ข้ามไปเนื้อหา

ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 64/บทที่ 22

จาก วิกิซอร์ซ
(๑๙) รัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรฐ

จึงพระราชครูทั้งสี่ และท้าวพระยาสามนตราช มหาเสนาบดี มนตรีพิริยโยธามาตย์ทั้งหลาย ตั้งพลับพลาชัยสุวรรณมหาวิมานในทัพชัยกลางพลพยุหนั้นเสร็จ ก็นำพระราเชนทรยานกาญจนอลงกฎรจนามหาวรัตนชัชวาล ประดับด้วยอภิรุมชุมสายเศวตแตรพัชนีพรรณ กลิงกลดจามรมาศทั้งปวง และเครื่องมหาเบญจราชกกุธภัณฑ์อนันตเรื่องรัตนราโชปโภค อันเป็นเครื่องราชาภิเศกสำหรับพระมหากษัตรา ธิราชเจ้า มาถวายแด่พระบาทสมเด็จเอกาทศวรอิศวร บรมนารถ บพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวอัญเชิญเสด็จขึ้นผ่านพิภพมหไหศวรรยาธิปัตย์ถวัลราชปรเวณี สืบสันตติศรีสุริยวงศ์ ดำรงพิภพมณฑล สกล กรุงพระมหานครศรีอยุธยา มหาดิลกรัตนราชธานีบุรีรมย์ อันอำพนด้วยสามนตราชประเทศนานามหาไพบูลย์พิศาลราช เจ้าสีมาอาณาเขตต์มณฑลทั้งปวง โดยบุรพประเพณีพระมหากษัตราธิราชเจ้า สืบ ๆ มา พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบพิตรพระพุทธ เจ้าอยู่หัว ก็เสด็จขึ้นพลับพลาชัยสุพรรณมหาวิมาน อันประดับด้วย เครื่องอลงการกาญจนดารา มหาวิสดารสารตทิพมณฑล ดูสกลด้วยบวรเศวตฉัตรากร จามรมาศอลงกฎ และมีพระคชาธารพระยาคชสารราชคเชนทรสถิตซ้ายขวา และพระพิชัยพาหนะมงคลราชอัศดรสถิตซ้ายขวา และตั้งพยุหพลากรพลพฤนโยธาหาญทุกหมู่ทุกพรรณประดับโดยขนัด พลช้าง พลม้า พลเขน ดั้งแพนแสนเสดลโตมรธนูศร ทั้งปวง แห่ห้อมล้อมเป็นบริวารเสร็จสรัพ จึงเบิกท้าวพระยาสมามนตราชตระกูล ประยูรราชมหาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งปวงถวายบังคม

พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชโองการตรัสสั่งท้าวพระยาทั้งหลาย ให้ตนแต่งการที่จะรับพระศพสมเจพระพุทธเจ้าหลวง มายังกรุงพระมหานครศรีอยุธยา และมีพระราชกำหนดให้ขึ้นไปหาท้าวพระยาทั้งหลายอันไปทัพหน้านั้น ให้กลับขึ้นมายังทัพหลวง ส่วนพระรามเดโชซึ่งมีพระราชกำหนดให้ ไปหาเถิงเชียงแสนเชียงรายนั้น พระรามเดโชก็มาเถิง แล้วเบิก เข้ามาถวายบังคมในตำบลเมืองหางหลวงนั้น เถิงวันพฤหัสบดี เดือน ๖ ขึ้น ๑๒ ค่ำ พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบพิตรพระ พุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จด้วยพระที่นั่งครุฑพาหมีเศวตรัตนพระอภิรุมชุมสายพรายพรรณประดับ สรัพด้วยท้าวพระยาสามนตราชพิริยโยธาแสนยากราทั้งหลาย ย้ายโดยขะบวนหน้าหลัง ก็เสด็จกรีธาพลพยุห ยกทัพหลวงเมืองหางหลวง คืนมาโดยอันดับมารค ก็เสด็จ มาเถิงเมืองเชียงใหม่

พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชโองการตรัสสั่งแก่พระเจ้าเชียงใหม่ ให้อยู่รักษาเมือง แลบำรุงช้างม้ารี้พลใหห้มั่นคง เมื่อจะมีการพระราชสงครามไซร้ จะเอาพระเจ้าเชียงใหม่ไปโดยเสด็จ ก็แรมทัพหลวงในเมืองเชียงใหม่คืนหนึ่ง ครั้นพระเจ้าเชียงใหม่นำท้าวพระยามาถวายบังคม สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ยกทัพหลวงเสด็จจากเชียงใหม่ลงมา และทรง พระกรุณาเอาพระทุลองลูกพระเจ้าเชียงใหม่ลงมาโดยเสด็จ และ พระราชทานให้นามกรชื่อพระศรีสมุหาธรรมราชา พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จมาโดย ทางเมืองสุโขทัย มายังท่าเรือในกำแพงเมืองเพ็ชร

ในขณะนั้นเมืองไทรแต่งทูตานุทูต ให้ถือหนังสือและเครื่องบรรณา การเข้ามาถวาย จึงข้าหลวงก็นำทูตานุทูตเมืองไทรนั้น ขึ้นไปถวาย บังคม และถวายเครื่องบรรณาการถึงทัพหลวงในเมืองกำแพงเพ็ชร

