ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 64/บทที่ 16
ขุนพิเรนทรเทพ ขุนอินทรเทพ กับขุนนางทั้งปวงกลับเข้ามารักษาพระราชวัง ฝ่ายขุนพิเรนทรเทพ จึงให้หลวงราชนิกุล พระรักษ์ มนเทียร และเจ้าพนักงานทั้งปวง เอาเรือพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์ ไปยังวัดราชประดิษฐาน อังเชิญพระเทียรราชาให้ปริวติลาผนวชแล้วเชิญเสด็จลงเรือพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์อลงการ ประดับด้วยเครื่อง สูงมยุรฉัตรพัดโบกจามรมาศ ดาษดาด้วยเรือดั้งกัน แห่เป็นขนัดแน่นโดยชลมารควิถี เสด็จถึงประทับฉนวนน้ำแล้ว เชิญเสด็จเข้าสู่ พระราชวัง ครั้นได้มหามหุติวารศุภฤกษพิชัยดิถี จึงประชุมสมเด็จ พระสังฆราช พระราชาคณะ คามวาสีอรัญวาสี มุขมนตรีกวี มาตยา โหราราชครูหมู่พราหมณ์ปโรหิตาจารย์ ก็โอมอ่านอิศวรเวท วิศณุมนต์ พร้อมทั้งพุทธจักรอาณาจักร มอบเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ถวายภิเศโกทกมุรธารา ปราบดาภิเศกถวัลราชประเพณี สืบศรีสุริวงศ์กษัตริย์ ดำรงแผ่นพิภพมณฑลเสมาอาณาจักร์ กรุงเทพ ทราวดีศรีอยุธยามหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดม พระราชนิเวศมหาสถานสืบไป ทรงพระนามสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า[1]
ฝ่ายขุนพิเรนทรเทพจึงพาเอาตัวพระศรีสินไปถวาย สมเด็จ พระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า ทรงพระมหากรุณาการุญภาพเลี้ยง พระศรีสินไว้ ครั้นรุ่งขึ้นจึงเสด็จออก หมู่มุขมาตย์มนตรีทั้งปวง พร้อมกันแล้ว ตรัสปรึกษาความชอบขุนพิเรนทรเทพ ขุนอินทรเทพ หมื่นราชเสน่หาหลวงศรียศ บ้านลานตากฟ้า ๔ คนนี้เป็นประถมคิดและพระหลวงขุนหมื่นหัวเมืองทั้งปวง เป็นผู้ช่วยราชการ พระมหาราชครูทั้งสี่ เชิญพระธรรมนูญหอหลวงมาปรึกษาความซอย เอาบำเหน็จ คั้งเจ้ามหาเสนาธิบดี รับพระอินทราชาเข้ามาแต่เมืองสุพรรณบุรี เข้าพระราชวังได้ เอามาเปรียบให้บำเหน็บ พระราชทาน ลูกสนมองค์หนึ่ง เจียดทองคู่หนึ่ง พานทองคู่หนึ่ง เต้าน้ำทอง กะบี่กั้นหยั่น เสลี่ยงงา เสลี่ยงกลีบบัว เอาคำปรึกษากราบบังคมทูลพระกรุณา ทรงพระราชดำรัสตรัสว่าน้อยนัก คน ๔ คน นี้เอาชีวิตและโคตรแลกความชอบในแผ่นดิน แล้วตรัสว่า ขุนพิเรนทรเทพเล่า บิดา เป็นพระราชวงศ์พระร่วง มารดาไซร้ ได้เป็นพระราชวงศ์แห่งสมเด็จพระชัยราชาธิราชเจ้า ขุนพิเรนทรเทพเป็นปฐมคิด เอาเป็นสมเด็จ พรมหาธรรมราชาธิราชเจ้า ให้รับพระราชบัณฑูร ครองเมือง พิษณุโลก จึงตรัสเรียกสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระสวัสดิราชธิดา ถวายพระนาม ชื่อ พระวิสุทธิกษัตรีย์ เป็นตำแหน่งพระอัครมเหษีเมืองพิษณุโลก เครื่องราชาบริโภค ให้ตั้งตำแหน่งศักดิฝ่ายทหารพลเรือน เรือชัยพื้นดำพื้นแดงคู่หนึ่ง และเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ให้สมเด็จ พระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าทรงขึ้นไป เอาขุนอินทรเทพเป็นเจ้าพระยาศรีธรรมโศกราช พระราชทานลูกพระสนมองค์หนึ่ง เจียดทองคู่หนึ่งพานทองคู่หนึ่ง เต้าน้ำทอง กระบี่กั้นหยั่น เสลี่ยงงา เสลี่ยงกลีบบัวเครื่องสูง
เอาหลวงศรียศ เป็นเจ้าพระยามหาเสนาบดีเอาหมื่นราชเสน่หาเป็นเจ้าพระยามหาเทพ พระราชทานลูกพระสนม และเครื่องสูง เครื่องทอง เสลี่ยงงา เสลี่ยงกลีบบัว เจ้าพระยามหาเสนาบดี เจ้าพระยามหาเทพ เหมือนกันกับเจ้าพระยาศรีธรรมโศกราช หมื่นราชเสน่หานอกราชการ ที่ยิงมหาอุปราชตกช้างตายนั้น ปูนบำเหน็จให้เป็นเจ้าพระยาภักดีนุชิต เจียดทองซ้ายขวา กระบี่บั้งทอง เต้าน้ำทอง พระราชทานลูกพระสนมเป็นภรรยา
ฝ่ายพระยาพิชัย พระสวรรคโลกนั้น พระยาราชทานบำเหน็จโปรดให้เป็นเจ้าพระยาพิชัย เจ้าพระยาสวรรคโลก พระราชทาน เจียดทองซ้ายขวา กระบี่บั้งทอง เต้าน้ำทอง พระหลวงขุนหมื่นนอกนั้นพระราชทานบำเหน็จความชอบ โดยนุกรมลำดับ แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำรัสสาบาลไว้ ว่ากษัตริย์พระองค์ใดครองพิภพ ภายหน้า อย่าให้แก่ญาติพี่น้องพวกพงศ์สมเด็จพระมหาธรรมราชา ธิราชเจ้า เจ้าพระยาศรีธรรมโศกราช เจ้าพระยามหาเสนา เจ้าพระยามหาเทพ ให้โลหิตตกลงในแผ่นดิน ถ้ากษัตริย์พระองค์ใดมิได้ กระทำตามเราสาบาลไว้ อย่าให้กษัตริย์พระองค์นั้นคงอยู่ในเศวตฉัตรครั้งนั้นได้ช้างเผือกช้างหนึ่ง
ขณะเมื่อแผ่นดินพระนครศรีอยุธยาเป็นทุรยุค ปรากฎขึ้นไปถึงกรุงหงสาวดี สมเด็จพระยาเจ้าหงสาวดีแจ้งประพฤติเหตุไปว่า สมเด็จพระชัยราชาธิราชเจ้าแผ่นดินพระนครศรีอยุธยาสวรรคตแล้ว เสนาบดียกพระยอดฟ้าราชกุมาร พระชนม์ ๑๑ ขวบขึ้นครองราชสมบัติ แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ มารดาพระยอดฟ้า กระทำทุราจารสมรสสังวาสด้วยขุนชินราช ให้ฆ่าพระยอดฟ้าเสีย ยกขุนชินราชขึ้นผ่านพิภพ กรุงทราวดีศรีอยุธยา เสนาพฤฒามาตย์มีความพิโรธเคืองแค้น คิดกันฆ่าขุนชินราช แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์เสีย แผ่นดินเป็นจลาจลสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ทรงพระราชดำริว่า ถ้าพระนครศรีอยุธยาเป็นดังนี้จริง เห็นว่าหัวเมืองขอบขันธเสมาและเสนาพฤฒามาตย์ทั้งปวง จะกระด้างกระเดื่องมิปกติ ถ้ายกกองทัพรุดไปโจมตีเอา เห็นจะได้ พระยานครศรีอยุธยาโดยง่าย ทรงพระดำริแล้วก็ตรัสให้จัดพลทหารรบ ๓๐๐๐๐ ช้างเครื่อง ๓๐๐ ม้า ๒๐๐๐ เศษ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ก็เสด็จยกรุดรีบมาโดยทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ตีเมืองกาญจนบุรี จับได้กรมการถามให้การว่า พระนครเป็นจลจลก็จริง แต่บัดนี้ พระเทียรราชาได้ครองราชสมบัติ เสนาพฤฒามาตย์และหัวเมืองทั้งปวงพร้อมมูลเป็นปกติกันแล้ว สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสว่า ได้ล่วงเกินมาถึงนี่แล้ว จะกลับเสียนั้นไม่มีเกียรติยศเลย จะเข้าไปเหยียบให้ ถึงชานเมืองพอเห็นพระนครแล้วจะกลับ ประการหนึ่งจะได้ดูมือทหาร กรงศรีอยุธยา ผู้ใดจะออกรับทัพเราบ้าง ตรัสแล้วก็ยกทัพไปตีเมืองสุพรรณบุรี แล้วเดินตัดทุ่งเข้าท้ายป่าโมกข์ ข้ามพลเข้าไปตั้งค่ายหลวงตำบลลุมพินี ณวันอังคารเดือนยี่ขึ้น ๕ ค่ำ ศักราช ๘๙๒ ปีขาลโทศก (พ.ศ. ๒๐๗๓) ขณะนั้นมีหนังสือเมืองสุพรรณบุรีบอกราชการเข้าไป ถึงกรุงพอทัพพระเจ้าหงสาวดีถึงทุ่งลุมพลีพร้อมกัน สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าตกพระทัย ตรัสให้เร่งพลนอกเมืองในเมือง ขึ้นรักษาหน้าที่เป็นกุลาหล สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตั้งลุมพลี ๓ วัน พอทอดพระเนตรดูกำแพงพระนครศรีอยุธยา และปราสาทราชมนเทียรแล้ว ก็เลิกทัพกลับไปกรุงหงสาวดีโดยทางมา
ขณะเมื่อพระเจ้าหงสาวดียกทัพกลับมานั้น ฝ่ายพระยาละแวกรู้ว่าพระนครศรีอยุธยาผลัดแผ่นดินใหม่ ก็ยกทัพรีบมาถึงเมืองปราจินบุรี ตีจับได้คนถามให้การว่า พระเทียรราชาครองสมบัติเสนาบดีพร้อมมูลกันอยู่ พระยาละแวกมิอาจยกเข้ามา กวาดแต่ครัวอพยพชาวปราจินบุรีแล้วกลับไปเมืองละแวก ครั้นพระเจ้าหงสาวดียกกลับไปแล้ว สมเด็จพระเจ้ามหาจักรีพรรดิราชาธิราชเจ้า คิดแค้นแก่พระยาละแวก ว่ากรุงหงสาวดีดูหมิ่นแล้ว เมืองเขมรมาดูหมิ่นด้วยเล่า ถ้าราชการฝ่าย หงสาวดีสงบลงเมื่อใด เราจะแก้แค้นมันให้จงได้ แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ซ่อมแซมกำแพงนครซึ่งชำรุดปรักหักพัง ให้มั่นคงโดย รอบคอบแล้ว ให้สฐาปนาที่พระตำหนักวังเป็นพระอุโบสถและสร้าง พระวิหารอาราม ให้นามชื่อวัดวังชัย อธิการให้ชื่อพระนิกรม แล้ว ตรัสว่า เมื่อเราอุปสมบทนั้น บินฑบาตขึ้นไปป่าโทนป่าถ่านจนถึง ป่าชมพู อากรซึ่งขึ้นสารพากรเป็นหลวงนั้น ให้เถรเณรไปขอเป็น กัปปิยจังหันเถิด
ศักราช ๘๙๓ ปีเถาะตรีศก[2] (พ.ศ. ๒๐๗๔) เดือน ๘ ขึ้น ๒ ค่ำ ทำการพระราชพิธีประถมกรรม สมเด็จพระมหาจักร พรรดิราชธิราชเจ้า ตำบลท่าแดง พระกรรมวาจาเป็นพระพฤฒิบาทพระพิเชฐเป็นหัสดาจารย์ พระอินโทรเป็นธรรมการ[3]
ศักราช ๘๙๔ ปีมะโรงจัตวาศก (พ.ศ. ๒๐๗๕) สมเด็จ พระมหาจักรพรรดิราชธิราชเจ้า ฟังข่าวราชการข้างกรุงหงสาดี สงบอยู่ ก็ตรัสให้เตรียมทัพพะนียด ๕๐๐๐๐ ให้เกณฑ์หัวเมือง ปากใต้เป็นทัพเรือไป ให้พระยาเยาว์เป็นทัพ พระยาศรีโชดึกเป็น กองหน้า ถึงณวันอาทิตย์เดือนยี่ขึ้น ๖ ค่ำ เพลาเช้า ๓ โมง ๒ บาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จยกกองทัพหลวงไปโดยทางมัตบองถึงเมืองละแวก ฝ่ายทัพเรือไปข้างปากน้ำพุทไธมาศ เข้าคลองเชิงกระชุม และกองหน้าตั้งห่างเมือง ๑๐ เส้น ทัพหลวงตั้งไกลเมือง ๑๕๐ เส้น ฝ่ายพระยาละแวกเห็นป้องกันเมืองไว้มิได้ จึงให้มีศุภอักษร แต่งเสนาบดีถือมากราบถวายบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในลักษณะนั้นว่า
ข้าพระองค์ผู้คอรงกรุงกัมพูชาธิบดี ขอถวายบังคมมาแทบ พระบาทบงกชมาศ สมเด็จพระนั่งเกล้าพระองค์ผู้ทรงอิศวรภาพเป็น ปีนกรุงเทพทราวดีศรีอยุธยามหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุมดมพระราชมหาสถาน ด้วยข้าพระองค์เป็นคนโมหจริต มิได้ คิดเกรงพระเดชเดชานุภาพ และยกทัพเข้าไปกวาดเอาชาวปราจินบุรีอันเป็นข้าขอบขันธเสมากรุงเทพมหานครมานั้น ผิดหนักหนาอยู่แล้ว ขอสมเด็จพระนั่งเกล้าได้โปรดงดโทษานุโทษแก่ข้าพระองค์เถิด อย่าเพ่อยกพยุหโยธาเข้าหักเอาเมืองก่อนเลย งดไว้ก่อน ๓ วัน ข้าพระ องค์จะแต่งเครื่องราชบรรณการออกไปถวาย ขอเป็นข้าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ไปตราบเท่ากัลปาวสาน
