ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 64/บทที่ 18
สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน และพระยารามก็เอายุบลคดีซึ่งคิดทั้งปวงนั้น กราบทูลแก่พระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือก แล้วอัญเชิญพระองค์ลาพระผนวชออกมาครองราชสมบัติ พระเจ้าช้างเผือกก็มิได้รับ จึงสมเด็จพระหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน และ พระยาราม ก็ทูลวิงวอนเป็นหลายครั้ง ว่าบัดนี้ภัยจะมาถึงประชาราษฎรทั้งปวงแล้ว ขอทรงพระกรุณาเสด็จมาครองราชสมบัติ เอาอาณาประชาราษฎรทั้งหลายไว้ให้รอด พระเจ้าช้างเผือกก็ตรัสบัญชาตามสมเด็จพระโอรสาธิราชกราบทูลนั้น จึงเสด็จลาพระผนวชในเดือน ๔ แรม ๑๓ ค่ำ ศักราช ๙๑๖ ปีขาลฉอศก[1] (พ.ศ. ๒๐๙๗)
ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีแจ้งข่าวไปว่า พระยาภุกาม พระยาเสือหาญ ซึ่งให้มาช่วยกันเมืองพระพิษณุโลก กลับเสียทัพแก่ชาวล้านช้าง ก็ ทรงพระโกรธ และให้ม้าใช้มาหาพระยาภุกามและพระยาเสือหาญ ไปจะลงโทษ พระยาภุกาม พระยาเสือหาญกลัวพระราชอาชญาพระเจ้าหงสาวดี ก็ทูลวิงวอนพระมหาธรรมราชา เชิญเสด็จขึ้นไปช่วยขอโทษพระมหาธรรมราชาก็ทรงพระกรุณาแก่พระยาภุกาม พระยาเสือหาญ จึงพาพระเรศราชบุตรเสด็จขึ้นไปถึงเมืองหงสาวดี ทูลขอโทษพระยา ภุกามและพระยาเสือหาญแก่พระเจ้าหงสาวดี พระเจ้าหงสาวดีตรัสว่ามันทั้งสองนี้โทษถึงตายอยู่แล้ว แต่พระน้องเราได้ขึ้นมาขอแล้ว เรายกโทษให้ พระมหาธรรมราชาก็ดสมนัส รักใคร่ในพระเจ้า หงสาวดีเป็นอันมาก ขณะเมื่อพระมหาธรรมราชาเสด็จไปกรุง หงสาวดารนั้น ข่าวแจ้งลงไปถึงกรุงพระมหานครศรีอยุธยา สมเด็จ พระมหินทราธิราช ก็กราบทูลแก่สมเด็จพระราชบิดาว่า พระมหาธรรมราชานี้ มิได้สวามิภักดิต่อพระองค์แล้ว ไปฝ่ายฝากไมตรีแต่เจ้า หงสาวดีถ่ายเดียว จำจะยกทสาพรับขึ้นไปเชิญเสด็จพระเจ้าพี่นางกับราชนัดดา ลงมาไว้พระนครศรีอยุธยา ถึงมาตรพระมหาธรรมราชา จะคิดประการใด ก็จะเป็นห่วงอาลัยอยู่ อันพระมหาธรรมราชาเห็น จะไม่พ้นเงื้อมพระหัตถ์ สมเด็จพระราชบิดาก็เห็นด้วย จึงตรัสให้ พระยารามอยู่จัดแจงรักษาพระนครสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับพระมหินทร โอรสาราช ก็กรีฑาพลเสด็จโดยชลมารคถึงเมืองพระพิษณุโลก ก็ รับสมเด็จพระวิสุทธิกษัตริย์ กับเอกาทศรฐ อันเป็นพระภาคิไนยราช และครัวอพยพข้าหลวงเดิม ซึ่งให้ขึ้นมาแต่ก่อนนั้น แล้วสมเด็จ พระพระพุทธเจ้าอยู่หัว กับพระมหินทราธิราช ก็เสด็จล่องจากเมืองพระ พิษณุโลก ไปประทับยังเมืองนครสวรรค์ จึงสมเด็จพระมหินทรา ธิราช กราบทูลสมเด็จพระราชบิดาว่า เมืองกำแพงเพ็ชรเป็นทางศึกกำลังศึก จะขอทำลายเมืองกำแพงเพ็ชรเสีย กวาดเทเอาครอบครัว อพยพลงไปไว้ณกรุงพระมหานครศรีอยุธยา ถึงศึกมีมาก็จะได้หย่อนกำลังลง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ตรัสเห็นด้วย ทัพหลวงก็ตั้งยั้งอยู่ ณเมืองนครสวรรค์ สมเด็จพระมหินทราธิราช ก็ยกกองทัพขึ้นไป ยังเมืองกำแพงเพ็ชร ทัพหลวงตั้งค่ายท้ายเมือง พระยาศรีเป็น กองหน้าเข้าตั้งค่ายแทบคูเมือง ฝ่ายขุนอินทเสนา และขุนต่างใจข้าหลวงซึ่งตั้งไปแต่พระพิษณุโลกนั้น แต่รู้ข่าวก็ตรวจจัดรี้พลแต่งกันเมืองกำแพงเพ็ชรเป็นสามารถ ครั้นกองทัพเข้าตั้งแทบคูเมือง ก็แต่ง พลออกหักค่ายพระยาศรี ๆ ก็พ่ายแก่ชาวเมืองกำแพงเพ็ชร จึงพระยาศรีก็แต่งการที่จะปล้นเมืองกำแพงเพ็ชร ก็จัดชาวอาษาใน หมวดพัน ตรีชัยศักดิ์ ๑๐๐๐ แต่งการสรัพก็ยกเข้าปล้นเมืองในเพลากลางคืน เมื่อแรกยกเข้าไปนั้น ชาวเมืองสงบอยู่ ละให้เข้าไปถึงเชิงกำแพง แล้วก็วางปืนไฟ และพุ่งสาตราวุธมาต้องชาวอาษา ๆ ก็พ่ายออกมา แต่ยกเข้าปล้นเมืองถึง ๓ วันรี้พลตายมาก เห็นจะเอาเมือง มิได้ สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้า ก็เลิกทัพหลวงคืนลงมายังนครสวรรค์ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือก และสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้า ก็เสด็จลงมายังพระมหานครศรีอยุธยา ส่วนพระยารามอยู่อยู่แต่งการซึ่งจะกันพระนคร และในหน้าที่กำแพงรอบพระนครนั้น ให้แต่งป้อมเพ็ชรและหอรบระยะไกลกันแต่เส้นหนึ่ง วางปืนใหญ่ไว้ระยะแต่ ๑๐ วา ปืนบะเหลี่ยมจ่ารงมณฑลกระยะใกล้กันแต่ ๕ วา อนึ่งกำแพงพระนครขณะนั้น ตั้งโดยกระบวนเก่าและยัง ไปรื้อลงตั้งในริมน้ำ พระยารามก็ให้ตั้งค่ายรายไปตามริมน้ำเป็น ชั้นหนึ่ง และไว้ปืนจ่ารงมณฑกสำหรับค่ายนั้นก็มากแล้ว ให้ตั้งหอ โทรในกลางน้ำ ไกลริมฝั่งไป ๕ วารอบพระนคร มิให้ข้าศึกเอาเรือ เข้ามาตีริมพระนครได้
