ข้ามไปเนื้อหา

ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 64/บทที่ 19

จาก วิกิซอร์ซ
๑๖ รัชกาลสมเด็จพระมหินทราธิราช (ครั้งที่ ๒)

ศักราช ๙๓๐ ปีเถาะสัปตศก (พ.ศ. ๒๐๙๘) อยู่ใน ราชสมบัตินั้น ๒๒ ปี ครั้นพระเจ้าช้างเผือกสวรรคตแล้ว สมเด็จ พระมหินทราธิราชพระเจ้าแผ่นดินมิได้นำพาการศึก และเสด็จอยู่แต่ ในพระราชวัง ไว้การทั้งปวงแก่พระยาราม ให้บังคับบัญชาตรวจ ทหารทั้งปวงผู้รักษาหน้าที่รอบพระนครนั้น พระยารามขี่คานหามทองมีมยุรฉัตรประดับซ้ายขวา และพลทหารแห่หน้าหลังเป็นหนั่นหนา แต่พลถือปืนนกสับนั้น ๗๐๐ เที่ยวเลียบหน้าที่ทุกวัน และเกณฑ์พล ออกรบชาวหงสาวดีเป็นสามารถ

ขณะนั้น พระยาจักรรัตนถือพลออกไปหักค่ายข้าศึกณท้ายคู และเผาค่ายหน้าที่พระยาเกียรติได้ประมาณเส้นหนึ่ง พลศึกอันประจำค่ายพ่ายลงไป จึงพระยาเกียรติยกพลออกรบ พระยาจักรรัตน์ถลำลง ไปก็เสียตัว และชาวอาษาก็พ่ายเข้ามาพระนคร พระยาเกียรติจับ พระยาจักรรัตน์ไปถวายแก่พระเจ้าหงสาวดี ๆ ทรงพระโกรธแก่พระยาเกียรติ ตรัสแก่พระมหาอุปราชาว่า ซึ่งพระยาเกียรติมิได้รักษาค่าย ให้มั่น ให้ชาวพระนครออกมาเผาเสียได้ มิลงโทษพระยาเกียรตินั้น ด้วยประการใด พระมหาอุปราชากราบทูลว่า พระยาเกียรติเสีย คายก็จริง แต่ทว่าได้นายกองซึ่งถือพลออกมารบนั้น ฯ ข้า ฯ เห็น ว่าโทษพระยาเกียรติกลบลบกันจึงมิได้ลงโทษ พระเจ้าหงสาวดี ทรงพระโกรธแก่พระมหาอุปราชาว่า ถึงพระยาเกียรติจับได้นายกอง ดียังมิคุ้มโทษ และพระมหาอุปราชาว่าพระยาเกียรติคุ้มโทษแล้ว และมิได้เอาโทษพระยาเกียรตินั้น เห็นว่า มหาอุปราชามิได้เอาใจ ลงในการศึก อย่าให้มหาอุปราชาอยู่บังคับการศึกในทัพนั้นเลย จะ ไปแห่งใดก็ตามใจเถิด ให้มหาอุปราชาเอาแต่ช้าง คนขี่ท้าย กลางไปด้วย กว่านั้นอย่าให้เอาไป พระเจ้าหงสาวดีก็ให้ขับพระมหา อุปราชาเสีย แล้วก็ให้ลงโทษแก่พระยาเกียรติถึงสิ้นชีวิต พระมหา อุปราชากลับมายังทัพ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีก็ใช้สนองพระโอฐมา ขับพระมหาอุปราชา ให้ไปจากทัพจงฉับพลัน ขณะนั้นพระเจ้าแปร พระเจ้าอังวะ กลัวอาชญาพระเจ้าหงสาวดี มิอาจทูลขอโทษพระมหาอุปราชาได้ พระมหาอุปราชาก็ให้ไปทูลแก่พระมหาธรรมราชาว่า สมเด็จพระราชบิดาทรงพระโกรธ ขับเราเสียจากกองทัพ และพระ เจ้าแปร พระเจ้าอังวะจะทูลขอโทษนั้น พ้นกำลังทูลมิได้ และซึ่งจะช่วยเราคราวนี้ เห็นแต่เจ้าพี่เราพอจะทูลขอโทษเราได้ เมื่อพระมหา อุปราชาให้มาทูลแก่พระมหาธรรมราชานั้น พระเจ้าหงสาวดีใช้สนองพระโอฐมาไล่ว่าให้พระมหาอุปราชาเร่งไปจงพลัน จึงพระมหาอุปราชากลัวพระราชอาชญา ก็แต่งตัวจะขึ้นช้างไปจากทัพ จึงพระมหา ธรรมราชาตรัสให้ข้าหลวงไปห้ามพระมหาอุปราชา ว่าให้งดอยู่เราจะ ไปทูลขอโทษก่อน พระมหาธรรมราชาก็เสด็จมาทูลขอโทษพระมหา อุปราชา พระเจ้าหงสาวดีก็โปรดยกโทษให้