แต่ทัพหลวงตั้งอยู่ในเมืองกำแพงเพ็ชรนั้น ๑๕ วัน จึงมีพระราชกำหนดลงมาแก่ท้าวพระยาผู้รักษาพระนคร ให้แต่งพระตำหนักตำบลป่าโมก ครั้นเสร็จเสด็จโดยทางชลมารค ลงมายัง พระตำหนักในป่าโมกนั้น

พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็มีพระบรมราชโองการตรัสสั่งแก่เจ้าพระยาธรรมาธิบดีให้ตกแต่งประดับประดาพระราชวังหลวง แลแต่งราชวัตฉัตรธงทั้งสองข้างชลมารค แต่พระตำหนักป่าโมกเท่าเถิงพระราชวังหลวง และให้ท้าวพระยาทั้งหลายตรวจจัดเรือแห่แหนทั้งปวงสรัพเสร็จ

เถิงวันพฤหัสบดีเดือน ๙ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ปีมะเส็ง[1] พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระ ราชโองการตรัสให้พระราชครูทั้งสี่ แต่งการพระราชพิธีสงครามา ภิเศก แลให้เอาเรือพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์พยุหยาตรา อันประดับ ด้วยสรรพาลังการอันมเหาฬารมาบันทับขนาน แลเทียบเรือแห่หน้า หลังทั้งเสร็จ เถิงเพลารุ่งแล้วนาฬิกาหนึ่ง ได้ศุภโยคมังคโลดม เพลาฤกษ์อันประเสริฐ จึงพระโหราธิบดีศรีจันทรประภาษก็ลั่นฆ้องชัยพระราชปโรหิตจารย์ ราชสุภาวดีศรีบรมหงส์ องค์ปริโสดมพรหม ทิชาจารย์ เป่ามหาสังข์ทักขิณาวัฎ แลประโคมแตรสังข์ดุริยดนตรี ทั้งปวง พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จลงพระพิชัยสุพรรณหงส์พยุหาตรา แลมีพระราช ครูทั้งสี่ แลโหราธิบดีแพทยาธิบดี โดเสด็จเฝ้าพระบาทในหน้า พระที่นั่ง จึงให้ยกธงชัยโบกดบย คลายพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์ พยุหยาตราเสด็จออกจากขนาน ก็เสด็จโยชลมารคนทีธาร ดู มเหาฬารเรือต้นทั้งปวง ประดับด้วยเครื่องอลงกฎรจนาสรรพาการพิธีแลกอบด้วยเรือท้าวพระยามหาเสนาธิบดีทั้งปวง แห่โดยขะบวนหน้าหลังเดียรดาษ

พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถพิตรพระพุทธเจ้าอยู่ หัว ก็เสด็จเถิงบันทับขนานพระราชวังหลวง แล้วตีอินทเภรีเป็นประถมประโคมแตรสังข์ จึงเสด็จขึ้นพระราเชนทรยานพยุหยาตรา และประดับด้วยเศวตฉัตรสำหรับราชาภิเศก แลตีอินทเภรีเป็นทุติยวาร ก็เสด็จด้วยพระราเชนทรยานถึงอัฒจรรย์แห่งไพชยนตมหาปราสาท จึงตีอินทเภรีเป็นตติยวาร

พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้า อยู่หัว ก็เสด็จลงจากพระราชเชนทรยาน เสด็จในหน้าฆ้องชัยชำระ พระบาทเสร็จ เจ้าพระยาธรรมมาธิบดีก็ลั่นฆ้องชัยประโคนแตรสังข์ ดุริยดนตรีทั้งปวง จึงเสด็จขึ้นไพชยนตมหาปราสาท และเสด็จใน พระที่นั่งมังคลาภิเศกสีหบัญชร อันประดับด้วยเนาวรัตนชัชวาลย์ มีพระคชาธารพระยาสารอลงกฎสถิตทั้งซ้ายขวา ทั้งพวกพลโยธาทหาร ดั้งแห่ดาษดาโดยขนัด สรรพยุทธ์ทั้งปวงตั้งเป็นกระบวนประดับ ประดา จึงเบิกท้าวพระยาสามนตราช ราชตระกูลพฤฒามาตย์ มหาเสนาบดีทั้งปวง ถวายบังคมพระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว แลเบิกสมโภชเลี้ยงลูกขุน และ ถวายอาเศียรพาทสำหรับการพระราชพิธีพระนครประเวศนั้น

ในศักราช ๙๕๕ ปีมะเส็งศก (พ.ศ. ๒๑๓๖) นั้น พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จ ปราบดาภิเศกเสวยราชสมบัติในกรุงพระมหานครศรีอยุธยา มหา ดิลกรัตนราชธานีบุรีรมย์ ทรงพระนาม

