้างแล้วได้ ๓ ปีท่านมาเล็ง เห็นวัดพระหลวงนั้นเป็นวัดเค้าเมืองที่นี้ เป็นที่บรรจุธาตุกระดูกองค์ พระพุทธเจ้ามาแต่ก่อนนั้น ท่านก็บังเกิดยังเจตนาศรัทธาขึ้นได้ศักราช ได้ ๖๕๒ ตัวปีกดยี่ เดือน ๑ เพ็ญวันศุกร์ มหาปฐมมูลศรัทธาพระราชเจ้าพระยาแสนพูเป็นเค้า ท่านก็มาสร้างมหาวิหารวัดพระหลวงลวงกว้าง ๘ วาอกปลายศอก ลวงยาว ๑๗ วาอกเจดีย์สูง ๒๙ วาอก ลวงกว้าง ๑๔ วาแล้วบริบูรณ์ก็กระทำมหกรรมฉลองไว้เขตต์ด้านใต้ด้านตะวันออก ๑๐๐ วา ด้านเหนือถึงท่าหลวง ด้านตะวันตกถึงตีนเวียงไว้ครัว ๕๐ ไว้นาสองล้านเบี้ยแล ธาตุเจ้าจอมกิตติ ๑ ธาตุดอยภูเขา ๑ ธาตุเจ้าดอย รัง ๑ หากมีมาก่อนแล ที่แดนทั้งมวลก็มีในตำนานนั้นทุกประการ ใน ที่นี้บ่ได้กฎหมายแล ต่อแต่นั้นมาศักราชได้ ๖๕๗ ตัวปีดับเมด ยังมี มหาเถรเจ้าตนหนึ่งเอาพระบรมธาตุกระดูกตาตีนก้ำขวาแห่งพระพุทธเจ้าใหญ่เท่าเม็ดถั่วกว่าง[206] เอามาแต่เขตต์เมืองปาฎลีบุตนั้นเอามาสู่พระยาราชแสนพูแล้ว ท่านก็พร้อมกับด้วยมหาเถรเจ้าเอาไปสร้างมหาเจดีย์บรรจุไว้ภายนอกประตูเชียงแสน ด้านเวียงแห่งตนภายตะวันตก ต่อวัดพระหลวงภายนอกที่นั้นแล้ว ก็สร้างให้เป็นอารามกว้าง ๕๐ วาเอา ไม้สักมาปลูกแวดกำแพง ๓๐๐ ต้น แล้วเรียกว่าอารามป่าสักแต่นั้น มาแล แล้วก็สร้างกุฎีให้เป็นทานแก่มหาเถรเจ้าตนชื่อว่าพุทธโฆษาจารย์นั้น อยู่สถิตที่นั้นก็อุภิเษกขึ้นเป็นสังฆราชามหาเถรอยู่ยังอารามป่าสักที่นั้น แล้วพระราชแสนพูเจ้าท่านก็แบ่งเอายังแคว้นของเหนืออันเป็นแคว้นเมืองนั้น ถวายให็เป็นทานแก่พระบรมธาตุเจ้าวัดป่าสัก เอาตั้งแต่หนองงิ้วฝ่ายน้ำย้อยแปรดอยตะวันออกหัวโป่งไปตะวันออกนั้น ไปจับวัดจอมยองจับบ้านท้าวจับกิ่วแล้ว จับยางสีจ้อยจับไม้หม้อแถวจับกิ่วคางตลอดถึงผาสิง ลงจับสบแขวนแล้วจับผาหางลางทองจับโป่งเก้าง้อม[207]ขึ้นไปจับไม้ม่วงสองสิ่ง ลงจับน้ำปังจับไม้สีนากาดไปถึงผา บุ่งผาม่องขึ้นไปดอยลงไต่ไปจับวัดหลวงเมือง จับบ้านแควนจะวายขึ้นเมือถึงแพรว ภายตะวันออก เป็นแคว้นพุทธป่าสักภายตะวันตกเป็นแคว้นเจ้าเมืองแลพระเหนือหัวเจ้าท่านปั้นแคว้นบ่ละไว้ฉันนี้แล คืนมาตั้งเอาไม้ลุงพันเส้าไต่สันดอยแปรหัวโป่งล่องไปจับป่าไม้ไร่สามพันกอ ตั้งแต่แดนน้ำย้อย ไปตะวันตกเป็นแคว้นเป็นคาย ตั้งแต่แดนน้ำย้อยไปตะวันออกเป็นแคว้นพุทธป่าสัก ตั้งที่นั้นเป็นแดนแล้วไต่สันไปตะวันออกต้นไม้ขูด แล้ว เกี้ยวลงไปจับนาค้อมจับน้ำหลวงจับห้วยไค้ แล้วออกไปจับห้วยพิง ภายเหนือเป็นแคว้นพุทธป่าสัก ภายใต้เป็นแคว้นคับคายแล ข้ามของ ไปภายหน้าตะวันออกแล้วขึ้นของทั้งฝ่ายหน้า จับป่ากอยหลวงปู่สงสีหญ้าสงสีผ่าเกิงปันปลากอยทางตะวันตกไปเป็นแคว้นพุทธป่าสัก ภายตะวันออกเป็นที่หลวงต่างแล้วกลับมาตะวันตกผ่าตีนดอยตองกงจับหัวนา หนุ่นขึ้นมารอก แล้วขึ้นไปจับโป่งขึ้นจับวัดครุฑขึ้นไปจับสบ่ทงจับผ่า ช้างคับแล ขึ้นเมื้อหัวน้ำจับผ่าช้างขึ้นห้วยบูนเมื้อจับสันหลวงภายทางเหนือเป็นที่เมืองภายทางเหนือเป็นที่เมืองภายทางใต้เป็นที่พุทธป่าสักแล้วไต่สันหลวงไปจับพอมคะหลานแล้วกลับไปตะวันออก ไปจับขุดผึ้ง ออกไปจับขุนห้วยตาดแล้ว ขึ้นสันคูรอมน้อยตกไปขุนเลยแล้วออกไปหัววิหาร แล้วไปจับขุนตาดขึ้นตะวันออกจับบ้านหมื่นอาดแล้วไต่สันหลวงขึ้นไปจับขุนห้วยเมง ฝ่ายน้ำไปตะวันออกเป็นที่หลวงเทิงดังเก่าภายตะวันตกเป็นที่พุทธป่าสัก ไต่สันขุมเมงไปจับกิ่วเกิ่งออกไปจับหัว ขุนห้วยทงแล้วไต่สันคูห้วยม้วกออกไปจับหนองผาบูจับดอยฟ้าท่า ทางใต้เป็นที่เทิงดังเก่า ภายเหนือเป็นที่พุทธป่าสักภายใต้ขึ้นไปและดอยฟ้า จับจอมขันตัดดอยแสนขันลงไปมาต่อตนลุงพันเส้า ภายใต้เป็นที่เทิง ภายตะวันออกต่อเท่าถึงขุมฟ้าเป็นที่แง่ที่เทิงดังกล่าวแล้วนั้นแล ข้างเหนือต่อถึงแพรวเป็นแคว้นพุทธป่าสักแล จาด้วยพื้นแคว้นแดนดินเมืองเงินยางเชียงแสนและพระราชเจ้าพระยาแสนพูตนเป็นปฐมมาเลิกหงาย[208]เวียงเงินยางเชียงแสนที่ถ้วนสอง ได้สร้างอารามพุทธวัดป่าสักแล้วแบ่งเอาที่อันเป็นแคว้นแห่งเจ้าเมืองอันมีแคว้นของเหนือนั้นถวายเป็นทานแก่พุทธป่าสัก ก็มีด้วยประการดังกล่าวมานี้แล
ที่นี้จักกล่าวด้วยพันนาเชียงแสนเชียงรายก่อนแล จักจาด้วย พันนาเชียงรายแคว้นใต้ก่อน ทั้งมวลมี ๒๗ ฉะนี้ ๑, พันนายางหนตีนเวียง พันนาพูเล้า ๒, พันนาเชียงรายน้อยสบคอน ๓, พันนาทรง ๔, พันนา กอ ๕, พันนาเชระหาดเรียง ๖, พันนาแชหาด ๗, พันนาเกียงแก้วนา หัว ๘, พันนาเชียงเคียน ๙, พันนาลองน้อย ๑๐, พันนาพร้อมเผียน ๑๑, พันนาแชหุง ๑๒, พันนาชากถา ๑๓, พันนาช้างคอง ๑๔, พันนาเชียงลมน้อย ๑๕, พันนาตื้น ๑๖, พันนาแชง ๑๗, พันนาป่ารวก ๑๘, พันนาหาดพูป่าแม่ส้วย ๑๙, พันนาป่าเป้า ๒๐, พันนาแปร ๒๑, พันนาเชียงน้อยดอนชัย ๒๒, พันนาดง ๒๓, พันนาดอกคำ ๒๔, พันนานาย ๒๕, พันนาราชา ๒๖, พันนาเชียงรายแคว้นใต้มี ๒๗ เท่านี้ พระราชเจ้ามังครามตนเป็นราชบิดาท่านกินแล
ทีนี้จักจาด้วยพันนาในเมืองเงินยางเชียงแสนลูกเค้าก่อนแล ทั้งมวลมี ๖๕ พันนาแล ๑ พันคาโค ๒ พันนาเชียงคำ ๓ พันนาเชียงยน ๔ พันนามวนคำ ๕ พันนาเงินยาง ๖ พันนาเชียงช้าง ๗ พันนาเทิง ๘ พันนาเมืองบ้านพราน ๙ พันนาท่าซ้าย ๑๐ พันนาเงินยาง ๑๑ พันนาเชียงช้าง ๑๒ พันนาบวบ ๑๓ พันนาไร่ ๑๔ พันนาควาน เท่านี้เจ้า เมืองขวากินแล ๑๕ พันนาออง ๑๖ พันนานาย ๑๗ พันนาราก ๑๘ พันนาเลนเหนือ ๑๙ พันนาเมืองใส ๒๐ พันนาขวัญต่อ ๒๑ พันนากอง ๒๒ พันนาแปน ๒๓ พันนาง้าวคมคำ ๒๔ พันนาคำคำ ๒๕ พันนาขวาง ๒๖ พันนาท่าช้าง เท่านี้พันนาเจ้าเมืองในกินแล ๒๗ พันนาเมืองยิง ๒๘ พันนา เมืองแช่ ๒๙ พันนาเมืองยอน ๓๐ พันนาเมืองกลาง ๓๑ พันนาเทิง ๓๒ พันนาต่าง ๓๓ พันนาเมืองยองน้อย ๓๔ พันนากุก ๓๕ พันนาบงพงน้อย ๓๖ พันนาแพง ๓๗ พันนาเมืองสาว ๓๘ พันนาเมือง เรียง ๓๙ พันนาสวาย เท่านี้เจ้าเมืองพันนาซ้ายกินแล ๔๐ พันนาคืม ๔๑ พันนาซ้าย เจ้าพะเยากิน ๔๒ พันนาขวา ๔๓ พันนาเชียงหาด เจ้าเชียงลาวกินแล ๔๔ พันนาเชียงคง ๔๕ พันนาเป้า เจ้าเชียงเรืองกิน ๔๖ พันนาเล้า ๔๗ พันนาเก้า เจ้าเชียงคำกิน ๔๘ พันนาจันทร ๔๙ พันนาคืง เจ้าเชียงรายกินแล พันนาในมี ๔๗ เท่านี้แล ดังพันนาทับพองเมืองเงินยางเชียงแสนมีพันนาพูคา ๔๘ พันนาเมืองหลวงเหนือ ๔๙ พันนาพยาก ๕๐ พันนาเมืองกลาย ๕๑ พันนาเมืองเลนเหนือ ๕๒ พันนาเมืองเลนใต้ ๕๓ พันนาทับพองมี ๖ พันนาเข้ากันในพันนาหมู่คิดเมืองกินแล พันนาทับพองเจ้าเมืองกินมี ๗ พันนา มีพันนาเมืองเทียด ๕๔ พัน นาเมืองเชียงชี ๕๕ พันนาเผือ ๕๖ พันนาเมืองสาด ๕๗ พันนาเมืองกก ๕๘ พันนาเมืองท่าอ้อ ๕๙ พันนาเมืองบุเรง ๖๐ พันนาเมืองหลิม ๖๑ พันนาเมืองท่าเหล็ก ๖๒ พันนาชะวาดน้อย ๖๓ พันนาเมืองหาง ๖๔ พันนาเมืองตวน ๖๕ พันนาเท่านี้ พระราชเจ้าตนกินเมืองเงินยางเชียงแสนกินทั้งมวลแล พระราชเจ้าแสนพูได้ไปเลิกสร้างเชียงเงินยางเชียงแสนคืนเป็นเมืองดั่งกล่าวแล้ว ท่านก็ตั้งไว้ให้เป็นเขตต์แดนเป็น ปัวะเป็นต่อง[209]ดั่งนี้แล กล่าวด้วยเจ้าพระราชแสนพูอันเป็นราชบุตรเค้าแห่งราชเจ้ามังคราม เป็นราชนัดดาแห่งพระเจ้าฟ้ามังรายนั้น เสด็จลุก เวียงเชียงรายแคว้นใต้ไปเลิกสร้างเวียงเหรัญญนครเงินยางเชียงแสนลูกเค้าคืนเป็นเมืองถ้วน ๒ ที่ดั่งเก่า ก็แล้วเป็นห้องหนึ่งก่อนแล แล้วก็ให้เจ้าน้ำท่วมตนเพื่อนสองไปกินเมืองฝาง แล้วก็ให้เจ้าน้ำน่านผู้ถ้วนสามนั้นไปกินเชียงของแล เจ้า ๓ ตนพี่น้องแบ่งกันออกไปตั้งกินเมืองก็ในศักราช ๖๔๙ ตัวนี้แล ส่วนเชียงตุงเมืองเขินนั้นให้ขุนลวะมางคุ้มมางเคียนอันเป็นลูกมางทุงไปกินแล มางคุ้มผู้พี่กินได้ ๖ ปีแล้วก็จุติไป มางเคียนผู้น้องกินต่อไปได้ ๗ ปีแล้วก็จุติไปแล เขาทั้งสองก็บ่มีลูก ผู้ชายสักคนแล แต่นั้นมาก็ขาดจากเจ้าเมืองเสียสองปีบ่มีผู้ใดเป็นเจ้าส่วนท้าวน้ำท่วมตนถ้วนสองไปกินเมืองฝางได้ ๔ ปี ถึงศักราชได้ ๖๕๓ ตัวปีลวงเม้า พระมังรายเจ้าตนปู่ก็แต่งให้เจ้าน้ำท่วมนัดดานั้นลุก เมืองฝางขึ้นเมื้อกินเมืองเขินเชียงตุง เมืองฝางที่นั้นก็ขาดจากเจ้าไปแล ในศักราชได้ ๖๕๓ ตัวนี้ จึ่งแรกแต่งสร้างเวียงเมืองเขิน และชาวเมืองเขินเชียงตุงก็บ่ได้มาเอาราชการยังเมืองพิงเชียงกุ่ม ตั้งแต่เจ้าน้ำท่วม ตนหลานเมื้อกินเมืองนั้นมาแล แล้วก็ให้คนในเมืองเขินแต่งตั้งเวียงเหล็ก ตั้งลำไม้และรั้วงาตอกหอหิ้ง[210]หอเรือขุดคูเวียงหลวงแล้ว ฮ่อก็มาถึงก็รบทั้งเวียงเหล็กก่อนรบบ่แพ้ ฮ่อจึ่งขุดเขาข้างหัวเวียงเห็นชาวเขิน ก็จิงขุดออกต่อรบเอาค้อนเหล็กสากเหล็กตีตาฮ่อ ๆ ก็บ่พ่ายหนี ต้มน้ำร้อนเทลงก็บ่หนี ในกาลนั้นยังมีชาวเมืองเขินผู้หนึ่งก็มาขั้วทรายไห้ร้อนแล้ว ก็เทลงเข้าตามหลืบเสื้อผ้าแห่งฮ่อนั้นร้อนนัก เขาทั้งหลายก็ยิ่ง ร้อนอยู่บ่ได้เขาก็พากันพ่าย หนีจากที่นั้นแล้ว ก็ไปป้านน้ำ[211]ข้างเมืองว่าจัดให้ยิ่งขึ้นท่วมเมืองเขิน ชาวเขินทั้งหลายรู้แล้วก็เมื้อไหว้สาพระยาน้ำ ท่วมให้รู้แจ้งทุกประการแล้ว ท่านก็ให้หาผู้รู้มาแต่งเอาหอยมาเป็น ก้อนเส้าเอาอองปู[212]มาเป็นหม้อแกง เอาปลาเผียน[213]แปงชิ้นเอาไม้แครแปงหลัว[214]แล้วใส่แพไหลน้ำไป ให้ไปค้างอยู่ที่ฮ่อเขาป้านน้ำนั้น ฟ้าก็ผ่าฮ่อตาย ๓๓ คน แล้วฮ่อทั้งหลายก็พ่ายหนีไปทางเมืองแรมดังเก่า เวียงเหล็กที่อันฮ่อต้องเข้านั้นจึ่งเรียกว่าเชียงมั่นแต่นั้นมาแล ฮ่อหนีไปแล้วพระยาน้ำท่วมก็ให้เขินทั้งหลายถมยังที่อันฮ่อต้องเข้านั้นเสียแล้ว จึ่งเรียกว่าฮ่อชนต่อมาถึงกาลบัดนี้แล กล่าวด้วยเจ้าหอยงัวน้ำท่วมอันเป็นราชบุตรแห่งพระยามังคราม เป็นราชนัดดาแห่งพระยามังรายราช มาเสวยเมืองเชียงตุงเมืองเขินมีดั่งนี้แล ศักราชได้ ๖๕๘ ตัว ปีระวาย สันเดือน ๘ ออก ๘ ค่ำ วันเสาร์ พระมังรายราชเจ้าตนเป็นปู่ก็ยกจากเวียงเชียงกุ่มกวมเสด็จข้ามน้ำแม่ระมิงไปหนพายัพ แล้วก็เข้าไปตั้งอยู่เวียงเชียงนพบุรีพิงเชียงใหม่นั้นแลพระมังรายราชจิมลงไปเสวยราชสมบัติในโขงเมืองพิงเชียงใหม่นานได้ ๒๕ ปีก็ถึงอนิจจกรรมไปเสียแล้ว พระ มังครามตนลูกก็ลุกจากเมืองเชียงรายลงไปเสวยราชสมบัติในนพบุรีเชียง ใหม่แทนพ่อ พระยาน้ำท่วมตนเป็นราชบุตรแห่งพระราชมังครามตนถ้วนสองไปกินเมืองเขินนานได้ ๑๔ ปีก็จุติตายไปในปีกาบสี ก็ส่งสักการเสียในที่นั้นนอกประตูเวียงที่หนองผาแล้วสร้างวัดกวม เฝ้าไว้ให้ชื่อว่าวัด น้ำท่วมแต่นั้นมา พระยาน้ำท่วมอนิจจกรรมไปท่านบ่มีลูกไว้สืบราชสมบัติเทนสักคน และในกาลนั้นพระราชมังครามเจ้าตนเป็นบิดาก็มี พระราชกรุณา ให้เจ้าน้ำน่านตนเป็นน้องถ้วนสามนั้นลุกแต่เชียงของ ขึ้นเมื้อกินเมืองเชียงตุงแทนพระยาน้ำท่วมตนพี่ ในศักราช ๖๖๖ นี้แลพระยาน่านกินเมืองเชียงตุงเมืองเขินนานได้ ๓ ปี ถึงปีเมิงเมด