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า ก็ทรงพระการุญภาพแก่พระนาละแวก ตรัสกำหนดหาทัพหากอง ให้งดการศึกซึ่ง เข้าหักเมืองโดยศุภอักษรพระยาละแวก ครั้นถ้วนกำหนด ๓ วัน พระยาละแวกก็นำเครื่องราชบรรณาการ กับนักพระสุโท นักพระสุทันอันเป็นราชบุตรออกมาเฝ้า ทูลเกล้ากระหม่อนถวายเป็นข้าพระ บาท สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าก็สิ้นความพิโรธ จึงตรัสแก่พระยาละแวกว่า ท่านจงรักษาแผ่นดินกรุงกัมพูชาธิบดีโดย ยุติธรรมราชประเพณีสืบมาแต่ในกาลก่อนนั้นเถิด แล้วพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า นักพระสุโทนักพระสุทันนี้ เราจะขอไปเลี้ยงเป็นโอรส พระยาละแวกมิอาจที่จะขัดได้ก็ให้ โดยบัญชาพระเจ้าอยู่หัว แล้ว พระยาละแวกก็ถวายบังคมลาคืนเข้าไปเมือง จัดแจงเครื่องราชูปโภคชายหญิงให้แก่ราชบุตร แล้วก็พามาถวายกราบทูลฝาก สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า ทานอย่าวิตกเลย ราชบุตรท่านทั้งสองนี้ ก็เหมือนโอรสแห่งเรา พระยาละแวกมีความยินดีนัก ให้เสนาบดี ไปต้อนครัวอพยพชาวปราจีนบุรีมาส่งยังค่ายหลวง สมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวก็เสด็จยกกองทัพบกกองทัพเรือกลับคืนมา และครัวอพยพ ทั้งนั้นกลับมายังกรุงเทพพระมหานครศรีอยุธยา จึงทรงพระกรุณาให้นักพระสุทันขึ้นไปครองเมืองสวรรคโลก
ศักราช ๘๙๕ ปีมะเส็งเบญจศก[4] (พ.ศ. ๒๐๗๖) ครั้งนั้น พระเจ้าอยู่หัวให้แปลงเรือแซ่เป็นเรือชัยและเรือศีรษะสัตว์ต่าง ๆ
ศักราช ๘๙๖ ปีมะเมียฉอศก (พ.ศ. ๒๐๗๗) เดือน ๘ ทำการพระราชพิธีมัธยม สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า ตำบลชัยนาทบุรี
ศักราช ๘๙๗ ปีมะเมียสัปตศก [5] (พ.ศ. ๒๐๗๘) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปวังช้างตำบลบางละมุง ได้ช้างพลายพัง ๖๐ ช้างอนึ่งในเดือน ๑๒ นั้น ได้ช้างเผือกพลาย ตำบลกาญจนบุรี สูง ๔ ศอกเศษ ชื่อคเชนทโรดม ครั้งนั้นมีข่าวมาว่า เมืองละแวก เสียแก่ญวน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแจ้งว่า นักพระสัตถายกมารบ เมืองละแวก เสียบิดานักพระสุทันนักพระสุโทแก่ญวนแล้ว จำจะให้ออกไปกำจัดเอาเมืองคืน ทรงพระกรุณาตรัสแก่มุขมนตรีว่า จะออก ไปเมืองละแวกครั้งนี้ จะเห็นใครที่จะเป็นแม่ทัพออกไป มุขมนตรี ทั้งปวงปรึกษาพร้อมกันกราบทูลว่า เห็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ บุตรบุญธรรมที่ไปครองเมืองสวรรคโลกออกไป จะได้เอาใจชาวละแวกจึงมีพระราชกำหนดให้หาพระองค์สวรรคโลกลงมาเฝ้า สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า จะให้เจ้าเป็นแม่ทัพออกไป พระองค์สวรรคโลกกราบทูลว่า พระชันษาร้ายถึงฆาต สมเด็จพรเจ้าอยู่หัวตรัสว่า มุขมนตรีปรึกษาพร้อมกันแล้ว ประการหนึ่งแผ่นดินกรุงกัมพูชา ธิบดีก็เป็นของเจ้าอยู่จำจะไป
ศักราช ๘๙๘ ปีวอกอัฐศก[6] (พ.ศ. ๒๐๗๙) เดือน ๑๒ พระองค์สวรรคโลกเป็นแม่กองถือพล ๓๐๐๐๐ พระมหามนตรีถือ อาชญาสิทธิ์ พระมหาถือวัวเกวียน ฝ่ายทัพเรือ พระยาเยาว์ เป็นนายกองครั้งนั้นลมขัด ทัพเรือมิทันทัพบก ๆ ใกล้ถึงเมืองละแวกพระยารามลักษณ์ซึ่งเกณฑ์เข้าทัพบกนั้น เข้าบุกทัพในกลางคืน ทัพญวนแต่งรับเป็นสามารถ และทัพพระยารามลักษณ์แตกมาปะทะ ทัพใหญ่ ครั้งนั้นเสียพระองค์สวรรคโลกกับคอช้าง เสียช้างม้ารี้พล เป็นอันมาก
ศักราช ๘๙๙ ปีระกานพศก[7] (พ.ศ. ๒๐๘๐) ณวันอาทิตย์ เดือน ๕ ขึ้นค่ำหนึ่งเกิดเพลิงไหม้ในพระราชวัง อนึ่งในเดือน ๓ นั้น ทำพระราชพิธีอาจริยาภิเศก และกระทำการพระราชพิธีอินทราภิเศก ในพระราชวัง อนึ่งในเดือน ๕ นั้น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชา ธิราชเจ้า พระราชทานสัตสดกมหาทาน และให้ช้างเผือกมีกรอง เชิงเงิน ๔ เท้าช้าง เป็นเงิน ๑๖๐๐ ชั่ง ราชรถ ๗ เล่มเทียมด้วยม้า มีนางสำหรับรถเสมอรถละ ๗ นาง อนึ่งในเดือน ๗ เสด็จไปวังช้าง ตำบลโตรกพระ ได้ช้างพลายพัง ๖๐ ช้าง
ศักราช ๙๐๐ ปีจอสัมฤทธิศก[8] (พ.ศ. ๒๐๘๑) เสด็จ ไปวังช้างตำบลแสนตอ ได้ช้างพลายพัง ๔๐ ช้าง
ศักราช ๙๒๒ ปีชวดโทศก[9] (พ.ศ. ๒๐๘๓) เสด็จไป วังช้างตำบลวัดกะได ได้ช้างพลายพัง ๕๐ ช้าง
ศักราช ๙๐๔ ปีขาลจัตวาศก[10] (พ.ศ. ๒๐๘๕) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปวังช้างตำบลไทรย้อย ได้ช้างพลายพัง ๗๐ ช้าง
ศักราช ๙๑๐ ปีเถาะเบญจศก[11] (พ.ศ. ๒๐๘๖) สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีทรงพระดำริว่า ครั้งก่อนเรายกทัพรุดไปพระนคร ศรีอยุธยา พลแต่ ๓๐๐๐๐ ล่วงเข้าตั้งถึงชานเมืองตำบลลุมพลี หามีผู้ใดมาปะทะมือไม่ แต่หากทว่าพลน้อย จะทำการช้าวันมิถนัด ครั้งนี้จะยกไปให้มาก ๑๐ เท่าก็เห็นจะได้พระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีทรงพระดำริแล้ว ให้เกณฑ์พล ๓๐ หมื่น ช้างเครื่อง ๗๐๐ ม้า ๓๐๐๐ ให้พระมหอุปราชาเป็นกองหน้า พระเจ้าแปรเป็นเกียกกาย พระยาสิมเป็นกองหลัง ครั้นณวันอาทิตย์ เดือน ๓ ขึ้น ๒ ค่ำเพลาอุษาโยค สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีก็ทรงเครื่องสิริราชปีลันทนาลังกากรณ์ บวรมหาสังวาลเนาวรัตน์ สพักตร์พระอังษาลงกฎ อังคาพยพอย่างอัคราชรามัญวิสัยสำหรับมหาพิชัยรณรงค์เสร็จเสด็จทรงช้างพระที่นั่งพลายมงคลปราบทวีป เป็นราชพาหนะ ประดับเครื่องคเชนทราลังกากรณ์ บวรมหาสารวิภูษิต พร้อมด้วยเสนางค นิกรพิริยโยธาหาญ พลดาบดั้งดาบเขนเป็นขนัดแน่นแสนเสโลห์ โตมรมาศทวนทอง เป็นทิวแถวดาษดา ดูโมหฬาร์เลิศพันลึก อธึกด้วยธวัชธงฉานธงชัย รุจิตไพโรจน์อัมพรวิถิเดียรดาษทัพท้าวพระ ยารามัญรายเรียงเป็นระยะ โดยกระบวรพยุหยาตราหน้าหลังทั้งปวงพร้อมเสร็จ ได้เพลามหาศุภฤกษ์ โหราธิบดีลั่นฆ้องชัย เจ้าพนักงานประโคมแตรสังข์กังสดาลดนตรี ศัพท์ฆ้องกลองก้องสนั่นฤนาท ดำเนินธงคลาพยุหโยธาทัพ ออกจากกรุงหงสาวดีรอนแรมมา ๗ วันข้ามแม่น้ำเมาะตะมะ เดินทัพโดยทางสะมิ
ขณะนั้นมีหนังสือบอกเมืองกาญจนบุรีเข้ามาว่า ชาวด่านไปถีบด่านถึงตำบลจอยยะ ได้เนื้อความว่า สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ยกมา ข้ามพลเมืองเมาะตะมะถึง ๗ วันจึงสิ้น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า ตรัสสั่งให้เทครัวมืองตรีจัตวา และแขวงจังหวัดเข้าพระนครแล้ว มีพระราชกำหนดขึ้นไปถึงเมืองพิษณุโลกว่า ถ้าศึกหงสาวดีมาติดพระนครศรีอยุธยาเมื่อใดให้สมเด็จพระมหาธรรมราชาเอาทัพเมืองเหนือทั้งปวงเป็นทัพกระหนาบ แล้วตรัสให้พระยาจักรีออกตั้งค่ายตำบลลุมพลี พล ๑๕๐๐๐ ล้วนใส่เสื้อแดงหมวกแดง
ฝ่ายมหานาคบวชอยู่วัดภูเขาทอง ศึกออกรับตั้งค่ายกันทัพเรือตั้งค่ายแต่วัดภูเขาทองลงมาจนวัดป่าพลู พักพวกสมกำลังญาติโยมทาษชายหญิงของมหานาค ช่วยกันขุดคูนอกค่ายกันทัพเรือ จึงเรียกว่าคลองมหานาค เจ้าพระยามหาเสนาถือพล ๑๐๐๐๐ ออก ตั้งค่ายบ้านดอกไม้ป้อมท้องนาหันตรา พลใส่เสื้อเขียวหมวกเขียว พระยาพระคลังถือพล ๑๐๐๐๐ ตั้งป้อมค่ายคู พลใส่เสื้อเหลืองหมวกเหลือง พระสุนทรสงครามถือพล ๑๐๐๐๐ ตั้งค่ายป้อมจำปา พลใส่เสื้อดำหมวกดำ และบันดาการพระนครนั้น ก็ตกแต่งป้องกันเป็นสามารถ
ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ยกทัพข้ามกาญจนบุรี ถึงพระนครศรีอยุธยาณวันเสาร์เดือน ๔ ขึ้น ๕ ค่ำ ตั้งค่ายหลวงตำบลกุ่มดอง ทัพพระใหาอุปราชาตั้งค่ายตำบลพะเนียด ทัพพระเจ้าแปร ตั้งค่ายตำบลบ้านใหม่มะขามหยอง ทัพพระยาพะสิมตั้งค่ายตำบล ทุ่งประเชด
ครั้นรุ่งขึ้นวันอาทิตย์เดือน ๔ ขึ้น ๖ ค่ำ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ราชาธิราชเจ้า จะเสด็จยกพยุหโยธาทวยหาญ ออกไปดูกำลังข้าศึก ณทุ่งภูเขาทอง จึงทรงเครื่องราชลังการยุทธ์ เสด็จทรงช้างต้นพลายแก้วจักรรัตน์สูง ๖ ศอกคืบ ๕ นิ้ว เป็นพระคชาธาร ประดับคชา ลังกาภรณ์เครื่องมั่นมีกลางช้าง และควาญ พระสุริโยทัยผู้เป็นเอกอัครราชเหษี ประดับองค์เป็นพระมหาอุปราช ทรงเครื่องสำหรับ ราชรณรงค์ เสด็จทรงช้างพลายทรงสุริยกษัตริย์ สูง ๖ ศอกเป็นพระคชาธาร ประดับคชาภรณ์เครื่องมั่นเสร็จ มีกลางช้างและควาญ พระราเมศวรทรงเครื่องสิริราชลันทนาวราภรณ์ สำหรับพิชัยยุทธสงความเสร็จ เสด็จทรงช้างต้นพลายมงคลจักรพาฬ สูง ๕ ศอกคืบ ๑๐ นิ้วประดับคชาภรณ์เครื่องมั่น มีกลางช้างและควาญ พระมหิหทราธิราชทรงราชวิภูสนาลังกาภรณ์สำหรับพระมหาพิชัยยุทธ์รณรงค์ เสด็จทรงช้างต้นพลายพิมานจักรพรรดิ สูง ๕ ศอกคืบ ๘ นิ้ว ประดับด้วยกุญชร อลงกฎเครื่องมั่น มีกลางช้างและควาญ ครั้นได้มหาศุภวารฤกษ์ราชดิถี พระโหราลั่นฆ้องชัยประโคมอุโฆษณ์แตรสังข์อึงอินทเภรี สมเด็จพระมาหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า ก็ยาตราพระคชาธาร พระอัครมเหษีและพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์โดยเสด็จ เหล่าคชพยุหดั้งกันแทรกแทรงค่ายค้ำพังคาโคตรแล่น มีทหารประจำขี่ กรกุมปลาย ขอประจำคอทุกตัวสารควาญประจำท้าย ล้อมเป็นกันกงโดยขนัด แล้วถึงหมู่พยุหแสนยากรโยธาทหารเดินเท้า ถือดายดั้งเสโลห์โตมรหอกใหญ่หอกคู่ ธงทวนธนูปืนนกสับคับคั่งซ้ายขวาหน้าหลัง โดยกระ บวนคชพยุหสงคราม เสียงเท้าพลและช้างสะเทือนดังพสุธาดลจุซุดสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า เสด็จยืนพระคชาธาร ประมวลพลและคชพยุห โดยกระบวนตั้งอยู่ณโคกพระยา