พระศรีสรรเพชร์ สมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทร มหาจักรพรรดิสร บวรราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาษภาษกรวงศ์ องค์ปรมาธิเบศ ตรีภูวเนศวรววรนาถนายกดิลกรัตนราชชาติอาชาวศัย สมุทยตโรมนต์ สากลจักรพาฬาธิเบนทร์ สุริเยนทรา ธิบดินทร์ หริหรินทรา ธาดาธิบดีวิบุลย์ คุณรุจิตฤทธิราเมศวร ธรรมิกราชเดโชชัย พรหมเทพาดิเทพ ตรีภูวนาธิเบศ โลกเชษฐ วิสุทธ์ มกุฎประเทศคตามหาพุทธางกูร บรมบพิตรพระพุทธเจ้ากรุงพระมหานครทวาราวดีศรีอยุธยา มหาดิลกรัตนราชธานีบุรีรมย์

พระองค์ทรงทศพิธราชธรรม แลสถิตในพุทธรรถจรรยา ญาตรรถจรรยา โลกรรถจรรยา มหิมาด้วยพุทธการกโพธิสมภารมเหาฬารมหัศจรรย์ อนรรคปัญาฤทธาพล พหลเดโชนุภาพ ปราบปรราชอริ ศิริเดชเดชะตระบะอันมหิมา คือองค์สฤษ์ดิรักษ์ สังหาร วิสาลวิสุทธอุดมเทพสมบูรณ์ในพระองค์บมิขาด อาทิคือ พระพรหม พระพิษณุ พระอิศวร พระพายุ พระพิรุณ พระเพลิง พระยม พระไพสพ พระอินทร์ พระจันทรา พระอาทิตย์ และพระองค์ทรงฤทธิสทธิศักดิ์อัครอดุลยาดิเรก อเนกคุณคณนามหามหรรณพ สบสกลเวทศิลปาคม อุดมยศโยค สกลโลกมกุฎ วิสุทธิจุฑามณีรัตน์ สวัสดิมงคล ถลกเหนือศิโรตมางค์มหากษัตริย์เจ้าทั้งปวงในสากล ชมพูทวีป และพระบาทเสด็จเสวยไอสุริยาธิปัตย์ บุรีรัตนสมบูรณ์ มั่งคั่ง ด้วยช้างม้ารี้พลหลแสนยากร สมณพราหมณจารย์ จตุรพรรคประขาชน คณะสกลสบสมัยประเทศนานาพรรคนิกรสโมสรบรมสุขเกษมเปรมประชาราษฎร์เลิศล้น พ้นกว่าโบราณ ประเวณี มีพระราชหฤทัยใคร่กรุณาปราณีสัตว์โลกากรทั้งหลาย หมายให้นฤทุกข์ ปลุกใจราษฎรให้สานติเกษมสุข โดยยุติธรรม อันบวร ขจรพระเกียรติปรากฎ พระยศเซ็งซ่าทั่วทิศานุทิศ และท้าวพระยามหากษัตราธิราชเจ้าทั้งหลาย ก็แต่งเครื่องบรรณาการให้ทูตานุทูตมาถวายบังคมพระบาทบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัวมิได้ขาด

และพระบาทสมเด็จสร้างโพธิสมภารบำเพ็ญพุทธการกธรรมบารมีอาทิ คือ สร้างพระวรเชษฐารามมหาวิหารอันรจนาพระพุทธิปฎิมามหาเจดีย์บรรจุพระสารีริกธาตุสำเร์จ กุฎีสถานปราการสมด้วยอรัญวาสีแล้ว ก็สร้างพระไตรปิฎกธรรมจบบูรณ์ทั้งพระบาลีอรรถกถาฎีกา คันถีวิวรณ์ทั้งปวง จึงแต่งหอพระสัทธรรมเสร็จ ก็นิมนต์พระสงฆ์อรัญวาสีผู้ทรงศีลาทิคุณอันวิเศษ มาอยู่ครองพระวรเชษฐาราม นั้นแล้ว ก็แต่งขุนหมื่นข้าหลวงไว้สำหรับอารามนั้น แล้วจำหน่าย พระราชทรัพย์ไว้ให้แต่งจตุปัจจัยไทยทาน ถวายแก่พระสงฆ์ เป็นนิจกาล แล้วให้แต่งฉทานศาลา แล้วประสาทพระราชทรัพย์ ให้แต่งโภชนาหารจังหันถวายแก่ภิกขุสงฆ์ เป็นนิตยภัตรรับบมิได้ขาด

พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสสั่ง แก่ท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุข ทั้งหลาย ให้แต่งการพระศพสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงแล้ว แต่งพระสุเมรุมาศสูงเส้น ๑๗ วา ประดับเมรุทิศเมรุนายราชวัติฉัตร ทอง ฉัตรนาก ฉัตรเบญจรงค์นานาเสร็จ ก็เชิญพระศพเสด็จเหนือมหากฤษฎาธาร อันประดับด้วยอภิรมกลิงกลดรจนา แลท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขลูกขุนทั้งหลาย มาประดับแห่ห้อมล้อมมหากฤษฎาธาร ก็อัญเชิญพระศพเสด็จลีลา โดยรัถยาราชวัตไปยัง พระเมรุมาศ ด้วยยศบริวารแลเครื่องสักการบูชาหนักหนา พระ บาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จไปถวายพระเพลิงพระศพสมเจพระพุทธเจ้าหลวง ให้นิมนต์พระสงฆ์ สบสังวาศ ๑๐,๐๐๐ ถวายพระราชทานเครื่องอัฐบริขารทักษิณาบูชาพระสงฆ์ทั้งปวงเป็นมเหาฬาร