ศักราช ได้ ๖๖๙ ตัว ยังมีฮ่อผู้หนึ่งชื่อว่าฟุงตายางแก้วเป็นใหญ่กว่าฮ่อทั้งหลายมีคนประมาณ ๔๐,๐๐๐ มีม้าประมาณ ๔,๐๐๐ ก็ยกทัพลงมา เข้ามาทางแช่หุนมาถึงม้าฬาป่าข้ามแล้วก็เกี้ยว[215]แวดเวียงเชียงเหล็กจอดไขว้อยู่บ่รบบ่ยิงเฝ้าชาวเมืองเชียงตุงอยู่นั้นแล ส่วนว่าแก่มันผู้ชื่อว่าฟุงตายังแก้วผู้ใหญ่นั้นก็อยู่ที่เชียงจิน ออกมานั่งตั่งกงนุ่งข่ายเหล็กข่ายทอง[216]เครื่องทรงมันดีนักก็นั่งผ่อดูฮ่อลูกน้องมันรบชาวเขินอยู่ทางเชียงจามนั้น กาลนั้นชาวเขินเชียงตุงเห็นหัวแก่ฮ่อผู้ใหญ่ออกมานั่งอยู่ที่เปง[217]ฉันนั้น เขา ก็เมื้อไหว้สาพระยาน้ำน่านให้รู้แล้ว ท่านก็มีอาชญาให้คนหามเอาหน้าไม้ไคร้ต่ออันพระยาน้ำท่วมตนพี่ให้เพื่อแปงไว้ เอาอาดบ้านอาด[218]เมืองแต่ก่อนมานั้นพระยาน้ำน่านท่านก็ให้เพื่อนห้ามเอาออกไปได้ ๓๐ คนจึ่งแพ้แบกปืนผู้หนึ่งเอาฆ้อนอันจักตีไคร้ให้ลั่นนั้นผู้หนึ่ง เอาไม้อันจักค้ำจัง[219]และขานั้นผู้หนึ่ง เอาเชือกหนังอันจักชักสายให้ตกบัก[220]ไคร้[221]นั้นผู้หนึ่ง เครื่องหน้าไม้ทั้งมวล ๓๗ คนจึ่งแพ้แล ครั้นว่าไปถึงแล้วก็เอาตั้งไว้ หัวดอยจอมทองหันหน้าไปสู่หนตะวันออก แนะ[222]ปลายปืนไปให้ถัด[223]ฟุง ตายางแก้วผู้เป็นหัวแก่เขานั้น ก็เอาฆ้อนตีไคร้ให้ลั่นแล้วก็ไปจับใส่ฟุง ตายางแก้วผู้เป็นหัวแก่เขานั้นแท้ ก็ตายไปในที่นั้น ในกาลนั้นหมู่ฮ่อทั้งหลายฝูงเป็นลูกน้องนั้นเขาก็เห็นหัว[224]แก่เขาตายไปดั่งนั้น เขาก็ตกใจกลัวฟังฟ้าว[225]ก็พากันฝังหัวแก่เขาเสียที่ภายใต้ที่นั้นแล้ว ฮ่อทั้งหลายเห็นแก่เขาตายไปเสียแล้วดั่งนั้นเขาจักแข็งอยู่บ่ได้ เขาก็ถกเอาหมู่คืนพ่ายหนีเมื้อหาบ้านหาเมืองแห่งเขาเสีย ฐานะที่นั้นก็เรียกว่าขุมฮ่อดั่งนั้นตลอดมาถึงกาลบัดนี้
จาด้วยอุบัติจอมตุงเมืองเขินที่นั้น แต่ก่อนเป็นเมืองละว้าแก่นหมากน้ำเต้ากลายเป็นคน มีมางหอยเป็นเค้าใหญ่กว่าหมู่ลวะทั้งปวง อยู่ยังเมืองจอมตุงที่นั้น ซ้ำยังมีไทยหมู่หนึ่งมี ๖๘ คน หลงมาแต่เมืองเขินหลวง ฝากวองนั้นมาอยู่โบะหวะทั้งหลาย[226]แล้วก็เป็นเมืองเขินไปแลเจ้าฟ้ามังรายราชได้ไปเห็นแล้ว ก็ตั้งให้เป็นเมืองเชียงตุง ก็ให้ลวะ สองคนพี่น้องกินต่อกันมานานได้ ๑๑ ปีก็ตายเสียสิ้น ซ้ำให้หลานทั้งสอง คือ ว่าเจ้าน้ำท่วมและเจ้าน้ำน่านทั้งสองพี่น้องเมื้อกินแล จาด้วยลูกหลานพระยามังรายและมังครามเจ้าไปกินเมืองเขินแต่นั้นสืบ เช่นลูกเช่นหลานไปภายหน้าแล
ที่นี้จักจาด้วยเมืองเหรัญญนครเงินยางเชียงแสนลูกเค้าแล เชียงเรือง เชียงราย ไชยนารายน์ เมืองฝางหางสาดชะวาดน้อยยางมานทั้งมวลให้แจ้งแล พระมังรายราชก็เสด็จออกไปเสวยราชสมบัติในเมือง หริภุญไชยชำมะพิงคะวิชัยเสียในศักราชได้ ๖๔๓ ตัวปีรวงไส้แล้ว ก็จึ่งจักปงยังราชสมบัติในเมืองเหรัญญนคร เชียงแสนเป็นเค้าและเชียงรายเชียงเรืองไชยนารายน์ เมืองฝางหางสาดชะวาดน้อยยางมานบุเรงกกทั้งมวล ไว้ให้เจ้ามังครามตนเป็นราชบุตรใจรู้แล เสวยราชสมบัติแทน ทั้งมวล ส่วนพระราชมังครามเจ้าท่านก็ไปอยู่ยังเวียงเงินยางเชียงแสน ก็อยู่ยังเชียงรายแคว้นใต้ที่เก่าพ่อแห่งท่านนั้น ศักราชได้ ๖๔๙ ตัวพระราชมังคราม ก็อนุญาตราชบุตรแห่งท่านผู้เค้า คือ ว่าเจ้าแสนพูนั้น ให้เป็นพระยาไปตั้งอยู่เวียงเหรัญญนครเงินยางเชียงแสนลูกเค้านั้นแล้ว แต่งให้หลานท่าน คือ ว่าหมื่นเจดตราและวัฒกีการถมทั้งสอง พี่น้องอันเป็นลูกขุนเครืองดำผู้พี่เค้า ท่านผู้ไปตายเสียที่ป่ากาวเมืองยิงก่อนนั้น ตั้งยังหมื่นเจดตราผู้พี่นั้นให้เป็นเจ้าครองเมืองพันนาขวาแล้ว ก็ตั้งวัฒกีการถมผู้น้องนั้นให้เป็นเจ้าพันนาซ้าย แล้วให้อยู่กับด้วยกันยังเวียงเงินยางเชียงแสนที่นั้น ส่วนพระมังรายราชเจ้าเป็นกษัตริย์เสวยเมืองพิงเชียง ใหม่ได้ ๒๕ ปีแล้ว ก็จุติตายไปในศักราชได้ ๖๗๒ ตัวปีกดไจ้วันนั้น เสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็ขึ้นมาอาราธนาเอาพระมังครามตนลูกลงไปเสวยราชสมบัติแทนในเมืองพิงเชียงใหม่ ท่านก็ปงให้พระราชแสนพูตนกิน เวียงเงินยางเชียงแสนนั้นให้ได้ใจรู้เชียงรายเมืองฝางหางสาดทั้งมวลแลท่านก็ไปกินเมืองเชียงใหม่แล พระราชเจ้ามังครามกินเมืองเชียงใหม่ได้ ๑๔ ปี ก็จุติไปในศักราช ๖๗๕ ตัวปีกาเป้านั้นแล แล้วเสนาอำมาตย์ ทั้งหลายก็มาอัญเชิญเอาพระราชเจ้าแสนพูตนลูกลงไปกินเมืองเชียงใหม่ แทนต่อไป ท่านก็ปงราชสมบัติเชียงแสน เชียงราย เชียงเรือง เมือง สาด เมืองหางชะวาดน้อยยางมันทั้งมวล ไว้ให้หมื่นเจดตราครองเมืองกินแล้ว ให้ได้อำภักรักษาคนล้านนาภายเหนือทั้งมวลแล้ว ท่านก็ยกเอา ราชบุตรแห่งท่านผู้ถ้วนสอง ชื่อว่าเจ็ดคนตูนั้นให้ไปกินเมืองฝางแล ท่านก็เอาลูกเค้าท่านลงไปกินเชียงใหม่ด้วยนั้นแล จาด้วยชาติเชื้อราช วงศามหากษัริย์มังรายราชเจ้าสืบบรมราชถึงเช่นลูกเช่นหลานเหลนไปบ่ รู้สุดสิ้นแล เมืองเหรัญญนครเงินเชียงแสนและเชียงใหม่เชียงตุงนี้ เค้าราชวงศาอันเดียวกันแล ศักราชได้ ๖๗๒ ตัวปีกาเล้า พระยาเจ้า มังครามได้ลงไปเสวยเมืองกินเชียงใหม่แล้ว ท่านก็ปงราชสมบัติเมือง เงินยางเชียงแสนเชียงรายเมืองฝางทั้งมวล ไว้ให้เจ้าพระยาแสนพูตน ลูกได้เสวยแทนทั้งสิ้น
ทีนี้จักจาด้วยพระยาเจ้าแสนพูได้ไปเสวยเมืองเงินยางเชียงแสนอันเป็นเค้าแต่เช่นปู่หม่อน[227]ท่านนั้นแถมให้แจ้ง ศักราชได้ ๖๔๙ ตัวปีเมิงไค้ เดือน ๓ เพ็ญวันศุกร์ ยามกลองงายเลิก ๑๕ ตัว พระยาเจ้าแสนพูก่อ สร้างเวียงเงินยางเชียงแสนแถมใหม่ ทางล่วง[228]ยาวมีพันปลาย ๒๐๐ วา ล่วงกว้างมี ๗๐๐ วา ทางภายนอกมี ๕ ประตูแล ประตูยางเถิง ๑ ประตูหนองมุด ๑ ประตูเชียงแสน ๑ คือ ประตูหนสักแล ประตูดินขอ[229] ๑ ประตูท่าม้า ๑ ภายริมแม่น้ำของมีประตูท่ารวกปก ๑ ประตู ท่าอ้อย ประตูท่าสุกำ ๑ ประตูท่าหลวง ๑ ประตูท่าเสาดิน ๑ ประตูท่ากวา ๑ ทั้งมวลมี ๑๑ ประตูแล ตั้งเวียงแล้วปันให้เป็นเขตต์ แดนไว้ ทางภายใต้มีผาคับตัดล่องน้ำแม่น้ำตมแผวสบ ฝ่ายแม่กกทางหน้ามีสบห้วยเผือตัดแผวถึงขุนห้วยไลเป็นเขตต์ต่อเขตต์เชียงรายแล ภาย ตะวันตกเฉียงใต้มีดอยกิ่วคอหมาต่อดินเมืองฝาง ทางตะวันตกมีผาตา แหลวต่อดินเมืองสาด ทางตะวันตกเฉียงเหนือมีดอยผาช้างต่อดินเชียง ตุงทางเหนือชีมีเมืองกายตัดไปหาบ้านข้าสามท้าวต่อดินเชียงตุง เมืองม้าเชียงขางเป็นแดน ภายตะวันออกเฉียงเหนือมีเมืองสิงนอกลางล่องแลเมืองภูคาต่อบ้านบ่แห่บ่หลวง[230]ต่อดินเชียงรุ้ง ทางตะวันออกมีดอยหลวงเชียงชีต่อดินเมืองหลวงพระบาง ทางตะวันออกเฉียงใต้มีกิ่วคางหวาย หัวหนองงัวต่อดินเชียงของ ล่วงใต้ชีมีขุนห้วยตาดต่อเทิงแล ทาง เหนือไว้กลางหัวโป่งแห่ง ๑ ทางเหนือเฉียงใต้หัวโป่งไว้กลางทับเมือง แห่ง ๑ ทางตะวันตกไว้กลางทับหมากแห่ง ๑ ทางตะวันตกเฉียงใต้ ไว้กลางทับหมาแห่ง ๑ ทับยางกลางแห่ง ๑ ทางใต้เวียงกลางท่าหลวง แห่ง ๑ ทางตะวันออกเฉียงใต้ไว้หาดทางแห่ง ๑ ไว้หางดอนมูลกลางแห่ง ๑ ทางตะวันออกไว้เมืองเกิงแห่ง ๑ ไว้ท่าทรายแห่ง ๑ แล เมือง ซ้ายไส่ ๗ พันนาเมือง พันนาขวาไส่ ๘ พันนา เจ้าเมืองหลวงไส่ ๙ พันนาแล พันนาเมืองเชียงแสนมี ๓๒ พันนาในแล พันนานอกพะยาก ๒ พันนา ๑ เมืองกาย ๒ พันนา เมืองวันพันนา เมืองภูคาพันนา เมือง เลนเหนือเมืองเลนใต้เข้ากัน ๙ พันนา พัน ๑ ขวาแล พัน ๑ แพรว พัน ๑ เมืองเลนเหนือเข้ากันเป็น ๒๐ แล ไว้ขุนแต่กว๊าน[231]สองขุน ไว้ เป็นขุนคนใช้กว๊านแก่ ๑ ไว้เฝ้าฉางข้าวแก่ ๑ ไว้เฝ้าฉางลูกเฝ้าแก่ ๑ ไว้หาญให้รักษาราชวัตร ๑ ไว้ใช้การนอกเมืองแก่ ๑ แล ปักแคว้น ท่านไว้กับศาสนาแล ทานคนไว้ให้ปฎิบัติวัดวาอารามตามอันมีในสีมาจารีตกด[232] แล ดั่งคนและสัตว์ทั้งหลายผิดราชอาชญาและเข้าไปอาศัยพึ่งในวัดวาอารมดั่งนั้น อย่าได้ตามชักลากเอาเนอ เมื่อใดเขาออกพ้น เขตต์อารามแล้วนั้นให้พิจารณาดูคุณและโทษให้แจ้งแล้ว ควรเอาจึ่ง เอาเทอญ ดั่งไพร่ไทยในเมืองเจืองเชียงแสนทั้งมวล ตั้งเป็นปั้วะเป็นตอ เป็นขุนชูขุนตาไว้ ดั่งเช่าเงินเช่าคำช่างฆ้องและส่วยเช้าทั้งหลาย ก็ยื่น ถวายแก่เจ้าเมืองแล ดั่งงาช้างหาขนายช้างหล่น ช้างม้าวัวควายผึ้งซาบ มาบมิ้ม[233]ต่อแตน แขวนไม้ขอกไร่[234]แดนนาบวกน้ำหลุมขุมทาง สวนเรือก เผือกมันฝุ่นน้ำฝุ่นบกทั้งหลาย เกิดมีในปักแคว้น[235]เจ้านายตนใด่ก็ยื่นถวายเจ้าตนนั้นสืบ ๆ มาแล ศักราชได้ ๖๗๕ ตัวปีกาเป้า เจ้ามังครามตนเป็น บิดากินเมืองเชียงใหม่นานได้ ๑๕ ปีก็อนิจจกรรมไปแล เสนาอำมาตย์ ทั้งหลายก็ขึ้นมาอาราธนาเอาเจ้าแสนพูตนลูกองค์นั้น ไปเสวยเมือง เหรัญญนครเงินยางเชียงแสนที่นี้ ให้ลงเมื้อกินเมืองไชยบุรีเชียงใหม่ นั้นแล เจ้าพระราชแสนพูกินเมืองเงินยางเชียงแสนได้ ๒๕ ปี แล้วท่านก็จึ่งปงราชสมบัติบ้านเมืองทั้งมวล ไว้ให้หมื่นเจดตราครองเมืองพันนาขวากับวัฒกีการถมพันนาซ้ายทั้ง ๒ พี่น้องได้อยู่เสวยเมืองแทนแล้ว ท่านก็ยกให้ลูกท่านผู้ถ้วนสอง มีชื่อว่าเจ้าเจ็ดพลตูนั้นไปกินเมืองฝางแล้วเอาราชบุตรตนเค้าแห่งท่านตนชื่อว่าเจ้าคำฟูนั้น ลงไปเสวยราชสมบัติในเมืองนพบุรีเชียงใหม่ด้วย ก็ไนปีศักราช ๖๗๕ ตัวนี้แล ส่วนว่าหมื่นเจดตราได้กินเมืองไชยบุรีศรีเชียงแสนที่นี้แล้ว นางเทวีหมื่นเจดตราประกอบด้วยศรัทธามากนัก ก็มาเห็นวัดหลวงนั้นเป็นเค้าศาสนาหาค่ารักษาพุทธรูปบ่ได้ ก็จึ่งเจรจากับหมื่นเจดตราผู้เป็นวรสามีแห่งตนแล้วก็พร้อมกันทาน[236]คนไว้ให้สองครัว ครัวซางยี่ ๑ ครัวคำแบก ๑ แล้วจึ่งใส่จารีตกฎไว้ให้มั่นในวันเสาร์ไทยระวายสัน พระราชเจ้าท่านลงไปเสวยเมืองพิงเชียงใหม่ได้ ๗ ปีแล้ว หมื่เจดตรากินเมืองเชียงแสนที่นี้แทนมาได้ ๗ ปีแล้วก็อนิจกรรมไปในศักราชได้ ๖๘๑ ตัวนี้ ลูกพระราชเจ้าแสนพูชื่อว่าเจ้าคำฟู ลุกเชียงใหม่ขึ้นมากินเมืองเงินยางเชียงแสนที่นี้ ในศักราช ๖๙๓ ตัวปี ลวงเมดเดือน ๕ เพ็ญวันอังคาร เจ้าพระยาคำฟูสร้างเจดีย์และวิหารพุทธรูปวัดพระยืนแล้วบริบูรณ์วันนั้นแล ศักราชได้ ๖๙๔ ตัวปีเตาสัน เจ้าพระยาคำฟูก็ลงไปเฝ้าพระราชแสนพูตนพ่อยังเมืองพิงเชียงใหม่ แล้วเจ้าพระยาแสนพูตนพ่อก็อุภิเษกให้เสวยเมืองพิงเชียงใหม่แทนแล้ว ส่วนว่าพระราชเจ้าแสนพูท่านก็พลิกมากินเมืองเงินยางเชียงแสนที่เก่านี้แถมสองปีก็จุติตายไปแล ฝ่ายเสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็ห้างศพใส่พวงเรือแล้วก็ส่งสักการเสียที่เกาะดอนแทนที่นั้น ในศักราช ๖๙๗ ตัวปีกาบเสดแลส่วนว่าเจ้าพระยาคำฟูก็ให้ลูกท่านผู้ชื่อว่าผายูขึ้นมาเป็นพระยากินเมืองเงินยางเชียงแสนที่นี้แล ส่วนว่าเจ้าพระยาผายูได้มาเสวยเมืองเชียงแสนที่นี้แล้ว ท่านก็มีศรัทธาสร้างเจดีย์และวิหารวัดนอนแล้วบริบูรณ์ ก็ทำการฉลองเป็นมหกรรมอันใหญ่ในศักราชได้ ๗๘๓ ตัวนี้แล ศักราชได้ ๗๘๔ ตัวปีกาเมดพระยาคำฟูตนพ่อก็พลิกคืนมาแอ่ว[237]ไชยเวียงเทืองเชียงแสนที่นี้ ก็ได้มาแวะแอ่วหาเศรษฐีผู้หนึ่งอันเป็นสหายรักกันอยู่ยังเมืองพะเยาที่นั้น เทียรย่อมไปมาหากันทุกปี ๆ บ่มิได้ขาดเอาสัตย์ต่อกันเป็นอันมั่นแล้วครั้งนั้นเจ้าพระยาคำฟูก็มีน็นใจอันคดต่อสหาย ก็ได้กระทำมิจฉาจารกับด้วยภริยาแห่งเศรษฐีผู้นั้นแล้ว ก็แผวมาแอ่วเวียงเชียงแสนที่นี้ก็มาข้ามน้ำแม่คำ มาตายเสียด้วยเงือกชักจมน้ำแม่คำนั้นแล ส่วนว่าเจ้าพระยาผายูตนลูกกินเมืองเงินยางเชียงแสนที่นี้ได้ ๑๒ ปีแล้ว เสนาอำมาตย์เมืองเชียงใหม่ก็มาอัญเชิญเอาไปเสวยเมืองเชียงใหม่แทนพ่อ ส่วนว่าเมืองฝางนั้นเจ้าพระยาเจ็ดพลตูตนน้องนั้นกินเมืองสืบต่อไป ส่วนลูกพระยาคำฟูตนพี่นี้ก็กินเมืองเชียงแสนและเชียงใหม่ต่อไป ส่วนว่าเจ้าพระยาผายูท่านก็ปงให้ลูกท่าน คือว่าเจ้าคือนาตนพี่นั้นเป็นพระยาเสวยเมืองเงินยางเชียงแสนที่นั้น ก็แต่ให้เจ้ามหาพรหมตนน้องนั้น ให้เป็นมหาพลองเมืองแล้วก็ให้ไปอยู่เมืองเชียงรายแคว้นใต้ที่นั้น ส่วนว่าพระยาผายูตนพ่อนั้นท่านก็ลงไปกินเมืองเชียงใหม่ในศักราชได้ ๗๐๘ ตัวปีเมิงไค้เดือน ๖ เพ็ญวันพุธ มหามูลศรัทธาพระราชเจ้ากือนาสร้างพระเจดีย์และวิหารพระพุทธรูปพระบวชกลางเวียงไชยบุรีเชียงแสนที่นั้นแล้ว ก็ฉลองทำบุญให้ทานบริบูรณ์ในวันนั้นแล พระยาผายูเจ้าตนเป็นบิดาถินเมืองพิงเชียงใหม่ได้ ๒๐ ปีแล้วก็จุติไปในเมืองเมื่อศักราชได้ ๗๒๕ ตัวปีกาเป้านั้นแล ฝ่ายเสนาอำมาตย์ทั้งหลายอยู่เมืองพิงเชียงใหม่ก็มาอาราธนาเอายังท้าวกือนาลงไปกินเมืองพิงไชยเชียงหใม่แทนพ่อนั้นแล แล้วท่านก็ปงให้เจ้ามหาพรหมพลองเมืองตนน้องอันอยู่ยังเมืองเชียงรายที่นั้น เป็นพระยาแล้วให้เอาใจรู้ยังเมืองเชียงแสนเชียงรายแลเมืองฝางหางสาดทั้งมวลแล้ว ท่านก็หนีลงไปกินเมืองเชียงใหม่นั้นแล ส่วนท้าวมหาพรหมตนน้องนั้นได้เป็นพระยาแทนตนพี่แล้ว ท่านก็บ่มาอยู่เมืองเงินยางเชียงแสนก็อยู่ยังเวียงเชียง รายแคว้นใต้ที่นั้นแล ท้าวมหาพรหมกินเมืองได้ ๓ ปีแล้วสร้างวัดบุญยืนในศักราชได้ ๗๒๘ ตัวสร้างเจดีย์กว้าง ๔ วา อกสูง ๑๐ วา อกบรรจุพระธาตุ ๓๕๐ องค์ ธาตุพระอรหันต์ ๓๓๐ องค์ สร้างวิหารกว้าง ๗ วา ยาว ๑๒ วา ท่านไว้ด้านใต้ ๑๐๐ วา ด้านเหนือ ๑๐๐ วา ด้านตะวันออกและตะวันตกนั้นเอากำแพงเป็นแดนแล้วฉลองทำบุญให้ทานในวันนั้นแล
ทีนี้จักจาด้วยพระราชเจ้ากือนาตนพี่ให้แจ้งก่อนแล ท่านเสด็จออกจากเวียงเหรัญญนครเงินยางเชียงแสนลงไปเมืองพิงเชียงใหม่ ครั้นว่าไปถึงน้ำแม่กุกนทีฝ่ายหน้าที่หลวงกลางเขต์เมืองเงินยางใน กับเขตต์เชียงรายแคว้นใต้ต่อกันนั้น ท่านก็ไปสร้างมหาวิหารไว้ให้เป็นจำหงายไว้ที่นั้นหลังหนึ่ง สร้างวิหารกว้าง ๗ วายาว ๑๒ วาแล้วร้างพระพุทธรูปเจ้าองค์หนึ่งหว่างเพลาใหญ่ ๗ ศอกใส่ชื่อว่าเขตต์อารามนั้นแล ครั้นแล้วบริบูรณ์ก็ฉลองทำบุญให้ทานในศักราชได้ ๗๒๕ ตัวปีกาเป้าเดือน ๖ เพ็ญวันเสาร์ ท่านก็ลงไปกินเมืองนพบุรีพิงเชียงใหม่ก็ในศักราช ๗๒๕ ตัวนี้แล ตั้งแต่นั้นมาชาติเชื้อมหากษัตริย์ในเมืองเงินยางเชียงแสนที่นี้ขาดเสียเป็นห้องหนึ่งแล พระราชเจ้ากือนาลงไปกินเมืองพิงเชียงใหม่นานได้ ๓ ปีแล้ว ยังมีศึกฮ่อหมู่หนึ่งลงมาเสียงคำเมืองต่อเชียงใหม่พันนั้นยิงกงธนูต่อกัน ยังมีลูกขุนหมายนาผู้หนึ่งอาสาต่อ ซึ่งฮ่อก็แพ้ยังพ่อซึ่งฮ่อผู้นั้นแท้ ฮ่อทั้งหลายก็ถกหมู่หนีไปสิ้นแล ครั้งนั้นท้าวกือนาเจ้ายินดีแล้ว ก็ให้ยังนามศักดิ์ให้ทานชื่อว่าพระยาศรีสิทธิมหาชัยสงครามลุ่มฟ้า แล้วก็ให้มากินเมืองไชยบุรีเงินยางเชียงแสนที่นั้นแล้ว แต่นั้นมามหากษัตริย์ในเมืองเงินยางเชียงแสนขาดเสียแต่นั้นมา ศักราชได้ ๗๔๖ ตัวปีกาบไจ้ พระยากือนาเจ้ากินเมืองเชียงใหม่ได้ ๒๒ ปีก็จุติไป แล้วท้าวแสนเมืองมาตนลูกมีอายุได้ ๑๔ ปีขึ้นเสวยเมืองพิงเชียงใหม่แทนพ่อ ท้าวมหาพรหมตนน้องอยู่เชียงรายนั้น ก็ยกกำลังไปชิงกินเชียงใหม่บ่ได้ก็หนีไปตายเสียยังเมืองใต้นั้นก็ปีเดียวนั้นแล พระยาศรีสิทธิมหาชัยสง ครามลุ่มฟ้าท่านก็ได้กินเมืองเจืองเชียงแสนแล้ว ท่านก็สร้างเจดีย์วิหารพุทธธาตุวัดมงคลที่แจ้งเวียงตะวันออกแจ่งเหนือเสร็จแล้ว ก็ทำการฉลองบริบูรณ์ในศักราช ๗๔๖ ตัวปีกาบไจ้นี้แล ศักราชได้ ๗๔๗ ตัวปีดับเป้า พระยาศรีสิทธิมหาชัยสงครามลุ่มฟ้าเชียงแสนที่นี้ก็ถึงอนิจกรรมไปในศักราชได้ ๗๔๗ ตัวปีดับเป้านี้แล แต่นั้นเจ้าพระยาแสนเมืองมาตนกินเชียงใหม่ ก็ให้หมื่นยี่ขุนขืนมากินเมืองเชียงแสนที่นี้ ก็ให้ชื่อว่าพระมอขุนยี่ดั่งนั้นแล
ที่นี้จักจาอุบัตินิทานกาลเมื่อสร้างพระแก้วพระคำดอนแท่นแต่ปฐมหัวทีก่อนแล ศักราชได้ ๗๔๔ ตัวปีลวงเล้าวันนั้น ยังมีมหาเถรเจ้าตนหนึ่งชื่อว่าศิริวังโสนำเอาพระพุทธรูป ๒ องค์ คือว่าพระแก้วและพระคำมหาธาตุเจ้ามาแต่ช้าคาวมาถึงแล้ว ยามนั้นท่านเล็งเห็นเกาะดอนแท่นที่นั้นเป็นที่พึงใจนัก จักใคร่สร้างวัดสองหลังนี้ จึ่งให้คนเมื้อเมตตามหากษัตริย์เจ้ากือนายังเชียงนั้น ครั้งนั้นท่านทรงพยาธิเสีย ก็จึ่งถามมหาเทวีเจ้าเชียงใหม่ มหาเทวีเจ้าก็อนุญาตให้มหาเถรเจ้าสร้าง ศิริวังโส มหาเถรเจ้าก็เชิญนักบุญสองคนผู้หนึ่งชื่อว่านายกอง ผู้หนึ่งชื่อนายแทง เป็นเค้าแก่นักบุญทั้งหลาย ก็พากับด้วยกันสร้างวัดพระแก้ววัดพระคำสองหลังนี้ สร้างวิหารวัดพระคำ ไว้ด้านเหนือวิหารพระแก้วไว้ด้านใต้วิหารกว้าง ๗ วา อกสูง ๘ วา ศอกเหมือนกัน เจดีย์กว้าง ๕ วา สูง ๑๑ วา บรรจุพระธาตุ ๔๕๘ องค์ ทำเสร็จบริบูรณ์มีกำหนด ๓ ปี ศักราชได้ ๗๔๘ ตัวปีระวายยี่ เดือน ๖ เพ็ญวันพุธกระทำมหกรรมฉลองเป็นอันมากนัก มหาเถรเจ้าจึ่งให้นักบุญทั้งสองนำเอานาบุญ[238]ลงไปถวายแก่เจ้าพระ ยาแสนเมืองมาและมหาเทวีทั้งสองแม่ลูก ครั้งนั้นท้าวมหาเทวีเจ้าก็มีอาชญามาให้หมื่นยีนาขุนผู้กินเมืองเชียงแสนผู้นี้ ทาน[239]นาไว้ห้านากับคนสองคน ทานไว้กับวัดสองหลังนี้แล ครั้งนั้นขุนยี่ก็ทานไว้ห้านาเป็นหกล้านหกแสนเบี้ย กับหกสิบครัวแล พระเมืองขุนยี่ผู้กินเมืองเชียงแสนที่นี้ก็เมื้อไหว้สาท้าวทั้งสองแม่ลูก ครั้งนั้นมหาเทวีเจ้าก็มีใจยินดีแล้วจึ่งหยาดน้ำตกเรือคำ[240]แห่งตน ไว้ให้รักษาพระเจ้ากับมหาเถรเจ้านั้นแล ศักราชได้ ๗๖๗ ตัวปีเสดเช่นนี้ ลูกเจ้าพระยาแสนเมืองม่างชื่อว่าพระยาสามปะยาแม่ใน กินเมืองเชียงใหม่ แล้วแต่งให้หลานผู้ชื่อว่าหอยงั้วมากินเมืองเชียงแสน แล้วใส่ชื่อว่าหมื่นงั้วนั้นแล ส่วนว่าหมื่นงั้วมาสร้างวัดพระครูวิหารกว้าง ๘ วายาว ๑๒ วาสูง ๘ วาศอก เจดีย์กว้าง ๘ วาสูง ๑๕ วาอกแล้วบรรจุพระธาตุมัทลุงไว้ข้ากับ ๓๐ ครัว ไว้นากับ ๓๓,๐๐๐ เบี้ยแล หมื่นยี่นาขุนกินเมืองเชียงแสนที่นี้ได้ ๒๒ ปีจุติตายแล้ว หมื่นงั้วกินมาแล ศักราชได้ ๗๖๙ ตัวปีเมิงเป้าศึกฮ่อมายุทธกรรมลานนาทั้งมวล มาเถรเจ้าตนชื่อว่าศิริวังโส ลุกช้าพราว[241]มาอยู่ดอนแท่นออกที่คำเมืองพร้อมกับพระยาสามปะยาแม่ในแล้ว ก็กระทำบูชาเคราะห์เมื่อทั้งมวลแล้วก็ชอบใจเทพยดา ก็กระทำให้ฟ้าผ่าฮ่อทั้งหลายพ่ายหนีจากลานนาไทยสิ้นแลครั้งนั้นท้าวสามปะยาแม่ในกับมหาเทวีเจ้าตนย่าทั้งสองก็มีใจยินดียังคุณมหาเถรเจ้ามากนัก ก็พร้อมกันอาราธนามหาเถรเจ้าลงไปนพบุรีเชียงใหม่แล้ว ก็กระทำน้ำมุธาภิเศกยังศิริวังโสมหาเถรเจ้าให้เป็นราชครูแล้ว ก็เอาแคว้นดอนแท่นให้เป็นทานแก่มหาเถรเจ้าแล มหาเทวีก็ซ้ำให้เอาป่ายางคำทั้งสามพันนาเป็นเบี้ยหกล้านหกแสนมาแทนแถมแล เอาตั้งแต่ล่องแวนเข้าไปจับน้ำบ่อคว้างแล้วจับดอยหมุนเน่า เอาไม้มอน[242]หอมต้นหนึ่งมาปลูกไว้เป็นแดนแล้วไปถึงดอยสันรางไปตะวันออกไปจับดอยลุเมรแล้วไต่ไปตามรองหมากทรา ไปจับเมืองกรางจับกิ่วบ้านกั้งแล้วขึ้นไปจับแปรดอยออกไปจับหินท่าต้นแหลงจับหาดฟ้าแล้วจับท่ากาดเชียงเคือง แล้วจับหนองหญ้าล่ามแต้วตัดไปดอยซาวปุดเกิ่ง ให้เอาไม้สีต้นหนึ่งแต่วัดจอมทองเชียง ใหม่มาปลูกไว้เป็นแดน แล้วตัดนั้นออกไปถึงกลางของแล้วจับแคว้นวัดป่างงัวเชียง แล้วผ่ากลางล่องมาจับแคว้นวัดท่าขาวพานจับแคว้นวัดพระยืนจับหาดแร้ง แล้วตัดเข้าไปหางดอนแท่นล่องไปตามฝั่งภูเลิกแล้วตัดไปสบลองแว่นที่เก่าแล แดนที่นี้ทั้งมวล มหาเทวีตนย่าเมืองเชียงใหม่ให้ทานไว้กับวัดพระคำพระแก้วสองหลังนี้แล ก็แต่งให้หมื่นท้าวขึ้นมาเป็นพลองเมืองเชียงแสนกับด้วยหมื่นงัวรักษาเชียงแสนที่นี้แล ต่อแต่นั้นมาศึกฮ่อทั้งหลายก็หนีจากลานนาไป แล้วก็ไปยั้งกวน[243]อยู่ยังเมืองยองและสิบสองพันนาอฬวีเมืองแรมทั้งมวลนานได้ ๓ ปี คนทั้งหลายก็แตกตื่นเข้าลี้อยู่ในป่าในเถื่อนบ่เป็นบ้านเมือง มหาธาตุเจ้าจอมยองก็บ่มีคนปฏิบัติแล ตั้งแต่นั้นมาถึงศักราช ๗๖๙ ตัวปีกัดเม้า พระ ยาสามปะยาแม่ในเจ้าจึ่งให้หมอโหราคูณหาคน ยังในเวียงเชียงใหม่ที่นั้น ให้ขึ้นไปประจญแพ้ฮ่อยังเมืองยองนั้นก็บ่ได้สักคน จึงหาภายนอกเวียง จึ่งไปได้เจ้าขุนแสงพระยาวังพร้าวแล ส่วนว่าพระยาวังพร้าวนี้ก็เป็นน้องแห่งกษัตริย์เจ้าสามปะยาแล ครั้งนั้นพระยาสามปะยาเจ้าก็มีอาชญาให้ขุนแสงนำสกลโยธาขึ้นเมื้อยุทธกรรมฮ่อทั้งหลายพ่ายหนีไปเสียแล้ว ท่านก็พลิกคืนมาตั้งอยู่เมืองยองแล้ว ก็ให้ตั้งเวียงลูกหนึ่งกวมมอนดาบศมีทิศตะวันออกเวียงเก่านั้นแล้ว เรียกว่าเวียงใหม่ว่าวันนั้นแล ครั้งนั้นพระยาศิลฟ้าเชียงรุ้งและพระยาเมืองแรมและพระยาเขมราชรู้แล้วก็ลงมาพร้อมที่ก้ำเมือง กระทำเป็นกัลยาณมิตรมีองค์สัจจปฏิญาณกับด้วยเจ้าขุนแสงนั้นแล ครั้งนั้นเจ้าขุนแสงจึ่งขอเอาหลังดินตั้งแต่น้ำแม่ของย้อย[244]เป็นเขตต์แดนตามเดิมเก่าแต่เช่นปู้ย่าตานายนั้นลงมา ครั้งนั้นพระยาแสนฟ้าเมืองเชียงรุ้งก็บ่แบ่งปันแล ขอให้แก่ออกน้ำลำนั้นล่องมาภายใต้ให้เป็นลูกเมืองยองแล ดั่งเมืองยองนี้ก็เป็นลูกเมืองเชียงใหม่ เมืองยองซ้ำคืนได้เป็นลูกเมืองเชียงแสนแต่นั้นมาแถมแลในกาลนั้น เจ้าขุนแสงก็เรียกร้องเอาพระยาอนุรุธกับท้าวขุนและไพร่ไทยทั้งหลายให้ออกมาอยู่บ้านอยู่เมืองตามเดิมแล้ว ดังพระยายองก็ออกมาไหว้เจ้าขุนแสงนั้นเจ้าขุนแสงก็มีความยินดีกับด้วยพระยาอนุรุธเมืองยองแล้วก็ปงอาชญาให้แก่พระยาอนุรุธเป็นเค้าและชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลายให้พากันปฏิบัติอุปัฏฐากมหาธาตุเจ้าจอมยองที่นั้น ให้รุ่งเรืองดีงามตามประเพณีแต่เช่นพระยาอโศกราชตั้งไว้ ว่าเมืองลูกนี้ไว้ให้เป็นเมืองอุปัฏฐากพระมหาธาตุเจ้าแล เหตุดังนั้นสูท่านทั้งหลายก็ได้เชื่อว่าเป็นข้ามหาธาตุเจ้ามีพระยาเป็นเค้าและเสนาอำมาตย์ทั้งหลายไพร่ไทยทั้งมวลนับสิ้น ก็ได้ชื่อว่าเป็นข้ามหาธาตุเจ้านับสิ้นแล เราก็บ่ริบม้างเสียได้เราก็บ่กินส่วยไรใบไม้สังสิ้นทุกอันแล