ข้ามไปเนื้อหา

ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 64/บทที่ 13

จาก วิกิซอร์ซ
(๑๒) รัชกาลสมเด็จพระชัยราชาธิราช

สมเด็จพระชัยราชาธิราชเจ้าได้ราชสมบัติ

ศักราช ๘๘๐ ปีขาลสัมฤทธิศก[1] (พ. ศ. ๒๐๖๑) แรก ให้พูนดินวัดชีเชิง ถึงเดือน ๑๑ เสด็จไปเชียงไตรเชียงเชียงตราน ถึง เดือน ๔ ขึ้น ๙ ค่ำเพลาประมาณยามหนึ่งเกิดลมพายุพัดหนัก คอเรืออ้อมแก้วแสนเมืองนั้นหัก เรือไกรแก้วนั้นหักแตก อนึ่งเมื่อเสด็จมา แต่เมืองกำแพงเพ็ชรนั้น พระยานารายน์เป็นกบฎ ให้กุมเอาพระยานารายน์ฆ่าเสียในเมืองกำแพงเพ็ชร

ศักราช ๘๘๗ ปีระกาสัปตศก[2] (พ.ศ. ๒๐๖๘) วันพฤหัสบดีเดือน ๗ ขึ้น ๔ ค่ำ สมเด็จพระชัยราชาธิราชเจ้าเสด็จไปเมืองเชียงใหม่ ให้พระยาพิษณุโลกเป็นแม่ทัพ ยกพลออกตั้งทัพ ชัยตำบลบางบาน วันเสาร์เดือน ๗ ขึ้น ๑๔ ค่ำ จึงยกทัพหลวง จากที่ทัพชัยไปเถิงเมืองกำแพงเพ็ชร วันอาทิตย์เดือน ๗ ขึ้น ๑๔ ค่ำยกทัพไปตั้งเมืองเชียงทอง แล้วยกไปเถิงเมืองเชียงใหม่ ครั้นณวันอาทิตย์เดือน ๙ ขึ้น ๔ ค่ำ เสด็จยกพยุหยาตราทัพหลวงกลับคืนยังพระนครศรีอยุธยาอยู่ณวันพุธเดือน ๓ ขึ้น ๔ ค่ำ เกิดเพลิงไหม้พระนคร แต่ท่ากลาโหมลงไปเถิงพระราชวังท้ายท่าตลาดยอด ลมหอบเอา ลูกเพลิงไปตกลงตะแลงแกง ไหม้ลามลงไปป่าตองโรงครามฉะไกร ๓ วันจึงดับ มีบัญชีเรือนศาลากุฎีพระวิหารไหม้ ๑๐๐๐๕๐[3] เรือน

ศักราช ๘๘๘ ปีจออัฐศก[4] (พ.ศ. ๒๐๖๙) ณวันอาทิตย์ เดือนยี่ขึ้น ๑๑ ค่ำ สมเด็จพระชัยราชาธิราชเจ้า เสด็จยก พยุหยาตราทัพไปเมืองใหม่ ดำรัสให้พระยาพิษณุโลกถือพล ๒๐๐๐๐ เป็นกองหน้า เสด็จยกพยุหแสนยากรรอนแรมไปโดยระยะทาง ๑๒ เวนเถิงเมืองกำแพงเพ็ชร เสด็จประทับแรมอยู่ ๑๕ เวน ครั้น ณวันพฤหัสบดีเดือน ๓ ขึ้น ๖ ค่ำเสด็จตั้งทัพชัย เถิงณวันเสาร์ เดือน ๓ ขึ้น ๘ ค่ำ จึงยกทัพหลวงเสด็จจากที่นั้น ครั้นณวัน อังคารเดือน ๔ ขึ้น ๓ ค่ำได้เมืองลำพูนชัย เถิงณวันจันทร์เดือน ๔ ขึ้น ๙ ค่ำ ได้เมืองเชียงใหม่ ณวันศุกรเดือน ๔ ขึ้น ๑๓ ค่ำบังเกิด อุบาทว์ มีนิมิตรเห็นโลหิตตกอยู่ณประตูบ้าน และเรือนชนทั้งปวงใน เมืองนอกเมืองทุกตำบล ครั้นณวันจันทร์เดือน ๔ แรม ๑๕ ค่ำ เสด็จ ยกพยุหยาตราทัพหลวงจากเมืองเชียงใหม่มายังพระนครศรีอยุธยา

ศักราช ๘๘๙ ปีกุรนพศก[5] (พ.ศ. ๒๐๗๐) เสด็จสวรรคต ณมัชฌิมวิถีประเทศ มุขมนตรีเชิญพระบรมศพเข้าพระนครศรีอยุธยาสมเด็จพระชัยราชาธิราชเจ้าเสด็จอยู่ในสิริราชมไหสวรรย์ ๑๔ พระวษา มีพระราชโอรส ๒ พระองค์ พระราชโอรสผู้พี่ทรงพระนามชื่อพระ ยอดฟ้า พระชนม์ได้ ๑๑ พระวษา พระโอรสผู้น้องทรงพระนาม ชื่อพระศรีสิน พระชนม์ได้ ๕ พระวษา ครั้นถวายพระเพลิงพระชัยราชาธิราชเจ้าเสร็จแล้ว ฝ่ายพระเทียรราชาซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์สมเด็จพระชัยราชาธิราชเจ้านั้น จึงดำริว่า ครั้นจะอยู่ในฆราวาส บัดนี้เห็น ภัยจะยังเกิดมีเป็นมั่นคง ไม่เห็นสิ่งใดที่จะเป็นที่พึ่งได้ เห็นแต่พระ พุทธศาสนาและผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็นธงชัยพระอรหัตต์ จะเป็นที่พึ่งพำนักพ้นภัยอุปัททวันตราย ครั้นดำริแล้วก็ออกไปอุปสมบท เป็นภิกขุภาวะอยู่ในวัดราชประดิษฐาน


  1. ...ว่าศักราช ๙๐๐ จอศก
  2. ฉบับหลวงประเสริฐว่าศักราช ๙๐๗ มะเส็งศก
  3. ...ว่า หมื่นห้าสิบเรือน
  4. ...ว่า ศักราช ๙๐๗ มะเส็งศก
  5. ฉบับหลวงประเสริฐว่า ศักราช ๙๐๘ มะเมียศก