ฝ่ายพระยาตองอู เมื่อทัพสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ล่ากลับ ไปกรุงพระนครศรีอยุธยา แลพระยาตองอูก็ทะนุบำรุงพระเจ้าหงสาไว้เป็นอันดี หวังจะเกลี้ยกล่อมหัวเมืองทั้งปวงให้ราบคาบเป็นปกติก่อน จึงจะคิดการใหญ่ต่อไป จึงมีหนังสือไปประกาศแก่หัวเมืองทั้งปวงว่าเราปผู้เป็นพระราชนัดดาพระเจ้าหงสาวดี คิดถึงพระคุณสมเด็จพระปิตุลาธิราช จึงให้โหราพฤฒจารย์ขับไล่ดูชาตาเมืองหงสาวดี ที่จะรบศึกพระนครศรีอยุธยา โหราพฤฒาจารย์ผู้รู้แท้ทายว่า ชาตาเมืองหงสาวดีขาดสูญแล้ว ที่จะรับรองข้าศึกนั้น เถิงมาตรว่าเทวดาจะมาช่วยก็ไม่รอดเลย ในจะอับปราชัยเป็นมั่นคง แล้วว่า ชาตาเมืองตองอูครั้งนี้ได้จตุรงคโชค เถิงจะมีข้าศึกมามากดุจคลื่น ในพระมหาสมุทร ก็ในจะอับปราชัยไปเอง เหตุฉะนี้เราจึงเชิญ เสด็จพระเจ้าหงสาวดี และกวาดครอบครัวขึ้นมาตั้งรับมั่นณเมืองตองอู ทัพพระนครศรีอยุธยายกมาตีเมืองตองอู เถิงหักหาญปีนปล้นเป็น หลายครั้ง เสียทแกล้วทหารมาก แลตั้งล้อมอยู่เถิง ๓ เดือนเศษ ก็มิได้ จนล่าทัพไป ก็เป็นบำเหน็จเมืองตองอูรับทัพพระนเรศวรเอา ชัยชำนะไว้ได้ ท่านทั้งปวงก็ย่อมแจ้งอยู่แลพระเจ้าหงสาวดีเคย เป็นสุขอยู่ในเมืองหงสาวดีฉันใด เราก็อุตส่าห์สนองพระคุณให้เป็น สุขาดุจฉันนั้น แลหัวเมืองทั้งปวงอย่าได้กินแหนงสนเทห์สิ่งใดเลย เคยทำราชการฉันใด ก็ให้ทำดุจกาลก่อนนั้นเถิด

ฝ่ายหัวเมืองทั้งปวงได้แจ้งหนังสือพระยาตองอูดังนั้น ลางเมือง ก็เชื่อ ลางเมืองก็คิดแคลงสงสัยเป็นอันมาก แต่ขึ้นไปทรับทราบ สืบสวนเถิงเมืองตองอูเนือง ๆ

จุลศักาช ๙๕๓ ปีเถาะศก (พ.ศ. ๒๑๓๔) ก็ได้เนื้อความว่าพระยาตองอูทะนุบำรุงพระเจ้าหงสาวดีไว้ทั้งนี้ หาโดยสัตย์กตัญญูสุจริตไม่ความคิดอันนี้เป็นเล่ห์กะเท่ห์พระมหาเถรเสียมเพรียมบอก หัวเมือง ทั้งปวงคิดกันจะยกไปรับซึ่งพระเจ้าหงสาวดีมาให้จงได้ ต่างเมือง ก็จัดไพร่พลเสร็จ แล้วก็ยกขึ้นไปเถิงเมืองจิตตอง

ขณะนั้นพระยาตองอู จึงให้นิมนต์พระมหาเถรเสียมเพรียม เข้ามาแล้วก็นมัสการบอกว่า บัดนี้หัวเมืองทั้งปวงคิดกันยกมาจะรบเมืองเรา พระผู้เป็นเจ้าช่วยคิดให้โยมด้วย

พระมหาเถรจึงว่า จะกลัวอะไรแก่อ้ายหัวเมืองเหล่านี้ แต่ จะตีด้วยลมปากก็จะกลับไปเอง

พระยาตองอูได้ฟังมีความยินดีนัก กราบนมัสการพระมหาเถรแล้ว ๆ เล่า ๆ

พระมหาเถรจึงกระชิบบอกอุบายให้พระยาตองอูทุกประการ แล้ว ก็ลาไปอาราม

พระยาตองอูจึงแต่งเป็นหนังสือรับสั่งพระเจ้าหงสาดีไปเถิงท้าวพระยาหัวเมืองทั้งปวงว่า พระเคราะห์เมืองหงสาวดีร้าย พระยาตองอูหลานเรามีความกตัญญู กลัวจะเสียแก่ข้าศึก เสียดายรามัญ ทั้งปวงจะไปเป็นชะเลยกรุงพระมหานครศรีอยุธยา จึงรับเรามาไว้ ในเมืองตองอู ได้รอดจากเงื้อมปัจจามิตร ก็ค่อยเป็นสุขอยู่ ถ้า ครบ ๗ ปีสิ้นพระเคราะห์แล้ว ก็จะกลับลงไปเมืองหงสาวดีดังเก่า และซึ่งหัวเมืองทั้งปวงคบคิดกันยกทัพมาทั้งนี้ จะเป็นกบฎหรือ