ฝ่ายข้าหลวงในเมืองพระพิษณุโลก ครั้นสมเด็จพระมหาจักร พรรดิพระเจ้าช้างเผือก และสมเด็จพระมหินทราธิราช มานำพระวิสุทธิกษัตริย์และเอกาทศรฐ กับครอบครัวอพยพข้าหลวงเดิมลงไปแล้ว ก็ขึ้นม้ารีบไปยังกรุงหงสาวดี กราบทูลแด่พระมหาธรรมราชาเจ้าทุกประการ พระมหาธรรมราชาได้แจ้งดังนั้น ก็ตกพระทัย จึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าหงสาวดี เอาเหตุซึ่งพระยารามกับสมเด็จพระมหินทราธิราชคิดการกันแต่ต้นจนมาหักหาญรับพระวิสุทธิกษัตรีย์ ลงไปกรุงพระ นครศรีอยุธยานั้น ทูลแก่พระเจ้าหงสาวดีทุกประการ พระเจ้า หงสาวดีแจ้งเหตุดังนั้น ก็เคืองพระราชหฤทัย จึงตรัสแก่พระมหา ธรรมราชา ว่าซึ่งกรุงพระมหานครศรีอยุธยา เสียสัตยานุสัตย์กลับเป็นปรปักษ์ข้าศึกแก่พระเจ้าน้องเรานั้น จะละไว้มิได้ พระเจ้าน้องเราเร่งลงไปจัดแจงกองทัพทั้งเจ็ดเมืองเหนือ และเสบียงอาหารไว้ให้ สรัพ เดือน ๑๒ เราจะยกลงไป พระมหาธรรมราชาเจ้ารับบัญชา พระเจ้าหงสาวดีแล้ว ก็ถวายบังคมลามายังเมืองพระพิษณุโลก จัด แจงสะเบียงอาหารช้างม้ารี้พลทั้งเจ็ดเมืองเหนือไว้ ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีให้บำรุงช้างม้ารี้พลสรัพ
ศักราช ๙๓๐ ปีเถาะสัปตศก (พ.ศ. ๒๐๙๘) วันพฤหัสบดี เดือน ๑๒ ขึ้น ๔ ค่ำ เพลารุ่งแล้ว ๒ นาฬิกา ๖ บาท สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีก็เสด็จทรงปริตโตทกธาราภิเษกเสร็จ เสด็จทรงเครื่องสิริราชวิภูษนาธารกาญจนวิเชียรมาลี มณีมาศมงกุฎ สำหรับวิชัยยุทธ์ราช รณภูมเสร็จ เสด็จทรงช้างต้นพลายชมภูทัด สูง ๖ ศอก ๒ นิ้ว ผูกพระที่นั่งสุวรรณมหามรฎป เป็นบรมอัครยานพาหนะ พร้อมด้วยแสนสุรชาติโยธาพลากรเหี้ยมหาญ พลโล่ห์เขนทวนธนูดูดิเรกมเหาฬาร นานาวุธประภูศักดิสารสินธพดุรงคพาชีชาติพันฤก อธึกด้วยกาญจน กลิงกลด อภิรุมบังสุริยไพโรจรุจิต พิพิธประการ ธงชัยประดาก เป็นขนัดแน่นไสว เดียรดาษด้วยท้าวพระยาพลากรกันกงริ้ว รายระยะโดยขบวนบทจร พยุหบาตซ้ายขวาหน้าหลังทั้งปวงเสร็จ ได้เพลา มหาวิชัยฤกษ์ โหราลั่นฆ้องชัย ทวิชจารย์เป่าสังข์ประโคนฆ้อง กลองกาหล กึกก้องนฤนาทนี่สนั่นพสุธาดล ดำเนินธวัชลีลาพยุหแสนยากรทัพหลง ออกจากหงสาวดีรอนแรมมา ๒๕ เวนถึงแดน เมืองกำแพงเพ็ชร เสด็จประทับเถลิงราชพลับพลาชัยราชาอาศน์ จึงดำรัสให้พระเจ้าแปรเป็นนายกองทัพเรือ แล้วพระเจ้าหงสาวดีก็ยกลงมาชุมพลทั้งทัพบกทัพเรือณ เมืองนครสวรรค์ และพลพระเจ้า หงสาวดียกมาครั้งนั้น คือพลพะม่ามอญในหงสาวดี อังวะ ตองอูเมืองปรวน และเมืองประแสนิว เมืองกอง เมืองมิต เมืองตาละ เมืองหน่าย เมืองอุมวง เมืองสะพัวบัวแส และเมืองสรอบ เมือง ไทยใหญ่ อนึ่งทัพเชียงใหม่นั้น พระเจ้าเชียงใหม่ประชวร จึงแต่ง ให้พระแสนหลวงพิงชัย เป็นนายกองถือพลลาวเชียงใหม่ทั้งปวง มาด้วยพระเจ้าหงสาวดีเป็นทัพหนึ่ง และกำหนดพลนั้นมีบัญชี ๑๐๐ หมื่น สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า เป็นนายกองถือพลเมืองเหนือทั้งเจ็ดเมือง มาด้วยพระเจ้าหงสาวดีเป็นทัพหนึ่ง
ครั้นได้ศุภวารฤกษดิถี พระเจ้าหงสาวดีก็กรีพยุหโยธาทัพ ทั้งปวง ลงมายังพระนครศรีอยุธยา พระเจ้าช้างเผือกละสมเด็จ พระมหินทราธิราชแจ้งข่าว ก็ให้ขับพลเมืองนอกทั้งปวงเข้าพระนครและได้แต่ในแขวงจังหวัดซึ่งอยู่ใกล้พระนครทั้งสี่แขวงนั้นประมาณส่วนหนี่ง และซึ่งมิได้เข้ามานั้นออกอยู่ป่าเป็นอันมาก อนึ่งพลเมือง เล็กน้อยทั้งปวงมิได้เข้าพระนครและออกอยู่ป่ามาก ได้แต่ตัวว่าเมืองและพลสำหรับเจ้าเมืองนั้นเข้ามาพระนคร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ให้พระยารามตรวจจัดพลสรรพายุทธ์ ขึ้นประจำหน้าที่กำแพงรอบพระนครและค่ายทั้งปวงก็มั่นคงนัก แล้วก็แต่งกองแล่นไว้ทั้ง ๔ ด้านรอบ พระนคร ด้านละ ๕ กอง ส่วนพระยารามนั้นตั้งทัพในท้อง สนามหลวง เป็นกองกลางจะได้ยกไปช่วยทั้ง ๔ ด้าน อนึ่งหน้าที่ใด ซึ่งเป็นหน้าที่กวดขัน พระเจ้าอยู่หัวก็ไว้พระกลาโหมและพระยา พลเทพ เมืองชัยนาท เมืองสุพรรณบุรี เมืองลพบุรี เมืองอินทบุรี เมืองเพ็ชรบุรี เมืองราชบุรี เมืองนครนายก เมืองสระบุรี เมือง พรหมบุรี เมืองสรรคบุรี เมืองสิงหบุรี เมืองนครชัยศรี เมืองธนบุรี เมือง มฤททั้งนี้ อยู่ประจำหน้าที่แต่มุมหอรัตนชัยลงไปเกาะแก้ว ซึ่งมีแต่คู หาแม่น้ำกั้นมิได้ และหน้าที่ทั้ง ๓ ด้านไซ้แต่ในค่ายไปถึงประตูชัย พระยาพระคลังเป็นนายกองใหญ่ แต่ประตูชัยไปถึงวังชัยพระอินทรานครบาลเป็นนายกองใหญ่ แต่มุมวังชัยไปถึงประตูชีขัน พระท้ายน้ำเป็นนายกองใหญ่ แต่ประตูชีขันไปถึงมุมสารหลวง พระยาศรีราชเดโชเป็นนายกองใหญ่ แต่มุมสารหลวงมาพระราชวัง แต่ พระราชวังไปถึงขื่อหน้า พระยาธรรมาเป็นนายกอง ถือพลทหารใน ทั้งปวงรักษาหน้าที่
ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดี ยกทัพมาถึงกรุงพระนครศรีอยุธยา ณวันพุธ เดือนอ้ายขึ้น ๑ ค่ำ ตั้งทัพมั่นณตำบลลุมพลี จึงพระยารามก็ ให้เอาปืนนารายน์สังหาร ยาว ๓ วาศอก กระสุน ๑๒ นิ้ว ลากไป ในช่องมุมศพสวรรค์ ให้จังกายิงเอากลางทัพพระเจ้าหงสาวดีต้องช้างม้ารี้พลตายมาก และกระสุนนั้นไปตกใกล้พลับพลาพระเจ้า หงสาวดี พระเจ้าสาวดีก็ให้เอากระสุนขึ้นสรวงพลี แล้วก็เสด็จ เลิกกองทัพมาตั้งณมหาพราหมณ์ พอทัพยกทัพเรือถึงพร้อม จึงพระเจ้าหงสาวดีก็ตรัสกำหนดให้ทั้งปวงเข้าล้อมพระนคร ในขื่อหน้า ทิศบูรพ์ไซ้ทัพมหาอุปราชาและทัพพระมหาธรรมราชา ทัพพระเจ้า อังวะไปข้างทักษิณ ทัพพระยาทะละและเจ้าฟ้าไทยใหญ่ และพระยาแสนหลวงชาวเชียงใหม่ ไปข้างประจิมทิศ ทัพพระยาพะสิมและ พระยาตองอู ทัพพระยาอภัยคามณี พระยาเลา พระยาตะบะ พะตะเบิด ตั้งทิศอุดร ฝ่ายทัพหลวงก็ยกไปตั้งณวัดมเหยงคณ์ และทัพอันล้อมพระนครทั้งสี่ด้านนั้น เมื่อแรกยกเข้าล้อมนั้นตั้งไกล ริมน้ำออกไปประมาณ ๓๐ เส้น และเอาไม้ตาลเป็นค่ายพูนดินกัน ปืนใหญ่ กว่าจะตั้งมั่นลงได้ ชาวพระนครวางปืนใหญ่ออกไป ต้องพลพระเจ้าหงสาวดีตายมากนัก ครั้นค่ายมั่นกันปืนใหญ่ได้ แล้วประมาณ ๑๐ วัน ก็ยกเข้ามาตั้งค่ายอีกชั้นหนึ่ง ห่างค่ายเดิม ๑๐ เส้น ยังประมาณ ๒๐ เส้นจะริมน้ำ ชาวพระนครแต่งพล อาษาออกทะลวงฟัน แล้ววางปืนใหญ่ออกไปต้องพลพระเจ้าหงสาวดีเมื่อตั้งค่ายนั้นตายมากนัก และนายทัพนายกองเห็นจะตั้งค่ายใน กลางวันมิได้ให้ลอบเข้าตั้งกลางคืนเป็นช้านาน จึงตั้งค่ายชั้นนั้นมั่น ลงได้ แล้วพระเจ้าหงสาวดีก็ให้ยกเข้าตั้งค่ายอีกชั้นหนึ่งเล่า ให้ ถึงริมน้ำคูเมือง และค่ายชั้นนี้ตั้งยากนัก ด้วยชาวพระนครวาง ปืนใหญ่ และปืนจินดา จ่ารง มณฑก ถนัดเต็มแม่นยำ พลทั้งปวงต้องปืนไฟตายมากนักจึงพระเจ้าหงสาวดีให้ขุดอุโมงค์ ให้พลทั้งปวงเดินเข้ามาเป็นหลายแห่งหลายสาย ครั้นถึงริมแม่น้ำที่จะตั้งค่ายนั้นก็ขุดเป็นอุโมงค์แล่นหากันโดยหน้าค่าย และลอบตั้งค่ายนั้นในกลางคืน แล้วห้ามพลทั้งปวงให้สงบมิให้มี่ฉาว ฝ่ายในพระนครรู้ว่าชาวหงสาวดีขุดอุโมงค์เดิน ก็เอาปืนใหญ่ยิงออกไปมิได้ต้องข้าศึก ก็จัดกองอาษาออกไปทะลวงฟันได้หัวเข้ามาถวายหลายครั้ง และชาวหงสาวดีตั้งค่ายชั้นนั้นเป็นเดือนเศษจึงตั้งได้ แต่พระเจ้าหงสาวดียกมาให้ตั้งค่ายล้อมเป็น ๓ ครั้ง ประมาณ ๒ เดือน จึงเข้าล้อมได้ถึงริมแม่น้ำคูเมือง