ขณะนั้น พระเจ้าหงสาวดี ให้ พระเจ้าแปรยกทัพเรือลงไปโดยคลองสะพานขายข้าว ไปออกเอาบางไทร เลี้ยวขึ้นมาตั้งท้ายคู กันมิให้เรือขึ้นล่องเข้าออกได้ แล้วพระเจ้าแปรก็แบ่งทัพเรือลงไป ลาดถึงเมืองนนทบุรี เมืองธนบุรี เมืองสมุทรปราการ ขณะนั้นสำเภาจีนจังจิ๋ว มิทันรู้ว่าศึกหงสาวดีมาล้อมพระนคร ก็ใช้ใบเข้ามาถึง หลังเต่า พระเจ้าแปรก็ยกทัพเรือออกไปจะตีเอาสำเภาจีนจังจิ๋ว ๆ ก็รู้ว่า ศึกมาล้อมพระนคร และแต่งทัพเรือลงมาลาด จีนจังจิ๋วก็ใช้ใบสำเภาออกไปและทัพเรือพระเจ้าแปรยกออกไปเห็นสำเภาจีนจังจิ๋วคลาด ออกไปลึกแล้ว จะตามเอามิได้ก็ยกทัพคืนมา พระเจ้าหงสาวดีก็ ทรงพระโกรธแก่พระเจ้าแปร ว่าสำเภาจีนเข้ามาถึงปากน้ำแล้ว และ มิได้ติดตามออกไปเอาจงได้ ให้สำเภาจีนหนีไปรอดนั้น พระเจ้าแปร ผิดนัก จึงสั่งให้เอาตัวพระเจ้าแปรไปทะเวนรอบทัพ แล้วให้คงเป็นนายกองทัพเรือดุจเก่า ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดี ก็แต่งทหารให้เข้าหักค่าย ริมน้ำด้านประตูหอรัตนชัย พระยารามและพระกลาโหม พระอินทรา พระมหาเทพ พระมหามนตรี และพระหลวงขุนหมื่นหัวเมืองทั้งหลายช่วยกันเอาใจลงในราชการรบพุ่งป้องกันไว้มิให้ชาวหงสาวีหักเข้ามา ได้ และพระมหาเทพแต่งพลอาษาออกทะลวงฟันชาวหงสาวดีก็แตก ฉานเป็นหลายครั้ง และการศึกนั้นช้าอยู่ พระเจ้าหงสาวดีทรงพระ โกรธก็ให้เอานายทัพนายกองไปลงโทษ แล้วจึงบัญชาการให้พระมหาอุปราชา ไปตั้งค่ายตำบลวัดเขาดินตรงเกาะแก้ว พระเจ้าอังวะ บุตรเขยนั้น ตั้งค่ายตำบลวัดสะพานเกลือ พระเจ้าแปรผู้หลาน ตั้งค่ายตำบลวันจันทร์ตรงบางเอิ่ยน ให้เร่งถมดินเป็นถนนข้ามแม่น้ำเข้าไปให้ถึงฟากทั้งสามตำบลจงได้ พระมหาอุปราชา พระเจ้าอังวะ พระ เจ้าแปร ก็มาเร่งให้ทำตามรับสั่ง ชาวพระนครเจ้าหน้าที่เห็นดังนั้น ก็เอาปืนใหญ่น้อยระดมยิงข้าศึกล้มตายเป็นอันมาก สมเด็จพระ เจ้าหงสาวดีเสด็จทอดพระเจตรเห็นว่ายังหาเป็นถนนขึ้นได้ไม่ ก็ตรัส ว่า พระมหาอุปราชา พระเจ้าอังวะ พระเจ้าแปร สามคนนี้จะให้ถมถนนข้ามคูเท่านี้ยังมิได้ ที่ไหนจะได้กรุงศรีอยุธยาเล่า ถ้าและตายลงบ้างสักคนหนึ่งเมื่อใด จึงจะเป็นถนนขึ้นได้ ตรัสเท่า ดังนั้นแล้วก็เสด็จกลับไปพลับพลา และพระมหาอุปราชา พระเจ้าอังวะ พระเจ้าแปร ยิ่งเกรงพระราชาอาญา จึงดำรัสให้เอาไม้โตนดทำทุบ ทูบังพล ขนมูลดินเข้าไปถมถนน ชาวพระนครก็วางปืนใหญ่ออก มา พลล้มตายเป็นอันมาก ผู้ตรวจการเห็นดังนั้นก็เอาเนื้อความเข้ากราบทูลสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีทุกประการ พระเจ้าหงสาวดีจึงตรัสถามผู้เข้ามาทูลว่า พลแบกมูลดินตายลงคนหนึ่ง เป็นมูลดินกี่ก้อน ผู้ตรวจการทูลว่า คนตายคนหนึ่งเป็นมูลดินประมาณ ๗ ก้อน ๘ ก้อน พระเจ้าหงสาวดีจึงตรัสว่า เอาเถิด แล้วไปบอกเจ้าหน้าที่ให้เร่งพลขนมูลดินถมถนนเข้าไปอย่าให้ขาดได้ ผู้ตรวจการก็เอามาทูลพระมหา อุปราชา พระเจ้าอังวะ พระเจ้าแปร ตามรับสั่งทุกประการ พระมหาอุปราช พระเจ้าอังวะ พระเจ้าแปร ก็เร่งให้พวกพลทั้งปวงถมถนนทั้งสามตำบลมิได้ขาด ทั้งกลางวันและกลางคืน และการถมถนน ถึง ๓ เดือนจึงถึงกำแพงพระนคร ฝ่ายพระยาราม พระกลาโหม พระมหาเทพเห็นศึกแหลมเข้ามา ก็ตั้งค่ายในกำแพงชั้นหนึ่งเป็นวงพาด เอาปืนใหญ่ปืนมรฑก มาตั้งไว้หน้าค่ายนั้น ฝ่ายคนอยู่รักษากำแพงและเชิงเทินนั้นก็ยังรบพุ่งป้องกันอยู่ และพระเจ้าหงสาวดีให้ยกพลเข้าไปโดยถนนมุมเกาะแก้ว และเอาทัพเรือตีกระหนาบแล้วเอาปืนจ่ารงมรฑก นกสับ ยิงแยงระดมเอาเจ้าหน้าที่ดังห่าฝน ชิงเอาเกาะแก้ว นั้น ชาวทหารอาษาซึ่งอยู่หน้าที่เกาะแก้วนั้น จะรบพุ่งป้องกันไว้ มิได้ก็พ่ายลงมายังค่ายซึ่งตั้งไว้นั้น และชาวหงสาวดีรุกเข้ามาทำลายกำแพงมุมเกาะแก้วได้ ในขณะนั้นพระยารามก็สลดใจลง จะบังคับบัญชาการศึกไปไม่สิทธิดุจก่อน ก็คิดด้วยท้าวพระยามุขมนตรี ทั้งหลายว่าจะป้องกันศึกสืบไปเห็นพ้นกำลัง และเราจะแต่งออกไป ให้เจรจาเป็นทางไมตรีจะเห็นประการใด ท้าวพระยามุขมนตรีทั้งหลายก็ว่า ซึ่งจะเป็นไมตรีนั้นแต่ยังมิได้รบพุ่งกัน นี้สิได้รบกันเป็นสามารถแล้ว รี้พลพระเจ้าหงสาวดีเสียหายเป็นอันมากดังนี้แล้ว พระเจ้า หงสาวดียังจะรับเป็นทางราชไมตรีได้หรือ และท้าวพระยาทั้งหลายก็ มิลงด้วยพระยาราม แต่นั้นมาท้าวพระยามุขมนตรีลูกขุนทหารทั้งปวง มิฟังบังคับบัญชาพระยารามต่อไป ต่างคนต่างรบข้าศึก และพระมหิน ทราธิราชเจ้าแผ่นดิน ก็มิเอาพระทัยลงในการสงครามหามิได้ ละให้แต่มุขมนตรีทั้งหลายรบพุ่ง