ฝ่ายกองตระเวนรามัญเห็นดังนั้น ก็เข้าไปกราบบังคมทูล พระเจ้าหงสาวดี โดยได้เห็นทุกประการ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ตรัสว่า ชรอยจะเป็นทัพพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า ยกออก มาจะกระทำคชพยุหสงครามกับเรา พระองค์ตรัสให้ยกพลหลวงออกจากค่ายตั้งกระบวน สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีทรงเกราะเครื่องพิชัยยุทธ์ย้อมทับถมด้วยวิชาศาสตร์เวชคาถา แล้วสอดพระมหาสุพรรณสังวาลประดับเพ็ชรพื้นถมสรรพคุณเวชคาถาต่าง ๆ ทรงพระมหามาลาลงเลขยันตร์ กันสรรพสาตราวุธภยันตราย สำหรับราชรณรงค์ยุทธ์เสร็จเสด็จทรงช้างต้นพลายมงคลปราบทวีปสูง ๗ ศอกเป็นพระคชาธารประดับคชาภรณ์เครื่องมั่น มีกลางช้างและควาญ เครื่องสูงสำหรับราชรณรงค์แห่โดยขนัด มีหมู่ทหารถือดาบดั้ง ๑๐๐๐๐ ล้อมพระคชาธาร พระเจ้าแปรประดับเครื่องอลังการพิชัยยุทธ์ ทรงช้าง ต้นพลายเทวนาคพินาย สูง ๖ ศอกคืบ ๗ นิ้วเป็นพระคชาธารประดับคชาภรณ์เครื่องมั่นมีควาญและกลางช้าง ยกเป็นกองหน้า มีทหารดาบสองมือ ๑๕๐๐ ล้อมพระคชาธาร ช้างท้าวพระยารามัญคับคั่งตั้งโดยกระบวนกันกงเป็นขนัด เหล่าพยุหโยธาทหารเดินเท้า ถือสรรพสาตราดาดาษโดยกระบวน
สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีก็ยกพยุหโยธาทวยหาญออกตั้งยังท้องทุ่งตรงหน้าทัพสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ห่างกันประมาณ ๑๐๐ เส้น เสด็จยืนพระคชาธารคอยฤกษ์ จึงตรัสให้พลม้ารำทวนชักชิงคลอง กันไป ให้พลเท้าเริงหน้าทัพ ฝ่ายพลเครื่องเล่นเต้นรำร้องเฮฮา เป็นกุลาหล ฝ่ายพลดาบดั้งดาบ ๒ มือก็รำล่อเลี้ยวกันไปมา ขณะ นั้นสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีทอดพระเนตร์ดูบนอากาศ เห็นพระอาทิตย์แจ่มดวงหมดเมฆหมอกแล้ว คิชฌราชบินนำหน้าทัพ ครั้นเห็น ศุภนิมิตรราชฤกษ์ดังนั้น ก็ให้ลั่นฆ้องชัยโฆษณ์แตรสังข์อึงอินทเภรี ขึ้นพร้อมกัน ก็ตรัสให้ขับพลเข้าโจมทัพสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ฝ่ายสมเด็จพระมหาจักรพรรดิดำรัสให้แยกพลเป็นปีกกา พลโยธาหารทั้งสองฝ่าย บ้างเห่โห่โกลาหลเข้าปะทะประจันตีฟันแทงแย้งยุทธ์ ยิงปืนระดมสาตราธุมาการตลบไปทั้งอากาศ พลทั้งสองฝ่ายบ้างตายบ้างลำบาก กลิ้งกลาดเกลื่อนท้องทุ่งเป็นอันมาก สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า ก็ขับพระคชาธารเข้าชนช้างกองหน้าพระเจ้าหงสาวดี พระคชาธารเสียทีให้หลังข้าศึกเอาไว้ไม่อยู่ พระเจ้าแปรได้ท้ายข้าศึกดังนั้น ก็ขับพระคชาธารตามไล่ช้างพระมหาจักรพรรดิ พระสุริโยทัยเห็นพระราชสามีเสียทีไม่พ้นมือข้าศึก ทรงพระกตัญญูภาพก็ขับพระคชาธารพลายทรงสุริยกษัตริย์สะอึกออกรับ พระคชาธารพระเจ้าแปรได้ล่างแบกถนัด พระคชาธารพระสุริโยทัยแหงนหงาย เสียที พระเจ้าแปรจ้วงฟันด้วยพระแสงของ้าว ต้องพระอังษา พระสุริโยทัยขาดกระทั่งถึงราวพระถันประเทศ พระราเมศวรกับ พระมหินทราธิราช ก็ขับพระคชาธารลันจะเข้าพระราชมารดา ไม่ทันที พอพระชนนีสิ้นพระชนม์กับคอช้าง พระพี่น้องทั้งสอง พระองค์ถอยรอรับข้าศึก กันพระศพสมเด็จพระราชมารดาเข้าพระนครได้ โยธาชาวพระนครแตกพ่ายข้าศึก รี้พลตายเป็นอันมาก สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า จึงให้เชิญพระศพพระสุริโยทัยผู้เป็นพระอัครมเหษีมาไว้ตำบลสวนหลวง ครั้นรุ่งขึ้นพระมหาอุปราชาแต่งพลเข้าตีค่ายพระสุนทรสงคราม ๆ ต่อรบข้าศึกเป็นสามารถ แต่ พลาเช้าจนพลบค่ำ ข้าศึกหนุนแน่นเข้ามาหักค่ายพระสุนทรสงครามแตก เสียค่ายและป้อมจำปา พลตายลำบากมาก รุ่งขึ้นสมเด็จ พระเจ้าหงสาวดีทรงช้างต้นพลายกามกวมสูง ๗ ศอกตัวทาแดง เสด็จยกพลมาทุ่งลุมพลี ให้ทหารเดินเท้าแซงตามทิวไม้ ๒ ฟากทุ่ง เสด็จ ยืนช้างชี้พระหัตถ์ให้ทหารม้า ๕๐๐ เข้ายั่วหน้าค่ายพระยาจักรี ๆ ก็ขับทหารออกรบ ฝ่ายนายทหารหงสาซึ่งแซง ๒ ชายทุ่งนั้นเห็นได้ที ก็ยกออกโจมตีโอบลงไปเป็นทัพกระหนาบจนใกล้ค่าย ทหารม้าก็ดาไล่ตะลุมบอนฆ่าฟันทหารพระยาจักรีล้มตายเป็นอันมาก พระยาจักรี และทหารทั้งปวงเสียที ก็ล่าทับเข้าพระนคร ครั้นได้ค่ายพระยาจักรี แล้ว สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีก็เสด็จกลับเข้าค่ายหลวง ทหารที่ได้ ศีรษะชาวพระนครไปประมาณ ๔ ส่วน ที่มิได้ศีรษะประมาณส่วนหนึ่งสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสให้ปลูกร้านขึ้น แต่งเครื่องมัชชมังษา สุราบานให้รับพระราชทาน ที่มิได้ศีรษะนั้นให้นั่งรับพระราชทานใต้ ถุนร้าน ให้ทหารซึ่งรับพระราชทานบนร้านนั้นราดน้ำล้างมือลงมา ครบ ๓ วันให้พ้นโทษ
ฝ่ายสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า ตรัสแก่มุขมนตรีว่า ทหาหงสาวดียังกำลังกล้ารื่นเริงอยู่ ทั้งสะเบียงอาหารก็ยังไม่ขัดสน จำจะรักษามั่นหน่วงไว้คิดการเดือน คอยทัพเมืองพิษณุโลกซึ่งจะลงมาขนาบนั้นด้วย แล้วจะคิดเอาปืนใหญ่ล้างค่ายทำลายความคิดให้อ่อนลง จึงค่อยคิดการเอาชัยชำนะเมื่อภายหลัง เห็นจะได้โดยง่าย มุขมนตรีทั้งหลายก็เห็นด้วย จึงให้เชิญปืนนารายน์สังหารลงสำเภา ฉ้อขึ้นไปทางบ้านป้อม แต่งทัพกัน ๒ ฝั่งฟากขึ้นไปทางขนอน ปากคู่ ทหารทดมาตั้งกองร้อยคอยเหตุอยู่ ก็เอาข่าวเข้าไปกราบทูล แก่พระเจ้าหงสาวดีว่า ชาวพระนครฉ้อสำเภาขึ้นมา มีทัพบกป้อง กัน ๒ ฝั่งฟาก เห็นทีจะบันทุกปืนใหญ่ขึ้นมาล้างค่าย ทูลยังมิทัน สิ้นคำ ชาวพระนครยิงปืนนารายน์สังหารไป กระสุนตกลงในค่ายใกล้พลับพลาสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ๆ ให้เอากระสุนปืนมาบวงสรวงพลีแล้วให้เลิกไปตั้งค่ายหลวงณทุ่งพุดทะเลา อยู่ ๓ วัน สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีเสด็จทรงช้างพระที่นั่งกระโจมทอง ยกพลหลวงออกจากค่ายข้ามโพสามต้นมาตามทุ่งพะเนียด เสด็จยืนช้างอยู่ณวัดสามพิหาร ตรัสให้มหาอุปราชาต้อนพลเข้าหักพระนคร จึงพระยารามให้เอาปืนนารายน์สังหาร ลงใส่สำเภาไม้รักแม่นางไว้ขึ้นไปยิงค่ายสมเด็จ พระเจ้าหงสาวดี ปืนถีบท้ายสำเภาจมลง กระสุนปืนขึ้นไปถูกกิ่ง พระศรีมหาโพธิใหญ่ประมาณ ๓ กำเศษ ขาดตกลงใกล้ช้างพระที่นั่งสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีประมาณ ๓ วา ขณะนั้นชาวป้อมมหาชัย ก็ยิงปืนใหญ่ระดมมาต้องพลหงสาวดีคายมาก จะปล้นเอาพระนคร มิได้ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีก็เสด็จยกทัพกลับยังพลับพลา
ฝ่ายสมเด็จพระมหาธรรมราชาแจ้งข่าวขึ้นไปว่า กองทัพสมเด็จพระ- เจ้าหงสาวดีมาติดพระนครศรีอยุธยา ก็เกณฑ์กองทัพเมืองพิษณุโลก เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย เมืองพิชัย เมืองพิจิต เป็นคน ๕๐๐๐๐ ลงมาถึงเมืองชัยนาทบุรี ตั้งค่ายมั่น ๒ ฝั่งฟาก แต่งกองร้อย ลงมาสืบถึงแขวงเมืองสิงหบุรี พอพบสมิงจะคร้าน สมิงมะลุม คุมทัพประมาณ ๓๐๐๐๐ ไปลาดหาสะเบียง กองร้อยชาวเมืองพระพิษณุโลกเห็นรามัญมากกว่าก็วิ่งหนี พวกรามัญเอาม้าไล่สะกัดจับได้ ๒ คน คุมตัวมาถวาย สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสถาม นายมั่น ปืนยาว นายคง หนวด ให้การกราบทูลว่า สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ผู้ครองเมืองพระพิษณุโลก แจ้งขึ้นไปว่า ทัพกรุงหงสาวดีมาติดพระ นครศรีอยุธยา จึงยกพลเมืองพระพิษณุโลก เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย เมืองพิชัย เมืองพิจิต เป็นคน ๕๐๐๐๐๐ ลงมาช่วยตีกระหนาบ บัดนี้มาตั้งอยู่ชัยนาทบุรี แต่งให้พ้นโจมจัตุรงค์ พันยงใจหาญ คุมข้าพเจ้าคน ๑๐๐ มาสืบทัพ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีแจ้งดังนั้น ก็ แย้มพระโอษฐแล้วตรัสว่า อ้าย ๒ คน ให้โกนศีรษะเสีย ปล่อย มันขึ้นไปทูลพระมหาธรรมราชา ว่าซึ่งจะลงมาเป็นทัพกระหนาบนั้น เราคอยอยู่ ถ้ามิลงมา ให้มั่นไว้ เราจะขึ้นไปหา สมิงจะคร้านรับสั่งสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ก็เอาตัวนายมั่น ปืนยาว นายคง หนวด ไปโกนศีรษะ แล้วคุมตัวขึ้นไปแขวงเมืองสิงหบุรี นายมั่น นาย คงก็ขึ้นไปถึงชัยนาท ให้ขุนนางนำเฝ้ากราบทูลเนื้อความ ซึ่งพระเจ้า หงสาวดีสั่งมานั้นให้ทราบทุกประการ สมเด็จพระมหาธรรมราชาตรัสถามว่า เองเข้าไปถึงพระเจ้าหงสาวดีนั้น เห็นรี้พลประมาณเท่าใด นายมั่น ปืนยาว นายคง หนวด กราบทูลว่า ข้าพเจ้ามิได้เที่ยวไป เห็นแต่วงค่ายหลวงนั้น พอเต็มทุ่งพุดทะเลา สมเด็จพระมหาธรรมราชาจึงตรัสแก่มุขมนตรีว่า ซึ่งสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสสั่งมาทั้งนี้จะ จริงหรือ มุขมนตรีทั้งปวงกราบทูลว่า สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ลิ้นดำองค์นี้ ได้ยินเล่าลือกันว่าตรัสสิ่งใดเป็นสัตย์จริง สมเด็จ พระมหาธรรมราชาตรัสว่า อันการสงครามจะฟังเอาเป็นสัจจริงนั้น ยากนัก เกลือกเกรางเราจะกระหนาบแลหากสำทับไว้ จะเลิกไปโดยทางมา จำจะแต่งทัพลงไปตั้งรอไว้ดูที แล้วตรัสให้ทัพพระยา สวรรคโลก พระยาสุโขทัย ๒ ทัพ คน ๒ หมื่น ยกลงไปเมืองอินทบุรี
ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ตรัสให้ไปสังมหาอุปราชาให้ตีค่ายทุ่งหันตราเสีย จะได้คิดการบรรชิเมือง รุ่งขึ้นณวันอังคารเดือน ๔ แรม ๓ ค่ำเพลาเช้าตรู่ พระมหาอุปราชาก็พลทหารไป ตีค่ายเจ้าพระยามหาเสนา ๆ นายทัพนายกองต่อสู้เป็นสามารถ ข้าศึกหักเอามิได้ พระมหาอุปราชาโกรธ เสด็จบ่ายช้างไปยืนตรงหน้าค่ายห่างประมาณ ๓ เส้น ให้ประกาศแก่นายทัพนายกองว่า มิได้ ค่ายเพลานี้ จะตัดศีรษเสียบเสีย นายทัพนายกองกลัว ก็ต้อน พลทหารดาบดั้งหนุนแน่นหนั่งกันเข้าไปฟันค่ายหักเข้าได้ เจ้าพระยามหาเสนา นายทัพนายกองไพร่พลแตกกลาดลงคลองน้ำ ข้ามไปฟาก วัดมเหยงคณ์ ที่ป่วยเจ็บล้มตายในน้ำก็มาก พระมหาอุปราชาก็ยก กองทัพกลับไปค่าย จึงเสด็จไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี กราบทูล ซึ่งมีชัยได้ค่ายให้ทราบทุกประการ ขณะนั้นไพร่พลในกองทัพ ขัดสน สะเบียง แต่งกองทัพออกลาดหาก็มิได้ ที่ได้บ้างซื้อขาย แก่กันเป็นทะนานละเฟื้อง ท้าวพระยาพระหลวงหัวเมือง เอาเนื้อ ความกราบทูล สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสปรึกษาดูความคิดท้าว พระยานายทัพนายกองทั้งปวงว่า สะเบียงอาหารสิขัดสนอยู่แล้ว ๆ ก็จวนเทศกาลฟ้าฝน จะทำการช้าวันมิได้ จำจะเลิกทัพกลับไปแต่ ทว่าจะไปทางใดดี ท้าวพระยามุขมนตรีปรึกษาทูลว่า ถ้าจะ เสด็จไปทางเมืองกำแพงเพ็ชรออกด่านแม่ละเมาะเล่า กองทัพฝ่ายเหนือก็มาตั้งมั่นรับอยู่ณเมืองชัยนาท เกลือกราชการติดพันช้าไป ไพร่พลจะขัดสนโดยสะเบียงอาหารเห็นจะเสียท่วงที แม้นเสด็จไปทางกาญจนบุรีแรกมาเห็นจะสะดวก สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสว่า ซึ่งจะกลับไปทางกาญจนบุรีนั้น เห็นจะขัดสนอีก ด้วยเหตุว่ากองทัพเรายกเหยียบเมืองมา สะเบียงอาหารยับเยินสิ้บอยู่แล้ว ประการหนึ่งได้ สั่งไปถึงพระมหาธรรมราชาว่า ให้ลงมา ถ้ามิลงมาเราจะขึ้นไปตี แลพระมหาธรรมราชามิลงนั้น ดีร้ายจะตั้งมั่นรับ และผ่อนสะเบียงอาหารลงมาไว้มาก เห็นสมคะเนเราอยู่แล้ว ทำไมแก่ทัพพระ มหาธรรมราชาเท่านั้น เพลาเดียวก็จะแตก จะได้สะเบียงอาหารพอ ไพร่พลเราไม่ขัดสน ท้าวพระยานายกองก็บังคมทูลว่า ทรง พระราชดำริครั้งนี้ดีหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสว่า ซึ่ง เราจะล่าทัพไปครั้งนี้ จะต้องตีทั้งหน้าทั้งหลัง ด้วยเหตุว่า ทัพ พระมหาธรรมราชามาตั้งอยู่ชัยนาทบุรี เห็นจะรู้ถึงสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ๆ จะดีพระทัยว่า ทัพพระราชบุตรเขยมาตั้งสะกัดกระหนาบอยู่แล้ว ดีร้ายจะแต่งทัพตามตัดท้ายพลเราเป็นมั่นคง เราจำจะคิด เอาชัยชะนะทั้งหน้าทั้งหลังให้ได้ ตรัสแล้วมีพระราชกำหนดให้ทัพ พระยาพะสิม ทัพพระยาละเคิ่ง ทัพพระยาเสรี่ยง ทัพพระยาตองอู ทัพพระยาจิตตอง ๕ ทัพ ๆ ละ ๓๐๐๐๐ เป็นคน ๑๕ หมื่น ให้ พระเจ้าแปร เป็นแม่กองยกไปหน้า ถ้าพบทัพพระมหาธรรมราชา ตั้งรับแห่งใดตำบลใด ให้ตีจงแตกแต่ในเพลาเดียว ถ้าล่วงราตรี ไปจะเอาศีรษะนายกองเสียบแทนชะเลย และให้ทัพพระมหา อุปราชารั้งท้าย ถ้ามีทัพพระนครศรีอยุธยาตามมา ได้คิดทัพฬอ ทัพซุ่มจับเอาตัวนายทัพนายกองให้ได้เป็น ๑ คน ๒ คน ถ้ามิ ทำได้ดังนี้จะเอาพระมหาอุปราชาเป็นโทษเถิงสิ้นชีวิต และให้นายทัพ นายกองจัดแจงให้พร้อมอีก ๓ วันจะเลิกทัพจากพระนครศรีอยุธยา ฝ่ายสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าแจ้งว่า สมเด็จพระมหาธรรมราชา ยกกองทัพเมืองพระพิษณุโลก เมืองสวรรคโลกเมือง สุโขทัย เมืองพิชัย เมืองพิจิตร คน ๕๐๐๐๐ คน มาตั้งเมืองชัยนาทบุรีทัพหน้าลงมามาตั้งเมืองอินทบุรี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดีพระทัยนัก ก็ตรัสแก่มุขมนตรีว่า ถ้าสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี รู้ว่าทัพพระมหา ธรรมราชายกมา เห็นไม่อยู่ช้า ดีร้ายจะเลิกไป ถ้าไปทางเหนือ สมคะเนเรา จะได้กระทบหน้าหลังซ้ำเติมถนัด เกลือกจะหลีกไป ทางสุพรรณกาญจนบุรี จะสลักซ้ำเติมไม่เต็มที่ พระสุนทรสงครามกราบทูลว่า อันสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ประกอบด้วยกำลัง ๓ ประการ คือกำลังปัญญาความคิดหนึ่ง รี้พลมากหนึ่ง มีทหาร กล้าหนึ่ง เห็นไม่ไปทางสุพรรณกาญจนบุรี ด้วยเหตุว่าเป็นต้น ทางมา สะเบียงอาหารยับเยินสิ้นอยู่แล้ว เห็นจะเดินทางเหนือ หมายตีเอาสะเบียงอาหารในกองทัพสมเด็จพระมหาธรรมราชานั้นอีกสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เห็นด้วยจึงตรัสว่า ถ้าดังนั้นพระสุนทรสงครามสิเป็นเจ้าเมืองสุพรรณบุรี ชัดเจนป่าทาง ให้คุมทัพ ๕๐๐๐ ลอบออกไปเพลาค่ำพรุ่งนี้ ให้ซุ่มสลักคอยโจมตีทัพพระเจ้าหงสาวดี ให้ได้ บำเหน็จมือมา ถ้ามิได้สลักสำคัญมาจะเอาตัวเป็นโทษ พระสุนทรสงครามก็โดยพระราชบัญชาถวายทานบนไว้ สมเด้จพระเจ้าอยู่หัว จึงตรัสว่า ถ้าพระเจ้าหงสาวดีเลิกทัพไปทางเหนือ ดุจคำพระสุนทรสงครามว่านั้น ผู้ใดจะไปตาม จึงพระเจ้าลูกเธอพระราเมศวร พระมหินทราธิราช กราบทูลว่า ข้าพเจ้าทั้งสองขอยกตามตีทัพ พระเจ้าหงสาวดีให้เป็นบำเหน็จมือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็บัญชาตาม
ครั้นณวันอาทิตย์เดือน ๔ แรม ๙ ค่ำ เพลา ๒ ยาม ถึงกำหนด พระเจ้าแปร และพระยาพะสิม พระยาละเคิ่ง พระยาเสรี่ยง พระยาตองอู พระยาจิตตอง ก็เลิกทัพเดินเป็นกองหน้า ทัพหลวงพระเจ้าหงสาวดีเดินเป็นอันดับ และทัพพระมหาอุปราชาก็เดินเป็นกองหลัง พระ มหาอุปราชาแต่งม้า ๕๐๐ ให้อยู่รั้งท้ายคอยเหตุ ถ้าเห็นทัพตามประมาณ ๑๐๐๐ ให้ม้าไปบอกม้าหนึ่ง ถ้าพลประมาณ ๒๐๐๐ ให้ม้าไปบอก ๒ ม้า ถ้าพลประมาณ ๓๐๐๐ ๔๐๐๐ ๕๐๐๐ ก็ไปบอก ๓ ม้า ๔ ม้า เป็นกำหนด ฝ่ายทัพหน้านำเดินตามคลองบางแก้ว ไปตามทิวทุ่งลำแม่น้ำใหญ่ เพื่อรี้พลช้างม้ามากจะได้ อาศัยน้ำ ครั้นเพลารุ่งเช้า ชาวพระนครรู้ว่าทัพสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีเลิกไป มุขมนตรีก็เอากิจจากราบทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าทัพ พระเจ้าหงสาวดีมิได้ยกไปทางเมืองกาญจนบุรี ไปทางแนวแม่น้ำใหญ่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ตรัสให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ คุมทัพ ๑๐๐๐๐ ยกตาม จึงพระราเมศวร พระมหินทราธิราช ปรึกษา กันว่า ซึ่งทัพล่าไปในวันหนึ่งสองวันนี้เห็นจะระวังนัก จะคิดกองทัพ รับเราเป็นสามารถ อันจะรีบจู่โจมเข้าตีนั้น เห็นจะเอาชัยชำนะยาก จะคอยสะกดตามไปวันหนึ่งสองวัน ให้ประมาทลงก่อน ประการหนึ่งจะได้จวนกระทบทัพสมเด็จพระมหาธรรมราชา พะว้าพะวังเป็น ๒ ฝ่ายเราจึงเข้าโจมตี เห็นจะได้ชัยชำนะโดยง่าย ครั้นปรึกษากันแล้วก็สะกดตามไปแต่ห่างทางประมาณกึ่งวัน ฝ่ายทัพม้ากองหน้าไปถึงอินทบุรี เห็นค่ายใหญ่ ๒ ค่าย ก็กลับมาแจ้งแก่นายทัพนายกอง พระยาพะสิม พระยาละเคิ่ง พระยาเสรี่ยง พระยาตองอู พระยาจิตตอง ดีใจ ต่างคนแต่งตัวขี่ช้างพลายกั้นสับประทนต้อนพลเข้าตีค่าย ฝ่าย พระเจ้าแปรทรงช้างพลายมณีฉัตรกั้นพระกลดไปยืนให้ทหารเข้าหักค่ายเหล่าทหารหงสาก็เห่ โห่ลั่นปืนแกว่งหอกดาบดาแข็ง กรูเข้าถอน ขวากหนามปีนป่ายหักค่ายเป็นโกลาหล ทหารในค่ายก็วางปืนใหญ่น้อยออกมาต้องพลมอญพะม่าล้มตายเป็นอันมาก ก็ยิ่งหนุนเนื่อง หนักเข้ามาเย่อค่าย แหกค่าย จนถึงได้แทงฟันกันเป็นอันมาก พลพะม่ามอญก็เข้าค่ายได้ ไล่ตะลุมบอนฆ่าฟันตายเป็นอันมาก ซึ่งเหลือนั้นก็หนีกระจัดกระจายขึ้นมากราบทูลสมเด็จพระมหาธรรมราชาโดยซึ่งเสียแก่ข้าศึกนั้นทุกประการ พอผู้ลงไปสอดแนมฟังราชการ ณกรุงเทพมหานครกลับมาทูลว่า ทัพพระเจ้าหงสาวดีเลิกขึ้นมาทางเหนือสิ้นแล้ว สมเด็จพระมหาธรรมราชาแจ้งว่า กำลังศึกกล้า มากเหลือกำลังดังนั้นเห็นจะรับมิอยู่ คิดจะเลิกหลีกเสียให้พ้นหน้าทัพซุ่มอยู่ณป่าพะเนินฟากตะวันออก แล้วจะคอยตามสะกัดตี จึงตรัสกำหนดให้นายทัพนายกองเลิกออกจากค่าย ให้เป็นหมวดเป็นกองกันนายทัพนายกองก็ทำโดยพระราชบัญชาทุกประการ พวกกองทัพพระเจ้าแปรยกมาถึง เห็นค่ายเปล่า ก็ตั้งอยู่ณเมืองชัยนาท แล้ว ก็บอกลงมายังกองทัพหลวง ขณะเมื่อวันกองหน้าตีค่ายพระยา สวรรคโลก พระยาสุโขทัย ณเมืองอินทบุรีนั้น พระมหาอุปราชาตรัสปรึกษากับนายกองว่า ล่ามาถึง ๒ วัน ๓ วัน ซึ่ง ทัพพระนครศรีอยุธยามิได้ตามนั้น ชะรอยจะคิดแคลงว่า เราแต่ง ทัพป้องกันระวังอยู่มิได้ประมาท จะคอยสะกดตามมา ๒ วัน ๓ วัน ให้เราประมาทก่อน ประการหนึ่งจะให้ปะทะทัพฝ่ายเหนือซึ่งตั้งอยู่ ณเมืองชัยนาท เมืองอินท์ จึงจะโจมตีให้เราพะว้าพะวัง เห็นจะ คิดดังนี้มั่นคง จำจะซ้อนความคิดชาวพระนครศรีอยุธยา จับเอา นายทัพ และไพร่ไปถวายสมเด็จพระราชบิดาให้เป็นบำเหน็จมือจงได้ตรัสมิทันขาดคำ เห็นม้าเร็วมา ๑๐ ม้า พระมหาอุปราชาก็แจ้งว่า มีทัพตามมาประมาณ ๑๐๐๐๐ จึงให้สมิงพัตเบิด สมิงพัตตะบะ คุมทัพ ๕๐๐๐ ม้า ๒๐๐ ยกไปตั้งซุ่มสงบอยู่ตามทิวไม้ฟากทุ่ง กำหนดว่า ถ้าเห็นทัพอย่าเพ่อให้ตีก่อน ให้ล่วงถลำขึ้นมา ต่อ ได้ยินเสียงปืนรบ จึงให้โจมตีท่อนท้าย จับเอานายทัพนายกอง ให้จงได้ สมิงพัตเบิด สมิงพัตตะบะ ก็ยกไปซุ่มอยู่ตามกำหนดรับสั่ง แล้วก็เดินทัพขึ้นไปตั้งอยู่ทางประมาณ ๒๐๐ เส้น
ฝ่ายพระราเมศวร พระมหินทราธิราช ดำริว่า วันนี้เห็นทัพ หงสาวดีจะเถิงเมืองอินทบุรี ได้ติดกับทัพฝ่ายเหนืออยู่แล้ว ก้รีบ เร่งเดินทัพ หวังจะโจมตี ขณะนั้นสมิงพัตเบิด สมิงพัตตะบะ เห็นทัพยกมา ก็สงบสังเกตดู เห็นช้างที่นั่งหลังคาทอง ๒ ช้าง ก็แจ้งว่าเป็นนายพล ก็ได้เสียงปืน ทัพพระมหาอุปราชาก็ยก ออกโจมตีตัดเอาตรงช้างที่นั่ง ทัพชาวพระนครไม่ทันรู้ตัวก็แตกฉานเหล่ารามัญก็ล้อมจับเอาพระราเมศวร พระมหินทราธิราช กับมหาดเล็กท้ายช้าง ๒ คนไปถวายพระมหาอุปราชา ๆ ก็พาไปถวายสมเด็จ พรราชบิดา พร้อมกันกับคนพระเจ้าแปร ซึ่งให้ลงมาทูลว่า ค่าย เมืองชัยนาทบุรีก็เลิกหนีไปแล้ว สมเด็จพระจ้าหงสาวดี ดีพระทัย ก็เสด็จไปตั้งประทับแรมอยู่ณเมืองชัยนาท จึงให้เอาพระราเมศวร พระมหินทราธิราชเข้ามาแล้วตรัสว่า เจาทั้งสองสิเป็นข้าศึกกับเรา บัดนี้เราจับได้ จะคิดประการใดเล่า พระราเมศวร พระมหินทราธิราชกราบบังคมทูลว่า ข้าพระองค์นี้ก็จนอยู่แล้ว จะฆ่าเสียก็จะตาย ถ้าพระองค์โปรดพระราชทานชีวิตไว้ก็จะรอด สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีได้ทรงฟังก็แย้มพระโอฐ แล้วตรัสให้พระมหาอุปราชา เอาพระ ราเมศวร พระมหินทราธิราช ไปคุมไว้