หากว่าขวบเมื้อปีถึงสังขารปีใหม่มาถึงดังนั้นจงให้ได้เมื้อคารวะเราตามประเพณีแห่งท้าวพระยามหากษัตริย์ทั้งหลายฝูงเป็นมาแล้ว[245]ในกาลเมื่อก่อนนั้นเทอญ อนึ่งก็ให้เอาช่างฟ้อนหอกดาบ พาลงไปฟ้อนบูชาพระมหากษัตริย์เจ้าตนอันเป็นลุงแห่งเราในเมืองเชียงหใมในั้นทุกปีเทอญ พระองค์เราก็มีอาชญาไว้แก่สูท่านทั้งหลายดังนี้ แต่นั้นมามหาธาตุเจ้าจอมยองและเมืองยองทั้งมวลก็รุ่งเรืองมาดังเก่าแล ในกาลนั้นพระยาเมืองยองก็ลงมาด้วยเจ้าขุนแสงแล้วก็มากราบไหว้มหากษัตริย์เจ้ายังเมืองพิงเชียงใหม่นั้นแล แต่นั้นมาเมืองยองก็ได้ลงมาคารวะเจ้าขุนแสง และเอาช่างฟ้อนหอกดาบลาลงมาฟ้อนบูชามหากษัตริย์เจ้ายังเมืองพิงเชียงใหม่ทุกปีแล ในกาลนั้นมหากษัตริย์เจ้าตนชื่อว่าสามปะยาแม่ในเจ้า ท่านก็มีความยินดีกับด้วยเจ้าขุนแสงตนเป็นหลานมากนัก แล้วก็ให้นามยศแล้วก็ให้มาเสวยเมืองไชยบุรีนครเชียงแสนที่นั้นแล ก็อภิเษกเบิกบายยศให้ปรากฎชื่อว่าศรีสุวรรณคำล้านนาเชียงสงดังนั้นแล ครั้งนั้นแม่ท้าวเทวีและพระยาสามปะยาแม่ในกษัตริย์เจ้าเชียงใหม่ทั้งสองแม่ลูก ก็ยินดีกับมหาราชครูศิริวังโสเจ้าและพระยาสุวรรณคำลานนาตนเป็นหลาน อันมีคุณกับด้วยบ้านเมืองมากนักดังนั้นจึงจักให้พระราชทานแก่พระยาสุวรณคำลานนาตนเป็นหลานให้เป็นใหญ่กว่าลานนาเชียงแสนทั้งมวล ภายใต้มีหัวน้ำย้อยตกไปหาน้ำแม่ของทั้งมวลเป็นแดน ภายตะวันตกมีน้ำแม่คงเป็นแดนภายหนเหนือมีน้ำออกน้ำลำเป็นแดน ภายตะวันออกเฉียงเหนือมีเมืองนอเมืองสิงภูคาเป็นแดนติดบ่แห่บ่หลวง ภายตะวันออกชีมีดอยหลวงเชียงชีเป็นแดนติดแดนเมืองเกาะเมืองไชยแล ภายตะวันออกเฉียงใต้มีสบน้ำแม่ทะลาเป็นแดนไว้ให้เจ้าพระยาศรีสุวรรณคำล้านนาเชียงแสนเป็นใหญ่ได้เสวยทั้งมวลแล แล้วก็เอาแคว้นดอนแท่นกับป่ายางคำ ภายตะวันออกดอนแท่นกับคนสองครัวห้านาทานให้แก่มหาศิริวังโสราชครูวัดพระคำ ดอนแท่นแต่นั้นมาแล แม้ท้าวเทวีก่อนนั้นก็ได้ให้หมื่นยี่นาขุนทานแล้วจดหมายต้องจารึกเป็นหินไว้ยังวัดพระแก้วพระคำนั้นแล ต่อแต่นั้นมาถึงศักราชได้ ๗๙๗ ตัวปีเมิงมด พระยาอติโลกราชตนหลานได้พรอง[246]แล้ว ก็ยินดีด้วยคุณมหาสามีเจ้ามากนัก พระยาอติโลกราชเจ้าก็ปงราชอาญาให้แก่หมื่นน้อย ว่าไร่นาเขตต์แดนป่ายางคำและผู้คนทั้งหลาย มหาเทวีตนย่าทานไว้แต่ก่อนมีดังฤๅ พระองค์เราเป็นเจ้าก็จักทานไว้กับเป็นดังนั้นแล จึงให้ร้อยขุนกับสิบอ้ายนิมนต์เอาพระพุทธรูปเจ้าทองทิพองค์หนึ่ง แต่จอมทองเชียงใหม่อันมหาเถรเจ้าฟ้าหลั่งเอาแต่เมืองลังกานั้น กับให้เอาไม้ศรีมหาโพธิต้นหนึ่งยังวัดพระแท่นคำให้เป็นสักขีให้เป็นที่ไหว้สาคารวะแก่คนและเทวดาแล้ว ก็ฝังหินจารึกกฎไว้ในปีเบิกสันเดือนกัตติกาเพ็ญเมงวันอังคารไทยดับไส้วันนั้นและยามหมื่นพร้าวหมื่นงั้วกินเชียงแสน ถึงเดือน ๕ เพ็ญมหาสมเด็จเทวราชาธิราชอุกกยะพุทธรัตนวรสวัสดีศรีวรบพิตรา จิมก็มีปสาทสัทธากับด้วยพุทธศาสนาโยคยิ่ง จึงจักเอาแผ่นดินดอนแท่นกับทั้งคน ๒๐๐ ครัวและป่าสวนทั้งมวลอันแม่เจ้าสามปะยาแม่ในตนย่าและกับท้าวได้หยาดน้ำหมายทานไว้กับทั้งคน ๔๐ ครัว พระยาอติโลกราชเจ้าตนหลานลูกตนก็หยาดน้ำหมายทานไว้คนหาครัวกับวัดน้อยผ้าขาวหมื่นแล ถวายบูชาคุณแก้วทั้งสามบ่เศษเหลือวันนั้นแล แล้วพระยาอติโลกราชเจ้าก็ตั้งไว้ว่า เจ้าลานนาเชียงแสนก็ได้ให้รักษาข้าบ้านไพร่เมืองทั้งหลาย อย่าได้ประมาทอนาทรแก่แก้วทั้งสามวัดวาอาราม สัตว์ตัวน้อยตัวใหญ่ป่าเถื่อนเหย้าเรือนในดอนแท่นทั้งมวลเทอญ ครั้นว่าบุคคลผู้ใดมาปลูกสร้างแปงกินยังดอนในดอนแท่นนั้นให้ผ่าเป็น ๑๐ ส่วนแล้วให้เป็นของอุปการวัดส่วนหนึ่ง ๙ ส่วนนั้นให้ผู้ปลูกกินบริโภคเทอญ ส่วยไรอันมีปักแคว้นเจ้าตนใดขุนผู้ใดก็ให้ส่วยผู้นั้นเทอญ เป็นต้นว่างาช้างหายขนายช้างหล่นผึ้งซาบมาบมิ้มทั้งหลายอันเกิดมีในเขตต์แดนเจ้าขุนตนใด ก็ให้ถวายเจ้าขุนตนนั้นสืบ ๆ มาแต่เช่นเจ้าพระยาแสนพูเจ้าก็สืบเอาประเวณีแต่ชั้นพระมังรายราชเจ้าตนปู่นั้น มาตั้งไว้ตลอดถึงพระยาอติโลกราชเจ้านี้ ท่านก็บ่มิได้ละประเวณีทั้งหลายฝูงนี้เสียแต่สักอันแล ถึงศักราชได้ ๗๘๔ ตัวปีกาบสันเช่นพระยาอติโลกราชลูกพระยาสามปะยากินเชียงใหม่ ศิริวังโสเถรเจ้ายังเป็นราชครูอยู่ดอนแท่นหมื่นมุ่ยขึ้นมากินเชียงแสนในศักราชได้ ๗๘๗ ตัวปีเมิงไค้ ท่านทานมณฑปที่วัดพระคำดอนแท่นแล้วสร้างวัดป่าแจ่งใต้เจดีย์กว้าง ๓ วาสูง ๗ ศอกแล ศักราชได้ ๘๑๑ ตัวปีกัดไค้เดือน ๔ ออก ๑๒ ค่ำ พระมหายานมงคลเถรสร้างป่าตาลดอนแท่นวิหารกว้าง ๘ วายาว ๙ วาสูง ๗ วาอก เจดีย์กว้าง ๗ วาสูง ๑๒ วาบรรจุพระธาตุเจ้า ๑๕๐ พระองค์แล ครั้งนั้นหมื่นมุ่ยหมื่นงั้วคิดเมืองเงินยางเชียงแสนทานข้าไว้กับ ๔๐ ครัวแล ศักราชได้ ๘๔๑ ตัวปีกัดไส้เดือน ๕ แรม ๒ ค่ำไทยเบิกซง้า เพ็ญวันศุกร์ ฤกษ์กรกฎ ๑๑ ตัวชื่อบุพพผลคุณเช่นนี้ พระยาอติโลกราชกินเมืองเชียงใหม่และหมื่นกวงเชียงแสนที่นั้นสร้างวัดคว้างวิหารกว้าง ๖ วาศอกยาว ๑๓ วาสูง ๗ วาอกเจดีย์กว้าง ๔ วาสูง ๑๓ วาอก บรรจุพระธาตุกระดูกหน้าผากและพระธาตุย่อย ๑๖๐ องค์ ธาตุอรหันต์ ๓๖๐ องค์บริบูรณ์แล้ว จึงให้เจ้าพันคำเอานาบุญเมื้อถวายกษัตริย์เจ้าอติโลกราชกับสมเด็จพระราชเทวีเจ้ายังเมืองพิงเชียงหใม่ พระยาอติโลกราชเจ้ากับพระราชเทวีตนย่า จึงหใบ่าวสามหมื่นหนึ่งพันหาญใหม่เกิดหนึ่ง เอาบุญระวายศรี[247]เมื้อถึงพระยาเจ้าตนกินเมืองเงินยางเชียงแสนและพระยาคำล้านนาเชียงแสนจึงจักให้เฒ่าศรีเมืองต้องใส่จารึกใส่แผ่นหินไว้ยังวัดคว้าง แล้วทานที่ไว้ทั้งสี่ด้านและด้านและร้อยวา ให้เป็นอาณาเขตต์และพระธาตุเจ้า ไว้นากับแปดหมื่นแปดพันเบี้ย ทานคนไว้ ๕ ครัว นายหลากทั้งเมียลูกหลาน ๑ กองคำทั้งเมียลูกหลานครัว ๑ หมื่นยี่ขุนทั้งเมียลูกหลานครัว ๑ วันนั้นแล ถึงศักราชได้ ๘๔๙ ตัวปีเมิงเมด เจ้าพระยาสุวรรณคำล้านนา กินเมืองเชียงแสนกับหมื่นพร้าวเป็นผู้พรองเมืองที่นี้ มาได้ ๒๕ ปีแล้วก็จุติตายไปแล ในกาลนั้นพระยาอติโลกราชเจ้าก็ยกยังหมื่นพร้าวพรองเมืองนั้นให้กินเมืองเชียงแสนที่นั้นใส่ชื่อว่าหมื่นเชียงสงนั้นแล ก็ให้หมื่นงั้วผู้หลานนั้นเป็นผู้พรองเมืองดังเก่าเหตุว่าท่านยังหนุ่มอยู่ ศักราชได้ ๘๔๙ ตัวปีเมิงเมดเดือน ๕ ออก ๑๒ ค่ำ หมื่นเชียงสงได้กินเมืองและท่านก็สร้างธาตุเจ้าจอมกิตติ เจดีย์กว้าง ๔ วาศอกสูง ๑๒ วาอก ที่อันพระพุทธเจ้ายังธรมานมาฐาปนาเกศาธาตุไว้แล้วทำนายว่า ธาตุกระดูกหน้าผากกระดูกอกและกระดูกแขน จักมาสถิตอยู่ที่นี้ว่าดังนั้นแล้ว ก็สร้างวิหารกว้าง ๕ วายาว ๙ วาแล้วเอานาบุญลงไปถึงอติโลกราชเจ้า ในศักราช ๘๕๐ ตัวปีเบิกสันนั้น ท่านก็ทานคนไว้กับ ๒๐ ครัวกับนาสี่หมื่นสี่พันห้าร้อยเบี้ย ไว้เขตต์ตั้งแต่ตีนดอยไป ๔๐ วาทุกด้าน สร้างวัดหมื่นเชียงในเวียงนั้น เจดีย์ กล้าง ๔ วาสูง ๑๒ วาศอกทั้งหมากชมพูจุธาตุย่อย ๖๔๐ องค์ ก็บริบูรณ์แล้วเสร็จในศักราชได้ ๘๕๐ ตัวนี้แล หมื่นเชียงสงได้กินเมืองแท้ได้ ๒ ปี สร้างวัดสองหลังนี้ก็แล้วเสร็จบริบูรณ์ในปีเดียวกันนี้ แล้วอายุท่านได้ ๘๑ ปีก็จุติไปแล ในกาลนั้นพระยาอติโลกราชเจ้าจึงยกเอาหมื่นหอยงั้วตนเป็นหลาน อันเป็นผู้พรองเมืองมาแต่ก่อนนั้นให้ขึ้นเสวยเมืองแทน
ที่นี้จักจาด้วยหมื่นงั้วได้ขึ้นเสวยเมืองเนยางเชียงแสนที่นั้นก่อนแล ศักราชได้ ๘๕๑ ตัวปีกัดเล้าเดือน ๕ ออก ๗ ค่ำวันพุธ ในราตรีคืนอันท่านได้เสวยราชสมบัตินั้น โลหและหิรัญญะ คือ ว่าเงินทองก็บัง เกิดบุแผ่นดิน ออกมาตั้งอยู่ในข่วงราชฐานแห่งท่านเป็นกองตั้งอยู่เป็นอันมาก ที่อันนั้นก็ปรากฎนามวิเศษว่าพระยาศรีรัชฎเงินกองว่าดังนั้นแลแต่เมื่อศักราชได้ ๘๕๑ นั้นมา พระยาศรรัชฎเงินกองตนนั้น ท่านก็พร้อมกับด้วยเสนาอำมาตย์และราษฎรทั้งหลาย สร้างยังวัดหลังหนึ่ง วิหารกว้าง ๕ วา ยาว ๙ วายังที่หัวใจเมืองนั้น แล้วก็สร้างยังพระพุทธรูปเจ้าองค์หนึ่ง หน้าเพลามี ๔ ศอกปลาย ๒ กำ หล่อด้วยทองเบ็ญจทั้งปวงสิ้นทอง ๕ สิ่งล้านหนึ่งแล้วสร้างเจดีย์กว้าง ๓ วาสูง ๗ วา บรรจุพระธาตุหัวใจแห่งพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง แล้วก็ใส่ชื่อว่าวัดพระเจ้าล้านทองนั้นแล ต่อแต่นั้นมาถึงศักราชได้ ๘๕๓ ตัวปีลวงไค้ ท่านก็สร้างวัดพระคำดอนแท่นแถม วิหารกว้าง ๗ วาอกยาว ๑๒ วาสูง ๘ วาศอก และสร้างเจดีย์กว้าง ๕ วาสูง ๑๑ วาบรรจุพระธาตุเจ้า ๔๕๐ องค์สำเร็จบริบูรณ์แล้ว ก็กระทำบุญให้ทานเป็นมหกรรมอันใหญ่ พระยาศรีรัชฎเงินกองเจ้ากินเมืองเชียงแสนที่นี้ ท่านก็สร้างวัดใหญ่ได้สามหลัง บ้านเมืองและอาณาประชาราษฎรก็มีความสุขทั้งฝ่ายพุทธจักรและอาณาจักรรุ่งเรืองมากนัก ท่านกินเมืองแท้ได้ ๙ ปีแล ต่อแต่นั้นมาพระเมืองยอดเชียงรายได้กินเมืองพิงเชียงหใม่แทนพระยาอติโลกราชเจ้าตนปู่แล้วท่านก็ให้หมื่นมณีขึ้นมากินเมืองเชียงแสนที่นั้น พระยาอติโลกราชเจ้านั้นหนีจากเมืองเชียงใหม่แล้วได้มาเป็นพระยาหลวงเมืองสาด ศักราชได้ ๘๖๑ ตัวปีกัดเมดเดือน ๖ เพ็ญวันพุธ พระยาหลวงสาดมาสร้างวัดอุตตมโกศลวิหารกว้าง ๖ วายาว ๑๓ วาสูง ๘ วา เจดีย์กว้าง ๔ วาสูง ๑๒ วาบรรจุพระธาตุย่อย ๓๕๕ องค์ธาตุอรหันต์ ๔,๐๐๐ องค์ พุทธรูปเจ้ามี ๑๒๙ องค์ มีน้ำหนัก ๕๐๐ คำ ๒ องค์นอกนั้นมี ๓๐๐ คำองค์หนึ่งมี ๒๐๐ คำองค์หนึ่งมี ๑๐๕ บาทคำ ๕๕ พระองค์ พระแก้วมี ๔๓ องค์พระนากองค์หนึ่ง เช่นนี้หมื่นมณีกินเมืองเชียงแสนที่นี้แล ต่อนั้นพระเมืองแก้วลูกพระเมืองยอดได้กินเมืองเชียงใหม่ได้ ๒ แล้ว ท่านก็เสด็จขึ้นมาอยู่กระทำบุญให้ทานยังเมืองเงินยางเชียงแสนที่นี้แล ท่านก็มีปสาทสัทธาในวรพุทธศาสนามากนัก ศักราชได้ ๘๗๖ ตัวปีกาบเสดท่านสร้างวัดหลังหนึ่งในเวียงเชียงแสนที่นั้น วิหารกว้าง ๗ วายาว ๑๔ วาสูง ๙ วา สร้างเจดีย์กว้าง ๔ วาสูง ๑๒ วาบรรจุพระธาตุย่อย ๘๖๘ พระองค์สร้างธรรมปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ สำเร็จแล้วบริบูรณ์จึงใส่ชื่อว่าวัดอาทิตย์แก้วนั้นแล ในธรรมปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้นก็ไปสร้างหอมณฑปหลวงใส่ไว้ยังบ้านพูขะทางมีที่แคว้นเมืองหลวงเหนือ แล้วก็ปงราชอาชญาทานสุกไว้ให้ขุนมิลักขุแก่บ้านพูขะทางเป็นประธานรักษาหอพระธรรมเจ้าอยู่ที่นั้น อย่าให้มีอันตรายแก่พระธรรมเจ้าเทอญ ว่าดังนั้นแล้ว ต่อนั้นมาศักราชได้ ๘๗๗ ตัว พระเมืองแก้วเจ้าก็บังเกิดใจปสาทสัทธาในวารถ้ำคูหาฆฏากาเจ้า แล้วก็ปงอาชญาให้ค่าจ้างแก่นายช่างให้สร้างพระศิลาองค์หนึ่ง ใส่รักหางสุวรรณอบรมบริบูรณ์แล้ว พระเป็นเจ้าตนกินเมืองเชียงแสนที่นี้ ก็ให้พวกพันตองพวกช่างและขุนทั้งหลายอาราธนาเอาพระพุทธรูปศิลาเจ้ามาไว้ใสถ้ำกุ่มที่นั้นเพื่อให้เป็นจำหงายแก่บ้านเมืองแล้ว