ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 64/บทที่ 15
ขณะนั้นนางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ มีครรภ์ด้วยขุนวรวงศาธิราช จึงมีพระเสาวณีตรัสปรึกษาด้วยหมู่มุขมนตรีทั้งปวงว่า พระยอดฟ้าโอรสเรายังเยาว์นัก สาละวนแต่จะเล่น จะว่าราชกิจการแผ่นดินนั้นเห็นเหลือสติปัญญานัก อนึ่ง หัวเมืองฝ่ายเหนือเล่ามิปกติ จะไว้ใจแก่ราชการมิได้ เราคิดจะให้ขุนวรวงศาธิราชว่าราชการแผ่นดิน กว่าราชบุตรเราจะจำเริญวัยขึ้น จะเห็นเป็น ประการใด ท้าวพระยามุขมนตรีรู้พระอัชฌาสัยก็ทูลว่า ซึ่งตรัส โปรดมานี้ก็ควรอยู่แล้ว นางพระยาจึงพระเสาวณีตรัสสั่งปลัดวังให้ เอาราชยานและเครื่องสูงแตรสังข์ กับขัตติยวงศ์ออกไปรับขุนวรวงศา ธิราช เข้ามาในราชนิเวศมนเทียรสถาน แล้วตั้งพระราชพิธีราชา ภิเศกยกขุนวรวงศาธิราชขึ้นเป็นเจ้าพิภพกรุงเทพทราววดีศรีอยุธยา จึงเอานายจันผู้น้องขุนวรวงศาธิราชเจ้า บ้านอยู่มหาโลก เป็นมหาอุปราช แล้วขุนวรวงศาธิราชผู้เป็นเจ้าแผ่นดิน ตรัสปรึกษา กับนางพระยา บัดนี้ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยรักเราบ้างชังเราบ้าง หัวเมืองเหนือทั้งปวงก็ยังกระด้างกระเดื่องอยู่ เราจำจะให้หาลงมา ผลัดเปลี่ยนเสียใหม่ จึงจะจงรักภักดีต่อเรา นางพระยาก็เห็นด้วย ครั้นรุ่งขึ้นเสด็จออกขุนนาง สั่งสมุหนายกให้มีตราขึ้นไปหาหัว เมืองเหนือ ๗ เมืองลงมา
ครั้นศักราช ๘๙๑ ปีฉลูเอกศก[1] (พ.ศ. ๒๐๗๒) ณวันอาทิตย์เดือน ๘ ขึ้น ๕ค่ำ ขุนวรวงศาธิราชเจ้าแผ่นดิน คิดกับ แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ ให้เอาพระยอดฟ้าไปประหารชีวิตเสียณวัดโคกพระยา แต่พระศรีสินน้องชาย พระชนม์ได้ ๗ พรรษานั้นเลี้ยงไว้สมเด็จพระยอดฟ้าอยู่ในราชสมบัติปีกับ ๒ เดือน
ฝ่ายขุนพิเรนทรเทพเชื้อพระวงศ์ กับขุนอินทรเทพ หมื่นราชเสน่หา หลวงศรียศ บ้านอยู่ลานตากฟ้า ๔ คนไว้ใจกัน เข้าไปในที่ลับแล้วปรึกษากัน ว่าเมื่อแผ่นดินเป็นทรยศดังนี้เราจะละไว้ดูไม่บังควรจำจะกุมเอาตัวขุนวรวงศาธิราชประหารชีวิตเสีย ขุนอินทรเทพ หมื่นราชเสน่หา หลวงศรียศ จึงว่า ถ้าเราทำได้สำเร็จแล้วจะเห็นผู้ใดเล่า ที่จะปกป้องครองประชาราษฎรสืบไป ขุนพิเรนทรเทพจึงว่า เห็นแต่พระเทียรราชาที่บวชอยู่นั้นจะเป็นเจ้าแผ่นดินได้ ขุนอินทรเทพ หมื่นราชเสน่หา หลวงศรียศ จึงว่า ถ้าฉะนั้นเราจะไปเฝ้าพระเทียรราชาปรึกษาให้เธอรู้จะได้ทำด้วยกัน แล้วขุนอินทรเทพ ขุนพิเรนทรเทพ หมื่น ราชเสน่หา หลวงศรียศ ก็พากันไปยังวัดราชประดิษฐาน เข้าไปเฝ้าพระเทียรราชาถวายนมัสการ จึงแจ้งความว่าทุกวันนี้แผ่นดินเกิดทรยศข้าพเจ้าทั้งสี่คนนี้คิดจะจับขุนวรวงศาธิราชฆ่าเสียแล้วจะเชิญพระองค์ลา ผนวชขึ้นครองสิริราชสมบัติ จะเห็นประการใด พระเทียรราชาก็เห็นด้วย