ฝ่ายพระยารามัญหัวเมืองทั้งปวงได้แจ้งในหนังสือรับสั่งดังนั้น ก็สำคัญว่าจริง ตกใจกลัวเป็นกำลัง ก็พากันเลิกทัพกลับไป

ครั้นศักราช ๙๕๔ ปีมะโรงศก (พ.ศ. ๒๑๓๕) นักสาง บุตรพระยาตองอูจึงคิดว่า บิดาไปพาเอาพระเจ้าหงสาวดีมาไว้ให้ศึกพระนครศรีอยุธยามาติด แทบจะเสียเมืองครั้งหนึ่งแล้ว แลหัวเมือง ทั้งปวงก็เป็นเสี้ยนศัตรู พากันยกรี้พลมาจะตีเอาเมืองอีกเล่า และเหตุ ที่เป็นทั้งนี้เพราะพระเจ้าหงสาวดีองค์เดียว ถ้าละไว้ไหนเลยศึกจะวายติดเมือง จำจะลอบล้างพระเจ้าหงสาวดีเสียให้ดับสูญ แล้วเมือง ตองอูจึงจะเป็นสุข คิดแล้วก็ประกอบยาพิษมาลอบใส่ในเครื่องเสวยพระเจ้าหงสาวดีมิทันรู้ ก็เสวยเข้าไป พระองค์ก็ดับสูญสวรรคต

พระยาตองอูรู้ว่าพระเจ้าหงสาวดีสวรรคาลัยก็ตกใจ จึงให้ไต่สวนไล่เลียง ก็ได้ความว่า นักสางผู้บุตรประกอบยาพิษมาให้พระ เจ้าหงสาวดีเสวยเข้าไป พระยาตองอูรู้เหตุผลตระหนักแล้วทอดใจใหญ่ มิรู้ที่จะทำประการใด จึงไปบอกแก่พระมหาเถรเสียมเพรียมโดย เหตุทุกประการ

พระมหาเถรได้แจ้งดังนั้นก็ตกใจจึงว่า การเราเสียแล้ว บุตรท่านเป็นคนโฉดเขลานัก หาปัญญามิได้ สมด้วยพระบาลีว่า มีบุตรถ้าไม่ดีแล้ว ก็เป็นศัตรูแก่บิดามารดา ท่านนี้อุปมาดัง พฤกษาชาติอันจะตายเพราะลูก

พระยาตองอูได้ฟังพระมหาเถร ก็โทมนัสน้อยใจแก่บุตรเป็นกำลัง จึงกราบนมัสการพระมหาเถรแล้วว่า พระผู้เป็นเจ้าจะคิด ฉันใดดี

พระมหาเถรจึงว่า การสิเสียไปไม่สมคะเนแล้ว ก็ต้องการอันใดให้หัวเมืองทั้งปวงเสี้ยนศัตรูเล่า เราจะเอาความดีไว้แก้หน้าเถิด ท่านจงให้ชาวเมืองโกนศีร์ษะทั้งเมือง แล้วมีหนังสือไปเถิงหัวเมือง ทั้งปวงว่า พระเจ้าหงสาวดีทรงพระประชวรได้ ๓ วันเสด็จสวรรคตแล้ว เราผู้เป็นราชนัดดาจะทำการถวายพระเพลิงสนองพระคุณให้ ถึงขนาด แลหัวเมืองทั้งหลายผู้ใดรู้พระคุณจะช่วยก็ตาม มิมา ก็ตามอัชฌาศัยนั้นเถิด แลตัวเราถึงถวายพระเพลิงเสร็จแล้ว ก็ ไม่คิดตั้งตัวเป็นใหญ่หามิได้ จะไปพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จ พระนเรศวรบพิตรเป็นเจ้า ณกรุงมหาศรีอยุธยา ถ้าท่านมีหนังสือไปดังนี้ หัวเมืองทั้งปวงจะเห็นความจริง จะสิ้นอาฆาต จองเวร ถ้าผู้ใดมาก็จะเป็นสุจริต ถ้ามิมาจะไปพึ่งกรุงพระนครศรีอยุธยา ดีร้ายก็จะเอาคดีอันนี้ไปเล่า ความดีก็จะมี แก่เราสืบไป พระมหาเถรชี้แจงบอกอุบายให้พระยาตองอูแล้วสั่งว่า ซึ่งจะแต่งการถวายพระเพลิงนั้น ให้ค่อยทำช้า ๆ ความดีจึงจะลือ ขจรไปนานาประเทศ สั่งแล้วพระมหาเถรก็ลาไปอาราม