ท่านก็บริจาคไร่นาคามเขตต์เป็นสองแสนเบี้ย กับคน ๒ ครัวคือว่าทิศน้อยขุนหนึ่ง ครัวบุญใสหนึ่ง ให้อุปัฏฐากพระพุทธศิลาและมหาธาตุเจ้าถ้ำกุ่มแล้ว ชาวอโยธยามาหลอน[248]เอามืองละครได้ไปก็ในปีนั้นแลต่อนั้นมาท่านก็มีพระราชอาชญาให้ลงไปแทก[249]เอาด้านธาตุเจ้าหริภุญไชยขึ้นมาแล้ว ก็ให้นายช่างหล่อปราสาททองและดอกบัวทองบริบูรณ์แล้ว ท่านก็ลงไปบูชาพระธาตุเจ้าลำพูนแล้ว ท่านก็คืนไปกินเมืองพิงเชียงใหม่ดังเก่าแล ต่อนั้นมาพระเมืองเกศเกล้าลูกพระเมืองแก้วกินเมืองพิงเชียงใหม่ศักราชได้ ๘๘๗ ตัว หมื่นมณีมากินเมืองเชียงแสนที่นี้ได้ ๓๑ ปีแล้วก็จุติตายไปแล ต่อนั้นมาพระเมืองเกศเกล้าก็ให้พระยาสุทธสนมากินเมืองเชียงแสน ให้หมื่นสมภารกินเมืองเชียงแสนที่นี้เป็นพรองเมืองแล ศักราชได้ ๘๘๙ ตัวปีเมิงไค้เดือน ๗ เพ็ญวันศุกร์หมื่นสมภารสร้างวัดหลังหนึ่ง เจดีย์กว้าง ๓ วาสูง ๗ วาบรรจุพระธาตุมัชฌิมา ๕ องค์แล้วต้องจารึกใส่ชื่อไว้ว่าวัดสมภารนั้นแล ครั้งท้าวชายคำลูกพระเมืองเกศเกล้ากินเมืองเชียงใหม่ศักราชได้ ๙๐๘ ตัวปีระวายซง้า พระยาสุทธสนกินเมืองเชียงแสนที่นี้มาได้ ๓๒ ปีก็จุติตายไป และต่อนั้นท้าวชายคำเชียงใหม่ให้หมื่นทักษิณมากินเชียงแสนที่นี้ ต่อนั้นฟ้าอุปโยลูกนางยอดคำลุกเมืองลานช้างมากินเมิงเชียงใหม่แทนท้าวชายคำตนเป็นลุง เหตุว่าแม่เป็นลูกพระเมืองเกษเกล้าแล หมื่นทักษิณกินเมืองเชียงแสนที่นี้ได้ ๔ ปีแล้ว ก็จุติตายไปแล ต่อแต่นั้นมาพระอุปโยก็ให้คำหมู่ขึ้นมากินเชียงแสนหมื่นอุดมเชืองเหมืองเชียงแสนที่นี้ได้เป็นพรองเมืองศักราชได้ ๙๑๑ ตัวปีกัดเล้า หมื่นอุดมสร้างวัดหลังหนึ่งที่ในเวียงนั้น วิหารกว้าง ๗ วายาว ๑๒ วา เจดีย์กว้าง ๓ วาสูง ๗ วา ๒ ศอกแล้วใส่ชื่อว่าวัดอุดมนั้นแลพระอุปโยมากินเชียงใหม่ได้ ๓ ปีแล้ว ก็พลิกหนีคืนเมื้อล้านช้างที่เก่านั้นแล ต่อนั้นมาเสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็ไปอาราธนาเอาพระกุรวงษาอันเป็นราชวงศ์ยังเมืองนายนั้น มาเสวยเมืองพิงเชียงใหม่แทนพระอุปโยนั้น เหตุว่าชาติเชื้อขุนเครืองอันเป็นลูกเจ้าฟ้ามังรายไปตั้งอยู่เมืองนายสืบมานั้น ศักราชได้ ๙๑๓ ตัวปีลวงไค้ พระอุปโยพลิกหนีไปล้านช้างก็บ่ได้กินเมืองแทนพ่อแล พระยาคำหนูกินเมืองเชียงแสนที่นี้ได้ ๗ ปีแล้วก็จุติตายไปแล พระมิกุลวงษาเจ้าก็ยกเอาเจ้ากำพลอันเป็นเชื้อเมืองที่นี้เป็นหลานพระยาเงินกองนั้นให้เสวยเมืองเงินยางเชียงแสนที่นั้น ในศักราชได้ ๙๑๖ ตัวปีกาบยี่นี้พระมิกุลวงษาเจ้าก็ใส่ชื่อว่าพระยารัตนกำพลนั้นแล ศักราชได้ ๙๑๗ ตัวปีดับเม้า พระยาอุปโยยกกำลังศึกลุล้านช้างขึ้นมาโขงเวียงเชียงแสนที่นี้ อยู่นานได้ ๓ ปีปลาย ๗ เดือนก็บ่ได้เชียงแสนแล้วก็คร้านพ่ายหนีไปถึงหัวเชียงของ แล้วมันก็ไปสลักหินเป็นพระพุทธรูป เบนหน้าล่องใต้ห้ามทางไว้ที่นั้น ศักราชได้ ๙๑๘ ตัวปีระวายสี พระยากำพลเจ้าสร้างวัดป่าแดงหลวง วิหารกว้าง ๗ วาอก ยาว ๑๘ วาอก เจดีย์กว้าง ๔ วาสูง ๘ วาอก ตั้งแต่ท้าวกือนาลงไปกินเมืองเชียงใหม่วันนั้น ท้าวพระยากินเมืองเชียงแสนที่นี้ก็บ่กระทำตามประเพณีไปแล ศักราชได้ ๙๑๙ ตัวปีเมิงไส้เดือน ๗ เพ็ญ ฟ้ามังทลาอยู่เมืองหงสามาปราบแพ้เอาเมือง ฝ่ายล้านนาก้ำตะวันออกเอาได้เมืองนายแล้ว ก็ข้ามมาเอาเมืองฝางแล้วก็ลงไปเอาเมืองเชียงใหม่ แล้วก็มารบเมืองเชียงแสนที่นี้แล พระยากำพลออกรบก็บ่แพ้ พ่ายหนีจากเวียงแล้ว ฟ้ามังทลาก็ไล่เอาพระยากำพลก็ไปตกเมืองเสนหวีนั้นแล ฟ้ามังทลาได้เชียงแสนแล้วก็เอาเมืองเทิง เมืองน่าน เมืองแพร่ เมืองละครลำพูนแล้วมาอยู่เชียงใหม่ ฟ้ามังทลาปราบได้เมืองลานนาทั้งมวลแล้ว ตกปีลุนนั้นก็ปงให้ท้าวมีกุคืนกินเมืองเชียงใหม่ดังเก่าแล้วก็ใช้ให้ไปตามเอาพระยากำพลอันหนีไปเมืองแสนหวีนั้น คืนมากินเมืองเชียงแสนดังเก่าแล้วก็ร้องเรียกหายังผู้เฒ่าผู้แก่มาถามยังจารีตบ้านเมือง ครั้งนั้นเฒ่าสีเมืองจึงเอาหนังสือพื้นเมืองแต่เช่นพระราชเจ้าแสนพูตั้งแต่งไว้นั้น มากราบไหว้สาเจ้าฟ้ามังทลานั้น ครั้งนั้นทิพโสตฟ้ามังทลาเจ้าได้ตรองตรัสยัง[250]หนังสือพื้นเมืองทั้งมวลแล้ว พระเจ้าฟ้ามังทลาท่านก็มีพระราชอาชญาว่า ปักแคว้นแดนทั้งมวลอันท้าวพระยามหากษัตริย์เจ้าทั้งหลาย ฝูงอันเป็นแล้วมาแต่ก่อนนั้น หากทานไว้กับที่ใดพระองค์เราเป็นเจ้า ก็ทานไว้ที่นั้นดังราชประเพณีแห่งท้าวพระยาทั้งหลายฝูงนั้นทุกประการแล ปักแคว้นเจ้านายตนใดก็ให้เจ้าตนนั้นได้กินตามดังราชประเพณีนั้นเทอญ หากว่าถึงฤดูขวบปีมาถึง ก็ได้ให้ลงไปบูชาทิพโสต[251]ในเมืองหงสาวดีนั้นตามสติกำลังเทอญ เจ้าฟ้ามังทลาพระเป็นเจ้าก็ตั้งไว้ดังนี้แล จุลศักราชได้ ๙๒๘ ตัวปีเบิกซง้า พระมังทลาเจ้าก็พลิกคืนเมื้อเมืองหงสาวดีดังเก่า ส่วนเมืองยวนเชียงแสนที่นั้นก็ได้เป็นลูกเมืองเมงหงสาแต่นั้นมาแล ต่อแต่นั้นมาได้ ๖ ปีจุลศักราชได้ ๙๒๖ ตัวปีกาบไจ้ พระมิกุลกับพระยากำพลเชียงแสนพระยาละครพร้อมกันฟื้นฟ้ามังทลาแล้ว ฟ้ามังทลาก็มารบเชียงใหม่ได้แล้ว เอาตัวพระมิกุลกับคนครัวกลางหนึ่งเมื้อไว้เมืองหงสาเสียแล้ว ก็ไว้นางเทวีกินเชียงใหม่แทน จุลศักราชได้ ๙๓๐ ตัวห้ามังทลาไปรบเมืองอโยธยาได้แล้วฆ่าพระมหากษัตริย์อโยธยา อันเป็นชาติเชื้องวงษาแห่งพระยาพรหมกุมารเมืองโยนกนครเชียงแสนนั้นเสียแล้ว เอาพระยาเมืองพิษณุโลกอันเป็นชาติเชื้อเมืองละโว้เก่านั้นไปกินเมืองอโยธยาสืบไป ใส่ชื่อว่าศรีธรรมราชนั้นแล พระยากำพลเจ้ากินเมืองเชียงแสนที่นี้ได้ ๑๒ ปีก็จุติตายไปในปีนั้น เจ้าฟ้าหอคำตนลูกเป็นพระยากินเมืองเชียงแสนที่นี้แทนก็ในปีนั้นแล จุล ศักราชได้ ๙๓๔ ตัวปีเตาสัน ฟ้ามังทลาไปรบหนองคายหนองหาญลานช้างได้สิ้นแล จุลศักราชได้ ๙๓๙ ตัวปีเบิกยี่ ราชเทวีเมืองเชียงใหม่ก็จุติไปแล เจ้าฟ้าหน่อคำกินเมืองเชียแสนได้ ๙ ปีก็จุติตายไปในปีนั้น ต่อนั้นจุลศักราชได้ ๙๔๑ ตัวปีกัดเม้า เจ้าฟ้ามังทลาให้ม่านคือเจ้าฟ้าสาวัตถีชื่อว่ามังซานรธามังขยุมากินแทนราชเทวีเชียงใหม่แล้วให้พระยาลำพูนไปกินเมืองเชียงแสน ก็คืนเอาไปเสียเมืองใต้ แล้วก็ไว้นางเทวีกินอยู่ได้ ๓ ปีก็ย้ายไปไว้เสียเมืองเชียงใหม่ แล้วก็ให้พระยาหัวเคียนกินเชียงแสนแล เช่นนี้ได้เป็นลูกเมืองเมงเจ้ากินเมืองบ่มีมั่นเที่ยงแล
จุลศักราชได้ ๙๔๗ ตัวปีลวงไส้เจ้าภวมังทลาหลวงเมืองหงสาวดีถึงอนิจกรรมไปแล แล้วเสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็ยกเอาพระหัวระมังทลาตนลูกเค้านั้น ขึ้นเสวยเมืองหงสาเป็นภวมังทลายแทม ภวมังทลาตนพ่อ และจุลศักราชได้ ๖๔๗ ตัวปีดับเล้า เจ้าฟ้าสาวัตถีเมืองเชียงใหม่ไป รบอโยธยาแล้ว เสียนันทกอยผู้เป็นแม่ทัพไปตายเสียต่อบ่ได้หนีมาแล จุลศักราชได้ ๙๕๔ ตัวปีเตาสัน อุปราชาหงสาคือว่ามังแล มายอ[252]เอาศึกไปเมืองอโยธยา ได้รบพระนเรศปลางลานลูกเจ้าพระศรีธรรมราชามีกำลัง ๗ แสนแล้วก็บ่ได้โยธยาค้าน[253] หนีคืนมาแล เช่นนี้ลูกเจ้าฟ้าสาวัตถีมังซานรธามังขยุเมืองเชียงใหม่ขึ้นมากินเชียงแสนที่นี้ มีชื่อพี่ว่านรธาดั่งเก่าแล จุลศักราชได้ ๙๔๗ ตัวปีดับเมดเจ้าฟ้าล้านช้างมาคว่ำเมืองน่าน จักได้ให้เป็นเจ้าลานนาว่าดังนั้นก็บ่ได้ พากันพ่ายตกไปล้านช้างดังเก่าแล เช่นนี้ลูกเลี้ยงพระเจ้าฟ้าสาวัตถีเชียงใหม่ไปกินเมืองน่าน จุลศักราช ๙๖๐ ตัวปีเบิกเสด ลาวพื้นเจ้าภวมังทลาหนีจากหงสา ตกมากวนลำพูนเชียงใหม่แล้ว ตกไปพะเยา ตกลงไปลานช้างที่เก่าเขานั้นแล ชาวอโยธยาก็มารบเชียงใหม่บ่แตก เสียคนบ้านนอกไปพ่อง[254]ปีเดียวกันนี้แล จุลศักราชได้ ๙๖๒ ตัวปีกดไจ้ ออกญาเดโชมากินเชียงแสนแล จุลศักราชได้ ๙๖๕ ตัวปีกาเม้า เมืองสาดพื้นเมงม่านไปชักเอาลานช้างขึ้นมาเอาลานนาบ่ได้ ต่อเมืองพะเยาเชียงแสน เมืองฝางเชียงใหม่บ่ได้แล ออกญาเดโชมากินเชียงแสนได้ ๓ ปีก็หนีไปปีนั้นแล เจ้าฟ้าสาวัตถีกินเมืองเชียงใหม่ได้ ๒๘ ปีแล้วก็ตายไปแล ศักราชได้ ๙๖๙ ตัวปีเมิงเมดหม่องส้วยโทตนน้องกินเชียงใหม่แทนขวบปลาย ๒ เดือน[255]จุติตายไปแล ลูกผู้ถ้วนสองกินเมืองเชียงใหม่แทนไปและได้ ๒ ปีตาย แล้วตนหล้าช้อยกินแทนได้ ๑๓ ปีตาย แล้วต่อนั้นมาก็จึงให้จิมพระยาจ่าบ้านเชียงใหม่ขึ้นมากินเชียงแสน ครั้งนั้นพระยาจ่าบ้านเชียงแสนกินแล้ว จึงทนตัวไปน้อมเมงม่าน เอาช้างลงไปถวายเจ้าภวมังทลากับเมืองหงสาวดีนั้นแล แล้วได้รับพระราชทานเมืองละครมาเป็นเมืองขึ้นเชียงแสนบ่เท่าแต่นั้นเจ้าภวมังทลายินดี จึงกรุณายังพระยาเชียงแสนเป็นอันมากจึงยกให้เป็นเจ้าฟ้ากาเผือก ๗๕ พันนาเชียงแสนแล้ว ให้ประทานพวง[256]ช้างจิก[257]คำหลังแดงดาวคำแล ครั้งนั้นเชียง ใหม่ขาดบ่มีไผ่เป็นเจ้าเมือง แต่นั้นมาเชียงแสนจึงได้ทนตัวเอาราชการเข้านบพระบาทในหงสาวดี บ่ได้พรองกับเชียงใหม่แต่นั้นมาแล จุล ศักราชได้ ๙๗๖ ตัวปีเบิกยี่ลูกเจ้าฟ้าสาวัตถีเชียงใหม่คือว่าพระยาน่านกินเมืองได้ ๒๑ ปีแล้ว ก็จุติตายไปในปีนั้น แล้วพระราชเทวีกินเมืองแทนแลเช่นนี้ม่านเมืองอังวะก็ได้ลงมาเอาราชการในหงสาทั้งมวล ครั้งนั้นยังมีลูกพระยาอังวะตนหนึ่งชื่อว่าเจ้าฟ้าสุทโธเสวยเมืองอังวะเแทนพ่อ แล้วก็ได้ลงมาเอาราชการนบพระบาทอยู่ในหงสาวดีนั้นแลจุลศักราชได้ ๙๘๖ ตัวปีกาบไจ้ พระยาเมืองเชียงของพื้นภวมังทลาแล ท่านก็แต่งให้เจ้าฟ้าสุโธอังวะกับอุปราชามังและทิพตนน้อง ขับเอาทัพขึ้นมาตั้งอยู่ที่นี้แล้ว ก็ยกล่องรบเชียงของเดือน ๑๒ ออก ๙ ค่ำได้ ปีดับเป้าหลังนั้น เมืองน่านซ้ำพื้นแถม ก็ยกทัพลงมารบเมืองน่านได้แล้วคืนมาตั้งอยู่เชียงแสน เจ้าฟ้าสุทโธตั้งอยู่ทุ่งสีพองตะวันตกเวียงเชียงแสนแล เจ้าอุปราชามังแลจ่อเจ่าตั้งอยู่ยังทุ่งยางงามหัวเวียง แล้วบ่ถูกบ่แมน[258]กันเกิดเป็นกลียุคกันวันอาทิตย์คืนหนึ่ง ในกาลนั้นเสนาอำมาตย์เมืองเชียงแสนคนหนึ่งชื่อว่าแสนหลวงเรือดอน พร้อทกับด้วยพระสงฆ์เจ้าทั้งหลาย มีมหาป่าเจ้าไผ่งามเป็นประธาน ออกห้ามเจ้าทั้งสองจึงเมี้ยนดี[259]กับด้วยกันแล ครั้งนั้นเจ้าฟ้าสุทโธธรรมราชเจ้าอังวะก็มีคำยินดีนัก ก็ยังตั้งแสนหลวงเรือดอนกับหน่อคำทั้งสองพ่อลูกให้เป็นใหญ่ในอาณารัฐทั้งมวลแล้วก็ตั้งยังแสนหลวงเรือดอนตนพ่อนั้นให้เป็นเจ้าฟ้าหลวงทิพเนตรกินเมืองยวนเชียงแสนทั้งมวล ก็ยกยังเจ้าหน่อคำผู้ลูกนั้นให้เป็นเจ้าฟ้าหมวกคำรองตนพ่อแล้วก็แต่งให้กินแคว้นเมืองฝาง เจ้าทั้งสองก็พากันไปหงสาวดีเช่นนี้เมืองหงสาได้เป็นกษัตริย์เจ้าแก่ม่านไทยยวนทั้งมวลแล เจ้าภวมังทลาตนพี่นั้นก็จุติตายไปปีนั้นในเมืองหงสาวดีที่นั้นแลอุปราชามังและทิพเนตรได้ขึ้นเป็นมหากษัตริย์แทนพี่ในจุลศักราช ๙๘๙ ตัวปีเมิงเม้านี้แล จุลศักราชได้ ๙๙๐ ตัวปีเบิกสี