ฝ่ายขุนอินทรเทพ หมื่นราชเสน่หา หลวงศรียศ จึงว่า เราคิดการทั้งปวงนี้เป็นการใหญ่หลวงนัก จำจะไปอธิษฐานเสี่ยงเทียน จำเพาะพระพักตร์พระพุทธเจ้าพระพุทธปฎิมากรเจ้า ขอเอาพระพุทธคุณเป็นที่พำนักให้ประจักษ์แจ้ง ว่าพระเทียรราชากอบด้วยบุญบารมี จะเป็นที่สาสนูปถัมภกปกป้องอาณาประชาราษฎรได้หรือมิได้ประการใดจะได้แจ้ง พระเทียรราชก็เห็นด้วย ขุนพิเรนทรเทพจึงว่า เราคิดการใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ อนึ่งก็ได้เตรียมการไว้พร้อมแล้ว ถ้าเสี่ยงเทียนมิสมดังเจตนา จะมิเสียชัยสวัสดิมงคลไปหรือ ถ้าไม่ เสี่ยงเทียนตก จะไม่ทำหรือประการใด ว่าแล้วต่างคนต่างไป ครั้นค่ำลงวันนั้น ฝ่ายขุนอินทรเทพ หมื่นราชเสน่หาหลวงศรียศ พระเทียรราชา ก็ชวนกันฟั่นเทียน ๒ เล่มขี้ผึ้งหนักเท่ากัน ด้ายใส้นั้น นับเส้นเท่ากัน เล่มเทียนนั้นสั้นยาวเสมอกัน แล้วก็พากันไปณอุโบสถวัดป่าแก้ว ฝ่ายพระเทียรราชากราบถวายนมัสการพระพุทธปฎิมากรเจ้าโดยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วจึงกระทำเสี่ยงวจีจาธิษบานว่า ป่างเมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้าเสด็จยั้งสถิตเที่ยวโปรดสัตว์อยู่ ย่อมยังโลกอันมีความวิมุติให้สันดานบริสุทธิ์สิ้นสงสัยด้วยพระญาณสัพพัญญู ครั้นพระพุทธองค์เสด็จเข้าสู่พระมหาปรินิพพาน ก็ ทรงพระมหากรุณาประดิษฐานพระเจดีย์ทั้งห้า พระปฎิมากร พระ มหาโพธิ พระสถูป พระชินธาตุ พระไตรปิฎก ไว้สนองพระ พุทธองค์เป็นที่พึ่งแก่สัตวโลกอันเกิดมาภายหลัง เป็นความสัตย์ แห่งข้าพระพุทธเจ้าฉะนี้ ประการหนึ่งข้าพระพุทธเจ้าคิดจะได้ราชสมบัติครั้งนี้ ด้วยโลกียจิตต์จะใคร่เป็นใหญ่ จะได้จัดแจงราช กิจจานุกิจให้สถิตอยู่ในยุตติธรรม จะได้เป็นที่พึ่งที่พำนักในนิกรราช บรรสัช ให้มีสุขสมบูรณ์ตามราชประเวณี เป็นความสัตย์ แห่งข้าพระพุทธฉะนี้ถ้วนครบครบสอง แลยังมีความางสัยอยู่ จัก สมลุดังมโนรถแลหรือ หรือมิสมลุประการใดมิได้แจ้ง ข้าพระพุทธเจ้าขอพระบวรคุณานุภาพพระมหาเจดียสถานเจ้าทั้งห้ามีพระพุทธปฎิมากร เจ้าเป็นอาทิ อันพระพุทธองค์ทรงประดิษฐานไว้ต่างพระองค์แล้ว จึงสัตยาธิษบานทั้งสองสัจจะแห่งข้าพระพุทธเจ้า จงเป็นที่พำนักตัดความสงสัย ข้าพระพุทธเจ้าจะกะรทำสัตย์เสี่ยงเทียนของข้าพระองค์เล่มหนึ่ง ของขุนวรวงศาธิราชเล่มหนึ่ง ถ้าข้าพระองค์จะสมลุมโนรถความปรารถนาด้วยบุญญาธิการโบราณ และปัจจุบันกรรม ควรจะ ได้มหาเศวตฉัตรสกลรัฏฐาธิปไตย อันจะได้ระงับทรยศยุคเข็ญเป็นจลาจลแห่งสมณพราหมณ์เสนาบดีไพร่ฟ้าประชาราษฎร ได้ความเดือดร้อน และได้เป็นมหาอรรคทานทายกอุปถัมภกพระบวรพุทธศาสนาใน วราชัยสวรรยาสืบไป ขอให้เทียนขุนวรวงศาธิราชดับก่อน ถ้ามิสมลุมโนรถปรารถนาแล้ว ขอให้เทียนข้าพระองค์ดับก่อน ขอพระบวร คุณานุภาพและความสัตย์ทั้งสองแห่งข้าพระพุทธเจ้า จงมาตัดความสงสัยให้ปรากฎตามเสี่ยงวจีสัตยาธิษฐาน อันข้าพระพุทธเจ้าอุทิศเสี่ยงเทียนทั้งสองเล่มนี้ เป็นพุทธสักการบูชา และเสี่ยงกระทำด้วยสัตยเคารพนี้เถิด