พระยาตองอูก็มีหนังสือไปถึงหัวเมืองทั้งปวง ดุจคำพระมหาเถรทุกประการ

ท้าวพระยาหัวเมืองทั้งปวงเห็นผู้หนังสือโกนศีร์ษะ แล้วแจ้ง ในหนังสือว่า พระเจ้าหงสาวดีเสด็จสวรรคาลัย ก็มิได้มีความ รังเกียจกินแหนง ต่างคนก็โทมนัสโศกาดูรภาพถึงพระเจ้าหงสาวดี เป็นอันมาก ที่มีกตัญญูรู้พระคุณก็มายังเมืองตองอู ช่วยแต่งการ ที่จะถวายพระเพลิงเป็นนักหนา ลางเมืองก็มิได้ไปช่วยพระยาตองอู ไปเข้าหาพระยาทะละ อันสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าให้อยู่สำเร็จ ราชการในเมืองเมาะตะมะ เมาะลำเลิง

ฝ่ายพระยาตองอู ครั้นตกแต่งการพระศพพระเจ้าหงสาวดีเสร็จแล้ว ก็ถวายพระเพลิงโดยราชประเพณีพระมหากษัตราธิราชเจ้าสืบมา

ลุศักราช ๙๕๕ ปีมะเส็งศก (พ.ศ. ๒๑๓๖) ณเดือนยี่ พระยาตองอูก็แต่งราชทูต อุปทูต ตรีทูต ถือพระราชสารคุมช้างม้าเครื่องราชบรรณาการมาถวาย แด่พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ณกรุงพระนครศรีอยุธยา ขอพึ่ง พระราชสมภารสืบไป

ในเดือนนั้นพระยาล้านช้างก็แต่งราชทูต อุปทูต ถือพระราชสาร แลเครื่องบรรณาการ มาถวายบังคมสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ขอ พึ่งพระบรมโพธิสมภาร

ทรงพระกรุณาให้เบิกทูตานุทูต มาถวายบังคมในพระที่นั่งมังคลาภิเศกตรัสพระราชปฎิสันถารตามธรรมเนียมแล้ว ตรัสให้เลี้ยงดู แขกเมืองแลพระราชทานรางวัลโดยขนาด

ในปีมะเส็งเดือน ๓ นั้น ข้าหลวงผู้รั้งเมืองเมาะลำเลิง ได้ พระยาพะโรแลมอญกบฎทั้งปวงอยู่ริมฝั่งสะโตงนั้นมาถวาย และ เม็งมอญอันอยู่ในเมืองเมาะลำเลิง แลเมืองเมาะตะมะนั้น ก็ราบ คาบไปจนเมืองตองอู