ฝ่ายนายทัพนายกอง ซึ่งแตกจากทัพพระราเมศวร พระ มหินทราธิราชก็กลับไปพระนคร เอาเหตุกราบทูล สมเด็จพระ มหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าได้แจ้งดังนั้น ก็ตกพระทัยโทมนัสถึง สมเด็จโอรสทั้งสองพระองค์นัก แล้วแต่งพระราชสารให้พระมหาราชครูปโรหิต ขุนหลวงพระเกษม ขุนหลวงพระไกรสี ถือมาทาง เรือขึ้นไปถึงเมืองชัยนาท ท้าวพระยารามัญนำเข้าเฝ้า ทูลถวาย พระราชสารแด่พระเจ้าหงสาวดี และในลักษณะนั้นว่า
พระราชสารสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า พระนครศรี อยุธยา ขอจำเริญทางพระราชไมตรี มายังสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ผู้มีอิศวรภาพใหญ่ยิ่งกว่าขัตติยราชกษัตริย์สามนต์ในชมพูทวีปด้วย พระองค์ยกพยุหโยธาทัพมากระทำยุทธนาการกับพระนครศรีอยุธยาเป็นที่สำเริงราชหฤทัยในบรมกษัตราธิราชโดยบุรประเพณี และเลิกกลับไปโดยปกติ มิได้แพ้พ่าย ฝ่ายราชโอรสแห่งข้ามิได้รู้ในเชิง พิชัยยุทธ์ ยกติดตามมาตีกองทัพพระองค์จับไว้ได้ โอรสทั้งสอง ถึงซึ่งอับปราชัยอยู่แล้ว อุปมาดุจสกุณโปดกอันต้องแร้วพนจรใส่กรง ขังไว้ ขอพระองค์อย่าได้มีอาฆาตจองเวรเลย จงปล่อยโอรสแห่ง ข้าพระองค์ให้คืนมาพระนคร ก็จะเป็นพระเกียรติยศแห่งพระองค์สืบไปตราบเท่ากัลปาวสาน
สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ได้แจ้งในลักษณะพระราชสารดังนั้น ก็แย้มพระโอฐ แล้วตรัสแก่ผู้จำทูลพรราชสารว่า สมเด็จพระเจ้าพี่ เราได้มาอ่อนง้อขอพระราชโอรสแล้วเราอนุญาตให้ จึงดำรัสสั่งพระ ราเมศวร พระมหินทราธิราชว่า เจ้าทั้งสองจงไปทูลแก่พระราชบิดาว่าเราขอช้างพลายมงคลทวีป ช้างพลายศรีมงคล ๒ ช้าง ไปชมเล่น ณกรุงหงสาวดี พระราเมศวร พระมหินทราธิราช และผู้จำทูล พระราชสาร ก็กราบถวายบังคมลาสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี มายัง พระนครศรีอยุธยา สองพระองค์กราบทูลพระราชบิดาว่า ซึ่งตาม ตีกองทัพกลับให้ข้าศึกจับไปไว้ ให้เสียพระยศพระเกียรติ โทษผิด ถึงสิ้นชีวิตอยู่แล้ว ขอพระราชทานโทษครั้งหนึ่งก่อน สมเด็จ พระราชบิดาก็ประทานโทษให้ พระราเมศวร พระมหินทราธิราช จึงกราบทูลว่า สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี สั่งมาขอช้างพลายศรีมงคล ช้างพลายมงคลทวีป ซึ่งชะนะงา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชา ธิราช ก็ตรัสปรึกษาด้วยมุขมนตรีทั้งปวงว่า พระเจ้าหงสาวดีขอช้างพลายศรีมงคล พลายมงคลทวีป ๒ ช้างนี้ควรจะให้หรือประการใดท้าวพระยามุขมนตรีกราบทูลว่า พระเจ้าหงสาวดีให้พระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์คืนมานั้น ก็เป็นทางราชไมตรีอยู่ ชอบให้พลาย ๒ ช้างตอบไปจึงจะควร สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า ก็ ตรัสให้กรมช้างคุมรีบขึ้นไปถวายสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีณเมืองชัยนาทบุรีสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสให้พะม่ามอญรับ และช้างพลายศรีมงคลพลายมงคลทวีป เห็นหมอควาญผิดเสียง ก็อาละวาดไว้มิอยู่ ไล่ แทงช้างแทงคนวุ่นวายทั้งทัพ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสว่าเสียดายเหลือมือพะม่ามอญนัก ให้กรมช้างเอาคืนลงไปเถิด กรมช้างกราบถวายบังคมลาลงมาพระนครศรีอยุธยา ทูลประพฤติเหตุแก่สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทุกประการ ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ให้จ่ายสะเบียงอาหารให้ไพร่พลเสร็จแล้ว ก็เสด็จยกทัพกลับไปเมืองหงสาวดี โดยทางเมืองกำแพงเพ็ชรออกด่านแม่ละเมา
ฝ่ายสมเด็จพระมหาธรรมราชาก็เสด็จลงมาเฝ้ากราบทูลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า ซึ่งได้รบกันกับทัพหงสาวดีทุก ประการ ครั้นกองทัพสมเด็จพระเจ้าหงสาวดียกไปแล้ว สมเด็จพระมหา จักรพรรดิราชาธิราชเจ้าให้แต่งการพระราชทานเพลิงศพพระสุริโยทัยซึ่งขาดคอช้างเสร็จแล้ว สมเด็จพระมหาธรรมราชาก็ถวายบังคมลา กลับไปยังเมืองพระพิษณุโลก
ฝ่ายสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า ให้สถาปนาที่พระราชทานเพลิงนั้นเป็นพระเจดีย์วิหารเสร็จแล้ว ให้นามชื่อวัดศพสวรรค์ แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า ไพร่บ้านพลเมืองตรีจัตวาปากใต้ เข้าพระนครนี้น้อย หนีออกอยู่ดงห้วยเขา ต้อนไม่ได้เป็นอันมาก ให้บ้านท่าจีนตั้งเป็นเมืองสาครบุรี ให้เอาบ้านตลาดขวัญตั้งเป็นเมืองนนทบุรี ให้แบ่งเอาแขวงเมืองราชบุรี แขวงเมืองสุพรรณบุรี เป็นเมืองนครชัยศรี แล้วปรึกษาว่า กำแพงเมืองลพบุรี เมืองนครนายก เมืองสุพรรณบุรี ๓ เมืองนี้ควรจะล้างเสีย หรือจะเอาไว้ สมเด็จพระเจ้า ลูกเธอ พระราเมศวร พระมหินทราธิราช กับมุขมนตรีพร้อมกัน ปรึกษากราบทูลว่า จะให้ไปรับทัพหัวเมืองนั้น ถ้ารับได้ก็เป็นคุณ ถ้ารับมิได้ ข้าศึกจะอาศัย ให้รื้อกำแพงเสียดีกว่า สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวก็บัญชาตาม แล้วให้ตั้งพิจารณาเลขสังกัดสมพันลำเครื่อง ๒๐๐๐๐๐ เศษ
ศักราช ๙๐๖ ปีมะโรงฉอศก (พ.ศ. ๒๐๘๗) ฝ่ายพระศรีสิน ผู้น้องพระยอดฟ้า พระองค์เอามาเลี้ยงไว้ จนอายุได้ ๑๓-๑๔ ปี จึงให้ออกบวชเป็นสามเณร อยู่ณวัดราชประดิษบาน พระศรีสินมิได้ ตั้งอยู่ในกตัญญู ส้องสุมพวกพลคิดการกบฎ ครั้นทราบจึ่งดำรัสสั่งเจ้าพระยามหาเสนาให้เอาตัวพระศรีสินมาพิจารณา ได้ความเป็น สัตย์ หาประหารชีวิตเสียไม่ ให้แต่คุมตัวไว้ณวัดทะมุขราช[12] หมื่นจ่ายวดเป็นผู้คุม ครั้นจวนเข้าพระวษา ทรงพระกรุณาตรัสว่า พระศรีสินซึ่งเป็นโทษคุมไว้นั้น อายุจะได้อุปสมบทเป็นภิกขุภาวะ อยู่แล้ว ให้เอามาอุปสมบท จึงทราบว่าพระศรีสินหนีก่อนนั้นเถิง ๓ วันไปซุ่มพลอยู่ณเมืองมดแดง ทรงพระกรุณาดารัสให้เจ้าพระยามหา เสนาไปตาม ฝ่ายพระศรีสินให้ไปขอฤกษ์พระพนรัตน์ป่าแก้ว พระ พนรัตน์ป่าแก้วก็ให้ฤกษ์ว่า ณวันเสาร์เดือน ๘ ขึ้นค่ำหนึ่ง ฤกษ์ดี ให้ยกเข้ามาเถิด และพระยาเดโช พรยาท้ายน้ำ พระยาพิชัย รณฤทธิ หมื่นภักดีศวร หมื่นภัยนรินทร์ ซึ่งเป็นโทษอยู่ก่อนจำไว้ ในที่สงัด ให้หนังสือออกไปวันแรม ๑๓ ค่ำเถิงพระศรีสินว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า รุ่งขึ้น ๑๔ ค่ำ จะให้เอาข้าพเจ้าทั้งห้าคนไปฆ่าเสีย ขอให้พระองค์เข้ามาแต่ในกลางคืนวันนี้ อย่าให้ทันรุ่ง พระศรีสินก็ยกเข้ามาทางหอรัตนชัย เจ้าพระยามหาเสนารู้ว่าพระศรี สินยกเข้ามา ก็ตามเข้ามาข้ามท่า พอช้างเผือกลงอาบน้ำ เจ้าพระยามหาเสนาขี่ช้างเผือกออกมารับพระศรีสินณถนนหน้าบางตรา พระ ศรีสินร้องว่า เจ้าพระยามหาเสนาจะสู้เราหรือ เจ้าพระยามหาเสนาว่าพระราชกำหนดโทษพระองค์ฉันใด โทษข้าพเจ้าดุจฉันนั้น ไสช้าง เข้าชนกัน พระศรีสินตีด้วยขอ เจ้าพระยามหาเสนาตกช้างลง พระ ศรีสินยกเข้าไปทางประตูเสาธงชัย เข้าพระราชวังได้ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าไม่ทันรู้พระองค์ ลงเรือพระที่นั่งหนีขึ้นไป มหาพราหมณ์ พระศรีสินให้ถอดพระยาเดโช พระยาท้ายน้ำ พระยาพิชัยรณฤทธิ หมื่นภักดีศวร หมื่นภัยนรินทร์ออก ฝ่ายพระราเมศวร พระมหินทราธิราชกับเสนาบดีพร้อมกัน เข้ารบพระศรีสินจนถึงตะลุม บอน ล้มตายเป็นอันมากด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่พระศรีสินนั้นต้องปืนตาย สมเด็จพรมหาจักรพรรดิราชธิราชเจ้า ก็เสด็จคืนเข้าพระราชวัง ครั้นรู้วาพระพนรัตน์ป่าแก้วให้ฤกษ์พระศรีสินเป็นแท้ ก็ให้เอาพระ พนรัตน์ป่าแก้ว และพระยาเดโช พระยาท้ายน้ำ พระยาพิชัยรณฤทธิหมื่นภักดีศวร หมื่นภัยนรินทร์ ฆ่าเสีย ไปเสียบไว้ณตะแลงแกงกับ ศพพระศรีสิน
ครั้งนั้นเมียน้อยขุนนางโจทก์ว่า ผัวเข้าด้วยพระศรีสิน และคอยรับพระศรีสน ถามเป็นสัตย์ให้ฆ่าเสียเป็นอันมาก
ศักราช ๙๐๗ ปีมะเส็งสัปตศก (พ.ศ. ๒๐๘๘) สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปวังช้างตำบลไทรย้อย ได้ช้างเผือกสูง ๔ ศอก ๑๐ นิ้ว ช้างหนึ่ง ให้ชื่อพระรัตนกาศ
ศักราช ๙๐๘ ปีมะเมียอัฐศก (พ.ศ ๒๐๘๙) เสด็จไป วังช้างตำบลป่าเพ็ขรบูรณ์ได้ช้างเผือกพลายสูง ๔ ศอกเศษ ให้ชื่อ พระแก้วทรงบาศ ในเดือน ๑๐ ปีมะเมียนั้น เสด็จไปได้ช้างเผือกตำบลป่ามหาโพธิ ลูกเป็นเผือกแม่ก็เป็นเผือก ๒ ช้าง
ศักราช ๙๐๙ ปีมะแมนพศก (พ.ศ. ๒๐๙๐) เสด็จไปได้ ช้างป่าชเลชุปศร เป็นเผือกสูง ๔ ศอก ๕ นิ้วช้างหนึ่ง ให้ชื่อพระบรมไกรศร ครั้นณเดือนอ้ายปลายปี เสด็จไปได้ช้างเผือกตำบลป่าน้ำทรงสูง ๔ ศอกคืบ ให้ชื่อพระสุริยกุญชร ครั้งนั้นพระศรีอยุธยา ไพศาลสมบูรณ์ ด้วยมีช้างเผือกถึง ๗ ช้าง เกียรติยศปรากฎไปใน นานประเทศทั้งปวง มีกำปั่นลูกค้าเมืองฝรั่งเศส เมืองอังกฤษ เมืองวิลันดา เมืองสุรัต และสำเภาจีน เข้ามาค้าขายเป็นอันมาก สมเด็จ พระสังฆราชพระราชาคณะ และเสนาพฤฒามาตย์ราชปโรหิต ถวายพระนามพระเจ้าแผ่นดิน สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือก กิติศัพท์ลือไปถึงกรุงหงสาวดีว่า พระนครศรีอยุธยามีช้างเผือกถึง ๗ ช้าง
สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีมีพรทัยจะใคร่ได้สัก ๒ ช้าง จึงมี พระราชสารแต่งให้สมิงโยคราชกับไพร่ ๑๐๐ ถือมาพระนครศรี อยุธยา มุขมนตรีนำเฝ้า ในลักษณะนั้นว่า
พระราชสารสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีผู้มีมเหศวรศักราชดานุภาพ ปราบบุรราชธานีน้อยใหญ่ ให้อัปปราชัยไปทั่วทศทิศ อันท้าวพระยา สามนตราชโอนโมสิศนอบน้อมถวายสุรรณบุบผาบรรณาการจะนับมิได้ขอจำเริญทางพระราชไมตรีมายังสมเด็จพระเชษฐาธิราช ผู้ผ่านพิภพกรุงเทพทราวดีศรีอยุธยา ด้วยแจ้งกิติศัพท์ขึ้นไปว่า สมเด็จพระ เชษฐาเรา ประกอบด้วยบุญญาธิการเป็นอันมาก มีเศวตกุญชรชาติพลายพังถึง ๗ ช้าง พระราชอนุชาท่านประสงค์จะขอช้างเผือกพลาย ๒ ช้าง มาไว้เป็นศรีในกรุงหงสาวดี ให้สมเด็จพระเชษฐาเราเห็น แก่ทางพระราชไมตรีอนุชาท่านเถิด กรุงหงสาวดีกับพระมหานคร ศรีอยุธยาจะได้เป็นราชสัมพันธมิตรสนิทเสน่หา เป็นมหาพสุธาทองแผ่นเดียวกันไปตราบเท่ากัลปาวสาน ถ้าสมเด็จพระเชษฐาเราจะถือ ทิษฐิมานะ และรักช้าง ๒ ช้างยิ่งกว่าทางพระราชไมตร ก็เห็นว่า กรุงหงสาวดีกับกรุงศรีอยุธยาขาดกันเป็นอันแล้ว น่าที่จะได้ร้อนอกสมณพราหมณามาตยาประชาราษฎร
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชพระเจ้าช้างเผือก ได้แจ้งในลักษณะพระราชสารดังนั้น ตรัสให้มุขมนตรีปรึกษา มุขมนตรี ปรกษาว่า สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีลิ้นดำเป็นใหญ่ในรามัญประเทศ พระองค์นี้ มีกฤษฎาธิการผ่านแผ่พระเดชาไปทั้งสิบทิศ และ ให้มีพระราชสารเป็นทางพระราชไมตรี มาขอพระยาช้างตระกูล ๒ ช้างโดยสุนทรภาพสวัสดี แล้วสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีก็ไว้ทาง พระราชไมตรี ครั้งให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์มากมาย อยู่ ควรให้ช้าง จะได้เป็นเกียรติยศไปนานาประเทศ
ฝ่ายพระราเมศวร พระยาจักรี พระสุนทรสงคราม เจ้าเมืองสุพรรณบุรีปรึกษาว่า ช้างเผือกเป็นศรีมงคลสำหรับพระนคร ซึ่ง จะให้ไปนั้นไม่ควร ถึงสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีมีไมตรีครั้งนั้น ก็ขอ ช้างพลายศรีมงคล และพลายมงคลทวีป ซึ่งชะนะงาทั้งสองช้าง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้แล้ว หากทว่าเอาไปมิได้ และซึ่งจะส่งพระยาช้างตระกูลไปนัน จะเสียพระเกีรติยศนานาประเทศ จะว่าให้โดย เกรงอานุภาพพระเจ้าหงสาวดี เอาคำปรึกษาทั้งสองฉะบับกราบทูล ทรงพระกรุณาตรัสว่า ถ้าเรามิให้ช้างเผือกไป พระเจ้าหงสาวดียก ใหญ่มา ยังจะป้องพระนครได้หรือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระ ราเมศวร พระยาจักรี พระสุนทรสงคราม กราบทูบว่า ถ้าศึก หงสาวดีจะยกใหญ่หลวงมาประการใดก็ดี ข้าพระเจ้าทั้งสามนี้จะขอประกันพระนครไว้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็บัญชาตาม จึงให้มีพระ ราชสารตอบไป ในพระราชสารนั้นว่า
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชรามินทร์ธิบดินทรราเชนทร์ สุริเยนทรยโสดม ราชัยสวรรยาปัตย์ ถวัลราชทวาราวดีศรีอยุธยา มหาดิลก นพรัตนราชธานีบุรีรม อุดมด้วยมหาเศวตตระกูลกุญชรชาติอิศวรพงศ์พิศณุพงศ์อันประเสริฐ สนองทางพระราชไมตรีมายังสมเด็จพระอนุชาเรา ปผู้ผ่านพิภพกรุงหงสาวดี อันมีอิศราฤทธิราชรณรงค์ ในรามัญประเทศทวีปอัษฎงค์ ด้วยมีพระราชสารมานั้น ได้แจ้งแล้วแต่ว่าเป็นบุรพประเพณี ผู้ใดมีสมภารบารมีเถิงที่บรมจักร แล้วก็มี จักรแก้ว ดวงแก้วมณี นางแก้ว ช้างแก้ว ขุนพลแก้วขุนคลังแก้ว ถ้าหาบุญบารมีไม่ ถึงผู้อื่นจะหาให้ ก็รักษามิได้ธรรมดา ประเทศธานีใด มีนางรูปงาม มีช้างเผือกช้างเนียม บ่อแก้วบ่อทอง ก็เป็นประเพณีที่จะเกิดยุทธนาการ อย่าให้พระอนุชาเราน้อยพระทัยเลย
ทูตรับพระราชสารแล้ว กราบถวายบังคมลาไปยังกรุงหงสาวดีถวายพระราชสารทูลประพฤติเหตุทุกประการ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีแจ้งในพระราชสารและกิจจานุกิจทั้งปวง ก็ตรัสว่าขอบใจพระมหาจักรพรรดิ เราต้องประสงค์ช้างเผือกแต่ ๒ ช้าง ควรหรือตัดทาง พระราชไมตรีได้ อันพระนครศรีอยุธยากับกรุงหงสาวดี ตั้งแต่วันนี้ไปจะเป็นปรปักษ์กันแล้ว แล้วตรัสปรึกษาด้วยท้าวพระยามุขมนตรีว่า เรายกไปพระนครศรีอยุธยาเถิง ๒ ครั้งมิได้นั้น เหตุ ๓ ประการ ประการหนึ่งพระนครศรีอยุธยามีน้ำล้อมรอบ ดุจเขาพระสิเนราช อันมีสีทันดรสมุทรแวดล้อมเป็นชั้น ๆ ประการหนึ่งขัดโดยสะเบียงอาหารจะทำการมิได้ อนึ่งเมืองพิษณุโลก เมืองสุโขทัย เมืองกำแพงเพ็ชร เมืองพิชัย ๕ เมืองนี้[13] ก็ยังเป็นกำลังกรุงเทพ มหานครอยู่ ทั้งสะเบียงอาหารก็บริบูรณ์ ถ้าได้เมืองฝ่ายเหนือทั้ง นี้ด้วยแล้ว พระนครศรีอยุธยาไม่พันเงื้อมมือเรา จะเห็นประการใด มุขมนตรีทั้งปวงก็เห็นโดยพระราชบริหาร สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ตรัสว่า เราจะยกครั้งนี้จะให้มากกว่าก่อน ๓ เท่า จึงให้มีพระราชกำหนดไปถึงพระเจ้าอังวะราชบุตรเขย พระเจ้าแปร ผู้เป็นราชนัดดาพระเจ้าเชียงใหม่และท้าวพระยาหัวเมืองน้อยใหญ่ทั้งปวงว่า จะยกไปตีกรุงพระนครศรีอยุธยา ให้เร่งบำรุงช้างม้ารี้พลไว้ ออกพระวษาแล้วให้ยกมาพร้อมกันณกรุงหงสาวดี
ฝ่ายพระเจ้าอังวะ พระเจ้าแปร พระเจ้าเชียงใหม่ และท้าวพระ ยาหัวเมืองทั้งปวงแจ้งในพระราชกำหนดแล้ว ก็เกณฑ์ทัพบำรุงช้างม้ารี้พลไว้สรัพ ครั้นออกพระวษาแล้ว ก็ยกทัพมาพร้อมกันณกรุง หงสาวดี
ลุศักราช ๙๑๐ ปีวอกสัมฤทธิศก (พ.ศ. ๒๐๙๑) สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี เกณฑ์ทัพหงสาวดี กรุงอังวะ เมืองเชียงใหม่ เมืองพุกาม เมืองปรวน เมืองงแปร เมืองละเคิง เมืองจิตตอง เมืองตองอู. เมืองพะสิม เมืองบัวเผื่อน เมืองเสรี่ยง เมืองตราง เมืองเมาะตะมะ เมืองเมาะลำเลิง เมืองทะวาย เป็นคน ๙๐ หมื่น ช้างเครื่อง ๗๐๐๐ ม้า ๑๕๐๐๐ ให้พระมหาอุปราชาเป็นกองหน้า ถือพล ๒๐ หมื่น ม้า ๓๐๐๐ ช้างเครื่อง ๑๕๐๐ พระเจ้าอังวะเป็นปีกขวา ถือพล ๑๐ หมื่น ม้า ๑๐๐๐ ช้างเครื่อง ๕๐๐ พระเจ้าแปรปีกซ้าย ถือ พล ๑๐ หมื่น ม้า ๑๐๐๐ ช้างเครื่อง ๕๐๐ พระเจ้าเชียงใหม่เป้นกองหลัง ถือพล ๑๐ หมื่น ช้างเครื่อง ๕๐๐ ม้า ๑๐๐๐ พร้อมเสร็จแล้วเถิงณวันพุธเดือน ๑๒ ขึ้น ๒ ค่ำ เพลารุ่งแล้ว ๒ นาฬิกา ๖ บาท ได้ศุภวารฤกษ์ดิถี สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ก็สอดใส่ฉลองพระองค์ ทรงสุวรรณมหาสังวาล ๗ สายเฉียงพระอังษา ทรงกาญจนามัยมาลาลงกุฎวิจิต พิพิธภูษิตตาการนิลรัตน์ โดยขัตติยเวศวิสัย สำหรับวิชัยราชรณยุทธ์เสร็จ เสด็จทรงช้างพระที่นั่งพลายเทวนาคพินาย สูง ๖ ศอกคืบ ๕ นิ้วเป็นบรมอัครราชยาน ประดับเครื่องนาเคนทราลังกาภรณ์ บวรสัตตพิธรัตน์ พร้อมด้วยหมู่สรงคพลากรโยธาทวยหาญ เป็นขนัดแน่นสานสินธพพาชีชาติราชบทมุลิกากร บวรองครักษ์กันกง ทรงสรรพศาสตรลังการานานาวุธวิภูษิตพิพิธทวนทงเป็นทิวท้องรัถยางค์เดียรดาษดูโอภาษพันลึก อธึกด้วยธวัชกลึงกลด อภิรมบังสูรย์ส่องคัคณัมพรประเทศไพโรจ ดาษดาด้วยท้าวพระยาเสนามาตยนิกร พิริยพฤนธเรียงรายระดับโดยขะบวนพยุหยาตราซ้ายขวาหลังทั้งปวงเสร็จ ได้เพลามหามหุติฤกษ์โหราลั่นฆ้องชัย ปุโรหิตาจารย์เป่าสังข์ประโคมฆ้อง กลองกาหลดนตรีศัพทอุโฆษณ์ นินนาทนี่สนั่น ดำเนินกระบี่ธุช โบกโบย เคลื่อนพยุหโยธาทัพหลวงออกจากกรุงหงสาวดี ประทับ รอนแรมมา ๗ เวน เถิงเมืองเมาะตะมะ ดำรัสให้ข้ามพลเหนือเมาะ ตะมะ ๕ วันจึงสิ้น แล้วยกมา ๒๐ เวนถึงเมืองกำแพงเพ็ชร สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ตรัสให้พระเจ้าเชียงใหม่ ตั้งอยู่ต่อเรือรบกะจังเหลาคา ๒๐๐ ลำ ให้พระยาหริภุญชัย พระยานครลำปาง ขึ้นไปเอาเรือ เมืองเชียงใหม่ เมืองนคร เมืองลำพูน ถ่ายเรียงลงมาไว้ตำบล ระแหงให้พร้อมแล้ว สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีก็เสด็จยกทัพหลวงไป ทางเมืองสุโขทัยตั้งค่ายประทับแรม ให้หาพระสุโขทัย พระยา สวรรคโลกมาเฝ้า ตรัสปราสัย และสั่งให้เตรียมทัพ แล้วเสด็จยกไปเมืองพระพิษณุโลก ตั้งค่ายหลวงตำบลโทก และค่ายทั้งนั้นก็ตั้ง โดยกระบวน
ขณะเมื่อกองทัพพระเจ้าหงสาวดียกมาเถิงปลายด่าน สมเด็จพระมหาธรรมราชาเจ้าแจ้งเหตุ ก็บอกข้อราชการ ให้เรือเร็วลงไป กรุงพระนครศรอยุธยาขอกองทัพช่วย แล้วให้กวาดครัวอพยพแขวงเมือง เข้าเมืองพระพิษณุโลก และแต่งการป้องกันเมืองเป็นสามารถสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ยังมิได้สั่งให้เข้าล้อมเมือง ให้ทำแต่บันใด หกบันใดพาดไว้เป็นอันมาก แล้วให้ขุดมูลดินปั้นก้อนใส่ชะลอมกองไว้แต่ละกองสูงกว่ากำแพงเมือง แล้วสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีแต่งเป็น รับสั่งเข้าไปว่า สมเด็จพระเจ้าชะนะสิบทิศเสด็จยกพยุหโยธามาทั้งนี้ จะลงไปพระนครศรีอยุธยา บัดนี้มาเยือนเมืองพระพิษณุโลก ให้ อังเชิญเสด็จพระมหาธรรมราชาน้องเราออกมาหาเรา จะได้เจรจาความเมืองกัน สมเด็จพระมหาธรรมราชาเจ้าแจ้งดังนั้น ก็ตอบออก ไปว่า แผ่นดินเป็นของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชพระเจ้าช้างเผือก แลข้าพระองค์จะออกไปเฝ้านั้นมิควร สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสให้ทูตกลับเข้ามาอีก ว่าถ้าน้องเรามิออกมาหาเรา เมือง พระพิษณุโลกน้อยนัก แต่ทหารกองหน้าก็จะคับเมือง สมเด็จ พระมหาธรรมราชาเจ้า จึงนิมนต์พระสงฆ์ ๔ รูปออกไปฟังการพระสงฆ์ออกไป สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีให้นำพระสงฆ์ไปดูมูลดินและบันใดหกบันใดพาดแล้วให้เอาข่าวไปแจ้งแก่น้องเรา ถ้าน้องเรามิออกมา จะให้ทหารถือมูลดินแต่คนละก้อนถมเมืองเสียให้เต็มแต่ นาฬิกาเดียวพระสงฆ์ไปดูแล้ว กลับเข้ามาแจ้งแก่พระมหาธรรมราชาเจ้าโดยได้เห็นและพระเจ้าหงสาวดีสั่งมาทุกประการ สมเด็จพระมหาธรรมราชาเจ้าจึง ปฤกษามุขมนตรีว่า เราคอยกองทัพกรุงเทพมหานครช้าพ้นกำหนด อยู่แล้วก็ไม่ยกขึ้นมา อันศึกพระเจ้าหงสาวดีมาครั้งนี้เป็นอันมาก เสียงพลเสียงช้างเสียงม้า ดังเกิดลมพายุใหญ่ เห็นเหลือกำลัง เรานักถ้าเราจะมิออกไป พระเจ้าหงสาวดีก็จะให้ทหารเข้าหักเหยียบเอาเมือง สมณชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎรจะเถิงแก่พินาสฉิบหายสิ้นทั้งพระพุทธศาสนาก็จะเสร้าหมองดูมิควรเลย จำเราจะออกไป เถิงสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าช้างเผือก จะทรงพระพิโรธประการใดก็ดี ก็ตายแต่ตัว จะแลกเอาชีวิตสัตย์ให้รอดไว้
