ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 64/บทที่ 13
สมเด็จพระชัยราชาธิราชเจ้าได้ราชสมบัติ
ศักราช ๘๘๐ ปีขาลสัมฤทธิศก[1] (พ. ศ. ๒๐๖๑) แรก ให้พูนดินวัดชีเชิง ถึงเดือน ๑๑ เสด็จไปเชียงไตรเชียงเชียงตราน ถึง เดือน ๔ ขึ้น ๙ ค่ำเพลาประมาณยามหนึ่งเกิดลมพายุพัดหนัก คอเรืออ้อมแก้วแสนเมืองนั้นหัก เรือไกรแก้วนั้นหักแตก อนึ่งเมื่อเสด็จมา แต่เมืองกำแพงเพ็ชรนั้น พระยานารายน์เป็นกบฎ ให้กุมเอาพระยานารายน์ฆ่าเสียในเมืองกำแพงเพ็ชร
ศักราช ๘๘๗ ปีระกาสัปตศก[2] (พ.ศ. ๒๐๖๘) วันพฤหัสบดีเดือน ๗ ขึ้น ๔ ค่ำ สมเด็จพระชัยราชาธิราชเจ้าเสด็จไปเมืองเชียงใหม่ ให้พระยาพิษณุโลกเป็นแม่ทัพ ยกพลออกตั้งทัพ ชัยตำบลบางบาน วันเสาร์เดือน ๗ ขึ้น ๑๔ ค่ำ จึงยกทัพหลวง จากที่ทัพชัยไปเถิงเมืองกำแพงเพ็ชร วันอาทิตย์เดือน ๗ ขึ้น ๑๔ ค่ำยกทัพไปตั้งเมืองเชียงทอง แล้วยกไปเถิงเมืองเชียงใหม่ ครั้นณวันอาทิตย์เดือน ๙ ขึ้น ๔ ค่ำ เสด็จยกพยุหยาตราทัพหลวงกลับคืนยังพระนครศรีอยุธยาอยู่ณวันพุธเดือน ๓ ขึ้น ๔ ค่ำ เกิดเพลิงไหม้พระนคร แต่ท่ากลาโหมลงไปเถิงพระราชวังท้ายท่าตลาดยอด ลมหอบเอา ลูกเพลิงไปตกลงตะแลงแกง ไหม้ลามลงไปป่าตองโรงครามฉะไกร ๓ วันจึงดับ มีบัญชีเรือนศาลากุฎีพระวิหารไหม้ ๑๐๐๐๕๐[3] เรือน
ศักราช ๘๘๘ ปีจออัฐศก[4] (พ.ศ. ๒๐๖๙) ณวันอาทิตย์ เดือนยี่ขึ้น ๑๑ ค่ำ สมเด็จพระชัยราชาธิราชเจ้า เสด็จยก พยุหยาตราทัพไปเมืองใหม่ ดำรัสให้พระยาพิษณุโลกถือพล ๒๐๐๐๐ เป็นกองหน้า เสด็จยกพยุหแสนยากรรอนแรมไปโดยระยะทาง ๑๒ เวนเถิงเมืองกำแพงเพ็ชร เสด็จประทับแรมอยู่ ๑๕ เวน ครั้น ณวันพฤหัสบดีเดือน ๓ ขึ้น ๖ ค่ำเสด็จตั้งทัพชัย เถิงณวันเสาร์ เดือน ๓ ขึ้น ๘ ค่ำ จึงยกทัพหลวงเสด็จจากที่นั้น ครั้นณวัน อังคารเดือน ๔ ขึ้น ๓ ค่ำได้เมืองลำพูนชัย เถิงณวันจันทร์เดือน ๔ ขึ้น ๙ ค่ำ ได้เมืองเชียงใหม่ ณวันศุกรเดือน ๔ ขึ้น ๑๓ ค่ำบังเกิด อุบาทว์ มีนิมิตรเห็นโลหิตตกอยู่ณประตูบ้าน และเรือนชนทั้งปวงใน เมืองนอกเมืองทุกตำบล ครั้นณวันจันทร์เดือน ๔ แรม ๑๕ ค่ำ เสด็จ ยกพยุหยาตราทัพหลวงจากเมืองเชียงใหม่มายังพระนครศรีอยุธยา
ศักราช ๘๘๙ ปีกุรนพศก[5] (พ.ศ. ๒๐๗๐) เสด็จสวรรคต ณมัชฌิมวิถีประเทศ มุขมนตรีเชิญพระบรมศพเข้าพระนครศรีอยุธยาสมเด็จพระชัยราชาธิราชเจ้าเสด็จอยู่ในสิริราชมไหสวรรย์ ๑๔ พระวษา มีพระราชโอรส ๒ พระองค์ พระราชโอรสผู้พี่ทรงพระนามชื่อพระ ยอดฟ้า พระชนม์ได้ ๑๑ พระวษา พระโอรสผู้น้องทรงพระนาม ชื่อพระศรีสิน พระชนม์ได้ ๕ พระวษา ครั้นถวายพระเพลิงพระชัยราชาธิราชเจ้าเสร็จแล้ว ฝ่ายพระเทียรราชาซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์สมเด็จพระชัยราชาธิราชเจ้านั้น จึงดำริว่า ครั้นจะอยู่ในฆราวาส บัดนี้เห็น ภัยจะยังเกิดมีเป็นมั่นคง ไม่เห็นสิ่งใดที่จะเป็นที่พึ่งได้ เห็นแต่พระ พุทธศาสนาและผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็นธงชัยพระอรหัตต์ จะเป็นที่พึ่งพำนักพ้นภัยอุปัททวันตราย ครั้นดำริแล้วก็ออกไปอุปสมบท เป็นภิกขุภาวะอยู่ในวัดราชประดิษฐาน