พระเจ้าฟ้ามังและทิพเนตรหงสากับเจ้าสุทโธธรรมราชอังวะ ก็พากันขึ้นมาลานนาแถม มาถึงหว่าง กลางเชียงใหม่กับเชียงแสน ครั้งนั้นพระเจ้าทั้งสองบ่ชอบบ่แม่นกับด้วยกัน พระเจ้าฟ้ามังและทิพเนตรพลิกหนีคืนไปเชียงใหม่แล้วก็ลงไปหงสาเสีย เจ้าฟ้าสุทโธธรรมราชเจ้าก็แผ่วขึ้นมาเชียงแสนที่นั้น ท่านก็ขึ้นอยู่โรงนางกาเผือกแล้ว ก็ปงให้จิมฟ้าหลวงทิพเนตรกับเจ้าหน่อคำสองพ่อลูกให้กินเมืองยวนเชียงแสนและอาณารัฐทั้งมวลแล้ว ก็ให้ตั้งโรงอยู่ในประตูท่าหลวงภายเหนือที่นั้น แล้วเจ้าฟ้าสุทโธธรรมราชท่านก็ไปอังวะเสีย ครั้งนั้นเจ้าฟ้าเชียงแสนทั้งสองพ่อลูก ก็เอากันไปส่งถึงน้ำแม่คงแล้วก็พลิกมา ในกาลนั้นพระยาม่านเชียงใหม่คือว่าลูกเลี้ยงเจ้าฟ้าสาวัตถีนั้น เขาเป็นใจกษัตริย์เมงหงสาแล้ว ก็แต่งให้พระยาเมืองละครขึ้นเกิดเอาพระยาเชียงแสนทั้งสองพ่อลูกได้แล้ว ก็เอามาขังไว้ยังเมืองเชียงใหม่นั้นแล ส่วนว่าพระสุทโธธรรมราชลงเมื้อถึงอังวะแล้ว ก็เกณฑ์เอาศึกพลหาญแล้วก็ลงไปหงสา ครั้นว่าไปถึงหงสาแล้วก็ได้ยังชัยชนะ แล้วก็เอาเจ้าฟ้ามังและจ่อจาวทิพเนตรลงเสีย ส่วนเจ้าศรีสุทโธธรรมราชอังวะได้เป็นเอกราชแล้ว พระเจ้าสุทโธธรรมราชได้นั่งแท่นแก้วในเมืองอังวะก็ปีนั้น แต่นั้นมาม่านอังวะได้คืนเป็นเอกราชและเป็นกษัตริย์เมงในหงสาวดีก็มาสุดสิ้นปีนั้น ส่วนว่าพระยาละครอาสาขึ้นเอาพระยาเชียงแสนพ่อลูก ต่างพระเจ้าเชียงใหม่ได้แล้ว ท่านก็ยินดียกเอาพระยาละครขึ้นเป็นพระยาศรีสองเมืองวิชัยปราการ และให้เมื้อกินเมืองเชียงแสนแล้ว ก็แต่งให้แสนอาชาเมืองเชียงใหม่ที่นั้น ให้มาเป็นหงวน[260]เมืองเชียงแสนที่นั้นแล้ว ก็ป่าวเอาศึกได้ ๓,๐๐๐ คนมาอยู่รั้งได้ ๓ ปีแล้ว ถึงปีลวงเมดศักราชได้ ๙๙๓ ตัว ก็มาเห็นพระเจ้าเชียงใหม่เอาเจ้าฟ้าหลวงทิพเนตรเชียงแสน ทั้งสองพ่อลูกมาขังไว้นั้น ส่วนว่าพระจิมศรีสุทโธธรรมราช ก็มีพระราชอาชญารอนเอาพระเจ้าเชียงใหม่ ลงไปไว้เสียยังเมืองหงสานั้นพร้อมทั้งคนทั้งครัวย่อยหญิงย่อยชาย[261]นับสิ้น ละเชียงใหม่ร้างเสียแล้ว ส่วนว่าพระเจ้าสุทโธธรรมราชท่านก็เอาเจ้าฟ้าหลวงทิพเนตรกับเจ้าหมวกคำทั้งสองพ่อลูกนั้นคืนเมื้อเป็นพระเจ้าเมืองเชียงแสนที่เก่าแล้ว ก็ปงพระยาศรีสองเมืองอันลุกละครมากินนั้น ส่วนว่าคนครัวเมืองเชียงใหม่ทั้งมวลท่านก็ลองเอาไปถึงกลางทาง ไปถึงที่บ้านเมืองกลางนั้น ครั้งนั้นยังมีเสนา ๒ คน ชื่อว่าพระยาแสนหลวงกับพระยาสามล้าน มีคน ๗ ครัวก็ลักหนีคืนมาตั้งอยู่เวียงเชียงแสนที่เก่าเขาที่นั้น ก็คืนเป็นเมืองมาแถม ส่วนว่าเจ้าสุทโธธรรมราชก็บ่รู้ว่าเชียงใหม่เป็นเมืองมานั้น ท่านก็มาตั้งอยู่ยังไชยบุรีเชียงแสนที่นี้แล้ว ก็ตั้งให้เจ้าหมวกคำตนลูกนั้น ให้เอาใจรู้คนในเมืองขวางดังเก่าแล ศักราชได้ ๙๙๔ ตัวปีเตาสัน ส่วนว่าพระยาเมืองขวางนั้น เขาก็กระด้างกระเดื่องขัดแข็งอยู่บ่เข้าสู่สมภารเมืองเชียงแสนดังแต่ก่อน เหตุว่าเขาบ่รู้ว่าพระเจ้าสุทโธธรรมราชเจ้าปราบแพ้เมงหงสานั้น ครั้งนั้นเจ้าฟ้าสุทโธธรรมราชเจ้าก็ตกเอาทัพคนศึกแต่ลานนา และสิบสองพันนาลื้อแลมทั้ง[262]หลายมาพร้อมแล้ว ก็ยกจากเวียงไชยบุรีศรีเชียงแสนที่นี้ออกไปรบเมืองขวางที่นั้น ไปขังอยู่เป็นอันนานเหตุว่าคนหาญเมืองนั้นมีมากเหตุว่าหมู่โจรด้วย ๔๐๐ พ่าย มังทลาแต่ก่อนหนีจากเมืองละครมาโป๊ะ[263]อยู่นั้น เหตุนั้นพระเจ้าสุทโธธรรมราชเจ้าตีเมืองฝางที่นั้นสามปีจึงแตก ครั้นได้เมืองฝางแล้วก็ริบรอนเอาอามอกสีนาดคนครัวทั้งหลาย ส่งไปอังวะเสียเป็นอันมาก ละค้างไว้ในเมืองแต่เกิ่ง[264]แต่บิ้นแล้ว ก็ปงให้จิมฟ้าหมวกคำตนเป็นลูกพระเจ้าฟลวงทิพเนตรเชียงแสนได้กินดังเก่า ส่วนว่าพระเจ้าศรีสุทโธธรรมราชเจ้า ท่านก็กลับคืนมาอยู่เวียงไชยบุรีศรีคองแมนเชียงแสนอยู่ยังราชโรงหลวงนางกาเผือกแล้ว ก็หาผู้เฒ่าผู้แก่อันรู้จารีตบ้านครองเมืองมาถามดูในกาลนั้นเฒ่าสีเมืองกับแสนหลวงไชยชิตก็พร้อมกันเอาหนังสือพื้นเมืองยวนเชียงแสนแต่เช่นพระราชเจ้าแสนพู ธิราชตั้งไว้นั้นมาไขกราบไหว้ ครั้งนั้นพระเจ้าศรีสุทโธธรรมราชท่านได้ตรัวตรองจารีตบ้านครองเมืองแจ้งแล้ว พระเจ้าฟ้าสุทโธธรรมราชเจ้าก็มีพระราชอาชญากรุณาว่าเขตต์แขวงแดนที่ทั้งมวลอันท้าวพระยามหากษัตริย์เจ้าทั้งหลายทานไว้กับวัดวาอารามทั้งหลายมาแต่ก่อนนั้นมีฉันใดเราพระองค์ได้เป็นเจ้าแล้ว ก็จักทานไว้ด้วยดังท้าวพระยาทั้งหลายฝูงอันเป็นแล้วมาแต่ก่อนนั้น เขตต์แดนเมืองทั้งมวลเป็นปักแคว้นเขตต์แดนเจ้านายขุนตนใด ก็ให้ยื่นถวายเจ้านายขุนตนนั้นเทอญ พระเจ้าศรีสุทโธธรรมราชเจ้าปราบได้เป็นเจ้าแก่ลานนาไทยทั้งมวลแล้ว ท่านก็ตั้งไว้ฉันนั้ ศักราชได้ ๙๙๘ ตัวปีระวายไจ้ พระเจ้าสุทโธธรรมราชก็เสด็จลงไปอยู่เมืองอังวะ ศักราชได้ ๙๙๙ ตัวปีเมิงเล้าก็มายอลูกแก้วพันตนแล้ว จึงมีพระราชอาชญาให้สร้างวัดเชตวันที่โรงนางกาเผือกนั้น ให้เป็นราชสถานแล้ว ก็นิมนต์เอายังมหาป่าไผ่งามเจ้าดอนแท่นเข้ามาอยู่เชตวันอารามกลางเวียงแล้ว ก็ยกให้เป็นสมเด็จเจ้าแล้ว ก็แต่งเรือนนางฟ้ากาเผือกอยู่เสีย ฝ่ายคองหลวงภายเหนือแล้ว ให้เป็นมูลศรัทธาวัดเชตวันที่นั้น พระเจ้าฟ้าศรีสุทโธธรรมราชได้ปราบเฟืองฟ้าฝ่ายคงก้ำตะวันออกแล้ว ท่านก็ปงกรุณาให้เจ้าฟ้าหลวงทิพเนตรกับเจ้าฟ้าหมวกคำทั้งสองพ่อลูกเป็นใหญ่แก่ลานนาทั้งมวลคือว่า เชียงราย พะเยา เมืองฝางหางสาด ชะวาดน้อยยางมันเมืองตวนปุเรงเมืองกกพูเพียงเชียงตุบเมืองกายสามท้าวเมืองม้าท่าล่อเมืองวะเชียงขานบ้านยู้เมืองหลวยเมืองยอง เมืองสิงนอ เมืองหลวงภูคาภูคะทาง และเชียงชี เชียงของ เทิงเมืองล่อน่านแพร่ละครทั้งมวลแล้ว ให้แสนหลวงเถิงกินท้องช้างและเรือดอนเรือหวายท่าทั้งมวลและให้หมื่นฟ้อนหลวงกินเกินบก แล้วให้หมื่นฟ้อนน้อยกินหกนา ให้หมื่นหลวงสุทธลือชัยกินแคว้นในพันนาแพงแล ท่านก็แต่งไว้ฉันนี้แล้ว ก็ปงให้เจ้าฟ้าหลวงทิพเนตรเชียงแสนใจรู้ทั้งมวลแล เช่นนี้พระเจ้าศรีสุทโธธรรมราชอังวะเป็นกษัตริย์แก่เมงและไทยทั้งมวลแล เช่นนี้เจ้าฟ้าหลวงทิพเนตรกินเมืองไชยบุรีศรีเงินยางเชียงแสนแล้ว พระยาหลวงไชยชิตสร้างวัดยืนแถมใหม่ เจดีย์กว้าง ๔ วาอกสูง ๑๑ วา อกบรรจุพระธาตุย่อย ๓๔๐ องค์ ในจุลศักราช ๑๐๐๐ ตัวปีเบิกยี่นี้ นางฟ้ากาเผือกเมืองเชียงแสนก็จุติตายไปในปีนี้แล
ที่นี้จักกล่าวยังวัดทั้งหลายอันมีในเวียงและนอกเวียงแห่งไชยบุรีเชียงแสนก่อนแลปฐม วัดบุญยืนริมประตูนางเทิงหัวเวียงตะวันออก ๑ วัดมหาโพธิต่อมาตะวันออก ๑ วัดมงคลแจ้งริมน้ำ ๑ วัดเชียงน้อยต้นลาน ๑ วัดป่างัวเชียง ๑ วัดอาทิตย์แก้ว ๑ วัดพวกพันตอง ๑ วัดสังกายางเงิน ๑ วัดผ้าขาวพาน ๑ วัดชุมแสง ๑ รวม ๑๐ วัดมี หนอิสาณแล วัดบู่คำริมประตูท่าหลวงภายใต้ ๑ วัดปราสาทคุ้มถัดเข้ามากลางเวียง ๑ วัดเชตวัน ๑ วัดพระยืน ๑ วัดพระนอน ๑ วัดพระคำกลางบ้าน ๑ วัดป่าเชียง ๑ วัดจายี่ ๑ วัดเชียงหิน ๑ วัดพระหิน ๑ วัดคว้าง ๑ วัดเสาดินริมประตูท่าเสาดิน ๑ มาถึงนี้มี ๒๐ วัด ห้อง กล่างฝ่ายตะวันออก วัดแก่งฝา ๑ วัดบ้านร้อง ๑ วัดสนุก ๑ วัดสวัสดี ๑ วัดแสนรมณ์ ๑ วัดปทุมใต่ ๑ มาถึงนี้มี ๓๐ วัด ตะวันออกแจ่งใต้และวัดไชยอาราม ๑ วัดเชียง ๑ วัดสุทธาวาส ๑ วัดโบสถ์ ๑ วัดจำปาเหลือง ๑ วัดราชอาราม ๑ วัดหนอสา ๑ วัดพวงต้น ๑ วัดสายหม้อ ๑ วัดออกเรียง ๑ มาถึงนี้มี ๔๐ วัดห้องใต้แล วัดศรีคำแจ่งหรดี ๑ วัดอโศก ๑ วัดสอยดาว ๑ วัดโกศล ๑ วัดหลักพัน ๑ วัดสมภาร ๑ วัดพันโรง ๑ วัดแสนทอง ๑ วัดพระหลวงวัดพระบวช ๑ มาถึงนี้มี ๕๐ วัด ตั้งแต่แจ่งหรดีขึ้นมากลางแล วัดพระทองน้อย ๑ วัดล้านทอง ๑ วัดพระยอม ๑ วัดอุดม ๑ วัดเสาเคียน ๑ วัดหมื่นเชียง ๑ วัดต้นต้อง ๑ วัดพันเช่า ๑ วัดดอกบัว ๑ วัดมหาวัน ๑ มาถึงนี้มี ๔๐ วัด ห้องกลางเวียงฝ่ายตะวันตกแล วัดเจ็ดหาง ๑ วัดมหาธาตุ ๑ วัดมหาอาราม ๑ วัดวงกตใน ๑ วัดปราสาทประตู ๑ วัดหอแก้ว ๑ วัดอ้อมแก้ว ๑ วัดต้นยางใน วัดศรีบุญโต ๑ วัดศรีชุมริมแจ่งขวัว[265]ดิน ๑ มาถึงนี้มี ๗๐ วัน ห้องตะวันตกเฉียงเหนือ วัดอารามเชียงมั่นหัวเวียงริมประตูนางถึงฝ่ายตะวันตกแล วัดภูมเมืองถัดลงมา ๑ วัดแสนเมืองมา ๑ วัดร้อยข้อ ๑ วัดเสาจันทร์ ๑ มาถึงกลางที่นี้มี ๗๐ หลัง ค่าอันมีเวียงในแล
วัดอันมีเวียงนอกประการนั้น วัดผ้าขาวสายแทนหัวดอน ๑ วัดพระแก้ว ๑ วัดพระคำ ๑ วัดพระทองทิพป่าตาล ๑ วัดไผ่งาม ๑ วัดดอนคว้างใต้ ๑ วัดจันทร์ ๑ วัดป่าแจ่งใต้ ๑ วัดหนสวน ๑ มาถึงนี้มี ๑๐ หลัง ด้านอาคเณย์แล วัดประสงค์ท่าม่าน ๑ วัดหญ้ารัด ๑ วัดเวฬุวัน ๑ วัดสังคโลก ๑ วัดป่าก่ง ๑ วัดสมรา ๑ วัดป่าแดงหลวงริมแจ่งเวียง ๑ วัดข่วงทราย ๑ วัดป่าอานม ๑ วัดโกศลนอก ๑ มาถึงนี้มี ๒๐ หลังหนใต้แล วัดกู้เต้า ๑ วัดพระครู ๑ วัดลือช้าง ๑ วัดอุโมงค์นอก ๑ วัดป่าแดงน้อย ๑ วัดดอกเกียง ๑ วัดศรีคองแมน ๑ วัดสวนดอกนอก ๑ วัดหมากเวิน ๑ วัดแก้วกาย ๑ มาถึงนี้มี ๓๐ หลังแล ด้านตะวันตกแจ่งใต้ลัดป่าสักเหนือประตูเชียงแสน ๑ วัดนาแรน ๑ วัดอุโมงค์ ๑ วัดบ้านแรม ๑ วัดบ่อเดือด ๑ วัดป่าศรีไชยา ๑ วัดประตูข้าม ๑ วัดจอมสวน ๑ วัดป่าหลวง ๑ วัดดอยเรือใน ๑ มาถึงนี้มี ๔๐ หลังด้านแจ่งขวัวดินแล วัดสวนสนุกตีนดอยที่หัวนาค ๑ วัดจอมแจ้งที่หางนาค ๑ วัดจอมกิตติธาตุเจ้า ๑ วัดดอยวงกตนอก ๑ วัดอ้อมแก้วนอก ๑ วัดไชยปราการ ๑ วัดพระเจ้าหลวงดอยเรือนอก ๑ วัดป่าทิพ ๑ วัดบ้านยอง ๑ วัดจอมศรี ๑ มาถึงนี้มี ๕๐ หลัง ด้านตะวันตกแจ่งเหนือ วัดช้างข่วน ๑ วัดป่าเชียงนอก ๑ วัดปทุมเหนือ ๑ วัดป่าคำ ๑ วัดอินทนิล ๑ วัดตนรุ่ง ๑ วัดน้อยผ้าขาว ๑ วัดมหาพน ๑ วัดยามงาม ๑ วัดสบหอม ๑ วัดหมากพันลำ ๑ วัดต้นยางนอก ๑ วัดแจ่งท่านาค ๑ วัดสบเกียง ๑ มาถึงนี้มี ๖๖ วัดแล หมู่นี้ด้านเหนือมาแจ่งท่านาคตะวันออกแล วัดอันมีเวียงในและเวียงนอกเวียงเหรัญญเงินยางเชียงแสนทั้งมวล ชั้นในมี ๗๕ วัด ชั้นนอกปราการมี ๖๖ วัด ทั้งมวลรวมเข้าด้วยกันมี ๑๔๑ วัดแลนับค่าอันมีในเวียงกับนอกปราการไกลประมาณ ๕๐๐ วารอบทุกด้านนั้นแล
ทีนี้จักจายังวัดอันมียังดอนมูลภูกวาวนั้นก่อนแลวัดป่าดักหลวงหัวดอน ๑ วัดภูกวาว ๑ วัดโพธิ์ศรี ๑ วัดศรีนาง ๑ วัดป่าดักน้อย ๑ วัดสอยฟ้า ๑ วัดหมากปิงหลวง ๑ วัดบุพพลา ๑ วัดหางดอน ๑ ถอยริมแควหลวงมี ๘ หลังแล วัดสร้อยหลาก ๑ วัดจอมทองกลางดอน ๑ วัดเรือนแก้ว ๑ วัดแจงไคร่ ๑ นี้ห้องกลางมี ๔ หลังแลภายแควน้อยวัดแว่นแก้ว ๑ วัดโคมคำ ๑ วัดหาดนางแสน ๑ วัดงิ้วเพร้า ๑ วัดเชียงยืน ๑ วัดหาดฮ่อ ๑ วัดเชียงลาว ๑ วัดยางทราย ๑ วัดผาหงอ ๑ แควน้อยมี ๙ หลังทั้งมวลมี ๔๑ หลังรวมเข้ากันแล ค่าวัดอันมีในดอนมูลภูกวาวแคว้นขวาของให้แล เหตุว่าเป็นที่ใหญ่ชุมมวลกันจึงจดหมายไว้ให้ได้รู้ ยังชื่อที่สถานทั้งมวลด้วยเหตุนี้แล วัดอันมีพันนอกทั้งหลายฝูงอื่นบ่เป็นชุมเป็นมวลบ่ได้กฎหมายแล ที่วิเศษอันพระพุทธเจ้าฐาปนาไว้นั้นหากมีกับตำนานนั้นทุกแห่งทุกที่ในที่นี้บ่ได้กฎ หมายไว้แล