ครั้นรุ่งขึ้นวันอาทิตย์เดือนยี่แรม ๕ ค่ำ สมเด็จพระมหาธรรมราชาเจ้าก็เสด็จออกไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ๆ ตรัสว่า น้องเราไปด้วยเรา ให้เร่งเตรียมพลให้พร้อมใน ๗ วัน สมเด็จพระมหา ธรรมราชาเจ้า ก็จัดพล ๓๐๐๐๐ มาโดยเสด็จในกองทัพหลวง สมเด็จพรเจ้าหงสาวดีก็เสด็จยกลงมาประชุมทัพณเมืองนครสวรรค์
ขณะเมื่อพระมหาธรรมราชาเจ้าบอกข้อราชการไปเถิงกรุงเทพ มหานครนั้น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธราชพระเจ้าช้างเผือก ตรัสให้พระยาพิชัยรณฤทธิ พระยาวิชิตรณรงค์ ถือพล ๑๐๐๐๐ ให้ รีบขึ้นไปช่วยเมืองพระพิษณุโลก แล้วพระเจ้าอยู่หัวให้กวาดครัวหัวเมืองตรีจัตวาพรนคร และทัพพระยาพิชัยรณฤทธิ ทัพพระยาวิชิตรณรงค์ ยกไปเถิงแดนเมืองนครสวรรค์ ได้ข่าวว่าเมืองพระพิษณุโลกและ หัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวง พระเจ้าหงสาวดีได้สิ้นแล้ว แล้วกองทัพ พะม่ามอญก็ลงมาถึงเมืองนครสวรรค์ พระยาพิชัยรณฤทธิ พระยาวิชิตรณรงค์ จะตั้งรับก็เห็นไม่ได้จึงปรึกษากันกันถอยทัพลงไปทูลประพฤติเหตุ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า บัดนี้เมืองพระพิษณุโลกและเมืองฝ่ายเหนือ ทั้งปวงเสียสิ้นแล้ว กองทัพพะม่ามอญก็ยกล่วงมาต้งอยู่ณเมืองนคร สวรรค์ สมเด็จพระมหาธรรมราชาก็ลงมาด้วย สมเด็จพระมหาจักร พรรดิราชาธิราชพระเจ้าช้างเผือกแจ้งดังนั้นก็เสียพระทัยนัก จึงตรัสแก่พระราเมศวร พระยาจักรี พระสุนทรสงคราม ว่าศึกพระเจ้าหงสาวดี ก็ยกมาแล้ว ตัวทั้งสามคนนี้จะคิดทำเป็นประการใด พระราเมศวร พระยาจักรี พระสุนทรสงคราม บังคมทูลว่า บัดนี้กองทัพพะม่า มอญยังประชุมพร้อมมูลกันอยู่ไม่รู้กำลัง ถ้าลงมาใกล้พระนคร แผ่คนออกบางแล้วเมื่อใด จะยกออกตี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็บัญชาตาม ตรัสให้จัดทหารเป็นเหล่าเป็นกองตั้งไว้กลางเมืองเป็น ๓ กอง แล้ว ให้เร่งรัดตรวจตราซ่อมแปลงการซึ่งจะรักษาพระนคร ทั้ง กลางคือเป็นสามารถ
ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่ ซึ่งตั้งต่อเรือกะจังเหลาคาอยู่ณเมืองกำแพงเพ็ชรนั้นเสร็จแล้ว ก็ยกทัพเรือลำเลียงลงมาบรรจบ ทัพหลวงเมืองนครสวรรค์ เมื่อสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีจัดแจงทัพบก ทัพเรืออยู่ณเมืองนครสวรรค์ ท้าวพระยานายกองเฝ้าพร้อม จึงตรัสถามสมเด็จพระธรรมราชาว่า เราให้มีราชสารมาขอพญา ช้างตระกูล ๒ ช้าง ควรหรือสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือกไม่ให้ รักช้างยิ่งกว่าเศวตฉัตรอีกเล่า หรือว่ามีผู้ใด ทัดทาน พระเจ้าน้องเรารู้หรือไม่ สมเด็จพระมหาธรรมราชากราบ ทูลว่า ทราบอยู่ เดิมพระเจ้าแผ่นดินให้ปรึกษาว่า พระองค์ให้ พระราชสารมาขอพระยาช้างนี้ ควรให้หรือไม่ควร เสนาบดีปรึกษาว่าควรให้ แต่พระราเมศวร พระยาจักรี พระสุนทรสงคราม ปรึกษาว่าช้างเป็นศรีพระนครไม่ควรให้ พระเจ้าแผ่นก็ได้ตรัสตอบว่า แม้น มิให้พระยาช้าง ถ้าพระองค์ยกทัพใหญ่มา ยังจะป้องกันพระนคร ได้หรือ พระราเมศวร พระยาจักรี พระสุนทรสงคราม รับประกัน พระนครไว้ และเหตุดังนี้พระเจ้าแผ่นดินจึงยังมิได้ส่งช้างไปถวาย พรองค์ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีได้ทรงฟังดังนั้น ทรงพระสรวลแล้ว ก็ตรัสว่า เป็นธรรมดาคนโมหจริต มิได้รู้กำลังตนกำลังท่าน เหมือนสัตว์สองจำพวก คือนกน้อย คือกระต่าย และกระต่ายขาตัวสั้นเท่านั้น หมายว่าจะหยั่งท้องพระมหาสมุทรได้ และว่ายน้ำออกไป ยังมิทันได้หยั่ง ก็จมน้ำเถิงแก่กาลกิริยาตาย นกน้อยเล่า ปีกหาง ก็เท่านั้น ชวนพระยาครุฑบินข้ามพระมหาสมุทร และบินแต่พักของตัวยังมิได้กวักแห่งพระยาครุฑ ก็ตกน้ำทำกาลกิริยาตาย แล้วสัตว์ ๒ จำพวกนี้เหมือนกันกับผู้ปรึกษาและรับประกันพระนครไว้ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสแล้ว รุ่งขึ้นณวันพุธเดือนยี่แรม ๑๐ ค่ำ ศักราช ๙๑๑ ปีระกาเอกศก (พ.ศ. ๒๐๙๒) ก็เสด็จยาตราทัพลงมาพระนคร ศรีอยุธยา และทัพพระมหาอุปราชากองหน้า ตั้งค่ายตำบลพะเนียดค่ายพระเจ้าแปรปีกซ้าย ตั้งตำบลทุ่งวัดโพธารามไปคลองเกาะแก้ว ทัพพระเจ้าอังวะปีกขวา ตั้งค่ายตำบลวัดพุทไธสวรรค์มาคลองตะเคียนทัพพระยาตองอู ทัพพระยาจิตตอง ทัพพระยาละเคิ่งเกียกกาย ตั้งค่ายแต่วัดการ้องลงไปวัดชัยวัฒนาราม ทัพพระยาพะสิม ทัพพระยาเสรี่ยงกองหน้าทัพหลวง ตั้งค่ายตำบลลุมพลี ทัพหลวงตั้งตำบลโพเผือก ทุ่งขนอนป่าคู และทัพสมเด็จพระมหาธรรมราชาเจ้า ก็ตั้งตำบลมะขามหยองหลังค่ายหลวง และทัพซึ่งรายรอยพระนครนั้น บันดา แม่น้ำห้วยคลองทั้งปวง ก็ทำสะพานเรือกเดินม้าเดินพลตลอดเถิง กันสิ้นแต่ในวันเดียวนั้นเสร็จ
ฝ่ายข้าหลวงชาวพระนครผู้ตรวจการบันดาหน้าที่เชิงเทินกำแพงแลดูข้าศึกตั้งค่ายทำสะพานดังนั้น ก็เอาคดีโดยเห็นกราบทูลว่า เห็นศึกครั้งนี้มากกว่าแต่ก่อน ๓ เท่า ๔ เท่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชพระเจ้าช้างเผือก ได้แจ้งดังนั้น เห็นเหลือกำลังที่จะแต่ง ทัพออกตีข้าศึก ก็ให้กำชัยตรวจตรารักษาหน้าที่ไว้เป็นสามารถ
สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีเถิงกรุงพระมหานครได้ ๗ วันแล้ว ไม่เห็นทัพผู้ใดออกมาต่อยุทธ์ จึงให้แต่งพระราชสาร ในลักษณะว่า
พระราชสารสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีผู้เป็นอิศราธิปไตย ถวัลราช มไหสวรรย์ในรามัญประเทศ ทรงพระราชกฤษฎาเดชานุภาพผ่าน แผ่อาณาจักรขจรทั่วทิศานุทิศ ดั่งแสงภาณุมาศเมื่อมัชฌันติกสมัย มาเถิงพระเชษฐาเราผู้ผ่านพิภพ กรุงเทพทราวดีศรีอยุธยา ครั้ง หนึ่งราชบุตรทั้งสองแห่งสมเด็จพระเชษฐา ยกพลโยธาหาญไปตัด ท้ายพล น้องท่านจับได้ ก็ได้ก็มิให้กระทำชีพิตภยันตราย เพื่อจะเผื่อแผ่ผูกราชสมพันธมิตรไมตรี รวมสามัคคีรสธรรมเป็นสุวรรณปัฐพี เดียวกัน อันสนิทมิได้ร้าวฉาน จนพระเชษฐาธิราชให้มีลักษณะ ราชสารขึ้นมาขอ ฝ่ายน้องท่านก็ส่งราชบุตรทั้งสองมายังพระบรมเชษฐา แล้วยกกลับขึ้นไปพระนครหงสาวดี รู้กิติศัพท์ไปว่าพระ เชษฐาธิราชมีกฤษฎาภินิหารมาก กอปด้วยเศวตกุญชรชาติศุภ ลักษณะตระกูลพลายพังถึง ๗ ช้าง จึงให้ทูตาทูตจำทูลลักษณะ ราชสารสุนทรภาพสวัสดี มาขอเศวตกุญชร ๒ ช้างไปไว้เป็นศรี พระนครหงสาวดี พระเชษฐาเรามิได้มีอาลัยในราชสัมพันธมิตร ไมตรี กลับกล่าวกระทบท้าวทำเนียบมาว่า พระนครใดมีนางรูปงามและช้างเผือกช้างเนียม เป็นที่จะเกิดราชดัษกร น้องท่านได้แจ้ง จ่าเป็นจึงต้องยกพยุหโยธาหาญมาตามลักษณะราชสาร บัดนี้ก็มาเหยียบ ชานพระนครเถิง ๗ วันแล้ว ไฉนจึงมิได้ออกมารณรงค์โดยขัตติยาภิรมย์สำเริงราชหฤทัยบ้างเลย ให้เร่งยกพยุหโยธาออกมาสงคราม กันดูเล่นเป็นขวัญตา หรือไม่รณรงค์แล้วก็เชิญเสด็จออกมาสนทนา กัน ถ้ามิออกมาก็อย่าให้พระเชษฐาเราน้องพระทัยเลยน้องท่าน จะชิงเอาเศวตฉัตรให้จงได้
ครั้นแต่งเสร็จแล้วให้ทูตถือเข้าไป สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช ครั้นได้แจ้งในลักษณะพระราชสาร จึงทรงพระราช ดำริว่า ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เห็นเหลือมือเหลือกำลังทหารจะ กู้พระนครไว้ได้ ถ้าเราจะมิออกไป สมณชีพราณ์ประชา ราษฎรไพร่ฟ้าข้าขอบขันธเสมา จะถึงแก่พินาสฉิบหายสิ้น ทั้งพระศาสนาก็จะเศร้าหมอง จำเราจะออกไป มาตรว่าสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีมิคงอยู่ในสัตยานสัตย์ดั่งราชสารเข้ามานั้ นก็ตามเถิด แต่เราจะรักษาสัตยาสัตย์ให้มั่น ทรงพระราชดำริเท่าดังนั้นแล้ว ก็ให้แต่ง ลักษณะพระราชสารกำหนดที่จะเสด็จ ให้ทูตานูทูตถือออกไปถวาย พระเจ้าหงสาวดี แล้วตรัสให้เจ้าพนักงานออกไปปลูกราชสัณฐาคารณตำบลวัดพระเมรุราชิการามกับวัดหัศดาวาสต่อกัน มีราชบัลลัง กาอาศน์ ๒ พระที่นั่งสูงเสมอกัน หว่างพระที่นั่งห่าง ๔ ศอก แล้ว ให้แต่งรัตนตยาอาศน์สูงกว่าราชาอาศน์อีกพระที่นั่งหนึ่ง ให้เชิญ พระศรีรัตนตรัยออกไปไว้เป็นประธาน