ลุศักราช ๙๕๖ ปีมะเมียศก (พ.ศ. ๒๑๓๗) นั้น พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระ ราชโองการตรัสแก่พระยาศรีพิศวกรรม ให้สถาปนาพระที่นั่งอรรณพ อันอลงกฎรจนา มหิมาด้วยแก้วกาญจน์ พิศดารจัตุรมุขรัตนาศน์ กนกกุฎาคารปราลี เครื่องรัตนชัชวาลมเหาฬารด้วยพระขะบวนเสร็จ จึงตั้งโรงระบำซ้ายขวา ให้แห่เรือต้นทั้งปวง อาทิคือชัยสุพรรณ หงส์พยุยาตรา วรสุพรรณหงส์พยุหยาตรา พระศรีสามารถชัย ไกรสรมุขพิมานชัย จักรรัตน์ แลเรือพระครุฑพาห เรือชัย เรือรูป สัตว์ทั้งปวง และเรือสิงโต อินทรี เรือหัศดิน เรือนนรสิงห์ และเรือจากพราก แลเรือแซทอง พิฆาตทอง แลเรือเลาคาอันได้มาแต่เมืองหงสาวดี แลตกแต่งเรือต้นทั้งปวง อันอลงกฎรจนา โอภาส พรรณรายโดยอันดับต้นเชือกแลปลายเชือก แลพลฝีพายทั้งปวง นั้น ประดับด้วยเครื่องอาภรณ์เสื้อทอง หมวกทอง พายทอง แล้ว ก็ให้แต่งเรือจำนำท้าวพระยาสามนตราช เสนาบดีมนตรีมุขลูกขุน ทั้งหลาย หมายเป็นอาทิคือราชสีห์ คชสีห์ แลเรือชัยท้าวพระยา สวรรคโลก กำแพงเพ็ชร สุโขทัย แลเรือชัยจัตุสดมภ์เหนือน้ำท้ายน้ำแลเรือจำนำขุนช้างขุนม้าขุนตำรวจ ขุนดาบ ขุนด่าน ขุนการ ทหารพลเรือนทั้งปวง ก็ให้ตรวจตราเป็นคู่แข่ง แต่งเป็นคู่ขันต่าง ๆ ครั้นเถิงถิ่นฐานการพระราชพิธีอาศวยุช ก็ให้ประดับพระที่นั่งสรัพ ด้วยเครื่องอลงการ มเหาฬารพิจิตร์โอภาสชัชวาล แลจ่ามทั้งปวง จึงให้เอาพระครุฑพาอันรจนาประดิษฐานพระพิศณุกรรมออกมา ตั้งหน้าฉาน แลให้พระราชครูทั้งสี่กระทำการพระราชพิธีอาศวยุช จึง ให้ตั้งเรือแห่เรือเทียบเรือต้นแลเรือแข่งทั้งปวงตามกระบวน จึงให้เบิกพระราชกุมารและพระราชนัดดา แลท้าวพระยาสามนตราชเสนาบดี ทั้งปวงมาประชุมในหน้าพระที่นั่งอรรณพ แล้วให้เบิกทูตานุทูตอันมา แต่เมืองตองอูแลเมืองล้านช้างนั้น มาถวายบังคม และให้เบิกพระสังฆราชคามวาสีอรัญวาสี และพระสงฆ์สบสังวาศขึ้นในธรรมมาศน์ ที่จะถวายพระพรนั้นเสร็จ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธิเจ้า อยู่หัว ก็เสด็จด้วยพระราเชนทรยานมายังพระที่นั่งอรรรพ จึง ตีอินทเภรีเป็นประถม พระบาทสมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จออกในพระที่นั่งครุฑพยุหะอันรจนา จึงตีอินทเภรีเป็นทุติยวาร ประโคม ฆ้องกลองดุริยดนตรีทั้งปวง จึงเบิกเรือต้นพระพิชัยสุพรรณหงส์และ วรสุพรรณหงส์พยุหยาตรา ให้นำเรือต้นเรือคู่แข่งทั้งปวงขึ้นมา ถวายบังคมพระบาทสมเด็จบรมพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว โดยการพระราชพิธีอาศวยุช พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ประสาทเรือต้นชัยสุพรรณหงส์พยุหยาตรา วรสุพรรณหงส์พยุหยาตราแลเรือต้นทั้งปวง พระราชทานแก่พระสังฆราชคามวาสีอรัญวาสี และพระสงฆ์มหานาคราชาคณะทั้งปวง อันเข้ามาถวายพระพรนั้นแล้วก็เอาเงินสนองเรือต้นทั้งปวงเป็นเครื่องสการบูชาจตุปัจจัยทานแก่พระสงฆ์ทั้งหลาย ครั้นเรือต้นแลเรือคู่แข่งทั้งปวงถวายบังคม และพายขึ้นไปอยู่โดยทำเนียบเทียบคู่เข้าขนัดที่จะวางเรือนั้นโสด จึง ยกธงอาศวยุชในหน้าพระที่นั่งให้เป็นสำคัญ ก็ลั่นฆ้องชัยวางเรือต้น ศรีสามารถชัย ไกรสรมุข พายแข่งกันลงมาเป็นอาทิแล้ว ก็ วางเรือคู่แข่งกันลงมาโดยอันดับ ครั้นแข่งเรือทั้งปวงเสร็จ แล้ว จึงเลี้ยงลูกขุนแลประสาทพระราชทานรางวัลแก่ผู้ชะนะทั้งปวงเสร็จ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็เสด็จประเวศยังพระราชมนเฑียรในบัดเดียวนั้น

พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสแก่พระยารัตนบาล ให้รจนาพระพุทธปฎิมาเป็นพระพุทธรูป สนองพระองค์ห้าพระองค์ องค์หนึ่งบุทองนพคุณทรงเครื่องมงกุฎกุณฑล พาหุรัตน์ย่อมประดับเนาวรัตน์ แลบัลลังนั้นบุทองจำหลักประดับเพ์ชรรัตน์องค์หนึ่งบุทองนพคุณบัลลังก์นั้นบุทองจำหลักองค์หนึ่งนั้นเป็น พระพุทธปฎิมานาคาศนะ พระพุทธองค์นั้นรจนา ด้วยนาคสวาด แลเครื่องทรงนั้นทองจำหลักประดับเนาวรัตน์ และบัลลังก์นั้นรจนด้วยสวาด พระพุทธปฎิมาบุเงิน ๒ องค์ แลฐาน เงินจำหลักสรรพางค์ ครั้นเสร็จพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสสั่งแก่เจ้าพระยาจักรี ให้แต่งการ พระราชพิธีไสเรือ แลให้รับพระพุทธปฎิมาอันให้สถาปนานั้น