ทีนี้จักจาด้วยพระเจ้าฟ้าศรีสุทโธธรรมราชเจ้าได้เป็นมหากษัตริย์ปราบลานนาไทยลาวเมงทั้งมวลแล้ว ส่วนว่าบ้านเมืองไพร่ไทยทั้งมวลก็อยู่เย็นเป็นสุขต่อแต่นั้นมาแล จุลศักราชได้ ๑๐๑๐ ตัวปีเบิกไจ้ พระ เจ้าศรีสุทโธธรรมราชอังวะก็จุติไปแล แล้วก็ยกเอาเจ้านัญชขึ้นนั่งแท่นแก้วเป็นกษัตริย์อังวะแทนแล จุงซักราชได้ ๑๐๑๑ ตัวปีกัดเป๊า มหา ราชครูเจ้าดอนกวางอนิจจกรรมไปแล จุลศักราชได้ ๑๐๑๒ ตัวปีกดยี่ พระเจ้าฟ้าหลวงทิพเนตรตนพ่อกินเมืองเชียงแสนได้ ๒๐ ปีก็จุติไปแลแล้วยกเอาเจ้าฟ้าหนอคำตนลูกเป็นเจ้าฟ้าหมวกคำ เสวยราชสมบัติในเชียงแสนหลวงต่อไปแล ส่วนว่าเมืองฝางนั้นก็รุ่งเรืองมาตลอดแล ส่วนว่าเมืองเชียงใหม่ที่นั้น เจ้าฟ้าศรีสุทโธธรรมราชเลิกเอาไปสิ้นแล้วพระยาแสนหลวงกับสามล้านลักหนีขึ้นตั้งอยู่แถม บัดเดี๋ยวนี้ก็รุ่งเรืองมามากนักแล เจ้าฟ้าหมวกคำกินเมืองมาได้ ๕ ปีแล้วก็อนิจจกรรมไปใน ศักราชได้ ๑๐๑๗ ตัวปีดับเมดนี้ แล้วยกเอาพระแสนเมืองตนลูกขึ้นกินเมืองแทนก็ในปีเดียวกันนี้แล กินแล้วก็เอาลงไปอังวะได้ ๓ ปี ศักราชได้ ๑๐๑๙ ตัวปีเมิงเล้า น้ำท่วมเมืองทุกแห่งพระแสนเมืองได้เจ้าฟ้าแล้ว มานั่งเมืองและเจ้าฟ้าแสนเมืองกินเมืองมาได้ ๕ ปี ศักราชได้ ๑๐๒๑ ตัวปีกัดไค้ ศึกฮ่อมาตกเมืองกลางหลวงแตกตื่นมากนัก มหากษัตริย์เจ้านัญชอังวะอนิจจกรรมไป พระเจ้าเมืองเบ่ขึ้นเป็นกษัตริย์นั่งแท่นแก้วอังวะก็ปีเดียวนี้แล ศักราชได้ ๑๐๒๒ ตัว พ่ายชาวใต้อโยธยาครั้งเมืองอุปราชาตนชื่อว่าเอกาทศรถขึ้นมาปราบได้เมืองเชียง ใหม่แล้ว มาเอาเมืองฝางได้แล้วมาตั้งอยู่เมืองฝางที่นั้น ชาวเมืองเชียง แสนเรานี้ ก็พากันไปต้อม[266]รอมกันอยู่ในป่าหนใต่ที่หว่างกลางเชียงของกับสวนดอกนั้น ก็ตั้งเวียงพรางอยู่ณที่นั้น ก็ได้ชื่อว่าเวียงเชียงแสนน้อยนั้นแล เช่นนี้เมืองเชียงใหม่และเมืองฝางก็ได้เป็นลูกเมืองใต้อโยธยา ศักราชได้ ๑๐๒๓ ตัว ศึกฮ่อซ้ำลงมาแถม จุลศักราชได้ ๑๐๒๔ ตัวปีเตายี่จึงได้ออกมาตั้งเมืองดังเก่า แต่นั้นมาบ่ได้ไปเฝ้ากษัตริย์เจ้าในเมืองอังวะ ก็ขาดจากราชการในอังวะแต่นั้นมาได้ ๑๔ ปี ถึงศักราชได้ ๑๐๓๐ ปีเบิกสัน พระเจ้าเมืองเบ่อนิจจกรรมไปแล้วมหาธรรมภุกามขึ้นนั่งแท่นแก้วเป็นมหากษัตริย์เจ้าอังวะแทนต่อมา ศักราชได้ ๑๐๓๔ ตัว เจ้าฟ้าแสนเมืองกินเมืองเชียงแสนนานได้ ๑๘ ปีแล้วก็อนิจจกรรมไป แล้วพระอินทร์เมืองตนลูกขึ้นเป็นเจ้าฟ้ากินเมืองแทน ก็ในศักราชเดียวนี้แล มหาธรรมแต่งให้ฟ้าส่างกุ่งเป็นโปชุกขึ้นมานั่งเมืองเชียงแสนก็ในจุลศักราช ๑๐๓๔ ตัวเดือน ๕ นี้แล แต่นี้นขุนสนามเชียงแสนที่จึงได้เก็บของเลี้ยงโปชุกไป เจ้าฟ้าอินทร์กินเมืองมาได้ ๗ ปีแล้วก็อนิจจกรรมไปในศักราช ๑๖๔๐ ตัวปีเบิกซง้า แล้วก็ยกเอาพระเฉลิมเมืองตนลูกขึ้นเป็นพระเจ้าฟ้า เสวยเมืองเชียงแสนที่นี้ต่อไปก็ปีเดียวกันนี้แล ศักราชได้ ๑๐๔๕ ตัวราชครูเจ้าวัดหลวงอนิจจกรรมไปแล้วใส่ปราสาทต่างลูกนกหัสดีลิงค์ส่งสักการด้วยเรือพ่วงกลางน้ำแม่ของ[267]แล้ว ถึงเดือน ๑๒ สมเด็จเจ้าวัดป่างัวเชียงอนิจจกรรมไปก็ใส่ปราสาทต่างลูกนกหัสดีลิงค์ส่งสักการฉันเดียวกันนั้นแล ศักราชได้ ๑๐๔๖ ตัวปีกาบไค้เดือน ๖ เพ็ญวันพุธมหาสัทธาเจ้าฟ้าเฉลิมเมืองเป็นเค้าแก่เสนาอำมาตย์ประชาราษฎร์ทั้งมวลพร้อมกันเวียกสร้างพระธาตุเจ้าจอมกิตติ ได้ขวบหนึ่งจึงสำเร็จบริบูรณ์ ศักราชได้ ๑๐๔๗ ตัวปีดับเป้า หกเพ็ญวันพุธมีการฉลองทำบุญให้ทานและมีดอกไม้ไฟแสนแปดหมื่นกระบอกหนึ่ง บอกน้อยมากหลาย เดือน ๖ แรม ๓ ค่ำวันจันทร์ตกปีใหม่แล้วแรม ๔ ค่ำ เจาะบอกไฟหลวงบูชามหาธาตุเจ้าที่ทุ่งห้วยหอมขึ้นนัก ศักราชได้ ๑๐๔๘ ตัวปีระวายยี่ เมืองยองพ่ายแมงชาระแตกหนีมาอยู่เวียงเชียงแสนที่นี้ แมงชาระก็มาถึงเชียงแสนที่นี้แล้วก็ลงไปรบเมืองเชียงใหม่ก็ได้แท้แล้ว ตัวแมงชาระก็กินเมืองเชียงใหม่อยู่ที่นั้นศักราชได้ ๑๐๕๐ ตัวมหาป่าเจ้าศรีไชยตนหลวงอนิจจกรรมไปแล้วใส่ปราสาทต่างลูกนกหัสดีลิงค์ส่งสักการด้วยพ่วงแพ ศักราชได้ ๑๐๕๔ ตัวพระเจ้าฟ้าเฉลิมเมืองเสวยเมืองมานานได้ ๑๔ ปีอนิจจกรรมไป แล้วฟ้าส่างกุ่งโปชุกก็ไปเจ้าฟ้าเมืองหลวงมากินเมืองเชียงแสนแทนแล้ว ก็แต่งหน่อเมืองลูกเจ้าฟ้าเฉลิมเมืองผู้พี่นั้นให้เป็นเมวหงวนนาซ้ายแล้ว ก็แต่งให้ลมเสนผู้น้องนั้นเป็นเมวหงวนนาขวาแล้ว ฟ้าเมืองหลวงกินเมืองได้ปี ๑ ศักราชได้ ๑๐๕๕ ตัวปีกาเล้า เมืองเชียงแสนที่นี้แห้งแล้งฟ้าฝนก็บ่ตกข้าวแพงนัก ลมเสนตนน้องเป็นเจ้าพันนาขวาหนอเมืองตนพี่เป็นเจ้าพันนาซ้ายแลฟ้าส่างก็เมื้อเมืองอังวะเสียในศักราช ๑๐๕๕ นี้แล แต่นั้นม่านมากระทำให้มีสันทะไปแลศักราชได้ ๑๐๕๗ ตัว ฟ้าเมืองหลวงกินเมืองได้ ๔ ปีแล้วก็จุติตายไปแล แล้วก็ใส่ปราสาทต่างลูกนกหัสสดีลิงค์ส่งสักการเสีย เสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็พร้อมกันยกเอาเจ้าหนอเมืองพันนาซ้ายตนพี่นั้นขึ้นกินเมืองแทนแล้ว ให้ลมเสนนาขวาตนน้องเป็นจักคายหลวงรองตนพี่ ศักราชได้ ๑๐๕๘ ตัว สมเด็จมหาปาลเจ้าวัดเชตวันก็ถึงแก่อนิจจกรรมไปแล้ว ใส่ปราสาทลูกช้างเอราวัณส่งสักการด้วยเรือพ่วงกลางน้ำแม่ของที่ท่าหลวงนั้น ศักราชได้ ๑๐๖๑ ตัว มหาธรรมเจ้าภุกามอนิจจกรรมไปแล้วก็ยกเอาเอ่งเชตนน้องเป็นมหาธรรมนั่งแท่นแก้วอังวะแทนต่อไปก็ในปีเดียวกันนี้แล ศักราชได้ ๑๐๖๒ ตัวปีกดสี มหาธรรมอังวะมีมินต่ำมาให้ย้ายเอาหนอเมืองตนพี่ไปกินเชียงรายแล้ว ยกเอาลมเสนนาขวาตนน้องนั้นขึ้นกินเมืองเป็นเจ้าฟ้าเชียงแสนแทน ศักราชได้ ๑๐๖๓ ตัวมหาธรรมอังวะแต่งให้ระอย่าเจ่สู่งมาเป็นเมวหงวน แอ่พลแอ่มาเป็นจักคาย[268]เมืองเชียงแสนมีลูกน้องสามคน ขุนเมืองทั้งมวลหาอันเลี้ยงบ่ได้จึงพร้อมกันเก็บเอาข้าวริบ เดือนไหนทอดที่เมวหงวนข้าวสารแสนหนึ่งคำกิน[269]พริกเกลือทั้งมวล เป็นเบี้ยสองแสนห้าหมื่น ก็ทีจักคายข้างสารห้าพันเบี้ยสองหมื่นห้าพันชื่อคำกินหมากพลูรากฝาให้กุ่ม[270]เดือนแล้ว ปันคนให้อยู่มีหญ้าม้าเมวหงวนสองคน ที่จักคายสองคนเอาหลัวผู้หนึ่งเอาหญ้ามาผู้หนึ่งแล คนเอาหลัวนั้นเอาลวะบ้านท่อนหนึ่งลวะบ้านเยิม ลวะบ้านช้างหนึ่งมีดังนี้ ตั้งแต่เอ่งเชขึ้นเป็นมหาธรรมอังวะนี้ ลานนาไทยเราเป็นทุกข์ไปแลครั้งละน้อยแต่นั้นมาแล เหตุว่าได้เก็บเบี้ยมาเลี้ยงม่านนั้น ศักราชได้ ๑๐๖๓ ตัวนี้มหาธรรมอังวะยกทัพมาตั้งอยู่เชียงแสนที่นี้ แล้วก็ยกขึ้นรบเมืองแมนริมเมืองฮ่อนั้นบ่ได้ แล้วก็พลิกมาอยู่เชียงรุ้งที่นั้นปี ๑ ศักราชได้ ๑๐๖๔ ตัวปีเตาซง้า ลาวลานช้างมาน้อมสมภารแล้วเอาลงไปอังวะ ในปีนั้นเมืองแล้งข้างแพงนักหกหาบต่อร้อยเงินแล ศักราชได้ ๑๐๖๕ ตัวปีกาเมด ลาวมาตกลานนาและมาอยู่เชียงของแล้วหนีไปเมืองน่านแล้วไปเมืองแพร่ ศักราชได้ ๑๐๖๖ ตัว โปแมงชาระเมืองเชียงใหม่มีอาชญามาร้องเอามณีหลวงเชียงแสนลงไปแล้ว ก็เอาไปฆ่าเสียยังเมืองเชียงใหม่ แต่นั้นมาแมนแรกฝ่าเจ่สู่งเป็นหงวนเชียงแสนแทน เชียงของขึ้นก็ปีนั้น หมูออกลูกเป็นช้างก็มีในปีนั้น เดือน ๑๐ ออก ๑๐ ค่ำฝนตก ๗ วันดอยพังทุกแห่ง ยอดเจดีย์หักลงสี่หลัง ชิดคายระช่างแต่เมืองเชียงแสน ศักราชได้ ๑๐๖๖ ตัว มหาธรรมลุกเมืองเชียงรุ้งลงมาตั้งอยู่เวียงเชียงแสนที่นี้แล้วก็เรียกเอาแสนหลวงต่างลูกพระยาไชยชิต กับแสนหลวงเทิงลูกพระยาเศรษฐีให้เข้ามานบมหาธรรมอังวะแล้ว ท่านก็ตั้งให้แสนหลวงต่างกินเมืองกาย แล้วก็ตั้งแสนหลวงเทิงกินเมืองไร ก็ยกเอาแสนศิรินันทะขึ้นเป็นพระยาหลวงสุทธลือไชยแล้ว ก็ให้รับราชทานดาบฝักคำด้ามคำเหมือนกันทุกคน ก็แต่งให้พระยาสุทธลือไชยเป็นแก่ไปรบเชียงของก็ได้คืนดังเก่าแล มหาธรรมเจ้าอังวะก็ตัดเชียงแสนเสีย บ่ให้พรองเข้าการกับเมืองเชียงใหม่แถมซ้ำ ศักราชได้ ๑๐๖๙ ตัวปีเมิงไค้เดือน ๘ แรม ๖ ค่ำวันศุกร์ เจ้าหนอเมืองตนพี่ย้ายลุกเชียงรายไปกินเมืองน่านแล้ว ก็ย้ายเอาเจ้าเมืองไรไปกินเมืองปีนั้น ปลาบึกขึ้นน้ำแม่กกมากนัก ศักราชได้ ๑๐๗๐ ตัวปีเบิกไจ้ มหาธรรมเจ้ามีอาชญาให้ใส่ขื่อคาชี คายระข่างชาอันเมงชาระแต่มาเป็นหงวนเชียงแสน กับทั้งหัวสิบทั้งมวลลงไปอังวะเสีย พระยาอ้ายสามเมืองเชียงตุงพื้นบ่ลงเฝ้ามหาธรรมเจ้าอังวะอยู่ได้ ๓ ปีแล้ว มหาธรรมมีมินต่อมาให้แมงชาระเชียงใหม่ให้ได้ขึ้นไปพรองเอาเชียงตุงให้ได้ ถึงเดือน ๔ ผีเงือกรุ้งเผือกออกปรากฎยามกลองดึก หันหัวไปตะวันออกเชียงตุงก็พื้นปีนั้นแล ถึงเดือน ๖ เพ็ญลูกพระยามังชาระลุกเชียงใหม่ขึ้นไปรบเอาพระยาอ้ายสามเมืองเชียงตุง แล้วพระยาอ้ายสามอยู่บ่ได้ ก็พ่ายหนีไปพึ่งเมืองฮ่อ ฮ่อเอาไว้บ่ได้ฮ่อก็เอาส่งให้แก่ม่านแล้ว พระยาม่านก็ใส่คอก[271]เผาเสียสิ้นทั้งลูกเมียชาติเชื้อตระกูลทั้งมวลในวันนั้นแล แต่นั้นมาเมืองเชียงตุงก็ได้คืนเป็นข้าม่านดังเก่า ศักราชได้ ๑๐๗๓ ตัวปีลวงเม้าเดือน ๕ แมงระฝ่าเจ่สู่งหงวนเมืองเชียงแสนตายแล้ว แอ่พระแอ่เป็นจักคายแทนเจ้าลมเสนนาขวาตนน้องเป็นเจ้าฟ้ากินเมืองเชียงแสนที่นี้มาได้ ๑๐ ปีก็ถึงอนิจจกรรมไปแล้วเจ้าลักทีตนลูกขึ้นเป็นเจ้าฟ้ากินเมืองแทนต่อไปก็ในปีนั้นแล พระยาเชียงรายทานห่อผ้าที่วัดพระคำหัวดอนแท่นแล้ว เอาลูกผู้หญิงพายเรือเถียงกันเป็นพอย[272]ปางใหญ่ แปงมหาปราสาทเจ้าฟ้าลมเสนส่งสักการด้วยพ่วงแพที่กลางน้ำแม่ของเสียในวันนั้นแล เดือน ๕ เพ็ญมหามูลสัทธาเจ้าฟ้าลักทีเป็นเค้าพร้อมกันสร้างพระธาตุเจ้าจอมกิตติหลังน้อยก็ในปีนั้นแล ศักราชได้ ๑๐๗๔ ตัวปีเตาสีเดือน ๔ แรม ๗ ค่ำ ฤๅษีมาที่วัดไชยสถานแอ่พลแอ่เป็นหงวนนั้นจุติตายไปแล้ว มังพลชะแพกมาเป็นหงวน ศักราชได้ ๑๐๗๕ ตัวปีกาไส้เดือน ๖ เพ็ญวันพุธ ฉลองพระธาตุเจ้าจอมกิตติหลังน้อย ถึงเดือนอ้ายแรม ๙ ค่ำน้ำแม่ของนองท่วมบ้านตีนท่าทั้งมวลฝนตก ๗ วัน ๗ คืน ถึงศักราชได้ ๑๐๗๗ ตัวปีดับเมดเดือน ๗ ออก ๖ ค่ำ ยามสู่รุ่งแผ่นดินไหวยอดเจดีย์หักลง ๔ แห่งร้องครางครั้งนั้นนักวันไหนสามที[273] สิ้นเดือน ๗ ทั้งเดือนจึงเมี้ยนถึงเดือน ๙ แรม ๔ ค่ำซ้ำไหวแถมอีกทีหนึ่ง ศักราชได้ ๑๐๗๙ ตัวปีเมิงเล้า น้ำแม่ของนองท่วมในเวียงทุกแห่งล้ำผาก้อนนั้น ๓ ศอก วัดอาทิตย์แก้ว วัดบุญยืน วัดพระบวชวิหาร ยุบลงทั้ง ๔ หลังแล เดือน ๔ มหาป่าเจ้าวัดศรีไชยตนน้อยอนิจจกรรมไปแล้วใส่ปราสาทต่างลูกนกหัสดีลิงค์ส่งสักการแล ศักราชได้ ๑๐๘๐ ตัวเดือน ๗ ออก ๖ ค่ำ เงือกรุ้งออกสอดเกี้ยวตะวันมีสี่ตัวซ้อนกันเป็นที่อัศจรรย์มากนัก ศักราชได้ ๑๐๘๑ ตัวเจ้าฟ้าลักทีเป็นประธานพร้อมกันเลิกธาตุเจ้าจอมสวน มังพลชะแพกก็สร้างโรงอุโบสถกลางหนองปัทมราคแล้วเสร็จบริบูรณ์เดือน ๗ ป่าวให้สร้างบอกไฟแสน ทั้งมวลมีแปดกระบอก ล้ำนั้นมี ๕ หมื่น ๖ หมื่น ๗ หมื่น ๘ หมื่น มีมากหลาย เดือน ๕ เพ็ญฉลองทำบุญให้ทานเป็นปอยมหาปางอันใหญ่ มังพลชะแพกและเจ้าฟ้าลักทีเป็นมูลสัทธาทั้งสองที่พร้อมกัน เดือนแรมค่ำ ๑ จุดบอกไฟบูชา ๑๐ วันจึงเสร็จบริบูรณ์ ศักราชได้ ๑๐๘๔ ตัวปีเตายี่มูลสัทธา มังชะแพกต่างฉัตรธาตุเจ้าจอมศรีเดือน ๗ เพ็ญฉลอง เอาผู้หญิงผู้นาง[274]เถียงเรือกันเล่นมากนัก ศักราชได้ ๑๐๘๖ ตัว มหาสังฆราชาเจ้าวัดป่าแดงหลวงตนใหญ่อนิจจกรรมไปแล สร้างปราสาทต่างลูกช้างเอราวัณส่งสักการเจ้าฟ้าลักทีกินเมืองนานได้ ๑๒ ปีแล้วก็อนิจจกรรมไปในปีกาบสีเดือน ๑๒ แรม ๗ ค่ำ แล้วเจ้ายอดงำเมืองตนลูกขึ้นเป็นเจ้าฟ้าเสวยเมืองแทนในปีนั้น พระยาหาญเมืองพงพาครัวหนีเข้ามาสู่สมภารเมืองเชียงแสนก็ในปีเดียวกันนี้แล ก็มาตั้งอยู่แคว้นท่าทรายวังตีนที่นั้น ถึงเดือน ๗ เพ็ญไปไหม้รอมตรา[275]สิ้นทั้งมวลในศักราช ๑๐๘๗ ตัวนี้แล ถึงเดือน ๑๐ ฝนตกน้ำนองท่วมในเวียงทุกแห่งภูดอยพังมากหลาย ถึงเดือนอ้ายเพ็ญมังพลชะแพกทานห่อผ้าที่วัดจอมศรี แล้วให้ผู้นางผู้หญิงพายเรือเถียงกันยังหนองปัทมราคนั้น หินท่าหลวงออกปรากฎก็ปีเดียวกันนั้น ศักราชได้ ๑๐๘๘ ตัวปีระวายซง้าเดือน ๔ ฉลองวัดป่างั้วเชียง เดือน ๕ เพ็ญฉลองวัดจอมศรีสองเมืองที่นั้นแล้ว ก็ยอเจ้าวัดปราสาทคุ้มขึ้นเป็นสมเด็จแล้วให้อยู่วัดจอมศรีสองเมืองที่นั้น ก็ยอเจ้าวัดป่างั้วเชียงและวัดเชตวันให้เป็นสังฆราชายังในวัดจอมศรีสองเมืองที่นั้นพร้อมกันวันเดียวนั้น มังทละชะแพกเป็นมูลสัทธาแล ศักราชได้ ๑๐๘๙ ตัวปีเมิงเมดเดือน ๘ ออก ๘ ค่ำยามตูดซ้าย ผีพุ่งใต้เรืองทั่วเมืองอยู่ที่ใดก็เห็นสิ้นทุกแห่ง ถึงเดือน ๔ ออก ๕ ค่ำชาวเชียงใหม่พื้นโปมังและม่านฆ่าเสียแล้วก็เอาทัพ ๗ พันตามไล่ม่าน ๓ พันอันเป็นลูกน้องนั้น ขึ้นมาเข้าเวียงขังอยู่ยังเชียงแสนที่นี้ถึงเดือน ๕ แรมค่ำ ๑ เมวหงวนจักคายม่านทั้งหลายก็แตกพ่ายหนี ละเมืองเชียงแสนเสียสิ้นทั้งมวลบ่มิได้เหลือหลอตั้งแต่เดือนแรมค่ำ ๑ ถึงเดือน ๖ แรม ๙ ค่ำ ชาวเชียงใหม่ทั้งหลายก็ขังอยู่เวียงเชียงแสนอยู่บ่ลา ครั้งนั้นพระยาหาญวังตีนก็แต่งเอาทัพมีคน ๔๐๐ ไปหลอนทัพเชียงใหม่ที่ริมเวียงเชียงแสนที่นี้ยามจักใกล้รุ่ง ชาวเชียงใหม่ทั้งหลายฉิบหายตายมากนัก แตกพ่ายหนีละครอบครัวเสียสิ้นได้อาม๊อกสีนาดมากนักกับช้าง ๖ ตัว ตั้งแต่นั้นไปเชียงใหม่นั้นเขาบ่มีไผเป็นเจ้าแลครั้งนั้นพระยาหาญท่าซ้ายวังตีนได้ครอบครัวชาวเชียงใหม่แล้ว ท่านก็เอาเมื้อถวายมหากษัตริย์เจ้าอังวะ ครั้งนั้นมหากษัตริย์เจ้าก็มีคำยินดีกับด้วยพระยาหาญเมืองพงมากนัก ก็ให้ประทานรางวัลยังเครื่องอาลบันตา[276]ทั้งหลายแล้วก็ให้มาอยู่บ้านวังตีนเกาะที่เก่านั้นแต่นั้นมาวังตีนที่นั้นก็ได้ชื่อว่าเมืองคงแต่นั้นนามแลศักราชได้ ๑๐๙๐ ตัวปีเบิกสันเจ้าฟ้ายอดคำเมืองกินเมืองมาได้ ๔ ปีอายุได้ ๒๕ ปีก็จุติไปแล้วสร้างปราสาทใส่รูปนกหัสดีลิงค์แล้วส่งสักการเสีย ครั้งนั้นมหากษัตริย์เจ้ายินดีกับด้วยพระยาหาญเมืองพงมากนัก ก็ยกให้กินเมืองเชียงแสนแล้วท่านก็เข้ามาเสวยเมืองอยู่ยังเวียงเชียงแสนที่นี้แต่นั้นมา ส่วนว่าเมืองเชียงใหม่นั้นยังมีพระยาเมืองลาวตนหนึ่งชื่อว่าองค์นก กระทำผิดราชประเพณีแล้วก็หนีไปสู่เชียงใหม่ แล้วชาวเชียงใหม่ทั้งหลายเขาก็พร้อมกันอาราธนาให้เป็นเจ้าแก่เขาแล้วก็เรียกชื่อว่าเจ้าองค์คำ แต่นั้นมาเชียง ใหม่ก็บ่ได้ขึ้นกับเมืองอังวะกับเมืองเชียงแสนที่นี้ก็ขาดกันแต่นั้นมาแล กล่าวยังตำนานพื้นเมืองเงินยางเชียงแสนก็ยั้งเป็นห้องหนึ่งก่อนแล
- ↑ นั้น
- ↑ เรียงลำดับคับคั่ง
- ↑ ต้น
- ↑ ให้
- ↑ ยำเยง
- ↑ รอด
- ↑ ราม
- ↑ แม่น้ำโขง
- ↑ ชาวป่าเถื่อน หมายความถึงชาติละว้า
- ↑ สะอาด
- ↑ ตั้งค่าย ปลูกที่พัก
- ↑ ซึ่ง
- ↑ นั้นแล
- ↑ แท้จริง
- ↑ ทั้งประโยคหมายความว่า เรือแพนาวามาไม่ถึง
- ↑ ชั่ว, คราว ครั้ง หมายลำดับกาล หมดทั้งประโยคว่า แต่ชั่วตระกูลเดิมมา
- ↑ ติดตาม
- ↑ เขา, ท่าน
- ↑ เลย
- ↑ เห็น
- ↑ ทุกอัน, ทุกสิ่ง ทุกอย่าง
- ↑ คุ้ย ควัก เจาะ
- ↑ ข้าง, ฟาก, ทิศ, ด้าน
- ↑ แท้ ทีเดียว, แท้จริง
- ↑ สิ้น, ทั้งสิ้น
- ↑ น้ำแม่กก
- ↑ สงสัย
- ↑ อภิเศก
- ↑ บริบูรณ์
- ↑ ทางน้ำ
- ↑ เป็นที่
- ↑ ตัว
- ↑ ตูด=เช้า, ซ้าย=บ่าย, ตูดซ้าย=ร่วมบ่าย
- ↑ เตื๊อ, ครั้ง
- ↑ หมายความถึงแคว้นยูนานของจีน
- ↑ พูดถึง
- ↑ หลอม
- ↑ เห็นจะเป็นรวม
- ↑ ปลูกฝัง
- ↑ มอบ
- ↑ เคารพยำเกรง
- ↑ พากัน
- ↑ ไหปลาร้า
- ↑ ผยอง, เหาะลอย
- ↑ ทาง
- ↑ ร่ม
- ↑ คือปู่เจ้าลาวจกนั้นได้รับเอาทองคำที่พระราชทานจากอชุตราช ส่วนเข้าของที่ว่าปู่เจ้าลาว ปันให้ลูกนั้น เป็นเข้าของส่วนตัว
- ↑ ทำลาย, พัง
- ↑ มุม
- ↑ ล้อม
- ↑ พร้อมด้วยองค์ห้า
- ↑ วง
- ↑ ถือปูน
- ↑ พานแว่นฟ้า, ผะอบ เป็นคำเสียงร่อยหรอมาจาก จังโกฏก์
- ↑ ประสิทธิประสาทให้
- ↑ ใส่เวียกตกการ = ใช้การงาน
- ↑ ริดม้าง = ตัดล้าง, ตัดรอน, ทำลาย
- ↑ เป็นชื่อเกาะ
- ↑ ชาดสี
- ↑ อีกฉบับเขียนว่า "เจ้า"
- ↑ กลับ
- ↑ 62.0 62.1 ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ หาคำท้าวคำ อีกฉบับหนึ่งว่า "หาร่อนคำถ่าวคำ" ถ่าวว่า กลับ
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ แพ้แปลว่า ชะนะ ในภาษาไทยทั่วไป เว้นไทยสยาม
- ↑ เห็นจะเป็น "ถอย"
- ↑ บริเวณ, ควง
- ↑ สา เป็นหางเสียงของคำว่า "ไหว้" เป็นคำติดปากของไทยเหนือ ย่อมาจากบาลีว่า สาธุ อันมีในคำนมัสการที่พบทางนั้นใช้กันอยู่เสมอ เป็นคำสุดท้ายของคำนมัสการ
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ ชื่อไม้ชะนิดหนึ่งในจำพวกไม้ไผ่ แต่ไม่มีหนามลำเล็ก ๆ มีแขนงเป็นขอดีนัก
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ เลื่อมพราย
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ ล้าง ชำระ
- ↑ สิ่งใด, อะไร
- ↑ ปืนใหญ่ (โวหารเก่าแก่ในหนังสือต่าง ๆ ทางเวียงจันทร์เรียกสบู่)
- ↑ ทน, สู้
- ↑ บางแห่งก็เป็นนาคพันธุสิงหนวตินคร
- ↑ ตอน
- ↑ พะโอง, เกริน
- ↑ บรรได
- ↑ มองดู
- ↑ บ่เสี้ยง=ยังไม่หมด
- ↑ ถึงขีดสุด, คุง
- ↑ กึกก้อง, สะเทือน
- ↑ ถึง
- ↑ เขา ใช้แทนคนจำนวนมากตั้งแต่ ๒ ขึ้นไป
- ↑ ฉาง
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ ที่
- ↑ มอง
- ↑ สุดท้อง
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ สี่วาครึ่ง คือ จากอกไปปลายแขน
- ↑ รบกวน
- ↑ แอ่งผา
- ↑ ลิง
- ↑ ผยา-ปรัชญา, ปัญญา
- ↑ จับ
- ↑ รีบเร่ง
- ↑ เย็บ
- ↑ ที่เชี่ยนหมาก
- ↑ ลิง
- ↑ กด
- ↑ ใบไม้ขนาดใหญ่ เช่นตองกล้วย
- ↑ แก้, ถอด
- ↑ ที, เตื้อ
- ↑ ชำระ, ล้าง
- ↑ ริม
- ↑ อีเก้ง
- ↑ น้องชายของพ่อ
- ↑ ติดตาม
- ↑ ยาย
- ↑ กวัดแกว่ง
- ↑ งูจงอาง
- ↑ เลื่อมพราย
- ↑ ใคร
- ↑ กะรอกชะนิดหนึ่ง
- ↑ อีเหยี่ยว
- ↑ กระต๊อบ
- ↑ หนี
- ↑ เฉลว
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร เห็นจะเป็นชื่อคน
- ↑ ตัดมาจากคำว่า ศรีโพธิ์
- ↑ ไป่ช่างว่าสังเทือ = ทำไมพูดอย่างนี้
- ↑ คำพูด
- ↑ รวบรวม
- ↑ บ่อแพ้ = ไม่ชะนะ
- ↑ อยู่
- ↑ ขัด
- ↑ ปลูก
- ↑ หอหรือเรือนสูงสำหรับทำพิธีอุภิเษก
- ↑ สิ่งละ
- ↑ เติม
- ↑ บาดใจ
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ คาย
- ↑ ปลากะเบน
- ↑ ตะกวด
- ↑ ต่อย
- ↑ หยุด
- ↑ ไม่ไปอีก
- ↑ ชักชวน
- ↑ ที่ป่าซึ่งมีผู้หวงห้าม
- ↑ ชาย
- ↑ ราง
- ↑ หมุน, กลับ
- ↑ เรา
- ↑ ปรอด
- ↑ ข้าวเกรียบ
- ↑ ที่สุด
- ↑ มีอยู่
- ↑ ใหญ่
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ ความคิด
- ↑ กาด=ตลาด
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ เหลือ
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ ทำ, สร้าง
- ↑ หมอบ
- ↑ ทะลวง
- ↑ แอบ
- ↑ โลหิต
- ↑ ถอน
- ↑ ถึง
- ↑ ฝ่าย
- ↑ ยกให้, ปลง
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ ย่อมาจากจารีต
- ↑ ไม่ชะนะ
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ ปอง
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ ศพ?
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ แค่
- ↑ เข้มแข็งมาก
- ↑ ช่วย
- ↑ เรียงราย
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ เพื่อน, ท่าน
- ↑ ตามความประสงค์ของท่าน
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ กลับ
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ รื้อ, ล้าง
- ↑ ปลง, อนุญาต
- ↑ โค่น, ตัด
- ↑ ลาก
- ↑ มีท้องกลม, กำลังตั้งท้อง
- ↑ ยก (ใช้ฉะเพาะยกเสายาว ๆ)
- ↑ หลุม
- ↑ เอาสิ่วเจาะรูรอด
- ↑ รัฐบาล
- ↑ ตีไม้แป
- ↑ งาน
- ↑ เวลาราว ๑๖.๐๐ น.
- ↑ เป็นสร้อยคำของส่วย
- ↑ เลือกคัด
- ↑ เวลาจวนเที่ยง
- ↑ ขึ้น
- ↑ เส้น
- ↑ มุม
- ↑ ถั่วเขียว
- ↑ งุ้ม
- ↑ รี้นพื้น
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ ศาลเทพารักษ์
- ↑ ถม ทำนบ
- ↑ กะดองปู
- ↑ ปลาตะเพียน
- ↑ ฟืน
- ↑ อ้อม, วก
- ↑ สรวมเกราะ
- ↑ กลางแจ้ง
- ↑ อาชญา
- ↑ จังกา, ไม้ขาหยั่ง
- ↑ ควั่น
- ↑ ไกปืน
- ↑ เล็ง
- ↑ ตรง
- ↑ หัวหน้า
- ↑ ตะลีตะลาน
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ ด้าน
- ↑ กระเบื้อง
- ↑ กรวดหิน
- ↑ ขุน
- ↑ กฎหมาย
- ↑ แมลงชะนิดหนึ่งคล้ายผึ้ง เรียกว่าผึ้งมิ้ม
- ↑ ริม
- ↑ เขตต์แดน
- ↑ ให้ทาน
- ↑ เที่ยว
- ↑ กุศล
- ↑ ให้ทาน
- ↑ กรวดน้ำจากเต้าน้ำทองคำทำเป็นรูปเรือ
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ ต้นหม่อน
- ↑ รบกวน
- ↑ คุ้ง, ย้วย
- ↑ บรรดาท่านที่เป็นมาแล้ว
- ↑ ปอง
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ ชิง, ตี.
- ↑ วัด
- ↑ ซึ่ง
- ↑ ไปกราบทูลให้ทราบ
- ↑ ยก
- ↑ แข็ง
- ↑ ใน
- ↑ ปีกับสองเดือน
- ↑ หลังคากูบช้าง
- ↑ ยอด
- ↑ ทะเลาะ
- ↑ กลับ
- ↑ ตำแหน่งขุนนางพะม่า
- ↑ ย่อยกันไปทั้งหญิงชาย
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ พะพิง
- ↑ ครึ่ง
- ↑ สะพาน
- ↑ ตล่อม
- ↑ ประเพณีเผาศพคนใหญ่คนโต สร้างเป็นเมรรูปปราสาทตั้งอยู้บนหลังนก อยู้กลางแพใหญ่กลางน้ำ
- ↑ ตำแหน่งขุนนางพม่า
- ↑ ของกิน
- ↑ พอ
- ↑ คุก
- ↑ งานฉลอง
- ↑ เห็นจะหมายความวันละ ๓ ครั้ง
- ↑ ผู้นาง = หญิงสาว
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร
- ↑ ไม่ทราบว่าอะไร