ครั้นรุ่งขึ้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์พร้อมด้วยมุขมนตรีกวีชาติ ราชครูโหราโยธาหาญข้ามไป เสด็จขึ้น บนพระที่นั่ง ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี พร้อมด้วยท้าวพระยา มุขมนตรีทั้งปวงเสด็จมา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า ร้องอัญเชิญเสด็จ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี เสด็จขึ้นบนพระที่นั่งแล้วตรัสว่า สมเด็จพระเจ้าพี่เราให้อาราธนาพระพุทธปฎิมากรเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆเจ้า มาเป็นประธานก็ดีอยู่แล้ว ขอจงเป็นสักขีทิพพะยานเถิด อันแผ่นดินกรุงเทพมหานครศรีอยุธยานี้ ยกถวาย ไว้แด่สมเด็จพระเจ้าพี่เรา แต่ทว่าน้องท่านให้มาขอช้างเผือก ๒ ช้างพระเจ้าพี่มิได้ให้ บัดนี้ต้องยกพยุหโยธาหาญ มาโดยวิถีทุเรศกันดาร จะขอช้างเผือกอีก ๒ ช้าง เป็น ๔ ช้าง พระเจ้าพี่จะว่าประการใดสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าก็ตรัสบัญชาให้ สมเด็จ พระเจ้าหงสาวดีตรัสว่า จะขอพระราเมศวรไปเลี้ยงเป็นพระราชโอรสถ้าพระเจ้าพี่เราให้แล้วจะยกทัพกลับไป สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า ตรัสว่า ขอไว้เถิด จะได้สืบประยูรวงศ์ สมเด็จ พระเจ้าหงสาวดีตรัสว่า พระมหินทราธิราชผู้น้องนั้น ก็จะสืบวงศ์ ได้อยู่ อันจะเอาไว้ด้วยกัน ถ้าพระเจ้าพี่เราสวรรคตแล้ว ดีร้ายพี่น้อง จะหม่นหมองมีความพิโรธกัน สมณพราหมณามุขมนตรีอาณา ประชาราษฎรจะได้ความเดือดร้อน สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชา ธิราชเจ้าขัดมิได้ ก็บัญชาตาม สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสว่า จะขอพระยาจักรี และพระสุนทรสงครามไปด้วยพระราชโอรส สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าก็ยอมให้ แล้วตรัสว่า อาณาประชาราษฎรหัวเมือง และข้าขอบขันธเสมา ซึ่งกองทัพจับไว้นั้น ขอไว้สำหรับพระนครเถิด สมเด็จพรเจ้าหงสาวดีก็บัญชาให้ สมเด็จ พระมหาจักรพรรดิราชาเจ้า ส่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระราเมศวร และพระยาจักรี พระสุนทรสงคราม กับช้างพลายเผือก ๔ ช้าง คือพระคเชนทรโรดม พระบรมไกรสร พระรัตนากาศ พระแก้วทรงบาศ ให้สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี แล้วเสด็จเข้าพระราชวัง สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีก็เสด็จไปพลับพลา สั่งให้ประกาศแก่นายทัพนายกองว่า อาณาประชาราษฎรพระนครศรีอยุธยานั้น ให้ปล่อยเสียง แล้ว ให้สมเด็จพระราเมศวร พระยาจักรี พระสุนทรสงครามเข้าไปรับบุตรภรรยา ทั้งสามก็เข้ามารับบุตรภรรยา จึงถวายบังคมลาพระเจ้า แผ่นดินออกไปตามพระราชกำหนด
ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีมีพระราชบริหารดำรัสสั่ง ให้กองทัพหน้าลวงไปได้ ๗ วันแล้ว ก็เสด็จยกทัพหลวงไปทางเมืองกำแพงเพ็ชรสมเด็จพระมหาธรรมราชาเจ้า ก็ตามไปส่งเสด็จพระเจ้าหงสาวดี ถึงเมืองกำแพงเพ็ชร แล้วก็กลับมาเมืองพิษณุโลก
ขณะนั้นพระยาตานีศรีสุริยต่านยกทัพเรือยาหยับ ๒๐๐ ลำ เข้ามาช่วยราชการสงคราม ถึงทอดอยู่หน้าวัดกุฎบางกะจะ รุ่งขึ้นยกเข้ามาทอดอยู่ประตูชัย พระยาตานีศรีสุริยต่านได้ทีกลับเป็นกบฎ ก็ ยกเข้าในพระราชวัง สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าไม่ทันรู้เสด็จลงเรือพระที่นั่งศรีสักหลาดหนีไปเกาะมหาพราหมณ์ และเสนาบดีมนตรีมุขพร้อมกันเข้าในราชวัง สะพัดไล่ชาวตานีแตกฉานลงเรือ รุดหน้าหนีไป ฝ่ายมุขมนตรีทั้งปวงก็ออกไปเชิญเสด็จสมเด็จพระมหาจักร- พรรดิราชาธิราชพระเจ้าช้างเผือก เสด็จเข้าสู่พระราชนิเวศมหาสถาน
ศักราช ๙๑๒ ปีจอโทศก[14] (พ.ศ. ๒๐๙๓) พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตทราบว่า พระราชบุตรีพระสุริโยทัย ซึ่งขาดคอช้างแก่กรุงหงสาวดีนั้น จำเริญวัยวัฒนาขึ้นแล้ว พระองค์ก็แต่งทูตานุทูต จำทูลพระราชสาร คุมเครื่องมงคลราชบรรณาการมาถวาย แด่ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชพระเจ้าช้างเผือก ในลักษณะพระราชสารนั้นว่า
ข้าพระองค์ผู้ผ่านพิภพกรุงศรีสัตนาคนหุต ขอถวายอภิวาทวันทนามายังสมเด็จพระปิตุราธิราช ผู้ผ่านพิภพกรุงเทพทวาราวดี ศรีอยุธยา มหาดิลกนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมพระราช มหาสถาน มเหาฬารอันยิ่งเป็นมิ่งมงกุฎ ด้วยสัตตเศวตกุญชรชาติ ตัวประเสริฐศรีเมือง ข้าพระองค์ยังไป่มีเอกอัครราชกัลยาณี ที่จะสืบศรีสุริยวงส์ ในกรุงศรีสัตนาคนหุตต่อไปมิได้ ข้าพระเจ้าขอ พระราชทานพระราชธิดาอันทรงพระนามพระเทพกษัตรีย์ ไปเป็นปิ่นศรีสุรางคนิกรกัลยา ในมหานครเรศปาจีนทิศ เป็นทางราชสัมพันธมิตรไมตรี สุวรรณปัฐพีแผ่นดินเดียวกันชั่วกัลปาวสาน
สมเด็จพรรมหาจักรพรรดิราชาธิราชพระเจ้าช้างเผือก ทราบ ในลักษณะพระราชสาร ก็ให้ประชุมท้าวพระยามุขมนตรีปรึกษา ๆ ว่ากรุงพระมหานครศรีอยุธยา กับกรุงหงสาวดี ก็เป็นอริชอกช้ำดุจ วรรณโรคอันมีในพระทรวง จะรักษาเป็นอันยาก แลพระเจ้ากรุงศรี สัตนาคนหุต ก็เป็นกรุงกษัตริย์อันใหญ่ ได้มีพระราชสารนอบน้อม มาแล้ว ควรที่ทรงพระกรุณาพระราชทานให้ จะได้เป็นทางพระราช สัมพันธมิตรไมตรี เกลือกมีราชการงานพระราชสงครามภายหน้า จะได้เป็นมหากำลังยุทธนาการ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชพระเจ้าอยู่หัวก็เห็นด้วย ดำรัสให้ตอบพระราชสารขึ้นไป ว่าซึ่งสมเด็จพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตมีพระทัยจะรวมพระราชโลหิต เป็นมหา สัมพันธมิตรไมตรีนั้น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือกอนุญาตแล้ว ให้แต่งมารับเถิด ทูตานุทูตรับพระราชสารกราบถวายบังคมลา ไปยังกรุงศรีสัตนาหุต ถวายพระราชสาร ทูลพฤติเหตุทุกประการ
พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตทราบดังนั้น ดีพระทัยนัก ก็แต่งให้ทูตานุทูตกับไพร่ ๕๐๐ และท้าวนางเถ้าแก่ลงมารับ ขณะเมื่อทูตลงมาถึงนั้น พอสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระเทพกษัตริย์ทรงพระประชวร หนัก สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือก ไม่รู้ที่จะผ่อนผัน ฉันใดเลย จึงทรงพระราชจินตนาการว่า แม้นจะมีพระราชสารบอก ขึ้นไปโดยสัตย์ไซ้ ไหนพระเจ้ากรุงสัตนคนหุตเห็นจริง ก็จะว่า เราเจรจาเป็นสอง จะมัวหมองคลองพระราชไมตรีแลไมตรีไป ได้ ออกวาจาแล้วจะให้เสียคำดูมิบังควร พระองค์ก็ยกพระแก้วฟ้าราชธิดา ให้แทนองค์พระเทพกษัตริย์ พระราชทานเครื่องราชุปโภค สำหรับอัคร มเหษีกรุงกษัตริย์ พร้อมด้วยสนมสาวใช้ทาษกรรมกรชาย ๕๐๐ หญิง ๕๐๐ ไปด้วย ทูตกราบถวายบังคมลา เชิญสมเด็จพระแก้ฟ้า ราชบุตรีขึ้นถวาย
ฝ่ายพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตแจ้งว่า ใช่องค์พระเทพกษัตรีย์ ก็เสียพระทัยนัก จึงตรัสว่า เดิมเราจำนงขอพระเทพกษัตรีย์ ซึ่งเป็นพระราชธิดาพระสุริโยทัย อันเสียพระชนม์แทนพระราชสามีกับคอช้าง เป็นสกุลวงศ์กตัญญูอันประเสริฐ ตรัสแล้วก็แต่งให้พระยา แสน พระยานคร พระยาทิพมนตรี เป็นทูตานุทูต ให้มาส่งพระ แก้วฟ้าราชบุตรี คืนยังกรุงพระนครศรีอยุธยา แลมีพระราชสาร เครื่องราชบรรณาการ มาถวายสมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือกด้วย ในลักษณะพระราชสารนั้นว่า
เดิมพระองค์ประสาทพระเทพกษัตรีย์ให้ กฤติศัพท์นี้ก็ทั่วไป ในนิคมชนบทขอบขันธเสมากรุงศรีสัตนาหุตสิ้นแล้ว บัดนี้พระองค์ ส่งพระแก้วฟ้าราชบุตรีเปลี่ยนไปแทนนั้น ถึงมาตรว่าพระแก้วฟ้า ราชบุตรีจะมีศรีสรรพลักษณะโสภาค ยิ่งกว่าพระเทพกษัตริย์ร้อยเท่า พันทวีก็ดี ยังไป่ล้างกฤติศัพท์พระเทพกษัตริย์เสียได้ ก็เป็นที่อับ ประยศชั่วกัลปาวสาน ข้าพระองค์ขอส่งพระแก้วฟ้าราชธิดาคืน จง พระราชทานพระเทพกษัตรีย์แก่ข้าพระองค์ ดุจมีพระราชสารอนุญาตมาแต่ก่อน
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือก แจ้งในลักษณะพระราชสารและส่งพระแก้วฟ้าคืนมาดังนั้น ก็ละอายพระทัยนัก พอพระเทพกษัตริย์หาประชวรพระโรค จึงตบแต่งการที่จะส่งพระราชธิดาแลจัดเถ้าแก่กำนัสสวใช้ทาษชาย ๕๐๐ หญิง ๕๐๐
ครั้นณเดือน ๕ ศักราช ๙๑๐ ปีกุรตรีศก[15] (พ.ศ. ๒๐๙๔) จึงมีพระราชโองการดำรัสให้พระยาแมนคุมไพร่ ๑๐๐๐ ไปส่ง พระยาแมนกับทูตานุทูตก็เชิญเสด็จพระเทพกษัตริย์ ขึ้นทรงสีวิกากาญจน์ยานมาศ ไปโดยสถลมรคสมอสอ
ฝ่ายพระมหาธรรมราชา แต่แจ้งว่า พระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือก จะส่งพระเทพกษัตริย์ขึ้นไปกรุงศรีสัตนาคนหุต ก็ให้ ม้าเร็วถือหนังสือไปถวายพระเจ้าหงสาวดี ๆ ทราบ ก็แต่งให้พระตะบะเป็นนายกอง ฟ้าเสือต้าน มังกลอกหม้อ คุมพล ๑๐๐๐๐ รุดมา ตั้งซุ่มคอยอยู่ตำบลมะเริง นอกด่านเมืองเพ็ชรบูร ออกสะกัดตี ชาวกรุงศรีสัตนาคนหุตนั้นแตกฉาน ได้พระเทพกษัตรีย์ไปถวาย พระเจ้าหงสาวดี
ฝ่ายพระยาลาวซึ่งมารับพระเทพกษัตริย์ ก็เอาคดีทั้งปวงไปกราบทุลพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตทุกประการ พระเจ้ากรุงศรีสัตนา คนหุตแจ้งประพฤติเหตุ ก็ทรงพระพิโรธว่า ซึ่งพระเจ้าสาวดีแต่ง รี้พลมาสะกัดรบชิงเอาพระเทพกษัตริย์ไปทั้งนี้ ก็เพราะเมืองพระพิษณุโลกเป็นต้น จำจะแค้นให้ถึงขนาด พระองค์ก็ให้บำรุง ช้างม้ารี้พลจะยกไปเอาเมืองพิษณุโลก ฝ่ายสมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือกแจ้ง ก็ตรัสให้ไปห้าม พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ก็งดโดยพระราชโองการมิได้ยกไป
- ↑ ฉบับหลวงประเสริฐว่า ศักราช ๙๑๐ วอกศก
- ↑ ฉบับหลวงประเสริฐว่าศักราช ๙๑๒ จอศก
- ↑ ....ว่ากรมการ
- ↑ ฉบับหลวงประเสริฐว่า ศักราช ๙๑๔ ชวดศก
- ↑ ...ว่า ศักราช ๙๑๖ ขาลศก
- ↑ ฉบับหลวงประเสริฐว่า ศักราช ๙๑๘ มะโรงศก
- ↑ ...ว่า ศักราช ๙๑๙ มะเส็งศก
- ↑ ...ว่า ศักราช ๙๒๑ มะแมศก
- ↑ .... ฉบับหลวงประเสริฐว่า ศักราช ๙๒๒ วอกศก
- ↑ ... ว่าศักราช ๙๒๔ จอศก
- ↑ ...ว่าศักราช ๙๑๐ วอกศก
- ↑ วัดธรรมิกราช
- ↑ ตามรายชื่อระบุไว้ เพียง ๔ เมือง น่าจะตกชื่อพิจิตรหรือนคร สวรรค์ ไปเมืองหนึ่ง
- ↑ ฉบับหลวงประเสริฐว่า ศักราช ๙๒๕ กรุศก ปีเดียวกับศึกช้างเผือก
- ↑ ฉบับหลวงประเสริฐว่า ศักราช ๙๒๖ ชวดศก