ในขณะนั้นพระมหาเทพ ถือพลอาษาอยู่รักษาหน้าค่าย มุมเกาะแก้วที่กำแพงทะลายนั้น ข้าศึกหงสาวดียกเข้ามาปล้นค่ายเป็นหลายครั้ง และพระมหาเทพก็รบป้องกันไว้ ข้าศึกจึงมิหักเข้ามาได้

อนึ่งพระเจ้าลูกเธอพระศ รีเสาวราช เสด็จมายืนช้างพระที่นั่งให้พลอาษาช่วยพระมหาเทพรบแล้วแต่งทหารอาษาออกทลวงฟัน แล้ว ก็วางปืนใหญ่ยิงแยงออกไปต้องพลหงสาวดีตายเป็นอันมาก ข้าศึก จะปล้นเอาค่ายนั้นมิได้ ก็ตั้งประชิตกันอยู่ ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีทรงพระดำริว่า กรุงพระมหานครศรีอยุธยานี้ ป้องกันเมืองไว้เป็นสามารถ ซึ่งจะหักเอาโดยง่ายนั้นยากนัก แล้วก็จวนเทศกาลฝนจะตกอยู่แล้วจะลำบากไพร่พลนัก จึงตรัสด้วยพระมหาธรรมราชาว่า จำเราจะเพโทขายเอาตัวพระยารามผู้เป็นเจ้าการป้องกันพระนครไว้ได้แล้วก็จะเบา มือลงเห็นจะได้เมืองถ่ายเดียว พระมหาธรรมราชา ก็แต่งนาย ก้อนทองข้าหลวงเดิม ให้ถือหนังสือลอบเข้าไปถึงขุนสนมข้าหลวง ซึ่งสมเด็จพระเจ้าช้างเผือกไปเอาลงมาแต่เมืองพระพิษณุโลก กับด้วยพระวิสุทธิกษัตรีย์นั้น ขุนสนมก็ส่งหนังสือนั้นเข้าไปถวายแก่พระ เจ้าอยู่หัวกรมฝ่ายใน และในลักษณะหนังสือนั้นว่า

พระเจ้าช้างเผือกตรัสคิดด้วยพระยาราม จึงแต่งการรบพุ่งป้องกันไว้ ละให้เสี ยสัตย์คลองพระราชไมตรีนั้น บัดนี้พระเจ้าช้างเผือก เสด็จสวรรคตแล้วังแต่พระยาราม และพระทัยพระเจ้าหงสาวดียังไม่เสียคลองพระราชไมตรี ถ้าและพระเจ้าแผ่นดินส่งตัวพระยาราม ผู้ก่อเหตุออกมาถวายแล้ว พระเจ้าหงสาวดีก็จะเป็นทางราชไมตรี สืบไป มิให้ยากแก่สมณชีพรมหมณ์อาณาประชาราษฎรทั้งปวง จะเลิกทัพกลับไปพระนครหงสาวดี

จึงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฝ่ายในรู้แจ้งแล้ว ก็เอาหนังสือนั้นมาแถลงแก่สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน ๆ ได้ฟังโดยลักษณะหนังสือนั้น ก็ให้หาท้าวพระยาเสนาพฤฒามาตย์ทั้งปวงมาประชุมกันปรึกษาว่า ซึ่งพระเจ้าหงสาวดีให้ส่งพระยารามออกไปแล้วจะเป็นทางไมตรีนั้น ยังเห็นควรประการใด หรือมิชอบจะส่ง จึงท้าวพระยาอำมาตย์ทั้งปวงปรึกษาว่า ถ้าพระเจ้าหงสาวดีจะเป็นราชไมตรี จึงควรจะส่งพระยารามออกไป อย่าให้ยากแก่อาณาประชาราษฎรทั้งปวง และพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน ก็สั่งให้แต่งหนังสือ ตอบออกไป ว่าถ้าพระเจ้าหงสาวดีจะเป็นไมตรีสัจจริงดุจให้หนังสือเข้ามานี้ไซร้ ก็จะส่งพระยารามออกไป จึงนายก้อนทองรับเอาหนังสือ ออกไป แต่พระมหาธรรมราชา ๆ ก็สั่งให้นายก้อนทองเข้าไปอีกเล่า ว่าพระเจ้าหงสาวดีจะเป็นราชไมตรีสุจริตจริง ให้ส่งตัวพระยาราม ออกไปซึ่งจะเอาพระยารามไว้ ในพระนครนั้นจะได้ยากแก่อาณาประชา ราษฎรทั้งปวงนั้นดูมิบังควร ฝ่ายท้าวพระยามุขมนตรีทั้งหลาย มิได้ รู้กลพระเจ้าหงสาวดี สำคัญว่าจริง ก็พร้อมกันทูลสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน จึงให้ส่งพระยารามออกไปแก่พระเจ้าหงสาวดี สม เด็จพระมหินทราธิราชจึงตรัสสั่งแก่นายก้อนทอง ให้ออกไปทูลแก่พระมหาธรรมราชาว่า จะส่งพระยารามออกไปกำหนดให้มารับเถิด ครั้นนายก้อนทองไปแล้ว พระเจ้าแผ่นดินให้จำพระยาราม แต่งคนคุมออกไปส่ง แล้วให้อาราธนาพระสังฆราชกับพระภิกษุ ๔ องค์ ไปด้วย ครั้นพระสังฆราชและผู้คุมพระยารามไปถึง พระมหาธรรมราชาให้ถอดจำ พระยารามออกแล้วพาเข้าไปถวายบังคมพระเจ้าหงสาวดี ๆ ให้เบิกพระ สังฆราชเข้ามาแล้ว ตรัสให้หาพระมหาอุปราชาและท้าวพระยาทั้งปวง มาประชุมหน้าพลับพลา พระเจ้าหงสาวดีก็ตรัสแก่ท้าวพระยาทั้งหลายว่าพระเจ้าแผ่นดินศรีอยุธยา ให้สังฆราชเอาพระยารามผู้ก่อเหตุมา ส่งแก่เรา แล้วว่าจะขอเป็นพระราชไมตรีด้วยเราดุจก่อน ท้าวพระยา ทั้งหลายจงปรึกษาดู ยังจะช่วยรับเป็นพระราชไมตรีหรือประการใดท้าวพระยาทั้งหลายทูลว่า ซึ่งได้พระยารามออกมาแล้วดังนี้ เสมือนได้แผ่นดินอยุธยา อันซึ่งนะเป็นราชไมตรีนั้นหาต้องการไม่ ขอให้ยก เข้าหักเอากรุงจงได้ พระเจ้าหงสาวดีจึงตรัสว่า เราเป็นกษัตริย์จะทำสงครามสืบไป ซึ่งจะทำดังนี้หาควรไม่ แล้วก็สั่งนายทัพนายกอง ทั้งปวงให้รักษาแต่มั่นไว้อย่าให้ประชิรบพุ่งเข้าไป

ฝ่ายชาวพระนครก็มิได้รบ ต่างคนต่างสงบอยู่ทั้งสองฝ่าย จึงพระเจ้าหงสาวดี สั่งพระสังฆราชเข้ามา ว่าถ้าพระเจ้ากรุงมหานครอยุธยาจะเป็นทางพระราชไมตรีด้วยเรา จงให้เจ้าแผ่นดินและท้าว พระยาผู้ใหญ่ทั้งปวงออกมาถวายบังคมแก่เรา ๆ จึงจะรับเป็นทางพระราชไมตรีด้วย ครั้นพระสังฆราชเข้ามาถึงกรุงถวายพระพรแก่สมเด็จพระมหินทราธิราช โดยคำพระเจ้าหงสาวดีสั่งให้เข้ามานั้น จึงท้าว พระยาทั้งหลายทูลพระมหินทราธิราช ว่าการทั้งนี้และพระเจ้าหงสาวดี หากคิดเพโทบายล่อลวงให้ออกไป แล้วจะกุมเอาตัวท้าวพระยาผู้ใหญ่ทั้งปวงไว้ แล้วจะให้เข้ามาเอาครัวอาณาประชาราษฎรทั้งหลาย อพยพไปเป็นชะเลย และศึกครั้งนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอถวาย ชีวิตรบพุ่งป้องกันจนถึงขนาด จึงสมเด็จพระมหินทราธิราชก็ตรัสให้ ท้าวพระยาทั้งหลายปรึกษาเป็นหลายครั้ง ก็ลงใจด้วยกันเป็นคำเดียวว่าจะอาษารบพุ่งไว้ แต่พระยาธรรมานั้นมิลงได้ด้วยท้าวพระยาทั้งปวง

ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดี คอยทูตจะออกมาแต่พระนครช้าอยู่ถึง ๗ วัน แล้วก็มิได้ออกมา จึงตรัสแก่พระมหาธรรมราชา ว่ากรุง นครศรีอยุธยามิให้ทูตออกมาเจรจาการเมืองกันและช้าอยู่ดังนี้ เห็นว่ามิเป็นพระราชไมตรีกันแล้ว เราจะให้แต่งการทีจะปล้นดุจหนหลังมา สมเด็จพระมหาธรรมราชา ก็ทูลแก่พระเจ้าหงสาวดีว่า จะขอให้งดก่อนข้าพระเจ้าจะเข้าไปแถลงการทั้งปวง ให้พระเจ้าแผ่นดินและท้าวพระยาผู้ใหญ่เห็นแท้ว่า จะเป็นทางราชไมตรีจริงอย่าให้ยากแก่สมณชี-พราหมณ์อาณาประชาราษฎรทั้งหลาย พระเจ้าหงสาวดีตรัสบัญชาโดยสมเด็จมหาธรรมราชา ๆ ก็เสด็จยังพระราชยานมายืนอยู่อยู่ตรงหน้าที่พระมหาเทพ จึงร้องเรียกเจ้าหน้าทีเข้าไปว่า เราจะเข้าไประงับการแผ่นดิน และพระมหาเทพเจ้าหน้าทียิงปืนกระสุนใหญ่น้อยออกไป พระองค์ก็ลงจากพระเสลียง ขุนอินทรเดชะก็แยกพระองค์วิ่งกลับออกมา สมเด็จพระมหาธรรมราชาก็มาเฝ้าพระเจ้าหงสาวดี แล้วกราบทูลว่าไปทุกประการ ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีจึงตรัสว่า ชาวพระนคร ศรีอยุธยานี้มิไว้ ใจนั้น ก็เป็นสำหรับกรรมทีจะให้เสียพระนคร ซึ่งจะพ้นมือเราไปนั้นหาไม่ แล้วพระเจ้าหงสาวดีก็ให้นายทัพนายกองทั้งปวงเร่งประชิทำการทั้งกลางวันและกลางคืน ชาวพระนครก็รบพุ่งป้องกันเป็นสามารถ

ขณะนั้นพระเจ้าลูกเธอพระศรี เสาวราชถือพล ๑๕๐๐๐ ตั้งเป็นกองกลางอยู่ท้องสนามหลวง ถ้าเจ้าหน้าที่มาทูลว่าข้าศึกเข้ามาหักหาญด้านใดนัก ก็มิได้ทูลพระราชบิดาก่อน แต่งทหารให้ไปช่วยรบ ทุกครั้ง ส่วนสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน มิได้เอาพระทัย ใส่ในการศึก มาคิดแคลงพระเจ้าลูกเธอพระศรีเสาวราช ว่าการ ศึกหนักเบามิได้มาแจ้งก่อน ทำแต่อำเภอใจ จึงให้หาพระศรีเสาวราชเข้ามาแล้ว สั่งให้พระยาธรรมาเอาตัวพระศรีเสาวราชไปล้างเสียณวัดพระราม และข้าราชการนายทัพนายกองทหารทั้งปวงก็เสียใจ แต่ เหตุว่ารักบุตรภรรยาอยู่ก็อุตส่าห์รบป้องกันไว้ทุกหน้าที่ ฝ่ายขุนราชเสนา ขุนมหาวิชัยกับไพร่ ๕๐ คนพากันเล็ดลอดขึ้นไปถึงเมือง ล้านช้าง จึ่งเอาศุภอักษรนั้นออกให้แก่เสนาบดี ในศุภอักษรนั้นว่า

ศุภอักษรบวรสถาผล วิมลเชษฐคุณานันต วิกสิตวิจิตรคัมภี ราชาวศัย ในท่านอัครมหาเสนาธิบดินทร์ นรินทรามาตย์ อันสวามิประวาสบาทมุลิกากร บวรยุคลเรณุมาศ ในพระบาทสมเด็จบรมนารถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ณกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา มหา ดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมพระราชมหาสถาน มีมธุรจิตต์สนิทเสน่หา มายังเสนาบดีณกรุงศรีสัตนาคนหุตว่า บัดนี้กรุงเทพพระมหานครศรีอยุธยา มีราชดัษกรคือพระเจ้าหงสาวดี กอบด้วยโลภเจตนาหาหิริโอตตับปะมิได้ ยกกองทัพมาปสัยห์กระทำย่ำยีพระนคร ศรีอยุธยา สมณพราหมณาจารย์และไพร่ฟ้าประชากร ได้ความ เดือดร้อนหนัก และกรุงเทพพระมหานครศรีอยุธยา ก็เป็นเขื่อนเพ็ชรเขื่อนขันธ์แก่กรุงศรีสัตนาคนหุต ถ้าว่ากรุงศรีอยุธยาเสียแก่กองทัพ หงสาวดีแล้ว เห็นว่าศึกหงสาวดีจะติดถึงกรุงศรีสัตนาคนหุตด้วย ขอเชิญเสด็จพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ยกพยุหโยธาทัพลงมาช่วยรณยุทธ์ปราบปรามข้าศึกให้อับปราชัยประลาสไปแล้ว จะได้ช่วยกัน ดำริการที่จะตอบแทนแก้แค้นพระเจ้าหงสาวดีให้ถึงขนาด

และเสนาบดีครั้นแจ้งในสุภอักษรแล้ว ก็พาขุนราชเสนา ขุนมหาวิชัย เข้าเฝ้าทูลโดยสำเนาศุภอักษรเสร็จสิ้นทุกประการ