ฝ่ายสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้า จึงดำรัสแก่พระยาราม ให้มีศุภอักษร ขึ้นไปถึงเมืองล้านช้าง ขอกองทัพลงมาช่วย พระยาราม ก็แต่งศุภอักษรโดยพระราชบริหารเสร็จแล้ว จึงแต่งให้ขุนราชเสนา ขุนมหาวิชัย กับไพร่ ๕๐ คนถือขึ้นไปยังเมืองล้านช้าง
เมื่อศึกหงสาวดียกมาล้อมพระนคร และตั้งค่ายได้ ๓ ครั้ง พระเจ้าช้างเผือกเสด็จเลียบพระนครมิได้ขาด และแต่งกองอาษาออกไปกองละ ๑๐๐๐ กองละ ๒๐๐๐ ทั้งสี่ด้าน เป็นหลายหมู่หลายกอง ได้รบด้วยชาวหงสาวดีซึ่งเข้ามาตั้งค่ายนั้นทุกวัน และได้ฆ่าฟันชาว หงสาวดีตาย ได้หัวเข้ามาถวายก็มาก ฝ่ายพลหงสาวดีแม้นล้มตาย เท่าใด พลทั้งปวงก็มิได้แตกฉานยิ่งยกหนุนกันเข้ามา ป้องกันให้ ตั้งค่าย ครั้นตั้งค่ายล้อมทั้งสี่ด้านแล้ว พระเจ้าหงสาวดีก็ตรัสแก่ พระมหาอุปราชราชา พระเจ้าแปร พระเจ้าอังวะ ท้าวพระยาทั้งหลายว่าเราไปรบเมืองทุกแห่งไซ้ ครั้นยกเข้าล้อมได้แล้วดังนี้ ก็แต่งการที่จะเข้าปีนปล้นเอาได้ด้วยแบพลัน และแผ่นดินอยุธยานี้เป็นราชธานีใหญ่หลวง เอาสมุทรเป็นคูคั่นรอบ ดุจเขาพระสิเนรุราช อันมีแม่น้ำสีทันดรนทีรอบคอบ และที่จะปล้นได้ไซ้ เห็นแต่ขื่อหน้าด้านเดียว ถึงดังนั้นก็ดี จะปล้นเอาเหมือนนครทั้งปวงนั้นมิได้ และซึ่งจะเอาอยุธยานครนี้ เราจะแต่งการเป็นงานปีจึงจะได้ ให้ท้าวพระยาและ นายทัพนายกองทั้งปวง ให้รักษาแต่มั่นไว้ อย่าเพ่อรบพุ่ง ให้แต่งกันออกลาดหาข้าวไว้เป็นสะเบียงเลี้ยงไพร่พลทั้งปวง ให้ครบปีหนึ่ง แล้ว จะให้สำรวจเอาให้ถ้วนตัวคนจงทุกหมู่ทุกกอง ถ้านายทัพนายกอง ผู้ใดสะเบียงพลนั้นมิครบเถิงปีไซ้ จะให้ลงโทษแก่นายทัพนายกองผู้ นั้นเถิงสิ้นชีวิต จึงท้าวพระยาทั้งหลาย ก็แต่งพลไว้ประจำค่ายทั้งปวงแต่พอรบพุ่งป้องกันหน้าค่าย แล้วก็แต่งพลออกไปลาดหาข้าว ทุก หมู่ทุกกองโดยพระราชกำหนด ก็ปลูกยุ้งฉางใส่สะเบียงทั้งปวงไว้ ครั้นเถิงกำหนดที่จะกำหนด พระเจ้าหงสาวดีก็แต่งให้สมิงพัตเบิดเป็นกองสำรวจทุกทัพทุกกอง และสะเบียงพลทั้งปวงนั้น ก็ครบปีหนึ่ง ดุจพระราชกำหนด แต่หมวดมะโดดข้าหลวงเดิมนั้น สะเบียงมิครบปีพระเจ้าหงสาวดีก็ให้ลงโทษเถิงสิ้นชีวิต ขณะนั้นพระเจ้าช้างเผือกทรงพระประชวรหนักได้ประมาณ ๒๕ วันก็เสด็จสวรรคต
- ↑ ฉบับจำลอง จ.ศ. ๑๑๓๖ ว่า ศักราชได้ ๙๓๐ ปีมะโรงศก