ครั้นอธิษบานเสร็จแล้ว ก็จุดเทียนทั้งสองเล่มนั้นเข้า ฝ่าย ขุนพิเรนทรเทพไปเห็นเทียนขุนวรวงศาธิราชยาวกว่าเทียนพระเทียรราชา ก็โกรธ จึงว่าห้ามมิให้ทำสิ ขืนทำเล่า ก็คายชานหมากดิบทิ้งไป จะได้ตั้งใจทิ้งเอาเทียนขุนวรวงศาธิราชนั้นหามิไ ด้ เป็นศุภนิมิตร เหตุพอทิ้งไปต้องเทียนขุนวรวงศาธิราชดับลง คนทั้งห้าคนก็บังเกิดโสมนัสยินดีนัก ขณะนั้นมีพระสงฆ์องค์หนึ่งครองไตรจีวรครบถือ ตาลิปัตรเดินเข้าไปในพระอุโบสถ ให้พรว่า ท่านทั้งนี้จะได้สำเร็จมโนรถ ความปรารถนาเป็นอันแท้ ทั้งห้าคนก็นมัสการรับเอาพร พระสงฆ์ องค์นั้นกลับออกมาก็หายไป ต่างคนก็ต่างกลับมาที่อยู่ ครั้นประมาณ ๑๕ วัน กรมการเมืองลพบุรีบอกลงมาว่า ช้างพลายสูง ๖ ศอก ๔ นิ้ว หูหางสรัพต้องลักษณะติดโขลง สมุหนายยกกราบทูล ตรัสว่าเราจะขึ้นไปจับ อยู่อีก ๒ วันจะเสด็จ แล้วสั่งให้มีตราขึ้นไปว่าให้กรมการจับเสียเถิด ครั้นอยู่มาประมาณ ๗ วัน โขลงชักปกเถื่อนเข้ามาทาง วัดแม่นางปลื้ม เข้าพะเนียดวัดซอง สมุหนายกกราบทูล ตรัสว่า พรุ่งนี้เราจะไปจับ ครั้นเวลาค่ำขุนพิเรนทรเทพจึงสั่งหมื่นราชเสน่หานอกราชการ ให้ออกไปคอยทำร้ายมหาอุปราชอยู่ที่ท่าเสื่อ สั่งแล้ว พอพระยาพิชัย พระยาสวรรคโลกลงมาถึง ขุนพิเรนทรเทพจึงให้ไปบอกโดยความลับ พระยาพิชัย พระยาสวรรคโลก ดีใจ จึงไปซุ่ม ซ่อนอยู่ที่คลองบางปลาหมอ กับด้วยขุนพิเรนทรเทพ หลวงศรียศ หมื่นราชเสน่หาในราชการ ขี่เรือคนละลำ พลพายมีสาตราครบมือ ฝ่ายหมื่นราชเสน่หานอกราชการ ถือปืนไปแอบคอยอยู่ ทำอาการ ดุจหนึ่งทะนายเลือก ครั้นเห็นมหาอุปราชขึ้นช้างจะไปพะเนียด หมื่นราชเสน่หาก็ยิงถูกมหอุปราชตกช้างลงตาย ครั้นเช้าตรู่ ขุนวรวงศาธิราชกับแม่ศรีสุดาจันทร์ และราชบุตรที่เกิดด้วย กันนั้น ทั้งพระศรีสินก็ลงเรือพระที่นั่งลำเดียวกัน มาตรงคลองสระบัวขุนอินทรเทพก็ตามประจำมา ฝ่ายขุนพิเรนทรเทพ พระยาพิชัย พระยา สวรรคโลก หลวงศรียศ หมื่นราชเสน่หาในราชการ ครั้นเห็นเรือพระ ที่นั่งขึ้นมา ก็พร้อมกันออกสะกัด ขุนวรวงศาธิราชร้องไปว่า เรือใครตรงเข้ามา ขุนพิเรนทรเทพก็ร้องตอบไปว่า กูจะมาเอาชีวิตเองทั้งสองฝ่ายขุนพิเรนทรเทพก็เร่งให้พายรีบกระหนาบเรือพระที่นั่งขึ้นมา แล้วช่วยกันเข้ากลุ้มรุมจับ ขุนวรวงศาธิราชกับแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ และบุตรซึ่งเกิดด้วยกันนั้นฆ่าเสียแล้วให้เอาศพให้เอาศพไปเสียบประจานไว้ณวัดแร้ง แต่พระศรีสินนั้นเอาไว้ ขุนวรวงศาธิราชอยู่ ในราชสมบัติ ๕ เดือน
- ↑ ฉบับหลวงประเสริฐว่า ศักราช ๙๑๐ วอกศก