พระเจ้ากรุงศรีสั ตนาคนหุตแจ้งดังนั้นก็ทรงพระโกรธ จึงตรัสว่าพระเจ้าหงสาวดีมิได้ตั้งอยู่ในขัตติยราชตามประเพณีประพฤติพาลทุจริตและให้ทหารมาสะกัดชิงเอาพระเทพกษัตริย์ไปครั้งหนึ่งแล้วมิหนำยังมีน้ำใจกำเริบยกพยุหโยธามากระทำย่ำยีพระนครศรีอยุธยาอีกเล่า จำเราจะยกไปตีเป็นทัพกระหนาบ ดูหน้าพระเจ้าหงสาวดีจะทำเป็นประการใด ทั้งทางพระราชไมตรีกรุงศรีอยุธยาก็จะวัฒนาการสืบไป แล้ว จึงมีพระราชกำหนดให้เตรียมทหารขุนหมื่นนายช้าง ๓๐๐ ม้า ๓๐๐๐ ครั้นณวันเสาร์เดือน ๓ แรม ๕ ค่ำ ได้ศุภวารดิถีมหามงคลฤกษ์ประเสริฐก็เสด็จทรงช้างพระที่นั่ง พร้อมด้วยแสนท้าวพระยาลาว และพยุหโยธาหาญแห่โดยขบวนซ้ายขวาหน้าหลัง ดั้ง แซง เป็น ขนัดแน่นด้วยเครื่องสรรพสาตราวุธ ยกอออกจากกรุงศรีสัตนาคนหุตประทับรอนแรมมาโดยวิถีทางสถลมารค

ฝ่ายด่านเมืองนครไทยรู้ข่าว่ากองทัพเมืองล้านช้างยกลงมา ก็บอกข่าวราชการลงไปให้ราบทูลพระมหาธรรมราชา ๆ แจ้งดังนั้นแล้วจึงเอาบอกขึ้นไปเฝ้าทูลพระเจ้าหงสาวดี ว่าบัดนี้กองทัพกรุงศรีสัตนา คนหุตยกมาทางเมืองเพ็ชรบูร จะลงเมืองสระบุรีเป็นทัพกระหนาบ พระเจ้าหงสาวดีแจ้งแล้ว ตรัสถามพระยารามว่า กองทัพกรุงศรีสัตนา คนหุตยกมานี้ มาช่วยเองหรือบอกขึ้นไปขอให้มาช่วย พระยารามกราบทูลว่า สมเด็จพระมหินทราธิราช สั่งข้าพเจ้าให้มีศุภอักษร ขึ้นไปขอกองทัพลงมาช่วย พระเจ้าหงสาวดีตรัสว่า ซึ่งกองทัพ กรุงศรีสัตนาคนหุตยกมาครั้วนี้ ครั้นจะละไว้ ให้เข้ามาใกล้ ชาวพระนครจะแข็งมือขึ้น การทีจะทำเอาพระนครจะช้าวันไป จำเราจะตี ให้แตกฉานแต่ไกล แล้วสมเด็จพระมหาธรรมราชา กับพระยาราม เอาช่างที่มีฝีมือมาแกะตราให้เหมือนตราพระราชสีห์เสร็จแล้ว จึง แต่งเป็นศุภอักษรว่า

ทัพพระเจ้าหงสาวดีย กมาครั้งนี้ กองทัพกรุงพระมหานคร ศรีอยุธยาแต่งออกรับ ก็หาหักหาญได้ไม่ บัดนี้ให้ตั้งมั่นไว้ แต่งให้คนออกลาดกระเวนตัดสะเบียง กองทัพชาวหงสาวดีก็ขาด สะเบียงลง จวนจะเลิกกองทัพถอยไปอยู่แล้ว ให้เชิญเสด็จพระ เจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต เร่งยกพยุหโยธาทัพลงมาทำการตีกระหนาบ ก็จะได้ชัยชำนะโดยง่าย

ครั้นแต่งเสร็จแล้วจึงสั่งพระมหาธรรมราชา ให้แต่งไทยซึ่งมีสติปัญญาไว้ใจได้ ถือรีบขั้นไปให้กองทัพยกเร่งลงมา แล้วสั่งพระมหา อุปราชาว่าให้แต่งกองทัพขึ้นไปคอยสะกัดตี พระมหาอุปราชาก็ เสด็จยกพยุหยาตราทัพ โดยสถลมารคแนวน้ำแควป่าศักฟาก ตะวันออกพักพลซุ่มไว้ใกล้เมืองสระบุรีทั้งสองฟากน้ำ

ฝ่ายผู้ถือศุภอักษรไปพบกองทัพพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต รเมืองเพ็ชรบูร เสนาบดีนำเข้าเฝ้าทูลข้อความตามศุภอักษรทุก ประการ พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตแจ้งแล้ว มิได้มีวิจารณญาณสำคัญว่าจริงดีพระทัยนัก ก็ยกกองทัพรุดรีบลงมาเมืองสระบุรี ถึงตำบลหมากสอง ต้นกองทัพยังมิทันพร้อม พระมหาอุปราชาเห็นได้ ทีแล้วให้ทหารเข้าโจมตี กองทัพกรุงศรีสัตนาคนหุตไม่ทันรู้ ตัวก็แตก รี้พลเจ็บปวดล้มตายเป็นอันมาก พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตก็ ขึ้นช้างหนีไป กองทัพพระมหาอุปราชาไล่ตีติดตามไปได้ช้างม้าเป็น อันมาก จับพลลาวได้ประมาณ ๑๐๐ เศษ แล้วยกกลับลงมาเฝ้าพระเจ้าหงสาวดี แล้วก็ทูลถวายช้างม้ากับชะเลยชาวล้านช้างซึ่งได้มานั้นพระเจ้าหงสาวดีดีพระทัย จึงให้ปล่อยชาวล้านช้างไปแจ้งเหตุทั้งปวงใน พระนคร ฝ่ายพระมหินราธิราชเจ้าแผ่นดินและนายทัพนายกองทั้งปวงแจ้งว่า กองทัพพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตเสียแก่ชาวหงสาวดีก็เศร้าใจ

ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดี คิดการซึ่งจะเข้าหักเอาพระนครให้จงได้ ฝ่ายสมเด็จพระมหาธรรมราชาจึงคิดว่า ถ้าจะหักเอาพระนครโดยกำลังทหารนั้น ๆ เห็นจะเสียไพร่พลเป็นอันมากจึงให้หาพระยาจักรีมาว่า ซึ่งพระเจ้าหงสาวดีได้ขึ้นไปครั้งพระราเมศวรนั้นมาเฝ้าแต่สอง ให้สาบาลแล้วจึงตรัสปรึกษาเป็นความลับ ว่าแต่ก่อนท่านกับเราก็เป็นข้าพระเจ้าช้างเผือก ครั้งนี้เรามาเป็นข้าพระเจ้าหงสาวดีด้วยกันแล้ว ฝ่าย พระเจ้าช้างเผือกก็สวรรคตแล้ว ตัวเราก็ได้ทำความชอบ แต่ตัว ท่านยังหามีความชอบสิ่งใดไม่ เราคิดจะให้ท่านมีความชอบไว้ต่อ พระเจ้าหงสาวดี เราเห็นอุบายอันหนึ่งซึ่งจะเป็นความชอบของท่านตราบเท่ากัลปาวสาน ถ้าท่านเป็นใจด้วยแล้วก็จะได้พระนคร โดยง่าย พระยาจักรีก็รับว่าจะสนองพระคุณไปกว่าจะสิ้นชีวิต สมเด็จพระมหาธรรมราชาจึงเอาความลับทั้งนี้ไปกราบทูลแก่พระเจ้าหงสาวดี ๆ ก็ยินดิ่นัก จึงอุบายให้เอาพระยาจักรีมาลงพระราชอาชญาแล้วจำไว้แล้วให้พะม่ามอญลาวคุมอยู่ ๓๐ คน ครั้นอยู่มาประมาณ ๕ วัน ๖ วัน จึงสมเด็จพระมหาธรรมราชาแต่งให้คนลอบไปปล่อยพระยาจักรีเข้าไปในกรุงทั้งสังขลิกพันธนา เข้าหน้าที่พระยาธรรมา ตรงวัด ศพสวรรค์ในเพลากลางคืน ครั้นรุ่งขึ้นพระเจ้าหงสาวดีทำเป็นให้ ค้นหาพระยาจักรีทุกกองทัพไม่พบ แล้วก็ให้เอาผู้คุม ๓๐ คนไป ตระเวนรอบกองทัพ แล้วประหารชีวิตเสียบไว้หน้าค่ายพระยาธรรมาในเพลานั้น พระยาธรรมาก็พาเอาตัวพระยาจักรีเข้าไปเฝ้า

สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินสำคัญว่า พระยาจักรีหนีมาได้จริง มีความยินดีนัก ก็ให้ถอดเครื่องพันธนาออกแล้ว จึงพระ ราชทานบำเหน็จรางวัลเป็นอันมาก แล้วให้พระยาจักรีบังคับบัญชาการซึ่งจะป้องกันพระนคร แล้วสมเด็จพระมหินทราชธิราชเจ้าแผ่นดิน พระราชทานอาชญาสิทธิให้แก่พระยาจักรี ให้แห่เครื่องสูง มี ปี่กลองชะนะแตรสังข์ประโคมเที่ยวตรวจหน้าที่ และพระยาจักรี นั้นจัดแจงค่ายคูประตูหอรบ บำรุงทะแกล้วทหารรบพุ่งโดยฉัน อันจริงมาได้ประมาณเดือนหนึ่ง แต่นั้นไปเห็นเจ้าหน้าที่ใดรบพุ่ง กล้าหาญ ก็พาลเอาผิดให้ลงโทษว่าละหน้าทีเสีย มิได้เป็นใจ ต่อราชการ แล้วก็เอาพลเรือนมาเป็นทหาร เอาทหารมาเป็น พลเรือน นาทัพนากองทั้งปวงก็เสียใจ การศึกก็ถอยกำลังลง แล้วให้หนังสือลับกำหนดออกไปว่า ณวันศุกร์เดือน ๙ แรม ๑๐ ค่ำ ให้ยกเข้ามา