เถิงเดือนอ้ายขึ้น ๑๓ ค่ำเพลารุ่งแล้ว ๒ นาฬิกา ให้เอา เรือชัยสุพรรณหงส์พยุหยาตรา และรสุพรรณหงส์พยุหยาตรามา ประทับขนาน และให้เอาเรือพระครุฑพาหะออกตั้งฉาน และให้ เทียบเรือต้นศรีสามารถชัย ไกรสรมุขพิมานชัย ไกรสรจักรรัตน์ และ เรือต้นทั้งปวงโดยขะบวนแห่ แล้วก็เทียบเรือจำนำท้าวพระยาลูกขุน ทั้งปวงตั้งแห่โดยขะบวนสรัพ จึงอัญเชิญพระพุทธปฎิมาทองนพคุณทรงเครื่องนั้น ขึ้นช้างต้นพระคชาธารคชสีห์แลเชิญพระพุทธปฎิมา ทองนพคุณองค์หนึ่งเล่า ขึ้นช้างต้นพระมหาศรีชัยศักดิ แลพระคชาธารทั้งสองนี้ประดับด้วยเครื่องคชาภรณ์ แลผูกเครื่องสำหรับพิชัยสงครามจึงรับพระพุทธปฏิมาทั้งสององค์ แต่หน้าพระราชวังลงไปประทับเกย แลเอาเรือวรสุพรรณหงส์พยุหยาตรา เลื่อนเข้ามารับพระพุทธปฎิมา ทั้งสองพระองค์ ออกไปตั้งชลมารคเสร็จ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ลงเรือชัยสุพรรณหงส์พยุหยาตรา ครั้นได้อุดมเพลาก็ คลายเรือพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์ออกจากขนาน และเรือวรสุพรรณหงส์ซึ่งรับพระพุทธปฎิมานั้นไปเป็นหน้า แลประดับด้วยเรือแห่อันรจนา ดาดาษ โดยขะบวนหน้าหลัง พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จพยุหยาตราลงไปบันทับขานไปบางกะดาน ดำรัสให้เลื่อนท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลายเสร็จ ก็ให้เอาเรือบรรดาเข้าขะบวน ไสทั้งปวง ออกจับขะบวนโดยขนาด แลเรือบรรดาแด่พระพุทธเจ้า ทั้งปวงนั้นไว้ให้แห่พระพุทธเจ้าขึ้นมาครั้นเถิงเพลาชายแล้ว ๒ นาฬิกา ๕ บาท สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ทรงเครื่องสุวรรณาภรณ์ บวรวิภูษิตากาญจน์เสร็จแล้วเสด็จทรงพระที่นั่งบุษบกรรัตนมหาพิมาน อันอลังการกลางเรือชัยสุพรรณหงส์พยุหยาตรา คลาเคลื่อนโดยขะบวนเสด็จประเวศมาประทับท่าขนานมหาวาสุกรี คอยทอดพระเนตรขะบวนแห่พระพุทธปฎิมากร อันมเหาฬาราดิเรกด้วยเรือต้นทั้งปวงนั้น ครั้นเรือพระพุทธปฎิมากรบันทับขนานแล้ว ก็เชิญพระพุทธปฎิมากร เสด็จทรงพระคชาธาร แห่กลับไปประดิษฐานไว้ณพระศรีสรรเพ็ชญ์ ดาราม แล้วให้แต่งการสมโภชเล่นมหารศพ ๗ วัน เป็นมโหฬารยิ่งนัก

ครั้น ณวันอาทิตย์เดือนยี่ขึ้น ๕ ค่ำ ทูตานุทูตเมืองลานช้างเมืองตองอู เข้าเฝ้ากราบถวายบังคมลา พระราชทานรางวัลแก่ทูตโคกสองเมืองเป็นอันมาก ฝ่ายทูตานุทูตต่างคนต่างกลับไปเมือง พระเกียรติพระยศแผ่ไพศาลไป ทุกนานาประเทศธานีใหญ่น้อยทั้งปวงก็เกรงพระเดชเดชานุภาพเป็นอันมาก พระนครศรีอยุธยาครั้งนำดี เกษมสุขสมบูรณ์ยิ่งนัก

ศักราช ๙๕๗ ปีมะแมศก (พ.ศ. ๒๑๓๘) ทรงพระกรุณา ตั้งพระราชกำหนดกฎหมายพระอัยการ แลส่วยสัดพัฒนากรขนอนตลาด แลพระกัลปนาถวายเป็นนิตย์ภัตร แก่สังฆารามคามวาสีอรัญวาสีบูรณ์

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชบุตร ๒ พระองค์ องค์หนึ่งทรงพระนามเจ้าฟ้าสุทัศน์ พระอนุชาทรงพระนามเจ้าฟ้าศรีเสาวภาค ประชวรพระยอดเสียพระเนตรข้างหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงยกพระราช บุตรผู้พี่ขึ้นเป็นมหาอุปราช อยู่มา ๔ เดือนเศษ พระมหาอุปราช กราบทูลพระกรุณาว่าจะขอพิจารณาคนออก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรัสว่าจะเป็นขบถหรือ พระมหาอุปราชมีความกลัวสมเด็จพระราช บิดาเป็นกำลัง ออกจากที่เฝ้าเสด็จมาพระราชวังบวรสถานมงคล เพลาค่ำเสวยยาพิษเสร็จสวรรคต สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระโทมนัศโสกาดูรภาพเถิงพระราชโอรสเป็นอันมาก แล้วให้แต่งการพระ ราชทานเพลิงพระศพตามอย่างมหาอุปราช สมเด็จพระบาทบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ตั้งพระทัยบำเพ็ญทานการกุศลเป็น เนกประการ

ครั้นลุศักราช ๙๖๓ ปีฉลูศก (พ.ศ. ๒๑๔๔) ทรงพระประชวรทรง เสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ ๗ พระวษา


  1. ถ้าเป็นปีมะเส็งเบญจศก ก็ตรงกับ จ.ศ. ๙๕๕ พ.ศ. ๒๑๓๖