ฝ่ายพระเจ้าหงสาว ดีแจ้งดังนั้น ก็กำหนดให้นายทัพนายกองทั้งปวงซึ่งจะเข้าหักเอาพระนคร แล้วแต่งทหารเป็น ๔ เหล่า ๆ หนึ่งใส่เสื้อดำ ถือดาบดั้ง เหล่าหนึ่งใส่เสื้อเขียว ถือดาบ ๒ มือ เหล่าหนึ่งใส่เสื้อแดง ถือปืนนกสับคาบชุด เหล่าหนึ่งใส่เสื้อสีม่วง ถือหอกทวนดาบสะพายแล่ง แล้วพระเจ้าหงสาวดีสั่งให้พระมหาธรรมราชากับพระมหาอุปราชา ถือพลทั้งนี้ยำเข้าไปโดยถนนเกาะแก้ว และพระเจ้าอังวะ พระเจ้าแปร ยกเข้าตามหน้าที่พร้อมกันทั้งสามถนนเจ้าหน้าที่ก็สาดปืนไฟแหลนหลาวออกมา ต้องพลทหารหงสาวดีล้มตายเป็นอันมาก พลข้าศึกก็มิได้ถอย เยียดยัดหนุนเนื่องกันเข้าไปมิได้ ขาดเสียงพลเสียงปืนดังแผ่นดินจะไหว และกองทัพพระมหาธรรมราชาพระมหาอุปราชาโจมตีหักเข้าไปได้ค่ายพระมหาเทพ ๆ แตกถอยเข้าไปตั้งรับอยู่ตำบลหน้าวัดโควัดกระบือ แล้วก็แตกเข้ามาตั้งรับตำบลวัด เผาข้าว ก็ระส่ำระสายแตกกระจัดพรัดพรายคุมกันไม่ติด ข้าศึกก็ เข้าเมืองได้

เมื่อเสียกรุงเทพพระมหานครแก่พระเจ้าหงสาวดีนั้นณวันเสาร์ เดือน ๙ แรม ๑๑ ค่ำ ศักราช ๙๓๑ ปีมะโรงอัฐศก[1] (พ.ศ. ๒๐๙๙) เพลาเช้า ๓ นาฬิกา

ขณะนั้นจึงพระมหาอุปราชา กับสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า ก็เสด็จเข้ามายืนช้างพระที่ นั่งในหน้าพระราชวัง จึงสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินเห็นว่า พระนครศรีอยุธยา เสียแก่พระเจ้าหงสาวดีแล้ว ก็เสด็จด้วยพระราชยาน ออกไปยังสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าพระราชวัง จึงพระมหา อุปราชากับสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า พาเอาสมเด็จพระมหิน ทราธิราชเจ้าแผ่นดิน ออกไปถวายพระเจ้าหงสาวดีณพลับพลาวัด มเหยคณ์ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีทอดพระเนตรเห็นสมเด็จพระมหิน ทราธิราชเจ้า จึงตบพระหัตถ์ลงที่ราชาอาศน์ แล้วตรัสเชิญเสด็จ พระมหินทราธิราชเจ้าให้เข้ามานั่ง สมเด็จมหินทราธิราชเจ้าก็คลาน เข้าไปตามรับสั่ง แต่ทว่าหาถึงที่ตบพระหัตถ์ไม่ สมเด็จพระเจ้า หงสาวดีจึงยกพานพระศรี ยื่นมาให้สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าเสวย และสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าก็มิได้เสวย พระเจ้าหงสาวดีก็หยิบเอาพระศรีในพานประทานให้ สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าก็รับเอามากำไว้สักครู่หนึ่งแล้วจึงเสวย สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี จึงหยิบเอาบ้วนพระโอฐสั่งให้ สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าก็มิได้บ้วนลง สมเด็จ พระเจ้าหงสาวดีจึงตรัสว่า ซึ่งเรายกพยุหยาตราโยธาทัพมากระทำ สงครามทั้งนี้ เป็นเพื่อกษัตริย์ขัติยราช จะเอาเกียรติยศแผ่ไปทั่ว ขอบขันธเสมาอาณาจักร ให้กว้างขวางในทิศทั้งปวง เจ้า อย่าโทมนัสน้อยพระทัยเลย จะเชิญขึ้นไปอยู่ยังกรุงหงสาวดีด้วยกันแล้วพระเจ้าหงสาวดีจึงตรัสสั่งแก่พระมหาธรรมราชา ให้นำสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าไปบำรุบำรุงไว้ แล้วก็ให้พระมหาอุปราชา เข้าไปในเมือง เก็บเอาครอบครัวอพยพชาวเมืองศรีอยุธยาทั้งปวง แล้วให้เอารูปภาพทั้งปวงจะส่งขึ้นไปเมืองหงสาวดีให้สิ้น แล้วพระ เจ้าหงสาวดีจึงตรัสแก่พระมหินทราธิราชเจ้า ว่าให้จัดแจ้งพระสนมราชบริวาร และเครื่องราชบริโภคทั้งปวงออกมา จะได้คืนให้ไป ด้วยกัน แล้วมีพระราชบัญชาตรัสแก่พระมหาธรรมราชา ให้ จัดแจงเครื่องราชปิลันธนาสุวรรณภาชนสำหรับขัตติยาธิบดี และพระสนมราชบริวาร ส่งให้พระมหินทราธิราชด้วยเถิด สมเด็จ พระมหาธรรมราชาก็จัดแจงตามรับสั่งทุกประการ แล้วพระเจ้า หงสาวดีก็อัญเชิญสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า เสด็จขึ้นเสวยสมบัติกรุงเทพมหานครศรีอยุธยา และพระเจ้าหงสาวดีให้พระยานคร ศรีธรรมราช พระศรีอัครราช ขุนเกษตราธิบดี ขุนรักษ์มนเทียร หมื่นนรินทรเสนี และขุนหมื่นทั้งปวง ๑๐๐ คน กับไพร่ชายหญิงอพยพ ๑๐๐๐๐ หนึ่ง ให้อยู่สำหรับกรุงพระนครศรีอยุธยา


  1. ฉบับหลวงประเสริฐว่า ศักราช ๙๓๑ มะเส็งศก (พ.ศ. ๒๑๑๒) ณวันอาทิตย์เดือน ๙ แรม ๑๑ ค่ำ (ผิดกัน ๑๓ ปี)